อ่วม ! การบินไทยรายได้ต่ำเป้า-นกแอร์ขาดทุน จ้างที่ปรึกษาทำแผนฟื้นธุรกิจ


21-04-2017 15:02:06
“การบินไทย” เผยรายได้ยังต่ำเป้า การแข่งขันราคาสูง เดินหน้ากลยุทธ์ตั้ง “ไทยกรุ๊ป” ถกไทยสมายล์-นกแอร์ผนึกแผนตลาด โครงข่ายการบิน ส่วนนกแอร์ต้องจ้างที่ปรึกษาทำแผนพลิกฟื้นธุรกิจ พร้อมเร่งแก้สภาพคล่อง แก้ขาดทุนต่อเนื่อง นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า รายได้ในงวด 2 เดือนแรกต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแข่งขันราคาสูงทำให้การขายตั๋วทำราคาได้ไม่ดีนัก แม้จะมีผู้โดยสารมากแต่รายได้ต่ำกว่าเป้า โดยช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2560 อัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) อยู่ที่เฉลี่ย 83.5% สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 78% แต่จำนวนผู้โดยสารทรงตัวที่ 3.26 ล้านคน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้นำระบบบริหารรายได้ ได้แก่ ระบบการบริหารราคาขายบัตรโดยสารอัตโนมัติ ที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาทในช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่การปรับลดค่าใช้จ่ายทำได้ดีขึ้น คาดว่ารายได้จากผู้โดยสารต่อหน่วย (yiled) ในช่วงครึ่งหลังปี 2560 จะดีขึ้นกว่าครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากระบบของบริษัทจะสามารถปรับราคาขายได้ทันสถานการณ์ตลาด โดยใช้เวลาลดลงเหลือ 1-2 วัน จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ทำให้การขายมีความคล่องตัวมากขึ้น และพนักงานจะได้รับการอบรมการใช้ระบบการขายตั๋วให้สามารถใช้งานได้คล่องมากขึ้น นายอุษณีย์กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ยังเดินหน้ากลยุทธ์ “ไทยกรุ๊ป” ภายใต้ความร่วมมือ 3 สายการบิน คือ สายการบินไทย สายการบินไทยสมายล์ และสายการบินนกแอร์ (NOK) ที่จะร่วมมือด้านการตลาด โครงข่ายการบิน การใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น ศูนย์ซ่อมบำรุง การบริการภาคพื้นดิน เป็นต้น ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้รับรายงานว่าทั้ง 3 สายการบินจะเริ่มการหารือครั้งแรกในปลายเดือน เม.ย.นี้ เพื่อวางนโยบายร่วมกันอย่างชัดเจน ด้านนายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกข์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการเงินและบัญชี บริษัท การบินไทย คาดว่า ในช่วงไตรมาส 1/60 บริษัทฯ จะไม่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ก็ยังต้องติดตามค่าเงินอย่างใกล้ชิดเนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น และการบินไทยมีรายจ่ายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นจะทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่รายรับเป็นเงินสกุลเงินยูโรและเงินเยนที่ขณะนี้อ่อนค่า เมื่อแปลงเป็นเงินบาทจะได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม จากการที่บริษัทฯ แปลงหนี้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสวิสฟรังก์ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยได้ราว 600 ล้านบาทในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่บริษัทก็จะมีเงินกู้เพิ่มขึ้นจากการซื้อเครื่องบิน 2 ลำ คือ แอร์บัส 350 ซึ่งมีกำหนดรับมอบ 1 ลำในวันที่ 21 เม.ย.นี้ สำหรับรายจ่ายค่าน้ำมันนั้น บริษัทได้ทำประกันความเสี่ยง (hedging) สำหรับครึ่งปีแรกแล้วประมาณ 62-63% ของปริมาณการใช้น้ำมัน ในราคาเฉลี่ย 40-60 เหรียญ/บาร์เรล ส่วนครึ่งหลังปี 60 ทำไว้ที่ 49% ในระดับราคาใกล้เคียงกัน และได้ทำ Hedging ของปีหน้าไว้แล้วราว 12% ขณะที่นโยบายบริษัทสามารถทำ Hedging ได้ถึง 80% ของปริมาณการใช้น้ำมัน

นกแอร์จ้างที่ปรึกษาทำแผนฟื้นฟูธุรกิจ

นายณรงค์ชัยยังกล่าวในฐานะกรรมการ และคณะทำงานยุทธศาสตร์และวางแผนระยะยาวของ บมจ.สายการบินนกแอร์ (NOK) ว่า นกแอร์ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อทำแผนพลิกฟื้นธุรกิจ (Turnaround) คาดว่าจะใช้เวลา 3 เดือน หรือสรุปในราวเดือน ก.ค.นี้ สิ่งสำคัญที่นกแอร์ต้องพิจารณาเร่งด่วน คือ สภาพคล่องของบริษัท และเงินกองทุนของบริษัท ล่าสุดที่นกแอร์เพิ่มทุนเพื่อไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และเห็นว่ามีสัญญาณที่ส่วนของผู้ถือหุ้นจะติดลบ รวมทั้งเรื่องการลดค่าใช้จ่าย เพราะขณะนี้ค่าใช้จ่ายของนกแอร์สูง ขณะนี้นกแอร์อยู่ระหว่างการเจรจากับคู่ค้าเพื่อให้เกิดความร่วมมือในทุกด้าน ได้แก่ ซ่อมบำรุง บริการภาคพื้นดิน เป็นต้น เพื่อลดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ คณะทำงานยุทธศาสตร์และวางแผนระยะยาวที่จัดตั้งเมื่อเดือน ต.ค. 59 จะเข้ามาช่วยพิจารณาการเพิ่มทุน การหาพันธมิตรธุรกิจ (Strategic Partner) เพื่อต้องการให้มีฝูงบินระยะไกล โดยขณะนี้ได้เจรจาพันธมิตร 3-4 รายจากจีน ทั้งที่อยู่ในธุรกิจสายการบิน และไม่ใช่ธุรกิจสายการบิน โดยความร่วมมืออาจจะเป็นการทำ Codeshare หรืออาจจะเข้ามาถือหุ้นนกแอร์ก็เป็นไปได้ โดยนกแอร์ยังมีแผนเพิ่มฝูงบินอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 60-64 อีก 10 ลำ โดยในปี 60 จะเพิ่มเข้ามา 2 ลำเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 737 แต่จะปลดระวางโบอิ้ง 737 ออกไป 3 ลำ จากนั้นในปี 61 จะเพิ่มเครื่องบินโบอิ้ง 737 จำนวน 2 ลำ และในปี 62 เพิ่มเครื่องบินโบอิ้ง 737 จำนวน 2 ลำ และเครื่องบินใบพัด Q-400 จำนวน 2 ลำ ส่วนในปี 63 เพิ่มเครื่องบินใบพัด Q-400 อีก 1 ลำ และปี 64 เพิ่มเครื่องบินใบพัด Q-400 อีก 1 ลำ ทำให้สิ้นปี 64 นกแอร์จะมีฝูงบินทั้งหมด 38 ลำ ร.อ.อ.มนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท การบินไทย กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งการบินไทยร่วมมือกับแอร์บัส คาดว่าจะสรุปผลศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเบื้องต้นภายใน 3 เดือนจากนี้ หรือประมาณเดือน ก.ค.นี้ โดยจะนำเสนอต่อกระทรวงคมนาคม หรือหาก พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีผลแล้วก็จะส่งให้คณะกรรมการ EEC พิจารณา ส่วนการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่นั้น ร.อ.อ.กนก ทองเผือก รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคลและกำกับกิจการองค์กร การบินไทย กล่าวว่า กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ผ่านรอบแรกจะเริ่มต้นในเดือน พ.ค.นี้ จากนั้นคาดว่าจะสรุปผลเสนอให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาและจะมีการเจรจาอัตราผลตอบแทนต่อไป อนึ่ง ผู้ผ่านคุณสมบัติล่าสุด 4 ราย ได้แก่ 1. นายดนุช บุนนาค ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย 2. นายวิสิฐ ตันติสุนทร กรรมการสายการบินนกแอร์ และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 3. นายธีรวิทย์ จารุวัฒน์ อดีตกรรมการผู้จัดการ บมจ.ทีโอที และนายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล อดีตผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่มา : http://manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9600000040299