”แม้ว”โหนแคมเปญ”สุวรรณภูมิ”

“มันมีความหมายสำหรับประเทศไทย สำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับผม หรือเกี่ยวกับการเมือง”

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยืนยันกับกลุ่มผู้สื่อข่าวต่างชาติ เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2548 ที่ยิงคำถามถึงความหมายที่มีต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ที่พยายามผลักดันให้มีการเปิดใช้งานสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 28 กันยายน 2549

แต่ใครเล่าจะเชื่อว่าความหมายนี้จะไม่ส่งอานิสงส์ไปถึงพรรคไทยรักไทย และต่อตัวพ.ต.ท.ทักษิณ และพลพรรคเอง เพื่อที่จะรีเทิร์นกลับมาอยู่ในอำนาจได้ครั้งแล้วครั้งเล่า

28 กันยายนนี้ ไม่ใช่กำหนดเวลาแรกที่พ.ต.ท.ทักษิณ นำมาเป็นเลขเป้าหมาย แต่ก่อนหน้านี้ มีกำหนดเวลาเป็นระยะ ๆ สำหรับการเปิดใช้งานสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ก็เลื่อนมาโดยตลอด และแต่ละครั้งแห่งการเลื่อน ก็มักมีพ.ต.ท.ทักษิณไปคอยกระตุ้น กระทุ้ง ถึงขั้นกลางเต็นท์นอนกลางพื้นที่ก่อสร้างที่สนามบินสุวรรณภูมิมาแล้ว

หากจำกันได้ เมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทย ได้เข้าบริหารประเทศใหม่ๆ ความหวานชื่นระหว่างรัฐบาลกับคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างน้อย ก็ 19 ล้านเสียง ตามสถิติที่นายกฯแม้วคนนี้ พูดถึงเสมอ เมื่อปี 2544 การเร่งก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ คือวาระแห่งชาติที่รัฐบาลกำหนด เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทุ่มเทกำลังอย่างเต็มที่ เพื่อให้เปิดใช้งานสนามบินได้ภายในต้นปี 2548

แต่เมื่อการทำงานด้วยคำสั่ง ไม่ได้เป็นไปพร้อมกับความสามารถที่มีอยู่ จึงทำให้เวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ จนกลางปี 2547 พ.ต.ท.ทักษิณต้องแสดงความทุ่มเท นอนกลางเต็นท์ กลางพื้นที่ก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ อธิบายความได้ในขณะนั้นว่า เพื่อเป็นส่วนกระตุ้นให้การก่อสร้างเร็วขึ้น และไม่เพียงเท่านั้น ภาพยังได้เผยแพร่ไปทั่วประเทศว่าพ.ต.ท.ทักษิณทำอาหารแจกจ่ายทั้งเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว ได้คะแนนตีตื้น ท่ามกลางกระแสเสียงความนิยมที่เริ่มลดลงในช่วงปลายของรัฐบาลทักษิณ 1 ต่อเชื่อมกับเวลาใกล้เลือกตั้งทั่วไป หลังรัฐบาลอยู่มาครบ 4 ปีในต้นปี 2548

จนถึงกลางปี 2548 วี่แววของการเปิดสนามบิน ก็ยังไม่ไปถึงไหน แถมยังเจอศึกหนักที่ลดเครดิตรัฐบาลอย่างหนัก จากกรณีของสินบนข้ามชาติ “ซีทีเอ็กซ์” ทำให้ในที่สุด ท่ามกลางฝุ่นผงจากงานก่อสร้าง และพื้นผิวก่อสร้างที่ยังไม่แห้งสนิท และรอยร้าวของรันเวย์ พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจเป็นพรีเซ็นเตอร์เองอีกครั้ง ในการโดยสารเครื่องบิน เพื่อร่วมทดสอบทางเทคนิคของสนามบิน ด้วยการนั่งในเที่ยวบินทีจี 8960 ของการบินไทย ออกจากสนามบินดอนเมือง 08.39 น. ถึง สนามบินสุวรรณภูมิ 09.19 น. เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 ก่อนขึ้นเครื่องในวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณยังได้กำหนดด้วยปากอีกครั้งว่าเชื่อว่าสนามบินสุวรรณภูมิ จะเปิดบริการได้ในเดือนมิถุนายน 2549

“ผมเป็นคนที่ชอบกำหนดวันให้ตึงไว้ ตึงๆ ไว้ก่อน การที่เรากำหนดไว้ใกล้ๆ เพื่อจะได้ตึง หากจวนเจียนก็นิดหน่อย แต่ถ้าไปกำหนดไว้หลวมมากๆ พอถึงเวลาแล้ว มันก็จะยืดไปอีก ซึ่งในใจผมคิดว่าถ้าเราเปิดสนามบินได้ในวันพรุ่งนี้ ก็อยากจะเปิดเลย เพราะจะเป็นการชิงจังหวะในการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค”

อีกครั้งกับท่ามกลางกระแส” ท้าก……สิน ออกไป” ตั้งแต่ต้นปี 2549 กิจกรรมประกาศเปิดใช้งานสุวรรณภูมิ ก็เริ่มต้นขึ้นอีก

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2549 การทดสอบเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ก็เริ่มต้นขึ้น ที่คราวนี้ได้ทั้งการยิงแคมเปญฟื้นคะแนนแม้ว กับผลประโยชน์ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างต่างได้ตกเบิกกันเสียที

หลังจากลังเลกับตารางการเข้าร่วมนั่งเครื่องบินในเที่ยวบินทดสอบ ในที่สุด นายกฯแม้ว ก็ย่อมทุ่มพรีเซนต์ ร่วมนั่งมาในเที่ยวบินการบินไทย จากดอนเมืองมาลงที่สุวรรณภูมิอีกครั้ง พร้อมยืนยันวันที่ 28 กันยายน 2549 คือวันที่กำหนดสำหรับเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิและปิดสนามบินดอนเมือง ท่ามกลางการถกเถียงถึงความพร้อมที่แท้จริง โดยเฉพาะความปลอดภัยที่หลายคนกังวลถึง แต่สำหรับปัญหานี้ นายกฯแม้วและคนในรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ ต่างยืนยันพร้อมเต็มที่ พร้อมลองกับความพร้อมที่จะให้เที่ยวบินของการบินไทย ทุกเที่ยวบินมาที่สุวรรณภูมิตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2549 เป็นต้นไป

ย้อนหลังไปทำให้นึกถึงคำให้สัมภาษณ์อีกครั้งของพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 ที่ว่า “ผมเป็นคนอย่างนี้ ใครที่ชอบดูถูก ผมก็พยายามทำให้ได้”

ได้ยินอย่างนี้แล้ว ยิ่งใกล้วันกำหนดเลือกตั้งใหม่ ในเดือนตุลาคมนี้แล้ว ยิ่งให้ความรู้สึกเย็นวาบ กับ Ego ของท่านผู้นำ ที่ต้องแลกกับความปลอดภัย และความสะดวกสบายของผู้คนที่มาใช้บริการสนามบิน ที่ต้องเปิดตามนโยบายเร่งด่วน ”วาระแห่งชาติ” และเมื่อดันทุรังเปิดใช้แล้ววันที่ 28 กันยายนนี้ ทายได้เลยว่าหลังจากนั้นแคมเปญหาเสียงของไทยรักไทยจะเร่งอัดลงไปกับผลงานชิ้นใหญ่ ที่ว่ารัฐบาลไหนก็ทำไม่ได้ คือการ ”เปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ”

เพียงแต่ว่าแคมเปญนี้อาจใช้ได้ดีในช่วงที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ ท่ามกลางพิษของกุหลาบแก้ว และคาร์บอมบ์ที่ยังต้องสงสัยว่าจัดฉากหรือไม่ จะเพียงพอและแรงพอหรือไม่ที่จะพาความนิยมกลับคืนมา เพราะบวกลบคูณหารแล้ววิกฤตคะแนนเสียงของนายกฯแม้ว เที่ยวนี้หนักหนาสาหัสกว่าที่คิดไว้มากมายเหลือเกิน