5 อันดับ “สมาร์ทโฟน” ไทยเปลี่ยน! “OPPO” แซง “Samsung” “Apple” รั้งเบอร์ 5 หล่นวูบ 50% ราคาแพงเป็นเหตุ

แม้ “ตลาดสมาร์ทโฟน” ในเมืองไทยจะใหญ่อันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ตัวเลขล่าสุดที่ “บริษัทวิจัยคานาลิส” (Canalys) เปิดเผยออกมาระบุว่า กำลังประสบปัญหายอดขายลดลงอีกครั้งในไตรมาส 4 ปี 2018 โดยปลายปีที่ผ่านมายอดขายสมาร์ทโฟนไทยลดลง 13.6% เหลือ 4.9 ล้านเครื่อง ทำให้ภาพรวมทั้งปีไทยมียอดขายสมาร์ทโฟนทั้งหมด 19.2 ล้านเครื่อง ลดลง 8.6%

“Canalys” วิเคราะห์ว่าเหตุผลที่ตัวเลขลดลงเพราะความต้องการสมาร์ทโฟนของผู้บริโภคไม่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของตลาดไทย เห็นได้ชัดจากการที่ไม่ว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจะเสนอ ส่วนลด ที่น่าดึงดูดเพื่อกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคเพียงใด แต่ผู้ใช้ฟีเจอร์โฟนนับ ล้านคน” ในพื้นที่ชนบทก็ยังคงไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟน

ระยะเวลาในการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนของผู้บริโภคถูกยืดออกให้นานขึ้น น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเลขลดลง

อย่างไรก็ตาม ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเป็นบวกหลังจากการเลือกตั้ง ทำให้ Canalys คาดว่าการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนไทยในปี 2019 จะกลับมาเป็นบวก โดยเติบโตที่ 4.1% แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดตัว 5G รูปแบบสมาร์ทโฟน และอาจกินเวลานานไปจนปลายปี 2020

แต่ผู้ประกอบการหลายแห่งก็เริ่มทำการตลาด 5G เพื่อเรียกความสนใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะกับโอเปอร์เรเตอร์ที่เริ่มทดสอบ 5G กันแล้ว ทั้งหมดนี้จะมีความสำคัญต่อความต้องการของผู้บริโภคที่จะฟื้นตัวในช่วงปลายปี

ความน่าสนใจของข้อมูลที่เปิดเผยออกมานี้ไม่ได้มีเพียงภาพรวมตลาดในแง่ของจำนวนที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังมีตาราง 5 อันดับยอดขายสมาร์ทโฟนในไทยได้ “เปลี่ยน” ไป

โดยการสำรวจพบว่า ออปโป้ (OPPO) แบรนด์จีนสามารถแซงหน้า ซัมซุง (Samsung) เป็นครั้งแรกในตลาดไทย โดยการแซงหน้าของ OPPO นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไตรมาส 4 ปี 2018 การสำรวจพบว่า OPPO สามารถจำหน่ายสมาร์ทโฟนในตลาดไทยได้มากกว่า 1.1 ล้านเครื่อง ครองส่วนแบ่งตลาด 22.2% เหนือกว่า Samsung ที่มีส่วนแบ่งตลาด 21.1% ทั้งหมดนี้ไม่นับมูลค่าราคาเครื่องที่จำหน่าย

OPPO A3s

สำหรับ OPPO การสำรวจพบว่าแบรนด์จีนดาวรุ่งมีอัตราการเติบโตเกือบ 70% ในไตรมาสปลายปี 2018 ส่วนใหญ่มาจากรุ่น A3, F7 และ F9 ซึ่งมียอดขายเกือบ 2 ใน 3 ทีเดียวความสำเร็จนี้มาจากการที่ประเทศไทยถูกยกเป็นหนึ่งในประเทศที่ OPPO ให้ความสำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีการลงทุนมูลค่าสูงเพื่อการสร้างแบรนด์และการบริการอย่างจริงจังตลอด 5 ปีหลังสุด

ในขณะที่ Samsung ตกจากอันดับที่ 1 มาเป็นอันดับที่ 2 ในไตรมาสนี้ยอดขายที่ทำได้ราว 1 ล้านเครื่องลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 36.1% เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Samsung ตกจากอันดับในไตรมาสนี้คือการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตระกูล J และ A series ล่าช้ากว่าที่คาดนอกจากนี้ Samsung ยังมีผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่มีความเสี่ยงในตลาดกลุ่ม High end ที่เป็นเครื่องราคาสูงจุดนี้เป็นความท้าทายที่ทำให้ Samsung พ่าย OPPO ในแง่ของจำนวนเครื่องที่ขายได้

นอกจากนี้การทำบันเดิลแพ็กเกจระหว่าง OPPO กับโอเปอร์เรเตอร์มือถือ ด้วยโปรโมชั่นจ่ายแค่แพ็กเกจ รับเครื่องฟรี ถูกมองว่าจะเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดการแซงขึ้นด้วย

ในขณะที่ “หัวเว่ย” (Huawei) และ วีโว่” (Vivo) ตามติดด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 13.1% และ 12.7% ตามลำดับโดย Huawei ถือว่าความสำเร็จในไตรมาสที่ผ่านมาคือการก้าวข้าม Vivo และกลายเป็นแบรนด์อันดับ 3 ได้สำเร็จด้วยยอดขาย 645,000 เครื่องในไทยเติบโตถึง 73.4% เมื่อเทียบปีต่อปีโดยยอดขายส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ Low-end อย่าง Y series และ Nova 3 ซึ่งทำให้ยอดขายโตขึ้นต่อเนื่องใน 3 ไตรมาส

อีกทั้งความนิยมของแบรนด์ Honor ที่เพิ่มมากขึ้นยังเสริมให้ Huawei ทวีความยิ่งใหญ่ขึ้นจึงมีแนวโน้ม Huawei จะผลิตสมาร์ทโฟนแบรนด์นี้มากขึ้นเกิน 100,000 เครื่องต่อไตรมาสทำให้ Huawei สามารถเจาะตลาดได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ต้องการบุกตลาดไทย

สุดท้าย “แอปเปิล” (Apple) อยู่อันดับที่ 5 ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาด 8.6% ในไตรมาสที่ 4 ถือว่าลดลงมากที่สุดในตารางถึง 52.2% ซึ่งถือว่าผิดสังเกตเป็นอย่างมาก เพราะปรกติแล้วช่วงไตรมาส 4 น่าจะเป็นช่วงที่ Apple ขายดีที่สุดในรอบปี เพราะสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เพิ่งเปิดตัวไปนั้นเองยิ่งปี 2018 ถือว่าขายได้ค่อนข้างเร็วอีกด้วย

แน่นอนปัญหาที่ “Apple” กำลังเจอคือราคาของรุ่นเรือธงที่เปิดตัวมาค่อนข้าง “แรง” อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะกับรุ่นหน้าจอใหญ่ที่คนไทยเริ่มหันมานิยมใช้ขึ้นเรื่อยๆ อย่าง “iPhone XS Max” ราคาเริ่มต้นสำหรับความจุ 64GB เครื่องเปล่าใน Apple Store อยู่ที่ 43,900 บาท

ด้วยราคาเท่านี้ทำให้แม้จะเป็นเหล่า “สาวก” เอง ก็ลังเลที่จะซื้อเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่า Apple จะออกรุ่นน้องเล็ก “iPhone XR” ที่มีหลายๆ ฟีเจอร์ของเหมือนกับรุ่นพี่ แต่จอยังคงเป็น LCD และกล้องตัวเดียว ราคาเครื่องเปล่าใน Apple Store สำหรับความจุ 64GB อยู่ที่ 29,900 บาทจนหลายคนยกให้ “iPhone XR” เป็น iPhone ที่คุ้มค่าที่สุด

แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้ช่วยทำให้ยอดขายของ “Apple” ดีขึ้นมากนัก แต่อย่างไรก็ดี “Apple” ทราบถึงปัญหาเรื่องของราคาเป็นอย่างดี จนตัดสินใจลดราคาที่ประเทศจีนไปแล้วเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา ทีนี้ก็หวังว่า “เมืองไทย” จะได้ลดกับเค้าบ้าง อาจจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นก็ได้ใครจะไปรู้ 🙂

อ้างอิง : https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9620000016012