Lupang – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 27 Jan 2026 12:48:09 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 DIPROM ผลักดันธุรกิจร้านอาหารใช้ FoodTech เชื่อมแพลตฟอร์มออนไลน์ https://positioningmag.com/1556716 Tue, 27 Jan 2026 06:30:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1556716 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ DIPROM เร่งผลักดันธุรกิจร้านอาหารทะยานไกล ใช้ FoodTech ติดปีกเชื่อมแพลตฟอร์มออนไลน์ ภายใต้กิจกรรมเชื่อมโยงสู่เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางตลาด : DIPROM Food Tech ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร เพื่อส่งเสริมธุรกิจร้านค้าให้สามารถเชื่อมโยงสู่เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางตลาด ตั้งแต่ “ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ” มุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ในชุมชน

 

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม หรือ DIPROM เปิดเผยถึงที่มาและความสำคัญของการเชื่อมโยงและส่งเสริมธุรกิจร้านอาหารกับแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย กิจกรรมเชื่อมโยงสู่เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางตลาด : DIPROM Food Tech ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมร้านอาหาร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน มุ่งทำให้เกิดการกระจายรายได้ ขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยกระดับการพัฒนาบุคลากรด้านอาหาร สนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

 

กิจกรรมเชื่อมโยงสู่เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางตลาด : DIPROM Food Tech เป็นการบูรณาการโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Thailand Creative Content Agency: THACCA) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ธนาคารออมสิน สถาบันอาหาร สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท ไลน์แมนวงใน จำกัด บริษัท ช๊อปปี้ฟู้ด จำกัด

บริษัท ธิงค์ อาร์ เค จำกัด บริษัท ซุปเปอร์โคโคนัท จำกัด บริษัท โอโฮ แชท จำกัด บริษัท ไอบอทน้อย จำกัด บริษัท ทริกเกอร์พลัส จำกัด Food Market Hub Hungry Hub บริษัท โอโฮ แชท จำกัด โดยกิจกรรม DIPROM Food Tech เป็นกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารชุมชน, วิสาหกิจชุมชน, ผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการชุมชนที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเชื่อมโยงองค์ประกอบหลักในกลยุทธ์ต่างๆ เข้าเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสม

 

ตลอดจนวิธีการนำไปใช้จริงบนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่างๆ และการสร้างความผูกพันกับลูกค้า (Loyalty Program) ด้วยการจับคู่กลยุทธ์เชื่อมโยงสู่แพลตฟอร์ม  โดยเฉพาะกลยุทธ์การขยายช่องทางการตลาดสู่ Omnichannel ผ่าน Market Place, Cloud Kitchen  โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญในการให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการ เพื่อสร้างความเข้าใจและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยผู้ประกอบการร้านค้าก็สามารถวิเคราะห์ปัญหา ระบุความต้องการพัฒนาในด้านต่างๆ ของแต่ละสถานประกอบการร้านอาหาร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและต่อยอดในการนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีดิจิทัลขยายและเพิ่มช่องทางการตลาด

 

ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีกระบวนการคัดเลือกร้านอาหารที่เข้มข้นจากร้านอาหารมากกว่า 50 ร้านอาหาร  เพื่อให้จนได้ร้านอาหารที่มีความตั้งใจ มีศักยภาพสูง จำนวน 20 ร้านอาหารเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม

 

จากการดำเนินกิจกรรมฯ ในครั้งนี้ ผู้ประกอบการได้ให้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในภาพรวม และผู้เข้าร่วมกิจกรรม มีความยินดีที่จะเข้าร่วมทำกิจกรรมฯ เป็นอย่างมาก โดยมีความคาดหวังให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมนำเสนอโครงการ/กิจกรรม ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในลักษณะเช่นนี้ ต่อไปในอนาคต

 

โดยกิจกรรมฯ ในครั้งนี้ มีผลสำเร็จจากร้านอาหารที่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน มุ่งทำให้เกิดการกระจายรายได้ และขยายโอกาสทางธุรกิจ ได้แก่

  1. โมริ คาเฟ่ แอนด์ แกสโตร: เทคโนโลยี/แพลตฟอร์มที่เลือกใช้ ด้านการตลาด ได้แก่ Google My Business, Facebook Ads (Geo-Targeting) ด้าน HR Tech: Workday (สำหรับร้านขนาดใหญ่), Google Classroom/LMS สำหรับ e-Learning}, หน้าร้าน: สั่งเมนูอาหารผ่านระบบ QR/Self-Ordering Kiosk

 

  1. มีสุขฟาร์ม : เทคโนโลยี/แพลตฟอร์มที่เลือกใช้ ด้านการชำระเงิน POS: Wongnai, Square, ด้านการตลาด: Facebook Ads Manager, LINE Ads Platform ด้านCRM: LINE OA

 

  1. ครัวจิตรา การ์เด้นเฮ้าส์ เทคโนโลยี/แพลตฟอร์มที่เลือกใช้ ด้านการชำระเงิน POS: BOH, FoodStory, Ocha (พร้อมฟังก์ชั่นควบคุมสต็อก) ด้านการเก็บข้อมูล Data Analytics: Google Analytics (สำหรับทำแคมเปญ), Data Dashboard ในระบบ POS

 

  1. ผัดไทย 100 ปีบ้านทางเกวียน เทคโนโลยี/แพลตฟอร์มที่เลือกใช้ ด้านการชำระเงิน POS: FoodStory, Square ด้านการเก็บข้อมูล: POS Data Dashboard

 

  1. a little home เทคโนโลยี/แพลตฟอร์มที่เลือกใช้ ด้านการสร้างแบรนด์: Canva (สร้างภาพ/วีดีโอ), Google Business Profileด้าน CRM: LINE OA, Pointspot

ทั้งนี้ ภายหลังจากการดำเนินกิจกรรมฯ  คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า  24 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การจัดงานกิจกรรมสร้างการรับรู้ DIPROM Food Tech ภายใต้กิจกรรมเชื่อมโยงสู่เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางตลาด ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร พ.ศ 2568 ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ 2569 นี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการร้านอาหาร  โดยมีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมกิจกรรมฯ 43 ร้านค้า มีผู้สนใจเข้าร่วมงาน 132คน และให้ความสนใจที่จะร่วมกิจกรรมกับทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในครั้งต่อไปอีกด้วย

]]>
1556716
หนังสือ 5 เล่ม ที่ Bill Gates แนะนำ ‘ต้องอ่าน’ เพื่อทำความเข้าใจโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน https://positioningmag.com/1556696 Tue, 27 Jan 2026 06:18:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1556696 Bill Gates เป็นมหาเศรษฐีที่เป็นนักอ่านตัวยง ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการแนะนำหนังสือน่าอ่านอย่างต่อเนื่อง รวมถึงหนังสือ 5 เล่มล่าสุดที่เขาแนะนำให้ต้องอ่าน เพื่อจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น และทำความเข้าใจโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน

 

1.Remarkably Bright Creatures โดย Shelby Van Pelt : หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2022 ซึ่ง Bill Gates บอกว่า อ่านแล้วกระตุ้นความคิดโดยเฉพาะประเด็นความโดดเดี่ยวและค้นหาความหมายใหม่ในช่วงบั้นปลายชีวิต

 

  1. Clearing the Air โดย Hannah Ritchie : เล่มนี้เป็นการการต่อสู้กับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ และจุดประกายให้อยากเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโลกที่ดีกว่า

 

  1. Who Knew โดย Barry Diller : เรื่องราวของ Barry Diller มหาเศรษฐีประธาน IAC และ Expedia รวมถึงผู้ร่วมก่อตั้ง Fox Broadcasting ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจจากความกล้าหาญในการเป็นตัวเอง และวิธีมองเห็นนวัตกรรมก่อนใคร เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จ  

 

  1. When Everyone Knows That Everyone Knows โดย Steven Pinker : Bill Gates แนะนำให้อ่านหากอยากเข้าใจ ‘จิตวิทยาคน’ ทำให้เขามองการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในมุมมองใหม่

 

  1. Abundance โดย Ezra Klein และ Derek Thompson : หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วจะเข้าใจว่า ทำไมโลกเราถึงสร้างสิ่งใหม่ๆ และความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นจริงได้ยาก

 

ที่มา : gatesnotes.com

]]>
1556696
เมื่อ ‘ควอนตัม’ คืออนาคต จุฬาฯ เปิดตัว ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ดันไทยขึ้นแท่นฮับภูมิภาค https://positioningmag.com/1556687 Tue, 27 Jan 2026 06:11:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1556687 ‘ควอนตัม’ ถือเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก และเพื่อให้ไทยไม่ตกขบวนของการพัฒนาและสร้างความได้เปรียบ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้เปิดตัว ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ขึ้นมา สำหรับผลักดันไทยขึ้นแท่นฮับภูมิภาค

 

ขณะเดียวกันได้จับมือภาคเอกชนอย่าง ‘IBM–บัณฑิตวิทยาลัย–QTFT’ พัฒนาหลักสูตร เพื่อเตรียมความพร้อมภาคธุรกิจไทยให้ภาคธุรกิจปรับตัวเข้าสู่ยุคควอนตัม

 

ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันหลักการทางควอนตัมได้เข้ามามีบทบาทและถูกใช้เป็นแกนหลักในเทคโนโลยีที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราเรียบร้อยแล้ว อาทิ สมาร์ทโฟน โซล่าเซลล์ หรือเครื่อง MRI ที่ใช้ในการแพทย์

 

ดังนั้นเทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลาย ๆ คนคิด ผนวกกับการมาของควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computers) เทคโนโลยีขั้นกว่าที่ใช้งานหลักการทางควอนตัมในระดับสูงสุด เพื่อมาใช้คำนวณแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่แก้ไม่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถถอดการเข้ารหัสทางดิจิทัลในปัจจุบันได้ ซึ่งการมาของควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมดิจิทัลและระบบเศรษฐกิจระดับโลก

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทางจุฬาฯ ก่อตั้ง ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ หรือ Siam Quantum Square (SQ²) ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาการและเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงนักวิจัย ภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐในการบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งในระยะยาวจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศ

 

ทั้งนี้ ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ จะดำเนินการภายใต้ 4 พันธกิจ คือ

1) พัฒนาและสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยี ควอนตัม

2) ดำเนินการวิจัยเชิงกลยุทธ์ระดับโลก โดยคำนึงถึงการสร้างองค์ความรู้ระดับพื้นฐานเป็นสำคัญ เพื่อในระยะยาว ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ไทยเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี

3) สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และลดความเสี่ยงจากการกีดกัน ทางเทคโนโลยี

4) สื่อสารความรู้เกี่ยวกับควอนตัมเทคโนโลยีให้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงได้

 

ที่ผ่านมา ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ยังได้ร่วมมือกับภาคธุรกิจ อาทิ SCBX ในการประยุกต์ใช้การคำนวณ เชิงควอนตัมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน หรือ Portfolio Optimization with Quantum Computers

 

รวมถึงร่วมมือกับทางบริษัท Western Digital Corporation (ประเทศไทย) ในการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลสำหรับอนาคต ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพื่อตอบสนองต่อการขยายตัวของ Could storage, data security และ AI ในรูปแบบต่าง ๆ

 

โดยในระยะอันใกล้ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับบริษัท Denso และสถาบัน National Institute of Advance Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการใช้ Quantum computers และ Quantum AI ในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งความเข้าใจเชิงพื้นฐานและการประยุกต์ใช้จริง

 

นอกจากนี้ ยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก โดยล่าสุดได้เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ IBM ประเทศไทย สถาบัน National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท Qunova Computing ประเทศเกาหลี และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนชั้นนำอีกหลายแห่ง อาทิ Western Digital Corporation (Thailand) และ SCB เพื่อนำเทคโนโลยีควอนตัมไปแก้ไขปัญหาเชิงธุรกิจ ความปลอดภัยของข้อมูล การแพทย์ และสังคม

 

ขณะเดียวกัน ได้พัฒนาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีควอนตัมโดยตรง โดยมุ่งเน้นทั้งทางด้านตัวทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียน สำหรับการมาถึงตลาดงานทางด้านควอนตัมทั่วโลก โดยทางศูนย์ฯ ยังเตรียมร่วมมือหารือโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรกับมหาวิทยาลัย Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST) ประเทศเกาหลี และสถาบันวิจัย National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งพร้อมร่วมมือกับ IBM บันฑิตวิทยาลัย และ QTFT เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยในการเข้าสู่ยุค  ควอนตัม

 

]]>
1556687
ปีนี้ คือปีแห่งการ ‘ประคองตัว’ ผู้ร่วมก่อตั้งอาณาจักรพันล้าน ‘ชินคันเซ็น ซูชิ’ https://positioningmag.com/1556483 Mon, 26 Jan 2026 06:55:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1556483 เพราะคนจำเป็นต้องกินทุกวัน ทำให้ตลอดหลายปีภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารจึงมีการเติบโตน่าสนใจ ทว่าเมื่อปีที่ผ่านมาเราได้เห็นสัญญานการชะลอของธุรกิจนี้ ไม่เว้นกระทั่ง ‘ร้านอาหารญี่ปุ่น’ ที่เคยเป็นดาวรุ่ง จากปัจจัยลบหลายเรื่อง อาทิ ภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการแข่งขันที่รุนแรง ฯลฯ  

 

สำหรับปีนี้ ‘ศุภณัฐ สัจจะรัตนกุล’ ซีอีโอ และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด ที่มีแบรนด์ในเครือ อย่าง ‘ชินคันเซ็น ซูชิ’, ‘นักล่าหมูกระทะ’, NAMA Japanese and Seafood Buffet และแฟรนไชส์ซูชิสายพานชื่อดังจากญี่ปุ่นอย่าง Katsu Midori ประเมินว่า การทำธุรกิจร้านอาหารจะยิ่งยากและเหนื่อยกว่าเดิม นับตั้งแต่เขาเริ่มต้นธุรกิจมา 12 ปี

 

“ผมทำชินคันเซ็น ร้านซูชิราคาเริ่มต้นคำละ 10 บาทตอนเป็นนักศึกษา มาถึงวันนี้ก็ 12 ปี เจอวิกฤตโควิดที่ว่าหนักแล้ว ปีที่ผ่านหนักกว่า เพราะภาพรวมของร้านอาหารญี่ปุ่นปิดตัวเยอะ เปิดใหม่น้อย และยอดขายสาขาเดิมไม่ค่อยโต ส่วนปีนี้จะหนักกว่าปีที่ผ่านมาเพราะปัญหาต่างๆ ยังมีความไม่แน่นอนสูง”

 

ใครบริหาร Cash Flow ได้ดี คนนั้น คือ ผู้รอด

 

ด้วยปัจจัยข้างต้น ทำให้ศุภณัฐมองการทำธุรกิจในปีนี้เป็น ‘ปีแห่งการประคองตัว’ โดยต้องก้าวอย่างระมัดระวัง ในจังหวะเหมาะสม และต้องมีการบริหารจัดการเรื่องของ Cash Flow หรือ กระแสเงินสดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

 

โดยใครมีเยอะ และรู้จักบริหารได้ดี จะเป็น ‘ผู้รอด’ สามารถเดินต่อไปได้ในอนาคต เพราะ Cash Flow เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยให้กิจการมีสภาพคล่อง และแสดงถึงความแข็งแรงของธุรกิจ 

 

สำหรับเดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น นอกจากให้ความสำคัญกับการบริหาร Cash Flow และต้นทุนให้มีประสิทธิภาพแล้ว    ได้วางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสร้างการเติบโต ประกอบด้วย

 

1.ชู Value for money ความคุ้มค่า เป็นจุดเด่น โดยทุกแบรนด์ภายใต้เครือเดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่นไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่มีอยู่เดิม หรือจะเป็นแบรนด์ใหม่ที่จะนำมาเสริมพอร์ต จะมีเรื่องนี้เป็นจุดโฟกัสสำคัญ เนื่องจากความคุ้มค่าเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคในปัจจุบันมองหามากที่สุด

2.การรักษาคุณภาพทั้งสินค้าและบริการ 

3.การขยายสาขาใหม่ ซึ่งปีนี้จะเน้นขยายแบบ conservative โดยจะไปเฉพาะในโลเคชั่นที่ชัวร์ว่า ‘ขายดีแน่นอน’ เท่านั้น และโฟกัสการขยายในแบรนด์หลักอย่าง Shinkanzen Sushi จากปัจจุบันมีอยู่ 67 สาขา จะขยายเพิ่มกว่า 10 สาขา อีกส่วนจะเน้นไปยังแบรนด์ ‘ดาวรุ่ง’ อย่าง Katsu midori ที่จะเพิ่มอีก 4-5 สาขา จากตอนนี้มีอยู่ 4 สาขา 

 

ส่วนนักล่าหมูกระทะที่ปัจจุบันมี 18 สาขา และ Nama 1 สาขา ยังไม่มีแผนขยายเพิ่มเติม

 

4.การเพิ่มความหลากหลายของเมนู เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค และมีการจัดโปรโมชั่นตามความเหมาะสม

 

ขณะที่ ‘สงครามราคา’ หากไม่มีใครเปิดก่อน คงไม่มีใครอยากกระโดดลงไปเล่น เนื่องจากทุกคนรู้ดีว่า ไม่ส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว

 

ร้านซูชิยังมีเสน่ห์

 

สำหรับเทรนด์ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นที่น่าสนใจ ศุภณัฐมองว่า ‘ร้านเฉพาะทาง’ หรือ ร้านที่มีเมนูใดเมนูหนึ่งเป็นพระเอกจะมีการเปิดตัวเพิ่มขึ้น เช่น ร้านแฮมเบิร์ก ร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น ฯลฯ เพราะปัจจุบันคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นบ่อย ทำให้เรียนรู้และเข้าถึงอาหารญี่ปุ่นมากกว่าเดิม

 

ส่วน ‘ร้านซูชิ’ แม้จะมีการเติบโตลดลง โดยเมื่อดูสถิติเมื่อปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ร้านซูชิมีการปิดตัวไปจำนวนมาก และเปิดตัวใหม่ลดลง แต่การแข่งขันของร้านอาหารประเภทนี้ก็ค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะ ‘ซูชิสายพาน’

 

“ภาพรวมตลาดซูชิดูโตลดลงและแข่งขันดุเดือดมาก แต่ยังคงมีเสน่ห์อยู่ ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้เห็นการเข้ามาของแบรนด์ใหม่ ทั้งไทยและแบรนด์ดังจากต่างประเทศ โดยเฉพาะซูชิสายพานที่ตอนนี้แข่งขันยากขึ้น เพราะรายใหญ่เข้ามาคุมตลาดประมาณนึงแล้ว ถามว่า ใครจะยืนอยู่ในตลาดนี้ได้ นอกจากคุณภาพ รสชาติ ต้องแข่งเรื่องความคุ้มค่า เพราะลูกค้าต้องการเรื่องนี้มากในปัจจุบัน”

 

ตั้งเป้ารายได้ 4,000 ล้านบาท และปลายปีนี้มีแบรนด์ใหม่เสริมพอร์ต

 

สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจในปีนี้ของเดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป ตั้งเป้าจะมีรายได้แตะ 4,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ทำรายได้ไป 3,200 ล้านบาท

 

การเติบโตที่เกิดขึ้น นอกจากเดินตามกลยุทธ์ที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว อีกส่วนจะโตจากการหาแบรนด์ใหม่เข้ามาเติมพอร์ต ซึ่งจะต้องมีจุดเด่นในเรื่อง ‘ความคุ้มค่า’ เป็นจุดขายสำคัญ โดยแบรนด์ใหม่คาดว่า จะเห็นในช่วงประมาณปลายปีนี้  

 

หากอยากเริ่มธุรกิจต้องเรียนรูู้และมี Passion

 

สุดท้าย ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป ฝากถึงคนที่อยากจะเข้าสู่แวดวงธุรกิจว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันในยุคปัจจุบัน ทำให้การทำธุรกิจยากขึ้นกว่าเดิม

 

ยกอย่างตัวเขาเอง หากตอนนี้ให้ทำธุรกิจเหมือนที่เคยเริ่มต้นตอนเป็นนักศึกษาเมื่อ 12 ปีก่อน ศุภณัฐบอกว่า ‘ไม่มีทางประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน’ เพราะปัจจัยและสภาพแวดล้อมหลายอย่างเปลี่ยนแปลงมาก

 

ดังนั้น ก่อนลงมือทำ ต้องมีการเรียนรู้และสะสมประสบการณ์มาล่วงหน้า ที่ขาดไม่ได้ ต้องมี Passion เพราะอย่างที่บอกไปยุคนี้เป็นยุคที่ทำธุรกิจได้ยากขึ้น หากไม่มี Passion เมื่อทำไปสักพักจะเริ่มเบื่อ เกิดความท้อ ไม่อยากสู้ต่อ การมี Passion จึงสำคัญ

 

โดยอาจจะเริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัด เพื่อให้สามารถทำได้ดีและเกิดความต่อเนื่อง ลงมือทำทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ ขยับขยายไป แล้วความสำเร็จจะเกิดขึ้นในสักวันแน่นอน

]]>
1556483
ถึงเวลา ‘ร้านอาหารญี่ปุ่น’ ปรับตัว ต้องสร้าง story-เกาะเทรนด์ รับมือตลาดอิ่มตัว https://positioningmag.com/1556012 Wed, 21 Jan 2026 11:04:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1556012 เมื่อธุรกิจ ‘ร้านอาหารญี่ปุ่น’ ถึงยุคอิ่มตัว เจโทรฯ แนะหากแบรนด์อยากอยู่รอด จะมีจุดขายแค่ ‘ต้นตำรับแท้’ ไม่พอ และขาย ‘แพง’ ก็ไม่ดี ต้องปรับตัวหันมาสร้าง story, เน้นความคุ้มค่า และเกาะเทรนด์ให้อยู่ในกระแส เพื่อให้เป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเลือก

 

องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ เปิดเผยถึงผลการสำรวจ ‘ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย’ ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นปีแรกที่ร้านอาหารญี่ปุ่นมีจำนวนลดลง นับตั้งแต่สำรวจมาเมื่อปี 2550 โดยมีจำนวน 5,781 ร้าน ลดลง 135 ร้าน หรือลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ เป็นการลดลงของร้านอาหารญี่ปุ่นเกือบทุกประเภท

 

1.Yakiniku/BBQ : -9%

2.Donburi : -8.6%

3.Curry/Omu-rice : -6.4%

4.อาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่น : -5.3%

5.Izakaya : -4.4%

6.Soba/Udon : -2.8%

7.ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น : -2.8%

8.Suki/Shabu : -2.5%

9.Sushi : -2.3%

10.อาหารทอด : -2%

 

ยกเว้น ‘ร้านคาเฟ่’ และ ‘ร้านราเมง’ ที่ยังเติบโต โดยร้านคาเฟ่ โต 6.4% และร้านราเมง โต 2.6% ขณะที่ ‘เทปันยากิ’ มีจำนวนร้านไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

เมื่อวิเคราะห์ตามจำนวนสาขาพบว่า แบรนด์ที่มีสาขาเดียวและแบรนด์ที่มีหลายสาขา โดยเฉพาะแบรนด์ขนาดเล็กที่มีร้าน 2-5 สาขาลดลงชัดเจน ส่วนแบรนด์ขนาดใหญ่มีสาขามากกว่า 51 แห่งขึ้นไปยังคงมีจำนวนคงที่

ตลาดเข้าสู่ยุคอิ่มตัวต้องมีจุดขายมากกว่า ‘ต้นตำรับแท้’

 

ทางเจโทรให้เหตุผลที่ทำให้ปี 2568 มีจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นลดลง หลักๆ มาจากภาวะเศรษฐกิจ และการแข่งขันที่ดุเดือด ยกตัวอย่าง ร้าน Yakiniku และ BBQ ที่มีจำนวนลดลงมากที่สุด ก็พราะว่า เป็นร้านที่เริ่มต้นธุรกิจใหม่ได้ง่าย ทำให้คนสนใจเข้ามามาก ประกอบกับมีร้านปิ้งย่างจากเกาหลีเข้ามาแข่งขัน ทำให้ร้านประเภทนี้ได้รับผลกระทบมากสุด

 

ส่วนสถานการณ์และแนวโน้มร้านอาหารญี่ปุ่นในอนาคต ทางเจโทรได้วิเคราะห์จากการสำรวจและพูดคุยกับคนในแวดวงร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย สรุปออกมาเป็นประเด็นน่าสนใจดังต่อไปนี้

 

1.ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว : จากสถานการณ์เศรษฐกิจในไทยที่ยังชะลอตัว ได้กระทบต่อการขยายตัวของร้านอาหาร ขณะเดียวกันผู้บริโภคไทยมีได้ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่นมากขึ้น บวกกับรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ดังนั้น การขยายตลาดด้วยการเปิดร้านใหม่หรือการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว จึงเป็นเรื่องยาก และการขายความเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น ‘ต้นตำรับ’ หรือ ‘รสชาติญี่ปุ่นแท้ๆ’ ไม่สามารถนำมาสร้างความแปลกใหม่และดึงดูดผู้บริโภคได้

 

2.ต้องเน้น ‘ความคุ้มค่า’ ทั้งราคาและประสบการณ์ : ปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความคุ้มราคาและคุณค่าทางประสบการณ์ มากกว่าการเลือกโดยให้คุณค่าแก่ความ ‘พรีเมียม’ เพียงอย่างเดียว

 

3.ร้านอาหาร ‘เฉพาะทาง’ จะมีเพิ่มมากขึ้น : จากการที่คนไทยไปเที่ยวและรับประทานอาหารญี่ปุ่นจากแหล่งกำเนิด ทำให้ตอนนี้มีแนวโน้มให้ความสนใจร้านอาหารที่มีเมนูอาหารญี่ปุ่นเฉพาะทางเช่น ร้านราเมง ร้านคาเฟ่ ร้านหมูทอดทงคัตสึ ร้านแฮมเบิร์ก และร้านที่มีความพิถีพิถันเป็นพิเศษ เช่น ร้านที่เลือกใช้วัตถุดิบอย่างข้าวญี่ปุ่น ฯลฯ

 

4.ด้วยเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนของผู้บริโภค : มีผลต่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีแนวโน้มเลือกร้านอาหารตามการดูรีวิวและกระแสเทรนด์ในโลกโซเชียล

 

บทสรุปหากอยากเป็นผู้รอด

 

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แบรนด์จำเป็นต้องปรับตัว โดยต้องเน้นบอกเล่าเรื่องราวหรือ Story ต่างๆ ของแบรนด์ทั้งที่แหล่งที่มา คุณภาพ และส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้า เพื่อสร้างคุณค่าที่แตกต่าง เพราะเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

 

ขณะเดียวกันต้องชู ‘ความคุ้มค่า’ มาเป็นจุดขาย และที่ขาดไม่ได้ คือ การ Localized ซึ่งในที่นี้หมายถึง ‘วัตถุดิบ’ เพื่อปรับเมนูและราคาให้เหมาะกับคนไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ

]]>
1556012
เปิด 3 อินไซต์ Gen Z ที่องค์กรต้องรู้ และรับมือ https://positioningmag.com/1555703 Tue, 20 Jan 2026 06:50:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555703 แม้ตอนนี้ ‘Gen Z’ จะเป็น First Jobber แต่ในอีก 4 ปีข้างหน้าพวกเขาจะกลายเป็นกลุ่มที่เข้ามาขับเคลื่อน ‘โลกแรงงาน’ แบบ 100% ดังนั้น การทำความเข้าใจ ‘พฤติกรรม’ และ ‘ตัวตน’ ของ Gen Z จึงเป็นสิ่งที่องค์กรและหัวหน้าต้อใคำนึงถึง เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น   

 

‘ชญาน์ทัต วงศ์มณี’ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ‘ท้อฟฟี่ แบรดชอว์’ และผู้ร่วมก่อตั้ง Peeti PR ได้เล่าประสบการณ์บนเวที Top 50 Companies in Thailand 2026 ในฐานะที่เขาได้ผ่านการทำงานมาแล้วทั้งกับ Baby Bloomer, Gen X , Gen Y และทุกวันนี้มีลูกน้อง 60% เป็น Gen Z ว่า

 

การเป็นหัวหน้าของ Gen Z ไม่เหมือนกับ Gen ไหนเลย และถือเป็นความเร้าใจในชีวิต จึงอยากแชร์ 3 อินไซต์ของคนกลุ่มนี้ที่ได้เรียนรู้มา โดยเฉพาะที่เป็นกลุ่ม talent ผู้มีความสามารถเพื่อให้ก้าวข้ามปัญหา Generation Gap และเป็น Buddy ที่ดีกับคนกลุ่มนี้

 

อินไซต์แรก Gen Z มองหา Why

 

Why ในที่นี้สำหรับ Gen Z หมายถึง Purpose หรือ ‘เป้าหมาย’ เช่น เหตุผลของการตื่นมาทำงานตอนเช้า, ความหมายของการทำงาน ฯลฯ เพราะพวกเขารู้สึกว่า พลังที่ใช้ไปในแต่ละวันต้อง ‘สร้าง’หรือ ‘เปลี่ยนแปลง’ อะไรให้กับสังคม มากกว่า ‘รายได้’ หรือ ‘ตัวเลข’

 

“หลายคนบอก Gen Z ไม่มีความจงรักภักดีต่อองค์กร จริง ๆ เขาแค่ไม่อยากเสียเวลาชีวิตให้กับงานที่ไม่มีความหมาย”

 

เมื่อ Gen Z มองหา Why ต้องการงานที่มีความหมาย องค์กรและหัวหน้าต้องทำอย่างไร?

 

อันแรก ต้องกลับมาดูว่างานที่ให้ทำมีความหมายหรือไม่? ซึ่งไม่ใช่แค่พูดอย่างเดียว แต่ต้องมาจากลงมือทำ โดยองค์กรที่มี Purpose ชัดเจน จะดึงดูด talent ที่เชื่อเรื่องเดียวกันได้ชัดเจน

.

ถัดมา การวัด KPI สำหรับ Gen Z แทนที่จะวัดเป็น ‘ตัวเลข’ สร้างยอดขายเท่าไร ยอดเอนเกจเท่าไร ควรเปลี่ยนมาเป็น ‘งานชิ้นนี้ทำให้เขาเติบโตขึ้นในฐานะมนุษย์อย่างไร’ เช่น ทำสิ่งนี้แล้วพวกเขาได้เรียนรู้หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เพราะเมื่อ ‘คนที่รู้สึกมีคุณค่า จะสร้างผลงานที่ยั่งยืน’

 

อินไซต์ที่ 2 Gen Z กลัว ‘เสียหน้า’ มากกว่ากลัว ‘หัวหน้า’

 

Gen Z เป็นกลุ่มที่อยากเข้าใจตัวเอง สะท้อนจากโปรไฟล์ในโซเชียลของคนกลุ่มนี้ส่วนมากจะเห็นว่า นิยมใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพ MBTI เพื่อเข้าใจตัวเอง

 

ปัญหาคือ เมื่อไรก็ตามที่คนกลุ่มนี้ใช้ MBTI เป็นโครงข่ายด้านความสามารถและเงื่อนไขในการทำงาน จะเป็นสิ่งน่ากลัว เช่น ไม่ขอทำแบบนี้ได้ไหม เพราะไม่ใช่สายนี้ หรือไม่สนเรื่องสาย Data เพราะเป็นสายความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ

 

สิ่งที่หัวหน้าต้องทำเมื่อเจอเรื่องนี้ คือ อย่าเพิ่ง ‘ตัดสิน’ น้องเร็วเกินไป แต่ควรช่วยเพิ่มฐานความสามารถให้พวกเขา ทั้งท้าทายและผลักดันให้ทำสิ่งใหม่ๆ พร้อมกับสื่อสารว่า ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น และเมื่อเกิดความผิดพลาด จะเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้เสมอ

 

อินไซต์ที่ 3 อยาก ‘สำเร็จไว’ แต่ก็ ‘ยอมแพ้เร็ว’

 

ด้วยการที่ Gen นี้เติบโตมาได้เห็นการเติบโตของคนอื่น โดยเฉพาะทางโซเซีเชียลมีเดีย เช่น คนประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย, มหาเศรษฐีอายุแค่ 30 ปี ฯลฯ ทำให้ Gen Z อยากจะเติบโตและสำเร็จแบบนี้เช่นกัน

 

ข้อดีของความคิดนี้ คือ Gen Z มีความทุ่มเทและโฟกัสเรื่องงาน รวมถึงพร้อมจะพูดถึงผลประโยชน์และหาทางจะประสบความสำเร็จแบบตรงไปตรงมา เช่น ทำแล้วได้อะไร สร้างการเติบโตอย่างไร เป็นต้น  

 

ขณะที่อยากสำเร็จไว Gen Z ก็ ‘ยอมแพ้เร็ว’ เพราะแบกความกดดันมากมาย ดังนั้น สิ่งที่หัวหน้าจะสอนได้ คือ  Don’t give up too soon ทำให้รู้ว่า การจะประสบความสำเร็จได้ต้องให้ ‘เวลา’ และทางข้างหน้ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมากมาย ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะหยุดเรียนรู้ กลายเป็น ‘กรงขังความสามารถ’

.

นอกจากนี้ หัวหน้าต้องเป็น ‘ประตูที่เปิดตลอด’ โดยประตูในที่นี้ หมายถึง เมื่อคนในทีมมีปัญหา รู้สึกแย่ สามารถเข้ามาคุยได้เสมอ จะเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเมื่อเจอทางตัน จะช่วยแก้ไขหรือหาทางออกให้กับคนในทีมเสมอ

 

มองคนรุ่นใหม่ด้วย ‘สายตาแห่งความหวัง’

 

อย่างไรก็ตาม ชญาน์ทัตบอกว่า จะไม่มีวันหยุดปวดหัวกับ Gen Z เพราะเขาเป็นมนุษย์ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ได้ทำงานกับคนกลุ่มนี้เพื่อให้เรียนรู้การเป็นหัวหน้าที่ดีต้องทำอย่างไร

 

ที่สำคัญจะปวดหัวอีกมาก เพราะยังมี Gen ใหม่ๆ อีกหลาย Gen เข้ามา ซึ่งเมื่อก่อนเขาก็คิดแบบเช่นกัน แต่มีคนเข้ามาเปลี่ยนความคิดนี้ นั่นคือ ‘พี่ซุป ซุปเปอร์จิ๋ว’ (วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ)

 

“ผมถามพี่ซุปว่า ทำอย่างไรถึงคุยกับเด็กได้ตลอดเวลา รุ่นแล้วรุ่นเหล่า ทำอย่างไรถึงทำงานร่วมกันได้ พี่ซุปตอบว่า เราทุกคนมีความเป็นเด็ก เพราะฉะนั้นแล้วต่อให้วัยต่างกัน เราเป็นมนุษย์เหมือนกัน และพี่กำลังเรียนรู้อยู่ ที่สำคัญทุกครั้งที่มองเข้าไปในแววตาของเด็ก พี่เห็นความหวังของประเทศ

 

“เมื่อไรก็ตามมองพวกเขาด้วยสายตาที่เห็นความหวัง จะเปลี่ยนวิธีคิดของเราไป ทำให้อยากเรียนรู้ อยากเข้าใจ อยากจะอยู่เคียงข้าง เป็นหัวหน้าที่ดี และเมื่อไรที่เรามองพวกเขาด้วยการเห็นความหวัง เขาจะมองเราด้วยสายตาเห็นความหวังเช่นกัน”

]]>
1555703
‘เดนทิสเต้’ ขอไปต่อกับ ‘ลิซ่า’ บอกร่วมมือกันมา 4 ปี แบรนด์โตเกือบ 200% https://positioningmag.com/1555507 Sat, 17 Jan 2026 08:02:54 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555507 สรุปชัดเจนแล้วว่า ‘เดนทิสเต้’ ขอไปต่อกับ ‘ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล’ คนดีคนเดิม โดยเลือกมาทำหน้าที่ Brand Ambassador เป็นปีที่ 4 เพื่อสานต่อภารกิจการเติบโตสู่ Global Brand ซึ่งปีนี้จะรุกหนักทั้งในไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวมถึงมีแผนเปิดตลาดใหม่ในสหรัฐอเมริกา และละตินอเมริกา

สำหรับเหตุผลที่เลือกร่วมมือกับ ‘ลิซ่า’ เป็นปีที่ 4 ดร.แสงสุข พิทยานุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด เล่าว่า ลิซ่าไม่เพียงมี Confident Smile และมีชื่อเสียงระดับโลกที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ของเดนทิสเต้สู่ Global Brand รวมถึงช่วยขยายฐานลูกค้าไปในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เท่านั้น

แต่ยังมี DNA ที่สอดคล้องกับแบรนด์ นั่นคือ อยากให้ทุกคน Connect กันด้วยความมั่นใจ มีความเชื่อมั่นใจตัวเอง และ Never Give Up การไม่ยอมแพ้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ลิซ่ามาทำหน้าที่ Brand Ambassador ให้เดนทิสเต้ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและมีการเติบโตเกือบ 200%

สำหรับการร่วมมือในปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ ‘4 Years of Trust, One Confident Smile’ หรือ ‘4 ปีแห่งความเชื่อมั่น กับหนึ่งรอยยิ้มมั่นใจ’ ถ่ายทอดถึง 4 ปีแห่งความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ของลิซ่า ซึ่งยังคงใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพช่องปากและสื่อสาร Confident Smile รอยยิ้มอย่างมั่นใจของ ‘ลิซ่า’ ไปสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่

โดยลิซ่าจะเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเดนทิสเต้ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนผ่าน Confident Smile รอยยิ้มอย่างมั่นใจแบบลิซ่า สร้างการจดจำแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z และส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพช่องปากด้วยการทดลองใช้เดนทิสเต้ในวงกว้าง

เปิด 3 กลยุทธ์สร้างความแข็งแกร่ง

สำหรับกลยุทธ์ในปี 2569 ‘ศิวกร พิทยานุกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า หลัก ๆ จะมีด้วยกัน 3 กลยุทธื ประกอบด้วย

กลยุทธ์ที่ 1 Premium Market Leadership & Innovation : เดนทิสเต้ชี้ว่า อินไซต์ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงป้องกัน (Proactive Wellness) มากขึ้น ไม่ใช่แค่ฟันขาว แต่มองว่าการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ในปีนี้จึงเน้นกลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก เช่น ยาสีฟัน ‘เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026’ ที่มี นวัตกรรม 10 in 1 หลอดสีทอง ฯลฯ

กลยุทธ์ที่ 2 Regional Market Penetration : ปัจจุบันเดนทิสเต้วางจำหน่ายใน 27 ประเทศ ซึ่งปีนี้มีจะรุกหนักในตลาดอาเซียน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยจะใช้ความสำเร็จจากการทำตลาดในญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นต้นแบบ นอกจากนี้ยังมีแผนขยายฐานสู่ ‘สหรัฐอเมริกา’ และ ‘ละตินอเมริกา’ ด้วย

กลยุทธ์ที่ 3 Collaboration with LISA : สานต่อความร่วมมือกับลิซ่า สำหรับในไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ลิซ่าจะเป็นตัวแทนรอยยิ้มและสุขภาพที่ดี โดยจะมาแนะนำผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ และ เดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช พร้อมเตรียมเปิดตัวไอเทมและคอลเลกชั่นพิเศษที่จับมือร่วมกับ LISA อีก 10 ไอเทม

สำหรับตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 18,500 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพปากมากขึ้น

ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับ ‘พรีเมียม’ มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท เติบโต 10% เนื่องจากการผู้บริโภคมองหาสินค้าพรีเมียมที่ดูแลและป้องกันสุขภาพช่องปากได้ในระยะยาว ซึ่งเดนทิสเต้ครองความเป็นเบอร์ 1 ของตลาดเซ็กเมนต์นี้ มีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 30% และมีอัตราเติบโตสูงกว่าตลาด โดยเดนทิสเต้เติบโตในระดับ 20% ทุกปี

]]>
1555507
‘เทรนด์โสด’ มาแรง ธรรมศาสตร์ เปิดหลักสูตร ‘โรงเรียนคนโสด’ เพิ่มทักษะการใช้ชีวิตคนเดียวอย่างสตรอง https://positioningmag.com/1555502 Sat, 17 Jan 2026 07:53:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555502 เทรนด์ ‘คนโสด’ หรือ ‘อยู่คนเดียว’ กำลังมีการเติบโตน่าสนใจ สะท้อนจากสถิติโดยพบว่า ตอนนี้คนไทย 1 ใน 4 อยู่ในสถานะโสด หรืออาศัยอยู่คนเดียว และแนวโน้มนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ด้วยเทรนด์ที่เกิดขึ้น เป็นที่มาให้ ‘สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์’ เปิดหลักสูตร ‘โรงเรียนคนโสด : ทักษะการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในฐานะคนโสด’ (Single Person School: Skills for Living Well and Thriving as a Single Person)

เป้าหมายของหลักสูตรนี้ เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการดำรงชีวิตของคนโสด ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสตรอง มีความสุขและประสบความสำเร็จ ท่ามกลางบริบทของสังคมและโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหลักสูตรดังกล่าว จะมีการฝึกอบรม 8 ครั้ง กับ 8 เนื้อหา ได้แก่

  1. การสร้างมุมมองเชิงบวกต่อการใช้ชีวิตโสด
  2. การจัดการอารมณ์และพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์
  3. การสร้างชีวิตที่มีความหมายและเป้าหมาย
  4. การบริหารการเงินและการสร้างความมั่นคงในฐานะคนโสด
  5. การสร้างเครือข่ายสังคมและความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า
  6. การดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ
  7. การเดินทางและการใช้ชีวิตอิสระ
  8. การสรุปหลักสูตรและสร้างแผนชีวิตโสดที่มีความสุข

ผู้ที่เข้าเรียนไม่น้อยกว่า 80% ของระยะเวลาหลักสูตร จะได้รับใบวุฒิบัตรผ่านการอบรมจากสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

]]>
1555502
Creative Economy น่าสนใจแค่ไหน? ทำไมถึงเป็น New S Curve ทางเศรษฐกิจ https://positioningmag.com/1555296 Thu, 15 Jan 2026 09:05:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555296 ด้วยความท้าทายจากหลายปัจจัย อาทิ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ ฯลฯ ทำให้ GDP ของประเทศมีการเติบโตในอัตราถดถอย จึงเกิดคำถามว่า จากนี้ประเทศไทยจะมีทิศทางเติบโตอย่างไร? และ Creative Economy หรือ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ เป็นหนึ่งใน New S Curve ที่หลายคนมองว่า คือ ‘คำตอบ’ สำหรับสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคใหม่

แล้ว Creative Economy มีความน่าสนใจอย่างไร?

‘สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์’ (CEA) ได้ให้ข้อมูลเพื่อฉายให้เห็นภาพในเรื่องนี้ว่า Creative Economy เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมที่ทางธนาคารโลกวางให้เป็น ‘อุตสาหกรรมแห่งอนาคต’ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและการผลิตสีเขียว, อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล, อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยั่งยืนและสุขภาพ

นอกจากนี้ Creative Economy ยังมีการเติบโตของมูลค่าเพิ่ม (GVA: Gross Value Added) อยู่ในขาขึ้น สวนทางกับ GDP ที่อยู่ในขาลง

สำหรับภาพรวมของ Creative Economy

ระดับโลก : มีมูลค่ารวม 71.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 3.1% ของ GDP โลก, มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการสร้างสรรค์อยู่ที่ 65.6 ล้านล้านบาท, สร้างการจ้างงาน 50 ล้านตำแหน่งทั่วโลก คิดเป็น 6.2% ของแรงงานทั้งหมด

ในไทย : Creative Economy มี GVA 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.01% ของ GDP ประเทศ, มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการสร้างสรรค์  3.91 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.1% ของมูลค่าการส่งออก, มีกลุ่มแรงงานสร้างสรรค์ 989,330 ล้านคน

ส่วนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สร้างรายได้ให้ไทยมากสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

อันดับ 1 แฟชั่น          236,274 ล้านบาท
อันดับ 2 โฆษณา        214,972 ล้านบาท
อันดับ 3 ดีไซน์           87,312 ล้านบาท

ตั้งเป้าดันไทยสู่ Creative Nation

CEA ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลและขับเคลื่อนให้ Creative Economy เกิดขึ้นจริง ตั้งเป้าผลักดันไทยสู่ Creative Nation เพื่อสร้างความได้เปรียบ และกลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ทดแทนภาพของเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการแข่งขันด้วยแรงงาน ‘ราคาถูก’ หรือ ‘ปริมาณการผลิต’

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้ประสบผลสำเร็จ จะต้องคำนึงถึง 6 เทรนด์ที่จะส่งผล กระทบต่ออุตสาหกรรม ประกอบด้วย

  • Tech & AI Acceleration – พลิกโฉมการสร้างสรรค์ด้วย AI
  • Platform Power – โอกาสไร้พรมแดนบนแพลตฟอร์ม
  • Creator Economy – เศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทยที่มูลค่าสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท
  • Regional Rising – พลังท้องถิ่นพุ่งแซงเมืองหลวง
  • New Consumerism – ตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้บริโภคยุคใหม่
  • High-Value IP – เพิ่มมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
โดยกลยุทธ์ของ CEA ในปี 2569 จะดำเนินผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
  1. พัฒนาคนด้วย AI และความคิดสร้างสรรค์ เช่น การยกระดับสู่ New TCDC ไปทุกภูมิภาค และติดอาวุธทักษะ AI ให้คนทำงาน
  2. ยกระดับเมืองสู่เวทีโลก เช่น การสร้าง City Branding เพื่อให้เมืองมีจุดขายที่ชัดเจน
  3. เปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นทรัพย์สิน ที่บ่มเพาะผลงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ
  4. ขยายธุรกิจด้วยแพลตฟอร์ม เช่น การจัดงาน Bangkok International Content Market (BICM) ภายใต้งาน Thailand International Content IP Expo (TICIP) ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพื่อให้ขายงานได้จริง

เป้าหมาย เพื่อสร้างผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีก 300,000 ราย, สร้างผลงาน New IP ใหม่มากกว่า 350 รายการเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์, ผลักดันรายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30%  และผลักดัน GVA ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโต 5%

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ได้อยู่ที่การ ‘กำหนดนโยบาย’ ทว่าคือ การสร้าง Ecosystem ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ามาเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ในอนาคต

]]>
1555296
‘Sushiro ในไทย’ ยังแข็งแกร่ง ปี 68 ทำรายได้ไป 4,731 ล้านบาท กำไรโตเกือบ 100% https://positioningmag.com/1555187 Thu, 15 Jan 2026 05:24:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555187 แม้เศรษฐกิจไม่ค่อยจะดี และการแข่งขันของ ‘ซูชิสายพาน’ ถือว่าดุเดือด แต่ บริษัท ซูชิโร่ จีเอช (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของร้าน Sushiro ในไทย ก็ยังเติบโตแบบแข็งแกร่ง โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า

 

ผลประกอบการย้อนหลัง

 

ปี 2565 มีรายได้ 1,000 ล้านบาท กำไร 63 ล้านบาท

ปี 2566 มีรายได้ 1,892 ล้านบาท กำไร 172 ล้านบาท

ปี 2567 มีรายได้ 2,902 ล้านบาท กำไร 369 ล้านบาท

ปี 2568 มีรายได้ 4,731 ล้านบาท กำไร 728 ล้านบาท

 

ความน่าสนใจคือ ปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีที่หลายคนบอกว่า ธุรกิจร้านอาหารตกอยู่ในภาวะซบเซา จากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่ฉุดกำลังซื้อผู้บริโภค จนมีหลายแห่งต้องปิดตัว หลายแห่งชะลอแผนขยายสาขาออกไป แต่ Sushiro ในไทย มีรายได้เติบโตจากปีก่อน 68% ส่วนกำไรโต 97%

 

สำหรับจุดเด่นของ Sushiro ก็คือ ความอร่อย ความสดใหม่ เมนูหลากหลาย มาในราคาคุ้มค่า โดยเมื่อเดือน ต.ค.  ปีที่ผ่านมาได้มีการปรับราคาบางเมนูใหม่ ปัจจุบันราคาของ Sushiro ประกอบด้วย

-‘จานสีขาว’ ราคา 30 บาท

-‘จานแดง’ 40 บาท

-‘จานเงิน’ 60 บาท

-‘จานทอง’ 80 บาท

– ‘จานดำ’ 100 บาท จากเดิมราคาจะอยู่ที่ 120 บาท

 

ส่วนสาขาในไทยอยู่กว่า 40 แห่ง หลักๆ อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัดจะมีสาขาที่เชียงใหม่ ระยอง และชลบุรี

]]>
1555187