Lupang – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 16 Feb 2026 03:40:31 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ทิสโก้ชี้ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจริงจัง https://positioningmag.com/1559729 Sat, 14 Feb 2026 06:23:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559729 ‘เศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไรหลังเลือกตั้ง’ เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะแม้ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่ออกมา ‘พรรคภูมิใจไทย’ จะกวาดที่นั่งไปเกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากสุดในรอบหลายสิบปี แต่ไทยยังความกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรัง

 

“เราต้องยอมรับถึงศักยภาพการเติบโตของไทยที่มีปัญหา โดยหากย้อนดูในอดีต ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งไทยมี GDP โต 7.3% แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2.3% คำถาม คือ ปัญหาที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงมากขนาดนี้มาจากอะไร” เมธัส รัตนซ้อน’ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าว พร้อมวิเคราะห์ว่า

 

เมื่อดูเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบ้านเรา แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

 

1.‘ภาคการส่งออก’ ที่มีการพูดถึงปัญหามาสักระยะแล้ว โดยสิ่งที่ไทยผลิตได้เก่งเป็นสิ่งที่โลกไม่ได้มีความต้องการมากนักในยุคปัจจุบัน เช่น รถยนต์สันดาป ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ฯลฯ โจทย์สำคัญ คือ ไทยจะเกาะอุตสาหกรรมคลื่นลูกใหม่ไปได้อย่างไร

 

2.‘ภาคท่องเที่ยว’ ก็ถูกคนอื่นแซง สะท้อนจากอัตราการเติบโตของภาคธุรกิจนี้ของไทยหดตัว ขณะที่คู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ มีการเติบโตค่อนข้างรวดเร็ว โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งปีที่ผ่านมาโตได้กว่า 20% และช่วงก่อนเกิดโควิดก็โตได้ราว 20%

 

ดังนั้น หากไทยไม่มีการยกเครื่องใหม่ของธุรกิจท่องเที่ยวอย่างจริงจัง และหาแลนด์มาร์กหรือจุดสนใจใหม่ ๆ มา กระตุ้นภาคธุรกิจท่องเที่ยว ในที่สุดเวียดนามจะแซงหน้าเราได้ในที่สุด

นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย เป็นอีกประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะทำให้วัยแรงงานมีจำนวนลดลง และความสามารถในการผลิตลดลง รวมถึงความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ เช่น มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาชายแดน ฯลฯ

 

ทั้งหมด เป็นปัญหา ‘เรื้อรัง’ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง โดยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

 

“ตอนนี้เครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจของเราไปไม่ไหวแล้ว คำถาม คือ เราจะหาทางสู้ใหม่ได้อย่างไร”

 

รอลุ้นรัฐบาลใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการที่พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งไปเกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากสุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลให้มองความเสี่ยงทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

ภาพดังกล่าว ‘ไพบูลย์ นลินทรางกูร’ CEO บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ กล่าวว่า ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากสุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลให้มองความเสี่ยงทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ปิดตลาดที่ระดับ 1,400 จุด ปรับตัวขึ้น 3.65% ภายในวันเดียว และมีปริมาณซื้อขายทะลุแสนล้านบาทสูงสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่ 6 กันยายน 2567

 

และรัฐบาลใหม่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตเกิน 3% ตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ ต้องรอดูนโยบายที่จะการลงมือทำจริง และต้องโฟกัสเรื่องระยะยาว ปีนี้ดัชนี SET อาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุด

 

สำหรับปัญหาเศรษฐกิจไทย ที่ไพบูลย์มองว่า ต้องเร่งแก้ ได้แก่

 

1.ภาระหนี้ระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้รัฐบาล และหนี้ภาคเอกชนซึ่งอยู่ในระดับสูงคนไทยมีเงินออมต่ำ เมื่อมีเงินออมต่ำก็นำมาซึ่งปัญหาภาระหนี้สูง รวมถึงปัญหาสังคมสูงวัย เมื่อคนไทยแก่ตัวไปไม่มีเงินเก็บลงทุนต่ำ และผลิตภาพต่ำ

 

2.เพิ่มศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม โดยเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย

 

3.ส่งเสริมการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ เพราะเครื่องยนต์ชุดเดิม เช่น ส่งออก ภาคการผลิต การท่องเที่ยว ฯลฯ ไปต่อไม่ไหวแล้ว

 

4.ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่

]]>
1559729
มีไก่ทอดทั้งตัวได้ MK ก็จัดเป็ดทั้งตัวได้ แถมแจก ‘อั่งเป็ดมงคล’ พลิกโฉมตรุษจีน https://positioningmag.com/1559601 Fri, 13 Feb 2026 05:40:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559601 ตรุษจีน คือเป็นอีกเทศกาลที่หลายแบรนด์จะเร่งการจับจ่าย รวมถึง MK Restaurants เจ้าของตำนานสุกี้และเป็ดย่าง ซึ่งปีนี้มาในแคมเปญ ‘มหามงคลทั่วถึง’

 

กิมมิกของแคมเปญ ไม่เพียงแค่ขายชุดเป็ดไหว้เหมือนเช่นทุกปี แต่ยังเพิ่มความน่าสนใจด้วยการ แจก ‘อั่งเป็ดมงคล’ ต้นตำรับน้ำราดเป็ดที่ออกแบบมาเพื่อราดได้ทั้งตัว ช่วยเติมเต็มรสชาติ และเพิ่มความฉ่ำให้กับทุกเมนูเป็ดย่างให้อร่อยยิ่งขึ้น

 

แคมเปญนี้ไม่เพียงตอบโจทย์อินไซต์ในช่วงตรุษจีนได้อย่างตรงจุด ยังสื่อถึงการส่งต่อความมงคลผ่านการแจกอั่งเป็ดมงคลแทนอั่งเปา รวมถึงตอกย้ำภาพจำความอร่อยในตำนานของเป็ดย่าง MK MK ที่ยังคงได้รับความนิยมที่สุดในปีนี้

 

นอกจากอั่งเป็ดมงคล ทาง MK Restaurants ยังเปิดประสบการณ์มงคลแบบครบทุกด้าน เสิร์ฟความอร่อยและความมงคลแบบทั่วถึง ตั้งแต่เซตไหว้มหามงคล ถึงมื้อพิเศษสุดมงคลในร้าน

  • เซตไหว้มหามงคลสั่งไปทานที่บ้านเริ่มต้นเพียง 750 บาท มีให้เลือกมากถึง 5 ชุดแบบจัดเต็ม เพื่อตอบโจทย์สายสะดวกที่เน้นคุณภาพและถูกต้องตามหลักการไหว้ ประกอบไปด้วย เป็ดย่าง MK, ไก่ต้มมงคล, เครื่องในเป็ด/ไก่, หมูแดงสูตรฮ่องกง, หมูกรอบหนาพิเศษ, ซาลาเปาส้มมงคล, บะหมี่หยกกลาง, ข้าวอบจักรพรรดิ, เมนูติ่มซำ และ ของทอด พร้อมรับ ‘อั่งเป็ดมหามงคล’, ซองอั่งเปา พร้อมคูปองส่วนลด 100 บาท’ และ ‘ฮู้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย’ เพื่อเสริมโชคลาภ สั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2569
  • เซตมังกรมงคลทานในร้านเสิร์ฟความมงคลในร้านแบบชุดอลังการ มีให้เลือกทั้งชุดสุกี้ หมู และ เนื้อ เริ่มต้นเพียง 1,099 บาท พร้อมเมนูซิกเนเจอร์อย่าง เป็ดย่าง MK, บะหมี่หยก, ชุดผัก, ติ่มซำ และ ซาลาเปาส้มมงคล พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2569

 

]]>
1559601
เลือกตั้งแล้ว ‘ดิสนีย์แลนด์’ ในไทย จะเดินหน้าต่อ หรือ แค่ขายฝัน? https://positioningmag.com/1559595 Fri, 13 Feb 2026 05:23:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559595 ‘เรื่องจริง’ หรือ ‘แค่ขายฝัน’ เป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้น เมื่อมีกระแสข่าวการดึงโครงการระดับโลกอย่าง ‘ดิสนีย์แลนด์’ (Disneyland) เข้ามาลงทุนในไทย เพื่อยกระดับและปลดล็อกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่อยู่ในภาวะอิ่มตัว

 

กระแสข่าวนี้เกิดขึ้น เมื่อ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ได้พูดถึงแนวคิดในการพยายามดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาเปิดในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นเมกะโปรเจกต์ พร้อมประเมินว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริง จะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวได้เกือบ 20 ล้านคนต่อปี เกิดการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ราว 150,000 ล้านบาทต่อปี

 

ตามการเปิดเผยเบื้องต้น เมกะโปรเจกต์สวนสนุกระดับโลกนี้จะอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดชลบุรี ภายใต้รูปแบบโครงการ Mixed-Use ขนาดใหญ่ ที่รวมสวนสนุก ศูนย์กีฬา ความบันเทิง และพื้นที่เชิงพาณิชย์เข้าไว้ด้วยกัน

 

เมื่อข่าวนี้ออกมาก็มีผู้คนแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยเฉพาะบนโลกโซเชียล มีทั้ง ‘เห็นด้วย’ และ ‘ไม่เห็นด้วย’

 

‘ความเป็นไปได้’ และ ‘อุปสรรค’ ของโครงการ

 

‘บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด’ ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) เพื่อถอดรหัสความคิดเห็นของสังคมต่อแนวคิด ‘Disneyland ประเทศไทย’ จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องความสนุกหรือความตื่นเต้นกับการมาของดิสนีย์แลนด์ ประเทศไทย  แต่เป็น ‘ความเป็นไปได้’ และ ‘อุปสรรค’ ของโครงการ แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

  1. ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน

 

ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ ความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายรัฐและความชัดเจนทางการเมือง โดยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า โครงการอาจถูกมองเป็นเพียงการ ‘ขายฝัน’ ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง พร้อมยกตัวอย่างเมกะโปร    เจกต์อื่นๆ ที่ยังล่าช้า เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงความกังวลด้านความโปร่งใสและการทุจริตที่อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

 

2.สภาพอากาศ

 

สภาพอากาศร้อนของประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญ ซึ่งเสียงส่วนหนึ่งมีคำถามว่า นักท่องเที่ยวจะสามารถต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนไหวหรือไม่ ส่งผลให้เกิดข้อเสนอเกี่ยวกับการออกแบบสวนสนุกในรูปแบบระบบปิด (Indoor) หรือโดมติดแอร์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเมืองไทย

 

3.ค่าครองชีพ สอดคล้องกับราคาบัตรเข้าชมหรือไม่

 

มีการประเมินกันว่า ราคาบัตรดิสนีย์ในไทยอาจอยู่ในช่วง 2,000-3,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชาวโซเชียลหยิบยกขึ้นมาพูดถึงและตั้งคำถามถึงความเหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำและรายได้เฉลี่ยของคนไทย ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า กำลังซื้อภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือออกแบบโครงสร้างราคาที่เหมาะสมได้

 

4.เอกลักษณ์ความเป็นไทย

 

การเสนอให้นำ ‘เอกลักษณ์ความเป็นไทย’ มาใช้เป็นจุดขาย เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ โดยมีการพูดถึงไอเดียการนำธีมจากภาพยนตร์ Raya and the Last Dragon มาเป็นตัวชูโรงในฐานะเจ้าหญิงดิสนีย์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

รวมถึงการเสนอไอเดียให้มิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ หรือการเนรมิตโซนตลาดน้ำดิสนีย์ (Floating Market) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแฟนคลับชาวไทยต้องการเห็น Disney in Thai Style ที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างลงตัว

 

รอลุ้นความเคลื่อนไหว

 

มาถึงตอนนี้ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว และผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการออกมา ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง ส.ส.รวมไปมากที่สุด ทำให้ประเด็นดิสนีย์แลนด์ในไทยถูกหยิบมาพูดถึงอีกครั้ง

 

ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ ทางพิพัฒน์ได้ออกมาย้ำว่า โครงการดิสนีย์แลนด์ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่อยากให้เกิดขึ้นในบ้านเรา และหากมีโอกาสก็พร้อมผลักดันโครงการนี้ต่อเนื่อง เพราะมีผู้ที่สนใจสอบถามความคืบหน้าของโครงการแล้ว

 

ขณะเดียวกัน ก็มีกระแสข่าวว่า ในสัปดาห์หน้าพิพัฒน์จะเชิญเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเข้ามาหารือถึงความคืบหน้าการพัฒนาโครงการสำคัญในพื้นที่ EEC ทั้งหมด รวมถึงโครงการที่จะดำเนินการในอนาคต โดยเฉพาะโครงการดิสนีย์แลนด์

 

สำหรับการดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาลงทุนในไทย ตามการเปิดเผยเบื้องต้นจะใช้พื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ดิสนีย์แลนด์ ราว 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท และพื้นที่อื่นอีก 2,000 ไร่ มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการประมาณ 300,000 ล้านบาท

 

ส่วนรูปแบบการลงทุนจะเป็น PPP (Public-Private Partnership) โดยภาครัฐทำหน้าที่จัดหาที่ดิน ประสานการเจรจาไลเซนส์กับดิสนีย์ และสนับสนุนด้านการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ  ขณะที่ภาคเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐและเปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาบริหารโครงการ

 

นอกจากคำถามที่ว่า โครงการนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ อีกคำถามสำคัญ ก็คือ ไทยพร้อมแค่ไหนกับการบริหารจัดการโปรเจกต์ระดับโลกให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

]]>
1559595
MBK ดึง Invictus ดัน Riverdale เป็นมิกซ์ยูสระดับ Flagship https://positioningmag.com/1559419 Thu, 12 Feb 2026 07:15:39 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559419 MBK เดินเกมก้าวสำคัญอีกก้าว จับมือ Sing-Ed Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านการศึกษาจากสิงคโปร์ ดึง Invictus International School โรงเรียนนานาชาติชื่อดังจากสิงคโปร์มาปักหมุดในโครงการ Riverdale District เพื่อยกระดับโครงการแห่งนี้ สู่การเป็นมิกซ์ยูสที่สมบูรณ์แบบระดับ Flagship

 

‘โรงเรียนนานาชาติ’ ถือเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนสำหรับสร้างพลังของ ‘เมือง’ และเป็นตัวเร่งมูลค่าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นการผนึกกำลังระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กับโรงเรียนนานาชาติ  ชื่อดังในการลงทุนร่วมกัน

 

รวมถึง ‘บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน)’ หรือ MBK ซึ่งได้ลงนาม MOU ร่วมกับ Sing-Ed Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านการศึกษาจากสิงคโปร์ ในการดึง Invictus International School โรงเรียนนานาชาติชื่อดังจากสิงคโปร์มาเปิดใน Riverdale District

 

สำหรับโรงเรียนนานาชาติ Invictus International School ใน Riverdale District จะอยู่บนพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ ซึ่งเฟสแรกจะมีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 12–18 เดือน มีแผนเปิดทำการในช่วงเดือนมกราคม ปี 2571 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนสิงหาคม 2571

 

โดยเปิดสอนหลักสูตร Cambridge Curriculum ตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 13 รองรับนักเรียนได้ประมาณ 1,400 คน มุ่งพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวมทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และ กิจกรรมเสริมหลักสูตร (Co-Curricular Programme) ควบคู่กับการประเมินผลแบบ Assessment for Learning ที่ได้มาตรฐานสากล ส่วนค่าเทอมยังไม่มีการเคาะราคา

 

‘วิจักษณ์ ประดิษฐวณิช’ ซีอีโอและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK บอกว่า การมีโรงเรียนนานาชาติชั้นนำเข้ามาในพื้นที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งลูกบ้านเดิมและผู้ที่ใช้ชีวิตทำกิจกรรมในพื้นที่หรือคนในชุมชนโดยรอบ

 

ขณะเดียวกันยังดึงดูดกลุ่มครอบครัวที่ต้องการที่อยู่อาศัยใกล้สถานศึกษา ลดภาระการเดินทาง และก่อให้เกิดความเกื้อกูลระหว่างกลุ่มลูกค้าของโรงเรียนและโครงการอย่างชัดเจน ส่งผลให้ Riverdale District พัฒนาไปสู่การเป็น Education & Lifestyle Destination ชุมชนคุณภาพท่ามกลางธรรมชาติที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการเติบโตแบบยั่งยืนในระยะยาว

 

สำหรับ Riverdale District คือโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ ของ MBK ภายใต้ Master Plan และเป็น Flagship Project ของ MBK ในการพัฒนาพื้นที่แบบมิกซ์ยูสที่ผสานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การศึกษา โรงแรม และรีเทล เข้าเป็น Ecosystem เดียวกัน ภายใต้แนวคิด Live – Learn – Leisure in One District หรือชุมชนที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิต เรียนรู้ และพักผ่อนได้อย่างสมดุลในพื้นที่เดียว

 

ภายในโครงการ จะประกอบด้วย โครงการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรี ‘ริเวอร์เดล เรสสิเด้นท์’, ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์, สนามบางกอก กอล์ฟ คลับ,โรงแรมทินิดี บางกอก กอล์ฟ คลับ, สนามริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ, Riverdale Marina และธุรกิจประมูลรถยนต์อย่าง แอพเพิล ออโต้ ออคชั่น

 

ขณะที่ Invictus International School ปัจจุบันดำเนินการโรงเรียนใน 5 ประเทศ รวม 9 แคมปัส ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย กัมพูชา และประเทศไทย

]]>
1559419
รพ.สัตว์ทองหล่อ คืนการมองเห็นให้สัตว์เลี้ยงสูงวัยด้วยเทคโนโลยีสลายต้อกระจก PHAECO คืนโลกใบใหม่ให้ “น้อง” https://positioningmag.com/1559323 Thu, 12 Feb 2026 02:56:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559323 สำหรับคนรักสัตว์ที่ใช้ชีวิตร่วมกับสุนัขหรือแมวสูงวัย คงไม่มีของขวัญชิ้นใดล้ำค่า และมีความหมายไปกว่าการได้เห็นสมาชิกสี่ขาแสนรักมีสุขภาพที่แข็งแรงและกลับมามีดวงตาที่สดใสอีกครั้ง โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ (Thonglor Pet Hospital) ผู้นำด้านการรักษาและดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงเดินหน้า ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงผ่านแนวคิด “น้องไม่ได้ดื้อ…น้องแค่มองไม่ชัด” เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะต้อกระจกในสัตว์เลี้ยงที่มักถูกละเลย โดยมอบโอกาสครั้งสำคัญให้ พวกเขาได้กลับมามองเห็นใบหน้าเจ้าของอย่างชัดเจนอีกครั้ง อันถือเป็นความตั้งใจของโรงพยาบาลสัตว์ ทองหล่อ ที่อยากมอบช่วงเวลาอันล้ำค่าให้สัตว์เลี้ยงและเจ้าของได้ร่วมกันสร้างภาพความทรงจำที่แจ่มชัดใน “อีกครึ่งชีวิต” ที่เหลืออยู่ร่วมกัน พร้อมเชื่อมโยงสายใยความผูกพันให้แน่นแฟ้น ยิ่งขึ้นในทุกช่วงเวลา

 

สพ.ญ. กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เปิดเผยถึง แคมเปญนี้ว่า “ทางโรงพยาบาลมีความเข้าใจลึกซึ้งถึงสายใยความผูกพันระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะเมื่อสัตว์เลี้ยงเข้าสู่กลุ่มสูงวัย ซึ่งโดยปกติจะมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 15 ปี แต่พบว่าสถิติการเริ่มเสื่อม ของกระจกตามักเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป ซึ่งหมายความว่าหากเราปล่อยให้ความพร่ามัวจากต้อกระจก ดำเนินไปเรื่อยๆ น้องจะต้องอยู่ในโลกที่มืดมิดไปเกือบครึ่งหนึ่งของอายุขัย การตัดสินใจรักษาตั้งแต่เริ่มตรวจ พบอาการ จึงไม่ใช่เพียงแค่การดูแลสุขภาพทั่วไป แต่คือการมอบโอกาสให้เขาได้ใช้ “อีกครึ่งชีวิต” ที่เหลืออยู่ ได้อย่างมีคุณภาพที่สุด เราจึงตั้งใจให้เทคโนโลยีทางการแพทย์เป็นสื่อกลางในการบอกรักเพื่อคืนการมองเห็น ที่ชัดเจนให้น้องๆ ได้เห็นหน้าเจ้าของที่เขารักที่สุด และช่วยให้เจ้าของได้เห็นแววตาที่เป็นประกายสดใสของ สมาชิกในครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง

 

ถือเป็นความตั้งใจของ รพ.สัตว์ทองหล่อที่อยากส่งมอบมาตรฐานการรักษาที่ดีที่สุดในราคาที่คุ้มค่า และจับต้องได้จริงสำหรับทุกคนเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการรักษา ศูนย์โรคตา ของ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ โดยการนำเทคโนโลยี PHAECO (Phacoemulsification) หรือการผ่าตัดสลายต้อ กระจกด้วยคลื่นความถี่สูงมาใช้ ซึ่งเป็นมาตรฐานการรักษาชั้นสูงระดับเดียวกับที่ใช้ในมนุษย์ โดยนวัตกรรมนี้ มีข้อดีที่โดดเด่นคือการทำให้เกิดแผลผ่าตัดขนาดเล็กมากจนแทบไม่จำเป็นต้องเย็บแผล หรือมีการเย็บที่น้อย ที่สุด อันช่วยลดการระคายเคืองและลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังส่งผลให้สัตว์เลี้ยงฟื้นตัวได้ไว ทำให้น้อง ๆ สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติ และมองเห็นโลกใบเดิมที่สดใส ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

 

นวัตกรรมการผ่าตัดสลายต้อกระจก (PHAECO) เป็นการตอกย้ำความเชี่ยวชาญ ของทีมสัตว์แพทย์ รพ.สัตว์ทองหล่อ ที่มาพร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำหน้า เพื่อมอบโอกาสที่เป็นไปได้ใน การมองเห็นให้กับสัตว์เลี้ยงที่คุณรัก อีกทั้งยังเป็นเครื่องสะท้อนความเข้าอกเข้าใจเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่น้อง ๆ จะได้กลับมองเห็นและมีภาพความทรงจำ “อีกครึ่งชีวิต” ที่เหลืออยู่เคียงข้างเจ้าของอย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อยังคงเดินหน้าส่งเสริมการเข้าถึงมาตรฐานการรักษาที่สัตว์เลี้ยงทุกตัวคู่ควร ผ่านความคุ้มค่าด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เพื่อมอบเป็นของขวัญที่ยั่งยืนให้แก่คนรักสัตว์ที่ปรารถนา จะคืนโลกใบใหม่ที่สดใสให้กับเพื่อนสี่ขา โดยหวังว่าแววตาที่เป็นประกายและการกลับมาสบตากันได้ชัดเจน อีกครั้งจะเป็นคำยืนยันถึงความรักและความห่วงใยที่มีให้กันอย่างมั่นคงในทุกช่วงเวลา

 

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้ารับการตรวจคัดกรองและปรึกษาทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อทุกสาขา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่เบอร์ 02-079-9999

 

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อเชื่อว่าการดูแลด้วยหัวใจและนวัตกรรมที่ทันสมัยคือคำบอกรักที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะมอบให้กับสมาชิกคนสำคัญในครอบครัวได้ในทุกช่วงวัย

 

 

 

]]>
1559323
OR โชว์กำไรปี 68 โตขึ้น 47.8% แม้รายได้จะลดลง 9% https://positioningmag.com/1559108 Tue, 10 Feb 2026 15:43:01 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559108 บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 11,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 47.8% หลังจากบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ขณะที่รายได้ขายและบริการอยู่ที่ 658,723 ล้านบาท ลดลง 9.0% จากปีก่อน ตามทิศทางการปรับลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก และประกอบกับปริมาณจำหน่ายที่ลดลง โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา ซึ่งมีผลมาจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

 

แม้รายได้จะลดลง แต่จากการที่ OR สามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มี EBITDA จำนวน 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15.2% จากปีก่อนหน้า

 

การเติบโตดังกล่าวมาจากผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจ Mobility จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล

 

ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ มีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นจากธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Café Amazon ซึ่งยังคงได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

 

โดยปี 2568 Café Amazon มีปริมาณการขายรวม 429 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 6.7% จากปีก่อน ขณะที่จำนวนสาขาอยู่ที่ 4,742 สาขา เพิ่มขึ้น 280 สาขาจากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น

 

-สาขาในไทย 4,705 สาขา

-สาขาในต่างประเทศ 37 สาขา

 

สำหรับทิศทางในอนาคต ‘หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่’ ซีอีโอ OR บอกว่า ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า

 

โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ Lifestyle ตลอดทั้ง Value Chain ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจ Mobility และการบริหารความเสี่ยงในธุรกิจ Global อย่างรอบคอบ เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และส่งมอบคุณค่าร่วมให้กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งพัฒนา OR Ecosystem ให้เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทุกไลฟ์สไตล์ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

]]>
1559108
‘ฉับไว-ปรับตัว-เรียนรู้’ 3 สิ่งสำคัญของ ‘ทายาทรุ่น 3 เด็กสมบูรณ์’ เมื่อธุรกิจปัจจุบันอยู่ในยุค Survival https://positioningmag.com/1559103 Tue, 10 Feb 2026 14:50:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559103 ปีนี้เป็นอีกปีที่ ‘โลกธุรกิจ’ ต้องเผชิญความท้าทายและความไม่แน่นอนมากมาย ทำให้ผู้ประกอบการต้องเปิดโหมด ‘เอาตัวรอด’ เพื่อให้ได้ไปต่อในโลกยุค Survival

 

ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ ในมุมมองของ ‘ท็อป-วสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์’ ทายาทรุ่น 3 และผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายในประเทศ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์เด็กสมบูรณ์ บอกว่า หากอยากเป็นผู้รอด คนทำธุรกิจต้องมี 3 สิ่งสำคัญ นั่นคือ  

 

  1. ‘ฉับไว’ เพราะเทรนด์ของโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ธุรกิจต้องไวในการตามเทรนด์เหล่านี้ให้ทัน เพื่อไม่ให้ตกขบวนหรือพลาดโอกาสทางธุรกิจ

 

  1. ‘ปรับตัว’ ด้วยโลกธุรกิจปัจจุบันมี Business Model เกิดขึ้นใหม่และมีความหลากหลายมากขึ้น ทางท็อป-วสุพล บอกว่า หากผู้ประกอบการยังคงอยู่กับโมเดลเดิมๆ ไม่คิดนอกกรอบ หรือกล้าจะเปลี่ยนแปลง จะไม่สามารถอยู่รอดได้

 

  1. ‘เรียนรู้’ เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเกิดขึ้นมาโดยตลอด ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีและ AI ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ รวมถึงดิสรัปโลกของธุรกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนนี้นอกจากรับรู้แล้ว ยังต้องมีการ ‘เปิดใจ’ นำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้เท่าทันกับคนอื่น

 

ขณะที่สภาพเศรษฐกิจ สถานการณ์การแข่งขัน และความท้าทายอื่นๆ  เป็นเรื่องปกติที่ต้องเผชิญอยู่แล้วหากทำธุรกิจ    

 

“ผมมองว่า ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสต่างๆ เข้ามาอยู่เสมอ เลยอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคน และมองเชิงบวก จริงๆ แล้วถึงเศรษฐกิจจะชะลอตัว หรือไม่ว่าธุรกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าเรามี 3 ข้อนี้ จะสามารถอยู่รอดในทุกสถานการณ์”

 

สำหรับปีนี้ทางเด็กสมบูรณ์ตั้งเป้าจะเติบโตจากปีก่อน 20% โดยที่ผ่านมาได้การปรับและขยับตัวเข้าสู่ตลาดใหม่ที่เป็นเทรนด์และมีอนาคต เช่น การออกโปรดักท์ซีอิ๊วหรือเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมต่ำ และ Zero Sugar สำหรับตอบโจทย์กลุ่ม Health and wellness เทรนด์มาแรงจากการที่คนหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพมากขึ้น 

.

นอกจากนี้ ด้วยผู้บริโภคยุคปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งพฤติกรรม ความต้องการ และไลฟ์สไตล์ การออกสินค้าแบบ Mass Product ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้ทั้งหมด หรือเรียกง่ายๆ ว่า ไม่มี One fit all อีกต่อไป

 

ดังนั้น เด็กสมบูรณ์ได้มีการปรับโฟกัสจาก Mass Market มาสู่ Niche Market เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น การออก ‘ซีอิ๊วเม็ด’ สำหรับลูกค้ากลุ่มใหม่อย่างนักเดินทาง และคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย

 

“อย่างซีอิ๊วเม็ด เรารู้ดีว่า ไม่มีวันจะมาแทนตลาดซีอิ๊วขาวได้ แต่สิ่งที่ได้ คือการจับกลุ่มใหม่เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ทำได้ในปัจจุบัน”

 

นอกจากหลักคิดข้างต้นแล้ว โจทย์ของการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ หรือขยายฐานธุรกิจสู่พื้นที่ใหม่ ๆ ก็คือ จะทำอย่างไรให้แบรนด์เด็กสมบูรณ์เข้าถึงและอยู่ในใจของลูกค้า ไม่จำกัดเฉพาะ Core Product เท่านั้น 

 

ดังนั้น จึงได้เห็นการ Collaboration ของแบรนด์เด็กสมบูรณ์กับแบรนด์อื่นๆ เช่น การจับมือกับ SOURI เปิดตัว Limited Edition ในชื่อ Smiley Boy Soy Sauce Fatcaron หรือการผนึกกำลังกับซีเล็ค เปิดตัว ‘ปลาทูน่านึ่งซีอิ๊ว’ ฯลฯ

]]>
1559103
เตรียมพบกับเวทีรวม EmpowerHER Asia Leadership Forum 2026 https://positioningmag.com/1559091 Tue, 10 Feb 2026 14:45:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559091 The CrestHaus แพลตฟอร์มและพื้นที่เพื่อการพัฒนาภาวะผู้นำแบบองค์รวมสำหรับผู้หญิงที่ต้องการยกระดับศักยภาพของตนเองให้ครอบคลุมครบทุกด้าน ภายใต้การบริหารจัดการของ คุณสุภาณี อนุวงศ์วรเวทย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และ ประธานบริหาร The CrestHaus  ร่วมด้วย คุณแชนนอน กัลยาณมิตร ผู้ร่วมก่อตั้ง และ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด The CrestHaus ขอเชิญชวนผู้หญิงทุกคนร่วมกำหนดอนาคต สู่บทบาทการเป็นผู้นำอย่างมีกลยุทธ์ ในงานเสวนา “EmpowerHER Asia Leadership Forum 2026” วันที่ 5 มีนาคม 2569 นี้ ณ โรงแรมอวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ  โดยงานในปีนี้ อยู่ภายใต้แนวคิด “Write Your Next Chapter” สนับสนุนให้คุณ “กล้าเขียนอนาคตการเป็นผู้นำในแบบฉบับของตัวเอง”  และยังได้รับการสนับสนุนจาก จาก บริษัท ไอบีเอ็ม ดิจิตอล ทาเล้นท์ ฟอร์ บิสสิเนส จำกัด (IBMDT), บริษัท เฮอร์เบิร์ธ สมิธ    ฟรีฮิลส์ เครเมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน สแทชอเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท จัดหางาน โรเบิร์ต วอลเทอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

 

สำหรับกิจกรรมภายในงานจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ INSPIRE จุดประกายวิสัยทัศน์ที่กล้าคิดกล้าทำและกำหนดบทใหม่ของคุณเองตามเป้าหมายชีวิต, EQUIP เสริมสร้างทักษะความเป็นผู้นำที่พร้อมรับโลกยุค AI และอัปเดทบทเรียนระดับโลกจากเวที World Economic Forum (Davos) & Global Leader รวมถึง เวิร์คชอป Mindfulness และการบริหารความมั่งคั่งในแบบที่คุณกำหนดเอง UPLIFT เติบโตร่วมกันผ่านพลังของชุมชน การให้คำปรึกษา และความร่วมมือ โดยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจผ่านแบบอย่างผู้นำหญิงระดับบอร์ดและ C-Suite ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์อันทรงพลัง ตอกย้ำบทบาทความสำคัญของผู้นำหญิง ที่มีทักษะครอบคลุมครบทุกด้าน  โดยเฉพาะบริบทการเป็นผู้นำที่ต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยีในยุค AI  ซึ่งภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารองค์กรระดับแนวหน้าของไทยที่ผลัดเปลี่ยนกันมาร่วมพูดคุยแชร์องค์ความรู้ผ่านหัวข้อการเสวนาต่างๆ อาทิ

 

เวทีเสวนา Strategic Positioning Panel Discussion: “Our Voices, Our Power: Women Shaping Thailand’s Future Through Strategic Presence on Boards” ถ่ายทอดพลังเสียงของผู้บริหารหญิงระดับบอร์ดและผู้เชี่ยวชาญด้านบรรษัทภิบาลกับบทบาทของพันธมิตร และการสร้างอิทธิพลเชิงกลยุทธ์อย่างยั่งยืน โดย คุณกอบกาญน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย และบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด, คุณ มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ กรรมการอิสระ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และ คุณกุลเวช เจนวัฒนวิทย์ กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

 

เวทีเสวนา “Leading the Next Chapter: Lessons from the C Suite” ถ่ายทอดมุมมองเชิงกลยุทธ์และบทเรียนภาวะผู้นำระดับ C-Suite จากประสบการณ์จริง เพื่อเสริมกรอบความคิด และเพิ่มความมั่นใจในการนำองค์กรเดินหน้าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่งของโลกในปัจจุบัน โดย คุณมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโอสถสภา จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย คุณกันยารัตน์ โชคอุ่นกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์และการเงิน บจก.เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ คุณนลนภัทร ไพบูลย์ ทนายความหุ้นส่วน บริษัท เฮอร์เบิร์ธ สมิธ ฟรีฮิลส์ เครเมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

เวทีเสวนา “Chapters of Change: Rewriting Tomorrow: Leading AI Through a Human Centric Future in a Geopolitical and Economic Shift” เวทีที่เชื่อมมุมมองเทคโนโลยี ธุรกิจ และมนุษย์ เมื่อเข้าสู่ยุค AI ในฐานะผู้นำจะบริหารจัดการ AI อย่างไร โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ ซึ่งการเสวนานี้ได้นำบทเรียนระดับโลกจากเวที World Economic Forum (Davos)& Global Leader และ Best Practice จากองค์กรระดับโลกมาถ่ายทอดองค์ความรู้ โดย คุณปิยดา ตันไสว Data and AI Portfolio Lead บริษัท ไอบีเอ็ม ดิจิตอล ทาเล้นท์ ฟอร์ บิสสิเนส จำกัด (IBMDT), คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด ร่วมด้วย คุณเอียน ดิ ทูลลิโอ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัท ไมเนอร์โฮเทลส์ จำกัด

 

และอีกหนึ่งเวทีที่ไม่ควรพลาดอย่าง เวทีเสวนา My Wealth, My Decision, My Way: Empowering Women Through Personal Finance  เรียนรู้กลยุทธ์การวางแผนด้านการเงิน เพื่อให้ผู้นำหญิงสามารถกำหนดทิศทาง และบริหารความมั่งคั่งได้อย่างมั่นใจในแบบฉบับของตนเอง  นำโดย คุณ Stephanie Leung ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกลุ่มบริษัท, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สแทชอเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมด้วย คุณศิรัถยา อิศรภักดี พิธีกรด้านเศรษฐกิจการเงินจาก The Standard Wealth เป็นต้น

 

เตรียมความพร้อมกับการก้าวเดินอย่างมั่นใจในบทบาทการเป็นผู้นำในอนาคต ที่คุณสามารถเขียนได้ในแบบฉบับของตัวเอง ที่ งาน “EmpowerHER Asia Leadership Forum 2026”  ณ  โรงแรมอวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 นี้  จำหน่ายบัตร Early Bird Ticket ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ในราคา 2,000 บาท และ Early Bird: Group Ticket (3 คนขึ้นไป) ราคา 1,800 บาทต่อท่าน และจำหน่ายบัตรราคาปกติ (Regular Ticket) 3,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม 2569 สำรองที่นั่งได้ที่ https://www.eventpop.me/e/127445

และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/EmpowerHERAsia

]]>
1559091
5 สิ่งที่ ‘ชาวออฟฟิศ’ ต้องการจากองค์กร เพื่อตัดสินใจอยู่ต่อ https://positioningmag.com/1558902 Mon, 09 Feb 2026 11:21:27 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558902 ‘เงิน’ ถือเป็นหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจเลือกเข้าทำงานและอยู่กับองค์กรใดองค์หนึ่ง แต่หลายครั้งเราจะได้เห็นว่า แม้บริษัทให้เงินเดือนสูง แถมมีโบนัสหลายเดือน ก็ยังมีพนักงานลาออก สะท้อนให้เห็นว่า เงินอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ดึงดูดใจคนทำงานให้อยู่ต่อ

 

และนี่คือ 5 สิ่งที่คนทำงานต้องการมากกว่าตัวเลขในสลิป

 

1.เวลาชีวิตที่เป็นอิสระ โดยคนทำงานยุคนี้ต้องการความยืดหยุ่นและอิสระในการออกแบบชีวิตการทำงานของตัวเอง ซึ่งส่งผลให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าต้องอยู่ในกรอบเดิมๆ

2.รู้สึกมีคุณค่า ได้รับการยอมรับ และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ให้เกียรติกัน

3.ที่ทำงานเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น เป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้ลองผิดลองถูก และมีความสุขกับเพื่อนร่วมงาน

4.การเติบโตและพัฒนาทักษะ

5.ชีวิตการทำงานมีความหมาย ไม่ใช่แค่ทำไปวันๆ แต่สร้างคุณค่าได้

 

สรุปแล้ว การดึงดูดและซื้อใจคนทำงานยุคนี้ การให้เงินเดือนไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการมีมากกว่านั้น ก็คือ ‘อิสระ’ และ ‘คุณค่า’ ของการทำงาน

 

ชัดเจนจากผลสำรวจของ WorkVenture ถึงเหตุผลที่คนทำงานเลือก ‘องค์กร’ โดยปีนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สำรวจมา 8 ปีที่ ‘เงินเดือน’ และ ‘สวัสดิการ’ ไม่ติดใน Top 10 จากเคยเป็นเหตุผลสำคัญอันดับ 1 หรือ 2 ของการตัดสินใจ

 

สะท้อนให้เห็นว่า คนทำงานเห็นเรื่องอื่นสำคัญกว่าเรื่องผลตอบแทน นั่นคือ คุณค่าและวัฒนธรรมองค์กรต้องตอบโจทย์คนทำงาน สำหรับเหตุผลที่คนตัดสินใจเลือกร่วมงานกับองค์กร ปี 2026 ได้แก่

 

ก่อนเข้าทำงาน

 

อันดับ 1 วัฒนธรรมองค์กร

อันดับ 2 การบริหารจัดการองค์กร/ผู้นำ

อันดับ 3 ทีมเวิร์ก

อันดับ 4 Work Lift Balance

อันดับ 5 การเคารพนับถือให้เกียรติ

อันดับ 6 Office/Workplace

อันดับ 7 การสื่อสาร

อันดับ 8 ความมั่นคงในหน้าที่การงาน

อันดับ 9 การอบรม และพัฒนา

อันดับ 10 ความหลากหลาย และความ

 

เหตุผลที่คนทำงานเลือกอยู่ต่อกับที่เดิม

 

อันดับ 1 ทีมเวิร์ก

อันดับ 2 Office/Workplace

อันดับ 3 วัฒนธรรมองค์กร

อันดับ 4 Work Lift Balance

อันดับ 5 การเคารพนับถือให้เกียรติ

อันดับ 6 ความไว้วางใจ

อันดับ 7 การสื่อสาร

อันดับ 8 การบริหารจัดการองค์กร/ผู้นำ

อันดับ 9 ความหลากหลาย และความ

อันดับ 10 ความรับผิดชอบ

]]>
1558902
‘กรุงศรี’ ชู ONE Krungsri กลยุทธ์ ‘รวมเป็นหนึ่ง’ เพื่อขอโตแบบยั่งยืน https://positioningmag.com/1558828 Mon, 09 Feb 2026 08:14:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558828 ‘ธนาคารกรุงศรีอยุธยา’ ประกาศทิศทางธุรกิจในปี 2569 ชูกลยุทธ์ ‘ONE Krungsri ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน’ เพื่อรับมือโลกในยุคที่มีความผันผวนสูง และเศรษฐกิจไทยเองต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

กลยุทธ์ดังกล่าว จะเป็นการผสานพลังของทุกกลุ่มธุรกิจของธนาคารกรุงศรีอยุธยาทั้งในไทยและเครือข่ายในอาเซียน รวมถึงเครือข่ายของ MUFG เพื่อสร้างการเติบโตแบบสมดุลและยั่งยืน โดยมี 3 แกนกลยุทธ์หลัก เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย ได้แก่

  • Customer First: การยึดลูกค้าเป็นที่ตั้ง โดยเน้นการส่งมอบโซลูชันทางการเงินที่ “ออกแบบเฉพาะบุคคล” (Personalized) และเชื่อมต่อบริการอย่างไร้รอยต่อในทุกช่องทาง
  • Transform with AI & Technology: เร่งการนำ AI มาใช้ในทุกมิติ ทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน บริหารความเสี่ยง และยกระดับระบบ Core Banking ให้รองรับโลกอนาคต
  • ONE Krungsri Collaboration: การทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวทั้งในไทยและเครือข่ายระดับโลกของ MUFG เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ ‘เคนอิจิ ยามาโตะ’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ยังมองว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และกรุงศรีได้วาง 5 วาระเร่งด่วนเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่

  1. แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน : เน้นการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพและให้ความรู้ทางการเงิน
  2. เสริมแกร่ง SME : สนับสนุนให้ SME ปรับตัวและเข้าถึงแหล่งเงินทุน
  3. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน : ด้วยการเชื่อมโยงศักยภาพของเครือ MUFG ในระดับภูมิภาค (ASEAN)
  4. การเร่งขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศ : เน้นผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและครอบคลุมทุกภาคส่วน
  5. สร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงิน : เน้นความโปร่งใสและเสถียรภาพเพื่อสร้างความไว้วางใจ เช่น ใช้ AI ป้องกันภัยทุจริตและบัญชีม้าแบบเรียลไทม์

รวมแอปเป็น One Stop Service

นอกจากนี้ ทางธนาคารกรุงศรีอยุธยายังได้มีการบูรณาการบริการทั้งธนาคาร, กรุงศรี ออโต้, กรุงศรี คอนซูมเมอร์ และบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ให้มาอยู่ในรูปแบบ One Stop Service เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น จะรวมแอปฯ ยอดนิยมของกรุงศรีฯ ได้แก่ Kept by krungsri: แอปบริหารเงินแนวใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่, UChoose: แอปไลฟ์สไตล์และจัดการบัตรเครดิตในเครือกรุงศรีคอนซูมเมอร์ และ GO by Krungsri Auto: แอปสำหรับผู้ใช้รถและสินเชื่อยานยนต์ มาอยู่ภายใต้แอปฯ หลักของธนาคาร นั่นคือ KMA krungsri app คาดว่าจะเปิดตัวโฉมใหม่ได้ในช่วง ต้นปี 2570

รวมถึงจะมีการแก้ปัญหาความสับสนเรื่องเบอร์ติดต่อ Contact Center ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 20 เบอร์ ให้เหลือเพียง ‘เบอร์เดียว’ และจะปรับโฉมสาขาให้มีบริการครบวงจร ทั้งสินเชื่อรถยนต์ บัตรเครดิต และการลงทุน ในจุดบริการเดียว

เติบโตแบบสมดุลและยั่งยืน

สำหรับเป้าหมายของการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ทางธนาคารกรุงศรีอยุธยาตั้งเป้าสินเชื่อมีการเติบโต 2-4% มุ่งรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ไว้ที่ระดับ 4.0-4.3% และอัตราสินเชื่อที่ไม่ก่อรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 2.50-2.75%

ขณะเดียวกันได้วางเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยต้องการผลักดันการเงินเพื่อความยั่งยืน (ESG Finance) และตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อสีเขียวและสังคมไว้ที่ 3.5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573

]]>
1558828