my_bb – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 26 Mar 2026 07:12:38 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 HEYTEA แห่งแรกในไทยมาแล้ว ประเดิม “เซ็นทรัลเวิลด์” https://positioningmag.com/1566374 Thu, 26 Mar 2026 06:08:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566374 หลังจากก่อนหน้านี้ แบรนด์ชาชีสและชาผลไม้ชื่อดังจากจีน HEYTEA มีข่าวเปิดตัวในไทย จากการรับสมัคร manager store ในไทย

ความคืบหน้าล่าสุด HEYTEA ปักหมุดสาขาแรกในไทย ที่ “เซ็นทรัลเวิลด์” โดยมีการประกาศรับสมัคร          ผู้จัดการร้าน สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ โดยต้องไปเทรนด์ที่จีนประมาณ 3 เดือน

ถือเป็นการกลับมาลุยตลาดไทยอีกครั้ง หลังเคยมาในไทยด้วยแบรนด์ Heekcaa ประมาณปี 2560 ผ่านการซื้อ    แฟรนไชส์ของกลุ่มนักลงทุนไทย เปิดที่ Siam Discovery และตามด้วย Mega Bangna

แม้จะคิวยาวในช่วงแรก แต่ด้วยการแข่งขันของตลาดชานมในไทยที่ดุเดือดมาก ประกอบกับปัญหาภายในและการบริหารจัดการ สุดท้าย Heekcaa ก็ค่อยๆ เงียบหายไปและปิดตัวลงในปี 2563

]]>
1566374
สรุปแผน “เซ็นทรัล” รีโนเวต-ปั้นเมกะโปรเจ็กต์มิกซ์ยูส 5 ปี มูลค่าลงทุน 1.1 แสนล้านบาท https://positioningmag.com/1566165 Wed, 25 Mar 2026 09:00:10 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566165 เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) เปิดแผนระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2573) ลงทุนรวม 110,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีโครงการมิกซ์ยูสครบ 33 แห่งภายในปี 2573

เมืองมิกซ์ยูส 750 ไร่ ย่านรังสิต

โครงการไฮไลต์ใหญ่สุดเท่าที่เคยทำมา คือ การปั้นเมืองมิกซ์ยูส ย่านรังสิต (ยังไม่เคาะชื่อ) จำนวน 750 ไร่ (บนที่ดินเก่าของไทยเมล่อน) โดยภายในโครงการประกอบด้วย

  • ศูนย์การค้า ระดับ Super Regional Mall เหมือนเซ็นทรัลเวสต์เกต
  • ที่อยู่อาศัย มีทั้งแนวราบและแนวสูง (คอนโดมิเนียม)
  • ออฟฟิศ
  • ส่วนกลางพื้นที่สีเขียว ดึงคนมาใช้ชีวิตที่นี่ เพราะตั้งเป้า ‘สร้างเมืองในโครงการ’
พื้นที่โครงการมิกซ์ยูสเซ็นทรัลรังสิต จำนวน 750 ไร่

ปัจจุบันกำลังทำมาสเตอร์แพลน และโครงการนี้จะมีพาร์ตเนอร์เข้ามาร่วมลงทุนด้วย

“โครงการตรงรังสิตนี้ เราใช้ The Masterplanner พัฒนาเมืองด้วยโครงการ Mega Scale ยึดหลักมาตรฐานเมืองน่าอยู่ติดอันดับโลก เช่น สิงคโปร์, โตเกียว หรือโคเปนเฮเกน”

เบื้องต้น คาดว่าภายใน 5 ปีนี้ จะได้เห็น “เฟส 1” ของโครงการนี้ แต่ถ้ารวมทุกเฟสใช้เวลากว่า 10 ปี

สาเหตุการเปิดโครงการใหญ่ที่สุดในรังสิต คือ

  • รังสิต คือเกตเวย์ของกรุงเทพโซนเหนือ ติดถนนใหญ่ทั้งพหลโยธิน และวิภาวดีรังสิต เป็นประตูสู่ภาคอีสานและภาคเหนือด้วยทางด่วน โทลล์เวย์และมอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน–โคราช)
  • รถไฟฟ้าความสะดวกพร้อม โดยใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง (รังสิต–ธรรมศาสตร์)
  • ประชากรหนาแน่นใกล้สถานศึกษาใหญ่อย่าง ม.ธรรมศาสตร์, ม.กรุงเทพ, และ ม.รังสิต)
มิกซ์ยูสเซ็นทรัล รังสิต

รีโนเวตเซ็นทรัลพระรามเก้า สู่ เซ็นทรัล จีอาร์ไนน์

ขณะเดียวกันได้ทยอยรีโนเวต เซ็นทรัลพระรามเก้า และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เซ็นทรัล จีอาร์ไนน์ (Central GR9) และจะใช้ชื่อนี้ในการเรียกย่านดังกล่าวในระยะต่อไป คล้ายกับการเรียกโซนบางใหญ่ว่าเวสต์เกต

โดยโครงการดังกล่าว พัฒนาบนที่ดิน 73 ไร่ มีพื้นที่ทั้งโครงการรวม (GBA) 1.1 ล้าน ตร.ม. ภายในประกอบด้วย

  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9
  • อาคารออฟฟิศ 3 อาคาร ได้แก่ G Tower, R House (ตึก Unilever House เดิม) และ The Ninth Tower
เซ็นทรัลพระรามเก้า เซ็นทรัลจีอาร์ไนน์
เซ็นทรัลพระรามเก้า เตรียมรีโนเวตเป็น เซ็นทรัล จีอาร์ไนน์ (Central GR9)

ทั้งนี้ เฟสแรกจะพลิกโฉมเซ็นทรัล พระราม 9 และขยายพื้นที่รีเทล โดยมีกำหนดทยอยเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2571

ส่วนเฟสต่อ ๆ ไปมีแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (Residence) และองค์ประกอบอื่น

เป้าหมายหลัก คือ ผลักดันย่านพระราม 9 สู่ Well-Established CBD แห่งอนาคต

เซ็นทรัลพระรามเก้า เตรียมรีโนเวตเป็น เซ็นทรัล จีอาร์ไนน์ (Central GR9)

ปั้นย่านลาดพร้าว-พหลโยธิน จ่อพลิกโฉม เซ็นทรัลลาดพร้าว ผงาดคู่เดอะเซ็นทรัล

เซ็นทรัล เตรียมปั้นย่าน ลาดพร้าว-พหลโยธิน ผ่านการทำ The Central District

  • เตรียมพลิกโฉม “Central Ladprao” ควบคู่กับการพัฒนา “The Central” พหลโยธิน เพื่อยกระดับทั้งย่านให้เป็น Ecosystem เดียวกัน
  • เมื่อนับรวมทั้ง 2 โครงการรวมกันจะมีขนาดที่ดิน 96 ไร่ และพื้นที่รวม (GBA) 770,000 ตร.ม. เกือบเท่าเซ็นทรัลเวิลด์

ทั้งนี้ “The Central” จะเป็นรีเทลที่รวม Flagship Store และ New Retail Experience ที่ใหญ่และใหม่ที่สุดในกรุงเทพฯ ส่วน “Central Ladparo” จะต่อยอดจากฐานลูกค้ากลุ่ม Wealth ที่แข็งแกร่ง

The Central พหลโยธิน

อัปเดตโครงการเปิดใหม่ในไปป์ไลน์

หลัก ๆ โครงการที่มีความคืบหน้าจะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้ มีอยู่ 5 แห่ง ได้แก่

1.เซ็นทรัล นอร์ธวิลล์ (เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ เดิม) เปิดเดือนกรกฎาคม 2569 นี้

  • ที่ดิน 59 ไร่ รวมพื้นที่ (GBA) 210,000 ตร.ม. ขึ้นแท่นมิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดในนนทบุรี
  • ศูนย์การค้าใหม่เป็นแบบ Outdoor-in-Indoor เปิดเดือน ก.ค. 69 นี้
  • สำหรับคอนโดจะมาเปิด คือ แบรนด์ PHYLL

ไฮไลต์ภายในโครงการที่เด่น ๆ เช่น

  • D-Sports Stadium ศูนย์กีฬาและเกมในร่มจำลองแนวญี่ปุ่น ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
  • Fitness First ใหญ่ที่สุดในนนทบุรี กับ Pilates Studio รูปแบบใหม่
  • ร้านอาหารรวมแบรนด์ อาทิ Solsot, Katsu Midori, Momo Paradise, Shabu Baru, Saemaeul, Eat Am Are, Chagee
เซ็นทรัล นอร์ธวิลล์

2.เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส (แห่งที่ 2 ในขอนแก่น) เปิด 20 พฤษภาคม 2569

  • บนที่ดิน 30 ไร่ ขนาดพื้นที่รวม (GBA) 62,000 ตร.ม.
  • ประกอบด้วยศูนย์การค้า, คอนโด PHYLL สูง 33 ชั้น, และ GO! Hotel แห่งแรกของภาคอีสาน

ไฮไลต์สาขาขอนแก่น ได้แก่

  • Xventure พื้นที่ Active Playground คอนเซ็ปต์ใหม่
  • Jetts Fitness เปิด 24 ชั่วโมง แห่งแรกของจังหวัด
  • ร้านอาหารแบรนด์ดังนำ อาทิ Shabu Baru สาขาแรกในขอนแก่น, Pasta Ama
เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส
เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส

3.เซ็นทรัล บางนา โฉมใหม่ เปิดตัวไตรมาส 4 ปี 2569 นี้

  • โครงการมิกซ์ยูสบนที่ดิน 50 ไร่ พื้นที่รวม 300,000 ตารางเมตร (GBA) ประกอบด้วย Retail, Office และ Residence
  • ต่อยอดจากคอนโด ESCENT Bangna สู่แผนพัฒนาที่อยู่อาศัยติดศูนย์การค้าเพิ่มเติม
  • ศูนย์การค้าโฉมใหม่เตรียมเปิดตัวในไตรมาส 4 ปี 69 นี้ มีแบรนด์ใหม่ๆ เช่น SUSHIRO, SOLSOT, YONNY และครั้งแรกกับแบรนด์ ‘NO Brand’ แบบ Stand Alone แห่งแรกในไทยที่ Tops Central Bangna
เซ็นทรัล บางนา
เซ็นทรัล บางนา

4.เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

  • ทรานส์ฟอร์มใหญ่ ในรอบกว่า 30 ปี สู่ Mixed-Use Lifestyle Destination รวม Retail, Tourism Hub, Convention Hall, Lifestyle Spaces และการพัฒนาองค์ประกอบอื่นๆ ในอนาคต
  • เตรียมขยายอาคารสำนักงาน (ออฟฟิศ) ในหัวเมืองใหญ่ เริ่มจากเชียงใหม่ที่แรก
  • บนที่ดิน 130 ไร่ ขนาดพื้นที่รวม (GBA)173,000 ตร.ม.
  • แบรนด์ชั้นนำเตรียมมา อาทิ MUJI Flagship Store ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ, HarborLand, ฉันทรส ร้านอาหารไทยในเครือแบรนด์เอกฉันท์ร้านดังระดับมิชลิน, ร้าน ‘เสน่ห์ไทยคูซีน’ ร้านอาหารฮาลาลมิชลินยอดฮิตของเมืองเชียงใหม่
เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต
เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

5.เซ็นทรัล ภูเก็ต เปิดไตรมาส 4 ปี 2569 นี้

  • บนที่ดิน 110 ไร่ พื้นที่รวม(GBA) 500,000 ตร.ม. เพื่อพัฒนาเป็นหนึ่งใน The World’s Luxury Destination นอกกรุงเทพฯ
  • ออกแบบเป็น Downtown District ใหม่ที่ผสาน Luxury Lifestyle, Hospitality, Residential และ Cultural Experiences เข้าด้วยกัน เตรียมยกระดับและพัฒนาเกาะภูเก็ต ทั้งผลักดันเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงาน และการเติบโตของเมืองในระยะยาว

“CPN มีผู้มาใช้บริการกว่า 510 ล้าน Visits ต่อปี หรือเฉลี่ย 1.5 ล้านคนต่อวัน และนักท่องเที่ยวอีก 70 ล้าน Visits ต่อปี

]]>
1566165
ลาก่อน “เซ็นทรัล พระรามเก้า” ทยอยรีโนเวต-ขยายพื้นที่ เปลี่ยนชื่อเป็น Central GR9 เปิดปี 71 https://positioningmag.com/1566377 Wed, 25 Mar 2026 06:13:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566377 ต่อไปนี้ “เซ็นทรัล พระรามเก้า” อาจไม่มีแล้ว

เพราะ หนึ่งในแผนใหญ่ช่วง 5 ปีนี้ ของกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) คือ การรีโนเวตและขยายพื้นที่ ‘เซ็นทรัล พระรามเก้า’ พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น ‘เซ็นทรัล จีอาร์ไนน์’ (Central GR9)

การรีโนเวตครั้งนี้จะทำบนผืนที่ดิน 73 ไร่ คิดเป็นพื้นที่โครงการรวม (GBA) 1.1 ล้านตร.ม.

สำหรับชื่อ Central GR9 ได้ถูกตั้งเป็นชื่อย่านทั้งหมดบนที่ดิน 73 ไร่ มีพื้นที่ทั้งโครงการรวม (GBA) 1.1 ล้าน ตร.ม. ภายในประกอบด้วย

1.ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9 (ส่วนนี้ขยายใหญ่ขึ้น 2-3 เท่าตัว)

2.อาคารออฟฟิศ 3 อาคาร ได้แก่ G Tower, R House (ตึก Unilever House เดิม) และ The Ninth Tower แม้ไม่มีตัวซูเปอร์ทาวเวอร์ตึกสูงที่สุด แต่ยืนยันมีตึกสูงมากอยู่ในโครงการด้วย

เซ็นทรัลพระรามเก้า เตรียมรีโนเวตเป็น เซ็นทรัล จีอาร์ไนน์ (Central GR9)

3.โครงการที่อยู่อาศัย อยู่ระหว่างแปลงศูนย์การค้ากับแปลงยูนิลีเวอร์

4.โรงแรม คาดว่านำเชนโกลบอลมาลง

ทั้งนี้ ตัวศูนย์การค้ารีโนเวต + ขยายพื้นที่ มีแผนเปิดตัวเฟสแรกช่วงต้นปี 2571

ส่วนเฟสต่อ ๆ ไปมีแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (Residence) และองค์ประกอบอื่น อาทิ โรงแรม

“เป้าหมายหลัก คือ ยกระดับศักยภาพย่านพระราม 9 สู่ Well-Established CBD แห่งอนาคตโดยชื่อ Central GR9 ได้ถูกตั้งเป็นชื่อย่านทั้งหมด”

]]>
1566377
เบียร์กระป๋องยักษ์มาแล้ว! “ช้างโคลด์บรูว์” เปิดตัวไซซ์ 2 ลิตร ราคา 250 บาท รับเทศกาลสงกรานต์ https://positioningmag.com/1565805 Tue, 24 Mar 2026 06:05:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565805 ตลาดเบียร์กำลังจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อเข้าใกล้ช่วงสงกรานต์ ปี 2569

ฝั่ง “ไทยเบฟฯ” เจ้าของแบรนด์เบียร์ช้าง เปิดเกมด้วยสินค้าใหม่ “Chang Cold Brew“ (ช้างโคลด์บรูว์) ในรูปแบบกระป๋องยักษ์ ขนาด 2 ลิตร เป็นครั้งแรก คาะราคาที่ 250 บาทต่อกระป๋อง พร้อมปริมาณแอลกอฮอล์ประมาณ 4.6%

ทั้งนี้ การออก “กระป๋องยักษ์” ครั้งนี้ ไม่ได้มีดีแค่ความแปลกตา เพราะเบื้องหลังคือเกมการตลาดของเบียร์ช้างที่คิดมาค่อนข้างครบ

1. ปลุกกระแสด้วย Viral Marketing ให้คนอยากพูดถึง

ในยุคที่คนเลื่อนฟีดเร็วมาก สินค้าต้องมีอะไรที่ทำให้ “หยุดดู”

ความแปลก (Novelty Effect) จากปกติที่เราคุ้นกับกระป๋อง 320 มล. หรือ 490 มล. พอมาเป็น 2 ลิตร ช่วยให้สินค้าดูว้าวทันที ทั้งขนาดและภาพลักษณ์ ทำให้คนอยากหยิบขึ้นมาถ่ายรูป

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อไปแค่ดื่ม แต่ยังเอาไปทำคอนเทนต์ ถ่ายเทียบหน้า ถือโชว์ลง TikTok กลายเป็น User Generated Content (UGC) ที่ช่วยโปรโมตสินค้าแบบฟรี ๆ

2. ตอบโจทย์สาย Home Party ดื่มเป็นกลุ่ม

ที่ผ่านมา Chang Cold Brew วางตัวเป็นเบียร์ที่ดูพรีเมียม แต่ยังเข้าถึงง่าย

การปล่อยช่วงสงกรานต์ถือเป็น Occasion-based Marketing ที่ชัดเจน ขณะที่ ไซซ์ 2 ลิตร ก็ไม่ได้ออกแบบมาให้ดื่มคนเดียว แต่ตั้งใจให้เป็น “เซ็นเตอร์ของวงปาร์ตี้” เปิดกระป๋องเดียวจบ สร้างฟีลสนุกมากกว่าการเปิดทีละกระป๋องเล็ก

แม้ราคาต่อปริมาณอาจไม่ได้ถูกกว่าแบบแพ็ก แต่ในมุมความรู้สึก (Emotional Value) การซื้อแบบ “ชิ้นเดียวจบ” ให้ความรู้สึกคุ้ม (Value Perception) และสะดวกกว่าในเชิงจิตวิทยา

3. ใช้กิมมิกเลี่ยงสงครามราคา

ถ้าแข่งกันด้วยไซซ์ปกติ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นโปรโมชันลดราคา

แต่การทำไซซ์พิเศษแบบนี้ ทำให้แบรนด์สามารถบวก “ค่าประสบการณ์” เข้าไปในราคาได้ โดยไม่ต้องลงไปเล่นเกมราคาโดยตรง

พร้อมกันนี้ ยังช่วยรีเฟรชภาพลักษณ์ให้แบรนด์ดูสนุก มีความคิดสร้างสรรค์ และไม่จำเจ

4. Limited + Scarcity กระตุ้นให้รีบซื้อ

การที่สินค้าไม่ได้มีขายตลอด หรือมาเฉพาะช่วงเทศกาล ช่วยสร้างความรู้สึกว่า “ต้องรีบซื้อ”

ช่วยกระตุ้น FOMO (Fear of Missing Out) ความกลัวตกเทรนด์ ทำให้คนอยากลองของใหม่ก่อนใคร เลยตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

]]>
1565805
เมื่อ “ฮิโรชิ” พ่อของชินจัง จาก มนุษย์เงินเดือนธรรมดา ยุค 90 สู่ฝันที่เอื้อมไม่ถึงของคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ https://positioningmag.com/1565686 Mon, 23 Mar 2026 08:50:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565686 หากย้อนกลับไปในช่วงที่การ์ตูน “เครยอนชินจัง” เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1990 และกลายเป็นแอนิเมชันโด่งดังในปี 1992

ภาพของ “โนฮาระ ฮิโรชิ” หัวหน้าครอบครัววัย 35 ปี ถูกนำเสนอในฐานะ “มนุษย์เงินเดือนผู้แสนธรรมดา” พนักงานระดับกลางทั่ว ๆ ไป มีนิสัยตลก กลัวเมีย และมีกลิ่นเท้าอันเป็นเอกลักษณ์

แต่ตัดภาพมาที่ปี 2026 สิ่งที่ฮิโรชิมี กลับกลายเป็น “มาตรฐานแห่งความสำเร็จ” ที่คนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่ แทบจะทำไม่ได้อีกแล้ว!

ฮิโรชิ ภาพสะท้อนตลาดงาน-เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปของญี่ปุ่น

เรื่องราวของครอบครัวโนฮาระ อ้างอิงจากสังคมญี่ปุ่นในช่วง ต้นทศวรรษ 1990 (Early 90s) ซึ่งเป็นรอยต่อสำคัญระหว่าง “ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่” (Bubble Economy) และช่วงเริ่มต้นของ “ทศวรรษที่สูญหาย” (Lost Decades)

ในตอนนั้น ญี่ปุ่นยังอยู่ในระบบ “จ้างงานตลอดชีพ” (Lifetime Employment) ยังแข็งแกร่ง และเงินเดือนจะขึ้นตามอายุงาน (Seniority System)

ฮิโรชิทำงานที่บริษัทการค้าฟุตาบะ การงานมั่นคง ทำให้เขามีเงินเหลือมากพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัว 4 ชีวิตด้วยเงินเดือนคนเดียว

สวนทางกับปัจจุบัน ที่แม้อัตราว่างงานของญี่ปุ่นจะต่ำเพียง 2.3% มีการเพิ่มขึ้นของงานไม่ประจำ เช่น งานฟรีแลนซ์ พาร์ตไทม์ ประมาณ 34% (เดิมมีสัดส่วนราว 16%)

ที่สำคัญที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงของอัตราประกันสังคม (Social Insurance) ของญี่ปุ่นในยุคนั้นยังต่ำกว่าปัจจุบันถึงเกือบ 25-30% ทำให้คนยุคปัจจุบันรู้สึกว่า ‘มีเงินน้อยลงกว่ายุคก่อน’ นั่นเอง

ฮิโรชิ พ่อชินจัง

ยกตัวอย่าง (อ้างอิงข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ หรือ MHLW ของญี่ปุ่น)

1.ประกันบำนาญ (จากประเด็นปัญหาสังคมสูงวัยในญี่ปุ่น)

  • ปี 1990 ประมาณ 7.15%
  • ปี 2026 อยู่ที่ 9.15%
  • เพิ่มขึ้นประมาณ 28%

2.ประกันสุขภาพ

  • ปี 1990 ประมาณ 4.1%
  • ปี 2026 อยู่ที่ 5.0%
  • เพิ่มขึ้นราว 22%

3.ประกันว่างงาน (อัตราใกล้เคียงกัน)

  • ยุคฮิโรชิ อยู่ที่ 0.4% ของเงินเดือน
  • ปัจจุบันอยู่ที่ 0.6% ของเงินเดือน (เฉพาะส่วนที่พนักงานจ่าย ส่วนนายจ้างจ่าย 0.95% ของเงินเดือน รวมเป็น 1.55%)

4.ประกันการดูแลระยะยาว (เก็บเฉพาะพนักงานผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป)

  • ปี 1990 ไม่มี
  • ปี 2026 อยู่ที่ 0.8% (เฉพาะส่วนของพนักงาน)

5.เงินสมทบเลี้ยงดูเด็ก

  • ปี 1990 ไม่มี
  • ปี 2026 อยู่ที่ 0.36% (เริ่มเก็บ เม.ย. ปีนี้ แก้ปัญหาเด็กเกิดใหม่ต่ำ)

ขณะที่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Consumption Tax) ในช่วงปี 1990 อยู่ที่ราว 3% ปัจจุบันปรับขึ้นมาอยู่ที่ 10%

สวนทางกับเงินเดือเฉลี่ยต่อปีของคนญี่ปุ่น ที่แทบไม่ขึ้นในช่วง 20 ปีนี้ (อ้างอิงรายงาน Statistical Survey of Actual Status of Salary in the Private Sector (民間給与実態統計調査) ของสำนักงานสรรพากรญี่ปุ่น)

  • ปี 2006 เงินเดือนอยู่ที่ 4.4 ล้านเยน/ปี
  • ปี 2026 เงินเดือนอยู่ที่ 4.6-5 ล้านเยน/ปี

ฝันซื้อบ้านเดี่ยวที่ปัจจุบันทำได้ยาก!

ประโยคติดปากของฮิโรชิ คือ เขายังมี “หนี้บ้านเหลืออีก 32 ปี” จากการซื้อบ้านเดี่ยวในไซตามะ (โซนปริมณฑลของโตเกียว) ในราคาที่เงินเดือนของคนคนเดียวผ่อนไหว ละใช้เวลาผ่อนราว 35 ปีเท่านั้น

แต่ในยุคปัจจุบันที่ราคาบ้านและคอนโดดีดตัวสูงขึ้นจนต้องกู้ร่วม (Pair Loan) ระหว่างสามีภรรยาถึงจะซื้อได้

ปัจจัยหลักมาจาก ราคาคอนโด/บ้าน ในเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นทำนิวไฮในรอบหลายสิบปี ทำให้ต้องออกสินเชื่อบ้านให้ผ่อนยาว 50 ปี (ผ่อนถึงอายุ 70-80 ปี) เช่น

  • คอนโดใหม่ในโตเกียว ราคาเฉลี่ยพุ่งเกิน 100 ล้านเยน สูงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนเกือบเท่าตัว (อ้างอิง Real Estate Economic Institute : REEI)
  • คอนโดมือสองโตเกียว ประมาณ 70-80 ล้านเยน (อ้างอิง Real Estate Information Network for East Japan : REINS)
  • บ้านเดี่ยว ในเขตปริมณฑล เช่น ไซตามะ คานางาวะ เฉลี่ย 40-50 ล้านเยน (อ้างอิง Real Estate Information Network for East Japan : REINS)

ทางเลือกหลักของครอบครัวยุคใหม่ที่สู้ราคาคอนโดไม่ไหว จึงออกมาซื้อบ้านชานเมือง หรือ เช่าบ้าน/แมนชั่นแทน ที่มีราคาย่อมเยากว่า อาทิ แมนชั่น ห้องสตูดิโอ ในโตเกียว 90,000-110,000 เยน/เดือน (อ้างอิง SUUMO)

ชินจัง

ทำไมฮิโรชิจึงเป็น “ต้นแบบ” ของคนรุ่นใหม่?

หนุ่มสาวญี่ปุ่นในปี 2026 เริ่มมองกลับไปที่ฮิโรชิด้วยความนับถือ เขาไม่ได้เป็นเพียงพนักงานออฟฟิศธรรมดา แต่คือ สัญลักษณ์ของความรับผิดชอบ แบกรับภาระบ้าน รถ และลูกๆ ด้วยทัศนคติที่บวก

และแม้ฮิโรชิจะงานยุ่ง แต่เขายังมีเวลาเล่นกับลูกและพาสุนัขไปเดินเล่น ซึ่งเป็น Quality Time กับครอบครัว

ดังนั้น การที่เรายกชีวิต ฮิโรชิ เป็นต้นแบบ เพราะลึก ๆ แล้ว คนญี่ปุ่นยุคนี้กำลังโหยหา “ความมั่นคง” และ “คุณภาพชีวิตพื้นฐาน” ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องปกติ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นเรื่องพิเศษที่ต้องสู้สุดตัวเพื่อให้ได้มา

]]>
1565686
“ไมเนอร์” รุกหนักโรงแรมหัวหิน ส่งแบรนด์ NH เจาะตลาด เทรนด์ใหม่ “คนหอบหมาแมวเที่ยว” โตพุ่ง https://positioningmag.com/1565575 Sat, 21 Mar 2026 00:00:30 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565575 มร. โอมาร์ โรเมโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ‘หัวหิน’ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ข้อมูลช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 อ้างอิงสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบว่า มีผู้มาเยือนราว 8.55 ล้านคน ติด Top 5 ของประเทศ สร้างรายได้ 39,020 ล้านบาท

  • โรงแรมในหัวหิน มีกลุ่มตลาดหลักเป็นคนไทยท่องเที่ยววันหยุดสุดสัปดาห์ และตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป เดินทางมาพักระยะยาว ช่วงหน้าหนาว
  • อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ของโรงแรมหัวหินแข็งแกร่ง เฉลี่ยอยู่ที่ 72.97%

จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้ บริษัทฯ เร่งขยายพอร์ตโรงแรมในหัวหิน โดยใช้แบรนด์ เอ็นเอช โฮเทลส์ แอนด์    รีสอร์ทส์ (NH Hotels & Resorts) ซึ่งเป็นโรงแรมระดับอัพสเกลในเครือ ปัจจุบันมีจำนวน 200 แห่ง ใน 26 ประเทศ เข้ามาจับตลาดโดยเฉพาะ

มร. โอมาร์ โรเมโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์

รีแบรนด์โรงแรมเป็น NH เสริมพอร์ตฯ หัวหิน

เบื้องต้น ได้รีแบรนด์ “โรงแรมดุสิตดีทูหัวหิน” มาเป็น “โรงแรม เอ็นเอช หัวหิน” จำนวน 152 ห้อง เมื่อกลางเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นแห่งที่ 4 ของแบรนด์ NH ในประเทศไทย จากก่อนหน้านี้เปิดตัวที่ภูเก็ต 1 แห่ง และกรุงเทพฯ 2 แห่ง

NH Huahin จะเข้ามาเสริมพอร์ตฯ โรงแรมไมเนอร์ในหัวหินให้ครบทุกเซ็กเมนต์ราคา และจับกลุ่ม Leisure + Long-stay โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยุโรป

  • กลุ่ม Select เจาะกลุ่มระดับกลาง-บน มี ‘เอ็นเอช หัวหิน’
  • กลุ่มพรีเมียม มี ‘อวานี พลัส หัวหิน’
  • กลุ่มลักซูรี ใช้แบรนด์ ’อนันตรา หัวหิน‘

หลังรีแบรนด์ NH หัวหิน ราว ๆ 2 เดือน มียอดการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) อยู่ที่ 70% ขณะที่เดือน ก.พ. 69 อยู่ที่ 80% ราคาเข้าพักเริ่มต้นอยู่ที่ 2,500 บาท/คืน เป็นต้นไป

NH Hotel
โรงแรม เอ็นเอช หัวหิน

เทรนด์ท่องเที่ยวหัวหิน กลุ่มเที่ยวกับสัตว์เลี้ยง-นักกอล์ฟ มาแรง

นาถสุภัค ทวีวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรม เอ็นเอช หัวหิน กล่าวว่า “เอ็นเอช หัวหิน” เป็นโรงแรมที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ ปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้า แบ่งเป็น

  • กลุ่มลูกค้าในประเทศ (คนไทย + Expat ที่ทำงานในไทย) 40-50%
  • กลุ่มลูกค้าต่างชาติ อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ สัดส่วน 50-60%
นาถสุภัค ทวีวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรม เอ็นเอช หัวหิน
ครอบคลุมทั้งคู่รัก ครอบครัว กลุ่มเพื่อน ที่น่าสนใจ คือ อินไซต์น่าสนใจใหม่ ๆ จาก 2 กลุ่มได้แก่

1.ผู้เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง (แมว/หมา น้ำหนักไม่เกิน 15 กก.)

พบแนวโน้มเข้าพักเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ (วันศุกร์ และ วันเสาร์) ห้องที่รับสัตว์เลี้ยงได้ อาทิ ห้องรูปแบบ Standard มักมีการเข้าพักเต็ม

“ปัจจุบันพบว่า กลุ่มมาเที่ยวกับหมาแมว เริ่มแซงกลุ่มที่มากับครอบครัว (พ่อแม่ลูก) แล้ว”

2.นักกอล์ฟ

มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากกลุ่มคนไทย/ผู้บริหารออกรอบตีกอล์ฟในหัวหินเป็นกลุ่ม ๆ ประมาณ 6-10 คน/กลุ่ม เข้าพักเป็นกรุ๊ปครั้งละ 3-4 ห้อง

โดยถ้าเป็นกลุ่มคนไทยทั่วไปที่มาตีกอล์ฟจะพักห้อง Standard เพราะส่วนใหญ่ชอบออกไปทำกิจกรรมข้างนอก ส่วนกลุ่มผู้บริหารจะพักห้องสวีท (Suite)

NH Hotel
โรงแรม เแ็นเอช หัวหิน

ด้านกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของเอ็นเอช หัวหิน มุ่งเน้นการสร้างการเติบโต ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

  • การเพิ่มประสิทธิภาพด้านรายได้ (Revenue Optimisation)
  • การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานและประสบการณ์ของผู้เข้าพัก เพื่อวางตำแหน่งของโรงแรมให้เติบโตอย่างมั่นคงในตลาดโรงแรมของหัวหินในระยะยาว

สำหรับตลาดโรงแรมระดับอัปสเกลในหัวหินยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมนักเดินทางที่มองหาที่พักที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ประกอบกับ ความได้เปรียบของหัวหินในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการเดินทางระยะสั้นจากกรุงเทพฯ ช่วยสร้างดีมานด์ด้านการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

ห้องพักเอ็นเอช หัวหิน

ดึง NH ลุยทำเลใหม่ทั้งไทย-ตปท.

มร. โอมาร์ โรเมโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์ เปิดเผยว่า นอกจากการเปิดแบรนด์ NH ในหัวหินแล้ว ยังมองหาเดสติเนชั่นใหม่ ๆ สำหรับแบรนด์ NH ในไทย เช่น เชียงใหม่ ระยอง ส่วนในต่างประเทศ อาทิ ฟูก๊วก (Phu Quoc) ประเทศเวียดนาม หรือตลาดใหม่อย่างฟิลิปปินส์ก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน

ด้านแผนใหญ่ของไมเนอร์โฮเทลส์ทั้งเครือจะเร่งขยายเป้าหมายการเติบโตในระดับโลกอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้าเพิ่มโรงแรมมากกว่า 280 แห่งภายในสิ้นปี 2570

]]>
1565575
เซ็นทรัล พลิกโฉม “Market Place ทองหล่อ” สู่ All-Day Lifestyle Destination เจาะกลุ่มลูกค้าเช้ายันดึก https://positioningmag.com/1565570 Fri, 20 Mar 2026 04:00:54 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565570 เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) เดินหน้าทรานส์ฟอร์ม “Market Place ทองหล่อ” ครั้งใหญ่ ยกระดับแฟล็กชิปคอมมูนิตี้มอลล์ สู่ All-Day Lifestyle Destination ปักหมุดเป็นแหล่งแฮงก์เอาต์ใหม่ของ กทม. ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยมีแผนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 27 มีนาคม 2569 นี้

โครงการได้รีดีไซน์ใหม่ทั้ง façade, lighting และเพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงโซนเวิร์กช็อป เพื่อให้พื้นที่สามารถรองรับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา ตั้งแต่ morning coffee, lunch meeting ไปจนถึง late-night hangout และ social scene ของทองหล่อ

ไฮไลต์สำคัญคือ การ Curate ร้านกว่า 45 แบรนด์ รวมร้านดัง คาแรกเตอร์เด่น และคอนเซปต์ใหม่ไว้ในที่เดียว ครอบคลุมทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร ของหวาน และไลฟ์สไตล์ เช่น

1.กลุ่ม Morning & Café Culture ที่เปิดตั้งแต่เช้า อาทิ

  • ANTICO FORNAIO ฟอคคาเซียอิตาเลียนแฮนด์คราฟต์สูตรต้นตำรับ
  • BARTELS คราฟต์ซาวโดวชื่อดังระดับนานาชาติ
  • EGGDAY คาเฟ่แซนด์วิชไข่สไตล์ญี่ปุ่น

2.กลุ่ม Lunch & Casual Dining สำหรับมื้อประจำวัน อาทิ

  • ELDER BURGER เบอร์เกอร์พรีเมียมสไตล์ Korea-Crafted จากย่านซองซู โซล สาขาแรกและสาขาเดียวในไทย
  • KIMUKATSU: ต้นตำรับมิลเฟยทงคัตสึ 25ชั้น สไตล์ญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส เจ้าแรกในไทย

Market Place ทองหล่อ

3.กลุ่ม Sweet Treats & Dessert เติมสีสันระหว่างวัน อาทิ

  • AH MA SHOU ZUO แบรนด์ชานมพรีเมียมจากจีน
  • GAPPLE สมูทตี้ และ Booster Juice น้องใหม่จาก iberry Group

4.กลุ่ม Lifestyle & Everyday Essentials ตอบโจทย์การใช้ชีวิตครบทุกมิติ เช่น iStudio by copperwired, KX PILATES: สตูดิโอพิลาทิสสัญชาติออสเตรเลีย เป็นต้น

ส่วนช่วงค่ำ จะมีโซน Evening & Social Scene อย่าง MIL SOCIAL CLUB ไนต์ไลฟ์สไตล์ลักซูรี รับกับทำเลทองหล่อในฐานะย่านแห่งความมีชีวิตชีวาตลอดทั้งวัน

]]>
1565570
รีโนเวต “อนันตรา หัวหิน” โรงแรมอนันตราแห่งแรกในไทย อายุ 25 ปี ดัน ADR 7 พันบาท/คืน พุ่ง 40% https://positioningmag.com/1565561 Thu, 19 Mar 2026 11:00:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565561 เจมส์ ซัตคลิฟฟ์ ผู้จัดการทั่วไป อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ในเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) กล่าวว่า ปัจจุบัน ตลาดท่องเที่ยวหัวหิน ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนหลักจากนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long-haul) อาทิ ยุโรป สหราชอาณาจักร (UK) และการท่องเที่ยวในประเทศ

ลงทุน 400 ล้านบาท รีโนเวต อนันตรา หัวหิน

อย่างไรก็ตาม จากเทรนด์การท่องเที่ยวลักซูรียุคใหม่ ไม่ได้เน้นเลือกแค่ “จุดหมายปลาทาง” แต่มองหา “ประสบการณ์จากที่พัก” ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ด้วย

ทำให้ อนันตรา ลงทุนราว 400 ล้านบาท รีโนเวต “อันตรา หัวหิน รีสอร์ท” พื้นที่รวม 36 ไร่ ซึ่งเป็นโรงแรมแบรนด์อนันตราแห่งแรกในไทย ที่มีอายุราว 25 ปี มาแปลงโฉมครั้งใหญ่ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

อนันตรา หัวหิน ผู้บริหาร
เจมส์ ซัตคลิฟฟ์ ผู้จัดการทั่วไป อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ในเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels)

เบื้องต้น ได้ปรับดีไซน์ห้องพักทุกห้องจาก 191 ห้อง เหลือ 171 ห้อง โดยเน้นห้องพักรูปแบบ 2 ห้องนอนมากขึ้น จำนวน 7 ห้อง

1.Two-Bedroom Family Suites รูปแบบ 2 ห้องนอน ราคาเฉลี่ย 18,000 บาท/คืน

2.Two-Bedroom Family Pool Suite รูปแบบ 2 ห้องนอน มาพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวราคาเฉลี่ย 21,000 บาท/คืน

ควบคู่กับการทำโซนห้องพักรูปแบบใหม่ คือ Pool Access Room เป็นห้องพักเปิดไปเจอสระว่ายน้ำทันที (จากเดิมเป็นโซนสวน) จำนวน 13 ห้อง

การปรับเป็นห้องขนาดใหญ่ 2 ห้องนอน และห้องพักไทป์ Pool Access Room ตอบรัยเทรนด์การขยายตัวของกลุ่มครอบครัว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งสินค้ารูปแบบ 2 ห้องนอนในตลาดโรงแรมหรูหัวหิน ยังมีซัพพลายอยู่น้อยมาก

ตัวอย่างห้องไทป์ Two-Bedroom Family Pool Suite มาพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว

หลังรีโนเวต ADR พุ่ง 40%

ทั้งนี้ หลังรีโนเวต อนันตรา หัวหิน แล้วเสร็จ และเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา พบว่า

  • ราคาเฉลี่ยห้องพักต่อคืน (ADR) เพิ่มขึ้น 40% เป็น 7,000 บาท/คืน จากเดิม 5,000 บาท/คืน (ห้องพักติด Top 5 ของโรงแรมห้าดาวของหัวหินที่ราคาสูงสุด)
  • อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) อยู่ที่ 70% (พีกสุด 85% เมื่อ ก.พ.69)

ขณะที่ กลุ่มลูกค้าคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัว เข้าพักเฉลี่ย 2 วัน มีสัดส่วนสูงขึ้นเป็น 45% จากเดิม 35% ด้านลูกค้าต่างชาติ โดยมากยังเป็นกลุ่ม Long-haul อาทิ ยุโรป พักเฉลี่ย 7 วัน มีสัดส่วน 55%

อนันตรา หัวหิน

ตะวันออกกลางยังไม่กระทบ

สำหรับประเด็น ความขัดแย้งตะวันออกกลาง พบว่า ลูกค้ายุโรปบางส่วนที่มี flight transit ในดูไบ อาจมียกเลิกไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็มีลูกค้าต่างชาติที่ตัดสินใจอยู่ไทยต่อ และมีลูกค้าที่หนีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเข้ามาทดแทน

“เราเชื่อว่า ในวิกฤตยังมีโอกาส ตอนนี้เอฟเฟกต์เกิดในหลายประเทศทั่วโลก แต่ในหลายสถานการณ์ท้าทาย ต้องปรับตัวให้เร็ว เช่น สมมติเสียตลาดตะวันออกกลาง ก็ต้องหาตลาดอื่นมาทดแทน แต่ปัจจุบันลูกค้าตะวันออกกลาง ไม่ใช่ Top 10 ของอนันตราหัวหิน”

อนันตรา หัวหิน

]]>
1565561
ละครคุณธรรมแมวหมา AI โมเดลธุรกิจต้นทุนต่ำ แต่ไวรัลไว สร้างรายได้สูงหลักแสน-ล้านบาท/เดือน https://positioningmag.com/1564854 Wed, 18 Mar 2026 03:07:17 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564854 “ละครคุณธรรมหมาแมว AI” อาจดูเป็นเพียงคอนเทนต์ขำขันที่เลื่อนผ่านแล้วจบ แต่เบื้องหลังกลับคือ “โมเดลธุรกิจใหม่” ที่ต้นทุนแทบเป็นศูนย์ ทว่าโกยรายได้แตะหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อเดือน

จากไวรัล “หมาแมวใส่ชุดจีนโบราณตบกัน” สู่ Micro-Drama ฟีเวอร์ทั่วเอเชีย

ในสายตาคนทั่วไป ภาพสัตว์เลี้ยงสวมชุดราชวงศ์จีน เล่นบทดราม่าแย่งชิงอำนาจในวัง อาจเป็นเพียงคอนเทนต์ขายขำตามกระแส

แต่ในประเทศจีน คอนเทนต์ลักษณะนี้กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็น “อุตสาหกรรมย่อย” ของคอนเทนต์ยุค AI ที่มีระบบสร้างรายได้จริงจัง

กระแสนี้เริ่มต้นบนแพลตฟอร์ม Douyin (TikTok เวอร์ชันจีน) และ Xiaohongshu ก่อนจะขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ละครคุณธรรมหมาแมว AI

คีย์ซัคเซส คือ การหยิบ “สูตรสำเร็จของละครจีน” มาย่อส่วน ผสานเข้ากับ “ความน่ารักของสัตว์” ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่มีแรงดึงดูดสูงอยู่แล้ว

พล็อตยอดนิยมที่พบได้บ่อย เช่น

  • วังหลวง : แมวเป็นฮองเฮา หมาเป็นสนมหรือองครักษ์ เต็มไปด้วยเกมอำนาจ การหักหลัง และดราม่าความรัก
  • ยุทธภพ : สัตว์กลายเป็นจอมยุทธ์ ฝึกวิชา ล้างแค้น แย่งชิงคัมภีร์
  • ดราม่าความสัมพันธ์ : นอกใจ ก่อนกลับมาแก้แค้น
  • เส้นทางชีวิต : จากศูนย์สู่จุดสูงสุด ตัวละครเริ่มจากถูกเหยียดหรือถูกทอดทิ้ง ก่อนหวนคืนอย่างยิ่งใหญ่

จากไวรัล สู่ Micro-Drama Business

สิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมละครสั้น AI หรือ ละครคุณธรรมสัตว์ AI ในจีนไปได้ไกล คือ การต่อยอดสู่โมเดลธุรกิจ

คอนเทนต์เหล่านี้ไม่ได้หยุดแค่ยอดวิว แต่ถูกพัฒนาเป็น “ซีรีส์ขนาดสั้น” หรือ Micro-Drama ที่มีโครงสร้างชัดเจน

  • ปล่อยตอนต่อเนื่อง วันละหลายตอน
  • มีจักรวาลและตัวละครต่อเนื่อง เช่น บิชอง ฟริเช่ มีทั้งเวอร์ชั่นเป็นจักรพรรดิ เป็นเจ้าหญิงตกอับ
  • ใช้เทคนิค cliffhanger ดึงให้ดูตอนถัดไป

พร้อมกันนั้น ยังเริ่มใช้โมเดลรายได้แบบ “ดูฟรีตอนแรก ตอนต่อไปต้องจ่าย” คล้ายซีรีส์แนวตั้งที่เคยฮิตก่อนหน้า

ต้นทุนต่ำ แต่รายได้สูง

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ “โครงสร้างต้นทุน“ ละครสั้น AI เหล่านี้ใช้ต้นทุนเพียง 0-500 บาทต่อคลิป และสามารถผลิตได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น แต่กลับสร้างรายได้มหาศาล เช่น

  • เรื่อง His Highness Bichon Rules The Empire เล่าเรื่องหมาบิชอง ฟริเช่ จากเด็กกำพร้าสู่ราชวงศ์ ทำรายได้ถึง 500,000 หยวน/เดือน หรือราว 2.3 ล้านบาท (ข้อมูลจาก 8days)
  • ครีเอเตอร์ชื่อ Ansheng สร้างละครแมวดราม่า “จากยากจนสู่มหาเศรษฐี” ทำยอดวิวทะลุ 150 ล้านครั้ง และปั้นผู้ติดตามหลักล้านภายใน 2 เดือน (ข้อมูลจาก South China Morning Post)

โดยวิดีโอที่มียอดวิวเกิน 10 ล้านครั้ง สามารถสร้างรายได้ 1,200-2,000 หยวน ส่งผลให้รายได้รวมต่อเดือนแตะประมาณ 20,000 หยวน หรือเกือบ 100,000 บาท/เดือน

เมื่อเทียบกับ Micro-Drama ที่ใช้คนแสดงจริง ซึ่งมี 60-90 ตอน/ซีรีส์ ต้นทุนอยู่ที่ 150,000-200,000 ดอลลาร์ หรือราว 4.8-6.4 ล้านบาทต่อซีรีส์ (อ้างอิง The Hollywood Reporter)

จะเห็นได้ชัดว่า AI กำลัง “ลดต้นทุน แต่ขยายโอกาสทำกำไร” อย่างมีนัยสำคัญ

Micro-Drama คอนเทนต์สั้นที่กำลังยึดจอทั่วโลก

Micro-Drama หรือซีรีส์แนวตั้ง ความยาว 1–2 นาที/ตอน ทั้งจาก AI และคนจริงแสดง กำลังกลายเป็นพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์รูปแบบใหม่ของผู้ชมทั่วโลก

ข้อมูลจาก Omdia ระบุว่า ผู้ชมในสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาดู Micro-Drama ผ่านสมาร์ทโฟน มากกว่าการรับชมแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Netflix Disney+ หรือ Amazon Prime Video บนอุปกรณ์เดียวกันเสียอีก

โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 ตลาด Micro-Drama ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 452,200 ล้านบาท

โดยในจำนวนนี้กว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ จะมาจากตลาดนอกประเทศจีน ซึ่ง “สหรัฐอเมริกา” ถือเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้

ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คลิปละครสั้น AI จากสัตว์ มีผู้ชมจาก ‘ไทย’ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ…

]]>
1564854
กู้ไม่ผ่านยังพุ่ง! ซื้อบ้าน 10 คน ผ่านแค่ 2-3 คน อสังหาบางที่ยอมหั่นราคาถึง 30% https://positioningmag.com/1564862 Wed, 18 Mar 2026 02:23:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564862 แฟรงก์ ข่าน หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านที่พักอาศัย ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดที่อยู่อาศัย ปี 2569 ยังเผชิญความท้าทายสูง จากเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว สิ่งที่ตามมา คือ อัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้าน (รีเจ็กต์ เรต) อยู่ในระดับสูง เช่น

  • คนต้องการซื้อบ้าน 10 คน
  • สามารถกู้บ้านผ่านเพียง 2-3 คน (คิดเป็นประมาณ 20-30% เท่านั้น)

สิ่งนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะบ้านระดับ Affordable หรือกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท/ยูนิต เท่านั้น

แม้แต่ าดระดับกลาง-สูง ราคา 7-11 ล้านบาท/ยูนิต ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจาก ผู้ซื้อยังต้องพึ่งพาสินเชื่อ ทำให้การตัดสินใจซื้อชะลอตัว

อาคารสูง

“ปัจจุบันอัตราการปฏิเสธสินเชื่อเริ่มขยับเข้ามาแตะตลาดที่อยู่อาศัยในระดับราคาประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของสถาบันการเงินและข้อจำกัดด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา”

ขณะเดียวกัน ตลาดยังมีปัจจัยกดดันซัพพลายที่อยู่อาศัยยังสูง มาจาก

  • สต็อกคงค้างจากโครงการที่เปิดขายในช่วง 4–5 ปีก่อน
  • ยูนิตที่ผู้จองไม่สามารถขอสินเชื่อได้ (กู้ไม่ผ่าน)

ผู้ประกอบการจำเป็นต้องวิเคราะห์และปรับราคาตามข้อจำกัดของยูนิตเหลือขาย เช่น วิว ทิศทาง หรือทำเลภายในโครงการ เนื่องจากการปิดการขายให้สำเร็จเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในภาวะตลาดที่ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองสูง

ปล่อยเช่าก่อนขายไม่ช่วย การเงินตึงมือ ยอมหั่นราคาลงสูงสุด 30%

อย่างไรก็ดี แม้ผู้ประกอบการจะนำยูนิตว่างมาปล่อยเช่าก่อนจะขาย (Rent-to-Buy)

แต่รายได้จากการเช่าในตลาดระดับกลาง อยู่ที่ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน อาจยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับเงินลงทุน

การถือสต็อกนานพร้อมกับการปล่อยเช่าจึงไม่ตอบโจทย์ด้านกระแสเงินสด

ในสภาพตลาดเช่นนี้ ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการหลายรายใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย เช่น การเสนอส่วนลดตั้งแต่ช่วงเปิดขาย ซึ่งในบางโครงการอาจสูงถึง 30%

ลักซูรีโตสวนทาง

อย่างไรก็ตาม ตลาดลักซูรี ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มผู้มีสินทรัพย์สูง (High-Net-Worth Individuals: HNWI) ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

โครงการ Branded Residences ที่มีราคามากกว่า 250,000 บาทต่อตารางเมตร ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อจากหลายประเทศ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา

“ทำเลสุขุมวิท” ยังคงเป็นพื้นที่สำคัญของโครงการประเภทนี้ เนื่องจาก ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับ

  • ทำเลระดับไพรม์
  • ยูนิตขนาดใหญ่
  • คุณภาพโครงการ
  • มองอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ระยะยาวสำหรับครอบครัว

ภูเก็ตดาวเด่นลงทุน ยีลด์สูง 10% ต่อปี-ที่ดินเริ่มจำกัด

ณัฏฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดอสังหาภูเก็ตยังโดดเด่น โดยเฉพาะ “ตลาดพูลวิลล่าสำหรับปล่อยเช่า” ทำเลท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนจากการเช่า (Yield) ได้สูงถึงประมาณ 10% ต่อปี ในช่วง High Season

กระตุ้นการแข่งขันรุนแรงขึ้น จากผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและรายย่อยต้องเผชิญความท้าทายด้านเงินทุนและการบริหารกระแสเงินสด

หาดราไวย์ ภูเก็ต (ที่มาภาพ : Shutterstock)

โดยผู้พัฒนารายย่อยสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่

1.ผู้ที่ถือที่ดินแต่ยังไม่ได้เริ่มพัฒนา ควรศึกษาตลาดเชิงลึกเพื่อหา Niche Market และทำเลเฉพาะ แทนการแข่งขันโดยตรงกับผู้ประกอบการรายใหญ่

2.ผู้ที่เริ่มพัฒนาโครงการแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับ การบริหารกระแสเงินสดและความต่อเนื่องของโครงการ

ด้านที่ดินในภูเก็ตเริ่มมีจำกัด โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญอย่าง ลากูน่า เชิงทะเล และบางเทา ซึ่งเป็นทำเลชายฝั่งฝั่งตะวันตกของเกาะ ทำให้ราคาที่ดินยังคงมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

ในระยะยาว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบคมนาคม จะมีบทบาทสำคัญต่อศักยภาพของภูเก็ต

แนวโน้มการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจขยายไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ท้ายเหมือง นาใต้ และเสม็ดนางชี เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนาสนามบินแห่งใหม่ในจังหวัดพังงา

]]>
1564862