my_bb – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Sat, 11 Apr 2026 02:51:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ถอดเกม Yoguruto จากโยเกิร์ตปั่นสู่ขนม ส่ง “ชีสทาร์ตโยเกิร์ต” บุก CJ ทั่วประเทศ https://positioningmag.com/1569088 Fri, 10 Apr 2026 15:31:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569088 “Yoguruto” ร้านโยเกิร์ตปั่น เดินเกมรุกตลาดครั้งสำคัญ ขยายไลน์สินค้าสู่กลุ่มขนม เปิดตัว “ชีสทาร์ตสตรอว์เบอร์รีโยเกิร์ต” ราคา 45 บาท วางจำหน่ายผ่านร้าน CJ ทุกสาขา หวังเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และเร่งการเติบโตนอกช่องทางหน้าร้าน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ สะท้อนการปรับกลยุทธ์จากธุรกิจเครื่องดื่มแบบหน้าร้าน (F&B) ไปสู่โมเดลรีเทล (Retail) โดยใช้ช่องทางกระจายสินค้าที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศเป็นตัวเร่งการเติบโต แทนการขยายสาขาซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงและใช้เวลานาน

ต่อยอดสินค้าจาก “โยเกิร์ต” สู่ “ขนม” รับพฤติกรรมผู้บริโภค

สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ “ชีสทาร์ตสตรอว์เบอร์รีโยเกิร์ต” ถือเป็นการต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของแบรนด์ที่มีภาพจำด้านความสดชื่นและความเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพ

โดยยังคงใช้ “โยเกิร์ต” เป็นแกนหลัก แต่ปรับรูปแบบเป็นขนมเพื่อให้เหมาะกับการวางจำหน่ายในช่องทางค้าปลีก

การเปลี่ยนจากเครื่องดื่มไปสู่ขนม ยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการบริโภค ยืดอายุสินค้า และรองรับการกระจายสินค้าในระดับอุตสาหกรรมได้ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน การผสาน “ชีสทาร์ต” ซึ่งเป็นขนมที่มีความนิยมสูง ยังช่วยเพิ่มมิติด้านรสชาติและประสบการณ์การบริโภค ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาความสมดุลระหว่าง “ความอร่อย” และ “ความรู้สึกดีต่อสุขภาพ”

จับเทรนด์ “Healthy Indulgence” ขยายฐานสู่ตลาดแมส

การเปิดตัวสินค้าดังกล่าวยังสอดรับกับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ แต่ยังต้องการความสุขจากการรับประทานของหวาน หรือที่เรียกว่า “Healthy Indulgence”

การขยายช่องทางไปสู่ CJ ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อที่เข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ยังสะท้อนความพยายามของ Yoguruto ในการขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มเฉพาะ (Niche) ไปสู่ตลาดแมส (Mass Market) มากขึ้น จากเดิมที่อาศัยการเข้าถึงผ่านหน้าร้านเป็นหลัก

yoguruto

เร่งการเติบโตผ่าน Distribution ลดข้อจำกัดหน้าร้าน

กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้แบรนด์สามารถเพิ่ม “จุดขาย” ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ต้องลงทุนเปิดสาขาเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นการขยายธุรกิจในรูปแบบ Asset-light

ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ (New Revenue) จากการจำหน่ายสินค้าในรีเทล          ที่สามารถผลิตและกระจายได้ในปริมาณมาก ช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตเชิงปริมาณ (Volume Growth)

]]>
1569088
สรุปพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ปี 69 เข้าสู่ยุค “SmartSumer” เลิกซื้อตามอารมณ์-ใช้เหตุผล-พึ่ง AI https://positioningmag.com/1568870 Fri, 10 Apr 2026 01:19:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568870 แรงกดดันเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่พุ่งสูง กำลัง “รีเซ็ตพฤติกรรมผู้บริโภคไทย” สู่ยุคคิดก่อนซื้ออย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคยุคใหม่หันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ แทนแพลตฟอร์มดั้งเดิม

ผู้บริโภคไทย 90-97% คิดก่อนซื้อ ใช้ AI เป็นตัวช่วยหลัก

รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยว่า ผู้บริโภคไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจาก ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่ม และรายได้ไม่สอดคล้องรายจ่าย ทำให้ “ความคุ้มค่า (Value for Money)” กลายเป็นปัจจัยหลักในการซื้อสินค้า

พฤติกรรมผู้บริโภคจึงเปลี่ยนจาก การซื้อตามอารมณ์ (Emotional-driven) สู่การตัดสินใจบนข้อมูลและเหตุผล โดยมี AI เป็นเครื่องมือสำคัญ สะท้อนการเข้าสู่ยุค “SmartSumer” ที่คิด วิเคราะห์ และเลือกอย่างมีระบบ

รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
จากงานวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ของ CMMU พบอินไซต์สำคัญ อาทิ
  • ผู้บริโภค 90-97% มีความพิถีพิถันในการซื้อ
  • พฤติกรรมหลัก 5 มิติ ได้แก่ Search & Compare, Maximize Value, Authentic Demand, Risk Reduction และ Timing & Patience
  • Gen Z เด่นด้านจังหวะราคาและโปรโมชัน (62%)
  • กว่า 71% ใช้ AI ช่วยค้นหา เปรียบเทียบ และคาดการณ์ราคา นำโดย Gen Z 99% และ Gen Y 96%

ผู้บริโภคใช้ AI ช่วยค้นหา เปรียบเทียบราคาสินค้า แยกตามเจเนอเรชั่น CMMU

ผู้บริโภคไทยอ่อนไหวด้านราคา?

ด้านราคา ผู้บริโภคจะเริ่มถูกกระตุ้นเมื่อสินค้า ‘ลดราคา’ 11-20%

ส่วนในแง่ ‘การขึ้นราคา’ ผู้บริโภคทนการขึ้นราคาได้ +21-30% ยกเว้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ทนได้เพียง +11-20% หากเกินจุดรับได้ จะ รอโปรโมชัน / หาข้อมูลเพิ่ม / เปลี่ยนแบรนด์ทันที

เจาะลึกพฤติกรรม จาก 5 หมวดสินค้า

1. Technology & Gadgets

  • ผู้บริโภค 90% เชื่อถือ AI
  • รอบซื้อทุก 6-12 เดือน (75.5%)
  • ใช้เวลาตัดสินใจ 1-4 สัปดาห์ (60.3%)
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Technology & Gadgets ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

2. Beauty & Personal Care

  • 72-86% ให้ความสำคัญกับคุณภาพ
  • มากกว่า 30% ใช้ AI 2 ระบบ (ChatGPT / Google Gemini)
  • เน้น Ingredient-conscious และรีวิวผู้ใช้จริง
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Beauty & Personal Care  ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

3. Fashion Apparel & Accessories

  • ใช้อารมณ์ตัดสินใจสูงสุด
  • ใช้ AI เป็นแหล่งหาข้อมูลแซง TikTok
  • Official Store มีความสำคัญน้อยที่สุด (68.5%)
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Fashion Apparel &Accessories ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

4. Home & Appliances

  • 85.5% ค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ
  • 90-97% ศึกษาข้อมูลเชิงลึก
  • ใช้เวลาตัดสินใจ 1-4 สัปดาห์
  • YouTube เป็นแหล่งข้อมูลอันดับ 1
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Home & Appliances ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

5. FMCG & Daily Essentials

  • ซื้อออนไลน์สูงสุด
  • อ่อนไหวต่อราคามากที่สุด
  • ขึ้นราคา 11-20% พร้อมเปลี่ยนแบรนด์
  • Baby Boomer พิถีพิถันสูงสุด (96%)
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท FMCG & Daily Essentials ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

พฤติกรรมซื้อเปลี่ยนตามระดับราคา

อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ระบุว่า ผู้บริโภคมีเกณฑ์ตัดสินใจชัดเจนตามช่วงราคา

  • ต่ำกว่า 1,000 บาท → ใช้อารมณ์
  • ราคา 1,000-10,000 บาท → เปรียบเทียบ + ดูรีวิว
  • มากกว่า 10,000 บาท → ใช้เวลา 1-3 เดือน
  • มากกว่า 100,000 บาท → ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ขณะเดียวกัน Trust Hierarchy เปลี่ยนไป

  • รีวิวผู้ใช้จริงและเพื่อน น่าเชื่อถือสูงสุด
  • โฆษณาแบรนด์มีอิทธิพลลดลง
  • Gen Z ใช้ TikTok และ E-commerce แทน Search Engine
  • พฤติกรรม Showrooming เพิ่มขึ้น (ลองหน้าร้าน ซื้อออนไลน์)
อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)

แบรนด์ต้องปรับเกม สู้ยุค SmartSumer

สิทธิกร ยิ่งเมืองมาร นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) และหัวหน้าทีมวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ระบุว่า AI กำลังเป็น “แหล่งข้อมูลหลัก” ทำให้แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์ ได้แก่

1.AI-Ready Content พัฒนาข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน เช่น

  • รายละเอียดสินค้า คุณสมบัติ ราคา รีวิว และคำอธิบายทีครบถ้วน เพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือและให้ AI สามารถค้นหา
  • แนะนำหรือเปรียบเทียบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ช่วยเร่งกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

2.Sincerity Marketing ความโปร่งใส

  • เปิดเผยข้อมูลเชิงลึก โดยเฉพาะ Beauty และ FMCG เช่น ส่วนผสม ใบรับรอง แหล่งที่มาและผลการทดสอบที่ชัดเจน
  • ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือจากรีวิวของผู้ใช้จริง ทำให้แบรนด์ต้องพัฒนาที่สะท้อนประสบการณ์จริงให้มากขึ้น

3.Value-Based Pricing เน้นความคุ้มค่า ไม่ใช่แข่งราคาเพียงอย่างเดียว

สิทธิกร ยิ่งเมืองมาร นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) และหัวหน้าทีมวิจัย

4.Promotion Strategy โปรโมชันยังมีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อ

  • ส่วนลด 11-20% คือ Sweet Spot กระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดีที่สุด
  • การใช้โปรโมชันอย่างมีกลยุทธ์ เช่น กลยุทธ์ 1 แถม 1, Bundle Deal, คูปองส่วนลด หรือฟรีค่าขนส่ง          มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

5.Video Content ทำคอนเทนต์บนยูทูป

  • เน้นรีวิวจริง ส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหมวด Home&Appliances เพราะ ช่วยสร้างประสบการณ์และสร้างความเข้าใจได้ดีกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ

6.Omni-Channel เชื่อมโยงทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ

  • แบรนด์ควรใช้ TikTok และ Marketplace เป็นพื้นที่สร้างการรับรู้ ทดลองตลาดและกระตุ้นการตัดสินใจแบบ Real-Time ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภค
คนใช้ AI ทำอะไรบ้างในการซื้อสินค้า CMMU
ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

AI กลายเป็น “ผู้ช่วยช้อปปิ้ง” ตัวจริง

ผู้บริโภคต้องการ Smart Personal Shopping Assistant เพื่อช่วยด้านต่าง ๆ อาทิ

  • เปรียบเทียบราคาแบบเรียลไทม์ 67%
  • สรุปรีวิว 73%
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือร้านค้า 73%
  • คาดการณ์ราคาในอนาคต 61%
  • วางแผนงบประมาณการซื้อสินค้า 56%

“SmartSumer” ไม่ใช่เทรนด์ระยะสั้น

งานวิจัยชี้ว่า SmartSumer คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน โดย “ความไว้วางใจ” คือปัจจัยแข่งขันสำคัญ

แบรนด์ที่ โปร่งใส มีรีวิวจริง และใช้ AI เข้าใจลูกค้า จะได้เปรียบ ขณะที่แพลตฟอร์มที่พัฒนาเครื่องมือ AI ครบวงจร จะคว้าโอกาสในตลาดยุคใหม่ได้

]]>
1568870
TAYUTO อุด้งเส้นสดญี่ปุ่น บุกไทย! ปักหมุดเซ็นทรัลเวิลด์ เปิด 10 เม.ย. นี้ เป้า 3 ปี ขยายเพิ่ม 5 สาขา https://positioningmag.com/1568885 Thu, 09 Apr 2026 10:59:56 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568885 ตลาดอาหารญี่ปุ่นมูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อ “เครือซินเนอร์จี้ฯ” ดันแบรนด์อุด้งสเป  เชียลตี้ “TAYUTO (ทายูโตะ)” ลุยตลาดไทย เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ 10 เม.ย. 2569 ชิงกำลังซื้อคนเมืองที่ยัง “ยอมจ่าย” เพื่อของอร่อยคุณภาพ แม้เศรษฐกิจยังตึงตัว

คาสึยะ โมโนเบะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเนอร์จี้ จำกัด เจ้าของร้านอุด้งและโซบะกว่า 50 สาขาในญี่ปุ่น กล่าวว่า ตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยยังโตต่อเนื่อง จากข้อมูล JETRO พบมีร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยกว่า 5,700 แห่ง สะท้อนความนิยมอาหารญี่ปุ่นในกลุ่มคนไทย

ขณะที่ พฤติกรรมผู้บริโภคไทย นอกจากการกินซูชิ ราเมง เริ่มหันให้ความสนใจ “อุด้ง” มากขึ้น โดยมีความถี่ในการกินเฉลี่ย 1 ครั้งต่อเดือน

คาสึยะ โมโนเบะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเนอร์จี้ จำกัด เจ้าของร้านอุด้งและโซบะกว่า 50 สาขาในญี่ปุ่น อาทิ ร้านทายูโตะ (TAYUTO)

ชูจุดขาย “อุด้งเส้นสด” เจาะตลาดพรีเมียมแมส

ทั้งนี้ TAYUTO วางตัวเป็นร้านอุด้งเส้นสดสไตล์ญี่ปุ่นแท้ เน้นทั้งรสชาติและประสบการณ์ ยมีราคาฉลี่ย 250–350 บาท ส่วนเมนูไฮไลต์ อาทิ

  • Tempura Curry Udon (ขายดีสุด)
  • Premium Mentaiko Butter Cream Udon
  • Sukiyaki Beef Udon

ทายูโตะ TAYUTO

ตั้งเป้าขยาย 5 สาขา ใน 3 ปี

บริษัทตั้งเป้าทราฟฟิกร้าน TAYUTO เฉลี่ย 300 คน/วัน และภายใน 3 ปี เตรียมขยายอย่างน้อย 5 สาขา ในกรุงเทพฯ ทั้งแบรนด์ TAYUTO และแบรนด์อื่นในเครือ ตามโอกาสและศักยภาพของทำเล

“แม้เศรษฐกิจไทยยังมีแรงกดดัน แต่กลุ่มพรีเมียมยังไปได้ โดยเฉพาะผู้บริโภคในกรุงเทพฯ ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ระดับสเปเชียลตี้ และยอมจ่ายเพื่อความอร่อย ต่างจากญี่ปุ่นที่ระยะหลังเริ่มลดการทานอาหารนอกบ้านแล้ว”

สำหรับ เครือซินเนอร์จี้ฯ ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 15% YoY จากปีก่อนที่ทำได้ 6.6 พันล้านเยน (ราว 1.3 พันล้านบาท) พร้อมเดินหน้าขยายสาขาในญี่ปุ่นปีละ 5–10 แห่ง ควบคู่การเร่งเกมในไทยและเวียดนาม

ทายูโตะ TAYUTO

]]>
1568885
ตลาดอสังหาฯ ปี 69 คาดซบเซาสุดในรอบ 8 ปี ราคาบ้านจ่อขยับ 10% พิษสงครามดันต้นทุนพุ่ง https://positioningmag.com/1568109 Tue, 07 Apr 2026 06:00:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568109 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 ยังไม่หลุดจากจุดต่ำสุด ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง ที่ดันต้นทุนพุ่ง ซ้ำเติมกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ และปัญหารีเจ็กต์เรตที่ยังสูง

อสังหาฯ ดิ่งสุดรอบ 8 ปี

สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) คาดว่า ยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศปี 2569 จะลดลงเหลือ 290,000 ยูนิต จาก 316,214 หน่วยในปี 2568 ถือเป็น “ระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี”

ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น และเข้าสู่ภาวะ “New Cost Base”

บ้านใหม่จ่อขึ้นราคา 5-10%

ต้นทุนที่พุ่งขึ้น ทำให้บ้านโครงการใหม่มีแนวโน้มต้องปรับราคาขึ้น 5-10% โดยเฉพาะตลาดระดับกลาง-ล่างที่ชะลอตัวหนัก

KKP แนะผู้ประกอบการเร่ง “ล็อกราคาวัสดุ” และระบายสต็อก ขณะที่ผู้ซื้อถือเป็น “จังหวะทอง” ในการซื้อบ้านต้นทุนเดิม และล็อกดอกเบี้ยคงที่ก่อนดอกเบี้ยขาขึ้น

ต้นทุนแฝงพุ่งในตลาดบ้าน 2-5 ล้านบาท

สงครามที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล กระทบทั้งต้นทุน (Supply) กำลังซื้อ (Demand) และโอกาสซื้อ

ไทยใช้น้ำมันเฉลี่ย 124 ล้านลิตร/วัน และยังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งเกิน 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล ทำให้ต้นทุนวัสดุหลัก เช่น ปูน คอนกรีต เหล็ก ปรับขึ้นทันที

ผลกระทบชัดในบ้านขนาด 120-170 ตร.ม. ราคา 2-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล คิดเป็น 54% ของยอดขาย หรือมูลค่า 76,200 ล้านบาท

โฟกัสต้นทุนหลัก ๆ มาจาก

  • โครงสร้างต้นทุน แบ่งเป็น วัสดุ 60% แรงงาน 40%
  • เหล็กคิดเป็น 18% ของราคาบ้าน
  • งานระบบ (ไฟฟ้า-ประปา) คิดเป็น 12% ของต้นทุน

ต้นทุนเหล่านี้ผูกกับราคาพลังงานโดยตรง ทำให้ต้นทุนก่อสร้างผันผวนตั้งแต่เริ่มโครงการ

กำลังซื้อสะดุด ค่าครองชีพ-ดอกเบี้ยกดดัน

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ดันค่าครองชีพทั้งระบบ ทำให้คนต้องโยกเงินไปใช้จ่ายจำเป็นมากขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อบ้านอ่อนลง

ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง หรือมีโอกาสปรับขึ้น ส่งผลให้ค่างวดเพิ่มขึ้น “หลายพันบาทต่อเดือน” และทำให้กู้ได้น้อยลง

โซนเสี่ยงสต็อกล้น

กลุ่มบ้านราคา 2-5 ล้านบาท ในปริมณฑลได้รับผลกระทบมากสุด ส่วนหนึ่งมาจาก ‘การมีสต็อกคงค้างสูง’ โดยโซนเฝ้าระวัง เช่น

  • รังสิต-ปทุมธานี หน่วยเหลือขาย 19,300 หน่วย มูลค่า 67,500 ล้านบาท
  • บางบัวทอง-นนทบุรี หน่วยเหลือขาย 18,100 หน่วย มูลค่า 63,300 ล้านบาท
  • บางนา-สมุทรปราการ หน่วยเหลือขาย 16,400 หน่วย มูลค่า 57,400 ล้านบาท
บางใหญ่
ทำเลบางใหญ่ ตรงบางใหญ่ซิตี้ ฝั่งตรงข้ามเป็นเซ็นทรัล เวสต์เกต

“จังหวะทอง” ของคนพร้อมซื้อ ต่างชาติดีมานด์ยังมี

ในวิกฤตยังมีโอกาส ผู้ซื้อที่พร้อมสามารถได้เปรียบจากการซื้อบ้านสต็อกเดิม ซึ่งตั้งราคาบนต้นทุนเก่า

  • ได้บ้าน “ราคาเดิม”
  • มีโอกาสได้โปรแรงจากผู้ประกอบการ
  • ล็อกดอกเบี้ยคงที่ 1-3 ปี ลดความเสี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจผันผวน แต่ไทยยังเป็น “Safe Haven” ด้านอสังหาฯ ทำเลหลักอย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต หัวหิน ชลบุรี และเชียงใหม่ ยังดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอยู่

]]>
1568109
‘ทาสแมว’ เต็มประเทศ! หนุนตลาดอาหารสัตว์โต GEN Z ชอบเลี้ยงเป็นลูกทะลุ 8 ล้านตัว ส่วนชื่อมินิมอล ‘ขาว-ส้ม-อ้วน’ ฮิตสุด https://positioningmag.com/1568096 Sat, 04 Apr 2026 08:44:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568096 ดร. ซูซาน หว่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ และผู้อำนวยการกลุ่มประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มาร์ส เพ็ทแคร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารแมว ‘วิสกัส’ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในไทย มีมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 32,634 ล้านบาท ยังคงเติบโตต่อเนื่อง

หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ เทรนด์เลี้ยงสัตว์เป็นลูก (Pet Parent) โดยเฉพาะ “แมว” ที่มีการเลี้ยงราว 7-8 ล้านตัว และ “หมา” อยู่ที่ 20 ล้านตัว

“แม้สัดส่วนของหมาจะดูสูงกว่า แต่ในระยะหลังอัตราการเติบโตของแมวขยายตัวมากกว่า”

ดร. ซูซาน หว่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ และผู้อำนวยการกลุ่มประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มาร์ส เพ็ทแคร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารแมว ‘วิสกัส’

สายพันธุ์แมวยอดนิยมในไทย แบ่งเป็น 3 สายพันธุ์ ได้แก่

  • Siamese 30%
  • Persian 28%
  • อื่น ๆ 10% เช่น British, Scottish Fold เป็นต้น

ส่วนชื่อยอดฮิตของนายท่านแมวไทย คือ

  • อันดับ 1 ขาว
  • อันดับ 2 ส้ม
  • อันดับ 3 อ้วน
  • อันดับ 4 ดำ
  • อันดับ 5 ถุงทอง

อ้างอิงผลสำรวจ WHISKAS® Purr Study ในไทย เดือนมีนาคม 2569 พบอินไซด์น่าสนใจ คือ

  • 71% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทยมองว่าแมวคือสมาชิกอันเป็นที่รักของครอบครัว และยังช่วยเยียวยาความเครียด (54%) และเติมเต็มความสุขให้กับชีวิต (52%)
  • 37% ของทาสแมว ยกแมวให้เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต โดยกลุ่มที่ให้ความสำคัญมากสุด คือ Gen Z (47%), Millennials (38%) และ Gen X (35%)

ปัจจัยเหล่านี้ ผลักดันให้ ‘เหล่าทาสแมว’ หันมาสนใจด้านสุขภาพของน้องเหมียวมากขึ้น ทว่าจากผลสำรวจ มีเพียง 17% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทยที่รู้สึกว่ามีความรู้เกี่ยวกับโภชนาการแมวอย่างดี

ขณะที่ 39% ของผู้เลี้ยงแมวในไทยยอมรับว่ารู้สึกสับสนจากข้อมูลและคำแนะนำด้านโภชนาการที่ขัดแย้งกัน

“แมว ถูกมองว่าเป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัวมากขึ้น เมื่อความผูกพันนี้เพิ่ม ผู้เลี้ยงสัตว์จำนวนมากก็ยิ่งมองหาแนวทางที่ดีที่สุดในการดูแลแมวของตน อย่างไรก็ตาม ปริมาณข้อมูลจำนวนมากบนโลกออนไลน์อาจทำให้ผู้เลี้ยงสัตว์แยกแยะได้ยากว่าแหล่งข้อมูลใดเชื่อถือได้” ดร.ซูซาน กล่าว

Lucky Cat ประติมากรรมแมว 10 เมตรของวิสกัส จัดแสดง 3-4 เมษายน 2569

ดังนั้น จึงเป็นที่มาที่ “วิสกัส” เปิดตัวแคมเปญสร้างรับรู้เรื่องโภชนาการแมว และทำประติมากรรม Lucky Cat สูง 10 เมตร

โดยเปิดโอกาสให้ทั้งผู้เลี้ยงแมวและคนทั่วไปได้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์กับกิจกรรม อาทิ เกมแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ และลุ้นรับของรางวัล รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารแมวจากแบรนด์วิสกัส®เป็นเวลา 1 ปี ที่สยามสแควร์ วันที่ 3-4 เมษายน 2569 นี้

]]>
1568096
สรุป ธุรกิจโรงแรมไทย Q2/69 ยอดจองล่วงหน้าชะลอตัว รับขัดแย้งตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวหาย-ตั๋วแพงพุ่ง 200% https://positioningmag.com/1568084 Fri, 03 Apr 2026 03:28:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568084 สมาคมโรงแรมไทย (THA) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และผู้บริหารเครือโรงแรมชั้นนำทั่วประเทศ เปิดเวทีระดมสมองวิเคราะห์วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พบ สัญญาณอันตรายยอดจองล่วงหน้าไตรมาส 2 ชะลอตัว

ปัจจัยสำคัญมาจาก ตั๋วเครื่องบินแพงและการเลี่ยงน่านฟ้าทำนักท่องเที่ยววูบ เตรียมปรับกลยุทธ์เน้นกลุ่ม Luxury ชดเชยปริมาณที่หายไป

Q1 ปิดสวยแต่ Q2 น่าห่วง สงกรานต์เหนือ-กทม. ยังเงียบ

แม้ภาพรวมไตรมาสแรกของปีจะปิดตัวได้ตามเป้า แต่สถานการณ์ในไตรมาส 2 (เมษายน-มิถุนายน) เริ่มส่งสัญญาณลบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะยอดจองช่วงสงกรานต์ที่ยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น

1.ภาคเหนือ

  • สถานการณ์หนักสุด ยอดจองสงกรานต์เหลือเพียง 50-60%
  • ผลจากวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งสงครามตะวันออกกลาง ตลาดอิสราเอลหายไป และปัญหาฝุ่น PM 2.5

2.ภาคใต้

  • ภาพรวมกระทบหนักจากราคาตั๋วเครื่องบินแพง บางเส้นทางราคาพุ่ง 200% เนื่องจาก สายการบินต้องเลี่ยงน่านฟ้าและจำกัดเที่ยวบินต่อเครื่อง
  • ตลาดอิสราเอลหายไป เช่น เกาะพะงัน

3.ภาคตะวันออก

  • ยอดจอง Q2 ลดลงประมาณ 10-15%
  • กังวลราคาน้ำมัน กระทบการตัดสินใจเดินทางของคนไทยช่วงสงกรานต์
  • พัทยาได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวรัสเซียที่มาจากภูเก็ต

4.กรุงเทพฯ

  • ยอดจองสงกรานต์ยังตามหลังปีที่แล้ว
  • กลุ่มประชุมสัมมนา (Mice) ชะลอตัดสินใจช่วงครึ่งปีหลัง

5.ภาคตะวันตก

  • ผลกระทบจากตะวันออกกลางไม่รุนแรงเท่าภาคอื่น
  • กังวลเรื่องพฤติกรรมการจองแบบนาทีสุดท้าย (Last minute) และราคาน้ำมันที่กระทบตลาดในประเทศ

6.ภาคกลาง (นครนายก)

  • ตลาดประชุมและสัมมนา จากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด จากการเลื่อน หรือยกเลิกการใช้งบประมาณ

ททท. กางแผนรับมือ ยุโรปยังไหว อเมริกาแข็งแกร่ง

ด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า แม้ตลาดตะวันออกกลางจะสูญเสียศักยภาพการขนส่ง (Flight Capacity) ไปเกือบ 50% หรือราว 1.2 แสนที่นั่ง แต่ยังมีข่าวดีในตลาดอื่น เช่น

  • อเมริกา ยอดจองแน่น ไม่มีสัญญาณยกเลิก
  • ยุโรป รัสเซียยังครองแชมป์อันดับ 1 ขณะที่โปแลนด์เป็นดาวรุ่งดวงใหม่ เตรียมเปิดบินตรงวอร์ซอ-กรุงเทพฯ ปลายปีนี้

ทั้งนี้ ได้ใช้กลยุทธ์ Value over Volume เปลี่ยนเป้าหมายจากเน้นจำนวนคน มาเน้นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง (Luxury, Wellness, Long Stay) เพื่อประคองรายได้

กาง 8 ข้อเสนอ “ผ่าทางตัน” อุตสาหกรรมโรงแรม

ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์เตรียมเสนอ 8 มาตรการต่อรัฐบาล เพื่อพยุงภาคการท่องเที่ยวให้รอดพ้นช่วง Low Season ได้แก่

1.ชะลอเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มต้นทุนนักท่องเที่ยว

2.แก้ปัญหา PM 2.5 เร่งด่วน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ

3.ทบทวนนโยบายวีซ่า เน้นความสมดุลระหว่างความสะดวกและความปลอดภัย

4.ลดราคาพลังงาน กระตุ้นการเดินทางข้ามจังหวัด

5.ฟื้นนโยบาย “ไทยเที่ยวไทย” เสนอโครงการลักษณะ “คนละครึ่ง พลัส” หรืออุดหนุนงบรถบัสท่องเที่ยว

6.อัดฉีดงบสัมมนาภาครัฐ กระตุ้นการจัดงานในประเทศ

7.หนุน Charter Flight เพิ่มศักยภาพการเข้าถึงพื้นที่ท่องเที่ยวโดยตรง

8.เสริมสภาพคล่อง ช่วยผู้ประกอบการช่วงท่องเที่ยวซบเซา

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังคัดค้านการให้งบประมาณสนับสนุน OTA ต่างชาติ โดยเสนอให้นำงบไปสนับสนุนสายการบินหรือพัฒนาแพลตฟอร์มของคนไทยเองอย่าง “TAGTHAi” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว

]]>
1568084
“พรอสเพค” รับอสังหาอุตหกรรมโต ปั้นนิคมฯ-โรงงานให้เช่า 1.5 พันล้านบาท คาดขัดแย้งตะวันออกกลาง หนุนย้ายฐานผลิตมาไทย https://positioningmag.com/1568070 Thu, 02 Apr 2026 05:11:37 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568070 รัชนี มหัตเดชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ PD ในเครือมั่นคงเคหะการ เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน แต่ภาคการบริโภคยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคการผลิต การขนส่ง และการกระจายสินค้าเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง เช่น จีน ที่เริ่มย้ายหรือกระจายฐานการผลิตมาหลายปี

“ส่วนความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มองว่าในระยะยาวจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยมากขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีเอเจนต์จากตะวันออกกลางติดต่อเข้ามาแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ เนื่องจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความต่อเนื่องในการผลิต”

รัชนี มหัตเดชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ PD ในเครือมั่นคงเคหะการ
รัชนี มหัตเดชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ PD ในเครือมั่นคงเคหะการ

ปัจจัยข้างต้น ทำให้ภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย กลายเป็นจุดหมายสำคัญในปี 2569 ส่งผลให้ความต้องการโรงงานและคลังสินค้าให้เช่า รวมถึงการซื้อขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปีที่ผ่านมาไทยมี FDI 1.36 ล้านล้านบาท เติบโต 66% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY)

“แต่ละประเทศในอาเซียนมีจุดเด่นต่างกัน ไทยเด่นด้านอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนเวียดนามจะหนักไปที่สมาร์ทโฟน แต่สิ่งที่สำคัญคือ การอำนวยความสะดวกนักลงทุน ที่ผ่านมาระบบราชการเรามีขั้นตอนที่อาจต้องรอคอย 3-6 เดือน ถ้ามีแพลตฟอร์มช่วยให้การดำเนินการเร็วขึ้น จะหนุนให้ไทยน่าสนใจมากขึ้น”

ปี 69 ลุย 3 โครงการ 1.5 พันล้านบาท จ่อขายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์เพิ่ม

ในปี 2569 บริษัทฯ วางแผนลงทุนพัฒนาโครงการคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าเพิ่มเติม 3 โครงการ พื้นที่ประมาณ 100,000 ตารางเมตร มูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท ได้แก่

1.โครงการ BFTZ 8 เทพารักษ์ พื้นที่เช่ารวม 27,000 ตารางเมตร คาดแล้วเสร็จภายในปี 2569

2.โครงการ BFTZ 9 บางนา-ตราด กม.20 พื้นที่ประมาณ 42,000 ตารางเมตร ในรูปแบบ Built-to-Suit ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้า

3.โครงการ BFTZ 10 วังน้อย พื้นที่ประมาณ 50,000 ตารางเมตร

บริษัทตั้งเป้ารักษาอัตราการเช่าให้อยู่ในระดับมากกว่า 90% และตั้งเป้าปิดดีลผู้เช่าใหม่เพิ่มเติมประมาณ 150,000 ตารางเมตร

โดยปัจจุบันมีพื้นที่ปล่อยเช่าโรงงานและคลังสินค้ารวม 1 ล้านตารางเมตร และมีแผนขยายเพิ่มปีละประมาณ 100,000 ตารางเมตร เพื่อก้าวสู่เป้าหมายพื้นที่เช่ารวม 2 ล้านตารางเมตรในระยะยาว

นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/2569 นำทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์ PROSPECT REIT มูลค่ากว่า 5,040 ล้านบาท เสริมศักยภาพทางการเงินเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนอีกด้วย

บุกธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมครั้งแรก

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ขยายธุรกิจ ผ่านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมบางปะกง บนพื้นที่ 1,000 ไร่ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ปัจจุบันผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว และอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2570

โดยตั้งเป้ายอดขายที่ดินรวมทั้งโครงการประมาณ 8,500 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับนักลงทุนหลายราย และมีแผนโรดโชว์ดึงนักลงทุนจากไต้หวัน ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ

“เรามองเห็นโอกาสจากแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทย และการก่อตัวของคลื่นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น EV, พลังงานสะอาด, Data Center, Robotics และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันเรามีที่ดินเปล่าสำหรับการพัฒนาเพิ่มเติม”

พรอสเพค

ภาษีที่ดิน หนุนแลนด์ลอร์ดปล่อยที่ดินร้างพัฒนาโรงงานให้เช่า-นิคมฯ

นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราเต็ม เป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนให้เจ้าของที่ดิน ทั้งบุคคลและนิติบุคคล เสนอขาย ปล่อยเช่า หรือร่วมลงทุน (JV) กับพรอสเพคฯ

“พื้นที่ศักยภาพ เช่น บางนา-ตราด มีราคาที่ดินเสนอขายถึง 20 ล้านบาทต่อไร่ ทำให้ผู้ซื้ออาจสู้ราคาไม่ไหว ดังนั้น เจ้าของที่ดินจึงนำที่ดินมาเสนอให้พรอสเพคพัฒนา ในรูปแบบ JV มากขึ้น”

ตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท ก้าวขึ้นพอร์ตฯ หลักมั่นคงฯ

จากแผนในข้างต้น ทำให้ปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวม 1,000 ล้านบาท จากปี 2568 อยู่ที่ 1,225 ล้านบาท เติบโต 67.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน YoY (*ปี 68มีรายได้พิเศษเข้ามา หากไม่มีจะทำรายได้ราว 900 ล้านบาท) และมีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) อยู่ที่ 658.6 ล้านบาท เติบโต 196% (YoY)

โดยมีอัตราการเช่าเฉลี่ย 96% ค่าเช่าเฉลี่ย 180 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และมีอัตราการต่อสัญญาจากลูกค้าเดิมสูงถึง 98%

รัชนี มหัตเดชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ PD ในเครือมั่นคงเคหะการ

ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีความต้องการเช่าพื้นที่สูงสุด ได้แก่

  • โลจิสติกส์
  • วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร
  • ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคลและเวชภัณฑ์
  • อาหารและเครื่องดื่ม
  • เครื่องใช้ไฟฟ้า

ขณะที่ผู้เช่าหลักมาจาก 5 สัญชาติ ได้แก่ ไทย จีน ยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ

ทั้งนี้ ในแต่ละอุตสาหกรรมและสัญชาติของผู้เช่าจะคงสัดส่วนไม่เกินรายละ 20-25% เพื่อบาลานซ์พอร์ตฯ กระจายความเสี่ยงธุรกิจ

]]>
1568070
ฤดูร้อน (เงิน) มาแล้ว! เม.ย.-พ.ค.ค่าใช้จ่ายครัวเรือนพุ่งเร่งขอสินเชื่อ รับเปิดเทอม https://positioningmag.com/1567239 Tue, 31 Mar 2026 06:18:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567239 ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ไม่ได้ร้อนแค่สภาพอากาศ แต่กำลังกลายเป็น “ฤดูร้อนทางการเงิน” ของครัวเรือนไทยอย่างชัดเจน สะท้อนผ่านความต้องการสินเชื่อส่วนบุคคลที่เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปี

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยผลวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านแอป KKP Better พบว่า สัญญาณการใช้วงเงินและการเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงก่อนเปิดภาคการศึกษา ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านสภาพคล่องของครัวเรือน

“พายุค่าใช้จ่าย” 4 ระลอก กดดันสภาพคล่อง

KKP ระบุว่า ภาระทางการเงินในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดจากการบรรจบกันของปัจจัยหลัก 4 ด้าน ได้แก่

1. ภาระภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น

ข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ชี้ว่า รายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2568 อยู่ที่ 432,324 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากช่วง 4 ปีก่อนหน้า ส่งผลให้ผู้มีรายได้ประจำต้องเตรียมเงินสดเฉลี่ย 5,000 – 10,000 บาทในช่วงยื่นภาษี

2. ค่าไฟฟ้าพุ่งตามอุณหภูมิ

อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส ทำให้การใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นราว 3% ส่งผลให้ค่าไฟช่วงเมษายน – พฤษภาคมสูงกว่าปกติ 10 – 30%

3. ค่าใช้จ่ายเทศกาลเร่งตัว

มูลค่าการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2568 อยู่ที่ 1.06 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 8.8 หมื่นล้านบาทในปีก่อน สะท้อนภาระด้านการเดินทางและการบริโภคที่ขยายตัว แม้เศรษฐกิจยังเปราะบาง

4. ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา (Fixed Cost สำคัญ)

ต้นทุนการศึกษา โดยเฉพาะในระบบเอกชนและนานาชาติ ยังคงเป็นภาระหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อปีในช่วงเปิดเทอม

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ใช้เงินล่วงหน้ามากขึ้น

ข้อมูลจาก KKP Better ยังสะท้อนว่า ผู้ปกครองเริ่ม “ดึงสภาพคล่องในอนาคต” มาใช้มากขึ้น

โดยยอดใช้จ่ายด้านการศึกษาผ่านแอปในช่วงปี 2563–2568 รวม 88 ล้านบาท และเฉพาะปี 2568 อยู่ที่ 46 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 25,000 บาทต่อคน

นอกจากนี้ การใช้วงเงินสินเชื่อเริ่มขยับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ซึ่งเร็วกว่าไทม์ไลน์การจ่ายค่าเทอมปกติ สะท้อนถึงค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าแรกเข้า และค่าเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้าโรงเรียนชั้นนำ

“การศึกษา” ยังเป็นลำดับความสำคัญ แม้การเงินตึงตัว

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ครัวเรือนไทยจะเผชิญแรงกดดันด้านการเงินสูงสุดช่วงหนึ่งของปี แต่การลงทุนด้านการศึกษายังคงเป็น “ค่าใช้จ่ายเชิงกลยุทธ์” ที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญสูงสุด

KKP แนะว่าการบริหารหนี้รูปแบบใหม่ โดยเน้นลดต้นทุนดอกเบี้ยและจัดโครงสร้างหนี้อย่างมีระบบ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนในระยะยาว

]]>
1567239
ปิดตำนาน “เกิบกินคน” KFC x นันยาง ออกรองเท้าแตะ “น้องก๊าง” รับสงกรานต์ ปี 2569 https://positioningmag.com/1567235 Tue, 31 Mar 2026 03:04:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567235 จากมุกขำ ๆ ช่วงสงกรานต์ทุกปีของไทย กับมหกรรม “เกิบกินคน” หรือ รองเท้ากินคน” สู่ไอเดียการตลาดที่ “หยิบเรื่องใกล้ตัว” มาสร้างเป็นสินค้า

เมื่อ KFC จับมือ นันยาง เปิดตัว รองเท้าแตะ “น้องก๊าง” รับช่วงสงกรานต์ 2569

จาก “เกิบกินคน” สู่โอกาสทางการตลาด

ถ้าพูดถึงสงกรานต์ หนึ่งในประสบการณ์ร่วมที่หลายคนนึกออกคือ “รองเท้าแตะลื่น หลุด หรือเลื่อนขึ้นมาจนเหมือนจะกินเท้า”

จนกลายเป็นคำแซวติดปากว่า “เกิบกินคน” หรือรองเท้ากินคน

แม้เป็นอินไซต์เรียบง่าย แต่กลับทรงพลัง เพราะเป็นสิ่งที่ “ทุกคนเคยเจอ” และ “ขำร่วมกันได้”

KFC x นันยาง เลือกหยิบ pain point นี้ขึ้นมาแล้วเปลี่ยนจาก “ปัญหา” ให้กลายเป็น “จุดขาย”

การทำการตลาดแบบ Meme to Product หรือการเปลี่ยนเรื่องไวรัล ให้กลายเป็นสินค้าจริง ขณะเดียวกัน ยังล้อไปกับการทำ Festive Marketing ช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วย

“น้องก๊าง” เมื่อชื่อสินค้า กลายเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องแบรนด์

อีกหนึ่งดีเทลที่ทำให้แคมเปญนี้ฉลาดขึ้นไปอีกขั้น คือชื่อ “น้องก๊าง” ผ่านการรวมตัวตนของทั้ง 2 แบรนด์เข้าไว้ในคำเดียว

“ไก่” = ตัวแทนของ KFC
“ช้าง” = สัญลักษณ์รองเท้าแตะช้างดาวของนันยาง
กลายเป็นคำใหม่ว่า “ก๊าง”

ค่อนข้างแปลกหู แต่จำง่าย และมีความเป็น meme ในตัวเอง

ทำไม KFC ต้องทำรองเท้าแตะ?

ส่วนหนึ่ง มาจากกลยุทธ์ Beyond Food ไก่ทอดไม่ใช่แค่ของกิน แต่คือ “ไลฟ์สไตล์”

KFC ทั่วโลก พยายามพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ใช่แค่ Fast Food แต่เป็น Pop Culture

ดังนั้น การทำรองเท้าแตะคือการเอาแบรนด์ออกจาก “ถังไก่” ไปอยู่ใน “ชีวิตประจำวัน” ของลูกค้า

ขณะเดียวกัน ยังสามารถการยึดครอง “Occasion” หรือ โอกาสในการนึกถึงแบรนด์

เนื่องจาก ช่วงสงกรานต์ มักเป็นสมรภูมิที่แบรนด์เครื่องดื่มสู้กันตายไปข้างหนึ่ง แต่ ”แบรนด์อาหาร“ มักจะถูกลืมเพราะคนมัวแต่ห่วงเล่นน้ำจนไม่อยากนั่งกินอะไรจริงจัง

การออกรองเท้าแตะ “น้องก๊าง” ช่วงสงกรานต์ คือ การสร้าง Contextual Relevance (ความเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์) และสะท้อนว่า “แบรนด์อยู่กับเราในทุกโมเมนต์ที่สนุกที่สุด”

อยากได้น้องก๊างต้องทำไง?

สำหรับใครที่อยากได้ รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้าง หรือ “รองเท้าแตะน้องก๊าง” จาก KFC x นันยาง

เพียงซื้อบักเก็ต 299 บาทขึ้นไป เพื่อรับสิทธิ์ซื้อรองเท้าแตะน้องก๊าง ถึงวันที่ถึง 18 เมษายน 2569 นี้ เท่านั้น

]]>
1567235
“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ลุยเปิด 2 โครงการ 1.2 พันล้าน เจาะกรุงเทพตะวันออก https://positioningmag.com/1566818 Sun, 29 Mar 2026 06:56:40 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566818 ชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 ลลิลฯ เดินหน้าขยายพอร์ตฯ แนวราบกรุงเทพฝั่งตะวันออก รองรับการเติบโตของย่านบางนา-เทพารักษ์ จากโครงสร้างคมนาคม และการเป็นแหล่งงานสำคัญ

เบื้องต้น ได้เปิดตัวโครงการ “ลลิล ทาวน์ เพรสทีจ บางนา–เทพารักษ์2” จำนวน 305 ยูนิต มูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท มีทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ประเดิมเปิดตัวเฟสแรก 20 หลัง และคาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการช่วงไตรมาส 2 ปีนี้

ปัจจัยหลักการเปิดโครงการนี้มาจาก

1.ศูนย์กลางการเติบโตทางยุทธศาสตร์ (Strategic Growth Hub)

บางนา-เทพารักษ์ เป็นทำเลศักยภาพสูง ที่ถูกยกระดับด้วยโครงข่ายคมนาคมครอบคลุม ทั้งรถไฟฟ้า (สายสีเขียว, สายสีเหลือง และ LRT ในอนาคต) รวมถึงทางด่วนและถนนวงแหวนที่เชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมือง (CBD) ได้ง่าย

2.ปัจจัยหนุนรอบด้าน

ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของสนามบินสุวรรณภูมิ การใกล้พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการเกิดขึ้นของห้างสรรพสินค้ากับอาคารสำนักงานขนาดใหญ่

3.ตอบโจทย์ทั้งอยู่เองและลงทุน

ความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งเศรษฐกิจสำคัญ ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นทำเลที่คุ้มค่าทั้งในแง่การอยู่อาศัยและการเก็งกำไรในอนาคต

ชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ สำหรับการวางทาร์เก็ตลูกค้าโครงการ เน้นไปที่

  • กลุ่มที่ซื้อ/เช่าบ้าน ตั้งแต่โซน บางนา กม. ไปจนถึงโซนสุวรรณภูมิ
  • กลุ่มพนักงานจากอุตฯ อาหาร โลจิสติกส์ ที่มีจำนวนมากกว่า 10,000 คน ในบริเวณนี้
  • กลุ่มพนักงานออฟฟิศ ที่ทำงานย่านบางนา

ผู้ประกอบการ รับมืออสังหา ปี 69 ชะลอตัว-สต๊อกของ สกัดขึ้นราคา

แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปี 2569 จะชะลอตัว จากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก และอัตรารีเจ็กต์เรตที่ยังสูง (สำหรับลลิลมีการกู้ไม่ผ่านอยู่ที่ราว 40%)

แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาฯ รับมือสภาวะตลาดชะลอตัว ได้ลดการเปิดตัวโครงการ และเน้นระบายสต๊อกเดิมออก ซัพพลายในตลาดจึงค่อย ๆ น้อยลง

ส่วนผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ปัจจุบันยังไม่กระทบลลิลฯ เนื่องจาก มีการสต็อกสินค้า อาทิ กระเบื้อง สุขภัณฑ์ เหล็ก อย่างน้อย ๆ 6 เดือน – 1 ปี แต่สินค้าบางประเภทไม่สามารถล็อกราคาได้ เช่น ซีเมนต์ เป็นต้น

ถ้าคลี่คลายได้ในระยะสั้นจะดี แต่ถ้าลากยาวคาดว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนบ้าง และกระทบต่อมู้ดการซื้อบ้านของผู้บริโภคให้ชะลอการตัดสินใจออกไป

สำหรับลลิลฯ ปัจจุบันทำยอดขาย (พรีเซล) ได้แล้ว 1,500 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 4,200 ล้านบาท กลุ่มบ้านราคา 2-8 ล้านบาท ยังทำยอดขายได้เรื่อย ๆ

]]>
1566818