my_bb – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Sun, 08 Mar 2026 12:27:55 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 SC รีแบรนด์ใหญ่ รอบ 20 ปี ขอเป็นมากกว่า ‘ที่อยู่อาศัย’ ดันกำไร Non-Residence เกิน 30% ปี 2573 https://positioningmag.com/1563016 Fri, 06 Mar 2026 15:08:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563016 ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า ปี 2569 เศรษฐกิจโลกมีรวามผันผวนและเปราะบาง ทำให้ SC ต้องกระจายความเสี่ยงธุรกิจ ผ่านการปรับโครงสร้างองค์กร จัดระเบียบการเงิน และลุยธุรกิจใหม่ ๆ

เบื้องต้น ทยอยปรับโครงสร้างธุรกิจสู่พอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุม 3 กลุ่มเครื่องยนต์ธุรกิจ (Engine) ได้แก่

  • Engine 1 อสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย
  • Engine 2 อสังหาฯ รายได้ประจำ
  • Engine 3 ธุรกิจใหม่

“SC ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจนอกอสังหา (Non-Residence) หรือกลุ่ม Engine 2 และ Engine 3 ให้มากกว่า 30% ภายในปี 2573 ผลักดันกำไรให้ New High อีกครั้ง”

รีแบรนด์ใหญ่รอบ 20 ปี

ปี 2569 บริษัทจึงได้รีแบรนด์ดิ้งครั้งใหญ่ ผ่านการปรับเปลี่ยนโลโก้และภาพลักษณ์ในรอบ 20 ปี ย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่เป็น “มากกว่าที่อยู่อาศัย”

สะท้อนพอร์ตธุรกิจ SC ที่ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อสื่อสารเข้าถึงกลุ่มผู้คนที่หลากหลายมากขึ้น ครอบคลุมทั้งลูกค้า พนักงาน คู่ค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ

“แบรนด์ก็เหมือนสิ่งมีชีวิต อยู่รอดได้ด้วยวิวัฒนาการ แบรนด์ที่ไม่ปรับตัวจะสูญพันธุ์ในที่สุด SC จึงมีการปรับตัวอย่างสม่ำเสมอ

การรีแบรนด์และรีฟอร์มองค์กร คือ ส่วนหนึ่งของการวิวัฒนาการพอร์ตธุรกิจที่ยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น จะทำให้ SC ไม่เพียงอยู่รอด แต่เติบโตได้ยั่งยืนในธุรกิจอสังหาฯ ที่มีความผันผวนและท้าทายอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งสร้างคุณค่าสู่ผู้คนในวงกว้างได้มากขึ้น”

ลุยลงทุน 8 พันล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ 2.5 หมื่นล้านบาท

สำหรับปีนี้ บริษัทฯ เป้ารายได้รวม 25,500 ล้านบาท เติบโต 21% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (YoY)

โดยเตรียมงบลงทุน 8,000 ล้านบาท สำหรับการขับเคลื่อนทุกเครื่องยนต์ธุรกิจ ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (IBD/E) จะลดลงเหลือต่ำกว่า 1.2

ลุยเปิดโครงการใหม่ ผุด “GenSCription” รับเทรนด์เช่า

สำหรับ ธุรกิจที่อยู่อาศัย (Engine 1) มีแผนนำร่องพลิกโฉม “บ้านเดี่ยว” 8 ซีรีส์ใหม่ 17 โครงการ ด้วยคอนเซ็ปต์บ้านที่เข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง

ส่วน “คอนโดมิเนียม” เตรียมเปิดตัว Branded Residence ระดับอัลตร้า ลักชัวรี (Ultra Luxury) แบรนด์ใหม่ และโครงการริมแม่น้ำ มูลค่ารวม 2 โครงการ 25,500 ล้านบาท

อีกไฮไลต์ใหญ่ คือ การเปิดตัวโมเดล “GenSCription” (Living Subscription Program by SC) ขานรับเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่นิยม “เช่าแทนซื้อ” เพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยและความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย

“SC ตั้งเป้ายอดขาย (พรีเซล) ปี 2569 ราว 27,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 33% และตั้งเป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ 23,000 ล้านบาทโดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มี Backlog กว่า 18,500 ล้านบาท และราว 40% จะรับรู้รายได้ในปีนี้”

รุกเพิ่มโรงแรม-คลังสินค้า

Engine 2 อสังหาฯ รายได้ประจำ ดำเนินงานครอบคลุมทั้งโรงแรม คลังสินค้า อาคารสำนักงาน และอพาร์ตเมนต์ให้เช่าใน U.S. ตั้งเป้ารายได้รวม โตราว 70% ที่ 2,000 ล้านบาท

แผนสำคัญในปีนี้ ได้แก่

  • ขยายธุรกิจ Hospitality เพิ่มอีก 450 ห้อง ในแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น พัทยาและภูเก็ต
  • พัฒนาคลังสินค้าโซน บางนา-EEC เพิ่มอีก 170,000 ตารางเมตร
  • ลงทุนธุรกิจใหม่พลังงานทางเลือก รองรับการเติบโตของ Data Center ภายใต้บริษัท SCX 360

ตุนงบ 1 พันล้าน ลุยธุรกิจใหม่

สำหรับ Engine 3 ธุรกิจใหม่ ซึ่งครอบคลุมธุรกิจบริการหลังการขาย, ดิจิทัล แพลตฟอร์ม และสุขภาพ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ ที่ 400 ล้านบาท โตจากปี 2568 ราว 60%

เบื้องต้น บริษัทฯ มองการขยายธุรกิจบริการหลังการขายจาก 150 โครงการ เป็น 260 โครงการ พร้อมเปิด LINTON บริการคอนเซียร์จ (Concierge) ที่ดูแลกลุ่มลูกบ้านระดับอัลตร้า ลักชัวรี โดยเตรียมงบลงทุน 3 ปี 1,000 ล้านบาท รองรับการเติบโตของธุรกิจกลุ่มนี้

]]>
1563016
“สิงห์ เอสเตท” โฟกัสธุรกิจรายได้ประจำ ฝ่าอสังหาปี 69 ชะลอตัว https://positioningmag.com/1562777 Thu, 05 Mar 2026 12:19:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562777 ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยังคงเผชิญความท้าทายต่อเนื่องจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว กระทบธุรกิจที่อยู่อาศัย ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ หันมาเสริมแกร่งธุรกิจสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่ยังมีศักยภาพเติบโต

ปี 69 โฟกัสเพิ่มฐานกำไร

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2569 บริษัทฯ มุ่งเสริม ความแข็งแรงฐานกำไร (Strengthen The Profit Engine) จาก 4 กลุ่มธุรกิจในเครือ ได้แก่ ที่อยู่อาศัย โรงแรม นิคมอุตสาหกรรม และอสังหาเพื่อการพาณิชย์ แต่มุ่งเน้นมากสุด คือ ธุรกิจสร้างรายได้ประจำ ที่เป็นพอร์ตหลักทำรายได้กว่า 80% ในปีที่ผ่านมา (จากรายได้รวม 13,988 ล้านบาท)

“ปีนี้ธุรกิจที่อยู่อาศัย มีโอกาสเติบโตแบบจำกัด จากแรงกดดันการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ตลาดมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพเจาะเรียลดีมานด์ให้ได้ และรักษาฐานกำไรในภาวะที่ตลาดเล็กลง”

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)

มุ่งธุรกิจรายได้ประจำ “โรงแรม” คีย์เติบโต

สำหรับธุรกิจสร้างรายได้ประจำ หลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.ธุรกิจโรงแรม บริหารงานภายใต้ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR

เบื้องต้น ปี 2569 ธุรกิจโรงแรม จะใช้กลยุทธ์ “การหมุนเวียนทรัพย์สิน” (Asset Rotation)
ผ่านการขายโรงแรม 15 แห่ง ในสหราชอาณาจักร เพื่อทำกำไร และนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ดอกเบี้ยสูง

พร้อมกับลงทุนใหม่ 3,000-3,500 ล้านบาท ขยายลงทุนในไทยเพิ่ม โดยเฉพาะโรงแรมระดับบน (Upper Upscale)

ควบคู่กับ “การเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน” (Asset Enhancement) อาทิ

  • ร่วมกับ The Ascott Limited รีแบรนด์โรงแรม 4 แห่งในสหราชอาณาจักร เป็นโรงแรมพรีเมียมขึ้น ภายใต้แบรนด์ The Unlimited Collection (เปิดไปแล้ว) ส่วนอีก 2 โรงแรมจะเป็นแบรนด์ lyf (เปิดครึ่งแรกปี 2569) คาดช่วยดัน ADR เป็น 20-30%
  • ปรับปรุงโรงแรม 2 แห่ง คือ SAii Phi Phi Island Village ปรับปรุงวิลล่าเนินเขา 12 หลัง ด้าน SAii Maldives เพิ่มสระว่ายน้ำส่วนตัวให้วิลล่าเหนือน้ำอีก 20 หลัง

เราตั้งเป้า Revpar ขยายตัว 20-30% และ EBITDA แตะระดับ 30%

ทั้งนี้ การปรับปรุงทรัพย์สิน ช่วยยกระดับราคาห้องพักของ SHR อาทิ ภูเก็ต มีราคา 18,000 บาท/คืน ทำให้ฐานกำไรกลุ่มโรงแรมเติบโต โดย 2568 ปีที่ผ่านมา กำไรนิวไฮที่ 615 ล้านบาท หากคงอัตราเข้าพักที่กว่า 70% เท่าเดิม ฐานกำไรจะขยับไปสู่ 600 ล้านบาท/ปีอย่างต่อเนื่อง จากปี 2566 มีกำไรเพียง 50 ล้านบาท

ปัจจุบัน SHR มีโรงแรม 18 แห่ง จำนวน 2,518 คีย์ ใน 5 ประเทศ ที่มีไฮซีซั่นต่างกัน ทำให้มีรายได้เข้ามาตลอด เพราะไม่ได้พึ่งพาตลาดใดมากจนเกินไป

โรงแรมในสหรชอาณาจักรของ SHR ในเครือสิงห์ เอสเตท
2.ธุรกิจอาคารสำนักงาน (ออฟฟิศ)

ธุรกิจออฟฟิศให้เช่า คีย์การเติบโตอยู่ที่การดึงผู้เช่าเก่าให้อยู่ต่อยาว ๆ โดยปกติผู้เช่าของสิงห์จะเซ็นสัญญาระยะ 3 ปี ปัจจุบันอัตราเช่า (Occupancy Rate) อยู่ในระดับดี

  • อาคาร S Metro อัตราเช่า 94%
  • อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ อัตราเช่า 92%
  • อาคาร S-Oasis อัตราเช่า 56% (ปีนี้ตั้งเป่าขยับสู่ 70%) จากการแข่งขันออฟฟิศบนถนนวิภาวดีแข่งขันไม่สูง มีดีมานด์เป็นของตนเอง

ที่อยู่อาศัยเปิดตัว 2 โครงการ ฟากนิคมฯ รับอานิสงส์ดาต้าเซ็นเตอร์

ส่วนธุรกิจที่ไม่เป็นรายได้ประจำ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.ธุรกิจที่อยู่อาศัย

ปี 2569 เน้นกลยุทธ์ ต่อยอดการเติบโตจากพันธมิตร (Scaling Through PartnerShips) โดยร่วมลงทุนกับพาร์ตเนอร์ 2 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • SAii Phuket Laguna มูลค่า 1,000 ล้านบาท ซินเนอร์ยีกับบริษัทในเครือ คือ SHR โครงการรูปแบบ Branded Residence ไม่เกิน 100 ยูนิต โซนลากูน่าภูเก็ต
  • โครงการคอนโดมิเนียมหรู ใน กทม. มูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยร่วมกับกลุ่มวันเรียลเอสเตท ราคาเฉลี่ย 150,000-200,000 บาท/ตารางเมตร

2.นิคมอุตสาหกรรม (เอส อ่างทอง)

โดยปี 2569 มุ่งเน้น “กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์” ที่มีการซื้อที่ดินขนาดใหญ่ 200-400 ไร่/แห่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดีลกับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่จากจีน มูลค่า 1,000 ล้านบาท คาดปิดดีลในช่วงครึ่งปีแรกนี้

ปีนี้มีการพูดคุยกับดาต้าเซ็นเตอร์หลายราย นอกจากการขายที่ดินนิคมฯ แล้ว ยังสามารถทำรายได้ประจำ จากการขายน้ำและขายไฟป้อนเข้าดาต้าเซ็นเตอร์ โดยปีก่อนขายน้ำได้ 54 ล้านบาท และได้ส่วนแบ่งขายไฟฟ้าอีก 160 ล้านบาท

เข้มวินัยการเงิน ตั้งเป้าปี 69 เทิร์นอะราวด์รายได้ 1.4 หมื่นล้านบาท-กำไรนิวไฮ

นอกจากนี้ อีกกลยุทธ์สำคัญ คือ การรักษาความแข็งแกร่งและวินัยทางการเงิน (Strong Funding Capability) เน้นบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมระดับหนี้สินและรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ บริษัทคงสัดส่วนแหล่งเงินทุนระหว่างสินเชื่อจากสถาบันการเงินประมาณ 70% และหุ้นกู้ 30% เพื่อสร้างสมดุลด้านต้นทุนทางการเงินและความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืม ความสามารถในการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ระดับ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี

“จากแผนทั้งหมดนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าว่า ปี 2569 จะทำรายได้เทิร์นอะราวด์ กลับมาอยู่ที่ 14,000 ล้านบาท จากปีก่อนปิดที่ 13,988 ล้านบาท ส่วนกำไรมองการทำนิวไฮต่อเนื่อง”

]]>
1562777
“อะพาร์ตเมนต์ให้เช่า” ฮอต ‘พฤกษา’ จ่อขยายเพิ่ม 1 หมื่นยูนิต ดันรายได้พอร์ตฯ เช่าแตะ 10% https://positioningmag.com/1562445 Wed, 04 Mar 2026 13:26:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562445 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ เผชิญแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้ออ่อนตัวลง สะท้อนจากตัวเลขธุรกิจที่อยู่อาศัยปี 2568 ที่ผ่านมา (อ้างอิงการรวบรวมข้อมูลของ พฤกษาฯ)

โดยมี “ยอดเปิดตัวใหม่” (New Launch) รวม 295,400 หน่วย ลดลง 33% แยกตามประเภท พบว่า

  • บ้านเดี่ยว 33,300 หน่วย (-28%)
  • ทาวน์เฮาส์ 185,800 หน่วย (-31%)
  • คอนโด 75,600 หน่วย (-40%)

ส่วน “ยอดขาย” (Presales) ใน กทม. และ ปริมณฑล อยู่ที่ 266,600 หน่วย ลดลง 17%

  • บ้านเดี่ยว 37,200 หน่วย (-15%)
  • ทาวน์เฮาส์ 129,100 หน่วย (-12%)
  • คอนโด 99,300 หน่วย (-23%)
ตลาดที่อยู่อาศัย ปี 2568 (ข้อมูลจากพฤกษาฯ)

พอร์ตฯ เช่าเต็ม 100% ใน 2 เดือน

อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของตลาดที่อยู่อาศัย สวนทางกับ “ตลาดปล่อยเช่าอสังหาฯ” ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

ปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 พฤกษาฯ ได้เริ่มนำร่องโมเดลธุรกิจใหม่ “อะพาร์ตเมนต์ปล่อยเช่า” ชื่อแบรนด์ iPlern (ไอเพลิน) บริหารงานลูกคือ บริษัท อินโน โฮม คอนสตรัคชั่น จำกัด หรือ IHC

นำร่องโครงการแรก ”ไอเพลิน ลำลูกกา คลอง 4″ จำนวน 3 ตึก รวม 138 ยูนิต สามารถปล่อยเช่าเต็ม 100% ใน 2 เดือน ค่าเช่าเริ่มต้น 3,000-4,000 บาท/เดือน คิดเป็นยีลด์ราว 7-8% ต่อปี

พฤกษา ผู้บริหาร
ปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

ปี 69 จ่อขึ้นโครงการเช่าเพิ่ม 30 ตึก อนาคตพอร์ตเช่าทะลุ 1 หมื่นยูนิต ทำรายได้ 10% ของกลุ่ม

สำหรับปี 2569 บริษัทฯ เตรียมขึ้นโครงการ ไอเพลิน อีก 30 ตึก กระจายใน กทม. และปริมณฑล อาทิ ไอเพลิน รังสิต คลอง 2 ค่าเช่าเริ่มต้น 3,300 บาท/เดือน เปิดจองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยใช้ที่ดินเก่าส่วนหนึ่ง จำนวน 3 แปลง จากแลนด์แบงก์ที่มีอยู่ในมือราว ๆ 13,000 ล้านบาท มาพัฒนาโครงการใหม่ ซึ่งจะขึ้นทีละ 3 ตึก เพื่อทดลองตลาดทำเลนั้น ๆ ว่ามีดีมานด์มากน้อยเท่าใด เพื่อลดความเสี่ยง

“พฤกษาฯ ตั้งเป้าพอร์ตฯ เช่า ขึ้นมาทำรายได้ 10% ของทั้งเครือ ซึ่งการจะไปขั้นนั้นได้ ในอนาคตต้องมีการขยายอะพาร์ตเมนต์ให้เช่าไอเพลิน ไม่ต่ำกว่า 10,000 ยูนิต”

ทั้งนี้ ทำเลหลักของ “ไอเพลิน” คือ ย่านแหล่งงาน นิคมอุตสาหกรรม และสถานศึกษา เพื่อจับทาร์เก็ตลูกค้า พนักงานออฟฟิศ พนักงานโรงงาน และนักศึกษา ส่วนราคาจะแตกต่างไปตามแต่ละทำเล (ขนาดห้องเริ่มต้น 21 ตร.ม.) ดังนี้

  • ทำเลรอบมหาวิทยาลัย ค่าเช่า 4,000-5,000 บาท/เดือน ถูกกว่าคอนโดที่มีค่าเช่า 7,000-10,000 บาท/เดือน
  • ทำเลนิคมอุตสาหกรรมและโรงงาน ค่าเช่าเริ่มต้น 2,000-3,000 บาท/เดือน
  • ทำเลกลางเมือง ค่าเช่า 8,000-10,000 บาท/เดือน

“อนาคตถ้าอะพาร์ตเมนต์ให้เช่านี้ อาจทำการตลาดให้เช่าแบบ B2B กับกลุ่มบริษัทในทำเลนั้น ๆ อาทิ เช่ายกชั้น หรือ เช่ายกตึกก็ได้ และหากพอร์ตฯ เช่า สามารถทำยีลด์เกินกว่า 10% อาจพิจารณาขายเข้ากองรีทในอนาคต”

อะพาร์ตเมนต์ให้เช่าของพฤกษา แบรนด์ “ไอเพลิน”

จ่อทำคอนโดคู่อะพาร์ตเมนต์ปล่อยเช่า ขายนักลงทุน

นอกจากนี้ ยังเล็งการรุกโมเดลทำคอนโด “เพลิน” สำหรับขายนักลงทุนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นคอนโดที่อยู่ในพื้นที่  เดียวกับอะพาร์ตเมนต์ปล่อยเช่า “ไอเพลิน”

เพื่อ “เจาะกลุ่มนักลงทุน” ที่สนใจอยากมีสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) โดยพฤกษาฯ จะเข้ามาดูแลจัดการการปล่อยเช่าให้ทั้งหมด

สำหรับคอนโดเพลิน เป็นคอนโดระดับ Affortdable ราคาเริ่มต้น 600,000 – 700,000 บาท/ยูนิต

]]>
1562445
เปิดตัวต่ำสุดตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น! “พฤกษา” ลุย 7 โครงการ 8.2 พันล้าน เน้นเคลียร์สต๊อก-สร้างรายได้ประจำ https://positioningmag.com/1562268 Wed, 04 Mar 2026 05:56:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562268 ท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว ผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง “พฤกษา โฮลดิ้ง” ปี 2569 เลือกเดินเกมระมัดระวัง ลดจำนวนโครงการเปิดใหม่ต่อเนื่อง หันมาโฟกัสการระบายสต๊อกและการสร้างรายได้ประจำ

ปี 69 เปิดตัวต่ำสุดตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น

ปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2569 เป็นปีแห่งการ “เพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์” ทั้งการเร่งใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ ปรับพอร์ต และทยอยขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก เช่น ปีก่อนลดการลงทุนในกองทุนต่างประเทศไปแล้ว 3,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือเงินลงทุนส่วนนี้ 8,000 ล้านบาท เป็นต้น

เบื้องต้น ปีนี้ พฤกษา เตรียมเปิดโครงการใหม่ 7 โครงการ มูลค่า 8,200 ล้านบาท ‘ถือว่าเปิดตัวต่ำสุด นับตั้งแต่พฤกษาจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2548’

ย้อนดูตัวเลขเปิดโครงการพฤกษา ‘ลดลงต่อเนื่อง’

  • ปี 2568 เปิดตัว 14 โครงการ มูลค่า 13,300 ล้านบาท ต่ำกว่าแผนที่ตั้งไว้ 22 โครงการ มูลค่า 23,400 ล้านบาท
  • ปี 2565 เคยเปิดต่ำสุด 19 โครงการ มูลค่า 11,100 ล้านบาท

จากเคยเปิดตัวพีกสุดในปี 2559 ที่มียอดเปิดตัวโครงการใหม่ 69 โครงการ มูลค่า 59,700 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงสุดในตลาดช่วงนั้น

ขณะเดียวกัน มีแผนระบายสต๊อกที่อยู่อาศัยระดับล่าง (ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท) เหลือ 25% จากเดิมมีสัดส่วน 30% เนื่องจาก เป็นกลุ่มเผชิญรีเจ็กต์เรตสูง จากสต๊อกที่อยู่อาศัยในมือที่มีมูลค่ารวม ๆ 66,400 ล้านบาท ปีนี้เร่งปิด 22 โครงการให้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

จ่อลงทุนเพิ่ม 4,400 ล้านบาท

ปี 2569 บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยเตรียมงบลงทุน 4,400 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • งบซื้อที่ดินใหม่และพัฒนาโครงการใหม่ 1,500 ล้านบาท (ส่วนที่ดินเก่า 1,200 ล้านบาท เตรียมมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพิ่มเช่นกัน)
  • งบลงทุนธุรกิจรายได้ประจำ 2,900 ล้านบาท อาทิ ลงทุนเพิ่มในโรงพยาบาลวิมุต, คลังสินค้า (ร่วมทุนกับ CapitalLand สิงคโปร์) และอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ อย่างอาคารพาณิชย์

ดันพอร์ตรายได้ประจำ 20% ใน 3 ปี

สำหรับปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 อยู่ที่ 18,800 ล้านบาท เพิ่มจาก 15,000 ล้านบาทในปีก่อน แบ่งเป็น

  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 15,000 ล้านบาท (+30%)
  • ธุรกิจเฮลธ์แคร์ 2,600 ล้านบาท (+16%)
  • รายได้อื่น ๆ 1,200 ล้านบาท (ทรงตัว)

จากปี 2568 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 15,000 ล้านบาท ลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) โดยธุรกิจอสังหาฯ มีรายได้ 11,500 ล้านบาท ลดลง 28% ขณะที่ธุรกิจเฮลธ์แคร์ 2,240 ล้านบาท เติบโตเล็กน้อย 2.5%

หนึ่งในแผนสำคัญของปีนี้ คือ การเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ เช่น

  • อะพาร์ตเมนต์ให้เช่า ปัจจุบันมี 138 ยูนิต ปล่อยเช่าเต็ม 100% ใน 2 เดือน นำร่องแห่งแรกที่ลำลูกกา ปทุมธานี
  • คลังสินค้า Omega อาคาร A และ B ใกล้แล้วเสร็จ และเริ่มปล่อยเช่าในไตรมาส 3 ปี 2569
  • ธุรกิจก่อสร้างแบบ B2C ปัจจุบันมียอดพรีเซล 480 ล้านบาท และมีงานในมือ (Pipeline) มูลค่า 460 ล้านบาท

“เป้าหมาย คือ ทำให้รายได้ประจำมีสัดส่วน 20% และทำให้รายได้แตะ 20,000-25,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปีนี้”

ทิศทางกลยุทธ์ ”พฤกษา“ เปลี่ยนผ่านจากการเน้น ‘การเติบโตด้วยการขยายพอร์ต’ สู่ ‘การเติบโตเชิงคุณภาพ’ ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนและสินทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ประจำควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุม พร้อมสร้างความแตกต่างผ่านบริการด้านสุขภาพ เพื่อเสริมเสถียรภาพรายได้ในระยะยาวและยกระดับขีดความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

]]>
1562268
เปิด Top 10 อสังหา ปี 68 แสนสิริเบอร์ 1 กำไร-เอพี กวาดรายได้สูงสุด https://positioningmag.com/1561928 Mon, 02 Mar 2026 03:55:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561928 สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้อง “ประคองเกม” ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน แม้ดีมานด์ซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมยังมีอยู่ แต่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นเต็มที่ และมีโจทย์ใหญ่ “การเข้าถึงสินเชื่อ” ที่ยากขึ้น ทำให้หลายดีลสะดุดตั้งแต่ขั้นตอนอนุมัติ ไปจนถึงการโอนกรรมสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะชะลอตัว ยังมีผู้ประกอบการหลายรายที่รักษาระดับรายได้และกำไรไว้ได้ในระดับสูง ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า สะท้อนศักยภาพการบริหารต้นทุน แบรนด์ และการวางพอร์ตโครงการที่แตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท

“ปี 2568 เป็นปีที่ผู้ประกอบการเกือบทุกรายเผชิญแรงเสียดทานสูง อัตรากำไรสุทธิโดยรวมปรับตัวลดลงจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น”

เปิด TOP 10 กำไรสูงสุดปี 68

อันดับ 1 แสนสิริ

  • รายได้ 34,395 ล้านบาท
  • กำไร 4,513 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 13.1%

อันดับ 2 เอพี

  • รายได้ 37,626 ล้านบาท
  • กำไร 4,316 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 11.5%

อันดับ 3 ศุภาลัย

  • รายได้ 24,772 ล้านบาท
  • กำไร 4,015 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 16.2%

อันดับ 4 แลนด์แอนด์เฮ้าส์

  • รายได้ 23,200 ล้านบาท
  • กำไร 3,716 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 16.0%

อันดับ 5 คิวเฮ้าส์

  • รายได้ 7,882 ล้านบาท
  • กำไร 1,728 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 21.9%
Top 10 อสังหาทำกำไรสูงสุด ปี 2568

อันดับ 6 เอสซี แอสเสท

  • รายได้ 20,233 ล้านบาท
  • กำไร 1,533 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 7.6%

อันดับ 7 แอสเซทไวส์

  • รายได้ 9,466 ล้านบาท
  • กำไร 1,078 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 11.4%

อันดับ 8 ออริจิ้น

  • รายได้ 9,223 ล้านบาท
  • กำไร 720 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 7.8%

อันดับ 9 อนันดา ดีเวลลอปเมนท์

  • รายได้ 6,555 ล้านบาท
  • กำไร 56 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 0.9%

อันดับ 10 แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์

  • รายได้ 6,734 ล้านบาท
  • กำไร 29 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิ 0.4%

แสนสิริ ครองแชมป์กำไรสูงสุด

อันดับ 1 ของปีนี้ คือ แสนสิริ ทำกำไรสุทธิ 4,513 ล้านบาท จากรายได้รวม 34,395 ล้านบาท มียอดขายทั้งปี 51,000 ล้านบาท โดย 51% มาจากโครงการแนวราบ และ 49% จากคอนโดมิเนียม ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ประมาณ 36,700 ล้านบาท

แม้ตลาดแข่งขันดุเดือด แต่ความแข็งแกร่งของแบรนด์และการกระจายพอร์ตสินค้าทำให้บริษัทยังสร้างกำไรได้สูงสุดในกลุ่ม พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปี 2568 ที่ 0.13 บาทต่อหุ้น

ตามมาติด ๆ อันดับ 2 คือ เอพี (ไทยแลนด์) กำไร 4,316 ล้านบาท และอันดับ 3 คือ ศุภาลัย กำไร 4,015 ล้านบาท

ทั้ง 3 รายนี้ยังคงมีรายได้หลักกว่า 80–90% มาจากการขายบ้านและคอนโดมิเนียม แม้บางบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจอื่นเข้ามาเสริมบ้าง

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย

กำไรหดตัวแรงเกิน 20% เกือบทั้งอุตสาหกรรม

อีกประเด็นที่สะท้อนความหนักของปี 2568 คือ กำไรสุทธิหลังหักภาษีของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY)

มีเพียง 3 บริษัทที่กำไรลดลงไม่ถึง 20% ได้แก่
  • เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ลดลงประมาณ 10%
  • แสนสิริ ลดลง 14%
  • เอพี (ไทยแลนด์) ลดลง 14%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งในแง่ราคา โปรโมชั่น และต้นทุนทางการเงิน

เปิดเกมรุกปี 2569

แม้ปี 2569 ตลาดอสังหาเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่ผู้เล่นรายใหญ่ยังไม่หยุดลงทุน อาทิ

  • เอพี (ไทยแลนด์) เตรียมเปิด 42 โครงการ มูลค่ารวม 55,000 ล้านบาท
  • แสนสิริ เตรียมเปิด 33 โครงการ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท
  • ศุภาลัย เตรียมเปิด 28 โครงการ มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท

เพียง 3 บริษัทหลัก ก็มีมูลค่าลงทุนใหม่ในปี 2569 รวมกันมากกว่า 100,000 ล้านบาทแล้ว และหากรวมทั้งอุตสาหกรรม อาจเห็นมูลค่าพัฒนาโครงการใหม่แตะระดับ 200,000–300,000 ล้านบาท

ปี 2569 ไม่หนักเท่าปีก่อน

สุรเชษฐ มองว่า ปี 2569 อาจไม่หนักหนาเท่าปีที่ผ่านมา เพราะผู้ประกอบการเริ่มปรับจังหวะการลงทุนให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจมากขึ้น แม้จำนวนโครงการใหม่อาจไม่มากเท่าช่วงเศรษฐกิจขยายตัวสูง แต่ก็ไม่ได้หายไปจากตลาด

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังคงโฟกัสการเร่งโอนและปิดการขายสต็อกสร้างเสร็จ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ต่อเนื่องมา 2–3 ปี

โดยสัญญาณบวกเริ่มปรากฏชัดขึ้น อาทิ

  • แนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้น
  • ดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง
  • กำลังซื้อต่างชาติที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มจีน

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังรอความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลใหม่ ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการสนับสนุนกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางอสังหาฯ ในระยะถัดไป

]]>
1561928
เผยโฉม “CenTRal cENtrAL” มิกซ์ยูสใหม่เซ็นทรัล บนที่ดินโรงหนังสกาลาเก่า https://positioningmag.com/1561838 Fri, 27 Feb 2026 16:00:34 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561838 หลังจากก่อนหน้านี้ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN ชนะการประมูลพื้นที่ Block A (โรงหนังสกาลา) พื้นที่รวม 6 ไร่ 3 งาน 95.9 ตารางวา โดยได้สิทธิเช่าเป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2564

เบื้องต้น ได้พัฒนาเป็นมิกซ์ยูส และเคาะชื่อออกมาเป็น “CenTRal cENtrAL” หรือ เซ็นทรัล เซ็นทรัล ภายในประกอบด้วย

  • พื้นที่สรรพสินค้า
  • สำนักงานและโรงแรม
  • โดยมีขนาดความสูง 42 ชั้น มีชั้นลอย 2 ชั้น และชั้นใต้ดิน 5 ชั้น จำนวน 1 อาคาร

CenTRal cENtrAL

ทั้งนี้ ถือเป็นการต่อจิ๊กซอว์ศูนย์การค้าของกลุ่มเซ็นทรัล ให้ครอบคลุมย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจ (CBD)

  • โซนสยาม : เซ็นทรัล เซ็นทรัล
  • โซนราชประสงค์ : เซ็นทรัล เวิลด์
  • โซนชิดลม : เซ็นทรัล ชิดลม
  • โซนถนนวิทยุ-เพลินจิต : เซ็นทรัล แอมบาสซี

สำหรับ ราคาที่ดินย่านสยาม-เพลินจิต-ชิดลม (อ้างอิงข้อมูล บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด หรือ AREA) ประเมินว่า ปี 2569 มีแนวโน้มราคาที่ดินแตะ 4 ล้านบาทต่อตารางวา จากปี 2568 อยู่ที่ 3.85 ล้านบาทต่อตารางวา

]]>
1561838
ปัดฝุ่นที่ดิน “บิ๊กคิงส์” รอบ 15 ปี รับมิกซ์ยูสหมื่นล้าน ‘เจ้าสัวเจริญ’ ดัน “ราคาที่ดินนนทบุรี” พุ่ง ลุ้นปลุกชีพ บ้านจัดสรร https://positioningmag.com/1561666 Fri, 27 Feb 2026 07:15:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561666 ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน “บิ๊กคิงส์” คือหนึ่งในภาพจำของบางใหญ่ นนทบุรี ในฐานะแหล่งรวมวัยรุ่น มีกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ คอนเสิร์ต ลานสเก็ต เปิดท้ายขายของชั้นบน รวมถึงมีห้างเมอร์รี่คิงส์ ทำให้เป็นแหล่งช้อปปิ้งสำคัญ

ต่อมาบิ๊กคิงส์เริ่มเสื่อมความนิยม และปิดตัวถาวรในปี 2554 ทิ้งให้ที่ดิน 23 ไร่ผืนใหญ่เงียบงันอยู่นาน 15 ปี

วันนี้เกมกำลังจะเปลี่ยน เมื่อทุนใหญ่อย่าง “กลุ่มทีซีซี” ภายใต้การนำของ ‘เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี’ เข้าซื้อที่ดินบิ๊กคิงส์ มูลค่า 2,200 ล้านบาท และเริ่มรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมในช่วงปีที่ผ่านมา คาดขึ้นโครงการมิกซ์ยูส ระดับหมื่นล้าน (จากราคาที่ดินสูง+ศักยภาพทำเล)

ส่งสัญญาณว่า “บางใหญ่” กำลังจะได้เห็น “คลื่นลูกใหญ่” เข้ามาทำให้ตลาดคึกคัก และอาจเปลี่ยนโฉมย่านในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

จากทำเลห้างร้าง สู่หมากใหญ่ของทำเลฝั่งตะวันตก กทม.

‘สุรเชษฐ กองชีพ’ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า แม้โครงการดังกล่าว ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าปิดดีลเมื่อใด แต่จากการเริ่มรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้คาดการณ์ได้ว่าการซื้อขายน่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นพอสมควร

โดยที่ดินแปลงนี้มีขนาดใหญ่ถึง 23 ไร่ ตั้งอยู่ใกล้สถานีตลาดบางใหญ่ของ รถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของทำเล

เนื่องจาก “บางใหญ่ไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่า แต่เป็นทำเลที่เติบโตต่อเนื่องมาหลายปี” ด้วยปัจจัยดังนี้

1.บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยโครงการบ้านจัดสรรจำนวนมาก

2.มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อย่าง เซ็นทรัล เวสต์เกต และ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า บางใหญ่ รวมถึง ตลาดบางใหญ่ และคอมมูนิตี้มอลล์อีกหลายแห่ง

3.โครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน

  • ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก (ตะวันตก) ที่ช่วยให้การเดินทางเข้า-ออกสะดวก
  • รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่เชื่อมต่อเข้าสู่เมืองชั้นในได้โดยตรง

ทำให้ทำเลนี้มีความหลากหลายทั้งรูปแบบโครงการและระดับราคา และยังมีการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ภาพบิ๊กคิงส์ในอดีต ช่วงใกล้ปีใหม่ 2541

ราคาที่ดินบางใหญ่ นนทบุรี ดีดตัว

ที่ผ่านมา ราคาที่ดินรอบสถานีตลาดบางใหญ่ ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเรื่อยมาก จากการเติบโตของย่าน

  • ปี 2554 ซื้อขายกันราว 85,000 บาทต่อตารางวา
  • ช่วงประมาณ 10 ปีก่อนหน้า (ปี 2564) อยู่ที่ 120,000 – 140,000 บาทต่อตารางวา
  • ปี 2569 คาดว่าไม่ต่ำกว่า 200,000 – 230,000 บาทต่อตารางวา และบางแปลงอาจเกิน 250,000 บาทต่อตารางวา

สะท้อนการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีในบางช่วงเวลา

“ที่สำคัญ การประกาศพัฒนาโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ มักทำให้เจ้าของที่ดินรอบข้างปรับราคาที่ดินขึ้นทันที”

รูปปัจจุบันของที่ดินบิ๊กคิงส์ ที่มีการรื้อถอนโครงสร้างออกไปแล้ว

ลุ้นขึ้นโครงการเป็นรูปธรรม ช่วยอสังหาคึกคัก

สุรเชษฐ์ ประเมินว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่โดยรอบคงมีความคึกคักมากขึ้น เมื่อโครงการนี้เดินหน้าเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม คงไม่ได้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญมากนัก เพราะในทำเลนี้ยังมีผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ติดที่ปัญหาในเรื่องของการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยไม่ผ่าน (รีเจ็กต์ เรต) กระทบทุก ๆ ทำเล

แต่ที่ “บางใหญ่” และ ”บางบัวทอง“ เห็นการชะลอตัวชัดเจนกว่า เนื่องจากมีโครงการเปิดขายใหม่ต่อเนื่องในทุกระดับราคา ทำให้มีสต็อกเหลือขายในทำเลนี้อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรที่เป็นที่นิยมมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ขณะที่ โครงการคอนโดมิเนียม ในย่านบางใหญ่-บางบัวทอง ที่จะขายออกต้องเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่าทาวน์เฮ้าส์ในพื้นที่ หรือประมาณ 2-2.5 ล้านบาท/ยูนิต หากราคาใกล้เคียง-สูงกว่าราคาบ้าน จะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

เป็นไปในทิศทางเดียวกับ “ภัคพริ้ง การุญ” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นกับประเด็นนี้ว่า โครงการมิกซ์ยูสอาจไม่ได้กระตุ้นความคึกคักที่อยู่อาศัยย่านบางใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ เท่ากับการเปิดมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (96 กม.) เชื่อมภาคกลางสู่ภาคตะวันตก ที่มีจุดตัดตรงถนนรัตนาธิเบศร์-ทางหลวงหมายเลข 9 (บางใหญ่ นนทบุรี) พอดี

โดยจะเอื้อให้กำลังซื้อจากต่างจังหวัดไหลเข้าสู่นนทบุรีมากขึ้น ในฐานะบ้านหลังที่สองที่ผู้บริโภคอยากมีที่ทางใกล้เมือง แต่ไม่อยากซื้อบ้านในกรุงเทพฯ ที่มีราคาสูง

บางใหญ่
ภาพดังกล่าวเป็นการเจนภาพจาก Gemini บริเวณทำเลบางใหญ่ ตรงบางใหญ่ซิตี้ ฝั่งตรงข้ามเป็นเซ็นทรัล เวสต์เกต

อสังหานนทบุรี ภาพรวมยังชะลอตัว

ขณะที่ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยนนทบุรี ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากข้อมูลยอดโอนกรรมสิทธิ์หดตัวลง (อ้างอิงศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC) ดังนี้

ปี 2568

  • หน่วยโอนฯ 17,523 หน่วย ลดลง 14.5% (YoY)
  • มูลค่าโอนฯ 53,940 ล้านบาท ลดลง 14.1% (YoY)

ปี 2567

  • หน่วยโอนฯ 20,506 หน่วย ลดลง 7.5% (YoY)
  • มูลค่าโอนฯ 62,826 ล้านบาท ลดลง 11% (YoY)

ปี 2566

  • หน่วยโอนฯ 22,179 หน่วย
  • มูลค่าโอนฯ 70,610 ล้านบาท

สะท้อนว่า ทำเลนนทบุรี แม้จะมีดีมานด์ต้องการซื้อสูง (ยอดโอนกรรมสิทธิ์ติดอันดับ 4 ของประเทศในปี 2568) แต่ยังติดกับดัก ”การกู้ไม่ผ่าน“ จำนวนมากเช่นกัน

ขณะที่ทำเล ”บางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย“ จากข้อมูลของ REIC ณ ไตรมาส 4 ปี 2567 (**ข้อมูลปี 2568 ออกช่วงเดือนมีนาคม 2569) พบว่า มีหน่วยเหลือขายราว 20,593 หน่วย และมีหน่วยขายได้ใหม่ 825 หน่วย คิดเป็นอัตราดูดซับ 1.3% ค่อนข้างต่ำ และคาดว่าจะใช้เวลาระบายสินค้านานถึง 75 เดือน (ราว 6 ปี) จึงจะขายหมด

]]>
1561666
เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ อำลา 12 ปีธุรกิจโรงหนังกัมพูชา เซ่นปมขัดแย้งชายแดน https://positioningmag.com/1561564 Thu, 26 Feb 2026 16:43:37 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561564 เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ยักษ์ใหญ่โรงภาพยนตร์สัญชาติไทย ประกาศ อำลาธุรกิจในกัมพูชา ในวันนี้ (26 ก.พ. 69) หลังดำเนินธุรกิจมานาน 12 ปี นับตั้งแต่ปี 2557

ท่ามกลางกระแส แบนธุรกิจ-สินค้าไทย ในกัมพูชา จากประเด็นความขัดแย้งชายแดนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปีก่อน

โดยในเพจเฟซบุ๊ก Major Cineplex Cambodia เปิดเผยข้อความขอบคุณลูกค้า ใจความว่า

ด้วยความเคารพ ถึงลูกค้าทุกท่าน

ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมา Major Cineplex ได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาแห่งภาพยนตร์นับไม่ถ้วน ตั้งแต่การชมภาพยนตร์เรื่องแรก ไปจนถึงความทรงจำอันแสนพิเศษร่วมกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ของคุณ

เราขอขอบคุณจากใจจริงต่อทุกท่านที่ให้การสนับสนุนเราตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ความไว้วางใจและความรักจากคุณมีความหมายกับพวกเราอย่างลึกซึ้ง และกลายเป็นความทรงจำที่ล้ำค่ายิ่ง

วันนี้ เราขอส่งต่อคำขอบคุณจากหัวใจ สำหรับทุกช่วงเวลาที่เราได้ร่วมแบ่งปันกัน

จากใจจริง ขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของเรา 🤍

สำหรับ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กัมพูชา ดำเนินงานภายใต้ชื่อ บริษัท เมเจอร์ แพลตินั่ม ซีนีเพล็กซ์ (แคมโบเดีย) จำกัด ร่วมกับบริษัทนิติบุคคลในกัมพูชา โดยกัมพูชาเป็นประเทศแรกที่เมเจอร์ฯ เข้าไปลงทุนเปิดโรงภาพยนตร์ในต่างประเทศ

ปัจจุบัน เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ มีสาขาในกัมพูขารวม 6 สาขา ประกอบด้วย

1.สาขาอิออน มอลล์ จำนวน 7 โรง 1,581 ที่นั่ง

2.สาขาโซย่า พนมเปญ จำนวน 6 โรง 807 ที่นั่ง

3.สาขาแพลตตินั่ม เสียมเรียบ จำนวน 3 โรง 457 ที่นั่ง

4.สาขาอิออน มอลล์ 2 จำนวน 8 โรง 1,953 ที่นั่ง

5.สาขาบิ๊กซี ปอยเปต จำนวน 2 โรง 419 ที่นั่ง

6.สาขาอิออน มอลล์ 3 จำนวน 7 โรง 1,841 ที่นั่ง

]]>
1561564
เอพี ปี 69 เปิดตัวสูงสุดในกลุ่มอสังหา ลุย 42 โครงการใหม่ 5.5 หมื่นล้าน ห่วงบ้านหรู 50+ ล้านบาท ขายตัดราคา https://positioningmag.com/1561528 Thu, 26 Feb 2026 11:14:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561528 รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP กล่าวว่า ปี 2569 เอพียังคงเปิดตัวโครงการใหม่เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ด้วยจำนวน 42 โครงการ มูลค่ารวม 55,000 ล้านบาท แต่ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า

บ้านเดี่ยวเรียลดีมานด์สูง กังวลบ้าน 50 ล้านบาทขึ้นไป พบแนวโน้มขายตัดราคา

สำหรับ โครงการแนวราบ (บ้าน) มีแผนเปิดตัว 27 โครงการ มูลค่ารวม 31,400 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • บ้านแฝดและทาวน์โฮม 16 โครงการ มูลค่า 17,000 ล้านบาท
  • บ้านเดี่ยว 11 โครงการ มูลค่า 14,400 ล้านบาท

“บ้านเดี่ยวยังไปได้เรื่อย ๆ ด้วยผู้ซื้อเป็นกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (เรียลดีมานด์)”

บ้านเดี่ยว เอพี

อย่างไรก็ดี ที่น่าจับตา จะเป็นกลุ่มบ้านหรู ระดับราคามากกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป เริ่มเห็นการแข่งขันด้านราคามากขึ้น โดยผู้ประกอบการบางรายลดราคา ระบายสต็อก ช่วยในเรื่องกระแสเงินสด (แคลชโฟลว์)

“พอร์ตฯ บ้านหรูของเอพี อาทิ แบรนด์ THE PALAZZO และ บ้านกลางกรุง เหลือจำนวนไม่มากนัก ประมาณ 100 ยูนิต จึงไม่ต้องเร่งระบายสต๊อก ซึ่งการลดราคาเยอะในกลุ่มบ้าน 50 ล้านบาทขึ้นไป ทำให้ตลาดเสียสมดุลราคา“

คอนโดทยอยฟื้นตัว

ส่วน คอนโดมิเนียม มีแผนเปิดตัว จำนวน 7 โครงการ มูลค่า 15,600 ล้านบาท (พัฒนาภายใต้แบรนด์ Life, aspire และ Good Day) แบ่งเป็น

  • โครงการเอพีลงทุนเอง 2 โครงการ มูลค่า 2,500 ล้านบาท
  • โครงการร่วมทุน (JV) กับพาร์ตเนอร์ จำนวน 5 โครงการมูลค่า 13,100 ล้านบาท

เบื้องต้น ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ จะเปิดตัว 2 โครงการ คือ ไลฟ์ รัชดา-พระรามเก้า ราคาเฉลี่ย 90,000 กว่าบาท/ตร.ม. และ ไลฟ์ สุขุมวิท-พระรามสี่

“ตลาดคอนโดปี 2569 ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยกลุ่มที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์ไปได้ ดี คือ ระดับราคา 100,000-130,000 บาท/ตร.ม. กับราคาต่ำกว่า 100,000 บาท/ตร.ม.”

รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP

เพิ่มโฟกัสตลาดต่างจังหวัด

ขณะที่ ปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่เอพี เพิ่มน้ำหนักตลาดต่างจังหวัด โดยมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 8 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท (จากปีก่อนเปิดตัวเพียง 3 โครงการ)

ทั้งนี้ พัฒนาภายใต้แบรนด์ “อภิทาวน์“ อย่างต่อเนื่อง ในหลายจังหวัด เช่น หัวหิน สระบุรี หาดใหญ่ เป็นต้น

จากปี 2563 เรามียอดขายต่างจังหวัดเพียง 480 ล้านบาท แต่ปี 2568 ทำยอดขายไปได้ 2,426 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 40%

อภิทาวน์
ตัวอย่างโครงการต่างจังหวัด อภิทาวน์ ฉะเชิงเทรา ของ AP

งบซื้อที่ดิน 1.5 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าปี 69 รายได้ 4.9 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้วางงบลงทุนซื้อที่ดินปีนี้ 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) โดยปัจจุบันมีที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการครบหมดทุกทำเลแล้ว

“ปี 2569 เอพี ตั้งเป้ายอดขายที่ 49,000 ล้านบาท และเป้ารายได้รวม 100% JV ที่ 49,000 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มีสินค้ารอรับรู้รายได้มูลค่า 35,936 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2568) ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องจนถึงปี 2572”

สำหรับ ปี 2568 ที่ผ่านมา เอพี มียอดขายสุทธิ สูงสุดในกลุ่มอสังหา อยู่ที่ 46,865 ล้านบาท และมีรายได้ 45,994 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิเท่ากับ 4,316 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง 0.6 เท่า

]]>
1561528
เซ็นทารา ลงทุน 3 ปี 1.6 หมื่นล้านบาท ลุยเปิดตัว-รีโนเวต-ซื้อกิจการโรงแรม https://positioningmag.com/1561552 Thu, 26 Feb 2026 07:00:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561552 ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569 – 2571) เซ็นทาราวางงบลงทุนใหญ่ 16,000 ล้านบาท (ไม่รวมธุรกิจร้านอาหาร) 

ปี 69 ประเดิมลงทุน 6.6 พันล้าน รีโนเวต-ซื้อกิจการโรงแรม

เบื้องต้น ปี 2569 ลงทุนประมาณ 6,600 ล้านบาท แบ่งเป็น

1.งบลงทุนต่อเนื่องจากโครงการรีโนเวตและขยายโรงแรมเดิม กว่า 4,000 ล้านบาท อาทิ

  • รีโนเวตและขยายพื้นที่เพิ่มเติม โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทแอนด์วิลล่า หัวหิน หลังได้ต่อสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ระยะ 30 ปี คาดเปิดบริการไตรมาส 2 ปี 2570
  • รีโนเวต โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ฯ กระบี่ และรีแบรนด์ไปสู่ “เซ็นทารา รีเซิร์ฟ กระบี่” แทน คาดเปิดบริการในไตรมาส 4 ปี 2569
  • เริ่มก่อสร้างส่วนต่อขยายของ โรงแรม เซ็นทารา ดูไบ คาดเปิดทำการภายในปี 2571

2.การลงทุนซื้อกิจการ (M&A) มูลค่า 2,000 ล้านบาท ในธุรกิจโรงแรมทำเลศักยภาพสูง อาทิ ในประเทศญี่ปุ่นอย่างเมืองเกียวโต โตเกียว ฮอกไกโด ฟุกุโอกะ และประเทศแถบตะวันออกกลางเพิ่มเติม

โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทแอนด์วิลล่า หัวหิน

เปิดตัว 5 โรงแรมใหม่-JV โออาร์ลุย Budget Hotel

นอกจากนี้ ในปี 2569 ได้เตรียมเปิดบริการโรงแรมเพิ่ม 5 แห่ง โดยแบ่งเป็น 4 แห่ง ในต่างประเทศ และ 1 แห่งในไทย ได้แก่

1.หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา เดอะ เซ็นทารา คอลเลคชั่น จำนวน 42 ห้อง เป็นโรงแรมแห่งแรกของเซ็นทาราในเนปาล เปิดให้บริการเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

2.เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า จำนวน 300 ห้อง (มีกำหนดเปิดในไตรมาส 2) ถือเป็นโรงแรมแห่งที่สองของเซ็นทาราในญี่ปุ่น

3.เซ็นทาราและเรสซิเดนซ์ วังดอน ที่เวียดนาม จำนวน 481 ห้อง (กำหนดเปิดครึ่งปีหลัง 2569)

4.คริสตัล ฮอลิเดย์ ฮาร์เบอร์ วังดอน ที่เวียดนาม จำนวน 496 ห้อง (กำหนดเปิดครึ่งปีหลัง 2569)

5.เซ็นทารา ไลฟ์ สุราษฎร์ธานี โรงแรมไลฟ์สไตล์ ใจกลางเมือง จำนวน 110 ห้อง (เปิดให้บริการครึ่งปีหลัง 2569)

หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา เดอะ เซ็นทารา คอลเลคชั่น

ขณะเดียวกัน เซ็นทารา ได้ร่วมทุน (JV) กับโออาร์ ลงทุน 700 ล้านบาท รุกธุรกิจ Budget Hotel 6 แห่ง แบ่งเป็น

  • โรงแรมในปั๊มน้ำมัน 5 แห่ง ได้แก่ กาญจนบุรี อยุธยา ชลบุรี หาดใหญ่ และสุราษฎร์ธานี เฉลี่ย 80 ห้อง/แห่ง ราคาเริ่มต้น 800 บาท/คืน โดยห้องพักมีขนาด 16-18 ตารางเมตร
  • โรงแรมนอกปั๊ม 1 แห่ง ใน กทม. มีห้องพักประมาณ 120 ห้อง/แห่ง ราคาเริ่มต้น 1,200-1,300 บาท/คืน

โรงแรมทั้ง 6 แห่งนี้ จะทยอยเปิดตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2570 เป็นต้นไป และตั้งเป้ามีอัตราเช่า 70-80%

ประเมินท่องเที่ยวปี 69 สัญญาณบวก

สำหรับแนวโน้มธุรกิจปี 2569 เซ็นทาราตั้งเป้ารายได้ 15,700 – 15,900 ล้านบาท เติบโต 14% – 15% เทียบปีก่อน (YoY) และอัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) 75-78% (จากปีล่าสุด 72%) และผลักดัน RevPAR แตะ 4,600-4,800 บาท/คืน

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตให้เป็นไปตามเป้ามาจาก

1.สถานการณ์ท่องเที่ยวในไทยที่ดีขึ้น

ช่วงต้นปีนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยแล้ว 6 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นจีน 1 ล้านราย จากอานิสงส์ความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่น ทำให้คนจีนเปลี่ยนแผนมาเที่ยวตรุษจีนในไทยแทน

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่า ในปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะขยับมาที่ 34-35 ล้านคน จากปีก่อนมีจำนวน 32.9 ล้านคน

2.การเปิดให้บริการโรงแรมใหม่และการปรับโฉมโรงแรมปัจจุบันสู่แบรนด์โรงแรมคอนเซ็ปต์ใหม่ ทั้งในไทยและต่างประเทศ

3.ตลาดต่างประเทศแนวโน้มดี

ในประเทศอื่น ๆ ที่เซ็นทาราดำเนินการอยู่ มีแนวโน้มดี ทั้งญี่ปุ่นที่คาดว่า ปี 2569 นักท่องเที่ยวอยู่ที่ 41.4 ล้านคน และมัลดีฟท์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 14% (YoY)

ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL

เซ็นทารา เดินหน้ารุกตลาดต่อเนื่อง โดยเป้าหมายตลาดใหม่ที่บริษัทจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เนื่องจาก การเปิดตัวโรงแรมใหม่อย่าง เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า พร้อมหนุนกลยุทธ์เสริมทัพตลาดหลักๆ อย่างในประเทศไทย ยุโรป เอเชีย รัสเซีย และตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ แผนด้านการขายของ เซ็นทารา จะเน้นการนำเสนอผ่านการจัดโรดโชว์ใน 18 ประเทศทั่วโลก ควบคู่ไปกับการสร้าง พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในระดับสากล

]]>
1561552