Admin – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 17 Apr 2026 06:51:42 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 เผย 15 Insights สำคัญจาก 16 Sessions ที่คนทำงานต้องรู้ในปี 2026 จากงาน PPC2026 https://positioningmag.com/1569468 Fri, 17 Apr 2026 06:38:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569468 งาน PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026 (PPC2026) จัดโดย CREATIVE TALK ร่วมกับ AME IMAGINATIVE และ QGEN Consultant งานของคนทำงานแห่งปีได้จบลงเป็นที่เรียบร้อย พร้อมบรรยากาศสุดคึกคักท่ามกลางคนทำงานหลายพันคน พร้อม Speakers จากหลากหลายวงการมากกว่า 20 ชีวิต ทั้งผู้บริหารระดับแนวหน้า, HR, นักจิตวิทยา และนักแสดงชั้นนำ

หัวใจสำคัญของงานปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘เทคโนโลยี’ ที่เข้ามาอย่างเดียว แต่คือการเข้าใจ ‘People Performance’ ควบคู่ไปกับการยกระดับ ‘Human Intelligence’ ทั้งในแง่ของการบริหารจัดการเวลา พลังงาน ความคิด และการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อเปลี่ยน ‘คนทำงาน’ ทั่วไป ให้กลายเป็น ‘คนที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง’ จากหลาย Sessions สุดเข้มข้นบนเวทีที่ครอบคลุมเรื่อง ‘Life’ และ ‘Work’ รวมถึง Workshops ที่เน้นการลงมือทำจริง

“คนที่ไปต่อได้ในวันนี้ ไม่ใช่แค่ทำงานเป็น แต่ต้องบริหารตัวเองเป็นด้วย เพราะสุดท้ายการทำงานยุคนี้ ไม่ได้แข่งกันที่ว่าใครรู้มากกว่า แต่แข่งกันที่ว่าใครพัฒนาตัวเอง และสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่า”

เมื่อโลกไม่ได้ให้รางวัลคนเก่งเสมอไป แต่ให้รางวัลกับคนที่สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงมากกว่า รวม 15 Insights สำคัญที่คนทำงานต้องรู้ในปี 2026 จากงาน PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026

  1. หมดยุคของ ‘Work-Life Balance’ แต่ต้องเริ่ม ‘Work-Life Intelligence’ 

โลกไม่ได้หยุดนิ่งพอให้เราสามารถบาลานซ์เรื่อง ‘งาน’ และ ‘ชีวิต’ ได้ คนทำงานต้องเลิกมองหาวิธีการบาลานซ์ให้มันลงตัว แต่ต้องหันมาปรับตัวให้ทันในโลกปัจจุบัน รวมถึงต้องบริหารจัดการ และตัดสินใจให้ ‘ฉลาด’ มากยิ่งขึ้น

  1. ‘พลังงาน’ จะกลายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อน ‘ความสำเร็จ’

ยุคนี้คนทำงานบริหารจัดการ ‘เวลา’ ดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องบริหารจัดการ ‘พลังงาน’ ควบคู่ไปด้วย เพราะเมื่อคนทำงานบริหารทั้งเวลา และพลังงานได้ดี สิ่งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนความสำเร็จได้จริง

  1. เลิกเป็นแค่คนที่ ‘ใช้ AI ทำงาน’ แต่ต้องเป็นคนที่ ‘ใช้ AI เพิ่มความสามารถ’ ให้ตัวเอง

การเข้ามาของ AI ในวันนี้พิสูจน์ว่า ‘ตัวจริง’ เท่านั้นที่จะอยู่รอด อย่าปล่อยให้เราเป็นแค่คนทำตามสิ่งที่ AI บอก แต่ต้องยกระดับด้วยการเริ่มคิดและทำสิ่งใหม่ ๆ ดังนั้น คำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนเราหรือไม่ แต่คือ “AI จะเพิ่มความสามารถเราในการทํางาน และใช้ชีวิตได้ยังไง” มากกว่า

  1. อย่าเป็นแค่ ‘คนที่ทำงานตามสั่ง’ แต่ต้องเป็น ‘เจ้าของผลลัพธ์’ ที่ส่งมอบความสำเร็จ

เลิกยึดติดการทำงานบทบาทเดิม ๆ ที่อยู่บน JD (Job Description) เพราะหน้าที่ของเราไม่ใช่แค่การทำตามสั่งให้ ‘เสร็จ’ แต่คือการเป็นเจ้าของงานที่ต้องแก้ให้สำเร็จ ยิ่งเรารู้สึกเป็นเจ้าของของมันมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งใส่ใจในผลลัพธ์ จนเปลี่ยนจากงานที่แค่เสร็จ ให้กลายเป็นงานที่สำเร็จ

  1. อย่ายึดติด ‘กระบวนการเดิม’ มากไป จนไม่เหลือที่ให้ ‘ความคล่องตัว’

องค์กรหรือลีดเดอร์ยุคใหม่ ต้องอย่ายึดมั่นในกระบวนการเดิมจนขยับตัวไม่ได้ ในวันที่งาน, คน และเทคโนโลยีเปลี่ยนไป องค์กรและผู้นำคือตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้คนทำงานปรับตัวตามทัน ดังนั้นอย่ายึดติดมากเกินไป เพราะการทำเรื่องเดิมแต่หวังผลลัพธ์ที่ต่างออกไป มันเป็นไปไม่ได้

  1. ‘Middle Managers’ คือ ‘The Most Critical Player’ ขององค์กร

คนกลุ่ม ‘Middle Managers’ คือคนที่องค์กรควรให้ความสำคัญมากที่สุดในปี 2026 ไปจนถึงปี 2027 เพราะถ้าองค์กรดูแล และมอบทักษะที่แข็งแรงมากพอ เขาจะกลายเป็น ‘The Most Critical Player’ ให้กับองค์กรได้ในอนาคต

  1. ไม่ใช่ต้องมีคำตอบชัดที่สุด แต่ต้องอยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบให้ได้ดีที่สุด

ในวันที่มรสุมต่าง ๆ เข้ามามากมาย ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ, สงคราม หรือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้หลาย ๆ องค์กรคิดว่านี่อาจเป็น ‘ทางตัน’ ที่มองไม่เห็น ‘ทางออก’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว องค์กรที่ไปต่อได้ในวันนี้ ไม่ใช่องค์กรที่มีคำตอบชัดที่สุด แต่คือองค์กรที่อยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบได้ดีที่สุดต่างหาก

  1. เก่ง ‘ภาษา’ อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้อง ‘กล้าสื่อสาร’ เพื่อสร้างโอกาสได้ด้วย

ผลสำรวจชี้ว่า 58% ขององค์กรในไทยประสบปัญหาในการหาคนทำงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ

เพราะคนทำงานส่วนใหญ่มักเรียนเพื่ออ่าน ทำความเข้าใจ แต่ไม่ได้ใช้ในการสื่อสาร ดังนั้นวันนี้ภาษาอังกฤษไม่ใช่สิ่งที่ ‘ควรมี’ ในองค์กรอีกต่อไป แต่คือสิ่งที่ ‘ต้องมี’ และใช้สื่อสารอย่างจริงจัง เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานมากยิ่งขึ้น

  1. สร้างโอกาสให้คนทำงานเก่งภาษา ด้วยการบอกลา ‘Language Learning’ 

องค์กรส่วนใหญ่มักปลูกฝังให้คนทำงานใช้ภาษาอังกฤษแบบ ‘Language Learning’ คือการจำ และนำไปใช้ แต่ไม่เคยสอนแบบ ‘Language Acquisition’ จึงทำให้คนทำงานใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ ซึ่งสามารถแก้ได้ด้วย 2 วิธี ประกอบด้วย

1) Acquisition Learning Hypothesis คือ การได้รับภาษานั้นได้โดยไม่ต้องตั้งใจเข้าใจกฎไวยากรณ์ แต่ต้องอยู่กับมันบ่อย ๆ ซึมซับนาน ๆ

2) Monitor Hypothesis คือ ไม่ต้องให้คิดและวิเคราะห์เยอะ เมื่อไหร่ที่เราคิดเยอะ มันทำให้สมองกลัวไปจนไม่กล้าเริ่มพูด

เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้คนทำงานสร้างโอกาสจากภาษาได้จริง ต้องเลิกเรียนแบบ ‘Language Learning’ แล้วเปลี่ยนมาเป็น ‘Language Acquisition’ แทน

  1. อยากเป็นผู้นำที่คนอยากทำงานด้วย ต้องเลิกออก ‘คำสั่ง’ แล้วหันมา ‘รับฟัง’ ให้มากขึ้น

สิ่งหนึ่งต้องคำนึงไว้เสมอคือ อย่ายึดติดกับคำว่า ‘ผู้นำ’ จนมัน ‘ค้ำคอ’ ไม่ต้องเป็นคนที่ต้องฉลาดลอดเวลา หรือรู้ทุกเรื่อง เพราะผู้นำที่มีบุคลิกแบบนี้จะไม่มีวันไปต่อได้ในยุค AGI สิ่งสำคัญคืออย่าเป็นผู้บอกตลอดเวลา ผู้นำยุคใหม่ต้องกล้าฟัง อย่าเป็นผู้นำในแบบอดีต ต้องให้คนทำงานกล้าทำ กล้าคิดด้วย

  1. อย่าเลือกผู้นำแค่เพราะ ‘ถูกใจ’ แต่ต้องเลือกคนที่ ‘ขับเคลื่อน’ ทีมได้จริง

คนเราชอบหาคนที่ถูกใจเข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ไม่ควรทำในองค์กร กลับกันแล้วต้องเลือกคนที่จะขับเคลื่อนทีมได้จริง โดยเฉพาะคนที่เหมาะกับยุคนั้น ๆ ซึ่งในยุคนี้มันคือการขับเคลื่อนเทคโนโลยี และเรื่องของคนไปพร้อม ๆ กัน เพราะถ้าเราเอาเขามาเป็นผู้นำ แต่เขากลับเดินตามอย่างเดียว นั่นคือความเสี่ยงในอนาคต

  1. ก่อนจะซื้อ ‘เทคโนโลยี’ ตัวใหม่ ต้องหาให้เจอก่อนว่า ‘จะเอามันมาแก้ปัญหาอะไร’

ในด้านของการลงทุนกับเรื่องเทคโนโลยี ต้องกลับมาคิดก่อนว่า บริษัทของเราจะใช้ AI เข้ามาทำงานในส่วนไหน หา Pain Point ให้เจอ อย่าซื้อตามกระแส ความชัดเจนขององค์กรสำคัญมาก รวมไปถึงกลับมาดูคนทำงานด้วย วิเคราะห์ให้ได้ว่าเขาจะไปไกลได้แค่ไหน เมื่อรู้แล้วจะได้เตรียมตัวถูก เพื่อให้เขามี Capability ในการไปต่อยอดได้จริง โดยที่ไม่เป็นภาระขององค์กร

  1. เลิก ‘บังคับ’ ให้เรียนรู้ตาม แต่ต้องสร้าง ‘ความหิว’ และ ‘เป้าหมายร่วมกัน’ เพื่อให้อยากเรียนรู้เอง

ผู้นำยุคใหม่ต้องเปลี่ยนหน้าที่จากการ ‘สั่งการ’ เป็น ‘การพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย’ เพื่อกระตุ้นให้คนอยากพัฒนาตัวเอง องค์กรต้องกล้าคัดเลือก และโปรโมทหัวหน้างานที่ ‘เก่งคน’ มากกว่าแค่ ‘เก่งงาน’ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่พร้อมต่อการเติบโต

  1. การใช้คนผิดบทบาท และ การไม่ยอมปรับตัว คือ ‘สิ่งที่น่ากลัวกว่า AI’

ในวันที่โลกพูดถึง AI และกำลังขยับเข้าใกล้ AGI หลายองค์กรยังคงใช้คนไปกับงานเดิม ๆ ในขณะที่งานที่ใช้ความคิด, การตัดสินใจ และการนำทีม ไม่ถูกยกระดับอย่างจริงจัง สุดท้ายแล้ว AI อาจไม่ได้มาแทนคนทั้งหมด แต่มันจะเข้ามาแทนคนที่หยุดพัฒนา และทิ้งไว้แค่คนที่รู้ว่าอนาคตของการทำงาน วันนี้ไม่ใช่การที่เราต้องเลือกระหว่าง ‘คน VS AI’ อีกแล้ว เพราะคนที่ใช้ AI เป็น จะไปได้ไกลกว่าคนที่ไม่ยอมเปลี่ยน

  1. จงใช้ ‘จินตนาการ’ ของคนนำทาง และให้ AI เป็น ‘พลังขับเคลื่อน’

งานวิจัยชี้ว่าหากองค์กรลงทุนใน AI และกำลังคนด้วยจะเพิ่มโอกาสสำเร็จมากถึง 42% โดยใช้จินตนาการของมนุษย์นำทางในสิ่งที่ AI มองไม่เห็น และใช้ AI เป็น ‘กระจกมองหลัง’ ฉะนั้นองค์กรจึงควรมุ่งเน้นการสร้างคนให้เป็น ‘เซน ทอร์ (Centaur)’ หรือสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายครึ่งคนครึ่งม้า ที่มีพละกำลังเหนือคน (Human) และปัญญาเหนือม้า (AI) เพื่อให้คนทำงานสามารถนำ AI ได้ มากกว่าจะให้ AI นำ

งาน PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026 ไม่ได้เป็นแค่งาน Conference แต่คือภาพสะท้อนสำคัญของการทำงานยุคปัจจุบัน งานนี้ไม่ได้มีแค่ความรู้ แต่คือจุดเริ่มต้นของการกลับมาทบทวนว่า เรากำลังใช้ศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่แล้วหรือยัง และถ้ายัง เราจะเริ่มใหม่ยังไงให้ไปได้ไกลกว่าเดิม

ทั้ง 15 Insights นี้เป็นเพียง ‘น้ำจิ้ม’ จากเนื้อหาทั้งหมดของงาน และยังมีอีกหลาย Sessions เจาะลึกที่จะมาปลดล็อกทุกข้อสงสัย และช่วยหาคำตอบที่คนทำงานยุค 2026 อยากรู้

สามารถรับฟังแบบจัดเต็มทุก Sessions ย้อนหลังในรูปแบบออนไลน์

ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. – 31 ต.ค. 2026

ที่ https://creativetalkonline.com/

หากใครยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตรดูย้อนหลังได้ที่

https://www.zipeventapp.com/e/PPC2026

]]>
1569468
รู้จัก Henry Jullien แบรนด์แว่นหรู 100 ปีของ iVision Tech ที่หุ้นพุ่งเพราะประธานาธิบดีฝรั่งเศส https://positioningmag.com/1560723 Thu, 16 Apr 2026 05:29:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560723 เจาะลึกเรื่องราวของแบรนด์แว่นตาหรูระดับตำนานจากฝรั่งเศส Henry Jullien และบริษัทแม่ในปัจจุบันอย่าง iVision Tech จากอิตาลี ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากเกิดปรากฏการณ์ “Macron Effect” ในงานประชุมประจำปีครั้งที่ 56 ของเวทีเศรษฐกิจโลก (WEF)    ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เชื่อว่าหลายคนคงเห็นภาพประธานาธิบดีฝรั่งเศส Emmanuel Macron สวมแว่นกันแดดสุดเท่ในงาน World Economic Forum ที่ดาวอสแล้ว โดยหุ้นของ iVision Tech พุ่งสูงขึ้นถึง 28% – 65% ภายในสัปดาห์เดียว หลังจากที่ประธานาธิบดี Macron สวมแว่นกันแดดทรงนักบินรุ่น Pacific S 01 จากแบรนด์ Henry Jullien ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในงาน

รายงานระบุว่าเว็บไซต์ของ Henry Jullien ประสบปัญหาล่มชั่วคราวเนื่องจากมีผู้เข้าชมจำนวนมหาศาล และบริษัทต้องวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตรุ่นดังกล่าวจากปกติ 100 ชิ้นต่อปี เป็น 1,000 ชิ้น เพื่อรองรับความต้องการที่ล้น หลาม

จากข้อมูลล่าสุด ผลประกอบการและสถานะทางการเงินของ iVision Tech บริษัทแม่ของแบรนด์ Henry Jullien  มีรายได้เติบโตต่อเนื่อง โดยรายงานผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2025 ว่าบริษัทมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 41.8% และมี EBITDA (กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) พุ่งสูงถึง 77.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ในส่วน iVision Tech บริษัทระบุว่าจะยังคงเดินหน้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในปี 2025 ได้เข้าซื้อกิจการ D.E.C. Elettronica S.r.l. ทั้งหมด 100% เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับแว่นตาอัจฉริยะ

แว่นตาอัจฉริยะของ iVision Tech มีชื่อว่า iSee โดยเป็นโครงการแว่นตาอัจฉริยะสำหรับผู้พิการทางสายตาที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นอุปกรณ์การแพทย์ Class 1 ในเดือนพฤษภาคม 2025 ซึ่งเป็นนวัตกรรมหลักที่เชื่อว่าจะช่วยขยายตลาดในอนาคต

Henry Jullien ประวัติยาวนาน

ก่อนจะไปลงลึกถึงธุรกิจของ iVision Tech เราควรทำความรู้จักกับ Henry Jullien แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี ก่อตั้งขึ้นในปี 1921 โดยนาย Henry Jullien ที่เมือง Morez ในแคว้น Jura ทางตะวันออกของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของอุตสาหกรรมแว่นตาฝรั่งเศสมาตั้งแต่อดีต

วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งคือการยกระดับกรอบแว่นตาจากเครื่องมือแก้ไขปัญหาสายตาธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นเครื่องประดับชั้นสูง เทียบชั้นอัญมณีและนาฬิกาหรู

สิ่งที่ทำให้ Henry Jullien แตกต่างและมีชื่อเสียงระดับโลกคือความเชี่ยวชาญในการผลิตกรอบแบบเติมทอง Gold-Filled หรือที่เรียกว่า Double Or Laminé ซึ่งเป็นเทคนิคการหลอมชั้นทองคำแท้เข้ากับโลหะฐานอย่างถาวร ไม่ใช่แค่การชุบเคลือบแบบทั่วไป ทำให้กรอบแว่นมีความทนทานสูงมาก ทองไม่ลอก และยังคงความเงางามได้ยาวนาน

การผลิตแต่ละชิ้นนั้นต้องผ่านขั้นตอนกว่า 279 ขั้นตอน ใช้เวลาถึง 4 เดือน และทำด้วยมือทั้งหมดโดยช่างฝีมือ      ผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือคอลเลกชัน Nano Studio ที่ใช้เหล็กเกรดอวกาศ Sandvik Nanoflex และคอลเลกชัน Hybrid ที่ผสมผสานโลหะ gold-filled แบบดั้งเดิมกับ acetate คุณภาพสูงจากอิตาลี

ในปี 1990 โรงงานย้ายไปอยู่ที่เมือง Lons-le-Saunier เมืองหลวงของแคว้น Jura และในปี 2018 บริษัทได้รับการยกย่องจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้เป็น Entreprise du Patrimoine Vivant หรือ “บริษัทมรดกทางชีวิต” ที่มีฝีมือหัตถกรรมอันยอดเยี่ยม

มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2023 เมื่อเดือนกันยายน แบรนด์ Henry Jullien ถูกเข้าซื้อกิจการโดย iVision Tech SpA บริษัทจากอิตาลี ทำให้เกิดการผสานกันอย่างลงตัวระหว่างมรดกหัตถกรรมฝรั่งเศสกับความเชี่ยวชาญด้านดีไซน์และการผลิตแบบอิตาลี

กระทั่งปีนี้ ประธานาธิบดี Emmanuel Macron สวมแว่นรุ่น Pacific S 01 จากคอลเลกชัน Doublé Or ของ Henry Jullien ในงานดาวอส สร้างกระแสไวรัลทั่วโลกทันที

iVision Tech สตาร์ทอัพดาวรุ่ง

iVision Tech บริษัทแม่ของ Henry Jullien ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2020 โดยครอบครัว Fulchir ได้แก่ Stefano, Eva และ Federico Fulchir มีสำนักงานใหญ่ที่เมือง Martignacco ประเทศอิตาลี ซึ่งเริ่มต้นด้วยการซื้อโรงงานท้องถิ่นจาก Safilo ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน เพื่อสร้างฐานการผลิตแว่นตาอิสระในแคว้น Friuli-Venezia Giulia

ในช่วงการระบาดของ COVID-19 บริษัทปรับสายการผลิตไปทำหน้ากากอนามัยชั่วคราว ก่อนจะกลับมาโฟกัสที่กรอบแว่นตาอย่างเต็มตัว

ปี 2023 เป็นปีแห่งการเติบโตอย่างรวดเร็ว เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Euronext Growth Milan เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ระดมทุนได้ 2 ล้านยูโร และเพียงเดือนถัดมา ก็เข้าซื้อ Henry Jullien ถือเป็นการก้าวเข้าสู่เซกเมนต์แว่นตาหรูอย่างเต็มตัว

ต่อมาในปี 2024-2025 บริษัทเดินกลยุทธ์ M&A เชิงรุก ซื้อกิจการถึง 4 แห่ง รวมถึงการถือหุ้น 60% ใน IVILENS จากบัลแกเรีย เพื่อขยายเข้าสู่การผลิตเลนส์สายตา ทำให้ควบคุมการผลิตได้ครบวงจรตั้งแต่กรอบจนถึงเลนส์ นอกจากนี้ยังตั้งแผนก R&D เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ อย่างโครงการ iSee แว่นตาอัจฉริยะที่ช่วยผู้พิการทางสายตา ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีของบริษัทได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน iVision Tech ดำเนินธุรกิจผ่านหลายส่วน ได้แก่ iVision Eyewear ผลิตกรอบแว่น “Made in Italy” แบบ B2B ให้แบรนด์หรูต่าง ๆ นอกจากนั้นคือ Henry Jullien แบรนด์แว่นตาหรูที่ผลิตในฝรั่งเศส รวมถึง iVILens ที่ผลิตและจำหน่ายเลนส์สายตา และ iVision R&D ที่วิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับผู้มีปัญหาการมองเห็น

วันนี้ บริษัทมีพนักงานมากกว่า 340 คน และฐานการผลิตกระจายอยู่ในอิตาลี ฝรั่งเศส และบัลแกเรีย ทุกชีวิตล้วนมีส่วนทำให้ Henry Jullien และ iVision Tech พร้อมเดินหน้าสู่ยุคของ smart eyewear ในอนาคต.

ที่มา : Eyes Road, iVision Tech, Euronext, Bloomberg

]]>
1560723
EMPIRE จับมือ MF26 เปิดตัวโปรเจกต์ยักษ์ “ONE LIVE ไทยช่วยไทย” ดึงกองทัพซุปตาร์ตะลุย Live กวาดยกคลัง 7 เม.ย. นี้ ที่ฮาบิโตะ มอลล์   https://positioningmag.com/1567666 Thu, 02 Apr 2026 06:31:42 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567666 เมื่อโลกของอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงอิฐหินปูนทราย แต่กำลังวิวัฒนาการสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่กินได้จริง บริษัท ออริจิ้น โกลบอล เอมไพร์ จำกัด (มหาชน) หรือ EMPIRE ภายใต้การนำของ CEO หญิงแกร่งคนใหม่ “วัชราภรณ์ สุวินย์ชัย” ประกาศผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท มูฟฟาสท์ จำกัด (มหาชน) หรือ MF26 ผู้นำด้าน Live Commerce ของไทย นำโดย “โตชิ ศิริจิวานนท์” สร้างปรากฏการณ์ O2O (Offline to Online) ครั้งใหญ่ในงาน “ONE LIVE ไทยช่วยไทย: Live เดียวกวาดยกคลัง” ที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ในวันที่ 7 เมษายน 2569 ณ ฮาบิโตะ มอลล์ แสนสิริ

EMPIRE จากวิศวกรรมโครงสร้างสู่ Digital Infrastructure Developer

การก้าวรับตำแหน่ง CEO ของวัชราภรณ์ มาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมอย่าง Maximizing Asset Yield Through Integrated Innovation เธอเปลี่ยนภาพจำของ EMPIRE จากผู้เชี่ยวชาญงานระบบปรับอากาศและวิศวกรรม (M&E) ให้กลายเป็นผู้พัฒนา “โครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ประสิทธิภาพสูง” เพื่อช่วยให้ลูกบ้านและพันธมิตรอสังหาฯ ไม่เพียงแต่ลดค่าใช้จ่าย แต่ยังสามารถ “เพิ่มรายได้” จากพื้นที่เดิมที่มีอยู่ ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

MF26 กับภารกิจ Discovery Engine เมื่อการช้อปปิ้งคือความบันเทิง

ทางฝั่งของ MF26 ผู้คร่ำหวอดในวงการขายออนไลน์มากว่า 12 ปี มองเห็นโอกาสในยุค Social Commerce ที่มูลค่าตลาดดิจิทัลไทยอาจแตะ 5.6 ล้านล้านบาท โตชิระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการ “ค้นหา” เป็นการ “ค้นพบ” สินค้าผ่านอัลกอริทึมและความบันเทิง (Entertainment + Commerce) ซึ่ง Live Commerce มีอัตราการปิดการขาย (Conversion Rate) สูงถึง 30% หรือมากกว่า E-commerce ดั้งเดิมถึง 10 เท่า ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการนำ Data และ AI ของ MF26 มาผสานกับพื้นที่กายภาพที่เป็นเครือข่ายของ EMPIRE

ลุยโปรเจคต์ยักต์แห่งปี “ONE LIVE ไทยช่วยไทย : Live เดียวกวาดยกคลัง”

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทั้ง 2 อยู่คนละอุตสาหกรรมกัน จะมีความร่วมมือกันรูปแบบไหน จุดเริ่มต้นของโปรเจ็คต์นี้ก็คือ EMPIRE มีเครือข่ายลูกค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว หรือกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องการที่จะเพิ่มรายได้ให้กลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้น ลดรายจ่าย ผลพลอยได้ก็คืออาจจะทำให้ใช้บริการของ EMPIRE มากขึ้นในอนาคต

นอกเหนือจากด้านเทคโนโลยีไอที EMPIRE ยังมุ่งขยายขีดความสามารถไปยังกลุ่มธุรกิจ E-commerce และ Live Commerce อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศการขายที่ครบวงจร 

ความร่วมมือนี้เกิดจากการนำความเชี่ยวชาญด้านงานวิศวกรรมและการจัดการพื้นที่ของ EMPIRE มาบูรณาการเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีของ MF26 ซึ่งเป็นผู้นำด้าน Live Commerce ทำงานร่วมกันในรูปแบบ Co-creation เพื่อสร้างโมเดล O2O (Offline to Online) ที่เชื่อมโยงประสบการณ์ผู้บริโภคทั้งสองโลกเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ 

“การร่วมมือกับ MF26 ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือแบบเกื้อหนุน (Complementary Partnership) ที่สอดคล้องกับแนวคิด ‘Nothing is impossible: Think fast, Move faster, Win bigger’ ซึ่งตรงกับ DNA ของทั้งสองบริษัท จึงเกิดเป็นมหกรรม ‘ONE LIVE ไทยช่วยไทย: Live เดียวกวาดยกคลัง’ ที่ใช้รูปแบบการตลาดแบบ O2O (Offline to Online) เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ผู้บริโภคทั้งสองโลกเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่ง สอดคล้องกับข้อมูลจาก Technavio บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านตลาดระดับโลก ระบุว่าธุรกิจที่ใช้โมเดล O2O สำเร็จสามารถเพิ่มมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้าได้ถึง 20%” นางสาววัชราภรณ์ กล่าวเพิ่มเติม

งานนี้ไม่ใช่แค่การเปิดบูธขายของ แต่คือการสร้าง Live Base หรือสถานีไลฟ์สดต้นแบบบนพื้นที่ศักยภาพของแสนสิริ เพื่อพิสูจน์ว่าพื้นที่อสังหาฯ สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลได้ผ่านโลกออนไลน์

ประเดิมครั้งแรกในวันที่ 7 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 21.00 น. ณ ลานกิจกรรม ศูนย์การค้าฮาบิโตะ มอลล์ (T77) การรวมตัวครั้งสำคัญของดารา และครีเอเตอร์ตัวท็อป อาทิ แทค ภรัณยู, นานา ไรบีนา & เวย์, อาร์ต พศุตม์, เส้นด้าย (สอดอสไตล์), หนูแหม่ม สุริวิภา, ม้า อรนภา, อาจารย์เบียร์ และเหล่าครีเอเตอร์ตัวท็อป อาทิ  ฝน มาริสา, กุ๊กกิ๊กแม่บ้านตำรวจ, เอ้เฟค KING OF AIR, ป๋อ JSP, แม่อี๊ด ดวงใจ, ต๊อบ เถ้าแก่น้อย และอีกมากมายที่จะสลับกันขึ้นไลฟ์ ปล่อยดีลเด็ด และดันยอดขายด้วยความสนุก แบบ Non-stop

พร้อมดีลเด็ดจากพาร์ทเนอร์ที่พร้อมกวาดยกคลัง แบรนด์ชั้นนำทั้งสินค้าเครือสหพัฒน์ เช่น โชกุบุสซึ โมโนกาตาริ, เปา, ซอลส์, อาท พลัส, Sunlight, Lux, Systema, Protex รวมถึง ข้าวตรากินรี, แอร์ Hi-Cool, BioActive และผลิตภัณฑ์ของดารา และ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่จะทยอยเสิร์ฟให้ช้อปตลอดวัน

ด้าน โตชิ ศิริจิวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มูฟฟาสท์ จำกัด (มหาชน) หรือ MF26 บอกว่า กล่าวว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา E-Commerce ทำงานอยู่บนหลักการเดียวกันเสมอ คือลูกค้า ‘ค้นหา’ สิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วจึงตัดสินใจซื้อ แต่วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เราได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Modern Social Commerce ที่อัลกอริทึมค้นพบสินค้าแทนผู้บริโภค โลกที่ความบันเทิงกลายเป็นประตูสู่การซื้อ และ โลกที่การค้นพบ รีวิว และ การซื้อ เกิดขึ้นทันทีภายใน Ecosystem เดียว

“สิ่งที่ MF26 ทำ เราไม่ได้สร้างแค่แฟลตฟอร์มการขายออนไลน์ แต่เรากำลังสร้าง ‘Discovery Engine’ อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค และเพิ่มศักยภาพการเติบโตสูงในระบบเศรษฐกิจใหม่”

การร่วมมือกับ EMPIRE ในครั้งนี้ จะช่วยให้เราขยายขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคง เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน 

โดยที่ขอบเขตการทำงาน คือ การนำนวัตกรรม การจัดการ Data AI และเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ของ MF26 ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านพื้นที่และวิศวกรรมของ EMPIRE เพื่อสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ประสิทธิภาพสูง เรียกว่าเป็นการผสานจุดแข็งของทั้ง 2 ได้อย่างลงตัว 

ความร่วมมือนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่งานเดียว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศการขายที่ครบวงจร EMPIRE มุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่ Community Mall ให้กลายเป็นแหล่งชุกชุมของเศรษฐกิจดิจิทัล ในขณะที่ MF26 พร้อมใช้ระบบ Dashboard และเครือข่าย Affiliate ที่ทรงพลัง ขับเคลื่อนสินค้าไทยให้เติบโตทันกระแสอาเซียน โดยตั้งเป้ายอดขายรวมภายในวันเดียวไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

“เราไม่ได้แค่เปิดล็อกให้เช่า แต่เราเปิดพื้นที่ให้ไลฟ์ฟรี เพื่อสร้างต้นแบบการค้าที่มีชีวิตและเข้าถึงใจผู้คน” ผู้บริหารทั้งสองกล่าวทิ้งท้ายถึงหัวใจสำคัญของโครงการที่ตั้งใจให้เป็น “ไทยช่วยไทย” อย่างแท้จริง

]]>
1567666
ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ ทุ่มงบดึง “บิวกิ้น” นั่งพรีเซ็นเตอร์ Wholly Nuts® ปั้นแบรนด์แมสราคาจับต้องได้ บุกตลาด Gen Z เต็มสูบ https://positioningmag.com/1567586 Thu, 02 Apr 2026 04:45:01 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567586 ในวันที่ตลาดนมทางเลือก (Alternative Milk) กำลังดุเดือดด้วยผู้เล่นหน้าใหม่มากมาย บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด ผู้บุกเบิกตลาดพรีเมียมเจ้าแรกๆ ในไทย โชว์ฟอร์มแกร่งครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 กว่า 49% พร้อมประกาศศักดาปี 2568 เติบโตเกือบ 30% กวาดรายได้แตะ 800 ล้านบาท ล่าสุดเดินเกมรุกครั้งสำคัญ ด้วยการปั้นแบรนด์ “โฮลี่ นัทส์®” (Wholly Nuts®) ให้เป็นหัวหอกใหม่ในการขยายฐานสู่แมส และคนรุ่นใหม่ หลังจากวางจำหน่ายมา 4-5 ปีแล้ว

จาก 137 ดีกรี สู่ โฮลี่ นัทส์ กลยุทธ์แยกเซกเมนต์เพื่อครองตลาด

นางสาวอริสา อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการ เผยวิสัยทัศน์ว่า หลังจากปั้นแบรนด์ 137 ดีกรี จนเป็นที่ยอมรับในระดับพรีเมียมและส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลกแล้ว ถึงเวลาที่บริษัทจะเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ด้วย “โฮลี่ นัทส์” แบรนด์ที่เน้นความ “ดื่มง่าย-ลีน-คลีน”

จริงๆ แล้วโฮลี่ นัทส์ไม่ใช่แบรนด์ใหม่ ได้ทำตลาดมาราว 4-5 ปีแล้ว เพียงแต่วางจำหน่ายแบบเงียบๆ ไม่ได้ทำการตลาดมาก เพราะบริษัทเน้นที่แบรนด์ 137 ดีกรี แต่ปัจจุบันตลาดมีการเติบโต และผู้บริโภคเปิดรับมากขึ้น ทำให้ถึงเวลาในการทำตลาดโฮลี่ นัทส์อย่างจริงจัง

โดยที่โฮลี่ นัทส์เป็นแบรนด์แมสกว่าเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ 18-35 ปี และกลุ่ม Gen Z ที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพ หรือคนที่เริ่มดื่มนมทางเลือก รวมถึงเริ่มจับกลุ่มร้านอาหาร และคาเฟ่ กลุ่ม HoReCa มากขึ้น เน้นนำนมไปผสมเครื่องดื่ม อาหาร หรือขนมต่างๆ โดยมีราคาที่เข้าถึงง่าย กล่องเล็ก 23 บาท และกล่องใหญ่ 99 บาท

“บิวกิ้น” พรีเซ็นเตอร์คนแรก กับภารกิจเชื่อมใจคนรุ่นใหม่

หมัดเด็ดในปีนี้คือการเปิดตัว “บิวกิ้น – พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนแรกของโฮลี่ นัทส์ เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ความจริงใจ สุขภาพดี และเข้าถึงง่าย ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของแบรนด์ที่เน้นคุณภาพจาก “ถั่วเต็มเมล็ด 100%” นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมปล่อยกิมมิกมาร์เก็ตติ้งเอาใจแฟนคลับด้วย Limited Edition Packaging คอลเลกชัน Billkin ที่สามารถนำกล่องมาเรียงต่อกันเป็นคำพิเศษ สร้างสีสันและยอดขายในกลุ่ม Social Commerce

แนวโน้มตลาดนมทางเลือกทั้งในไทยและทั่วโลกยังเติบโตในระดับ Double Digit โดยมีปัจจัยหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งการลดน้ำตาล งดแลคโตส และการเติบโตของกลุ่ม flexitarian ส่งผลให้ตลาดยังอยู่ในช่วง Growth Phase และมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากในระยะยาว

นางสาวอริสา กล่าวต่อว่า บริษัทวางกลยุทธ์รับมือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นด้วยมุมมองเชิงบวก โดยมองว่าการมีผู้เล่นมากขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตของตลาด แต่ยังคงยึดแนวทางไม่แข่งขันด้านราคาและมุ่งเน้นสร้าง Value ที่แตกต่างผ่านคุณภาพสินค้าและประโยชน์ต่อสุขภาพที่ผู้บริโภครับรู้ได้จริง จุดแข็งของเราคือการเป็นผู้บุกเบิกตลาด มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในผลิตภัณฑ์ plant-based milk และมี positioning ที่ชัดเจนในระดับพรีเมียม ทั้งด้านคุณภาพวัตถุดิบจากถั่วเต็มเมล็ดและมาตรฐานการผลิต ทำให้แบรนด์ได้รับความเชื่อมั่นในระยะยาว

ปัจจุบัน บริษัทมีผลิตภัณฑ์ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ นมอัลมอนด์ นมพิสตาชิโอ นมแมคคาเดเมีย นมวอลนัท และนมโปรตีนสูง โดยกลุ่มนมอัลมอนด์ยังคงเป็นรายได้หลัก ขณะที่โครงสร้างรายได้มาจากตลาดในประเทศและต่างประเทศในสัดส่วน 50:50 และมีการส่งออกไปมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกใน 5 ทวีป

ในด้านช่องทางจำหน่าย ยังคงมีสัดส่วนหลักจากออฟไลน์ โดยบริษัทมีแผนขยายทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กัน พร้อมรุกตลาดต่างประเทศเพิ่มเติมในปี 2569 เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

]]>
1567586
Techsauce จุดพลุ Healthspan Festival ผนึกรัฐ เอกชน บุคลากรทางการแพทย์ มุ่งสร้าง Community ให้แข็งแกร่งสู่การดันไทยเป็น Medical Hub https://positioningmag.com/1566891 Mon, 30 Mar 2026 08:46:56 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566891 Techsauce ผู้นำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีและธุรกิจชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศความสำเร็จในการจัดงาน “Techsauce Healthspan Festival 2026” ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน มหกรรมสร้างอนาคตสุขภาพดี เวทีนวัตกรรมเพื่อสุขภาพครบวงจร ตอกย้ำบทบาทการเป็น Ecosystem Builder ที่เชื่อมโยงโลกธุรกิจ เทคโนโลยี ภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้สนใจเรื่องสุขภาพ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศและ Community สุขภาพให้แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยให้เป็น Medical Hub

งานในครั้งนี้มาพร้อมแนวคิดหลักคือ “Healthspan” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามและหาคำตอบใหม่ให้กับการใช้ชีวิต ว่าเราจะทำอย่างไรให้ช่วงเวลาที่มีสุขภาพดียาวนานเท่ากับช่วงอายุขัยของเรา โดยภายในงานได้รวบรวมองค์ความรู้จากวิทยากรชั้นนำ บริษัทด้านสุขภาพ และนวัตกรรมมาร่วมจัดแสดง เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของสังคมผู้สูงวัย (Aging Society) และการสร้าง New S-Curve ทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสุขภาพ

เชื่อมโยงนโยบายระดับชาติและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพ

หนึ่งในหัวใจสำคัญของงานปีนี้คือการเสวนาในมิติของ “Economy & Policy” โดย Techsauce ได้เปิดเวทีให้ผู้นำทางความคิดร่วมหารือในหัวข้อ “Road to Global Medical Hub” และ “Global Wellness Destination” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นหมุดหมายทางการแพทย์ของโลก ไม่เพียงแค่การรักษา แต่รวมไปถึงการเป็นศูนยกลางการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ

บนเวทีเสวนา ผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันถกประเด็นการ Disruption ของระบบสาธารณสุข โดยเน้นไปที่การลดภาระของโรงพยาบาลผ่านระบบ Preventative Care หรือการดูแลเชิงป้องกัน ซึ่งจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว และเปลี่ยนวิกฤตสังคมสูงวัยให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน

เจาะลึกเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก จาก AI สู่การปลดล็อกศักยภาพมนุษย์

ในมิติของเทคโนโลยี งานนี้ได้สร้างปรากฏการณ์การรวมตัวของ DeepTech ด้านสุขภาพที่ล้ำสมัยที่สุด ตั้งแต่เวที “Future of HealthTech” ที่นำเสนอการใช้ AI และ Big Data ในการวิเคราะห์โรคแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคล (Personalized Medicine) ไปจนถึงนวัตกรรม Genomics ที่จะทำให้การรักษาโรคยากๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงเทรนด์ “Next-Gen Biohacking” และ “Human Optimization” ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่ออัปเกรดศักยภาพของมนุษย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเน้นการใช้ Smart Wearables และอุปกรณ์อัจฉริยะในการติดตามดัชนีชี้วัดสุขภาพแบบ Real-time ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทของคนไข้จากการเป็นผู้รับการรักษา มาเป็นผู้ควบคุมสุขภาพของตนเองอย่างแท้จริง

คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด เปิดเผยว่า

“โลกกำลังเปลี่ยนจากยุค ‘จ่ายเงินเมื่อป่วย’ สู่การ ‘ลงทุนเพื่อป้องกัน’ ซึ่งเป็นจุดตัดสำคัญของเทคโนโลยีและชีววิทยาที่ทำให้เราสามารถออกแบบสุขภาพเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ วันนี้ Techsauce Healthspan Festival จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างชุมชนสายสุขภาพที่แข็งแกร่ง เรามองเห็นโอกาสมหาศาลใน ‘เศรษฐกิจแห่ง Healthspan’ ที่นวัตกรรมจะต้องเข้าถึงง่ายและราคาจับต้องได้ เพื่อเปลี่ยนผู้สูงอายุจากภาระทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคใหม่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีกำลังซื้ออย่างยั่งยืน”

ความร่วมมือที่โดดเด่นในงานนี้คือการผสานพลังกับภาคเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจประกันภัยที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพได้ง่ายขึ้น

คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมถึงความสำคัญของระบบนิเวศสุขภาพว่า 

“โลกของ Healthcare และ Life Insurance กำลังหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว งานนี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคตไม่ได้จบแค่ที่โรงพยาบาล แต่คือการดูแลตลอดช่วงชีวิตผ่านแนวคิด Longevity Design การเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Healthspan Festival ทำให้เราเห็นถึงโอกาสในการนำ Data และนวัตกรรมใหม่ๆ มาออกแบบโซลูชันประกันชีวิตที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ช่วยให้ลูกค้าของเรามีช่วงเวลาสุขภาพดีที่ยาวนานขึ้น และมีความมั่นคงทางการเงินไปพร้อมกัน”

ความสำเร็จที่วัดผลได้และก้าวต่อไปของนวัตกรรม

นอกจากเนื้อหาบนเวทีที่เข้มข้นแล้ว โซนการจัดแสดงนวัตกรรม (Exhibition) ยังได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง โดยมีตัวเลขยอดผู้เข้าชมรวมกว่า 2,500 ท่าน ตลอดระยะเวลา 2 วัน และรวบรวมบูธแสดงผลงานจากบริษัทชั้นนำมากกว่า 80 ราย

งาน Techsauce Healthspan Festival 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงงานอีเวนต์ แต่คือการเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมของความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมที่จะเปลี่ยนโฉมหน้า Healthcare Ecosystem ของประเทศไทยให้มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

]]>
1566891
Oral-B ตอกย้ำเบอร์ 1 ตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้า ส่งนวัตกรรม iO Series ชูเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อการดูแลช่องปากระดับพรีเมียม เสียงเบา ละมุนกว่า ไม่ทำร้ายเหงือก  https://positioningmag.com/1566428 Thu, 26 Mar 2026 09:14:56 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566428 ออรัลบี (Oral-B) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากระดับโลกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายรวมถึงในประเทศไทย และได้รับการยอมรับให้เป็นแบรนด์อันดับ 1 ที่ทันตแพทย์ทั่วโลกแนะนำแก่ผู้บริโภค จัดงาน “Oral-B The Future of Brushing” เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ของนวัตกรรมระดับพรีเมียมของ Oral-B iO Series พร้อมเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแปรงสีฟันไฟฟ้า  

iO Series ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่  iO2, iO3 และ iO7 ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ที่มาพร้อม iO Technology เทคโนโลยีการแปรงฟันไฟฟ้าที่ดีที่สุดจาก Oral-B  ซึ่งถูกพัฒนาร่วมกับทันตแพทย์  ที่ทางแบรนด์ให้ความสำคัญมุ่งมั่นคิดค้นเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อผู้บริโภคเสมอมา และยกระดับการดูแลสุขภาพช่องปากของคนไทยให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะการที่มีสุขภาพที่ดี ต้องเริ่มต้นด้วยการมีสุขภาพช่องปากที่ดี พร้อมตั้งเป้าปี 2569 เติบโตอย่างยั่งยืนในกลุ่มของแปรงสีฟันไฟฟ้า ทั้งในด้านยอดขาย การขยายฐานผู้บริโภค และการรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ของตลาดแบรนด์แปรงสีฟันไฟฟ้าตอกย้ำได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะแบรนด์แปรงสีฟันที่ทันตแพทย์ทั่วโลกเลือกใช้มากที่สุด

ปวีร์ เตโชโยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดแบรนด์ออรัลบี กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง สอดรับกับกระแสผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพและความงามมากขึ้น ตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้ามีอัตราการเติบโตสูงถึง 20% เมื่อเทียบกับปี 2564 สะท้อนความต้องการที่ขยายตัวอย่างชัดเจน และการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหา Health Gadget เพื่อยกระดับการดูแลสุขอนามัยช่องปากด้วยนวัตกรรมส่งผลให้แปรงสีฟันไฟฟ้าได้รับความนิยมแพร่หลายทั้งในยุโรปเอเชียเช่นญี่ปุ่นเกาหลีใต้รวมถึงประเทศไทยด้วย

ปวีร์ฉายภาพตลาดแปรงสีฟันในประเทศไทยปี 2568 มีมูลค่าราว 120 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 3,800-3,900 ล้านบาท ไม่มีการเติบโตเท่าไหร่นัก โดยที่ตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้ามีสัดส่วน 7% กลุ่มนี้มีการเติบโตถึง 30% เป็นโอกาสทางการตลาดอย่างมากเพราะอัตราการเข้าถึงของคนไทยยังมีเพียงแค่ 3% เท่านั้น เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีอัตราการเข้าถึง 20-25%

ออรัล-บีมีความแข็งแกร่งในตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้า ครองตลาดเป็นเบอร์หนึ่ง มีการออกสินค้าใหม่ๆ มาตลอด ทำให้ในปัจจุบันเริ่มมีคู่แข่งในตลาด มีระดับราคาที่แมสมากขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่ 500 บาท ถึงหลักหมื่น

ความท้าทายของตลาดนี้ก็คือ การสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคให้เข้าใจการใช้งานแปรงสีฟันไฟฟ้า ว่ามีความแตกต่างจากแปรงสีฟันธรรมดาอย่างไร ช่วยเรื่องปัญหาช่องปากอย่างไรบ้าง เรียกว่าต้องใช้ระยะเวลาในการคุยกับผู้บริโภค

ซึ่งการแข่งขันเป็นเรื่องของการช่วงชิงนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตั้งแต่ระบบสั่น Sonic ไปจนถึงนวัตกรรมขั้นสูงอย่าง iO ของ Oral-B ที่เน้นในเรื่องการทำความสะอาดช่องปากอย่างมีประสิทธิภาพและล้ำลึก แต่ยังให้ความอ่อนโยนต่อเหงือกและฟัน ด้วยลักษณะหัวแปรงกลมเอกลักษณ์ของ Oral-B จะช่วยเจาะลึกทำความสะอาดฟันทุกซี่ แม้แต่กรามซี่ในสุดได้อย่างแม่นยำและทั่วถึง

โดยระดับราคาของแปรงสีฟันไฟฟ้าในปัจจุบันมีให้เลือกกว้างมากตั้งหลักร้อยถึงหลักหมื่นบาทตามวัสดุและฟังก์ชันต่างๆ ที่ให้มากับตัวแปรง ซึ่งการที่ผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายแพงขึ้น เพื่อแลกกับประสิทธิภาพและประสบการณ์การใช้งานที่ดี ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปให้กลายเป็น “Health Gadget” อัจฉริยะที่มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด

Oral-B จึงตอกย้ำความเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้าด้วยความสำเร็จของนวัตกรรมพรีเมียมตระกูล  iO Series ทั้งรุ่น iO2, iO3 และ iO7 ซึ่งผลักดันให้กลุ่มผลิตภัณฑ์แปรงสีฟันไฟฟ้าของ Oral-B เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 30% เมื่อเทียบกับปี 2564 ด้วยความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนผ่านตัวเลขยอดขายอันดับ 1 แต่ยังยืนยันถึงความเชื่อมั่นในฐานะแบรนด์ที่ทันตแพทย์ทั่วโลกเลือกใช้มากที่สุด ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดนวัตกรรมดูแลช่องปาก

ครั้งนี้ Oral-B เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแปรงสีฟันไฟฟ้า พร้อมชูจุดเด่นที่น่าสนใจของแปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B iO Series ผ่านการจัดงาน “Oral-B The Future of Brushing” เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการดูแลสุขภาพช่องปาก โดยมีไฮไลท์สำคัญคือ การเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ถึงพัฒนาการของแปรงสีฟันจากอดีตสู่ปัจจุบัน และเป็นครั้งแรกของทางแบรนด์ที่จะเปิดโอกาสให้ทุกท่านได้สัมผัสถึงประสบการณ์การใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า และร่วมพิสูจน์ประสิทธิภาพของแปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B  iO Series ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการทำงานด้วยแม่เหล็ก iO Magnetic Drive และระบบ  Micro-Vibration ที่ให้การทำความสะอาดช่องปากที่สมูทกว่า สะอาดกว่า และอ่อนโยนกว่า เทคโนโลยี่แปรงสีฟันไฟฟ้าที่เคยมีมา

โดยแปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-iO Series ได้รับการรับรองทางคลินิกว่า สามารถขจัดคราบพลัคได้มากถึง 99.9%* เมื่อเทียบกับแปรงสีฟันธรรมดา แต่ยังคงความอ่อนโยนต่อเหงือก เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพฟันและเหงือกของผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ฉะนั้นการเลือกแปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B iO Series ให้คุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ไม่ใช่เพียงการเลือกสรรรุ่นที่ล้ำสมัยที่สุด แต่คือการค้นหาคู่แท้ที่สอดประสานเข้ากับวิถีชีวิตและสุขอนามัยส่วนบุคคลได้อย่างลงตัว โดยมีองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาดังนี้

  • Oral-B iO2  แปรงสีฟันไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นเริ่มต้นที่คุ้มค่าที่สุดในซีรีส์ iO นวัตกรรมแปรงสีฟันไฟฟ้าที่ผสานระบบ iO Magnetic Drive เข้ากับแรงสั่นสะเทือน iO Micro Vibration มอบสัมผัสที่นุ่มนวลและเงียบสงบยิ่งกว่า มาพร้อมหัวแปรง Clean & Gum Protect ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลเหงือกโดยเฉพาะ ด้วยขนแปรงเรียวเล็กที่ซอกซอนขจัดคราบพลัคได้ลึกถึง 99.9% พร้อมระบบเซนเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยปกป้องเหงือกจากการกดแปรงที่แรงเกินไป โดยตัวแปรงจะโชว์ไฟเซนเซอร์สีแดง พร้อมหัวแปรงจะลดความเร็วลงอัตโนมัติ ให้ฟันสะอาดหมดจดทุกซี่ด้วยดีไซน์หัวแปรงทรงกลมเอกลักษณ์เฉพาะของ Oral-B และระบบจับเวลา 2 นาที โดยจะสั่นเตือนทุก 30 วินาที เพื่อความสะอาดเหนือระดับ
  • Oral-B iO3  แปรงสีฟันไฟฟ้าที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี iO Magnetic Drive ระบบขับเคลื่อนพลังงานแม่เหล็กที่ส่งแรงสั่นสะเทือนระดับไมโครไวเบรชัน (Micro-Vibration) ตรงถึงปลายขนแปรง ช่วยขจัดคราบพลัคได้ถึง 99.9%* เทียบกับแปรงธรรมดา พร้อมปกป้องเหงือกด้วย Advanced Gum Pressure Sensor ไฟ LED แจ้งเตือนแรงกด 3 ระดับ (ขาวเบาไป / เขียวพอดี / แดงแรงเกินไป) ตอบโจทย์ทุกการดูแลด้วย 3 โหมดทำความสะอาด (Daily Clean, Sensitive, Whitening) และระบบจับเวลา 2 นาที โดยจะสั่นเตือนทุก 30 วินาที เพื่อความสะอาดระดับมืออาชีพในทุกวัน
  • Oral-B iO7 ยกระดับการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยหัวแปรง Advance Clean ที่ออกแบบมาเพื่อการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก โดยเฉพาะตามร่องฟันและซอกฟันที่เข้าถึงยาก โดดเด่นด้วยนวัตกรรมขนแปรง 2 ระดับแบบ Tuft-in-tuft ที่ผสานพลังการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก โดยขนแปรงกระจุกด้านในที่มีความยาวพิเศษจะทำหน้าที่เสมือนไหมขัดฟันที่สามารถซอกซอนลงไปในร่องฟันและช่องว่างระหว่างฟันที่เข้าถึงยากได้อย่างแม่นยำ ทำงานควบคู่ไปกับขนแปรงกระจุกวงนอกที่สั้นและแน่นกว่าซึ่งเน้นการขัดถูเพื่อขจัดคราบพลัคและคราบบนผิวฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวขนแปรงถูกออกแบบให้สอดรับกับรูปฟันทรงกลมได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อผสานกับระบบไมโครไวเบรชัน (Micro-Vibration) ของรุ่น iO7 จึงช่วยให้การทำความสะอาดมีความละเอียดสูง และระบบจับเวลา 2 นาที เพื่อความสะอาดเหมือนออกมาจากคลินิกทันตแพทย์

โดย Oral-B มุ่งขยายฐานผู้บริโภคสู่กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพช่องปากควบคู่ไปกับการเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับนวัตกรรมเพื่อยกระดับความสะดวกและประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีปัญหาสุขภาพฟันและเหงือกที่มองหาทางเลือกในการทำความสะอาดที่ล้ำลึกกว่าเดิม ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวผ่านกลยุทธ์การเจาะกลุ่ม New User ที่ต้องการเปลี่ยนจากแปรงสีฟันแบบธรรมดาสู่ประสบการณ์การแปรงฟันที่เปลี่ยนไปจากเดิม สมูทกว่า สะอาดกว่า อ่อนโยนกว่า ซึ่งครอบคลุมผู้บริโภคหลากหลายเจเนอเรชันที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัยและใส่ใจในคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ในส่วนของการรุกตลาดของ Oral-B มีการวางกลยุทธ์ไว้แบบครบวงจร เพื่อตอกย้ำนวัตกรรม Oral-B iO โดยเน้นการสร้าง  Awareness และกระตุ้น Trial ผ่านกิจกรรมไฮไลท์ “Oral-B The Future of Brushing” ควบคู่ไปกับการตอกย้ำ Product Superiority ในฐานะแบรนด์ที่ทันตแพทย์ทั่วโลกแนะนำ พร้อมบุกช่องทางขายครอบคลุมทั้งออฟไลน์อย่างโมเดิร์นเทรด, ดรักส์สโตร์ และร้านอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงช่องทางออนไลน์ e-commerce เพื่อผลักดัน Conversion โดยชูจุดเด่นเรื่องความคุ้มค่าในระยะยาวเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อการลดโอกาสการเกิดปัญหาช่องปากในอนาคตที่อาจเกิดค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า

ทั้งนี้ Oral-B พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง มุ่งเป้าเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากแปรงสีฟันธรรมดาสู่แปรงสีฟันไฟฟ้า โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้งานใหม่ (New User) ให้เติบโตขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2565 พร้อมรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดทั้งในด้านยอดขายและความแข็งแกร่งของแบรนด์ ส่วนในปี 2569 มุ่งหน้าเน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การขยายฐานผู้บริโภค การเพิ่มยอดขาย และการพัฒนานวัตกรรมล้ำสมัย โดยเฉพาะในกลุ่ม  iO Series ที่เป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขอนามัยช่องปาก และเป้าหมายระยะยาวของ Oral-B คือการผลักดันให้แปรงสีฟันไฟฟ้ากลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใหม่ (New Standard) ในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับสุขภาพฟันและเหงือกของผู้บริโภคให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สามารถทดลองและเลือกซื้อแปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B และ Oral-B iO ได้แล้ววันนี้ ผ่านร้านค้าชั้นนำ อาทิ โลตัส, ท็อปส์, กูร์เมต์ มาร์เก็ต, วัตสัน, บู๊ทส์ รวมถึงช่องทางออนไลน์ ได้แก่ ร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ และ Oral-B Official Store บน Shopee, Lazada และ TikTok Shop เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างครบครัน

#OralBTheFutureofBrushing #OralB #OralBiO #ออรัลบี #แปรงสีฟัน #แปรงสีฟันไฟฟ้า

]]>
1566428
Integra R.E. เดินหน้าสู่บทใหม่ ในฐานะพันธมิตรพลังงานที่เชื่อถือได้ ในงาน “THE RISE OF FUTURE ENERGY” https://positioningmag.com/1566088 Wed, 25 Mar 2026 09:14:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566088 บริษัท Integra R.E. Co., Ltd. ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์พลังงานหมุนเวียนและโซลูชันพลังงานแบบครบวงจร เตรียมเปิดตัวอัตลักษณ์ใหม่อย่างเป็นทางการในงาน “INTEGRA R.E.: THE RISE OF FUTURE ENERGY” ในวันที่ 19 มีนาคม 2026 ณ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา

ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด Integra R.E. จึงมุ่งเสริมสร้างบทบาทของตนในฐานะพันธมิตรที่เชื่อถือได้ ซึ่งเชื่อมโยงเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และภาคธุรกิจที่พร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจพลังงานแห่งอนาคต

Junrhey Castro กรรมการผู้จัดการของ Integra R.E. กล่าวถึงงาน “The Rise of Future Energy” ว่า ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวอัตลักษณ์ใหม่ของบริษัทเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ในการเติบโตของ Integra R.E. ที่จะก้าวไปข้างหน้าร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภูมิทัศน์พลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วภูมิภาค Integra R.E. ได้วางตำแหน่งของตนให้มีบทบาทมากขึ้นในการช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถคว้าโอกาสใหม่ ๆ จากภูมิทัศน์พลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง

พลังงานหมุนเวียนในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถมีส่วนร่วมในระบบนิเวศพลังงานแห่งอนาคต ตั้งแต่ระบบกักเก็บพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงโซลูชันพลังงานแบบกระจายศูนย์รูปแบบใหม่ ความตั้งใจของเราคือการก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้จัดจำหน่าย เราต้องการช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถเติบโตในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของตนเองได้ ผ่านความร่วมมือกับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Huawei และ JA Solar

ด้วยประสบการณ์เชิงลึกในภูมิภาคด้านห่วงโซ่อุปทาน การสนับสนุนโครงการ และความเชี่ยวชาญทางเทคนิค Integra R.E. กำลังสร้างแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้พันธมิตรสามารถขยายธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและดำเนินงานได้อย่างมั่นใจ

Junrhey Castro กล่าวเพิ่มเติมว่า การเติบโตของบริษัทยังได้รับการเสริมความแข็งแกร่งหลังจากการเข้าซื้อกิจการ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย Tai Sin Electric Limited ผู้ให้บริการโซลูชันด้านไฟฟ้าที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์ และมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมากกว่า 60 ปีทั่วเอเชีย โดย Tai Sin เป็นผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสายไฟฟ้าและระบบจ่ายพลังงานชั้นนำที่ให้บริการแก่ภาคโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค

หลังการเข้าซื้อกิจการ Tai Sin ได้เพิ่มเงินทุนใหม่เข้าสู่ธุรกิจ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านฐานะทางการเงินของ Integra R.E. และทำให้บริษัทสามารถลงทุนเพิ่มเติมในศักยภาพด้านห่วงโซ่อุปทาน ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค การสนับสนุนที่แข็งแกร่งนี้ช่วยสร้างเสถียรภาพและวางตำแหน่งให้บริษัทสามารถรองรับการเติบโตของตลาดพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคได้อย่างมั่นคง

บริษัทกำลังขยายขีดความสามารถในการสนับสนุนลูกค้า ไม่เพียงในด้านการจัดหาอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้คำปรึกษาทางเทคนิค การสนับสนุนการบูรณาการระบบ การฝึกอบรม และเครื่องมือจัดซื้อดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การพัฒนาโครงการง่ายขึ้นและช่วยเร่งการติดตั้งระบบพลังงาน

Junrhey Castro เน้นย้ำว่า “ความสำเร็จของเราผูกพันอย่างใกล้ชิดกับความสำเร็จของลูกค้าเสมอมา หากพันธมิตรของเราเติบโต เราก็เติบโตเช่นกัน ปรัชญานี้จะยังคงเป็นแนวทางที่กำหนดทิศทางการพัฒนา Integra R.E. ในอนาคต”

ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด งIntegra R.E. ตั้งเป้าที่จะเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ในการเชื่อมโยงเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และภาคธุรกิจที่พร้อมมีส่วนร่วมในอนาคตของพลังงาน

งาน “Rise of Future Energy” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการรีเฟรชแบรนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบนิเวศพลังงานหมุนเวียนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผู้สนใจ สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวล่าสุดของบริษัท Integra R.E. ได้ที่เว็บไซต์ Website: www.integra-re.com , Facebook: https://www.facebook.com/IntegraRE.SolarTH/ , LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/IntegraRE-SolarSEA , Line Official: @Integrare.th หรือ โทร: 02-367-0980

]]>
1566088
“อินโฟริช” เสริมแกร่ง CHARGESPOT THAILAND คอลแลปศิลปินสตรีทอาร์ท Muebon พลิกบทบาทใหม่สู่ Lifestyle Infrastructure Brand เป้าหมายมีจุดชาร์จ 20,000 จุดในไทย https://positioningmag.com/1565368 Fri, 20 Mar 2026 12:15:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565368 CHARGESPOT THAILAND ประกาศทิศทางธุรกิจหลังจาก INFORICH INC. (อินโฟริช) ขึ้นนั่งแท่นบริหาร สะท้อนความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และโมเดลธุรกิจที่พร้อมเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยวางประเทศไทยเป็นศูนย์กลางหลักในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน ยกระดับให้เป็น Interactive Hub ระดับสากล ผ่านการทรานส์ฟอร์มแบรนด์ครั้งใหญ่ พร้อมผลักดันวิสัยทัศน์ “Lifestyle Infrastructure” จากผู้ให้บริการเช่าพาวเวอร์แบงค์ สู่โครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิตเมือง

ล่าสุด เปิดตัวแคมเปญ CHARGESPOT x Muebon Collaboration กับศิลปินสตรีทอาร์ท Muebon ศิลปินคนแรกที่ได้คอลแลปร่วมกับ CHARGESPOT ภายใต้คอนเซปต์ “Charge Your Life” เจาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ควบคู่การเร่งขยายเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน และเตรียมขยายตลาดสู่อาเซียนเต็มรูปแบบภายในปี 2027

นายจุมเปอิ ฮาริโนะ ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ INFORICH INC. และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ชาร์จสปอต (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดการให้บริการเช่าพาวเวอร์แบงค์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทการแข่งขันที่กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ถึงแม้ราคายังคงเข้าถึงได้แต่ปัจจัยหลักถูกขับเคลื่อนจากราคาไปสู่คุณค่าที่แบรนด์สามารถส่งมอบได้แบบครบวงจร ทั้งด้วยเทคโนโลยีและระบบการบริการถูกยกระดับสู่ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ มีโซลูชันที่เชื่อมต่อข้อมูล และตอบโจทย์ผู้ใช้แบบเฉพาะบุคคลมากขึ้นให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ส่วนด้านการแข่งขันของแบรนด์ในปัจจุบันได้วัดกันที่ภาพลักษณ์ การเชื่อมโยงทางอารมณ์ และบทบาทของการใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้แบรนด์ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำจำเป็นจะต้องพัฒนาสู่การเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์มากขึ้น มีบทบาทเชื่อมโยงกับชุมชน วัฒนธรรม และพื้นที่เมืองมากกว่าการเป็นเพียงผู้ให้บริการด้านสาธารณูปโภค จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดความสำเร็จในระยะยาวของอุตสาหกรรมนี้

จุมเปอิ เล่าต่ออีกว่า CHARGESPOT ทำตลาดในไทยได้ 3-4 ปีแล้ว แต่เป็นโมเดลแฟรนไชส์ซี ปีนี้ทางบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นก็คือ INFORICH เข้ามาบริหารเต็มตัว ทำให้ขยายธุรกิจได้มากขึ้น

วันนี้ CHARGESPOT THAILAND จึงประกาศปรับ Positioning เชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวและความแตกต่างในตลาดผู้ให้บริการเช่าพาวเวอร์แบงค์อีกครั้ง โดยการยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการสาธารณูปโภค Tech Utility Service สู่การเป็นพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์ที่สนับสนุนการใช้ชีวิต Lifestyle Infrastructure Brand สามารถเชื่อมต่อกับผู้คนและกิจกรรมต่างๆได้อย่างไร้รอยต่อ ดังคำว่าพาวเวอร์แบงค์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแต่เป้าหมายที่แท้จริง คือการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้พบปะ ค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ สร้างวัฒนธรรมร่วมกัน สอดคล้องวิสัยทัศน์ชัดเจนของ CHARGESPOT ที่ต้องการทำให้พลังงานไม่ได้หมายถึงแค่การชาร์จอุปกรณ์ แต่คือการชาร์จชีวิตเพื่อมอบอิสระในการเคลื่อนไหว และการใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพในทุกช่วงเวลา แบรนด์จึงมุ่งสู่การเป็น Lifestyle Platform ที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่เมือง วัฒนธรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ภายใต้แนวคิด “Hyper Local Touchpoint” ผสานเทคโนโลยีศิลปะและชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน

เพื่อเป็นการสะท้อนแนวคิดดังกล่าวฯ ล่าสุด CHARGESPOT THAILAND จึงได้จับมือกับ Muebon ศิลปินสตรีทอาร์ตคนแรก เปิดตัวแคมเปญ CHARGESPOT x MUEBON Collaboration คอลแลปร่วมกันผ่านคาแรกเตอร์ “PUKRUK” ภายใต้คอนเซปต์ “Charge Your Life” ที่เปลี่ยนจุดบริการให้กลายเป็นแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ เจาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials มากยิ่งขึ้นโดยใช้กลยุทธ์ความร่วมมือทางวัฒนธรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมและตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานเป็นประจำสร้างกลุ่มลูกค้าแบบใช้ซ้ำและมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

นอกจากนี้ CHARGESPOT THAILAND ยังได้ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญ หลังปรับ Positioning สู่การเป็น Lifestyle Infrastructure Brand เต็มรูปแบบ โดยขับเคลื่อนแบรนด์ภายใต้แนวคิด “Hyper Personal Experience” การตลาดที่สามารถเข้าถึงตัวของลูกค้าได้แบบเฉพาะเจาะจง ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ตรงใจ ด้วยการนำข้อมูลและพฤติกรรมการใช้ชีวิต มาวิเคราะห์ออกแบบและนำเสนอเนื้อหาได้อย่างครอบคลุม เข้าถึงทั้งช่องทางออนไลน์ที่มุ่งพัฒนาแอปพลิเคชันให้เข้าถึงผู้ใช้มากขึ้น ในขณะที่ช่องทางออฟไลน์ก็ยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับจุดบริการให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน

ทั้งนี้ INFORICH INC. ในฐานะทีมบริหารยังมีแผนเน้นขยายจุดบริการเชิงกลยุทธ์ด้านโลเคชันที่ได้ศักยภาพ เช่น ห้างสรรพสินค้าระดับพรีเมียม ร้านสะดวกซื้อ และโรงแรม เป็นต้น พร้อมใช้ข้อมูลพัฒนา Intelligent Hub ในพื้นที่สำคัญ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงการให้บริการ และยังทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนเทคโนโลยีระดับโลก และถ่ายทอดแนวคิดขององค์กรให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากขึ้น ทั้งหมดนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ CHARGESPOT THAILAND สู่การเติบโตเฟสใหม่ ในการขยับจากผู้ให้บริการจุดชาร์จสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมถึงผู้คน เทคโนโลยี และวัฒนธรรมเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ และตั้งเป้าในปี 2027 นี้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานหลักในการขยายตลาดสู่อาเซียน ผลักดันประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นตลาดใหญ่อันดับสองในเอเชียรองจากประเทศญี่ปุ่น และเข้าสู่บทบาทการเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านไลฟ์สไตล์ที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตไปพร้อมเมืองและคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง

ปัจจุบัน CHARGESPOT มีจุดให้เช่าพาสเวอร์แบงค์กว่า 2,000 จุด ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ, พัทยา, เชียงใหม่, และภูเก็ต เน้นตามร้านสะดวกซื้อ และศูนย์การค้า ปีนี้จะขยายเข้าสู่พื้นที่ใหม่ๆ อย่างโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ร้านอาหาร คาเฟ่ มากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าในอีก 2 ปี จะมี 20,000 จุดทั่วประเทศไทย

CHARGESPOT มั่นใจว่าในประเทศไทยยังเติบโตได้อีกมาก เพราะอัตราการใช้มือถือในไทยมากถึง 8 ชั่วโมง มากกว่าคนญี่ปุ่นที่มีการใช้มือถือเฉลี่ย 4-5 ชั่วโมง บวกกับเทรนด์ตอนนี้ทุกคนพกกระเป๋าเล็กลง ไม่ต้องพกของเยอะ การมีจุดชาร์จพาวเวอร์แบงค์ช่วยอำนวยความสะดวกได้ 

โดย CHARGESPOT มีอัตราค่าบริการอยู่ที่ชั่วโมงละ 20 บาท แต่ถ้าใช้งานทั้งวันจะอยู่ที่ 80 บาท ปัจจุบัน CHARGESPOT มีฐานผู้ใช้รวมทั่วโลก 15 ล้านคนทั่วโลก ส่วนในไทยมี 8 แสนคน มีอายุระหว่าง 24-35 ปี เพศหญิง 70% และชาย 30%

ผู้สนใจสามารถชมผลงาน CHARGESPOT x MUEBON Collaboration ได้อย่างเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านเครื่องให้บริการเช่าพาวเวอร์แบงค์ CHARGESPOT ณ สยามพารากอน และ สยามเซ็นเตอร์ แลนด์มาร์กระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม – 30 มิถุนายน 2569 พร้อมกันนี้ ลูกค้าทุกท่านสามารถรับสิทธิ์ คูปองเช่าพาวเวอร์แบงค์ฟรี 2 ชั่วโมง เพียงกรอกโค้ด CHARGESPOTXMUEBON ผ่านแอปพลิเคชัน CHARGESPOT

พิเศษสำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ CHARGE YOUR LIFE SET รุ่นลิมิเต็ด จำนวนจำกัดเพียง 200 ชุด สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เร็ว ๆ นี้ ผ่านแอปพลิเคชัน CHARGESPOT หรือเว็บไซต์ www.chargespot.co.th

]]>
1565368
“อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์” ผนึกพันธมิตร ดันงาน JGAB 2026 สู่แพลตฟอร์มธุรกิจอัญมณีเครื่องประดับชั้นนำนานาชาติ เป้าดึงคนเข้างานหมื่นคน https://positioningmag.com/1565030 Wed, 18 Mar 2026 10:02:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565030 บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB) งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ ในวันที่ 22-25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ประกาศจับมือร่วมกับพันธมิตรแนวหน้า กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน และสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย เพื่อผลักดันงาน JGAB 2026 สู่ศูนย์กลางเวทีเจรจาธุรกิจการค้าชั้นนำสำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องในภูมิภาค เตรียมปักหมุดสู่หนึ่งในจุดหมายการค้าสำคัญระดับภูมิภาค

เวทีการค้าและการจัดงานระดับนานาชาติ 

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “งาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) 2026 ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับให้เป็นเวทีการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิด “The Ultimate Sourcing Hub” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งรายย่อยและขนาดกลางให้เข้าถึงแพลตฟอร์มธุรกิจนานาชาติ 

“ในฐานะผู้จัดงาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับการขยายกรอบความร่วมมือกับพันธมิตรที่สำคัญของเราในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีไทยในระยะยาว”

ไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ คือการยกระดับพื้นที่จัดแสดงให้เป็นเวทีเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติโดยมี พาวิลเลียนผู้ออกแสดงสินค้าจากหลายประเทศ อาทิ ASEAN Pavilion ที่รวบรวมผู้ผลิตจากประเทศในอาเซียน, China Pavilion ที่โดดเด่นด้านบรรจุภัณฑ์เครื่องประดับและเพชรสังเคราะห์, Sri Lanka Pavilion นำเสนอไพลินคุณภาพระดับโลกภายใต้แนวคิด “Mine to Masterpiece” และ Japan Pavilion จัดแสดงไฟน์จิวเวลรี่ ไข่มุก รวมถึงเครื่องประดับคุณภาพสูงภายใต้มาตรฐาน Made in Japan 

สำหรับปีนี้ คาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ากว่า 400 บริษัท จากกว่า 15 ประเทศ เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า และคาดว่าจะมี ผู้เยี่ยมชมงาน นักธุรกิจ และจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมงานกว่า 10,000 รายจาก 60 ประเทศ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ The Next Gem Awards 2026 เวทีการประกวดนักออกแบบรุ่นใหม่, The Goldsmith Craftsmanship Competition 2026 การแข่งขันช่างทองไทย, JGAB Runway แฟชั่นโชว์เครื่องประดับที่เน้นสร้างมูลค่าให้กับเครื่องประดับไทย และ Networking Night กิจกรรมส่งเสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมถึง Workshop และสัมมนาคุณภาพ ตลอด 4 วันของการจัดงาน

ความร่วมมืออาเซียนและตลาดโลก

นายสุทธิพงษ์ ดำรงค์สกุล นายกสมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน กล่าวถึงความสำคัญของการยกระดับความร่วมมือสู่หุ้นส่วนการจัดงาน ครั้งนี้ว่า “นี่คือครั้งแรกของทางสมาคมฯ ที่ยกระดับความร่วมมือ สู่รูปแบบของผู้ร่วมจัดงาน JGAB 2026 เรามองเห็นถึงศักยภาพและโอกาสมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในงาน โดยทำงานภายใต้กรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่อุตสาหกรรมในภาพรวม อาทิ การเป็นตัวกลางเชื่อมต่อกลุ่มผู้ซื้อและผู้ประกอบการที่เป็นเครือข่ายสมาชิกของเรา โดยเฉพาะจากอาเซียน เอเชีย และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ให้เข้าร่วมงานครั้งนี้ ทั้งในฐานะผู้ออกงานแสดงสินค้าและผู้เยี่ยมชมงาน

นอกจากนี้ภายในงาน เรายังร่วมจัดงานประชุมและสัมมนา Jewellery & Gem ASEAN Summit โดยการประชุมจะเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องประดับจากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศสมาชิกของ AGJA โดยมีจุดประสงค์ในการแสวงหาความร่วมมือในมิติต่างๆ ทั้งด้านการค้า การแลกเปลี่ยนความรู้ และในด้านอื่นๆ ระหว่างชุมชนเป็นการย้ำถึงความสำคัญในเรื่องการแสวงหาความร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรการค้าในระดับภูมิภาคเพื่อสร้างความยั่งยืนแก่อุตสาหกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายของตลาดโลกในอนาคต เราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยและอาเซียน กับชุมชนธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีงาน JGAB 2026 และประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง”

ศักยภาพอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย และอนาคตตลาดเครื่องประดับเงินไทยในเวทีโลก

นายสิทธิศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและ นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับจะเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการส่งออกถึง 26,821.26 ล้านเหรียญสหรัฐ (มกราคม–ธันวาคม 2568) นับเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 3 ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องประดับเงิน ที่มีมูลค่าส่งออก 2,522.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 31.56% โดยจุดแข็งของไทยอยู่ที่ทักษะฝีมือช่างที่มีความประณีต การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ และมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และยังมีความพร้อมในด้านโครงสร้างอุตสาหกรรม ตลอดจนเครือข่ายผู้ประกอบการที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การเจียระไน การผลิตเครื่องประดับ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ

สำหรับบทบาทของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่าทั้งภาครัฐและเอกชนจำเป็นจะต้องร่วมมือกันเพื่อตอบรับกับความท้าทายใหม่ของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน ผู้ที่ได้รับผลกระทบนอกจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ยังมีผู้ประกอบการรายเล็กหรือกลุ่ม SMEs ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการเหล่านี้ให้สามารถแข่งขันได้ กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงร่วมมือกับทาง บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการออกงานแสดงสินค้า ด้วยโครงการสนับสนุนเงินอุดหนุน หรือ SME ปัง ตังได้คืน โดยได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบเป็นจำนวนมากที่สนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 100 ราย นับเป็นจำนวนที่มากขึ้นกว่า 25% จากปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการช่วยผลักดันธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่ตลาดสากล

นอกจากนี้ ในส่วนของสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย ได้ร่วมจัดสัมมนาความรู้ ภายใต้หัวข้อ Silver Price Shock: Understanding the Market and Designing for the Future เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้แก่ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องเงิน และในส่วนโซนนิทรรศการภายใต้แนวคิด “Beyond Silver Price : The Future of Thai Jewelry Industry” เพื่อเป็นการต่อยอดและแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องเงินไทยผ่านทางเรื่องราวและแนวคิดออกแบบที่หลากหลายอีกด้วย” 

งาน JGAB 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเป็นเวทีการค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ นักออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและขยายเครือข่ายการค้าในระดับสากล 

ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้า (Visitor Pre-Registration) ได้ที่ www.jewellerygemaseanbkk.com

หรือดูรายละเอียดและติดข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง
Website: https://jewellerygemaseanbkk.com
Facebook: https://www.facebook.com/JGABThailand
IG: https://www.instagram.com/jewelleryandgemaseanbangkok/
LinkedIn: https://www.linkedin.com/in/jewellery-and-gem-asean-bkk/
Line: https://lin.ee/cp9sd85

]]>
1565030
“Snack Maker” โปรเจกต์สุดคูลจากบริษัทในเครือ BTS แท็กทีมครีเอเตอร์ พลิกโฉม ‘Content Creator’ สู่ ‘Maker’ เสิร์ฟไอเดียลงซองขนม https://positioningmag.com/1563968 Thu, 12 Mar 2026 05:51:45 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563968 Rabbit Group บริษัทในเครือ บีทีเอส เปิดตัวโปรเจกต์ “Snack Maker” พลิกโฉมวงการครีเอเตอร์ไทย จากผู้สร้างคอนเทนต์สู่การเป็น “Maker” หรือเจ้าของแบรนด์สินค้าคุณภาพ ชูจุดแข็ง Ecosystem ครบวงจร ทั้งสื่อโฆษณา การตลาด และเครือข่ายค้าปลีกบนสถานีรถไฟฟ้า ที่เชื่อมต่อไอเดียสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุน SME ยุคดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืน

คุณวิคเตอร์ (วิทยา โตโพธิ์ยศสกุล) CEO จาก Rabbit Group เผยว่าหัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้คือการทำหน้าที่เป็น Strategic Support ให้กับครีเอเตอร์ โดยใช้จุดแข็งของกลุ่มบีทีเอสที่เป็นผู้นำด้านสื่อโฆษณา การตลาด การจัดจำหน่าย  และพื้นที่ค้าปลีกบนสถานีรถไฟฟ้าที่มีทราฟฟิกมหาศาล

“Snack Maker ไม่ใช่เพียงการผลิตสินค้า แต่คือ Business Model ใหม่ ที่ผสานศักยภาพสูงสุดของสองโลกเข้าด้วยกัน เราเปลี่ยนจากโมเดลการตลาดแบบเดิม มาเป็นการใช้ Community-Led Strategy โดยดึงพลังของครีเอเตอร์  มาเป็นตัวขับเคลื่อน demand แล้วผนึกเข้ากับ Ecosystem ของ BTS Group ภายใต้แนวคิดขนมของคนมีไอเดียและแฮชแท็ก #คิดไปเคี้ยวไป ที่สะท้อนความเชื่อว่าขนมแต่ละชิ้นคือการถ่ายทอดตัวตนและเรื่องราวของครีเอเตอร์ ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของแบรนด์ตั้งแต่จุดเริ่มต้น คุณวิคเตอร์กล่าว

ผลิตภัณฑ์ที่ประเดิมสนามภายใต้โปรเจกต์ Snack Maker สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของครีเอเตอร์แต่ละคนอย่างชัดเจน อาทิ

  • ไก่เด้อ (Peach Eat Laek): หนังไก่ทอดกรอบรสคลาสสิก ยกระดับสตรีทฟู้ดสู่แพ็กเกจจิ้งพรีเมียม ตอบโจทย์สายกินจุที่เน้นคุณภาพ
  • Mu-Te-Boom โดย OHANA:  กัมมี่เลมอนรสเปรี้ยวจี๊ดที่มาพร้อมกิมมิกมูเตลูและคำทำนายหลังซอง สนุกทั้งรสชาติและเรื่องราว
  • “Maison Taohuu” ฟองเต้าหู้ทอดกรอบรสไลท์ชีส โดย Zom Marie ที่นำของโปรดอย่างเต้าหู้และชีสมาตีความใหม่ ให้เป็นขนมกรอบบางเบาแต่รสชาติชัดเจน
  • และ “DOTS” กราโนล่ารสช็อกโกแลตผสมแครนเบอร์รี โดย PigkaPloy ที่ได้แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์สายแอ็กทีฟ พกพาสะดวก ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพในทุกการเดินทาง

Snack Maker จึงไม่ใช่เพียงโปรเจกต์ขนม แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ไทยได้ต่อยอดไอเดียสู่การพัฒนาแบรนด์ของตนเอง โดยผสานพลังของครีเอเตอร์ แฟนเบส และ Ecosystem ของ BTS Group เพื่อเชื่อมต่อจากไอเดียสู่ตลาดจริงอย่างยั่งยืน

]]>
1563968