Admin – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 29 Dec 2025 05:44:29 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 หมดยุค AI แบบทั่วไป! Manao Software วางกลยุทธ์สร้าง AI ที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง ชูพลัง RAG และ Workflow Automation ช่วยองค์กรเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smarter Operations https://positioningmag.com/1553736 Mon, 29 Dec 2025 05:44:10 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553736 ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นกระแสหลัก หลายองค์กรกำลังเผชิญกับความท้าทายในการเปลี่ยน AI จากการเป็นเพียงเครื่องมือทดลอง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมูลค่าได้จริง Manao Software บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์สัญชาติเดนมาร์กที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ระดับแถวหน้า ได้วางยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้าง AI ที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริงโดยชูเทคโนโลยี RAG (Retrieval-Augmented Generation) และ Workflow Automation เป็นกุญแจสำคัญ ตัวเปลี่ยนเกมธุรกิจให้องค์กรมีความแตกต่าง และสร้างการเติบโตแบบยั่งยืน ทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ยุค Smarter Operations ได้อย่างมั่นคง

Manao Software ไม่ใช่แค่บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่วางตำแหน่งตัวเองเป็นที่ปรึกษาที่ไว้วางใจได้สำหรับผู้นำธุรกิจมุ่งช่วยองค์กรเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI และระบบอัตโนมัติ ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างคุณค่าทางธุรกิจอย่างแท้จริง แต่ AI ที่จะเข้ามาช่วยธุรกิจก็ไม่ใช่ AI แบบทั่วไป เพราะไม่สามารถเข้าใจบริบทธุรกิจได้มากเพียงพอ จุดแข็งของ Manao Software จึงการวางกลยุทธ์ด้วยการนำ AI ที่เข้าใจกระบวนการทำงานของธุรกิจมาช่วยองค์กรให้ทำงานและวางแผนต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Manao Software กล่าวว่าที่ Manao Software เรามองว่า AI ทั่วไป (General AI) เปรียบเสมือนเครื่องมือแบบ One-size-fits-all แม้ว่ามันจะมีประสิทธิภาพสูง แต่บ่อยครั้งมันยังขาดความเข้าใจที่ละเอียดอ่อนในบริบทเฉพาะของแต่ละธุรกิจ เมื่อเราพูดถึง AI ที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง เราหมายถึง AI ที่ถูกออกแบบมาให้รู้จักกระบวนการทำงานเฉพาะทาง คำศัพท์เฉพาะในองค์กร รวมถึงลักษณะการดำเนินงานที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทนั้นๆ มันคือการฝังความเข้าใจในตัวธุรกิจจริง ๆ ลงไปในตัวโมเดล จะต้องมีองค์ประกอบทั้ง ชุดข้อมูลเฉพาะทาง (Domain-specific datasets), การฝึกฝนตามบริบท (Contextual training), การปรับจูนด้วยความรู้ภายใน (Fine-tuning with internal knowledge) และการเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลของบริษัท

Manao Software ชูเทคโนโลยี RAG และ Workflow Automation เป็นตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญ ทำให้ AI มีความเข้าใจธุรกิจ ไม่ใช่เป็นแค่ AI ทั่วไป แต่เป็นผู้ช่วยทางธุรกิจตัวจริง

สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลมหาศาล เทคโนโลยี RAG (Retrieval-Augmented Generation) คือทางออกที่ดีที่สุด RAG จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา AI ที่ให้ข้อมูลทั่วไปเกินไป โดยระบบจะทำหน้าที่ดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องและทันสมัยที่สุดจากคลังข้อมูลภายในมาใช้ประกอบการตอบคำถามแบบเรียลไทม์ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำ และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะหน้าขององค์กรได้อย่างตรงจุด

จากประสบการณ์ของเรา เมื่อองค์กรมีฐานข้อมูลที่สะอาด เป็นระบบ และเชื่อมโยงกันอย่างดี การนำ RAG และ AI อื่น ๆ มาใช้งานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน เปรียบเสมือนการสร้างบ้านบนฐานรากที่มั่นคงคริสโตเฟอร์ กล่าวเสริม

รวมไปถึงการจัดการเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ (Workflow Automation) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการนำ AI ไปใช้งานจริง คือสะพานที่เปลี่ยน AI จากแนวคิดที่น่าสนใจ ให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้ในทุก ๆ วัน ยกตัวอย่างเช่น ที่ Manao Software ใช้ AI ในเวิร์กโฟลว์จริง เช่น ระบบจัดการ Lead Management ที่ AI สามารถคัดกรอง ประเมินคุณภาพ และบันทึกข้อมูลลง CRM ได้ทันที ช่วยให้ทีมขายโฟกัสไปที่โอกาสทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูงสุดได้ทันที การทำเช่นนี้ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานตามสัดส่วน ซึ่งส่งผลดีต่อต้นทุนในระยะยาว ทำให้องค์กรก้าวล้ำหน้าไปหนึ่งก้าวเสมอ และมั่นใจได้ว่าทุกโอกาสจะถูกจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญที่สุดในการนำ RAG มาใช้งานนั้น สิ่งที่ต้องระวังคือความปลอดภัยของข้อมูล Manao Software เน้นย้ำเรื่องการวางสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล (Role-based permissions) ภายในระบบ AI เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลที่ตนไม่มีสิทธิ์มองเห็น AI จึงต้องถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ช่วยที่ชาญฉลาดและผู้รักษาความปลอดภัยข้อมูลไปพร้อมๆ กัน จึงมั่นใจได้ว่าช่วยลดความเสี่ยงด้านข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อองค์กรต่างๆ ผสาน AI เข้ากับระบบอัตโนมัติ แน่นอนว่าสามารถคาดหวังผลลัพธ์ที่วัดผลได้ในหลายมิติ ประการแรกคือ AI ช่วยให้ธุรกิจสามารถขยายสเกลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม สามารถคุมต้นทุนได้ อีกทั้งยังได้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันท้วงที

ทั้งนี้องค์กรควรเตรียมความพร้อม 2 ด้านหลัก 1) โครงสร้างข้อมูลที่แข็งแรง ปลอดภัย และเข้าถึงได้ 2) ทีมงานที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและบริบทธุรกิจ เพื่อให้ AI ถูกนำไปใช้ได้อย่างสอดคล้องและยั่งยืน

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ได้สรุปทิ้งท้ายว่า ในการออกแบบโซลูชัน AI ให้สามารถ Scale ได้ หัวใจสำคัญคือการมุ่งเน้นไปที่ความเป็นโมดูล (Modularity) และ ความยืดหยุ่น (Flexibility) ตั้งแต่เริ่มต้น ควรสร้าง AI ในลักษณะที่สามารถเชื่อมต่อส่วนประกอบใหม่ๆ สลับเปลี่ยนโมเดล หรือรวมแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไว้ด้วยกันได้โดยไม่ต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมด ให้ลองจินตนาการว่ามันเหมือนกับการต่อเลโก้แทนที่จะเป็นการเทคอนกรีต แนวทางแบบโมดูลนี้จะช่วยให้การปรับตัวตามการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจทำได้ง่ายขึ้นมาก

ในเชิงหลักการ ควรให้ความสำคัญกับการใช้ Open Standards และ API เพื่อให้ส่วนต่างๆ ของระบบสามารถสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ควรลงทุนกับการทำคู่มือ (Documentation) และการฝึกอบรมที่ดี เพื่อให้ทีมงานสามารถพัฒนาระบบต่อยอดไปได้เรื่อยๆ การสร้างเทคโนโลยีที่ยืดหยุ่น และมีการบันทึกข้อมูลไว้อย่างชัดเจน จะช่วยรับประกันว่าโซลูชัน AI ของคุณจะเติบโตไปพร้อมกับคุณ และสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจในระยะยาวโดยไม่ต้องเสียเวลาสร้างใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สามารถติดตามเรื่องราวและบริการของ Manao Software เพิ่มเติมได้ที่ www.manaosoftware.co.th และ www.manaosoftware.com

ติดตามช่องทางโซเชียลของ Manao Software:

  • Facebook: facebook.com/manaosoftware
  • LinkedIn: linkedin.com/company/manaosoftware
  • TikTok: tiktok.com/@manao.software
  • Instagram: instagram.com/manao_software
  • Email: hello@manaosoftware.com
  • Tel : +66 2460 9240
]]>
1553736
Asia Cage-Free Tracker 2025เผยความคืบหน้าบริษัทอาหารในเอเชียพบเพียง 14.7% เดินหน้าสู่ไข่ไก่ปลอดกรงตามเป้า ขณะที่เกือบ 30% ยังไม่เปิดเผยข้อมูล https://positioningmag.com/1553608 Fri, 26 Dec 2025 04:06:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553608 รายงาน Asia Cage-Free Tracker 2025 เผยความคืบหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไข่ไก่ปลอดกรงของบริษัทอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย พบว่าแม้ภาคธุรกิจจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ภาพรวมของการดำเนินงานยังเป็นไปอย่างล่าช้า แม้หลายบริษัทจะเริ่มมีการรายงานความคืบหน้า แต่มีเพียง 14.7% เท่านั้นที่สามารถดำเนินการได้ครบถ้วน หรืออยู่ในเส้นทางบรรลุเป้าหมายภายในปี 2025 ขณะที่เกือบ 30% ของบริษัทยังไม่มีการรายงานข้อมูลต่อสาธารณะ ชี้ให้เห็นช่องว่างด้านความโปร่งใสยังคงอยู่ กำลังสร้างความกังวลว่าภาคธุรกิจอาจพลาดเป้าหมายปี 2025 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งต่อสวัสดิภาพสัตว์และเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก

รายงานฉบับนี้จัดทำโดย ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล (Sinergia Animal) องค์กรพิทักษ์สัตว์ระดับนานาชาติ ครอบคลุมการประเมินบริษัทอุตสาหกรรมอาหารจำนวน 95 แห่ง ที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย และไทย ซึ่งทั้ง 5 ประเทศถือเป็นศูนย์กลางการผลิตไข่ที่สำคัญของเอเชีย และมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนอุปทานไข่ไก่ปลอดกรงในระดับโลก

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า 70.5% ของบริษัทเริ่มเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 69.8% ในปี 2024 อย่างไรก็ตาม ยังมีบริษัทอีก 29.5% ที่ไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ ต่อสาธารณะ สะท้อนถึงช่องว่างด้านความโปร่งใส และความเสี่ยงที่คำมั่นสัญญาด้านสวัสดิภาพสัตว์อาจไม่สามารถบรรลุผลได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด (ภายในปี 2025)

บทบาทของเอเชียทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในฐานะศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานไข่โลก เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่ครองส่วนแบ่งการผลิตไข่เชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ของโลกในปัจจุบัน โดยมีประเทศที่เป็นตัวแปรหลัก ดังนี้

● ประเทศไทย – แหล่งการส่งออกสำคัญ ทั้งในส่วนของไข่สดและวัตถุดิบไข่แปรรูป

● อินโดนีเซียและมาเลเซีย – ฟันเฟืองหลักในการสร้างเสถียรภาพของอุปทานทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค

● อินเดีย – กำลังขยายบทบาทในตลาดไข่ผงและวัตถุดิบไข่แปรรูปที่ใช้ทั่วโลก

● ญี่ปุ่น – หนึ่งในประเทศที่มีอัตราการบริโภคไข่ต่อหัวสูงที่สุดในโลก และพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ระบบการเลี้ยงแม่ไก่ไข่แบบกรงขัง (battery cages) ยังคงถูกใช้เป็นรูปแบบหลักในเอเชีย โดยแม่ไก่ถูกจำกัดพื้นที่เลี้ยงที่เล็กกว่ากระดาษ A4 ไม่สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ เช่น การทำรัง การเกาะคอน หรือการอาบฝุ่นได้ แม้ระบบดังกล่าวจะถูกยกเลิกหรือทยอยเลิกใช้แล้วในหลายประเทศ เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และนิวซีแลนด์ แต่ในเอเชียกลับยังคงแพร่หลาย

เนื่องจากความคืบหน้าในการดำเนินงานยังไม่ทั่วถึงและขาดความโปร่งใสในการรายงานข้อมูล

รายงาน Asia Cage-Free Tracker 2025 จัดอันดับความก้าวหน้าของบริษัทออกเป็น 9 ระดับ เพื่อสะท้อนทั้งผู้นำและบริษัทที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยบริษัทที่สามารถดำเนินการเปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่ปลอดกรงได้ครบถ้วนในธุรกิจเอเชียแล้ว ได้แก่ Aman Resorts, Capella Hotel Group, Illy Caffè, Lotus Bakeries, Pizza Marzano, Shake Shack, Starbucks, และ The Cheesecake Factory ขณะที่อีกหลายบริษัท เช่น Bali Buda, Groupe Holder, Groupe Savencia, IKEA, Pizza Express และ ViaVia Restaurant ยืนยันว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2025

ในทางกลับกัน ยังมีบริษัทถึง 33 แห่ง ที่รายงานความคืบหน้าเพียงในระดับโลก โดยไม่มีข้อมูลเฉพาะในเอเชีย และอีก 28 บริษัท ที่ไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ ต่อสาธารณะ

ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่าการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละประเทศยังมีระดับความก้าวหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้

● อินโดนีเซีย มีอัตราการเข้าร่วมของบริษัทสูงที่สุด (57 บริษัท) แต่การดำเนินการยังไม่สอดคล้องกัน

● อินเดีย มีอัตราการรายงานข้อมูลในระดับที่ดี (78.6%) แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังแตกต่างกัน

● ญี่ปุ่น มีอัตราความโปร่งใสต่ำที่สุดในบรรดาประเทศที่ศึกษา (70.9%)

● ประเทศไทย มีการมีส่วนร่วมในเกณฑ์ที่ดี แต่จำนวนบริษัทที่อยู่ในขั้นก้าวหน้ายังมีจำนวนน้อย

● มาเลเซีย มีแนวโน้มการเข้าร่วมเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดการเปิดเผยข้อมูลเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

นูร์คายาตี ดารูนีฟะห์ ผู้นำด้านความรับผิดชอบของภาคธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชีย และผู้เขียนรายงาน กล่าวว่า “แม้จะมีสัญญาณของความคืบหน้า แต่ยังมีพื้นที่ให้เร่งการดำเนินงานได้อีกมาก การสื่อสารความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้บริษัทก้าวทันความคาดหวังระดับโลก ทั้งในด้านความโปร่งใสและการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบที่กำลังเพิ่มขึ้น”

ด้าน ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ประเทศไทย กล่าวว่า “เมื่อเส้นตายปี 2025 กำลังจะสิ้นสุดลง ภาคธุรกิจในเอเชียได้มาถึงจุดตัดสินใจที่สำคัญ คำมั่นสัญญาเรื่องไข่ไก่ปลอดกรงต้องไม่ใช่แค่คำประกาศอีกต่อไป แต่คือบทพิสูจน์ความจริงใจอย่างเป็นรูปธรรม การลงมือทำและการรายงานอย่างโปร่งใส จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าเอเชียจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ในระดับสากลได้หรือไม่”

ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ยืนยันจะเดินหน้าติดตามความคืบหน้าของภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำงานร่วมกับบริษัทต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค เพื่อผลักดันมาตรฐานที่สอดคล้องกับความคาดหวังระดับโลกด้านระบบอาหารที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืนต่อไป

อ่านรายงานฉบับเต็ม: www.cagefreetracker.com/th/asia

]]>
1553608
เบบี้แอนด์มัม ฯ ฉลอง 7 ปี แบรนด์เฟอร์ตี้ ส่ง “เฟอร์ตี้ ชาเขียวมัทฉะ” สกัดคาเฟอีนบุกเบิกตลาด ตอกย้ำเบอร์ 1 โปรตีนเตรียมตั้งครรภ์เจ้าแรกในไทย https://positioningmag.com/1553232 Wed, 24 Dec 2025 02:57:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553232 บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำผู้นำอันดับ 1 และผู้บุกเบิกตลาดโปรตีนเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์เจ้าแรกในประเทศไทย ฉลองความสำเร็จครบรอบ 7 ปี แบรนด์เรือธงโปรตีน ‘เฟอร์ตี้’ (Ferty) ด้วยยอดขายเฉพาะแบรนด์เฟอร์ตี้รวมกว่า 230 ล้านบาท ล่าสุดรุกตลาดต่อเนื่องด้วยการเปิดตัว “เฟอร์ตี้ ชาเขียวมัทฉะเฟลเวอร์” (Ferty Green Tea Matcha Flavour) ชูนวัตกรรมสกัดคาเฟอีนออกมากกว่า 97% (Decaf) แต่ยังคงความหอมอร่อยจากมัทฉะแท้ เหมาะสำหรับสตรีที่ชื่นชอบเครื่องดื่มรสมัทฉะและต้องการทางเลือกของผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณคาเฟอีนต่ำ ตั้งเป้าให้ “เฟอร์ตี้ (Ferty)” เป็นแบรนด์ Top of Mind อันดับหนึ่งที่ผู้หญิงนึกถึงเมื่อก้าวเข้าสู่กระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนเป็นคุณแม่

นายเรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร (CEO) บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า “เฟอร์ตี้’ (Ferty) ครองตำแหน่งผู้นำอันดับ1ในตลาดกลุ่มโปรตีนเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์และเป็นผู้บุกเบิกเจ้าแรกในตลาด โดยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ‘เฟอร์ตี้’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่โปรตีนชงดื่ม แต่คือเพื่อนคู่คิดที่เข้าใจ Insight ของผู้หญิงที่วางแผนมีบุตรอย่างลึกซึ้ง การเปิดตัว“เฟอร์ตี้ ชาเขียวมัทฉะเฟลเวอร์” ในครั้งนี้ คือการตอกย้ำกลยุทธ์ Customer Centric ดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอด เราพบว่ากลุ่มคุณแม่ที่เตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์จำนวนมากชื่นชอบมัทฉะ แต่มีความกังวลเรื่องปริมาณคาเฟอีน เราจึงทุ่มเทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมาเพื่อทำลายข้อจำกัดดังกล่าว โดยตั้งเป้าให้แบรนด์เป็น Top of Mind อันดับหนึ่งที่ผู้หญิงนึกถึงเมื่อก้าวเข้าสู่กระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนเป็นคุณแม่”

ด้าน ครูก้อย – นัชชา ลอยชูศักดิ์ กรรมการบริหาร บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด และผู้ก่อตั้งเพจให้ความรู้ด้านการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ BabyAndMom.co.th ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก เปิดเผยว่า “แบรนด์เฟอร์ตี้เกิดจากการนำประสบการณ์ตรงและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างทางโภชนาการ เพราะ ‘โปรตีน’ คือสารอาหารพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงการเตรียมความพร้อมของสุขภาพโดยรวมสำหรับผู้ที่วางแผนมีบุตร”

จากการศึกษางานวิจัยด้านโภชนาการ พบว่าการได้รับโปรตีนจากพืช (Plant-Based Protein) ในปริมาณที่เหมาะสม มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีในสตรีที่วางแผนตั้งครรภ์ โดยเฟอร์ตี้เลือกใช้โปรตีนสกัดจากพืช 3 ชนิด ได้แก่ โปรตีนจากข้าว, โปรตีนจากถั่วลูกไก่ และโปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง (Isolate Soy Protein) พร้อมผสานวิตามินและแร่ธาตุรวมกว่า 33 ชนิด อาทิ กรดโฟลิก, อินโนซิทอล และโคเอนไซม์คิวเท็น เพื่อการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุม

นายเรืองศักดิ์ กล่าวเสริมว่า “ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มุ่งมั่นในด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความหลากหลายที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้หญิงเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ ปัจจุบันเรามีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมถึง 7 รสชาติ เริ่มต้นจากกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักอย่าง ‘เฟอร์ตี้ ออริจินอล’ (กล่องสีชมพู) ที่มีให้เลือก 4 รสชาติ คือ ช็อกโกแลต, สตรอว์เบอร์รี่, วานิลานมข้าว และเมล่อนญี่ปุ่น

นอกจากนี้ เรายังได้ ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ชื่นชอบรสชาติเครื่องดื่มยอดนิยม ด้วย ‘เฟอร์ตี้ คอฟฟี่’ และ ‘เฟอร์ตี้ รสชาไทย’ จนมาถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ‘เฟอร์ตี้ ชาเขียวมัทฉะเฟลเวอร์’ ซึ่งหัวใจสำคัญของกลุ่มผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือ นวัตกรรมการสกัดคาเฟอีนออก เพื่อให้ผู้หญิงที่เตรียมตัวตั้งครรภ์สามารถดื่มด่ำกับรสชาติที่ชื่นชอบได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการเตรียมความพร้อมของร่างกาย

สำหรับการเปิดตัว เฟอร์ตี้ ชาเขียวมัทฉะเฟลเวอร์ (Ferty Green Tea Matcha Flavour) ในครั้งนี้ ครูก้อยกล่าวเสริมว่า “ด้วยความเข้าใจถึงไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่ชื่นชอบการดื่มชาเขียว แต่กังวลเรื่องปริมาณคาเฟอีนที่อาจส่งผลต่อการเตรียมตัวตั้งครรภ์ และข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้จำกัดการบริโภคคาเฟอีนไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน เราจึงใช้กระบวนการ Decaf Instant Green Tea นวัตกรรมสกัดคาเฟอีนออกมากกว่า 97% เพื่อให้ทุกคนได้เพลิดเพลินกับรสชาติมัทฉะที่โปรดปรานได้อย่างสบายใจ เพราะทุกๆ เปอร์เซ็นต์มีความหมายสำหรับผู้มีบุตรยาก

เราต้องการสร้างประสบการณ์ใหม่ในการดูแลสุขภาพ ให้ความหลากหลายของรสชาติเป็นตัวช่วยให้ว่าที่คุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้ในทุกวันอย่างมีความสุข ไม่รู้สึกจำเจ โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญของการเตรียมความพร้อมร่างกายอย่างเข้มข้นล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน” ครูก้อย กล่าวทิ้งท้าย.

สำหรับผลิตภัณฑ์ “เฟอร์ตี้ ชาเขียวมัทฉะเฟลเวอร์” (Ferty Green Tea Matcha Flavour) วางจำหน่ายในราคากล่องละ 2,290 บาท บรรจุ 12 ซองต่อกล่อง ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.babyandmom.co.th/all-products/fertygreenteamatcha หรือ Line Official Account: @BabyAndMom.co.th

]]>
1553232
C PAINT พลิกโฉมงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ไทย เปิดกลยุทธ์ Pop-up Store รายแรก ตั้งเป้า 100 สาขา รองรับงานซ่อม 50,000 คัน ภายใน 3 ปี รับการเติบโตของตลาด EV https://positioningmag.com/1552613 Fri, 19 Dec 2025 14:39:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552613 C PAINT ศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังรถยนต์มาตรฐานครบวงจร เดินหน้าขยายธุรกิจอย่างเป็นทางการ พร้อมวางตำแหน่งแบรนด์ในตลาดงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ระดับพรีเมียม ด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับโรงงาน พร้อมการเข้าถึงที่สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยกลยุทธ์ C PAINT Pop-up Store ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยระบบ C PAINT Connect ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ให้สามารถติดตามสถานะงานซ่อมได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง รองรับความต้องการของผู้ใช้รถยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว ความโปร่งใส และเชื่อถือได้ โดยบริษัทฯ ตั้งเป้ารองรับงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ 10,000 คันภายในปี 2569 และขยายศักยภาพรองรับเป็น 50,000 คันภายใน 3 ปี ควบคู่กับแผนขยายสาขาให้ครบ 25 สาขาภายในปี 2569 เร่งขยายเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมยานยนต์และบริษัทประกันภัย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจอย่างยั่งยืน จากทั้งงานเคลมประกัน งานซ่อมพรีเมียม และบริการฟื้นฟูสภาพรถยนต์

คุณพัณณ์ชิตา ภักดีชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพอร์เฟคท์ บอดี้เพ้นท์ จำกัด

กล่าวว่า “C PAINT เกิดจากประสบการณ์กว่า 15 ปีในอุตสาหกรรมรถยนต์ เราเห็นความกังวลของลูกค้าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพงานซ่อม ความล่าช้า ไปจนถึงการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน เราจึงต้องการสร้างศูนย์ซ่อมที่มีความโปร่งใส เชื่อถือได้ และยกระดับมาตรฐานงานซ่อมให้กับวงการศูนย์ซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ ทั้งนี้เราได้ออกแบบและพัฒนาระบบ C PAINT CONNECT เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการให้ข้อมูลของสถานะการซ่อม ลดความกังวลของลูกค้า โดยในปี 2569 C PAINT ตั้งเป้ารองรับงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ 10,000 คัน พร้อมมองโอกาสในการขยายสาขา C PAINT Pop-up Store ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคในระยะยาว”

ธุรกิจงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์เป็นบริการที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง C PAINT จึงมุ่งยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างรอบด้านและทุกมิติ เน้นคุณภาพงานซ่อมโดยนำเทคโนโลยีงานพ่นสีสมัยใหม่ ห้องอบสีระบบปิดมาตรฐาน เครื่องมือที่ใช้ทันสมัย ไปจนถึงกระบวนการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน (Quality Gate) ควบคู่การพัฒนาความสามารถของทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค การวางระบบบริหารจัดการคุณภาพที่ชัดเจน โดยจุดเด่นของ C PAINT คือ คุณภาพงานระดับศูนย์บริการกับราคาที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมการส่งมอบตรงเวลา และบริการที่โปร่งใสผ่านระบบติดตามงานซ่อมแบบเรียลไทม์ รองรับรถยนต์ทุกประเภท ทั้งรถสันดาป รถไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย

จากข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมผู้บริโภคที่จัดทำโดยสำนักวิจัยระดับสากล เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2568 ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง จากแรงสนับสนุนนโยบายภาครัฐและความต้องการของผู้ใช้รถที่มองหาทางเลือกการขับขี่ที่ทันสมัยและคุ้มค่ายิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ตลาดบริการซ่อมบำรุงและงานซ่อมสีรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มเติบโตตามไปด้วย บริษัทฯ จึงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการและยกระดับศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร โดยมุ่งเสริมทักษะเฉพาะทางด้านงานซ่อมและการควบคุมคุณภาพ สะท้อนกลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว

C PAINT ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ในระดับสูงสุด โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรด้านงานซ่อมสีและตัวถังอย่าง ABLE BODY AND PAINT ก่อนเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ารองรับงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์จำนวน 50,000 คันภายในระยะเวลา 3 ปี ควบคู่กับการเดินหน้าขยายจุดให้บริการในรูปแบบ C PAINT Pop-up Store 100 สาขา เพื่อเพิ่มความสะดวกและการเข้าถึงบริการของผู้ใช้รถ

ลูกค้าเพียงนำรถเข้าจอด ณ จุดให้บริการ C PAINT ทีมงานจะดูแลกระบวนการทั้งหมดอย่างครบวงจร ตั้งแต่การประเมินราคาซ่อม การดำเนินการเคลมประกันภัย ไปจนถึงการกำหนดระยะเวลาส่งมอบ โดยทุกขั้นตอนจะได้รับการสื่อสารอย่างชัดเจนและโปร่งใส ผ่านระบบ C PAINT CONNECT ซึ่งเชื่อมต่อข้อมูลและแจ้งสถานะงานซ่อมให้ลูกค้าทราบแบบเรียลไทม์ สร้างความมั่นใจตลอดระยะเวลาการให้บริการ พร้อมยังมีบริการรถเช่าใช้ระหว่างซ่อมในราคาพิเศษ

คุณพัณณ์ชิตา บริหาร C PAINT ภายใต้กลยุทธ์ 7C การดูแลที่ยั่งยืน “เรายึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้แบรนด์เข้าใจความต้องการของลูกค้าได้อย่างชัดเจนและรอบด้าน สร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์เจ้าของรถได้มากที่สุด เราพร้อมผลักดันการเติบโตของ C PAINT ให้แข็งแกร่งและต่อเนื่อง”

C PAINT ตั้งเป้าก้าวสู่เบอร์หนึ่งศูนย์ซ่อมสีและตัวถังรถยนต์มาตรฐานครบวงจร พร้อมขยายสู่หัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

C PAINT คือศูนย์ซ่อมสีและตัวถังรถยนต์มาตรฐานครบวงจร ที่พัฒนาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้รถยุคใหม่ ด้วยคุณภาพระดับศูนย์บริการ เทคโนโลยีพ่นสีสมัยใหม่ ห้องอบสีมาตรฐาน และระบบควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน รองรับรถทุกประเภท ทั้งรถสันดาป รถไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า

ข้อมูลเพิ่มเติม www.cpaint.co หรือสอบถาม Call Center 02 096 9424 และ LINE Official Account @CPAINT

#CPAINT #ซ่อมสีตัวถัง #ซ่อมสีระดับโปรบริการแบบมือหนึ่ง

]]>
1552613
“นารา กรุ๊ป” ดัน “โค ลิมิเต็ด” โกอินเตอร์ บุกเกาะเซบู รุกตลาดไทยพรีเมียมสตรีทฟู้ด ตั้งเป้าโต 100% ปี 2569 https://positioningmag.com/1551110 Thu, 11 Dec 2025 07:13:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1551110 นารา กรุ๊ป (NARA GROUP) ผู้นำธุรกิจเครือร้านอาหารไทยพรีเมียม เดินหน้ารุกขยายตลาดโลก ส่งร้านอาหารไทยพรีเมียมสตรีทฟู้ด แบรนด์ โค ลิมิเต็ด (CO LIMITED )ลุยเปิดแฟรนไชส์ต่างประเทศแห่งแรกที่เกาะเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ พร้อมตั้งเป้าขยายสาขาทั้งในไทย และต่างประเทศ ผลักดันยอดขายรวมโตทะลุ 100% ภายในปี 2569  พร้อมปั้นแบรนด์ โค ลิมิเต็ด สู่การเป็น “Leader of eat local go global”

‘โค ลิมิเต็ด’ แบรนด์ร้านอาหารในเครือ NARA GROUP ภายใต้การบริหารของสองผู้ร่วมก่อตั้ง นราวดี ศรีกาญจนา และ สิริโสภา จุลเสวก เจ้าของร้านอาหารไทยพรีเมียมอย่าง นาราไทย คูซีน  โดยร้านอาหาร ‘โค ลิมิเต็ด’ เป็นการร่วมลงทุนกับ พลพัฒน์ อัศวะประภา (หมู ASAVA) ดีไซเนอร์ชั้นนำ ภายใต้บริษัทโค รุ่งเรือง เพื่อสร้างมิติใหม่แห่งสีสันให้กับร้านอาหารสตรีทฟู้ดของไทย ภายใต้คอนเซ็ปท์ “Thai Premium Street Food Destination”  

นราวดี ศรีกาญจนา ประธานกรรมการบริหารนารา กรุ๊ป กล่าวว่า สำหรับ ‘โค ลิมิเต็ด’ เปิดบริการมา 6 ปี ตั้งแต่ปี 2563 มีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง และได้รับกระแสตอบรับอย่างดีในกรุงเทพฯ จนกลายเป็นหนึ่งในร้านอาหารแบรนด์ไทยพรีเมียมสตรีทฟู้ดชั้นนำ ทำรายได้รวมคิดเป็นกว่า 30% ของยอดรวมทั้งเครือ NARA GROUP ในปี 2567 

สำหรับ โค ลิมิเต็ด เป็นแบรนด์ร้านอาหารไทย แบรนด์ที่ 4 ในเครือนารากรุ๊ป ที่ไปเปิดสาขาต่างประเทศต่อจาก นาราไทย คูซีน เลดี้ นารา อภินารา โดยประเดิมสาขาแห่งแรกที่ เกาะเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมืองท่องเที่ยวที่มีผู้เยือนกว่า 5.2 ล้านคนต่อปี พร้อมวางแผนขยายสาขาอีก 4 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยโมเดลทั้ง Full-Scale และ Compact Scale เพื่อเข้าถึงกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นกำลังหลักของตลาดอาหารยุคใหม่ รวมถึงการแตกแบรนด์ใหม่เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าในปีหน้า

ด้าน คุณหมู-พลพัฒน์ กล่าวว่า โค ลิมิเต็ด เป็นการยกระดับอาหารสตรีทฟู้ดของไทยที่มีความแตกต่างและโดดเด่นเจ้าแรก ด้วยการเน้นคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียม แต่คงรสชาติอาหารพื้นถิ่นจัดจ้าน บริการแบบมืออาชีพ  สร้างประสบการณ์ใหม่ให้สนุก ตอบโจทย์พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ที่สำคัญคือการยกบรรยากาศริมทางที่คุ้นตามาตกแต่งร้านซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์การค้า โดยมีสาขาแรกอยู่ที่โครงการเวลา หลังสวน  ซึ่งปัจจุบันร้านโค ลิมิเต็ด กลายเป็น Destination ร้านอาหารไทยพรีเมียมสตรีทฟู้ดเป็นที่รู้จักทั้งคนไทยและต่างชาติ 

สำหรับเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน ได้แก่  เนื้อย่างพรีเมียมเสิร์ฟแจ่วอีสาน  ลิ้นวัวย่างไข่แดงดอง และซีรีส์สุดฮอต ‘Baked Seafood Claypot หรือ อบวุ้นเส้นไข่ปูในหม้อทองเหลืองพ่นไฟ ถือเป็นเมนูไฮไลท์ที่ครองใจลูกค้า ภายใน 2 ปี  ทำยอดขายรวมกว่า 60 ล้านบาท 

“โค ลิมิเต็ด” ไม่เพียงสร้างประสบการณ์การกินอย่างสนุก ในบรรยากาศร้านที่มีสไตล์เปี่ยมด้วยสีสัน แต่ยังพร้อมก้าวสู่การเป็น “Leader of eat local go global” เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของ NARA GROUP ในฐานะผู้นำแบรนด์ร้านอาหารไทยพรีเมียม มุ่งต่อยอดความสำเร็จในระดับสากล และร่วมผลักดันครัวไทยสู่ครัวโลก หนึ่งใน ‘Soft Power’ อันทรงพลังเพื่อให้คนไทยได้ภาคภูมิใจร่วมกัน   

ปัจจุบัน ‘นารา กรุ๊ป’ มีแบรนด์ร้านอาหารชั้นนำในเครือ รวม 10 แบรนด์ ได้แก่ นาราไทย คูซีน อภินารา เลดี้นารา อั้งม๊อ โคลิมิเต็ด บ้านนอกเข้ากรุง มาดามแม่ El Mecado แอนคั่วไก่  และหมี่บ้านเอง มีสาขาทั้งหมดกว่า 68 สาขาทั่วโลก ใน 8 ประเทศ  ได้แก่ ไทย ไต้หวัน ฮ่องกง ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ เมียนมา อินเดีย และ ดูไบ   

]]>
1551110
RAiNMaker เตรียมเป็นตัวแทนจัดตั้ง “สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย” เพื่อยกระดับวงการ ที่งาน iCreator Conference 2025 Presented by Sony https://positioningmag.com/1549336 Fri, 28 Nov 2025 18:59:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1549336 เตรียมพร้อมรับมือโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและก้าวต่อไปในวงการครีเอเตอร์! RAiNMaker สื่อที่อยาก ‘Empower Thai Content Creators to The World’ และคอมมูนิตี้สำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ที่ปีนี้ได้เติบโตอย่างยิ่งใหญ่กว่าที่เคย พร้อมความสำเร็จที่ไม่เคยหยุดนิ่งกับงาน “iCreator Conference 2025 Presented by Sony” งานมหกรรมรวมกลุ่มคอนเทนต์ครีเอเตอร์ครั้งใหญ่ที่สุดในไทย

โดยครั้งนี้ คุณขจร เจียรนัยพานิชย์ ผู้บริหารบริษัท เดอะ ซีโร่ พับบลิชชิ่ง จำกัด (The Zero Publishing) บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Mango Zero, Parents One, Thumbsup, RAiNMaker และผู้จัดงาน iCreator Conference ขึ้นกล่าวเปิดงานบนเวทีประเดิมด้วยการอัปเดตเทรนด์ปี 2026 พร้อมแชร์มุมมองภาพรวมและอินไซต์ของอนาคตวงการครีเอเตอร์ไทยจากรายงาน iCreator Report 2025 ซึ่งเป็นรายงานฉบับแรกของประเทศไทยที่ครอบคลุมในทุกด้านของวงการครีเอเตอร์ และถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่สามารถนำไปอ้างอิงได้ ทั้งในไทยและต่างประเทศ

ในโอกาสนี้ RAiNMaker จึงได้เตรียมเป็นตัวแทนในการจัดตั้ง “สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย” (Thai Creator Association) เพื่อยกระดับวงการครีเอเตอร์ไทยไปอีกระดับ โดยคุณขจรได้เผยว่า “ทุกคนทราบถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของวงการครีเอเตอร์ไทย แต่เราก็พบกับปัญหามากมาย จากทั้งการคอนเทนต์ การเป็นตัวอย่างของครีเอเตอร์ต่อผู้คนในสังคม การศึกษาไทยที่ยังก้าวตามไม่ทัน รวมถึงการที่ครีเอเตอร์ไทยยังไม่เคยมีการรวมกลุ่มกัน ก็ยากที่จะยกระดับวงการให้ดีขึ้นได้ รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐเองก็ทำได้ยาก” โดย RAiNMaker ได้มีการพูดคุยกับหลายภาคส่วนเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งสมาคมในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 นี้

และสำหรับงาน iCreator Conference 2025 Presented by Sony ปีนี้ บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความคึกคัก ยิ่งใหญ่ และตื่นตาตื่นใจกว่าที่เคย เพราะงานในครั้งนี้ถือเป็นการรวมตัวของแพลตฟอร์มระดับโลก พร้อมเหล่าครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อปของเมืองไทย และแบรนด์ชั้นนำกับเจ้าของแคมเปญดัง มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และเส้นทางสู่ความสำเร็จ 

จัดเต็มกับ 4 เวทีหลัก ที่รวม Speakers กว่า 50+ ท่าน, 24+ Sessions พร้อมกับ 9+ Workshops ให้ผู้เข้าร่วมงาน ได้รับทั้งความรู้ แนวคิด แรงบันดาลใจ เพื่อพัฒนาต่อไปสู่ตัวตนที่สมบูรณ์ในอนาคต อาทิ เติ๊ด – ภูถิรพัฒน์ อ่องศรี (เทพลีลา), เคน – นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ (THE STANDARD),  ตังค์ – มรรคพร ขัตติยะทองคำ (Tang Makkaporn),  ซีเค เจิง (Fastwork) และ สิงห์ – วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล (Wannasingh Prasertkul, TUEN | Channel) เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Meta (Facebook และ Instagram), TikTok Shop, YouTube Thailand, Lemon8 และ Shopee มาร่วมอัปเดตภาพรวมสถิติและเทรนด์บนแพลตฟอร์ม รวมถึงการสร้างคอมมู  นิตี้ให้แข็งแกร่ง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการยืนระยะของครีเอเตอร์บนทุกแพลตฟอร์ม 

และแน่นอนว่าในส่วนของกิจกรรม Workshop เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงเป็นไปอย่างคึกคักเหมือนเคย เช่นเดียวกันกับเอ็กซ์คลูซีฟโซนเฉพาะงานนี้เท่านั้นอย่าง “Sony Creator Clinic” ที่ให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถพูดคุยกับเหล่าครีเอเตอร์คนโปรด ได้แบบ 1 ต่อ 1 รวมไปถึงบูธกิจกรรมจากผู้สนับสนุนก็ยังคงจัดเต็มอีกด้วย

เรียกได้ว่าท่ามกลางวิกฤตในโลกครีเอเตอร์มากมาย ทั้งการแข่งขันสูงในโลกคอนเทนต์หรือการเข้ามาของ AI รวมไปถึงอาการหมดไฟของผู้คนในวงการครีเอเตอร์ งานนี้จึงตั้งใจที่จะปลุกพลังใจและความหวังใหม่ในโลกแห่งคอนเทนต์ในอนาคต ให้พร้อมรับมือกับเทรนด์ อัลกอริทึมและคอนเทนต์ที่เปลี่ยนแปลง ไป มาปลดล็อกตัวตน สู่เป้าหมาย “Awaken The Future: ปลุกพลังอนาคตที่กำหนดได้” ไปด้วยกัน เพื่อพาวงการครีเอเตอร์ไทยเติบโตต่อไปอย่างไม่มีสิ้นสุด

]]>
1549336
เจาะลึกวิสัยทัศน์ “Corey Bryant” แม่ทัพแห่ง bpositive กับภารกิจปั้นแบรนด์เฮลท์แคร์ที่ “ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมาย” ในสมรภูมิธุรกิจไทย https://positioningmag.com/1549291 Fri, 28 Nov 2025 10:24:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1549291 ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดเฮลท์แคร์ไทย ตามความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองแค่การ “รักษา” แต่เปลี่ยนผ่านสู่การ “ป้องกัน” และเชื่อมโยงวิถีชีวิตเข้ากับสุขภาวะที่ยั่งยืน วันนี้เราพาทุกท่านไปพูดคุยกับ คุณคอรี ไบรอันท์ (Corey Bryant) ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ bpositive ผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง คือการสร้างธุรกิจที่เริ่มต้นจาก “จุดมุ่งหมาย” (Purpose) ก่อน “ผลิตภัณฑ์” โดยเชื่อมั่นว่า ‘ผลกำไรทางธุรกิจ’ และ ‘การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม’ สามารถเดินเคียงคู่กันได้อย่างสมดุล

buy1help1: โมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนการซื้อสินค้าให้เป็นการสร้างพลังบวกที่ทวีคูณ

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อน bpositive ไม่ใช่เพียงแค่ยอดขาย แต่คือโมเดล “buy1help1” ซึ่งคุณคอรีนิยามว่าเป็น “ระบบนิเวศของพลังบวก” แรงบันดาลใจนี้เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ช่วงเวลาที่พิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์เห็นคุณค่าของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากที่สุด

“แนวคิดของเราเรียบง่ายมาก เมื่อลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ พวกเขาจะได้รับความรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือ และผู้รับก็รู้สึกดีกับตัวเองเช่นกัน เมื่อคนหนึ่งช่วยอีกคน ผลลัพธ์จะถูกทวีคูณ พลังบวกนี้ติดต่อกันได้” คุณคอรีกล่าว

โมเดลนี้ไม่ใช่เพียงแคมเปญการตลาดฉาบฉวย แต่เป็นพันธกิจหลัก (Core Mission) ขององค์กร โดยทุกการซื้อในประเทศไทยจะถูกส่งต่อไปยังพันธมิตรอย่าง มูลนิธิสายเด็ก 1387 (Childline Thailand Foundation) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ และ มูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนา (EDF) เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาส ช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากวงจรความยากจน

เจาะลึกตลาดไทย: เมื่อผู้บริโภคมองหา “การป้องกัน” และ “คุณภาพที่จับต้องได้”

คุณคอรีกล่าวถึงการมาเปิดตลาดในประเทศไทยว่า เขามองเห็นจุดเปลี่ยนสำคัญในพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ที่ก้าวจากการรักษาไปสู่การดูแลเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการใส่ใจสุขภาพระยะยาว (Longevity) ไม่ว่าจะเป็นกระแสอาหารเสริมชะลอวัย (NAD+) การป้องกันผิวจากแสงแดด หรือเทรนด์เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์เพื่อสุขภาพสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูผิวและดูแลแผลสำหรับกลุ่ม Silver Generation เพิ่มสูงขึ้น

เพื่อตอบโจทย์นี้ bpositive จึงวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มดูแลแผล (Wound Care) ในเดือนธันวาคม 2025 ได้แก่ แผ่นปิดแผลชนิดดูดซับ, ผ้าก๊อซ, และพลาสเตอร์ปิดแผลหลากหลายชนิด ตามด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขอนามัย เช่น สำลีชุบแอลกอฮอล์ ถุงมือ และหน้ากากอนามัยในปี 2026

ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ bpositive ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับโลก ISO 3485:2016 และถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพ” (Simple & Effective) ทั้งยังมีการสร้างเอกลักษณ์แบรนด์ผ่าน BooBoo Character ตัวการ์ตูนคาแรคเตอร์ที่สร้างภาพลักษณ์ความทันสมัย สนุกสนาน และเข้าถึงง่าย ซึ่งแตกต่างจากภาพจำเดิม ๆ ของสินค้าเวชภัณฑ์

กลยุทธ์การแข่งขัน: คุณภาพที่มาพร้อมความคุ้มค่า

แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายในตลาดที่ถูกครอบครองโดยแบรนด์ระดับโลกและธุรกิจ MLM ยักษ์ใหญ่ แต่ bpositive มั่นใจในการสร้างความแตกต่าง ผ่านกลยุทธ์ 3 แกนหลัก: คุณภาพ นวัตกรรม และราคาที่จริงใจ

  1. นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ท้องถิ่น (Localization): พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย เช่น พลาสเตอร์และแผ่นฟิล์มปิดแผลกันน้ำและแบคทีเรียที่ทนต่อความชื้นได้ดีเยี่ยม เป็นการยกระดับสิ่งที่ตลาดมีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น
  2. Price Strategy: วางราคาต่ำกว่าคู่แข่งประมาณ 10% เพื่อให้คนไทยเข้าถึงสินค้าคุณภาพสูงได้ง่ายขึ้น
  3. Digital Health Integration: วางตำแหน่งเป็น “โซลูชันในชีวิตจริง” ที่เชื่อมต่อกับบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ โดยมีแผนพัฒนาระบบจัดส่งสินค้าด่วนภายใน 2 ชั่วโมงหลังได้รับคำแนะนำจากแพทย์

เปิดแผนลงทุนและเป้าหมายรายได้

ในด้านการลงทุน bpositive วางงบประมาณสำหรับการเริ่มต้นบุกตลาดไทยไว้ที่ 10 ล้านบาท แบ่งเป็นการตลาด การประชาสัมพันธ์และดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง 3.75 ล้านบาท การวางระบบ (Set up cost) 2.5 ล้านบาท และการจัดตั้งทีมพัฒนาธุรกิจ 3.75 ล้านบาท โดยเน้นการบริหารแบบ SME ที่คล่องตัวแต่เน้นคอนเซปต์ที่แข็งแรง

คุณคอรีเปิดเผยถึงเป้าหมายทางธุรกิจว่า คาดการณ์รายได้ในปีแรก (2026) ที่ 25 ล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตเป็น 2 เท่าในปี 2027 ความมั่นใจนี้ส่วนหนึ่งมาจากความสำเร็จในประเทศมาเลเซีย ที่แบรนด์สามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 46% ในช่องทางร้านขายยาและร้านสะดวกซื้อชั้นนำกว่า 1,800 แห่ง

สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายในไทย จะเริ่มวางจำหน่ายในห้างค้าปลีกชั้นนำอย่าง Tops, Lotus และ Boots  กว่า 200 แห่ง ภายในปี 2026 และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับ Watsons, 7-Eleven และ Lawson 108 รวมถึงมีแผนขยายสู่ร้านขายยารายย่อยทั่วประเทศผ่านตัวแทนจำหน่ายในปี 2027  รวมถึงมีแผนขยายตลาดไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

ผู้นำยุคใหม่: นำด้วยความจริงใจและจุดมุ่งหมาย

คุณคอรีทิ้งท้ายถึงหลักคิดในการบริหารงานที่ตกผลึกจากประสบการณ์ในองค์กรระดับโลกอย่าง Johnson & Johnson และ Stryker ว่า ผู้นำยุคใหม่ต้อง “Leading with Purpose” ซึ่งเขามองว่าเป็นสิ่งที่มักหายไปในองค์กรข้ามชาติ และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้เขาออกมาสร้างธุรกิจของตัวเอง ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ได้กลายเป็นรากฐานของ bpositive ในวันนี้

“การทำธุรกิจด้านเฮลท์แคร์ไม่ควรแสวงหากำไรสูงสุดจากผู้ป่วย แต่ควรสร้างสมดุลระหว่างการเยียวยาผู้คนกับผลประกอบการไปพร้อมกัน สำหรับ bpositive คุณภาพคือสิ่งที่สร้างความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ และความภักดี – ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ของผู้คนและการบอกต่อกันแบบปากต่อปาก ซึ่งทั้งหมดนี้คือการทำการตลาดที่ทรงพลังที่สุด”

ในอนาคต bpositive ยังมองเห็นโอกาสในการขยายสู่ตลาด Lifestyle Healthcare และเปิดกว้างสำหรับการร่วมมือกับ แพทย์แผนไทย (Traditional Thai Medicine) เพื่อนำภูมิปัญญาธรรมชาติมาสู่การดูแลสุขภาพสมัยใหม่ ตอกย้ำความตั้งใจที่จะให้ bpositive เป็นแบรนด์ที่คนไทยรัก ทั้งในแง่คุณภาพและการเป็นผู้ให้ผ่านโครงการ buy1help1

]]>
1549291
Overcoat Music Festival เทศกาลดนตรีที่อยู่คู่เขาค้อมา 15 ปี  https://positioningmag.com/1546597 Wed, 12 Nov 2025 07:41:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1546597 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมางาน Music Festival หรือเทศกาลดนตรี ได้รับความความนิยมอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานที่เป็นศิลปินในประเทศ รวมถึงงานศิลปินต่างประเทศ ด้วย Vibe ของงานที่รวมศิลปินที่หลากหลาย สถานที่บรรยากาศดีๆ ทำให้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ได้

ในประเทศไทยเองก็มีงานเทศกาลดนตรีที่ขึ้นชื่อหลายงาน งาน Overcoat Music Festival เป็นอีกหนึ่งเทศกาลดนตรีที่จัดต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 15 แล้ว จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 ณ Jolly Land Starlight Amphitheater เขาค้อ เพชรบูรณ์

จันทร์ศรีษร มณีฉาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีเดีย แรพ จำกัด เริ่มเล่าว่า

“จุดเริ่มต้นของงาน Overcoat Music Festival มาจากตอนนั้นไปเที่ยวเขาค้อซึ่งเป็นยุคสมัยที่การท่องเที่ยวยังไม่บูมเท่าตอนนี้ ยังไม่มีผู้ประกอบการเยอะเท่าไหร่ อากาศดี เลยมีความคิดที่ว่าถ้ามีคอนเสิร์ตดีๆ เป็นจุดศูนย์รวมให้คนมาเจอกันก็น่าจะดี เพราะเขาค้ออยู่ไม่ไกลจากกทม. ระยะทาง 300-400 กิโลเมตร คนจังหวัดรอบๆ ก็มาได้ เลยอยากเริ่มจัดเทศกาลดนตรี มาเริ่มคิดว่าจะตั้งชื่ออะไรดี ก็เห็นว่าที่นี่อากาศดี อยากให้คนเอาเสื้อกันหนาวมาใส่ เลยตั้งชื่อว่า Overcoat”

จันทร์ศรีษรไม่เคยจัดงานเทศกาลดนตรีมาก่อน แต่คลุกคลีกับวงการทำอีเวนต์ ได้หาที่ปรึกษาเรื่องจัดงาน ในปีแรกที่จัดงานมีคนเข้าร่วมงาน 5,000 คน จากนั้นก็เป้นที่รู้จักขึ้นเรื่อง มีคนเข้าร่วมงานเพิ่มเป็น 10,000 คน จนปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมงานที่ 18,000 คน

จุดเด่นที่ทำให้คนรู้จัก Overcoat Music Festival เพราะเป็นคอนเสิร์ตที่อากาศหนาว อากาศดี จึงเกิดการบอกต่อกันปากต่อปาก

จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกช่วงก็คือหลังสถานการณ์ COVID-19 ที่ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยน การแข่งขันในวงการคอนเสิร์ตเยอะขึ้น แต่ละจังหวัดก็มีงานเทศกาลดนตรีเป็นของตัวเอง ทำให้ต้องมีการปรับตัวมากขึ้น

บริษัท มีเดีย แรพเองก็มีการขยายไปยังธุรกิจอื่นๆ เนื่องจากเห็นเทรนด์วิ่งเป็นที่นิยม เปิดบริษัทลูก MW Sport เพื่อจัดงานวิ่งเขาค้อมาราธอน ปีนี้ได้จัดเป็นครั้งที่ 9 และงานวิ่งเทรล รวมไปถึงงานลิตเติ้ล เวนเจอร์ งานวิ่งผจญภัยของเด็กๆ ขยายฐานไปยังกลุ่มครอบครัวมากขึ้น

ปัจจุบันลูกค้าร่วมงาน Overcoat Music Festival ส่วนใหญ่เป็นคนโลคอลในจังหวัดเพชรบูรณ์ และพิษณุโลก 60% รองลงมาเป็นจังหวัดใกล้เคียงขอนแก่น เลย กำแพงเพชร สุโขทัย 30% และคนกทม. 10%

Overcoat Music Festival ได้กลายเป็นเหมือนงานใหญ่ประจำปีของจังหวัดที่ทุกคนรอคอย สร้างเงินหมุนเวียนให้เขาค้อถึง 100 ล้านบาท

จันทร์ศรีษรมองว่า ความท้าทายที่สุดในตอนนี้ก็คือ ต้องการทำให้ Overcoat Music Festival อยู่คู่เขาค้อไปเรื่อยๆ เป็นงานที่สร้างความสุข สร้างเศรษฐกิจให้เขาค้อ และเพชรบูรณ์ สร้างให้เป็นจุดศูนย์รวมของคนแถวนั้น รวมไปถึงอยากทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่คนอยากมาเที่ยวให้ได้สักครั้งในชีวิต

]]>
1546597
ร้านเชฟแมน สาขาราชดำริ ที่ตั้งใหม่เปิดแล้ววันนี้ https://positioningmag.com/1545456 Tue, 04 Nov 2025 09:19:54 +0000 https://positioningmag.com/?p=1545456 เมื่อเอ่ยถึงร้านเชฟแมน หลายคน อาจจะเคยได้ยิน บางคนอาจจะบอกว่าคุ้นๆ แต่ไม่มั่นใจว่ามีที่ไหนบ้างตอนนี้ ณ ตอนนี้ ร้านเชฟแมน มี ทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ สาขา อีสติน แกรนด์สาธร สาขาสนามกอล์ฟ ธนาซิตี้ สาขา ถนนวิทยุ และ สาขา   ราชดำริที่แต่ก่อน ตั้งอยู่ที่ ซอย มหาดเล็กหลวง 2 ถนนราชดำริ มาวันนี้ สาขา ราชดำริ ได้ทำการ ย้ายที่ตั้งใหม่ มาอยู่ ที่ โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ เพรสทิจ ซอยมหาดเล็กหลวง 1 

ณ ที่ตั้งใหม่  ร้านมีขนาดใหญ่กว่าเดิม มีขนาดกว่า พันตารางเมตร จุได้มากถึง 194 ที่นั่ง และมีห้อง ส่วนตัวมากถึง 8 ห้อง VIP เปิดให้บริการทุกวัน โดยแบ่งเป็น 2 รอบ คือ เวลา 11:00 – 15:00 และ 18:00 -22:00 

เมนูแนะนำที่เป็นที่รู้จักมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซาลาเปาไส้ไหล ที่เชฟแมน เป็นเจ้าแรกที่เป็นคนทำ ติ่มซำอีกหลากหลายอาทิเช่น  ขนมจีบ ฮะเก๋า  เมนู เป็ดปักกิ่ง สุกี้ปลา บะหมี่กระเพาะปลาซอสเป๋าฮี้อ ข้าวผัดไข่ปลาซอสเอ็กซ์โอ และอื่นๆ

ร้านเชฟแมน นอกจากจะพร้อมบริการทุกความหลากหลายของเมนู ยังคงเปี่ยมด้วยคุณภาพของทั้งการบริการ และ รสชาติของอาหารที่มีผู้ช่วยเชฟระดับ มิชลินสตาร์ในทีม และบริหารงานโดยเชฟแมน

สามารถมาลิ้มลองอาหารของเชฟแมน ตามมาตราฐาน ร้านอาหารจีนไฟน์ ไดน์นิ่ง สไตล์ฮ่องกง ได้แล้ววันนี้ พร้อม บรรยากาศและวิว ที่สวยงามกลางกรุงเทพ 

พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการฉลองร้านเปิดใหม่ ทางร้านเชฟแมน ขอมอบส่วนลด ให้กับทุกท่านที่มารับประทานอาหารที่ร้าน ภายในเดือน พฤศจิกายน นี้ 10% 

สำรองที่นั่งได้แล้ววันนี้ ที่ 081 323 6299 , 093 131 1121 ได้ทุกวัน

เชฟ ไว ยิน มาน (Wai Yin Man) เชฟมากประสบการณ์ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารจีนมากว่า 30 ปี ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและเอ็กเซ็กคิวทีฟเฮดเชฟแห่ง Chef Man Group of Restaurants กลุ่มร้านอาหารชื่อดังในกรุงเทพฯ ที่นำเสนอหลากหลายคอนเซ็ปต์การรับประทานอาหารอันโดดเด่น

เชฟแมนเกิดและเติบโตในฮ่องกง ก้าวเข้าสู่วงการอาหารตั้งแต่อายุเพียง 13 ปี โดยเริ่มต้นจากการเป็นลูกมือในร้านอาหาร ก่อนจะสั่งสมประสบการณ์และพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง จนตัดสินใจย้ายมาประจำการที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2538

ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษ เชฟแมนดำรงตำแหน่งเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟอาหารจีนที่โรงแรมอมารี ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับความนิยมจากทั้งคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และคนดังมากมาย ด้วยความเชี่ยวชาญด้านอาหารจีนไฟน์ไดนิ่ง เชฟแมนจึงได้ก่อตั้งร้าน Chef Man สาขาแรกขึ้นในปี พ.ศ. 2554

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าอยู่เสมอ เชฟแมนให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบเป็นอย่างมาก เขามักแวะเวียนไปตลาดท้องถิ่นเพื่อเฟ้นหาส่วนผสมและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะลูกค้าของเรามีความคาดหวังต่ออาหารที่ดีและน่าจดจำ แม้จะเป็นเมนูที่เรียบง่ายก็ตาม ผมจึงนำคำแนะนำของพวกเขามาใช้สร้างสรรค์เมนูให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของแต่ละคน

ทั้งนี้การันตีความอร่อยได้จากรางวัลดังต่อไปนี้

มิชิลิน ไกด์ บุ๊ก (Micheline Guide Book)  ยาวนาน 9 ปี ซ้อน (ตั้งแต่ปี 2015 – 2025) 

รางวัลจาก Hello Taste Award : Best Chinese Cuisine 2020

รางวัล Thailand Tatler : top 10 best restaurant 2016-2018 

รางวัล Thailand Tatler : Recommend restaurant 2025

รางวัล Wongnai User Choice : Best Wongnai User Choice 2014-2025

]]>
1545456
ผ่าดราม่า “หงส์ไทย” ยาดมสมุนไพร 300 ล้าน แต่กำไรแค่ 2 ล้าน?  https://positioningmag.com/1545168 Mon, 03 Nov 2025 09:32:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1545168 ยาดมหงส์ไทย กระปุกเขียวขนาดเหมาะมือที่เริ่มต้นจากซุ้มในตลาดนัด กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกเมื่อ “เจ้าฟ่าง” ธีรพงศ์ ศิลาชัย ยกน้ำหนักคว้าเหรียญเงินโอลิมปิกปารีส 2024 พร้อมดมยาดมหงส์ไทยหน้ากล้อง จนสื่อต่างชาติอย่าง BBC และ CNN เรียกว่า “Thai Magic Inhaler” ยอดค้นหาบน Google พุ่ง 500% กลายเป็นกระแสต่อเนื่องจากภาพลิซ่า Lisa BLACKPINK ที่พกติดตัวในทริปต่างประเทศ ส่งให้ยอดขายออนไลน์ทะลุหลายเท่าตัว

แต่เบื้องหลังความสำเร็จที่ดูเหมือนสมบูรณ์แบบนี้ กลับมีปริศนาทางการเงินที่ทำให้นักสังเกตการณ์ต้องหยุดคิด ว่าทำไมแบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดหลักในตลาดยาดมไทย 4,500 ล้านบาท มีกำลังการผลิตเดือนละหลายแสนกระปุก และมียอดขายหลักล้านยูนิตต่อปี กลับมีกำไรเพียง 2-3 ล้านบาท?

จากขาดทุนสู่กำไร ตัวเลขนี้ (ไม่ค่อย) สมเหตุสมผล

หากย้อนดูข้อมูลผลประกอบการจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด ซึ่งก่อตั้งในปี 2549 โดย “เก่ง” ธีระพงศ์ ระบือธรรม ด้วยสูตรสมุนไพรผสมพิมเสนและสมุนไพรไทยกว่า 10 ชนิด มีภาพรวมทางการเงินที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ปี 2559-2564: ขาดทุนต่อเนื่อง 6 ปี (รวมขาดทุนกว่า 27 ล้านบาท) แม้รายได้เติบโตจาก 8.4 ล้านเป็น 24.8 ล้านบาท
  • ปี 2565: รายได้กระโดดเป็น 62.7 ล้านบาท พลิกมาทำกำไร 782,832 บาท
  • ปี 2566: รายได้พุ่งสูงสุด 215.7 ล้านบาท แต่กำไรเพียง 1.4 ล้านบาท (อัตรากำไรสุทธิ 0.66%)
  • ปี 2567: รายได้ทะลุ 366 ล้านบาท กำไรเพิ่มเป็น 2 ล้านบาท (อัตรากำไรสุทธิ 0.56%)

hongthai

ตัวเลขเหล่านี้ชวนให้ตั้งคำถาม ว่าธุรกิจที่มีรายได้เกิน 300 ล้านบาทต่อปี ครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ชัดเจนในอุตสาหกรรม แต่ทำไมกำไรถึงบางจนน่าตกใจ? ทั้งที่สินค้าขายหมดสต็อก มีกระแส viral ระดับโลก และราคาต้นทุนการผลิตยาดมสมุนไพรไม่ได้สูงมากนัก

ทฤษฎีเบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้อาจสันนิษฐานได้ไม่ต่ำกว่า 4 มุม หนึ่งในนั้นคือโครงสร้างหนี้ที่ไม่มีวันจบ

ในบางธุรกิจ บริษัทอาจมีหนี้สินจากการกู้เงินจากผู้ถือหุ้น โดยบริษัทเลือกจ่ายแต่ดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ แทนที่จะชำระเงินต้น ผู้ถือหุ้นเหล่านี้อาจเป็นญาติพี่น้องหรือบุคคลใกล้ชิด ทำให้หนี้ไม่มีวันลดลง แต่สร้างรายจ่ายดอกเบี้ยที่กัดกร่อนกำไรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยว่าหงส์ไทยอยู่ในกรณีนี้หรือไม่

ขาดทุนเชิงบัญชี?

มุมที่ 2 คือกลยุทธ์ภาษีแบบขาดทุนเชิงบัญชี ต้องยอมรับว่าการรายงานกำไรต่ำหรือขาดทุนอาจเป็นกลยุทธ์ในการลดภาระภาษีนิติบุคคล โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว และการจัดโครงสร้างต้นทุนและค่าใช้จ่าย (เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าการตลาด ดอกเบี้ยจ่าย) ให้กำไรสุทธิอยู่ในระดับต่ำ เป็นเทคนิคที่ SME หลายรายใช้กันมานานแล้ว

มุมที่ 3 คือการขยายตัวแบบก้าวกระโดด เนื่องจากในช่วงปี 2565-2567 หงส์ไทยขยายโรงงานและเพิ่มกำลังการผลิตอย่างมาก ค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักร การจ้างพนักงานเพิ่ม และการขยายช่องทางจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ อาจส่งผลให้กำไรสุทธิถูกกดลง แม้รายได้จะพุ่งสูง

hongthai

มุมที่ 4 คือต้นทุนซ่อนเร้น เพราะหงส์ไทยต้องบริหารจัดการตัวแทนขายมากมายในการส่งออกต่างประเทศ และการรักษาคุณภาพสมุนไพร ต้องใช้ต้นทุนโลจิสติกส์และการควบคุมคุณภาพที่มีรายละเอียดมาก ซึ่งคาดว่าต้นทุนส่วนนี้จะเพิ่มมากขึ้นอีกหลังจากวิกฤติคุณภาพสินค้า ที่เป็นข่าวดังเมื่อ 28 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

แม้โครงสร้างทางการเงินของหงส์ไทยจะยังคงเป็นปริศนา แต่สถานการณ์ปัจจุบันของหงส์ไทยได้มอบบทเรียนที่น่าสนใจมากสำหรับธุรกิจไทย เพราะการที่หงส์ไทยถูกบุกตรวจโรงงาน 2 แห่ง และโดนข้อหาผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาตเต็มรูปแบบ นำไปสู่การสั่งปิดชั่วคราว นำไปสู่การยึดสินค้า 2.4 ล้านชิ้น มูลค่า 120 ล้านบาทนั้น ถือเป็นบทพิสูจน์ว่าผู้ที่ประกอบธุรกิจในรูปแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) เช่น อาหารเสริม หรือสินค้าความงาม ควรจะต้องระวังและดำเนินการให้รัดกุม เกี่ยวกับเรื่องการทำสัญญาและการบริหารความเสี่ยง

ข้อกำหนดสำคัญที่ธุรกิจต้องระบุในสัญญากับโรงงาน OEM คือการรับรองสูตรและความรับผิดชอบ ในสัญญาควรต้องระบุให้โรงงานผู้ผลิตรับรองว่า สูตรที่มอบให้แก่ผู้ประกอบการนั้น เป็นความรับผิดชอบของโรงงานทั้งหมด โดยโรงงานจะต้องรับรองว่า ไม่มีสารใด ๆ ที่จะทำให้เกิดปัญหาต่อผลิตภัณฑ์ ซึ่งหากเกิดปัญหาขึ้นภายหลังและสัญญามีการระบุข้อตกลงเหล่านี้อย่างชัดเจน โรงงานผู้ผลิตจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด

ในเมื่อไม่มีการระบุชัดในสัญญา ธุรกิจหงส์ไทย 20 ปีจึงเสียหายมากมายเช่นในเวลานี้ ขณะเดียวกัน กรณีที่เกิดขึ้นยังสามารถสะท้อนปัญหาโครงสร้างของ SME ไทยที่เติบโตเร็วเกินกว่าระบบการบริหารจัดการจะรองรับได้ และยังเป็นคำถามว่าธุรกิจจะเติบโตไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ หากโครงสร้างทางการเงินยังคงเป็นปริศนาต่อไป?

ที่มา : MGR 1, MGR 2, DBD

]]>
1545168