Admin – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 03 Apr 2026 10:22:36 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 EMPIRE จับมือ MF26 เปิดตัวโปรเจกต์ยักษ์ “ONE LIVE ไทยช่วยไทย” ดึงกองทัพซุปตาร์ตะลุย Live กวาดยกคลัง 7 เม.ย. นี้ ที่ฮาบิโตะ มอลล์   https://positioningmag.com/1567666 Thu, 02 Apr 2026 06:31:42 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567666 เมื่อโลกของอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงอิฐหินปูนทราย แต่กำลังวิวัฒนาการสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่กินได้จริง บริษัท ออริจิ้น โกลบอล เอมไพร์ จำกัด (มหาชน) หรือ EMPIRE ภายใต้การนำของ CEO หญิงแกร่งคนใหม่ “วัชราภรณ์ สุวินย์ชัย” ประกาศผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท มูฟฟาสท์ จำกัด (มหาชน) หรือ MF26 ผู้นำด้าน Live Commerce ของไทย นำโดย “โตชิ ศิริจิวานนท์” สร้างปรากฏการณ์ O2O (Offline to Online) ครั้งใหญ่ในงาน “ONE LIVE ไทยช่วยไทย: Live เดียวกวาดยกคลัง” ที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ในวันที่ 7 เมษายน 2569 ณ ฮาบิโตะ มอลล์ แสนสิริ

EMPIRE จากวิศวกรรมโครงสร้างสู่ Digital Infrastructure Developer

การก้าวรับตำแหน่ง CEO ของวัชราภรณ์ มาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมอย่าง Maximizing Asset Yield Through Integrated Innovation เธอเปลี่ยนภาพจำของ EMPIRE จากผู้เชี่ยวชาญงานระบบปรับอากาศและวิศวกรรม (M&E) ให้กลายเป็นผู้พัฒนา “โครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ประสิทธิภาพสูง” เพื่อช่วยให้ลูกบ้านและพันธมิตรอสังหาฯ ไม่เพียงแต่ลดค่าใช้จ่าย แต่ยังสามารถ “เพิ่มรายได้” จากพื้นที่เดิมที่มีอยู่ ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

MF26 กับภารกิจ Discovery Engine เมื่อการช้อปปิ้งคือความบันเทิง

ทางฝั่งของ MF26 ผู้คร่ำหวอดในวงการขายออนไลน์มากว่า 12 ปี มองเห็นโอกาสในยุค Social Commerce ที่มูลค่าตลาดดิจิทัลไทยอาจแตะ 5.6 ล้านล้านบาท โตชิระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการ “ค้นหา” เป็นการ “ค้นพบ” สินค้าผ่านอัลกอริทึมและความบันเทิง (Entertainment + Commerce) ซึ่ง Live Commerce มีอัตราการปิดการขาย (Conversion Rate) สูงถึง 30% หรือมากกว่า E-commerce ดั้งเดิมถึง 10 เท่า ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการนำ Data และ AI ของ MF26 มาผสานกับพื้นที่กายภาพที่เป็นเครือข่ายของ EMPIRE

ลุยโปรเจคต์ยักต์แห่งปี “ONE LIVE ไทยช่วยไทย : Live เดียวกวาดยกคลัง”

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทั้ง 2 อยู่คนละอุตสาหกรรมกัน จะมีความร่วมมือกันรูปแบบไหน จุดเริ่มต้นของโปรเจ็คต์นี้ก็คือ EMPIRE มีเครือข่ายลูกค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว หรือกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องการที่จะเพิ่มรายได้ให้กลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้น ลดรายจ่าย ผลพลอยได้ก็คืออาจจะทำให้ใช้บริการของ EMPIRE มากขึ้นในอนาคต

นอกเหนือจากด้านเทคโนโลยีไอที EMPIRE ยังมุ่งขยายขีดความสามารถไปยังกลุ่มธุรกิจ E-commerce และ Live Commerce อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศการขายที่ครบวงจร 

ความร่วมมือนี้เกิดจากการนำความเชี่ยวชาญด้านงานวิศวกรรมและการจัดการพื้นที่ของ EMPIRE มาบูรณาการเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีของ MF26 ซึ่งเป็นผู้นำด้าน Live Commerce ทำงานร่วมกันในรูปแบบ Co-creation เพื่อสร้างโมเดล O2O (Offline to Online) ที่เชื่อมโยงประสบการณ์ผู้บริโภคทั้งสองโลกเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ 

“การร่วมมือกับ MF26 ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือแบบเกื้อหนุน (Complementary Partnership) ที่สอดคล้องกับแนวคิด ‘Nothing is impossible: Think fast, Move faster, Win bigger’ ซึ่งตรงกับ DNA ของทั้งสองบริษัท จึงเกิดเป็นมหกรรม ‘ONE LIVE ไทยช่วยไทย: Live เดียวกวาดยกคลัง’ ที่ใช้รูปแบบการตลาดแบบ O2O (Offline to Online) เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ผู้บริโภคทั้งสองโลกเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่ง สอดคล้องกับข้อมูลจาก Technavio บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านตลาดระดับโลก ระบุว่าธุรกิจที่ใช้โมเดล O2O สำเร็จสามารถเพิ่มมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้าได้ถึง 20%” นางสาววัชราภรณ์ กล่าวเพิ่มเติม

งานนี้ไม่ใช่แค่การเปิดบูธขายของ แต่คือการสร้าง Live Base หรือสถานีไลฟ์สดต้นแบบบนพื้นที่ศักยภาพของแสนสิริ เพื่อพิสูจน์ว่าพื้นที่อสังหาฯ สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลได้ผ่านโลกออนไลน์

ประเดิมครั้งแรกในวันที่ 7 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 21.00 น. ณ ลานกิจกรรม ศูนย์การค้าฮาบิโตะ มอลล์ (T77) การรวมตัวครั้งสำคัญของดารา และครีเอเตอร์ตัวท็อป อาทิ แทค ภรัณยู, นานา ไรบีนา & เวย์, อาร์ต พศุตม์, เส้นด้าย (สอดอสไตล์), หนูแหม่ม สุริวิภา, ม้า อรนภา, อาจารย์เบียร์ และเหล่าครีเอเตอร์ตัวท็อป อาทิ  ฝน มาริสา, กุ๊กกิ๊กแม่บ้านตำรวจ, เอ้เฟค KING OF AIR, ป๋อ JSP, แม่อี๊ด ดวงใจ, ต๊อบ เถ้าแก่น้อย และอีกมากมายที่จะสลับกันขึ้นไลฟ์ ปล่อยดีลเด็ด และดันยอดขายด้วยความสนุก แบบ Non-stop

พร้อมดีลเด็ดจากพาร์ทเนอร์ที่พร้อมกวาดยกคลัง แบรนด์ชั้นนำทั้งสินค้าเครือสหพัฒน์ เช่น โชกุบุสซึ โมโนกาตาริ, เปา, ซอลส์, อาท พลัส, Sunlight, Lux, Systema, Protex รวมถึง ข้าวตรากินรี, แอร์ Hi-Cool, BioActive และผลิตภัณฑ์ของดารา และ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่จะทยอยเสิร์ฟให้ช้อปตลอดวัน

ด้าน โตชิ ศิริจิวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มูฟฟาสท์ จำกัด (มหาชน) หรือ MF26 บอกว่า กล่าวว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา E-Commerce ทำงานอยู่บนหลักการเดียวกันเสมอ คือลูกค้า ‘ค้นหา’ สิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วจึงตัดสินใจซื้อ แต่วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เราได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Modern Social Commerce ที่อัลกอริทึมค้นพบสินค้าแทนผู้บริโภค โลกที่ความบันเทิงกลายเป็นประตูสู่การซื้อ และ โลกที่การค้นพบ รีวิว และ การซื้อ เกิดขึ้นทันทีภายใน Ecosystem เดียว

“สิ่งที่ MF26 ทำ เราไม่ได้สร้างแค่แฟลตฟอร์มการขายออนไลน์ แต่เรากำลังสร้าง ‘Discovery Engine’ อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค และเพิ่มศักยภาพการเติบโตสูงในระบบเศรษฐกิจใหม่”

การร่วมมือกับ EMPIRE ในครั้งนี้ จะช่วยให้เราขยายขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคง เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน 

โดยที่ขอบเขตการทำงาน คือ การนำนวัตกรรม การจัดการ Data AI และเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ของ MF26 ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านพื้นที่และวิศวกรรมของ EMPIRE เพื่อสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ประสิทธิภาพสูง เรียกว่าเป็นการผสานจุดแข็งของทั้ง 2 ได้อย่างลงตัว 

ความร่วมมือนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่งานเดียว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศการขายที่ครบวงจร EMPIRE มุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่ Community Mall ให้กลายเป็นแหล่งชุกชุมของเศรษฐกิจดิจิทัล ในขณะที่ MF26 พร้อมใช้ระบบ Dashboard และเครือข่าย Affiliate ที่ทรงพลัง ขับเคลื่อนสินค้าไทยให้เติบโตทันกระแสอาเซียน โดยตั้งเป้ายอดขายรวมภายในวันเดียวไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

“เราไม่ได้แค่เปิดล็อกให้เช่า แต่เราเปิดพื้นที่ให้ไลฟ์ฟรี เพื่อสร้างต้นแบบการค้าที่มีชีวิตและเข้าถึงใจผู้คน” ผู้บริหารทั้งสองกล่าวทิ้งท้ายถึงหัวใจสำคัญของโครงการที่ตั้งใจให้เป็น “ไทยช่วยไทย” อย่างแท้จริง

]]>
1567666
ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ ทุ่มงบดึง “บิวกิ้น” นั่งพรีเซ็นเตอร์ Wholly Nuts® ปั้นแบรนด์แมสราคาจับต้องได้ บุกตลาด Gen Z เต็มสูบ https://positioningmag.com/1567586 Thu, 02 Apr 2026 04:45:01 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567586 ในวันที่ตลาดนมทางเลือก (Alternative Milk) กำลังดุเดือดด้วยผู้เล่นหน้าใหม่มากมาย บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด ผู้บุกเบิกตลาดพรีเมียมเจ้าแรกๆ ในไทย โชว์ฟอร์มแกร่งครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 กว่า 49% พร้อมประกาศศักดาปี 2568 เติบโตเกือบ 30% กวาดรายได้แตะ 800 ล้านบาท ล่าสุดเดินเกมรุกครั้งสำคัญ ด้วยการปั้นแบรนด์ “โฮลี่ นัทส์®” (Wholly Nuts®) ให้เป็นหัวหอกใหม่ในการขยายฐานสู่แมส และคนรุ่นใหม่ หลังจากวางจำหน่ายมา 4-5 ปีแล้ว

จาก 137 ดีกรี สู่ โฮลี่ นัทส์ กลยุทธ์แยกเซกเมนต์เพื่อครองตลาด

นางสาวอริสา อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการ เผยวิสัยทัศน์ว่า หลังจากปั้นแบรนด์ 137 ดีกรี จนเป็นที่ยอมรับในระดับพรีเมียมและส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลกแล้ว ถึงเวลาที่บริษัทจะเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ด้วย “โฮลี่ นัทส์” แบรนด์ที่เน้นความ “ดื่มง่าย-ลีน-คลีน”

จริงๆ แล้วโฮลี่ นัทส์ไม่ใช่แบรนด์ใหม่ ได้ทำตลาดมาราว 4-5 ปีแล้ว เพียงแต่วางจำหน่ายแบบเงียบๆ ไม่ได้ทำการตลาดมาก เพราะบริษัทเน้นที่แบรนด์ 137 ดีกรี แต่ปัจจุบันตลาดมีการเติบโต และผู้บริโภคเปิดรับมากขึ้น ทำให้ถึงเวลาในการทำตลาดโฮลี่ นัทส์อย่างจริงจัง

โดยที่โฮลี่ นัทส์เป็นแบรนด์แมสกว่าเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ 18-35 ปี และกลุ่ม Gen Z ที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพ หรือคนที่เริ่มดื่มนมทางเลือก รวมถึงเริ่มจับกลุ่มร้านอาหาร และคาเฟ่ กลุ่ม HoReCa มากขึ้น เน้นนำนมไปผสมเครื่องดื่ม อาหาร หรือขนมต่างๆ โดยมีราคาที่เข้าถึงง่าย กล่องเล็ก 23 บาท และกล่องใหญ่ 99 บาท

“บิวกิ้น” พรีเซ็นเตอร์คนแรก กับภารกิจเชื่อมใจคนรุ่นใหม่

หมัดเด็ดในปีนี้คือการเปิดตัว “บิวกิ้น – พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนแรกของโฮลี่ นัทส์ เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ความจริงใจ สุขภาพดี และเข้าถึงง่าย ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของแบรนด์ที่เน้นคุณภาพจาก “ถั่วเต็มเมล็ด 100%” นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมปล่อยกิมมิกมาร์เก็ตติ้งเอาใจแฟนคลับด้วย Limited Edition Packaging คอลเลกชัน Billkin ที่สามารถนำกล่องมาเรียงต่อกันเป็นคำพิเศษ สร้างสีสันและยอดขายในกลุ่ม Social Commerce

แนวโน้มตลาดนมทางเลือกทั้งในไทยและทั่วโลกยังเติบโตในระดับ Double Digit โดยมีปัจจัยหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งการลดน้ำตาล งดแลคโตส และการเติบโตของกลุ่ม flexitarian ส่งผลให้ตลาดยังอยู่ในช่วง Growth Phase และมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากในระยะยาว

นางสาวอริสา กล่าวต่อว่า บริษัทวางกลยุทธ์รับมือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นด้วยมุมมองเชิงบวก โดยมองว่าการมีผู้เล่นมากขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตของตลาด แต่ยังคงยึดแนวทางไม่แข่งขันด้านราคาและมุ่งเน้นสร้าง Value ที่แตกต่างผ่านคุณภาพสินค้าและประโยชน์ต่อสุขภาพที่ผู้บริโภครับรู้ได้จริง จุดแข็งของเราคือการเป็นผู้บุกเบิกตลาด มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในผลิตภัณฑ์ plant-based milk และมี positioning ที่ชัดเจนในระดับพรีเมียม ทั้งด้านคุณภาพวัตถุดิบจากถั่วเต็มเมล็ดและมาตรฐานการผลิต ทำให้แบรนด์ได้รับความเชื่อมั่นในระยะยาว

ปัจจุบัน บริษัทมีผลิตภัณฑ์ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ นมอัลมอนด์ นมพิสตาชิโอ นมแมคคาเดเมีย นมวอลนัท และนมโปรตีนสูง โดยกลุ่มนมอัลมอนด์ยังคงเป็นรายได้หลัก ขณะที่โครงสร้างรายได้มาจากตลาดในประเทศและต่างประเทศในสัดส่วน 50:50 และมีการส่งออกไปมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกใน 5 ทวีป

ในด้านช่องทางจำหน่าย ยังคงมีสัดส่วนหลักจากออฟไลน์ โดยบริษัทมีแผนขยายทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กัน พร้อมรุกตลาดต่างประเทศเพิ่มเติมในปี 2569 เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

]]>
1567586
Techsauce จุดพลุ Healthspan Festival ผนึกรัฐ เอกชน บุคลากรทางการแพทย์ มุ่งสร้าง Community ให้แข็งแกร่งสู่การดันไทยเป็น Medical Hub https://positioningmag.com/1566891 Mon, 30 Mar 2026 08:46:56 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566891 Techsauce ผู้นำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีและธุรกิจชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศความสำเร็จในการจัดงาน “Techsauce Healthspan Festival 2026” ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน มหกรรมสร้างอนาคตสุขภาพดี เวทีนวัตกรรมเพื่อสุขภาพครบวงจร ตอกย้ำบทบาทการเป็น Ecosystem Builder ที่เชื่อมโยงโลกธุรกิจ เทคโนโลยี ภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้สนใจเรื่องสุขภาพ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศและ Community สุขภาพให้แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยให้เป็น Medical Hub

งานในครั้งนี้มาพร้อมแนวคิดหลักคือ “Healthspan” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามและหาคำตอบใหม่ให้กับการใช้ชีวิต ว่าเราจะทำอย่างไรให้ช่วงเวลาที่มีสุขภาพดียาวนานเท่ากับช่วงอายุขัยของเรา โดยภายในงานได้รวบรวมองค์ความรู้จากวิทยากรชั้นนำ บริษัทด้านสุขภาพ และนวัตกรรมมาร่วมจัดแสดง เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของสังคมผู้สูงวัย (Aging Society) และการสร้าง New S-Curve ทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสุขภาพ

เชื่อมโยงนโยบายระดับชาติและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพ

หนึ่งในหัวใจสำคัญของงานปีนี้คือการเสวนาในมิติของ “Economy & Policy” โดย Techsauce ได้เปิดเวทีให้ผู้นำทางความคิดร่วมหารือในหัวข้อ “Road to Global Medical Hub” และ “Global Wellness Destination” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นหมุดหมายทางการแพทย์ของโลก ไม่เพียงแค่การรักษา แต่รวมไปถึงการเป็นศูนยกลางการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ

บนเวทีเสวนา ผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันถกประเด็นการ Disruption ของระบบสาธารณสุข โดยเน้นไปที่การลดภาระของโรงพยาบาลผ่านระบบ Preventative Care หรือการดูแลเชิงป้องกัน ซึ่งจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว และเปลี่ยนวิกฤตสังคมสูงวัยให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน

เจาะลึกเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก จาก AI สู่การปลดล็อกศักยภาพมนุษย์

ในมิติของเทคโนโลยี งานนี้ได้สร้างปรากฏการณ์การรวมตัวของ DeepTech ด้านสุขภาพที่ล้ำสมัยที่สุด ตั้งแต่เวที “Future of HealthTech” ที่นำเสนอการใช้ AI และ Big Data ในการวิเคราะห์โรคแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคล (Personalized Medicine) ไปจนถึงนวัตกรรม Genomics ที่จะทำให้การรักษาโรคยากๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงเทรนด์ “Next-Gen Biohacking” และ “Human Optimization” ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่ออัปเกรดศักยภาพของมนุษย์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเน้นการใช้ Smart Wearables และอุปกรณ์อัจฉริยะในการติดตามดัชนีชี้วัดสุขภาพแบบ Real-time ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทของคนไข้จากการเป็นผู้รับการรักษา มาเป็นผู้ควบคุมสุขภาพของตนเองอย่างแท้จริง

คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด เปิดเผยว่า

“โลกกำลังเปลี่ยนจากยุค ‘จ่ายเงินเมื่อป่วย’ สู่การ ‘ลงทุนเพื่อป้องกัน’ ซึ่งเป็นจุดตัดสำคัญของเทคโนโลยีและชีววิทยาที่ทำให้เราสามารถออกแบบสุขภาพเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ วันนี้ Techsauce Healthspan Festival จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างชุมชนสายสุขภาพที่แข็งแกร่ง เรามองเห็นโอกาสมหาศาลใน ‘เศรษฐกิจแห่ง Healthspan’ ที่นวัตกรรมจะต้องเข้าถึงง่ายและราคาจับต้องได้ เพื่อเปลี่ยนผู้สูงอายุจากภาระทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคใหม่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีกำลังซื้ออย่างยั่งยืน”

ความร่วมมือที่โดดเด่นในงานนี้คือการผสานพลังกับภาคเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจประกันภัยที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพได้ง่ายขึ้น

คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมถึงความสำคัญของระบบนิเวศสุขภาพว่า 

“โลกของ Healthcare และ Life Insurance กำลังหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว งานนี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคตไม่ได้จบแค่ที่โรงพยาบาล แต่คือการดูแลตลอดช่วงชีวิตผ่านแนวคิด Longevity Design การเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Healthspan Festival ทำให้เราเห็นถึงโอกาสในการนำ Data และนวัตกรรมใหม่ๆ มาออกแบบโซลูชันประกันชีวิตที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ช่วยให้ลูกค้าของเรามีช่วงเวลาสุขภาพดีที่ยาวนานขึ้น และมีความมั่นคงทางการเงินไปพร้อมกัน”

ความสำเร็จที่วัดผลได้และก้าวต่อไปของนวัตกรรม

นอกจากเนื้อหาบนเวทีที่เข้มข้นแล้ว โซนการจัดแสดงนวัตกรรม (Exhibition) ยังได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง โดยมีตัวเลขยอดผู้เข้าชมรวมกว่า 2,500 ท่าน ตลอดระยะเวลา 2 วัน และรวบรวมบูธแสดงผลงานจากบริษัทชั้นนำมากกว่า 80 ราย

งาน Techsauce Healthspan Festival 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงงานอีเวนต์ แต่คือการเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมของความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมที่จะเปลี่ยนโฉมหน้า Healthcare Ecosystem ของประเทศไทยให้มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

]]>
1566891
Oral-B ตอกย้ำเบอร์ 1 ตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้า ส่งนวัตกรรม iO Series ชูเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อการดูแลช่องปากระดับพรีเมียม เสียงเบา ละมุนกว่า ไม่ทำร้ายเหงือก  https://positioningmag.com/1566428 Thu, 26 Mar 2026 09:14:56 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566428 ออรัลบี (Oral-B) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากระดับโลกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายรวมถึงในประเทศไทย และได้รับการยอมรับให้เป็นแบรนด์อันดับ 1 ที่ทันตแพทย์ทั่วโลกแนะนำแก่ผู้บริโภค จัดงาน “Oral-B The Future of Brushing” เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ของนวัตกรรมระดับพรีเมียมของ Oral-B iO Series พร้อมเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแปรงสีฟันไฟฟ้า  

iO Series ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่  iO2, iO3 และ iO7 ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ที่มาพร้อม iO Technology เทคโนโลยีการแปรงฟันไฟฟ้าที่ดีที่สุดจาก Oral-B  ซึ่งถูกพัฒนาร่วมกับทันตแพทย์  ที่ทางแบรนด์ให้ความสำคัญมุ่งมั่นคิดค้นเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อผู้บริโภคเสมอมา และยกระดับการดูแลสุขภาพช่องปากของคนไทยให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะการที่มีสุขภาพที่ดี ต้องเริ่มต้นด้วยการมีสุขภาพช่องปากที่ดี พร้อมตั้งเป้าปี 2569 เติบโตอย่างยั่งยืนในกลุ่มของแปรงสีฟันไฟฟ้า ทั้งในด้านยอดขาย การขยายฐานผู้บริโภค และการรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ของตลาดแบรนด์แปรงสีฟันไฟฟ้าตอกย้ำได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะแบรนด์แปรงสีฟันที่ทันตแพทย์ทั่วโลกเลือกใช้มากที่สุด

ปวีร์ เตโชโยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดแบรนด์ออรัลบี กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง สอดรับกับกระแสผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพและความงามมากขึ้น ตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้ามีอัตราการเติบโตสูงถึง 20% เมื่อเทียบกับปี 2564 สะท้อนความต้องการที่ขยายตัวอย่างชัดเจน และการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหา Health Gadget เพื่อยกระดับการดูแลสุขอนามัยช่องปากด้วยนวัตกรรมส่งผลให้แปรงสีฟันไฟฟ้าได้รับความนิยมแพร่หลายทั้งในยุโรปเอเชียเช่นญี่ปุ่นเกาหลีใต้รวมถึงประเทศไทยด้วย

ปวีร์ฉายภาพตลาดแปรงสีฟันในประเทศไทยปี 2568 มีมูลค่าราว 120 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 3,800-3,900 ล้านบาท ไม่มีการเติบโตเท่าไหร่นัก โดยที่ตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้ามีสัดส่วน 7% กลุ่มนี้มีการเติบโตถึง 30% เป็นโอกาสทางการตลาดอย่างมากเพราะอัตราการเข้าถึงของคนไทยยังมีเพียงแค่ 3% เท่านั้น เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีอัตราการเข้าถึง 20-25%

ออรัล-บีมีความแข็งแกร่งในตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้า ครองตลาดเป็นเบอร์หนึ่ง มีการออกสินค้าใหม่ๆ มาตลอด ทำให้ในปัจจุบันเริ่มมีคู่แข่งในตลาด มีระดับราคาที่แมสมากขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่ 500 บาท ถึงหลักหมื่น

ความท้าทายของตลาดนี้ก็คือ การสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคให้เข้าใจการใช้งานแปรงสีฟันไฟฟ้า ว่ามีความแตกต่างจากแปรงสีฟันธรรมดาอย่างไร ช่วยเรื่องปัญหาช่องปากอย่างไรบ้าง เรียกว่าต้องใช้ระยะเวลาในการคุยกับผู้บริโภค

ซึ่งการแข่งขันเป็นเรื่องของการช่วงชิงนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตั้งแต่ระบบสั่น Sonic ไปจนถึงนวัตกรรมขั้นสูงอย่าง iO ของ Oral-B ที่เน้นในเรื่องการทำความสะอาดช่องปากอย่างมีประสิทธิภาพและล้ำลึก แต่ยังให้ความอ่อนโยนต่อเหงือกและฟัน ด้วยลักษณะหัวแปรงกลมเอกลักษณ์ของ Oral-B จะช่วยเจาะลึกทำความสะอาดฟันทุกซี่ แม้แต่กรามซี่ในสุดได้อย่างแม่นยำและทั่วถึง

โดยระดับราคาของแปรงสีฟันไฟฟ้าในปัจจุบันมีให้เลือกกว้างมากตั้งหลักร้อยถึงหลักหมื่นบาทตามวัสดุและฟังก์ชันต่างๆ ที่ให้มากับตัวแปรง ซึ่งการที่ผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายแพงขึ้น เพื่อแลกกับประสิทธิภาพและประสบการณ์การใช้งานที่ดี ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปให้กลายเป็น “Health Gadget” อัจฉริยะที่มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด

Oral-B จึงตอกย้ำความเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้าด้วยความสำเร็จของนวัตกรรมพรีเมียมตระกูล  iO Series ทั้งรุ่น iO2, iO3 และ iO7 ซึ่งผลักดันให้กลุ่มผลิตภัณฑ์แปรงสีฟันไฟฟ้าของ Oral-B เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 30% เมื่อเทียบกับปี 2564 ด้วยความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนผ่านตัวเลขยอดขายอันดับ 1 แต่ยังยืนยันถึงความเชื่อมั่นในฐานะแบรนด์ที่ทันตแพทย์ทั่วโลกเลือกใช้มากที่สุด ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดนวัตกรรมดูแลช่องปาก

ครั้งนี้ Oral-B เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแปรงสีฟันไฟฟ้า พร้อมชูจุดเด่นที่น่าสนใจของแปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B iO Series ผ่านการจัดงาน “Oral-B The Future of Brushing” เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการดูแลสุขภาพช่องปาก โดยมีไฮไลท์สำคัญคือ การเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ถึงพัฒนาการของแปรงสีฟันจากอดีตสู่ปัจจุบัน และเป็นครั้งแรกของทางแบรนด์ที่จะเปิดโอกาสให้ทุกท่านได้สัมผัสถึงประสบการณ์การใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า และร่วมพิสูจน์ประสิทธิภาพของแปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B  iO Series ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการทำงานด้วยแม่เหล็ก iO Magnetic Drive และระบบ  Micro-Vibration ที่ให้การทำความสะอาดช่องปากที่สมูทกว่า สะอาดกว่า และอ่อนโยนกว่า เทคโนโลยี่แปรงสีฟันไฟฟ้าที่เคยมีมา

โดยแปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-iO Series ได้รับการรับรองทางคลินิกว่า สามารถขจัดคราบพลัคได้มากถึง 99.9%* เมื่อเทียบกับแปรงสีฟันธรรมดา แต่ยังคงความอ่อนโยนต่อเหงือก เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพฟันและเหงือกของผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ฉะนั้นการเลือกแปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B iO Series ให้คุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ไม่ใช่เพียงการเลือกสรรรุ่นที่ล้ำสมัยที่สุด แต่คือการค้นหาคู่แท้ที่สอดประสานเข้ากับวิถีชีวิตและสุขอนามัยส่วนบุคคลได้อย่างลงตัว โดยมีองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาดังนี้

  • Oral-B iO2  แปรงสีฟันไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นเริ่มต้นที่คุ้มค่าที่สุดในซีรีส์ iO นวัตกรรมแปรงสีฟันไฟฟ้าที่ผสานระบบ iO Magnetic Drive เข้ากับแรงสั่นสะเทือน iO Micro Vibration มอบสัมผัสที่นุ่มนวลและเงียบสงบยิ่งกว่า มาพร้อมหัวแปรง Clean & Gum Protect ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลเหงือกโดยเฉพาะ ด้วยขนแปรงเรียวเล็กที่ซอกซอนขจัดคราบพลัคได้ลึกถึง 99.9% พร้อมระบบเซนเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยปกป้องเหงือกจากการกดแปรงที่แรงเกินไป โดยตัวแปรงจะโชว์ไฟเซนเซอร์สีแดง พร้อมหัวแปรงจะลดความเร็วลงอัตโนมัติ ให้ฟันสะอาดหมดจดทุกซี่ด้วยดีไซน์หัวแปรงทรงกลมเอกลักษณ์เฉพาะของ Oral-B และระบบจับเวลา 2 นาที โดยจะสั่นเตือนทุก 30 วินาที เพื่อความสะอาดเหนือระดับ
  • Oral-B iO3  แปรงสีฟันไฟฟ้าที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี iO Magnetic Drive ระบบขับเคลื่อนพลังงานแม่เหล็กที่ส่งแรงสั่นสะเทือนระดับไมโครไวเบรชัน (Micro-Vibration) ตรงถึงปลายขนแปรง ช่วยขจัดคราบพลัคได้ถึง 99.9%* เทียบกับแปรงธรรมดา พร้อมปกป้องเหงือกด้วย Advanced Gum Pressure Sensor ไฟ LED แจ้งเตือนแรงกด 3 ระดับ (ขาวเบาไป / เขียวพอดี / แดงแรงเกินไป) ตอบโจทย์ทุกการดูแลด้วย 3 โหมดทำความสะอาด (Daily Clean, Sensitive, Whitening) และระบบจับเวลา 2 นาที โดยจะสั่นเตือนทุก 30 วินาที เพื่อความสะอาดระดับมืออาชีพในทุกวัน
  • Oral-B iO7 ยกระดับการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยหัวแปรง Advance Clean ที่ออกแบบมาเพื่อการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก โดยเฉพาะตามร่องฟันและซอกฟันที่เข้าถึงยาก โดดเด่นด้วยนวัตกรรมขนแปรง 2 ระดับแบบ Tuft-in-tuft ที่ผสานพลังการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก โดยขนแปรงกระจุกด้านในที่มีความยาวพิเศษจะทำหน้าที่เสมือนไหมขัดฟันที่สามารถซอกซอนลงไปในร่องฟันและช่องว่างระหว่างฟันที่เข้าถึงยากได้อย่างแม่นยำ ทำงานควบคู่ไปกับขนแปรงกระจุกวงนอกที่สั้นและแน่นกว่าซึ่งเน้นการขัดถูเพื่อขจัดคราบพลัคและคราบบนผิวฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวขนแปรงถูกออกแบบให้สอดรับกับรูปฟันทรงกลมได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อผสานกับระบบไมโครไวเบรชัน (Micro-Vibration) ของรุ่น iO7 จึงช่วยให้การทำความสะอาดมีความละเอียดสูง และระบบจับเวลา 2 นาที เพื่อความสะอาดเหมือนออกมาจากคลินิกทันตแพทย์

โดย Oral-B มุ่งขยายฐานผู้บริโภคสู่กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพช่องปากควบคู่ไปกับการเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับนวัตกรรมเพื่อยกระดับความสะดวกและประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีปัญหาสุขภาพฟันและเหงือกที่มองหาทางเลือกในการทำความสะอาดที่ล้ำลึกกว่าเดิม ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวผ่านกลยุทธ์การเจาะกลุ่ม New User ที่ต้องการเปลี่ยนจากแปรงสีฟันแบบธรรมดาสู่ประสบการณ์การแปรงฟันที่เปลี่ยนไปจากเดิม สมูทกว่า สะอาดกว่า อ่อนโยนกว่า ซึ่งครอบคลุมผู้บริโภคหลากหลายเจเนอเรชันที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัยและใส่ใจในคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ในส่วนของการรุกตลาดของ Oral-B มีการวางกลยุทธ์ไว้แบบครบวงจร เพื่อตอกย้ำนวัตกรรม Oral-B iO โดยเน้นการสร้าง  Awareness และกระตุ้น Trial ผ่านกิจกรรมไฮไลท์ “Oral-B The Future of Brushing” ควบคู่ไปกับการตอกย้ำ Product Superiority ในฐานะแบรนด์ที่ทันตแพทย์ทั่วโลกแนะนำ พร้อมบุกช่องทางขายครอบคลุมทั้งออฟไลน์อย่างโมเดิร์นเทรด, ดรักส์สโตร์ และร้านอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงช่องทางออนไลน์ e-commerce เพื่อผลักดัน Conversion โดยชูจุดเด่นเรื่องความคุ้มค่าในระยะยาวเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อการลดโอกาสการเกิดปัญหาช่องปากในอนาคตที่อาจเกิดค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า

ทั้งนี้ Oral-B พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง มุ่งเป้าเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากแปรงสีฟันธรรมดาสู่แปรงสีฟันไฟฟ้า โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้งานใหม่ (New User) ให้เติบโตขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2565 พร้อมรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดทั้งในด้านยอดขายและความแข็งแกร่งของแบรนด์ ส่วนในปี 2569 มุ่งหน้าเน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การขยายฐานผู้บริโภค การเพิ่มยอดขาย และการพัฒนานวัตกรรมล้ำสมัย โดยเฉพาะในกลุ่ม  iO Series ที่เป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขอนามัยช่องปาก และเป้าหมายระยะยาวของ Oral-B คือการผลักดันให้แปรงสีฟันไฟฟ้ากลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใหม่ (New Standard) ในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับสุขภาพฟันและเหงือกของผู้บริโภคให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สามารถทดลองและเลือกซื้อแปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B และ Oral-B iO ได้แล้ววันนี้ ผ่านร้านค้าชั้นนำ อาทิ โลตัส, ท็อปส์, กูร์เมต์ มาร์เก็ต, วัตสัน, บู๊ทส์ รวมถึงช่องทางออนไลน์ ได้แก่ ร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ และ Oral-B Official Store บน Shopee, Lazada และ TikTok Shop เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างครบครัน

#OralBTheFutureofBrushing #OralB #OralBiO #ออรัลบี #แปรงสีฟัน #แปรงสีฟันไฟฟ้า

]]>
1566428
Integra R.E. เดินหน้าสู่บทใหม่ ในฐานะพันธมิตรพลังงานที่เชื่อถือได้ ในงาน “THE RISE OF FUTURE ENERGY” https://positioningmag.com/1566088 Wed, 25 Mar 2026 09:14:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566088 บริษัท Integra R.E. Co., Ltd. ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์พลังงานหมุนเวียนและโซลูชันพลังงานแบบครบวงจร เตรียมเปิดตัวอัตลักษณ์ใหม่อย่างเป็นทางการในงาน “INTEGRA R.E.: THE RISE OF FUTURE ENERGY” ในวันที่ 19 มีนาคม 2026 ณ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา

ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด Integra R.E. จึงมุ่งเสริมสร้างบทบาทของตนในฐานะพันธมิตรที่เชื่อถือได้ ซึ่งเชื่อมโยงเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และภาคธุรกิจที่พร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจพลังงานแห่งอนาคต

Junrhey Castro กรรมการผู้จัดการของ Integra R.E. กล่าวถึงงาน “The Rise of Future Energy” ว่า ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวอัตลักษณ์ใหม่ของบริษัทเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ในการเติบโตของ Integra R.E. ที่จะก้าวไปข้างหน้าร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภูมิทัศน์พลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วภูมิภาค Integra R.E. ได้วางตำแหน่งของตนให้มีบทบาทมากขึ้นในการช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถคว้าโอกาสใหม่ ๆ จากภูมิทัศน์พลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง

พลังงานหมุนเวียนในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถมีส่วนร่วมในระบบนิเวศพลังงานแห่งอนาคต ตั้งแต่ระบบกักเก็บพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงโซลูชันพลังงานแบบกระจายศูนย์รูปแบบใหม่ ความตั้งใจของเราคือการก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้จัดจำหน่าย เราต้องการช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถเติบโตในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของตนเองได้ ผ่านความร่วมมือกับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Huawei และ JA Solar

ด้วยประสบการณ์เชิงลึกในภูมิภาคด้านห่วงโซ่อุปทาน การสนับสนุนโครงการ และความเชี่ยวชาญทางเทคนิค Integra R.E. กำลังสร้างแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้พันธมิตรสามารถขยายธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและดำเนินงานได้อย่างมั่นใจ

Junrhey Castro กล่าวเพิ่มเติมว่า การเติบโตของบริษัทยังได้รับการเสริมความแข็งแกร่งหลังจากการเข้าซื้อกิจการ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย Tai Sin Electric Limited ผู้ให้บริการโซลูชันด้านไฟฟ้าที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์ และมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมากกว่า 60 ปีทั่วเอเชีย โดย Tai Sin เป็นผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสายไฟฟ้าและระบบจ่ายพลังงานชั้นนำที่ให้บริการแก่ภาคโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค

หลังการเข้าซื้อกิจการ Tai Sin ได้เพิ่มเงินทุนใหม่เข้าสู่ธุรกิจ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านฐานะทางการเงินของ Integra R.E. และทำให้บริษัทสามารถลงทุนเพิ่มเติมในศักยภาพด้านห่วงโซ่อุปทาน ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค การสนับสนุนที่แข็งแกร่งนี้ช่วยสร้างเสถียรภาพและวางตำแหน่งให้บริษัทสามารถรองรับการเติบโตของตลาดพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคได้อย่างมั่นคง

บริษัทกำลังขยายขีดความสามารถในการสนับสนุนลูกค้า ไม่เพียงในด้านการจัดหาอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้คำปรึกษาทางเทคนิค การสนับสนุนการบูรณาการระบบ การฝึกอบรม และเครื่องมือจัดซื้อดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การพัฒนาโครงการง่ายขึ้นและช่วยเร่งการติดตั้งระบบพลังงาน

Junrhey Castro เน้นย้ำว่า “ความสำเร็จของเราผูกพันอย่างใกล้ชิดกับความสำเร็จของลูกค้าเสมอมา หากพันธมิตรของเราเติบโต เราก็เติบโตเช่นกัน ปรัชญานี้จะยังคงเป็นแนวทางที่กำหนดทิศทางการพัฒนา Integra R.E. ในอนาคต”

ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด งIntegra R.E. ตั้งเป้าที่จะเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ในการเชื่อมโยงเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และภาคธุรกิจที่พร้อมมีส่วนร่วมในอนาคตของพลังงาน

งาน “Rise of Future Energy” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการรีเฟรชแบรนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบนิเวศพลังงานหมุนเวียนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผู้สนใจ สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวล่าสุดของบริษัท Integra R.E. ได้ที่เว็บไซต์ Website: www.integra-re.com , Facebook: https://www.facebook.com/IntegraRE.SolarTH/ , LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/IntegraRE-SolarSEA , Line Official: @Integrare.th หรือ โทร: 02-367-0980

]]>
1566088
“อินโฟริช” เสริมแกร่ง CHARGESPOT THAILAND คอลแลปศิลปินสตรีทอาร์ท Muebon พลิกบทบาทใหม่สู่ Lifestyle Infrastructure Brand เป้าหมายมีจุดชาร์จ 20,000 จุดในไทย https://positioningmag.com/1565368 Fri, 20 Mar 2026 12:15:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565368 CHARGESPOT THAILAND ประกาศทิศทางธุรกิจหลังจาก INFORICH INC. (อินโฟริช) ขึ้นนั่งแท่นบริหาร สะท้อนความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และโมเดลธุรกิจที่พร้อมเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยวางประเทศไทยเป็นศูนย์กลางหลักในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน ยกระดับให้เป็น Interactive Hub ระดับสากล ผ่านการทรานส์ฟอร์มแบรนด์ครั้งใหญ่ พร้อมผลักดันวิสัยทัศน์ “Lifestyle Infrastructure” จากผู้ให้บริการเช่าพาวเวอร์แบงค์ สู่โครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิตเมือง

ล่าสุด เปิดตัวแคมเปญ CHARGESPOT x Muebon Collaboration กับศิลปินสตรีทอาร์ท Muebon ศิลปินคนแรกที่ได้คอลแลปร่วมกับ CHARGESPOT ภายใต้คอนเซปต์ “Charge Your Life” เจาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ควบคู่การเร่งขยายเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน และเตรียมขยายตลาดสู่อาเซียนเต็มรูปแบบภายในปี 2027

นายจุมเปอิ ฮาริโนะ ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ INFORICH INC. และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ชาร์จสปอต (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดการให้บริการเช่าพาวเวอร์แบงค์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทการแข่งขันที่กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ถึงแม้ราคายังคงเข้าถึงได้แต่ปัจจัยหลักถูกขับเคลื่อนจากราคาไปสู่คุณค่าที่แบรนด์สามารถส่งมอบได้แบบครบวงจร ทั้งด้วยเทคโนโลยีและระบบการบริการถูกยกระดับสู่ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ มีโซลูชันที่เชื่อมต่อข้อมูล และตอบโจทย์ผู้ใช้แบบเฉพาะบุคคลมากขึ้นให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ส่วนด้านการแข่งขันของแบรนด์ในปัจจุบันได้วัดกันที่ภาพลักษณ์ การเชื่อมโยงทางอารมณ์ และบทบาทของการใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้แบรนด์ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำจำเป็นจะต้องพัฒนาสู่การเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์มากขึ้น มีบทบาทเชื่อมโยงกับชุมชน วัฒนธรรม และพื้นที่เมืองมากกว่าการเป็นเพียงผู้ให้บริการด้านสาธารณูปโภค จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดความสำเร็จในระยะยาวของอุตสาหกรรมนี้

จุมเปอิ เล่าต่ออีกว่า CHARGESPOT ทำตลาดในไทยได้ 3-4 ปีแล้ว แต่เป็นโมเดลแฟรนไชส์ซี ปีนี้ทางบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นก็คือ INFORICH เข้ามาบริหารเต็มตัว ทำให้ขยายธุรกิจได้มากขึ้น

วันนี้ CHARGESPOT THAILAND จึงประกาศปรับ Positioning เชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวและความแตกต่างในตลาดผู้ให้บริการเช่าพาวเวอร์แบงค์อีกครั้ง โดยการยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการสาธารณูปโภค Tech Utility Service สู่การเป็นพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์ที่สนับสนุนการใช้ชีวิต Lifestyle Infrastructure Brand สามารถเชื่อมต่อกับผู้คนและกิจกรรมต่างๆได้อย่างไร้รอยต่อ ดังคำว่าพาวเวอร์แบงค์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแต่เป้าหมายที่แท้จริง คือการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้พบปะ ค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ สร้างวัฒนธรรมร่วมกัน สอดคล้องวิสัยทัศน์ชัดเจนของ CHARGESPOT ที่ต้องการทำให้พลังงานไม่ได้หมายถึงแค่การชาร์จอุปกรณ์ แต่คือการชาร์จชีวิตเพื่อมอบอิสระในการเคลื่อนไหว และการใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพในทุกช่วงเวลา แบรนด์จึงมุ่งสู่การเป็น Lifestyle Platform ที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่เมือง วัฒนธรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ภายใต้แนวคิด “Hyper Local Touchpoint” ผสานเทคโนโลยีศิลปะและชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน

เพื่อเป็นการสะท้อนแนวคิดดังกล่าวฯ ล่าสุด CHARGESPOT THAILAND จึงได้จับมือกับ Muebon ศิลปินสตรีทอาร์ตคนแรก เปิดตัวแคมเปญ CHARGESPOT x MUEBON Collaboration คอลแลปร่วมกันผ่านคาแรกเตอร์ “PUKRUK” ภายใต้คอนเซปต์ “Charge Your Life” ที่เปลี่ยนจุดบริการให้กลายเป็นแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ เจาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials มากยิ่งขึ้นโดยใช้กลยุทธ์ความร่วมมือทางวัฒนธรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมและตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานเป็นประจำสร้างกลุ่มลูกค้าแบบใช้ซ้ำและมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

นอกจากนี้ CHARGESPOT THAILAND ยังได้ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญ หลังปรับ Positioning สู่การเป็น Lifestyle Infrastructure Brand เต็มรูปแบบ โดยขับเคลื่อนแบรนด์ภายใต้แนวคิด “Hyper Personal Experience” การตลาดที่สามารถเข้าถึงตัวของลูกค้าได้แบบเฉพาะเจาะจง ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ตรงใจ ด้วยการนำข้อมูลและพฤติกรรมการใช้ชีวิต มาวิเคราะห์ออกแบบและนำเสนอเนื้อหาได้อย่างครอบคลุม เข้าถึงทั้งช่องทางออนไลน์ที่มุ่งพัฒนาแอปพลิเคชันให้เข้าถึงผู้ใช้มากขึ้น ในขณะที่ช่องทางออฟไลน์ก็ยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับจุดบริการให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน

ทั้งนี้ INFORICH INC. ในฐานะทีมบริหารยังมีแผนเน้นขยายจุดบริการเชิงกลยุทธ์ด้านโลเคชันที่ได้ศักยภาพ เช่น ห้างสรรพสินค้าระดับพรีเมียม ร้านสะดวกซื้อ และโรงแรม เป็นต้น พร้อมใช้ข้อมูลพัฒนา Intelligent Hub ในพื้นที่สำคัญ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงการให้บริการ และยังทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนเทคโนโลยีระดับโลก และถ่ายทอดแนวคิดขององค์กรให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากขึ้น ทั้งหมดนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ CHARGESPOT THAILAND สู่การเติบโตเฟสใหม่ ในการขยับจากผู้ให้บริการจุดชาร์จสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมถึงผู้คน เทคโนโลยี และวัฒนธรรมเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ และตั้งเป้าในปี 2027 นี้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานหลักในการขยายตลาดสู่อาเซียน ผลักดันประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นตลาดใหญ่อันดับสองในเอเชียรองจากประเทศญี่ปุ่น และเข้าสู่บทบาทการเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านไลฟ์สไตล์ที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตไปพร้อมเมืองและคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง

ปัจจุบัน CHARGESPOT มีจุดให้เช่าพาสเวอร์แบงค์กว่า 2,000 จุด ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ, พัทยา, เชียงใหม่, และภูเก็ต เน้นตามร้านสะดวกซื้อ และศูนย์การค้า ปีนี้จะขยายเข้าสู่พื้นที่ใหม่ๆ อย่างโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ร้านอาหาร คาเฟ่ มากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าในอีก 2 ปี จะมี 20,000 จุดทั่วประเทศไทย

CHARGESPOT มั่นใจว่าในประเทศไทยยังเติบโตได้อีกมาก เพราะอัตราการใช้มือถือในไทยมากถึง 8 ชั่วโมง มากกว่าคนญี่ปุ่นที่มีการใช้มือถือเฉลี่ย 4-5 ชั่วโมง บวกกับเทรนด์ตอนนี้ทุกคนพกกระเป๋าเล็กลง ไม่ต้องพกของเยอะ การมีจุดชาร์จพาวเวอร์แบงค์ช่วยอำนวยความสะดวกได้ 

โดย CHARGESPOT มีอัตราค่าบริการอยู่ที่ชั่วโมงละ 20 บาท แต่ถ้าใช้งานทั้งวันจะอยู่ที่ 80 บาท ปัจจุบัน CHARGESPOT มีฐานผู้ใช้รวมทั่วโลก 15 ล้านคนทั่วโลก ส่วนในไทยมี 8 แสนคน มีอายุระหว่าง 24-35 ปี เพศหญิง 70% และชาย 30%

ผู้สนใจสามารถชมผลงาน CHARGESPOT x MUEBON Collaboration ได้อย่างเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านเครื่องให้บริการเช่าพาวเวอร์แบงค์ CHARGESPOT ณ สยามพารากอน และ สยามเซ็นเตอร์ แลนด์มาร์กระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม – 30 มิถุนายน 2569 พร้อมกันนี้ ลูกค้าทุกท่านสามารถรับสิทธิ์ คูปองเช่าพาวเวอร์แบงค์ฟรี 2 ชั่วโมง เพียงกรอกโค้ด CHARGESPOTXMUEBON ผ่านแอปพลิเคชัน CHARGESPOT

พิเศษสำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ CHARGE YOUR LIFE SET รุ่นลิมิเต็ด จำนวนจำกัดเพียง 200 ชุด สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เร็ว ๆ นี้ ผ่านแอปพลิเคชัน CHARGESPOT หรือเว็บไซต์ www.chargespot.co.th

]]>
1565368
“อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์” ผนึกพันธมิตร ดันงาน JGAB 2026 สู่แพลตฟอร์มธุรกิจอัญมณีเครื่องประดับชั้นนำนานาชาติ เป้าดึงคนเข้างานหมื่นคน https://positioningmag.com/1565030 Wed, 18 Mar 2026 10:02:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565030 บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB) งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ ในวันที่ 22-25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ประกาศจับมือร่วมกับพันธมิตรแนวหน้า กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน และสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย เพื่อผลักดันงาน JGAB 2026 สู่ศูนย์กลางเวทีเจรจาธุรกิจการค้าชั้นนำสำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องในภูมิภาค เตรียมปักหมุดสู่หนึ่งในจุดหมายการค้าสำคัญระดับภูมิภาค

เวทีการค้าและการจัดงานระดับนานาชาติ 

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “งาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) 2026 ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับให้เป็นเวทีการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิด “The Ultimate Sourcing Hub” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งรายย่อยและขนาดกลางให้เข้าถึงแพลตฟอร์มธุรกิจนานาชาติ 

“ในฐานะผู้จัดงาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับการขยายกรอบความร่วมมือกับพันธมิตรที่สำคัญของเราในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีไทยในระยะยาว”

ไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ คือการยกระดับพื้นที่จัดแสดงให้เป็นเวทีเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติโดยมี พาวิลเลียนผู้ออกแสดงสินค้าจากหลายประเทศ อาทิ ASEAN Pavilion ที่รวบรวมผู้ผลิตจากประเทศในอาเซียน, China Pavilion ที่โดดเด่นด้านบรรจุภัณฑ์เครื่องประดับและเพชรสังเคราะห์, Sri Lanka Pavilion นำเสนอไพลินคุณภาพระดับโลกภายใต้แนวคิด “Mine to Masterpiece” และ Japan Pavilion จัดแสดงไฟน์จิวเวลรี่ ไข่มุก รวมถึงเครื่องประดับคุณภาพสูงภายใต้มาตรฐาน Made in Japan 

สำหรับปีนี้ คาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ากว่า 400 บริษัท จากกว่า 15 ประเทศ เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า และคาดว่าจะมี ผู้เยี่ยมชมงาน นักธุรกิจ และจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมงานกว่า 10,000 รายจาก 60 ประเทศ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ The Next Gem Awards 2026 เวทีการประกวดนักออกแบบรุ่นใหม่, The Goldsmith Craftsmanship Competition 2026 การแข่งขันช่างทองไทย, JGAB Runway แฟชั่นโชว์เครื่องประดับที่เน้นสร้างมูลค่าให้กับเครื่องประดับไทย และ Networking Night กิจกรรมส่งเสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมถึง Workshop และสัมมนาคุณภาพ ตลอด 4 วันของการจัดงาน

ความร่วมมืออาเซียนและตลาดโลก

นายสุทธิพงษ์ ดำรงค์สกุล นายกสมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน กล่าวถึงความสำคัญของการยกระดับความร่วมมือสู่หุ้นส่วนการจัดงาน ครั้งนี้ว่า “นี่คือครั้งแรกของทางสมาคมฯ ที่ยกระดับความร่วมมือ สู่รูปแบบของผู้ร่วมจัดงาน JGAB 2026 เรามองเห็นถึงศักยภาพและโอกาสมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในงาน โดยทำงานภายใต้กรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่อุตสาหกรรมในภาพรวม อาทิ การเป็นตัวกลางเชื่อมต่อกลุ่มผู้ซื้อและผู้ประกอบการที่เป็นเครือข่ายสมาชิกของเรา โดยเฉพาะจากอาเซียน เอเชีย และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ให้เข้าร่วมงานครั้งนี้ ทั้งในฐานะผู้ออกงานแสดงสินค้าและผู้เยี่ยมชมงาน

นอกจากนี้ภายในงาน เรายังร่วมจัดงานประชุมและสัมมนา Jewellery & Gem ASEAN Summit โดยการประชุมจะเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องประดับจากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศสมาชิกของ AGJA โดยมีจุดประสงค์ในการแสวงหาความร่วมมือในมิติต่างๆ ทั้งด้านการค้า การแลกเปลี่ยนความรู้ และในด้านอื่นๆ ระหว่างชุมชนเป็นการย้ำถึงความสำคัญในเรื่องการแสวงหาความร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรการค้าในระดับภูมิภาคเพื่อสร้างความยั่งยืนแก่อุตสาหกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายของตลาดโลกในอนาคต เราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยและอาเซียน กับชุมชนธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีงาน JGAB 2026 และประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง”

ศักยภาพอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย และอนาคตตลาดเครื่องประดับเงินไทยในเวทีโลก

นายสิทธิศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและ นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับจะเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการส่งออกถึง 26,821.26 ล้านเหรียญสหรัฐ (มกราคม–ธันวาคม 2568) นับเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 3 ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องประดับเงิน ที่มีมูลค่าส่งออก 2,522.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 31.56% โดยจุดแข็งของไทยอยู่ที่ทักษะฝีมือช่างที่มีความประณีต การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ และมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และยังมีความพร้อมในด้านโครงสร้างอุตสาหกรรม ตลอดจนเครือข่ายผู้ประกอบการที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การเจียระไน การผลิตเครื่องประดับ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ

สำหรับบทบาทของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่าทั้งภาครัฐและเอกชนจำเป็นจะต้องร่วมมือกันเพื่อตอบรับกับความท้าทายใหม่ของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน ผู้ที่ได้รับผลกระทบนอกจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ยังมีผู้ประกอบการรายเล็กหรือกลุ่ม SMEs ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการเหล่านี้ให้สามารถแข่งขันได้ กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงร่วมมือกับทาง บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการออกงานแสดงสินค้า ด้วยโครงการสนับสนุนเงินอุดหนุน หรือ SME ปัง ตังได้คืน โดยได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบเป็นจำนวนมากที่สนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 100 ราย นับเป็นจำนวนที่มากขึ้นกว่า 25% จากปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการช่วยผลักดันธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่ตลาดสากล

นอกจากนี้ ในส่วนของสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย ได้ร่วมจัดสัมมนาความรู้ ภายใต้หัวข้อ Silver Price Shock: Understanding the Market and Designing for the Future เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้แก่ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องเงิน และในส่วนโซนนิทรรศการภายใต้แนวคิด “Beyond Silver Price : The Future of Thai Jewelry Industry” เพื่อเป็นการต่อยอดและแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องเงินไทยผ่านทางเรื่องราวและแนวคิดออกแบบที่หลากหลายอีกด้วย” 

งาน JGAB 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเป็นเวทีการค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ นักออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและขยายเครือข่ายการค้าในระดับสากล 

ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้า (Visitor Pre-Registration) ได้ที่ www.jewellerygemaseanbkk.com

หรือดูรายละเอียดและติดข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง
Website: https://jewellerygemaseanbkk.com
Facebook: https://www.facebook.com/JGABThailand
IG: https://www.instagram.com/jewelleryandgemaseanbangkok/
LinkedIn: https://www.linkedin.com/in/jewellery-and-gem-asean-bkk/
Line: https://lin.ee/cp9sd85

]]>
1565030
“Snack Maker” โปรเจกต์สุดคูลจากบริษัทในเครือ BTS แท็กทีมครีเอเตอร์ พลิกโฉม ‘Content Creator’ สู่ ‘Maker’ เสิร์ฟไอเดียลงซองขนม https://positioningmag.com/1563968 Thu, 12 Mar 2026 05:51:45 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563968 Rabbit Group บริษัทในเครือ บีทีเอส เปิดตัวโปรเจกต์ “Snack Maker” พลิกโฉมวงการครีเอเตอร์ไทย จากผู้สร้างคอนเทนต์สู่การเป็น “Maker” หรือเจ้าของแบรนด์สินค้าคุณภาพ ชูจุดแข็ง Ecosystem ครบวงจร ทั้งสื่อโฆษณา การตลาด และเครือข่ายค้าปลีกบนสถานีรถไฟฟ้า ที่เชื่อมต่อไอเดียสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุน SME ยุคดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืน

คุณวิคเตอร์ (วิทยา โตโพธิ์ยศสกุล) CEO จาก Rabbit Group เผยว่าหัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้คือการทำหน้าที่เป็น Strategic Support ให้กับครีเอเตอร์ โดยใช้จุดแข็งของกลุ่มบีทีเอสที่เป็นผู้นำด้านสื่อโฆษณา การตลาด การจัดจำหน่าย  และพื้นที่ค้าปลีกบนสถานีรถไฟฟ้าที่มีทราฟฟิกมหาศาล

“Snack Maker ไม่ใช่เพียงการผลิตสินค้า แต่คือ Business Model ใหม่ ที่ผสานศักยภาพสูงสุดของสองโลกเข้าด้วยกัน เราเปลี่ยนจากโมเดลการตลาดแบบเดิม มาเป็นการใช้ Community-Led Strategy โดยดึงพลังของครีเอเตอร์  มาเป็นตัวขับเคลื่อน demand แล้วผนึกเข้ากับ Ecosystem ของ BTS Group ภายใต้แนวคิดขนมของคนมีไอเดียและแฮชแท็ก #คิดไปเคี้ยวไป ที่สะท้อนความเชื่อว่าขนมแต่ละชิ้นคือการถ่ายทอดตัวตนและเรื่องราวของครีเอเตอร์ ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของแบรนด์ตั้งแต่จุดเริ่มต้น คุณวิคเตอร์กล่าว

ผลิตภัณฑ์ที่ประเดิมสนามภายใต้โปรเจกต์ Snack Maker สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของครีเอเตอร์แต่ละคนอย่างชัดเจน อาทิ

  • ไก่เด้อ (Peach Eat Laek): หนังไก่ทอดกรอบรสคลาสสิก ยกระดับสตรีทฟู้ดสู่แพ็กเกจจิ้งพรีเมียม ตอบโจทย์สายกินจุที่เน้นคุณภาพ
  • Mu-Te-Boom โดย OHANA:  กัมมี่เลมอนรสเปรี้ยวจี๊ดที่มาพร้อมกิมมิกมูเตลูและคำทำนายหลังซอง สนุกทั้งรสชาติและเรื่องราว
  • “Maison Taohuu” ฟองเต้าหู้ทอดกรอบรสไลท์ชีส โดย Zom Marie ที่นำของโปรดอย่างเต้าหู้และชีสมาตีความใหม่ ให้เป็นขนมกรอบบางเบาแต่รสชาติชัดเจน
  • และ “DOTS” กราโนล่ารสช็อกโกแลตผสมแครนเบอร์รี โดย PigkaPloy ที่ได้แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์สายแอ็กทีฟ พกพาสะดวก ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพในทุกการเดินทาง

Snack Maker จึงไม่ใช่เพียงโปรเจกต์ขนม แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ไทยได้ต่อยอดไอเดียสู่การพัฒนาแบรนด์ของตนเอง โดยผสานพลังของครีเอเตอร์ แฟนเบส และ Ecosystem ของ BTS Group เพื่อเชื่อมต่อจากไอเดียสู่ตลาดจริงอย่างยั่งยืน

]]>
1563968
ไทยเจ้าภาพ UFI Asia Pacific Conference 2026 ทีเส็บชูแบรนด์ “The Best Exhibition Nation of ASEAN” ตอกย้ำกรุงเทพฯ ฮับงานแสดงสินค้าอาเซียน https://positioningmag.com/1562814 Thu, 05 Mar 2026 16:10:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562814 ทีเส็บเปิดตัวไทยเจ้าภาพงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 ระหว่างวันที่ 5–6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ต้อนรับนักธุรกิจและผู้ประกอบการงานแสดงสินค้าจากเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกกว่า 300 คน เชื่อมั่นปัจจัยบวกเมืองไทยสร้างความมั่นใจของผู้เข้าร่วมงานในแบรนด์ประเทศไทย “The Best Exhibition Nation of ASEAN” และตอกย้ำกรุงเทพฯ คือศูนย์กลางงานแสดงสินค้าของอาเซียน

ปัจจัยบวกสำหรับงานแสดงสินค้านานาชาติในเมืองไทยประกอบด้วย นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่ติดอันดับโลก การเติบโตของพอร์ตโฟลิโองานแสดงสินค้าของผู้ประกอบการไทย โอกาสใหม่ ๆ ทางการตลาด งานแสดงสินค้ารายใหม่ที่มาจัดในไทย การอำนวยความสะดวกในการเข้ามาจัดงาน การจัดงานแบบวัดผลความยั่งยืนที่
จับต้องได้ จะช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นในขีดความสามารถของไทยในฐานะฮับอุตสาหกรรมไมซ์และงานแสดงสินค้าแห่งอาเซียน คาดการณ์มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการจัดงานแสดงสินค้าในปีนี้ 201,451 ล้านบาท

นายคริส สกีธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมการแสดงสินค้าโลก หรือ The Global Association of the Exhibition Industry (UFI) กล่าวว่า UFI เลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม UFI Asia Pacific Conference เพื่อยกย่องบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในฐานะตลาดอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกและการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากภาครัฐ ท่ามกลางการก้าวขึ้นมาของอาเซียนในฐานะกลไกการเติบโตสำคัญของภูมิภาค ประเทศไทยมีทั้งขนาดตลาด การเชื่อมต่อ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่พร้อมขับเคลื่อนมูลค่าทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัล และความยั่งยืน

“การจัดประชุมครั้งนี้ในกรุงเทพฯ เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของ UFI ต่อบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการวางตำแหน่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ไม่ได้เป็นเพียงตลาดแห่งการเติบโตเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำระดับโลกที่กำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า UFI ขอขอบคุณพันธมิตรและผู้สนับสนุนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีเส็บ และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่มีส่วนสำคัญในการทำให้การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างสำเร็จ”

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บ ประมูลสิทธิ์เพื่อเป็นเจ้าภาพการจัดงาน UFI Asia Pacific Conference ในวันที่ 5–6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในฐานะที่ทีเส็บเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีพันธกิจขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการจัดงานไมซ์ จึงตั้งเป้าหมายใช้การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีตอกย้ำแบรนด์ The Best Exhibition Nation of ASEAN ให้นักธุรกิจและผู้ประกอบการงานแสดงสินค้าจากเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกกว่า 300 คน มั่นใจในขีดความสามารถของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการจัดงานไมซ์ของภูมิภาค โดยเฉพาะการเป็นฮับงานแสดงสินค้านานาชาติของภูมิภาคอาเซียน เพื่อเจาะตลาดอาเซียนและให้ผู้ประกอบการในอาเซียนเข้าถึงตลาดโลก

การตอกย้ำแบรนด์ประเทศไทยเกิดขึ้นสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากเวทีโลก
โดยในการประชุม UFI Global Congress เมื่อปลายปี 2568 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาลต่ออุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพแบบองค์รวมสูงสุดในโลก และติด 1 ใน 5 ประเทศที่มีแผนยุทธศาสตร์และนโยบายงานแสดงสินค้าที่ชัดเจนและครอบคลุมมากที่สุด

“การสนับสนุนเชิงนโยบายที่แข็งแรงของทีเส็บในฐานะหน่วยงานภาครัฐและการร่วมมืออย่างเหนียวแน่นกับภาคเอกชน โดยเฉพาะสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA เปรียบเสมือนรากฐานสำคัญให้ระบบนิเวศไมซ์ไทยมีความเข้มแข็ง ยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า และผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศ พร้อมผลักดันงานแสดงสินค้าไทยให้เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าว

นอกจากการสำรวจพื้นที่จัดงานแสดงสินค้าในกรุงเทพฯ ผู้ร่วมงานจากต่างประเทศจะได้มีโอกาสพบปะกับผู้จัดงานแสดงสินค้านานาชาติของไทย เพื่อจะได้มองเห็นโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ให้กับงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย เพราะผู้ประกอบการบางส่วนของไทยได้ขยายพอร์ตโฟลิโองานครอบคลุมอุปสงค์ใหม่ ๆ ในตลาด หรือขยายไปสู่แขนงธุรกิจที่ส่งเสริมหรือเติมเต็มให้กับธุรกิจหลัก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ได้รับการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ สายการแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ อาหาร ออโตเมชั่น

ประการสำคัญ ทีเส็บได้สนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ของไทยและเป็นผู้จัดงาน Domestic Exhibition
ที่มีศักยภาพให้เข้าร่วมงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 เพื่อให้ผู้ร่วมงานจากต่างประเทศได้มองเห็นโอกาสทางการตลาดเพิ่มเติมของไทย ขณะที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ของไทยได้มองเห็นโอกาสยกระดับหรือขยายการจัดงานต่อไป

ตัวอย่างงานแสดงสินค้านานาชาติในภาคธุรกิจยุทธศาสตร์ที่จะจัดในประเทศไทยในปีนี้ คืองาน THAIFEX งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย, WHX and WHX Labs Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ และ METALEX 2026 งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านเครื่องจักรกลและโลหการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ไทยยังเตรียมต้อนรับงานแสดงสินค้าระดับโลกหลายรายการ อาทิ The 2nd Asia Sourcing Show 2026 (Textiles & Apparel), Global Sourcing Summit 2026 จากสหรัฐอเมริกาที่จะจัดในเดือนมิถุนายน และ Gastech งานด้านพลังงานระดับโลกในเดือนกันยายน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน

ดร. ศุภวรรณ ระบุว่า การที่งานแสดงสินค้าใหม่ขนาดใหญ่เลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงานจะยิ่งช่วยตอกย้ำให้ผู้ร่วมงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 มั่นใจในศักยภาพทางธุรกิจของไทยมากขึ้น ในส่วนของทีเส็บได้พยายามดึงงานในภาคธุรกิจใหม่ ๆ ให้เข้ามาจัดในประเทศ อาทิ สาย Creative Industry เพื่อให้พอร์ตโฟลิโอการจัดงานในไทยตอบโจทย์ใหม่ ๆ ทางการตลาด ดึงดูดผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้มาจัดงานหรือมาร่วมงาน ทีเส็บยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอำนวยความสะดวกให้กับการเข้ามาจัดงานแสดงสินค้า อาทิ ร่วมมือกับกรมศุลกากร เพิ่มเพดานจำนวนสินค้าที่นำเข้ามาจัดแสดงในงาน ร่วมมือกับกรมแรงงานผ่อนปรนระเบียบให้กับบุคลากรจากต่างประเทศที่เข้ามาจัดงานในประเทศไทย เพื่อให้งานในไทยสร้าง Return on Investment (ROI)

“เพื่อตอบโจทย์การจัดงานยุคใหม่ ทีเส็บได้กำหนดมาตรการให้การจัดงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 สามารถเลี่ยงและลดคาร์บอนแบบวัดผลได้จริง ทั้งนี้ เพื่อให้ความยั่งยืนเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้สำหรับการจัดงานในประเทศไทย” ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะเมืองเจ้าภาพงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 กล่าวว่า กรุงเทพมหานครถือเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการจัดงานนิทรรศการระดับโลก
และยังได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2568 โดยมีจำนวนผู้มาเยือนถึง 30.3 ล้านคน

“ด้วยความพร้อมในทุกด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐานสากล ระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย และการบริการด้วยใจ เมืองของเราจึงไม่เพียงแต่สามารถรองรับการจัดงานนิทรรศการระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็น ‘เมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน’ ที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญสำหรับการจัดงานระดับนานาชาติอย่างแท้จริง”

งาน UFI Asia Pacific Conference 2026 ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของประเทศ ที่รวบรวมผู้จัดงานในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาพบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทรนด์ล่าสุดของอุตสาหกรรม เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ส่วนในภาพรวมของอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าของไทยในปี 2569 จะมีการจัดงาน 165 งาน จำนวนผู้ร่วมงาน 1,172,000 คน สร้างรายได้ 20,295 ล้านบาท คาดการณ์มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ 201,451 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงานใหม่ 19 งานทั้งของผู้ประกอบการไทย สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวนผู้ร่วมงาน 134,900 คน สร้างรายได้ 2,337 ล้านบาท คาดการณ์มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ 23,198 ล้านบาท

]]>
1562814
เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินเกม “Retailtainment” เต็มรูปแบบ เปิด HOUSE OF FRIENDS ใช้พลัง Fandom Economy ขับเคลื่อนค้าปลีกยุคใหม่ #เดอะมอลล์จะไปสุดที่ตรงไหน https://positioningmag.com/1562028 Mon, 02 Mar 2026 06:43:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562028 ท่ามกลางความท้าทายของธุรกิจค้าปลีกในยุค E-Commerce และ Digital Disruption “ประสบการณ์” และ “ความผูกพันทางอารมณ์” กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จึงเดินหน้าตอกย้ำกลยุทธ์ Retailtainment อย่างจริงจัง ผ่านแคมเปญใหญ่ประจำซัมเมอร์ THE MALL LIFESTORE SUMMER-CATION 2026 : HOUSE OF FRIENDS ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นมากกว่า Seasonal Promotion แต่เป็นการทดลองโมเดล “Entertainment-Driven Retail” ที่ใช้พลังของ Fandom Economy เป็นกลไกหลักในการสร้าง Traffic, Engagement และ Spending ควบคู่กัน

  • Fandom Economy: พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ข้อมูลจากรายงานอุตสาหกรรม Creator & Fan Economy ระบุว่า ตลาดดังกล่าวมีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ทั่วโลก และยังเติบโตในอัตราสองหลักต่อปี สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่พร้อมสนับสนุนคอนเทนต์ ศิลปิน และคาแรกเตอร์ที่ตนเองรู้สึกผูกพัน ในประเทศไทย กลุ่มแฟนด้อมถือเป็น Community ที่มี Engagement สูง และมีพลังการใช้จ่ายทั้งในรูปแบบสินค้า กิจกรรม และประสบการณ์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จึงต่อยอดความสำเร็จ สู่การพัฒนาแพลตฟอร์มซัมเมอร์ที่ยกระดับขึ้นทั้งในเชิง Emotional Marketing และ Strategic Retail Model

  • HOUSE OF FRIENDS ถูกพัฒนาเพื่อเปลี่ยนศูนย์การค้าจาก “พื้นที่ขายสินค้า”

สู่ “Destination of Emotion

คุณวรลักษณ์ กล่าวต่อว่าหลักในการ Redefine Shopping Experience สำหรับแคมเปญครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้ 3 แนวคิดหลักในการ Redefine Shopping Experience ได้แก่

1. Screen to Space นำจักรวาลมาสคอตคอนเทนต์และคาแรกเตอร์ยอดนิยมมาสร้างเป็นพื้นที่จริง ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสจากหน้าจอสู่ประสบการณ์จริง พร้อมเนรมิตพื้นที่ House of Friends โดยมี Summer House Landmark ด้วยความสูงกว่า 3 ชั้น ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ บริเวณ M Grand Hall ชั้น G พร้อมสร้างสีสันด้วยความสนุกมากมาย อาทิ  Giant Ball Pool Slider, Summer Adventure Maze และ Fountain of Fortune รวมถึง Friends’ Exhibition ที่รวบรวมเรื่องราวของ GMMTV Fandom Characters ทั้ง 27 ตัว  ให้แฟน ๆ ได้รู้จักเหล่าหลานๆมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วย Pop-up Store จาก GMMTV SHOP สำหรับแฟนๆในการเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกและของสะสมสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากคาแรกเตอร์ที่ชื่นชอบตลอดเดือนมีนาคมนี้

2. Series of Happiness ตลอดซัมเมอร์ กิจกรรมต่อเนื่องเพื่อกระตุ้น Repeat Visit และเพิ่ม Time Spent ภายในศูนย์การค้า ด้วยกิจกรรมต่อเนื่องทุกสาขาตลอดเดือนมีนาคม ด้วยกิจกรรม GMMTV Fandom Characters Parade, Exclusive Party GMMTV, SCHOOL BAND เป็นต้น

3. Cross-Industry Activation การจัดกิจกรรมพิเศษ GMMTV Fandom Characters ซึ่งเป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมบันเทิง ผสาน Retail Ecosystem เข้ากับ Fandom Ecosystem อย่างเป็นระบบ

โดยคุณวรลักษณ์ กล่าวเสริมสำหรับกลยุทธ์ของแคมเปญซัมเมอร์ ครั้งนี้ว่าTHE MALL LIFESTORE SUMMER-CATION 2026 : HOUSE OF FRIENDS ไม่ใช่เพียงแคมเปญส่งเสริมการขาย แต่เป็นการวางกลยุทธ์ Retailtainment อย่างเป็นระบบ เรามองแฟนด้อมในฐานะ New Economic Driver ที่สามารถสร้าง Traffic, Engagement และ Spending ได้พร้อมกัน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มทราฟฟิกไม่น้อยกว่า 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ คุณวรลักษณ์ กล่าวสรุปว่าTHE MALL LIFESTORE SUMMER-CATION 2026 :         HOUSE OF FRIENDS ไม่ใช่เพียงกิจกรรมตามฤดูกาล แต่เป็นสัญญาณชัดเจนของการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป จาก “Shopping Center” สู่ “Entertainment-Driven Lifestyle Destination” ในวันที่ผู้บริโภคเลือกใช้เวลาและเงินกับประสบการณ์ที่มีความหมาย

สำหรับแคมเปญ THE MALL LIFESTORE SUMMER-CATION 2026 :  HOUSE OF FRIENDS นอกเหนือจักรวาล Mascot ตลอดจน Summer House Landmark รวมถึงกิจกรรมบันเทิงมากมาย ยังเสริมด้วยประสบการณ์ช้อปปิ้งที่จะเพิ่มมูลค่าด้วยพรีเมี่ยมแทนใจ’ Polcasan Summer Tote ซึ่ง Polcasan เป็นคาแรคเตอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากกลุ่มแฟน มี 3 แบบให้เลือกเมื่อช้อปสะสมตามรูปแบบโปรโมชั่นที่กำหนด เมื่อช้อปปิ้งภายในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป พร้อมโปรโมชั่นส่วนลดของสินค้าและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

ช้อปสนุกยกแก๊งที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา และเดอะมอลล์ โคราช แจกรวมกว่า 6 ล้านบาท*

  • สมาชิก M Card ช้อป 5,000 บาท ขึ้นไป รับ Polcasan Summer Tote  พร้อม Summer Charm เลือกสีได้ 1สี มูลค่า 990 บาท
  • สมาชิกบัตรเครดิต UOB / BANGKOK BANK M VISA และ AEON ช้อปครบ 4,000 บาทขึ้นไป รับ Cash Coupon มูลค่า 500 บาท
  • พิเศษ สมาชิกบัตรเครดิต UOB / BANGKOK BANK M VISA เมื่อช้อปเพิ่มครบ 8,000 บาทขึ้นไป รับเพิ่ม Polcasan Summer Tote พร้อม Summer Charm มูลค่า 990 บาท
  • สมาชิกบัตรเครดิต BANGKOK BANK M VISA ช้อป FASHION & SPORTS ทุกเสาร์-อาทิตย์ ครบ 2,500 บาทขึ้นไป รับ Cash Coupon มูลค่า 200 บาท*
  • ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ นอกจากสินค้าลดสูงสุด 70% ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตลอดแคมเปญ สมาชิกบัตร M Card และบัตรเครดิต UOB / BANGKOK BANK M VISA /KBANG ช้อปสะสมครบตามกำหนด รับ M Cash Coupon รวมสูงสุด 7,000 บาท
  • สมาชิก M Card รับฟรี PUFF BAG COLLECTION :  ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์  ช้อปสะสมครบ 3,000 บาทขึ้นไป/วัน รับฟรี Puffy Bag มูลค่า 490 บาท (ยกเว้น Power Mall, Gourmet Market) และเฉพาะวันจันทร์พฤหัสบดี ช้อปสะสมครบ 6,000 บาทขึ้นไป/วัน รับฟรี Puffer Bag มูลค่า 890 บาท  ช้อปที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ รับลาย POLCALSAN และเมื่อช้อปที่ เอ็มโพเรียม และ พารากอน รับลาย SUNNY

โดยการเปิดกิจกรรม THE MALL LIFESTORE SUMMER-CATION 2026 :  HOUSE OF FRIENDS ปรากฏการณ์รวมพลจักรวาล GMMTV Fandom Characters ที่มีจำนวนมากที่สุด และฟินกับประสบการณ์ที่มากที่สุด ในวันที่ 6 มีนาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 17.00 . เป็นต้นไป เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ  บริเวณ M Grand Hall ชั้น G พบกับ Mascot “ตัวแทนความผูกพันของแฟนด้อม ที่สะท้อนคาแรคเตอร์ ความทรงจำ และโมเมนต์สำคัญของคู่ขวัญจากซีรีส์ยอดนิยม นำทีมโดย POLCASAN มาสคอตขวัญใจแฟนคลับของ เต ตะวัน และ นิว ฐิติภูมิ ที่จะมาร่วมโมเม้นเซอร์ไพรซ์พิเศษในวันเปิดบ้าน House of Friends

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมในบ้านของเพื่อนเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: The Mall Group

]]>
1562028