Admin – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 20 Mar 2026 12:18:49 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 “อินโฟริช” เสริมแกร่ง CHARGESPOT THAILAND คอลแลปศิลปินสตรีทอาร์ท Muebon พลิกบทบาทใหม่สู่ Lifestyle Infrastructure Brand เป้าหมายมีจุดชาร์จ 20,000 จุดในไทย https://positioningmag.com/1565368 Fri, 20 Mar 2026 12:15:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565368 CHARGESPOT THAILAND ประกาศทิศทางธุรกิจหลังจาก INFORICH INC. (อินโฟริช) ขึ้นนั่งแท่นบริหาร สะท้อนความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และโมเดลธุรกิจที่พร้อมเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยวางประเทศไทยเป็นศูนย์กลางหลักในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน ยกระดับให้เป็น Interactive Hub ระดับสากล ผ่านการทรานส์ฟอร์มแบรนด์ครั้งใหญ่ พร้อมผลักดันวิสัยทัศน์ “Lifestyle Infrastructure” จากผู้ให้บริการเช่าพาวเวอร์แบงค์ สู่โครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิตเมือง

ล่าสุด เปิดตัวแคมเปญ CHARGESPOT x Muebon Collaboration กับศิลปินสตรีทอาร์ท Muebon ศิลปินคนแรกที่ได้คอลแลปร่วมกับ CHARGESPOT ภายใต้คอนเซปต์ “Charge Your Life” เจาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ควบคู่การเร่งขยายเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน และเตรียมขยายตลาดสู่อาเซียนเต็มรูปแบบภายในปี 2027

นายจุมเปอิ ฮาริโนะ ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ INFORICH INC. และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ชาร์จสปอต (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดการให้บริการเช่าพาวเวอร์แบงค์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทการแข่งขันที่กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ถึงแม้ราคายังคงเข้าถึงได้แต่ปัจจัยหลักถูกขับเคลื่อนจากราคาไปสู่คุณค่าที่แบรนด์สามารถส่งมอบได้แบบครบวงจร ทั้งด้วยเทคโนโลยีและระบบการบริการถูกยกระดับสู่ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ มีโซลูชันที่เชื่อมต่อข้อมูล และตอบโจทย์ผู้ใช้แบบเฉพาะบุคคลมากขึ้นให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ส่วนด้านการแข่งขันของแบรนด์ในปัจจุบันได้วัดกันที่ภาพลักษณ์ การเชื่อมโยงทางอารมณ์ และบทบาทของการใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้แบรนด์ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำจำเป็นจะต้องพัฒนาสู่การเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์มากขึ้น มีบทบาทเชื่อมโยงกับชุมชน วัฒนธรรม และพื้นที่เมืองมากกว่าการเป็นเพียงผู้ให้บริการด้านสาธารณูปโภค จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดความสำเร็จในระยะยาวของอุตสาหกรรมนี้

จุมเปอิ เล่าต่ออีกว่า CHARGESPOT ทำตลาดในไทยได้ 3-4 ปีแล้ว แต่เป็นโมเดลแฟรนไชส์ซี ปีนี้ทางบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นก็คือ INFORICH เข้ามาบริหารเต็มตัว ทำให้ขยายธุรกิจได้มากขึ้น

วันนี้ CHARGESPOT THAILAND จึงประกาศปรับ Positioning เชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวและความแตกต่างในตลาดผู้ให้บริการเช่าพาวเวอร์แบงค์อีกครั้ง โดยการยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการสาธารณูปโภค Tech Utility Service สู่การเป็นพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์ที่สนับสนุนการใช้ชีวิต Lifestyle Infrastructure Brand สามารถเชื่อมต่อกับผู้คนและกิจกรรมต่างๆได้อย่างไร้รอยต่อ ดังคำว่าพาวเวอร์แบงค์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแต่เป้าหมายที่แท้จริง คือการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้พบปะ ค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ สร้างวัฒนธรรมร่วมกัน สอดคล้องวิสัยทัศน์ชัดเจนของ CHARGESPOT ที่ต้องการทำให้พลังงานไม่ได้หมายถึงแค่การชาร์จอุปกรณ์ แต่คือการชาร์จชีวิตเพื่อมอบอิสระในการเคลื่อนไหว และการใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพในทุกช่วงเวลา แบรนด์จึงมุ่งสู่การเป็น Lifestyle Platform ที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่เมือง วัฒนธรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ภายใต้แนวคิด “Hyper Local Touchpoint” ผสานเทคโนโลยีศิลปะและชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน

เพื่อเป็นการสะท้อนแนวคิดดังกล่าวฯ ล่าสุด CHARGESPOT THAILAND จึงได้จับมือกับ Muebon ศิลปินสตรีทอาร์ตคนแรก เปิดตัวแคมเปญ CHARGESPOT x MUEBON Collaboration คอลแลปร่วมกันผ่านคาแรกเตอร์ “PUKRUK” ภายใต้คอนเซปต์ “Charge Your Life” ที่เปลี่ยนจุดบริการให้กลายเป็นแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ เจาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials มากยิ่งขึ้นโดยใช้กลยุทธ์ความร่วมมือทางวัฒนธรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมและตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานเป็นประจำสร้างกลุ่มลูกค้าแบบใช้ซ้ำและมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

นอกจากนี้ CHARGESPOT THAILAND ยังได้ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญ หลังปรับ Positioning สู่การเป็น Lifestyle Infrastructure Brand เต็มรูปแบบ โดยขับเคลื่อนแบรนด์ภายใต้แนวคิด “Hyper Personal Experience” การตลาดที่สามารถเข้าถึงตัวของลูกค้าได้แบบเฉพาะเจาะจง ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ตรงใจ ด้วยการนำข้อมูลและพฤติกรรมการใช้ชีวิต มาวิเคราะห์ออกแบบและนำเสนอเนื้อหาได้อย่างครอบคลุม เข้าถึงทั้งช่องทางออนไลน์ที่มุ่งพัฒนาแอปพลิเคชันให้เข้าถึงผู้ใช้มากขึ้น ในขณะที่ช่องทางออฟไลน์ก็ยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับจุดบริการให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน

ทั้งนี้ INFORICH INC. ในฐานะทีมบริหารยังมีแผนเน้นขยายจุดบริการเชิงกลยุทธ์ด้านโลเคชันที่ได้ศักยภาพ เช่น ห้างสรรพสินค้าระดับพรีเมียม ร้านสะดวกซื้อ และโรงแรม เป็นต้น พร้อมใช้ข้อมูลพัฒนา Intelligent Hub ในพื้นที่สำคัญ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงการให้บริการ และยังทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนเทคโนโลยีระดับโลก และถ่ายทอดแนวคิดขององค์กรให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากขึ้น ทั้งหมดนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ CHARGESPOT THAILAND สู่การเติบโตเฟสใหม่ ในการขยับจากผู้ให้บริการจุดชาร์จสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมถึงผู้คน เทคโนโลยี และวัฒนธรรมเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ และตั้งเป้าในปี 2027 นี้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานหลักในการขยายตลาดสู่อาเซียน ผลักดันประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นตลาดใหญ่อันดับสองในเอเชียรองจากประเทศญี่ปุ่น และเข้าสู่บทบาทการเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านไลฟ์สไตล์ที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตไปพร้อมเมืองและคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง

ปัจจุบัน CHARGESPOT มีจุดให้เช่าพาสเวอร์แบงค์กว่า 2,000 จุด ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ, พัทยา, เชียงใหม่, และภูเก็ต เน้นตามร้านสะดวกซื้อ และศูนย์การค้า ปีนี้จะขยายเข้าสู่พื้นที่ใหม่ๆ อย่างโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ร้านอาหาร คาเฟ่ มากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าในอีก 2 ปี จะมี 20,000 จุดทั่วประเทศไทย

CHARGESPOT มั่นใจว่าในประเทศไทยยังเติบโตได้อีกมาก เพราะอัตราการใช้มือถือในไทยมากถึง 8 ชั่วโมง มากกว่าคนญี่ปุ่นที่มีการใช้มือถือเฉลี่ย 4-5 ชั่วโมง บวกกับเทรนด์ตอนนี้ทุกคนพกกระเป๋าเล็กลง ไม่ต้องพกของเยอะ การมีจุดชาร์จพาวเวอร์แบงค์ช่วยอำนวยความสะดวกได้ 

โดย CHARGESPOT มีอัตราค่าบริการอยู่ที่ชั่วโมงละ 20 บาท แต่ถ้าใช้งานทั้งวันจะอยู่ที่ 80 บาท ปัจจุบัน CHARGESPOT มีฐานผู้ใช้รวมทั่วโลก 15 ล้านคนทั่วโลก ส่วนในไทยมี 8 แสนคน มีอายุระหว่าง 24-35 ปี เพศหญิง 70% และชาย 30%

ผู้สนใจสามารถชมผลงาน CHARGESPOT x MUEBON Collaboration ได้อย่างเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านเครื่องให้บริการเช่าพาวเวอร์แบงค์ CHARGESPOT ณ สยามพารากอน และ สยามเซ็นเตอร์ แลนด์มาร์กระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม – 30 มิถุนายน 2569 พร้อมกันนี้ ลูกค้าทุกท่านสามารถรับสิทธิ์ คูปองเช่าพาวเวอร์แบงค์ฟรี 2 ชั่วโมง เพียงกรอกโค้ด CHARGESPOTXMUEBON ผ่านแอปพลิเคชัน CHARGESPOT

พิเศษสำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ CHARGE YOUR LIFE SET รุ่นลิมิเต็ด จำนวนจำกัดเพียง 200 ชุด สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เร็ว ๆ นี้ ผ่านแอปพลิเคชัน CHARGESPOT หรือเว็บไซต์ www.chargespot.co.th

]]>
1565368
“อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์” ผนึกพันธมิตร ดันงาน JGAB 2026 สู่แพลตฟอร์มธุรกิจอัญมณีเครื่องประดับชั้นนำนานาชาติ เป้าดึงคนเข้างานหมื่นคน https://positioningmag.com/1565030 Wed, 18 Mar 2026 10:02:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565030 บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB) งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ ในวันที่ 22-25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ประกาศจับมือร่วมกับพันธมิตรแนวหน้า กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน และสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย เพื่อผลักดันงาน JGAB 2026 สู่ศูนย์กลางเวทีเจรจาธุรกิจการค้าชั้นนำสำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องในภูมิภาค เตรียมปักหมุดสู่หนึ่งในจุดหมายการค้าสำคัญระดับภูมิภาค

เวทีการค้าและการจัดงานระดับนานาชาติ 

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “งาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) 2026 ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับให้เป็นเวทีการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิด “The Ultimate Sourcing Hub” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งรายย่อยและขนาดกลางให้เข้าถึงแพลตฟอร์มธุรกิจนานาชาติ 

“ในฐานะผู้จัดงาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับการขยายกรอบความร่วมมือกับพันธมิตรที่สำคัญของเราในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีไทยในระยะยาว”

ไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ คือการยกระดับพื้นที่จัดแสดงให้เป็นเวทีเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติโดยมี พาวิลเลียนผู้ออกแสดงสินค้าจากหลายประเทศ อาทิ ASEAN Pavilion ที่รวบรวมผู้ผลิตจากประเทศในอาเซียน, China Pavilion ที่โดดเด่นด้านบรรจุภัณฑ์เครื่องประดับและเพชรสังเคราะห์, Sri Lanka Pavilion นำเสนอไพลินคุณภาพระดับโลกภายใต้แนวคิด “Mine to Masterpiece” และ Japan Pavilion จัดแสดงไฟน์จิวเวลรี่ ไข่มุก รวมถึงเครื่องประดับคุณภาพสูงภายใต้มาตรฐาน Made in Japan 

สำหรับปีนี้ คาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ากว่า 400 บริษัท จากกว่า 15 ประเทศ เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า และคาดว่าจะมี ผู้เยี่ยมชมงาน นักธุรกิจ และจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมงานกว่า 10,000 รายจาก 60 ประเทศ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ The Next Gem Awards 2026 เวทีการประกวดนักออกแบบรุ่นใหม่, The Goldsmith Craftsmanship Competition 2026 การแข่งขันช่างทองไทย, JGAB Runway แฟชั่นโชว์เครื่องประดับที่เน้นสร้างมูลค่าให้กับเครื่องประดับไทย และ Networking Night กิจกรรมส่งเสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมถึง Workshop และสัมมนาคุณภาพ ตลอด 4 วันของการจัดงาน

ความร่วมมืออาเซียนและตลาดโลก

นายสุทธิพงษ์ ดำรงค์สกุล นายกสมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน กล่าวถึงความสำคัญของการยกระดับความร่วมมือสู่หุ้นส่วนการจัดงาน ครั้งนี้ว่า “นี่คือครั้งแรกของทางสมาคมฯ ที่ยกระดับความร่วมมือ สู่รูปแบบของผู้ร่วมจัดงาน JGAB 2026 เรามองเห็นถึงศักยภาพและโอกาสมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในงาน โดยทำงานภายใต้กรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่อุตสาหกรรมในภาพรวม อาทิ การเป็นตัวกลางเชื่อมต่อกลุ่มผู้ซื้อและผู้ประกอบการที่เป็นเครือข่ายสมาชิกของเรา โดยเฉพาะจากอาเซียน เอเชีย และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ให้เข้าร่วมงานครั้งนี้ ทั้งในฐานะผู้ออกงานแสดงสินค้าและผู้เยี่ยมชมงาน

นอกจากนี้ภายในงาน เรายังร่วมจัดงานประชุมและสัมมนา Jewellery & Gem ASEAN Summit โดยการประชุมจะเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องประดับจากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศสมาชิกของ AGJA โดยมีจุดประสงค์ในการแสวงหาความร่วมมือในมิติต่างๆ ทั้งด้านการค้า การแลกเปลี่ยนความรู้ และในด้านอื่นๆ ระหว่างชุมชนเป็นการย้ำถึงความสำคัญในเรื่องการแสวงหาความร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรการค้าในระดับภูมิภาคเพื่อสร้างความยั่งยืนแก่อุตสาหกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายของตลาดโลกในอนาคต เราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยและอาเซียน กับชุมชนธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีงาน JGAB 2026 และประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง”

ศักยภาพอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย และอนาคตตลาดเครื่องประดับเงินไทยในเวทีโลก

นายสิทธิศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและ นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับจะเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการส่งออกถึง 26,821.26 ล้านเหรียญสหรัฐ (มกราคม–ธันวาคม 2568) นับเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 3 ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องประดับเงิน ที่มีมูลค่าส่งออก 2,522.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 31.56% โดยจุดแข็งของไทยอยู่ที่ทักษะฝีมือช่างที่มีความประณีต การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ และมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และยังมีความพร้อมในด้านโครงสร้างอุตสาหกรรม ตลอดจนเครือข่ายผู้ประกอบการที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การเจียระไน การผลิตเครื่องประดับ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ

สำหรับบทบาทของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่าทั้งภาครัฐและเอกชนจำเป็นจะต้องร่วมมือกันเพื่อตอบรับกับความท้าทายใหม่ของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน ผู้ที่ได้รับผลกระทบนอกจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ยังมีผู้ประกอบการรายเล็กหรือกลุ่ม SMEs ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการเหล่านี้ให้สามารถแข่งขันได้ กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงร่วมมือกับทาง บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการออกงานแสดงสินค้า ด้วยโครงการสนับสนุนเงินอุดหนุน หรือ SME ปัง ตังได้คืน โดยได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบเป็นจำนวนมากที่สนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 100 ราย นับเป็นจำนวนที่มากขึ้นกว่า 25% จากปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการช่วยผลักดันธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่ตลาดสากล

นอกจากนี้ ในส่วนของสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย ได้ร่วมจัดสัมมนาความรู้ ภายใต้หัวข้อ Silver Price Shock: Understanding the Market and Designing for the Future เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้แก่ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องเงิน และในส่วนโซนนิทรรศการภายใต้แนวคิด “Beyond Silver Price : The Future of Thai Jewelry Industry” เพื่อเป็นการต่อยอดและแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องเงินไทยผ่านทางเรื่องราวและแนวคิดออกแบบที่หลากหลายอีกด้วย” 

งาน JGAB 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเป็นเวทีการค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ นักออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและขยายเครือข่ายการค้าในระดับสากล 

ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้า (Visitor Pre-Registration) ได้ที่ www.jewellerygemaseanbkk.com

หรือดูรายละเอียดและติดข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง
Website: https://jewellerygemaseanbkk.com
Facebook: https://www.facebook.com/JGABThailand
IG: https://www.instagram.com/jewelleryandgemaseanbangkok/
LinkedIn: https://www.linkedin.com/in/jewellery-and-gem-asean-bkk/
Line: https://lin.ee/cp9sd85

]]>
1565030
“Snack Maker” โปรเจกต์สุดคูลจากบริษัทในเครือ BTS แท็กทีมครีเอเตอร์ พลิกโฉม ‘Content Creator’ สู่ ‘Maker’ เสิร์ฟไอเดียลงซองขนม https://positioningmag.com/1563968 Thu, 12 Mar 2026 05:51:45 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563968 Rabbit Group บริษัทในเครือ บีทีเอส เปิดตัวโปรเจกต์ “Snack Maker” พลิกโฉมวงการครีเอเตอร์ไทย จากผู้สร้างคอนเทนต์สู่การเป็น “Maker” หรือเจ้าของแบรนด์สินค้าคุณภาพ ชูจุดแข็ง Ecosystem ครบวงจร ทั้งสื่อโฆษณา การตลาด และเครือข่ายค้าปลีกบนสถานีรถไฟฟ้า ที่เชื่อมต่อไอเดียสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุน SME ยุคดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืน

คุณวิคเตอร์ (วิทยา โตโพธิ์ยศสกุล) CEO จาก Rabbit Group เผยว่าหัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้คือการทำหน้าที่เป็น Strategic Support ให้กับครีเอเตอร์ โดยใช้จุดแข็งของกลุ่มบีทีเอสที่เป็นผู้นำด้านสื่อโฆษณา การตลาด การจัดจำหน่าย  และพื้นที่ค้าปลีกบนสถานีรถไฟฟ้าที่มีทราฟฟิกมหาศาล

“Snack Maker ไม่ใช่เพียงการผลิตสินค้า แต่คือ Business Model ใหม่ ที่ผสานศักยภาพสูงสุดของสองโลกเข้าด้วยกัน เราเปลี่ยนจากโมเดลการตลาดแบบเดิม มาเป็นการใช้ Community-Led Strategy โดยดึงพลังของครีเอเตอร์  มาเป็นตัวขับเคลื่อน demand แล้วผนึกเข้ากับ Ecosystem ของ BTS Group ภายใต้แนวคิดขนมของคนมีไอเดียและแฮชแท็ก #คิดไปเคี้ยวไป ที่สะท้อนความเชื่อว่าขนมแต่ละชิ้นคือการถ่ายทอดตัวตนและเรื่องราวของครีเอเตอร์ ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของแบรนด์ตั้งแต่จุดเริ่มต้น คุณวิคเตอร์กล่าว

ผลิตภัณฑ์ที่ประเดิมสนามภายใต้โปรเจกต์ Snack Maker สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของครีเอเตอร์แต่ละคนอย่างชัดเจน อาทิ

  • ไก่เด้อ (Peach Eat Laek): หนังไก่ทอดกรอบรสคลาสสิก ยกระดับสตรีทฟู้ดสู่แพ็กเกจจิ้งพรีเมียม ตอบโจทย์สายกินจุที่เน้นคุณภาพ
  • Mu-Te-Boom โดย OHANA:  กัมมี่เลมอนรสเปรี้ยวจี๊ดที่มาพร้อมกิมมิกมูเตลูและคำทำนายหลังซอง สนุกทั้งรสชาติและเรื่องราว
  • “Maison Taohuu” ฟองเต้าหู้ทอดกรอบรสไลท์ชีส โดย Zom Marie ที่นำของโปรดอย่างเต้าหู้และชีสมาตีความใหม่ ให้เป็นขนมกรอบบางเบาแต่รสชาติชัดเจน
  • และ “DOTS” กราโนล่ารสช็อกโกแลตผสมแครนเบอร์รี โดย PigkaPloy ที่ได้แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์สายแอ็กทีฟ พกพาสะดวก ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพในทุกการเดินทาง

Snack Maker จึงไม่ใช่เพียงโปรเจกต์ขนม แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ไทยได้ต่อยอดไอเดียสู่การพัฒนาแบรนด์ของตนเอง โดยผสานพลังของครีเอเตอร์ แฟนเบส และ Ecosystem ของ BTS Group เพื่อเชื่อมต่อจากไอเดียสู่ตลาดจริงอย่างยั่งยืน

]]>
1563968
ไทยเจ้าภาพ UFI Asia Pacific Conference 2026 ทีเส็บชูแบรนด์ “The Best Exhibition Nation of ASEAN” ตอกย้ำกรุงเทพฯ ฮับงานแสดงสินค้าอาเซียน https://positioningmag.com/1562814 Thu, 05 Mar 2026 16:10:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562814 ทีเส็บเปิดตัวไทยเจ้าภาพงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 ระหว่างวันที่ 5–6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ต้อนรับนักธุรกิจและผู้ประกอบการงานแสดงสินค้าจากเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกกว่า 300 คน เชื่อมั่นปัจจัยบวกเมืองไทยสร้างความมั่นใจของผู้เข้าร่วมงานในแบรนด์ประเทศไทย “The Best Exhibition Nation of ASEAN” และตอกย้ำกรุงเทพฯ คือศูนย์กลางงานแสดงสินค้าของอาเซียน

ปัจจัยบวกสำหรับงานแสดงสินค้านานาชาติในเมืองไทยประกอบด้วย นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่ติดอันดับโลก การเติบโตของพอร์ตโฟลิโองานแสดงสินค้าของผู้ประกอบการไทย โอกาสใหม่ ๆ ทางการตลาด งานแสดงสินค้ารายใหม่ที่มาจัดในไทย การอำนวยความสะดวกในการเข้ามาจัดงาน การจัดงานแบบวัดผลความยั่งยืนที่
จับต้องได้ จะช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นในขีดความสามารถของไทยในฐานะฮับอุตสาหกรรมไมซ์และงานแสดงสินค้าแห่งอาเซียน คาดการณ์มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการจัดงานแสดงสินค้าในปีนี้ 201,451 ล้านบาท

นายคริส สกีธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมการแสดงสินค้าโลก หรือ The Global Association of the Exhibition Industry (UFI) กล่าวว่า UFI เลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม UFI Asia Pacific Conference เพื่อยกย่องบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในฐานะตลาดอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกและการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากภาครัฐ ท่ามกลางการก้าวขึ้นมาของอาเซียนในฐานะกลไกการเติบโตสำคัญของภูมิภาค ประเทศไทยมีทั้งขนาดตลาด การเชื่อมต่อ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่พร้อมขับเคลื่อนมูลค่าทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัล และความยั่งยืน

“การจัดประชุมครั้งนี้ในกรุงเทพฯ เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของ UFI ต่อบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการวางตำแหน่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ไม่ได้เป็นเพียงตลาดแห่งการเติบโตเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำระดับโลกที่กำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า UFI ขอขอบคุณพันธมิตรและผู้สนับสนุนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีเส็บ และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่มีส่วนสำคัญในการทำให้การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างสำเร็จ”

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บ ประมูลสิทธิ์เพื่อเป็นเจ้าภาพการจัดงาน UFI Asia Pacific Conference ในวันที่ 5–6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในฐานะที่ทีเส็บเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีพันธกิจขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการจัดงานไมซ์ จึงตั้งเป้าหมายใช้การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีตอกย้ำแบรนด์ The Best Exhibition Nation of ASEAN ให้นักธุรกิจและผู้ประกอบการงานแสดงสินค้าจากเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกกว่า 300 คน มั่นใจในขีดความสามารถของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการจัดงานไมซ์ของภูมิภาค โดยเฉพาะการเป็นฮับงานแสดงสินค้านานาชาติของภูมิภาคอาเซียน เพื่อเจาะตลาดอาเซียนและให้ผู้ประกอบการในอาเซียนเข้าถึงตลาดโลก

การตอกย้ำแบรนด์ประเทศไทยเกิดขึ้นสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากเวทีโลก
โดยในการประชุม UFI Global Congress เมื่อปลายปี 2568 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาลต่ออุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพแบบองค์รวมสูงสุดในโลก และติด 1 ใน 5 ประเทศที่มีแผนยุทธศาสตร์และนโยบายงานแสดงสินค้าที่ชัดเจนและครอบคลุมมากที่สุด

“การสนับสนุนเชิงนโยบายที่แข็งแรงของทีเส็บในฐานะหน่วยงานภาครัฐและการร่วมมืออย่างเหนียวแน่นกับภาคเอกชน โดยเฉพาะสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA เปรียบเสมือนรากฐานสำคัญให้ระบบนิเวศไมซ์ไทยมีความเข้มแข็ง ยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า และผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศ พร้อมผลักดันงานแสดงสินค้าไทยให้เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าว

นอกจากการสำรวจพื้นที่จัดงานแสดงสินค้าในกรุงเทพฯ ผู้ร่วมงานจากต่างประเทศจะได้มีโอกาสพบปะกับผู้จัดงานแสดงสินค้านานาชาติของไทย เพื่อจะได้มองเห็นโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ให้กับงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย เพราะผู้ประกอบการบางส่วนของไทยได้ขยายพอร์ตโฟลิโองานครอบคลุมอุปสงค์ใหม่ ๆ ในตลาด หรือขยายไปสู่แขนงธุรกิจที่ส่งเสริมหรือเติมเต็มให้กับธุรกิจหลัก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ได้รับการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ สายการแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ อาหาร ออโตเมชั่น

ประการสำคัญ ทีเส็บได้สนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ของไทยและเป็นผู้จัดงาน Domestic Exhibition
ที่มีศักยภาพให้เข้าร่วมงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 เพื่อให้ผู้ร่วมงานจากต่างประเทศได้มองเห็นโอกาสทางการตลาดเพิ่มเติมของไทย ขณะที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ของไทยได้มองเห็นโอกาสยกระดับหรือขยายการจัดงานต่อไป

ตัวอย่างงานแสดงสินค้านานาชาติในภาคธุรกิจยุทธศาสตร์ที่จะจัดในประเทศไทยในปีนี้ คืองาน THAIFEX งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย, WHX and WHX Labs Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ และ METALEX 2026 งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านเครื่องจักรกลและโลหการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ไทยยังเตรียมต้อนรับงานแสดงสินค้าระดับโลกหลายรายการ อาทิ The 2nd Asia Sourcing Show 2026 (Textiles & Apparel), Global Sourcing Summit 2026 จากสหรัฐอเมริกาที่จะจัดในเดือนมิถุนายน และ Gastech งานด้านพลังงานระดับโลกในเดือนกันยายน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน

ดร. ศุภวรรณ ระบุว่า การที่งานแสดงสินค้าใหม่ขนาดใหญ่เลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงานจะยิ่งช่วยตอกย้ำให้ผู้ร่วมงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 มั่นใจในศักยภาพทางธุรกิจของไทยมากขึ้น ในส่วนของทีเส็บได้พยายามดึงงานในภาคธุรกิจใหม่ ๆ ให้เข้ามาจัดในประเทศ อาทิ สาย Creative Industry เพื่อให้พอร์ตโฟลิโอการจัดงานในไทยตอบโจทย์ใหม่ ๆ ทางการตลาด ดึงดูดผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้มาจัดงานหรือมาร่วมงาน ทีเส็บยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอำนวยความสะดวกให้กับการเข้ามาจัดงานแสดงสินค้า อาทิ ร่วมมือกับกรมศุลกากร เพิ่มเพดานจำนวนสินค้าที่นำเข้ามาจัดแสดงในงาน ร่วมมือกับกรมแรงงานผ่อนปรนระเบียบให้กับบุคลากรจากต่างประเทศที่เข้ามาจัดงานในประเทศไทย เพื่อให้งานในไทยสร้าง Return on Investment (ROI)

“เพื่อตอบโจทย์การจัดงานยุคใหม่ ทีเส็บได้กำหนดมาตรการให้การจัดงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 สามารถเลี่ยงและลดคาร์บอนแบบวัดผลได้จริง ทั้งนี้ เพื่อให้ความยั่งยืนเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้สำหรับการจัดงานในประเทศไทย” ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะเมืองเจ้าภาพงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 กล่าวว่า กรุงเทพมหานครถือเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการจัดงานนิทรรศการระดับโลก
และยังได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2568 โดยมีจำนวนผู้มาเยือนถึง 30.3 ล้านคน

“ด้วยความพร้อมในทุกด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐานสากล ระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย และการบริการด้วยใจ เมืองของเราจึงไม่เพียงแต่สามารถรองรับการจัดงานนิทรรศการระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็น ‘เมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน’ ที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญสำหรับการจัดงานระดับนานาชาติอย่างแท้จริง”

งาน UFI Asia Pacific Conference 2026 ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของประเทศ ที่รวบรวมผู้จัดงานในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาพบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทรนด์ล่าสุดของอุตสาหกรรม เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ส่วนในภาพรวมของอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าของไทยในปี 2569 จะมีการจัดงาน 165 งาน จำนวนผู้ร่วมงาน 1,172,000 คน สร้างรายได้ 20,295 ล้านบาท คาดการณ์มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ 201,451 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงานใหม่ 19 งานทั้งของผู้ประกอบการไทย สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวนผู้ร่วมงาน 134,900 คน สร้างรายได้ 2,337 ล้านบาท คาดการณ์มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ 23,198 ล้านบาท

]]>
1562814
เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินเกม “Retailtainment” เต็มรูปแบบ เปิด HOUSE OF FRIENDS ใช้พลัง Fandom Economy ขับเคลื่อนค้าปลีกยุคใหม่ #เดอะมอลล์จะไปสุดที่ตรงไหน https://positioningmag.com/1562028 Mon, 02 Mar 2026 06:43:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562028 ท่ามกลางความท้าทายของธุรกิจค้าปลีกในยุค E-Commerce และ Digital Disruption “ประสบการณ์” และ “ความผูกพันทางอารมณ์” กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จึงเดินหน้าตอกย้ำกลยุทธ์ Retailtainment อย่างจริงจัง ผ่านแคมเปญใหญ่ประจำซัมเมอร์ THE MALL LIFESTORE SUMMER-CATION 2026 : HOUSE OF FRIENDS ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นมากกว่า Seasonal Promotion แต่เป็นการทดลองโมเดล “Entertainment-Driven Retail” ที่ใช้พลังของ Fandom Economy เป็นกลไกหลักในการสร้าง Traffic, Engagement และ Spending ควบคู่กัน

  • Fandom Economy: พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ข้อมูลจากรายงานอุตสาหกรรม Creator & Fan Economy ระบุว่า ตลาดดังกล่าวมีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ทั่วโลก และยังเติบโตในอัตราสองหลักต่อปี สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่พร้อมสนับสนุนคอนเทนต์ ศิลปิน และคาแรกเตอร์ที่ตนเองรู้สึกผูกพัน ในประเทศไทย กลุ่มแฟนด้อมถือเป็น Community ที่มี Engagement สูง และมีพลังการใช้จ่ายทั้งในรูปแบบสินค้า กิจกรรม และประสบการณ์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จึงต่อยอดความสำเร็จ สู่การพัฒนาแพลตฟอร์มซัมเมอร์ที่ยกระดับขึ้นทั้งในเชิง Emotional Marketing และ Strategic Retail Model

  • HOUSE OF FRIENDS ถูกพัฒนาเพื่อเปลี่ยนศูนย์การค้าจาก “พื้นที่ขายสินค้า”

สู่ “Destination of Emotion

คุณวรลักษณ์ กล่าวต่อว่าหลักในการ Redefine Shopping Experience สำหรับแคมเปญครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้ 3 แนวคิดหลักในการ Redefine Shopping Experience ได้แก่

1. Screen to Space นำจักรวาลมาสคอตคอนเทนต์และคาแรกเตอร์ยอดนิยมมาสร้างเป็นพื้นที่จริง ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสจากหน้าจอสู่ประสบการณ์จริง พร้อมเนรมิตพื้นที่ House of Friends โดยมี Summer House Landmark ด้วยความสูงกว่า 3 ชั้น ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ บริเวณ M Grand Hall ชั้น G พร้อมสร้างสีสันด้วยความสนุกมากมาย อาทิ  Giant Ball Pool Slider, Summer Adventure Maze และ Fountain of Fortune รวมถึง Friends’ Exhibition ที่รวบรวมเรื่องราวของ GMMTV Fandom Characters ทั้ง 27 ตัว  ให้แฟน ๆ ได้รู้จักเหล่าหลานๆมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วย Pop-up Store จาก GMMTV SHOP สำหรับแฟนๆในการเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกและของสะสมสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากคาแรกเตอร์ที่ชื่นชอบตลอดเดือนมีนาคมนี้

2. Series of Happiness ตลอดซัมเมอร์ กิจกรรมต่อเนื่องเพื่อกระตุ้น Repeat Visit และเพิ่ม Time Spent ภายในศูนย์การค้า ด้วยกิจกรรมต่อเนื่องทุกสาขาตลอดเดือนมีนาคม ด้วยกิจกรรม GMMTV Fandom Characters Parade, Exclusive Party GMMTV, SCHOOL BAND เป็นต้น

3. Cross-Industry Activation การจัดกิจกรรมพิเศษ GMMTV Fandom Characters ซึ่งเป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมบันเทิง ผสาน Retail Ecosystem เข้ากับ Fandom Ecosystem อย่างเป็นระบบ

โดยคุณวรลักษณ์ กล่าวเสริมสำหรับกลยุทธ์ของแคมเปญซัมเมอร์ ครั้งนี้ว่าTHE MALL LIFESTORE SUMMER-CATION 2026 : HOUSE OF FRIENDS ไม่ใช่เพียงแคมเปญส่งเสริมการขาย แต่เป็นการวางกลยุทธ์ Retailtainment อย่างเป็นระบบ เรามองแฟนด้อมในฐานะ New Economic Driver ที่สามารถสร้าง Traffic, Engagement และ Spending ได้พร้อมกัน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มทราฟฟิกไม่น้อยกว่า 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ คุณวรลักษณ์ กล่าวสรุปว่าTHE MALL LIFESTORE SUMMER-CATION 2026 :         HOUSE OF FRIENDS ไม่ใช่เพียงกิจกรรมตามฤดูกาล แต่เป็นสัญญาณชัดเจนของการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป จาก “Shopping Center” สู่ “Entertainment-Driven Lifestyle Destination” ในวันที่ผู้บริโภคเลือกใช้เวลาและเงินกับประสบการณ์ที่มีความหมาย

สำหรับแคมเปญ THE MALL LIFESTORE SUMMER-CATION 2026 :  HOUSE OF FRIENDS นอกเหนือจักรวาล Mascot ตลอดจน Summer House Landmark รวมถึงกิจกรรมบันเทิงมากมาย ยังเสริมด้วยประสบการณ์ช้อปปิ้งที่จะเพิ่มมูลค่าด้วยพรีเมี่ยมแทนใจ’ Polcasan Summer Tote ซึ่ง Polcasan เป็นคาแรคเตอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากกลุ่มแฟน มี 3 แบบให้เลือกเมื่อช้อปสะสมตามรูปแบบโปรโมชั่นที่กำหนด เมื่อช้อปปิ้งภายในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป พร้อมโปรโมชั่นส่วนลดของสินค้าและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

ช้อปสนุกยกแก๊งที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา และเดอะมอลล์ โคราช แจกรวมกว่า 6 ล้านบาท*

  • สมาชิก M Card ช้อป 5,000 บาท ขึ้นไป รับ Polcasan Summer Tote  พร้อม Summer Charm เลือกสีได้ 1สี มูลค่า 990 บาท
  • สมาชิกบัตรเครดิต UOB / BANGKOK BANK M VISA และ AEON ช้อปครบ 4,000 บาทขึ้นไป รับ Cash Coupon มูลค่า 500 บาท
  • พิเศษ สมาชิกบัตรเครดิต UOB / BANGKOK BANK M VISA เมื่อช้อปเพิ่มครบ 8,000 บาทขึ้นไป รับเพิ่ม Polcasan Summer Tote พร้อม Summer Charm มูลค่า 990 บาท
  • สมาชิกบัตรเครดิต BANGKOK BANK M VISA ช้อป FASHION & SPORTS ทุกเสาร์-อาทิตย์ ครบ 2,500 บาทขึ้นไป รับ Cash Coupon มูลค่า 200 บาท*
  • ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ นอกจากสินค้าลดสูงสุด 70% ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตลอดแคมเปญ สมาชิกบัตร M Card และบัตรเครดิต UOB / BANGKOK BANK M VISA /KBANG ช้อปสะสมครบตามกำหนด รับ M Cash Coupon รวมสูงสุด 7,000 บาท
  • สมาชิก M Card รับฟรี PUFF BAG COLLECTION :  ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์  ช้อปสะสมครบ 3,000 บาทขึ้นไป/วัน รับฟรี Puffy Bag มูลค่า 490 บาท (ยกเว้น Power Mall, Gourmet Market) และเฉพาะวันจันทร์พฤหัสบดี ช้อปสะสมครบ 6,000 บาทขึ้นไป/วัน รับฟรี Puffer Bag มูลค่า 890 บาท  ช้อปที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ รับลาย POLCALSAN และเมื่อช้อปที่ เอ็มโพเรียม และ พารากอน รับลาย SUNNY

โดยการเปิดกิจกรรม THE MALL LIFESTORE SUMMER-CATION 2026 :  HOUSE OF FRIENDS ปรากฏการณ์รวมพลจักรวาล GMMTV Fandom Characters ที่มีจำนวนมากที่สุด และฟินกับประสบการณ์ที่มากที่สุด ในวันที่ 6 มีนาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 17.00 . เป็นต้นไป เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ  บริเวณ M Grand Hall ชั้น G พบกับ Mascot “ตัวแทนความผูกพันของแฟนด้อม ที่สะท้อนคาแรคเตอร์ ความทรงจำ และโมเมนต์สำคัญของคู่ขวัญจากซีรีส์ยอดนิยม นำทีมโดย POLCASAN มาสคอตขวัญใจแฟนคลับของ เต ตะวัน และ นิว ฐิติภูมิ ที่จะมาร่วมโมเม้นเซอร์ไพรซ์พิเศษในวันเปิดบ้าน House of Friends

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมในบ้านของเพื่อนเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: The Mall Group

]]>
1562028
“โทฟุซัง” ถอดรหัสหัวใจคุณภาพ สู่ผู้นำนมถั่วเหลืองพรีเมียม เปิดยุทธศาสตร์ Data–Innovation ขับเคลื่อนแบรนด์ไทยเติบโตยั่งยืนในตลาดสุขภาพระดับสากล https://positioningmag.com/1560710 Mon, 23 Feb 2026 04:19:44 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560710 ท่ามกลางสมรภูมิตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ทวีความรุนแรงจากการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่และแบรนด์ยักษ์ใหญ่โทฟุซัง” (Tofusan) แบรนด์นมถั่วเหลืองพรีเมียมสัญชาติไทย ประกาศทิศทางธุรกิจระยะ 3-5 ปี ย้ำชัดวิสัยทัศน์คุณภาพต้องมาก่อนพร้อมชูกลยุทธ์ Product-Led Growth ผสานเทคโนโลยี AI และ Big Data ยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานใหม่ มุ่งสร้างการเติบโตที่มั่นคงมากกว่าการวิ่งตามกระแสการตลาดระยะสั้น

จาก SME สู่แบรนด์พรีเมียม: เดิมพันด้วยคุณภาพที่เลียนแบบไม่ได้

คุณสุรนาม พานิชการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โทฟุซัง จำกัด เปิดเผยว่า รากฐานความสำเร็จของโทฟุซังไม่ได้เริ่มจากงบการตลาดมหาศาล แต่เริ่มจากทางยากคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองที่มีคุณภาพสูงรสชาติดีและใช้ฟองเต้าหู้จริงแม้ในช่วงแรกจะต้องเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุนและต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าตลาดแต่แบรนด์เลือกที่จะไม่ลดคุณภาพเพื่อแข่งขันด้านราคา

เราเลือกทางยากตั้งแต่ต้น เพราะเชื่อว่าหากสินค้าดีจริง ผู้บริโภคจะรับรู้และกลับมาซื้อซ้ำเองคุณสุรนามย้ำถึงแนวคิดที่กลายเป็น Competitive Advantage สำคัญ คือวัฒนธรรมองค์กรที่จะไม่ผลิตสินค้าที่คนในครอบครัวไม่กล้าบริโภค ซึ่งความเข้มงวดนี้สะท้อนผ่านการลงทุนใน R&D การคัดเลือกสายพันธุ์ถั่วเหลือง และการทำ Sensory Test เพื่อรักษามาตรฐานให้สม่ำเสมอทุกล็อต

กลยุทธ์ใจถึงลงทุนล่วงหน้า 300 ล้านบาท ปักธงตลาด High Protein

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่พิสูจน์วิสัยทัศน์ของโทฟุซัง คือการตัดสินใจลงทุนกว่า 300 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่ม High Protein ในขณะที่ยอดขายรวมของบริษัทยังไม่ถึง 300 ล้านบาท แม้จะถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงสูง แต่ผลลัพธ์จากการลงทุนก่อนตลาดโตทำให้โทฟุซังสามารถส่งสินค้ากลุ่ม High Protein 0% น้ำตาลเข้าสู่ตลาดได้ทันจังหวะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนทิศทาง

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ได้กลายเป็น Key Driver สำคัญที่ผลักดันยอดขายให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นว่าการมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตที่ออกแบบเองเป็นแต้มต่อที่ทำให้คู่แข่งทำซ้ำได้ยาก

Product-Led Growth: ให้สินค้าเป็นตัวขับเคลื่อนการตลาด

สำหรับทิศทางในอนาคต โทฟุซังวางหมากการเติบโตผ่าน 2 มิติหลัก:

  1. Existing Market: เพิ่มความลึกในตลาดนมถั่วเหลืองเดิมด้วยนวัตกรรมรสชาติและสูตรเฉพาะ
  2. New Frontier: ขยายสู่หมวดหมู่เครื่องดื่มสุขภาพใหม่ๆที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญด้านโปรตีนจากพืช

โดยหัวใจสำคัญคือการแก้ Pain Point ของผู้บริโภคเป็นหลักบริษัทมุ่งเน้นให้สินค้าทำหน้าที่สื่อสารคุณค่าแบรนด์ด้วยตัวเองหากผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ทั้งด้านโภชนาการและรสชาติการเติบโตจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งพิงเพียงงบโฆษณา

ยกระดับองค์กรด้วย Data และ AI แต่ไม่ทิ้งหัวใจมนุษย์
เพื่อให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ โทฟุซังเองก็ได้นำ Big Data และ AI เข้ามาเสริมการจัดการ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลระดับจุดขายในแต่ละสาขา เพื่อบริหารการเติมสต๊อกสินค้าพาสเจอไรซ์ ลดการเกิดของเสีย (Waste) และเพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชน รวมถึงการใช้ AI ช่วยงานวิจัยและประมวลผลพฤติกรรมผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม คุณสุรนามย้ำว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ แต่มนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจ ในหลายเรื่องก็ยังต้องใช้มนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการวัดความรู้สึก หรือเรื่อง Sensory Test เพื่อสัมผัสถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังทดแทนไม่ได้ในปัจจุบัน

บทบาทใหม่ของ CEO: จากผู้ลงมือทำ สู่ผู้วางระบบความยั่งยืน

ในวันที่องค์กรขยายตัว บทบาทของคุณสุรนามได้เปลี่ยนจากการลงรายละเอียดในทุกขั้นตอน สู่การเป็นผู้วางระบบและสร้างทีมทำงานรุ่นใหม่ พร้อมกำหนดแนวทางที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาว เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มสุขภาพของไทย

“ความสำเร็จในอนาคตไม่ได้วัดจากการเติบโตเร็วที่สุด แต่คือการเติบโตอย่างมั่นคง มีความสามารถในการปรับตัว และรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไว้ได้ในระยะยาวคุณสุรนามกล่าวทิ้งท้าย

โทฟุซังพร้อมแล้วที่จะปักหมุดแบรนด์ไทยในตลาดสุขภาพระดับภูมิภาค ด้วยความเชื่อที่ว่า การเติบโตที่ดี ต้องมาจากคุณภาพที่แท้จริง

]]>
1560710
SOE Medical เปิดตัว “Aqualuna Liquid Lock” ครั้งแรกในไทย นวัตกรรมเจลงานผิวทางการแพทย์ Hyaluronic Acid ตอบโจทย์ผิวธรรมชาติ https://positioningmag.com/1560430 Thu, 19 Feb 2026 09:24:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560430 SOE Medical ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมความงาม เปิดตัว Aqualuna Liquid Lock เจลงานผิวทางการแพทย์ Hyaluronic Acid (HA) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายในงาน “The Next Asian Wave Experience”SEA LIFE Bangkok Ocean World ยกระดับนวัตกรรมความงามในไทย ตอบโจทย์ผิวธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา บริษัท โซว เมดิคอล จำกัด หรือ SOE Medicalผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านความงามชั้นนำ ได้จัดงาน“Aqualuna Liquid Lock” The Next Asian Wave Experienceเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เจลงานผิวทางการแพทย์ที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้มาตรฐานคุณภาพ และความปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อตอบโจทย์การดูแลงานผิวในยุคปัจจุบันซึ่งงานจัดขึ้น ณ SEA LIFE Bangkok Ocean Worldศูนย์การค้าสยามพารากอนท่ามกลางบรรยากาศชวนฝันของโลกใต้ท้องทะเล ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี

ณิชชา เธียรตระวัน (นาน่า) กรรมการบริหารบริษัท โซว เมดิคอล จำกัด หรือ SOE Medical กล่าวว่า “เทรนด์ความงามมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและสมดุลมากยิ่งขึ้น ดังนั้น บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ตลาดและคาดการณ์ทิศทางความต้องการของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ด้านความงามอย่างใกล้ชิดLiquid Lock จึงถูกพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการเติมเต็มอย่างเหมาะสม ช่วยเสริมความชุ่มชื้นและภาพลักษณ์ผิวที่ดูละมุน ลดความกังวลเรื่อง overfilled และสอดคล้องกับแนวคิดความงามแบบเอเชียยุคใหม่”

ด้าน คุณชุติปภา เธียรตระวัน (นินา) กรรมการบริหาร บริษัท โซว เมดิคอล จำกัด หรือ SOE Medical กล่าวเพิ่มเติมว่า “SOE Medical เดินหน้ารุกตลาดความงามอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเข้า ‘Aqualuna’ เทคโนโลยี HA ล่าสุดจาก Bloomage Biotech ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิต HA รายใหญ่ของโลก บริษัทฯ ได้จับมือกับ คุณมายด์ ณภศศิ ในฐานะ Brand Partner เพื่อร่วมขับเคลื่อนตลาดเครื่องมือแพทย์ด้านความงามในประเทศไทย พร้อมเปิดตัว Aqualuna Liquid Lock จากประเทศจีนอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ Aqualuna Wrinkle ยังได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำหรับการใช้งานบริเวณลำคอ โดยถือเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะทางรายแรกในประเทศไทยในกลุ่มนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการยกระดับมาตรฐานตลาดความงามไทย”

AqualunaLiquid Lock เป็นเจลงานผิวทางการแพทย์ประเภท Hyaluronic Acid (HA) ผลิตภัณฑ์ภายใต้การดูแลและจัดจำหน่ายโดย บริษัท โซว เมดิคอล จำกัด (SOE Medical) ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์แนวทางการดูแลงานผิวในยุคปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ ในแบบ C-Beauty ภายใต้การประเมินและดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผลิตภัณฑ์จาก Bloomage Technology บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและผลิต Hyaluronic Acid (HA)ระดับโลกจากประเทศจีน ซึ่งมีความโดดเด่นด้านงานวิจัยและเทคโนโลยี HA มาอย่างยาวนาน และได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก Biohyalux ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ ด้วยโครงสร้าง Non-crosslinked และ Micro-crosslinked HA ช่วยให้เนื้อเจลมีความอ่อนนุ่ม กระจายตัวได้ดี และมอบสัมผัสผิวที่ดูละมุนเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย บ่งชี้ถึงคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย

โดยภายในงานยังมีการนำเสนอ Aqualuna Liquid Lock Program โปรแกรมดูแลงานผิวที่ออกแบบเพื่อเสริมประสบการณ์ผิวที่ดูชุ่มชื้นและมีชีวิตชีวา โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก 2 รุ่น ได้แก่

  • Aqualuna Aqua เจลงานผิวทางการแพทย์สำหรับการดูแลผิวหน้าเพื่อผิวที่ดูเรียบเนียนและชุ่มชื้น
  • Aqualuna Wrinkle เจลงานผิวทางการแพทย์สำหรับบริเวณใบหน้าและลำคอเพื่อเสริมภาพลักษณ์ผิวที่ดูเรียบเนียนและสมดุล

รวมถึงยังมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Aqualuna อีกหลากหลายรุ่น เพื่อให้แพทย์สามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการประกาศกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ Aqualuna Liquid Lock โดยผู้ใช้ผลิตภัณฑ์มีสิทธิ์ร่วมลุ้นเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเยี่ยมชมโรงงานผลิต Hyaluronic Acid แบบเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมร่วมเดินทางกับ มายด์ ณภศศิ Brand Partner ของ Aqualuna

การเปิดตัว Aqualuna Liquid Lock ในงาน “The Next Asian Wave Experience” นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมความงามในประเทศไทย ที่เปิดรับนวัตกรรมเจลงานผิวทางการแพทย์ ภายใต้มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยระดับสากล พร้อมสะท้อนทิศทางความงามเอเชียยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลและความเป็นธรรมชาติ

]]>
1560430
2569 ปีทองอุตสาหกรรมหนังไทย แชมป์ Box Office 3 ปีซ้อน M STUDIO ครองส่วนแบ่งตลาดหนังไทยกว่า 60% https://positioningmag.com/1558082 Wed, 04 Feb 2026 03:29:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558082 M STUDIO ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในทุกมิติ แม้ต้องเผชิญปัจจัยลบและความท้าทายรอบด้าน ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอย่างแข็งแกร่ง พร้อมส่งสัญญาณเชิงบวกและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนว่า ปี 2569 จะเป็น “ปีทอง” ของอุตสาหกรรม ที่จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งความแข็งแรงของไลน์อัปภาพยนตร์จากแทบทุกค่าย การแข่งขันที่หลากหลายและชัดเจนมากขึ้น รวมถึงแรงสนับสนุนจากภาครัฐในการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และ Soft Power ไทยสู่ตลาดโลก

สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) มองว่า ปี 2569      จะเป็นปีที่ตลาดภาพยนตร์ไทยคึกคักอย่างชัดเจน ทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ และความหลากหลายของคอนเทนต์  “ปีหน้าแทบทุกค่ายมีหนังไฮไลต์ มีหนังแชมป์ของตัวเอง แนวหนังมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะหนังผีซึ่งจะเป็นแนวที่มีจำนวนมากที่สุดของตลาด แต่ขณะเดียวกัน ความหลากหลายของแนวก็จะเด่นชัดกว่าที่เคย”

อุตสาหกรรมหนังไทย: สัญญาณบวกท่ามกลางความท้าทาย

ในปี 2568 อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 1,518.25 ล้านบาท โดยรายได้ของ M STUDIO ที่รวมหนังไทยที่สตูดิโอรับจัดจําหน่ายรวมประมาณ 930.9 ล้านบาท ซึ่งครองสัดส่วนรายได้เป็น 61% ของตลาดรวม สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ชมที่มีต่อคอนเทนต์ไทยอย่างมีนัยสำคัญ ตอกย้ำสถานะผู้นำตลาดผ่านผลงานเชิงตัวเลข โดยก้าวขึ้นเป็น สตูดิโอผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทยอันดับ 1 ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน มีภาพยนตร์หลายเรื่องทำรายได้ตั้งแต่ 100 ล้านบาท ไปจนถึงมากกว่า 800 ล้านบาท จากหลายโปรเจกต์สำคัญ อย่างไรก็ตาม M STUDIO มองว่า ความสำเร็จในอดีตไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในระยะยาว “วันนี้หนังไทยไม่ได้แข่งกันแค่จำนวนเรื่อง แต่แข่งกันที่ ‘คุณค่าของคอนเทนต์’ และความสามารถในการต่อยอดในระยะยาว”

จาก Movie Business สู่ Content IP Business

ยุทธศาสตร์หลักของ M STUDIO ในปี 2569 คือการเพิ่มบทบาทจากผู้ผลิตภาพยนตร์ สู่การเป็น Content & IP Creator อย่างเต็มรูปแบบ มองภาพยนตร์เป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่ารายได้จาก Box Office แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาเรื่องตั้งแต่ต้นน้ำ การออกแบบบทให้รองรับทั้งโรงภาพยนตร์ สตรีมมิ่ง และตลาดต่างประเทศ ไปจนถึงการวางแผนต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระยะยาว “หนังหนึ่งเรื่อง ต้องคิดตั้งแต่วันแรกว่า จะไปได้ไกลแค่ไหน ไม่ใช่แค่เปิดตัวแรงในสัปดาห์แรก”

เป้าหมายธุรกิจปี 2569 : M STUDIO ไม่ได้ตั้งเป้าแค่สร้างหนังให้ฉายในไทย

ในเชิงธุรกิจ ปี 2569 M STUDIO ไม่ได้ตั้งเป้าเพียงการฉายในประเทศ แต่เดินหน้ายกระดับการแข่งขันในตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการขายลิขสิทธิ์และกิจกรรมหลังโรงภาพยนตร์ โดยเป้าหมายในการสร้างภาพยนตร์ไทยปีละ 20 เรื่อง อย่างต่อเนื่อง และเพิ่มสัดส่วนของ IP ที่สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องในหลายช่องทางมากขึ้น ตัวอย่างสำคัญคือแฟรนไชส์ “ธี่หยด 1, 2 และ 3” ซึ่งสามารถจำหน่ายลิขสิทธิ์ในตลาดต่างประเทศ รวมกว่า 30 ประเทศทั่วโลก อาทิ กลุ่มประเทศอาเซียน นิวซีแลนด์, แม็กซิโก, สหรัฐอเมริกา, บราซิล, ออสเตรเลีย, รัสเซีย และอีกหลากหลายประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงนำภาพยนตร์ไทยเข้าฉายในแพลตฟอร์มอื่นๆ ในอีกกว่า 190 ประเทศ นอกจากนี้ “ธี่หยด” ยังได้ต่อยอด IP ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างบ้านผีสิงธี่หยดร่วมกับ Universal Studios Singapore ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม นอกเหนือจากความสำเร็จของธี่หยด M STUDIO ยังได้จับมือกับ SHOWBOX ค่ายหนังยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ เพื่อร่วมทุน (Co-production) ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทย ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของคอนเทนต์ไทยในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ระดับโลก ซึ่ง M STUDIO มองว่าปี 2569 จะเป็นปีของการบริหารคอนเทนต์เชิงกลยุทธ์ ด้วย “จุดยืนของ IP” หนังบันเทิงยังเป็นฐานรายได้หลัก ขณะที่คอนเทนต์ที่มีรากวัฒนธรรมไทยจะกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญในการขยายตลาดโลกในระยะยาว

Line up ปี 2569 : 17 เรื่อง วางเพื่อการเติบโตระยะยาว

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านไลน์อัปภาพยนตร์ของ M STUDIO ในปี 2569 ซึ่งวางแผนส่งภาพยนตร์เข้าฉายรวมกว่า 17 เรื่อง ครอบคลุมหลากหลายแนว และถูกออกแบบให้สมดุลระหว่างตลาดในประเทศและศักยภาพในการต่อยอดสู่ตลาดโลก ได้แก่

1.กิ่งแก้ว (ร่วมทุนกับ MI GROUP และแม่เรียงฟิล์ม)
2.ราคี (ร่วมทุนกับ Be On Cloud)
3.GhostBoard กล่องผีสุ่มวิญญาณ (ร่วมทุนกับ สะดวกรัชโยธิน)
4.อ้ายต้าวเอวหวาน (ร่วมทุนกับ MONO Original)
5.ยายสปีด (ร่วมทุนกับ Media Studio ในเครือช่อง7)
6.เห้งเจีย แจ๊ส (ร่วมทุนกับ MONO Original)
7.เหมรุย 2 (ร่วมทุนกับแม่เรียงฟิล์ม)
8.สาปเมือง (ร่วมทุนกับ KLK Studio)
9.ของแขก 2 (ร่วมทุนกับมณวิจิตร)
10.สุขสุดท้าย (ร่วมทุนกับ ช่อง 3)
11.คำสารภาพของหมอผี (ร่วมทุนกับ MI Group และ The Ghost Radio)
12.God Skin (ร่วมทุนกับ Workpoint ในนาม คาร์แมนไลน์)
13.สมิงเขาขวาง (ร่วมทุนกับ ช่อง 3)
14.นาคี 3 (ร่วมทุนกับ ร่วมทุนกับ MONO Original)
15.EXCHANGE เรียน แลก ผี (ร่วมทุนกับ Plan B Media)
16.อีเรียมซิ่ง
17.Bitbybit (ร่วมทุนกับ Bitkub)

Data, ตลาดโลก และ ‘คน’ คือหัวใจ

M STUDIO ยังนำ Data และ Insight ผู้ชมมาใช้ตั้งแต่ขั้นพัฒนาโปรเจกต์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ ลดความเสี่ยง และขยายโอกาสทางธุรกิจ โดยไม่ลดทอนอิสระของความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยลดต้นทุนการผลิต อาทิ Visual Studio, AI เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ตลาดต่างประเทศในปี 2569 จะไม่ใช่เพียงรายได้เสริม แต่เป็นหนึ่งในเสาหลักของการเติบโต ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในหลากหลายรูปแบบ แม้เทคโนโลยีจะมีบทบาทมากขึ้น แต่ผู้บริหาร M STUDIO ย้ำว่า หัวใจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยังคงเป็น การสร้าง “คน” ตั้งแต่ คนเขียนบท, ผู้กำกับ, ทีมสร้าง ไปจนถึงบุคลากรรุ่นใหม่ที่ต้องได้รับโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสำหรับ M STUDIO ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการแข่งขัน แต่คือ ปีของการวางรากฐาน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในตลาดโลก

]]>
1558082
หมดยุค AI แบบทั่วไป! Manao Software วางกลยุทธ์สร้าง AI ที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง ชูพลัง RAG และ Workflow Automation ช่วยองค์กรเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smarter Operations https://positioningmag.com/1553736 Mon, 29 Dec 2025 05:44:10 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553736 ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นกระแสหลัก หลายองค์กรกำลังเผชิญกับความท้าทายในการเปลี่ยน AI จากการเป็นเพียงเครื่องมือทดลอง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมูลค่าได้จริง Manao Software บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์สัญชาติเดนมาร์กที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ระดับแถวหน้า ได้วางยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้าง AI ที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริงโดยชูเทคโนโลยี RAG (Retrieval-Augmented Generation) และ Workflow Automation เป็นกุญแจสำคัญ ตัวเปลี่ยนเกมธุรกิจให้องค์กรมีความแตกต่าง และสร้างการเติบโตแบบยั่งยืน ทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ยุค Smarter Operations ได้อย่างมั่นคง

Manao Software ไม่ใช่แค่บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่วางตำแหน่งตัวเองเป็นที่ปรึกษาที่ไว้วางใจได้สำหรับผู้นำธุรกิจมุ่งช่วยองค์กรเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI และระบบอัตโนมัติ ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างคุณค่าทางธุรกิจอย่างแท้จริง แต่ AI ที่จะเข้ามาช่วยธุรกิจก็ไม่ใช่ AI แบบทั่วไป เพราะไม่สามารถเข้าใจบริบทธุรกิจได้มากเพียงพอ จุดแข็งของ Manao Software จึงการวางกลยุทธ์ด้วยการนำ AI ที่เข้าใจกระบวนการทำงานของธุรกิจมาช่วยองค์กรให้ทำงานและวางแผนต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Manao Software กล่าวว่าที่ Manao Software เรามองว่า AI ทั่วไป (General AI) เปรียบเสมือนเครื่องมือแบบ One-size-fits-all แม้ว่ามันจะมีประสิทธิภาพสูง แต่บ่อยครั้งมันยังขาดความเข้าใจที่ละเอียดอ่อนในบริบทเฉพาะของแต่ละธุรกิจ เมื่อเราพูดถึง AI ที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง เราหมายถึง AI ที่ถูกออกแบบมาให้รู้จักกระบวนการทำงานเฉพาะทาง คำศัพท์เฉพาะในองค์กร รวมถึงลักษณะการดำเนินงานที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทนั้นๆ มันคือการฝังความเข้าใจในตัวธุรกิจจริง ๆ ลงไปในตัวโมเดล จะต้องมีองค์ประกอบทั้ง ชุดข้อมูลเฉพาะทาง (Domain-specific datasets), การฝึกฝนตามบริบท (Contextual training), การปรับจูนด้วยความรู้ภายใน (Fine-tuning with internal knowledge) และการเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลของบริษัท

Manao Software ชูเทคโนโลยี RAG และ Workflow Automation เป็นตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญ ทำให้ AI มีความเข้าใจธุรกิจ ไม่ใช่เป็นแค่ AI ทั่วไป แต่เป็นผู้ช่วยทางธุรกิจตัวจริง

สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลมหาศาล เทคโนโลยี RAG (Retrieval-Augmented Generation) คือทางออกที่ดีที่สุด RAG จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา AI ที่ให้ข้อมูลทั่วไปเกินไป โดยระบบจะทำหน้าที่ดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องและทันสมัยที่สุดจากคลังข้อมูลภายในมาใช้ประกอบการตอบคำถามแบบเรียลไทม์ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำ และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะหน้าขององค์กรได้อย่างตรงจุด

จากประสบการณ์ของเรา เมื่อองค์กรมีฐานข้อมูลที่สะอาด เป็นระบบ และเชื่อมโยงกันอย่างดี การนำ RAG และ AI อื่น ๆ มาใช้งานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน เปรียบเสมือนการสร้างบ้านบนฐานรากที่มั่นคงคริสโตเฟอร์ กล่าวเสริม

รวมไปถึงการจัดการเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ (Workflow Automation) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการนำ AI ไปใช้งานจริง คือสะพานที่เปลี่ยน AI จากแนวคิดที่น่าสนใจ ให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้ในทุก ๆ วัน ยกตัวอย่างเช่น ที่ Manao Software ใช้ AI ในเวิร์กโฟลว์จริง เช่น ระบบจัดการ Lead Management ที่ AI สามารถคัดกรอง ประเมินคุณภาพ และบันทึกข้อมูลลง CRM ได้ทันที ช่วยให้ทีมขายโฟกัสไปที่โอกาสทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูงสุดได้ทันที การทำเช่นนี้ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานตามสัดส่วน ซึ่งส่งผลดีต่อต้นทุนในระยะยาว ทำให้องค์กรก้าวล้ำหน้าไปหนึ่งก้าวเสมอ และมั่นใจได้ว่าทุกโอกาสจะถูกจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญที่สุดในการนำ RAG มาใช้งานนั้น สิ่งที่ต้องระวังคือความปลอดภัยของข้อมูล Manao Software เน้นย้ำเรื่องการวางสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล (Role-based permissions) ภายในระบบ AI เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลที่ตนไม่มีสิทธิ์มองเห็น AI จึงต้องถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ช่วยที่ชาญฉลาดและผู้รักษาความปลอดภัยข้อมูลไปพร้อมๆ กัน จึงมั่นใจได้ว่าช่วยลดความเสี่ยงด้านข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อองค์กรต่างๆ ผสาน AI เข้ากับระบบอัตโนมัติ แน่นอนว่าสามารถคาดหวังผลลัพธ์ที่วัดผลได้ในหลายมิติ ประการแรกคือ AI ช่วยให้ธุรกิจสามารถขยายสเกลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม สามารถคุมต้นทุนได้ อีกทั้งยังได้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันท้วงที

ทั้งนี้องค์กรควรเตรียมความพร้อม 2 ด้านหลัก 1) โครงสร้างข้อมูลที่แข็งแรง ปลอดภัย และเข้าถึงได้ 2) ทีมงานที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและบริบทธุรกิจ เพื่อให้ AI ถูกนำไปใช้ได้อย่างสอดคล้องและยั่งยืน

คริสโตเฟอร์ มอสซ์ ได้สรุปทิ้งท้ายว่า ในการออกแบบโซลูชัน AI ให้สามารถ Scale ได้ หัวใจสำคัญคือการมุ่งเน้นไปที่ความเป็นโมดูล (Modularity) และ ความยืดหยุ่น (Flexibility) ตั้งแต่เริ่มต้น ควรสร้าง AI ในลักษณะที่สามารถเชื่อมต่อส่วนประกอบใหม่ๆ สลับเปลี่ยนโมเดล หรือรวมแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไว้ด้วยกันได้โดยไม่ต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมด ให้ลองจินตนาการว่ามันเหมือนกับการต่อเลโก้แทนที่จะเป็นการเทคอนกรีต แนวทางแบบโมดูลนี้จะช่วยให้การปรับตัวตามการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจทำได้ง่ายขึ้นมาก

ในเชิงหลักการ ควรให้ความสำคัญกับการใช้ Open Standards และ API เพื่อให้ส่วนต่างๆ ของระบบสามารถสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ควรลงทุนกับการทำคู่มือ (Documentation) และการฝึกอบรมที่ดี เพื่อให้ทีมงานสามารถพัฒนาระบบต่อยอดไปได้เรื่อยๆ การสร้างเทคโนโลยีที่ยืดหยุ่น และมีการบันทึกข้อมูลไว้อย่างชัดเจน จะช่วยรับประกันว่าโซลูชัน AI ของคุณจะเติบโตไปพร้อมกับคุณ และสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจในระยะยาวโดยไม่ต้องเสียเวลาสร้างใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สามารถติดตามเรื่องราวและบริการของ Manao Software เพิ่มเติมได้ที่ www.manaosoftware.co.th และ www.manaosoftware.com

ติดตามช่องทางโซเชียลของ Manao Software:

  • Facebook: facebook.com/manaosoftware
  • LinkedIn: linkedin.com/company/manaosoftware
  • TikTok: tiktok.com/@manao.software
  • Instagram: instagram.com/manao_software
  • Email: hello@manaosoftware.com
  • Tel : +66 2460 9240
]]>
1553736
Asia Cage-Free Tracker 2025เผยความคืบหน้าบริษัทอาหารในเอเชียพบเพียง 14.7% เดินหน้าสู่ไข่ไก่ปลอดกรงตามเป้า ขณะที่เกือบ 30% ยังไม่เปิดเผยข้อมูล https://positioningmag.com/1553608 Fri, 26 Dec 2025 04:06:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553608 รายงาน Asia Cage-Free Tracker 2025 เผยความคืบหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไข่ไก่ปลอดกรงของบริษัทอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย พบว่าแม้ภาคธุรกิจจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ภาพรวมของการดำเนินงานยังเป็นไปอย่างล่าช้า แม้หลายบริษัทจะเริ่มมีการรายงานความคืบหน้า แต่มีเพียง 14.7% เท่านั้นที่สามารถดำเนินการได้ครบถ้วน หรืออยู่ในเส้นทางบรรลุเป้าหมายภายในปี 2025 ขณะที่เกือบ 30% ของบริษัทยังไม่มีการรายงานข้อมูลต่อสาธารณะ ชี้ให้เห็นช่องว่างด้านความโปร่งใสยังคงอยู่ กำลังสร้างความกังวลว่าภาคธุรกิจอาจพลาดเป้าหมายปี 2025 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งต่อสวัสดิภาพสัตว์และเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก

รายงานฉบับนี้จัดทำโดย ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล (Sinergia Animal) องค์กรพิทักษ์สัตว์ระดับนานาชาติ ครอบคลุมการประเมินบริษัทอุตสาหกรรมอาหารจำนวน 95 แห่ง ที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย และไทย ซึ่งทั้ง 5 ประเทศถือเป็นศูนย์กลางการผลิตไข่ที่สำคัญของเอเชีย และมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนอุปทานไข่ไก่ปลอดกรงในระดับโลก

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า 70.5% ของบริษัทเริ่มเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 69.8% ในปี 2024 อย่างไรก็ตาม ยังมีบริษัทอีก 29.5% ที่ไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ ต่อสาธารณะ สะท้อนถึงช่องว่างด้านความโปร่งใส และความเสี่ยงที่คำมั่นสัญญาด้านสวัสดิภาพสัตว์อาจไม่สามารถบรรลุผลได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด (ภายในปี 2025)

บทบาทของเอเชียทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในฐานะศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานไข่โลก เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่ครองส่วนแบ่งการผลิตไข่เชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ของโลกในปัจจุบัน โดยมีประเทศที่เป็นตัวแปรหลัก ดังนี้

● ประเทศไทย – แหล่งการส่งออกสำคัญ ทั้งในส่วนของไข่สดและวัตถุดิบไข่แปรรูป

● อินโดนีเซียและมาเลเซีย – ฟันเฟืองหลักในการสร้างเสถียรภาพของอุปทานทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค

● อินเดีย – กำลังขยายบทบาทในตลาดไข่ผงและวัตถุดิบไข่แปรรูปที่ใช้ทั่วโลก

● ญี่ปุ่น – หนึ่งในประเทศที่มีอัตราการบริโภคไข่ต่อหัวสูงที่สุดในโลก และพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ระบบการเลี้ยงแม่ไก่ไข่แบบกรงขัง (battery cages) ยังคงถูกใช้เป็นรูปแบบหลักในเอเชีย โดยแม่ไก่ถูกจำกัดพื้นที่เลี้ยงที่เล็กกว่ากระดาษ A4 ไม่สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ เช่น การทำรัง การเกาะคอน หรือการอาบฝุ่นได้ แม้ระบบดังกล่าวจะถูกยกเลิกหรือทยอยเลิกใช้แล้วในหลายประเทศ เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และนิวซีแลนด์ แต่ในเอเชียกลับยังคงแพร่หลาย

เนื่องจากความคืบหน้าในการดำเนินงานยังไม่ทั่วถึงและขาดความโปร่งใสในการรายงานข้อมูล

รายงาน Asia Cage-Free Tracker 2025 จัดอันดับความก้าวหน้าของบริษัทออกเป็น 9 ระดับ เพื่อสะท้อนทั้งผู้นำและบริษัทที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยบริษัทที่สามารถดำเนินการเปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่ปลอดกรงได้ครบถ้วนในธุรกิจเอเชียแล้ว ได้แก่ Aman Resorts, Capella Hotel Group, Illy Caffè, Lotus Bakeries, Pizza Marzano, Shake Shack, Starbucks, และ The Cheesecake Factory ขณะที่อีกหลายบริษัท เช่น Bali Buda, Groupe Holder, Groupe Savencia, IKEA, Pizza Express และ ViaVia Restaurant ยืนยันว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2025

ในทางกลับกัน ยังมีบริษัทถึง 33 แห่ง ที่รายงานความคืบหน้าเพียงในระดับโลก โดยไม่มีข้อมูลเฉพาะในเอเชีย และอีก 28 บริษัท ที่ไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ ต่อสาธารณะ

ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่าการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละประเทศยังมีระดับความก้าวหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้

● อินโดนีเซีย มีอัตราการเข้าร่วมของบริษัทสูงที่สุด (57 บริษัท) แต่การดำเนินการยังไม่สอดคล้องกัน

● อินเดีย มีอัตราการรายงานข้อมูลในระดับที่ดี (78.6%) แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังแตกต่างกัน

● ญี่ปุ่น มีอัตราความโปร่งใสต่ำที่สุดในบรรดาประเทศที่ศึกษา (70.9%)

● ประเทศไทย มีการมีส่วนร่วมในเกณฑ์ที่ดี แต่จำนวนบริษัทที่อยู่ในขั้นก้าวหน้ายังมีจำนวนน้อย

● มาเลเซีย มีแนวโน้มการเข้าร่วมเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดการเปิดเผยข้อมูลเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

นูร์คายาตี ดารูนีฟะห์ ผู้นำด้านความรับผิดชอบของภาคธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชีย และผู้เขียนรายงาน กล่าวว่า “แม้จะมีสัญญาณของความคืบหน้า แต่ยังมีพื้นที่ให้เร่งการดำเนินงานได้อีกมาก การสื่อสารความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้บริษัทก้าวทันความคาดหวังระดับโลก ทั้งในด้านความโปร่งใสและการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบที่กำลังเพิ่มขึ้น”

ด้าน ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ประเทศไทย กล่าวว่า “เมื่อเส้นตายปี 2025 กำลังจะสิ้นสุดลง ภาคธุรกิจในเอเชียได้มาถึงจุดตัดสินใจที่สำคัญ คำมั่นสัญญาเรื่องไข่ไก่ปลอดกรงต้องไม่ใช่แค่คำประกาศอีกต่อไป แต่คือบทพิสูจน์ความจริงใจอย่างเป็นรูปธรรม การลงมือทำและการรายงานอย่างโปร่งใส จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าเอเชียจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ในระดับสากลได้หรือไม่”

ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ยืนยันจะเดินหน้าติดตามความคืบหน้าของภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำงานร่วมกับบริษัทต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค เพื่อผลักดันมาตรฐานที่สอดคล้องกับความคาดหวังระดับโลกด้านระบบอาหารที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืนต่อไป

อ่านรายงานฉบับเต็ม: www.cagefreetracker.com/th/asia

]]>
1553608