PR News – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 05 Mar 2026 13:50:32 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 พาณิชย์ปูทางตลาดล่วงหน้า ดันผลไม้ไทยสู่เวทีโลก จัดจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย คาดสร้างมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท https://positioningmag.com/1562800 Thu, 05 Mar 2026 13:50:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562800 กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเชิงรุก จัด “โครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ ” เชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และตัวแทนจำหน่ายศักยภาพสูงจาก 18 ประเทศทั่วโลก รวม 94 บริษัท เข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 101 บริษัท จาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online คาดสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความตกลงซื้อขาย (MOP) 10 คู่ กับผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมปริมาณกว่า 3,000 ตัน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในพิธีเปิดว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการ “หาตลาดล่วงหน้า” ก่อนฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาด ช่วยกระจายผลผลิตและเสริมความมั่นคงด้านราคาให้เกษตรกร

“เราต้องให้ความใส่ใจทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ งานวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผู้ประกอบการให้แข็งแรง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถก้าวสู่ตลาดส่งออกได้มากขึ้น”

นางศุภจีกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 6 ราย ที่ได้รับคัดเลือกเป็น “Agri-Export Stars” ดาวรุ่งศักยภาพสูง และจะได้เข้าร่วมเจรจาการค้าในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 พร้อมขอบคุณคณะกรรมการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ร่วมผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีพิธีลงนาม MOP ระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จำนวน 10 คู่ รวมปริมาณกว่า 3,000 ตัน ซึ่งจะช่วยขยายฐานการส่งออกผลไม้ไทยในระยะยาว แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค โดยรัฐมนตรีฯ ได้ส่งกำลังใจให้คู่ค้าทางธุรกิจ พร้อมย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพผลไม้ไทย

นางศุภจี ยังกล่าวถึงโอกาสสำคัญของ “สับปะรดไทย” ในตลาดสหรัฐอเมริกา ภายหลังสหรัฐมีการใช้มาตรา 122 ซึ่งมีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีกว่า 1,000 รายการ และหนึ่งในนั้นคือสับปะรด โดยยังมีระยะเวลาสิทธิประโยชน์ประมาณ 150 วัน จึงเป็นช่วงเวลาทองที่ผู้ประกอบการควรเร่งรุกตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมแปรรูปที่เกี่ยวข้อง

สำหรับทิศทางปี 2569 กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ด้วยมาตรการบริหารจัดการผลไม้ระยะเร่งด่วน 3 ด้าน 8 มาตรการ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่ง การตลาด การส่งเสริมภาพลักษณ์ และการลดอุปสรรคการค้า มุ่ง “วางรากฐานโครงสร้างใหม่” เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ตนจะนำคณะลงพื้นที่ด่านเวียดนามและจีน ติดตามการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ในช่วงฤดูกาลผลไม้ โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่านด่านสำคัญ ทั้งทางรถ ราง และเรือ เพื่อให้การระบายผลผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมเน้นย้ำการเพิ่มสัดส่วนการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดความเสี่ยงจากผลผลิตล้นตลาด

ด้านนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ผลไม้เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกผลไม้สดและแปรรูปปริมาณกว่า 4.44 ล้านตัน มูลค่า 8,962 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 294,129 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.83 ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย

โครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 มีเป้าหมายรักษาตลาดเดิม บุกตลาดใหม่ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยผู้นำเข้าที่เข้าร่วมมาจาก 18 ประเทศ อาทิ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง อาร์เจนตินา โปแลนด์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย สาธารณรัฐเช็ก อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รัสเซีย และเดนมาร์ก

โดยภายในงานยังมีกิจกรรมคู่ขนานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่
1.กิจกรรม Agri-Export Stars Pitching Challenge
2.พิธีลงนามบันทึกตกลงซื้อขาย (MOP) ไทย–UAE
3.กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการส่งออก ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 22 หน่วยงาน
4.การนำเสนอสินค้าเด่นจากทุกภูมิภาค ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด
5.กิจกรรมสาธิตปรุงอาหารและเครื่องดื่มจากผลไม้ไทย

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของผลไม้ไทยในตลาดโลกขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย ตั้งแต่เกษตรกร ผู้แปรรูป ผู้ส่งออก ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ

“ขอให้ทุกท่านรักษาคุณภาพ ให้ผลไม้ไทยคงความพรีเมียม หากเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าผลไม้ไทยจะสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 หรือ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM
คิดจะส่งออก นึกถึง DITP

]]>
1562800
SYNNEX เสริมความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดินหน้ายกระดับมาตรฐาน After-Sales Service ด้วยสติ๊กเกอร์ “Trusted by Synnex” โฉมใหม่ ในงาน COMMART GameForce https://positioningmag.com/1562779 Thu, 05 Mar 2026 12:03:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562779 บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX สร้างกระแสความคึกคักอย่างต่อเนื่องในงาน COMMART GameForce ที่จัดขึ้นในช่วงวันที่ 5–8 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยบูธ SYNNEX ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงาน สาวกไอที เกมเมอร์ อย่างคึกคักจากกิจกรรมพิเศษภายในงาน และการเปิดตัวสติ๊กเกอร์ “Trusted by Synnex” รูปแบบใหม่ ที่สะท้อนมาตรฐานความน่าเชื่อถือในอีกระดับ บรรยากาศภายในบูธเต็มไปด้วยกิจกรรมสร้างประสบการณ์ ทั้งโซนทดลองเล่น Nintendo Switch 2 ที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากสายเกมมิ่ง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Top Spender สำหรับลูกค้าที่มียอดซื้อสินค้าไอทีที่มีสติ๊กเกอร์ Trusted by Synnex สูงสุด 3 อันดับแรกตลอดระยะเวลาการจัดงาน โดยจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในวันที่ 11 มีนาคม 2569 ผ่านทาง Facebook: SynnexThailand

คุณสุทธิพงศ์ จันทร์ภักดี Director of Sales & Marketing and Business Operation บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สติ๊กเกอร์ ‘Trusted by Synnex’ รูปแบบใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายการรับประกันบนสินค้า แต่คือมาตรฐานใหม่ของการซื้อไอทีที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง ทั้งด้านคุณภาพ ความถูกต้องตามมาตรฐานการจัดจำหน่าย และบริการหลังการขายที่สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า ของแท้ 100% รับประกันดิจิทัล พร้อมการดูแลหลังการขายครบวงจร และเพื่อให้ประสบการณ์หลังการซื้อเป็นเรื่องง่ายที่สุด ไม่ต้องมีกล่อง ไม่ต้องมีใบเสร็จ เพียงแค่สแกน จบทุกการรับประกันที่ SYNNEX”

การเปิดตัวสติ๊กเกอร์รูปแบบใหม่นี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของ SYNNEX ในฐานะผู้นำด้าน IT Ecosystem ของประเทศไทย ที่ไม่เพียงมุ่งนำเสนอสินค้าไอทีที่ครบครัน แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว ผ่านมาตรฐานบริการที่ตรวจสอบได้ และดูแลลูกค้าต่อเนื่องอย่างดีที่สุด

พร้อมกันนี้ SYNNEX ยังเดินหน้าสนับสนุนแนวคิดความยั่งยืน ผ่านโครงการ “ทิ้งให้ถูกที่กับ Trusted by Synnex E-Waste” โดยเปิดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายในงาน เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะอย่างถูกวิธี และร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ

ความสำเร็จในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ SYNNEX ในการส่งมอบสินค้าและเทคโนโลยีคุณภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ “Trusted by Synnex” ที่ยืนหยัดเป็นเครื่องหมายแห่งความไว้วางใจ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจเลือกซื้อ เต็มไปด้วยความมั่นใจ และสานต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อ SYNNEX อย่างต่อเนื่อง

]]>
1562779
นักการตลาดไทยกว่า 81% นำ AI มาใช้แล้ว แต่แคมเปญการตลาดยังขาดการปรับแต่งเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย https://positioningmag.com/1562771 Thu, 05 Mar 2026 11:46:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562771 • 82% ของนักการตลาดในประเทศไทยระบุว่า ลูกค้าคาดหวังให้แบรนด์สามารถรองรับการสนทนาแบบสองทาง (two-way conversations) ที่มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบได้มากยิ่งขึ้น

• อย่างไรก็ดี นักการตลาดไทยประมาณครึ่งหนึ่งยอมรับว่ายังไม่สามารถตอบกลับอีเมลและข้อความ SMS ได้อย่างสม่ำเสมอและทันเวลา

• 87% ของนักการตลาดไว้วางใจให้ AI ช่วยตอบลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังติดข้อจำกัดจากข้อมูลที่กระจัดกระจายหรือขาดความเกี่ยวเนื่อง

ปัจจุบัน ลูกค้าต้องการให้การโต้ตอบกับแบรนด์ให้ความรู้สึกเหมือนการสนทนากับ LLM ที่สามารถตอบคำถามได้ทันที โต้ตอบผ่านบทสนทนาได้อย่างต่อเนื่อง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจนักการตลาดในประเทศไทยเกือบ 150 ราย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างทั่วโลก 4,500 รายในรายงาน State of Marketing ฉบับที่ 10 ของ Salesforce พบว่า 55% ของนักการตลาดไทยยังประสบปัญหาในการตอบลูกค้าอย่างรวดเร็ว และ 85% ยอมรับว่ายังดำเนินแคมเปญการตลาดแบบกว้าง ๆ ที่ขาดความเฉพาะเจาะจง

งานวิจัยชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความพยายาม แต่อยู่ที่การขาดข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ระบบที่แยกส่วน (siloed systems) และข้อมูลที่ขาดคุณภาพ ยังคงเป็นอุปสรรคหลักต่อการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของการปรับแต่งเฉพาะบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ข่าวดีคือ นักการตลาดที่สามารถรวมศูนย์ข้อมูลลูกค้าได้สำเร็จมีความได้เปรียบตั้งแต่ต้นเหนือผู้ที่ยังใช้แหล่งข้อมูลแบบกระจัดกระจาย ในระดับนานาชาติ ทีมการตลาดที่พึงพอใจกับการรวมข้อมูลของตน มีแนวโน้มตอบลูกค้าอย่างสม่ำเสมอมากกว่าถึง 42% เมื่อเทียบกับทีมที่ยังไม่พอใจกับโครงสร้างข้อมูลพื้นฐานของตน นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มใช้ AI Agent เพื่อขยายขีดความสามารถในการทำงานมากกว่าถึง 60%

คุณอภิสิทธิ์ คุปรัตน์ ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยของเซลส์ฟอร์ซ กล่าวว่า “หาก AI ของคุณไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า คุณก็ไม่สามารถมอบคำแนะนำหรือคำตอบที่ตรงใจและเฉพาะเจาะจงให้กับลูกค้าแต่ละรายได้ ในโลกที่ทุกองค์กรสามารถเข้าถึงโมเดล AI ชุดเดียวกันได้ สิ่งที่สร้างความแตกต่างคือความสามารถในการดึงและใช้ข้อมูลบริบทที่ถูกต้อง นี่คือจุดแยกระหว่าง AI ที่เพียงแค่ทำให้งานเดิมเป็นระบบอัตโนมัติ กับ AI agent ที่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง”

เจาะลึกประเด็นสำคัญ

ข้อมูลคือคอขวดสำคัญที่สุดของการทำ Personalization

• การที่ข้อมูลถูกจัดเก็บแยกกันตามฝ่ายงานทำให้นักการตลาดติดอยู่กับการสื่อสารทางเดียว
o 82% ของนักการตลาดไทยระบุว่าลูกค้าคาดหวังบทสนทนาแบบสองทาง ที่สามารถตอบกลับข้อความการตลาดและได้รับการตอบกลับจริง แต่ 55% ของนักการตลาดยังตอบกลับได้ล่าช้า เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงบริบทข้อมูลที่จำเป็นได้
o มีเพียง 59% ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลบริการได้ครบถ้วน 56% เข้าถึงข้อมูลการขาย และเพียง 48% เข้าถึงข้อมูลด้านคอมเมิร์ซ

คุณอภิสิทธิ์ กล่าวเสริมว่า “องค์กรด้านการตลาดกำลังเผชิญกับช่องว่างที่ไม่เคยพบมาก่อน นั่นคือช่องว่างระหว่างการทำแคมเปญแบบเดิม กับการสร้างการโต้ตอบผ่านบทสนทนาที่ตรงกับความคาดหวังของลูกค้า และนี่จะเป็นครั้งแรกที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเชื่อมช่องว่างนี้ได้”

• นักการตลาดมอง AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายขีดความสามารถด้านการปรับแต่งเฉพาะบุคคล
o 79% ของนักการตลาดไทยระบุว่าพวกเขาต้องการคอนเทนต์ที่มีความเฉพาะบุคคลมากกว่าที่สามารถผลิตได้ในปัจจุบัน และ 81% กำลังหันมาใช้ AI เพื่อช่วยปิดช่องว่างดังกล่าว
o ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ตัวอย่างการใช้งาน AI จริงอันดับต้น ๆ คือการปรับแต่งคอนเทนต์ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
o แม้ AI จะช่วยขยายขีดความสามารถในการปรับแต่งเฉพาะบุคคลได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่งานวิจัยชี้ให้เห็นว่านักการตลาดส่วนใหญ่ยังคงเผชิญอุปสรรค โดย 96% ระบุว่ายังติดข้อจำกัดในการทำ Personalization และปัญหาด้านข้อมูลยังคงเป็นสาเหตุหลักที่สุด

• นักการตลาดที่มีผลงานโดดเด่นในภูมิภาค APAC สามารถลดช่องว่างนี้ได้
o ข้อยกเว้นที่น่าสนใจคือ นักการตลาดที่ใช้ AI Agent มีระดับความพึงพอใจต่อการเข้าถึงข้อมูลข้ามแผนกสูงกว่าอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าผลลัพธ์นี้เกิดจากสาเหตุใด ทั้งนี้ อาจเป็นผลมาจากการที่องค์กรต้องรวมศูนย์ข้อมูลก่อนการติดตั้ง AI Agent หรืออาจเป็นเพราะตัว Agent เองมีความสามารถในการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
o 76% ของนักการตลาดในภูมิภาค APAC ที่ใช้ AI พึงพอใจกับความสามารถในการเชื่อมต่อจุดสัมผัสระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ เมื่อเทียบกับ 55% ของกลุ่มที่ไม่ใช้ AI
o นักการตลาดที่มีผลงานโดดเด่นในภูมิภาค APAC มีแนวโน้มที่จะใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อมอบประสบการณ์ให้ตรงกับความสนใจของลูกค้ามากกว่า 1.7 เท่า และมีแนวโน้มรวมศูนย์แหล่งข้อมูลได้สำเร็จมากกว่า 1.7 เท่า

คุณอภิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “Agentic marketing คือวิวัฒนาการของการตลาดในอนาคต ที่เปลี่ยนจากการสื่อสารแบบทางเดียวไปสู่การมีส่วนร่วมและโต้ตอบกับลูกค้าอย่างแท้จริง หากองค์กรใดไม่สามารถมอบประสบการณ์ในรูปแบบนี้ได้ ผู้บริโภคก็พร้อมที่จะเปลี่ยนใจไปเลือกแบรนด์อื่นที่ตอบสนองได้ดีกว่า”

AI กำลังเขียนกติกาใหม่ของการค้นพบและการมีส่วนร่วมของลูกค้า

• นักการตลาดไทยกำลังเผชิญแรงกดดันระหว่างแนวทางการตลาดแบบเดิมกับบริบทใหม่
o มากกว่าครึ่งหนึ่ง (57%) ระบุว่ากำลังประสบปัญหาในการตามให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ 52% ยอมรับว่ายังไม่สามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับการใช้ AI อย่างแพร่หลายได้อย่างชัดเจน

• พฤติกรรมและความคาดหวังของลูกค้าได้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดภายใต้อิทธิพลของ AI
o ครึ่งหนึ่งของการค้นหาบน Google แสดงผลสรุปคำตอบด้วย AI ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องคลิกเข้าเว็บไซต์ของแบรนด์โดยตรง ส่งผลให้ส่วนบนของ Marketing Funnel หดตัวลง ขณะเดียวกันลูกค้าเริ่มหันไปใช้ LLM เป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น
o เฉพาะช่วงเทศกาลปลายปีที่ผ่านมา AI และ agents มีส่วนผลักดันคำสั่งซื้อทั่วโลกถึง 20% คิดเป็นมูลค่า สองแสนหกหมื่นสองพันล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของวิธีที่ผู้คนค้นหาและเลือกซื้อสินค้า
o 89% ของนักการตลาดไทยสังเกตว่า AI กำลังยกระดับความคาดหวังของลูกค้า ขณะที่ 82% ระบุว่าลูกค้าคาดหวังการสื่อสารแบบสองทางในทุกช่องทางมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

• เจาะลึก: Answer Engine Optimization (AEO) — บทสนทนาสองทางที่ผู้บริโภคได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
o นักการตลาดในประเทศไทยส่วนใหญ่ (86%) ระบุว่า AI กำลังกำหนดทิศทางใหม่ให้กับกลยุทธ์ SEO และ 83% ได้เริ่มปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับคำตอบที่สร้างโดย AI แล้ว บนแพลตฟอร์มอย่าง ChatGPT และ Google AI Overview
o ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้การดึงความสนใจของผู้บริโภคจะยากขึ้นเมื่อ AI สังเคราะห์คำตอบจากหลายแหล่งข้อมูล แต่การมีส่วนร่วมของลูกค้ากลับมีความเฉพาะบุคคลและเจาะจงมากขึ้น สะท้อนเจตนาซื้อที่ชัดเจนกว่าเดิม
o ในระดับนานาชาติ นักการตลาดที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น หรือกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนจากงบประมาณการตลาดได้สูงสุด มีแนวโน้มทำ Optimization สำหรับ AI search มากกว่านักการตลาดที่มีผลงานต่ำกว่า ถึง 2.2 เท่า

คุณอภิสิทธิ์ กล่าวปิดท้ายว่า “ขั้นตอนที่ลูกค้าค้นพบและมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ลูกค้า ไม่ได้คลิกลิงก์จากผลการค้นหาของ Google อีกต่อไป แต่ได้รับคำตอบโดยตรงจาก AI และเมื่ออินเทอร์เฟซที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้กระบวนการค้นหาสั้นและรวดเร็วขึ้น โอกาสที่แบรนด์จะเข้าถึงความสนใจของลูกค้าก็ลดน้อยลงไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับตัวและวางกลยุทธ์ให้พร้อมรับมือกับโลกของ ‘Answer Engine’ อย่างจริงจัง”

 

]]>
1562771
“JASPAL THE EDIT x SOPHIE PACHAREE” ร้อยเรียงความงดงามเหนือกาลเวลาของไข่มุกเข้ากับแฟชั่นยุคใหม่ ผ่านมุมมองของ “โซฟี่ – ปาจารีย์ ซูเมอร์ส-โรเจอร์” ในคอนเซ็ปต์ Pearl and the City https://positioningmag.com/1562766 Thu, 05 Mar 2026 11:40:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562766 JASPAL THE EDIT ตอกย้ำความมุ่งมั่นของแคมเปญซีรี่ย์คอลลาบอเรชั่นในการสนับสนุนศิลปิน นักออกแบบ ผู้คนในแวดวงแฟชั่นไทยที่มีวิสัยทัศน์พร้อมนำเสนอประสบการณ์แฟชั่นที่ยกระดับ ครั้งนี้กลับมาพร้อมความพิเศษกับคอลลาบอเรชั่นต้อนรับฤดูร้อน “JASPAL THE EDIT x SOPHIE PACHAREE” ครั้งแรก! ในการร่วมงานกับแบรนด์จิวเวลรีสัญชาติไทยอย่าง PACHAREE แบรนด์ที่มีแฟนคลับทั่วโลกที่รักและหลงใหลในงานจิวเวลรีแกะมือและมุกรูปทรงสวยเก๋หายาก ผ่านการออกแบบให้ร่วมสมัยไม่เหมือนใครโดย โซฟี่ – ปาจารีย์ ซูเมอร์ส-โรเจอร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์และดีไซเนอร์ สำหรับคอลเลกชั่นนี้เป็นการตีความบทใหม่ของแฟชั่น Ready-to-Wear ผ่านการร้อยเรียงความงดงามเหนือกาลเวลาของเครื่องประดับอย่างไข่มุกเข้ากับเสื้อผ้า ผ่านมุมมองและการออกแบบของ โซฟี่ – ปาจารีย์ ในคอนเซ็ปต์ Pearl and the City ที่สะท้อนตัวตนอันสง่างาม อ่อนหวาน แต่ทรงพลัง

ภายในงานเปิดตัวคอลลาบอเรชั่น “JASPAL THE EDIT x SOPHIE PACHAREE” อบอุ่นไปด้วยเหล่ากลุ่มเพื่อนใกล้ชิด อาทิ แอน ทองประสม, พอลล่า เทเลอร์, พลอย – เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, เจนสุดา ปานโต สิริสันต์, วุ้นเส้น – วิริฒิพา ภักดีประสงค์ และ แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช พร้อมด้วยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่นในบรรยากาศยามเย็นสุดโรแมนติกบน Rooftop ชมพระอาทิตย์ตกวิวสวนลุมพินีใจกลางกรุงเทพฯ ณ Spire Rooftop Bar โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

Pearl and the City คือการนำเสนอเสื้อผ้า Ready-to-Wear ผสานเข้ากับการประดับตกแต่งด้วยไข่มุกตัวแทนของความโรแมนติกเหนือกาลเวลาแฟชั่นดีไซน์แต่ละชิ้นให้ความสำคัญกับมิติของพื้นผิวและประกายความสวยงามของไข่มุก ผ่านไอเทมที่หลากหลายตอบโจทย์ในทุกโอกาส อาทิ เดรส กางเกง เชิ้ต ไปจนถึงยีนส์ที่ทุกไอเทมถูกผสานการตกแต่งด้วยไข่มุกได้อย่างลงตัว รวมถึงแอคเซสเซอรี่อย่างต่างหูและสร้อยคอ ที่ช่วยเติมเต็มลุคในทุกโอกาส ไข่มุกในคอลเลกชั่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องประดับ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้หญิง ความมั่นใจ และความหรูหราที่เรียบง่ายสวมใส่ในทุกวัน

เติมความโรแมนติกต้อนรับฤดูร้อนนี้ไปกับคอลลาบอเรชั่น “JASPAL THE EDIT x SOPHIE PACHAREE” ในคอนเซ็ปต์ Pearl and the City ได้ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ที่ร้าน JASPALทุกสาขา หรือผ่านช่องทางออนไลน์ www.jaspal.com

Tag: @JaspalOfficial @Pachareesophie

Hashtag: #Jaspal #JaspalxSophiePacharee

ติดตามข่าวสารและเทรนด์แฟชั่นล่าสุดจาก JASPAL ได้ที่

Instagram: @jaspalofficial

Facebook: @JaspalOfficial

LINE Official Account: @jaspalthailand

TikTok : @jaspal_th

 

]]>
1562766
MK Restaurants แตกแบรนด์ “MK PARADISE” สุกี้ “ผัดซุป” สุดพรีเมียม และพาเหรดเมนูใหม่สุดคราฟท์ ประเดิมสาขาสยามพารากอน https://positioningmag.com/1562758 Thu, 05 Mar 2026 11:35:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562758 MK Restaurants เปิดตัว “MK Paradise” ชูคอนเซปต์ A Craftsmanship Premium Suki มอบประสบ การณ์ใหม่ในรูปแบบพรีเมียมที่ไม่เหมือนใคร โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การ “ผัดซุป” แบบหม้อต่อหม้อ รังสรรค์ความสดใหม่และความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน พร้อมพาเหรดเมนูใหม่จากวัตถุดิบคุณภาพ ทั้งสุกี้ ติ่มซำ และจานเดี่ยว รวมถึงเมนูเรียกน้ำย่อย ที่ไม่เคยมีมาก่อน ยกระดับประสบการณ์ความอร่อยยิ่งกว่าเคย ภายใต้บรรยากาศร้านที่เสมือนการทานสุกี้ในสรวงสวรรค์ สะท้อนความประณีตและความตั้งใจ ปักหมุดสยามพารากอน ใจกลางเมือง ที่แรกและที่เดียว

คุณทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “MK Restaurants อยู่คู่กับคนไทยมานานกว่า 40 ปี และคุ้นเคยกับลูกค้าผ่านหม้อแดง คอนโดแดง และน้ำจิ้มสุกี้      แต่เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในการทานอาหารมากขึ้น รวมถึงการมองหาความพรีเมียมในทุกแง่มุมของชีวิต ประกอบกับโลเคชั่นที่เจาะกลุ่มไลฟสไตล์คนเมือง เราจึงได้พัฒนาคอนเซปต์ใหม่ที่มอบประสบการณ์พิเศษให้แก่ลูกค้า ทั้งในแง่ของการนำเสนอเมนูที่แตกต่าง โดยยังคงรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และพิถีพิถันยิ่งขึ้น ซึ่ง MK Paradise ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ และถือได้ว่าเป็นการตอกย้ำผู้นำตลาดสุกี้ที่ครอบคลุมในทุกเซกเมนต์ คงคุณภาพที่เป็นจุดแข็งของ MK GROUP ได้เป็นอย่างดี”

โดย MK Paradise ไฮไลท์คือเมนูอาหารในรูปแบบใหม่ ในหลากหลายหมวด โดยเฉพาะ สุกี้ ที่ใช้การ “ผัดซุป”  สดใหม่แบบหม้อต่อหม้อ น้ำซุปที่เคี่ยวจนได้ที่ นำมาผัดเพิ่มเพื่อให้ซุปมีมิติและกลมกล่อมยิ่งขึ้น โดยให้เลือกถึง 5 รสชาติ ได้แก่ ซุปต้นตำรับ ซุปหวานรสผัก ที่หวานหอมยิ่งขึ้นเมื่อมีการผัดส่วนผสม ก่อนปรุงเพิ่มด้วยซุปต้นตำรับที่ทุกคนรัก, ซุปกระดูกหมูไต้หวัน เคี่ยวกระดูกหมูจนหวานหอม คั่วกับเครื่องเทศจีน เพื่อกระตุ้นความหอม รสชาติเข้มข้น, ซุปต้มยำมันกุ้ง คั่วมันกุ้งทวีความหอมจนแตกมัน ผสานกับซุปต้มยำ ได้รสชาติถึงเครื่องต้มยำ, ซุปหมาล่าไต้หวัน พริกหม่าล่าและฮวาเจียวนำเข้าจากจีน เข้มข้นเผ็ดชาหอมน้ำมันพริก ถึงรสหม่าล่ามากยิ่งขึ้น, ซุปสุกี้ยากี้สไตล์ญี่ปุ่น ความหวานจากหัวหอม รสชาติหวานเข้มข้น หอมปลาแห้ง เสิร์ฟพร้อมวัตถุดิบคุณภาพ เนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ และลูกชิ้นปั้นสด ผักสดหลากชนิด ผสมผสานน้ำจิ้มรสกลมกล่อมที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละน้ำซุป

นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารจีนดั้งเดิมที่ได้รับการยกระดับ เช่น “ก๋วยเตี๋ยวเหอเฟิ่นซอสเสฉวน” เส้นก๋วยเตี๋ยวสไตล์จีน ทำสดเหนียวนุ่มคลุกเคล้าซอสเสฉวนสูตรพิเศษ และหมวดติ่มซำ รวมถึงก๋วยเตี๋ยวหลอดสอดไส้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ไส้กุ้งทอด ไส้กุ้ง ไส้หมูแดง ไส้ปู ที่ทำสดแบบจานต่อจาน

และครั้งแรกที่ MK มีเมนูอาหารผัดสไตล์ฮ่องกง กับ “เนื้อวากิวนำเข้าซอสพริกไทยดำ” เนื้อวากิวคัดพรีเมียม ผัดด้วยไฟแรงจนหอมกรุ่น ยังคงความนุ่มฉ่ำในทุกสัมผัส รวมถึงเมนูเรียกน้ำย่อย “ยำแมงกะพรุนเครื่องเสวย ”แมงกะพรุนคัดเกรด เนื้อกรอบใส คลุกเคล้ากับน้ำยำสูตรพิเศษ

ส่วนเมนู ROASTED เพิ่มความคราฟท์และเพิ่มมิติของเนื้อสัมผัสกับ “ชุดเป็ดปักกิ่งเอ็มเค” ยกระดับเมนูยอดนิยมที่ครองใจลูกค้ามาอย่างยาวนาน คัดสรรเป็ดคุณภาพดี ห่อคู่กับแผ่นแป้งเนื้อนุ่ม ซอสสูตรพิเศษรสกลมกล่อม และเครื่องเคียงสดใหม่ที่จัดสรรอย่างลงตัว, “หมูกรอบฮ่องกง” หมูกรอบคัดพิเศษ หนังกรอบกำลังดี เนื้อด้านในนุ่มเด้ง ชุ่มฉ่ำ หอมมันอย่างพอดี และ “หมูแดงย่างพรีเมียมสไตล์ฮ่องกง” หมูแดงหมักสูตรฮ่องกง รสหวานเค็มกลมกล่อม เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ ให้รสสัมผัสคลาสสิกแบบต้นตำรับ

ด้านการออกแบบภายในร้านสะท้อนตำนานและความประณีตของแบรนด์ผ่านโทนสีทองและแดงที่สื่อถึงความพรีเมียม จุดเด่นกลางร้านเป็น Modern Art Installation ที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้นบะหมี่หยก ผสมผสานกับลวดลายของทิวเขาบนผนัง เพดานออกแบบโค้งมนคล้ายเมฆบนท้องฟ้า

สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับกับ “MK Paradise” สุกี้ “ผัดซุป” สุดพรีเมียม ได้ตั้งแต่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ณ สยามพารากอน ชั้น G (ฝั่ง South)

 

]]>
1562758
อาดิดาส เปิดตัวรองเท้าวิ่ง Hyperboost Edge พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ของการวิ่งบนถนน https://positioningmag.com/1562746 Thu, 05 Mar 2026 09:47:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562746 • Hyperboost Edge เผยนิยามใหม่ของการวิ่งบนถนน ด้วยการรองรับแรงกระแทกและการคืนพลังงานในระดับสูงสุด และน้ำหนักที่เบา
• ผสาน 3 เทคโนโลยีเป็นหนึ่งเดียว เพื่อประสิทธิภาพการใช้งานในระดับสูงสุดของรองเท้าวิ่งซูเปอร์เทรนเนอร์ (Super-trainer) ที่สามารถสวมใส่และใช้งานได้ทุกวัน โดยมีน้ำหนักเพียง 255 กรัม เท่านั้น
• รองเท้าวิ่ง Hyperboost Edge มีพื้นรองเท้าที่หนาและการออกแบบอย่างสวยงามสะดุดตา โดยรองเท้า Hyperboost Edge สีแดง จะวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, อาดิดาส แอปพลิเคชัน, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th , ช่องทาง LINE: @adidasthailand และร้านขายอุปกรณ์กีฬาชั้นนำทั่วประเทศที่ร่วมรายการ

อาดิดาส เปิดตัว Hyperboost Edge รองเท้าวิ่งซูเปอร์เทรนเนอร์น้ำหนักเบารุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะมาสร้างนิยามใหม่ของการวิ่งบนถนนด้วย 3 เทคโนโลยีสุดล้ำสมัย ได้แก่ พื้นรองเท้าชั้นกลาง Hyperboost Pro, อัปเปอร์ PRIMEWEAVE, และพื้นรองเท้าชั้นนอก LIGHTTRAXION ที่ช่วยทำให้รู้สึกถึงสมดุลของความสบายเท้าและการตอบสนองในทุกก้าวที่วิ่ง

รองเท้าวิ่ง Hyperboost Edge ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นรองเท้าวิ่งแบบซูเปอร์เทรนเนอร์ที่มีน้ำหนักเบาและปราศจากแผ่นรองและชิ้นส่วนเสริมความแข็งแรงที่ฝังอยู่ในพื้นรองเท้าชั้นกลาง ทำให้การทำงานของโฟมที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่มีความสอดคล้องกับจังหวะการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ และให้ความรู้สึกที่เบาสบายและคล่องตัว โดยมีน้ำหนักเพียง 255 กรัมเท่านั้น* อีกทั้งยังให้ความรู้สึกนุ่มสบายสูงสุดและสามารถส่งคืนพลังงานระดับสูงในทุกย่างก้าว

สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดประสบการณ์การวิ่งในรูปแบบใหม่ก็คือ โฟม Hyperboost Pro วัสดุที่มีประสิทธิภาพการใช้งานในระดับสูง มีคุณสมบัติด้านการรองรับแรงกระแทกในระดับสูงสุด ซึ่งผ่านการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีของพื้นรองเท้าชั้นกลางของรองเท้าสำหรับนักวิ่งระดับ Elite จนได้โฟมสูตรใหม่ที่มอบประสบการณ์การวิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการวิ่งทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งในชีวิตประจำวันหรือการฝึกวิ่งสะสมระยะทาง ด้วยพื้นรองเท้าที่มีความหนาบริเวณส้นเท้า 45 มม. และดรอปของพื้นรองเท้า 6 มม. ช่วยให้เกิดความรู้สึกที่เปี่ยมพลังอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งฝ่าเท้า จึงทำให้โฟมของรองเท้าคู่นี้เป็นทั้งตัวกำหนดประสบการณ์การวิ่งและสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับ Hyperboost Edge

โฟม Hyperboost Pro ถูกพัฒนาขึ้นจากองค์ความรู้ด้านวัสดุที่ผ่านการพิสูจน์และทดสอบในห้องแล็บของอาดิดาส ควบคู่กับงานวิจัยผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยโคโลญ ซึ่งจากการทดสอบกับนักวิ่งจำนวน 60 คน พบว่า รองเท้าวิ่ง Hyperboost Edge มีศักยภาพการใช้งานที่เหนือกว่ารองเท้าที่นักวิ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน ทั้งในเชิงสมรรถนะและความรู้สึกสบาย โดย 73% ของผู้ทดสอบรู้สึกถึงการส่งคืนพลังงานที่ดีกว่า ขณะที่อีก 77% สัมผัสได้ถึงความนุ่มของการรองรับแรงกระแทก และมากกว่าครึ่งหนึ่งของนักวิ่งทั้งหมด รู้สึกพอใจในความรู้สึกสบายโดยรวมของรองเท้ารุ่นนี้ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า รองเท้าวิ่ง Hyperboost Edge มอบประสบการณ์การวิ่งที่ดีกว่าในภาพรวม ถือเป็นการตอกย้ำว่าพื้นรองเท้า Hyperboost Pro ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของเทคโนโลยีรองเท้าวิ่งอย่างแท้จริง

นอกเหนือจากเทคโนโลยีโฟมแบบใหม่แล้ว รองเท้าวิ่ง Hyperboost Edge ยังมีอัปเปอร์และพื้นรองเท้าชั้นนอกที่ช่วยทำให้รู้สึกประทับใจในทุกการวิ่ง โดยนักวิ่งทุกคนจะได้สัมผัสถึงความรู้สึกสบายและพลังงาน โดยอัปเปอร์ PRIMEWEAVE วัสดุผ้าถักทอที่มีความนุ่มเป็นพิเศษและมีน้ำหนักเบา ช่วยมอบความรู้สึกสบายและความกระชับมั่นคงเพื่อการสวมใส่ที่พอดี และยังมีโครงสร้างที่บริเวณส้นเท้า ซึ่งช่วยเพิ่มการรองรับแรงกระแทกและความรู้สึกมั่นคงโดยเฉพาะ ใส่แล้วรู้สึกสบาย ไม่รู้สึกติดขัดใด ๆ วัสดุระดับพรีเมียมที่นุ่มและโครงสร้างส้นเท้าที่รองรับอย่างมั่นคง ทำงานร่วมกันเพื่อซัพพอร์ตทุกการวิ่ง ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีและมีความสวยงามอีกด้วย

สำหรับการออกแบบพื้นรองเท้าชั้นนอกแบบใหม่ของรองเท้าวิ่ง Hyperboost Edge ได้แรงบันดาลใจจาก DNA ของรองเท้าวิ่งแข่งของอาดิดาส โดยมีการใช้วัสดุ LIGHTTRAXION แบบเต็มพื้นรองเท้าและมีน้ำหนักเบา ในการช่วยเสริมคุณสมบัติการยึดเกาะพื้นผิวและแรงเสียดทานสูงตั้งแต่ส้นเท้าจรดปลายเท้า ด้วยโครงสร้างฐานที่บางและเบายิ่งขึ้น เทคโนโลยีนี้นำแนวคิดสมรรถนะระดับ Adizero มาปรับใช้กับการวิ่งในทุกวัน ช่วยให้ทุกย่างก้าวรู้สึกมั่นคง คล่องตัว และมั่นใจ พร้อมการยึดเกาะที่ทนทานในหลากหลายสภาพการใช้งาน

Hyperboost Edge ไม่เพียงแต่มีความโดดเด่นในเรื่องสมรรถนะการใช้งาน แต่ยังสร้างมิติใหม่ด้านการออกแบบรองเท้าวิ่งของอาดิดาส ด้วยพื้นชั้นกลางที่มีลักษณะบวม โดยได้แรงบันดาลใจจากงานดีไซน์เชิงอุตสาหกรรม ช่วยดึงดูดความสนใจไปที่พื้นรองเท้าชั้นกลาง Hyperboost Pro ซึ่งเป็นหัวใจหลักของรองเท้าคู่นี้ นอกจากนี้ การออกแบบรองเท้าวิ่ง Hyperboost Edge ยังถือเป็นครั้งแรกที่อาดิดาสนำแถบสามเส้นอันเป็นเอกลักษณ์วางตำแหน่งไว้บนพื้นชั้นกลางแบบซ้อน เพื่อเน้นย้ำหัวใจหลักด้านสมรรถนะของรองเท้ารุ่นนี้

ส่วนของอัปเปอร์ก็ถูกออกแบบให้มีดูเรียบง่าย สะอาดตา แฝงด้วยความล้ำสมัย เกิดเป็นภาพลักษณ์โดยรวมที่ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมมุ่งสู่อนาคต ด้วยรายละเอียดที่น้อยลง การซ่อนรูร้อยเชือก และองค์ประกอบที่เชื่อมติดแบบน้ำหนักเบา

แพททริก นาวา ผู้จัดการทั่วไปฝ่าย adidas Running กล่าวว่า “เราต้องการนำเสนอสิ่งที่สามารถเปลี่ยนประสบการณ์การวิ่งของนักวิ่งได้อย่างแท้จริง ซึ่งรองเท้าวิ่ง Hyperboost Edge ก็คือภาพสะท้อนของแนวคิด Power of Three อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการรองรับแรงกระแทก พลังงาน และความเบา ที่ถูกรวมไว้ในรองเท้าคู่เดียว เราได้สร้างรองเท้าวิ่งซูเปอร์เทรนเนอร์ที่ให้ความรู้สึกเบา ตอบสนองฉับไวในทุกย่างก้าว รองรับแรงกระแทกได้อย่างมั่นใจ และมีความพร้อมที่จะซัพพอร์ตนักวิ่งในทุกประเภทการซ้อมและทุกระยะทาง จึงถือได้ว่ารองเท้าคู่นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ Hyperboost Pro จะนำไปต่อยอดสู่รองเท้าสมรรถนะรุ่นอื่น ๆ ของเราในอนาคต”

รองเท้า Hyperboost Edge สีแดง วางจำหน่ายในราคา 7,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, อาดิดาส แอปพลิเคชัน, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th, ช่องทาง LINE: @adidasthailand และร้านขายอุปกรณ์กีฬาชั้นนำทั่วประเทศที่ร่วมรายการ และเตรียมพบกับรองเท้าวิ่ง Hyperboost Edge ในสีใหม่ ๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุค www.facebook.com/adidasTH อินสตาแกรม @adidasthailand @adidasrunning และ ติ๊กต็อก @adidas_th หรือที่แฮชแท็ก #Hyperboost #adidasrunning

*รองเท้า Hyperboost Edge สำหรับผู้ชายขนาด 8.5 UK

]]>
1562746
เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมขับเคลื่อนวันสตรีสากล 2026 “Give To Gain” ส่งต่อพลัง ‘การให้’ สร้างพื้นที่แห่งโอกาส สู่ความเท่าเทียมอย่างยั่งยืน https://positioningmag.com/1562741 Thu, 05 Mar 2026 09:38:20 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562741 บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้นำเบอร์หนึ่งอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อความยั่งยืน เดินหน้าขับเคลื่อนความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะ The Pioneer of Equality ที่สร้างสรรค์พื้นที่แห่งโอกาสอย่างต่อเนื่องและหลากหลายรูปแบบ ร่วมสร้างมูฟเมนต์สำคัญในวันสตรีสากลโลก 2026 (International Women’s Day 2026) ซึ่งจัดขึ้นทุกวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี โดยปีนี้สร้างสรรค์แคมเปญสอดคล้องธีมสากล ‘Give To Gain’ เมื่อการให้ คือพลังของการเติบโตร่วมกัน

ด้วยความเชื่อว่า ‘เพราะพลังที่เราส่งต่อในวันนี้ คือพลังที่ผลักดันศักยภาพของผู้หญิงในวันพรุ่งนี้’ เซ็นทรัลพัฒนาจึงผนึกพลังผู้บริหารหญิงของเซ็นทรัลพัฒนาและคนรุ่นใหม่ที่โดดเด่นจากหลากหลายวงการ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และส่งต่อพลังใจ เพื่อขับเคลื่อนสังคมแห่งความเท่าเทียม สู่อนาคตที่ก้าวหน้าและยั่งยืน สะท้อนวิสัยทัศน์ Imagining better futures for all มุ่งสร้างสรรค์พื้นที่ที่โอบรับทุกความหลากหลาย และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

คุณวัลยา จิราธิวัฒน์ President & CEO บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ผู้นำหญิงที่ ‘ให้โอกาส’ และสร้างอนาคต เผยว่า  การเติบโตที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในองค์กร แต่เกิดขึ้นเมื่อโอกาสถูกส่งต่อออกไปสู่สังคมในวงกว้าง การเป็นผู้นำคือการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน คู่ค้า หรือแม้แต่ผู้ที่เคยก้าวพลาดในชีวิต คืออีกหนึ่งตัวอย่างของการมอบโอกาสเพื่อคืนคุณค่าและศักดิ์ศรีให้กับผู้คน เพราะเมื่อเราเลือกให้โอกาส สิ่งที่สังคมได้รับกลับมาคือความหวัง การเปลี่ยนแปลง และอนาคตที่ดีร่วมกัน

“โอกาสดีๆ ที่ผู้หญิงทุกคนได้รับในวันนี้
อาจกลายเป็นอนาคตและความก้าวหน้าของเราในวันพรุ่งนี้”

คุณวัลยามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมรีเทลและอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย โดยได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักธุรกิจหญิงแนวหน้าของไทยและเอเชีย รวมถึงยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันการพัฒนาศักยภาพบุคลการ อีกทั้งส่งเสริมโอกาสและบทบาทความเป็นผู้นำของผู้หญิงในภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ IGNITE Thailand แพลตฟอร์มที่ช่วยเสริมพลังและเชื่อมต่อผู้นำหญิงจากหลายอุตสาหกรรม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการปลดล็อกและผลักดันผู้นำหญิงรุ่นใหม่ต่อไป

ด้านคุณนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ Chief Finance Officer and President Hotel and Office Businesses บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ผู้นำหญิงที่ให้ความสำคัญกับ ESG โดยคำนึงถึงทุกภาคส่วน และเชื่อมั่นในพลังความร่วมมือของพันธมิตร Green Partnership เพื่อขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน เผยว่า ทุกการตัดสินใจทางธุรกิจไม่เพียงส่งผลต่อองค์กรในวันนี้ แต่ยังกำหนดความมั่นคงของสังคมในวันข้างหน้า การให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความรับผิดชอบ และความสมดุลของทุกภาคส่วน คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยืนยาว เมื่อองค์กรเลือกให้ด้วยความรอบคอบ สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเชื่อมั่น การเติบโตที่มั่นคง และคุณค่าที่ส่งต่อได้จากรุ่นสู่รุ่น

“เมื่อความยั่งยืนเป็นหัวใจของทุกการตัดสินใจทางธุรกิจ สิ่งที่สังคมได้รับกลับมา
คือการเติบโตที่มั่นคง พร้อมคุณค่าที่ส่งต่อได้ในระยะยาว”

คุณจุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ Head of Business & Design Development บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา สะท้อนบทบาทผู้นำหญิงที่ให้ Local collaboration เชิดชูอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านการออกแบบโครงการต่างๆ ทำให้สังคมได้รับการ Empowering Local Communities สร้างความภูมิใจในท้องถิ่น สร้างงาน สร้างอาชีพ และชุมชนแข็งแรง เผยว่า การพัฒนาไม่ได้หมายถึงการสร้างสถานที่ใหม่เท่านั้น แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกมีส่วนร่วมและสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ ทั้งในครอบครัว การทำงาน และสังคม การให้ความเข้าใจ ความใส่ใจ และโอกาสแก่ผู้คน คือจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่แท้จริง และเมื่อผู้คนเติบโต พื้นที่และชุมชนรอบตัวก็เติบโตตามไปด้วย นี่คือพลังของการให้ ที่ขยายผลสู่อนาคตอย่างต่อเนื่อง

“ไม่ว่าจะในบทบาทแม่หรือคนทำงาน
สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างพื้นที่ให้คนอื่นได้เติบโต”

นอกจากนี้ ยังต่อยอดความสำเร็จ From Woman to (Future) Woman ปีที่ 2 เปิดพื้นที่แห่งการส่งต่อแรงบันดาลใจและประสบการณ์จริงจาก คุณปวัล จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่จากเซ็นทรัลพัฒนา, คุณมารีญา พูลเลิศลาภ นางงามและนักแสดงผู้สร้างแรงบันดาลใจ และคุณธนิสา วีระศักดิ์ศรี ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์ RAVIPA โดยมี น้องเอวา ตัวแทน (Future) Woman เป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อถ่ายทอดบทสนทนาที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ โอกาส และพลังบวก เพื่อส่งต่อแรงสนับสนุนให้กับผู้หญิงทุกคน From Woman to (Future) Woman ปีที่ 2

พร้อมกันนี้ สานต่อโครงการ ‘ทำดี’ ปีที่ 6 เพื่อส่งต่อพลังบวกให้สังคม ร่วมมือ Good Goods และ Doi Tung    ต่อยอดนำผลิตผลและผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิโครงการหลวง และผ้าทอจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาร่วมออกแบบและผลิตเป็นผลิตภัณฑ์โดยกลุ่มก้าวพลาดจากทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่

เพราะยิ่งให้… ยิ่งได้รับ เซ็นทรัลพัฒนาให้ความสำคัญกับการเปิดพื้นที่ ให้โอกาส ให้การสนับสนุน และการให้สภาพแวดล้อมที่ทุกคน รวมทั้งผู้หญิงสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างเท่าเทียม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและอนาคตของเราทุกคนให้เติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืนไปด้วยกัน

ติดตามความเคลื่อนไหวเซ็นทรัลพัฒนา คลิก https://www.centralpattana.co.th/th/shopping/shopping-update/lifestyle-activities

#CentralPattana #เซ็นทรัลพัฒนา #WomenToFutureWomen #GiveToGain #CentalPattanaIWD2026 #IWD2026

 

]]>
1562741
โอกิลวี่ ประเทศไทย แต่งตั้ง “พีท-ทสร บุณยเนตร” เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ เปิดมิติใหม่ของผู้นำด้านความคิดสร้างสรรค์ https://positioningmag.com/1562734 Thu, 05 Mar 2026 08:18:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562734 โอกิลวี่ ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง พีท-ทสร บุณยเนตร ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ (Chief Creative Officer – CCO) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการบุกเบิกความเป็นเลิศด้านความคิดสร้างสรรค์ และขับเคลื่อนการเติบโตให้กับแบรนด์และลูกค้าอย่างก้าวกระโดด ทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาค

ทสร บุณยเนตร คือบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการโฆษณา มาพร้อมวิสัยทัศน์อันเปี่ยมด้วยพลัง ประสบการณ์อันแข็งแกร่ง และผลงานที่ผ่านบทพิสูจน์ด้านความคิดสร้างสรรค์จากรางวัลมากมายที่ได้รับ ในบทบาทใหม่นี้ ทสรจะรับผิดชอบในการนำทัพทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์ บ่มเพาะบุคลากรฝ่ายสร้างสรรค์ และส่งเสริมให้โอกิลวี่รักษาความเป็นผู้นำในการนำเสนอโซลูชั่นการสร้างแบรนด์ที่เป็นนวัตกรรมและเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการตัดสินใจของป้อม-กำพล ลักษณะจินดา ที่จะก้าวลงจากบทบาท CCO หลังจากผ่านประสบการณ์การทำงานมากว่า 25 ปีกับโอกิลวี่ ซึ่งภายใต้การบริหารของกำพล โอกิลวี่ ประเทศไทยได้ยกระดับชื่อเสียงด้านความคิดสร้างสรรค์อย่างโดดเด่น ด้วยสุดยอดผลงานแคมเปญมากมายซึ่งได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จิรวรา วีรยวรรธน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอกิลวี่ ประเทศไทย กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับคุณพีท-ทสร บุณยเนตร เข้ามารับตำแหน่งผู้นำในฝ่ายสร้างสรรค์ มุมมองอันสดใหม่ ความเป็นผู้นำที่ไม่หยุดนิ่ง และความมุ่งมั่นของคุณพีทในการผลักดันขีดจำกัดของความคิดสร้างสรรค์นั้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโอกิลวี่อย่างลงตัวสมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการตลาดสมัยใหม่ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมงานรังสรรค์ผลงานที่สร้างอิมแพคและเข้าถึงใจผู้บริโภคได้อย่างดีเยี่ยม”

“เราขอขอบคุณคุณป้อมอย่างยิ่งสำหรับความมุ่งมั่นที่มีต่อโอกิลวี่ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา พลังความคิดสร้างสรรค์และบทบาทสำคัญของคุณป้อมในการหล่อหลอมเกียรติประวัติของโอกิลวี่ให้คงความโดดเด่นด้วยมาตรฐานที่เป็นเลิศ ส่งผลให้เราเป็นผู้นำทั้งในประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิก เราขออวยพรให้คุณป้อมประสบความสำเร็จในเส้นทางใหม่ของชีวิต” จิรวราเสริม

รีด คอลลินส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสร้างสรรค์ โอกิลวี่ เอเชียแปซิฟิก ให้ความเห็นว่า “ผมขอ กล่าวขอบคุณคุณป้อมจากใจจริง ที่ได้สร้างเกียรติประวัติด้านความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นให้กับโอกิลวี่ และได้หล่อหลอมจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับวงการโฆษณาไทย และขอต้อนรับคุณพีท เข้าสู่ทีมของเราเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการต่อยอดจากรากฐานอันแข็งแร่ง และนำพาโอกิลวี่ไปสู่อนาคตแห่งพลังความคิดสร้างสรรค์ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม”
พีท-ทสรเข้าร่วมงานกับโอกิลวี่ ประเทศไทย ด้วยประวัติการทำงานอันโดดเด่น เปี่ยมด้วยแนวคิดที่เป็นนวัตกรรมและความสำเร็จบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่างครบวงจร มีผลงานซึ่งสะท้อนถึงความสามารถอันเฉียบคมในการผสมผสานอินไซต์เชิงกลยุทธ์เข้ากับการนำเสนอที่น่าสนใจ

พีท-ทสร บุณยเนตร กล่าวว่า “ผมมีความเคารพต่อเกียรติประวัติอันยาวนานและความมุ่งมั่นในการ ‘สร้างแบรนด์ให้มีความหมาย’ ของโอกิลวี่มาโดยตลอด และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาเป็นผู้นำทีมสร้างสรรค์ที่นี่ ผมจะมุ่งเน้นการส่งเสริมวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ไอเดียที่กล้าหาญ เพื่อส่งมอบผลงานที่ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์ความท้าทายทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังหล่อหลอมวัฒนธรรมได้อย่างแท้จริง และกำหนดบรรทัดฐานใหม่ด้านประสิทธิภาพและนวัตกรรมให้กับลูกค้าของเรา”

การแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ใหม่ครั้งนี้ นับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับโอกิลวี่ ประเทศไทย      ในฐานะผู้นำด้านความคิดสร้างสรรค์ ยกระดับขีดความสามารถในการสร้างแบรนด์ การปฏิวัติดิจิทัล และการนำเสนอโซลูชั่นการตลาดให้กับลูกค้าแบบครบวงจร

 

]]>
1562734
ร่วมกันสร้างการแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพในประเทศไทย https://positioningmag.com/1562731 Thu, 05 Mar 2026 08:18:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562731 โดย เดนนิส เบลิ่ง และ พีรวัฒน์ สำราญจิตต์

ทำไมการแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพถึงมีความสำคัญต่อคนไทยทุกคน? สาเหตุสำคัญคือ การแข่งขันที่มีประสิทธิภาพนั้น ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง คุณภาพที่ดีขึ้น หรือมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ดังนั้น ทุกคนที่ต้องซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการต่างๆ จึงได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่สูงขึ้น

สงครามราคาในภาคธุรกิจร้านอาหารระหว่างเอ็มเคสุกี้กับสุกี้ตี๋น้อยในปี 2568 เป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากทั้งสื่อและประชาชน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพอย่างไร เริ่มแรก เอ็มเคสุกี้ออกโปรโมชั่นบุฟเฟต์ราคาต่ำ เพื่อตอบรับอุปสงค์ที่ลดลงและการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่ ต่อมา สุกี้ตี๋น้อยจึงออกแคมเปญลดราคาเพื่อตอบโต้ นอกจากนี้การแข่งขันในธุรกิจสุกี้ยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ทั้งจากการเปิดตัวแบรนด์บุฟเฟต์ราคาประหยัดของเอ็มเค รวมถึงตัวเลือกพรีเมียมใหม่ๆ ที่สุกี้ตี๋น้อยนำเสนอ,

ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพในธุรกิจสุกี้ ซึ่งกระตุ้นให้ผู้ประกอบการลดราคา และเพิ่มทางเลือกมากขึ้น คำถามที่ตามมาคือ แล้วสถานการณ์การแข่งขันทางการค้าในภาคส่วนอื่นๆ เป็นอย่างไร และมีแนวทางหรือมาตรการใดบ้างที่ช่วยส่งเสริมการแข่งขันในภาคส่วนเหล่านั้น

การแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองเสมอไป ประการแรก บริษัทอาจตัดสินใจควบรวมกิจการ ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันในตลาดลดลง ประการต่อมา ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดอาจใช้มาตรการทางการค้าที่ลดขีดความสามารถในการแข่งขันของคู่แข่งและกระทบต่อผู้บริโภค อีกกรณีหนึ่งคือ บริษัทที่ทำธุรกิจร่วมกันหรืออยู่ในตลาดเดียวกันอาจทำข้อตกลงที่จำกัดการแข่งขัน ดังนั้น ความช่วยเหลือหรือการแทรกแซงจากภาครัฐจึงมีความจำเป็นในบางกรณี

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย จึงได้ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองการแข่งขันทางการค้า และจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว แม้ว่ารายละเอียดเชิงกฎหมายในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้ว กฎหมายการแข่งขันทางการค้ามักประกอบด้วยองค์ประกอบหลักๆ สามประการ

  • การควบคุมการควบรวมกิจการ (merger control) มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการควบรวมที่อาจลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การที่ Paramount เสนอซื้อ Warner Bros. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันหลายแห่งทั่วโลก เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีธุรกิจผลิตภาพยนต์ เช่น Titanic และ Interstellar ของ Paramount และ The Matrix และ Harry Potter ของ Warner Bros. หน่วยงานเหล่านี้จะประเมินผลกระทบต่อการแข่งขัน โดยพิจารณาว่า ราคาภาพยนตร์มีแนวโน้มสูงขึ้นหรือไม่ หรือทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการรับชมภาพยนตร์ลดลงหรือไม่ เป็นต้น
  • การห้ามข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการที่เป็นการจำกัดการแข่งขัน (anticompetitive agreements) มีวัตถุประสงค์เพื่อห้ามความร่วมมือที่จำกัดการแข่งขัน เช่น การฮั้วประมูลหรือการกำหนดราคาร่วมกัน ในปี 2566 หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของญี่ปุ่น ได้กล่าวหาบริษัทหลายแห่งว่ามีการฮั้วประมูลที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสำหรับการทดสอบงานโตเกียวโอลิมปิค 2020 ต่อมา ในปี 2568 ศาลสูงโตเกียวได้ยืนโทษปรับ 300 ล้านเยน (ประมาณ 60.5 ล้านบาท) ต่อกลุ่มเดนท์สุ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่เกี่ยวข้อง
  • การห้ามใช้อำนาจเหนือตลาดในทางที่ผิด (abuse of dominance) เป็นการป้องกันพฤติกรรมที่บิดเบือนการแข่งขันโดยผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด เช่น การกำหนดราคาต่ำกว่าต้นทุนเพื่อกีดกันคู่แข่ง (predatory pricing) และการบังคับขายพ่วง (tying/bundling) กรณีตัวอย่างสำคัญคือคำตัดสินของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ที่สั่งปรับ Google เป็นเงิน 4.34 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท) จากการบังคับผูกแอปของตน (Google Search และ Chrome) เข้ากับ Play Store รวมถึงพฤติกรรมอื่นๆ ซึ่งขัดขวางการใช้ search engine ของคู่แข่งบนอุปกรณ์ Android

สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2560 อย่างไรก็ดี รายงานการประเมินล่าสุดของ OECD ชี้ว่า กฎหมายฉบับนี้ยังมีข้อจำกัดหลายประการ ที่ขัดขวางการบังคับใช้โดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) อย่างเต็มประสิทธิภาพ

รัฐสภาชุดที่แล้วจึงได้เริ่มกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ซึ่งหลายข้อเสนอสอดคล้องกับคำแนะนำของ OECD และจะช่วยยกระดับกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการบังคับใช้ แต่ความพยายามดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงหลังจากการยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568 อนาคตของร่างแก้ไขนี้ จึงขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญของรัฐบาลและรัฐสภาชุดใหม่ หากร่างดังกล่าวถูกนำกลับมาพิจารณาและประกาศใช้ จะเป็นการปรับปรุงและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

  • ข้อแก้ไขสำคัญประการแรก ได้แก่ การปรับปรุงการขออนุญาตควบรวมกิจการ ปัจจุบัน มีเพียงการควบรวมที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือสร้างอำนาจเหนือตลาดเท่านั้นที่ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจาก กขค. สำหรับการควบรวมที่อาจลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการเพียงแค่ต้องแจ้งหลังการควบรวม และ กขค. ไม่มีอำนาจระงับหรือกำหนดเงื่อนไขต่อการควบรวมนั้น ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับใหม่ การควบรวมที่อาจลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า เช่นเดียวกับกรณีที่นำไปสู่การผูกขาดหรือสร้างอำนาจเหนือตลาด
  • อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปรับบทลงโทษกรณีใช้อำนาจเหนือตลาดจากโทษอาญามาเป็นโทษทางปกครอง ภายใต้โทษอาญา ภาระการพิสูจน์ใช้มาตรฐาน “ปราศจากข้อสงสัยอันสมเหตุสมผล” (beyond reasonable doubt) หมายความว่า ต้องมีหลักฐานที่โน้มน้าวจนไม่เหลือข้อสงสัยว่าพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาลดการแข่งขัน ขณะที่โทษทางปกครองใช้ “หลักความสมดุลของความน่าจะเป็น” (balance of probabilities) คือ มีแนวโน้มมากกว่าไม่ว่าพฤติกรรมนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อการแข่งขัน ในทางปฏิบัติ คดีใช้อำนาจเหนือตลาดมักต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อน และยากที่จะพิสูจน์ให้เด็ดขาดได้ ดังนั้น การปรับเป็นโทษทางปกครองจึงเอื้อต่อการบังคับใช้กฎหมายโดย กขค. ในการจัดการพฤติกรรมที่จำกัดการแข่งขันของผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด

ในทางเศรษฐศาสตร์ ประเด็นต่างๆ ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นการควบรวมกิจการ การใช้อำนาจเหนือตลาด หรือข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในตลาดเดียวกัน ล้วนมีมิติที่จะส่งเสริมหรือจำกัดการแข่งขัน การพิจารณาประเด็นเหล่านี้ จึงมักต้องใช้การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์อย่างรอบคอบ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีและผลเสียต่อการแข่งขัน เช่น การควบรวมกิจการอาจทำให้การแข่งขันลดลง เนื่องจากจำนวนผู้เล่นในตลาดน้อยลง แต่การควบรวมเดียวกันนั้น อาจก่อให้เกิดประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนหรือการเพิ่มการลงทุน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์สามารถช่วยชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและข้อเสีย ช่วยทำความเข้าใจสภาพของตลาด และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการบังคับใช้กฎหมายที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป และคุ้มครองการแข่งขันโดยไม่กระทบต่อการดำเนินการทางธุรกิจตามปกติ

การที่ iRobot ยื่นล้มลายในเดือนธันวาคม 2568 หลังคณะกรรมาธิการยุโรปสั่งห้ามการเข้าซื้อกิจการโดย Amazon ในปี 2567 จุดชนวนให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการวิเคราะห์การควบรวมในครั้งนั้น คณะกรรมาธิการให้เหตุผลว่า การเข้าซื้อกิจการดังกล่าว “อาจลดการแข่งขันในตลาด[เครื่องดูดฝุ่นหุ่นยนต์]” นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าคำสั่งห้ามเข้มงวดเกินไป ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคำสั่งห้ามนั้นเหมาะสม เนื่องจากเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ Amazon อาจใช้อำนาจเหนือตลาดกีดกันคู่แข่ง ไม่ว่ามุมมองจะเป็นอย่างไร กรณี iRobot / Amazon สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการประเมินผลกระทบของการควบรวม และตอกย้ำความสำคัญของการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนหลักการและหลักฐานในการพิจารณาการควบรวม และประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้า

การแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพช่วยสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันให้กับผู้ประกอบการในตลาด และทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่มีราคาที่แข่งขันได้ คุณภาพสูง และบริการดี ดังนั้น ความพยายามของประเทศไทยในการยกระดับกฎหมายการแข่งขันทางการค้าย่อมก่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค และเสริมแรงจูงใจของผู้ประกอบการให้แข่งขันอย่างตรงไปตรงมา

แม้การปรับปรุงกฎหมายการแข่งขันทางการค้าจะมีความสำคัญ แต่การบังคับใช้กฎหมายอย่างสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่รอบคอบและมีคุณภาพสูงช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน เป็นการคุ้มครองการแข่งขันโดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจที่ชอบธรรม

ทีมงานทางด้านการแข่งขันทางการค้าของ BRG ประกอบด้วยนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์ทำงานทั้งในเอเชีย  ยุโรป และสหรัฐฯ รวมถึงทีมงานประจำที่กรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย ด้วยการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คำชี้แจง (Disclaimer): ความคิดเห็นที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้เป็นความเห็นของผู้เขียนเท่านั้น และไม่ได้สะท้อนถึงความคิดเห็นของ BRG หรือพนักงานและผู้เกี่ยวข้องกับ BRG ข้อมูลที่ให้ไว้ในเอกสารนี้ไม่มีวัตถุประสงค์และไม่ถือเป็นคำแนะนำหรือบริการด้านกฎหมาย การบัญชี ภาษี หรือคำปรึกษาวิชาชีพอื่น ๆ และการเผยแพร่ข้อมูลนี้หรือการที่ท่านส่งอีเมลหรือข้อความอื่นมายังเรา มิได้ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับ BRG แต่อย่างใด ข้อมูลใด ๆ ที่ปรากฏในเอกสารนี้ไม่ควรใช้แทนการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในสาขาที่เกี่ยวข้อง

]]>
1562731
found & found จัดโปรแรงรับซัมเมอร์ “found & FREE” ซื้อ 1 ฟรี 1 กว่า 1,000 รายการ พร้อมสิทธิ์ แลกซื้อ รับส่วนลดสูงสุด 62% ตลอดเดือนมีนาคมนี้! https://positioningmag.com/1562724 Thu, 05 Mar 2026 08:14:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562724 found & found เอาใจสาย J/K Beauty ยกขบวนสินค้าขายดีกว่า 1,000 รายการ จัดโปรแรงรับซัมเมอร์กับดีลสุดคุ้ม “found & FREE 1 ฟรี 1” ที่มัดรวมไอเทมแบรนด์ดังมากมายจาก ญี่ปุ่น-เกาหลี มาให้เลือกช้อปกันแบบจุใจในแบบ 1 แถม 1 ไม่ว่าจะเป็น สกินแคร์ เมคอัพ มาส์กหน้า โลชั่นทาผิว ครีมอาบน้ำ และยาสระผม อาทิเช่น กันแดดจากแบรนด์ Dr.G, ANESSA, Biore มาส์กหน้าจาก BRINGGREEN , S-LABO สกินแคร์สายฟื้นฟู Prieclat U เมคอัพสุดฮอตจากเกาหลี colorgram, rom&nd รวมไปถึงครีมอาบน้ำ Jmella ยาสระผมตัวท็อปจากญี่ปุ่น DR ZERO และแบรนด์ดังอื่นๆอีกเพียบ ให้ทุกคนได้ช้อปสนุกสุดคุ้มแบบไม่ต้องพรีออเดอร์ได้แล้ววันนี้ ที่นี่ที่เดียว!

พิเศษสุด ยิ่งช้อปยิ่งคุ้ม เพียงซื้อสินค้าครบ 99 บาท รับสิทธิ์ “แลกซื้อ ลดชัวร์” กับสินค้าแบรนด์ดังที่นำมาให้เลือกช้อปกันแบบจุใจ ลดสูงสุดถึง 62% ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2569 และสำหรับยอดซื้อสินค้าครบ 1,290 บาท ขึ้นไป รับ COOL SUMMER BAG มูลค่า 360 บาท ฟรี 1 ใบ เริ่ม 16 มีนาคม– 30 เมษายน 2569 ดีลนี้เฉพาะสำหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิก found & found เท่านั้น

สายช้อป J/K Beauty ห้ามพลาด! กับสินค้า ญี่ปุ่น-เกาหลี ในราคาพิเศษก่อนใคร ช้อปได้แล้ววันนี้ที่ร้าน found & found ทุกสาขา หรือเลือกช้อปบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ง่าย ๆ เพียงปลายนิ้วกดผ่านช่องทาง GrabMart Line Man Mart, Shopee, Lazada และ Tiktok Shop คลิกเลย

ชวนสัมผัสประสบการณ์บิวตี้รูปแบบใหม่สไตล์ J/K Beauty เจอครบจบที่ found & found พร้อมติดตามสินค้าใหม่และกิจกรรมอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: foundnfound.official, IG: found.n.found LINE Official Account: @foundnfound หรือคลิก https://bit.ly/foundnfound-line

#JKBeautyเจอครบจบที่นี่ #foundnfound #SimpleEasyEverySkin #foundnfree1แถม1

]]>
1562724