Admin – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 12 Feb 2026 11:17:27 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 GULF กู้ 60,000 ล้าน ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ผลิต 939 เมกะวัตต์ ตามสัญญา https://positioningmag.com/1559477 Thu, 12 Feb 2026 13:22:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559477

GULF ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ 60,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 939 เมกะวัตต์

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ในวงเงิน 60,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งสิ้น 27 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 939 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน จำนวนรวม 15 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 843 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม จำนวนรวม 12 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 96 เมกะวัตต์ ผ่านบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด และบริษัท กัลฟ์ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด นับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ GULF และการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน จำนวนรวม 15 โครงการ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 843 เมกะวัตต์ และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2567-2569 นั้น มีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้นกว่า 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับการสนับสนุนเงินกู้ จากสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ โดยมี Asian Development Bank (ADB) เป็นธนาคารผู้จัดหาเงินกู้หลัก (mandated lead arranger and bookrunner) พร้อมทั้งวงเงินกู้ร่วมจาก Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB), Deutsche Investitions- und Entwicklungsgesellschaft (DEG), Development Finance Institute Canada (FinDev Canada), Export Finance Australia (EFA), Export-Import Bank of China (CEXIM), Japan International Cooperation Agency (JICA), KEXIM Global (Singapore) (KGS), ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, Sumitomo Mitsui Banking Corporation, Bangkok Branch, Sumitomo Mitsui Trust Bank (Thai), และ DBS Bank ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าว เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วไป 12 โครงการ (กำลังการผลิตตามสัญญารวม 649 เมกะวัตต์) ในปี 2567–2568 และอีก 3 โครงการ (กำลังการผลิตตามสัญญารวม 194 เมกะวัตต์) อยู่ระหว่างก่อสร้างและมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569

นอกจากนี้ GULF ยังเดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมจำนวน 12 โครงการ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 96 เมกะวัตต์ และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570 โดยมุ่งแปรรูปขยะอุตสาหกรรมให้เป็นพลังงานอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาการฝังกลบ และยกระดับการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ได้รับวงเงินกู้ระยะยาวรวมประมาณ 17,000 ล้านบาท (หรือประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากกลุ่มสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา ได้แก่ ADB และ AIIB รวมถึงสถาบันการเงินพาณิชย์ชั้นนำ อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารทหารไทยธนชาต, Sumitomo Mitsui Banking Corporation, Bangkok Branch และ Standard Chartered Bank

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ขอขอบคุณธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (Multilateral Development Bank หรือ MDB) สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา (Development Finance Institution หรือ DFI) เช่น ADB รวมถึงธนาคารพาณิชย์ชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ให้การสนับสนุนเงินกู้ในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลุ่มสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศมีต่อ GULF ปัจจุบัน GULF มีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ การสนับสนุนจากภาคการเงินในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการลดก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ของประเทศไทย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปีพ.ศ. 2593”

Mr.Aaron Batten ผู้อำนวยการสำนักงานเอดีบีประจำประเทศไทย

ขณะที่ Mr.Aaron Batten ผู้อำนวยการสำนักงานเอดีบีประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะธนาคารผู้จัดหาเงินกู้หลัก (Sole Mandated Lead Arranger and Bookrunner) สำหรับกลุ่มโครงการพลังงานหมุนเวียน และในฐานะผู้ประสานงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Coordinator) สำหรับกลุ่มโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอุตสาหกรรม ADB มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนธุรกรรมทางการเงินในครั้งนี้ โดยการสนับสนุนของ ADB ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการลงทุนจากภาคเอกชนในการผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียนที่ได้ตั้งไว้ ทั้งนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบพลังงานที่ยั่งยืนในระยะยาวสำหรับภูมิภาคอีกด้วย”

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า“ธนาคารไทยพาณิชย์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนกลุ่มบริษัท GULF ในการดำเนินโครงการด้านความยั่งยืนอย่างครบวงจร ตั้งแต่โครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโครงการที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานเชิงนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ทั้งปัญหาการจัดการขยะและความต้องการใช้พลังงานคาร์บอนต่ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างทางการเงินของโครงการนี้นับเป็นต้นแบบสำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต และตอกย้ำว่าความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรมและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนทางการเงินมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด สามารถดำเนินควบคู่ไปพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทของตลาดพลังงานไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

]]>
1559477
GULF ชวนดูงานศิลปะฮีลใจกับนิทรรศการ “Empowering Me นี่คือฉัน งดงามอย่างที่ฉันเป็น” ระหว่างวันที่ 19 – 26 กุมภาพันธ์ 2569 ชั้น 3 AIS SIAM https://positioningmag.com/1559468 Thu, 12 Feb 2026 12:06:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559468

“บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ GULF” ชวนทุกคนมาสัมผัส “พลังของตัวตน” ในนิทรรศการภาพวาด Empowering Me – A power of identity beyond appearances: นี่คือฉัน งดงามอย่างที่ฉันเป็น” งานศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวความฝัน และตัวตนของผู้มีความผิดปกติบนใบหน้า เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี ที่ GULF ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของ “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย” มาอย่างต่อเนื่อง โดยภายในงานจะได้สัมผัสกับภาพวาดเชิงสัญญะ (Symbolism Art) ของ 10 ศิลปินรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นนิสิตนักศึกษาจาก 10 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่ตั้งใจสะท้อนมุมมอง ถ่ายทอดเรื่องราว “ตัวตน” และ “ความฝัน” ของน้อง ๆ ผู้มีความผิดปกติบนใบหน้า พร้อมร่วมกันเปิดประสบการณ์ใหม่ผ่าน Digital Immersive” ที่ไม่ใช่แค่การยืนมองภาพนิ่ง แต่จัดแสดงในรูปแบบดิจิทัลที่น่าตื่นตาตื่นใจ ให้ทุกคนได้ดำดิ่งไปกับเรื่องราวและพลังใจแบบเต็มอิ่ม และที่สำคัญทุกคนยังสามารถส่งต่อพลังบวก ผ่านโปสการ์ดที่ถูกดีไซน์เป็นพิเศษ เพื่อเขียนข้อความส่งต่อกำลังใจเล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่ถึงผู้มีความผิดปกติบนใบหน้าได้อีกด้วย งานนี้ผู้ที่สนใจเข้าชมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 19 – 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่ชั้น 3 AIS SIAM สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: GULF Spark

 

เพราะนิทรรศการ Empowering Me นี่คือฉัน งดงามอย่างที่ฉันเป็น ไม่ได้เล่าแค่เรื่องความแตกต่าง

แต่เล่าเรื่องความภูมิใจในการเป็นตัวเอง เพื่อลดอคติและสร้างสังคมที่ยอมรับกันด้วยหัวใจ

]]>
1559468
อ่านเกม “มาม่า” หลังเลือก “นนท์ ธนนท์” พรีเซนเตอร์ที่มากกว่าคนดัง แต่คือ DNA ที่อิ่ม และจัดเต็ม https://positioningmag.com/1557505 Fri, 30 Jan 2026 09:40:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557505

ในโลกของการตลาด หนึ่งในกลยุทธ์ยอดนิยมก็คือการใช้พรีเซนเตอร์ เพื่อการันตีการเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และทรงพลัง และแน่นอนว่าหลายแบรนด์ต่างเลือกพรีเซนเตอร์ที่เป็นศิลปิน ดาราเบอร์ต้นๆ ของวงการ ทำให้โลกใบนี้ได้เห็นแบรนด์เต็มไปด้วยพรีเซนเตอร์ระดับแม่เหล็ก

ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา แบรนด์ในตำนานอย่าง “มาม่า” ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการ ด้วยการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ 6 คน ภายใต้โปรเจคต์ MAMACREW ได้แก่ อิ้งค์ – วรันธร เปานิล เจ้าหญิงแห่งซินธ์ป็อป, นนท์ – ธนนท์ จำเริญ ตัวพ่อเพลงฮิตแห่งทีป็อป และเสือร้องไห้ ครีเอเตอร์ขวัญใจคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียจัดจ้าน ผู้สร้างคอนเทนต์ไวรัลมากมาย

 

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่การเปิดตัวพรีเซนเตอร์ครั้งนี้สะท้อนถึงการขยับตัวครั้งใหญ่ เป็นการปรับตัวจากการที่มาม่าอยู่บนเชล์ฟสินค้าอาหาร สู่การเป็นเพื่อน หรือพาร์ทเนอร์ของลูกค้า พรีเซนเตอร์แต่ละคนจึงสะท้อน DNA ของมาม่าได้อย่างแข็งแกร่ง มีความจริงใจ เข้าถึงได้ สนุก และอบอุ่น

หลังจากเปิดตัวในการแถลงข่าวครั้งใหญ่แล้ว ล่าสุดมาม่าได้เปิดศักราชใหม่ด้วยการเปิดแคมเปญใหม่ หยิบโปรดักต์ในกลุ่ม Mama Big Pack (มาม่า บิ๊กแพค) 95 กรัม มาปัดฝุ่นกลยุทธ์ใหม่พร้อมเปิดตัวนนท์ ธนนท์เป็นพรีเซนเตอร์ กลยุทธ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่การเดินตามสูตรสำเร็จของ Music Marketing ทั่วไป แต่นี่คือการเลือกคู่ที่สะท้อนทิศทางของแบรนด์ในอนาคตได้อย่างน่าสนใจ

การเลือก นนท์ ธนนท์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้ก็เพื่อสะท้อนตัวตนของสินค้าที่ “ใหญ่–อิ่ม–คาแรกเตอร์จัดเต็ม” ได้อย่างลงตัว เหมือนกัน นนท์ ธนนท์ ที่มีทั้งพลัง ความเท่ และเอกลักษณ์แบบทีป๊อปที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของนนท์

หากลองถอดรหัสกลยุทธ์ภายใต้แคมเปญนี้ เราจะเห็นวิธีคิดที่ซับซ้อนกว่าการจ้างศิลปินมาถือซองสินค้า แต่คือการสร้างความเชื่อมโยงผ่าน 3 มิติสำคัญ ดังนี้


1. เมื่อตัวตนสินค้ากับศิลปินคือ “กระจกเงา” ของกันและกัน

Positioning ของมาม่า บิ๊กแพค 95 กรัม นั้นชัดเจนมาโดยตลอดคือ “ใหญ่–อิ่ม–จัดเต็ม” ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายว่าใครจะสามารถถ่ายทอดความ “ใหญ่” และ “ความอิ่ม” นี้ออกมาให้ดูทันสมัยและไม่ยัดเยียด

การเลือก “นนท์ ธนนท์” จึงเป็นการเลือกที่ถูกฝาถูกตัว นนท์ไม่ได้เป็นเพียงไอคอนของวงการ T-Pop แต่เขามีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นในเรื่องการ “เล่นใหญ่” บนเวที มี Performance ที่เต็มเปี่ยม พลังเสียงที่จัดเต็ม และเสน่ห์เฉพาะตัวที่เข้าถึงง่ายแต่มีความเท่ในตัว ซึ่งล้อไปกับภาพลักษณ์ของมาม่า บิ๊กแพคที่เน้นปริมาณ และความอิ่มแบบจุใจ การจับคู่ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ขยับให้ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการสื่อสารว่าความใหญ่นั้นมาพร้อมกับความคูล และความสนุก


2. Beyond the Wall การสื่อสารที่ทำลายกรอบโฆษณาเดิมๆ

หากใครได้เห็น TVC ตัวใหม่ที่เพิ่งเผยโฉมเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 จะพบว่า Mood & Tone ไม่ได้เน้นการขายของแบบ Hard Sell แต่เลือกใช้ความสนุก และสอดแทรกมุกแบบ Beyond the Wall ตามสไตล์ขี้เล่นของนนท์มาเป็นแกนหลัก

มาม่าเลือกที่จะไม่เปลี่ยนนนท์ให้กลายเป็นแค่พรีเซนเตอร์ที่มาอ่านสคริปต์ขายของ แต่เลือกที่จะขยายตัวตนของนนท์ให้กว้างขึ้นภายใต้บริบทของแบรนด์ เคมีที่ดูเป็นธรรมชาติในโฆษณาช่วยลดกำแพงระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ลง ทำให้มาม่าไม่ได้ดูเป็นเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบนชั้นวาง แต่เป็น “เพื่อน” ที่ตลกและเข้าถึงง่าย เป็นเพื่อนที่คิดถึงเสมอยามหิว ยามเดินทาง


3. จากพรีเซนเตอร์ สู่ 1 ใน DNA มาม่า

หัวใจสำคัญที่ทำให้แคมเปญนี้ดูจริงใจ นั่นคือความเรียลของตัวนนท์เอง ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ MAMACREW ซึ่งนนท์ไม่ได้เริ่มต้นฐานะคนนอกที่ถูกจ้างมาเป็นพรีเซนเตอร์ แต่เขาคือ 1 ใน DNA มาม่า ที่มีความผูกพันกับสินค้ามานาน

เมื่อตอนวันงานแถลงข่าวในเดือนธันวาคม 2568 นนท์เคยเล่าบนเวทีว่าเขาเป็น “คนใต้ที่กินมาม่าเยอะมาก” เพราะรสชาติจัดจ้าน เป็นอาหารที่ตอบโจทย์ชีวิตมาโดยตลอด แถมยังพูดติดตลกอีกว่า การที่ได้มาเป็นพรีเซนเตอร์มาม่า คือ “วิธีเอาคืนที่ดีที่สุด” พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การถอนทุนคืนนั่นเอง

นอกจากการเป็นพรีเซนเตอร์แล้ว นนท์ยังมีบทบาท Music Marketing ต่อเนื่อง ทั้งคอนเสิร์ต EP.03 ที่มาม่าเป็นผู้สนับสนุนถึง 4 รอบ ซึ่งทั้งหมดตอกย้ำภาพพรีเซนเตอร์ที่มีเคมีตรงใจแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคทุกเพศวัยอย่างแท้จริง

เรื่องเล่าต่างๆ เหล่านี้คือ การเติม Storytelling ที่ทรงพลังที่สุดให้กับแบรนด์ เพราะในยุคที่ผู้บริโภคฉลาดเลือก พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าศิลปินคนไหนใช้จริง หรือคนไหนแค่รับจ้าง การที่พรีเซนเตอร์มีพื้นฐานความชอบในสินค้าจริงๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของมาม่า บิ๊กแพคกลายเป็นสัญลักษณ์ของการตอบโจทย์ชีวิตที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่สตอรี่ที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างสวยหรู

การขยับตัวของมาม่าในครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า แบรนด์กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การเป็นพาร์ทเนอร์ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ครอบคลุม ทั้งการเป็นผู้สนับสนุนคอนเสิร์ตใหญ่ (Music Marketing) และการปรับ Mood & Tone ให้ทันสมัย

มาม่า บิ๊กแพค x นนท์ ธนนท์ จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวสินค้าไซส์ใหญ่ แต่มันคือ Brand Movement ที่บอกเราว่า มาม่าในวันนี้พร้อมที่จะเล่นใหญ่ และจัดเต็มไปพร้อมกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยที่ยังไม่ทิ้งรากเหง้าของความอิ่มอร่อยที่เป็นมาตรฐานครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน


]]>
1557505
“ท๊อป จิรายุส” สรุป 5 กระแสโลกเปลี่ยนทิศจากเวที WEF 2026 ชี้ทางรอดที่ประเทศไทยต้องรู้ https://positioningmag.com/1557332 Fri, 30 Jan 2026 04:30:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557332

ก้าวเข้าสู่ปีใหม่พร้อมกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลก การเมือง และสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่าในแต่ละปีต้องมีการคาดการณ์เทรนด์ หรือกระแสต่างๆ ของโลก หนึ่งในเวทีสำคัญแห่งหนึ่งก็คือ World Economic Forum การประชุมใหญ่ประจำปีที่มีส่วนชี้ชะตาสำคัญในการกำหนดนโยบาย หรือเสนอแนะแนวทางทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นเวทีใหญ่ที่บุคคลสำคัญ ในหลากหลายด้าน ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ นักวิชาการ สื่อมวลชน และบุคคลที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลกมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยน และนำเสนอแนวคิด

ในปีนี้ “ท๊อป – จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นตัวแทนนักธุรกิจชาวไทยที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum 2026 หรือการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เมื่อวันที่ 19-23 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โดยที่ ท๊อป จิรายุส ได้สรุปประเด็นสำคัญจากเวทีการประชุม World Economic Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “A Spirit of Dialogue” เน้นย้ำถึง 5 ประเด็นหลักที่คนไทยทุกคนจำเป็นต้องรู้

  1. เข้าสู่ยุคแห่งการสะสมอำนาจ (Power Accumulation Era)

หากย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ทศวรรษก่อน โลกดำเนินไปภายใต้ “ยุค Rule-based Era” หรือยุคที่ยึดถือระเบียบโลกเป็นบรรทัดฐาน เน้นความไว้วางใจและการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ทางการค้าเพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุด ดังนั้น ประเทศที่มีอำนาจคือ ประเทศที่มีประสิทธิภาพทางการซื้อขายและสามารถทำกำไรได้ดี 

แต่วันนี้ กฎเกณฑ์เหล่านั้นกำลังถูกเขียนใหม่ เราเข้าสู่ “ยุค Power Accumulation Era” หรือยุคที่อำนาจไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการควบคุม 3 ทรัพยากรสำคัญ คือ พลังงาน (Energy), ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด (Critical Infrastructure)

สรุปง่ายๆ ก็คือ โลกเปลี่ยนจากการค้าเสรีตามกฎเกณฑ์ มาเป็นการสะสมทรัพยากรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ใครคุม 3 สิ่งนี้ได้คือผู้ชนะ

สภาวะดังกล่าวส่งผลให้ทุกประเทศเร่งสร้าง “เกราะป้องกัน” เพื่อลดการพึ่งพาประเทศอื่น ผ่านการลงทุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ 

1) งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ (Defense Spending) โดยเฉพาะในแถบยุโรปกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและศักยภาพในการปกป้องตนเองโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว

2) โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด (Critical Infrastructure) โดยเฉพาะ AI Model ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ทั้งระบบการทำงาน การศึกษา และการสื่อสาร ทำให้ประเทศที่มีทรัพยากรมนุษย์เชี่ยวชาญด้าน AI จะได้เปรียบและดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก

  1. วัฒนธรรมการค้าโลกเปลี่ยนจาก Global เป็น Regional

รูปแบบการค้าระหว่างประเทศกำลังเผชิญกับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นระบบโลกาภิวัตน์ (Globalization) หมดยุคที่เน้นแค่ “สินค้าถูกและดี” แต่เปลี่ยนมาเน้น “ความปลอดภัยและความเชื่อใจ” นำไปสู่แนวคิดใหม่ 3 ข้อ ได้แก่

1) การเปลี่ยนผ่านจากยุค Globalization สู่ Regionalization รูปแบบการซื้อขายระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมที่เป็น Globalization เน้นประสิทธิภาพทางการแลกเปลี่ยน ไปสู่ระดับภูมิภาค Regionalization ที่เน้นความปลอดภัย เป็นการค้าที่ไม่ได้มองหาแค่ประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่มองหาความปลอดภัยและความไว้วางใจระหว่างประเทศต่างๆ โดยจะเลือกซื้อขายกับพันธมิตรในภูมิภาคหรือกลุ่มที่มีค่านิยมร่วมกัน เช่น กลุ่มเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศอำนาจปานกลางฝั่งยุโรป

2) จากการพึ่งพาสู่ “การกระจายความเสี่ยง” คือ การที่หลายประเทศในโลกเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพามหาอำนาจ จึงเกิดแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงด้วยการแสวงหาพันธมิตรและคู่ค้าทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อน เพื่อสร้างจุดยืนที่มั่นคงด้วยขาของตนเอง ไม่มีใครอยากพึ่งพามหาอำนาจใดประเทศเดียวอีกต่อไป การหาพันธมิตรหลายทิศทางจึงกลายเป็นกลยุทธ์หลัก

3) การส่งเสริมการบริโภคของท้องถิ่น (Local Consumption) ทุกประเทศพยายามผลักดันการผลิตในประเทศให้ได้มากที่สุด เพื่อเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น “ประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน” (Efficiency Supply Chain) ไปสู่ยุคที่เน้น “ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน” (Resilience Supply Chain) แม้ความยืดหยุ่นที่สูงขึ้นจะทำให้ประสิทธิภาพทางการค้าลดลงก็ตาม

  1. โมเดล “5-Layer Cake” เทคโนโลยีคือ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ในยุคที่การลงทุนล่วงหน้าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุกประเทศต้องลงทุนใน “5-Layer Cake” เพื่อความอยู่รอด ประกอบด้วยชั้นแรกคือ “พลังงาน” ซึ่งเป็นรากฐานของทุกสิ่ง ชั้นที่สองคือ “ชิปคอมพิวเตอร์” ที่เปรียบเสมือนสมองของโลกดิจิทัล ชั้นที่สามคือ “ระบบคลาวด์” ที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลางของข้อมูล ชั้นที่สี่คือ “AI Model” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ขับเคลื่อนอนาคต และชั้นบนสุดคือ “แอปพลิเคชันที่พัฒนาจาก AI Model” ที่เป็นช่องทางสู่ผู้ใช้งานจริง

แต่นี่ไม่ใช่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทันที กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF เตือนว่าโลกอาจเผชิญภาวะเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะเงินทุนมหาศาลถูกดึงไปสร้างอนาคต ความท้าทายที่แท้จริงคือการเปลี่ยนต้นทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นกำไรและการจ้างงานที่เป็นรูปธรรม ถือเป็นโจทย์สำคัญของทุกประเทศที่ต้องพยายามสร้างผลกำไรจากการลงทุนเหล่านั้น และหาโอกาสทางการเติบโตผ่านเทคโนโลยี AI ให้ได้

  1. AI ฟองสบู่ หรือยุคสมัยใหม่?

ในทุกยุคสมัยจะมีเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ตั้งแต่การเข้ามาของเว็บไซต์ไปสู่สมาร์ทโฟน ตลอดจนการมาถึงของโซเชียลมีเดีย และตอนนี้คือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ในทุกก้าวเดิน 

AI ไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีการทำงาน แต่กำลังเปลี่ยน “ผืนผ้าของสังคม” ทั้งหมด ตั้งแต่วิธีที่เราเรียนรู้ สื่อสาร จนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและการบริหารราชการ โดย AI เปลี่ยนแปลงผืนผ้าของสังคมผ่านการแทรกซึมในชีวิตประจำวัน โครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการบริหารงานของภาครัฐ

แต่คำถามสำคัญ คือ การลงทุนใน AI ที่เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งยวดนี้ต้องลงทุนล่วงหน้าด้วยเม็ดเงินมหาศาล หลายประเทศต้องกู้เงินมาลงทุน หาเงินดึงดูดนักลงทุนเข้าประเทศ จึงเป็นการลงทุนที่นักลงทุนหลายคนเตือนว่าตอนนี้เปรียบเสมือน “ฟองสบู่” ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะสร้างกำไรได้จริง การลงทุนหลายล้านล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI นี้จะกลายเป็นฟองสบู่ที่แตก หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กันแน่ สิ่งนี้คือโจทย์สำคัญของทุกประเทศที่ต้องหาคำตอบ

  1. แผนที่อำนาจใหม่ของโลก

ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ในปัจจุบัน โลกแบ่งขั้วอำนาจชัดเจนขึ้นเป็น 3 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่

1) ประเทศมหาอำนาจ (Great Power) คือ กลุ่มผู้เขียนกฎเกม เป็นกลุ่มประเทศที่มีอำนาจมหาศาล ทั้งในด้านการป้องกันประเทศ มีเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง เป็นศูนย์กลางทางอำนาจ ได้เปรียบทาง

พลังงาน มีความมั่นคงทางอาหาร และมีเทคโนโลยีเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ที่ครอบครองทั้งพลังงาน เทคโนโลยี และอำนาจทางทหาร

2) ประเทศอำนาจปานกลาง (Middle Power) คือ กลุ่มผู้สร้างพันธมิตร เป็นกลุ่มประเทศที่มีอำนาจระดับภูมิภาคหรือระหว่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป ที่พยายามรวมตัวกันเป็นพันธมิตรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ไม่ต้องพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศก็ยังมีความต้องการพึ่งพาตนเองเป็นหลักอยู่

3) ประเทศด้อยอำนาจ (Small Power) คือ กลุ่มผู้รับราคา เป็นประเทศที่ยังขาดอิทธิพลในเวทีโลก อยู่กันตามภูมิภาค ไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากมาย มักมีสถานะเป็นผู้รับราคา (Price Taker) แทนที่จะเป็นผู้กำหนดราคา (Price Maker) และยังคงขาดเสียงในเวทีโลก

4 หัวใจสำคัญ : ทางรอดของประเทศไทย

สุดท้าย ท๊อป จิรายุส ได้เน้นย้ำถึง 4 หัวใจสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยในยุคแห่งการแย่งชิงอำนาจ (Power Accumulation Era) นี้

1) สร้างความน่าเชื่อถือ และขยายเครือข่ายพันธมิตร ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกและเร่งสร้างพันธมิตรทางการค้าที่หลากหลาย ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งจนเกินไป อย่าผูกตัวเองเข้ากับมหาอำนาจใดประเทศเดียวจนเกินควร

2) สร้างความมั่นคง และความยั่งยืนในทุกมิติ ประเทศไทยต้องสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่พลังงาน อาหาร ไปจนถึงเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

3) สร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยต้องสร้างเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะการมีโครงสร้างพื้นฐานแบบ 5-Layer Cake เป็นของตนเอง ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อยืนหยัดด้วยขาตนเอง 

4) ปรับตัวให้เร็ว ประเทศไทยต้องพัฒนาขีดความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันกระแสโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เพราะโลกหมุนเร็ว ใครปรับตัวไม่ทันจะตกขบวน

“หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนทั้ง 4 ปัจจัยนี้ได้พร้อมกัน เราจะไม่ได้แค่รอดในยุค Power Accumulation Era แต่เราจะเติบโตและเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาค เราจะสามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายและประสบความสำเร็จในยุค Power Accumulation Era ที่แต่ละประเทศในโลกขับเคลื่อนไปด้วยการสะสมอำนาจได้” คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กล่าวทิ้งท้าย

ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนและการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับตัวเล็กน้อย แต่เป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานของระเบียบโลกทั้งหมด คำถามไม่ใช่ว่าเราจะเปลี่ยนหรือไม่ แต่คือเราจะเปลี่ยนได้เร็วพอหรือไม่ และจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า

จากเวทีดาวอสในครั้งนี้ ข้อความที่ชัดเจน คือ ยุคของการพึ่งพาและรอคอยได้สิ้นสุดลงแล้ว ยุคใหม่เป็นของผู้ที่กล้าลงทุน กล้าเปลี่ยนแปลง และพร้อมสร้างอำนาจของตัวเอง ประเทศไทยจะเลือกเดินไปข้างหน้าหรือจะยืนดูคนอื่นผ่านไป คำตอบอยู่ที่การตัดสินใจและการลงมือทำของเราในวันนี้

]]>
1557332
THE WISDOM ตอกย้ำความสำเร็จมัดใจลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งด้วยสิทธิพิเศษ UP & MORE PERSONALIZED ‘เลือกได้เอง-ใช้ได้จริง’ https://positioningmag.com/1556721 Wed, 28 Jan 2026 03:28:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1556721

ต้องบอกว่าเรื่อง Privilege หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้บริการแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งอยู่ไม่น้อย ยิ่งถ้าแบรนด์ไหนมีการออกแบบสิทธิประโยชน์ให้เข้ากับตัวเองมากที่สุด ยิ่งช่วยสร้างเอ็นเกจเมนต์ให้อยู่กับแบรนด์นานขึ้นไปอีก

ด้วยเหตุนี้ เดอะวิสดอมกสิกรไทยเดินหน้าตอกย้ำความสำเร็จของกลยุทธ์ UP & MORE PERSONALIZED มอบประสบการณ์ดูแลลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง (Wealth) อย่างเหนือระดับ ด้วยจุดเด่นที่ให้ลูกค้าเลือกแพ็กเกจสิทธิพิเศษได้เองตามไลฟ์สไตล์ สามารถใช้สิทธิ์ได้เต็มจำนวน หมดกังวลเรื่องสิทธิ์เต็ม นอกจากนี้สิทธิพิเศษจะเพิ่มขึ้นตามระดับเงินลงทุน 10, 30, 50, และ 150 ล้านบาท ยิ่งลงทุนมาก ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษมากขึ้น

ความสำเร็จของกลยุทธ์ดังกล่าวถือเป็นการยกระดับมาตรฐานใหม่เพื่อดูแลลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง ด้วยการเปลี่ยนจากการมอบสิทธิพิเศษแบบเหมารวม ที่ลูกค้าทั้งหมดจะได้สิทธิพิเศษแบบเดียวกัน มาเป็นการส่งมอบเอกสิทธิ์ที่ “ออกแบบได้ตามความต้องการส่วนบุคคล”

ซึ่งความสำเร็จนี้สะท้อนผ่านการครองอันดับ 1 ทั้งในด้านดัชนีความพึงพอใจและความภาคภูมิใจของลูกค้า (NPS & Brand Pride Index) ในกลุ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง โดยเฉพาะเอกสิทธิ์ด้านการเดินทาง (Travel) ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ครอบคลุมตั้งแต่ Priority Pass™ พร้อมผู้ติดตาม 1 คน แบบไม่จำกัดครั้ง บริการ Limousine รับ-ส่งสนามบินทั้งในและต่างประเทศ ไปจนถึงบัตรสมาชิกโรงแรม สะท้อนให้เห็นว่าการมอบสิทธิพิเศษที่ตรงใจและใช้ได้จริง คือ หัวใจสำคัญของการดูแลลูกค้าในยุคปัจจุบัน

สำหรับปี 2569 เดอะวิสดอมกสิกรไทยยังคงเดินหน้ามอบประสบการณ์ที่เป็นที่สุด ผ่าน 4 แพ็กเกจไลฟ์สไตล์ให้ลูกค้าเลือกรับ 1 แพ็กเกจที่สะท้อนตัวตนได้ดีที่สุด

1.JOYFUL TRAVELER สำหรับนักเดินทางผู้มองหาความสะดวกสบายสูงสุด ด้วยสิทธิ์เข้าใช้บริการห้องรับรองพิเศษ Priority Pass™ Airport Lounge ณ สนามบินต่างประเทศทั่วโลก พร้อมผู้ติดตาม 1 ท่าน ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

2. PLEASURE SEEKER แพ็กเกจสำหรับลูกค้าที่ต้องการความรื่นรมย์ในการใช้ชีวิต ผ่านสิทธิพิเศษจาก Club Marriott, บัตรกำนัลสำหรับดินเนอร์หรู หรือที่พักในโรงแรมชั้นนำ

3. WELLNESS LOVER:สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ด้วยบริการฟิตเนสใช้ได้ทุกวัน ไม่มีโควต้า, โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี และบริการสปาชั้นนำ

4. LIFE EXPLORER: สำหรับผู้ที่ต้องการความหลากหลายในหนึ่งเดียว ทั้งบัตรกำนัล Starbucks, บริการล้างรถ, ห้องรับรองพิเศษในสนามบิน และโปรแกรมตรวจสุขภาพ

โดยลูกค้าสามารถเลือกแพ็กเกจสิทธิพิเศษที่ต้องการได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม 2569 ผ่านเมนู THE WISDOM Privilege บนแอปพลิเคชัน LINE KBank Live

นอกจากนี้ เดอะวิสดอมกสิกรไทย ยังคงผนึกกำลังกับ K WEALTH เพื่อให้บริการที่ปรึกษาด้านการลงทุนส่วนบุคคลแบบเอ็กซ์คลูซีฟ มอบโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งการเงิน การลงทุน และการปกป้องความมั่งคั่ง  เพื่อเสริมเสถียรภาพของพอร์ตให้แข็งแกร่ง ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และเติบโตอย่างยั่งยืน

การสานต่อกลยุทธ์ UP & MORE PERSONALIZED ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเดอะวิสดอมกสิกรไทยในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยเอกสิทธิ์ที่เลือกได้เองและใช้งานได้จริง สร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจที่จับต้องได้ พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำที่ขับเคลื่อนมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดบริหารความมั่งคั่งอย่างต่อเนื่อง

*สิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรหลักเดอะวิสดอมกสิกรไทยที่มียอดเงินฝาก / เงินลงทุนกับธนาคารเฉลี่ย 6 เดือนย้อนหลัง ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป และ/หรือ จำนวนเงินเบี้ยประกันชีวิต ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยผู้ถือบัตรจะต้องยังคงสถานะดังกล่าว ณ วันที่แจ้งรับสิทธิพิเศษจนถึงวันที่ใช้สิทธิพิเศษ

* ระยะเวลาการใช้สิทธิ์ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 – 31 มีนาคม 2570

* ห้องรับรองพิเศษ ณ สนามบินชั้นนำในต่างประเทศ ที่มีสัญลักษณ์ Priority Pass™ เท่านั้น

* ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ https://www.kasikornbank.com/k_45iH6vP

* ใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

]]>
1556721
BAM ชูทรัพย์มหาชนฯ โมเดลธุรกิจใหม่ที่ลงตัว ปลดล็อกทั้งปมเศรษฐกิจและสังคม ประกาศความสำเร็จยอดขายทะลุเป้า เติมฝันคนอยากมีบ้านกว่า 1,000 ราย https://positioningmag.com/1556201 Mon, 26 Jan 2026 04:00:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1556201

ผลลัพธ์ความสำเร็จโครงการ ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ไม่ใช่แค่ยอดขายที่ทะลุเป้าหมาย 800 ล้านบาท แต่ยังเติมฝันคนอยากมีบ้าน ผ่านการส่งมอบบ้านไปแล้วกว่า 1,000 ครัวเรือน ซึ่ง BAM จะยึดเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาทั้งเศรษฐกิจและสังคม


โมเดลธุรกิจแบบใหม่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและสังคม

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM มองว่า ทรัพย์มหาชนฯ คือการสร้างโมเดลใหม่ของการทำธุรกิจที่ผสมผสานระหว่างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างดี ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิรูประบบการเงินในวงกว้าง โดย BAM จะนำบทเรียนจากโครงการมาปรับรูปแบบให้ตอบโจทย์มากขึ้น ผ่านการนำ Key Success มาต่อยอดอายุ จัดโปรโมชัน ขยายสู่ทรัพย์มหาชนฯ เฟสสอง ที่จะพัฒนาแนวทางให้เหมาะสมกับบริบทกลุ่มลูกค้าที่มีหลากหลายความต้องการ

แนวคิด Opportunities for All ของ BAM ถูกนำมาต่อยอดสู่โครงการทรัพย์มหาชนฯ โดยคัดทรัพย์จำนวนกว่า 15,000 รายการ ทั้งบ้าน, ห้องชุดพักอาศัย, อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า มูลค่ารวมกว่า 14,000 ล้านบาท กระจายอยู่ทั่วประเทศ กลายเป็นโซลูชันที่สร้างโอกาสใหม่ให้สังคมไทยเข้าถึงสิทธิ์ในการมีบ้านหลังแรกได้จริง ควบคู่การทำธุรกิจ และลดการตั้งสำรองตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อระบาย Port Folio ที่ถือครองมานานด้วย


ยอดขายทะลุเป้า กว่า 50% ลูกค้าซื้อเงินสด

กระแสตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ภายในระยะเวลา 4 เดือน (ก.ย.-ธ.ค. 2568) ขายทรัพย์ไปแล้วมูลค่ารวมกว่า 800 ล้านบาท โดยห้องชุดพักอาศัย หรือคอนโดมิเนียม มาแรงเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 477 รายการ มูลค่า 186 ล้านบาท ตามมาด้วยทาวน์เฮ้าส์ จำนวน 236 รายการ มูลค่า 260 ล้านบาท และบ้านเดี่ยว จำนวน 231 รายการ มูลค่า 318 ล้านบาท รวมถึงทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้ ข้อมูลอัปเดท ณ วันที่ 20 มกราคม 2569 ยอดขายรวมขยับมาอยู่ที่ 972 ล้านบาท จากผู้สนใจจำนวน 6,722 ราย

หนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจของผู้ซื้อทรัพย์คือ กว่า 50% ซื้อเงินสด สะท้อนว่าทรัพย์มหาชนฯ ไม่ใช่แค่โอกาสของคนตัวเล็กที่อยากมีบ้าน แต่ยังรวมถึงนักลงทุนอีกด้วย BAM จึงเตรียมขยายเงื่อนเวลาและขอบบนของราคาทรัพย์จาก 3 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาทในเฟสสอง ซึ่ง ดร.รักษ์ อธิบายว่า ข้อดีของการซื้อเงินสด ทำให้ผู้ซื้อได้ทรัพย์ที่ดีในราคาต่ำกว่าราคาตลาดราว 20% จึงเป็นมุมที่หลายคนมองถึงการลงทุนเพื่อนำไปขาย หรือปล่อยเช่า


ความสำเร็จคือ Win-Win เดินต่อยอดสู่เฟสสอง

“ทรัพย์มหาชน เป็นการนำทุกขเวทนาของ BAM ที่ต้องโดนตั้งสำรองในการถือครองทรัพย์ยาวนาน มาเป็นตัวตั้งในการทำงานครั้งนี้ ซึ่งความสำเร็จคือ Win – Win นอกจากเราไม่ต้องตั้งสำรองแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจำนวนหลักร้อยล้านต่อปี มีทั้งค่าภาษี ค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์ และค่านิติอีกด้วย ในมุมนี้เป็นการพลิกทรัพย์ร้างให้กลายเป็นทรัพย์สร้างคุณค่า โดย BAM เชื่อว่าทรัพย์มือสองยังเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากราคา ทำเลที่ตั้ง ตอบโจทย์ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน” ดร.รักษ์ กล่าว

การต่อยอดความสำเร็จสู่ทรัพย์มหาชน เฟสสอง BAM จะเพิ่มกลุ่มเป้าหมายเป็นบุคคลทั่วไปให้สามารถเข้าถึงทรัพย์ได้ง่ายขึ้น โดยจะปรับเงินทำสัญญา และขยายราคาป็น 5 ล้านบาท มีทรัพย์มากกว่า 21,000 รายการ ประกอบด้วย บ้าน, ห้องชุดพักอาศัย, อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า มูลค่ารวมกว่า 32,000 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์ไฮไลต์จะอยู่ในย่านกรุงเทพฯชั้นใน (CBD1-2) และคอนโดมิเนียมใกล้ระบบขนส่งมวลชน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ทั้งพนักงานออฟฟิศและข้าราชการระดับซี 5 ขึ้นไป

“ในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไม่สูงมากนักราว 3,000 – 3,500 ยูนิต คิดเป็นเม็ดเงินรวม 2,500 -2,800 ล้านบาท เพราะความผันผวนของเศรษฐกิจเหวี่ยงแรงกว่าปีที่แล้วมาก อาจนำมาสู่การปิดกิจการของธุรกิจเพิ่มเติม และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุทำให้ลูกค้าในกลุ่มนี้หดหายไป รวมถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้น ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอาจส่งผลกระทบให้คนผ่อนไม่ไหว แต่ลูกค้า BAM จะไม่กระทบมาก เพราะเราให้ผ่อนตามความไหวของแต่ละคนไม่เหมือนกับแบงก์”


พร้อมลุยโปรเจ็กใหม่ขาย “คอนโดพร้อมผู้เช่า”

จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันมีกลุ่มคนที่มีต้องการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่าเป็น Passive Income ประมาณ 70,000 – 100,000 คน ทำให้ BAM มองเห็นโอกาสใหม่เตรียมเปิดขาย “คอนโดพร้อมผู้เช่า” ในปลายไตรมาสแรกของปีนี้ โดยร่วมกับพันธมิตรที่เป็นนายหน้าอยู่แล้ว ช่วยหาผู้เช่าเข้ามาอยู่ในทรัพย์ของ BAM เพื่อขายพร้อมสัญญาเช่า โดยจะนำร่อง 100 ยูนิต นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายโมเดลทรัพย์มหาชนไปสู่รูปแบบอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ในลูกค้ากลุ่มที่ไม่เคยรู้จักตัวตนของ BAM ได้เป็นอย่างดี

ส่วนการแก้ปัญหาทรัพย์ร้างนั้น ดร.รักษ์มองว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือ เปลี่ยนมุมมองของคน Generation Rent ที่เน้นเช่ามากกว่าซื้อบ้านมาเป็นภาระ โดยนำ NPA เข้ามาเป็นหนึ่งในสมการของการลงทุน เพราะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ซึ่งมาร์จินในการถือครอง NPA จะอยู่ประมาณ 17% ต่อปี

BAM ภายใต้การขับเคลื่อนของ ดร.รักษ์ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มุ่งนำปัญหาของลูกหนี้มาบริหารจัดการ เพื่อสร้างการเติบโตไปด้วยกัน พร้อมพยายามสร้างแรงบันดาลให้กับ AMC อื่น ๆ ว่าหนี้เสียไม่ใช่คำสาป และหนี้เสียสามารถทำให้กลับมาเป็นหนี้ดีได้

 

 

]]>
1556201
พื้นที่เล็ก ๆ กลางสวน ที่พร้อมรับฟังคุณด้วยหัวใจ https://positioningmag.com/1554407 Thu, 08 Jan 2026 12:05:44 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554407

“กรุงเทพ ดีต่อใจ” Bangkok Bestival 2026 ชวนมาร่วมพูดคุยและรับฟังกันแบบ เพื่อนช่วยเหลือเพื่อน ผ่านกิจกรรม “ม้านั่งมีหู”

พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคน ได้มานั่งเล่า พูดคุย หรือระบายความรู้สึก กับอาสาสมัครเพื่อนรับฟัง ผู้ผ่านการอบรมการปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น
ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลายของสวนสาธารณะ 🌿🫂
เพราะบางครั้ง…แค่มีใครสักคนตั้งใจฟัง ก็ช่วยให้ใจเบาลงได้

🆓 จองใช้บริการม้านั่งได้ฟรี!
📅 วันที่ 10–11 มกราคม 2569
⏰ รอบแรก 12.00–16.00 น.
⏰ รอบสอง 16.00–20.00 น.
📍 สวนเบญจกิติ

✅ ลงทะเบียนล่วงหน้า (รับจำนวนจำกัด)
https://form.everestwebdeals.co/…
หมายเหตุ: ให้สิทธิ์ผู้ที่ลงทะเบียนล่วงหน้าก่อน สามารถ Walk-in มาใช้บริการได้
ผู้ใช้บริการแบบ Walk-in สามารถสอบถามคิวกับทีมงานที่จุดลงทะเบียนใกล้ม้านั่งภายในงานได้

ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ หรือเรื่องไหน ๆ ก็มาเล่าได้เลยนะ 💚

“ม้านั่งมีหู” ม้านั่งที่มีเพื่อนรับฟัง พร้อมฟังคุณด้วยหัวใจแบบไม่ตัดสิน
โครงการโดย Sati App, TIMS และ จุดพักใจ

#กรุงเทพดีต่อใจ #BangkokBestival2026 #สุขแรกแห่งปี #สวนลุมพินี #สวนเบญจกิติ #อุทยานเบญจสิริ #สวนปทุมวนานุรักษ์ #QSNCC #กทม #OneBangkok #ThaiBev #SustainabilityExpo

]]>
1554407
เริ่มต้นปีใหม่ด้วยตัวตนที่ดีกว่า BETTER ME Workshop จาก SX ชวนเรียนรู้ CPR – แยกขยะ – บันทึกธรรมชาติ ที่งานกรุงเทพดีต่อใจ https://positioningmag.com/1553985 Wed, 07 Jan 2026 03:40:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553985

ปีใหม่นี้…มาอัปเกรดตัวเองให้เป็นเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม (Better Me) ในงาน “กรุงเทพดีต่อใจ Bangkok Bestival 2026” งานอีเวนต์ที่ไม่ได้มีแค่ความสนุก แต่ยังปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกและทักษะชีวิตที่จำเป็น ผ่านกิจกรรม เวิร์กชอปสุดสร้างสรรค์จากเครือข่าย Sustainability Expo (SX)

ใครที่อยากทำกิจกรรมดีๆ ต้องพุ่งตัวไปที่โซน Workshop

CPR 101: เรียนรู้วิธีช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) และการใช้เครื่อง AED ทักษะสำคัญที่อาจช่วยชีวิตคนใกล้ตัวได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน วันที่ 10 ม.ค.69 เวลา 16.00 – 16.45 น.

  •  SX WASTE MANAGEMENT STATION: อย่าเพิ่งทิ้งถ้ายังไม่ได้แยก เรียนรู้วิธีจัดการขยะที่ถูกต้อง แยกขยะให้เป็นประโยชน์ และ SX Repartment Store ร่วมแบ่งปันและอุดหนุนของบริจาค(คุณภาพดี) พร้อมสะสมแต้มผ่าน SX Application แลกรับของที่ระลึกรักษ์โลก วันที่ 10 – 11 ม.ค.69 เวลา 10.00 – 18.00 น.
  •  Nature memorizing Journey Workshop : พักสายตาจากหน้าจอมา “บันทึกธรรมชาติ” ผ่านงานศิลปะ ฝึกสังเกตความงามของระบบนิเวศรอบตัว ฮีลใจด้วยศิลปะและธรรมชาติบำบัด วันที่ 10 – 11 ม.ค.69 เวลา 15.30 – 17.30 น.

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Yoga in The Park & Sound Bath ให้คุณได้รีเซตร่างกายและจิตใจท่ามกลางพื้นที่สีเขียวใจกลางกรุง

มาร่วมสร้างสังคมคุณภาพและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เริ่มต้นง่ายๆ ที่ตัวเราเอง พบกันที่ “กรุงเทพดีต่อใจ”

วันที่: 9 – 11 มกราคม 2569 📍 สถานที่: สวนเบญจกิติ, สวนลุมพินี, อุทยานเบญจสิริ, สวนปทุมวนานุรักษ์

อย่าลืม โหลดแอป SX ไว้สะสมแต้มแลกของรางวัลหน้างาน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก กรุงเทพดีต่อใจ

ติดตามรายละเอียดงานพร้อมวันจัดงานของแต่ละกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ FB fanpage : กรุงเทพดีต่อใจ

www.facebook.com/bangkokbestival

#กรุงเทพดีต่อใจ #BangkokBestival2026 #สุขแรกแห่งปี #สวนลุมพินี #สวนเบญจกิติ #อุทยานเบญจสิริ #สวนปทุมวนานุรักษ์ #QSNCC #กทม #OneBangkok #ThaiBev #SustainabilityExpo

]]>
1553985
กรุงเทพดีต่อใจ Bangkok Bestival 2026 : สุขแรกแห่งปีจากธรรมชาติ ใจกลางกรุงเทพฯ https://positioningmag.com/1553974 Tue, 06 Jan 2026 04:00:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553974

 

งาน “กรุงเทพดีต่อใจ Bangkok Bestival 2026” จัดขึ้นเพื่อส่งมอบ สุขแรกแห่งปี ให้กับชาวกรุงเทพฯ ผ่านกิจกรรมที่ช่วยเติมพลังทั้งกายและใจ โดยเน้นการใช้ พื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน เพื่อให้ทุกคนได้เริ่มต้นปีด้วยความสดชื่น สมดุล และเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างแท้จริง

9–11 มกราคม 2569

สวนเบญจกิติ • สวนลุมพินี • อุทยานเบญจสิริ • สวนปทุมวนานุรักษ์

หนึ่งใน ไฮไลต์สำคัญของงานปีนี้ อยู่ที่กิจกรรมภายใน สวนเบญจกิติ ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของไทย—โดยเฉพาะเรื่อง ป่า และ น้ำ ซึ่งเป็นรากฐานของระบบนิเวศ และเป็นแนวคิดที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสวนป่าเบญจกิติให้เป็นพื้นที่สีเขียวต้นแบบของกรุงเทพฯ ในวันนี้

ภายในงานพบกับ นิทรรศการพิเศษ 3 ส่วน ได้แก่
1⃣ พระราชกรณียกิจเพื่อการคืนป่า

นำเสนอพระราชดำริด้านการฟื้นฟูผืนป่าและต้นน้ำ ที่ทรงริเริ่มเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ธรรมชาติไทย

2⃣ บุปผาราชินี

เรียนรู้พรรณไม้ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

3⃣ สวนป่าเบญจกิติ

ถ่ายทอดที่มาของสวนป่าใจกลางกรุงซึ่งเกิดจากพระราชดำริด้านสิ่งแวดล้อม และบทบาทของพื้นที่สีเขียวต่อวิถีชีวิตคนเมือง

พร้อมด้วยกิจกรรมเพื่อร่วมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ทำบุญตักบาตร: ถวายเป็นพระราชกุศลและเพื่อความเป็นสิริมงคล (พระสงฆ์ 109 รูป)

วันศุกร์ที่ 9 ม.ค.69

เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป
ริมทะเลสาบ สวนเบญจกิติ

จุดถวายสักการะ (บริเวณจุดตักบาตร)

งาน “กรุงเทพดีต่อใจ Bangkok Bestival 2026” จึงไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความสุขต้นปี แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการรำลึก เรียนรู้ และเชื่อมโยงหัวใจผู้คนกับธรรมชาติ—ตามรอยพระราชปณิธานของพระองค์ท่านที่ทรงมุ่งมั่นรักษ์ป่า รักษ์น้ำ และรักษ์แผ่นดินไทย

มาร่วมสัมผัสสุขแรกแห่งปี ท่ามกลางธรรมชาติ และร่วมกันน้อมรำลึกฯ ไปด้วยกัน 💚🌿✨

ยิ่งร่วมกิจกรรม…ยิ่งได้คะแนนใน SX แอปพลิเคชัน แลกของที่ระลึกสุด Eco ได้ด้วยนะ

iOS AppStore : https://apps.apple.com/…/sustainability-expo/id1640414525

Play Store : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.sx2022

#กรุงเทพดีต่อใจ #BangkokBestival2026 #สุขแรกแห่งปี #สวนลุมพินี #สวนเบญจกิติ #อุทยานเบญจสิริ #สวนปทุมวนานุรักษ์ #QSNCC #กทม #OneBangkok #ThaiBev #SustainabilityExpo

 

]]>
1553974
“กรุงเทพดีต่อใจ” ชวนครอบครัวจูงมือลูกหลาน ปล่อยพลังสร้างสรรค์ เสริมทักษะเด็กยุคใหม่ผ่านการ “เล่น” และ “เรียนรู้” ในสวนกลางกรุง https://positioningmag.com/1553931 Sun, 04 Jan 2026 23:20:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553931

“กรุงเทพดีต่อใจ” ชวนครอบครัวจูงมือลูกหลาน ปล่อยพลังสร้างสรรค์ เสริมทักษะเด็กยุคใหม่ผ่านการ “เล่น”

และ “เรียนรู้” ในสวนกลางกรุง

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาที่เที่ยวที่ได้ทั้งความสนุกและสาระ ขอเชิญชวนจูงมือลูกหลานมาเปิดประสบการณ์เรียนรู้รูปแบบใหม่ในงาน “กรุงเทพดีต่อใจ Bangkok Bestival 2026” ครั้งที่ 4 เทศกาลที่เปลี่ยน 4สวนสาธารณะใจกลางเมือง (สวนเบญจกิติ, สวนลุมพินี, อุทยานเบญจสิริ, สวนปทุมวนานุรักษ์) ให้กลายเป็นพื้นที่เล่นและเรียนรู้ที่ใหญ่ที่สุด

กิจกรรมไฮไลต์

🌳Kids Climbing โดย Big Trees ชวนน้อง ๆ มาปืนต้นไม้อย่างถูกวิธีและปลอดภัย ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความกล้าหาญ วันที่ 10 – 11 มกราคม 2569 รอบเช้า 10.00 – 12.00 น. รอบบ่าย 14.00 – 16.00 น.

♟Chess Kids Club โดยสมาคมขุนทองคำ ประลองปัญญา ฝึกสมาธิกับการเล่นหมากรุกในสวน วันที่ 10 – 11 มกราคม 2569 รอบเช้า 10.00 – 12.00 น. รอบบ่าย 14.00 – 16.00 น.

🦋Nature Journey Workshop โดย NSM สำรวจธรรมชาติที่หลากหลายในสวนกลางเมือง กับนักวิชาการจาก อพวช. วันที่ 11 มกราคม 2569 เวลา 14.00 – 16.00 น.

🎨ระบายสีกลางสวน และฟังนิทานแสนสนุก เสริมสร้างจินตนาการไม่รู้จบ วันที่ 11 มกราคม 2569 เวลา 14.00 – 17.00 น.

พิเศษ เข้างานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

หมายเหตุ : กิจกรรม Kids Climbing และ Nature Journey Workshop เปิดรับลงทะเบียนล่วงหน้า ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก กรุงเทพดีต่อใจ

www.facebook.com/bangkokbestival

#กรุงเทพดีต่อใจ #BangkokBestival2026 #สุขแรกแห่งปี #สวนลุมพินี #สวนเบญจกิติ #อุทยานเบญจสิริ #สวน

ปทุมวนานุรักษ์ #OSNCC #กทม #OneBangkok #ThaiBey #SustainabiltyExpo

]]>
1553931