Admin – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 06 Mar 2026 06:07:43 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ท้าเด็กมหาลัยดวลไอเดีย! ในแคมเปญ ‘Cool The Earth – 60 วิ เปลี่ยนโลกให้คูล’ ชิงรางวัลกว่า 2 แสน https://positioningmag.com/1562611 Tue, 10 Mar 2026 03:00:30 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562611

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ Workpoint เปิดพื้นที่ระดับประเทศชวนนิสิตนักศึกษาที่มีใจรักการทำโฆษณามาประลองไอเดียสุดคูล ภายใต้โจทย์ “การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO_2) เพื่อเปลี่ยนโลกให้คูล” งานนี้ไม่ใช่แค่การประกวดทั่วไป แต่เป็นสนามปล่อยของที่ให้คุณเล่าเรื่องราวที่น่าทึ่งภายในเวลาเพียง 60 วินาที เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนให้สังคมตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนอย่างยั่งยืน

โอกาสครั้งสำคัญที่ไม่ได้มีมาบ่อยๆ เพราะนี่คือ “ทางลัด” สู่การทำงานในวงการเอเจนซี่และโปรดักชั่นอย่างมืออาชีพชิงรางวัลใหญ่: รวมมูลค่ากว่า 260,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลสุด Cool และใบประกาศนียบัตรประสบการณ์จากตัวจริง: ผู้ชนะมีสิทธิ์ได้รับโอกาสเข้าฝึกงานกับองค์กรชั้นนำอย่าง ปตท. และ Workpoint ทุนสร้างฝัน: มีทุนสนับสนุนสำหรับการลงมือผลิตหนังจริงตามเงื่อนไขที่กำหนดเผยแพร่สู่มหาชน: ผลงานที่โดดเด่นจะได้ฉายจริงผ่านสื่อทั่วประเทศ ให้ชื่อของคุณเป็นที่จดจำในฐานะครีเอทีฟรุ่นใหม่

อย่าปล่อยให้ไอเดียกู้โลกของคุณเป็นเพียงแค่ความคิด เตรียมทีมให้พร้อมแล้วยื่นใบสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 22 มีนาคม 2569 โดยสามารถติดตามรายละเอียดและกติกาการแข่งขันเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage: CoolTheEarthTH

]]>
1562611
อำลาบัตร MRT/ MRT Plus เตรียมใช้ EMV Contactless ))) เต็มระบบ ดีเดย์ 1 มิ.ย. 69 https://positioningmag.com/1562839 Fri, 06 Mar 2026 09:55:47 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562839
ถึงเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของผู้โดยสาร MRT กับการปิดตำนานบัตร MRT และ MRT Plus ที่อยู่คู่การเดินทางของคนเมืองมายาวนานกว่า 22 ปี 

โดยทาง BEM หรือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT เตรียมยุติการใช้งานบัตรทั้ง 2 ประเภท โดยจะเริ่มยุติการเติมเงินตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 และจะไม่สามารถใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

หลังจากนั้น ระบบจะเปลี่ยนมาใช้บัตร EMV บัตรเครดิต/เดบิตที่มีสัญลักษณ์ Contactless ))) อย่างเต็มรูปแบบ 100% ให้ผู้โดยสารสามารถแตะจ่ายและเดินทางได้ทันที BEM ยกระดับระบบจัดเก็บค่าโดยสาร ขานรับนโยบายคมนาคมตั๋วร่วมรูปแบบใหม่ เพื่อให้การเดินทางของคนเมืองเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ

จากพฤติกรรมคนเมืองที่ชีวิตเร่งรีบในทุกวัน จึงได้เปลี่ยนการใช้เทคโนโลยีการชำระเงินที่ทันสมัย ปลอดภัย และไร้รอยต่อ ด้วยบัตรเครดิต/เดบิต EMV Contactless ))) ซึ่งเป็นระบบที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน 

สิทธิประโยชน์ของผู้โดยสารที่ถือบัตร EMV Contactless )))

🌍 มาตรฐานระดับโลก
EMV เป็นเทคโนโลยีการชำระเงินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ใช้งานกันในเมืองใหญ่ทั่วโลก ยกระดับระบบเดินทางของกรุงเทพฯ ให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล

🔒 ปลอดภัยยิ่งขึ้น
ด้วยระบบชิปอัจฉริยะที่สร้างรหัสธุรกรรมใหม่ทุกครั้งที่แตะจ่าย ช่วยลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงข้อมูล ให้ผู้โดยสารเดินทางได้อย่างมั่นใจในทุกเที่ยว

⚡ สะดวกและรวดเร็ว
ไม่ต้องต่อคิวซื้อเหรียญ เพียงใช้บัตรเครดิต เดบิต หรือพรีเพดที่มีสัญลักษณ์ Contactless ))) ก็แตะเข้า–ออกได้ทันที

ลองเช็กบัตรในกระเป๋าของคุณดู เพราะบัตรเครดิต เดบิต หรือบัตร Prepaid ที่มีสัญลักษณ์ EMV Contactless ))) สามารถ “แตะเพื่อจ่าย” ได้ทันที รองรับการใช้งานทั้งบัตร Visa, Mastercard, UnionPay และบัตรจากธนาคารที่ร่วมรายการ

บัตรเครดิต EMV Contactless ))) VISA & Mastercard ทุกธนาคาร

บัตรเครดิต EMV UnionPay

  • บัตรเครดิตอิออน-ยูเนี่ยนเพย์ แพลทินัม
  • บัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์ แพลทินัม ธนาคารกรุงเทพ
  • บัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์กสิกรไทย
  • บัตรเงินด่วนเอ็กเพรสแคชยูเนี่ยนเพย์กสิกรไทย
  • บัตรเครดิต เคทีซี ยูเนี่ยนเพย์
  • บัตรกดเงินสด เคทีซี พราว ยูเนี่ยนเพย์
  • บัตรเครดิตไอซีบีซี (ไทย) ยูเนี่ยนเพย์

บัตร Prepaid EMV Contactless ))) 

  • BigPay
  • ธนาคารกรุงเทพ
  • ธนาคารกรุงไทย
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  • ธนาคารกสิกรไทย
  • ธนาคารไทยพาณิชย์

บัตรเดบิต EMV Contactless )))

  • ธนาคารกรุงไทย
  • ธนาคาร UOB
  • ธนาคารกรุงศรี
  • ธนาคารกสิกรไทย
  • ธนาคารไทยพาณิชย์

รวมถึง บัตร Mangmoom EMV และบัตร MRT EMV ก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน

หลังจากได้รับบัตรแล้วขอให้ผู้โดยสารเดินทางอย่างน้อย 1 ครั้งเพื่อให้บัตรได้ Activate กับประตูอัตโนมัติ (AFC Gate) ก่อน แล้วจึงลงทะเบียนใน https://www.mangmoomemv.com/

วิธีใช้งานง่าย ๆ แค่ 3 ขั้นตอน

1⃣ เตรียมบัตรเครดิต เดบิต หรือ Prepaid ที่มีสัญลักษณ์ EMV Contactless ))) ให้พร้อม
2⃣ แตะบริเวณประตูทางเข้า–ออก
3⃣ แตะบัตรเพียง 1 ครั้ง ตอนเข้า และแตะใบเดิมอีกครั้งตอนออก ก็เรียบร้อย

ไม่ต้องซื้อเหรียญ ใช้บัตรใบเดิมที่มีอยู่แล้วได้เลย

สรุปการเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้ง

  • บัตรเติมเงิน MRT และ MRT Plus ไม่สามารถใช้ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
  • หยุดการเติมเงินทุกช่องทางตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569
  • สำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรเดบิต/เครดิต  สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นบัตร EMV ได้ฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียมออกบัตร ทุกสถานี (1 คน/1สิทธิ์) ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 69
  • สามารถขอคืนมูลค่าคงเหลือในบัตร (Refund) ได้ทุกสถานีตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม – 31 ธันวาคม 2570

“การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับระบบการเดินทาง โดย BEM ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัยสูงสุด พร้อมก้าวสู่การใช้บัตร EMV Contactless ))) แบบเต็มรูปแบบ เพื่อให้การเดินทางของคนเมืองเป็นเรื่องง่ายในทุกวัน”

#แตะEMVสัญลักษณ์ความไวนิยามใหม่ของการเดินทาง #BEM #รถไฟฟ้า #MRT #EMVcontactless #SeamlessRide #MetroMoments

]]>
1562839
เบื้องหลังรางวัลโซเชียลของ “ทรู” เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงการเชื่อมต่อ แต่คือ “ความจริงใจ” ที่ส่งถึงผู้คน https://positioningmag.com/1562205 Thu, 05 Mar 2026 11:45:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562205 ในยุคที่โลกโซเชียลเต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาล และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การที่แบรนด์หนึ่งจะสามารถครองใจผู้บริโภคได้ทั้งในแง่ของ “ความไว” (Fast Response) และ “คุณค่า” (Social Impact) ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เกิดจาก DNA ที่ฝังรากลึกอยู่ในพนักงานทุกคนของ ทรู คอร์ปอเรชั่น

ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่นประกาศความสำเร็จบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 ด้วยการคว้า 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ Outstanding Sustainability Brand Performance on Social Media (สาขา Social Impact) และ Best Brand Performance on Social Media by Pantip (สาขา Fast Response) ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์การเป็น Tech Company ที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

Positioning ได้พูดคุยกับทีมโซเชียล นำทีมโดย พิมลพรรณ ศิริวงศ์วานงาม หัวหน้าฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายนอก บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น, ฐิติรัตน์ สิริวรโชติโภคิน Head of Digital Communications, เชิญพร คงมา Specialist, Digital Communications และทิติยา กับบุญมา Senior Associate, Digital Communications ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้ทรู คอร์ปอเรชั่นคว้ารางวัลใหญ่นี้ไปครอง ความพิเศษคือรางวัลนี้เป็นสาขาใหม่ที่จัดมอบเป็นครั้งแรก เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์แบรนด์เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

True Together พื้นที่เล่าเรื่องความยั่งยืนที่จับต้องได้

ในปัจจุบันทุกแบรนด์ล้วนมีโซเชียลมีเดียไว้เพื่อสื่อสารกับลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ที่ดี รวมไปถึงบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ของแบรนด์ เพื่อให้ยังอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเสมอ บางแบรนด์ใช้เป็นพื้นที่ในการบอกโปรโมชั่น บางแบรนด์ใช้ในการสร้างสตอรี่ หรือคอนเทนต์ใหม่ๆ ขณะที่บางแบรนด์ก็ใช้เล่าเรื่องราวความยั่งยืนต่างๆ

ทรู คอร์ปอเรชั่นมีช่องทางโซเชียลหลักๆ บนเฟซบุ๊ก 2 เพจด้วยกัน ได้แก่ True ที่เน้นเนื้อหาในเชิงองค์กร และ TrueMoveH ที่เน้นเนื้อหาเชิงพาณิชย์ของเครือข่าย

เบื้องหลังรางวัลด้านความยั่งยืน (ESG) มาจากความทุ่มเทของเพจ True ที่มี DNA ความเป็น True Together ช่องทางนี้ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อประกาศความสำเร็จขององค์กร หรือเล่าเรื่องราวการไปทำ CSR แต่อย่างใด แต่มีไว้เพื่อสื่อสาร “ความตั้งใจ” ที่ทำเพื่อผู้คน การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง

ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังเปิดเผยว่า คอนเทนต์ที่ มีกระแสตอบรับดีที่สุด ไม่ใช่เรื่องตัวเลขผลกำไร หรือคอนเทนต์ที่มียอดเอนเกจเมนต์เยอะๆ แต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่สะท้อนการลงพื้นที่จริง ทำจริง และคนในชุมชนได้รับประโยชน์จริงๆ ซึ่งสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความภูมิใจที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม

“เราไม่ได้ทำเพราะหน้าที่ แต่ทำเพราะแพสชั่น” คือเสียงสะท้อนจากทีมงานที่ลงไปสัมผัสชีวิตกลุ่มเด็กออทิสติก เห็นความลำบากของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าในการจัดระเบียบสายสื่อสาร หรือความทุ่มเทของทีมช่างที่บุกป่าฝ่าดงขึ้นไปติดตั้งเสาสัญญาณในหมู่บ้านที่ห่างไกลเพื่อให้ชาวบ้านได้เชื่อมต่อกับโลกใบนี้ เรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างพิถีพิถัน และจริงใจจนคนโซเชียลสัมผัสได้ อีกทั้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมด้วย

นิยามของ “ทรู” คือ “ความจริงใจ”

พิมลพรรณ ถ่ายทอดมุมมองว่า “เพจ True เป็นช่องทางที่ใช้สื่อสารทั้งภายในองค์ และสิ่งที่ทำกับชุมชน แต่นำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกด้าน ทั้งความปลอดภัยทางไซเบอร์ ประเด็นสำคัญในสังคม คอนเทนต์    เรียลไทม์ รวมไปถึงสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ เป้าหมายคือการสื่อสารให้คนรู้ว่าเราทำจริง ไม่ได้เป็นการขายสินค้า และบริการเพียงอย่างเดียว เราเชื่อว่า สื่อโซเชียลมีพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และความยั่งยืน”

ในยุคที่มี Fake News และ AI มากมาย ทีมงานคอนเทนต์ของทรูยึดถือหลักการสำคัญคือ “ความถูกต้องแม่นยำ” ทุกอย่างที่นำเสนอต้องผ่านการคัดกรองและตรวจสอบและสะท้อนจุดยืนในการส่งต่อเรื่องราวที่สร้างสรรค์ต่อสังคม

“คำว่าทรู ทุกอย่างต้องจริงใจ ต้องเป็นเรื่องจริง การนำเสนอเรื่องราวในโซเชียลต้องยึดถือความจริงเท่านั้น”

ฐิติรัตน์ สิริวรโชติโภคิน Head of Digital Communications เสริมว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่เรื่องตัวเลขของเอนเกจเมนต์เยอะๆ แต่คนอ่านและดูคอนเทนต์แล้วมีความสุข ได้อินไซต์ ได้ความรู้บางอย่าง หรือได้แรงบันดาลใจจากเนื้อหาที่เรานำเสนอก็รู้สึกประสบความสำเร็จแล้ว”

ทางด้าน เชิญพร คงมา Specialist, Digital Communications เล่าว่า ด้วยความที่ทีมงานที่ทำคอนเทนต์แต่ละคนเคยทำงานด้านสื่อมาก่อน จึงมีทักษะและเข้าใจศิลปะในการเล่าเรื่อง งานทุกชิ้นทำอย่างพิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกประเด็นนำเสนอ ไปจนถึงการวางเนื้อหา มุมภาพ และวิดีโอ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบของทรู ที่สำคัญคือการลงพื้นที่จริง เพื่อเก็บข้อมูลรายละเอียด และถ่ายทอดเรื่องราวได้ครบทุกมิติ

“ทีมงานต้องทำงานใกล้ชิดทีมงานต่างๆ ในทรูอยู่ตลอด เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวของงานตั้งแต่จุดเริ่มต้น ต้องลงพื้นที่ไปสัมผัสหน้างานจริงๆ พูดคุยและรับฟังเสียงจากผู้คนในชุมชนล่าสุดเราได้ร่วมลงพื้นที่ติดตั้งอินเทอร์เน็ตในหมู่บ้านห่างไกลบนดอย จ.ลำปาง ได้ไปเห็นภาพการทำงาน ได้พูดคุยรับรู้ความรู้สึกของชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้เรานำมาถ่ายทอดเรื่องราวที่เข้าถึงใจผู้คนได้”

ส่วน ทิติยา กับบุญมา Senior Associate, Digital Communications เสริมว่า จริงๆ แล้วทรูทำธุรกิจที่หลากหลาย โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างโอกาสที่เท่าเทียม ทางทีมมีโอกาสที่ทำหน้าที่สื่อสารให้คนทั่วไปได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ไปจนถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่า เช่น การพัฒนาระบบป้องกันภัยช้างป่า เพื่อให้คนและช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

สำหรับรางวัล Outstanding Sustainability Brand Performance on Social Media (แบรนด์ที่สื่อสารเรื่องความยั่งยืนได้โดดเด่น) จะแบ่งเป็นทั้งหมด 3 สาขา คือ E, S และ G โดยใช้เกณฑ์ Social Metric ที่เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารด้านความยั่งยืนของแบรนด์บนโซเซียลมีเดีย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติจากแบรนด์ที่อยู่ในดัชนี SET50 จากโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลักผ่านประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน และได้ผ่านการพิจารณารวมกันจาก GEPP ESG Intelligence ที่เป็นข้อมูลเชิงลึกด้านคุณภาพ

การที่ทรู คอร์ปอเรชั่นคว้ารางวัลนี้มาครอง สะท้อนถึงการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่ลงมือทำจริงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสร้างผลกระทบเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วไป รวมถึงแบรนด์อื่นๆ ในสังคมได้

ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่รางวัลขององค์กร แต่เป็น “ของขวัญ” สำหรับคนทำงานที่เชื่อว่า ความสุขที่แท้จริงคือการได้เห็นรอยยิ้มของคนในพื้นที่ที่เทคโนโลยีเข้าถึงนั่นเอง “แค่คนอ่านคอนเทนต์แล้วมีความสุข เกิดแรงบันดาลใจหรือได้ความรู้บางอย่างไปปรับใช้ นั่นคือความสำเร็จของเราแล้ว” ทีมงานทรูทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

]]>
1562205
“น้ำเพื่อการเกษตร” พลังความยั่งยืนสู่ชุมชนท้องถิ่น https://positioningmag.com/1561868 Mon, 02 Mar 2026 11:00:28 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561868

“น้ำ” ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของผู้คนทั่วโลก ทั้งด้านการอุปโภคบริโภคและความสมดุลต่อระบบนิเวศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำอย่างรอบด้าน ทั้งความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น มลพิษจากกิจกรรมมนุษย์ ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การปกป้องแหล่งน้ำสำคัญ และการคืนน้ำสะอาดสู่ธรรมชาติและชุมชน จึงเป็นแนวทางที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพื่อมุ่งสู่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

สำหรับภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งปริมาณและคุณภาพของน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบริหารจัดการน้ำในภาคเกษตรกรรมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยความตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำและความรับผิดชอบต่อชุมชนรอบพื้นที่การผลิต โรงงานสุรารวงข้าว ได้ริเริ่ม “โครงการน้ำเพื่อการเกษตรสำหรับเกษตรกรท้องถิ่น” มาอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่รอบโรงงานมีน้ำเพียงพอสำหรับการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ลดการดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ และการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ

โรงงานสุรารวงข้าว แก่นขวัญ จังหวัดขอนแก่น ได้นำน้ำจากบ่อกักเก็บน้ำฝนของโรงงาน ซึ่งมีความจุถึง 300,000 ลูกบาศก์เมตร ส่งมอบให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้น้ำสูงในช่วงฤดูแล้ง ผ่านระบบท่อส่งน้ำจากโรงงานสู่พื้นที่การเกษตร โดยในปี 2568 มีปริมาณการส่งน้ำรวมทั้งสิ้น 38,000 ลูกบาศก์เมตร  ขณะที่ โรงงานสุรารวงข้าว เฟื่องฟูอนันต์ จังหวัดปราจีนบุรี ได้นำน้ำที่ผ่านการบำบัดตามมาตรฐานคุณภาพส่งมอบให้แก่ชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่รอบโรงงาน เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง โดยในปีที่ผ่านมา ได้ส่งน้ำให้เกษตรกรรวม 31,000 ลูกบาศก์เมตร และ โรงงานสุรารวงข้าว อธิมาตร จังหวัดบุรีรัมย์ ได้นำน้ำที่ผ่านการบำบัดตามมาตรฐานคุณภาพ ส่งต่อให้แก่เกษตรกรในพื้นที่รอบโรงงานเช่นเดียวกัน รวมปริมาณการส่งน้ำรวม 23,000 ลูกบาศก์เมตร

โครงการน้ำเพื่อการเกษตรสำหรับเกษตรกรท้องถิ่นของโรงงานสุรารวงข้าว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชน ผ่านการบริหารจัดการน้ำอย่างรอบด้านตั้งแต่การกักเก็บน้ำฝน การบำบัดน้ำเสียให้มีคุณภาพ ไปจนถึงการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะนำไปสู่การจัดการน้ำที่ยั่งยืนและเกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

]]>
1561868
กัลฟ์-ทันตะ จุฬาฯ สานต่อรักษาฟันฟรี “GULF Sparks Smiles ปี 6” เริ่มชุมชนคลองเตย https://positioningmag.com/1560531 Fri, 20 Feb 2026 04:47:50 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560531

กัลฟ์ เดินหน้าสานต่อภารกิจสร้างรอยยิ้ม กับโครงการ “GULF Sparks Smiles ปี 6” ผนึกกำลังทันตะ จุฬาฯ เปิดหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่รักษาฟันฟรีให้กับชุมชนคลองเตย

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ร่วมกับ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สานต่อโครงการ “GULF Sparks Smiles มอบรอยยิ้มสดใสให้ชุมชน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เดินหน้าออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ ณ ศูนย์นันทนาการคลองเตย ในวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ 2569 มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพช่องปากให้กับประชาชนในพื้นที่เขตคลองเตยและบริเวณใกล้เคียง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

คุณญาณิศา วัฒนคำนวณ ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม กล่าวว่า “โครงการ GULF Sparks Smiles มอบรอยยิ้มสดใสให้ชุมชน ในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ GULF ที่ดำเนินโครงการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 เราเล็งเห็นว่าการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะด้านทันตกรรม เป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพที่ดี แต่หลายชุมชนยังขาดโอกาสเนื่องจากข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและการเดินทาง การลงพื้นที่ชุมชนคลองเตยร่วมกับคณะทันตแพทย์ จุฬาฯ ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การรักษาโรคในช่องปากเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับพี่น้องประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรอยยิ้มที่มั่นใจให้กับคนไทย”

อ.ทพ.ธนิต อรุณรัตโนทัย ผู้ช่วยคณบดีสื่อสารองค์กร คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า “วันนี้ได้มาออกหน่วยกับโครงการ GULF Sparks Smiles ที่ชุมชนคลองเตยซึ่งเป็นพื้นที่ที่คนเยอะและมีความต้องการด้านทันตกรรมสูงมาก สำหรับกิจกรรมในวันนี้ หลักๆ จะให้บริการทางทันตกรรมพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพช่องปาก การอุดฟัน การขูดหินปูน รวมไปถึงการถอนฟัน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งความท้าทายของการมาออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ เรื่องของสถานที่และสภาพแวดล้อมอาจจะไม่สะดวกสบายเหมือนในห้องตรวจที่โรงพยาบาล ทั้งเรื่องอากาศ แสงสว่าง หรือเครื่องมือต่างๆ แต่ทีมงานทั้งจาก GULF และหมอรวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกคน ก็มีความตั้งใจ และเตรียมตัวมาอย่างดีเพื่อให้การรักษาออกมามีมาตรฐานและปลอดภัยที่สุด ซึ่งก็เป็นความภูมิใจของทีมงานทุกคนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้นผ่านรอยยิ้ม”

นางนิตยา พร้อมพอชื่นบุญ นักสังคมสงเคราะห์และผู้พัฒนาชุมชนคลองเตยร่วมกับมูลนิธิดวงประทีป กล่าวว่า “ขอบคุณ GULF ที่ทำให้มีโครงการดีๆ แบบนี้ที่ชุมชนคลองเตย ทำให้คนในชุมชนมีโอกาสในการดูแลสุขภาพฟัน เพราะฟันคือสิ่งจำเป็นที่ทุกคนจะต้องใช้ในชีวิตประจำวันแต่หลายคนมักจะไม่ค่อยได้ดูแล เนื่องจากการจะไปหาหมอฟันมีราคาแพงมาก และเมื่อคนในชุมชนทราบข่าวว่าจะมีการมาออกหน่วยทำฟันฟรี ก็ตื่นเต้นดีใจกันมากๆ ต่างพากันมาลงทะเบียนและ Walk-in จนคิวแน่นตั้งแต่วันแรก ต้องขอขอบคุณบริษัทกัลฟ์ และคุณหมอจากทันตะ จุฬาฯ มากๆ ที่ช่วยทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพฟันที่ดี และมีรอยยิ้มที่สดใสค่ะ”

ความสำเร็จของโครงการ “GULF Sparks Smiles มอบรอยยิ้มสดใสให้ชุมชน” ในครั้งนี้ เกิดขึ้นได้จากพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มกัลฟ์อาสา และนักเรียนนิสิตนักศึกษาที่เข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร ร่วมถึงการได้รับอนุเคราะห์ด้านสถานที่จากศูนย์นันทนาการคลองเตย นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจาก ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิดวงประทีป ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาวะของประชาชนในชุมชนคลองเตย และช่วยประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอีกด้วย ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้เดินทางมอบการรักษาในหลายพื้นที่ ช่วยเหลือประชาชนไปแล้วกว่า 6,000 คน ซึ่งสะท้อนถึงพันธกิจของ กัลฟ์ที่ให้ความสำคัญกับการรับผิดชอบต่อสังคมในทุกมิติ

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของกัลฟ์ได้ที่ Facebook Page: GULF Spark

 

]]>
1560531
“เซ็นทรัลพัฒนา” The Great Chinese New Year 2026 ตอกย้ำแลนด์มาร์กตรุษจีนที่ดีที่สุด จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว-มู ครบจบในที่เดียว https://positioningmag.com/1560121 Wed, 18 Feb 2026 10:50:37 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560121

นอกจากเทศกาลปีใหม่ที่เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปีแล้ว ยังมีเทศกาลตรุษจีนที่เป็นอีกช่วงเวลาที่สร้างความสุข และยังกระตุ้นเศรษฐกิจไม่แพ้กัน

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้นำเบอร์หนึ่งอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อความยั่งยืน ขึ้นชื่อว่ายืนหนึ่งในการอีเวนต์สุดปังตลอดทั้งปี ในปีนี้เพื่อเป็นการต้อนรับสู่ศักราชใหม่ ฉลองเทศกาลตรุษจีนปีมะเมียมหามงคล ได้เปิดแคมเปญ “The Great Chinese New Year 2026” #มะเมียเฮงเฮงที่เซ็นทรัล ตอกย้ำแลนด์มาร์กฉลองตรุษจีนที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะ จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว หรือแม้แต่มูเตลูก็ทำได้ครบจบในที่เดียว

พร้อมดีไซน์อีเวนต์ และโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักช้อปยุคใหม่ทุกเจเนอเรชัน หวังบูสต์พลังจับจ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยว สร้างแม็กเน็ตดึงนักท่องเที่ยวช่วงไตรมาสแรกของปี เริ่ม 30 ม.ค. 69 – 1 มี.ค. 69 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศและ เอสพละนาด รัชดา

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า

“ตรุษจีนไม่ใช่แค่เทศกาล แต่คือ Cultural Identity ระดับโลกที่เชื่อมโยงผู้คนเชื้อสายจีนทั่วโลกเข้าด้วยกัน และฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ตรุษจีนคือช่วงเวลาที่ผู้คนกลับมารวมตัวกับครอบครัวไหว้ขอพร จับจ่าย ใช้เวลา และสร้างกิจกรรมร่วมกันจนกลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีการใช้จ่ายสูงที่สุดของปี และเป็นเทศกาลที่ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในระดับโลก

สอดคล้องกับ Global Trend 2026 ที่ชี้ให้เห็นพลังของ ‘Next Asian Wave’ โดยเฉพาะวัฒนธรรมจีนที่มีอิทธิพลอย่างชัดเจน ทั้งใน C-Fashion, C-Brands ไปจนถึง แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและคอนเทนต์บันเทิง สะท้อนการเป็น Cultural Moment ที่เชื่อมโยงผู้คน ไลฟ์สไตล์ และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เราจึงออกแบบให้เซ็นทรัลเป็น Complete Destinationที่รวม ‘จับจ่าย–ไหว้–กิน–เที่ยว’ ไว้ในที่เดียว เพื่อสร้างประสบการณ์ตรุษจีนที่ร่วมสมัย และกระตุ้นการจับจ่ายในไตรมาสแรก คาดทราฟฟิกจะเพิ่มขึ้นราว 25–30%”

แคมเปญนี้ยังได้ผนึกพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กระทรวงวัฒนธรรม, บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ, บัตรเครดิตคาร์ดเอกซ์ และบัตรเครดิตไทยพาณิชย์, บัตรเครดิตธนาคารออมสิน, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรเครดิตเคทีซี, บัตรเครดิต ทีทีบี (บัตรเครดิตทีเอ็มบี บัตรเครดิตธนชาต), บัตรเครดิตยูโอบี, โรงภาพยนตร์ในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป และโรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ เพื่อให้แคมเปญออกมาสมบูรณ์มากที่สุด


เจาะอินไซต์นักช้อปแต่ละเจน

รู้หรือไม่ว่าผู้บริโภคในแต่ละเจนเนอเรชั่นมองเทศกาลตรุษจีนแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องความเชื่อ และการจับจ่ายใช้สอย โดยมีอินไซต์ต่างๆ ดังนี้

  • กลุ่ม Identity Explorers (Gen Z) : ชอบการไหว้และการมูเพื่อขอพร ทันสมัยไม่ซับซ้อน สามารถทำเป็นคอนเทนต์ได้ จากข้อมูลเผยว่า กลุ่ม GenZ 73.2% ใช้จ่ายกับ ‘ความเชื่อเป็นแฟชั่น’ เช่น พวงกุญแจหรือ Charm ห้อยกระเป๋า, เคสมือถือ, เครื่องรางมินิมอล, กล่องสุ่ม, ดูดวงผ่าน Ai และอิโมจิต่อท้ายชื่อใน Social
  • กลุ่ม Soloist-คนโสด / Kidult-ผู้ใหญ่หัวใจเด็ก / Alpha Parenting-ครอบครัวรุ่นใหม่ (Gen X-Y) : กลุ่มที่เป็นวัยทำงาน ที่ให้คุณค่ากับครอบครัว เพราะเป็นกลุ่มที่เชื่อมระหว่างคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่า โดยเฉพาะกลุ่ม Alpha Parenting (ครอบครัวรุ่นใหม่) ที่มีลูกเป็นศูนย์กลาง การใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าจึงเน้นคุณภาพและลงทุนกับครอบครัว นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องมูเตลู ต้องการที่พึ่งทางใจ
  • กลุ่ม Active Aging (Baby boomers) : กลุ่มหลักของเทศกาล มีกำลังซื้อสูง เป็นศูนย์กลางของครอบครัว อินกับประเพณีและวัฒนธรรม เช่น การไหว้เจ้าขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และดูโชว์ต่างๆ

เซ็นทรัลพัฒนา ตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเทศกาลตรุษจีน คือ จีน, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฮ่องกง และไต้หวัน โดยศูนย์การค้าฯ (กลุ่ม Tourist Malls) ที่เป็น Top Destination ของนักท่องเที่ยวจีน คือ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล พาร์ค, เซ็นทรัล วิลเลจ เอาท์เล็ต, พระราม9, ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่ และเชียงใหม่ แอร์พอร์ต พร้อมจับมือกับ BEAUTRIUM  จัดแคมเปญบนแพลตฟอร์ม Xiaohongshu Chinese Lifestyle อันดับ 1 และ E-Wallet ต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ช่วงเทศกาลตรุษจีนในเมืองไทยให้กับนักท่องเที่ยวจีน


จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว ครบจบในที่เดียว

แคมเปญนี้เป็นการผนึกกำลังทั้งศูนย์การค้าและร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล กว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ สร้างปรากฏการณ์ตรุษจีนระดับประเทศ ตอกย้ำแลนด์มาร์กแห่งการเฉลิมฉลอง ด้วยการถ่ายทอดพลังมงคลปีม้า ผ่านการตกแต่งในคอนเซ็ปต์ “The Gallop of Tian Ma” จำลองการเดินทางของ “เทียนหม่า” ม้าสวรรค์ และ 8 ม้ามงคล ที่จะนำพาคำอวยพร 8 ประการ ฟู้ – คัง – จี๋ – อ้าย – เซิ่ง – ลี่ – จื้อ – เหอ (มั่งคั่ง สุขภาพ โชคดี ความรัก ความสำเร็จ พลัง ปัญญา สามัคคี) มาสู่ทุกคน ก้าวเข้าสู่ปีมะเมียมหามงคลอย่างสุขสมบูรณ์และรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน

พร้อมกันนี้ยังได้ชูไฮไลต์ระดับโลกที่เซ็นทรัลเวิลด์ แลนด์มาร์กของพลังความโชคดียิ่งใหญ่ใจกลางเมือง ทะยานสู่ความสำเร็จกับ “ม้าเทียนหม่า – ม้าแห่งสวรรค์ผู้สง่างาม” สูง 10 เมตร เทียบเท่าตึก 3 ชั้น และโชว์สุดพิเศษจากศิลปินตัวท็อประดับประเทศ ร่วมกับวงออเคสตร้าจากมหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กว่า 50 ชีวิต

พร้อมเปิดให้สักการะไหว้องค์เทพเจ้ากวนอู, เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย และพระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันกร (พันมือ) ที่หน้าร้าน Paul café ชั้น 2 , รับพร 8 ประการ แบบ Immersive บน 11 จอดิจิทัล,  Photo Landmark  “ลานบุปผามงคล” จากดอกไม้ 8 ชนิด ที่ Central Court ชั้น 1 และเส้นทางความมั่งคั่งจากม้าเทียนหม่า ที่โซน Groove Gallery ชั้น 2

 


ไม่ต้องมูไกล เซ็นทรัลสร้างแลนด์มาร์กรวมเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์

เซ็นทรัล เวสต์เกต ต่อยอดความสำเร็จมหามงคล อัญเชิญ “องค์แชกง” และกังหันนำโชค จากวัดโฮชง ฮ่องกง วัดดั้งเดิมมากกว่า 460 ปี โดยปีนี้จัดพีธีแห่เกี้ยวอัญเชิญองค์แชกง รวมถึงพิธีไหว้องค์ไฉ่ซิงเอี้ยและองค์แชกง เสริมความเฮง ขอโชคลาภและความสำเร็จ และเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ร่วมสักการะองค์เทพเจ้ากวนอู จากวัดที่ขึ้นเป็นมรดกโลกของเมืองมาเก๊า ทั้ง 2 สาขานำพิธีโดย ‘หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา’

โดยปีนี้ เซ็นทรัลทั่วประเทศ อัญเชิญเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์กว่า 10 องค์ และเปิดให้สักการะองค์เทพเจ้ากวนอูมากสุดในไทยกว่า 20 สาขาทุกภูมิภาค พร้อมพิธีอัญเชิญองค์เทพเจ้ากวนอูสุดยิ่งใหญ่ อาทิ

  • องค์เทพเจ้ากวนอู ขนาดสูง 2 เมตร จากฮกเกี้ยน ประเทศจีน ที่เซ็นทรัล นครสวรรค์
  • องค์เทพเจ้ากวนอู จากสิงคโปร์ อัญเชิญโดย ศาลเจ้าตงหงี่ตึ๊ง ที่เซ็นทรัล โคราช
  • องค์เทพเจ้ากวนอู ปางปราบมารลี้กวนกง ที่เซ็นทรัล หาดใหญ่
  • เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย เสริมโชคลาภ การเงิน ความมั่งคั่ง ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว, พระราม2, อยุธยา, อุบล, ลำปาง, นครสวรรค์, หาดใหญ่ และสุราษฎร์ธานี
  • พระโพธิสัตว์กวนอิม เสริมความเมตตา สุขภาพแข็งแรง ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว, ศรีราชา, พิษณุโลก และหาดใหญ่
  • ไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย แก้ปีชง (ชวด มะเมีย เถาะ ระกา) ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว, พิษณุโลก และนครสวรรค์

ประติมากรรม 8 Horses Local Art ฝีมือท้องถิ่น ที่เซ็นทรัล 8 สาขาทั่วประเทศ

เมื่อวัฒนธรรมไม่ถูกจัดแสดงเพื่อความสวยงามอย่างเดียวแต่ถูกออกแบบให้สร้างมูลค่าและรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างแท้จริง เซ็นทรัลพัฒนา เปลี่ยน Local Culture ให้เป็น Local Wealth ผ่านการเชื่อมงานศิลปะ อัตลักษณ์ของเมือง และการท่องเที่ยว เข้ากับระบบเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมกับชุมชน หน่วยงาน และศิลปินท้องถิ่น สนับสนุน Soft Power ไทย อาทิ เซ็นทรัล ขอนแก่น  สร้างสรรค์ Lucky Red Horse ม้าไฟกับพลังแห่งโชคลาภ มอบความโชคดี, เซ็นทรัล ชลบุรี สร้าง “ม้าสานศิลป์ กำแพงจีนเมืองสาน” เปลี่ยนเส้นไผ่ธรรมดาเป็นแลนด์มาร์กแห่งศรัทธาและความรุ่งเรือง, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ร่วมกับ City Craft Space และ WASOO  นำวัสดุรีไซเคิลทางการเกษตรสร้างดอกไม้มงคล ผลิบานบนตัวม้าสูงกว่า 2 เมตร, เซ็นทรัล ภูเก็ต ชมความงามอัตลักษณ์ภูเก็ต ผ่านงานผ้า “เพอรานากัน” ผสานความงามและทรงพลังรับปีม้า และสาขาอื่นๆ อาทิ เซ็นทรัล นครสวรรค์, ลำปาง, ศาลายา และกระบี่


จับจ่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ ของมงคล ที่เซ็นทรัลทั่วประเทศ

เซ็นทรัลพัฒนาได้สร้างไทย-จีนคอมมูนิตี้ ที่รวมสินค้าไลฟ์สไตล์ อาหาร วัฒนธรรม ผสานกับความเชื่อ อาทิ

  • LUCK & LOVE MARKET รวมไอเทมสายมู ของตกแต่งบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์ เสริมพลังบวก ที่โซน Beacon 2เซ็นทรัลเวิลด์
  • เซ็นทรัล ลาดพร้าว อร่อยเลิศกับคุณหรีด งานที่รวมอาหารทั้งของไหว้ ของท่านเล่น อาหารคาว – หวาน มากกว่า 115 ร้านค้า
  • Chinese Heritage Market ยกตลาดจากย่านชุมชนจีนเก่าแก่ระดับตำนานมาไว้ศูนย์ฯ อาทิ เซ็นทรัล พระราม 3 The Legend of Old Town Market ตำนานความอร่อยย่านเมืองเก่า เยาวราช ตลาดพลู และเจริญกรุง
  • เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ถ่ายทอดเรื่องราวของตลาดน้อย ชุมชนชาวจีนริมแม่น้ำเจ้าพระยา

“ตรุษจีนนี้ กินครบจบทุกมณฑล” อิ่มอร่อยกับร้านอาหารจีนชั้นนำภายในศูนย์การค้าทั่วประเทศ อาทิ BAO BAO ติ่มซำสไตล์เซี่ยงไฮ้, Din Tai Fung เน้นความพิถีพิถันสไตล์ไต้หวัน, Hai Di Lao หม่าล่าหม้อไฟสไตล์เสฉวน, Hua Seng Hong อาหารเหลาสไตล์แต้จิ๋ว, Longjing  อาหารจีนสไตล์เจ้อเจียงจากหางโจว, MK เป็ดย่างสไตล์ฮ่องกง, Toh Kim ข้าวมันไก่สไตล์ไทย-ไหหนาน และอื่นๆอีกมากมาย พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ ลุ้นทองคำแท้ หนักรวม 8 บาท* และรับ The 1 พอยท์ เฮง เฮง รวมกว่า 40 ล้านพอยท์*

ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนปีมะเมีย เฮง เฮง กับแคมเปญ “The Great Chinese New Year 2026” ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม – 1 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศและ เอสพละนาด รัชดา  

]]>
1560121
GULF กู้ 60,000 ล้าน ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ผลิต 939 เมกะวัตต์ ตามสัญญา https://positioningmag.com/1559477 Thu, 12 Feb 2026 13:22:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559477

GULF ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ 60,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 939 เมกะวัตต์

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ในวงเงิน 60,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งสิ้น 27 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 939 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน จำนวนรวม 15 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 843 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม จำนวนรวม 12 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 96 เมกะวัตต์ ผ่านบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด และบริษัท กัลฟ์ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด นับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ GULF และการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน จำนวนรวม 15 โครงการ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 843 เมกะวัตต์ และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2567-2569 นั้น มีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้นกว่า 43,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับการสนับสนุนเงินกู้ จากสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ โดยมี Asian Development Bank (ADB) เป็นธนาคารผู้จัดหาเงินกู้หลัก (mandated lead arranger and bookrunner) พร้อมทั้งวงเงินกู้ร่วมจาก Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB), Deutsche Investitions- und Entwicklungsgesellschaft (DEG), Development Finance Institute Canada (FinDev Canada), Export Finance Australia (EFA), Export-Import Bank of China (CEXIM), Japan International Cooperation Agency (JICA), KEXIM Global (Singapore) (KGS), ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, Sumitomo Mitsui Banking Corporation, Bangkok Branch, Sumitomo Mitsui Trust Bank (Thai), และ DBS Bank ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าว เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วไป 12 โครงการ (กำลังการผลิตตามสัญญารวม 649 เมกะวัตต์) ในปี 2567–2568 และอีก 3 โครงการ (กำลังการผลิตตามสัญญารวม 194 เมกะวัตต์) อยู่ระหว่างก่อสร้างและมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569

นอกจากนี้ GULF ยังเดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมจำนวน 12 โครงการ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 96 เมกะวัตต์ และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570 โดยมุ่งแปรรูปขยะอุตสาหกรรมให้เป็นพลังงานอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาการฝังกลบ และยกระดับการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ได้รับวงเงินกู้ระยะยาวรวมประมาณ 17,000 ล้านบาท (หรือประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากกลุ่มสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา ได้แก่ ADB และ AIIB รวมถึงสถาบันการเงินพาณิชย์ชั้นนำ อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารทหารไทยธนชาต, Sumitomo Mitsui Banking Corporation, Bangkok Branch และ Standard Chartered Bank

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ขอขอบคุณธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (Multilateral Development Bank หรือ MDB) สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา (Development Finance Institution หรือ DFI) เช่น ADB รวมถึงธนาคารพาณิชย์ชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ให้การสนับสนุนเงินกู้ในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลุ่มสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศมีต่อ GULF ปัจจุบัน GULF มีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ การสนับสนุนจากภาคการเงินในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการลดก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ของประเทศไทย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปีพ.ศ. 2593”

Mr.Aaron Batten ผู้อำนวยการสำนักงานเอดีบีประจำประเทศไทย

ขณะที่ Mr.Aaron Batten ผู้อำนวยการสำนักงานเอดีบีประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะธนาคารผู้จัดหาเงินกู้หลัก (Sole Mandated Lead Arranger and Bookrunner) สำหรับกลุ่มโครงการพลังงานหมุนเวียน และในฐานะผู้ประสานงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Coordinator) สำหรับกลุ่มโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอุตสาหกรรม ADB มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนธุรกรรมทางการเงินในครั้งนี้ โดยการสนับสนุนของ ADB ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการลงทุนจากภาคเอกชนในการผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียนที่ได้ตั้งไว้ ทั้งนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบพลังงานที่ยั่งยืนในระยะยาวสำหรับภูมิภาคอีกด้วย”

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า“ธนาคารไทยพาณิชย์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนกลุ่มบริษัท GULF ในการดำเนินโครงการด้านความยั่งยืนอย่างครบวงจร ตั้งแต่โครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโครงการที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานเชิงนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ทั้งปัญหาการจัดการขยะและความต้องการใช้พลังงานคาร์บอนต่ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างทางการเงินของโครงการนี้นับเป็นต้นแบบสำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต และตอกย้ำว่าความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรมและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนทางการเงินมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด สามารถดำเนินควบคู่ไปพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทของตลาดพลังงานไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

]]>
1559477
GULF ชวนดูงานศิลปะฮีลใจกับนิทรรศการ “Empowering Me นี่คือฉัน งดงามอย่างที่ฉันเป็น” ระหว่างวันที่ 19 – 26 กุมภาพันธ์ 2569 ชั้น 3 AIS SIAM https://positioningmag.com/1559468 Thu, 12 Feb 2026 12:06:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559468

“บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ GULF” ชวนทุกคนมาสัมผัส “พลังของตัวตน” ในนิทรรศการภาพวาด Empowering Me – A power of identity beyond appearances: นี่คือฉัน งดงามอย่างที่ฉันเป็น” งานศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวความฝัน และตัวตนของผู้มีความผิดปกติบนใบหน้า เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี ที่ GULF ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของ “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย” มาอย่างต่อเนื่อง โดยภายในงานจะได้สัมผัสกับภาพวาดเชิงสัญญะ (Symbolism Art) ของ 10 ศิลปินรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นนิสิตนักศึกษาจาก 10 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่ตั้งใจสะท้อนมุมมอง ถ่ายทอดเรื่องราว “ตัวตน” และ “ความฝัน” ของน้อง ๆ ผู้มีความผิดปกติบนใบหน้า พร้อมร่วมกันเปิดประสบการณ์ใหม่ผ่าน Digital Immersive” ที่ไม่ใช่แค่การยืนมองภาพนิ่ง แต่จัดแสดงในรูปแบบดิจิทัลที่น่าตื่นตาตื่นใจ ให้ทุกคนได้ดำดิ่งไปกับเรื่องราวและพลังใจแบบเต็มอิ่ม และที่สำคัญทุกคนยังสามารถส่งต่อพลังบวก ผ่านโปสการ์ดที่ถูกดีไซน์เป็นพิเศษ เพื่อเขียนข้อความส่งต่อกำลังใจเล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่ถึงผู้มีความผิดปกติบนใบหน้าได้อีกด้วย งานนี้ผู้ที่สนใจเข้าชมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 19 – 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่ชั้น 3 AIS SIAM สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: GULF Spark

 

เพราะนิทรรศการ Empowering Me นี่คือฉัน งดงามอย่างที่ฉันเป็น ไม่ได้เล่าแค่เรื่องความแตกต่าง

แต่เล่าเรื่องความภูมิใจในการเป็นตัวเอง เพื่อลดอคติและสร้างสังคมที่ยอมรับกันด้วยหัวใจ

]]>
1559468
อ่านเกม “มาม่า” หลังเลือก “นนท์ ธนนท์” พรีเซนเตอร์ที่มากกว่าคนดัง แต่คือ DNA ที่อิ่ม และจัดเต็ม https://positioningmag.com/1557505 Fri, 30 Jan 2026 09:40:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557505

ในโลกของการตลาด หนึ่งในกลยุทธ์ยอดนิยมก็คือการใช้พรีเซนเตอร์ เพื่อการันตีการเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และทรงพลัง และแน่นอนว่าหลายแบรนด์ต่างเลือกพรีเซนเตอร์ที่เป็นศิลปิน ดาราเบอร์ต้นๆ ของวงการ ทำให้โลกใบนี้ได้เห็นแบรนด์เต็มไปด้วยพรีเซนเตอร์ระดับแม่เหล็ก

ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา แบรนด์ในตำนานอย่าง “มาม่า” ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการ ด้วยการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ 6 คน ภายใต้โปรเจคต์ MAMACREW ได้แก่ อิ้งค์ – วรันธร เปานิล เจ้าหญิงแห่งซินธ์ป็อป, นนท์ – ธนนท์ จำเริญ ตัวพ่อเพลงฮิตแห่งทีป็อป และเสือร้องไห้ ครีเอเตอร์ขวัญใจคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียจัดจ้าน ผู้สร้างคอนเทนต์ไวรัลมากมาย

 

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่การเปิดตัวพรีเซนเตอร์ครั้งนี้สะท้อนถึงการขยับตัวครั้งใหญ่ เป็นการปรับตัวจากการที่มาม่าอยู่บนเชล์ฟสินค้าอาหาร สู่การเป็นเพื่อน หรือพาร์ทเนอร์ของลูกค้า พรีเซนเตอร์แต่ละคนจึงสะท้อน DNA ของมาม่าได้อย่างแข็งแกร่ง มีความจริงใจ เข้าถึงได้ สนุก และอบอุ่น

หลังจากเปิดตัวในการแถลงข่าวครั้งใหญ่แล้ว ล่าสุดมาม่าได้เปิดศักราชใหม่ด้วยการเปิดแคมเปญใหม่ หยิบโปรดักต์ในกลุ่ม Mama Big Pack (มาม่า บิ๊กแพค) 95 กรัม มาปัดฝุ่นกลยุทธ์ใหม่พร้อมเปิดตัวนนท์ ธนนท์เป็นพรีเซนเตอร์ กลยุทธ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่การเดินตามสูตรสำเร็จของ Music Marketing ทั่วไป แต่นี่คือการเลือกคู่ที่สะท้อนทิศทางของแบรนด์ในอนาคตได้อย่างน่าสนใจ

การเลือก นนท์ ธนนท์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้ก็เพื่อสะท้อนตัวตนของสินค้าที่ “ใหญ่–อิ่ม–คาแรกเตอร์จัดเต็ม” ได้อย่างลงตัว เหมือนกัน นนท์ ธนนท์ ที่มีทั้งพลัง ความเท่ และเอกลักษณ์แบบทีป๊อปที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของนนท์

หากลองถอดรหัสกลยุทธ์ภายใต้แคมเปญนี้ เราจะเห็นวิธีคิดที่ซับซ้อนกว่าการจ้างศิลปินมาถือซองสินค้า แต่คือการสร้างความเชื่อมโยงผ่าน 3 มิติสำคัญ ดังนี้


1. เมื่อตัวตนสินค้ากับศิลปินคือ “กระจกเงา” ของกันและกัน

Positioning ของมาม่า บิ๊กแพค 95 กรัม นั้นชัดเจนมาโดยตลอดคือ “ใหญ่–อิ่ม–จัดเต็ม” ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายว่าใครจะสามารถถ่ายทอดความ “ใหญ่” และ “ความอิ่ม” นี้ออกมาให้ดูทันสมัยและไม่ยัดเยียด

การเลือก “นนท์ ธนนท์” จึงเป็นการเลือกที่ถูกฝาถูกตัว นนท์ไม่ได้เป็นเพียงไอคอนของวงการ T-Pop แต่เขามีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นในเรื่องการ “เล่นใหญ่” บนเวที มี Performance ที่เต็มเปี่ยม พลังเสียงที่จัดเต็ม และเสน่ห์เฉพาะตัวที่เข้าถึงง่ายแต่มีความเท่ในตัว ซึ่งล้อไปกับภาพลักษณ์ของมาม่า บิ๊กแพคที่เน้นปริมาณ และความอิ่มแบบจุใจ การจับคู่ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ขยับให้ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการสื่อสารว่าความใหญ่นั้นมาพร้อมกับความคูล และความสนุก


2. Beyond the Wall การสื่อสารที่ทำลายกรอบโฆษณาเดิมๆ

หากใครได้เห็น TVC ตัวใหม่ที่เพิ่งเผยโฉมเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 จะพบว่า Mood & Tone ไม่ได้เน้นการขายของแบบ Hard Sell แต่เลือกใช้ความสนุก และสอดแทรกมุกแบบ Beyond the Wall ตามสไตล์ขี้เล่นของนนท์มาเป็นแกนหลัก

มาม่าเลือกที่จะไม่เปลี่ยนนนท์ให้กลายเป็นแค่พรีเซนเตอร์ที่มาอ่านสคริปต์ขายของ แต่เลือกที่จะขยายตัวตนของนนท์ให้กว้างขึ้นภายใต้บริบทของแบรนด์ เคมีที่ดูเป็นธรรมชาติในโฆษณาช่วยลดกำแพงระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ลง ทำให้มาม่าไม่ได้ดูเป็นเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบนชั้นวาง แต่เป็น “เพื่อน” ที่ตลกและเข้าถึงง่าย เป็นเพื่อนที่คิดถึงเสมอยามหิว ยามเดินทาง


3. จากพรีเซนเตอร์ สู่ 1 ใน DNA มาม่า

หัวใจสำคัญที่ทำให้แคมเปญนี้ดูจริงใจ นั่นคือความเรียลของตัวนนท์เอง ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ MAMACREW ซึ่งนนท์ไม่ได้เริ่มต้นฐานะคนนอกที่ถูกจ้างมาเป็นพรีเซนเตอร์ แต่เขาคือ 1 ใน DNA มาม่า ที่มีความผูกพันกับสินค้ามานาน

เมื่อตอนวันงานแถลงข่าวในเดือนธันวาคม 2568 นนท์เคยเล่าบนเวทีว่าเขาเป็น “คนใต้ที่กินมาม่าเยอะมาก” เพราะรสชาติจัดจ้าน เป็นอาหารที่ตอบโจทย์ชีวิตมาโดยตลอด แถมยังพูดติดตลกอีกว่า การที่ได้มาเป็นพรีเซนเตอร์มาม่า คือ “วิธีเอาคืนที่ดีที่สุด” พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การถอนทุนคืนนั่นเอง

นอกจากการเป็นพรีเซนเตอร์แล้ว นนท์ยังมีบทบาท Music Marketing ต่อเนื่อง ทั้งคอนเสิร์ต EP.03 ที่มาม่าเป็นผู้สนับสนุนถึง 4 รอบ ซึ่งทั้งหมดตอกย้ำภาพพรีเซนเตอร์ที่มีเคมีตรงใจแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคทุกเพศวัยอย่างแท้จริง

เรื่องเล่าต่างๆ เหล่านี้คือ การเติม Storytelling ที่ทรงพลังที่สุดให้กับแบรนด์ เพราะในยุคที่ผู้บริโภคฉลาดเลือก พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าศิลปินคนไหนใช้จริง หรือคนไหนแค่รับจ้าง การที่พรีเซนเตอร์มีพื้นฐานความชอบในสินค้าจริงๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของมาม่า บิ๊กแพคกลายเป็นสัญลักษณ์ของการตอบโจทย์ชีวิตที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่สตอรี่ที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างสวยหรู

การขยับตัวของมาม่าในครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า แบรนด์กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การเป็นพาร์ทเนอร์ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ครอบคลุม ทั้งการเป็นผู้สนับสนุนคอนเสิร์ตใหญ่ (Music Marketing) และการปรับ Mood & Tone ให้ทันสมัย

มาม่า บิ๊กแพค x นนท์ ธนนท์ จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวสินค้าไซส์ใหญ่ แต่มันคือ Brand Movement ที่บอกเราว่า มาม่าในวันนี้พร้อมที่จะเล่นใหญ่ และจัดเต็มไปพร้อมกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยที่ยังไม่ทิ้งรากเหง้าของความอิ่มอร่อยที่เป็นมาตรฐานครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน


]]>
1557505
“ท๊อป จิรายุส” สรุป 5 กระแสโลกเปลี่ยนทิศจากเวที WEF 2026 ชี้ทางรอดที่ประเทศไทยต้องรู้ https://positioningmag.com/1557332 Fri, 30 Jan 2026 04:30:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557332

ก้าวเข้าสู่ปีใหม่พร้อมกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลก การเมือง และสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่าในแต่ละปีต้องมีการคาดการณ์เทรนด์ หรือกระแสต่างๆ ของโลก หนึ่งในเวทีสำคัญแห่งหนึ่งก็คือ World Economic Forum การประชุมใหญ่ประจำปีที่มีส่วนชี้ชะตาสำคัญในการกำหนดนโยบาย หรือเสนอแนะแนวทางทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นเวทีใหญ่ที่บุคคลสำคัญ ในหลากหลายด้าน ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ นักวิชาการ สื่อมวลชน และบุคคลที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลกมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยน และนำเสนอแนวคิด

ในปีนี้ “ท๊อป – จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นตัวแทนนักธุรกิจชาวไทยที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum 2026 หรือการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เมื่อวันที่ 19-23 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โดยที่ ท๊อป จิรายุส ได้สรุปประเด็นสำคัญจากเวทีการประชุม World Economic Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “A Spirit of Dialogue” เน้นย้ำถึง 5 ประเด็นหลักที่คนไทยทุกคนจำเป็นต้องรู้

  1. เข้าสู่ยุคแห่งการสะสมอำนาจ (Power Accumulation Era)

หากย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ทศวรรษก่อน โลกดำเนินไปภายใต้ “ยุค Rule-based Era” หรือยุคที่ยึดถือระเบียบโลกเป็นบรรทัดฐาน เน้นความไว้วางใจและการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ทางการค้าเพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุด ดังนั้น ประเทศที่มีอำนาจคือ ประเทศที่มีประสิทธิภาพทางการซื้อขายและสามารถทำกำไรได้ดี 

แต่วันนี้ กฎเกณฑ์เหล่านั้นกำลังถูกเขียนใหม่ เราเข้าสู่ “ยุค Power Accumulation Era” หรือยุคที่อำนาจไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการควบคุม 3 ทรัพยากรสำคัญ คือ พลังงาน (Energy), ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด (Critical Infrastructure)

สรุปง่ายๆ ก็คือ โลกเปลี่ยนจากการค้าเสรีตามกฎเกณฑ์ มาเป็นการสะสมทรัพยากรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ใครคุม 3 สิ่งนี้ได้คือผู้ชนะ

สภาวะดังกล่าวส่งผลให้ทุกประเทศเร่งสร้าง “เกราะป้องกัน” เพื่อลดการพึ่งพาประเทศอื่น ผ่านการลงทุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ 

1) งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ (Defense Spending) โดยเฉพาะในแถบยุโรปกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและศักยภาพในการปกป้องตนเองโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว

2) โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด (Critical Infrastructure) โดยเฉพาะ AI Model ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ทั้งระบบการทำงาน การศึกษา และการสื่อสาร ทำให้ประเทศที่มีทรัพยากรมนุษย์เชี่ยวชาญด้าน AI จะได้เปรียบและดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก

  1. วัฒนธรรมการค้าโลกเปลี่ยนจาก Global เป็น Regional

รูปแบบการค้าระหว่างประเทศกำลังเผชิญกับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นระบบโลกาภิวัตน์ (Globalization) หมดยุคที่เน้นแค่ “สินค้าถูกและดี” แต่เปลี่ยนมาเน้น “ความปลอดภัยและความเชื่อใจ” นำไปสู่แนวคิดใหม่ 3 ข้อ ได้แก่

1) การเปลี่ยนผ่านจากยุค Globalization สู่ Regionalization รูปแบบการซื้อขายระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมที่เป็น Globalization เน้นประสิทธิภาพทางการแลกเปลี่ยน ไปสู่ระดับภูมิภาค Regionalization ที่เน้นความปลอดภัย เป็นการค้าที่ไม่ได้มองหาแค่ประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่มองหาความปลอดภัยและความไว้วางใจระหว่างประเทศต่างๆ โดยจะเลือกซื้อขายกับพันธมิตรในภูมิภาคหรือกลุ่มที่มีค่านิยมร่วมกัน เช่น กลุ่มเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศอำนาจปานกลางฝั่งยุโรป

2) จากการพึ่งพาสู่ “การกระจายความเสี่ยง” คือ การที่หลายประเทศในโลกเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพามหาอำนาจ จึงเกิดแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงด้วยการแสวงหาพันธมิตรและคู่ค้าทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อน เพื่อสร้างจุดยืนที่มั่นคงด้วยขาของตนเอง ไม่มีใครอยากพึ่งพามหาอำนาจใดประเทศเดียวอีกต่อไป การหาพันธมิตรหลายทิศทางจึงกลายเป็นกลยุทธ์หลัก

3) การส่งเสริมการบริโภคของท้องถิ่น (Local Consumption) ทุกประเทศพยายามผลักดันการผลิตในประเทศให้ได้มากที่สุด เพื่อเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น “ประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน” (Efficiency Supply Chain) ไปสู่ยุคที่เน้น “ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน” (Resilience Supply Chain) แม้ความยืดหยุ่นที่สูงขึ้นจะทำให้ประสิทธิภาพทางการค้าลดลงก็ตาม

  1. โมเดล “5-Layer Cake” เทคโนโลยีคือ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ในยุคที่การลงทุนล่วงหน้าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุกประเทศต้องลงทุนใน “5-Layer Cake” เพื่อความอยู่รอด ประกอบด้วยชั้นแรกคือ “พลังงาน” ซึ่งเป็นรากฐานของทุกสิ่ง ชั้นที่สองคือ “ชิปคอมพิวเตอร์” ที่เปรียบเสมือนสมองของโลกดิจิทัล ชั้นที่สามคือ “ระบบคลาวด์” ที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลางของข้อมูล ชั้นที่สี่คือ “AI Model” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ขับเคลื่อนอนาคต และชั้นบนสุดคือ “แอปพลิเคชันที่พัฒนาจาก AI Model” ที่เป็นช่องทางสู่ผู้ใช้งานจริง

แต่นี่ไม่ใช่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทันที กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF เตือนว่าโลกอาจเผชิญภาวะเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะเงินทุนมหาศาลถูกดึงไปสร้างอนาคต ความท้าทายที่แท้จริงคือการเปลี่ยนต้นทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นกำไรและการจ้างงานที่เป็นรูปธรรม ถือเป็นโจทย์สำคัญของทุกประเทศที่ต้องพยายามสร้างผลกำไรจากการลงทุนเหล่านั้น และหาโอกาสทางการเติบโตผ่านเทคโนโลยี AI ให้ได้

  1. AI ฟองสบู่ หรือยุคสมัยใหม่?

ในทุกยุคสมัยจะมีเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ตั้งแต่การเข้ามาของเว็บไซต์ไปสู่สมาร์ทโฟน ตลอดจนการมาถึงของโซเชียลมีเดีย และตอนนี้คือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ในทุกก้าวเดิน 

AI ไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีการทำงาน แต่กำลังเปลี่ยน “ผืนผ้าของสังคม” ทั้งหมด ตั้งแต่วิธีที่เราเรียนรู้ สื่อสาร จนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและการบริหารราชการ โดย AI เปลี่ยนแปลงผืนผ้าของสังคมผ่านการแทรกซึมในชีวิตประจำวัน โครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการบริหารงานของภาครัฐ

แต่คำถามสำคัญ คือ การลงทุนใน AI ที่เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งยวดนี้ต้องลงทุนล่วงหน้าด้วยเม็ดเงินมหาศาล หลายประเทศต้องกู้เงินมาลงทุน หาเงินดึงดูดนักลงทุนเข้าประเทศ จึงเป็นการลงทุนที่นักลงทุนหลายคนเตือนว่าตอนนี้เปรียบเสมือน “ฟองสบู่” ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะสร้างกำไรได้จริง การลงทุนหลายล้านล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI นี้จะกลายเป็นฟองสบู่ที่แตก หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กันแน่ สิ่งนี้คือโจทย์สำคัญของทุกประเทศที่ต้องหาคำตอบ

  1. แผนที่อำนาจใหม่ของโลก

ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ในปัจจุบัน โลกแบ่งขั้วอำนาจชัดเจนขึ้นเป็น 3 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่

1) ประเทศมหาอำนาจ (Great Power) คือ กลุ่มผู้เขียนกฎเกม เป็นกลุ่มประเทศที่มีอำนาจมหาศาล ทั้งในด้านการป้องกันประเทศ มีเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง เป็นศูนย์กลางทางอำนาจ ได้เปรียบทาง

พลังงาน มีความมั่นคงทางอาหาร และมีเทคโนโลยีเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ที่ครอบครองทั้งพลังงาน เทคโนโลยี และอำนาจทางทหาร

2) ประเทศอำนาจปานกลาง (Middle Power) คือ กลุ่มผู้สร้างพันธมิตร เป็นกลุ่มประเทศที่มีอำนาจระดับภูมิภาคหรือระหว่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป ที่พยายามรวมตัวกันเป็นพันธมิตรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ไม่ต้องพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศก็ยังมีความต้องการพึ่งพาตนเองเป็นหลักอยู่

3) ประเทศด้อยอำนาจ (Small Power) คือ กลุ่มผู้รับราคา เป็นประเทศที่ยังขาดอิทธิพลในเวทีโลก อยู่กันตามภูมิภาค ไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากมาย มักมีสถานะเป็นผู้รับราคา (Price Taker) แทนที่จะเป็นผู้กำหนดราคา (Price Maker) และยังคงขาดเสียงในเวทีโลก

4 หัวใจสำคัญ : ทางรอดของประเทศไทย

สุดท้าย ท๊อป จิรายุส ได้เน้นย้ำถึง 4 หัวใจสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยในยุคแห่งการแย่งชิงอำนาจ (Power Accumulation Era) นี้

1) สร้างความน่าเชื่อถือ และขยายเครือข่ายพันธมิตร ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกและเร่งสร้างพันธมิตรทางการค้าที่หลากหลาย ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งจนเกินไป อย่าผูกตัวเองเข้ากับมหาอำนาจใดประเทศเดียวจนเกินควร

2) สร้างความมั่นคง และความยั่งยืนในทุกมิติ ประเทศไทยต้องสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่พลังงาน อาหาร ไปจนถึงเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

3) สร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยต้องสร้างเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะการมีโครงสร้างพื้นฐานแบบ 5-Layer Cake เป็นของตนเอง ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อยืนหยัดด้วยขาตนเอง 

4) ปรับตัวให้เร็ว ประเทศไทยต้องพัฒนาขีดความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันกระแสโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เพราะโลกหมุนเร็ว ใครปรับตัวไม่ทันจะตกขบวน

“หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนทั้ง 4 ปัจจัยนี้ได้พร้อมกัน เราจะไม่ได้แค่รอดในยุค Power Accumulation Era แต่เราจะเติบโตและเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาค เราจะสามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายและประสบความสำเร็จในยุค Power Accumulation Era ที่แต่ละประเทศในโลกขับเคลื่อนไปด้วยการสะสมอำนาจได้” คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กล่าวทิ้งท้าย

ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนและการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับตัวเล็กน้อย แต่เป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานของระเบียบโลกทั้งหมด คำถามไม่ใช่ว่าเราจะเปลี่ยนหรือไม่ แต่คือเราจะเปลี่ยนได้เร็วพอหรือไม่ และจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า

จากเวทีดาวอสในครั้งนี้ ข้อความที่ชัดเจน คือ ยุคของการพึ่งพาและรอคอยได้สิ้นสุดลงแล้ว ยุคใหม่เป็นของผู้ที่กล้าลงทุน กล้าเปลี่ยนแปลง และพร้อมสร้างอำนาจของตัวเอง ประเทศไทยจะเลือกเดินไปข้างหน้าหรือจะยืนดูคนอื่นผ่านไป คำตอบอยู่ที่การตัดสินใจและการลงมือทำของเราในวันนี้

]]>
1557332