Admin – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 26 Mar 2025 13:44:16 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 คุ้มค้าทุกการช้อปยิ่งกว่าเดิม… แค่สะสมพอยท์ The 1 ในโซนร้านค้าที่ศูนยการค้าเซ็นทรัลกว่า 1,000 แบรนด์ https://positioningmag.com/1516130 Wed, 26 Mar 2025 13:00:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1516130

หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตของคนไทยต้องหนีไม่พ้น “การช้อปปิ้ง” อย่างแน่นอน เป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขทั้งทางใจ และทางกาย แถมยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักอีกด้วย แต่จะดีแค่ไหนถ้าการช้อปปิ้งนั้นสร้างความคุ้มค่ากลับมาให้ผู้ซื้อ

จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์ต่างๆ หรือแม้แต่ผู้เล่นค้าปลีกต้องมีโปรแกรม CRM เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าในการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่าย เพื่อที่จะสื่อสารการตลาด และเสิร์ฟแคมเปญที่โดนใจมากที่สุด ซึ่งในประเทศไทยโปรแกรม The 1 ของกลุ่มเซ็นทรัล เป็นโปรแกรม CRM ที่ยืนหนึ่งตลอดกาล ครองใจทั้งนักช้อป และร้านค้า


The 1 โปรแกรม CRM เบอร์ 1 ของไทย ที่แบรนด์ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้แล้ว

แต่เดิม The 1 เป็นโปรแกรม CRM ที่รองรับธุรกิจในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, โรบินสัน, เพาเวอร์บาย, B2S, ไทวัสดุ และอื่นๆ สะสมประสบการณ์มากว่า 21 ปี ปัจจุบันมีฐานลูกค้ากว่า 22 ล้านราย

แต่ด้วยโลกของรีเทลที่เปลี่ยนไป ้ เซ็นทรัลพัฒนาจึงเปิดตัวโปรแกรม The 1 BIZ ได้ราวๆ 3-4 ปี ขยายความพิเศษให้ The 1 จากธุรกิจห้างสรรพสินค้าสู่กลุ่มร้านค้าผู้เช่าของศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปัจจุบันมีร้านค้าที่เข้าร่วมกว่า 1,000 แบรนด์ รวมทั้งหมดกว่า 3,000 ร้านค้า ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น อาหาร เครื่องดื่ม คลินิกความงาม สถาบันความรู้ ร้านแว่นตา และร้านเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถขยายความคุ้มค่าในการสะสมพอยท์ The 1 และแลกพอยท์เป็นส่วนลดแทนเงินสด ได้จากการช้อปปิ้งทั่วทั้งศูนย์การค้า


เปิดอินไซต์นักช้อปไทย ช้อปฉ่ำ รับพอยท์จุกๆ 

จุดแข็งของเซ็นทรัลพัฒนาคือมีโครงการอยู่ครบทุกภูมิภาคในประเทศไทย จับโลเคชั่นทุกหัวเมืองใหญ่ ทำให้ได้เห็นอินไซต์ของผู้บริโภคในทุกมิติ อีกทั้งยังมีผู้เช่าในศูนย์ที่หลากหลาย ตั้งแต่แบรนด์โลคอล แบรนด์ไทยดาวรุ่ง แบรนด์ใหญ่ ไปจนถึงแบรนด์ลักชูรี่ ยิ่งทำให้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลายของแต่ละภูมิภาค ซึ่งเซ็นทรัลพัฒนาเป็นแบรนด์เดียวในไทยที่ทำได้ขนาดนี้

โดยที่เซ็นทรัลพัฒนาได้เปิดข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจที่ได้จากดาต้าที่ลูกค้ามาช้อปปิ้งในโซนร้านค้า ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ได้แก่

  1. กรุงเทพฯ

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานที่กระเป๋าหนัก มีงานอดิเรกแบบเฉพาะตัวเพื่อผ่อนคลายความเครียดอย่างเช่น การสะสมของเล่น หรือความสนใจในการท่องเที่ยวมากกว่าภาคอื่นๆ จึงชอบช้อปปิ้ง ทำให้มีพอยท์สะสมเยอะ และเอาพอยท์มาแลกได้เยอะ

 

  1. ภาคกลาง

ลูกค้าภาคนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีรายได้พอประมาณ แต่ยังไม่มีลูกเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นกลุ่มคนที่ใช้เงินซื้อความสุขให้กับตัวเองในทุกๆ ไลฟ์สไตล์ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกินที่มาเป็นอันดับหนึ่ง อัปเดตทุกเทรนด์แก็ดเจ็ตใหม่ๆ ที่แบรนด์ไอที ใส่ใจดูแลรถมากเป็นพิเศษผ่านบริการล้างรถในศูนย์การค้าเซ็นทรัล ยิ่งถ้าได้ส่วนลดจากการช้อป จะยิ่งช้อปมากขึ้น

  1. ภาคเหนือ

มีคนสูงวัยแต่ไม่ชรา และมีเงินหนามากที่สุด คนกลุ่มนี้มี Local Pride ค่อนข้างสูง สนับสนุนแบรนด์โลคอลเป็นอันดับหนึ่ง ลงทนกับการดูแลตัวเองไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของสุขภาพ รูปลักษณ์ภายนอก หรืออาหารการกินอย่างสม่ำเสมอ ผ่านสนับสนุนแบรนด์โลคอล และอัปเดตแก็ดเจ็ตใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ! เงินหนัก พอยท์หนักตาม

  1. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ลูกค้าภาคนี้ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาววัยรุ่น จัดเต็มเรื่องความงาม เข้าคลินิกเป็นประจำ หน้าก็ต้องเป๊ะ คาเฟ่ก็ต้องแวะ แล้วเอาพอยท์ไปแลกลดแก็ดเจ็ตไอทีใหม่ๆ ไม่ให้เอ้าท์

  1. ภาคใต้

ลูกค้าภาคนี้ส่วนใหญ่เป็นพ่อแม่รุ่นใหม่ เรื่องลูกมาเป็นอันดับหนึ่ง จะเสื้อผ้า ของเล่น หรือเสริมความรู้เพื่อให้ลูกอินเทรนด์ พ่อเเม่ก็จัดให้ พ่อแม่กลุ่มนี้มีการใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง

  1. ภาคตะวันออก

ลูกค้าภาคนี้ส่วนใหญ่เป็นพ่อแม่ที่ร่ำรวย มั่นคง มีกำลังซื้อสูง จ่ายได้เต็มที่ทั้งตัวเองและลูก โดยเน้นลงทุนกับการเรียนรู้ให้กับลูก มียอดใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของลูกต่อครั้งสูงถึง 10,000 – 50,000 บาท


ใช้พอยท์ The 1 มีมูลค่ามากกว่าที่คิด

ถึงแม้ว่าโปรแกรม The 1 BIZ จะเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน แต่มีผู้เช่าเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสามารถสร้างยอดขายให้ร้านค้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน ในปี 2567 ที่ผ่านมามีการแจกพอยท์ The 1 ให้กับลูกค้าที่มาช้อบในโชนร้านค้ามากกว่า 360 ล้านพอยท์ และพอยท์ถูกนำมาใช้สูงถึง 90%

สมาชิก The 1 มาสะสมพอยท์ในโชนร้านค้ามากขึ้นกว่าปีที่แล้ว 65% มีการแลกพอยที่ไปโชนร้านค้ารวมทั้งสินกว่า 300 ล้านพอยท์ หรือเทียบเท่ารับกาแฟฟรีไปมากกว่า 300,000 แก้วไปแล้ว

ในปี 2567 บิลที่มีการสะสมพอยท์สูงที่สุดอยู่ที่ 3.4 ล้านบาท รับพอยท์ไปเลยจุกๆ มากกว่า 68,000 พอยท์ มีลูกค้ามากกว่า 3,300 คน ที่ชื่อของไปแบบฟรีๆ ไม่ต้องจ่ายสักบาท เพราะใช้พอยท์ The 1 ช่วยจ่ายทั้งหมด และมีลูกค้าที่ได้เครื่องประดับจิวเวลรี่ไปฟรีๆ จากการใช้พอยท์ 408,000 แลกมา

แต่ที่เซอร์ไพร์สที่สุดเห็นจะเป็นลูกค้า The 1 ใช้พอยท์ถึง 793,090 พอยท์ ในการแลกเป็นส่วนลดเพื่อซื้อเครื่องนอนแบรนด์หนึ่ง ทำให้จ่ายเงินเพียง 56,241 บาทเท่านั้น (Round up the numbers*)

จะเห็นได้ว่าการสะสมพอยท์ใน The 1 มีประโยชน์มหาศาล มีสิทธิ์ประโยชน์มากมายที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ รวมไปถึงอาจจะพลาดโอกาสดีๆ จากการสะสมพอยท์จากโซนร้านค้า ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าที่สามารถสะสมแต้ม The 1 ได้กว่ากว่า1,000 แบรนด์ รวมกว่า 3,000 สาขาทั่วประเทศ ที่มีสาขาอยู่ตามศูนย์การค้าเซ็นทรัลมากกว่า 40 แห่ง  มีให้ช้อปครอบคลุมทุกโลฟ์สไตล์ เช่น Starbucks, Oishi Group, adidas, LEVI’S, Better Vision, owndays, NITORI, APEX, Gangnam Clinic และอื่นๆ อีกมากมาย

ในการสะสมทุก 1,000 พอยท์ สามารถใช้แทนเงินสดได้ 100 บาท มองหาป้าย The 1 ที่ร้านค้าต่างๆ ได้เลย เพียงแค่บอกบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับหมายเลขมาชิก The 1 ก่อนชำระเงินทุกครั้ง

ทั้งนี้เซ็นทรัลพัฒนายังได้อัดโปรจัดหนักตลอดปี ที่นักช้อปต้องร่วมจอย พิเศษ! ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 21 พฤษภาคม 2568 รับพอยท์ The 1 เพิ่ม 1,000 พอยท์ เมื่อช้อปครบ 12,000 บาท สำหรับ 3,000 ท่านแรกที่ลงทะเบียนใน The 1 APP และมียอดช้อปสะสะสมตามกำหนด รับพอยท์คืนสูงสุด 1,000 พอยท์* (เมื่อแลก 1,000 พอยท์ รับคืน 250 พอยท์ต่อใบเสร็จ) สำหรับลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน รับพอยท์เพิ่มสูงสูงสุด X3* ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568


The 1 BIZ สุดยอดเครื่องมือการตลาดของร้านค้า

เบื้องหลังอินไซต์ผู้บริโภคนักช้อปสุดเซอร์ไพร์สเหล่านี้ มาจากโปรแกรม The 1 BIZ ที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมเพื่อต่อยอดในการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้

กล่าวง่ายๆ ก็คือ The 1 BIZ เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจ เป็น Marketing Intelligence Solution เครื่องมือสำคัญที่ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ เพราะเซ็นทรัลพัฒนาไม่ใช่เป็นแค่ผู้พัฒนาโครงการอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นพี่ใหญ่ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเล็กใหญ่เติบโตไปด้วยกัน และช่วยสร้างอีโคซิสเท็มให้ค้าปลีกเติบโตอย่างยั่งยืน

The 1 BIZ สามารถพิสูจน์แล้วว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมีอัตราการโตกว่า 3 เท่า เพราะ CRM เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการเช่นเดียวกัน ยิ่งถ้ามีระบบเดียวกับกับ The 1 ยิ่งเพิ่มโอกาสในการใช้สิทธิประโยชน์ได้ง่ายขึ้น


โดยที่ผู้ประกอบการยังสามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่เป็นฐานลูกค้าของเซ็นทรัล รวมไปถึงการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า Wealth Segment จากพาร์ทเนอร์อย่าง The 1 Exclusive ที่ลูกค้ามีกำลังซื้อที่สูงกว่า 30 เท่า เมื่อเทียบกับสมาชิกทั่วไป และสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิต เข็นทรัล เดอะวัน ที่พิสูจน์แล้วว่า แบรนด์มีอัตราการเติบโตของยองยอดขายเพิ่ม 26%

โดยสรุปแล้ว The 1 เป็นโปรแกรม CRM อันดับ 1 ในไทยอย่างไร้ข้อกังหา สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้ตรงจุด อีกทั้ง The 1 BIZ ยังช่วยเสริมให้ผู้ประกอบการไทยติดปีกในการเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

 

]]>
1516130
“ออริจิ้น” คว้า “ณเดชน์” เป็น Brand Ambassador อีกครั้งในรอบ 8 ปี ย้ำภาพเบอร์ท็อปแห่งวงการอสังหา! https://positioningmag.com/1515006 Wed, 26 Mar 2025 09:27:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1515006
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มีการแข่งขันกันดุเดือดไม่แพ้วงการอื่น แข่งขันกันทั้งในเรื่องทำเล โลเคชั่น ราคา รูปแบบบ้าน หรือคอนโด ทำให้ผู้เล่นหลายแบรนด์ต่างงัดกลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างการรับรู้ และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำให้มากที่สุด

“ณเดชน์” คัมแบ็ค! ย้ำภาพผู้นำแห่งวงการ

“ออริจิ้น” หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มาแรงที่สุดแห่งยุค ขึ้นแท่นแบรนด์ขวัญใจคนรุ่นใหม่ด้วยโครงการทั้งแนวสูงในแบรนด์ออริจิ้น และแนวราบในแบรนด์บ้านบริทาเนีย ล้วนตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย และปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง

ออริจิ้นได้เคยเลือก “ณเดชน์ คูกิมิยะ” เป็นพรีเซ็นเตอร์มาแล้วครั้งแรกเมื่อปี 2560 เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 8 ปีของแบรนด์ ภายใต้แคมเปญ “My Life My Origin” เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง สร้างแบรนด์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นหลังมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดมาตลอด 8 ปี ด้วยภาพลักษณ์ของความเป็นซูเปอร์สตาร์ตัวท็อปของวงการที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ อีกทั้งณเดชน์ยังเป็นตัวแทนในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ นอกจากจะมีลุคที่หล่อสมาร์ทแล้ว ยังมีไลฟ์สไตล์ที่ติดดิน ชอบขึ้นรถไฟฟ้า เข้าถึงง่าย รักสัตว์ เข้าใจการใช้ชีวิต สามารถพบณเดชน์ได้ตามสถานที่ทั่วไปทั้งบนรถไฟฟ้าบีทีเอส สวนสาธารณะ เป็นพระเอกขวัญใจมหาชนแห่งยุค

ในปีนี้จึงถือว่าเป็นการโคจรกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในรอบ 8 ปี ระหว่างออริจิ้น และณเดชน์ในฐานะ Brand Ambassador  ของคอนโดฯ ออริจิ้น และบ้านบริทาเนีย ผ่าน Key Message “มาเป็นครอบครัวคอนโดออริจิ้น และบ้านบริทาเนียกับณเดชน์กันนะครับ” เจาะตลาดผู้บริโภคทุกกลุ่ม พร้อมร่วมเดินทาง และค้นหานิยามการใช้ชีวิตที่สร้างสรรค์ และความสุขในแบบที่เราตามหา ตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ชัดเจนขององค์กร

การกลับมาอีกครั้งของ ณเดชน์ คูกิมิยะ

การกลับมาอีกครั้งของ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่ต่างคนต่างเติบโตบนเส้นทางของตัวเอง และประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับต้นๆ ของวงการอสังหาฯ และวงการบันเทิง โดยทั้ง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ ออริจิ้น ทั้งคู่ต่างก็เข้าวงการมาพร้อมๆ กันในช่วงปี 2552 ผ่านช่วงเวลาทั้งความสำเร็จ และยากลำบากบนเส้นทางของตัวเอง เคียงข้างการเติบโตด้วยกันตลอดมา เป็นเหตุผลให้ออริจิ้นดึง ณเดชน์ เข้ามาร่วมงานกันอีกครั้งในรอบ 8 ปี และ ณเดชน์ ยังได้ทำหน้าที่ Represent ความเป็นออริจิ้น ที่สามารถสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างแท้จริง


เข้าถึงง่าย จริงใจ เข้าใจการใช้ชีวิต

ซึ่งคาแรคเตอร์ของณเดชน์ตรงกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ออริจิ้นที่เน้นพัฒนาคอนโดฯ ภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์ชีวิตคิดเพื่อคุณ และการเลือกโลเคชั่น ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านในการเดินทางไปทำงาน และการชีวิตในสังคมเมือง รวมทั้งคอนโดฯ เลี้ยงสัตว์ได้

ส่วนบ้านบริทาเนียได้ให้ความสำคัญกับทำเลที่ตั้้งของโครงการเป็นลำดับแรกในการพัฒนาเช่นกัน ที่ต้องใกล้แหล่งคมนาคมสำคัญ และเดินทางสะดวกทั้งในกรุุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นบ้านจัดสรรที่สามารถเรียกแท็กซี่ได้สะดวก ไม่อยู่ในซอยลึก ซอยเปลี่ยว รวมทั้้งทำเลที่่มีการขยายตัวของนิคมอุุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ

สอดรับกับการใช้ชีวิตของณเดชน์ที่พัฒนาขีดความสามารถของตัวเองไม่มีวันหยุดแม้จะประสบความสำเร็จแล้วก็ตาม เพื่อรักษาคุณภาพของตัวเองเหมือนกับแก่นแท้ของออริจิ้น ที่ยังคงตั้งใจ และพัฒนาโครงการให้ตรงกลุ่มเป้าหมายเพื่อผู้บริโภค


ปักธงรบทั้งแนวสูงแนวราบ

ในปี 2568 กลุ่มออริจิ้นฯ ได้ก้าวสู่ปีที่16 พร้อมที่จะลุยตลาดในทุกกลุ่มธุรกิจรองรับการเติบโตยั่งยืนโดยยึดแนวคิดการพัฒนาด้วย Human Centric ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแบบที่คุณต้องการ ดีไซน์ใส่ใจในทุกรายละเอียดสอดรับไลฟ์สไตล์ของคนทุกกลุ่มทุกวัย ทุกโครงการยืนหนึ่งเรื่องทำเล ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล, EEC, ภูเก็ตและต่างจังหวัดรวมถึงทำเลที่มีการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ

กลุ่มคอนโดมิเนียมภายใต้บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICALนั้นจะเน้น การส่งมอบคอนโดฯ ภายใต้แนวคิด “Creative Living for All” ในราคาที่เข้าถึงง่ายระดับราคา 3-5 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5 ล้านบาท ไปจนถึงคอนโดฯ หลัก 10 ล้านบาท ครอบคลุมทุก Segment เดินทางสะดวกใกล้รถไฟฟ้า หรือทางด่วน ดีไซน์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตลาด Gen Y-Gen Z ด้วย Facilities ต่างๆ ครบครัน และเป็นคอนโดฯ ตอบโจทย์คนรักสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly Condo) แวดล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งสถานศึกษา สถานพยาบาล และแหล่งช้อปปิ้ง ขณะเดียวกันการอยู่อาศัยในคอนโดฯของออริจิ้น ยังมีบริการหลังการขาย เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกลุ่มโครงการบ้านจัดสรรที่ดำเนินการภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI บ้านทุกหลังที่สร้างให้กับลูกบ้าน บริทาเนียใส่ใจทุกรายละเอียดในการอยู่อาศัย ทำให้ลูกบ้านสามารถใช้ชีวิตในแบบที่รักได้ ภายใต้แนวคิด “CRAFT a life you love ดีที่สุดคือใช้ชีวิตในแบบที่รัก” สะท้อนผ่านโปรดักส์ 4 แบรนด์หลักคือไบรตัน,บริทาเนีย, แกรนด์ บริทาเนีย และเบลกราเวีย ที่แบ่งตลาดกันชัดเจน ทุกโครงการยื่นหนึ่งในเรื่องทำเล ติดถนนใหญ่ ไม่ลึก-ไม่ไกล-ไม่เปลี่ยว ราคาเฉลี่ย 6-7 ล้านบาท


การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของณเดชน์ และออริจิ้นในครั้งนี้ ทำให้วงการอสังหากลับมาร้อนแรงมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน เมื่อซูเปอร์สตาร์ขวัญใจเบอร์ 1 ในไทย มาเจอกับแบรนด์อสังหาฯ สุดร้อนแรงแห่งยุค ยิ่งตอกย้ำภาพเบอร์ท็อปที่หาใครเทียบได้ ต้องจับตาดูว่าจะมีการร่วมมือกันในโปรเจ็คต์ไหนอีกบ้าง

]]>
1515006
เทคนิคเลือกแหวนเพชรสุดหรูให้คุ้มค่า สมราคาฉบับปี 2025 https://positioningmag.com/1515661 Fri, 21 Mar 2025 05:00:30 +0000 https://positioningmag.com/?p=1515661

แหวนเพชรไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องประดับ แต่เป็นการลงทุนในสิ่งที่สะท้อนถึงความหรูหราและคุณค่า ความสำคัญในการเลือกแหวนเพชรที่เหมาะสมสำหรับปี 2025 ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่ราคา แต่ยังเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคุณภาพ วัตถุดุที่ใช้ และการออกแบบที่ประณีต ทุกองค์ประกอบมีส่วนในการสร้างมูลค่าให้กับแหวนเพชรที่คุณจะสวมใส่และเก็บรักษาในระยะยาว

  1. ทำความเข้าใจกับหลักการ 4C: มาตรฐานการเลือกแหวนเพชรสุดหรู

แหวนเพชร ที่มีคุณภาพสูงสุดต้องพิจารณาจากหลักการ 4C ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการประเมินคุณภาพเพชร และมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกแหวนที่มีความหรูหราคุ้มค่า

  • Carat (กะรัต): เพชรที่มีน้ำหนักมากจะให้ความรู้สึกถึงความหรูหราและอลังการ คุณสามารถเลือกแหวนที่เพชรมีน้ำหนักที่ตรงตามความต้องการ ทั้งในแง่ของงบประมาณและความพิเศษที่คุณมองหา

  • https://anantajewelry.com/pub/media/wysiwyg/Website-Assets-Carat.jpg
  • Color (สี): เพชรที่ไร้สีจัดเป็นเพชรที่มีความหรูหราในระดับสูงสุด เพชรระดับสี D-F จะมีความ
  • https://anantajewelry.com/pub/media/wysiwyg/Website-Assets-Clarity.jpg
  • Cut (การเจียระไน): การเจียระไนที่ประณีตมีผลโดยตรงต่อความเป็นประกายของเพชร การเลือกเพชรที่มีการเจียระไนสมบูรณ์แบบ (Excellent)
  • เป็นประกายและให้ความรู้สึกที่สะอาดบริสุทธิ์

  • https://anantajewelry.com/pub/media/Color.jpg
  • Clarity (ความใส): ความใสของเพชรที่ปราศจากตำหนิ (FL) หรือมีตำหนิเล็กน้อย (VVS1-VVS2) จะเพิ่มความหรูหราให้แหวนเพชร ซึ่งยากที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า

  1. เลือกแหวนเพชรที่มาพร้อมใบรับรองคุณภาพ

ในการเลือก แหวนเพชร ที่เป็นสินค้าหรูหรา ใบรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ เช่น GIA (Gemological Institute of America) จะเป็นสิ่งสำคัญในการยืนยันคุณภาพของเพชร ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันว่าคุณได้รับเพชรที่มีคุณค่าตามมาตรฐาน แต่ยังเพิ่มความมั่นใจในมูลค่าของแหวนเพชรในระยะยาวอีกด้วย

  1. การออกแบบที่ประณีต: สัญลักษณ์ของความหรูหรา

แหวนเพชรที่สวยงามและหรูหราไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่คุณภาพของเพชร แต่การออกแบบที่พิถีพิถันก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ แหวนที่ผ่านการออกแบบจากช่างผู้เชี่ยวชาญจะมีความพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการฝังเพชรอย่างละเอียดหรือการเลือกตัวเรือนที่เหมาะสม เช่น ทองคำขาว หรือแพลตตินัม ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มความหรูหราและความเป็นเอกลักษณ์ให้กับแหวนเพชรที่คุณเลือก

  1. มองหาคุณค่าที่แท้จริงในแหวนเพชร

การเลือก แหวนเพชร จากร้านที่เน้นสินค้าระดับหรูหราจะทำให้คุณมั่นใจได้ในคุณภาพและความยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโปรโมชั่นหรือส่วนลด การเลือกแหวนเพชรที่มีคุณภาพสูงจากวัสดุที่ดีที่สุดและการออกแบบที่ไม่ซ้ำใครจะเพิ่มคุณค่าให้กับแหวน ไม่เพียงแค่ในแง่ของมูลค่าทางการเงิน แต่ยังรวมถึงคุณค่าทางจิตใจที่คุณสามารถส่งต่อให้กับคนรุ่นหลังได้


การเลือก แหวนเพชร ที่หรูหราและมีคุณค่าควรพิจารณาจากองค์ประกอบหลักทั้ง 4C ใบรับรองคุณภาพ การออกแบบที่ประณีต และความยั่งยืนที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโปรโมชั่น การตัดสินใจที่ดีในปี 2024 จะช่วยให้คุณได้แหวนเพชรที่สะท้อนถึงความเป็นตัวตนและคุณค่าที่แท้จริงของเครื่องประดับชิ้นนี้

Ref: คุณสามารถเลือกดู แหวนเพชร จากร้าน Ananta Jewelry ได้ที่นี่ https://anantajewelry.com/jewelry/all-categories/rings.html ซึ่งมีคอลเลกชันแหวนเพชรที่ผ่านการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน และคัดเลือกเพชรคุณภาพสูงเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาความหรูหราและคุณค่าอย่างแท้จริง

]]>
1515661
แคมเปญการตลาดยุคนี้ ต้องทำให้ถึง ต้องเล่นให้ใหญ่ แต่ต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจุด https://positioningmag.com/1515492 Thu, 20 Mar 2025 12:36:30 +0000 https://positioningmag.com/?p=1515492

แคมเปญ “ฟ้าไทย ฮอท พอท” ร้านคาเฟ่ชาบูหม้อไฟกลางสยามแสควร์ ในชื่อร้าน FaThai Hot Pot : Shabu Café (ฟ้าไทย ฮอท พอท : ชาบูคาเฟ่) กลับมาอีกครั้งในซีซั่น 2 หลังจากได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาดในซีซั่นแรก มีลูกค้ามาต่อคิวรอ เพื่ออยากจะได้สัมผัสประสบการณ์ทานชาบูหม้อไฟเต็มรูปแบบ จากผลิตภัณฑ์ฟ้าไทย ฮอท พอท น้ำซุปชาบู

ความพิเศษของ ฟ้าไทย ฮอท พอท : ชาบูคาเฟ่ ในซีซั่น 2 นี้ จะมีการเพิ่มน้ำซุปชาบู 3 รสชาติใหม่ มาเปิดตัวที่ร้านชาบูคาเฟ่ ได้แก่ น้ำซุปกระดูกหมู น้ำซุปต้มยำน้ำข้น น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวเรือหม้อไฟ ซึ่งเป็นรสชาติน้ำซุปชาบูที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และสำหรับน้ำซุปชาบู 4 รสชาติปัจจุบัน ได้แก่ น้ำซุปชาบูน้ำดำ น้ำซุปหม่าล่า น้ำซุปแจ่วฮ้อน และน้ำซุปกิมจิ ก็ยังมีพร้อมเสิร์ฟเช่นเดิม

คุณอริญชย์ เพ็งแป้น ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท วันทูเทรดดิ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฟ้าไทย กล่าวว่า “ด้วยกระแสความนิยมของการทานชาบูในประเทศไทย ทำให้ฟ้าไทยมองเห็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ฟ้าไทย ฮอท พอท น้ำซุปชาบู เพื่อออกมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่อยากจะทำชาบูทานกันเองที่บ้านกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนฝูง โดยเน้นจุดขายในด้านรสชาติของน้ำซุปที่อร่อยเหมือนทานที่ร้านชาบู ซึ่งความคิดเห็นของผู้บริโภคผ่านทางโซเชียลมีเดีย ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ฟ้าไทยทำถึง อร่อยเหมือนทานที่ร้าน’ เป็น Feedback ที่ทางแบรนด์ฟ้าไทยรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก”

“สำหรับแคมเปญ ร้านฟ้าไทย ฮอท พอท : ชาบูคาเฟ่ ซีซั่น 2 นี้ ทางแบรนด์ไม่ได้มองไปถึงเรื่องยอดขายของร้านเป็นเรื่องหลัก แต่เป้าหมายของเรา คือต้องการสร้างประสบการณ์ร่วมของผู้บริโภคกับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ เรามองว่าในยุคนี้ เราไม่อาจทำการตลาดแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไปแล้ว และนอกเหนือไปกว่าการสร้างประสบการณ์ร่วมแล้ว เราพยายามทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกร่วมกับแบรนด์และผลิตภัณฑ์อีกด้วย เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคจะอยู่กับแบรนด์ไปในระยะยาว ซึ่ง Moment ที่ผู้บริโภคมีรอยยิ้ม ทานชาบูกันอย่างมีความสุขในร้านฟ้าไทย ฮอท พอท : ชาบูคาเฟ่ เราคิดว่าผู้บริโภคได้เกิดความรู้สึกร่วมกับแบรนด์ของเราแล้ว”

นอกจากแคมเปญร้านชาบูหม้อไฟ FaThai Hot Pot : Shabu Café #Season 2 (ฟ้าไทย ฮอท พอท : ชาบูคาเฟ่ ซีซั่น 2) แล้ว ยังมีการโปรโมทแคมเปญฟ้าไทย ฮอท พอท น้ำซุปชาบู ในธีม “ฟ้าไทย ฮอท พอท รสไหนก็ทำถึง…ตัวตึงเรื่องชาบู” ผ่านสื่อแมสมีเดีย TVC สื่อในรถไฟฟ้า BTS และ MRT สื่อในช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียต่างๆ รวมไปถึงกิจกรรม ณ จุดขาย ซึ่งถือเป็นแคมเปญที่มีการสื่อสารอย่างครบวงจรเต็มรูปแบบ

ฟ้าไทย ขอเชิญทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ชาบูมื้อพิเศษ อร่อยตัวตึงกับชุดชาบูหม้อไฟเต็มรูปแบบ ที่ FaThai Hot Pot : Shabu Café #Season 2 ระหว่างวันที่ 21 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ที่ ลิโด้ สยามสแควร์ ร้านเปิดเวลา 10.00-22.00น. มีชุดเมนูให้เลือกอร่อยตัวตึง ได้แก่ ชุดหมูสไลซ์ พร้อมชุดผัก ราคาชุดละ 169 บาท และชุดเนื้อสไลซ์ พร้อมชุดผัก ราคาชุดละ 199 บาท

สามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ฟ้าไทย ฮอท พอท ได้ที่ เซเว่น อีเลฟเว่น, โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร, ท็อปส์, กูร์เมต์ มาร์เก็ต, ซีเจ มอร์, ฟู้ดแลนด์, วิลล่า มาร์เก็ท, แม็กซ์แวลู, ลอว์สัน, ไทยฟู้ดส์ เฟรซ มาร์เก็ต, โก โฮลเซลล์ และร้านค้าทั่วไป หรือช่องทางออนไลน์ของฟ้าไทย

นอกจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ ฟ้าไทย ฮอท พอท น้ำซุปชาบู แล้ว ฟ้าไทยยังเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้จักและได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานในกลุ่มผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสฟ้าไทย และน้ำก๋วยเตี๋ยวฟ้าไทย ที่การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1 อีกด้วย

#ฟ้าไทยฮอทพอท #ฟ้าไทยชาบูคาเฟ่ #รสไหนก็ทำถึง #ตัวตึงเรื่องชาบู #ฟ้าไทยทำถึง #ฟ้าไทยเธอจะทำน้ำซุปอร่อยทุกอย่างไม่ได้นะ #ฟ้าไทยอร่อยเหมือนทานที่ร้าน #FaThaiHotPot #ShabuCafe #FaThaiThailand

]]>
1515492
บริหารจัดการ “น้ำ” อย่างยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชน https://positioningmag.com/1515328 Thu, 20 Mar 2025 09:48:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1515328

น้ำคือทรัพยากรล้ำค่าที่มีความสำคัญต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่การขยายตัวของเมือง อุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญ ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับแนวทางการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การฟื้นฟูแหล่งน้ำ และการพัฒนาเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชน เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมในไทยที่ต่างก็ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า


โรงงานสุราเทพอรุโณทัย : บึงประดิษฐ์ ฟื้นฟูแหล่งน้ำชุมชน

ปลูกพืชน้ำเพื่อช่วยดูดซับสารพิษและฟื้นฟูคุณภาพน้ำก่อนปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ โครงการนี้ดำเนินภายใต้ความร่วมมือกับ 6 หน่วยงานผ่านโครงการอุตสาหกรรมรวมใจ รักษ์น้ำใส ใส่ใจชุมชน ซึ่งเป็นการบริหารจัดการน้ำเสียร่วมกันระหว่างโรงงานและชุมชน เพื่อคุณภาพน้ำที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน


โรงงานสุราแก่นขวัญ : ลดการใช้น้ำในกระบวนการ และเพิ่มพื้นที่สีเขียว

ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตผ่าน โครงการลดอัตราการใช้น้ำต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (Water intensity) โดยตั้งเป้าลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลงอย่างน้อย 20% ต่อปี อีกทั้งคืนน้ำสะอาดสู่ชุมชนกว่า 8,000 ลบ.ม. ต่อปี สนับสนุนภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ โรงงานยังมีโครงการป่าสีเขียว (Green Forest) ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวรอบโรงงานและพื้นที่ชุมชน


โรงงานสุราบางยี่ขัน : อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ

ปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม แก่พนักงาน โดยส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาแหล่งต้นน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านกิจกรรม Off Road เพื่อสำรวจและฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ ณ สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาน้ำพุ จ.กาญจนบุรี พร้อมทั้งกิจกรรม Seed Bomb ปลูกป่าโดยไม่ต้องขุด และการทำโป่งเทียมเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศให้กับสัตว์ป่า สร้างความสมดุลให้ธรรมชาติ

การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของชุมชน ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจโดยรวม โครงการเหล่านี้สะท้อนถึงความรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง มุ่งสู่อนาคตที่สมดุลและยั่งยืน

]]>
1515328
AIS ร่วมจำหน่าย “วันอาทิตย์” บริการโซลาร์บ้านครบวงจร โดย กัลฟ์1 ที่ AIS Shop ทั่วประเทศ เติมเต็มไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม https://positioningmag.com/1514891 Mon, 17 Mar 2025 12:38:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1514891

บริษัท กัลฟ์1 จำกัด (GULF1) ในเครือบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ประกาศเปิดตัวแบรนด์ “วันอาทิตย์” โซลาร์บ้านครบวงจร พร้อมแผนการตลาดเชิงรุก เปิดช่องทางจำหน่ายทาง AIS Shop ทั่วประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน นับเป็นก้าวสำคัญของ GULF1 ในการขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มบ้านอยู่อาศัย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์

“วันอาทิตย์” โดดเด่นด้วยบริการโซลาร์บ้านแบบครบวงจร (One-Stop Service) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการบำรุงรักษา โดยทีมงานมืออาชีพ ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะจากผู้ผลิตชั้นนำทั้งแผงโซลาร์เซลล์ Tier 1 อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่คุณภาพสูงที่มาพร้อมระบบบริหารจัดการพลังงานด้วย AI และ IoT เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ระบบโซลาร์เซลล์ ของ “วันอาทิตย์” จึงช่วยตอบโจทย์การประหยัดค่าไฟสูงสุดให้กับทุกหลังคาเรือน พร้อมการันตีประสิทธิภาพการใช้งานยาวนานถึง 30 ปี ลูกค้าสามารถเลือกแพ็กเกจได้หลากหลายตามขนาดการใช้ไฟฟ้า พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ส่วนลดเงินสด 1.5% หรือผ่อน 0% นาน 10 เดือน หรือบริการสินเชื่อจากสถาบันการเงินชั้นนำผ่อนนานสูงสุด 84 เดือน นอกจากนี้ ยังมอบบริการบำรุงรักษาระบบฟรี 3 ปี และฟรีประกันอัคคีภัยคุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้พลังงานสะอาดให้กับลูกค้า “วันอาทิตย์” พิเศษสำหรับลูกค้า AIS รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 13,000 บาท เมื่อซื้อแพ็กเกจผ่าน AIS Shop ทั่วประเทศ

นางสาวอำนวยพร ประกอบนพเก้า ผู้อำนวยการด้านการบริหารธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ GULF1 กล่าวว่า “GULF1 มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเรื่องการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซลาร์แบบติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) โดยที่ผ่านมาเรามีลูกค้าหลักเป็นกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม กว่า 300 ราย ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งกว่า 300 เมกะวัตต์ ทั่วประเทศ ด้วยเราเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้พลังงานงานสะอาดโดยเริ่มต้นจากที่บ้าน จึงขยายตลาดมายังกลุ่มบ้านพักอาศัย ด้วยศักยภาพด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ในระบบโซลาร์ของ GULF1 ผนวกกับความแข็งแกร่งด้านธุรกิจ Retail และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของพันธมิตรอย่าง AIS เราจึงมีความพร้อมที่จะส่งมอบระบบโซลาร์รูฟท็อปคุณภาพสู่ลูกค้าบ้านอยู่อาศัย ด้วยการเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐานสูงและติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญการ อีกทั้งยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องความปลอดภัยและบริการหลังการขายเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด สำหรับแบรนด์ ‘วันอาทิตย์’ เราไม่ได้มองว่าเป็นแค่โซลาร์บ้าน แต่เป็นโซลูชั่นที่จะช่วยเติมความสุขให้กับทุกคนในครอบครัวที่ได้ทำกิจกรรรมร่วมกันโดยไม่ต้องกังวลกับค่าไฟฟ้า เพื่อให้ทุกวันที่อยู่บ้านเหมือน ‘วันอาทิตย์’ หรือ ‘วันครอบครัว’ นั่นเอง”

นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจค้าปลีก AIS กล่าวว่า “AIS มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะยกระดับประสบการณ์การให้บริการ Retail Shop สู่การเป็นศูนย์บริการ ที่สามารถตอบโจทย์ทุกๆ ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง GULF1 ในการนำเสนอบริการโซลาร์เซลล์บ้าน “วันอาทิตย์” ที่ AIS Shop เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการใช้ชีวิตในโลกยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด สอดรับกับเทรนด์ของสังคมยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานที่ยั่งยืน ซึ่งในอนาคตเราจะเสริมศักยภาพการขายบริการพร้อมการติดตั้งที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ ผ่านผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตบ้าน AIS 3BB FIBRE3 โดยเราเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญของการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ AIS ในการผลักดันสังคมไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน”

]]>
1514891
Endless Holiday – Trinity Cafe สองแบรนด์ดาวรุ่งกับการคอลแล็บสุดปัง ผลผลิตจากคอร์ส LEAD by Cantral Pattana https://positioningmag.com/1514404 Sat, 15 Mar 2025 03:32:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1514404

การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ยุคที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งเก่ง หรือการเก่งอยู่คนเดียว แต่การสร้างระบบที่แข็งแกร่ง แล้วเติบโตไปด้วยกัน ยิ่งถ้าส่งเสริมคนตัวเล็กตัวน้อยด้วย ทำให้ธุรกิจยั่งยืนกว่าเดิมหลายเท่า เหมือนอย่างที่เซ็นทรัลพัฒนาได้เห็นความสำคัญของการของการปั้นธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นเหมือนพี่ใหญ่ที่ช่วยให้น้องๆ ได้เติบโต

จึงเป็นที่มาของคอร์ส LEAD by Central Pattana หลักสูตรรีเทลที่พัฒนาให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้เติบโต และประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน พร้อมกับสเกลอัพไปแบบก้าวกระโดด

ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เรียนจริง ทำจริง โตจริง” ผ่านการเรียนรู้จากผู้รู้จริงในวงการรีเทล ทดลองตลาดกับพื้นที่ที่มีศักยภาพ และนำสิ่งที่ได้พัฒนามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้บริหารหลักสูตร LEAD by Central Pattana และผู้ประกอบการจาก LEAD รุ่นที่ 6

ในปีนี้เดินทางเข้าสู่รุ่นที่ 6 ปั้นผู้ประกอบรุ่นใหม่อีกมากมาย ความพิเศษของคอร์สนี้คือนอกจากจะได้ความรู้ ประสบการณ์จากผู้รู้จริงในวงการรีเทลแล้ว ยังได้คอนเน็คชั่นจากเพื่อนๆ ร่วมรุ่น หรือแม้แต่ข้ามรุ่นก็ยังได้ เกิดการคอลแล็ปข้ามสายงานก็ยังมี LEAD เป็น Platform of Opportunity ที่สร้างโอกาสต่อไปแบบไม่รู้จบ

ในปีนี้ Positioning ได้มีโอกาสพูดคุยกับ 2 แบรนด์รุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง Endless Holiday และ Trinity Cafe สองผู้ประกอบการผู้จบหลักสูตร LEAD รุ่น 6 และได้มีโปรเจ็คต์คอลแล็ปกันสร้างป็อปอัพคาเฟ่สุดคิวท์ ทั้ง 2 แบรนด์จะมีความน่าสนใจอย่างไร จะพาไปหาคำตอบ


Endless Holiday แบรนด์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ออนไลน์แบรนด์ดัง

ในประเทศไทยขึ้นชื่อว่ามีแบรนด์ที่แจ้งเกิดจากการขายบนช่องทางโซเชียลมีเดียมากมาย บางแบรนด์อาจได้รับความนิยมสูงจนสามารถเปิดหน้าร้านได้

หรือมียอดขายทะลุหลายหลัก ซึ่งจะต้องเป็นแบรนด์ที่มีความแตกต่าง และมีฐานลูกค้าในระดับหนึ่ง

Endless Holiday เป็นอีกหนึ่งแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นที่แจ้งเกิดจากช่องทางอินสตราแกรม หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นแบรนด์ไอจี โดยได้สร้างแบรนด์มา 10 ปีแล้ว ก่อตั้งโดย “คุณเอ้-ฤดีมาศ สกุลพงศ์ไพศาล” อดีตมาร์เก็ตติ้งสายแฟชั่น กับพาร์ทเนอร์ คุณกานต์ วิสราญกุล และ  คุณ อ้อ ฤดีรัตน์ สกุลพงศ์ไพศาลผู้มีใจรักในด้านแฟชั่น การแต่งตัว จึงได้เริ่มสร้างแบรนด์เอง ตอนแรกเริ่มทำจากเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าสำเร็จรูป มาจนถึงออกแบบลายเองจนได้แพทเทิร์นที่ยูนีคไม่เหมือนใคร ขึ้นแท่นเสื้อผ้าลายดอกที่ผู้หญิงหลงรัก จนขยายไลน์ยังเสื้อผ้าแม่และเด็ก รวมถึงกลุ่มผู้ชายด้วย

“เราเป็นคนมีแพชชั่นในเรื่องแฟชั่น จึงลองทำแบรนด์ของตัวเอง ตอนแรกเลือกผ้าสำเร็จรูป แล้วทำแบบให้ช่างตัดให้ แต่เกิด Pain Point ที่ว่า ลายซ้ำกับคนอื่น ถ้าขายดีแล้วหมดก็ไม่มีสต็อคเพิ่ม เสียโอกาสการขาย เลยมาคิดในการออกแบบลายเอง เกิดคอลเล็คชั่น Secret Garden เน้นลายดอกไม้ ให้ความรู้สึก Holiday เริ่มจากขายช่องทางออนไลน์เป็นหลัก อินสตราแกรม และลาซาด้า กับมีป็อปอัพสโตร์เล็กๆ บ้าง”

เหตุผลที่ใช้ลายดอกเป็นจุดเด่น มองว่าเป็นลายที่เข้าถึงง่าย เป็นแพทเทิร์นที่อมตะ เอาไปทำได้หลายอย่าง เข้าถึงสาวๆ ได้ง่าย เลยกลายเป็นภาพจำของแบรนด์ว่าเป็นลายปริ้นที่มีเอกลักษณ์ กับจุดเด่นอีกอย่างก็คือทำเป็นฟรีไซส์ ใช้ผ้าใส่สบาย ไม่ค่อยยับ ทุกไซส์ใส่ด้วยกันได้

จุดเริ่มต้นจากฟอร์มดอกไม้เป็นหลัก จนได้พัฒนามีคอลเล็กชั่นตามเทศกาลมากขึ้นอย่างเช่น วันวาเลนไทน์ และตรุษจีน ซึ่งได้รับการตอบรับดีจากลูกค้า รวมไปถึงขยายไลน์ไปกลุ่มแม่และเด็ก สามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

หลังจากอยู่บนโลกออนไลน์มาเป็น 10 ปี Endless Holiday มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่อยากจะโตมากขึ้นกว่านี้ จึงตัดสินใจเข้าร่วมคอร์ส LEAD by Central Pattana เพื่อต้องการสเกลอัพไปยังช่องทางออฟไลน์

“ปกติขายแค่ออนไลน์ ถ้าอยากโตต้องไปออฟไลน์เพื่อโตเข้าไปอีก อยากออกจากกรอบเดิมๆ ที่มีอยู่ เห็นว่าเซ็นทรัลพัฒนาเป็นเจ้าแห่งรีเทล ประกอบกับที่เรามีคอนเน็คชั่นกลุ่มเพื่อนที่เป็นแบรนด์ที่ขายสินค้าในอินสตราแกรม ก็แนะนำให้มาเข้าคอร์สนี้ ได้เห็นโปรไฟล์ของแบรนด์ที่เข้าร่วมในรุ่นก่อนๆ ก็เลยอยากโตแบบเขาบ้าง”

หลังจากเข้าคอร์ส LEAD by Central Pattana เหมือนเป็นแหล่งบ่มเพาะ SME ให้สเกลอัพไปสู่โลกกว้างได้อย่างทุกมิติ ในคอร์สนี้ได้ให้ทั้งความมั่นใจ เทคนิค กลยุทธ์ที่เป็นระบบ พร้อมกับได้ทดลองอะไรใหม่ๆ ได้พื้นที่ได้ทดลองโปรเจ็คต์คอลแล็ปกับเพื่อนร่วมรุ่น เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ทางเซ็นทรัลพัฒนามีขุมพลที่พร้อมให้คำปรึกษา และเครื่องมืออย่างเต็มที่

คุณเอ้-ฤดีมาศ ได้ทิ้งท้ายว่า คนที่เข้าคอร์ส LEAD by Central Pattana เมื่อเรียนจบแล้วจะไม่ได้อยู่ที่เดิมแน่นอน เพราะมีสเต็ปกันหมด มีโอกาสเข้ามาพร้อม จากคอนเน็คชั่นของคนร่วมหลักสูตร และโอกาสจากทางเซ็นทรัลพัฒนาเช่นกัน


Trinity Cafe คาเฟ่ขอนแก่น กับเป้าหมายในการบุกเมืองกรุง

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยมีร้านเบเกอรี่ ร้านคาเฟ่เกิดขึ้นมากมาย บางร้านก็ขายดีมีลูกค้าประจำ แต่บางร้านก็ล้มหายตายจากไปเยอะ ซึ่งถ้าพูดถึงคาเฟ่ในจังหวัดขอนแก่นแล้วละก็ เป็นร้านอื่นไปไม่ได้นอกจาก Trinity Cafe ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวแม่ตัวมัมแห่งขอนแก่น จุดเด่นอยู่ที่เบเกอรี่ที่ไม่กั๊กวัตถุดิบ อะไรที่ว่าดีล้วนใส่ลงไปในขนม ทำให้เกิดการบอกปากต่อปาก

Trinity Cafe ก่อตั้งโดย เชฟฟ้า-กนกวรรณ เดชวีระพานิชย์  ที่เริ่มทำขนมตั้งแต่ม.5 ทำไปให้เพื่อนชิมบ้าง ทำขายบ้าง ดูสูตรจากเว็บไซต์พันทิป และหนังสือแม่บ้าน จากนั้นช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเริ่มขายส่งให้ร้านเบเกอรี่ในเมืองขอนแก่น หารายได้เดือนละ 40,000-50,000 บาท จึงเริ่มคิดว่าน่าจะเปิดร้านเป็นของตัวเองได้

“แรกเริ่มเราใช้พื้นที่หน้าบ้านเปิดร้านก่อน มี 2-3 โต๊ะเท่านั้น เริ่มทำครัวซองขายวันละ 20 ชิ้น แต่ก็มีลูกค้าเยอะตั้งแต่วันแรก เพราะมีฐานลูกค้าตั้งแต่สมัยเรียนมหาวัทยาลัย จากนั้นเริ่มขยายไปสาขาที่ใหญ่ขึ้นกลางเมืองขอนแก่น เริ่มลงทุนใช้เครื่องจักรช่วยทำขนม ทำให้ขายครัวซองได้วันละ 1,200 ชิ้น”

Trinity Cafe เปิดร้านมาได้ 9 ปีแล้ว แต่เพิ่งมาโฟกัสในการทำธุรกิจจริงจังเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้มีการเติบโตแบบออแกนิกมาโดยตลอด ไม่เคยจ้างอินฟลูเอ็นเซอร์ในการรีวิว เกิดการบอกต่อกันปากต่อปากล้วนๆ โดยเป้าหมายใหญ่คือการเปิดสาขาในกรุงเทพฯ จึงคิดว่าน่าจะต้องทำการบ้านอีกมาก

ปัจจุบัน Trinity Cafe มี 3 สาขาที่จ.ขอนแก่น และมีป็อปอัพสโตร์ที่อุดรธานี ตอนนี้ทำกลังรอพื้นที่สาขาถาวรที่เซ็นทรัลอุดรธานี ….. บอกว่า การเติบโตจากร้านเดิมเป็นเรื่องยาก ต้องขยายสาขาใหม่ๆ มองโอกาสใหม่ จึงได้ตัดสินใจเข้าโปรแกรม LEAD by Cental Pattana

“เหตุผลที่เข้าร่วมคอร์สนี้ เพราะมีเพื่อนในวงการร้านขนมด้วยกันแนะนำให้ลองมา แต่ก่อนมีแค่สกิลการเป็นเชฟ เรียนแต่ทำขนม พอจะขยายสาขาไม่รู้เรื่องธุรกิจ พอมาเรียนที่นี่ก็ได้เต็มที่กับมัน ถูกบีบให้ต้องทำ ต้องทำอะไรใหม่ เออกจากเซฟโซนเดิมๆ อยู่ไปแล้วจะซึมซับคนที่มีพลัง มีไฟขึ้นมา อาจารย์จะดึงศักยภาพของเราออกมาได้ ตอนแรกคิดว่าแค่นี้ก็ดีแล้ว แต่มันดีได้อีก”

แม้เป้าหมายใหญ่จะเป็นการขยายสาขาในกรุงเทพฯ แต่เป้าหมายระยะสั้นต้องการที่จะขยายสาขาในโซนภาคอีสานก่อน หลังจากที่เคยเปิดป็อปอัพสโตร์ที่เซ็นทรัลอุดรธานีตอนที่อยู่ใน LEAD by Central Pattana ก็ได้รับผลตอบรับดีมาก คาดว่าจะขยายไปที่จ.อุบลราชธานีในสิ้นปีนี้


Endless Holiday x Trinity Cafe เมื่อแฟชั่นมาเจอคาเฟ่

นอกจากการเรียนรู้ในการทำธุรกิจแบบเป็นระบบแล้ว เซ็นทรัลพัฒนายังให้โอกาสได้ทดลองจริงด้วยการให้เปิดป็อปอัพสโตร์ที่เซ็นทรัลเวิลด์ Endless Holiday ได้ครีเอทสินค้าใหม่ๆ เพื่อขายที่งานนี้โดยเฉพาะ ออกคอลเล็คชั่นดอกโบตั๋น ได้ผลตอบรับดีมาก มีคนต่อคิวตั้งแต่ตีห้า ขายหมดภายใน 2 ชั่วโมง สร้างยอดขายทะลุ 6 หลัก ส่วน Trinity Cafe ได้คอลแล็ปกับแบรนด์อื่นๆ ในการออกครัวซองรสชาติใหม่ๆ เช่น ไส้ครองแครง และชาไทยเป็นต้น

จากนั้นได้มีโปรเจ็คต์ให้ทั้งคู่ได้คอลแล็ปร่วมกัน โดยได้เปิดเป็นป็อปอัพคาเฟ่ที่เซ็นทรัลอีสต์วิลล์ เป็นการผสมผสานระหว่างแฟชั่น กับคาเฟ่ได้ลงตัว มีการดีไซน์ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าของทั้ง 2 แบรนด์ และสามารถต่อยอดไปยังสินค้าอื่นๆ ได้อีก พร้อมกับได้แลกเปลี่ยนฐานลูกค้ากันอีกด้วย

Endless Holiday ได้ออกแบบเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นใหม่เพื่อวางขายที่งานนี้โดยเฉพาะ พร้อมกับไลน์สินค้ากลุ่มของใช้ในบ้าน และสัตว์เลี้ยง ได้แก่ หมอน, จาน, ที่รองแก้ว, เบาะรองเก้าอี้, พรมเช็ดเท้า และปลอกคอน้องหมา โดยที่เสื้อผ้าขายหมดภายใน 2 วัน สร้างยอดขาย 1.8 ล้านบาท

ส่วน Trinity Cafe ได้ลองเมนูใหม่อย่างไอศกรีม และทำโคนวาฟเฟิล เป็นการลองอะไรใหม่ๆ อย่างที่ไม่เคยทำ ซึ่งเมนูไอศกรีมก็อาจจะมีการต่อยอดเอาไปขายต่อที่ร้านได้ด้วยเช่นกัน

จากการเข้าร่วมโปรแกรมนี้ และได้ทำโปรเจ็คต์คอลแล็ปกันนั้น ทั้งคู่ได้บอกตรงกันว่าสิ่งที่ชอบที่สุดก็คือ การได้ลองใหม่ๆ ได้ออกจากเซฟโซน ไอเดียที่เคยคิดมาทำได้จริง ได้ทำงานเป็นระบบ ได้เรียนรู้จากอาจารย์ และผู้ประกอบการคนอื่นๆ เป็นการทดลองที่คุ้มค่า

ทั้ง 2 แบรนด์มีคุยกันไปถึงอนาคตอาจจะมีการคอลแล็ปในสนามธุรกิจจริงๆ เช่น เทคโอเวอร์คาเฟ่  Trinity Cafe ที่ขอนแก่นเป็นลายของ Endless Holiday ซึ่งสามารถต่อยอดได้มากมาย

LEAD by Central Pattana คือ Community of Opportunity แพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่มอบโอกาสให้ SMEs ไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งยั่งยืน SMEs เติบโตได้จริง จากจุดแข็งของศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่ไม่มีใครทำได้ เพราะเซ็นทรัลมีพื้นที่ศูนย์การค้าทั่วประเทศ ทั้งกรุงเทพชั้นนอก-ชั้นใน และในจังหวัดต่างๆ ล้วนเป็นทำเลที่ได้วิเคราะห์ และมองเห็นศักยภาพของตลาดมาก่อนแล้ว ทำให้ธุรกิจเติบโตได้จริง โดยปัจจุบันศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ มีทราฟฟิกประมาณ 1.3 ล้าน Visit ต่อวัน หรือเกือบ 500 ล้าน Visit ต่อปี

นอกจากนี้คอร์ส LEAD ช่วยปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง ให้ผู้เรียนได้ทำ 360° Business Health Check ทำให้เห็นจุดอ่อนของธุรกิจตัวเอง จากการแชร์ประสบการณ์กับเพื่อนๆ ในคอร์สเรียน ทั้งเรื่อง product, Visual Merchandising, logistic, Retail Feasibility, Scalability และ Marketing ฯลฯ ช่วยผู้เรียนเสริมจุดแข็งด้วย Retail incubation program ให้คิดอย่างมีกลยุทธ์ว่าตัวเองมี competitive edge อย่างไร เพื่อนำไปต่อยอดสู่โอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ

LEAD by Central Pattana ปั้น SMEs ไทยรุ่นใหม่ประสบความสำเร็จไปแล้วถึง 240 แบรนด์ รวมเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจมากกว่า 3,800 ล้านบาท ขยายหน้าร้านไปแล้วกว่า 600 ร้านค้า โดยกำลังเปิดรับสมัครผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีแพชชั่น และพร้อมสเกลอัพธุรกิจ เข้าอบรม LEAD รุ่นที่ 7 แล้ว วันนี้ – 5 เมษายน 2568 สนใจสมัครคลิก https://www.centralpattana.co.th/en/shopping/shopping-update/event/1319/lead7

 

]]>
1514404
ถอดรหัส PFS เบอร์ 1 ฟรีซดรายไทย อายุ 30 ปี กับแผนใหญ่ลุย “อาหารเพื่อความยั่งยืน” ระดับโลก https://positioningmag.com/1514610 Fri, 14 Mar 2025 08:25:00 +0000 https://positioningmag.com/?p=1514610

รู้หรือไม่ ? วัตถุดิบเนื้อสัตว์แห้งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาทิ กุ้ง ปลาหมึก หมูสับ จัดจำหน่ายในไทย หรือกระทั่งญี่ปุ่น ที่เราเคยรับประทานกัน ตลอดจนสินค้ากุ้งแช่แข็งในจีน และอเมริกา ส่วนหนึ่งก็มาจากผลผลิตของผู้ประกอบการสัญชาติไทย นั่นคือ บริษัท พรีเซิร์ฟ ฟู้ด สเปเชียลตี้ จำกัด หรือ “PFS” ผู้นำธุรกิจด้าน Freeze Dry และ Spray Dry ที่มีอยู่คู่คนไทยร่วม 30 ปีเต็ม


PFS เบอร์ 1 Freeze Dry ไทย-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

PFS เริ่มต้นก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 1994 ในอุตสาหกรรม Freeze Dry ภายใต้แนวคิดนำวัตถุดิบในประเทศ มาแปรรูปด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง สำหรับจัดจำหน่ายในไทยและส่งออกต่างประเทศ

ปี 1995 ตั้งโรงงาน Freeze Dry แห่งแรกใน อ.มหาชัย จ.สมุทรสาคร และเริ่มผลิตฟรีซดรายอาหารทะเล ซัพพลายสินค้าให้กับอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดย PFS ถือเป็นบริษัทแรกในไทยที่ส่งออกอาหารทะเลฟรีซดรายไปสู่ต่างประเทศ

ปี 1999 ดำเนินธุรกิจหลากหลายขึ้น (Diverse Business) โดยตั้งโรงงาน Spray Dry ผลิตสินค้าใหม่ คือ ครีมเทียม สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและเบเกอรี

ปี 2000 เริ่มผลิตครีมเทียมภายใต้แบรนด์ตัวเอง “Coffee Dreamy” จำหน่ายขนาด 1 กก. ปัจจุบันครีมเทียมของบริษัทฯ มีอัตราเติบโตสูงสุดในกลุ่มครีมเทียมในประเทศไทย

จากการพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้ตั้งแต่ปี 2014-ปัจจุบัน PFS ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตสินค้าฟรีซดราย ที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในประเทศ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่การเติบโตด้านยอดขาย ก็ขยายตัวตลอด 3 ทศวรรษ

-ปี 1995 ทำยอดขาย 17 ล้านบาท

-ปี 1998 ทำยอดขาย 100 ล้านบาท

-ปี 2003 ทำยอดขาย 397 ล้านบาท

-ปี 2010 ทำยอดขาย 1,332 ล้านบาท

-ปี 2013 ทำยอดขาย 2,272 ล้านบาท

-ปี 2024 ทำยอดขาย 4,604 ล้านบาท


เปิดตัวสินค้าใหม่เจาะเทรนด์รักสุขภาพ

ภาณุ มหัทธโนบล ผู้จัดการทั่วไป PFS กล่าวว่า การเริ่มต้นทศวรรษที่ 4 เราตั้งเป้ารายได้ 7,000 ล้านบาท ภายในปี 2030 ด้วยกลยุทธ์การขยายตลาด และออกสินค้าใหม่ในกลุ่ม Health & Well-being ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ 3 กลุ่ม ได้แก่

1.Bite Me Yogurt Smoothie Freeze Dry เป็นโยเกิร์ตและผลไม้ปั่นอบกรอบ มี 3 สูตร คือ วิตามินซี, วิตามินอี และไฟเบอร์

2.Dreamy Fruit Tea เป็นชาผลไม้ 5 รสชาติ คือ แอปเปิล, ยุซุ, พีช, มิกซ์เบอร์รี และ ฮันนี่เลม่อน

3.Dreamy Natural Oat Milk Creamer เป็นครีมเมอร์จากน้ำมันมะพร้าวและโปรตีนนมโอ๊ต

โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ข้างต้นจะเข้ามาเสริมพอร์ตฯ สินค้าปัจจุบันที่มีตั้งแต่ สินค้าฟรีซดรายเนื้อสัตว์ต่าง ๆ สินค้าสเปรย์ดราย อาทิ ครีม วิปปิงครีม รวมไปถึงสินค้าเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น สินค้าแช่แข็ง (Frozen) ทั้งมะม่วง สัปปะรด ข้าวโพด

ปัจจุบัน PFS มีสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ติดท็อปในตลาด อาทิ แบรนด์ Dreamy, Coffee Dreamy, Dreamy Nature ตลอดจนแบรนด์เน้นกลุ่มคอนซูเมอร์อย่าง สินค้า 3 in 1 อย่าง Dreamy Coffee Mix และชานมไข่มุกรูปแบบชง Dreamy Bubble Milk Tea


ยกระดับเทคโนโลยี รับ Future Food

ภาณุ กล่าวต่อไปว่า นอกจากเปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว อีกกลยุทธ์หลัก คือ การเพิ่มกำลังการผลิต Freeze Dry และ Spray Dry ควบคู่การเปิดสายการผลิตกลุ่ม Frozen ด้วยเทคโนโลยี Individual Quick Frozen หรือ IQF ที่สำคัญสุด คือ การผลักดัน R&D Technical Center เพื่อการวิจัยและพัฒนาสินค้า กลุ่มนวัตกรรมที่สอดรับกับ Global health and sustainability trend เป็นไปในทิศทางเดียวกับงานเสวนา Food Insecurity and the next chapter ที่ระบุว่า อาหารแห่งอนาคต (Future Food) จะกลายเป็นเมกะเทรนด์โลก จากหลายปัจจัย อาทิ

-การเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้ต้องปรับรูปแบบอาหารให้เหมาะกับสังคมในยุคนั้น ๆ

-ประชากรโลกขยายตัวต่อเนื่อง แต่อาหารมีไม่เพียงพอต่อประชากร โดยคาดว่าในปี 2050 ต้องผลิตอาหารเพิ่มเป็น 2 เท่าจากปัจจุบัน

-การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่เป็นไปตามเป้า เกิเการขาดแคลน อาทิ โกโก้ ชาเขียว


การรับประทานอาหารสุขภาพขยายตัว หลังเกิดโรคระบาดโควิด-19

โดยปัจจุบัน Future Food มีอยู่ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ฟังก์ชั่นฟู้ด, ออแกนิกฟู้ด, สเปเชียลฟู้ด, แพลนต์เบส และมีแนวโน้มอาหารแห่งอนาคตคาดจะขยายตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากความเสี่ยงด้านอาหารโลก ส่งผลให้เทคโนโลยีการถนอมอาหารและการแปรรูปอาหาร จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารโลกมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะการแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร แต่ยังรวมถึงการผลิตอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนของโลก สอดรับกับวิสัยทัศน์ของ PFS ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมที่ไปกับเทรนด์ Global health and sustainability นั่นเอง


รีแบรนด์รับทศวรรษที่ 4

วรภาส มหัทธโนบล กรรมการผู้จัดการ PFS กล่าวว่า ในวาระครบรอบ 30 ปี และก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 บริษัทฯ ได้เปลี่ยนโลโก้ PFS เพื่อสะท้อนถึงพันธกิจในอนาคต

คงภาพเชฟ : การันตีความเป็นที่สุดของ PFS ในการเก็บรักษาคุณค่าและรสชาติที่ดีของวัตถุดิบ แต่ปรับให้เชฟดูหนุ่มขึ้น

ตัวย่อ PFS ใช้ 3 สี แทนวิสัยทัศน์และพันธกิจ :

-สีเขียว สื่อถึงคุณภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

-สีน้ำเงิน สื่อถึงความมุ่งมั่นยกระดับสุขภาพทุกชีวิตบนโลก

-สีฟ้า สื่อถึงการทุ่มเทพัฒนานวัตกรรมการผลิต และคิดค้นผลิตภัณฑ์อย่างผู้นำ

หัวใจตรง PFS : สะท้อนการใช้หัวใจนำทาง เพื่อสร้างสุขภาพผู้คน และโอบอุ้มสิ่งแวดล้อม

โลโก้ใหม่ของ PFS จะไม่เพียงแต่เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงการเติบโต แต่จะเป็นสัญญาใจของ PFS ต่อทุกๆ พันธมิตรธุรกิจของ PFS ที่ต้องการเป็นศูนย์รวมแบบครบวงจรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง และ PFS จะยังคงมุ่งมั่นก้าวต่อไปสู่อนาคตด้วยนวัตกรรมการผลิต สร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ส่งเสริมสุขภาพของผู้คนบนโลกพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

]]>
1514610
สยามพิวรรธน์เดินเกมรุกผู้นำในการบุกเบิกต้นแบบ “จุดหมายปลายทางลักซ์ชัวรีระดับโลก” https://positioningmag.com/1513798 Fri, 07 Mar 2025 10:30:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1513798

สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ เจ้าของและผู้บริหารโครงการโกลบอลเดสติเนชั่น สยามพารากอน และ ไอคอนสยาม เดินหน้าสร้างต้นแบบ จุดหมายปลายทางลักซ์ชัวรีที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมตอกย้ำการเป็น Preferred destination สำหรับแบรนด์ชั้นนำที่ต้องการขยายธุรกิจในประเทศไทยด้วยศักยภาพแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างยอดขายสูงสุดในระดับภูมิภาค และบ่อยครั้งติดอันดับยอดขายสูงสุดของโลก

ในปี 2568 สยามพารากอน และไอคอนสยาม เตรียมขยายพื้นที่สำหรับลักซ์ชัวรีแบรนด์อีกเท่าตัว เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ครบครันครอบคลุมมากที่สุด โดยการขยายดังกล่าวจะครอบคลุมการเปิดร้านลักซ์ชัวรีแบรนด์ใหม่ในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เคยมีมาก่อน รวมทั้งการขยาย Duplex luxury boutique ที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 สยามพารากอนยังเตรียมเปิดโซนใหม่ Luxury Dining แห่งแรกของประเทศไทย นำเสนอประสบการณ์อาหารระดับเวิลด์คลาส รวบรวมร้านอาหารจากแบรนด์ชั้นนำที่เปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมเชฟมิชลินสตาร์มาร่วมสร้างสรรค์คอนเซ็ปต์ใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่สยามพารากอนเท่านั้น

ทิพาณัท เลณบุรี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายการขายและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า  “กลุ่มสยามพิวรรธน์มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในตลาดลักซ์ชัวรี มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันสูงสุด 70% ในตลาด Luxury Retail และมีรายได้ต่อตารางเมตรสูงสุดในประเทศไทย ถือเป็นแพลตฟอร์มสร้างยอดขายสูงสุดในภูมิภาคและบางแบรนด์ติดอันดับสูงสุดของโลก ส่งผลให้มีจำนวนร้านกว่า 90 แบรนด์และพื้นที่สำหรับ Luxury Brand กว่า 35,000 ตารางเมตร มากที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งมีการลงทุนเปิดไอคอนนิกสโตร์มากที่สุดในประเทศ พร้อมกับการจัด Pop up คอลเลคชั่นพิเศษนิทรรศการและแฟชั่นโชว์ระดับโลกมากที่สุดถึง 132 งาน นอกจากการรวบรวมสินค้าและบริการที่ตอบการใช้ชีวิตแบบลักซ์ชัวรี่ที่ครบครันที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กลุ่มสยามพิวรรธน์ยังคง ได้รับความไว้วางใจ ในการเปิดแฟล็กชิพสโตร์ คอนเซ็ปต์สโตร์ จัดกิจกรรมพิเศษการเปิดป๊อปอัพ สโตร์และเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่อย่างต่อเนื่อง การผนึกกำลังความแข็งแกร่งร่วมกับ พันธมิตรทำให้ในปี 2568 จะมีแบรนด์ใหม่อีก 15 แบรนด์ ที่จะมาเปิดร้านแห่งแรกในไทย ทั้งในสยามพารากอน และไอคอนสยาม อาทิ Delvaux (เดลโวซ์) แบรนด์เครื่องหนังชั้นสูงจากเบลเยี่ยม, Boucheron และ Fauré Le Page (ฟอร์เล เลอ พาจ) ซึ่งทั้งสามแบรนด์จะเปิดที่สยามพารากอนเป็นแห่งแรก

นอกจากนี้ สยามพิวรรธน์จะเปิดแฟล็กชิฟสโตร์แบบดูเพล็กซ์และทรีเพล็กซ์ถึง 13 แห่ง จำนวนมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย ดูเพล็กซ์แบบสองชั้น 6 แห่ง และทรีเพล็กซ์แบบสามชั้น 1 แห่ง ที่สยามพารากอน และดูเพล็กซ์ 6 แห่งที่ไอคอนสยาม”

ตลาดลักซ์ชัวรี” ในประเทศไทยยังคงแสดงศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  และได้รับความสนใจมากขึ้นจากแบรนด์ชั้นนำที่สนใจเข้ามาลงทุน   นอกจากนี้ ความสำเร็จของสยามพารากอนและไอคอนสยาม โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องประดับชั้นสูง (Fine Jewelry) และนาฬิกา ซึ่งยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้เสริมความแข็งแกร่งของสยามพิวรรธน์ในฐานะผู้พัฒนา Luxury Destination ระดับโลก ที่มีฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงมากที่สุดในประเทศไทย

ธณพร ตันติยานนท์ ผู้บริหารหน่วยธุรกิจสยามพารากอน กล่าวว่า “ตลาดลักซ์ชัวรีกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเทรนด์ใหม่จะถูกขับเคลื่อนโดยผู้บริโภครุ่นใหม่และกลุ่ม Gen Z ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณค่าของสินค้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ชื่นชอบสินค้าที่หายากมีคุณภาพสูง ตอบโจทย์การใช้งานได้จริง และโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตในแบบเฉพาะบุคคล ไม่จำเป็นต้องมาจากแบรนด์ใหญ่ แต่ต้องเป็น “ที่สุด” (Best in Class) และคุ้มค่า”

สยามพิวรรธน์ จึงมุ่งมั่นสร้างต้นแบบใหม่ของจุดหมายปลายทางลักซ์ชัวรีให้ล้ำสมัยและตอบโจทย์การใช้ชีวิตแห่งโลกอนาคตด้วยกลยุทธ์ที่ครอบคลุมดังนี้ :

  1. Curation & Co-creation การคัดสรรแบรนด์ชั้นนำที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า

สยามพิวรรธน์ร่วมมือกับแบรนด์และพันธมิตรระดับโลกผ่านการ Co-creation เพื่อสร้าง Ecosystem ที่นำเสนอประสบการณ์เหนือความคาดหมาย โดย สยามพารากอน และ ไอคอนสยาม ยังคงเป็นศูนย์กลางที่รวบรวมร้านค้าและแบรนด์หรูครอบคลุมและครบครันมากที่สุดในประเทศไทย ทั้งสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับชั้นสูง นาฬิกา และรถยนต์ไฮเอนด์

ไฮไลต์ร้านเปิดใหม่ ได้แก่:

  • Delvaux (เดลโวซ์) เปิดตัวบูติกแห่งแรกในประเทศไทย ณ สยามพารากอน เมื่อ 22 มกราคม 2568 ถือเป็นการขยายฐานครั้งสำคัญสู่ภูมิภาคเอเชีย
  • Boucheron แบรนด์เครื่องประดับชั้นสูงจากฝรั่งเศส เตรียมเปิดบูติกแห่งแรกของประเทศไทยที่สยามพารากอน
  • โรลส์-รอยซ์ เปิดโชวรูมใหม่ ‘Galleria’ ในสยามพารากอน แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก และอันดับ 5 ในเอเชีย

  • Chaumet แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม
  • Loewe ช้อปแห่งแรกในไทยที่เป็นรูปแบบ Loewe Casa ณ สยามพารากอน

  • Prada เปิดบูติคสำหรับผู้ชายแห่งแรกในประเทศไทย ณ สยามพารากอน

  • Dolce & Gabbana คอนเซปต์สโตร์ใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ สยามพารากอน

  • BVLGARI เปิดดูเพล็กซ์แห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ สยามพารากอน
  1. Luxury for all ลักซ์ชัวรีสำหรับทุกคนที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม นำเสนอสินค้าลักซ์ชัวรีที่ครบทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต มีเอกลักษณ์ และตอบความต้องการเฉพาะบุคคลที่ดีขึ้น

สยามพิวรรธน์เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสลักซ์ชัวรีแบรนด์ผ่าน Pop-up Stores ที่ผสมผสานระหว่างความล้ำสมัยและเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนความเป็นตัวตน ซึ่งปีนี้มีหลายแบรนด์ดังที่เป็นที่ชื่นชอบของคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมสร้างปรากฏการณ์ในสยามพารากอน และไอคอนสยาม  อาทิ Chanel Coco Crush Exhibition ครั้งแรกในประเทศไทย, Gucci Ancora Pop Up ครั้งแรกในประเทศไทยในการเปิดคอลเลกชั่นแรกของครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Sabato de Sarno, Gentle Monster X Jennie Pop Up แห่งเดียวในประเทศไทย, A. Lange & Söhne Precious in Motion Exhibition ครั้งแรกในประเทศไทย, Chanel L’ Avant – Premiere Pop Up ครั้งแรกในตะวันออกเฉียงใต้และอีกกว่า 15 pop up stores ที่เป็นคอนเซ็ปต์พิเศษครั้งแรกในประเทศไทย จัดที่สยามพารากอนและไอคอนสยามในปี 2567

  1. Extraordinary Experiences สร้างประสบการณ์ลักซ์ชัวรีที่เหนือระดับแบบครบวงจร

ยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งสู่มิติใหม่ที่ครบวงจรที่รวมถึง Luxury Dining การผสมผสานผลงานศิลปะที่รังสรรค์มาในพื้นที่ และบริการพิเศษที่เหนือระดับ  โดยเมื่อต้นปี 2567 กลุ่มสยามพิวรรธน์ ได้รับเกียรติให้ดำเนินการบริหาร Le Café Louis Vuitton ร้านคาเฟ่สุดหรูแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ รวมทั้งการเปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบเหนือระดับด้วย Blue by Alain Ducasse (บลู บาย อลัง ดูคาส) ร้านอาหารฝรั่งเศสไฟน์ไดนิ่งร่วมสมัย ที่ไอคอนสยาม ซึ่งประสบความสำเร็จคว้าดาวมิชลินติดต่อกัน 5 ปี ความไว้วางใจจากแบรนด์ระดับโลกนี้ตอกย้ำบทบาทของสยามพิวรรธน์ในฐานะผู้นำด้านการสร้าง Holistic Experience

นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการและอีเวนต์ที่นำความคิดสร้างสรรค์ งานศิลปะ  เทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยมาใช้ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เยี่ยมชมให้เหนือความคาดหมายและน่าประทับใจ

  1. New affluent community การสร้างฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงคนรุ่นใหม่

สยามพิวรรธน์ครองความเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่สุดในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จด้วยการเพิ่มศักยภาพและยกระดับ Luxury CRM สำหรับลูกค้าสมาชิก (Membership) ในรูปแบบใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Global citizen  พร้อมกับการเปิดตัว JAI by ONESIAM ลักซ์ซัวรีไลฟ์สไตล์คลับระดับโลก เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่ไร้พรมแดน นำเสนอประสบการณ์แบบ Exclusive  ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ในกลุ่มลักซ์ชัวรีสู่มาตรฐานใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

  1. Sustainable luxury ส่งเสริมแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

สยามพิวรรธน์สนับสนุนแบรนด์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุ กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ การดูแลผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนการสร้างผลกระทบเชิงบวก พร้อมมุ่งมั่นส่งเสริมไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสังคมและโลกใบนี้  นอกจากนี้ยังได้ดำเนินกลยุทธ์สำคัญเพื่อสนับสนุนแบรนด์พันธมิตรที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยการพัฒนาแนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนสำหรับผู้เช่า การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มการรีไซเคิลและลดการฝังกลบ รวมถึงการดำเนินการและแสวงหาพลังหมุนเวียน (Renewable Energy) ทั้งแบบ On-site และ Off-site เพื่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน

กลุ่มสยามพิวรรธน์ ได้ตอกย้ำโกลบอลเดสติเนชั่นอันดับ 1 สามารถคว้ารางวัลด้านลักซ์ชัวรีจากสถาบันชั้นนำกว่า 25 รางวัล โดยเฉพาะในปี 2567 ไอคอนสยามคว้ารางวัล Asia’s Most Innovative Shopping Experience จาก Cathay Members’ Choice Awards 2024   ถูกคัดเลือกโดย CNBC ให้เป็นหนึ่งในที่สุดของจุดหมายปลายทางระดับลักซ์ชัวรีในประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับเป็นสุดยอดจุดหมายปลายทางลักซ์ชัวรีที่ดีที่สุดในเอเชีย และติดอันดับ 4 ของโลกจาก The World’s Most Luxurious Shopping Malls of 2024 โดย Luxurious by Marketing Mentor   คว้ารางวัล Best Luxury Shopping Mall in Thailand จาก Luxury Lifestyle Awards 2024   และรางวัล Iconic Thai Brand จาก Tatler Asia

สยามพิวรรธน์ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้นำในการสร้างโลกแห่งลักซ์ชัวรีที่ไม่เพียงตอบโจทย์ปัจจุบัน แต่ยังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมลักซ์ชัวรีสู่มาตรฐานใหม่ในอนาคต

]]>
1513798
9 มทร.-เชฟรอน-สมาคม IAFSW เปิดตัว “แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ Green Career” มุ่งพัฒนาทักษะสะเต็มสู่อาชีพในอนาคต รองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน https://positioningmag.com/1512797 Thu, 06 Mar 2025 03:40:37 +0000 https://positioningmag.com/?p=1512797

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ทั้ง 9 แห่ง ร่วมกับ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และสมาคมส่งเสริมและพัฒนากำลังคนสเต็มเพื่ออนาคต (IAFSW) เปิดตัว Green Career แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ ที่มุ่งเสริมทักษะอาชีพยั่งยืน ผ่านการผสานองค์ความรู้ในสาขาที่จะเป็นที่ต้องการในอนาคต ทักษะทางสังคม และองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาดแรงงานและความท้าทายของโลกยุคใหม่ โดยภายในงานเปิดตัวโครงการฯ ได้มีหน่วยงานภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้พัฒนาหลักสูตรการศึกษา และตัวแทนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั่วประเทศ เข้าร่วมงาน ณ ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

รองศาสตราจารย์ ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) กล่าวว่า “ปัจจัยที่ส่งผลต่ออนาคตของประเทศไทย คือ ความผันผวนของโลก ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีหลายอาชีพที่กำลังจะหายไป ด้วยเหตุนี้การพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะสูงรองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงด้วยรูปแบบที่ทันสมัย มีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งแพลตฟอร์ม Green Career นี้ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างโอกาสไปสู่ทางออกและทางรอดของทั้งสถาบันการศึกษา นักศึกษา และกำลังแรงงานทั่วไป เพราะเป็นการพัฒนาปรับปรุงทักษะเดิม เพิ่มเติมทักษะใหม่ (Reskill / Upskill / Newskill) และยังเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) อีกด้วย”

แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ Green Career เป็นการต่อยอดจากโครงการ STEM Career Academies ภายใต้โครงการ Chevron Enjoy Science ที่เชฟรอนและพันธมิตรได้ร่วมดำเนินงานเป็นเวลา 8 ปี โดยนางสาวพรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวถึงการสานต่อโครงการฯ ว่า “เชฟรอนเชื่อมั่นว่าพลังคน เป็นฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนอนาคต ดังนั้นเราจึงมุ่งสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการศึกษาในสาขาสะเต็ม ซึ่งความสำเร็จที่ผ่านมาของโครงการ STEM Career Academies ได้รับการนำมาต่อยอดให้ก้าวไปอีกขั้นสู่การสร้างสรรค์ Green Career แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบออนไลน์ ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงความรู้ที่สำคัญของกลุ่มอาชีพที่จะเป็นที่ต้องการอย่างมากในอนาคต และยังรวมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมผสานในหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็น การคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือแนวทางการลดขยะอย่างยั่งยืน โดยแพลตฟอร์มนี้จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับทั้งนักเรียน นักศึกษา และกำลังคนในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่สนใจในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านการใช้เทคโนโลยี ทำให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ได้รวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เหมาะสมในยุคศตวรรษที่ 21”

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment Programme: UNEP) ได้กล่าวไว้ว่า “งานเกือบทุกประเภทกำลังเปลี่ยนแปลงไป” ด้วยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและปัจจัยอื่น และความต้องการของตลาดแรงงานต่อ Green Jobs จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยให้คำนิยาม Green Jobs หรืออาชีพสีเขียวไว้ว่า เป็นงานในด้านเกษตรกรรม การผลิต การวิจัย การพัฒนา รวมถึงงานในธุรกิจการผลิตสินค้าหรือให้บริการ ภายใต้กระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และช่วยลดการใช้พลังงาน ปฏิเสธไม่ได้ว่าจากบริบทความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน สายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและความยั่งยืนจึงถือเป็นโอกาสแห่งอนาคต

แพลตฟอร์ม Green Career จึงถูกออกแบบให้ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และรวบรวมเนื้อหาที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพจากองค์กรระดับโลกอย่าง UNESCO-UNEVOC และบริษัทชั้นนำมากมาย เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาบุคลากรสำหรับสามกลุ่มอาชีพหลักที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ได้แก่ อุตสาหกรรมสีเขียว เกษตรกรรมอัจฉริยะ และการบริการอย่างยั่งยืน ซึ่งในเฟสแรก หลักสูตรจะเน้นทักษะอาชีพในสามด้าน คือ การรังสรรค์อาหาร การดูแลผู้สูงอายุ และการท่องเที่ยวยั่งยืน

ด้าน นางสุวรรณี คำมั่น นายกสมาคมส่งเสริมและพัฒนากำลังคนสะเต็มเพื่ออนาคต (IAFSW) กล่าวว่า “ทางสมาคมฯ ได้มีการออกแบบและจัดทำเนื้อหาแพลตฟอร์มนี้ร่วมกับบริษัท เอดู พาร์ค จำกัด (EduPark) โดยเน้นให้ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรไปสู่ Green jobs ซึ่งสาระองค์ความรู้สามารถใช้ประโยชน์ทั้งผู้สอนและผู้เรียนทุกช่วงวัย โดยมีองค์ประกอบหลัก ๆ คือ กระบวนการสะเต็ม หลักสูตรวิชาชีพสีเขียว วิธีการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ๆ การไลฟ์จากผู้สอน วิดีโอ บอร์ดเกมส์ แฮกกาทอน กระบวนการวัดและประเมินผลที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนการมอบประกาศนียบัตรตามสมรรถนะที่ได้เรียนรู้ โดยในรายละเอียดสาระหลักสูตรเป็นการดำเนินการร่วมกับกลุ่มนายจ้าง และผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ทั้งภายในประเทศและประเทศพันธมิตร แพลตฟอร์มดังกล่าวนี้พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองที่สมบูรณ์แบบครบวงจร และสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกทั้งผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจและนายจ้างพอใจ”

นอกจากนั้น รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ยังเผยว่า “ได้เริ่มนำ Green Career มาใช้ในหลักสูตรเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว ทั้งการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นเพื่ออาชีพ และการลงทะเบียนเรียนในระบบ” ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.สุวัจน์ ธัญรส อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทางมหาวิทยาลัยมีความสนใจการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์ม Green Career เช่นกัน และมหาวิทยาลัยอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์เปรียบเทียบหลักสูตรเพื่อให้สามารถนำไปเสริมหรือไปทดแทนหลักสูตรที่มีอยู่ต่อไป” โดยดร.ภาณุมาศ สุยบางดำ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ที่เป็นตัวแทนร่วมงาน กล่าวว่า “ปัจจุบันอุตสาหกรรมสีเขียวกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การเกษตรอัจฉริยะ และการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง เรามองว่า Green Career LMS เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาทักษะให้กับนักศึกษาได้เป็นอย่างดี”

ทั้งนี้ ในงานได้มีการเชิญตัวแทนผู้ที่ได้เรียนรู้จากแพลตฟอร์มนี้ มาบอกเล่าประสบการณ์การเรียนรู้ ได้แก่ นางสาวจีรนันท์ ทับทิมใส ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นผู้ให้การดูแลผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น (Caregiver) และนายอิสกัน ดาร์ กูโน ประกอบอาชีพรังสรรค์อาหาร (Chef) ในโรงแรมชั้นนำ รวมถึงยังเป็นจิตอาสาถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชนรุ่นน้องใน 3 จังหวัดภาคใต้อีกด้วย

ในงานเปิดตัวครั้งนี้ นางสาวพรภัทรา ฉิมพลอย ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและรับรององค์กรฝึกอบรม สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) กล่าวถึงบทบาทของ สคช. ในการร่วมมือกับสมาคม IAFSW เพื่อนำ Green Career เข้ามาเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม E-Workforce Ecosystem (EWE) ของสคช. ว่า “ในเร็วๆ นี้ ผู้เรียนจะสามารถ Reskill, Upskill และ Newskill ในอาชีพที่เป็นที่ต้องการ เช่น อุตสาหกรรม, การเกษตร, เชฟ และ ผู้ให้การดูแล หรือ Caregiver จากหลักสูตรของ Green Career พร้อมรับวุฒิบัตรรับรองจาก สคช. โดยข้อมูลการเรียนรู้จะถูกบันทึกใน e-Portfolio ของ EWE เพื่อเสริมโอกาสการจ้างงาน  ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงเป้าหมายของ สคช. ในการพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะการทำงานได้ตามที่มาตรฐานอาชีพกำหนด เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและสากล ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม”

“ขอเชิญชวนนักศึกษาและประชาชนทั่วไปมาใช้ประโยชน์แพลตฟอร์ม Green Career เพราะมีองค์ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับทักษะ       สีเขียวและสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืน ซึ่งธุรกิจและอุตสาหกรรมจำนวนมากมองหา” นางสุวรรณีกล่าวสรุป

การพัฒนาแพลตฟอร์ม Green Career เป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับศักยภาพแรงงานไทยที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต และเป็นการเปิดโอกาสให้เข้าถึงการเรียนรู้ในสายอาชีพให้กับทั้งนักเรียน นักศึกษา และแรงงานในตลาดแรงงาน โดยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาที่มุ่งเดินหน้าสู่เป้าหมายพัฒนากำลังคนอย่างยั่งยืนในวันนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาพลังคนรุ่นใหม่ ที่ก้าวนำความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถใช้งานแพลตฟอร์ม Green Career (Green Career – ก้าวสู่การเป็น STEM Green Workforce เพื่อการทำงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) เพื่อพัฒนาความรู้ของตนเอง สามารถลงทะเบียนและใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยส่งอีเมลแจ้งความจำนง ที่ greencareer@iafsw.org

 

]]>
1512797