TopTen – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 17 Mar 2026 12:43:37 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ย้อนรอยมหากาพย์ ‘Anthropic’ จากอดีต ‘มือขวา’ สู่ ‘คู่แข่ง’ ตัวฉกาจ ที่กลับมาเขย่าบัลลังก์ของ OpenAI https://positioningmag.com/1564714 Tue, 17 Mar 2026 08:53:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564714 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โลกซอฟต์แวร์ได้เกิดเหตุการณ์ SaaSpocalypse ซึ่งเกิดจาก Anthropic (แอนโธรปิก) ซึ่งมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงกลุ่มนักวิจัยผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ด้านความปลอดภัย จนยอมหันหลังให้ยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI มาสู่การเป็นผู้เล่นระดับแตะ 4 แสนดอลลาร์ในวันนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่า จริยธรรม AI ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน

รู้จัก Dario อดีตมันสมอง OpenAI

เส้นทางของ Dario Amodei (ดาริโอ อโมเดอี) คือเส้นทางของนักวิทยาศาสตร์สายแข็ง ที่มุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจระบบที่ซับซ้อน ทั้งในระดับชีววิทยาและฟิสิกส์ Dario จบการศึกษาจาก California Institute of Technology (Caltech) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ของโลก และได้รับปริญญาเอกจาก Princeton University ในปี 2011 โดยงานวิจัยของเขามุ่งเน้นไปที่เรื่อง วงจรประสาท (Neural circuits) ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจการทำงานของโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) ใน AI อย่างลึกซึ้ง

จากนั้น Dario ได้ร่วมงานกับ Baidu (2014 – 2015) ในบทบาทนักวิจัยอาวุโส ในทีม Silicon Valley AI Lab ภายใต้การนำของ Andrew Ng หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญ AI ชื่อดังระดับโลก ที่นี่เขาได้ร่วมพัฒนาโปรเจกต์สำคัญอย่าง Deep Speech 2 ซึ่งเป็นระบบจดจำเสียงที่ก้าวล้ำมากในขณะนั้น

ต่อมา เขาได้ย้ายไปร่วมงานกับ Google ในตำแหน่งนักวิจัย (Research Scientist) โดยเน้นไปที่การใช้ AI เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักของ Google ให้ฉลาดขึ้น จากนั้นในปี 2016 เขาก็เข้าร่วมกับ OpenAI ในตำแหน่ง Team Lead for AI Safety เพื่อสร้างเข็มทิศจริยธรรมให้กับเครื่องจักร 

จากนั้น เขาขยับขึ้นเป็น Research Director (กันยายน 2018 – ธันวาคม 2019) และก้าวสู่ตำแหน่ง Vice President of Research (ธันวาคม 2019 – ธันวาคม 2020) ที่กำหนดทิศทางทั้งหมดของ OpenAI      โดยเขาถือเป็นผู้กุมบังเหียนทีมวิจัยในการสร้าง GPT-2 และ GPT-3 ซึ่งถือเป็นเมล็ดพันธุ์ของ ChatGPT ที่ใช้กันทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในสิ่งที่เขากังวลที่สุดคือ ความเสี่ยงของ AI โดยเขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนบทความวิชาการที่เป็นหมุดหมายสำคัญชื่อ Concrete Problems in AI Safety ซึ่งตั้งคำถามว่า เราจะสร้างระบบ AI ที่ทำงานได้อย่างถูกต้องและไม่เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้อย่างไร

Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic

การแตกหักที่ OpenAI

จนกระทั่งในปี 2020 เมื่อ Dario และน้องสาวเขา Daniela Amodei (แดนเนียลา อโมเดอี) อดีต VP of Safety and Policy พร้อมทีมงานระดับสำคัญประมาณ 10 คน ตัดสินใจ ลาออก หลังจากที่บริษัท ตัดสินใจรับเงินลงทุนมหาศาลจาก Microsoft เพื่อเร่งให้ OpenAI รีบนำ AI ออกสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งทั้ง Dario และ Daniela กังวลว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจ ละเลยมาตรฐานความปลอดภัย (Safety Alignment) 

หลังจากนั้นเพียง 1 เดือน พวกเขาได้ก่อตั้งบริษัท Anthropic ซึ่งจดทะเบียนในรูปแบบ บริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยมีพันธกิจที่เรียบง่ายแต่ทะเยอทะยาน คือ

  1. สร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ล้ำสมัยที่สุด
  2. ใช้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดเพื่อกดดันให้คู่แข่งต้องทำตาม
  3. เผยแพร่สิ่งที่เรียนรู้สู่สาธารณะ (ยกเว้นรายละเอียดทางเทคนิคเชิงลึก)

จากนั้น Anthropic ก็เปิดตัว Claude (คลอดด์) AI ChatBot ที่มีความต่างจากคู่แข่งคือแนวคิด Constitutional AI (CAI) ที่แทนจะพึ่งพาการให้คะแนนจากมนุษย์ (RLHF) เพียงอย่างเดียว ซึ่งมักมีอคติ และสเกลยาก แต่ให้ AI ฝึกฝนกันเองภายใต้ รัฐธรรมนูญ ที่ประกอบด้วยหลักการจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกฎเกณฑ์ความปลอดภัยที่ร่างขึ้นอย่างรัดกุมให้ AI ยึดเป็นหลัก ผลลัพธ์คือ AI ที่มีเหตุผล ลดการโต้เถียงที่ไร้สาระ และมีความปลอดภัยในระดับโครงสร้าง 

เส้นทางระดมทุน 2 หมื่นล้านเหรียญ

แน่นอนว่า Anthropic จะไม่สามารถเติบใหญ่ได้หากไม่มี เงินทุน โดย Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google ถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายแรก ๆ ที่ลงทุนกับบริษัท โดยเขาให้เหตุผลว่า เขาลงทุนในตัวบุคคลมากกว่าแนวคิด

“ในระดับนี้ คุณแทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย รายได้เท่าไหร่? ตลาดเป็นยังไง? ผลิตภัณฑ์คืออะไร? คุณไม่รู้หรอก ดังนั้นคุณต้องตัดสินใจจากตัวคน และ Dario คือนักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดมาก” Eric Schmidt เล่า

นอกจากนี้ ยังมี Sam Bankman-Fried (SBF) อดีตซีอีโอของ FTX ที่ล่มสลายไปแล้ว โดยเขาเคยทุ่มเงินกว่า 500 ล้านดอลลาร์เพื่อถือหุ้น 13.56% ซึ่ง Amodei เล่าว่า ตอนนั้น SBF ดูเป็นพวกบ้าพลังเรื่อง AI และสนใจเรื่องความปลอดภัยซึ่งดูเข้ากันได้ดี แต่เขาก็เห็น สัญญาณอันตราย บางอย่าง จึงให้หุ้นแบบไม่มีสิทธิ์ออกเสียงและไม่ให้ตำแหน่งในบอร์ดบริหาร 

ซึ่งการล่มสลายของ FTX ทำให้หุ้นดังกล่าวกลายเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าที่เหล่าบิ๊กเทคแย่งชิง จนนำไปสู่การอัดฉีดเงินครั้งประวัติศาสตร์ นำโดย Amazon (8 พันล้านดอลลาร์) Google (3 พันล้านดอลลาร์) และจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ช่วงต้นปี 2025 ที่ Anthropic ตกอยู่ในสภาวะกระหายเงินทุนอย่างหนัก เพราะความต้องการขยายสเกลทำให้ค่าสร้างศูนย์ข้อมูลและค่าประมวลผลพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Meta ก็ใช้กำไรมหาศาลของตัวเองไล่บี้กดดัน

Anthropic มีความกดดันเป็นพิเศษที่ต้องสร้างโมเดลให้ใหญ่และเก่งที่สุดเสมอ เพราะพวกเขาไม่มีแอปฯ ที่คนติดงอมแงมอย่าง ChatGPT ถ้าโมเดลของพวกเขาไม่ล้ำหน้าคู่แข่งอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี ลูกค้าธุรกิจก็พร้อมจะย้ายค่ายทันที

ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงหันไปหา Ravi Mhatre พาร์ทเนอร์จาก Lightspeed Ventures เพื่อนำการระดมทุนรอบ 3.5 พันล้านดอลลาร์ Mhatre เล่าว่า เขาเคยเซ็นเช็คแค่ 5-10 ล้านดอลลาร์ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป แต่ท้ายที่สุด Mhatre ก็ตัดสินใจครั้งใหญ่โดย โอนเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนกับ Anthropic ปัจจุบัน Anthropic สามารถระดมทุนได้เกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์

Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google

SaaSpocalypse ที่เกิดเพราะ Anthropic 

หนึ่งในจุดขายที่ทำให้ Anthropic สามารถชนะใจนักลงทุน ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ของ Amodei แต่เป็นบิสซิเนสโมเดลที่ต่างออกไป ในขณะที่ OpenAI มุ่งเน้นไปที่ผู้ใช้งานทั่วไป (Consumer) ผ่าน ChatGPT แต่ Amodei เลือกทางที่ต่างออกไปคือ เน้นขายธุรกิจ (B2B) เขาเชื่อว่าการพัฒนา AI ให้เก่งระดับปริญญาเอกด้านชีวเคมี อาจไม่ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปตื่นเต้น แต่มันมีค่ามหาศาลสำหรับบริษัทอย่าง Pfizer

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Anthropic โด่งดังจริง ๆ กลับเป็นผลิตภัณฑ์ฝั่ง Consumer อย่างแชทบอท Claude  ที่เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2023 ซึ่งได้รับคำชมอย่างล้นหลามในเรื่องของ บุคลิกที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูง (High-EQ) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเน้นเรื่องความปลอดภัย จุดนี้เองที่ทำให้บริษัทขยายตัวอย่างมาก จากเดิมที่พยายามคุมพนักงานให้ไม่เกิน 150 คน กลายเป็นต้องรับพนักงานใหม่ในวันเดียวมากกว่าที่เคยรับทั้งปีในช่วงเริ่มต้นเสียอีก

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริง ๆ คือช่วงต้นปี 2026 ที่เปิดตัวเครื่องมือที่ชื่อว่า Claude Cowork ซึ่งเป็นผู้ช่วย AI สำหรับงานออฟฟิศที่ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม แต่ ลงมือทำงานจริงแทนพนักงาน เหตุการณ์นี้ทำให้มูลค่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีหายไปกว่า 285,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในวันซื้อขายเดียว จนถูกเรียกว่า SaaSpocalypse หรือ วันสิ้นโลกของ SaaS

เดิมที Anthropic มีฟีเจอร์ Claude Code สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์นั้น ถูกผู้ใช้นำไปใช้งานเขียนโค้ด ซึ่งบริษัทได้ต่อยอดจากแนวคิดดังกล่าวมาสู่ Claude Cowork เพื่อให้ทุกคน ไม่ใช่แค่นักพัฒนา สามารถทำงานร่วมกับ Claude ในรูปแบบเดียวกันได้ โดยความแตกต่างสำคัญจากแชทบอททั่วไปคือ Claude สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ในคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และสามารถอ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ได้เองโดยอัตโนมัติ เช่น จัดระเบียบโฟลเดอร์ดาวน์โหลด สร้างสเปรดชีตค่าใช้จ่ายจากภาพถ่ายใบเสร็จ หรือเขียนรายงานร่างแรกจากโน้ตที่กระจัดกระจาย

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้า Claude แบบเดิมเปรียบเหมือนการถามผู้ช่วยที่ฉลาด Claude Cowork ก็เหมือนการจ้างพนักงานที่เข้ามานั่งทำงานจริงในคอมพิวเตอร์ของคุณ แถม Anthropic ยังได้เปิดตัว plugin สำเร็จรูปสำหรับหลายแผนกในองค์กร หรือจะสร้าง Plugin ส่วนตัวที่ปรับแต่งให้เหมาะกับบริษัทตนเองก็ได้ 

ล่าสุด Anthropic ได้กำหนดมาตรฐานใหม่ของวงการด้วยพลังการประมวลผลระดับสูง:

  • Claude 3.7 Sonnet (Hybrid Model): โมเดลตัวแรกที่มาพร้อมระบบ Adaptive Thinking AI สามารถเลือกได้เองว่าจะตอบทันทีในเรื่องง่าย หรือจะหยุด “ใช้ความคิด” (Thinking Process) ในโจทย์ที่ซับซ้อน เพื่อลดความผิดพลาด (Hallucination) ได้ดีขึ้น
  • Claude 4 (Opus & Sonnet): โมเดลเจเนอเรชันล่าสุดที่เน้น Agentic Workflow เต็มรูปแบบ มันไม่ใช่แค่ผู้ช่วยที่ตอบคำถาม แต่เป็นเพื่อนร่วมงาน ที่สามารถวางแผนงานยาว ๆ และสั่งการแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในคอมพิวเตอร์เพื่อปิดโปรเจกต์ให้ได้โดยอัตโนมัติ

รายได้โต 10 เท่าทุกปี

จากจุดเริ่มต้นในปี 2021 บริษัทไม่สามารถทำรายได้ได้เลย จนกระทั่งในปี 2023 ที่สามารถทำรายได้ได้ 100 ล้านดอลลาร์ และเติบโตเป็น 1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2024 และเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นเกือบ 4.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2025 โดย Anthropic มีดีลระดับ 8 และ 9 หลัก เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในปี 2025 และลูกค้าธุรกิจมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า มูลค่าบริษัทล่าสุดอยู่ที่ 3.8 แสนล้านดอลลาร์ 

อย่างไรก็ตาม Anthropic ต้องใช้เงินมหาศาลในการฝึกสอนและรันโมเดล ทำให้เกิดคำถามเรื่องความยั่งยืน เพราะบริษัท ยังห่างไกลจากคำว่ากำไร โดยคาดว่าจะ ขาดทุนประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ และมีรายงานว่าอัตรากำไรขั้นต้นยังต่ำกว่าบริษัทซอฟต์แวร์คลาวด์ทั่วไป

คงต้องรอดูกันว่า Anthropic จะไปได้ไกลแค่ไหน ในวันที่การแข่งขันด้าน AI ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้เล่นแต่ละรายต่างก็ใส่เงินลงทุนกันไปไม่ยั้ง ท่ามกลางสมรภูมิที่เผาเงินระดับหมื่นล้าน การเดิมพันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการวัดใจว่าอุดมการณ์ของ Dario จะต้านทานแรงเสียดทานของโลกทุนนิยมได้นานเพียงใด

medium / The Verge / Fortune

]]>
1564714
ไทยเทียร์แรกของโลก! ได้ใช้ ‘Business AI on Messenger’ ผู้ช่วยตอบแชทแบบเรียลไทม์ ปิดการขายได้ 24 ชม. https://positioningmag.com/1563891 Wed, 11 Mar 2026 12:18:59 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563891 นับตั้งแต่เปิดตัว Facebook ในไทย ก็ผู้ประกอบการไทยนี่แหละ ที่เห็นโอกาสในการเปิดเพจเพื่อใช้ ขายของ จนเกิดเป็นเทรนด์ Conversational Commerce หรือการที่ผู้ซื้อมีการพูดคุยกับแบรนด์ หรือผู้ขายผ่านแชทออนไลน์ ซึ่งจะนำไปสู่ขั้นตอนที่ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อ

จากการศึกษาของ Kantar ปี 2568 บอกชัดเจนว่าคนไทยนิยมสื่อสารกับธุรกิจผ่านแชทมากขึ้นเรื่อย ๆ

  • 81% ของผู้บริโภคไทยส่งข้อความหาธุรกิจอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • 80% ใช้การส่งข้อความเป็นช่องทางหลักในการติดต่อแบรนด์
  • 68% มองว่าการตอบกลับจาก AI มีประโยชน์และตอบโจทย์
  • 95% ของธุรกิจไทยที่ใช้ระบบ Messaging ระบุว่าประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้น

แต่ในวันที่ลูกค้าไถมือถือแทบทั้งวันทั้งคืน เกิดตี 2 มีลูกค้าส่งข้อความมาถามราคาสินค้า แต่คุณนอนหลับอยู่ พอตื่นมาตอนเช้า ลูกค้าคนนั้นซื้อของจากร้านอื่นไปแล้ว แสดงว่า เราเพิ่งเสียโอกาสในการขายไป และนี่คือปัญหาที่ธุรกิจออนไลน์ไทยเจอกันทุกวัน

แน่นอนว่าที่ผ่านมา Meta เองก็มีฟีเจอร์ไว้ช่วยซัพพอร์ตร้านค้า อย่าง Auto Reply และ Chatbot แต่นั่นก็ยังมีข้อจำกัดในด้านการสนทนา ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานี้ให้ดียิ่งขึ้น Meta จึงได้พัฒนา Business AI on Messenger โดยไทยถือเป็น 2 ประเทศแรกในโลก ร่วมกับฟิลิปปินส์ ที่ได้ใช้งานฟีเจอร์นี้ก่อนใคร เนื่องจากถือเป็น Top 10 ด้าน Conversational Commerce ของโลก

แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook

Business AI คืออะไร?

Business AI คือ ผู้ช่วยขายอัตโนมัติบน Messenger ที่ทำงานแทนคุณตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ใช่แค่แชทบอทตอบคำถามง่าย ๆ แต่เป็น AI ที่เรียนรู้ข้อมูลจากธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นจากโพสต์บน Facebook Page แคตตาล็อกสินค้า หรือเนื้อหาบนเว็บไซต์ แล้วนำมาตอบลูกค้าในแบบที่ สะท้อนความเป็นแบรนด์ ได้อย่างแม่นยำ

สำหรับการใช้งาน ให้เข้าไปที่ >> Meta Business Suite >> คลิกที่ “เพิ่มเติม” (ไอคอนสามขีดแนวนอน) >> ในเมนูด้านซ้าย เลือก Business AI เมื่อคุณเข้าไปที่ Business AI คุณจะได้รับคำแนะนำตลอดขั้นตอนการตั้งค่าง่าย ๆ ดังนี้

  • เริ่มการตั้งค่า: จะเห็นข้อความแจ้งว่า “สร้างตัวแทนของคุณเองที่สามารถตอบลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง” พร้อมตัวเลือกต่าง ๆ เช่น “ไม่พลาดการสนทนา” และ “ปรับแต่ง AI ของคุณ” คลิก “ลองใช้งาน” หรือ “ตั้งค่า AI ของคุณ”
  • ตรวจสอบข้อมูล: ระบบจะแจ้งให้คุณตรวจสอบและให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ซึ่งรวมถึงข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลผลิตภัณฑ์และนโยบาย และคำถามที่พบบ่อย ฯลฯ ซึ่ง AI จะใช้ในการตอบคำถามของลูกค้า
  • การชำระเงินและการจัดส่ง: รายละเอียดที่เกี่ยวข้องสำหรับคำถามเกี่ยวกับการทำธุรกรรม
  • ทดสอบ AI ของคุณ: หลังจากให้ข้อมูลที่จำเป็นแล้ว คุณจะสามารถทดสอบผู้ช่วย AI ของคุณเพื่อให้แน่ใจว่า AI สะท้อนความรู้ทางธุรกิจและน้ำเสียงของแบรนด์ได้อย่างถูกต้อง

นุก – ฐิติพันธ์ จินาจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล จากเพจ Digital Nook เล่าให้ฟังว่า การตอบแชททันที เป็นเรื่องสำคัญมากของ Conversational Commerce เพราะถ้าตอบช้า ลูกค้าพร้อมจะไปซื้อกับแบรนด์ที่ตอบก่อนทันที เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ใจร้อน รอไม่ได้

“แค่ยิงแอด ทำให้แบรนด์จนเป็นที่สนใจ นั่นแค่ทำให้เขาเห็นเรา มาเจอเรา แต่จะปิดการขายต้องมาคุยกัน หลายแบรนด์ตกม้าตายตรงนี้ เพราะถ้าตอบดี ถูกจริต ก็จะปิดการขายได้ แต่ถ้าได้ประสบการณ์ไม่ดี เขาก็จะไม่ซื้อ แถมยังไปบอกคนอื่นว่าตอบไม่ดีอีก”

ฐิติพันธ์ แนะนำว่า การจะใช้งานฟีเจอร์ Business AI จุดสำคัญคือ การเทรนนิ่ง AI ดังนั้น ข้อมูลไหนที่คิดว่ามีโอกาสผิดพลาด เช่น ราคา หรือช่วงปิดการขายที่อาจต้องการครอสเซลล์ ก็ควรใช้คนตอบ เป็นต้น

สำหร้ับการใช้ Business AI เหมาะกับแทบทุกธุรกิจที่รับออเดอร์หรือตอบคำถามผ่าน Messenger ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์, แบรนด์แฟชั่น, ร้านอาหาร, คลินิกความงาม หรือธุรกิจ B2B ที่ต้องการ qualify ลูกค้าก่อนส่งให้ทีมขาย

ใช้ฟรี แค่ตอนนี้

เบื้องต้น แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ระบุว่า ฟีเจอร์ Business AI เปิดให้ทดลองใช้ฟรี แต่จะมีการชำระเงินเป็นระบบ Subscription ในอนาคต และไม่ใช่ทุกเพจที่จะใช้ฟีเจอร์ Business AI ได้ แต่ต้องมีการประวัติการซื้อขายจริง เพื่อป้องกันเพจมิจฉาชีพใช้งาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ใช้เองต้องคอยระวังตัวด้วย

นุก – ฐิติพันธ์ จินาจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล จากเพจ Digital Nook
]]>
1563891
‘ซิกเว่ เบรกเก้’ มองคู่แข่ง True ไม่ใช่ AIS แต่คือ LINE, Netflix, Google ต้องแข่งกับประสบการณ์ลื่นไหล แบบแพลตฟอร์มระดับโลก https://positioningmag.com/1563455 Tue, 10 Mar 2026 13:40:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563455 ในเดือนมีนาคมนี้ ถือเป็นการครบรอบ 3 ปีเต็มในการ ควบรวมทรู-ดีแทค สู่บริษัทใหม่ในชื่อ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยในปีที่ผ่านมา ทรู คอร์ปอเรชั่น ก็ได้ยกเครื่องใหม่ โดยดึงเอา ซิกเว่ เบรกเก้ ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของดีแทค มาเป็นประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ดูแลบริหารงานขับเคลื่อนด้านยุทธศาสตร์ภาพรวมของบริษัท ล่าสุด ซิกเว่ ก็ได้มาเล่าถึงกลยุทธ์ของทรูในช่วง 3 ปีจากนี้ที่จะเป็น Big Move สำคัญขององค์กร

กลยุทธ์ที่ดีต้องง่ายเหมือนเพลงที่ร้องตามได้

ภายในงาน ซิกเว่ เปิดเวทีด้วยวิดีโอที่เขาและ พนักงานร้องและเต้น ไปด้วยกัน แม้จะดูเป็นกิจกรรมสังสรรค์ภายในองค์กรที่ใคร ๆ ก็น่าจะมีไม่ต่างกัน แต่จริง ๆ มันมีความลึกซึ้งกว่านั้น โดย ซิกเว่ เริ่มเล่าว่า เขามีความเชื่อที่ว่า “กลยุทธ์ที่ดีคือกลยุทธ์ที่ทุกคนรู้จัก และถ้าอยากให้ทุกคนจำได้จริง ๆ มันต้องง่ายพอที่จะร้องได้ เต้นได้ และรู้สึกได้” นี่จึงเป็นที่มาของวิดีโอเปิดตัวในงานนี้

นอกจากนี้ ซิกเว่ มองว่า กลยุทธ์ไม่ใช่ ความลับในห้องประชุม แต่ควรเปิดเผยให้ลูกค้า พาร์ทเนอร์ และพนักงานรับรู้ เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อลูกค้ารู้ พาร์ทเนอร์รู้ และพนักงานถูกย้ำเตือนตลอดเวลา นั่นแหละคือ พลังที่แท้จริง

ไม่ใช่แข่งแค่เครือข่าย แต่คือประสบการณ์ที่ลื่นไหล

ซิกเว่ เล่าต่อว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวคือ แรงกดดันที่ทำให้ True ต้องเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยลูกค้าของ True ใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อวัน เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 6 ชั่วโมงครึ่ง และใช้ดาต้าเดือนละ 29 GB หรือเกือบ สองเท่าของค่าเฉลี่ยโลก ที่ 16 GB

และภายในปีเดียว คนไทยหันมาใช้ AI เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า และกว่า 70% เคยลองใช้ AI แล้ว ซึ่งนำหน้าประเทศอื่นในอาเซียนอย่างชัดเจน

ปัจจุบัน คู่แข่งของ True ไม่ใช่แค่ AIS อีกต่อไป แต่คือ LINE, Netflix, Google หรือก็คือ แพลตฟอร์มที่ครองเวลาและความสนใจของคนทั้งวัน ดังนั้น เป้าหมายที่แท้จริงคือการแข่งขันคือ ประสบการณ์ที่ลื่นไหล แบบที่แพลตฟอร์มระดับโลกสร้างไว้ และต้องทำให้ดีกว่า

“การมีเครือข่ายที่ดีไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราโดดเด่นอีกต่อไปแล้ว เพราะเครือข่ายที่ดีกลายเป็นสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังพื้นฐาน เหมือนร้านอาหารที่ต้องสะอาด ไม่มีใครชมเพราะมันสะอาด แต่ทุกคนจะบ่นถ้าสกปรก” 

Big Move 4 เสาหลักเปลี่ยน True

  • จากเครือข่ายสู่ความรู้สึก: True เสริมความแข็งแกร่งของเครือข่าย 5G บนคลื่นความถี่ 2300 MHz, 2600 MHz และ 1500 MHz เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านความเร็ว ความจุ และการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ AI กำลังเข้ามาดูแลเครือข่ายแทนมนุษย์ เพื่อให้ AI ตรวจจับปัญหาและซ่อมแซมตัวเอง ก่อนที่ลูกค้าจะรู้สึก
  • จากขายซิมสู่มูลค่าบัญชีลูกค้า: จากเดิมที่วัดผลด้วย “รายได้ต่อซิม” (ARPU) มาเป็น “มูลค่าต่อบัญชีลูกค้า” เพราะลูกค้าหนึ่งคนอาจใช้ทั้งมือถือ เน็ตบ้าน และบริการดิจิทัลพร้อมกัน ทั่วโลกมีอุปกรณ์ในบ้านที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกว่า 3.3 พันล้านชิ้น และโตขึ้น 8% ทุกปี ตู้เย็น ผ้าม่าน แอร์ ทุกอย่างกำลังถูกเชื่อมต่อ ดังนั้น การมองเขาแยกกันจึงทำให้มองไม่เห็นภาพรวมที่แท้จริง ดังนั้น แนวคิดของ True ไม่ใช่การชนะใจผู้ใช้รายบุคคล แต่ต้อง ชนะใจทั้งครอบครัว ผ่านประสบการณ์แบบ Convergence ที่ผสานบริการมือถือและบรอดแบนด์เข้าด้วยกัน เช่น TrueID และ TrueVisions NOW เป็นแพลตฟอร์มความบันเทิง TrueX ให้บริการโซลูชัน Home AI เป็นต้น

  • AI-First: AI ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือหัวใจของทุกสิ่งที่วางแผนไว้ อาทิ AI สำหรับการทำงานภายใน ทุกกระบวนการที่ย้ายขึ้นคลาวด์ได้จะถูกย้าย และงานรูทีนที่กินเวลาพนักงานโดยไม่จำเป็นจะถูก AI จัดการแทน การใช้ AI เพื่อให้บริการแบบ Hyper-personalization ที่ส่งข้อเสนอที่ใช่ให้คนที่ถูกต้อง ในเวลาที่เหมาะสม โดย True มีเป้าหมายในการพัฒนา พนักงานทั้ง 10,000 คน ต้องมีความรู้ด้าน AI ภายในปีนี้ โดย 60% ต้องมีพื้นฐานที่แน่น 20% เป็นผู้ใช้ระดับสูง และ 10% คือ ผู้เชี่ยวชาญระดับผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ True วางแผนเพิ่มขีดสามารถ AI ให้คนไทย 12 ล้านคนด้วย
  • วัฒนธรรมองค์กร สิ่งที่เลียนแบบกันไม่ได้: ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย ราคา หรือสินค้า เป็นสิ่งที่คู่แข่งอาจเลียนแบบได้ แต่ วัฒนธรรมองค์กร เป็นสิ่งที่ ไม่มีทางเลียนแบบได้ โดย ซิกเว่ ต้องการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่เรียกว่า Culture of Obsession (วัฒนธรรมแห่งความลุ่มหลง) โดยให้มองว่า True เป็น สตาร์ทอัพ ที่มีความ คล่องตัว และ เต็มไปด้วยความกระหาย แบบคนอายุ 25 ปี แต่มีสเกลและทรัพยากรของบริษัทใหญ่ที่มีอยู่แล้ว

“พนักงานทุกคนจะถามตัวเองว่า วันนี้ฉันจะทำอะไรเพื่อให้บริษัทดีขึ้นได้บ้าง? แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ สภาพแวดล้อมที่พนักงานรู้สึกว่าได้รับการดูแลอย่างแท้จริง ที่ที่เขากล้าพูดได้อย่างอิสระ ที่ที่เขาสามารถสร้างนวัตกรรม เติบโต และได้รับการยอมรับไม่ว่าเขาจะทำหน้าที่อะไร ความมั่นใจที่จะพูดสิ่งที่อยู่ในใจกับใครก็ได้ในองค์กรโดยไม่ต้องหวาดกลัว ถ้าเราสร้างวัฒนธรรมนั้นได้ มันจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับคู่แข่งที่จะเลียนแบบ และเรากำลังสร้างมันอย่างตั้งใจ ทีละก้าว ผ่านพนักงานทั้ง 10,000 คน”

ปลายทางสู่ Telco-Tech Company

ซิกเว่ ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทย ไม่ได้มีแค่กรุงเทพฯ แม้ว่า 50% ของ GDP ไทยมาจากกรุงเทพฯ แต่นั่นกำลังเปลี่ยนไป และ True ไม่ได้เป็นแค่บริษัทโทรคมนาคม แต่กำลังกลายเป็น Telco-Tech Company บริษัทที่ใช้เทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าอย่างแท้จริงให้กับลูกค้า เพื่อทำให้ธุรกิจเติบโต เชื่อมต่อบ้าน และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประเทศแห่งดิจิทัล ผ่าน 4 เสาหลักที่เชื่อมโยงกันและกำลังถูกสร้างขึ้นพร้อม ๆ กัน และนี่คือการก้าวเดินครั้งใหญ่ (Big Move) ของ True

]]>
1563455
‘ซัมซุง’ ประเมิน หลังมี.ค. มือถือจ่อขึ้นราคา 5-30% แถมเสี่ยงโดนหั่นสเปก จากวิกฤตชิปขาดตลาด อาจลากยาวถึงปี 2027 https://positioningmag.com/1563380 Tue, 10 Mar 2026 04:03:01 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563380 ถ้าใครกำลังคิดจะเปลี่ยนมือถือในปีนี้ อาจถึงเวลาที่ต้องรีบตัดสินใจ เพราะสมาร์ทโฟนที่ว่าแพงแล้วอาจจะกำลังแพงขึ้นอย่างน้อย 5-30% และอาจมีการหั่นสเปกลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และปัญหาอาจลากยาวไปถึงปีนี้

ตลาดมือถือส่งสัญญาณชะลอ เพราะแพงขึ้น

หากมองภาพรวมย้อนหลัง ตลาดมือถือไทยถือว่าสวนกระแสเศรษฐกิจได้อย่างโดดเด่นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2024 ตลาดโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และปี 2025 เติบโตต่อเนื่องอีกระดับหนึ่ง แต่ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนไทยในปีนี้เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว โดย สิทธิโชค นพชินบุตร President of Mobile Experience Division บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เล่าว่า ช่วงต้นปี 2026 ตลาดเริ่มช้าลงราว 5% ขณะที่ภาพรวมทั้งปีมีโอกาสที่ตลาดจะทรงตัว เนื่องจากความท้าทายเรื่อง ชิปหน่วยความจำที่ขาดแคลน

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของตลาดในขณะนี้คือ วิกฤตราคาชิปหน่วยความจำ ที่ต้นทุนปรับขึ้นถึง 40-50% สาเหตุหลักมาจากการแย่งชิงชิปความจำระหว่างสมาร์ทโฟนกับ Data Center ซึ่งมีกำลังจ่ายสูงกว่ามาก ทำให้ซัพพลายที่มีอยู่ไหลไปสู่ตลาดที่ให้มาร์จิ้นสูงกว่าก่อน

ดังนั้น เป็นไปได้ที่จะเห็นการปรับขึ้นราคาสมาร์ทโฟนตั้งแต่ 5-30% โดยเริ่มทยอยปรับตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้ สำหรับ Samsung เองจะปรับขึ้นในช่วง 5-20% 

“แม้ Samsung จะมีโรงงานผลิตชิปความจำเป็นของตัวเองในเครือ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ในราคาต้นทุนพิเศษ เพราะเป็นคนละบริษัทกัน ดังนั้น ต้องให้ของกับมาร์จิ้นที่ดีกว่า”

ไม่ใช่แค่ปรับราคา แต่จะเห็นการหั่นสเปก

แนวทางรับมือจากฝั่งซัพพลายที่เริ่มเห็นคือการ ลดสเปกสินค้า เช่น ปรับ Storage เริ่มต้นลงมาที่ 64 GB เพื่อควบคุมต้นทุน ขณะที่ Samsung ประกาศชัดว่าไม่มีแผนลดสเปก และจะยังคง Portfolio ไว้ในระดับ Premium อย่างไรก็ตาม สิทธิโชค มองว่า วิกฤตนี้คาดว่าจะ ยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027 ก่อนที่สถานการณ์จะผ่อนคลายลง

ผ่อน กลไกช่วยสำคัญของตลาด

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดขยายตัวได้ท่ามกลางเศรษฐกิจที่อ่อนแอในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจากการ ซื้อเงินสด มาเป็นการ ผ่อนชำระ ซึ่งปัจจุบันกว่า 70% ของการซื้อสมาร์ทโฟนในไทยเป็นการผ่อน จากที่เคยเป็น 70% เงินสดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

เมื่อผู้บริโภคไม่ต้องรอ เก็บเงินก้อน เพื่อซื้อสมาร์ทโฟน ทำให้ผู้บริโภคเลือกจะ อัปเกรด ไปใช้มือถือรุ่นที่สูงขึ้น และระยะเวลาในการเปลี่ยน สั้นลง จากเดิมเฉลี่ยที่ 3 ปี

“วงจรการเปลี่ยนมือถือเร็วขึ้นเพราะผู้บริโภคไม่ต้องรอเก็บเงินก้อน และเขาเลือกจะอัปเกรดไปใช้รุ่นที่สูงขึ้น เพราะส่วนต่างราคาระหว่างรุ่นเริ่มต้น และรุ่น Premium Ultra เมื่อหารออกมาเป็นรายเดือนแล้ว จ่ายเพิ่มหลักร้อยบาท    ก็สามารถได้รุ่น Premium ไปใช้”  สิทธิโชค อธิบาย

ดังนั้น แม้ว่าตลาดปีนี้จะมีการปรับราคาสินค้าขึ้น แต่ สิทธิโชค มั่นใจว่าด้วยโปรแกรม Samsung Finance ที่ทำมาตลอด 8 ปี จะเป็นกลไกช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ ปัจจุบัน Samsung Finance มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยไม่เกิน 20% ต่อปี ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับระบบนอกระบบที่สูงถึง 80-100% ต่อปี

S26 Ultra ยอดจองโต 40% เทียบกับ S25

แน่นอนว่าข้อจำกัดด้านการเงินที่ปลดล็อก ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดจอง Samsung Galaxy S26 Ultra ในไทย เพิ่มขึ้น +40% เมื่อเทียบกับ S25 Ultra แต่ สิทธิโชค อธิบายว่า มีอีก 2 ปัจจัยที่ขับเคลื่อนความสำเร็จครั้งนี้ ได้แก่ นวัตกรรมที่โดดเด่น และ กลยุทธ์การตลาด

โดยฟีเจอร์เด่นปีนี้คือ Privacy Display ซึ่งเป็น World First ที่สามารถป้องกันไม่ให้คนรอบข้างมองเห็นหน้าจอได้ ควบคู่กับความสามารถด้าน AI ที่ Samsung มั่นใจว่า นำหน้าคู่แข่งในตลาด

“คนไทยเน้นใช้ AI ในการถาม-ตอบ และการถ่ายรูป ซึ่งคนไทย 93% ของผู้ใช้งาน S25 ยังคงใช้ฟีเจอร์นี้ทุกเดือน ติดอันดับ Top 1-2 ของโลกอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีแพสชั่นเรื่องรูปถ่ายเป็นพิเศษ”

อีกปัจจัยคือ กลยุทธ์การตลาดที่เน้น Consumer-Centric ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญ เผือก ที่คว้าดาราอย่าง เผือก พงศธร จงวิลาส ไปจนถึงคลิป จอง แล้วก็เอาพี่ จอง คันแลน มาใช้ ด้วยชื่อดาราที่ล้อไปกับแคมเปญ ส่งผลให้ Search Trend เพิ่มขึ้นกว่า 20% และภาพรวม Engagement บน Social Media ทั้งหมดสูงกว่า S25 Series ถึง 2.1 เท่า

สิทธิโชค ย้ำว่า AI ถือจุดขายหลักที่ Samsung นำหน้าตลาด แม้ว่าจะมีหลายแบรนด์ที่พูดถึงการนำ AI มาใช้ในสมาร์ทโฟนก็ตาม ซึ่งปัจจุบัน Samsung เป็นผู้เดียวในตลาดที่เสนอ AI ถึง 2 ตัวในเครื่องเดียว ได้แก่ Gemini และ Perplexity

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Galaxy S Series มีฐานลูกค้าโตขึ้น 230% และยังได้ลูกค้ากลุ่ม Gen Z เพิ่มขึ้นอีก 25% สะท้อนว่า Samsung กำลังประสบความสำเร็จในการดึงดูดคนรุ่นใหม่จากการมาของ AI และแคมเปญการตลาด

]]>
1563380
ราคา ‘น้ำมันโลก’ ลดแล้ว! หลัง ‘ทรัมป์’ เตรียมเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมประกาศว่า ‘สงคราม’ จะจบเร็ว ๆ นี้ https://positioningmag.com/1563377 Tue, 10 Mar 2026 01:09:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563377 สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในวันจันทร์ที่ผ่านมาเกิดความผันผวนอย่างหนัก โดย ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงทันที ในช่วงการซื้อขายภาคค่ำ หลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่าเขากำลังพิจารณา เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก เพื่อแก้ปัญหาการติดขัดของอุปทานน้ำมันดิบ

ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ร่วงลงถึง -6.19% มาอยู่ที่ 85.27 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเวลาประมาณ 15:37 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก ปรับลดลง -4.6% มาอยู่ที่ 88.43 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงหลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ราคา Brent เพิ่งพุ่งทะลุเพดาน 119.50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และปิดตลาดภาคปกติไปที่ 98.96 (เพิ่มขึ้น 6.76%) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ CBS News ว่าเขากำลัง คิดเรื่องการเข้ายึดครองช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า สงครามครั้งนี้จะยุติลงในเร็ววัน นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวจากแหล่งข่าวของรอยเตอร์ว่า ทรัมป์อาจพิจารณา ลดมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่อรัสเซีย เพื่อช่วยดึงราคาน้ำมันให้ต่ำลง แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเพิ่งโพสต์ผ่าน Truth Social ว่าการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นนั้น เป็นเพียงราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการกำจัดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ของอิหร่านก็ตาม

ในขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด การผลิตน้ำมันในอิรักซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองของกลุ่มโอเปก (OPEC) ได้เผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างหนัก โดยยอดการผลิตจากแหล่งน้ำมันทางตอนใต้ลดลงถึง 70% เหลือเพียง 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่เคยผลิตได้ถึง 4.3 ล้านบาร์เรล ก่อนเกิดสงคราม เช่นเดียวกับคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ต้องจำกัดการผลิตเนื่องจากคลังเก็บน้ำมันเริ่มเต็ม เพราะไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความเสี่ยงจากการโจมตีของอิหร่านได้

ทางด้านกลุ่มประเทศ G7 เตรียมที่จะเคลื่อนไหวเพื่อบรรเทาวิกฤตนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีกำหนดหารือผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันอังคารนี้ เพื่อพิจารณาการระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาสู่ตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีคลัง G7 ที่ยืนยันความพร้อมในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy มองว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้ถือเป็นการขัดขวางอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีน้ำมันถึง 20% ของการบริโภคทั่วโลกถูกส่งผ่านเส้นทางนี้ โดย Rystad Energy คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายและยืดเยื้อไปถึง 4 เดือน เราอาจได้เห็นราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงถึง $135 ต่อบาร์เรลเลยทีเดียว

Source

]]>
1563377
‘Anthropic’ จะไม่ทน! แฉยักษ์ AI จีนแอบ ‘ดูดวิชา’ ด้วยแอคฯ ปลอมกว่า 2.4 หมื่นบัญชี และการโต้ตอบกว่า 16 ล้านครั้ง! https://positioningmag.com/1562810 Thu, 05 Mar 2026 15:25:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562810 กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าในวงการเทคโนโลยี เมื่อ Anthropic บริษัท AI แถวหน้าของสหรัฐฯ  ผู้สร้างโมเดลสุดชาญฉลาดอย่าง Claude ออกมาประกาศกร้าวว่า ถูกบริษัท AI ระดับ ยูนิคอร์น จากจีน 3 แห่ง แอบย่องเข้ามาใช้ทรัพยากรจากโมเดลของตนไปใช้อย่างผิดกฎหมาย เพื่อเร่งทางลัดในการพัฒนา AI ของฝ่ายจีนเอง

แผนลับ 24,000 บัญชีปลอม

ในบล็อกโพสต์ล่าสุด Anthropic ระบุว่าบริษัทจีน 3 แห่ง ได้แก่ DeepSeek, MiniMax และ Moonshot AI (เจ้าของโมเดล Kimi) ได้ใช้กลยุทธ์สร้างบัญชีปลอมขึ้นมามากกว่า 24,000 บัญชี เพื่อเข้ามาโต้ตอบกับ Claude เป็นจำนวนมหาศาลกว่า 16 ล้านครั้ง

แน่นอนว่าเป้าหมายของแอคหลุมเหล่านี้ไม่ใช่การหาคำตอบทั่วไป แต่คือการทำสิ่งที่เรียกว่า Distillation หรือการ กลั่นกรองวิชา โดยการนำคำตอบของ Claude ไปใช้เป็นข้อมูลในการเทรนด์ AI ของตัวเองให้เก่งขึ้น แต่ใช้งบน้อยลง ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงการใช้งานอย่างร้ายแรง เพราะ Anthropic สั่งห้ามพฤติกรรมนี้อย่างเด็ดขาด และปกติแล้ว Claude ก็ไม่ได้เปิดให้บริการในประเทศจีนด้วยซ้ำ

ไม่ใช่แค่ Anthropic ที่กล่าวหาบริษัท AI จากจีนเท่านั้น แต่ไม่กี่สัปดาห์ก่อน OpenAI (ผู้สร้าง ChatGPT) ก็ได้ส่งบันทึกถึงสภาคองเกรสสหรัฐฯ ในลักษณะเดียวกันว่า DeepSeek และบริษัทจีนอื่น ๆ พยายามเป็น กาฝาก (Free-ride) หากินจากความสำเร็จของสหรัฐฯ มาโดยตลอด

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว DeepSeek สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกด้วยการเปิดตัวโมเดลที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ ChatGPT แต่ใช้ทรัพยากรเครื่อง (Computing Power) น้อยกว่าอย่างน่าประหลาด จนเกิดคำถามว่า “จีนทำได้ยังไง?” ซึ่งคำตอบที่ Anthropic และ OpenAI พยายามบอกโลกตอนนี้ก็คือ “พวกเขาไม่ได้สร้างเองทั้งหมด แต่แอบลอกการบ้านไปต่างหาก”

มากกว่าแค่การลอก… แต่คือ ภัยความมั่นคง

Anthropic เตือนว่า AI ที่ถูกสร้างจากการ “แอบดูดวิชา” นั้นอันตรายกว่าที่คิด เพราะ ไร้ระบบความปลอดภัย เนื่องจากโมเดลเหล่านี้อาจไม่มีกำแพงกั้น (Safety Guardrails) ที่รัดกุมเหมือนต้นฉบับ

หรือหากตกไปอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจถูกใช้สร้างอาวุธชีวภาพ หรือใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนี้ รัฐบาลอาจนำไปใช้ในการ สอดแนมประชาชน หรือสร้างแคมเปญบิดเบือนข้อมูลในระดับใหญ่

อย่างไรก็ตาม  Anthropic มองว่า การที่บริษัทจีนต้องดิ้นรนใช้วิธีลัดเช่นนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า มาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐฯ นั้นได้ผล เพราะมันบีบให้จีนไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมด้วยตัวเองได้เพียงพอจนต้องหันมาใช้วิธีสกัดข้อมูลจากโมเดลฝั่งอเมริกาแทน

]]>
1562810
“น้อย-ลึก-เงียบ-ถูก” 4 หลักการตลาดแก้โจทย์ให้คน ‘อยากซื้อ’ ในวันที่ ‘ไม่อยากใช้เงิน’ เพราะพิษสงคราม https://positioningmag.com/1562778 Thu, 05 Mar 2026 12:13:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562778 ไทยกำลังจะตั้งหลักจากการมาของรัฐบาลใหม่ แต่ยังไม่ทันไรสถานการณ์โลกก็พลิกผันอย่างฉับพลัน เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะ Supply Shock ไปทั่วโลก ทำให้นิยามของ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ที่ให้กับปี 2026 ว่า “โลกฉลาดล้ำ เปราะบาง และไร้สมดุล”  ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก คำถามคือ ในช่วงที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอน (อีกแล้ว) ผู้บริโภคยิ่งลังเลที่จะจับจ่าย แล้วนักการตลาดจะแก้โจทย์นี้อย่างไร

เมื่อสงคราม ทำคนไม่กล้าจับจ่าย

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เล่าว่า ก่อนหน้านี้โลกเคยเผชิญกับ Tech War, Trade War และ Tariff War แต่ยังไม่เคยเห็นสงครามจริงในระดับที่อาจลุกลามในวงกว้างขนาดนี้ ผลกระทบที่ภูมิภาคอาเซียนต้องเผชิญ ได้แก่ ความกังวลเรื่องพลังงาน เนื่องจากไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ซึ่งราคาพลังงานที่สูงขึ้นนำสู่ความเสี่ยงเงินเฟ้อ ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น และ Globalization ที่กำลังพลิกผันสู่ De-globalization อย่างแท้จริง

ด้าน ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมการสื่อสารและการตลาดยั่งยืน เสริมว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ผู้นำโลกยังสร้างความไม่แน่นอน (Uncertainty) ในทุกระดับ ตั้งแต่เรื่องนโยบายใหญ่ไปจนถึงเรื่องเล็กน้อย ผลที่ตามมาคือ ปรากฏการณ์ คนไม่กล้าจับจ่าย (Low Consumption) เพราะเมื่อมนุษย์กลัว สัญชาตญาณแรกคือ อยู่นิ่ง ไม่ตัดสินใจสิ่งที่ไม่จำเป็น นี่คือโจทย์ใหญ่ที่สุดของนักการตลาด ทำอย่างไรให้คนอยากซื้อ ในวันที่คนไม่อยากใช้เงิน?

“ความเสี่ยง (Risk) นั้นวัดและจัดการได้ แต่กับความไม่แน่นอน (Uncertainty) วัดไม่ได้ เหมือนกับโควิดในอดีต ที่เราคาดเดาอะไรไม่ได้เลย” – ผศ.ดร.เอกก์ กล่าว

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

4 หลักการตลาด ยุค Uncertainty

เนื่องจากที่ผ่านมา โลกไม่ค่อยได้เจอกับสงครามจริง ๆ ทาง ผศ.ดร.เอกก์ จึงอ้างอิงงานวิจัยของ Mark de Rond ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาองค์กร มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แล้วสรุปเป็น 4 หลักการตลาด ในยุคความไม่แน่นอน ได้แก่

  • น้อยแต่มาก: ในช่วงที่ Uncertainty สูง ผู้บริโภคไม่กล้าควักเงินก้อนใหญ่ แต่พร้อมจ่ายบ่อย ๆ ในปริมาณน้อย สังเกตได้จากการเติบโตของผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กในทุกหมวดสินค้า ไม่ว่าจะเป็นครีมซอง วิตามินซอง ล้วนเป็นปรากฏการณ์เดียวกัน ดังนั้น นักการตลาดต้องปรับโมเดลจาก ซื้อน้อยครั้งแต่มาก เป็น ซื้อบ่อยแต่ทีละน้อย เพื่อลดแรงต้านทางจิตวิทยาในการตัดสินใจซื้อ และรักษาความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับลูกค้า ข้อควรระวัง คืออย่าออกสินค้าเล็กแล้วยังโปรโมตแบบ Mass เพราะขัดกับหลักถูกและดี สินค้าเล็กต้องมาพร้อมกลยุทธ์สื่อที่แม่นยำด้วย
  • ลึกแต่กว้าง: แทนที่จะพยายามจับตลาดแมส ให้มองหากลุ่มเฉพาะ (Niche) ที่ลึกมาก เพราะเมื่อลงไปจริง ๆ จะพบว่ามีขนาดใหญ่กว่าที่คิด กลุ่มลูกค้าเฉพาะเหล่านี้มักยินดีจ่ายมากกว่า มีคู่แข่งน้อยกว่า และบอกต่อกันเองโดยไม่ต้องโฆษณา กุญแจคือการค้นหาให้พบว่า ‘กลุ่มลึก’ คือใคร แล้วออกแบบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มนั้นได้ดีกว่าใครในโลก ตัวอย่างเช่น บริษัทท่องเที่ยวในอยุธยา เจาะตลาด ‘นักท่องเที่ยวพิการชาวเยอรมัน’  มีพนักงานเพียง 4-5 คนเท่านั้น แต่สามารถทำเงินได้มหาศาล และไม่มีคู่แข่ง
  • เงียบแต่ดัง: ในปีที่งบการตลาดลดลง การยิงแม่นมีคุณค่ามากกว่าการยิงมั่วเสมอ ดังนั้น นักการตลาดต้องเร่งปรับจาก SEO (Search Engine Optimization) สู่ GEO (Generative Engine Optimization) เพราะผู้บริโภควันนี้ถามข้อมูลจาก ChatGPT และ Gemini แทน Google Search แล้ว LINE Beacon เป็นตัวอย่างที่ดีของ Out-of-Home แบบยิงแม่น เมื่อผู้ใช้เดินผ่านหน้าร้าน ระบบจะส่งโฆษณาตรงเข้าแอปทันที ราคารวมถูกกว่าและวัดผลได้ชัดเจนกว่าการแจกใบปลิว
  • ถูกและดี: ในช่วง Uncertainty ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่ ถูก แต่ต้องการ คุ้มค่า หัวใจของหลักการนี้คือความคิดสร้างสรรค์มีคุณค่ามากกว่างบประมาณ ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วให้เกิดคุณค่าสูงสุดโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาล นักการตลาดที่ควบคุมต้นทุนได้เก่งมีคุณค่าต่อองค์กรมากในยุคนี้ ตัวอย่างเช่น KFC ร่วมมือกับบริษัทกล่องพลาสติก ทำ Limited Edition Bucket พลาสติกเพียง 5,000 ใบ กระแสแห่กันจน viral ด้วยงบเพียงประมาณ 3 ล้านบาท น้อยกว่าค่าผลิตโฆษณาทีวีหนึ่งชิ้น

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ทั้ง 4 กลยุทธ์นี้ต้องทำผสมผสานกัน ไม่ใช่แยกทำทีละอย่าง ทั้ง 4 หลักต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน และ 4 กลยุทธ์ยิ่งเหมาะกับ SME มากกว่าองค์กรขนาดใหญ่ เพราะบริษัทเล็กมีความคล่องตัว ต้นทุนต่ำ และสามารถลงลึกในกลุ่มลูกค้าเฉพาะได้ในพื้นที่ที่เจ้าใหญ่ไม่ทำ

ในเชิงบริหาร ซึ่ง ดร.บุรณิน แนะนำว่า ก่อนจะวางแผนทำกลยุทธ์อะไร ต้อง ตั้งสติ (Mindfulness) เหมือน Circuit Breaker ที่หยุดเพื่อตั้งหลักก่อนคิดต่อเพื่อสร้าง Marketing Intelligence เพื่อให้เกิด Productivity ในการทำงาน อีกจุดที่สำคัญคือ Partnership ความเป็นเพื่อนในยามวิกฤติ ทั้งรัฐ-รัฐ เอกชน-เอกชน ช่วยประคับประคอง Supply Chain ที่ถูกกระทบ และช่วยเช็กข่าวสารที่แม่นยำกว่าแค่เห็นบนโซเชียลมีเดีย

“ยกหูโทรหาลูกค้าและคู่ค้าโดยตรง ดีกว่าเสพโซเชียล เพราะได้ทั้งข้อเท็จจริงและความรู้สึก ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดให้ได้” ดร.บุรณิน กล่าว 

สูตร 4R ปรับตัวระยะยาว

ดร.บุรณิน ย้ำว่า วิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่แค่พายุที่ต้องฝ่าผ่าน แต่คือจุดเปลี่ยนของโลก หลังวิกฤติจะมี ธรรมนูญใหม่ ที่ใครปรับตัวได้เร็วกว่าก็จะได้เปรียบ ด้วยกรอบคิด 4R ได้แก่

  • Redefine — นิยามการตลาดใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับโลก De-globalization และ Regional Supply Chain
  • Resilience — ความเข้มแข็งเริ่มจากจิตใจ ล้มแล้วลุก ปรับตัวสู่สมดุลใหม่
  • Reform — ปฏิรูปตัวเองและธุรกิจให้พร้อมรับธรรมนูญใหม่ของโลก
  • Redesign — ออกแบบองค์กรและกระบวนการใหม่โดยนำเทคโนโลยีมาใช้เต็มศักยภาพ
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมการสื่อสารและการตลาดยั่งยืน

สงครามราคามาแน่ แต่เจ็บทุกฝ่าย

เมื่อยอดขายตก สิ่งแรกที่นักการตลาดหลายคนนึกถึงคือ ลดราคา แต่ ผศ.ดร.เอกก์ เตือนอย่างชัดเจนว่า Price War คือกับดักที่อันตรายที่สุดในยุควิกฤติ เพราะเป็นสงครามที่เจ็บทุกฝ่าย และผู้แพ้มักเป็นคนที่เล็กที่สุดในสนาม ดังนั้น แม้ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้เห็นในช่วงวิกฤตินี้ แต่ถ้าเลี่ยงได้ อยากให้เลี่ยง เพราะราคาเป็นเรื่องที่เล่นแล้วเจ็บทุกคน

“เจ้าเล็กในประเทศไทยถ้าเล่นสงครามราคา จะเจอเจ้าใหญ่กว่า เจ้าใหญ่ในประเทศไทยเล่น จะเจอยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ อย่าชนช้างกับคนที่มีช้างใหญ่กว่า”

ผศ.ดร.เอกก์ ทิ้งท้ายว่า เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนประเทศมีเรื่อง การบริโภค การส่งออก การลงทุน ซึ่งเครื่องยนต์ทั้งหมดดับหมด ดังนั้น ต้องพึ่งพา ภาครัฐ ที่ต้องช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย เช่น มาตรการอย่างคนละครึ่งที่กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อยทั่วประเทศ ซึ่งจะตอบโจทย์ได้ตรงกว่า ขณะที่มาตรดารลดดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยมากนัก เพราะปัญหาไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่เป็นเรื่องกู้ไม่ผ่านมากกว่า

]]>
1562778
จากยุค AI สู่ยุคหุ่นยนต์! ‘Xiaomi’ เริ่มทดลองส่ง ‘ฮิวแมนนอยด์’ ประกอบรถอีวี สามารถจัดการงานสำเร็จ 90% https://positioningmag.com/1562754 Thu, 05 Mar 2026 11:19:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562754 ในยุค AI ที่ทำให้หลายคนอาจเสี่ยง ตกงาน กันอยู่แล้ว ดูเหมือนการดิสรัปต์จะยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กำลังเป็นอีกเทคโนโลยีที่จะมาดิสรัปต์แรงงานมนุษย์ในอนาคต 

ล่าสุด Lu Weibing ประธานของ Xiaomi ได้เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับ CNBC ณ งาน Mobile World Congress ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญในการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้ามาทดลองใช้งานจริงในโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โดย Xiaomi ได้ทดลองใช้ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 2 ตัว ในโรงงานประกอบรถ EV โดยทำหน้าที่ตั้งแต่นำวัสดุไปวางจนถึงการขันน็อต ผลปรากฏว่า หุ่นยนต์ทั้ง 2 ตัวสามารถจัดการงานได้ เสร็จสิ้นไปได้ถึง 90% ภายในเวลา 3 ชั่วโมง และสามารถรักษาความเร็วให้สอดคล้องกับสายพานการผลิตได้เป็นอย่างดี ซึ่งในสายพานการผลิตรถยนต์ของ Xiaomi จะมีรถยนต์คันใหม่ออกจากโรงงานในทุก ๆ 76 วินาที 

อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์เหล่านี้ยังอยู่ในสถานะ เด็กฝึกงาน มากกว่าจะเป็นพนักงานประจำ แต่บริษัทมองว่านี่คือรากฐานสำคัญของอนาคต โดยคาดหวังว่าในวันข้างหน้า หุ่นยนต์จะสามารถเข้ามา ทำงานแทนที่มนุษย์ในบางหน้าที่ รวมถึงทำงานบางอย่างที่ มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถทำได้ แม้ว่าตอนนี้หุ่นยนต์ CyberOne (เปิดตัวปี 2022) จะยังไม่มีการวางจำหน่ายทั่วไปก็ตาม

ไม่ใช่แค่ Xiaomi แต่คู่แข่งอย่าง XPeng และ Honor ก็กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ของตัวเองเช่นกัน ขณะที่ในฝั่งสหรัฐฯ Elon Musk ก็กำลังผลักดันหุ่นยนต์ Optimus ของ Tesla อย่างเต็มที่ โดยถึงขั้นมีแผนจะใช้โรงงานผลิตรถยนต์มาผลิตหุ่นยนต์แทนในบางส่วน

นักวิเคราะห์จาก RBC Capital Markets คาดการณ์ว่าตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2050 โดยจีนจะมีส่วนแบ่งในตลาดนี้มากกว่า 60%

Source

]]>
1562754
วิกฤตพลังงานโลก! สงครามตะวันออกกลางดันราคาก๊าซพุ่ง ยุโรป-เอเชียกระอัก เสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย https://positioningmag.com/1562425 Wed, 04 Mar 2026 13:40:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562425 สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของเศรษฐกิจโลก หลังจากราคาก๊าซธรรมชาติ (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความกังวลว่าเส้นทางการขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอาจถูกตัดขาด

ราคาพุ่งทะยานรับข่าวปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ”

ราคาก๊าซธรรมชาติอ้างอิงของยุโรป (TTF) พุ่งขึ้นถึง 35% ภายในวันเดียว แตะระดับกว่า 60 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ขณะที่ราคาในฝั่งเอเชีย (JKM) ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 25.40 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากตลาดกังวลว่าการสู้รบจะกระทบต่อ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซ LNG ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อ กาตาร์ หนึ่งในผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศระงับการผลิตชั่วคราว หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีเมืองอุตสาหกรรมหลัก ซึ่ง Goldman Sachs ประเมินว่าจะทำให้ปริมาณ LNG ในตลาดโลกหายไปทันทีถึง 19%

ยุโรป-เอเชีย ผู้รับเคราะห์หลัก

นักวิเคราะห์เตือนว่า ยุโรปและเอเชียมีความเสี่ยงสูงกว่าสหรัฐฯ มาก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เป็นหลัก

  • ยุโรป: หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ยุโรปอาจเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานรุนแรงซ้ำรอยปี 2022 เมื่อครั้งรัสเซียบุกยูเครน ซึ่งอาจทำให้แผนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมในยุโรปต้องชะงักงัน
  • เอเชีย: ประเทศอย่าง อินเดีย (นำเข้า LNG จากตะวันออกกลาง 58%) และ สิงคโปร์ (27%) รวมถึง จีน และ ญี่ปุ่น ต่างอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (GDP)

Goldman Sachs คาดการณ์ว่าหากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10% อย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนี้:

  • ยูโรโซนและสหราชอาณาจักร: GDP อาจลดลง 0.2%
  • นอร์เวย์: ในฐานะผู้ส่งออกพลังงาน จะได้รับอานิสงส์ทำให้ GDP เพิ่มขึ้น 0.1% และหุ้นของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง Equinor พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปี

ผู้เชี่ยวชาญจาก BBH ระบุว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย ตุรกี และมาเลเซีย จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation (ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง) ซึ่งจะสร้างภาระทางการคลังให้กับรัฐบาลในระยะยาว

Source

]]>
1562425
จับตาโดมิโนเอฟเฟกต์ กรณี ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ท่อออกซิเจนศก.โลกถูกปิดตาย! https://positioningmag.com/1562172 Wed, 04 Mar 2026 03:23:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562172 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถูกนักวิเคราะห์ระดับโลกจัดเป็น Black Swan หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจส่งคลื่นกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยจุดชี้ขาดทุกอย่างอยู่ที่ช่องแคบเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอ่าวเปอร์เซีย

ช่องแคบฮอร์มุซ = ท่อออกซิเจนศก.โลก

ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือ แต่คือ ท่อออกซิเจน ของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ประกาศ “ไม่อนุญาต” ให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณการเดินเรือลดลงทันที 70%

สายเรือยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Maersk, Hapag-Lloyd, MSC, CMA CGM ประกาศระงับการเดินเรือผ่านเส้นทางนี้ทันที เรือคอนเทนเนอร์ราว 170 ลำ (ความจุ 450,000 TEUs) ตกค้างอยู่ในพื้นที่ และหากต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (แอฟริกา) จะเสียเวลาเพิ่ม 10-14 วัน 

โดยเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเส้นทางไปแล้ว ขณะที่ค่าเบี้ยประกันภัยเรือพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อให้สงครามหยุด แต่ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามจะยังพุ่งสูง ทำให้ค่าขนส่งไม่ลดลงง่าย ๆ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้จะถูกส่งผ่านมายังผู้บริโภคปลายทางทั้งหมด

คอขวดพลังงานโลก อาจดันน้ำมันพุ่ง 100 ดอลลาร์

ปัจจุบัน มีน้ำมันดิบไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันทางเรือทั่วโลก และยังเป็นทางผ่านของ LNG กว่า 20% ของโลก ส่วนใหญ่จากกาตาร์ ซึ่งไม่มีเส้นทางอื่นทดแทนได้เลย

อิหร่านในฐานะผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 4 ของ OPEC มีคลังแสงพร้อมปิดเส้นทางนี้ ทั้งทุ่นระเบิดและขีปนาวุธพิสัยใกล้ รวมถึงได้แสดงท่าทีชัดเจนด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต ยูเออี และบาห์เรนแล้ว

Bob McNally อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานทำเนียบขาว และประธาน Rapidan Energy เตือนตรงๆ ว่า นี่คือของจริง (This is the real deal) พร้อมระบุว่า ตลาดกำลังประเมินศักยภาพการตอบโต้ของอิหร่านต่ำเกินไปอย่างน่าเป็นห่วง

โดยทันทีที่ข่าวการโจมตีแพร่ออกไป ราคาน้ำมันดิบ Brent ก็พุ่งขึ้นแล้กว่า 13% แตะระดับ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากที่ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 72.48 ดอลลาร์ ส่วน WTI อยู่ที่ 67.02 ดอลลาร์

McNally คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันล่วงหน้าจะพุ่งขึ้นอีก 5-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทันทีที่ตลาดเปิดในคืนวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐฯ และหากมีการปิดช่องแคบอย่างเต็มรูปแบบ นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาอาจทะลุ 100-108 ดอลลาร์ ในระยะสั้น

ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะดัน ต้นทุนการผลิตทุกอย่าง ให้สูงขึ้นตาม ตั้งแต่อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงค่าขนส่ง นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากน้ำมันยืนระดับ 100 ดอลลาร์ได้นาน จะผลักดัน เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้นอีก 0.6-0.7% ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกหยุดแผนการลดดอกเบี้ยที่วางไว้

ภาพจาก Shutterstock

เอเชียโรงงานโลกเจ็บหนัก

ข้อมูลจาก Kpler เผยว่า 3 ใน 4 ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าสู่เอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะ จีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก พึ่งพาเส้นทางนี้ถึง ครึ่งหนึ่ง ของปริมาณนำเข้าน้ำมันทั้งหมด และนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเกือบ 99% ของปริมาณที่อิหร่านส่งออก McNally เตือนว่าหากช่องแคบปิด จะเกิดการกักตุนและ “สงครามการประมูลราคาน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุด” ในกลุ่มประเทศเอเชียทันที 

อย่างที่ทราบกันว่า เอเชียถือเป็น โรงงานของโลก (The World’s Factory) โดยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คือ ฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากประเทศเหล่านี้เผชิญกับต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น จะกระทบหนักโดยเฉพาะ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ และ อุตสาหกรรมยานยนต์ 

หากโรงงานต้องลดกำลังการผลิตเพราะขาดแคลนไฟฟ้าหรือต้นทุนสูงขึ้น ราคาสินค้าอย่างโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นทันที รวมถึงชิ้นส่วนรถยนต์ที่ส่วนใหญ่ผลิตในเอเชีย ซึ่งกระทบตั้งแต่แผงคอนโซลไปจนถึงยางรถยนต์ (ยางสังเคราะห์ผลิตจากน้ำมัน) ซึ่งคาดว่าต้นทุนวัตถุดิบจะเพิ่มขึ้น 15-25%

ไทยรับแรงสะเทือนรอบด้าน

หากจีนขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก การผลิตในโรงงานและภาคอุตสาหกรรมจะชะลอตัว ซึ่งจะส่งแรงกระแทกต่อเนื่องมายัง ประเทศในอาเซียนรวมถึงไทย ในฐานะคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทานหลัก ภาคการส่งออกของไทยที่พึ่งพาตลาดจีนจะได้รับผลกระทบโดยตรง

ภาคการท่องเที่ยวก็กระทบ โดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ แอตตา ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลาง เริ่มเห็นการยกเลิกเที่ยวบินเข้าไทยเพิ่มขึ้น เช่น ภูเก็ต ถูกยกเลิก 10 ไฟลต์ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์    ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนยกเลิกเดินทาง และอาจกระทบหนักในไตรมาส 2-4 ปีนี้ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล

ปัจจุบัน รัฐบาลไทยสั่งจัดตั้ง “Economic War Room” เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยมีจุดเปราะบางสำคัญ 3 ด้าน

ด้านพลังงาน: แม้ไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ราว 61 วัน (ข้อมูล ก.พ. 2569) แต่ราคาหน้าปั๊มจะปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งไทยใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ดังนั้น ค่าไฟฟ้าจะพุ่งขึ้นตาม กระทบค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจ

ด้านการท่องเที่ยว: ความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัย และการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่อาจทำให้นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปชะลอการเดินทาง กระทบรายได้ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทย

ด้านเงินเฟ้อ: ต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้นจะดันราคาสินค้าทุกหมวดให้แพงขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยอาจต้องทบทวนแผนการลดดอกเบี้ย กระทบทั้งภาคธุรกิจและผู้กู้รายย่อย

ตัวแปรสำคัญอยู่ที่เวลา

ผู้เชี่ยวชาญจาก ClearView Energy Partners ย้ำว่าตัวแปรชี้ขาดคือ ระยะเวลา ของวิกฤต แม้สหรัฐฯ จะมีน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) ราว 415 ล้านบาร์เรล และ IEA ก็มีคลังสำรองของตัวเอง แต่หากการปิดล้อมยืดเยื้อเกินความสามารถของคลังสำรองเหล่านี้จะรับมือได้ สถานการณ์อาจลุกลามไปสู่ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก (Global Recession) ในที่สุด

เพราะเมื่อราคาพลังงานสูงเกินไป ความต้องการใช้พลังงานจะลดลงผ่านกลไกเดียวที่โหดร้ายที่สุด นั่นคือ เศรษฐกิจหดตัว 

CNBC / ams / BATS-NEWS

]]>
1562172