TopTen – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 09 Jan 2026 10:52:22 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 คุยกับ ‘Motmo Studio’ ผู้ชุบชีวิตประติมากรรมพื้นบ้าน สู่ผลงาน ‘หิมพานต์มาร์ชเมลโล่’ สุดไวรัล https://positioningmag.com/1554479 Thu, 08 Jan 2026 21:18:34 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554479 หลายคนน่าจะเคยเห็นผลงานกาชาปองสุดไวรัลของคนไทยอย่าง หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ สัตว์ในวรรณคดีไทยที่ถูกทำออกมาน่ารักตะมุตะมิ โดย Positioning มีโอกาสได้พูดคุยกับ โม่ – คมกฤษ เทพเทียน แห่ง หมดโม่ สตูดิโอ (Motmo Studio) เจ้าของผลงาน ถึงความเป็นมาเป็นไป แนวคิด และมุมมองต่อผลงานศิลปะ และอนาคตของวงการอาร์ตทอยไทย

ของเล่น – พระเครื่อง สู่ความสนใจศิลปะ

“พ่อผมเป็นนักสะสมพระเครื่อง” ประโยคเริ่มต้นที่ โม่ – คมกฤษ เริ่มเล่าเมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของ หมดโม่สตูดิโอ (Motmo Studio) โดยเขาเล่าต่อว่า เขาเป็นคนสุพรรณ ในวัยเด็กพ่อเขามักจะพาไปตลาดพระเครื่องเป็นประจำ รวมกับความชื่นชอบ ของเล่น เหมือนกับเด็กทั่ว ๆ ไปในสมัยยุค 90 

ทั้งการสะสมพระเครื่อง และของเล่นในวัยเด็กนั้น กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่พาให้เขาเข้าสู่โลกของประติมากรรม โดยเขาได้เข้าศึกษาภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะนำไปสู่การก่อตั้งหมดโม่  สตูดิโอ

“ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่า สองสิ่งนี้จะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราขนาดไหน”

นับแต่นั้น โม่เดินทางมาในเส้นทางศิลปะมาโดยตลอด โดยมีผลงานจัดแสดงทั้งในและต่างประเทศ เช่น Ganecha (2016) รูปปั้นพระพิฆเนศที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนประติมากรรมหลากหลายเทคนิค Conversation (2017) งานศิลปะจัดวางที่นำเทวรูปหลากหลายรูปแบบมาเติมต่อด้วยชิ้นส่วนเลโก้ และ Open the World (2017) เทวรูปปางเปิดโลกที่ใช้เลโก้แทนศีรษะ ซึ่งเป็นงานธีสิสชุดแรกในช่วงที่เขาเรียนปริญญาโท

ผลงาน Open the World ของ โม่ – คมกฤษ เทพเทียน

อับเฉาไม่อับเฉา จุดเปลี่ยนสำคัญ

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2018 เขาได้แสดงผลงาน Giant Twin (2018) ประติมากรรมรูปยักษ์ไทยกับยักษ์จีนที่ตัวติดกันเหมือนแฝดอิน-จัน ภายในงาน Bangkok Art Biennale ครั้งแรกของไทย โดยภายในงาน โม่ได้ทำ กาชาปองอับเฉา เพื่อใช้เป็น ของที่ระลึก ในงาน

“ช่วงนั้นผมเพิ่งไปงานศิลปะต่างประเทศมา เห็นว่าพวกเขาแจกแต่โปสต์การ์ดกับพวงกุญแจ ผมคิดว่า ถ้าเราได้ไปงานศิลปะ แล้วได้ของเล่นสักชิ้น เราคงจะจำมันไปตลอดชีวิตเลย ผมเลยทำกาชาปองอับเฉา”

มากกว่าการเป็นของที่ระลึก แต่โม่อยากให้คนที่ได้ไป ทำความรู้จัก กับอับเฉาให้มากขึ้น “ก่อนจะทำผลงาน ผมค้นคว้าเยอะมาก และคิดว่า เรื่องของอับเฉามันน่าสนใจมาก แต่คนไม่ค้นหรอก ถ้าแค่เขียนบทความ เลยอยากทำให้เป็นของเล่น พร้อมคิวอาร์โค้ดที่สแกนแล้วจะได้อ่านประวัติศาสตร์”

แม้ว่าความตั้งใจแรกจะทำเพียงแค่ 100 ชิ้น เพื่อแจกฟรีในงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเกินคาดหมาย เพราะเกิดเป็นไวรัลบนโซเชียลฯ จน คนมาต่อคิวกันตั้งแต่ตีสี่ เพื่อที่จะได้เป็นเจ้าของกาชาปองอับเฉา หลังจากนั้น คนเริ่มขอซื้อ และ กาชาปองอับเฉานี้เองทำให้เกิดเป็นหมดโม่สตูดิโอ

“ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่า มันจะเปลี่ยนชีวิตผมขนาดไหน แต่คิดแค่ว่า ถ้าจะขายก็ขายในราคาที่คนทั่วไปซื้อได้ ไม่ใช่แค่คนรวย เลยตั้งราคาไว้ชิ้นละ 100 บาท” 

กาชาปองอับเฉาไม่อับเฉา

สู่ปรากฏการณ์ หิมพานต์มาร์ชเมลโล่

จนกระทั่งในปี 2020 ช่วงที่ COVID-19 ระบาด ในโลกโซเชียลฯ คนต่างก็แชร์อะไรที่ฮา ๆ ขำ ๆ เพื่อระบาดความเครียดที่ต้องอยู่แต่บ้าน จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนแชร์รูป สัตว์หิมพานต์ที่ชาวบ้านปั้นตามวัดต่างจังหวัด บางตัวดูตลก บางตัวดูน่ารัก นั่นทำให้ โม่ เกิดไอเดียในการทำกาชาปองคอลเลกชั่น หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ 

“มันดูเหมือนโปเกมอน เหมือนมอนสเตอร์น่ารัก ๆ ในเกม แล้วมีแฮชแท็กว่า อยากให้คนทำอับเฉาทำอันนี้บ้างจัง ผมเห็นแล้วนึกขึ้นมาทันทีว่า เฮ้ย! ตัวพวกนี้ผมเคยเห็นนะ ตอนเรียนศิลปะ เขาเรียกว่า นาอีฟ อาร์ต (Naive Art) หรือศิลปะชาวบ้าน”

จากนั้นก็เริ่มปั้นต้นแบบ และเริ่มเปิดพรีออเดอร์ จากนั้นก็มีออเดอร์มา หลายพันตัว นั่นเองที่ทำให้โม่ต้องเปลี่ยนจาก มือสมัครเล่น มาเป็นมืออาชีพ ในชั่วข้ามคืน เพราะคนรออยู่ เราต้องผลิตให้ได้ ต้องส่งให้ได้

“ตอนแรกผมคิดว่าจะขายได้สัก 10-20 ชุด ก็เยอะแล้ว แต่กลายเป็นว่ามีคนสั่งเป็นพัน ๆ ตัว จากตอนแรกที่ทำกับแฟนสองคน เลยต้องโทรเรียกน้อง ๆ ที่เรียนด้วยกัน คนที่เคยช่วยทำงานศิลปะกับผมมาช่วย”

ภาพจำร่วม กุญแจสู่ความสำเร็จ

อีกปัจจัยสำคัญที่ โม่ มองว่า ผลงานหิมพานต์มาร์ชเมลโล่มันแมสก็คือ จังหวะที่กระแส อาร์ตทอย ในไทยกำลังมา แต่อาร์ตทอยตัวไหนจะขายได้ไม่ได้ โม่มองว่ามันมีหลายปัจจัย แน่นอนว่า ความน่ารัก เป็นส่วนสำคัญ แต่จุดสำคัญที่เขาเรียนรู้มาจากการทำงานศิลปะก็คือ ภาพจำร่วม

“ก่อนหน้านั้นผมเคยทำอาร์ตทอยเป็นยักษ์ที่ผสมดาร์ธ เวเดอร์ มีคนจองแค่ 2 หัว เพราะมันไม่มีภาพจำร่วม ภาพจำมีมูลค่าและคุณค่าสูงมาก เหมือนที่โดราเอมอนไม่เคยตกยุค เพราะทุกยุคสมัยมีเด็กแบบโนบิตะ มีเด็กอวดรวยอย่างซุเนโอะ มันเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่แค่จินตนาการ”

นอกจากความน่ารัก และภาพจำร่วมแล้ว โม่มองว่าหิมพานต์มาร์ชเมลโล่มัน สะท้อนความหลากหลายของความเป็นไทย ที่ไม่จำเป็นต้องทำตามมาตรฐาน แต่ ทำจากใจ ทำด้วยความรัก ทำด้วยความเชื่อ และนั่นคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ คือ การยอมรับว่าเราต่างกันได้ เราไม่ต้องเหมือนกัน แต่เราก็ยังเป็นไทยได้

“ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราก็จะเข้าใจว่าทำไมหิมพานต์มาร์ชเมลโล่ถึงประสบความสำเร็จ เพราะมันไม่ได้แค่ขายของน่ารัก มันขายความภาคภูมิใจในความเป็นตัวเอง ในความหลากหลาย ในความเป็นไทยที่ไม่ต้องเหมือนใคร”

อนาคตอาร์ตทอยไทยต้องมีความหมาย

“ผมเชื่อว่าตลาดอาร์ตทอยยังมีอนาคต แต่ต้องเป็นของที่มีเนื้อหา” โม่มองไปข้างหน้า เพราะถ้าต้องแข่งขันกับ POP MART ที่มีทุน มีระบบการผลิตและการตลาดระดับโลก อาจแข่งขันได้ยาก และต่อไป คนอาจจะเริ่มเบื่อของที่แค่สวย แต่ไม่มีอะไร พวกเขาต้องการเรื่องราว ต้องการความหมาย ต้องการการเชื่อมโยง และนั่นคือจุดแข็งของศิลปินไทย

“ของจีนบางอย่างที่เข้ามา มันป๊อปเพราะน่ารัก แต่ไม่มีเรื่องราว พอคนเบื่อก็จบ แต่ไทยเรามีวัฒนธรรมที่ลึก มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีเรื่องราวมากมาย แค่เราต้องรู้จักนำเสนอให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ และอยากเป็นเจ้าของ”

ฝันใหญ่ โลคอล คาแรกเตอร์ ทุกจังหวัด

ญี่ปุ่นมี Kumamon – ตัวการ์ตูนหมีจากจังหวัดคุมาโมโต ที่ถูกออกแบบมาเพื่อโปรโมตรถไฟชินคันเซ็น แก้มแดงเพราะมะเขือเทศที่นั่นอร่อย ตอนนี้ Kumamon ขายได้ทั่วโลก ทำให้โม่มองเห็นศักยภาพของอาร์ตทอยว่ามันสามารถเป็น ซอฟต์เพาเวอร์ ของไทยได้

“ถ้าทุกจังหวัดในไทยมีตัวการ์ตูนประจำจังหวัด ที่ออกแบบจากเอกลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อมกับกรมเกษตร พาณิชย์ การท่องเที่ยว มันจะไม่มีเมืองรองอีกต่อไป”

ทุกคนจะต้องไปเที่ยวทุกจังหวัดเพื่อสะสมให้ครบ และถ้าครบ 77 จังหวัด รัฐบาลอาจมีประกาศเกียรติคุณให้ ลองคิดดูว่าเงินจะหมุนเวียนในประเทศเท่าไหร่

“นี่คือเมกะโปรเจกต์เชิงวัฒนธรรมที่รัฐควรทำ เพราะตอนนี้เราโดนอาณานิคมเชิงวัฒนธรรมเข้ามาแล้ว ทำไมเราถึงเริ่มกินไก่ทอดกับเบียร์ เริ่มกินกิมจิ? เพราะเกาหลีทำให้วัฒนธรรมของเขาร่วมสมัย”

ข้อคิดสำหรับศิลปินรุ่นใหม่

เมื่อถูกถามว่ามีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่อยากทำอาร์ตทอยหรือศิลปะที่เป็นธุรกิจ โม่ตอบอย่างตรงไปตรงมา:

  1. เริ่มจากความรักที่แท้จริง “อย่าเริ่มด้วยการคิดว่าจะรวย สิ่งที่ถูกดีไซน์มาเพื่อเงินก่อนมักไม่ประสบความสำเร็จ ให้เริ่มจากสิ่งที่เราชอบ เราสนใจจริงๆ”
  2. ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง “ทุกคนมีตัวตนไม่เหมือนกัน มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่าง นั่นคือจุดแข็งของเรา ถ้าเราเลียนแบบคนอื่น เราจะไม่มีวันเหนือกว่า”
  3. เรียนรู้ทุกมิติของธุรกิจ “ศิลปินต้องเป็นนักบัญชี ผู้บริหาร และคนทำการตลาดด้วย ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ เราจะอยู่ไม่ได้”
  4. เริ่มเล็ก แล้วค่อยโต “อย่าคิดใหญ่แล้วย่อมาเล็ก ให้คิดเล็กแล้วค่อยโตขึ้น อย่าไปกู้เงินแสนมาทำครั้งแรก ถ้าพลาด จะเจ็บมาก อาจทำให้เกลียดสิ่งที่เรารัก”
  5. อย่าลืมว่าศิลปะคือเครื่องมือแก้ปัญหา “ศิลปะไม่ใช่แค่การวิพากษ์วิจารณ์ แต่เป็นเครื่องมือที่เข้าไปแก้ปัญหาได้จริง คิดว่าเราจะทำอย่างไรให้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่แค่ชี้ว่ามันแย่”

ศักยภาพของศิลปะคือ คนต้องเข้าถึงได้

จากอับเฉาสู่หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ โม่มองว่า สิ่งที่เขาเรียนรู้และตกผลึกก็คือ ศักยภาพของศิลปะไม่ได้อยู่แค่สวยหรือลึกซึ้ง แต่อยู่ที่การที่มันเข้าถึงคนได้ จุดประสงค์ที่แท้จริงของศิลปะ ไม่ใช่แค่การทำให้ศิลปินรวย แต่เป็นตัวจุดประกายให้เกิดการคุย การแลกเปลี่ยน การทำความเข้าใจ

“ผมเคยนั่งคิดกับตัวเองว่า ถ้างานผมดีจริงระดับโลก แต่ไม่มีคนมาดู ไม่มีคนเข้าใจ… แล้วมันจะมีความหมายอะไร? ผมพยายามเรียกร้องเรื่องพระที่ไม่มีเศียรมาตลอด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากแค่เรียกร้อง แต่พอมีอับเฉา กลับจุดประกายให้คนเริ่มคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์”

การทำให้ศิลปะเข้าถึงง่ายที่สุด ก็คือเครื่องมือในการปลูกฝังความรัก ความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของ ศิลปะในท้องถิ่น หรือทำให้เกิด รายได้ ให้คนในชุมชน

“ของเล่นแต่ละชิ้นของผมคือเครื่องมือในการปลูกฝังความรัก ความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น เมื่อมีคนซื้อไป เขาไม่ได้ซื้อแค่ของเล่น แต่เขาซื้อเรื่องราว ซื้อการเชื่อมโยง ซื้อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์”

ปัจจุบัน ผลงานของหมดโม่สตูดิโอ มีจุดจำหน่ายที่ BACC ชั้น 5, มิวเซียมสยาม, พิพิธภัณฑ์รัตนโกสินทร์ และกำลังขยายไปยังพิพิธภัณฑ์มนุษยวิทยา สามารถติดตามผลงานใหม่ ๆ ได้ที่เพจ MOTMO Studio 

]]>
1554479
วิกฤตศรัทธาสินค้าหรู?! เมื่อราคาพุ่งสวนทางกับความคุ้มค่า จนสินค้า 40% ต้องลดกระหน่ำ ฉุดกำไรต่ำสุดในรอบ 15 ปี https://positioningmag.com/1554396 Thu, 08 Jan 2026 05:59:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554396 ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานจาก Bain & Co ว่า ยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยทั่วโลก อาจหดตัวลงเป็นปีที่สองติดต่อกัน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มต่อต้านการขึ้นราคาที่สูงเกินจริง แต่ที่น่าสนใจคือ ปี 2025 ที่ผ่านมา สินค้าลักชูรี่ถึง 40% ต้อง ลดราคา เพื่อดึงดูดลูกค้า และมันส่งผลต่อผลกำไรในอุตสาหกรรม

ไม่ได้สักแต่ใช้เงิน! ผลสำรวจชี้ ‘คนรวย’ เริ่มหันไปหาแบรนด์ราคา ‘สมเหตุสมผล’ เหตุแบรนด์เนมขึ้นราคาจน ‘แพงเวอร์’ สวนทางคุณภาพ

40% ของสินค้าหรูถูกขายแบบลดราคา

ที่ผ่านมา การลดราคากลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะแบรนด์ระดับบนพยายามลดช่องทางการขายส่งและช่องทางลดราคามาโดยตลอด เพื่อควบคุมการตั้งราคาและภาพลักษณ์ของสินค้า

แต่ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Bain & Altagamma (สมาคมอุตสาหกรรมสินค้าหรูของอิตาลี) ระบุว่า ในปี 2025 สินค้าหรูประมาณ 35 – 40% ถูกขายในราคา ลดกระหน่ำ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5% เมื่อเทียบกับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

โดยรายงานระบุว่า ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกที่จะเข้า Outlet stores แทนที่จะยอมจ่ายราคาเต็มในช็อป (Boutique) แม้ว่าแบรนด์ระดับบนบางแบรนด์จะมีการลดราคาในช็อปของตัวเองบ้าง แต่ก็ยังถือว่าเป็นเพียง ส่วนน้อย และไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก

ภาพจาก Shutterstock

ลูกค้าตั้งคำถามถึงความคุ้ม

ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้สินค้าลักชูรี่ต้องยอมลดราคาก็เพราะเหล่านักช้อปเริ่มตั้งคำถามถึง ความคุ้มค่า ของสินค้าดีไซเนอร์ หลังจากที่แบรนด์ต่าง ๆ พากันขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องมาหลายปี และการลดราคาที่เพิ่มขึ้นนี้บีบให้ กำไร ของอุตสาหกรรมดิ่งลงสู่ระดับ ต่ำสุดในรอบ 15 ปี หากไม่นับรวมช่วงวิกฤต COVID-19 

โดยปัจจุบัน กำไรของสินค้าหรูส่วนบุคคลร่วงลงมาอยู่ในระดับเดียวกับปี 2009 โดยคาดการณ์ว่า อัตรากำไรจากการดำเนินงานเฉลี่ยของอุตสาหกรรมจะอยู่ที่ 15-16% ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 23% ในปี 2012 และ 21% ในปี 2021)

Claudia D’Arpizio หัวหน้าฝ่ายสินค้าหรูระดับโลกของ Bain ให้ความเห็นว่า เมื่อผู้บริโภคเริ่ม ไม่อยากจ่ายราคาเต็ม มันไม่ใช่แค่เรื่องของความประหยัด แต่มันคือข้อความที่ชัดเจนว่า สมการระหว่างราคากับความคุ้มค่าในตลาดลักชูรีนั้นสูญเสียสมดุลไปแล้ว

เนื่องจากในช่วงหลังวิกฤต COVID-19 ที่ตลาดมียอดขายพุ่งสูง แบรนด์เนมต่าง ๆ ได้ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาอย่างรุนแรง โดย D’Arpizio ตั้งข้อสังเกตว่า ราคาสินค้าหลายรายการในปัจจุบัน สูงกว่าปี 2019 ถึง 1.5 – 1.7 เท่า ในขณะที่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่จะสร้างปรากฏการณ์ กลับมีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ

หันไปหาแบรนด์ร่วมสมัยที่ไม่แพงเวอร์

ข้อมูลจากผู้จัดซื้อจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำในยุโรปรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตอนนี้ลูกค้ากำลังหันไปหา แบรนด์ร่วมสมัย (Contemporary brands) หรือดีไซเนอร์หน้าใหม่ ซึ่งมีดีไซน์ที่ทันสมัยและโดดเด่น แต่มีระดับราคาที่ต่ำกว่าแบรนด์เนมชื่อดัง 

อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่า การผลัดเปลี่ยนดีไซเนอร์ใหม่ในแบรนด์ชั้นนำอย่าง Gucci, Chanel และ Dior ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อาจจะช่วยเติมพลังใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ได้ แต่ยังต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่ามันจะคุ้มค่ากับราคาหรือไม่ และต้องรอให้ดีไซเนอร์ใหม่เหล่านี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าตัวชูโรงของพวกเขาเสียก่อน

(Photo by Edward Berthelot/Getty Images)

แบรนด์ใหญ่เริ่มปรับตัวลดต้นทุน

จากวิกฤตความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ส่งผลให้เครือแบรนด์หรุเริ่มปรับตัว อาทิ

  • Kering (เจ้าของ Gucci, Saint Laurent): อยู่ระหว่างการทบทวนพอร์ตโฟลิโอเพื่อตัดลดค่าใช้จ่ายและปรับลดขนาดเครือข่ายร้านค้าปลีก
  • LVMH: เริ่มควบคุมงบการตลาด ลดงบเดินทาง และปิดสาขาที่ยอดขายไม่ดี โดยเฉพาะในจีน แต่ยังคงเดินหน้าโปรเจกต์ใหญ่ เช่น ร้าน Louis Vuitton ในเซี่ยงไฮ้ที่มีรูปร่างเหมือนเรือสำราญยักษ์
  • Chanel: มีรายงานว่าได้ลดงบการตลาดและชะลอการจ้างงานในจีนในปี 2025

Source

]]>
1554396
‘เวียดนาม’ โชว์ GDP โตแรง 8% สูงสุดในรอบ 10 ปี จ่อแซงหน้า ‘ไทย’ เร็วสุดในปีนี้ https://positioningmag.com/1554241 Wed, 07 Jan 2026 04:59:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554241 แม้ว่า เวียดนาม จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 20% แต่ปัจจัยลบดังกล่าวไม่อาจหยุดยั้งการเติบโตของ GDP ได้ โดยล่าสุด สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2025 เติบโต 8.46% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ส่งผลให้ GDP ปี 2025 ของเวียดนามเติบโตสูงถึง 8.02% และภายในปีนี้ GDP ของเวียดนามอาจแซงหน้าไทย

เติบโตพุ่ง 8% แม้เจอกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ

เศรษฐกิจเวียดนามในปี 2025 ขยายตัวถึง +8.02% ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร่งตัวขึ้นจากปีก่อนหน้าที่เติบโตได้ +7.09% โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง แม้จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าถึง 20% ก็ตาม

โดยยอดส่งออกรวมของเวียดนามโตขึ้น +17% คิดเป็นมูลค่าราว 4.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 1.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในปีที่ผ่านมา เวียดนามเกินดุลกับสหรัฐฯ สูงถึงเกือบ 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน 

ปัจจุบัน เวียดนามได้กลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของบริษัทข้ามชาติหลายราย ไม่ว่าจะเป็น Samsung, Apple และ Nike อีกทั้งกำลังดึงดูดให้ค่ายรถยนต์และแบรนด์อิเล็กทรอนิกส์บางส่วนที่มีกำลังการผลิตในไทย ย้ายฐานไปเวียดนาม เนื่องจากค่าแรงและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจกว่า ส่งผลให้มีการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เพิ่มขึ้น 9% คิดเป็นเม็ดเงิน 2.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ การบริโภคในประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นตัวช่วยสำคัญ โดยเวียดนามทุ่มงบมหาศาลสร้างสนามบินใหม่ และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน ส่งผลให้ภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดขายปลีกโตขึ้น 9.2%

อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งในฐานะ ทางผ่านของสินค้าจีน (Transshipment hub) โดยยอดนำเข้าสินค้าจากจีนมายังเวียดนามพุ่งสูงขึ้นเป็น 1.86 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสินค้าที่ถูกตัดสินว่าเป็นการสวมสิทธิ์ส่งออกอาจต้องเผชิญภาษีสูงถึง 40%

ภาพจาก Unsplash

จ่อแซงไทยในปีนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในปี 2026-2030 ไว้ที่ ไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี เพื่อขยับขนาดเศรษฐกิจไปแตะระดับ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทาง Nikkei Asia มีการคาดการณ์ว่ามูลค่า GDP รวม (Nominal GDP) ของเวียดนามมีโอกาสพุ่งแซงไทยได้ภายในปี 2026 นี้เลย หากเวียดนามสามารถทำตามเป้าหมายการเติบโตที่ 10% ได้สำเร็จ

หรือถ้าหากไม่ใช่ปีนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าจะแซงภายในไม่ปี 2027-2028 แน่นอน เพราะอัตราเร่ง (Growth Rate) ของสองประเทศห่างกันมาก โดยเวียดนามเติบโตที่ 8-10% ขณะที่ไทยโตเพียง 1.5-2% เนื่องจากประเทศกำลังเจอมรสุม หนี้ครัวเรือน ที่กดทับการบริโภค รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม แม้ GDP รวมจะโดนแซง แต่ GDP ต่อหัว (GDP per capita) หรือความรวยเฉลี่ยของประชากรไทยยังสูงกว่าเวียดนามอยู่พอสมควร โดยไทยอยู่ที่ประมาณ 7,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.5 แสนบาท) ขณะที่เวียดนามกำลังพยายามแตะ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนบาท)

businesstimes / nikkei Asia

]]>
1554241
ไม่ใช่แค่จินตนาการอีกต่อไป! ‘Lego’ ปฏิวัติใหญ่ในรอบ 50 ปี เปิดตัวนวัตกรรม ‘Smart Brick’ ฝังชิปในตัวต่อมอบ ‘ชีวิต’ ให้ของเล่น https://positioningmag.com/1554208 Wed, 07 Jan 2026 03:25:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554208 ลบภาพจำเกี่ยวกับ ตัวต่อเลโก้ (Lego) ที่ต่อเสร็จแล้วก็ตั้งโชว์ไว้เฉย ๆ ไปได้เลย เพราะล่าสุด บริษัทได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ในรอบ 50 ปี ที่จะทำให้ตัวต่อ มีชีวิต ด้วยระบบ Interactive ที่ตัวต่อสามารถโต้ตอบกับผู้เล่นและชิ้นส่วนอื่น ๆ ได้จริง

ภายในงาน CES 2026 (Consumer Electronics Show) งานโชว์เคสหรือพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากแบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ ทาง Lego ของเล่นตัวต่อชื่อดังสัญชาติเดนมาร์ก ก็ได้นำนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในรอบ 50 ปีของบริษัทมาเปิดตัว ก็คือ Smart Bricks ที่บริษัทระบุว่าเทคโนโลยีนี้จะทำให้ของเล่นเดิม ๆ มีชีวิต

โดยนวัตกรรมนี้ เกิดจากการที่ Lego ได้ใส่ เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว และ ชิปประมวลผล รวมถึงลำโพงและไฟ ไว้ในตัวต่อขนาด 2×4 และเมื่อชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าถูกเล่น หรือใกล้กับชิ้นส่วนที่ฝังระบบ Smart Tags (ระบบ NFC) จะเกิดเสียงออกมา 

อย่างเช่น ถ้าเราต่อเฮลิคอปเตอร์ เวลาหยิบเล่นมันจะ ส่งเสียงใบพัดและมีไฟกะพริบ โดยที่มันสามารถรู้ได้ว่าเรากำลังถือเอียง หรือขยับไปทางไหน และด้วยระบบ Bluetooth Mesh ก็จะทำให้ ตัวต่อคุยกันเอง เช่น ถ้านำฟิกเกอร์จักรพรรดิพัลพาทีนไปนั่งบนบัลลังก์ เพลง The Imperial March จะดังขึ้นทันที หรือถ้าทำรถแข่งแข่งกัน ตัวต่อจะรู้ว่าใครเข้าเส้นชัยก่อน หรือเปลี่ยนจากเสียงเครื่องยนต์เป็นเสียงรถชนถ้าเราทำรถคว่ำ

ไม่ต้องห่วงว่าเทคโนโลยีนี้จะไม่ปลอดภัย เพราะทาง Lego ไม่ได้มีการฝังไมโครโฟน ดังนั้น ไม่ได้ใช้การสั่งงานด้วยเสียง แต่ใช้เป็นเซนเซอร์รับแรงสั่นสะเทือนเพื่อเปิดใช้งาน เช่น ให้เด็กๆ เป่าลม ใส่ตัวต่อเพื่อสั่งงาน นอกจากนี้ยัง ไม่มี AI และไม่มีกล้อง

สำหรับสินค้าใหม่นี้ จะเริ่มจำหน่ายวันที่ 1 มีนาคม 2026 นี้ ประเดิมชุดแรกด้วย Star Wars มีทั้งหมด 3 ชุดหลัก:

  1. Darth Vader’s TIE Fighter: มาพร้อมตัวต่ออัจฉริยะ 1 ชิ้น และแท็กเสียงยาน TIE กับตัว Vader
  2. Luke’s Red Five X-Wing: มีตัวต่ออัจฉริยะ 1 ชิ้น พร้อมแท็กเสียงเพียบ ทั้งยาน X-Wing, ป้อมปืน และอุปกรณ์ของ R2-D2
  3. Darth Vader’s Throne Room & A-Wing: มีตัวต่ออัจฉริยะ 2 ชิ้น พร้อมฟิกเกอร์และแท็กเสียงแบบครบๆ

Lego มั่นใจมากว่านี่คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวตัว Mini-figure ในปี 1978 และยังมีข่าวลือหนาหูว่า ชุด Lego Pokémon ที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคต จะเป็นคิวต่อไปที่จะได้ใช้เทคโนโลยี Smart Brick นี้ด้วย แฟน ๆ Lego ก็หยอดกระปุกรอได้เลย เจ๋งแน่นอน

Source

]]>
1554208
นักวิเคราะห์มอง ‘เชฟรอน’ อาจเป็นผู้ฟื้นอุตสาหกรรมพลังงาน ‘เวเนซุเอลา’ หลัง ‘ทรัมป์’ เตรียมหารือบริษัทน้ํามันของสหรัฐฯ ในปลายสัปดาห์นี้ https://positioningmag.com/1554204 Tue, 06 Jan 2026 10:08:39 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554204 เปิดฉากปี 2026 ด้วยเหตุการณ์ช็อกโลก เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดปฏิบัติการทางทหารระดับสายฟ้าแลบในชื่อ Absolute Resolve เพื่อบุกเข้าคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร และภรรยาในข้อหาก่อการร้ายด้วยยาเสพติด (Narco-terrorism) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทั้งโลกจับตาก็คือ สหรัฐฯ จะจัดการกับ น้ำมันสำรองมหาศาล ที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินเวเนซุเอลาอย่างไร? 

Chevron ผู้เล่นเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่

หลังจากที่มีข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กําลังวางแผนที่จะพบกับผู้บริหารจากบริษัทน้ํามันของสหรัฐฯ ในปลายสัปดาห์นี้เพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการผลิตน้ํามันของเวเนซุเอลา ส่งผลให้ เชฟรอน (Chevron) ได้ถูกจับตาในฐานะบริษัทที่มี แต้มต่อ มากที่สุด

เพราะท่ามกลางสมรภูมิการเมืองที่ดุเดือด เชฟรอน ได้กลายเป็น ผู้เล่นเพียงรายเดียว ที่ทำธุรกิจอยู่ในเวเนซุเอลา ผ่านการร่วมทุนกับรัฐบาล (JVs) ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วนการผลิตถึง 23% ของทั้งประเทศ ในขณะที่คู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง ExxonMobil และ ConocoPhillips ได้ถอนตัวออกไปตั้งแต่ปี 2007 นับตั้งแต่ถูกอดีตประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ สั่งยึดทรัพย์สินเป็นของรัฐ

ขุมทรัพย์ที่ต้องแลกมาด้วยเงินมหาศาล

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทรัมป์คิด อาจไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะแม้ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration: EIA) จะยืนยันว่า เวเนซุเอลามี น้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกถึง 3.03 แสนล้านบาร์เรล แต่สภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมทำให้การฟื้นฟูต้องใช้เงินมหาศาล

มีการประเมินว่า อาจต้องใช้เงินสูงถึง 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ในระยะ 15 ปี เพียงเพื่อรักษาเพดานการผลิตที่ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อประคองตัว และถ้าจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจต้องทุ่มงบประมาณสูงถึง 1.83 แสนล้านดอลลาร์ 

ไม่เพียงแค่งบลงทุนมหาศาล แต่ที่นักวิเคราะห์จากหลายสำนักกังวลตรงกันก็คือ ความชัดเจนทางการเมือง ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานคือพันธสัญญาในระยะยาว 30 ปี แต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังเต็มไปด้วยคำถาม

เพราะแม้ว่า ทรัมป์ ประกาศจะเข้าไปบริหารจัดการ แต่รัฐมนตรีต่างประเทศอย่าง มาร์โก รูบิโอ กลับสงวนท่าทีว่าจะใช้เพียงการกดดันทางการทูต และในอนาคต ยังมีความเสี่ยงที่เวเนซุเอลาจะกลับไปมีผู้นำแบบมาดูโรอีกครั้ง และเสี่ยงที่ทรัพย์สินที่ลงทุนไป จะถูกยึดกลับเป็นของรัฐเหมือนในอดีต

คุ้มค่าหรือไม่ในวันที่น้ำมันล้นโลก?

แม้ในระยะสั้นหุ้นของ Chevron จะขานรับข่าวนี้ด้วยการพุ่งขึ้นกว่า 5% แต่เส้นทางฟื้นฟูพลังงานของเวเนซุเอลาภายใต้การผลักดันของทรัมป์ ยังคงเต็มไปด้วยความกังขา โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายคือ ความคุ้มค่าเชิงธุรกิจ เพราะในปัจจุบันโลกไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันเหมือนในอดีตอีกแล้ว ดังนั้น การทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางการเมืองสูงลิ่ว จึงเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก

reuters / CNBC

]]>
1554204
หยุดยาวจนหมดไฟ? มัดรวมแอปฯ ตัวช่วย ‘สร้างวินัย’ แบบ ‘ไม่กดดัน’ ตัวเอง https://positioningmag.com/1554070 Mon, 05 Jan 2026 08:21:25 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554070 เชื่อว่าหลังจากหยุดยาวมา หลายคนน่าจะมีอาการ หมดไฟ หรือ ไม่อยากเริ่มงาน หรือที่เรียกว่า ภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว (Post-Holiday Blues) ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องธรรมชาติมาก ๆ และปัจจุบัน เทคโนโลยีก็สามารถช่วยสร้างสภาพแวดล้อมและระเบียบวินัยใหม่ให้เราได้ดีมากขึ้น เพื่อช่วยเติมไฟให้เราทำงานที่รักได้อีกครั้ง

ขี้เกียจ แก้ด้วยเกมและรางวัล (Gamification)

หากคุณรู้สึกว่างานเป็นเรื่องน่าเบื่อ ลองเปลี่ยนให้งานเป็นภารกิจเหมือนเกมดู

  • Habitica: แอปฯ นี้เปลี่ยนรายการสิ่งที่ต้องทำ (To-Do List) ให้เป็นเกม RPG ถ้าคุณทำงานสำเร็จ ตัวละครของคุณจะได้ค่าพลังและเลเวลเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผัดวันประกันพรุ่ง พลังชีวิตก็จะลดลง เพื่อช่วยให้มีแรงจูงใจทำเป้าหมายเล็ก ๆ ในแต่ละวัน
  • Forest: เหมาะมากสำหรับคนชอบหยิบมือถือขึ้นมาไถตอนทำงาน แอปฯ นี้จะให้คุณ “ปลูกต้นไม้” ในช่วงเวลาที่โฟกัส ถ้าคุณออกจากแอปไปเล่นมือถือ ต้นไม้จะตาย ดังนั้น การสร้างต้นไม้ที่ค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นป่า จะช่วยสร้างความภูมิใจเล็ก ๆ ในระหว่างวัน และช่วยให้โฟกัสอยู่กับงานด้วย

สมองล้า แก้ด้วยเสียงและสมาธิ (Deep Focus)

บางครั้งเราไม่มีแรงทำงานเพราะสมองยังจูนเข้ากับโหมดทำงานไม่ได้

  • Brain.fm หรือ Focus@Will: ใช้เทคโนโลยีเสียง AI ที่สร้างดนตรีหรือเสียง Background ที่ออกแบบมาเพื่อกล่อมสมองให้เข้าสู่ภาวะ Deep Work (โฟกัสลึก) ได้เร็วกว่าเพลงทั่วไป
  • Tide หรือ Calm: มีโหมด Focus Timer ที่มาพร้อมเสียงธรรมชาติและเทคนิคการหายใจ ช่วยลดความประหม่าหรือความเครียดจากการที่ต้องรับมือกับกองงานมหาศาลหลังหยุดยาว

งานล้นจนสับสน แก้ด้วย Task Management

การเห็นงานเยอะๆ จะทำให้เรารู้สึกท้อ ให้เทคโนโลยีช่วยจัดระเบียบ

  • Todoist หรือ Microsoft To Do: ช่วยแตกงานชิ้นใหญ่ให้กลายเป็น “งานชิ้นเล็ก” ที่ทำเสร็จได้ใน 5-10 นาที การได้ “ขีดฆ่า” งานเล็กๆ ออกไปจะช่วยหลั่งสารโดพามีน ทำให้คุณมีแรงอยากทำงานชิ้นต่อไป
  • Sunsama: เป็นแอปวางแผนงานที่เน้นเรื่อง “ความยั่งยืน” (Mindful Productivity) มันจะบังคับให้คุณวางแผนวันต่อวัน และเตือนหากคุณรับงานมาเยอะเกินไปจนทำไม่ไหว ช่วยลดความรู้สึกผิดเมื่อทำไม่เสร็จ

เทคนิคลดความล้าของร่างกาย

  • Pomofocus: เว็บไซต์ที่ช่วยให้มี Pomodoro Timers หรือ ตัวจับเวลาที่ใช้ใน เทคนิคการบริหารเวลา ซึ่งใช้หลักการทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที เพื่อไม่ให้สมองและร่างกายล้าจนเกินไปจนไม่อยากทำงานต่อในวันรุ่งขึ้น โดยนอกจากแอปที่แนะนำแล้ว ยังมีส่วนขยาย (Extension) มากมายบน Chrome/Windows เช่น Be Focused ให้ได้ใช้อีกด้วย

หากการต้องโหลดแอปต่าง ๆ ยังยุ่งยากไปอีก ลองเทคนิคง่าย ๆ คือ Low-Stakes First คือเลือกงานที่ ง่ายที่สุด หรือ ชอบที่สุด มาทำเป็นอย่างแรกในเช้าวันจันทร์ เพื่อเป็นการสตาร์ทเครื่องยนต์ให้ติดก่อน จะได้ไม่ต้องเครียดเกินไปจนหมดไฟในการทำงาน หรือใครมีเทคนิคไหนที่ชอบใช้แล้วได้ผล แชร์กันได้นะ

]]>
1554070
ในที่สุด! ‘Tesla’ เสียตำแหน่งเบอร์ 1 รถอีวีโลกให้ ‘BYD’ หลังยอดขายลดลง 2 ปีติด https://positioningmag.com/1554067 Mon, 05 Jan 2026 08:16:35 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554067 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง เทสล่า (Tesla) ต้องสูญเสียตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดของโลก หลังจากเผชิญกับปัจจัยรบกวนรอบด้าน ทั้งกระแสต่อต้านตัว Elon Musk, มาตรการภาษีที่สิ้นสุดลง และการรุกคืบอย่างหนักของคู่แข่งจากต่างประเทศ ส่งผลให้ยอดขายตกลงต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

ยอดขายลด -9%

Tesla รายงานตัวเลขการส่งมอบรถยนต์ในปี 2025 อยู่ที่ 1.64 ล้านคัน ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าถึง -9% ในขณะที่คู่แข่งสำคัญจากประเทศจีนอย่าง BYD สามารถทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า BEV (รถไฟฟ้าล้วน) ได้สูงถึง 2.26 ล้านคัน เติบโต +28% ผงาดขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเบอร์หนึ่งของโลกแทนที่อย่างเป็นทางการ

หนึ่งในมรสุมใหญ่สุดของ Tesla คือ สารพันปัญหาที่เกิดในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นตลาดหลักของ Tesla ไม่ว่าจะเป็นการสิ้นสุดลงของสิทธิประโยชน์ทางภาษีมูลค่า 7,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.6 แสนบาท) สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ การแตกคอกันระหว่างอีลอน มัสก์ และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์การปล่อยมลพิษ 

ส่งผลให้ยอดขายไตรมาสที่ 4 ของ Tesla ทำได้เพียง 418,227 คัน ลดลง -16% และต่ำกว่าเป้าหมาย 440,000 คันที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และฉุดให้ราคาหุ้นของ Tesla ร่วงลงเกือบ 3% ไปอยู่ที่ 436.85 ดอลลาร์ในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์

เดิมพันครั้งใหม่จากรถยนต์ สู่หุ่นยนต์และ AI

แม้จะเผชิญกับปัญหามากมาย แต่นักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในตัว Elon Musk โดยราคาหุ้น Tesla ในปี 2025 ยังคงปิดบวกได้ราว 11% เนื่องจากตลาดกำลังตั้งความหวังกับแผนการใหม่ของเขา ได้แก่:

  •  Robotaxi: บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ
  •  Humanoid Robots: หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สำหรับใช้งานในบ้านและสำนักงาน

นอกจากนี้ Tesla ยังมีไพ่ตายเพื่อเป็นการกู้สถานการณ์ยอดขายโดยการเปิดตัวรถยนต์ Model Y และ Model 3 รุ่น ราคาประหยัด ที่ตัดฟีเจอร์บางอย่างออกไป โดย Model Y ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 40,000 ดอลลาร์ และ Model 3 ราคาต่ำกว่า 37,000 ดอลลาร์ เพื่อหวังจะสู้กับค่ายรถจีนในตลาดหลักอย่างยุโรปและเอเชีย

อย่างไรก็ตาม การมุ่งสู่บริการ Robotaxi ไม่ใช่เรื่องง่าย Tesla ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง Waymo ที่เปิดให้บริการมานานกว่าและมีฐานลูกค้าที่ใหญ่กว่า รวมถึงต้องผ่านอุปสรรคด้านกฎระเบียบความปลอดภัย เนื่องจาก Tesla กำลังถูกตรวจสอบจากรัฐบาลกลาง และเสี่ยงต่อการถูกระงับใบอนุญาตขายรถในรัฐแคลิฟอร์เนีย ฐานให้ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับความปลอดภัย

]]>
1554067
ปีใหม่ทั้งที เลิกสู้ชีวิตแต่งานไม่เดินด้วย 2 กิจวัตรลับ ช่วยให้ “งานเดิน” และ “เลิกงานได้จริง” https://positioningmag.com/1553839 Tue, 30 Dec 2025 07:02:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553839 เมื่อปี 2026 กำลังจะมาถึง หลายคนคงเริ่มหาเทคนิคใหม่ๆ มาปรับใช้กับชีวิตและงาน แต่แทนที่จะโฟกัสแค่การตื่นเช้าหรือนอนดึก Cal Newport (ศาสตราจารย์และนักเขียนชื่อดังด้าน Productivity) แนะนำว่ามี 2 ช่วงเวลา ที่สำคัญมากในที่ทำงาน ซึ่งจะช่วยให้คุณโฟกัสได้เต็มที่และสลัดเรื่องงานทิ้งได้ตอนกลับบ้าน

Newport เชื่อเรื่องการทำ Time Blocking หรือการ “ล็อกเวลา” ไว้สำหรับ Deep Work (งานที่ต้องใช้สมองหนักๆ และสมาธิสูง) โดยเขามี 2 เคล็ดลับดังนี้

1. กิจวัตร “วอร์มอัพ” ก่อนเริ่มงานยาก

สมองคนเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้เปลี่ยนโหมดมานั่งจดจ่อกับเรื่องยาก ๆ ได้ทันที

  • ปัญหา: ทุกวันนี้เราโดนขัดจังหวะด้วยอีเมลและแชท แทบทุกๆ 2 นาที จนสมองชินกับ “เสียงรบกวน” พอต้องมานั่งทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูง สมองเลยปรับตัวไม่ทัน

  • วิธีแก้: ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องโฟกัสงานจริง ๆ ให้ทำกิจกรรมเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เป็นการส่งสัญญาณบอกสมองว่า “เฮ้ย… ได้เวลาเปลี่ยนโหมดแล้วนะ”

  • ตัวอย่าง: เดินเล่นสั้น ๆ ชงชาสักแก้ว หรือจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย เหมือนเป็นการวอร์มอัพร่างกายก่อนออกกำลังกาย

  • จำไว้ว่า: เราไม่สามารถปิดอีเมลปุ๊บ เปิดไฟล์งานปั๊บ แล้วสั่งให้สมอง “โฟกัสเดี๋ยวนี้!” ได้ทันที

2. กิจวัตร “ปิดสวิตช์” หลังเลิกงาน

เมื่อหมดวัน เราต้องมีขั้นตอนเพื่อ “ล้างสมอง” จากเรื่องงาน เพื่อไม่ให้เก็บเอาไปกังวลต่อที่บ้าน

  • วิธีทำ: ก่อนจะลุกจากโต๊ะ ให้เช็กอีเมลรอบสุดท้าย ดูปฏิทินงานของวันพรุ่งนี้ และจดสิ่งที่ค้างคาไว้ให้หมด

  • จุดสำคัญ: เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ ให้หา “สัญลักษณ์” บ่งบอกว่าจบวันแล้วจริง ๆ อย่าง Newport เองจะใช้วิธีติ๊กถูกในช่องที่เขียนว่า “Shutdown Complete” (ปิดงานสมบูรณ์) เป็นขั้นตอนสุดท้าย

  • ผลลัพธ์: แม้มันจะไม่ได้ช่วยให้ความเครียดหายไปทั้งหมด แต่มันช่วย “ดัดนิสัย” ไม่ให้สมองคิดฟุ้งซ่านเรื่องงานในเวลาพักผ่อน เพราะเราได้ยืนยันกับตัวเองไปแล้วว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี

Source

]]>
1553839
ประเมินปี 2025 ‘AI’ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากพอ ๆ ทั้ง ‘นิวยอร์ก’ ปล่อยมาทั้งปี https://positioningmag.com/1553716 Sun, 28 Dec 2025 23:10:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553716 ดูเหมือนเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดโลกร้อน จะยิ่งห่างไกลความเป็นจริงไปอีก เพราะกระแสของ AI กำลังทำให้เกิด วิกฤตสิ่งแวดล้อม เพราะแค่ปี 2025 เพียงปีเดียว มีการคาดการณ์ว่า AI ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ มากพอ ๆ กับปริมาณที่ทั้งมหานครนิวยอร์กปล่อยออกมาในปีนี้เลยทีเดียว

อเล็กซ์ เดอ ฟรีส-เกา (Alex de Vries-Gao) นักวิชาการชาวดัตช์และผู้ก่อตั้ง Digiconomist บริษัทที่วิจัยเกี่ยวกับผลกระทบที่คาดไม่ถึงจากกระแสทางดิจิทัล ได้เปิดเผยถึง การวัดผลกระทบเฉพาะของ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ในขณะที่การใช้ AI Chatbot อย่าง ChatGPT ของ OpenAI และ Gemini ของ Google พุ่งสูงขึ้นในปี 2025

โดย อเล็กซ์ ระบุว่า Carbon Footprint ของระบบ AI ในปี 2025 อาจสูงถึง 80 ล้านตัน หรือ มากกว่า 8% ของการปล่อยก๊าซจากการบินทั่วโลก ในขณะที่ปริมาณน้ำที่ใช้อาจสูงถึง 7.65 แสนล้านลิตร หรือมีปริมาณมากกว่า ความต้องการน้ำดื่มบรรจุขวดทั่วโลกรวมกัน เสียอีก ขณะที่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) คาดว่าการบริโภคไฟฟ้าของ Data Center จะเพิ่มขึ้นมากกว่า สองเท่า ภายในปี 2030

ด้วยข้อมูลที่น่าตกใจนี้ อเล็กซ์ จึงเรียกร้องให้โลกมีข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้บริษัทเหล่านี้มีความโปร่งใสเกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น 

“ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมนี้ถือว่ามหาศาลมากในเชิงปริมาณ ในตอนนี้สังคมกำลังเป็นผู้จ่ายต้นทุนเหล่านี้ ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยี คำถามคือ: มันยุติธรรมหรือไม่? หากพวกเขากำลังกอบโกยผลประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ ทำไมพวกเขาถึงไม่ควรเป็นผู้จ่ายต้นทุนบางส่วนบ้าง?”

อีกหนึ่งความท้าทายที่ อเล็กซ์ มองก็คือ ความโปร่งใส เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทเทคโนโลยีมัก ไม่เพียงพอต่อการประเมินผลกระทบรวมของ Data Center และยิ่งยากต่อการแยกเฉพาะการใช้ AI โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า ที่ Google รายงานผลกระทบของ Gemini AI บริษัทไม่ได้รวมปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าเพื่อนำมาเลี้ยงระบบ

แม้ Google จะรายงานว่าในปี 2024 สามารถลดมลพิษทางพลังงานจากศูนย์ข้อมูลลงได้ 12% เนื่องจากแหล่งพลังงานสะอาดใหม่ ๆ แต่บริษัทก็ได้ยอมรับในช่วงฤดูร้อนนี้ว่า การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศนั้น “ซับซ้อนและท้าทายมากขึ้นในทุกระดับ” โดยอุปสรรคสำคัญคือการขยายตัวของเทคโนโลยีพลังงานปลอดคาร์บอนที่ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น 

ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา ครองส่วนแบ่งการใช้ไฟฟ้าในศูนย์ Data Center มากที่สุด (45%) ตามด้วยจีน (25%) และยุโรป (15%) โดยศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่แห่งใหม่เพียงแห่งเดียวใน สหราชอาณาจักร สามารถ สร้างมลพิษเท่ากับสนามบินนานาชาติหลายแห่งรวมกัน และในสหราชอาณาจักรมีโครงการที่อยู่ระหว่างวางแผนถึง 100-200 แห่ง

ขณะที่ใน อินเดีย กำลังจะมีการลงทุน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในศูนย์ข้อมูล แต่มีความกังวลว่าระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ไม่เสถียรจะทำให้ต้องใช้ เครื่องปั่นไฟดีเซลขนาดใหญ่ เป็นแหล่งพลังงานสำรอง ซึ่งจะกลายเป็น ภาระคาร์บอนมหาศาล

Source

]]>
1553716
สรุปมหากาพย์ไอทีปี 2025 ปีแห่งรถไฟเหาะ AI ไปจนศึกชิงยักษ์สตรีมมิ่ง! https://positioningmag.com/1553590 Sat, 27 Dec 2025 00:38:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553590 ปี 2025 ถือเป็นปีรถไฟเหาะ ของวงการเทคโนโลยีอย่างแท้จริง เราได้เห็นทั้งการก้าวกระโดดของ 6G กระแส AI ที่ทั้งสร้างโอกาสและแย่งงานคนในเวลาเดียวกัน Positioning จะพาไปย้อนรอย 10 ข่าวเด่นที่สะเทือนวงการไอทีตลอดทั้งปี ตั้งแต่ศึกชิงยักษ์สตรีมมิ่ง ไปจนถึงมหากาพย์แอปฯ
แอปเงินกู้ โผล่มาพร้อมเครื่อง OPPO & Realme

​ข่าวใหญ่ต้นปีที่ทำเอาคนใช้มือถือผวา เมื่อพบแอปฯ ชื่อ “Fineasy” (และสินเชื่อความสุข) ติดตั้งมาในมือถือของ Oppo และ Realme ตั้งแต่โรงงานโดยไม่ได้ขออนุญาต กสทช. และ สคบ. จนกลายเป็นไวรัลเตือนภัยเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว

>>> ‘OPPO’ แถลง ‘ขอโทษ’ พร้อมยืนยัน ลบข้อมูลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบแล้วทั้งหมด พร้อมสัญญาจะไม่ติดตั้งแอปฯ เกี่ยวกับสินเชื่อที่ผิดกฎหมาย

การมาของ DeepSeek AI จีนที่ไม่ต้องลงทุนมหาศาล

​ถือเป็นข่าวที่วงการไอทีโลกให้ความสนใจ เมื่อสตาร์ทอัพจีนชื่อ DeepSeek ปล่อยโมเดล DeepSeek-V3 และ R1 ออกมาในช่วงต้นปี 2025 เพื่อมาแข่งขันกับ ChatGPT และ Gemini แต่จุดที่ทำให้โลกตะลึงคือ ​ประสิทธิภาพที่เทียบเท่า GPT-4o ของ OpenAI ในบางด้าน แต่ใช้ต้นทุนในการเทรนน้อยกว่าหลายเท่า แต่ต่อมา DeepSeek ก็ถูกแบนในหลายประเทศ เนื่องจากประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งาน

>>> รู้จัก ‘DeepSeek’ AI จากจีนที่กำลังเป็น ‘ตัวแสบ’ ที่มาท้าชน AI ฝั่งสหรัฐฯ

2578762835

Nano Banana ตัวเปลี่ยนเกมของ Gemini

ในช่วงหนึ่ง โซเชียลมีเดียบ้านเราจะเห็นแต่คนโพสต์รูปตัวเองที่กลายเป็นโมเดลบ้าง หรือถ่ายรูปคู่กับเซเลบคนดัง และเครื่องมือสร้างภาพเหล่านั้นก็มาจาก Gemini ที่ได้เปิดตัวโมเดล Nano Banana ที่ช่วยในการการสร้างภาพ/วิดีโอที่สมจริงได้ ซึ่งคความสามารถดังกล่าว ช่วยให้ Gemini มียอดดาวน์โหลดแซงหน้า ChatGPT ไปในช่วงหนึ่งเลยทีเดียว

>>> ‘Gemini’ พลิกแซง ‘ChatGPT’ แอปฟรีฯ คนโหลดมากที่สุด ด้วยโมเดล ‘Nano Banana’ ที่คนใช้เจนรูปเต็มโซเชียลฯ

 

China Mobile ประกาศความสำเร็จในการทดสอบ 6G

5G ยังใช้ไม่ทันเท่าไหร่ 6G ก็จ่อรอแล้ว โดย China Mobile ได้ประกาศความก้าวหน้าในการทดสอบเครือข่าย 6G สามารถทำความเร็วได้ถึง 280 Gbps ซึ่งเร็วกว่า 5G ถึง 14 เท่า สามารถดาวน์โหลดไฟล์ขนาด 50GB ได้ในเวลาเพียง 1.5 วินาที

>>> ‘China Mobile’ ประกาศความสำเร็จในการทดสอบ ‘6G’ พบเร็วกว่า 5G ‘14 เท่า’ โหลดไฟล์ 50GB ภายใน 1.5 วิ!

Builder.ai ล้มละลาย ถูกแหกเป็นยูนิคอร์น AI เก๊

ในยุค AI ก่อให้เกิดสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ของจริง ของเก๊ก็มี โดยหนึ่งในสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่ถูกแหกว่าเป็นของเก๊ก็คือ Builder.ai ที่ให้บริการเขียนโค้ดสร้างแอปพลิเคชันด้วย AI แต่สุดท้ายก็ถูกแฉว่าไม่ได้มี AI เขียนโค้ด แต่ใช้คนนี่แหละเขียน สุดท้ายบริษัทก็ล้มละลาย ปิดฉากยูนิคอร์นมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

>>> กรณีศึกษา ‘Builder.ai’ สตาร์ทอัพ AI ทิพย์! ที่ใช้คนปลอมเป็น AI ทำงาน จนขึ้นเป็นยูนิคอร์น

Meta โดนแฉโกยเงินจากมิจฉาชีพ ปีละกว่า 5 แสนล้านบาท

Reuters ได้ออกมาเปิดเผยเอกสารภายในของบริษัท Meta ที่จัดทำระหว่างปี 2021-2025 โดยระบุว่า บริษัทได้คาดการณ์ว่า รายได้ในปี 2024 ประมาณ 10% หรือราว 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจาก โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงและสินค้าต้องห้าม และหนึ่งในเอกสารเมื่อเดือนธ.ค. 2024 ระบุว่า Meta แสดงโฆษณาที่จัดอยู่ในกลุ่ม ความเสี่ยงสูง ให้ผู้ใช้เห็นถึง 15,000 ล้านครั้งต่อวัน และสร้างรายได้จากโฆษณาความเสี่ยงสูงถึงปีละ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เลยทีเดียว

>>> ‘Meta’ โดนแหก! พบโกยเงินจาก ‘มิจฉาชีพ’ ปีละกว่า 5 แสนล้านบาท แถมยังไม่กล้าจัดการเด็ดขาดเพราะกลัว ‘เสียรายได้’

Cloudflare ล่ม 2 ระลอกติด

สร้างผลกระทบโดมิโนไปทั่วโลก เนื่องจาก Cloudflare เปรียบเสมือน “ทางเข้าหลัก” ของเว็บไซต์กว่า 20% บนอินเทอร์เน็ต เกิดล่มครั้งใหญ่ถึง 2 ระลอก โดยระลอกแรกเกิดขึ้นในวันที่ 18 พฤศจิกายน ส่วนระลอกสองเกิดเมื่อ 5 ธันวาคม และเนื่องจาก Cloudflare เป็นผู้ให้บริการ CDN และความปลอดภัยรายใหญ่ เมื่อระบบล่มจึงส่งผลเป็นวงกว้าง ส่งผลให้แพลตฟอร์มดังอย่าง X, ChatGPT, Gemini, Spotify, Canva, PayPal และ Claude AI ประสบปัญหาเข้าใช้งานไม่ได้หรือโหลดช้ามาก

>>> รู้จัก ‘Cloudflare’ ทำไมเมื่อมีปัญหา ถึงทำหลายเว็บไซต์มีปัญหาตามไปด้วย?

World ถูกถอดจากไทย เพราะสแกนม่านตาแลกคริปโตฯ

ย้อนไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ World เริ่มมีการนำเครื่องสแกนม่านตา (Orb) มาติดตั้งในไทยเป็นครั้งแรก โดยเปิดให้คนไทยไปสแกนเพื่อรับเหรียญ WLD ฟรี (มูลค่าในขณะนั้นประมาณ 1,700 บาท) อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือนตุลาคมทาง สคส. (PDPC) สั่งให้ World หยุดกิจกรรมสแกนม่านตาในไทยทันที พร้อมสั่งลบข้อมูลม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านคน โดยมองว่ากระบวนการขอความยินยอมไม่โปร่งใส และการใช้เหรียญคริปโตมาจูงใจถือเป็นความเสี่ยงต่อข้อมูลชีวมิติ เนื่องจากม่านตาเป็นข้อมูลที่เปลี่ยนไม่ได้ หากหลุดไปจะกระทบต่อการยืนยันตัวตนและการเงินในระยะยาว ส่งผลให้ปัจจุบัน World ถูกถอดออกจากไทยแล้ว

>>> สรุปคำชี้แจงจาก ‘World’ ที่เปิดให้คนไทย ‘สแกนม่านตา’ แลกคริปโตฯ เป็นใคร? ปลอดภัยไหม? ทำไปเพื่ออะไรกันแน่?

ศึกชิง Warner Bros. Discovery ระหว่าง Netflix และ Paramount

เป็นประเด็นที่คอสตรีมมิ่งให้ความสนใจ เมื่อ Netflix เสนอซื้อเฉพาะ HBO และสตูดิโอหนัง ในราคากว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่ออัปเกรดคอนเทนต์สตรีมมิ่ง แต่คู่แข่งอย่าง Paramount ไม่ยอม โดยแก้เกมด้วยการทำ Hostile Takeover เสนอซื้อทั้งบริษัทในราคาที่สูงกว่า แม้ว่าล่าสุด ทางบอร์ด WBD ชอบดีล Netflix มากกว่า แต่บทสุดท้ายอาจต้องรอดูถึงปี 2027 ว่ามหากาพย์ดีลนี้จะจบอย่างไร

>>> ชำแหละศึกชิง ‘Warner Bros.’ ระหว่าง ‘Netflix vs. Paramount’ ผู้ชนะจะสร้างผลกระทบอะไรให้ตลาดบ้าง?

บิ๊กเทคเลิกจ้างรวม 1.8 แสน เพราะ AI

หากปี 2023 คือการปลดพนักงานเพราะจ้างเกิน ในช่วงโควิด ปี 2025 นี้คือการปลดพนักงานเพื่อ หลีกทางให้ AI และปรับโครงสร้างบริษัทให้ Lean ที่สุด โดยข้อมูลจาก Layoffs.fyi พบว่า ตัวเลขพนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากบริษัทเทคโนโลยีรวมกันมากกว่า 180,000 คน โดย Intel นำโด่งด้วยแผนปรับลดพนักงานประมาณ 15-20% หรือราว 21,000 – 24,000 ตำแหน่ง หรืออย่าง Microsoft มีการปลดหลายระลอกตลอดปี รวมแล้วกว่า 15,000 ตำแหน่ง ตามด้วย Amazo ปรับลดพนักงานระดับบริหารและออฟฟิศรวมกว่า 14,000 ตำแหน่ง เป็นต้น

>>> สรุปการ ‘เลิกจ้าง’ จากบิ๊กเทคฯ ปี 2025 ที่อ้างว่าเพราะ AI!

ภาพจาก Shutterstock
]]>
1553590