ไม่มีหมวดหมู่ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 13 Mar 2026 12:46:20 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ไทยยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียค้นหาการเดินทางช่วงฤดูหนาว พบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก https://positioningmag.com/1564309 Fri, 13 Mar 2026 12:41:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564309 ประเทศไทยยังคงตอกย้ำสถานะการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียเป็นหลัก จากรายงานการท่องเที่ยวไตรมาสที่4 ปี 2568 ฉบับล่าสุดของ Yango Ads พบว่าการค้นหาการเดินทางมายังประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและเมื่อเทียบรายปี ซึ่งสะท้อนความต้องการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างเช่น ภูเก็ต พัทยา และกรุงเทพฯ

ขณะเดียวกันจุดหมายปลายทางใหม่ที่ถูกค้นหาอย่างเชียงใหม่และกระบี่ก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการเลือกพักในที่พักแบบวิลลาและพฤติกรรมการจองใกล้วันเดินทาง ซึ่งคิดเป็น 95% ของการค้นหาทัวร์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยที่เกิดขึ้นใกล้กับวันเดินทางจริง

นอกเหนือจากการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนแล้ว ประเทศไทยยังได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งช่วยตอกย้ำความน่าสนใจของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ประเทศไทยยังขึ้นแท่นเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในฤดูหนาว

ประเทศไทยยังคงติดอันดับ 1 ใน 5 จุดหมายปลายทางที่ถูกค้นหามากที่สุดของโลก และในภูมิภาคอาเซียนจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียในปี 2568 โดยในไตรมาสที่ 4 ปริมาณการค้นหาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หลังจากไตรมาสก่อนหน้ามีการเติบโตสูงถึง 49%

ในระดับอาเซียน ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง เหนือกว่าเวียดนาม อินเดีย และญี่ปุ่น และในส่วนระดับโลก ประเทศไทยตามหลังเพียงตุรกี จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานะของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงฤดูหนาวสำหรับนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียเป็นหลัก

นอกจากนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมจากรายงาน Medical Tourism Overseas Q4 2025 ของ Yango Ads ยังสะท้อนให้เห็นถึงสถานะที่แข็งแกร่งของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก โดยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางทั่วโลกสำหรับการเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ จากปริมาณการค้นหาทั่วโลก นอกจากนี้ ความสนใจในการเดินทางมาประเทศไทยเพื่อการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ยังเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบรายปีจากไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ซึ่งตอกย้ำชื่อเสียงของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ชั้นนำ

จับตาเชียงใหม่และกระบี่เป็นตลาดท่องเที่ยวที่เติบโต

จุดหมายปลายทางหลักของประเทศไทยอย่างภูเก็ตและพัทยายังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรุงเทพฯ มียอดการค้นหาเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาสนี้ จากแรงหนุนของการเดินทางเพื่อพักผ่อน งานอีเวนต์ และกิจกรรมทางธุรกิจ

ในขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวเริ่มแสดงความสนใจในจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ของประเทศมากขึ้น โดยเชียงใหม่มียอดการค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งได้รับแรงหนุนจากเทศกาลต่าง ๆ ในช่วงปลายปีและสภาพอากาศที่เย็นสบาย ขณะที่กระบี่มียอดค้นหาเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบรายปี จากความต้องการที่พักแบบวิลลา การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และความใกล้กับเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต

เทรนด์ที่พักแบบวิลลาเติบโตอย่างโดดเด่น

แนวโน้มที่พักในไตรมาสที่ 4 ปี 68 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสู่การเดินทางเพื่อการพักผ่อนมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ที่พักท่ามกลางธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับครอบครัวมากกว่าที่พักเพื่อธุรกิจเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งในกลุ่มโรงแรมพบว่า โรงแรมท่ามกลางธรรมชาติและสวนอันร่มรื่น (Park Hotel) มีสัดส่วนการค้นหาสูงที่สุดที่ 34% รองลงมาคือรีสอร์ต ที่ 29% และ โรงแรมสำหรับครอบครัว ที่ 14% ขณะที่ในกลุ่มที่พักนอกประเภทโรงแรม ที่พักแบบวิลลามีสัดส่วนสูงถึง 69% ของการค้นหาทั้งหมด สะท้อนความต้องการที่มากขึ้นด้านความเป็นพื้นที่ส่วนตัวตัว พื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง รวมถึงความเหมาะสมสำหรับการเดินทางแบบครอบครัวและการเข้าพักระยะยาว

รายงาน Medical Tourism Overseas Q4 2025 ยังระบุว่า การค้นหาเกี่ยวกับบริการสปาในประเทศไทยเป็นหมวดหมู่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โดยเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบรายปีจากไตรมาสที่ 4 ปี 2567 รองลงมาคือการค้นหาเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางทันตกรรม

เทรนด์การจองใกล้วันเดินทางเพิ่มสูงขึ้น

การเดินทางแบบจองใกล้วันเดินทางกลายเป็นลักษณะเด่นของกลุ่มผู้ใช้ใช้ภาษารัสเซีย โดยในไตรมาสที่ 4 ปี 68 พบว่า 95% ของการค้นหาการเดินทางมายังประเทศไทยจากผู้ใช้ที่ใช้ภาษารัสเซียเป็นการค้นหาเพื่อการเดินทางแบบกระชั้นชิด (Last-Minute Bookings) จากข้อมูลการค้นหาในทุกหมวดหมู่ โรงแรมมีสัดส่วนการค้นหามากที่สุด รองลงมาคือทัวร์ เที่ยวบิน และกิจกรรมท่องเที่ยว รูปแบบการค้นหาเหล่านี้ โดยเฉพาะในหมวดที่พักและทัวร์ ซึ่งมักถูกจองใกล้วันเดินทาง สะท้อนถึงความนิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจอง การใช้ระบบราคาที่ปรับเปลี่ยนตามดีมานด์ (Dynamic Pricing) รวมถึงความสะดวกของแพลตฟอร์มการจองแบบดิจิทัล

สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียโดยเฉพาะ การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์สปาในประเทศไทยมีสัดส่วนสูงถึง 67% ของการค้นหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ตามรายงาน Medical Tourism Overseas Q4 2025 ของ Yango Ads

นางสาวเนฮะ ดาวาร์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Yango Ads ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยยังคงขึ้นแท่นเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซีย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มีความต้องการเดินทางสูง พร้อมกับความสนใจในการสำรวจจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศมากขึ้น ในขณะที่การแข่งขันระหว่างโรงแรม สายการบิน ตัวแทนการท่องเที่ยวออนไลน์ และผู้ประกอบการทัวร์มีความเข้มข้นมากขึ้น การใช้กลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจึงมีบทบาทสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง แพลตฟอร์มโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Yango Ads สามารถช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียได้อย่างแม่นยำ ในช่วงเวลาและช่องทางที่เหมาะสม พร้อมทั้งสนับสนุนการกระจายตัวของการท่องเที่ยวอย่างสมดุลไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพใหม่ของประเทศไทย”

]]>
1564309
เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ชวนสำรวจจิตใต้สำนึกผ่าน “ผีเสื้อ” ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ไปกับนิทรรศการ How many more butterflies will I see in my lifetime? โดย สอง จักรพงศ์ สิริริน https://positioningmag.com/1563615 Wed, 11 Mar 2026 02:39:10 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563615 เมื่อภาพหมึกหยดเล็กๆ บนกระดาษ กลายเป็นคำถามใหญ่ของชีวิต นิทรรศการ How many more butterflies will I see in my lifetime? คือบทสนทนาครั้งล่าสุดของ “สอง” จักรพงศ์ สิริริน มือเบสจากวง PARADOX ที่พาผู้ชมก้าวลึกเข้าสู่พื้นที่ของการรับรู้ ความทรงจำ และจิตวิทยาภายในตนเอง

นี่คือครั้งที่สามของชุดผลงาน “ผีเสื้อ” และนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางศิลปะของเขา จากเดิมที่เคยอยู่ในภาวะกึ่งนามธรรมซึ่งยังพอเชื่อมโยงกับโลกภายนอก นิทรรศการครั้งนี้เปิดพื้นที่สู่นามธรรมอย่างเต็มตัว ภาพที่ปรากฏไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวตรงไปตรงมา หากแต่เชื้อเชิญให้ผู้ชมตีความด้วยประสบการณ์และความรู้สึกของตัวเอง

“ผมสนใจว่าถ้าเราไม่จำกัดว่าหมึกหยดต้องมีรูปทรงแค่หนึ่งหรือสองรูป แต่เพิ่มจำนวนมันให้เต็มพื้นที่ทั้งหมด เราจะรู้สึกยังไงเวลามองเห็นมันพร้อมๆ กัน เหมือนตอนที่เราใช้ชีวิตจริง ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน”สอง จักรพงศ์ สิริรินกล่าว

คำว่า “ผีเสื้อ” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงสิ่งมีชีวิตกลางธรรมชาติ หากอ้างอิงถึงภาพจากแบบทดสอบทางจิตวิทยา Rorschach ที่ผู้เชี่ยวชาญใช้สำรวจจิตใจมนุษย์ ภาพหมึกที่บางคนเห็นเป็นผีเสื้อ บางคนอาจเห็นเป็นสิ่งอื่น กลายเป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการตีความและการทำงานของจิตใต้สำนึก

ผลงานชุดนี้พัฒนาจากเทคนิค Rorschach Inkblot Reduction การย่อขนาดหมึกหยดให้เล็กลง แต่เพิ่มจำนวนและความถี่ของการทับซ้อนจนเต็มพื้นที่ผืนผ้าใบ จากเดิมที่ปรากฏเป็นรูปทรงเพียง 1–2 รูป กลายเป็นจำนวนที่ไร้ขอบเขต ภาพหมึกหยดเดี่ยวจึงแปรเปลี่ยนเป็นโครงสร้างนามธรรมซับซ้อน เสมือนฝูงผีเสื้อที่กำลังเคลื่อนไหวในทุกจังหวะของสายตา

สอง จักรพงศ์ สิริรินกล่าวเพิ่มเติม “ผีเสื้อในงานนี้ไม่ใช่สัตว์ แต่มันคือภาพสะท้อนของใจเรา บางคนเห็นเหมือนกัน บางคนเห็นต่างกัน ผมชอบช่วงเวลาที่คนยืนมองแล้วตีความในแบบของตัวเอง เพราะนั่นคือส่วนที่งานศิลปะมีชีวิต”

กระบวนการสร้างงานยังคงยืนอยู่บนแกนเดิม แต่ขยายให้ลึกขึ้นผ่านสามองค์ประกอบหลัก ได้แก่
• การหยดสีลงบนวัสดุในสภาวะที่ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด
• การทำงานของจิตใต้สำนึกที่ตีความรูปทรงโดยอัตโนมัติ
• การตระหนักรู้ของจิตสำนึกผ่านการเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัส

ผลลัพธ์คือพื้นที่ทดลองระหว่าง “ความบังเอิญ” และ “การควบคุม” ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นเองกับสิ่งที่เราพยายามทำความเข้าใจ ผลงานแต่ละชิ้นจึงไม่ใช่ภาพที่มีความหมายตายตัว หากเป็นกระจกสะท้อนการรับรู้ของผู้ชมในช่วงเวลานั้นๆ

เบื้องหลังบทบาทศิลปินทัศนศิลป์ “สอง” เติบโตจากพื้นฐานการศึกษาศิลปศึกษา ก่อนเส้นทางดนตรีจะพาเขาห่างจากพู่กันไปหลายปี จนช่วงเวลาที่โลกหยุดนิ่ง เขาจึงกลับมาสานต่อความฝันวัยเด็กอีกครั้ง

“คำถามว่าเราจะเห็นผีเสื้ออีกกี่ครั้งในชีวิต มันไม่ใช่เรื่องของเวลาอย่างเดียว แต่มันคือคำถามว่าเราจะยังมองเห็นและตีความตัวเองได้อีกกี่ครั้ง ก่อนที่เราจะเปลี่ยนไป”สอง จักรพงศ์ สิริรินกล่าวทิ้งท้าย

พบกับ นิทรรศการ How many more butterflies will I see in my lifetime? ซึ่งเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 4 – 31 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ชวนผู้ชมมองผ่านหมึกหยดเล็กๆ เพื่อค้นหาภาพใหญ่ของความรู้สึกที่อาจซ่อนอยู่ภายในใจของตนเอง

#HowManyMoreButterfilesWillISeeInMyLifetime
#Art #Exhibition #CentralTheOriginalStore

]]>
1563615
พารากอนแคร์ https://positioningmag.com/1562882 Fri, 06 Mar 2026 05:55:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562882 1562882 โรบินสันไลฟ์ https://positioningmag.com/1559213 Wed, 11 Feb 2026 09:10:23 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559213 1559213 เข้าใจบ้าน https://positioningmag.com/1559188 Wed, 11 Feb 2026 08:37:40 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559188 1559188 SCB FM มองเงินบาทอาจแข็งค่าได้อีกเล็กน้อยในระยะสั้น และอาจกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ https://positioningmag.com/1555243 Thu, 15 Jan 2026 06:31:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555243 กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทในเดือนนี้ผันผวนมากขึ้น โดยแข็งค่าเร็วตามราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นแรง แต่กลับมาอ่อนค่าได้หลังมีข่าวเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายในตลาดการเงินของไทย สำหรับในช่วงครึ่งปีแรก คาดว่าเงินบาทอาจแข็งค่าต่อได้ หาก Fed ลดดอกเบี้ยตามที่คาด และราคาทองคำยังสูงขึ้นต่อตามความเสี่ยงเรื่องสงครามในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี เงินบาทมีโอกาสกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงครึ่งปีหลัง หากการลดดอกเบี้ยของ Fed จบลง เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้า EM รวมถึงไทยน้อยลง และเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอตามที่คาด นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าได้ในบางช่วง มองกรอบเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วง 1 เดือนนี้ที่ราว 31.10-31.60

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าตั้งแต่เปิดปีใหม่มา เงินบาทผันผวนมากขึ้น โดยในช่วงสัปดาห์แรกพบว่าเงินบาทแข็งค่าเร็วตามราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นแรง หลังเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเหตุการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ ทั้งเวเนซุเอลา และอิหร่าน อีกทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายยังไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ก็เป็นอีกปัจจัยที่ดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมา อย่างไรก็ดี หลังมีการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายในตลาดการเงินของไทย เช่น โอกาสการลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า รวมถึงโอกาสที่จะปรับกฎเกณฑ์ควบคุมการทำธุรกรรมซื้อ/ขายทองคำ โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าเร็ว

สำหรับมุมมองในระยะต่อไป เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกเล็กน้อย หรืออยู่ในโซนแข็งค่า อย่างน้อยภายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสที่จะเห็นเงินบาททยอยกลับมาอ่อนค่าได้ โดยปัจจัยที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่าได้ต่อในช่วงครึ่งปีแรกมาจาก 1) ดัชนีเงินดอลลาร์อาจยังอ่อนค่าตามการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะปรับลดลง ขณะที่ตลาดแรงงานยังมีความเสี่ยงที่จะปรับแย่ลงต่อจากเทรนด์ AI ที่อาจเข้ามาแทนที่แรงงานบางส่วน จึงทำให้ Fed จะลดดอกเบี้ยต่อได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ 2) เศรษฐกิจโลกที่ยังโตต่อได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการถือดอลลาร์อาจไม่มากนัก 3) ค่าเงินภูมิภาค โดยเฉพาะเงินหยวน มีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้จากมุมมองเศรษฐกิจและการค้าที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในปีนี้ และ 4) ราคาทองคำที่อาจปรับสูงขึ้นต่อได้ แม้จะไม่มากเท่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทอาจไม่มากเท่าในปีที่แล้ว และหาก ธปท. ออกนโยบายดูแลการซื้อขายทองคำเพื่อลดทอนผลกระทบของราคาทองคำต่อเงินบาทได้อย่างตรงจุด ก็จะทำให้แรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทลดลงได้ มองกรอบ USDTHB ในช่วง 1 เดือนนี้ที่ราว 31.10-31.60

สำหรับในระยะยาว เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าได้ มองกรอบปลายปีที่ราว 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่ามาจาก 1) หลังจบ Easing cycle และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังโตต่อได้ดีจากการลงทุนและนโยบายภาครัฐที่เร่งการใช้จ่าย/ลงทุน (AI, Data center, Defense) ซึ่งจะดันให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้ 2) เศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มอ่อนแอลง และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงตามการส่งออกที่อาจหดตัวได้ในปีนี้ 3) เงินทุนเคลื่อนย้ายอาจไม่ไหลเข้ามาเท่าในปีก่อน เพราะ Easing cycle ในเอเชียใกล้จบลง และการโยกเงินออกจากสหรัฐฯ อาจลดลง หลังนักลงทุนเคยชินกับความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ และ 4) การเมืองไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล อาจทำให้มีเงินไหลออกและบาทอ่อนค่าได้ในบางช่วง โดยผลต่อเงินบาทจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาล หากการเลือกตั้งไม่ถูกเลื่อนออกไป รัฐบาลจัดตั้งได้เร็ว เงินบาทอาจอ่อนค่าเพียงเล็กน้อยและในช่วงสั้น อย่างไรก็ดี หาก Timeline การจัดตั้งรัฐบาลถูกเลื่อนออกไปจากที่ประเมิน หรือมีการประท้วงการเลือกตั้ง ก็อาจทำให้บาทอ่อนค่าเร็วได้ โดยกรณี Worst case บาทอาจอ่อนค่ามากกว่า 30-40 สตางค์ภายใน 1 วันได้ สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 นายวชิรวัฒน์ มองว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตาม Timeline พ.ร.บ. งบฯ ปี 2027 อาจประกาศล่าช้า 1-2 เดือน ขณะที่การเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯ ปี 2026 จะทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดการเงินอาจไม่มากนัก อย่างไรก็ดี หากการจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้า ส่งผลต่อการจัดทำงบฯ ปี 2027 ก็อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยและค่าเงินในช่วงครึ่งปีหลังได้

สำหรับมุมมองนโยบายการเงินไทยคาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปอยู่ที่ 1% ภายในกลางปีนี้ และทรงตัวต่ำนานถึงปี 2027 เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำมากต่อเนื่อง สำหรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดการเงินนั้น ตลาดให้โอกาสเพียง 40-50% ที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจากอุปสงค์ของนักลงทุนที่เบาบางลง ขณะที่อุปทานพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้กลุ่มค่าน่าเชื่อถือสูงมีออกมามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้หาก กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายตามที่ประเมิน ก็จะกดดันให้ Short-term bond yields ปรับลดลงมาได้

สำหรับมุมมองสกุลเงินอื่นในปีนี้ มองว่าเงินยูโรและเงินหยวนมีแนวโน้มแข็งค่าเทียบต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ และอาจแข็งค่าเทียบต่อเงินบาทเช่นกัน โดยเงินยูโรมีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้ จาก 1) ดัชนีเงินดอลลาร์ที่ปรับอ่อนค่าลง 2) แรงส่งจากภาคการคลัง โดยเฉพาะจากเยอรมนีที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนอกงบประมาณ รวมถึงการเพิ่มการใช้จ่ายด้านการทหาร ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาคการผลิต (Manufacturing) 3) เศรษฐกิจของบางประเทศที่คาดว่ายังโตได้ดีในปีนี้ เช่น สเปน ที่การใช้จ่ายผู้บริโภคยังขยายตัวดีตามการใช้จ่ายภาครัฐ และเศรษฐกิจหันไปเน้นภาคบริการที่มี value-added มากขึ้น และ 4) ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มแคบลง เพราะ Fed อาจลดดอกเบี้ยต่ออีก 2 ครั้ง ขณะที่ ECB น่าจะคงดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้มองว่า เงินยูโรเทียบต่อบาทอาจแข็งค่าขึ้นไปที่ราว 37.00-37.50 ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ อย่างไรก็ดี เงินยูโรอาจเจอแรงกดดันด้านอ่อนค่าบางช่วง จากความไม่แน่นอนทางการเมืองในบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส

สำหรับเงินหยวนมีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้ จาก 1) เศรษฐกิจจีนที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่อาจโตต่อเนื่องได้ และสินค้าจีนที่มีคุณภาพสูงขึ้น ขณะที่ราคาต่ำ จะส่งออกไปแข่งขันต่างประเทศมากขึ้น 2) จีนมีส่วนแบ่งตลาดของแร่ Rare earth refining และ Magnet production ถึง 90% ทำให้มีอำนาจต่อรองในการยับยั้งการขึ้น Tariffs ในระดับสูงได้ 3) ภาคการผลิตจีนมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เพราะการขยายตัวของภาคการผลิตและการส่งออก ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้การนำเข้าจะยังไม่โตนัก โดยมองว่าเงินหยวนเทียบต่อบาทอาจแข็งค่าขึ้นไปที่ราว 4.53 ภายในไตรมาสแรกของปีนี้

ด้านเงินเยนมองว่ามีแนวโน้มแข็งค่าได้เพียงเล็กน้อย เพราะตลาดยังให้น้ำหนักต่อความกังวลเรื่องการเมืองญี่ปุ่น  ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเป็นไปอย่างช้า ๆ โดยคาดว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้งในปีนี้ (ครั้งแรกอาจเป็นเดือน ก.ค.) ซึ่งถือว่าค่อยเป็นค่อยไป และ reaction ของค่าเงินน่าจะยังน้อย ขณะที่ประเด็นการเมืองยังเป็นปัจจัยใหญ่ที่กดดันเงินเยนให้อ่อนค่า โดยในช่วงนี้ต้องจับตาการประกาศยุบสภา และการเลือกตั้งต่อไป อีกทั้ง มาตรการการคลังของญี่ปุ่นเพิ่มแรงกดดันด้านสูงต่อ JGB yields และกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าเช่นกัน สำหรับความกังวลเรื่องการ Unwind carry trade ของนักลงทุนโลก นายวชิรวัฒน์มองว่าจะไม่รุนแรงนัก เพราะ 1) Policy normalization จะเป็นอย่างช้า ๆ ขณะที่ดอกเบี้ยญี่ปุ่นยังต่ำกว่าต่างประเทศอยู่มาก และ Global environment จะยังหนุนให้มีการลงทุนในสหรัฐฯ จึงน่าจะไม่มีการ unwind การลงทุนกลับมามาก และ 2) ส่วนต่างดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มแคบลง ทำให้ FX hedging cost ของนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะลงทุนต่างประเทศถูกลง จึงคาดว่า อาจมีการทำ FX hedge เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ Capital flows มีผลต่อค่าเงินน้อยลง

 

]]>
1555243
Easy Money วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปี 2569 “การบริหารเงินและสภาพคล่อง” คือกุญแจอยู่รอดของคนไทย https://positioningmag.com/1554932 Tue, 13 Jan 2026 14:04:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554932 “อีซี่มันนี่” วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ต้องเผชิญหน้ากับความผันผวน จากแรงกดดันเศรษฐกิจโลก การเมือง    ในประเทศ หนี้ครัวเรือน แต่หากคนไทยบริหารการเงินเป็น รักษาสภาพคล่องให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ชีวิตจะไม่สะดุด พร้อมตอกย้ำแนวคิด ‘Asset-Backed Financing’ เปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นทุนภายใต้แนวคิด ‘กู้ตัวเอง ไม่พึ่งใคร’

นายสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีซี่มันนี่ กรุ๊ป ผู้นำนวัตกรรมธุรกิจสินเชื่อทรัพย์ค้ำประกันของไทย “อีซี่มันนี่” กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะยังไม่ใช่ปีที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับจำกัด และไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึงในทุกภาคส่วน โดยปัจจัยหลักที่ยังเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงกำลังซื้อภายในประเทศที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนการดำเนินชีวิตและต้นทุนธุรกิจที่ยังทรงตัว รวมถึงความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อภาคครัวเรือน กลุ่มอาชีพอิสระ (Freelance) และผู้ประกอบการธุรกิจขนาด SME

“ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีที่เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างรวดเร็วแต่หากคนไทยบริหารการเงินเป็นและจัดการสภาพคล่องอย่างดี ชีวิตจะไม่สะดุด และยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดยังคงเป็นภาคครัวเรือนระดับฐานราก กลุ่มฟรีแลนซ์ และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งต้องเผชิญกับรายได้ที่ไม่แน่นอน ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้พฤติกรรมทางการเงินในปี 2569 จะเน้นการประคองตัวมากกว่าเพิ่มการลงทุน”    นายสุธี กล่าว

สภาพคล่องทางการเงิน คือหัวใจของการอยู่รอด

เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะไม่มีทางเลือกทางการเงิน หากเราสามารถบริหารจัดการการเงินอย่างมีวินัย วางแผนรายรับ–รายจ่ายอย่างรอบคอบ และเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินที่ชาญฉลาดและง่าย ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งบทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินในปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่การผลักภาระหนี้ระยะยาวให้กับประชาชน แต่ควรให้การสนับสนุน สภาพคล่องที่เหมาะสม ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับศักยภาพของคนแต่ละกลุ่ม เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถรักษาความมั่นคงทางการเงินและเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

นายสุธี กล่าวต่อไปว่า ความต้องการใช้บริการสินเชื่อจำนำในกลุ่มเจ้าของกิจการและผู้ประกอบอาชีพอิสระยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ยอดจำนำใหม่จากกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่า 21.95% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนบทบาทของทรัพย์สินในการเป็นแหล่งทุนหมุนเวียนในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ขณะที่ยอดการรับจำนำสินค้าในกลุ่มทองคำแท่งขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2568 เติบโตเพิ่มขึ้น 124.64% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ชี้ให้เห็นพฤติกรรมลูกค้าที่เลือกใช้ทองคำแท่งเป็นแหล่งสภาพคล่องในภาวะเศรษฐกิจผันผวน ไปจนถึงการทำธุรกรรมรูปแบบชำระดอกเบี้ยออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันเติบโต 30.65% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สอดรับกับพฤติกรรมของคนในยุคใหม่ที่เน้นความสะดวกรวดเร็วในการใช้บริการ

‘อีซี่มันนี่’ ตอกย้ำผู้นำสถาบันการเงินทางเลือก

อีซี่มันนี่มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนมุมมองของสังคมที่มีต่อโรงรับจำนำว่าเป็น ‘เครื่องมือสร้างโอกาส’ ที่โปร่งใส รวดเร็ว และให้เกียรติผู้ใช้บริการ เพราะหนึ่งในช่องว่างสำคัญในระบบการเงินไทยคือ ผู้คนจำนวนมากมีทรัพย์สินอยู่ในมือ แต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในระบบได้ โดยอีซี่มันนี่ พยายามสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ว่า การใช้สินทรัพย์ค้ำประกันไม่ใช่การ ‘ก่อหนี้ใหม่’ แต่คือการ ‘กู้ยืมเงินจากสินทรัพย์ของตัวเอง’ คือ Asset-Backed Financing คือการกู้ตัวเอง ลูกค้ากำลังใช้สิทธิ์ในสิ่งที่เขามี ปลอดภัยกว่า และมีต้นทุนการเงินที่สมเหตุสมผลกว่า

ที่สำคัญคือการยกระดับอุตสาหกรรมจากการเป็น ‘ทางออกฉุกเฉิน’ สู่การเป็น ‘ประตูสู่โอกาส’ เพื่อปลดล็อกศักยภาพสินทรัพย์ของคนไทย โดยทำหน้าที่เป็น ‘Bridging Loan’ (สินเชื่อระยะสั้น) หรือ เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นโรงเรียนอนุบาลทางการเงิน (Financial Kindergarten) ที่ช่วยผู้คนคนคว้าโอกาสทางธุรกิจได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องเสียความเป็นเจ้าของทางธุรกิจ

แนวคิดนี้จะมุ่งเน้นการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) สำหรับผู้มีทรัพย์ที่ต้องการต่อยอดโอกาส ของกลุ่มฟรีแลนซ์ SME ที่ระบบการเงินหลักมักมองข้าม โดยเปลี่ยนวิธีการประเมินด้วยรายได้ มาเป็นการประเมินจากสินทรัพย์ที่เขามีอยู่ในมือ การใช้เทคโนโลยี อย่างเช่น Easy Smart Application มาสร้างความสะดวกและโปร่งใส่ในการประเมินราคา ส่งดอกเบี้ย หรือโอนเงิน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในอนาคตของ อีซี่มันนี่ คือการเป็น Financial Solution ครบวงจร ที่ตอบโจทย์คนไทยในทุกมิติ

#อีซี่มันนี่ #EasyMoney #ให้ทุกโอกาสเป็นไปได้ #AssetBackedFinancing #กู้ตัวเองไม่พึ่งใคร

]]>
1554932
Ralph Lauren ปักหมุดแลนด์มาร์กแห่งใหม่ เปิดตัว “The World of Ralph Lauren” สาขาแรกในประเทศไทย https://positioningmag.com/1553614 Fri, 26 Dec 2025 04:14:23 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553614 Ralph Lauren ลักชูรีแบรนด์ระดับโลกภายใต้การบริหารโดย CMG เดินเกมรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พลิกโฉมร้านครั้งสำคัญภายใต้คอนเซ็ปต์ “The World of Ralph Lauren” คอนเซ็ปต์สโตร์แห่งแรกในประเทศไทย    ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในภูมิภาค ผสานทุกไลน์สินค้าแฟชั่นและคาเฟ่สุดไอคอนิกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดแฟชั่นของภูมิภาคที่กำลังเติบโต พร้อมเปิดประสบการณ์คลาสสิกแบบลักชูรีกับโลเคชั่นใหม่แล้ววันนี้ ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
ไท จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเซ็นทรัลแบรนด์และสินค้าเฉพาะทาง (CBS) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ในเครือเซ็นทรัล รีเทลกล่าวว่า ”เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป หรือ CMG เราเป็นผู้นำเข้าและบริหารแบรนด์ระดับโกลบอลในประเทศไทย มากว่า 75 ปี นับเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับอาณาจักรเซ็นทรัลรีเทล ด้วยการบริหารจัดการแบรนด์ระดับโลกให้โตอย่างมั่นคงในไทยและระดับภูมิภาค เราจึงเป็นพาร์ทเนอร์ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลายแบรนด์ชั้นนำ โดยเฉพาะ Ralph Lauren Group ที่ CMG มีส่วนในการขับเคลื่อนแบรนด์แฟชั่นระดับไอคอนิกให้โตอย่างโดดเด่นผ่านกลยุทธ์ที่สอดรับกัน ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับแบรนด์ด้วยดีไซน์และวัสดุคุณภาพชั้นสูงเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ การต่อยอดสินค้าและผลิต ภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า และการปักหมุดเมืองยุทธศาสตร์สำคัญของโลก ซึ่งกรุงเทพฯ คือเมืองสำคัญที่ CMG มุ่งผลักดันให้เป็นศูนย์กลางด้านแฟชั่นในระดับเอเชีย
สิ่งที่ตอกย้ำความสำเร็จของ CMG ในฐานะผู้นำเข้าและบริหารแบรนด์ของ Ralph Lauren Group คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในช่วง 2 ปีผ่านมา ด้วยยอดขายที่เติบโตกว่า 1.5 เท่าและช่องทางจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นถึง 6 จุดทั้งรูปแบบช็อปและเคาเตอร์แบรนด์ รวมถึงการขยายไปสู่ธุรกิจ F&B เป็นครั้งแรกของแบรนด์ในไทย ด้วยการเปิดร้าน Ralph’s Coffee สาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
โดยปีนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญกับการเปิดช็อป Ralph Lauren ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ภายใต้คอนเซ็ปต์
“The World of Ralph Lauren” ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์สโตร์แห่งแรกในประเทศไทยและสมบูรณ์แบบที่สุดในภูมิภาค
ด้วยไลน์สินค้าที่ครบครัน พร้อมคาเฟ่แบบ Full Service ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเรา“
ด้าน จิตรฤดี พนิตพลรองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มสินค้าแฟชั่นและนาฬิกา บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทลเล่าถึงการพลิกโฉมร้านRalph Laurenครั้งนี้ว่า “ประเทศไทยถือเป็นหมุดหมายสำคัญของตลาดแฟชั่นในภูมิภาคเอเชียที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ CMG ได้เดินหน้าพลิกโฉมร้าน Ralph Lauren ด้วยการเปิดตัวคอนเซ็ปต์ใหม่ The World of Ralph Lauren เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษให้ลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบผ่านกลยุทธ์ทางการตลาดที่เข้มข้น ทั้งการจัดงานอีเว้นต์เปิดร้านสุดยิ่งใหญ่ที่ได้ดาราศิลปินแถวหน้าระดับเอเชียมาร่วมเฉลิมฉลองรวมถึงกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าคนสำคัญ เพื่อยกระดับประสบการณ์และสร้างความผูกพันกับแบรนด์ในทุกมิติทั้งหมดนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการผลักดัน Ralph Lauren ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางแฟชั่นระดับภูมิภาค”
Ralph Laurenรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความสำเร็จจากยอดขายที่เติบโตนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สำนักงานใหญ่เลือกประเทศไทยในการขยายคอนเซ็ปต์สโตร์ The World of Ralph Lauren ให้ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ใจกลางกรุงเทพมหานคร เป็นอีกก้าวที่ช่วยผลักดันให้แบรนด์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมมอบประสบการณ์ลักชูรีเหนือระดับให้กับลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่อเป็นจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์สุดพิเศษ
Concept Store และไฮไลต์สุดพิเศษของ Ralph Lauren -The World of Ralph Lauren
ที่ Ralph Lauren ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่เป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราเหนือกาลเวลาและความคลาสสิกผ่านทุกองค์ประกอบของสโตร์ ตั้งแต่สถาปัตยกรรม Spanish Revival ที่สะท้อนความอบอุ่นแต่ยังคงความหรูหราสง่างาม ไปจนถึงพื้นที่ที่รวบรวมหลากหลายไลน์ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น Ralph Lauren Purple Label, Ralph Lauren Collection และ Polo Ralph Lauren  ที่ตอบโจทย์ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ไปจนถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบแฟชั่นที่แฝงกลิ่นอายความคลาสสิกในทุกดีเทล
รวมทั้งไฮไลต์ของคอนเซ็ปต์สโตร์นี้ คือ Ralph’s Coffee คาเฟ่สุดไอคอนิกของแบรนด์ที่ให้บริการแบบ Full Service เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มลูกค้า premium ของแบรนด์ โดยพร้อมนำเสนอเมนู Ralph’s Tea Set เป็นครั้งแรกในไทย มอบประสบการณ์การดื่มชาหรูในแบบฉบับ Ralph Lauren ซึ่งถือเป็นการต่อยอดกลยุทธ์ที่ Ralph Lauren วางรากฐานไว้ตั้งแต่ปี 2014 ณ สาขา Fifth Avenue ในนิวยอร์ก ก่อนขยายสู่มหานครแฟชั่นทั่วโลก ผ่านการเชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับไลฟ์สไตล์อย่างมีรสนิยม
กลยุทธการตลาดและการขยายฐานลูกค้าของ Ralph Lauren
ในปีนี้ Ralph Lauren ยังคงมุ่งขยายและรักษาฐานลูกค้าหลักช่วงอายุ 35–45 ปี ควบคู่ไปกับการรุกตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 18–30 ปี ซึ่งเติบโตขึ้นกว่า 20% จากปีก่อน ด้วยการคัดสรรและนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ เช่น หมวกโลโก้ Polo Pony Player และกระเป๋า Polo Play ที่กลายเป็นไอเท็มยอดนิยมในโลกแฟชั่น ด้วยดีไซน์หลากหลายและฟังก์ชันการใช้งานที่สะท้อนสไตล์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมกลยุทธ์การสื่อสารผ่านการทำงานร่วมกับ KOLs ในทุกระดับเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและภาพจำของแฟชั่นคลาสสิกในบริบทใหม่ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น
นอกจากนี้ Ralph Lauren ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่า ผ่านกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ (CRM Experience) และอีเวนต์สุดพิเศษ เพื่อสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้า (Brand Loyalty) พร้อมยกระดับประเทศไทยในด้านแฟชั่นผ่านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมระดับภูมิภาคและระดับโลก อย่าง fashion week      ที่ช่วยตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ในฐานะผู้นำแฟชั่นเหนือกาลเวลาที่สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคทุกเจเนอเรชันได้อย่าง มีพลัง
“ประเทศไทยนับเป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์การค้าที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนแบรนด์ Ralph Lauren รวมถึงอีกหลากหลายแบรนด์ชั้นนำระดับโลกให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดด สร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในระดับภูมิภาค” ไท จิราธิวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย
Ralph Lauren เปิดให้คุณเลือกช้อปคอลเลกชันสุดพรีเมียมทั้งจาก Ralph Lauren และ Polo Ralph Lauren รวมถึงเพลิดเพลินไปกับเครื่องดื่มในบรรยากาศคาเฟ่สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ Ralph’s Coffee ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
]]>
1553614
AIS ร่วมมือ ETDA และ กสทช. ปฏิวัติการยืนยันตัวตนครั้งแรกของวงการโทรคมนาคมไทย เปิดตัว AIS ID บริการยืนยันตัวตนด้วยเบอร์มือถือ ยกระดับความปลอดภัยสู่มาตรฐานสากล https://positioningmag.com/1551891 Tue, 16 Dec 2025 05:17:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1551891 AIS เดินหน้าสร้างมาตรฐานความปลอดภัยด้านดิจิทัลสำหรับคนไทย เปิดตัวบริการยืนยันตัวตนรูปแบบใหม่ Mobile ID ภายใต้แบรนด์ “AIS ID” ครั้งแรกในวงการโทรคมนาคมไทย โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์ลูกค้า AIS ทดแทนข้อมูลบัตรประชาชน ในการทำธุรกรรมออนไลน์ สำหรับใช้ยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมออนไลน์กับบริการอื่นๆ ของหน่วยงานรัฐและเอกชนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ การเปิดบัญชีออนไลน์ การสมัครบัตรเครดิตดิจิทัล หรือการขอสินเชื่อออนไลน์ การสมัครใช้บริการกับแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ โดยมอบความสะดวกสบายให้ลูกค้าสามารถยืนยันตัวตนแบบออนไลน์ได้ทุกที่ทั่วประเทศ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและเป็นไปตามมาตรฐานของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) รวมทั้งเป็นไปตามแนวนโยบายและกฎระเบียบของ กสทช. เพื่อให้ผู้ใช้งานมั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการคุ้มครองอย่างปลอดภัยและได้มาตรฐานระดับประเทศอย่างแท้จริง

นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจค้าปลีก เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสมุ่งนำเสนอประสบ การณ์ดิจิทัลที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า พร้อมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการใช้งานและการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้คนไทย โดยเฉพาะการยืนยันตัวตนของลูกค้าในการทำธุรกรรมออนไลน์และใช้บริการต่างๆ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาบริการยืนยันตัวตนด้วย Mobile ID ภายใต้แบรนด์ AIS ID เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถยืนยันตัวตนออนไลน์ได้ทุกที่ ผ่านเทคโนโลยี Liveness Detection หรือการตรวจสอบใบหน้าแบบเคลื่อนไหว เพื่อยืนยันว่าผู้ลงทะเบียนเป็นบุคคลจริง ไม่ใช่ภาพถ่ายหรือวิดีโอ และเป็นเจ้าของเลขหมายโทรศัพท์มือถือจริง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่มิจฉาชีพจะแอบอ้างหรือใช้หมายเลขโทรศัพท์ในทางผิด เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือธุรกรรมผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ บริการดังกล่าวยังช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาในการทำธุรกรรม พร้อมสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เพราะระบบเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลภาครัฐและผ่านการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเอไอเอสถือเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายแรกในไทยที่ได้รับใบอนุญาตเปิดให้บริการ Mobile ID ภายใต้แบรนด์ AIS ID อย่างเป็นทางการอีกด้วย”

นางสาวจิตสถา ศรีประเสริฐสุข รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า      “ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับ Digital ID ETDA ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและผลักดันให้เกิดการให้บริการและการใช้บริการ Digital ID เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการดิจิทัลให้มีความสะดวกและปลอดภัย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในพัฒนาประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลที่มีคุณภาพ การยืนยันตัวตนในโลกดิจิทัลถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่น และลดการปลอมแปลงตัวตนในการเข้าทำธุรกรรมออนไลน์ โดยการให้บริการ Mobile ID ภายใต้แบรนด์ AIS ID จะทำให้คนไทยมีทางเลือกในใช้งาน Digital ID ได้หลากหลายขึ้น และ AIS ID ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ให้บริการธุรกรรมออนไลน์ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยใช้เลขหมายโทรศัพท์มือถือเป็น Digital ID ที่สามารถยืนยันตัวตนผู้เข้าใช้งาน และยังสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้เข้าใช้งานเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์มือถือนั้นหรือไม่ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของ AIS ID โดย ETDA เชื่อมั่นว่าบริการ AIS ID จะมีส่วนร่วมให้การใช้งานธุรกรรมออนไลน์ของสังคมไทยมีความปลอดภัยมากขึ้น”

นายจาตุรนต์ โชคสวัสดิ์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สายงานโทรคมนาคม กล่าวว่า “ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ได้ริเริ่มให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ซึ่งรวมถึง AIS และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อนำร่องการพัฒนาด้านเทคนิคของการให้บริการระบบ Mobile ID เพื่อให้มีการนำข้อมูลเลขหมายโทรโทรศัพท์มือถือมาใช้ประโยชน์ในการยืนยันตัวตนทางดิจิทัลให้กับบริการของภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ และล่าสุด AIS ได้มีการพัฒนาให้เกิดบริการ Mobile ID ภายใต้แบรนด์ AIS ID ขึ้น ซึ่งถือเป็นการริเริ่มที่สำคัญของวงการอุตสาหกรรมโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. เชื่อมั่นว่า การให้บริการ Mobile ID ภายใต้แบรนด์ AIS ID ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถช่วยลดปัญหาเรื่องการปลอมแปลงตนตัวที่นำไปสู่การหลอกลวงและการฉ้อโกงบนโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ”

ทั้งนี้ AIS ID เป็นบริการที่ยกระดับมาจาก AIS Check ID ซึ่งผู้สมัครจำเป็นต้องผ่านการพิสูจน์ตัวตนเพื่ออัปเดตข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นปัจจุบัน โดยสามารถทำรายการได้ที่ AIS Shop ทุกสาขา จากนั้น สามารถสมัครบริการ AIS ID ผ่านแอปพลิเคชัน myAIS และยืนยันตัวตนสำหรับการเปิดบัญชีหรือธุรกรรมต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินทางไปสาขาอีก นอกจากนี้ AIS นับเป็นเอกชนรายแรกที่ยกระดับความปลอดภัยด้วยการเชื่อมต่อระบบตรวจสอบใบหน้า หรือ Face Verification System จากกรมการปกครองผ่านแอปพลิเคชัน ThaID (เตรียมเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในไตรมาส 1/2569) พิเศษ! สำหรับผู้ที่สมัคร AIS ID สำเร็จระหว่างวันที่ 18 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568 รับฟรีไอศกรีมโคนจาก Dairy Queen (มูลค่า 12 บาท) จำกัด 20,000 สิทธิ์ ดูรายละเอียด    เพิ่มเติมได้ที่ https://ais.th/aisid

]]>
1551891
Boots Thailand เตรียมเปิดตัวสกินแคร์น้องใหม่ “No7 GOOD INTENT” ลุคผิวใสฉ่ำแบบ Glass Skin… กำลังจะมา! https://positioningmag.com/1548450 Tue, 25 Nov 2025 03:13:30 +0000 https://positioningmag.com/?p=1548450 No7 แบรนด์สกินแคร์ชื่อดังจากประเทศอังกฤษ เตรียมเปิดตัวไลน์สกินแคร์ใหม่ล่าสุดในไทยภายใต้ชื่อ “No7 GOOD INTENT” คอลเลกชันเพื่อผิวโกลว์ใส ฉ่ำแบบ Glass Skin ด้วยส่วนผสมพรีเมียมที่บำรุงล้ำลึก สัมผัสบางเบา มาพร้อมแพ็คเกจจิ้งใช้งานง่าย สะดวกยิ่งขึ้น กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มบิวตี้เลิฟเวอร์ มองหาสกินแคร์ที่เรียบง่ายแต่ได้ผลจริง ภายใต้คอนเซปต์ “GLASS SKIN starts with GOOD INTENT – กลาสสกินผิวใส ฉ่ำไว    ไม่มัน” เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากมีผิวใสดุจกระจกแบบง่าย ๆ ใช้แล้วรู้สึกสบายผิว พร้อมลุยได้ทันทีและคงผิวสวยเนียนใสได้ตลอดทั้งวัน

ใครที่กำลังมองหาสกินแคร์ที่เรียบง่ายแต่ได้ผลจริง ผลิตภัณฑ์ No7 GOOD INTENT ออกแบบให้ครบรูทีนผิวกระจก 4 ขั้นตอน ตั้งแต่ Cleanse, Tone, Treat และ Moisturize โดยมีผลิตภัณฑ์ครบไลน์ Cleansing Balm , Toner Pad , Jelly Mask ไปจนถึงมอยส์เจอร์เนื้อบางเบา แต่ให้การบำรุงที่ล้ำลึกกว่า ไอเท็มไฮไลท์ Skin Sip Moisture Milk ที่กำลังถูกพูดถึงว่าเป็นตัวช่วยให้ผิวฉ่ำโกลว์ในทันที

เตรียมพบกับงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 16 ธันวาคมนี้ No7 GOOD INTENT

พร้อมเผยโฉมพรีเซนเตอร์ คนดัง และเปิดให้สัมผัสผลิตภัณฑ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟก่อนใคร!!

Get Ready! GLASS SKIN starts soon
#No7GoodIntent #กลาสสกินผิวใส #BootsThailand

]]>
1548450