ไม่มีหมวดหมู่ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 16 Apr 2026 07:14:41 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 รู้จัก Henry Jullien แบรนด์แว่นหรู 100 ปีของ iVision Tech ที่หุ้นพุ่งเพราะประธานาธิบดีฝรั่งเศส https://positioningmag.com/1560723 Thu, 16 Apr 2026 05:29:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560723 เจาะลึกเรื่องราวของแบรนด์แว่นตาหรูระดับตำนานจากฝรั่งเศส Henry Jullien และบริษัทแม่ในปัจจุบันอย่าง iVision Tech จากอิตาลี ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากเกิดปรากฏการณ์ “Macron Effect” ในงานประชุมประจำปีครั้งที่ 56 ของเวทีเศรษฐกิจโลก (WEF)    ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เชื่อว่าหลายคนคงเห็นภาพประธานาธิบดีฝรั่งเศส Emmanuel Macron สวมแว่นกันแดดสุดเท่ในงาน World Economic Forum ที่ดาวอสแล้ว โดยหุ้นของ iVision Tech พุ่งสูงขึ้นถึง 28% – 65% ภายในสัปดาห์เดียว หลังจากที่ประธานาธิบดี Macron สวมแว่นกันแดดทรงนักบินรุ่น Pacific S 01 จากแบรนด์ Henry Jullien ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในงาน

รายงานระบุว่าเว็บไซต์ของ Henry Jullien ประสบปัญหาล่มชั่วคราวเนื่องจากมีผู้เข้าชมจำนวนมหาศาล และบริษัทต้องวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตรุ่นดังกล่าวจากปกติ 100 ชิ้นต่อปี เป็น 1,000 ชิ้น เพื่อรองรับความต้องการที่ล้น หลาม

จากข้อมูลล่าสุด ผลประกอบการและสถานะทางการเงินของ iVision Tech บริษัทแม่ของแบรนด์ Henry Jullien  มีรายได้เติบโตต่อเนื่อง โดยรายงานผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2025 ว่าบริษัทมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 41.8% และมี EBITDA (กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) พุ่งสูงถึง 77.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ในส่วน iVision Tech บริษัทระบุว่าจะยังคงเดินหน้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในปี 2025 ได้เข้าซื้อกิจการ D.E.C. Elettronica S.r.l. ทั้งหมด 100% เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับแว่นตาอัจฉริยะ

แว่นตาอัจฉริยะของ iVision Tech มีชื่อว่า iSee โดยเป็นโครงการแว่นตาอัจฉริยะสำหรับผู้พิการทางสายตาที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นอุปกรณ์การแพทย์ Class 1 ในเดือนพฤษภาคม 2025 ซึ่งเป็นนวัตกรรมหลักที่เชื่อว่าจะช่วยขยายตลาดในอนาคต

Henry Jullien ประวัติยาวนาน

ก่อนจะไปลงลึกถึงธุรกิจของ iVision Tech เราควรทำความรู้จักกับ Henry Jullien แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี ก่อตั้งขึ้นในปี 1921 โดยนาย Henry Jullien ที่เมือง Morez ในแคว้น Jura ทางตะวันออกของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของอุตสาหกรรมแว่นตาฝรั่งเศสมาตั้งแต่อดีต

วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งคือการยกระดับกรอบแว่นตาจากเครื่องมือแก้ไขปัญหาสายตาธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นเครื่องประดับชั้นสูง เทียบชั้นอัญมณีและนาฬิกาหรู

สิ่งที่ทำให้ Henry Jullien แตกต่างและมีชื่อเสียงระดับโลกคือความเชี่ยวชาญในการผลิตกรอบแบบเติมทอง Gold-Filled หรือที่เรียกว่า Double Or Laminé ซึ่งเป็นเทคนิคการหลอมชั้นทองคำแท้เข้ากับโลหะฐานอย่างถาวร ไม่ใช่แค่การชุบเคลือบแบบทั่วไป ทำให้กรอบแว่นมีความทนทานสูงมาก ทองไม่ลอก และยังคงความเงางามได้ยาวนาน

การผลิตแต่ละชิ้นนั้นต้องผ่านขั้นตอนกว่า 279 ขั้นตอน ใช้เวลาถึง 4 เดือน และทำด้วยมือทั้งหมดโดยช่างฝีมือ      ผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือคอลเลกชัน Nano Studio ที่ใช้เหล็กเกรดอวกาศ Sandvik Nanoflex และคอลเลกชัน Hybrid ที่ผสมผสานโลหะ gold-filled แบบดั้งเดิมกับ acetate คุณภาพสูงจากอิตาลี

ในปี 1990 โรงงานย้ายไปอยู่ที่เมือง Lons-le-Saunier เมืองหลวงของแคว้น Jura และในปี 2018 บริษัทได้รับการยกย่องจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้เป็น Entreprise du Patrimoine Vivant หรือ “บริษัทมรดกทางชีวิต” ที่มีฝีมือหัตถกรรมอันยอดเยี่ยม

มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2023 เมื่อเดือนกันยายน แบรนด์ Henry Jullien ถูกเข้าซื้อกิจการโดย iVision Tech SpA บริษัทจากอิตาลี ทำให้เกิดการผสานกันอย่างลงตัวระหว่างมรดกหัตถกรรมฝรั่งเศสกับความเชี่ยวชาญด้านดีไซน์และการผลิตแบบอิตาลี

กระทั่งปีนี้ ประธานาธิบดี Emmanuel Macron สวมแว่นรุ่น Pacific S 01 จากคอลเลกชัน Doublé Or ของ Henry Jullien ในงานดาวอส สร้างกระแสไวรัลทั่วโลกทันที

iVision Tech สตาร์ทอัพดาวรุ่ง

iVision Tech บริษัทแม่ของ Henry Jullien ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2020 โดยครอบครัว Fulchir ได้แก่ Stefano, Eva และ Federico Fulchir มีสำนักงานใหญ่ที่เมือง Martignacco ประเทศอิตาลี ซึ่งเริ่มต้นด้วยการซื้อโรงงานท้องถิ่นจาก Safilo ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน เพื่อสร้างฐานการผลิตแว่นตาอิสระในแคว้น Friuli-Venezia Giulia

ในช่วงการระบาดของ COVID-19 บริษัทปรับสายการผลิตไปทำหน้ากากอนามัยชั่วคราว ก่อนจะกลับมาโฟกัสที่กรอบแว่นตาอย่างเต็มตัว

ปี 2023 เป็นปีแห่งการเติบโตอย่างรวดเร็ว เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Euronext Growth Milan เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ระดมทุนได้ 2 ล้านยูโร และเพียงเดือนถัดมา ก็เข้าซื้อ Henry Jullien ถือเป็นการก้าวเข้าสู่เซกเมนต์แว่นตาหรูอย่างเต็มตัว

ต่อมาในปี 2024-2025 บริษัทเดินกลยุทธ์ M&A เชิงรุก ซื้อกิจการถึง 4 แห่ง รวมถึงการถือหุ้น 60% ใน IVILENS จากบัลแกเรีย เพื่อขยายเข้าสู่การผลิตเลนส์สายตา ทำให้ควบคุมการผลิตได้ครบวงจรตั้งแต่กรอบจนถึงเลนส์ นอกจากนี้ยังตั้งแผนก R&D เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ อย่างโครงการ iSee แว่นตาอัจฉริยะที่ช่วยผู้พิการทางสายตา ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีของบริษัทได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน iVision Tech ดำเนินธุรกิจผ่านหลายส่วน ได้แก่ iVision Eyewear ผลิตกรอบแว่น “Made in Italy” แบบ B2B ให้แบรนด์หรูต่าง ๆ นอกจากนั้นคือ Henry Jullien แบรนด์แว่นตาหรูที่ผลิตในฝรั่งเศส รวมถึง iVILens ที่ผลิตและจำหน่ายเลนส์สายตา และ iVision R&D ที่วิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับผู้มีปัญหาการมองเห็น

วันนี้ บริษัทมีพนักงานมากกว่า 340 คน และฐานการผลิตกระจายอยู่ในอิตาลี ฝรั่งเศส และบัลแกเรีย ทุกชีวิตล้วนมีส่วนทำให้ Henry Jullien และ iVision Tech พร้อมเดินหน้าสู่ยุคของ smart eyewear ในอนาคต.

ที่มา : Eyes Road, iVision Tech, Euronext, Bloomberg

]]>
1560723
กรุงศรีชวนฉลองปีใหม่ไทยแบบใส่ใจโลก ร่วมเปียกทิพย์กับน้องกล้วยกรุงศรี กับแคมเปญ “สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน” https://positioningmag.com/1567839 Fri, 03 Apr 2026 05:46:53 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567839 วิถีรักษ์โลกไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยากจนต้องหมดสนุกเสมอไป ยุคนี้เราสามารถผสมผสานไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างง่ายดาย กรุงศรี ในฐานะสถาบันการเงินที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน ชวนคนไทยร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยแบบม่วนจอยกับการ “สาดน้ำแบบดิจิทัล” ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การสาดความสุขถึงกันผ่านหน้าจอและโซเชียลมีเดีย ให้ทุกคนได้เปียกทิพย์พร้อมกับใส่ใจโลกไปพร้อมกัน

“สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน” แคมเปญจากกรุงศรี เชิญชวนให้คนไทยร่วมเฉลิมฉลองสงกรานต์ในรูปแบบใหม่ ลดการใช้น้ำ ลดการใช้ทรัพยากร และลดการเดินทาง เปิดประสบการณ์สงกรานต์ที่ผสานความสนุกและการอวยพรปีใหม่ไทยผ่าน Krungsri Songkran AR Filter บน TikTok สร้างพื้นที่ให้ทุกคนสามารถร่วมเฉลิมฉลองได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำ พร้อมลุ้นรับคำอวยพรและคาแรกเตอร์สนุก ๆ ของน้องกล้วยกรุงศรีแบบสุ่มในแต่ละครั้ง ลุ้นโอกาสพบตัว Secret แบบเซอร์ไพรส์ ถ่ายภาพหรือวิดีโอเพื่อบันทึกและแชร์ลงโซเชียลมีเดีย แคมเปญนี้มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมและการแชร์ประสบการณ์ในวงกว้างบนโลกออนไลน์ เพื่อทำให้ทุกการสาดน้ำในปีนี้มีความหมายมากกว่าที่เคย สะท้อนเจตนารมณ์ของกรุงศรีในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “GO Sustainable with krungsri” และส่งต่อ Brand Promise “ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน” (Make Life Simple) ให้การเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยเป็นทั้งความสุขและความรับผิดชอบต่อโลก เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคม ผ่านการสร้างสรรค์และแบ่งปันคอนเทนต์ในแบบของตนเอง เพื่อส่งต่อความสุขและแนวคิดการเฉลิมฉลองอย่างยั่งยืนให้ขยายออกไปในวงกว้าง ร่วมสาดน้ำแบบดิจิทัลได้ตั้งแต่ 3 – 17 เมษายนนี้

กรุงศรียังเตรียมยกขบวนความสนุก “คาราวานน้องกล้วยกรุงศรี” ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดออกไปสร้างสีสันตามแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพฯ อาทิ สยามสแควร์, ถนนพระรามที่ 1, ถนนพญาไท, ถนนอังรีดูนังต์, True Digital Park, ถนนทรงวาด, ท่าเตียน, วัดอรุณราชวราราม, สะพานพระพุทธยอดฟ้า ในวันที่ 10 เมษายนนี้ และน้องกล้วยกรุงศรียังเตรียมไปสร้างสีสันและความสุขให้กับพนักงานและลูกค้าที่ธนาคารกรุงศรี สาขา ICONSIAM และ MEGA Bangna ในวันที่ 4 เมษายน สาขา Siam Paragon และ CentralWorld ในวันที่ 5 เมษายนอีกด้วย

เริ่มต้นปีใหม่ไทยอย่างสนุก สดใส และใส่ใจสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันกับ “สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน ผ่าน Krungsri Songkran AR Filter

#สาดสุขแบบยั่งยืน #ชีวิตง่ายได้ทุกวัน #กล้วยกรุงศรี #GoSustainablewithKrungsri

]]>
1567839
กสิกรไทยเดินหน้าหนุนธุรกิจ Transform สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จับมือพันธมิตรจัดคอร์สติดอาวุธให้ภาคธุรกิจ หลักสูตรครบตั้งแต่ CEO จนถึงพนักงานในองค์กร https://positioningmag.com/1567576 Thu, 02 Apr 2026 04:11:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567576 กสิกรไทยชี้ปัจจุบันธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาวิกฤตภูมิอากาศ ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและโอกาสการแข่งขันของธุรกิจ และวิกฤตภูมิอากาศก็ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก เพราะการจัดการด้านความยั่งยืนไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ ผู้นำองค์กรยุคใหม่จึงต้องมีองค์ความรู้ด้านภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่ไปกับความยั่งยืน โดยต้องจัดการความยั่งยืนเป็นอันดับแรก เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสแข่งขัน จากนั้นจึงบูรณาการความรู้ด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ด้วยเหตุนี้ธนาคารจึงจัดตั้งศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศสร้างสรรค์ (Creative Climate Research Center – CCRC)และพัฒนาหลักสูตรร่วมกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน และฮิววิท คอนซัลติ้ง จัดคอร์ส Net Zero เพื่อเพิ่มทักษะ Green Skills ให้แก่ภาคธุรกิจครอบคลุม 3 กลุ่ม ได้แก่ Net Zero CEO หลักสูตรสำหรับ  ผู้บริหารระดับสูง Net Zero Leader หลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับกลางหรือหัวหน้างาน และ Net Zero Professional หลักสูตรสำหรับพนักงานระดับปฏิบัติการ เพื่อผลักดันภาคธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้จริง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่าจากรายงาน Global Risks Report 2024 ของ World Economic Forum ระบุว่าปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาวิกฤตภูมิอากาศ คือสองปัจจัยหลักที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกไปอีกทศวรรษ ความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและการเมืองโลก เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้า และการปรับเปลี่ยนนโยบายพลังงาน ล้วนส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและโอกาสการแข่งขันของธุรกิจ

วิกฤตภูมิอากาศไม่ใช่แค่ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดต้นทุน ห่วงโซ่อุปทานและความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายนี้เป็นโอกาสใหม่ สร้างความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคและนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG

ผู้นำยุคใหม่จึงต้องมีองค์ความรู้ด้านภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่ไปกับความยั่งยืน โดยธุรกิจต้องจัดการความยั่งยืนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างฐานที่มั่นคง ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสแข่งขัน จากนั้นจึงบูรณาการความรู้ด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เมื่อทั้งสองด้านถูกจัดการควบคู่กัน องค์กรจะสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

แต่อุปสรรคสำคัญในการจัดการปัญหาความยั่งยืนของธุรกิจ คือ การขาดทักษะสีเขียวหรือ Green Skills ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ที่ระบุว่าการขาดทักษะสีเขียวของคนในองค์กรกลายเป็น “คอขวด” สำคัญของการไปสู่ Net Zero ธุรกิจต้องเร่งพัฒนาทักษะให้เกิดขึ้นทุกระดับในองค์กรตั้งแต่บอร์ดบริหารไปจนถึงพนักงานปฏิบัติการ ธนาคารกสิกรไทยได้วางภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ด้วยการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ 3 ระดับ เพื่อปิดช่องว่างทักษะและช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าเกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริง ธนาคารจึงจัดตั้งศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศสร้างสรรค์ (Creative Climate Research Center – CCRC) เพื่อให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยร่วมมือกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายองค์กรในการออกแบบระบบนิเวศการเรียนรู้ครอบคลุม 3 ระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับกลาง ไปจนถึงผู้ปฏิบัติการ และพนักงานทั่วไป ให้มีทักษะพร้อมเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำด้วยกัน ได้แก่

1) Net Zero CEO – หลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูง C-suite ซึ่งจัดโดยสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืนและคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเปิดวิสัยทัศน์เกมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เข้าใจผลกระทบจากกติกาการค้าและภูมิรัฐศาสตร์โลก ผ่านการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และกลยุทธ์ธุรกิจ ถ่ายทอดโดยวิทยากรชั้นนำระดับประเทศ รวมถึงเชื่อมโยงเครือข่ายผู้นำตัวจริงที่มีวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจไทย

2) Net Zero Leader – หลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับกลาง / หัวหน้างาน ได้แก่

2.1 หลักสูตร Financial Readiness ลงทุนด้านความยั่งยืนอย่างคุ้มค่า ให้พร้อมรับมือวิกฤตพลังงาน เน้นการเลือกเทคโนโลยีลดคาร์บอนที่เหมาะสม วิเคราะห์กระแสเงินสดและประเมินความพร้อมองค์กรก่อนการตัดสินใจ เพื่อให้ทุกเม็ดเงินที่ลงทุนคุ้มค่า และสร้างผลตอบแทนได้จริง โดยหลักสูตรนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการทดสอบนวัตกรรมภายใต้กรอบ Enhanced Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้เพื่อสังคมโดยไม่แสวงหากำไร เพื่อเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจไทยก้าวสู่ Net Zero อย่างมั่นคง
2.2 หลักสูตร Decarbonization Transformation Leadership เพื่อพัฒนาทักษะผู้นำที่สามารถทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ความยั่งยืนได้จริง โดยพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญอย่างฮิววิท คอนซัลติ้ง (Hewitt Consulting) บริษัทให้บริการความรู้และคำปรึกษาเพื่อการทรานส์ฟอร์มธุรกิจและองค์กรชั้นนำของไทย มุ่งเน้นการสร้างวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืน (Purpose) พัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้สอดคล้อง (People) และนำไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่โดดเด่นและจับต้องได้ (Performance)

3) Net Zero Professional – หลักสูตรที่เหมาะสำหรับพนักงานระดับปฏิบัติการ โดยสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืนเป็นผู้จัดหลักสูตรออนไลน์ระยะสั้น (2 ชั่วโมง) ที่จะช่วยให้เข้าใจบทบาทของความยั่งยืนในโลกธุรกิจยุคใหม่ และเห็นภาพว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจ ต้นทุน และความสามารถในการแข่งขันขององค์กรได้อย่างไร เพื่อให้ผู้เรียนพร้อมต่อยอดสู่ความรู้เชิงลึกได้ต่อไป

นายรุ่งเรือง กล่าวทิ้งท้ายว่า ธนาคารกสิกรไทยมีความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่มากกว่าการเป็นแค่แหล่งเงินทุน แต่ต้องเป็นพันธมิตรที่พร้อมจะผลักดันลูกค้าธุรกิจให้สามารถแข่งขันอย่างแข็งแกร่งในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รวมถึงการ Upskill–Reskill เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานสีเขียวในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจคอร์ส Net Zero โดยศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศสร้างสรรค์ (CCRC) สามารถศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด และเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ www.kasikornbank.com/k_creativeclimate หรือติดต่อสอบถามได้ที่ Line Official Account: @CCRC

]]>
1567576
Wave Education Group เดินหน้าสร้าง Education Ecosystem เปิดตัวแคมเปญ “Wall Street English Wednesday ดีลแรงทุกวันพุธ” ขยายโอกาสเรียนภาษาอังกฤษระดับโลกให้เข้าถึงง่าย https://positioningmag.com/1566335 Thu, 26 Mar 2026 04:25:17 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566335 เวฟ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป (Wave Education Group) ผู้ถือลิขสิทธิ์สถาบันสอนภาษาอังกฤษระดับพรีเมียมอย่าง Wall Street English ประเทศไทย และ Let’s Mandarin สถาบันสอนภาษาจีนมาตรฐานนานาชาติ มุ่งสร้างสรรค์ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ (Education Ecosystem) เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ที่การสื่อสารเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดน โดยเฉพาะทักษะภาษาอังกฤษซึ่งยังคงเป็นกุญแจสำคัญของโอกาสในระดับสากล

โดย Wall Street English ประเทศไทย เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวทางที่เน้นการใช้งานจริง ผสานเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่ทันสมัย พร้อมการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้ผู้เรียนในทุกช่วงวัยสามารถพัฒนาทักษะภาษาได้อย่างมั่นใจ และต่อยอดได้ทั้งด้านการศึกษา และการเติบโตในสายอาชีพ และเพื่อขยายโอกาสให้การเรียนรู้ระดับสากลเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงเปิดตัวแคมเปญ “Wall Street English Wednesday” มอบข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟในทุกวันพุธ สะท้อนแนวคิดของ
Wave Education Group ในการสนับสนุนให้คนไทยพัฒนาทักษะภาษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมก้าวทันทุกความเปลี่ยนแปลงและต่อยอดสู่โอกาสในเวทีระดับนานาชาติอย่างมั่นใจ

หลังจากประสบความสำเร็จในการตอกย้ำภาพลักษณ์ความทันสมัยผ่านความร่วมมือกับ iQIYI พร้อมเปิดตัว Muse of Wall Street English Thailand (มอส ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐ และ แบงค์ มณฑป เหมตาล) ซึ่งได้ร่วมพัฒนาทักษะภาษากับ Wall Street English และ Let’s Mandarin เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โอกาสการทำงานในระดับนานาชาติ และสร้างความเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ก้าวต่อไปของ Wall Street English คือการทำให้การเรียนภาษาอังกฤษคุณภาพระดับสากลเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับคนไทย ผ่านประสบการณ์เรียนจริง ที่หน้าสาขา

โดยแคมเปญ “Wall Street English Wednesday ดีลแรงทุกวันพุธ” ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเริ่มต้นพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้ในราคาที่เข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ Same-day sign-up เฉพาะวันพุธ รับสิทธิประโยชน์หลากหลาย ได้แก่ ส่วนลดดีลพิเศษประจำวันพุธ สิทธิ์ขยายระยะเวลาเรียนเพิ่มอีก 1 เดือนเต็ม เพื่อให้ผู้เรียนมีเวลาฝึกฝนและพัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึง Voucher ส่วนลดมูลค่า 2,000 บาท สำหรับ Add-on เพิ่มเติม โดยสามารถรับสิทธิ์ได้ที่ Wall Street English ทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนวางแผนการเรียนได้อย่างคุ้มค่าและสอดคล้องกับเป้าหมายของตนเอง พร้อมยกระดับวันพุธให้เป็นวันแห่งการเริ่มต้นพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงหลักสูตรคุณภาพระดับสากลของ Wall Street English ได้มากยิ่งขึ้น

ในเชิงกลยุทธ์ แคมเปญ “Wall Street English Wednesday” จึงไม่ได้เป็นเพียงการมอบสิทธิประโยชน์ทางการค้าเท่านั้น แต่เป็นการต่อยอดแนวคิด Strategic Accessibility เพื่อลดอุปสรรคในการตัดสินใจของผู้บริโภค (Decision Barrier) ด้วยการใช้แนวคิด Moment-based Marketing เปลี่ยนช่วงกลางสัปดาห์ให้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวินัยใหม่ในการพัฒนาตัวเอง ผสานกับโมเดล Same-day sign-up ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความรวดเร็ว (Instant Gratification) โดยการขับเคลื่อนในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Wall Street English ในการต่อยอดจากสถาบันสอนภาษาอังกฤษระดับพรีเมียม สู่การเป็น Lifestyle Learning Hub ที่เข้าถึงง่าย และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพของคนไทยในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

แคมเปญนี้ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับคนไทย และสะท้อนความตั้งใจของ Wave Education Group ในการสนับสนุนให้ผู้เรียนมีทักษะที่พร้อมสำหรับการแข่งขันในระดับสากล ผ่านหลักสูตรภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกของ Wall Street English ร่วมแชร์ประสบการณ์ลองเรียนจริงและถ่ายทอดบรรยากาศความสนุกได้ที่หน้าสาขา ณ Wall Street English ทั้ง 10 สาขาทั่วประเทศ (เซ็นทรัลเวิลด์, ยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ สีลม, แฟชั่นไอส์แลนด์, เมกาบางนา, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์, เซ็นทรัลเวสต์เกต, เซ็นทรัลพระราม 2, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และ แพชชั่น ชอปปิ้ง เดสติเนชั่น ระยอง) ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม – 18 เมษายน 2569 ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร โปรโมชั่น และกิจกรรมเพิ่มเติมจาก Wall Street English Thailand ได้ที่

LINE OA: @wallstreetenglish

Facebook, Instagram, TikTok: wallstreetenglishth

www.wallstreetenglish.in.th

#WaveEducationGroup #WallStreetEnglishThailand #LetsMandarin

]]>
1566335
ไทยยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียค้นหาการเดินทางช่วงฤดูหนาว พบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก https://positioningmag.com/1564309 Fri, 13 Mar 2026 12:41:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564309 ประเทศไทยยังคงตอกย้ำสถานะการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียเป็นหลัก จากรายงานการท่องเที่ยวไตรมาสที่4 ปี 2568 ฉบับล่าสุดของ Yango Ads พบว่าการค้นหาการเดินทางมายังประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและเมื่อเทียบรายปี ซึ่งสะท้อนความต้องการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างเช่น ภูเก็ต พัทยา และกรุงเทพฯ

ขณะเดียวกันจุดหมายปลายทางใหม่ที่ถูกค้นหาอย่างเชียงใหม่และกระบี่ก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการเลือกพักในที่พักแบบวิลลาและพฤติกรรมการจองใกล้วันเดินทาง ซึ่งคิดเป็น 95% ของการค้นหาทัวร์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยที่เกิดขึ้นใกล้กับวันเดินทางจริง

นอกเหนือจากการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนแล้ว ประเทศไทยยังได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งช่วยตอกย้ำความน่าสนใจของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ประเทศไทยยังขึ้นแท่นเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในฤดูหนาว

ประเทศไทยยังคงติดอันดับ 1 ใน 5 จุดหมายปลายทางที่ถูกค้นหามากที่สุดของโลก และในภูมิภาคอาเซียนจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียในปี 2568 โดยในไตรมาสที่ 4 ปริมาณการค้นหาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หลังจากไตรมาสก่อนหน้ามีการเติบโตสูงถึง 49%

ในระดับอาเซียน ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง เหนือกว่าเวียดนาม อินเดีย และญี่ปุ่น และในส่วนระดับโลก ประเทศไทยตามหลังเพียงตุรกี จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานะของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงฤดูหนาวสำหรับนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียเป็นหลัก

นอกจากนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมจากรายงาน Medical Tourism Overseas Q4 2025 ของ Yango Ads ยังสะท้อนให้เห็นถึงสถานะที่แข็งแกร่งของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก โดยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางทั่วโลกสำหรับการเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ จากปริมาณการค้นหาทั่วโลก นอกจากนี้ ความสนใจในการเดินทางมาประเทศไทยเพื่อการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ยังเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบรายปีจากไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ซึ่งตอกย้ำชื่อเสียงของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ชั้นนำ

จับตาเชียงใหม่และกระบี่เป็นตลาดท่องเที่ยวที่เติบโต

จุดหมายปลายทางหลักของประเทศไทยอย่างภูเก็ตและพัทยายังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรุงเทพฯ มียอดการค้นหาเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาสนี้ จากแรงหนุนของการเดินทางเพื่อพักผ่อน งานอีเวนต์ และกิจกรรมทางธุรกิจ

ในขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวเริ่มแสดงความสนใจในจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ของประเทศมากขึ้น โดยเชียงใหม่มียอดการค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งได้รับแรงหนุนจากเทศกาลต่าง ๆ ในช่วงปลายปีและสภาพอากาศที่เย็นสบาย ขณะที่กระบี่มียอดค้นหาเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบรายปี จากความต้องการที่พักแบบวิลลา การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และความใกล้กับเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต

เทรนด์ที่พักแบบวิลลาเติบโตอย่างโดดเด่น

แนวโน้มที่พักในไตรมาสที่ 4 ปี 68 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสู่การเดินทางเพื่อการพักผ่อนมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ที่พักท่ามกลางธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับครอบครัวมากกว่าที่พักเพื่อธุรกิจเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งในกลุ่มโรงแรมพบว่า โรงแรมท่ามกลางธรรมชาติและสวนอันร่มรื่น (Park Hotel) มีสัดส่วนการค้นหาสูงที่สุดที่ 34% รองลงมาคือรีสอร์ต ที่ 29% และ โรงแรมสำหรับครอบครัว ที่ 14% ขณะที่ในกลุ่มที่พักนอกประเภทโรงแรม ที่พักแบบวิลลามีสัดส่วนสูงถึง 69% ของการค้นหาทั้งหมด สะท้อนความต้องการที่มากขึ้นด้านความเป็นพื้นที่ส่วนตัวตัว พื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง รวมถึงความเหมาะสมสำหรับการเดินทางแบบครอบครัวและการเข้าพักระยะยาว

รายงาน Medical Tourism Overseas Q4 2025 ยังระบุว่า การค้นหาเกี่ยวกับบริการสปาในประเทศไทยเป็นหมวดหมู่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โดยเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบรายปีจากไตรมาสที่ 4 ปี 2567 รองลงมาคือการค้นหาเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางทันตกรรม

เทรนด์การจองใกล้วันเดินทางเพิ่มสูงขึ้น

การเดินทางแบบจองใกล้วันเดินทางกลายเป็นลักษณะเด่นของกลุ่มผู้ใช้ใช้ภาษารัสเซีย โดยในไตรมาสที่ 4 ปี 68 พบว่า 95% ของการค้นหาการเดินทางมายังประเทศไทยจากผู้ใช้ที่ใช้ภาษารัสเซียเป็นการค้นหาเพื่อการเดินทางแบบกระชั้นชิด (Last-Minute Bookings) จากข้อมูลการค้นหาในทุกหมวดหมู่ โรงแรมมีสัดส่วนการค้นหามากที่สุด รองลงมาคือทัวร์ เที่ยวบิน และกิจกรรมท่องเที่ยว รูปแบบการค้นหาเหล่านี้ โดยเฉพาะในหมวดที่พักและทัวร์ ซึ่งมักถูกจองใกล้วันเดินทาง สะท้อนถึงความนิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจอง การใช้ระบบราคาที่ปรับเปลี่ยนตามดีมานด์ (Dynamic Pricing) รวมถึงความสะดวกของแพลตฟอร์มการจองแบบดิจิทัล

สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียโดยเฉพาะ การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์สปาในประเทศไทยมีสัดส่วนสูงถึง 67% ของการค้นหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ตามรายงาน Medical Tourism Overseas Q4 2025 ของ Yango Ads

นางสาวเนฮะ ดาวาร์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Yango Ads ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยยังคงขึ้นแท่นเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซีย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มีความต้องการเดินทางสูง พร้อมกับความสนใจในการสำรวจจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศมากขึ้น ในขณะที่การแข่งขันระหว่างโรงแรม สายการบิน ตัวแทนการท่องเที่ยวออนไลน์ และผู้ประกอบการทัวร์มีความเข้มข้นมากขึ้น การใช้กลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจึงมีบทบาทสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง แพลตฟอร์มโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Yango Ads สามารถช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษารัสเซียได้อย่างแม่นยำ ในช่วงเวลาและช่องทางที่เหมาะสม พร้อมทั้งสนับสนุนการกระจายตัวของการท่องเที่ยวอย่างสมดุลไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพใหม่ของประเทศไทย”

]]>
1564309
เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ชวนสำรวจจิตใต้สำนึกผ่าน “ผีเสื้อ” ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ไปกับนิทรรศการ How many more butterflies will I see in my lifetime? โดย สอง จักรพงศ์ สิริริน https://positioningmag.com/1563615 Wed, 11 Mar 2026 02:39:10 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563615 เมื่อภาพหมึกหยดเล็กๆ บนกระดาษ กลายเป็นคำถามใหญ่ของชีวิต นิทรรศการ How many more butterflies will I see in my lifetime? คือบทสนทนาครั้งล่าสุดของ “สอง” จักรพงศ์ สิริริน มือเบสจากวง PARADOX ที่พาผู้ชมก้าวลึกเข้าสู่พื้นที่ของการรับรู้ ความทรงจำ และจิตวิทยาภายในตนเอง

นี่คือครั้งที่สามของชุดผลงาน “ผีเสื้อ” และนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางศิลปะของเขา จากเดิมที่เคยอยู่ในภาวะกึ่งนามธรรมซึ่งยังพอเชื่อมโยงกับโลกภายนอก นิทรรศการครั้งนี้เปิดพื้นที่สู่นามธรรมอย่างเต็มตัว ภาพที่ปรากฏไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวตรงไปตรงมา หากแต่เชื้อเชิญให้ผู้ชมตีความด้วยประสบการณ์และความรู้สึกของตัวเอง

“ผมสนใจว่าถ้าเราไม่จำกัดว่าหมึกหยดต้องมีรูปทรงแค่หนึ่งหรือสองรูป แต่เพิ่มจำนวนมันให้เต็มพื้นที่ทั้งหมด เราจะรู้สึกยังไงเวลามองเห็นมันพร้อมๆ กัน เหมือนตอนที่เราใช้ชีวิตจริง ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน”สอง จักรพงศ์ สิริรินกล่าว

คำว่า “ผีเสื้อ” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงสิ่งมีชีวิตกลางธรรมชาติ หากอ้างอิงถึงภาพจากแบบทดสอบทางจิตวิทยา Rorschach ที่ผู้เชี่ยวชาญใช้สำรวจจิตใจมนุษย์ ภาพหมึกที่บางคนเห็นเป็นผีเสื้อ บางคนอาจเห็นเป็นสิ่งอื่น กลายเป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการตีความและการทำงานของจิตใต้สำนึก

ผลงานชุดนี้พัฒนาจากเทคนิค Rorschach Inkblot Reduction การย่อขนาดหมึกหยดให้เล็กลง แต่เพิ่มจำนวนและความถี่ของการทับซ้อนจนเต็มพื้นที่ผืนผ้าใบ จากเดิมที่ปรากฏเป็นรูปทรงเพียง 1–2 รูป กลายเป็นจำนวนที่ไร้ขอบเขต ภาพหมึกหยดเดี่ยวจึงแปรเปลี่ยนเป็นโครงสร้างนามธรรมซับซ้อน เสมือนฝูงผีเสื้อที่กำลังเคลื่อนไหวในทุกจังหวะของสายตา

สอง จักรพงศ์ สิริรินกล่าวเพิ่มเติม “ผีเสื้อในงานนี้ไม่ใช่สัตว์ แต่มันคือภาพสะท้อนของใจเรา บางคนเห็นเหมือนกัน บางคนเห็นต่างกัน ผมชอบช่วงเวลาที่คนยืนมองแล้วตีความในแบบของตัวเอง เพราะนั่นคือส่วนที่งานศิลปะมีชีวิต”

กระบวนการสร้างงานยังคงยืนอยู่บนแกนเดิม แต่ขยายให้ลึกขึ้นผ่านสามองค์ประกอบหลัก ได้แก่
• การหยดสีลงบนวัสดุในสภาวะที่ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด
• การทำงานของจิตใต้สำนึกที่ตีความรูปทรงโดยอัตโนมัติ
• การตระหนักรู้ของจิตสำนึกผ่านการเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัส

ผลลัพธ์คือพื้นที่ทดลองระหว่าง “ความบังเอิญ” และ “การควบคุม” ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นเองกับสิ่งที่เราพยายามทำความเข้าใจ ผลงานแต่ละชิ้นจึงไม่ใช่ภาพที่มีความหมายตายตัว หากเป็นกระจกสะท้อนการรับรู้ของผู้ชมในช่วงเวลานั้นๆ

เบื้องหลังบทบาทศิลปินทัศนศิลป์ “สอง” เติบโตจากพื้นฐานการศึกษาศิลปศึกษา ก่อนเส้นทางดนตรีจะพาเขาห่างจากพู่กันไปหลายปี จนช่วงเวลาที่โลกหยุดนิ่ง เขาจึงกลับมาสานต่อความฝันวัยเด็กอีกครั้ง

“คำถามว่าเราจะเห็นผีเสื้ออีกกี่ครั้งในชีวิต มันไม่ใช่เรื่องของเวลาอย่างเดียว แต่มันคือคำถามว่าเราจะยังมองเห็นและตีความตัวเองได้อีกกี่ครั้ง ก่อนที่เราจะเปลี่ยนไป”สอง จักรพงศ์ สิริรินกล่าวทิ้งท้าย

พบกับ นิทรรศการ How many more butterflies will I see in my lifetime? ซึ่งเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 4 – 31 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ ชวนผู้ชมมองผ่านหมึกหยดเล็กๆ เพื่อค้นหาภาพใหญ่ของความรู้สึกที่อาจซ่อนอยู่ภายในใจของตนเอง

#HowManyMoreButterfilesWillISeeInMyLifetime
#Art #Exhibition #CentralTheOriginalStore

]]>
1563615
พารากอนแคร์ https://positioningmag.com/1562882 Fri, 06 Mar 2026 05:55:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562882 1562882 โรบินสันไลฟ์ https://positioningmag.com/1559213 Wed, 11 Feb 2026 09:10:23 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559213 1559213 เข้าใจบ้าน https://positioningmag.com/1559188 Wed, 11 Feb 2026 08:37:40 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559188 1559188 SCB FM มองเงินบาทอาจแข็งค่าได้อีกเล็กน้อยในระยะสั้น และอาจกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ https://positioningmag.com/1555243 Thu, 15 Jan 2026 06:31:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555243 กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทในเดือนนี้ผันผวนมากขึ้น โดยแข็งค่าเร็วตามราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นแรง แต่กลับมาอ่อนค่าได้หลังมีข่าวเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายในตลาดการเงินของไทย สำหรับในช่วงครึ่งปีแรก คาดว่าเงินบาทอาจแข็งค่าต่อได้ หาก Fed ลดดอกเบี้ยตามที่คาด และราคาทองคำยังสูงขึ้นต่อตามความเสี่ยงเรื่องสงครามในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี เงินบาทมีโอกาสกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงครึ่งปีหลัง หากการลดดอกเบี้ยของ Fed จบลง เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้า EM รวมถึงไทยน้อยลง และเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอตามที่คาด นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าได้ในบางช่วง มองกรอบเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วง 1 เดือนนี้ที่ราว 31.10-31.60

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าตั้งแต่เปิดปีใหม่มา เงินบาทผันผวนมากขึ้น โดยในช่วงสัปดาห์แรกพบว่าเงินบาทแข็งค่าเร็วตามราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นแรง หลังเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเหตุการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ ทั้งเวเนซุเอลา และอิหร่าน อีกทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายยังไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ก็เป็นอีกปัจจัยที่ดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมา อย่างไรก็ดี หลังมีการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายในตลาดการเงินของไทย เช่น โอกาสการลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า รวมถึงโอกาสที่จะปรับกฎเกณฑ์ควบคุมการทำธุรกรรมซื้อ/ขายทองคำ โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าเร็ว

สำหรับมุมมองในระยะต่อไป เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกเล็กน้อย หรืออยู่ในโซนแข็งค่า อย่างน้อยภายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสที่จะเห็นเงินบาททยอยกลับมาอ่อนค่าได้ โดยปัจจัยที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่าได้ต่อในช่วงครึ่งปีแรกมาจาก 1) ดัชนีเงินดอลลาร์อาจยังอ่อนค่าตามการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะปรับลดลง ขณะที่ตลาดแรงงานยังมีความเสี่ยงที่จะปรับแย่ลงต่อจากเทรนด์ AI ที่อาจเข้ามาแทนที่แรงงานบางส่วน จึงทำให้ Fed จะลดดอกเบี้ยต่อได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ 2) เศรษฐกิจโลกที่ยังโตต่อได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการถือดอลลาร์อาจไม่มากนัก 3) ค่าเงินภูมิภาค โดยเฉพาะเงินหยวน มีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้จากมุมมองเศรษฐกิจและการค้าที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในปีนี้ และ 4) ราคาทองคำที่อาจปรับสูงขึ้นต่อได้ แม้จะไม่มากเท่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทอาจไม่มากเท่าในปีที่แล้ว และหาก ธปท. ออกนโยบายดูแลการซื้อขายทองคำเพื่อลดทอนผลกระทบของราคาทองคำต่อเงินบาทได้อย่างตรงจุด ก็จะทำให้แรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทลดลงได้ มองกรอบ USDTHB ในช่วง 1 เดือนนี้ที่ราว 31.10-31.60

สำหรับในระยะยาว เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าได้ มองกรอบปลายปีที่ราว 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่ามาจาก 1) หลังจบ Easing cycle และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังโตต่อได้ดีจากการลงทุนและนโยบายภาครัฐที่เร่งการใช้จ่าย/ลงทุน (AI, Data center, Defense) ซึ่งจะดันให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้ 2) เศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มอ่อนแอลง และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงตามการส่งออกที่อาจหดตัวได้ในปีนี้ 3) เงินทุนเคลื่อนย้ายอาจไม่ไหลเข้ามาเท่าในปีก่อน เพราะ Easing cycle ในเอเชียใกล้จบลง และการโยกเงินออกจากสหรัฐฯ อาจลดลง หลังนักลงทุนเคยชินกับความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ และ 4) การเมืองไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล อาจทำให้มีเงินไหลออกและบาทอ่อนค่าได้ในบางช่วง โดยผลต่อเงินบาทจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาล หากการเลือกตั้งไม่ถูกเลื่อนออกไป รัฐบาลจัดตั้งได้เร็ว เงินบาทอาจอ่อนค่าเพียงเล็กน้อยและในช่วงสั้น อย่างไรก็ดี หาก Timeline การจัดตั้งรัฐบาลถูกเลื่อนออกไปจากที่ประเมิน หรือมีการประท้วงการเลือกตั้ง ก็อาจทำให้บาทอ่อนค่าเร็วได้ โดยกรณี Worst case บาทอาจอ่อนค่ามากกว่า 30-40 สตางค์ภายใน 1 วันได้ สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 นายวชิรวัฒน์ มองว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตาม Timeline พ.ร.บ. งบฯ ปี 2027 อาจประกาศล่าช้า 1-2 เดือน ขณะที่การเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯ ปี 2026 จะทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดการเงินอาจไม่มากนัก อย่างไรก็ดี หากการจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้า ส่งผลต่อการจัดทำงบฯ ปี 2027 ก็อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยและค่าเงินในช่วงครึ่งปีหลังได้

สำหรับมุมมองนโยบายการเงินไทยคาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปอยู่ที่ 1% ภายในกลางปีนี้ และทรงตัวต่ำนานถึงปี 2027 เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำมากต่อเนื่อง สำหรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดการเงินนั้น ตลาดให้โอกาสเพียง 40-50% ที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจากอุปสงค์ของนักลงทุนที่เบาบางลง ขณะที่อุปทานพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้กลุ่มค่าน่าเชื่อถือสูงมีออกมามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้หาก กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายตามที่ประเมิน ก็จะกดดันให้ Short-term bond yields ปรับลดลงมาได้

สำหรับมุมมองสกุลเงินอื่นในปีนี้ มองว่าเงินยูโรและเงินหยวนมีแนวโน้มแข็งค่าเทียบต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ และอาจแข็งค่าเทียบต่อเงินบาทเช่นกัน โดยเงินยูโรมีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้ จาก 1) ดัชนีเงินดอลลาร์ที่ปรับอ่อนค่าลง 2) แรงส่งจากภาคการคลัง โดยเฉพาะจากเยอรมนีที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนอกงบประมาณ รวมถึงการเพิ่มการใช้จ่ายด้านการทหาร ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาคการผลิต (Manufacturing) 3) เศรษฐกิจของบางประเทศที่คาดว่ายังโตได้ดีในปีนี้ เช่น สเปน ที่การใช้จ่ายผู้บริโภคยังขยายตัวดีตามการใช้จ่ายภาครัฐ และเศรษฐกิจหันไปเน้นภาคบริการที่มี value-added มากขึ้น และ 4) ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มแคบลง เพราะ Fed อาจลดดอกเบี้ยต่ออีก 2 ครั้ง ขณะที่ ECB น่าจะคงดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้มองว่า เงินยูโรเทียบต่อบาทอาจแข็งค่าขึ้นไปที่ราว 37.00-37.50 ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ อย่างไรก็ดี เงินยูโรอาจเจอแรงกดดันด้านอ่อนค่าบางช่วง จากความไม่แน่นอนทางการเมืองในบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส

สำหรับเงินหยวนมีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้ จาก 1) เศรษฐกิจจีนที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่อาจโตต่อเนื่องได้ และสินค้าจีนที่มีคุณภาพสูงขึ้น ขณะที่ราคาต่ำ จะส่งออกไปแข่งขันต่างประเทศมากขึ้น 2) จีนมีส่วนแบ่งตลาดของแร่ Rare earth refining และ Magnet production ถึง 90% ทำให้มีอำนาจต่อรองในการยับยั้งการขึ้น Tariffs ในระดับสูงได้ 3) ภาคการผลิตจีนมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เพราะการขยายตัวของภาคการผลิตและการส่งออก ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้การนำเข้าจะยังไม่โตนัก โดยมองว่าเงินหยวนเทียบต่อบาทอาจแข็งค่าขึ้นไปที่ราว 4.53 ภายในไตรมาสแรกของปีนี้

ด้านเงินเยนมองว่ามีแนวโน้มแข็งค่าได้เพียงเล็กน้อย เพราะตลาดยังให้น้ำหนักต่อความกังวลเรื่องการเมืองญี่ปุ่น  ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเป็นไปอย่างช้า ๆ โดยคาดว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้งในปีนี้ (ครั้งแรกอาจเป็นเดือน ก.ค.) ซึ่งถือว่าค่อยเป็นค่อยไป และ reaction ของค่าเงินน่าจะยังน้อย ขณะที่ประเด็นการเมืองยังเป็นปัจจัยใหญ่ที่กดดันเงินเยนให้อ่อนค่า โดยในช่วงนี้ต้องจับตาการประกาศยุบสภา และการเลือกตั้งต่อไป อีกทั้ง มาตรการการคลังของญี่ปุ่นเพิ่มแรงกดดันด้านสูงต่อ JGB yields และกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าเช่นกัน สำหรับความกังวลเรื่องการ Unwind carry trade ของนักลงทุนโลก นายวชิรวัฒน์มองว่าจะไม่รุนแรงนัก เพราะ 1) Policy normalization จะเป็นอย่างช้า ๆ ขณะที่ดอกเบี้ยญี่ปุ่นยังต่ำกว่าต่างประเทศอยู่มาก และ Global environment จะยังหนุนให้มีการลงทุนในสหรัฐฯ จึงน่าจะไม่มีการ unwind การลงทุนกลับมามาก และ 2) ส่วนต่างดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มแคบลง ทำให้ FX hedging cost ของนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะลงทุนต่างประเทศถูกลง จึงคาดว่า อาจมีการทำ FX hedge เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ Capital flows มีผลต่อค่าเงินน้อยลง

 

]]>
1555243