Global Trend – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 18 Mar 2026 06:31:59 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ละครคุณธรรมแมวหมา AI โมเดลธุรกิจต้นทุนต่ำ แต่ไวรัลไว สร้างรายได้สูงหลักแสน-ล้านบาท/เดือน https://positioningmag.com/1564854 Wed, 18 Mar 2026 03:07:17 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564854 “ละครคุณธรรมหมาแมว AI” อาจดูเป็นเพียงคอนเทนต์ขำขันที่เลื่อนผ่านแล้วจบ แต่เบื้องหลังกลับคือ “โมเดลธุรกิจใหม่” ที่ต้นทุนแทบเป็นศูนย์ ทว่าโกยรายได้แตะหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อเดือน

จากไวรัล “หมาแมวใส่ชุดจีนโบราณตบกัน” สู่ Micro-Drama ฟีเวอร์ทั่วเอเชีย

ในสายตาคนทั่วไป ภาพสัตว์เลี้ยงสวมชุดราชวงศ์จีน เล่นบทดราม่าแย่งชิงอำนาจในวัง อาจเป็นเพียงคอนเทนต์ขายขำตามกระแส

แต่ในประเทศจีน คอนเทนต์ลักษณะนี้กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็น “อุตสาหกรรมย่อย” ของคอนเทนต์ยุค AI ที่มีระบบสร้างรายได้จริงจัง

กระแสนี้เริ่มต้นบนแพลตฟอร์ม Douyin (TikTok เวอร์ชันจีน) และ Xiaohongshu ก่อนจะขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ละครคุณธรรมหมาแมว AI

คีย์ซัคเซส คือ การหยิบ “สูตรสำเร็จของละครจีน” มาย่อส่วน ผสานเข้ากับ “ความน่ารักของสัตว์” ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่มีแรงดึงดูดสูงอยู่แล้ว

พล็อตยอดนิยมที่พบได้บ่อย เช่น

  • วังหลวง : แมวเป็นฮองเฮา หมาเป็นสนมหรือองครักษ์ เต็มไปด้วยเกมอำนาจ การหักหลัง และดราม่าความรัก
  • ยุทธภพ : สัตว์กลายเป็นจอมยุทธ์ ฝึกวิชา ล้างแค้น แย่งชิงคัมภีร์
  • ดราม่าความสัมพันธ์ : นอกใจ ก่อนกลับมาแก้แค้น
  • เส้นทางชีวิต : จากศูนย์สู่จุดสูงสุด ตัวละครเริ่มจากถูกเหยียดหรือถูกทอดทิ้ง ก่อนหวนคืนอย่างยิ่งใหญ่

จากไวรัล สู่ Micro-Drama Business

สิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมละครสั้น AI หรือ ละครคุณธรรมสัตว์ AI ในจีนไปได้ไกล คือ การต่อยอดสู่โมเดลธุรกิจ

คอนเทนต์เหล่านี้ไม่ได้หยุดแค่ยอดวิว แต่ถูกพัฒนาเป็น “ซีรีส์ขนาดสั้น” หรือ Micro-Drama ที่มีโครงสร้างชัดเจน

  • ปล่อยตอนต่อเนื่อง วันละหลายตอน
  • มีจักรวาลและตัวละครต่อเนื่อง เช่น บิชอง ฟริเช่ มีทั้งเวอร์ชั่นเป็นจักรพรรดิ เป็นเจ้าหญิงตกอับ
  • ใช้เทคนิค cliffhanger ดึงให้ดูตอนถัดไป

พร้อมกันนั้น ยังเริ่มใช้โมเดลรายได้แบบ “ดูฟรีตอนแรก ตอนต่อไปต้องจ่าย” คล้ายซีรีส์แนวตั้งที่เคยฮิตก่อนหน้า

ต้นทุนต่ำ แต่รายได้สูง

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ “โครงสร้างต้นทุน“ ละครสั้น AI เหล่านี้ใช้ต้นทุนเพียง 0-500 บาทต่อคลิป และสามารถผลิตได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น แต่กลับสร้างรายได้มหาศาล เช่น

  • เรื่อง His Highness Bichon Rules The Empire เล่าเรื่องหมาบิชอง ฟริเช่ จากเด็กกำพร้าสู่ราชวงศ์ ทำรายได้ถึง 500,000 หยวน/เดือน หรือราว 2.3 ล้านบาท (ข้อมูลจาก 8days)
  • ครีเอเตอร์ชื่อ Ansheng สร้างละครแมวดราม่า “จากยากจนสู่มหาเศรษฐี” ทำยอดวิวทะลุ 150 ล้านครั้ง และปั้นผู้ติดตามหลักล้านภายใน 2 เดือน (ข้อมูลจาก South China Morning Post)

โดยวิดีโอที่มียอดวิวเกิน 10 ล้านครั้ง สามารถสร้างรายได้ 1,200-2,000 หยวน ส่งผลให้รายได้รวมต่อเดือนแตะประมาณ 20,000 หยวน หรือเกือบ 100,000 บาท/เดือน

เมื่อเทียบกับ Micro-Drama ที่ใช้คนแสดงจริง ซึ่งมี 60-90 ตอน/ซีรีส์ ต้นทุนอยู่ที่ 150,000-200,000 ดอลลาร์ หรือราว 4.8-6.4 ล้านบาทต่อซีรีส์ (อ้างอิง The Hollywood Reporter)

จะเห็นได้ชัดว่า AI กำลัง “ลดต้นทุน แต่ขยายโอกาสทำกำไร” อย่างมีนัยสำคัญ

Micro-Drama คอนเทนต์สั้นที่กำลังยึดจอทั่วโลก

Micro-Drama หรือซีรีส์แนวตั้ง ความยาว 1–2 นาที/ตอน ทั้งจาก AI และคนจริงแสดง กำลังกลายเป็นพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์รูปแบบใหม่ของผู้ชมทั่วโลก

ข้อมูลจาก Omdia ระบุว่า ผู้ชมในสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาดู Micro-Drama ผ่านสมาร์ทโฟน มากกว่าการรับชมแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Netflix Disney+ หรือ Amazon Prime Video บนอุปกรณ์เดียวกันเสียอีก

โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 ตลาด Micro-Drama ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 452,200 ล้านบาท

โดยในจำนวนนี้กว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ จะมาจากตลาดนอกประเทศจีน ซึ่ง “สหรัฐอเมริกา” ถือเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้

ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คลิปละครสั้น AI จากสัตว์ มีผู้ชมจาก ‘ไทย’ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ…

]]>
1564854
ราคา ‘น้ำมันโลก’ ลดแล้ว! หลัง ‘ทรัมป์’ เตรียมเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมประกาศว่า ‘สงคราม’ จะจบเร็ว ๆ นี้ https://positioningmag.com/1563377 Tue, 10 Mar 2026 01:09:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563377 สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในวันจันทร์ที่ผ่านมาเกิดความผันผวนอย่างหนัก โดย ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงทันที ในช่วงการซื้อขายภาคค่ำ หลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่าเขากำลังพิจารณา เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก เพื่อแก้ปัญหาการติดขัดของอุปทานน้ำมันดิบ

ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ร่วงลงถึง -6.19% มาอยู่ที่ 85.27 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเวลาประมาณ 15:37 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก ปรับลดลง -4.6% มาอยู่ที่ 88.43 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงหลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ราคา Brent เพิ่งพุ่งทะลุเพดาน 119.50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และปิดตลาดภาคปกติไปที่ 98.96 (เพิ่มขึ้น 6.76%) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ CBS News ว่าเขากำลัง คิดเรื่องการเข้ายึดครองช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า สงครามครั้งนี้จะยุติลงในเร็ววัน นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวจากแหล่งข่าวของรอยเตอร์ว่า ทรัมป์อาจพิจารณา ลดมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่อรัสเซีย เพื่อช่วยดึงราคาน้ำมันให้ต่ำลง แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเพิ่งโพสต์ผ่าน Truth Social ว่าการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นนั้น เป็นเพียงราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการกำจัดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ของอิหร่านก็ตาม

ในขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด การผลิตน้ำมันในอิรักซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองของกลุ่มโอเปก (OPEC) ได้เผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างหนัก โดยยอดการผลิตจากแหล่งน้ำมันทางตอนใต้ลดลงถึง 70% เหลือเพียง 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่เคยผลิตได้ถึง 4.3 ล้านบาร์เรล ก่อนเกิดสงคราม เช่นเดียวกับคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ต้องจำกัดการผลิตเนื่องจากคลังเก็บน้ำมันเริ่มเต็ม เพราะไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความเสี่ยงจากการโจมตีของอิหร่านได้

ทางด้านกลุ่มประเทศ G7 เตรียมที่จะเคลื่อนไหวเพื่อบรรเทาวิกฤตนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีกำหนดหารือผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันอังคารนี้ เพื่อพิจารณาการระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาสู่ตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีคลัง G7 ที่ยืนยันความพร้อมในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy มองว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้ถือเป็นการขัดขวางอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีน้ำมันถึง 20% ของการบริโภคทั่วโลกถูกส่งผ่านเส้นทางนี้ โดย Rystad Energy คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายและยืดเยื้อไปถึง 4 เดือน เราอาจได้เห็นราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงถึง $135 ต่อบาร์เรลเลยทีเดียว

Source

]]>
1563377
วิกฤตพลังงานโลก! สงครามตะวันออกกลางดันราคาก๊าซพุ่ง ยุโรป-เอเชียกระอัก เสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย https://positioningmag.com/1562425 Wed, 04 Mar 2026 13:40:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562425 สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของเศรษฐกิจโลก หลังจากราคาก๊าซธรรมชาติ (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความกังวลว่าเส้นทางการขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอาจถูกตัดขาด

ราคาพุ่งทะยานรับข่าวปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ”

ราคาก๊าซธรรมชาติอ้างอิงของยุโรป (TTF) พุ่งขึ้นถึง 35% ภายในวันเดียว แตะระดับกว่า 60 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ขณะที่ราคาในฝั่งเอเชีย (JKM) ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 25.40 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากตลาดกังวลว่าการสู้รบจะกระทบต่อ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซ LNG ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อ กาตาร์ หนึ่งในผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศระงับการผลิตชั่วคราว หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีเมืองอุตสาหกรรมหลัก ซึ่ง Goldman Sachs ประเมินว่าจะทำให้ปริมาณ LNG ในตลาดโลกหายไปทันทีถึง 19%

ยุโรป-เอเชีย ผู้รับเคราะห์หลัก

นักวิเคราะห์เตือนว่า ยุโรปและเอเชียมีความเสี่ยงสูงกว่าสหรัฐฯ มาก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เป็นหลัก

  • ยุโรป: หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ยุโรปอาจเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานรุนแรงซ้ำรอยปี 2022 เมื่อครั้งรัสเซียบุกยูเครน ซึ่งอาจทำให้แผนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมในยุโรปต้องชะงักงัน
  • เอเชีย: ประเทศอย่าง อินเดีย (นำเข้า LNG จากตะวันออกกลาง 58%) และ สิงคโปร์ (27%) รวมถึง จีน และ ญี่ปุ่น ต่างอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (GDP)

Goldman Sachs คาดการณ์ว่าหากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10% อย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนี้:

  • ยูโรโซนและสหราชอาณาจักร: GDP อาจลดลง 0.2%
  • นอร์เวย์: ในฐานะผู้ส่งออกพลังงาน จะได้รับอานิสงส์ทำให้ GDP เพิ่มขึ้น 0.1% และหุ้นของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง Equinor พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปี

ผู้เชี่ยวชาญจาก BBH ระบุว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย ตุรกี และมาเลเซีย จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation (ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง) ซึ่งจะสร้างภาระทางการคลังให้กับรัฐบาลในระยะยาว

Source

]]>
1562425
จับตาโดมิโนเอฟเฟกต์ กรณี ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ท่อออกซิเจนศก.โลกถูกปิดตาย! https://positioningmag.com/1562172 Wed, 04 Mar 2026 03:23:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562172 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถูกนักวิเคราะห์ระดับโลกจัดเป็น Black Swan หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจส่งคลื่นกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยจุดชี้ขาดทุกอย่างอยู่ที่ช่องแคบเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอ่าวเปอร์เซีย

ช่องแคบฮอร์มุซ = ท่อออกซิเจนศก.โลก

ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือ แต่คือ ท่อออกซิเจน ของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ประกาศ “ไม่อนุญาต” ให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณการเดินเรือลดลงทันที 70%

สายเรือยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Maersk, Hapag-Lloyd, MSC, CMA CGM ประกาศระงับการเดินเรือผ่านเส้นทางนี้ทันที เรือคอนเทนเนอร์ราว 170 ลำ (ความจุ 450,000 TEUs) ตกค้างอยู่ในพื้นที่ และหากต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (แอฟริกา) จะเสียเวลาเพิ่ม 10-14 วัน 

โดยเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเส้นทางไปแล้ว ขณะที่ค่าเบี้ยประกันภัยเรือพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อให้สงครามหยุด แต่ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามจะยังพุ่งสูง ทำให้ค่าขนส่งไม่ลดลงง่าย ๆ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้จะถูกส่งผ่านมายังผู้บริโภคปลายทางทั้งหมด

คอขวดพลังงานโลก อาจดันน้ำมันพุ่ง 100 ดอลลาร์

ปัจจุบัน มีน้ำมันดิบไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันทางเรือทั่วโลก และยังเป็นทางผ่านของ LNG กว่า 20% ของโลก ส่วนใหญ่จากกาตาร์ ซึ่งไม่มีเส้นทางอื่นทดแทนได้เลย

อิหร่านในฐานะผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 4 ของ OPEC มีคลังแสงพร้อมปิดเส้นทางนี้ ทั้งทุ่นระเบิดและขีปนาวุธพิสัยใกล้ รวมถึงได้แสดงท่าทีชัดเจนด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต ยูเออี และบาห์เรนแล้ว

Bob McNally อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานทำเนียบขาว และประธาน Rapidan Energy เตือนตรงๆ ว่า นี่คือของจริง (This is the real deal) พร้อมระบุว่า ตลาดกำลังประเมินศักยภาพการตอบโต้ของอิหร่านต่ำเกินไปอย่างน่าเป็นห่วง

โดยทันทีที่ข่าวการโจมตีแพร่ออกไป ราคาน้ำมันดิบ Brent ก็พุ่งขึ้นแล้กว่า 13% แตะระดับ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากที่ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 72.48 ดอลลาร์ ส่วน WTI อยู่ที่ 67.02 ดอลลาร์

McNally คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันล่วงหน้าจะพุ่งขึ้นอีก 5-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทันทีที่ตลาดเปิดในคืนวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐฯ และหากมีการปิดช่องแคบอย่างเต็มรูปแบบ นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาอาจทะลุ 100-108 ดอลลาร์ ในระยะสั้น

ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะดัน ต้นทุนการผลิตทุกอย่าง ให้สูงขึ้นตาม ตั้งแต่อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงค่าขนส่ง นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากน้ำมันยืนระดับ 100 ดอลลาร์ได้นาน จะผลักดัน เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้นอีก 0.6-0.7% ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกหยุดแผนการลดดอกเบี้ยที่วางไว้

ภาพจาก Shutterstock

เอเชียโรงงานโลกเจ็บหนัก

ข้อมูลจาก Kpler เผยว่า 3 ใน 4 ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าสู่เอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะ จีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก พึ่งพาเส้นทางนี้ถึง ครึ่งหนึ่ง ของปริมาณนำเข้าน้ำมันทั้งหมด และนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเกือบ 99% ของปริมาณที่อิหร่านส่งออก McNally เตือนว่าหากช่องแคบปิด จะเกิดการกักตุนและ “สงครามการประมูลราคาน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุด” ในกลุ่มประเทศเอเชียทันที 

อย่างที่ทราบกันว่า เอเชียถือเป็น โรงงานของโลก (The World’s Factory) โดยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คือ ฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากประเทศเหล่านี้เผชิญกับต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น จะกระทบหนักโดยเฉพาะ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ และ อุตสาหกรรมยานยนต์ 

หากโรงงานต้องลดกำลังการผลิตเพราะขาดแคลนไฟฟ้าหรือต้นทุนสูงขึ้น ราคาสินค้าอย่างโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นทันที รวมถึงชิ้นส่วนรถยนต์ที่ส่วนใหญ่ผลิตในเอเชีย ซึ่งกระทบตั้งแต่แผงคอนโซลไปจนถึงยางรถยนต์ (ยางสังเคราะห์ผลิตจากน้ำมัน) ซึ่งคาดว่าต้นทุนวัตถุดิบจะเพิ่มขึ้น 15-25%

ไทยรับแรงสะเทือนรอบด้าน

หากจีนขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก การผลิตในโรงงานและภาคอุตสาหกรรมจะชะลอตัว ซึ่งจะส่งแรงกระแทกต่อเนื่องมายัง ประเทศในอาเซียนรวมถึงไทย ในฐานะคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทานหลัก ภาคการส่งออกของไทยที่พึ่งพาตลาดจีนจะได้รับผลกระทบโดยตรง

ภาคการท่องเที่ยวก็กระทบ โดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ แอตตา ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลาง เริ่มเห็นการยกเลิกเที่ยวบินเข้าไทยเพิ่มขึ้น เช่น ภูเก็ต ถูกยกเลิก 10 ไฟลต์ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์    ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนยกเลิกเดินทาง และอาจกระทบหนักในไตรมาส 2-4 ปีนี้ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล

ปัจจุบัน รัฐบาลไทยสั่งจัดตั้ง “Economic War Room” เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยมีจุดเปราะบางสำคัญ 3 ด้าน

ด้านพลังงาน: แม้ไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ราว 61 วัน (ข้อมูล ก.พ. 2569) แต่ราคาหน้าปั๊มจะปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งไทยใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ดังนั้น ค่าไฟฟ้าจะพุ่งขึ้นตาม กระทบค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจ

ด้านการท่องเที่ยว: ความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัย และการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่อาจทำให้นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปชะลอการเดินทาง กระทบรายได้ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทย

ด้านเงินเฟ้อ: ต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้นจะดันราคาสินค้าทุกหมวดให้แพงขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยอาจต้องทบทวนแผนการลดดอกเบี้ย กระทบทั้งภาคธุรกิจและผู้กู้รายย่อย

ตัวแปรสำคัญอยู่ที่เวลา

ผู้เชี่ยวชาญจาก ClearView Energy Partners ย้ำว่าตัวแปรชี้ขาดคือ ระยะเวลา ของวิกฤต แม้สหรัฐฯ จะมีน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) ราว 415 ล้านบาร์เรล และ IEA ก็มีคลังสำรองของตัวเอง แต่หากการปิดล้อมยืดเยื้อเกินความสามารถของคลังสำรองเหล่านี้จะรับมือได้ สถานการณ์อาจลุกลามไปสู่ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก (Global Recession) ในที่สุด

เพราะเมื่อราคาพลังงานสูงเกินไป ความต้องการใช้พลังงานจะลดลงผ่านกลไกเดียวที่โหดร้ายที่สุด นั่นคือ เศรษฐกิจหดตัว 

CNBC / ams / BATS-NEWS

]]>
1562172
‘Netflix’ ถอนตัว! ปล่อยทางสะดวกให้ ‘Paramount Skydance’ เข้าซื้อกิจการ ‘Warner Bros. Discovery’ https://positioningmag.com/1561593 Fri, 27 Feb 2026 03:48:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561593 Netflix ได้ตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลงซื้อสตูดิโอและทรัพย์สินด้านสตรีมมิ่งของ Warner Bros. Discovery (WBD) หลังจากที่บอร์ดบริหารของ WBD มีมติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ข้อเสนอที่ปรับปรุงใหม่จาก Paramount Skydance นั้นเป็นข้อเสนอที่ เหนือกว่า

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ Paramount ได้ปรับเพิ่มราคาเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ WBD เป็น 31 ดอลลาร์ต่อหุ้น ชำระเป็นเงินสดทั้งหมด จากเดิม 30 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งถือเป็นการแก้ไขข้อเสนอครั้งล่าสุดในรอบหลายเดือนนับตั้งแต่เริ่มกระบวนการเสนอซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตร (Hostile Bid) โดยข้อเสนอนี้ได้ล้มดีลเดิมที่ Netflix ทำไว้กับ WBD ซึ่งเคยตกลงกันที่ราคา 27.75 ดอลลาร์ต่อหุ้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Netflix ได้อนุญาตให้ WBD มีเวลา 7 วัน เพื่อกลับไปเจรจากับ Paramount อีกครั้ง จนนำมาซึ่งข้อเสนอที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ข้อเสนอของ Paramount ครอบคลุมถึงกิจการทั้งหมดของ WBD รวมถึงเครือข่ายโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกอย่าง CNN, TBS และ TNT ด้วย

บอร์ดของ WBD ระบุในแถลงการณ์ว่า Netflix มีเวลา 4 วันทำการในการแก้ไขข้อเสนอของตนเองเพื่อให้สู้กับ Paramount ได้ แต่ยักษ์ใหญ่สตรีมมิ่งรายนี้กลับเลือกที่จะเดินจากไป เป็นอันปิดฉากมหากาพย์การประมูลที่ยืดเยื้อมานาน

ถ้อยแถลงจากผู้บริหาร

David Zaslav ซีอีโอของ WBD กล่าวในแถลงการณ์ว่า:

“Netflix เป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยม และตลอดกระบวนการนี้ Ted, Greg, Spence รวมถึงทุกคนที่นั่นเป็นพันธมิตรที่วิเศษมาก เราขออวยพรให้พวกเขาโชคดี… เมื่อบอร์ดของเราลงมติรับข้อตกลงควบรวมกับ Paramount มันจะสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับผู้ถือหุ้น เราตื่นเต้นกับศักยภาพของการรวมตัวกันระหว่าง Paramount Skydance และ Warner Bros. Discovery และรอไม่ไหวที่จะเริ่มทำงานร่วมกันเพื่อเล่าเรื่องราวที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้”

ทางด้าน Ted Sarandos และ Greg Peters ซีอีโอร่วมของ Netflix ระบุว่า:

“ธุรกรรมที่เราเจรจานั้นน่าจะสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นและมีเส้นทางที่ชัดเจนในการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล อย่างไรก็ตาม เรายึดถือระเบียบวินัย (ทางการเงิน) มาโดยตลอด และด้วยราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้เท่ากับข้อเสนอของ Paramount Skydance ดีลนี้จึงไม่มีความคุ้มค่าทางการเงินสำหรับเราอีกต่อไป เราจึงตัดสินใจไม่สู้ราคา”

ปฏิกิริยาของตลาดหุ้น

  • หุ้น Netflix: พุ่งขึ้น 10% เนื่องจากนักลงทุนขานรับที่บริษัทไม่ทุ่มเงินจนเกินตัว
  • หุ้น Paramount: พุ่งขึ้น 5%
  • หุ้น Warner Bros. Discovery: ร่วงลง 2%

เบื้องหลังและรายละเอียดดีล

ข้อเสนอของ Paramount ครั้งนี้รวมถึง ค่าฉีกสัญญามูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ หากการควบรวมไม่ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล นอกจากนี้ Paramount ยังตกลงที่จะจ่ายเงิน 2.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็น ค่าปรับ ที่ WBD จะต้องจ่ายให้ Netflix กรณีที่ยกเลิกดีลเดิมด้วย

Sarandos ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าเหตุผลที่ยอมให้ WBD กลับไปคุยกับ Paramount เพราะต้องการให้ผู้ถือหุ้นเกิดความชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมา Paramount ได้สร้าง “ความสับสน” โดยการยื่นข้อเสนอสมมติต่าง ๆ และพยายามข้ามหน้าข้ามตาบอร์ดบริหารเพื่อไปคุยกับผู้ถือหุ้นโดยตรง

โดยเขาทิ้งท้ายว่า การเข้าซื้อ Warner Bros. สำหรับ Netflix นั้นเป็นเพียงสิ่งที่ “มีก็ดี” ในราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่สิ่งที่ “ต้องมีให้ได้” โดยไม่สนราคา

Source

]]>
1561593
ไอศกรีมกำลังละลาย! ‘Nestlé’ จ่อขายธุรกิจไอศกรีมทั้งหมด เพื่อลดความซับซ้อนธุรกิจ มุ่งโฟกัส “กาแฟ-สัตว์เลี้ยง” เป็นหลัก https://positioningmag.com/1560763 Mon, 23 Feb 2026 06:19:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560763 หลายคนน่าจะเป็นแฟนไอศกรีมของบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Nestlé (เนสท์เล่) เพราะนอกจากแบรนด์ตัวเองแล้ว ยังมีแบรนด์ดังอย่าง Häagen-Dazs อยู่ในเครืออีกด้วย แต่ดูเหมือนว่าจะถึงวันที่ไอศกรีมกำลังละลาย เพราะบริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาขั้นสูง เพื่อขายธุรกิจไอศกรีมส่วนที่เหลือทั้งหมดให้กับ Froneri

ย้อนไปในปี 2019 เนสท์เล่ เคยขายหน่วยธุรกิจไอศกรีมในยุโรป และสหรัฐฯ ให้กับ Froneri ซึ่งเป็นพันธมิตรในธุรกิจร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่าง Nestlé และ PAI Partners เมื่อ 10 ปีก่อน ด้วยมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ล่าสุด เนสท์เล่เตรียมขายธุรกิจไอศกรีมส่วนที่เหลือทั้งหมด ประกอบด้วยแคนาดา ชิลี เปรู มาเลเซีย จีน และไทย ให้กับ Froneri ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังอย่าง Häagen-Dazs, Drumstick รวมถึงไอศกรีม KitKat ภายในปีหน้า ซึ่งทำรายได้ประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี อย่างไรก็ตาม เนสท์เล่จะยังคงรักษาสถานะการเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจร่วมทุนนี้ต่อไป

เบื้องหลังการขายธุรกิจไอศกรีมในครั้งนี้ มาจาการนำของซีอีโอคนใหม่อย่าง Philipp Navratil ซึ่งเข้ารับตำแหน่งต่อจาก Laurent Freixe เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังจากที่ Freixe ถูกไล่ออกอย่างกะทันหันเนื่องจากไม่เปิดเผยความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานรุ่นน้อง

โดย Philipp Navratil กำลังพยายามกระตุ้นยอดขายและลดความซับซ้อนของโครงสร้างธุรกิจที่ขยายเกินไป โดยเขาให้ความเห็นว่า แบรนด์ไอศกรีมทั้ง 6 แบรนด์ มา แย่งความสนใจจากสินค้าในพอร์ตโฟลิโอหลัก เช่น ซีเรียล ขนมหวาน และอาหารแช่แข็ง ซึ่งจากนี้เนสท์เล่จะหันไปให้ความสำคัญกับธุรกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่:

  1. กาแฟ (Coffee)
  2. ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง (Pet Care)
  3. โภชนาการ (Nutrition)
  4. อาหารและขนมขบเคี้ยว (Food and Snacks)

“มีบางช่วงเวลาที่เราตัดสินใจว่า การโฟกัส หมายถึงการถอนตัวออกจากบางธุรกิจ และธุรกิจไอศกรีมนั้น ถึงจะแข็งแกร่ง แต่มีขนาดเล็ก และมันกลายเป็นสิ่งที่ดึงความสนใจของเราไป”

อย่างไรก็ตาม เนสท์เล่ไม่ใช่บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่รายเดียวที่ถอนตัวจากธุรกิจไอศกรีม เนื่องจากธุรกิจนี้มีความยุ่งยากเฉพาะตัว เช่น ความต้องการสินค้าที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และความจำเป็นในการมีโซลูชันห่วงโซ่อุปทานที่รองรับสินค้าแช่แข็ง ก่อนหน้านี้ Unilever ก็ได้แยกตัวธุรกิจไอศกรีม (รวมถึงแบรนด์ Magnum) ออกมาเป็นบริษัทอิสระเมื่อเดือนธันวาคม เพื่อมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์จำนวนน้อยลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย เนสท์เล่อยู่ในระหว่างกระบวนการเลิกจ้างพนักงานประมาณ 16,000 ตำแหน่งทั่วโลก โดยเน้นการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) และ AI มาใช้แทนที่

Source

]]>
1560763
ปี 2026 “ธุรกิจสาหัส” เชนค้าปลีก-ร้านอาหาร ในสหรัฐฯ จ่อปิดตัวพุ่ง 800 สาขา https://positioningmag.com/1560097 Wed, 18 Feb 2026 04:30:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560097 ปี 2026 อาจไม่ใช่ปีแห่งการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกอเมริกา แต่เป็นปีแห่งการ “รีเซ็ตครั้งใหญ่”

รายงานจาก Business Insider ระบุว่า ร้านค้าปลีกและร้านอาหารในสหรัฐอเมริกามากกว่า 800 แห่ง ประกาศเตรียมปิดตัวภายในปีนี้

และตัวเลขนี้เป็นเพียงยอดที่ “ประกาศแล้วอย่างเป็นทางการ” เท่านั้น

แนวโน้มดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2024 – 2025 ที่หลายแบรนด์เริ่มทยอยหั่นสาขาเพื่อลดต้นทุนและปรับโมเดลธุรกิจ

เฉพาะปี 2025 มีร้านปิดไปแล้วราว 4,100 แห่ง

ขณะที่ บริษัทวิเคราะห์ค้าปลีกอย่าง Coresight Research เคยประเมินว่า ตัวเลขปิดร้านทั้งปีอาจแตะระดับ 15,000 ร้าน

และแค่ต้นปี 2026 ตัวเลขที่ประกาศปิดตัวล่วงหน้าก็พุ่งเกือบ 870 แห่งแล้ว

เชนใหญ่หั่นสาขาไม่ทำกำไร

ทั้งนี้ ธุรกิจไม่ได้พังทั้งระบบ แต่เลือกปิดร้านไม่ทำกำไร เพื่อรักษากำไร และกระแสเงินสด

ยกตัวอย่างแบรนด์ที่มีแผน “ปิดร้านในบางสาขา” อาทิ

1.Wendy’s ปิดตัวประมาณ 300 ร้าน

Wendy’s ระบุว่าจะปิดสาขาที่ “ทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน” โดยปิดตัวประมาณ 300 สาขา หรือคิดเป็นสัดส่วน 5% จากสาขาทั้งหมดรวม 6,000 แห่ง เพื่อโฟกัสสาขาที่ยังคงแข็งแรง

2.Pizza Hut ปิดประมาณ 250 ร้าน

Pizza Hut เตรียมปิด 250 สาขาในสหรัฐฯ ภายในครึ่งแรกของปี 2026 ซึ่งบริษัทแม่ Yum! Brands ระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนเร่งพัฒนาแบรนด์ระยะยาว

แม้ตัวเลข 250 จะดูสูง แต่เมื่อเทียบกับร้านทั่วโลกกว่า 20,000 แห่ง ก็สะท้อนว่า เป็นการ “ปรับโครงสร้าง” มากกว่า

3.Carter’s ปิดประมาณ 100 ร้าน

แบรนด์เสื้อผ้าเด็กประกาศแผนปิด 150 ร้านในช่วง 3 ปีนี้ โดยในปี 2026 จะปิดประมาณ 100 สาขา ที่เหลือทยอยปิดตามอายุสัญญาเช่า

4.Macy’s ปิดประมาณ 80 ร้าน

Macy’s เดินหน้าปิดร้านที่ไม่ทำกำไรต่อเนื่อง หลังจากปี 2025 ปิดไปแล้วอย่างน้อย 66 แห่ง เป้าหมายคือเหลือร้านที่มีศักยภาพราว 350 สาขา พร้อมขยายช่องทางออนไลน์แทน

5. Kroger ปิดประมาณ 60 ร้าน

เครือซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีมากกว่า 2,700 สาขากำลังปิดร้านที่ไม่ทำกำไรประมาณ 60 แห่ง ภายใน 18 เดือนนี้

6.Saks Off 5th ปิด 57 ร้าน

ร้านเอาท์เล็ตสินค้าแบรนด์หรูเตรียมปิด 57 สาขา โดยบริษัทแม่อย่าง Saks Global ซึ่งดูแล Saks Fifth Avenue, Neiman Marcus และ Bergdorf Goodman อยู่ระหว่างกระบวนการปรับโครงสร้างภายใต้ Chapter 11

7.Yankee Candle ปิด 20 ร้าน

Yankee Candle เตรียมปิด 20 สาขาในสหรัฐฯ และแคนาดา พร้อมลดพนักงานมากกว่า 900 ตำแหน่ง โดยให้เหตุผล “เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน”

จะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดค้าปลีกและร้านอาหารในอนาคต

สิ่งที่เห็นชัดคือ ตลาดค้าปลีกอเมริกาไม่ได้กำลัง “พัง” แต่กำลัง “ทำตัวให้เล็กลง เพื่ออยู่รอด”

  • ปิดร้านที่กำไรต่ำ
  • รักษา margin
  • ลดภาระค่าเช่า
  • โฟกัสออนไลน์มากขึ้น
  • บริหารเงินสดอย่างระมัดระวัง

ปัจจุบัน ยุคที่การเติบโตวัดกันด้วยจำนวนสาขากำลังจบลง และถูกแทนที่ด้วยยุคที่วัดกันด้วย “ประสิทธิภาพต่อร้าน”

ปี 2026 จึงอาจถูกจดจำว่าเป็นปีแห่งการคัดกรอง แบรนด์ที่ปรับตัวเร็วและกล้าตัดสินใจจะอยู่ต่อ ส่วนร้านที่แบกต้นทุนสูงแต่สร้างกำไรไม่ได้ ก็อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง…

]]>
1560097
วิเคราะห์ Louis Vuitton ทำไมเปิด “โรงแรม” ทั้งที่ CEO บอกว่าจะไม่สร้างโรงแรม!? https://positioningmag.com/1559876 Tue, 17 Feb 2026 14:44:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559876 มกราคม 2026 เบอร์นาร์ด อาร์โนลด์ (Bernard Arnault) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ LVMH ออกมาประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีโรงแรมแบรนด์ Louis Vuitton อย่างที่หลายคนคาดเดาในโลกออนไลน์ โดยอธิบายว่าต้องการรักษาโฟกัสเกมค้าปลีกให้แบรนด์ จึงไม่มีนโยบายกระจายสมาธิไปที่ธุรกิจอื่น

แต่แล้วในกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน Louis Vuitton กลับเปิด “โรงแรม” Louis Vuitton Hotel Bangkok ที่ใจกลางกรุงเทพฯ ตามหลังโรงแรมป็อบอัปในเซี่ยงไฮ้ นิวยอร์ก และ Louis Vuitton Maison ที่โซลซึ่งทุกคนต้องจองคิวกันยาว

นี่ไม่ใช่การกลับลำคำพูด แต่ Louis Vuitton กำลังเล่นเกมเล่าเรื่องที่แตกต่างจากร้านป็อบอัปของแบรนด์คู่แข่ง การที่แบรนด์หรูระดับโลกอย่าง LV ลุกขึ้นมาทำโรงแรมจำลอง หลังจากที่ CEO บอกว่าจะไม่ทำธุรกิจโรงแรม นั้นสร้างผลพลอยได้ให้แบรนด์มากมายในแง่ดึงดูดความสนใจ โดยรักษาความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้แน่น และยัง positioning ว่าเป็นบ้านหรูที่คิดใหม่ทำใหม่ แต่ก็ยึดถือแอบอิงกับรากเหง้าทรงคุณค่า โดยไม่ต้องเสี่ยงทำธุรกิจโรงแรมจริง

ย้อนรอย CEO พูดว่าอะไร?

ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2026 พ่อใหญ่ Bernard Arnault ประธานและ CEO ของ LVMH กลุ่มบริษัทแม่ของ Louis Vuitton ได้ให้สัมภาษณ์ในงานแถลงผลประกอบการปี 2025 ที่ปารีส โดยพูดชัดเจนว่า Louis Vuitton จะไม่สร้างโรงแรม เพราะแบรนด์ต้องการโฟกัสที่ความเชี่ยวชาญหลักอย่างเครื่องหนังและสินค้าเพื่อการเดินทาง แทนที่จะกระจายธุรกิจออกไป ซึ่งอาจทำให้แบรนด์เจือจางตัวตน โดยเฉพาะในช่วงที่ยอดขาย luxury ชะลอตัว

การปิดประตูเรื่องสร้างโรงแรม เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์ในฐานะผู้นำด้าน craftsmanship นั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะการเปิดโรงแรมถาวรต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ต้องดูแลระยะยาว และที่สำคัญ คืออาจจะเปลี่ยน DNA ของแบรนด์จากบ้านสินค้าหรู ไปเป็นค่าย hospitality business ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ Louis Vuitton ต้องการ

แล้วทำไม LV ถึงเปิด Louis Vuitton Hotel ในหลายเมืองใหญ่? คำตอบคือนี่ไม่ใช่โรงแรมจริง แต่เป็นการจัดพื้นที่แสดง pop-up experiential installation ชั่วคราว เพื่อฉลองครบ 130 ปี ลาย Monogram ที่ Georges Vuitton สร้างขึ้นในปี 1896

Louis Vuitton ใช้คอนเซ็ปต์ “โรงแรมจำลอง” เพื่อเล่าเรื่องราวจุดเริ่มต้นของแบรนด์ทั้งในมุมความชำนาญและความสุนทรีย์ในการเดินทาง แม้จะใช้คำว่า Hotel แต่ก็ไม่ใช่โรงแรมจริง เพราะเป็นพื้นที่ชั่วคราวที่เนรมิตให้มองเป็นโรงแรมที่มีห้องต่าง ๆ แต่ละห้องอุทิศให้กับ 5 ไลน์สินค้าหลักทั้ง Keepall, Speedy, Alma, Neverfull และ Noé ทุกห้องจะมีการจัดแสดงชิ้นงานน่าสนใจ และบางแห่งมีบาร์แชมเปญ ยิม เฉลียง พื้นที่บริการซ่อมกระเป๋า และพื้นที่สั่งทำชิ้นงานตกแต่งส่วนตัว

ก้าวแรกของการเปิด Louis Vuitton Hotel ในปีนี้นั้นเริ่มที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ช่วงมกราคม 2026 บนถนน Wukang Road ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเฉลิมฉลองระดับโลก จากนั้นจึงขยายมาที่นิวยอร์กในเดือนเดียวกันบนถนน Prince Street ด้วยกำหนดการเปิดยาวถึงเมษายน 2026 ถัดมาคือโซล ในฐานะส่วนหนึ่งของเส้นทางทัวร์เอเชีย ล่าสุดคือกรุงเทพฯ ประเทศไทย ที่วางกรอบเวลาเปิดให้ชมตั้งแต่ 11 ก.พ. – 15 มี.ค. 2026 ที่บ้านตรอกถั่วงอก ย่านเยาวราช ชุมชนจีนเก่าแก่อายุเกิน 100 ปี

ตัวคอนเซ็ปต์โรงแรม Louis Vuitton Hotel นั้นเกิดขึ้นเพื่อกระจายธีมเฉลิมฉลองให้ให้ถึงตลาดสำคัญของแบรนด์ โดยเลือกสถานที่เก่าแก่เพื่อเชื่อมโยงกับเรื่องราวการท่องเที่ยวและประวัติศาสตร์ Louis Vuitton ผลลัพธ์คือ Louis Vuitton เป็นกระแส ถูกกล่าวขาน และมีการแชร์หรือเปิดชมสูงมาก ผู้คนแห่กันจองช่วงเวลาเข้าชมผ่านเว็บไซต์ hotel-bangkok.louisvuitton.com จนเต็มอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสื่อดังทั่วโลกอย่าง CN Traveller, ELLE, Travel + Leisure, Esquire, Times of India ล้วนรายงานและรีวิวว่าเป็นสถานที่น่าสนใจมากในกรุงเทพฯ

การใช้คำว่า ”โรงแรม” นั้นทำให้เกิดการบอกต่อปากต่อปาก รวมถึงมีการแชร์ต่อบนสื่อโซเชียลทั้ง Instagram, TikTok ตัวแฟนคลับนั้นไม่เพียง check-in แต่ยังมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ทำให้รู้สึกอินกับ Louis Vuitton เพราะมีความเชื่อมต่อทางอารมณ์ผ่านการเล่าเรื่อง ผู้คนจึงรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมรดกที่ Louis Vuitton ถือครองมาตลอด 130 ปี

นอกจากราคาลงทุนที่สบายกระเป๋ากว่าสร้างโรงแรมถาวร การทำตลาดด้วยโรงแรมป็อบอัป Louis Vuitton Hotel ยังให้อิมแพคที่สูงมาก ทั้งทราฟฟิกไปร้านเรือธงแห่งอื่นในเมืองนั้นที่เพิ่มขึ้น และยอดขายสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเฉพาะสาขาป็อบอัป ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะแรงดึงดูดเหล่าแฟชั่นนิสต้าให้แห่มาจับจ่าย ซึ่งจุดนี้ บางรายงานวิเคราะห์ว่าอาจเป็นปรากฏการณ์ทดลองเพื่อค้นหาคู่มือทางรอดแห่งอนาคตของ Louis Vuitton ในยุคเศรษฐกิจผันผวน ซึ่งแม้จะไม่มีตัวเลขยอดขายที่ชัดเจน แต่จากแพตเทิร์นการตั้งป็อบอัป Louis Vuitton Hotel มักนำไปสู่ยอด engagement สูง บนยอดวิวทั่วโซเชียลที่มีมูลค่ามหาศาลจากอินฟลูเอนเซอร์ จนมีผลช่วยดันยอดขายหน้า counter ที่ตกลงในบางตลาดช่วงปี 2025

ตัวเลขผลประกอบการปี 2025 กลุ่มธุรกิจ Fashion & Leather Goods ของ LVMH ซึ่ง Louis Vuitton เป็นแบรนด์หลัก ชี้ว่ามีรายได้ 37.8 พันล้านยูโร ลดลง 5% จากปีก่อน (จาก 41 พันล้านยูโร) และกำไรจากการดำเนินงานลด 13% เหลือ 13.2 พันล้านยูโร แต่ป็อบอัปเหล่านี้ช่วยกระตุ้นดีมานด์ได้ในช่วงต้น 2026 โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่ฟื้นตัวชัดเจน

Louis Vuitton Hotel ต่างจากป็อบอัปของแบรนด์อื่น

Hermès นั้นเคยทำร้านป็อบอัปชั่วคราวในเมืองต่างๆ แต่โฟกัสไปที่การขายสินค้า limited edition โดยมีการจัดแสดงนิทรรศการชื่อ Hermès Heritage ซึ่งเน้นบอกเล่าเรื่องราวแบรนด์และฝีมือที่เชี่ยวชาญ โดย Hermès ไม่ได้แตะประสบการณ์ด้านการเสิร์ฟเครื่องดื่มหรือ dining experience ในระดับที่ Louis Vuitton ทำ เรียกว่าเน้น product craftsmanship เป็นหลัก

ฝั่ง Dior นั้นมี Café Dior ในร้าน flagship store หลายแห่ง เช่นที่โซล และเซี่ยงไฮ้ โดยป็อบอัปอย่าง Miss Dior Exhibition นั้นโฟกัสที่ประสบการณ์ครบวงจรเกี่ยวกับน้ำหอม ความแตกต่างคือ Dior Café เปิดให้คนทั่วไปเข้าได้ง่ายกว่า และไม่ได้ exclusive แบบ Louis Vuitton

ขณะที่ Chanel เคยทำศาลาศิลปะเคลื่อนที่ Mobile Art Pavilion ที่ออกทัวร์ไปทั่วโลก ออกแบบโดย Zaha Hadid เพื่อเน้นนำเสนอเรื่องศิลปะและแฟชั่น สำหรับ Coco Café นั้นเปิดในบางช่วงเวลา เน้นความเป็น Parisian chic หรือไลฟ์สไตล์สุดชิคของคนปารีส โดดเด่นเรื่องการเป็นพื้นที่ชั่วคราวสำหรับแสดงศิลปะมากกว่าธีมแลนด์มาร์ก อย่างที่ Louis Vuitton เน้น

ส่วน Gucci นั้นเปิด Gucci Osteria ร้านอาหาร Michelin-star โดยเชฟ Massimo Bottura ในฟลอเรนซ์ แอลเอ และโตเกียว ขณะที่ Gucci Garden ในฟลอเรนซ์นั้นเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ กึ่งร้านค้า และกึ่งร้านอาหารแบบถาวร จุดนี้แตกต่างเพราะ Gucci ปักหลักพัฒนาสถานที่อย่างจริงจัง ตัวร้านได้ดาว Michelin star และเปิดให้คนทั่วไปเข้าได้ ไม่เหมือนกับ Louis Vuitton ที่คงกำหนดให้ผู้เข้าชมต้องจองเวลา และไม่ใช่โรงแรมจริง

หากมองเร็วๆ เสียงวิจารณ์ชี้ว่าป็อบอัปของ Gucci นั้นไม่ลึกซึ้งเท่า LV ที่ใช้แรงบันดาลใจเรื่องโรงแรมในการเล่าเรื่อง storytelling ที่ยาวนาน ซึ่งอาจส่งผลให้ Louis Vuitton ได้แรงเชื่อมทางอารมณ์ที่เหนียวแน่นกว่า ส่วนนี้อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Gucci ไม่ทรงพลังในปี 2025 โดยยอดขายลดหนัก 22% เหลือ 6 พันล้านยูโร และต้นสังกัดอย่าง Kering ประกาศตัวเลขกลุ่มรวมลดลง 10% เหลือ 14.7 พันล้านยูโร แม้ Gucci จะตีตื้นขึ้นได้ในไตรมาส 4 จากคอลเลกชันใหม่ ช่วยให้หุ้นพุ่งขึ้นไม่ดิ่งเหวได้สำเร็จ

สรุปแล้ว Louis Vuitton ไม่ได้ทำผิดคำพูดของ CEO ที่ว่าจะไม่สร้างโรงแรม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ LV กำลังเปลี่ยนนิยามของพื้นที่ร้านหรือ retail space ให้กลายเป็นจักรวาลที่ลูกค้ามาใช้ชีวิตกับแบรนด์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์หรูระดับโลกกำลังคิดแบบนี้ในยุคที่การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่สินค้าอีกต่อไป แต่อยู่ที่ประสบการณ์ที่ควรต้องไม่มีแบรนด์ใดจะเลียนแบบได้

และกรณีการเปิด “โรงแรม” ของ Louis Vuitton ทั้งที่ CEO บอกว่าจะไม่ทำ ก็อาจมอบประสบการณ์ที่ถือว่ามีมูลค่ามากกว่าห้องพักในโรงแรมจริงเสียอีก

ที่มา : Skift, Travelmole, Cntraveller, Kering, LVMH

]]>
1559876
‘เดนท์สุ’ ยักษ์โฆษณาญี่ปุ่นขาดทุนมโหฬารกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท สั่งงดปันผล-เด้งซีอีโอ แก้สถานการณ์ https://positioningmag.com/1559963 Tue, 17 Feb 2026 12:55:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559963 เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการโฆษณาโลก เมื่อ เดนท์สุ (Dentsu) หนึ่งในกลุ่มบริษัทโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลกสัญชาติญี่ปุ่น ประกาศผลประกอบการปี 2025 ย่ำแย่เป็นประวัติการณ์ โดยรายงาน ผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 3.28 แสนล้านเยน (หรือประมาณ 75,000 ล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทต้องดำเนินมาตรการฉุกเฉินอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

เมื่อกำไรกลายเป็นขาดทุนประวัติศาสตร์

หากดูจากรายได้รวมของ เดนท์สุ กรุ๊ป (Dentsu Group) ในปี 2025 จะพบว่าบริษัทยังคงทำรายได้มหาศาลถึง 1.2 ล้านล้านเยน (ประมาณ 2.76 แสนล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ไส้ในของผลประกอบการกลับสะท้อนวิกฤตที่หนักหน่วง

สรุปผลการดำเนินงานที่สำคัญ

  • ขาดทุนสุทธิ (Statutory Net Loss): ติดลบสูงถึง 3.27 แสนล้านเยน (ประมาณ 7.53 หมื่นล้านบาท) สาเหตุหลักไม่ได้มาจากยอดขายตกต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของค่าความนิยม (Goodwill Impairment Loss) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 3.96 แสนล้านเยน (ประมาณ 9.1 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นการปรับลดมูลค่าทางบัญชีของธุรกิจในต่างประเทศที่ทำผลงานได้ไม่ตามเป้า
  • กำไรจากการดำเนินงานพื้นฐาน (Underlying Operating Profit): อยู่ที่ 1.72 แสนล้านเยน (ประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท) ลดลง 2.1% โดยมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 14.4%
  • การเติบโตตามธรรมชาติ (Organic Growth): ปิดตัวเลขทั้งปีที่ 0.5% ซึ่งสูงกว่าที่บริษัทเคยคาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดยมีแรงหนุนสำคัญมาจาก ตลาดญี่ปุ่นที่เติบโตโดดเด่นถึง 6.2% ในขณะที่ตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ, อังกฤษ, ออสเตรเลีย และจีน กลับเผชิญภาวะถดถอยอย่างหนัก

ธุรกิจในต่างประเทศฉุดรั้ง

สาเหตุหลักของวิกฤตครั้งนี้มาจากผลประกอบการที่ตกต่ำอย่างหนักในภาคธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business) โดยลูกค้าในกลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ และยุโรป ปรับลดงบประมาณโฆษณาลง เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่วนตลาดภูมิภาค APAC (ไม่รวมญี่ปุ่น) มียอดรายได้ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในจีนที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

มีรายงานว่าเดนท์สุพยายามประกาศขายกิจการต่างประเทศมาตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา แต่ล้มเหลวเนื่องจากผู้ซื้อที่มีศักยภาพรวมถึงบริษัท Private Equity ต่างทยอยถอนตัว โดยเหลือเพียง Bain Capital เป็นรายสุดท้ายที่เพิ่งยุติการเจรจาไปเมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม

ผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่: ปลด CEO และงดปันผล

จากตัวเลขขาดทุนมหาศาล ทำให้เดนสึตัดสินใจดำเนินมาตรการเด็ดขาดโดย งดจ่ายเงินปันผล นับเป็นครั้งแรกที่บริษัทประกาศระงับการจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น และได้ประกาศลงดาบปลด ฮิโรชิ อิกะราชิ (Hiroshi Igarashi) ออกจากตำแหน่งประธานและซีอีโอ โดยได้แต่งตั้งให้ ทาเคชิ ซาโนะ (Takeshi Sano) ซึ่งปัจจุบันกุมบังเหียนธุรกิจในญี่ปุ่น เข้ามารับตำแหน่งแทนในเดือนมีนาคมนี้ พร้อมยกเครื่องทีมบริหารชุดใหญ่

นักวิเคราะห์จาก The Drum ระบุว่า ในอดีต “ขนาดของบริษัท” คือปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ แต่ในปัจจุบันที่ AI (Artificial Intelligence) เข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วน ทั้งงานสร้างสรรค์ (Creative) และการวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้โครงสร้างเครือข่ายโฆษณาระดับโลกที่มีขนาดใหญ่เทอะทะกลายเป็นภาระมากกว่าความได้เปรียบ

“ลูกค้าในปัจจุบันต้องการบริการที่กระชับ รวดเร็ว และเน้นเทคโนโลยีเป็นหลัก หลายรายเลือกที่จะสร้างทีมโฆษณาในตัว (In-house) หรือจ้างเอเจนซี่เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้าน Data Science และ Digital Commerce แทน”

มาตรการรัดเข็มขัด: เลิกจ้างพนักงานกว่า 3,400 ตำแหน่ง

เดนท์สุ ยืนยันว่าแผนการขายธุรกิจระหว่างประเทศแบบยกชุดถูกระงับไว้ชั่วคราว แต่จะเน้นไปที่การลดต้นทุนอย่างเข้มงวด โดยปัจจุบันได้ เลิกจ้างพนักงาน ในภาคธุรกิจต่างประเทศไปแล้ว 2,100 ตำแหน่ง จากเป้าหมายทั้งหมด 3,400 ตำแหน่ง 

อย่างไรก็ตาม เดนท์สุยังคงตั้งเป้าหมายในแง่บวกว่า บริษัทจะสามารถพลิกกลับมาทำกำไรสุทธิและสร้างการเติบโตได้อีกครั้งในปี 2026

thedrum / investing

]]>
1559963
ยอดขาย ‘หนังสือเล่ม’ ในญี่ปุ่นปี 2025 ต่ำกว่า 1 ล้านล้านเยน เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ‘มังงะ’ ดิ่งฮวบ -15% https://positioningmag.com/1559785 Mon, 16 Feb 2026 04:32:47 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559785 ประมาณการยอดขายหนังสือและนิตยสารฉบับพิมพ์ในญี่ปุ่นปี 2025 ลดลงต่ำกว่า 1 ล้านล้านเยน (ราว 2 แสนล้านบาท) เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี โดยตกลง -4.1% จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 9.647 แสนล้านเยน โดยยอดขายสิ่งพิมพ์อยู่ในช่วงขาลงมาโดยตลอด นับตั้งแต่จุดสูงสุดในปี 1996 ซึ่งเคยทำไว้ที่ 2.66 ล้านล้านเยน

ตามข้อมูลจาก สถาบันวิจัยสิ่งพิมพ์ (Research Institute for Publications) เปิดเผยว่า ยอดขายหนังสือ รวมถึงยอดขายสื่อดิจิทัล ในปี 2025 ยังคงลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยลดลง -1.6% มาอยู่ที่ประมาณ 1.55 ล้านล้านเยน เมื่อเจาะลึกตัวเลขยอดขายรายประเภท พบว่า

  •  นิตยสารแบบเล่ม: ยอดขายลดลง -10% เหลือ 3.708 แสนล้านเยน โดยนิตยสารรายสัปดาห์ดิ่งลงทุบสถิติถึง -17.9% เหลือเพียง 5.13 หมื่นล้านเยน ส่วนนิตยสารรายเดือนลดลง -8.6% เหลือ 3.195 แสนล้านเยน
  • หนังสือการ์ตูน (มังงะ) แบบเล่ม: ยอดขายทรุดลงประมาณ -15% โดยคาดว่าเป็นผลมาจากการจบลงของผลงานยอดนิยมอย่าง มหาเวทย์ผนึกมาร” (Jujutsu Kaisen) รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอ่านการ์ตูนดิจิทัลมากขึ้น
  • หนังสือเล่ม: ขยับขึ้นเล็กน้อยประมาณ 200 ล้านเยน มาอยู่ที่ 5.939 แสนล้านเยน ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวเล็กน้อยหลังจากซบเซามา 3 ปี โดยได้อานิสงส์จากความนิยมของหนังสือขายดีหลายเล่ม รวมถึงนวนิยายต้นฉบับของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ธีมละครคาบูกิเรื่อง “Kokuho”

ทางรอดของร้านหนังสือในยุคเปลี่ยนผ่าน

ในขณะที่ร้านหนังสือท้องถิ่นหลายแห่งต้องปิดตัวลงเนื่องจากตลาดที่หดตัว แต่ร้านหนังสืออิสระรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานการขายหนังสือเข้ากับบริการอื่น ๆ กลับผุดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche market)

 อย่างเช่นร้านของ ยู อิวาชิตะ บรรณาธิการและเจ้าของร้านหนังสือ “Bookstore and Kitchen Yorimashido” ในเมืองฮิโนะ กรุงโตเกียว ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว โดยร้านของเขาทำหน้าที่เป็นทั้งคาเฟ่และพื้นที่จัดกิจกรรม ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีกระแสความเคลื่อนไหวจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ “ร้านหนังสือแบ่งเช่า” (Shared bookstores) ที่เปิดโอกาสให้ บุคคลทั่วไปเช่าพื้นที่บนชั้นวางเพื่อขายหนังสือสะสมส่วนตัว

]]>
1559785