Global Trend – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 07 Jan 2026 08:41:34 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘เวียดนาม’ โชว์ GDP โตแรง 8% สูงสุดในรอบ 10 ปี จ่อแซงหน้า ‘ไทย’ เร็วสุดในปีนี้ https://positioningmag.com/1554241 Wed, 07 Jan 2026 04:59:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554241 แม้ว่า เวียดนาม จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 20% แต่ปัจจัยลบดังกล่าวไม่อาจหยุดยั้งการเติบโตของ GDP ได้ โดยล่าสุด สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2025 เติบโต 8.46% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ส่งผลให้ GDP ปี 2025 ของเวียดนามเติบโตสูงถึง 8.02% และภายในปีนี้ GDP ของเวียดนามอาจแซงหน้าไทย

เติบโตพุ่ง 8% แม้เจอกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ

เศรษฐกิจเวียดนามในปี 2025 ขยายตัวถึง +8.02% ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร่งตัวขึ้นจากปีก่อนหน้าที่เติบโตได้ +7.09% โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง แม้จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าถึง 20% ก็ตาม

โดยยอดส่งออกรวมของเวียดนามโตขึ้น +17% คิดเป็นมูลค่าราว 4.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 1.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในปีที่ผ่านมา เวียดนามเกินดุลกับสหรัฐฯ สูงถึงเกือบ 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน 

ปัจจุบัน เวียดนามได้กลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของบริษัทข้ามชาติหลายราย ไม่ว่าจะเป็น Samsung, Apple และ Nike อีกทั้งกำลังดึงดูดให้ค่ายรถยนต์และแบรนด์อิเล็กทรอนิกส์บางส่วนที่มีกำลังการผลิตในไทย ย้ายฐานไปเวียดนาม เนื่องจากค่าแรงและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจกว่า ส่งผลให้มีการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เพิ่มขึ้น 9% คิดเป็นเม็ดเงิน 2.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ การบริโภคในประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นตัวช่วยสำคัญ โดยเวียดนามทุ่มงบมหาศาลสร้างสนามบินใหม่ และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน ส่งผลให้ภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดขายปลีกโตขึ้น 9.2%

อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งในฐานะ ทางผ่านของสินค้าจีน (Transshipment hub) โดยยอดนำเข้าสินค้าจากจีนมายังเวียดนามพุ่งสูงขึ้นเป็น 1.86 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสินค้าที่ถูกตัดสินว่าเป็นการสวมสิทธิ์ส่งออกอาจต้องเผชิญภาษีสูงถึง 40%

ภาพจาก Unsplash

จ่อแซงไทยในปีนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในปี 2026-2030 ไว้ที่ ไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี เพื่อขยับขนาดเศรษฐกิจไปแตะระดับ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทาง Nikkei Asia มีการคาดการณ์ว่ามูลค่า GDP รวม (Nominal GDP) ของเวียดนามมีโอกาสพุ่งแซงไทยได้ภายในปี 2026 นี้เลย หากเวียดนามสามารถทำตามเป้าหมายการเติบโตที่ 10% ได้สำเร็จ

หรือถ้าหากไม่ใช่ปีนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าจะแซงภายในไม่ปี 2027-2028 แน่นอน เพราะอัตราเร่ง (Growth Rate) ของสองประเทศห่างกันมาก โดยเวียดนามเติบโตที่ 8-10% ขณะที่ไทยโตเพียง 1.5-2% เนื่องจากประเทศกำลังเจอมรสุม หนี้ครัวเรือน ที่กดทับการบริโภค รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม แม้ GDP รวมจะโดนแซง แต่ GDP ต่อหัว (GDP per capita) หรือความรวยเฉลี่ยของประชากรไทยยังสูงกว่าเวียดนามอยู่พอสมควร โดยไทยอยู่ที่ประมาณ 7,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.5 แสนบาท) ขณะที่เวียดนามกำลังพยายามแตะ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนบาท)

businesstimes / nikkei Asia

]]>
1554241
นักวิเคราะห์มอง ‘เชฟรอน’ อาจเป็นผู้ฟื้นอุตสาหกรรมพลังงาน ‘เวเนซุเอลา’ หลัง ‘ทรัมป์’ เตรียมหารือบริษัทน้ํามันของสหรัฐฯ ในปลายสัปดาห์นี้ https://positioningmag.com/1554204 Tue, 06 Jan 2026 10:08:39 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554204 เปิดฉากปี 2026 ด้วยเหตุการณ์ช็อกโลก เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดปฏิบัติการทางทหารระดับสายฟ้าแลบในชื่อ Absolute Resolve เพื่อบุกเข้าคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร และภรรยาในข้อหาก่อการร้ายด้วยยาเสพติด (Narco-terrorism) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทั้งโลกจับตาก็คือ สหรัฐฯ จะจัดการกับ น้ำมันสำรองมหาศาล ที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินเวเนซุเอลาอย่างไร? 

Chevron ผู้เล่นเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่

หลังจากที่มีข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กําลังวางแผนที่จะพบกับผู้บริหารจากบริษัทน้ํามันของสหรัฐฯ ในปลายสัปดาห์นี้เพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการผลิตน้ํามันของเวเนซุเอลา ส่งผลให้ เชฟรอน (Chevron) ได้ถูกจับตาในฐานะบริษัทที่มี แต้มต่อ มากที่สุด

เพราะท่ามกลางสมรภูมิการเมืองที่ดุเดือด เชฟรอน ได้กลายเป็น ผู้เล่นเพียงรายเดียว ที่ทำธุรกิจอยู่ในเวเนซุเอลา ผ่านการร่วมทุนกับรัฐบาล (JVs) ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วนการผลิตถึง 23% ของทั้งประเทศ ในขณะที่คู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง ExxonMobil และ ConocoPhillips ได้ถอนตัวออกไปตั้งแต่ปี 2007 นับตั้งแต่ถูกอดีตประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ สั่งยึดทรัพย์สินเป็นของรัฐ

ขุมทรัพย์ที่ต้องแลกมาด้วยเงินมหาศาล

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทรัมป์คิด อาจไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะแม้ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration: EIA) จะยืนยันว่า เวเนซุเอลามี น้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกถึง 3.03 แสนล้านบาร์เรล แต่สภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมทำให้การฟื้นฟูต้องใช้เงินมหาศาล

มีการประเมินว่า อาจต้องใช้เงินสูงถึง 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ในระยะ 15 ปี เพียงเพื่อรักษาเพดานการผลิตที่ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อประคองตัว และถ้าจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจต้องทุ่มงบประมาณสูงถึง 1.83 แสนล้านดอลลาร์ 

ไม่เพียงแค่งบลงทุนมหาศาล แต่ที่นักวิเคราะห์จากหลายสำนักกังวลตรงกันก็คือ ความชัดเจนทางการเมือง ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานคือพันธสัญญาในระยะยาว 30 ปี แต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังเต็มไปด้วยคำถาม

เพราะแม้ว่า ทรัมป์ ประกาศจะเข้าไปบริหารจัดการ แต่รัฐมนตรีต่างประเทศอย่าง มาร์โก รูบิโอ กลับสงวนท่าทีว่าจะใช้เพียงการกดดันทางการทูต และในอนาคต ยังมีความเสี่ยงที่เวเนซุเอลาจะกลับไปมีผู้นำแบบมาดูโรอีกครั้ง และเสี่ยงที่ทรัพย์สินที่ลงทุนไป จะถูกยึดกลับเป็นของรัฐเหมือนในอดีต

คุ้มค่าหรือไม่ในวันที่น้ำมันล้นโลก?

แม้ในระยะสั้นหุ้นของ Chevron จะขานรับข่าวนี้ด้วยการพุ่งขึ้นกว่า 5% แต่เส้นทางฟื้นฟูพลังงานของเวเนซุเอลาภายใต้การผลักดันของทรัมป์ ยังคงเต็มไปด้วยความกังขา โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายคือ ความคุ้มค่าเชิงธุรกิจ เพราะในปัจจุบันโลกไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันเหมือนในอดีตอีกแล้ว ดังนั้น การทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางการเมืองสูงลิ่ว จึงเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก

reuters / CNBC

]]>
1554204
ในที่สุด! ‘Tesla’ เสียตำแหน่งเบอร์ 1 รถอีวีโลกให้ ‘BYD’ หลังยอดขายลดลง 2 ปีติด https://positioningmag.com/1554067 Mon, 05 Jan 2026 08:16:35 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554067 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง เทสล่า (Tesla) ต้องสูญเสียตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดของโลก หลังจากเผชิญกับปัจจัยรบกวนรอบด้าน ทั้งกระแสต่อต้านตัว Elon Musk, มาตรการภาษีที่สิ้นสุดลง และการรุกคืบอย่างหนักของคู่แข่งจากต่างประเทศ ส่งผลให้ยอดขายตกลงต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

ยอดขายลด -9%

Tesla รายงานตัวเลขการส่งมอบรถยนต์ในปี 2025 อยู่ที่ 1.64 ล้านคัน ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าถึง -9% ในขณะที่คู่แข่งสำคัญจากประเทศจีนอย่าง BYD สามารถทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า BEV (รถไฟฟ้าล้วน) ได้สูงถึง 2.26 ล้านคัน เติบโต +28% ผงาดขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเบอร์หนึ่งของโลกแทนที่อย่างเป็นทางการ

หนึ่งในมรสุมใหญ่สุดของ Tesla คือ สารพันปัญหาที่เกิดในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นตลาดหลักของ Tesla ไม่ว่าจะเป็นการสิ้นสุดลงของสิทธิประโยชน์ทางภาษีมูลค่า 7,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.6 แสนบาท) สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ การแตกคอกันระหว่างอีลอน มัสก์ และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์การปล่อยมลพิษ 

ส่งผลให้ยอดขายไตรมาสที่ 4 ของ Tesla ทำได้เพียง 418,227 คัน ลดลง -16% และต่ำกว่าเป้าหมาย 440,000 คันที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และฉุดให้ราคาหุ้นของ Tesla ร่วงลงเกือบ 3% ไปอยู่ที่ 436.85 ดอลลาร์ในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์

เดิมพันครั้งใหม่จากรถยนต์ สู่หุ่นยนต์และ AI

แม้จะเผชิญกับปัญหามากมาย แต่นักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในตัว Elon Musk โดยราคาหุ้น Tesla ในปี 2025 ยังคงปิดบวกได้ราว 11% เนื่องจากตลาดกำลังตั้งความหวังกับแผนการใหม่ของเขา ได้แก่:

  •  Robotaxi: บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ
  •  Humanoid Robots: หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สำหรับใช้งานในบ้านและสำนักงาน

นอกจากนี้ Tesla ยังมีไพ่ตายเพื่อเป็นการกู้สถานการณ์ยอดขายโดยการเปิดตัวรถยนต์ Model Y และ Model 3 รุ่น ราคาประหยัด ที่ตัดฟีเจอร์บางอย่างออกไป โดย Model Y ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 40,000 ดอลลาร์ และ Model 3 ราคาต่ำกว่า 37,000 ดอลลาร์ เพื่อหวังจะสู้กับค่ายรถจีนในตลาดหลักอย่างยุโรปและเอเชีย

อย่างไรก็ตาม การมุ่งสู่บริการ Robotaxi ไม่ใช่เรื่องง่าย Tesla ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง Waymo ที่เปิดให้บริการมานานกว่าและมีฐานลูกค้าที่ใหญ่กว่า รวมถึงต้องผ่านอุปสรรคด้านกฎระเบียบความปลอดภัย เนื่องจาก Tesla กำลังถูกตรวจสอบจากรัฐบาลกลาง และเสี่ยงต่อการถูกระงับใบอนุญาตขายรถในรัฐแคลิฟอร์เนีย ฐานให้ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับความปลอดภัย

]]>
1554067
เทรนด์เดินป่ามาแรง ที่พักบนเขายอดพุ่งสูงสุด 254% https://positioningmag.com/1553778 Tue, 23 Dec 2025 03:01:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553778 อโกด้า (agoda) แพลตฟอร์มท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ข้อมูลการค้นหาที่พักบนอโกด้าในช่วงเดือนตุลาคม 2568 พบว่า จุดหมายปลายทางสำหรับการเดินป่า ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น สำหรับการเข้าพักระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 – กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเทียบกับช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

การค้นหาที่พักในปลายทางเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมเดินป่าขยายตัว ดังนี้

  • จังหวัดเชียงใหม่ +254%
  • จังหวัดตาก +230%
  • จังหวัดเลย +190%
  • จังหวัดกาญจนบุรี +95%

เทรนด์ดังกล่าวสอดคล้องกับ รายงานการท่องเที่ยว Travel Outlook Report ที่พบว่า ชาวเอเชียมากกว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 35% วางแผนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ มากกว่าการเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากเพียง 15% ในปีที่ผ่านมา

เดินป่า ปีนเขา
ที่มาภาพ อโกด้า

ขณะเดียวกันจุดหมายปลายทางที่ยังไม่เป็นที่รู้จักเริ่มได้รับความสนใจจากนักเดินทางชาวไทยมากขึ้น โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเดินทางเลือกไปจุดหมายปลายทางเหล่านี้ ได้แก่

  • ตัวเลือกที่พักและค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้
  • ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

“ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ การค้นหาที่พักในพื้นที่ภูเขามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หลังฤดูฝนสิ้นสุดลงและเข้าสู่ช่วงอากาศเย็น เส้นทางเดินป่าได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยอากาศที่สดชื่นไม่ร้อนจนเกินไป ท้องฟ้าโปร่งใส เอื้อต่อการออกสำรวจธรรมชาติ ผจญภัยในผืนป่า และหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่” อรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า กล่าว

]]>
1553778
‘รัฐบาลญี่ปุ่น’ เตรียมทุ่มงบ 1 ล้านล้านเยน หนุนจัดตั้งบริษัทพัฒนา AI สัญชาติญี่ปุ่น เพื่อแข่งขันกับจีนและสหรัฐฯ https://positioningmag.com/1552754 Mon, 22 Dec 2025 05:35:28 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552754 ในยุคที่แทบทุกประเทศมุ่งหน้าสู่ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดย ญี่ปุ่น ก็เป็นอีกประเทศที่เตรียมเข้าสู่สนามเพื่อแข่งขัน ล่าสุด มีข่าวว่า รัฐบาลเตรียมสนับสนุนงบประมาณราว 1 ล้านล้านเยน (ประมาณ 6.34 พันล้านดอลลาร์) ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อช่วยเหลือบริษัทแห่งใหม่ที่มีแผนจะจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนา AI ภายในประเทศ

แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า บริษัทใหม่นี้จะเกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทประมาณ 10 แห่ง รวมถึง SoftBank Group Corp โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแบบจำลอง AI พื้นฐาน (Base AI Model) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

โดยโครงการสนับสนุนดังกล่าว จะเริ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2026 หรือในเดือนเมษายนปีหน้า โดยบริษัทด้าน AI ใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ คาดว่าจะมี ทีมวิศวกรประมาณ 100 คน จากทั้ง SoftBank และบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI อย่าง Preferred Networks Inc. เข้าร่วมในบริษัทใหม่นี้ และหวังว่าจะสามารถจัดหาทรัพยากรที่จำเป็น โดยเฉพาะการจัดซื้อ เซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาล

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในการพัฒนา AI ของตนเองนี้ เกิดขึ้นจากความหวังที่จะ แข่งขันกับจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำในเทคโนโลยีด้านนี้ เนื่องจาก AI ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ และปัจจุบันญี่ปุ่นยังตามหลังในการใช้งาน AI รัฐบาลจึงตั้งเป้าที่จะจัดทำแผนแม่บทพื้นฐาน ซึ่งคาดว่าจะได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในเร็ว ๆ นี้

โดยแผนดังกล่าวจะเน้นที่ การพัฒนา AI ในประเทศ และการรักษาฐานข้อมูล (Data Centers) เพื่อเสริมสร้างอำนาจของชาติและลดการขาดดุลทางดิจิทัล อีกส่วนคือ การพัฒนา Physical AI ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับหุ่นยนต์ (Robotics) โดยระบุไว้ในร่างแผนว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับญี่ปุ่นที่ยังตามหลังในด้านนี้อยู่

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ ก็พึ่งประกาศแผนพัฒนา AI ของประเทศ โดยมีเป้าหมายเป็น 1 ใน 3 ประเทศชั้นนำด้านเทคโนโลยี AI ของโลก (G3 AI Power) โดยต่อยอดจากความแข็งแกร่งด้านเซมิคอนดักเตอร์ (Samsung/SK Hynix) มาเป็นฐานในการครองตลาด AI พร้อมประกาศลงทุน 9.4 ล้านล้านวอน (ประมาณ 6.9 พันล้านดอลลาร์) ภายในปี 2027

Source

]]>
1552754
มันจบแล้ว Paramount! ‘WarnerBros.’ ยืนกรานจะควบรวมกับ ‘Netflix’ เท่านั้น https://positioningmag.com/1552636 Sat, 20 Dec 2025 08:40:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552636 กลายเป็นมหากาพย์ศึกชิงนาง ระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่ในวงการฮอลลีวูดอย่าง Netflix และ Paramount ที่ต้องการเข้าซื้อ Warner Bros. Discovery โดย Netflix ได้เสนอดีลมูลค่าสูงถึง 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วน Paramount ได้ยื่นข้อเสนอมูลค่า 1.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตรงกับผู้ถือหุ้นเพื่อหวังปาดหน้า Netfilx

จนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา Warner Bros. Discovery ได้ประกาศปฏิเสธข้อเสนอขอซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover) จากทาง Paramount ที่พยายามยื่นข้อเสนอที่สูงกว่าเพื่อสกัดแผนการของ Netflix ในการเข้าซื้อยักษ์ใหญ่แห่งวงการฮอลลีวูดเป็นที่เรียบร้อย

โดย Warner Bros. ระบุในแถลงการณ์ว่า เงื่อนไขการควบรวมกิจการกับ Netflix นั้นดีกว่า และตอบโจทย์กว่า แม้ว่าทาง Paramount จะเสนอเงินมากกว่าก็ตาม

เนื่องจาก Netflix ขอซื้อแค่สตูดิโอ และบริการสตรีมมิ่ง อย่าง HBO เพื่อนำคอนเทนต์ดัง ๆ ของ Warner Bros. ไปเสริมแกร่งให้กับตัวเอง แต่ Paramount นั้น ขอซื้อทั้งกิจการ ซึ่งจะทำให้ได้ธุรกิจเคเบิลทีวีอย่างช่อง CNN ไปด้วย และนั่นอาจทำให้หน่วยงานกำกับดูแลสั่งเบรก เพราะ Paramount ทำธุรกิจเคเบิลทีวี และเป็นเจ้าของช่องทีวียักษ์ใหญ่อย่าง CBS อยู่แล้ว ทำให้อาจถูกมองว่า Paramount ควบคุมสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จ

นอกจากนี้ Warner Bros. มองว่าข้อเสนอของ Paramount มีความเสี่ยงเนื่องจาก แหล่งเงินทุนที่ตรวจสอบไม่ได้และไม่ชัดเจน (Revocable Trust) โดยเฉพาะเงินทุนต่างชาติถึง 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนความมั่งคั่งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้การตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐยืดเยื้อ

ในขณะที่ Netflix ยืนยันว่าโครงสร้างดีลของตนนั้น สะอาดและแน่นอน โดยมีสถาบันการเงินชั้นนำสนับสนุน และไม่มีประเด็นเรื่องกองทุนต่างชาติหรือเงินกู้ส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง

อีกปัจจัยก็คือเรื่อง การเมือง เนื่องจาก Paramount อยู่ภายใต้การนำของ David Ellison ลูกชายของ Larry Ellison พันธมิตรของ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐสหรัฐ ส่งผลให้ในท้ายที่สุด Warner Bros. จึงมั่นใจว่าดีลกับ Netflix จะสร้างมูลค่าที่แน่นอนและเหนือกว่าให้แก่ผู้ถือหุ้น

]]>
1552636
เข้ายากไปอีก! ‘สหรัฐฯ’ เล็ง ตรวจสอบ “โซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี” ก่อนอนุญาตให้เข้าประเทศ https://positioningmag.com/1551065 Thu, 11 Dec 2025 04:54:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1551065 สหรัฐอเมริกา ถือเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่อง ความเข้มงวดสูง ในการจะเข้าประเทศ เนื่องจากต้องควบคุมการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และรักษาความมั่นคงของชาติจากการก่อการร้ายและอาชญากรรม โดยล่าสุด สหรัฐฯ มีแผนจะตรวจสอบ โซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี สำหรับนักท่องเที่ยวบางคน ก่อนจะอนุญาตให้เข้าประเทศ

หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (U.S. Customs and Border Protection – CBP) มีแผนที่จะ ตรวจสอบประวัติโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจาก อังกฤษ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในโครงการยกเว้นวีซ่า (Visa Waiver Program) ของสหรัฐฯ แต่ใช้การยื่นคำร้องผ่าน ระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการอนุมัติการเดินทาง (Electronic System for Travel Authorization – ESTA) เพื่อเยี่ยมชมประเทศเป็นเวลา 90 วันหรือน้อยกว่า 

ไม่ใช่แค่บัญชีโซเชียลมีเดีย แต่หน่วยงานระบุว่า จะรวบรวมข้อมูลอื่น ๆ อาทิ อีเมลย้อนหลัง 10 ปี หมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ใน 5 ปีที่ผ่านมา รวมถึงชื่อและรายละเอียดของสมาชิกในครอบครัว และนอกเหนือจากการตรวจสอบโซเชียลมีเดียแล้ว ผู้สมัครยังคาดว่าจะต้องอัปโหลด ภาพเซลฟี ซึ่ง CBP เชื่อว่า จะช่วยปรับปรุงกระบวนการคัดกรองและระบุได้ดียิ่งขึ้นว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ครอบครองเอกสารที่ใช้ในการขออนุมัติ ESTA โดยชอบธรรมหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า มาตรการใหม่นี้อาจเป็นอุปสรรคให้กับผู้ที่อาจต้องการมาเยือนสหรัฐฯ รวมถึงอาจเป็นการละเมิดสิทธิทางดิจิทัล

ทั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุชายชาวอัฟกานิสถานถูกกล่าวหาว่ายิงสมาชิกหน่วย National Guard สองนายใกล้ทำเนียบขาว ส่งผลให้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยกระดับมาตรการการเข้าประเทศ เพื่อจำกัดการเดินทางของผู้เดินทางจากต่างประเทศ

โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์ ประกาศว่า เขาจะเข้มงวดกฎระเบียบการเข้าเมือง รวมถึงการ ระงับการย้ายถิ่นฐานจาก ประเทศโลกที่สามอย่างถาวร โดยจะขยายการห้ามเดินทางไปยัง กว่า 30 ประเทศ ซึ่งประกาศครั้งแรกในเดือนมิถุนายนและก่อนหน้านี้ได้บล็อกการเดินทางเข้าสหรัฐฯ จาก 12 ประเทศ และจำกัดการเข้าถึงจากอีก 7 ประเทศ อาทิ อัฟกานิสถาน โซมาเลีย อิหร่าน และเฮติ

Source

]]>
1551065
ไม่ได้สักแต่ใช้เงิน! ผลสำรวจชี้ ‘คนรวย’ เริ่มหันไปหาแบรนด์ราคา ‘สมเหตุสมผล’ เหตุแบรนด์เนมขึ้นราคาจน ‘แพงเวอร์’ สวนทางคุณภาพ https://positioningmag.com/1548431 Mon, 24 Nov 2025 12:05:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1548431 จากผลการศึกษาล่าสุดโดยบริษัทที่ปรึกษา Bain & Co คาดการณ์ว่ายอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยส่วนบุคคลทั่วโลกจะหดตัวลงเป็นปีที่สองติดต่อกัน เนื่องจากผู้บริโภคที่มีฐานะดีเริ่มต่อต้านการขึ้นราคาที่สูงเกินจริงสำหรับแบรนด์เนมที่สินค้าดูธรรมดา 

Bain & Co คาดว่า ยอดขายสินค้าลักชูรี่ปีนี้จะ ลดลง -2% สู่ระดับ 3.58 แสนล้านยูโร (ประมาณ 412 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) จาก 3.64 แสนล้านยูโรในปี 2024 ซึ่งนับเป็นการ ชะลอตัวสองปีซ้อน นับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกในปี 2008-2009

โดยสถานการณ์ตลาดในปีนี้ คาดว่าจะมีเพียง ตะวันออกกลาง ที่เติบโตราว 4-6% คิดเป็นมูลค่าราว 2.3 หมื่นล้านยูโร ขณะที่ตลาดสำคัญอื่น ๆ หดตัวทั้งหมด อาทิ

  • สหรัฐอเมริกา: คาดว่าจะทรงตัวที่ประมาณ 1.01 แสนล้านยูโร
  • ยุโรป: ตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน และคาดว่าจะหดตัวเล็กน้อยสู่ 1.08 แสนล้านยูโร
  • จีนและญี่ปุ่น: คาดว่าจะชะลอตัวลงมากถึง 8% สู่ 4.2 หมื่นล้านยูโร และ 3.1 หมื่นล้านยูโร ตามลำดับ

Claudia D’Arpizio หุ้นส่วนของ Bain และผู้ร่วมเขียนงานวิจัย ระบุว่า หมวดหมู่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ รองเท้า และกระเป๋าถือ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการ ขึ้นราคาสูงที่สุด และการขึ้นราคาของแบรนด์เนม บวกกับวิกฤตด้านความคิดสร้างสรรค์ของสินค้า ทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ต่าง ๆ สูญเสียลูกค้าไป 60-70 ล้านราย หรือคิดเป็นประมาณ 18% ของฐานลูกค้าที่ลดลง เหลือ 330 ล้านคน

เนื่องจากผู้บริโภคกำลัง ลดระดับไปหาแบรนด์ที่เข้าถึงได้ ซึ่งไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีเงิน แต่เป็นเพราะพวกเขา ให้ความสำคัญกับคุณค่ามากขึ้น โดยที่ไม่ได้มองแค่เพียงชื่อแบรนด์ 

นอกจากนี้ ภาวะขั้วสุดขีดในตลาด หรือการที่กลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงมาก (Ultra-high-net-worth individuals) ที่ยังคงมีความสามารถในการซื้อสูงที่สุด กำลังทำให้ลูกค้าส่วนที่เหลือรู้สึก แปลกแยก เพราะแบรนด์มุ่งเน้นไปที่ลูกค้ากลุ่มนี้มากเกินไป จนทำให้ประสบการณ์ของลูกค้า ถูกออกแบบมาสำหรับคนเพียงไม่กี่คน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดจะหดตัว 2 ปีติดต่อกันเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี แต่ตลาดโดยรวมยังคงใหญ่กว่าปี 2019 ที่ยังไม่มีการระบาดของ COVID-19 ประมาณ 25% โดยตลาดเคยเติบโตสูงสุดถึง 3.69 แสนล้านยูโร ในปี 2023

ทั้งนี้ Bain คาดการณ์ว่า ในปีหน้าตลาดอาจจะฟื้นตัว 3-5% สู่ระดับ 3.65-3.75 แสนล้านยูโร 

Source

]]>
1548431
จีน-ญี่ปุ่น ตึงเครียดหนัก! ล่าสุด ลามถึงอนิเมะถูก ‘ห้ามฉาย’ และสั่ง ‘ยกเลิกทริป’ ไปญี่ปุ่น https://positioningmag.com/1547766 Wed, 19 Nov 2025 02:56:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1547766 หลายคนน่าจะรู้ว่า จีน และ ไต้หวัน เป็น 2 ประเทศที่มีประเด็นความขัดแย้งกันอยู่ เนื่องจากจีนอ้างความเป็นเจ้าของเกาะไต้หวัน ซึ่งที่ผ่านมา ญี่ปุ่น เองก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงสถานการณ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน เพื่อไม่ให้เป็นการยั่วยุจีน

จนกระทั่งการมาของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ที่​​กล่าวต่อสมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า “หากจีนโจมตีไต้หวัน จนคุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น ก็อาจกระตุ้นให้ประเทศของเธอมีการตอบสนองทางทหาร” และความเห็นนี้เองที่เป็นชนวนสำคัญของความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น

ล่าสุด แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเปิดเผยว่า บริษัทนำเที่ยวรายใหญ่หลายแห่งของจีนได้ หยุดขายแพ็กเกจทัวร์ไปญี่ปุ่น หลังจากที่ รัฐบาลจีนเรียกร้องให้พลเมืองไม่เดินทางไปประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้โรงแรมบางแห่งในญี่ปุ่นเริ่มมีการยกเลิกการจองจากนักท่องเที่ยวจีน

ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ผลกระทบดังกล่าวได้ลุกลามไปถึง อุตสาหกรรมบันเทิง โดยมีการเลื่อนการฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นในจีน เช่น Crayon Shin-chan the Movie: Super Hot! Scorching Kasukabe Dancers หรือ Cells at Work

นับตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายนปีนี้ ญี่ปุ่นต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 31.65 ล้านคน โดยประมาณ 7.49 ล้านคนมาจากจีน เพิ่มขึ้น 42.7% จากปีก่อน และนับเป็นประเทศที่มีการเดินทางมาญี่ปุ่นมากที่สุด โดยในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน การบริโภคของนักท่องเที่ยวชาวจีนในญี่ปุ่นมีมูลค่าประมาณ 590,000 ล้านเยน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวทุกประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทางหัวหน้าสมาพันธ์ธุรกิจ 3 แห่งในญี่ปุ่นได้พบ มาซาอากิ คานาอิ (Masaaki Kanai) อธิบดีกรมเอเชียและโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียกร้องให้มีการเจรจากับจีนเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางการทูต

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า มาซาอากิ คานาอิ จะเดินทางไปเจรจากับ หลิวจินซง (Liu Jinsong) รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจีนในสัปดาห์นี้ แต่ปรากฏว่า เมื่อวานนี้ (18 พฤศจิกายน) กระทรวงการต่างประเทศจีนเปิดเผยว่า หลี่เฉียงไม่มีแผนพบทาคาอิจิในการประชุม G20 ที่ประเทศแอฟริกาใต้

]]>
1547766
มหาศาล! ผลสำรวจพบ ‘เว็บมังงะเถื่อน’ ทำ ‘เจ้าของลิขสิทธิ์’ สูญเงินปีละ 1.8 ล้านล้านบาท https://positioningmag.com/1547016 Fri, 14 Nov 2025 05:02:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1547016 มังงะ หรือ หนังสือการ์ตูน ถือเป็นอีกสินค้าที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เพราะถือเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถเผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศ รวมถึงสร้างรายได้ไปในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น อนิเมะ และ สินค้าเมอร์ชานไดซ์ อย่างไรก็ตาม ปัญหา การละเมิดลิขสิทธิ์ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรม

ในปีที่ผ่านมา เฉพาะยอดขาย มังงะ ในญี่ปุ่นคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 7 แสนล้านเยน (ราว 158,000 ล้านบาท) เติบโตขึ้น +1.5% เมื่อเทียบกับปี 2023 ซึ่งถือเป็นการเติบโต 5 ปีติดต่อกัน โดยมังงะคิดเป็น 44.8% ของตลาดสิ่งพิมพ์ของประเทศ

ด้านตลาด มังงะโลก ในปี 2024 มีการประเมินว่ามีมูลค่าอยู่ที่ 8,826.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะถึง 23,994.6 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030 โดยมีอัตราการเติบโตที่ CAGR 18.7% มีการคาดการณ์ว่า ตั้งแต่ปี 2025 – 2030 ความต้องการมังงะดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นกำลังปรับเปลี่ยนตลาด เนื่องจากผู้อ่านจำนวนมากขึ้นต้องการความสะดวกและการเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล 

อย่างไรก็ตาม มูลค่าตลาดมังงะและสื่อสิ่งพิมพ์ของญี่ปุ่นมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก แต่ต้องการการสูญเสียรายได้ทั่วโลกจากการรับชมมังงะและสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ของญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยจากการประเมินของ กลุ่มต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ (ABJ) คาดว่า เว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์สร้างให้กับเจ้าของสิทธิ์ถึงปีละ 8.5 ล้านล้านเยน หรือราว 1.8 ล้านล้านบาท

โดยทาง ABJ ได้ทำการตรวจสอบจำนวนการเข้าถึงและเวลาในการรับชมของเว็บไซต์ 913 แห่ง ตลอดเดือนมิถุนายน โดยพบว่า เว็บไซต์ที่ให้บริการการเข้าถึงการ์ตูน นวนิยาย และโฟโต้บุ๊กของญี่ปุ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ได้รับการเข้าชมประมาณ 2.8 พันล้านครั้ง มีเวลาในการรับชมรวมกันสูงถึงประมาณ 700 ล้านชั่วโมง จากผู้ใช้งานใน 123 ประเทศ

ประเทศประเทศที่มีสัดส่วนการรับชมสูงสุด

  1. อินโดนีเซีย: 12.8%
  2. ญี่ปุ่น: 12.4%
  3. สหรัฐอเมริกา: 11.2%

ภาษาที่พบบ่อยที่สุดในเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์

  1. อังกฤษ: 51%
  2. ญี่ปุ่น: 16%
  3. จีนและเวียดนาม: เท่ากันที่ 6%

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์เป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความปวดหัวให้กับสำนักพิมพ์ ศิลปิน และนักเขียนชาวญี่ปุ่นมาเป็นเวลานาน เนื่องจากยังมีเว็บไซต์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหลายแห่งมักเปลี่ยนโดเมนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ

ส่งผลให้ สำนักกิจการวัฒนธรรมญี่ปุ่น (Agency for Cultural Affairs) ได้จัดสรรงบประมาณ 300 ล้านเยน (ประมาณ 63 ล้านบาท) เพื่อพัฒนา ระบบตรวจจับด้วย AI ที่จะเรียนรู้รูปแบบ (เช่น เลย์เอาต์และโฆษณา) ของเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อช่วยให้เจ้าของสิทธิ์ดำเนินการลบเนื้อหาได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากกำลังคนไม่เพียงพอต่อการรับมือ

japantimes / grandviewresearch

]]>
1547016