Global Trend – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 23 Feb 2026 08:21:46 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ไอศกรีมกำลังละลาย! ‘Nestlé’ จ่อขายธุรกิจไอศกรีมทั้งหมด เพื่อลดความซับซ้อนธุรกิจ มุ่งโฟกัส “กาแฟ-สัตว์เลี้ยง” เป็นหลัก https://positioningmag.com/1560763 Mon, 23 Feb 2026 06:19:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560763 หลายคนน่าจะเป็นแฟนไอศกรีมของบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Nestlé (เนสท์เล่) เพราะนอกจากแบรนด์ตัวเองแล้ว ยังมีแบรนด์ดังอย่าง Häagen-Dazs อยู่ในเครืออีกด้วย แต่ดูเหมือนว่าจะถึงวันที่ไอศกรีมกำลังละลาย เพราะบริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาขั้นสูง เพื่อขายธุรกิจไอศกรีมส่วนที่เหลือทั้งหมดให้กับ Froneri

ย้อนไปในปี 2019 เนสท์เล่ เคยขายหน่วยธุรกิจไอศกรีมในยุโรป และสหรัฐฯ ให้กับ Froneri ซึ่งเป็นพันธมิตรในธุรกิจร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่าง Nestlé และ PAI Partners เมื่อ 10 ปีก่อน ด้วยมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ล่าสุด เนสท์เล่เตรียมขายธุรกิจไอศกรีมส่วนที่เหลือทั้งหมด ประกอบด้วยแคนาดา ชิลี เปรู มาเลเซีย จีน และไทย ให้กับ Froneri ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังอย่าง Häagen-Dazs, Drumstick รวมถึงไอศกรีม KitKat ภายในปีหน้า ซึ่งทำรายได้ประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี อย่างไรก็ตาม เนสท์เล่จะยังคงรักษาสถานะการเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจร่วมทุนนี้ต่อไป

เบื้องหลังการขายธุรกิจไอศกรีมในครั้งนี้ มาจาการนำของซีอีโอคนใหม่อย่าง Philipp Navratil ซึ่งเข้ารับตำแหน่งต่อจาก Laurent Freixe เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังจากที่ Freixe ถูกไล่ออกอย่างกะทันหันเนื่องจากไม่เปิดเผยความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานรุ่นน้อง

โดย Philipp Navratil กำลังพยายามกระตุ้นยอดขายและลดความซับซ้อนของโครงสร้างธุรกิจที่ขยายเกินไป โดยเขาให้ความเห็นว่า แบรนด์ไอศกรีมทั้ง 6 แบรนด์ มา แย่งความสนใจจากสินค้าในพอร์ตโฟลิโอหลัก เช่น ซีเรียล ขนมหวาน และอาหารแช่แข็ง ซึ่งจากนี้เนสท์เล่จะหันไปให้ความสำคัญกับธุรกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่:

  1. กาแฟ (Coffee)
  2. ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง (Pet Care)
  3. โภชนาการ (Nutrition)
  4. อาหารและขนมขบเคี้ยว (Food and Snacks)

“มีบางช่วงเวลาที่เราตัดสินใจว่า การโฟกัส หมายถึงการถอนตัวออกจากบางธุรกิจ และธุรกิจไอศกรีมนั้น ถึงจะแข็งแกร่ง แต่มีขนาดเล็ก และมันกลายเป็นสิ่งที่ดึงความสนใจของเราไป”

อย่างไรก็ตาม เนสท์เล่ไม่ใช่บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่รายเดียวที่ถอนตัวจากธุรกิจไอศกรีม เนื่องจากธุรกิจนี้มีความยุ่งยากเฉพาะตัว เช่น ความต้องการสินค้าที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และความจำเป็นในการมีโซลูชันห่วงโซ่อุปทานที่รองรับสินค้าแช่แข็ง ก่อนหน้านี้ Unilever ก็ได้แยกตัวธุรกิจไอศกรีม (รวมถึงแบรนด์ Magnum) ออกมาเป็นบริษัทอิสระเมื่อเดือนธันวาคม เพื่อมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์จำนวนน้อยลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย เนสท์เล่อยู่ในระหว่างกระบวนการเลิกจ้างพนักงานประมาณ 16,000 ตำแหน่งทั่วโลก โดยเน้นการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) และ AI มาใช้แทนที่

Source

]]>
1560763
ปี 2026 “ธุรกิจสาหัส” เชนค้าปลีก-ร้านอาหาร ในสหรัฐฯ จ่อปิดตัวพุ่ง 800 สาขา https://positioningmag.com/1560097 Wed, 18 Feb 2026 04:30:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560097 ปี 2026 อาจไม่ใช่ปีแห่งการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกอเมริกา แต่เป็นปีแห่งการ “รีเซ็ตครั้งใหญ่”

รายงานจาก Business Insider ระบุว่า ร้านค้าปลีกและร้านอาหารในสหรัฐอเมริกามากกว่า 800 แห่ง ประกาศเตรียมปิดตัวภายในปีนี้

และตัวเลขนี้เป็นเพียงยอดที่ “ประกาศแล้วอย่างเป็นทางการ” เท่านั้น

แนวโน้มดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2024 – 2025 ที่หลายแบรนด์เริ่มทยอยหั่นสาขาเพื่อลดต้นทุนและปรับโมเดลธุรกิจ

เฉพาะปี 2025 มีร้านปิดไปแล้วราว 4,100 แห่ง

ขณะที่ บริษัทวิเคราะห์ค้าปลีกอย่าง Coresight Research เคยประเมินว่า ตัวเลขปิดร้านทั้งปีอาจแตะระดับ 15,000 ร้าน

และแค่ต้นปี 2026 ตัวเลขที่ประกาศปิดตัวล่วงหน้าก็พุ่งเกือบ 870 แห่งแล้ว

เชนใหญ่หั่นสาขาไม่ทำกำไร

ทั้งนี้ ธุรกิจไม่ได้พังทั้งระบบ แต่เลือกปิดร้านไม่ทำกำไร เพื่อรักษากำไร และกระแสเงินสด

ยกตัวอย่างแบรนด์ที่มีแผน “ปิดร้านในบางสาขา” อาทิ

1.Wendy’s ปิดตัวประมาณ 300 ร้าน

Wendy’s ระบุว่าจะปิดสาขาที่ “ทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน” โดยปิดตัวประมาณ 300 สาขา หรือคิดเป็นสัดส่วน 5% จากสาขาทั้งหมดรวม 6,000 แห่ง เพื่อโฟกัสสาขาที่ยังคงแข็งแรง

2.Pizza Hut ปิดประมาณ 250 ร้าน

Pizza Hut เตรียมปิด 250 สาขาในสหรัฐฯ ภายในครึ่งแรกของปี 2026 ซึ่งบริษัทแม่ Yum! Brands ระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนเร่งพัฒนาแบรนด์ระยะยาว

แม้ตัวเลข 250 จะดูสูง แต่เมื่อเทียบกับร้านทั่วโลกกว่า 20,000 แห่ง ก็สะท้อนว่า เป็นการ “ปรับโครงสร้าง” มากกว่า

3.Carter’s ปิดประมาณ 100 ร้าน

แบรนด์เสื้อผ้าเด็กประกาศแผนปิด 150 ร้านในช่วง 3 ปีนี้ โดยในปี 2026 จะปิดประมาณ 100 สาขา ที่เหลือทยอยปิดตามอายุสัญญาเช่า

4.Macy’s ปิดประมาณ 80 ร้าน

Macy’s เดินหน้าปิดร้านที่ไม่ทำกำไรต่อเนื่อง หลังจากปี 2025 ปิดไปแล้วอย่างน้อย 66 แห่ง เป้าหมายคือเหลือร้านที่มีศักยภาพราว 350 สาขา พร้อมขยายช่องทางออนไลน์แทน

5. Kroger ปิดประมาณ 60 ร้าน

เครือซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีมากกว่า 2,700 สาขากำลังปิดร้านที่ไม่ทำกำไรประมาณ 60 แห่ง ภายใน 18 เดือนนี้

6.Saks Off 5th ปิด 57 ร้าน

ร้านเอาท์เล็ตสินค้าแบรนด์หรูเตรียมปิด 57 สาขา โดยบริษัทแม่อย่าง Saks Global ซึ่งดูแล Saks Fifth Avenue, Neiman Marcus และ Bergdorf Goodman อยู่ระหว่างกระบวนการปรับโครงสร้างภายใต้ Chapter 11

7.Yankee Candle ปิด 20 ร้าน

Yankee Candle เตรียมปิด 20 สาขาในสหรัฐฯ และแคนาดา พร้อมลดพนักงานมากกว่า 900 ตำแหน่ง โดยให้เหตุผล “เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน”

จะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดค้าปลีกและร้านอาหารในอนาคต

สิ่งที่เห็นชัดคือ ตลาดค้าปลีกอเมริกาไม่ได้กำลัง “พัง” แต่กำลัง “ทำตัวให้เล็กลง เพื่ออยู่รอด”

  • ปิดร้านที่กำไรต่ำ
  • รักษา margin
  • ลดภาระค่าเช่า
  • โฟกัสออนไลน์มากขึ้น
  • บริหารเงินสดอย่างระมัดระวัง

ปัจจุบัน ยุคที่การเติบโตวัดกันด้วยจำนวนสาขากำลังจบลง และถูกแทนที่ด้วยยุคที่วัดกันด้วย “ประสิทธิภาพต่อร้าน”

ปี 2026 จึงอาจถูกจดจำว่าเป็นปีแห่งการคัดกรอง แบรนด์ที่ปรับตัวเร็วและกล้าตัดสินใจจะอยู่ต่อ ส่วนร้านที่แบกต้นทุนสูงแต่สร้างกำไรไม่ได้ ก็อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง…

]]>
1560097
วิเคราะห์ Louis Vuitton ทำไมเปิด “โรงแรม” ทั้งที่ CEO บอกว่าจะไม่สร้างโรงแรม!? https://positioningmag.com/1559876 Tue, 17 Feb 2026 14:44:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559876 มกราคม 2026 เบอร์นาร์ด อาร์โนลด์ (Bernard Arnault) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ LVMH ออกมาประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีโรงแรมแบรนด์ Louis Vuitton อย่างที่หลายคนคาดเดาในโลกออนไลน์ โดยอธิบายว่าต้องการรักษาโฟกัสเกมค้าปลีกให้แบรนด์ จึงไม่มีนโยบายกระจายสมาธิไปที่ธุรกิจอื่น

แต่แล้วในกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน Louis Vuitton กลับเปิด “โรงแรม” Louis Vuitton Hotel Bangkok ที่ใจกลางกรุงเทพฯ ตามหลังโรงแรมป็อบอัปในเซี่ยงไฮ้ นิวยอร์ก และ Louis Vuitton Maison ที่โซลซึ่งทุกคนต้องจองคิวกันยาว

นี่ไม่ใช่การกลับลำคำพูด แต่ Louis Vuitton กำลังเล่นเกมเล่าเรื่องที่แตกต่างจากร้านป็อบอัปของแบรนด์คู่แข่ง การที่แบรนด์หรูระดับโลกอย่าง LV ลุกขึ้นมาทำโรงแรมจำลอง หลังจากที่ CEO บอกว่าจะไม่ทำธุรกิจโรงแรม นั้นสร้างผลพลอยได้ให้แบรนด์มากมายในแง่ดึงดูดความสนใจ โดยรักษาความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้แน่น และยัง positioning ว่าเป็นบ้านหรูที่คิดใหม่ทำใหม่ แต่ก็ยึดถือแอบอิงกับรากเหง้าทรงคุณค่า โดยไม่ต้องเสี่ยงทำธุรกิจโรงแรมจริง

ย้อนรอย CEO พูดว่าอะไร?

ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2026 พ่อใหญ่ Bernard Arnault ประธานและ CEO ของ LVMH กลุ่มบริษัทแม่ของ Louis Vuitton ได้ให้สัมภาษณ์ในงานแถลงผลประกอบการปี 2025 ที่ปารีส โดยพูดชัดเจนว่า Louis Vuitton จะไม่สร้างโรงแรม เพราะแบรนด์ต้องการโฟกัสที่ความเชี่ยวชาญหลักอย่างเครื่องหนังและสินค้าเพื่อการเดินทาง แทนที่จะกระจายธุรกิจออกไป ซึ่งอาจทำให้แบรนด์เจือจางตัวตน โดยเฉพาะในช่วงที่ยอดขาย luxury ชะลอตัว

การปิดประตูเรื่องสร้างโรงแรม เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์ในฐานะผู้นำด้าน craftsmanship นั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะการเปิดโรงแรมถาวรต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ต้องดูแลระยะยาว และที่สำคัญ คืออาจจะเปลี่ยน DNA ของแบรนด์จากบ้านสินค้าหรู ไปเป็นค่าย hospitality business ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ Louis Vuitton ต้องการ

แล้วทำไม LV ถึงเปิด Louis Vuitton Hotel ในหลายเมืองใหญ่? คำตอบคือนี่ไม่ใช่โรงแรมจริง แต่เป็นการจัดพื้นที่แสดง pop-up experiential installation ชั่วคราว เพื่อฉลองครบ 130 ปี ลาย Monogram ที่ Georges Vuitton สร้างขึ้นในปี 1896

Louis Vuitton ใช้คอนเซ็ปต์ “โรงแรมจำลอง” เพื่อเล่าเรื่องราวจุดเริ่มต้นของแบรนด์ทั้งในมุมความชำนาญและความสุนทรีย์ในการเดินทาง แม้จะใช้คำว่า Hotel แต่ก็ไม่ใช่โรงแรมจริง เพราะเป็นพื้นที่ชั่วคราวที่เนรมิตให้มองเป็นโรงแรมที่มีห้องต่าง ๆ แต่ละห้องอุทิศให้กับ 5 ไลน์สินค้าหลักทั้ง Keepall, Speedy, Alma, Neverfull และ Noé ทุกห้องจะมีการจัดแสดงชิ้นงานน่าสนใจ และบางแห่งมีบาร์แชมเปญ ยิม เฉลียง พื้นที่บริการซ่อมกระเป๋า และพื้นที่สั่งทำชิ้นงานตกแต่งส่วนตัว

ก้าวแรกของการเปิด Louis Vuitton Hotel ในปีนี้นั้นเริ่มที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ช่วงมกราคม 2026 บนถนน Wukang Road ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเฉลิมฉลองระดับโลก จากนั้นจึงขยายมาที่นิวยอร์กในเดือนเดียวกันบนถนน Prince Street ด้วยกำหนดการเปิดยาวถึงเมษายน 2026 ถัดมาคือโซล ในฐานะส่วนหนึ่งของเส้นทางทัวร์เอเชีย ล่าสุดคือกรุงเทพฯ ประเทศไทย ที่วางกรอบเวลาเปิดให้ชมตั้งแต่ 11 ก.พ. – 15 มี.ค. 2026 ที่บ้านตรอกถั่วงอก ย่านเยาวราช ชุมชนจีนเก่าแก่อายุเกิน 100 ปี

ตัวคอนเซ็ปต์โรงแรม Louis Vuitton Hotel นั้นเกิดขึ้นเพื่อกระจายธีมเฉลิมฉลองให้ให้ถึงตลาดสำคัญของแบรนด์ โดยเลือกสถานที่เก่าแก่เพื่อเชื่อมโยงกับเรื่องราวการท่องเที่ยวและประวัติศาสตร์ Louis Vuitton ผลลัพธ์คือ Louis Vuitton เป็นกระแส ถูกกล่าวขาน และมีการแชร์หรือเปิดชมสูงมาก ผู้คนแห่กันจองช่วงเวลาเข้าชมผ่านเว็บไซต์ hotel-bangkok.louisvuitton.com จนเต็มอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสื่อดังทั่วโลกอย่าง CN Traveller, ELLE, Travel + Leisure, Esquire, Times of India ล้วนรายงานและรีวิวว่าเป็นสถานที่น่าสนใจมากในกรุงเทพฯ

การใช้คำว่า ”โรงแรม” นั้นทำให้เกิดการบอกต่อปากต่อปาก รวมถึงมีการแชร์ต่อบนสื่อโซเชียลทั้ง Instagram, TikTok ตัวแฟนคลับนั้นไม่เพียง check-in แต่ยังมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ทำให้รู้สึกอินกับ Louis Vuitton เพราะมีความเชื่อมต่อทางอารมณ์ผ่านการเล่าเรื่อง ผู้คนจึงรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมรดกที่ Louis Vuitton ถือครองมาตลอด 130 ปี

นอกจากราคาลงทุนที่สบายกระเป๋ากว่าสร้างโรงแรมถาวร การทำตลาดด้วยโรงแรมป็อบอัป Louis Vuitton Hotel ยังให้อิมแพคที่สูงมาก ทั้งทราฟฟิกไปร้านเรือธงแห่งอื่นในเมืองนั้นที่เพิ่มขึ้น และยอดขายสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเฉพาะสาขาป็อบอัป ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะแรงดึงดูดเหล่าแฟชั่นนิสต้าให้แห่มาจับจ่าย ซึ่งจุดนี้ บางรายงานวิเคราะห์ว่าอาจเป็นปรากฏการณ์ทดลองเพื่อค้นหาคู่มือทางรอดแห่งอนาคตของ Louis Vuitton ในยุคเศรษฐกิจผันผวน ซึ่งแม้จะไม่มีตัวเลขยอดขายที่ชัดเจน แต่จากแพตเทิร์นการตั้งป็อบอัป Louis Vuitton Hotel มักนำไปสู่ยอด engagement สูง บนยอดวิวทั่วโซเชียลที่มีมูลค่ามหาศาลจากอินฟลูเอนเซอร์ จนมีผลช่วยดันยอดขายหน้า counter ที่ตกลงในบางตลาดช่วงปี 2025

ตัวเลขผลประกอบการปี 2025 กลุ่มธุรกิจ Fashion & Leather Goods ของ LVMH ซึ่ง Louis Vuitton เป็นแบรนด์หลัก ชี้ว่ามีรายได้ 37.8 พันล้านยูโร ลดลง 5% จากปีก่อน (จาก 41 พันล้านยูโร) และกำไรจากการดำเนินงานลด 13% เหลือ 13.2 พันล้านยูโร แต่ป็อบอัปเหล่านี้ช่วยกระตุ้นดีมานด์ได้ในช่วงต้น 2026 โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่ฟื้นตัวชัดเจน

Louis Vuitton Hotel ต่างจากป็อบอัปของแบรนด์อื่น

Hermès นั้นเคยทำร้านป็อบอัปชั่วคราวในเมืองต่างๆ แต่โฟกัสไปที่การขายสินค้า limited edition โดยมีการจัดแสดงนิทรรศการชื่อ Hermès Heritage ซึ่งเน้นบอกเล่าเรื่องราวแบรนด์และฝีมือที่เชี่ยวชาญ โดย Hermès ไม่ได้แตะประสบการณ์ด้านการเสิร์ฟเครื่องดื่มหรือ dining experience ในระดับที่ Louis Vuitton ทำ เรียกว่าเน้น product craftsmanship เป็นหลัก

ฝั่ง Dior นั้นมี Café Dior ในร้าน flagship store หลายแห่ง เช่นที่โซล และเซี่ยงไฮ้ โดยป็อบอัปอย่าง Miss Dior Exhibition นั้นโฟกัสที่ประสบการณ์ครบวงจรเกี่ยวกับน้ำหอม ความแตกต่างคือ Dior Café เปิดให้คนทั่วไปเข้าได้ง่ายกว่า และไม่ได้ exclusive แบบ Louis Vuitton

ขณะที่ Chanel เคยทำศาลาศิลปะเคลื่อนที่ Mobile Art Pavilion ที่ออกทัวร์ไปทั่วโลก ออกแบบโดย Zaha Hadid เพื่อเน้นนำเสนอเรื่องศิลปะและแฟชั่น สำหรับ Coco Café นั้นเปิดในบางช่วงเวลา เน้นความเป็น Parisian chic หรือไลฟ์สไตล์สุดชิคของคนปารีส โดดเด่นเรื่องการเป็นพื้นที่ชั่วคราวสำหรับแสดงศิลปะมากกว่าธีมแลนด์มาร์ก อย่างที่ Louis Vuitton เน้น

ส่วน Gucci นั้นเปิด Gucci Osteria ร้านอาหาร Michelin-star โดยเชฟ Massimo Bottura ในฟลอเรนซ์ แอลเอ และโตเกียว ขณะที่ Gucci Garden ในฟลอเรนซ์นั้นเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ กึ่งร้านค้า และกึ่งร้านอาหารแบบถาวร จุดนี้แตกต่างเพราะ Gucci ปักหลักพัฒนาสถานที่อย่างจริงจัง ตัวร้านได้ดาว Michelin star และเปิดให้คนทั่วไปเข้าได้ ไม่เหมือนกับ Louis Vuitton ที่คงกำหนดให้ผู้เข้าชมต้องจองเวลา และไม่ใช่โรงแรมจริง

หากมองเร็วๆ เสียงวิจารณ์ชี้ว่าป็อบอัปของ Gucci นั้นไม่ลึกซึ้งเท่า LV ที่ใช้แรงบันดาลใจเรื่องโรงแรมในการเล่าเรื่อง storytelling ที่ยาวนาน ซึ่งอาจส่งผลให้ Louis Vuitton ได้แรงเชื่อมทางอารมณ์ที่เหนียวแน่นกว่า ส่วนนี้อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Gucci ไม่ทรงพลังในปี 2025 โดยยอดขายลดหนัก 22% เหลือ 6 พันล้านยูโร และต้นสังกัดอย่าง Kering ประกาศตัวเลขกลุ่มรวมลดลง 10% เหลือ 14.7 พันล้านยูโร แม้ Gucci จะตีตื้นขึ้นได้ในไตรมาส 4 จากคอลเลกชันใหม่ ช่วยให้หุ้นพุ่งขึ้นไม่ดิ่งเหวได้สำเร็จ

สรุปแล้ว Louis Vuitton ไม่ได้ทำผิดคำพูดของ CEO ที่ว่าจะไม่สร้างโรงแรม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ LV กำลังเปลี่ยนนิยามของพื้นที่ร้านหรือ retail space ให้กลายเป็นจักรวาลที่ลูกค้ามาใช้ชีวิตกับแบรนด์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์หรูระดับโลกกำลังคิดแบบนี้ในยุคที่การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่สินค้าอีกต่อไป แต่อยู่ที่ประสบการณ์ที่ควรต้องไม่มีแบรนด์ใดจะเลียนแบบได้

และกรณีการเปิด “โรงแรม” ของ Louis Vuitton ทั้งที่ CEO บอกว่าจะไม่ทำ ก็อาจมอบประสบการณ์ที่ถือว่ามีมูลค่ามากกว่าห้องพักในโรงแรมจริงเสียอีก

ที่มา : Skift, Travelmole, Cntraveller, Kering, LVMH

]]>
1559876
‘เดนท์สุ’ ยักษ์โฆษณาญี่ปุ่นขาดทุนมโหฬารกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท สั่งงดปันผล-เด้งซีอีโอ แก้สถานการณ์ https://positioningmag.com/1559963 Tue, 17 Feb 2026 12:55:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559963 เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการโฆษณาโลก เมื่อ เดนท์สุ (Dentsu) หนึ่งในกลุ่มบริษัทโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลกสัญชาติญี่ปุ่น ประกาศผลประกอบการปี 2025 ย่ำแย่เป็นประวัติการณ์ โดยรายงาน ผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 3.28 แสนล้านเยน (หรือประมาณ 75,000 ล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทต้องดำเนินมาตรการฉุกเฉินอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

เมื่อกำไรกลายเป็นขาดทุนประวัติศาสตร์

หากดูจากรายได้รวมของ เดนท์สุ กรุ๊ป (Dentsu Group) ในปี 2025 จะพบว่าบริษัทยังคงทำรายได้มหาศาลถึง 1.2 ล้านล้านเยน (ประมาณ 2.76 แสนล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ไส้ในของผลประกอบการกลับสะท้อนวิกฤตที่หนักหน่วง

สรุปผลการดำเนินงานที่สำคัญ

  • ขาดทุนสุทธิ (Statutory Net Loss): ติดลบสูงถึง 3.27 แสนล้านเยน (ประมาณ 7.53 หมื่นล้านบาท) สาเหตุหลักไม่ได้มาจากยอดขายตกต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของค่าความนิยม (Goodwill Impairment Loss) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 3.96 แสนล้านเยน (ประมาณ 9.1 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นการปรับลดมูลค่าทางบัญชีของธุรกิจในต่างประเทศที่ทำผลงานได้ไม่ตามเป้า
  • กำไรจากการดำเนินงานพื้นฐาน (Underlying Operating Profit): อยู่ที่ 1.72 แสนล้านเยน (ประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท) ลดลง 2.1% โดยมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 14.4%
  • การเติบโตตามธรรมชาติ (Organic Growth): ปิดตัวเลขทั้งปีที่ 0.5% ซึ่งสูงกว่าที่บริษัทเคยคาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดยมีแรงหนุนสำคัญมาจาก ตลาดญี่ปุ่นที่เติบโตโดดเด่นถึง 6.2% ในขณะที่ตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ, อังกฤษ, ออสเตรเลีย และจีน กลับเผชิญภาวะถดถอยอย่างหนัก

ธุรกิจในต่างประเทศฉุดรั้ง

สาเหตุหลักของวิกฤตครั้งนี้มาจากผลประกอบการที่ตกต่ำอย่างหนักในภาคธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business) โดยลูกค้าในกลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ และยุโรป ปรับลดงบประมาณโฆษณาลง เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่วนตลาดภูมิภาค APAC (ไม่รวมญี่ปุ่น) มียอดรายได้ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในจีนที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

มีรายงานว่าเดนท์สุพยายามประกาศขายกิจการต่างประเทศมาตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา แต่ล้มเหลวเนื่องจากผู้ซื้อที่มีศักยภาพรวมถึงบริษัท Private Equity ต่างทยอยถอนตัว โดยเหลือเพียง Bain Capital เป็นรายสุดท้ายที่เพิ่งยุติการเจรจาไปเมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม

ผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่: ปลด CEO และงดปันผล

จากตัวเลขขาดทุนมหาศาล ทำให้เดนสึตัดสินใจดำเนินมาตรการเด็ดขาดโดย งดจ่ายเงินปันผล นับเป็นครั้งแรกที่บริษัทประกาศระงับการจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น และได้ประกาศลงดาบปลด ฮิโรชิ อิกะราชิ (Hiroshi Igarashi) ออกจากตำแหน่งประธานและซีอีโอ โดยได้แต่งตั้งให้ ทาเคชิ ซาโนะ (Takeshi Sano) ซึ่งปัจจุบันกุมบังเหียนธุรกิจในญี่ปุ่น เข้ามารับตำแหน่งแทนในเดือนมีนาคมนี้ พร้อมยกเครื่องทีมบริหารชุดใหญ่

นักวิเคราะห์จาก The Drum ระบุว่า ในอดีต “ขนาดของบริษัท” คือปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ แต่ในปัจจุบันที่ AI (Artificial Intelligence) เข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วน ทั้งงานสร้างสรรค์ (Creative) และการวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้โครงสร้างเครือข่ายโฆษณาระดับโลกที่มีขนาดใหญ่เทอะทะกลายเป็นภาระมากกว่าความได้เปรียบ

“ลูกค้าในปัจจุบันต้องการบริการที่กระชับ รวดเร็ว และเน้นเทคโนโลยีเป็นหลัก หลายรายเลือกที่จะสร้างทีมโฆษณาในตัว (In-house) หรือจ้างเอเจนซี่เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้าน Data Science และ Digital Commerce แทน”

มาตรการรัดเข็มขัด: เลิกจ้างพนักงานกว่า 3,400 ตำแหน่ง

เดนท์สุ ยืนยันว่าแผนการขายธุรกิจระหว่างประเทศแบบยกชุดถูกระงับไว้ชั่วคราว แต่จะเน้นไปที่การลดต้นทุนอย่างเข้มงวด โดยปัจจุบันได้ เลิกจ้างพนักงาน ในภาคธุรกิจต่างประเทศไปแล้ว 2,100 ตำแหน่ง จากเป้าหมายทั้งหมด 3,400 ตำแหน่ง 

อย่างไรก็ตาม เดนท์สุยังคงตั้งเป้าหมายในแง่บวกว่า บริษัทจะสามารถพลิกกลับมาทำกำไรสุทธิและสร้างการเติบโตได้อีกครั้งในปี 2026

thedrum / investing

]]>
1559963
ยอดขาย ‘หนังสือเล่ม’ ในญี่ปุ่นปี 2025 ต่ำกว่า 1 ล้านล้านเยน เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ‘มังงะ’ ดิ่งฮวบ -15% https://positioningmag.com/1559785 Mon, 16 Feb 2026 04:32:47 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559785 ประมาณการยอดขายหนังสือและนิตยสารฉบับพิมพ์ในญี่ปุ่นปี 2025 ลดลงต่ำกว่า 1 ล้านล้านเยน (ราว 2 แสนล้านบาท) เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี โดยตกลง -4.1% จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 9.647 แสนล้านเยน โดยยอดขายสิ่งพิมพ์อยู่ในช่วงขาลงมาโดยตลอด นับตั้งแต่จุดสูงสุดในปี 1996 ซึ่งเคยทำไว้ที่ 2.66 ล้านล้านเยน

ตามข้อมูลจาก สถาบันวิจัยสิ่งพิมพ์ (Research Institute for Publications) เปิดเผยว่า ยอดขายหนังสือ รวมถึงยอดขายสื่อดิจิทัล ในปี 2025 ยังคงลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยลดลง -1.6% มาอยู่ที่ประมาณ 1.55 ล้านล้านเยน เมื่อเจาะลึกตัวเลขยอดขายรายประเภท พบว่า

  •  นิตยสารแบบเล่ม: ยอดขายลดลง -10% เหลือ 3.708 แสนล้านเยน โดยนิตยสารรายสัปดาห์ดิ่งลงทุบสถิติถึง -17.9% เหลือเพียง 5.13 หมื่นล้านเยน ส่วนนิตยสารรายเดือนลดลง -8.6% เหลือ 3.195 แสนล้านเยน
  • หนังสือการ์ตูน (มังงะ) แบบเล่ม: ยอดขายทรุดลงประมาณ -15% โดยคาดว่าเป็นผลมาจากการจบลงของผลงานยอดนิยมอย่าง มหาเวทย์ผนึกมาร” (Jujutsu Kaisen) รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอ่านการ์ตูนดิจิทัลมากขึ้น
  • หนังสือเล่ม: ขยับขึ้นเล็กน้อยประมาณ 200 ล้านเยน มาอยู่ที่ 5.939 แสนล้านเยน ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวเล็กน้อยหลังจากซบเซามา 3 ปี โดยได้อานิสงส์จากความนิยมของหนังสือขายดีหลายเล่ม รวมถึงนวนิยายต้นฉบับของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ธีมละครคาบูกิเรื่อง “Kokuho”

ทางรอดของร้านหนังสือในยุคเปลี่ยนผ่าน

ในขณะที่ร้านหนังสือท้องถิ่นหลายแห่งต้องปิดตัวลงเนื่องจากตลาดที่หดตัว แต่ร้านหนังสืออิสระรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานการขายหนังสือเข้ากับบริการอื่น ๆ กลับผุดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche market)

 อย่างเช่นร้านของ ยู อิวาชิตะ บรรณาธิการและเจ้าของร้านหนังสือ “Bookstore and Kitchen Yorimashido” ในเมืองฮิโนะ กรุงโตเกียว ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว โดยร้านของเขาทำหน้าที่เป็นทั้งคาเฟ่และพื้นที่จัดกิจกรรม ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีกระแสความเคลื่อนไหวจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ “ร้านหนังสือแบ่งเช่า” (Shared bookstores) ที่เปิดโอกาสให้ บุคคลทั่วไปเช่าพื้นที่บนชั้นวางเพื่อขายหนังสือสะสมส่วนตัว

]]>
1559785
แผ่วตั้งแต่เดือนแรก! ยอดขาย ‘BYD’ ในจีนวูบต่ำสุดในรอบ 2 ปี หลังรัฐบาลเริ่มกลับมาเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้า https://positioningmag.com/1558468 Fri, 06 Feb 2026 01:31:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558468 สถานการณ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนในช่วงต้นปี 2026 เริ่มส่งสัญญาณความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง BYD รายงานตัวเลขยอดขายในประเทศของเดือนมกราคมที่ลดลงต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี ซึ่งการร่วงลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของบริษัทเดียว แต่มันคือกระจกสะท้อนถึงความกดดันที่กำลังเกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์จีน

ทำไมจู่ ๆ ตลาดถึงชะลอตัว?

แม้ BYD จะเพิ่งฉลองความสำเร็จในการแซงหน้า Tesla ขึ้นเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกในปี 2025 ด้วยยอดขายกว่า 2.26 ล้านคัน เติบโตเกือบ +28% แต่ในปี 2026 นี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยสดใสนัก

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายของรัฐบาลจีน ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา เมื่อจีนได้เริ่มกลับมาเก็บ ภาษีซื้อรถยนต์ (Purchase Tax) ในอัตรา 5% หลังจากที่เคยยกเว้นภาษีส่วนนี้ให้กับรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) มายาวนานกว่าทศวรรษ การสิ้นสุดยุคซื้อรถฟรีภาษี 

ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ความต้องการซื้อของผู้บริโภคเริ่มแผ่วลง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ของ BYD ในเดือนมกราคมอยู่ที่ 83,249 คัน จากยอดทั้งหมด 205,518 คัน รวมถึงปลั๊กอินไฮบริด นั่นเป็นรายเดือนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่บริษัทขายรถยนต์ยนต์ไฟฟ้าได้ 121,748 คัน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024

ศึกในบ้านที่หนักหนากว่าเดิม

ไม่ใช่แค่ปัจจัยจากนโยบายและเศรษฐกิจ แต่การแข่งขันในประเทศก็ยิ่งทวีความดุเดือด เพราะแบรนด์คู่แข่งหลายรายเริ่มตั้งหลักได้ อาทิ Geely ที่ได้ไต่อันดับสองในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีน โดยในเดือนมกราคม Geely ขายรถยนต์มากกว่า 270,000 คัน พร้อมกับรถยนต์ส่งออกมากกว่า 60,000 คัน บริษัทคาดว่ายอดขายรถยนต์พลังงานใหม่โดยรวมจะเติบโตเป็น 2.22 ล้านคัน ในปี 2026 เพิ่มขึ้น +32% ต่อปี

ฝั่งของแบรนด์น้องใหม่อย่าง Aito แบรนด์รถอีวีของ Huawei ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม รายงานการส่งมอบรถยนต์มากกว่า 40,000 คัน ในเดือนมกราคม เพิ่มขึ้นมากกว่า 80% จากปีที่แล้ว ส่วนค่าย Leapmotor และ NIO ก็มียอดการส่งมอบเพิ่มขึ้นเป็น 32,059 คัน และ 27,182 คัน ตามลําดับ ด้าน Xiaomi ก็มีการส่งมอบรถมากกว่า 39,000 คัน แม้ว่าจะลดลงกว่า 10,000 คัน เมื่อเทียบกับยอดส่งมอบ 50,000 คันในเดือนธันวาคม

กลยุทธ์ “หนีไปโตนอกบ้าน”

เมื่อตลาดในบ้านเริ่มตึงตัว BYD จึงเบนเข็มไปที่ตลาดโลกมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายจะเพิ่มยอดขายในต่างประเทศให้ถึง 1.3 ล้านคันในปีนี้ หรือเติบโตขึ้นเกือบ 25% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกในเดือนมกราคมอยู่ที่ 100,482 คัน ลดลงจาก 133,172 คันในเดือนธันวาคม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าหลังจากจบไตรมาสแรกของปี น่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า ตลาด EV จีนจะยังคงเป็นหัวหอกของโลกได้เหมือนเดิม หรือกำลังเข้าสู่ช่วงพักฐานระยะยาว

Source

]]>
1558468
พลังซอฟต์พาวเวอร์! เกาหลีใต้ส่งออก ‘รามยอน’ พุ่งทะลุ 4.7 หมื่นล้านบาท โต 22% จากกระแสซีรีส์-K pop https://positioningmag.com/1555870 Wed, 21 Jan 2026 07:04:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555870 ถ้าพูดถึงหนึ่งในประเทศที่ผลักดันเรื่อง Soft Power จนประสบความสำเร็จประเทศหนึ่งของโลกคงหนีไม่พ้น เกาหลีใต้ เพราะความนิยมในตัวคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์, ซีรีส์ และวงการ K-Pop ได้ช่วยเผยแพร่วัฒนธรรม K-Food จนทำให้ยอดส่งออกสินค้าเกี่ยวกับอาหารเติบโตต่อเนื่อง 

ส่งออก K-Food+ พุ่งเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลจากกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทระบุว่า ยอดส่งออกในหมวด K-Food+ (ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารและอุตสาหกรรมเกษตร) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2025 โดยโตขึ้น +5.1% จากปีก่อนหน้า และเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แล้ว โดยพระเอกของงานนี้คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือ รามยอน ที่ยอดส่งออกกระโดดขึ้นเกือบ +22% ไปแตะที่ 1.52 พันล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็นหมวดอาหารประเภทเดี่ยวชนิดแรกที่มียอดขายต่างประเทศทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์

โดยเฉพาะรามยอนเผ็ดรสชีสและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ กลายเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้บริโภคทั้งในจีน สหรัฐอเมริกา รวมถึงตลาดเกิดใหม่อย่างเอเชียกลางและตะวันออกกลาง โดยทางกระทรวงฯ ระบุในรายงานช่วงปลายปี 2025 ว่า “ความต้องการบะหมี่เกาหลีทั่วโลกยังคงขยายตัว และบริษัทต่าง ๆ ได้เพิ่มกำลังการผลิตรวมถึงบริหารจัดการซัพพลายเชนให้มีความเสถียรเพื่อตอบสนองความต้องการนี้”

นอกจากนี้ สินค้าหมวดอื่นก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น ซอสเกาหลี ที่ได้อานิสงส์จากเทรนด์รสชาติเผ็ดหวาน รวมถึงยอดส่งออกไอศกรีมและผลไม้ที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย

อาศัยกระแส K-pop ช่วยดัน

แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้วัฒนธรรมการกินของเกาหลีใต้โด่งดังไปทั่วโลกก็คือ วัฒนธรรม ที่นักวิเคราะห์มองว่าถือเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะจากกระแสความนิยมอย่างล้นหลามของ K-pop และซีรีส์เกาหลีที่มีส่วนช่วยกระตุ้นความต้องการอย่างมาก เนื่องจากผู้ชมมักจะเห็นอาหารเหล่านี้ปรากฏอยู่บนหน้าจอตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตัวละครในซีรีส์ รายการวาไรตี้ หรือในโฆษณาที่นั่งกินรามยอนกันอย่างเอร็ดอร่อย

โอ จีวู นักวิเคราะห์จาก CGS International กล่าวว่า เช่นเดียวกับที่ค่ายเพลง K-pop พยายาม ขยายตลาดไปต่างประเทศ ผู้ผลิตอาหารเกาหลีโดยเฉพาะกลุ่มที่ขายรามยอนก็กำลัง คิดแบบเดียวกัน เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดในเกาหลีใต้อิ่มตัวแล้ว ตัวอย่างเช่น Nongshim เจ้าของแบรนด์ Shin Ramyun ครองส่วนแบ่งตลาดในเกาหลีสูงถึง 60% สินค้าหลักของพวกเขาถูกคิดค้นมาตั้งแต่ช่วงปี 1970-1980 และยังขายได้ต่อเนื่องทุกปีโดยแทบไม่ต้องเสียค่าการตลาดเลย

นอกจากนี้ ปัญหาประชากรเกาหลีที่ลดลงยังจำกัดการเติบโตในระยะยาวภายในประเทศ ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องหันไปพึ่งพาตลาดโลกแทน ด้วยการดึงเอาไอดอล K-pop มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อสร้างแรงดึงดูด โดยแบรนด์ Nongshim ได้แต่งตั้งเกิร์ลกรุ๊ปวง aespa จากค่าย SM Entertainment เป็น Global Ambassadors ในช่วงปลายปี 2025 หลังจากที่เพิ่งร่วมงานกับ Netflix ออกบะหมี่คอลเลกชัน K-pop Demon Hunters หรืออย่างแบรนด์ Ottogi ก็ได้ตัว Jin จากวง BTS มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ Jin Ramen

เศรษฐกิจไม่ดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยิ่งขายได้

อีกปัจจัยที่ดันให้การส่งออก K-Food เติบโตขึ้นเป็นเพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นในต่างประเทศ โดยรายงานจาก Macquarie เมื่อเดือนพฤศจิกายนระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทำให้ตลาดบะหมี่ในสหรัฐฯ ขยายตัว เพราะผู้บริโภคต้องการ อาหารที่ราคาประหยัดและสะดวก

“การออกไปกินข้าวนอกบ้านในอเมริกาหรือยุโรปนั้นแพงมาก ผู้บริโภคอยากประหยัดเงิน พอได้ลองกินรามยอน พวกเขาก็พบว่ามันทั้งอร่อยและราคาถูก”

แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของอาหารนอกบ้านในสหรัฐฯ จะเริ่มชะลอตัวลงจากจุดสูงสุดที่ 8.8% ในปี 2023 แต่ตัวเลขล่าสุดก็ยังอยู่ที่ 4.1% ซึ่งถือว่ายังสูงอยู่

นอกจากเรื่องตลาดที่อิ่มตัวแล้ว ผู้ผลิตบะหมี่ในเกาหลีใต้ยังต้องเจอกับการควบคุมราคาจากรัฐบาล ทำให้ปรับราคาขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ยาก ในขณะที่ตลาดต่างประเทศเปิดโอกาสให้บริษัทตั้งราคาขายเฉลี่ยได้สูงกว่า โดยในจีนและเอเชีย ราคาเฉลี่ยอาจสูงกว่าในเกาหลี 30-50% ส่วนในสหรัฐฯ ราคาอาจพุ่งสูงถึงเกือบสองเท่า

Macquarie ระบุว่า แบรนด์ดังจากญี่ปุ่นและเกาหลีได้ประโยชน์จากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป เพราะเน้นที่ “นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียม” โดยเฉพาะ Samyang Foods ที่ถูกมองว่าเป็นผู้รับผลประโยชน์รายใหญ่ โดยคาดว่าส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นจาก 11.4% เป็น 23.9% ภายในปี 2028 ทั้งนี้ Samyang เป็นที่รู้จักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์บะหมี่เผ็ด “Buldak” (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไก่เผ็ด) ที่โด่งดังมาจาก “Fire Noodle Challenge” ในปี 2014 ที่ท้าให้คนมากินบะหมี่เผ็ดโดยไม่ดื่มน้ำ

Source

]]>
1555870
โดนแล้ว! Trip.com ถูกรัฐบาลจีนสั่งสอบข้อหา ‘ผูกขาดตลาด’ หลังครองมาร์เก็ตแชร์ 56% ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 22% เลวร้ายสุดนับตั้งแต่ IPO https://positioningmag.com/1555408 Fri, 16 Jan 2026 06:20:39 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555408 ราคาหุ้นของ Trip.com ผู้ให้บริการจองการท่องเที่ยวออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของจีน ประสบภาวะดิ่งลงอย่างรุนแรงเกือบ 22% ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้กลายเป็นหุ้นที่ทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในดัชนี Hang Seng ทันที การร่วงลงครั้งนี้ถือเป็นสถิติการลดลงภายในวันเดียวที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงเมื่อเดือนเมษายน 2021 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นในตลาดนิวยอร์กเพิ่งปิดตัวลดลงไปกว่า 17% ในช่วงคืนวันพุธ

สาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนก เกิดจากการที่ สำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีน (SAMR) ออกมาประกาศเมื่อช่วงค่ำวันพุธว่า กำลังเริ่มกระบวนการสอบสวน Trip.com ในข้อหา ต้องสงสัยว่ามีการใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ และมีพฤติกรรมในลักษณะผูกขาด เนื่องจากพบว่า Trip.com ครองส่วนแบ่งตลาด Online Travel Agency (OTA) ในจีนสูงถึง 56% ซึ่งตามกฎหมายป้องกันการผูกขาดของจีนระบุว่า ต้องมีส่วนแบ่งตลาดห้ามเกิน 50%

ปัจจุบัน Trip.com ถือเป็นผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียเมื่อพิจารณาจากมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) และยังติดอันดับต้น ๆ ของโลก โดยบริษัทได้ขยายอาณาจักรด้วยการถือหุ้นในธุรกิจสำคัญอย่าง Skyscanner เว็บไซต์ค้นหาเที่ยวบินชื่อดังในอังกฤษ รวมถึง MakeMyTrip ยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวของอินเดีย และผู้ให้บริการในจีนอีกหลายแห่ง 

โดยหลังจากที่มีการประกาศการตรวจสอบดังกล่าว ทางด้าน Trip.com ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันทีว่า บริษัทพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับการสอบสวนอย่างเต็มที่ และยืนยันว่าการดำเนินงานทางธุรกิจในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามปกติ

ทั้งนี้ การตรวจสอบในครั้งนี้ชวนให้หลายฝ่ายนึกถึงกรณีอื้อฉาวในปี 2021 ที่ SAMR เคยสั่งตรวจสอบ Alibaba ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ จนนำไปสู่การสั่งปรับเป็นเงินมหาศาลทำลายสถิติถึง 1.82 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์) หลังจากพบความผิดฐานผูกขาดตลาดจริง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือ ช่วงเวลาของการตรวจสอบ เนื่องจากเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวของจีนกำลังกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยบริษัทเทคโนโลยีและการตลาด China Trading Desk ประเมินว่าในปี 2026 นี้นักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่จะเดินทางออกนอกประเทศสูงถึง 165 – 175 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ประมาณ 155 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ การตรวจสอบดังกล่าวยังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะถึง เทศกาลตรุษจีน ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 – 23 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนหลายร้อยล้านคนจะเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Dragon Trail International ระบุว่าในปี 2025 ที่ผ่านมา มีคนจีนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศช่วงตรุษจีนสูงถึง 501 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.9% แบบปีต่อปี และมียอดใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสะพัดกว่า 6.77 พันล้านหยวน ซึ่งเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้า

Source

]]>
1555408
ยอด ‘ล้มละลาย’ ในญี่ปุ่นพุ่งทะลุ 1 หมื่นราย 2 ปีติด จากพิษต้นทุนพุ่งและขาดแคลนแรงงาน https://positioningmag.com/1555399 Fri, 16 Jan 2026 06:05:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555399 ดูเหมือนสถานการณ์ธุรกิจรายย่อยของญี่ปุ่นยังกู่ไม่กลับ เพราะอัตรา ล้มละลาย ทะลุ 10,000 แห่ง เป็นปีที่สองติดต่อกัน ท่ามกลางการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนที่สูง และอัตราเงินเฟ้อ

ข้อมูลจาก Tokyo Shoko Research ระบุว่า ในปี 2025 ญี่ปุ่นมีจำนวนบริษัทที่ ล้มละลาย ที่ 10,300 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2013 และเพิ่มขึ้น +2.9% จากปีก่อนหน้า ถือเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แม้ว่าจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับการพุ่งสูงถึง 15.1% ในปี 2024

76.6% ของบริษัทที่ล้มละลาย เป็น ธุรกิจขนาดเล็ก มีหนี้สินรวมอยู่ที่ 1.59 ล้านล้านเยน ลดลง 32.1% โดยอุตสาหกรรม ภาคบริการ รวมถึงร้านอาหาร มีจํานวนการล้มละลายสูงสุดที่ 3,478 ราย เพิ่มขึ้น 4.5% ตามด้วย ธุรกิจก่อสร้างที่ 2,014 4.7% และ การผลิตที่ 1,186 เพิ่มขึ้น 3.9% 

ผลสํารวจแสดงให้เห็นว่า การล้มละลายที่เกิดจากการ ขาดแคลนแรงงานสูงถึง 397 รายเพิ่มขึ้น 36% นอกจากนี้ ความล้มเหลวทางธุรกิจที่เกิด ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น อยู่ที่ 767 ราย เพิ่มขึ้น 9.3% โดยทาง Tokyo Shoko Research คาดการณ์ว่า การล้มละลายของบริษัทขนาด ปานกลาง จะเพิ่มขึ้นในปี 2026 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ผลกระทบของภาษีสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนที่ย่ำแย่ ทำให้ยังไม่มีสัญญาณบวกจากนักท่องเที่ยวชาวจีน

นอกจากนี้ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลอย่างมากต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค เพราะ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น กำลังกดดันการบริโภค ส่งผลให้ ดัชนีความเชื่อมั่น ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 48.6 จุด ถือเป็นการ ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ในเดือนธันวาคม

ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า ภาวะเงินเฟ้อ จาก การอ่อนค่าของเงินเยน และ ตลาดแรงงานที่ตึงตัว กำลังกลายเป็นความท้าทายใหม่สำหรับบริษัทต่าง ๆ ซึ่งสถานการณ์นี้อาจกลายเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

Source

]]>
1555399
‘เวียดนาม’ โชว์ GDP โตแรง 8% สูงสุดในรอบ 10 ปี จ่อแซงหน้า ‘ไทย’ เร็วสุดในปีนี้ https://positioningmag.com/1554241 Wed, 07 Jan 2026 04:59:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554241 แม้ว่า เวียดนาม จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 20% แต่ปัจจัยลบดังกล่าวไม่อาจหยุดยั้งการเติบโตของ GDP ได้ โดยล่าสุด สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2025 เติบโต 8.46% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ส่งผลให้ GDP ปี 2025 ของเวียดนามเติบโตสูงถึง 8.02% และภายในปีนี้ GDP ของเวียดนามอาจแซงหน้าไทย

เติบโตพุ่ง 8% แม้เจอกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ

เศรษฐกิจเวียดนามในปี 2025 ขยายตัวถึง +8.02% ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร่งตัวขึ้นจากปีก่อนหน้าที่เติบโตได้ +7.09% โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง แม้จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าถึง 20% ก็ตาม

โดยยอดส่งออกรวมของเวียดนามโตขึ้น +17% คิดเป็นมูลค่าราว 4.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 1.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในปีที่ผ่านมา เวียดนามเกินดุลกับสหรัฐฯ สูงถึงเกือบ 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน 

ปัจจุบัน เวียดนามได้กลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของบริษัทข้ามชาติหลายราย ไม่ว่าจะเป็น Samsung, Apple และ Nike อีกทั้งกำลังดึงดูดให้ค่ายรถยนต์และแบรนด์อิเล็กทรอนิกส์บางส่วนที่มีกำลังการผลิตในไทย ย้ายฐานไปเวียดนาม เนื่องจากค่าแรงและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจกว่า ส่งผลให้มีการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เพิ่มขึ้น 9% คิดเป็นเม็ดเงิน 2.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ การบริโภคในประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นตัวช่วยสำคัญ โดยเวียดนามทุ่มงบมหาศาลสร้างสนามบินใหม่ และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน ส่งผลให้ภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดขายปลีกโตขึ้น 9.2%

อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งในฐานะ ทางผ่านของสินค้าจีน (Transshipment hub) โดยยอดนำเข้าสินค้าจากจีนมายังเวียดนามพุ่งสูงขึ้นเป็น 1.86 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสินค้าที่ถูกตัดสินว่าเป็นการสวมสิทธิ์ส่งออกอาจต้องเผชิญภาษีสูงถึง 40%

ภาพจาก Unsplash

จ่อแซงไทยในปีนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในปี 2026-2030 ไว้ที่ ไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี เพื่อขยับขนาดเศรษฐกิจไปแตะระดับ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทาง Nikkei Asia มีการคาดการณ์ว่ามูลค่า GDP รวม (Nominal GDP) ของเวียดนามมีโอกาสพุ่งแซงไทยได้ภายในปี 2026 นี้เลย หากเวียดนามสามารถทำตามเป้าหมายการเติบโตที่ 10% ได้สำเร็จ

หรือถ้าหากไม่ใช่ปีนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าจะแซงภายในไม่ปี 2027-2028 แน่นอน เพราะอัตราเร่ง (Growth Rate) ของสองประเทศห่างกันมาก โดยเวียดนามเติบโตที่ 8-10% ขณะที่ไทยโตเพียง 1.5-2% เนื่องจากประเทศกำลังเจอมรสุม หนี้ครัวเรือน ที่กดทับการบริโภค รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม แม้ GDP รวมจะโดนแซง แต่ GDP ต่อหัว (GDP per capita) หรือความรวยเฉลี่ยของประชากรไทยยังสูงกว่าเวียดนามอยู่พอสมควร โดยไทยอยู่ที่ประมาณ 7,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.5 แสนบาท) ขณะที่เวียดนามกำลังพยายามแตะ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนบาท)

businesstimes / nikkei Asia

]]>
1554241