Global Trend – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Sat, 11 Apr 2026 02:50:11 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 สรุปพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ปี 69 เข้าสู่ยุค “SmartSumer” เลิกซื้อตามอารมณ์-ใช้เหตุผล-พึ่ง AI https://positioningmag.com/1568870 Fri, 10 Apr 2026 01:19:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568870 แรงกดดันเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่พุ่งสูง กำลัง “รีเซ็ตพฤติกรรมผู้บริโภคไทย” สู่ยุคคิดก่อนซื้ออย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคยุคใหม่หันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ แทนแพลตฟอร์มดั้งเดิม

ผู้บริโภคไทย 90-97% คิดก่อนซื้อ ใช้ AI เป็นตัวช่วยหลัก

รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยว่า ผู้บริโภคไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจาก ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่ม และรายได้ไม่สอดคล้องรายจ่าย ทำให้ “ความคุ้มค่า (Value for Money)” กลายเป็นปัจจัยหลักในการซื้อสินค้า

พฤติกรรมผู้บริโภคจึงเปลี่ยนจาก การซื้อตามอารมณ์ (Emotional-driven) สู่การตัดสินใจบนข้อมูลและเหตุผล โดยมี AI เป็นเครื่องมือสำคัญ สะท้อนการเข้าสู่ยุค “SmartSumer” ที่คิด วิเคราะห์ และเลือกอย่างมีระบบ

รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
จากงานวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ของ CMMU พบอินไซต์สำคัญ อาทิ
  • ผู้บริโภค 90-97% มีความพิถีพิถันในการซื้อ
  • พฤติกรรมหลัก 5 มิติ ได้แก่ Search & Compare, Maximize Value, Authentic Demand, Risk Reduction และ Timing & Patience
  • Gen Z เด่นด้านจังหวะราคาและโปรโมชัน (62%)
  • กว่า 71% ใช้ AI ช่วยค้นหา เปรียบเทียบ และคาดการณ์ราคา นำโดย Gen Z 99% และ Gen Y 96%

ผู้บริโภคใช้ AI ช่วยค้นหา เปรียบเทียบราคาสินค้า แยกตามเจเนอเรชั่น CMMU

ผู้บริโภคไทยอ่อนไหวด้านราคา?

ด้านราคา ผู้บริโภคจะเริ่มถูกกระตุ้นเมื่อสินค้า ‘ลดราคา’ 11-20%

ส่วนในแง่ ‘การขึ้นราคา’ ผู้บริโภคทนการขึ้นราคาได้ +21-30% ยกเว้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ทนได้เพียง +11-20% หากเกินจุดรับได้ จะ รอโปรโมชัน / หาข้อมูลเพิ่ม / เปลี่ยนแบรนด์ทันที

เจาะลึกพฤติกรรม จาก 5 หมวดสินค้า

1. Technology & Gadgets

  • ผู้บริโภค 90% เชื่อถือ AI
  • รอบซื้อทุก 6-12 เดือน (75.5%)
  • ใช้เวลาตัดสินใจ 1-4 สัปดาห์ (60.3%)
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Technology & Gadgets ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

2. Beauty & Personal Care

  • 72-86% ให้ความสำคัญกับคุณภาพ
  • มากกว่า 30% ใช้ AI 2 ระบบ (ChatGPT / Google Gemini)
  • เน้น Ingredient-conscious และรีวิวผู้ใช้จริง
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Beauty & Personal Care  ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

3. Fashion Apparel & Accessories

  • ใช้อารมณ์ตัดสินใจสูงสุด
  • ใช้ AI เป็นแหล่งหาข้อมูลแซง TikTok
  • Official Store มีความสำคัญน้อยที่สุด (68.5%)
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Fashion Apparel &Accessories ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

4. Home & Appliances

  • 85.5% ค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ
  • 90-97% ศึกษาข้อมูลเชิงลึก
  • ใช้เวลาตัดสินใจ 1-4 สัปดาห์
  • YouTube เป็นแหล่งข้อมูลอันดับ 1
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Home & Appliances ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

5. FMCG & Daily Essentials

  • ซื้อออนไลน์สูงสุด
  • อ่อนไหวต่อราคามากที่สุด
  • ขึ้นราคา 11-20% พร้อมเปลี่ยนแบรนด์
  • Baby Boomer พิถีพิถันสูงสุด (96%)
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท FMCG & Daily Essentials ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

พฤติกรรมซื้อเปลี่ยนตามระดับราคา

อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ระบุว่า ผู้บริโภคมีเกณฑ์ตัดสินใจชัดเจนตามช่วงราคา

  • ต่ำกว่า 1,000 บาท → ใช้อารมณ์
  • ราคา 1,000-10,000 บาท → เปรียบเทียบ + ดูรีวิว
  • มากกว่า 10,000 บาท → ใช้เวลา 1-3 เดือน
  • มากกว่า 100,000 บาท → ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ขณะเดียวกัน Trust Hierarchy เปลี่ยนไป

  • รีวิวผู้ใช้จริงและเพื่อน น่าเชื่อถือสูงสุด
  • โฆษณาแบรนด์มีอิทธิพลลดลง
  • Gen Z ใช้ TikTok และ E-commerce แทน Search Engine
  • พฤติกรรม Showrooming เพิ่มขึ้น (ลองหน้าร้าน ซื้อออนไลน์)
อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)

แบรนด์ต้องปรับเกม สู้ยุค SmartSumer

สิทธิกร ยิ่งเมืองมาร นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) และหัวหน้าทีมวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ระบุว่า AI กำลังเป็น “แหล่งข้อมูลหลัก” ทำให้แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์ ได้แก่

1.AI-Ready Content พัฒนาข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน เช่น

  • รายละเอียดสินค้า คุณสมบัติ ราคา รีวิว และคำอธิบายทีครบถ้วน เพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือและให้ AI สามารถค้นหา
  • แนะนำหรือเปรียบเทียบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ช่วยเร่งกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

2.Sincerity Marketing ความโปร่งใส

  • เปิดเผยข้อมูลเชิงลึก โดยเฉพาะ Beauty และ FMCG เช่น ส่วนผสม ใบรับรอง แหล่งที่มาและผลการทดสอบที่ชัดเจน
  • ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือจากรีวิวของผู้ใช้จริง ทำให้แบรนด์ต้องพัฒนาที่สะท้อนประสบการณ์จริงให้มากขึ้น

3.Value-Based Pricing เน้นความคุ้มค่า ไม่ใช่แข่งราคาเพียงอย่างเดียว

สิทธิกร ยิ่งเมืองมาร นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) และหัวหน้าทีมวิจัย

4.Promotion Strategy โปรโมชันยังมีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อ

  • ส่วนลด 11-20% คือ Sweet Spot กระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดีที่สุด
  • การใช้โปรโมชันอย่างมีกลยุทธ์ เช่น กลยุทธ์ 1 แถม 1, Bundle Deal, คูปองส่วนลด หรือฟรีค่าขนส่ง          มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

5.Video Content ทำคอนเทนต์บนยูทูป

  • เน้นรีวิวจริง ส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหมวด Home&Appliances เพราะ ช่วยสร้างประสบการณ์และสร้างความเข้าใจได้ดีกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ

6.Omni-Channel เชื่อมโยงทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ

  • แบรนด์ควรใช้ TikTok และ Marketplace เป็นพื้นที่สร้างการรับรู้ ทดลองตลาดและกระตุ้นการตัดสินใจแบบ Real-Time ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภค
คนใช้ AI ทำอะไรบ้างในการซื้อสินค้า CMMU
ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

AI กลายเป็น “ผู้ช่วยช้อปปิ้ง” ตัวจริง

ผู้บริโภคต้องการ Smart Personal Shopping Assistant เพื่อช่วยด้านต่าง ๆ อาทิ

  • เปรียบเทียบราคาแบบเรียลไทม์ 67%
  • สรุปรีวิว 73%
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือร้านค้า 73%
  • คาดการณ์ราคาในอนาคต 61%
  • วางแผนงบประมาณการซื้อสินค้า 56%

“SmartSumer” ไม่ใช่เทรนด์ระยะสั้น

งานวิจัยชี้ว่า SmartSumer คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน โดย “ความไว้วางใจ” คือปัจจัยแข่งขันสำคัญ

แบรนด์ที่ โปร่งใส มีรีวิวจริง และใช้ AI เข้าใจลูกค้า จะได้เปรียบ ขณะที่แพลตฟอร์มที่พัฒนาเครื่องมือ AI ครบวงจร จะคว้าโอกาสในตลาดยุคใหม่ได้

]]>
1568870
ตลาดอสังหาฯ ปี 69 คาดซบเซาสุดในรอบ 8 ปี ราคาบ้านจ่อขยับ 10% พิษสงครามดันต้นทุนพุ่ง https://positioningmag.com/1568109 Tue, 07 Apr 2026 06:00:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568109 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 ยังไม่หลุดจากจุดต่ำสุด ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง ที่ดันต้นทุนพุ่ง ซ้ำเติมกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ และปัญหารีเจ็กต์เรตที่ยังสูง

อสังหาฯ ดิ่งสุดรอบ 8 ปี

สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) คาดว่า ยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศปี 2569 จะลดลงเหลือ 290,000 ยูนิต จาก 316,214 หน่วยในปี 2568 ถือเป็น “ระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี”

ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น และเข้าสู่ภาวะ “New Cost Base”

บ้านใหม่จ่อขึ้นราคา 5-10%

ต้นทุนที่พุ่งขึ้น ทำให้บ้านโครงการใหม่มีแนวโน้มต้องปรับราคาขึ้น 5-10% โดยเฉพาะตลาดระดับกลาง-ล่างที่ชะลอตัวหนัก

KKP แนะผู้ประกอบการเร่ง “ล็อกราคาวัสดุ” และระบายสต็อก ขณะที่ผู้ซื้อถือเป็น “จังหวะทอง” ในการซื้อบ้านต้นทุนเดิม และล็อกดอกเบี้ยคงที่ก่อนดอกเบี้ยขาขึ้น

ต้นทุนแฝงพุ่งในตลาดบ้าน 2-5 ล้านบาท

สงครามที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล กระทบทั้งต้นทุน (Supply) กำลังซื้อ (Demand) และโอกาสซื้อ

ไทยใช้น้ำมันเฉลี่ย 124 ล้านลิตร/วัน และยังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งเกิน 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล ทำให้ต้นทุนวัสดุหลัก เช่น ปูน คอนกรีต เหล็ก ปรับขึ้นทันที

ผลกระทบชัดในบ้านขนาด 120-170 ตร.ม. ราคา 2-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล คิดเป็น 54% ของยอดขาย หรือมูลค่า 76,200 ล้านบาท

โฟกัสต้นทุนหลัก ๆ มาจาก

  • โครงสร้างต้นทุน แบ่งเป็น วัสดุ 60% แรงงาน 40%
  • เหล็กคิดเป็น 18% ของราคาบ้าน
  • งานระบบ (ไฟฟ้า-ประปา) คิดเป็น 12% ของต้นทุน

ต้นทุนเหล่านี้ผูกกับราคาพลังงานโดยตรง ทำให้ต้นทุนก่อสร้างผันผวนตั้งแต่เริ่มโครงการ

กำลังซื้อสะดุด ค่าครองชีพ-ดอกเบี้ยกดดัน

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ดันค่าครองชีพทั้งระบบ ทำให้คนต้องโยกเงินไปใช้จ่ายจำเป็นมากขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อบ้านอ่อนลง

ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง หรือมีโอกาสปรับขึ้น ส่งผลให้ค่างวดเพิ่มขึ้น “หลายพันบาทต่อเดือน” และทำให้กู้ได้น้อยลง

โซนเสี่ยงสต็อกล้น

กลุ่มบ้านราคา 2-5 ล้านบาท ในปริมณฑลได้รับผลกระทบมากสุด ส่วนหนึ่งมาจาก ‘การมีสต็อกคงค้างสูง’ โดยโซนเฝ้าระวัง เช่น

  • รังสิต-ปทุมธานี หน่วยเหลือขาย 19,300 หน่วย มูลค่า 67,500 ล้านบาท
  • บางบัวทอง-นนทบุรี หน่วยเหลือขาย 18,100 หน่วย มูลค่า 63,300 ล้านบาท
  • บางนา-สมุทรปราการ หน่วยเหลือขาย 16,400 หน่วย มูลค่า 57,400 ล้านบาท
บางใหญ่
ทำเลบางใหญ่ ตรงบางใหญ่ซิตี้ ฝั่งตรงข้ามเป็นเซ็นทรัล เวสต์เกต

“จังหวะทอง” ของคนพร้อมซื้อ ต่างชาติดีมานด์ยังมี

ในวิกฤตยังมีโอกาส ผู้ซื้อที่พร้อมสามารถได้เปรียบจากการซื้อบ้านสต็อกเดิม ซึ่งตั้งราคาบนต้นทุนเก่า

  • ได้บ้าน “ราคาเดิม”
  • มีโอกาสได้โปรแรงจากผู้ประกอบการ
  • ล็อกดอกเบี้ยคงที่ 1-3 ปี ลดความเสี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจผันผวน แต่ไทยยังเป็น “Safe Haven” ด้านอสังหาฯ ทำเลหลักอย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต หัวหิน ชลบุรี และเชียงใหม่ ยังดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอยู่

]]>
1568109
‘ทาสแมว’ เต็มประเทศ! หนุนตลาดอาหารสัตว์โต GEN Z ชอบเลี้ยงเป็นลูกทะลุ 8 ล้านตัว ส่วนชื่อมินิมอล ‘ขาว-ส้ม-อ้วน’ ฮิตสุด https://positioningmag.com/1568096 Sat, 04 Apr 2026 08:44:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568096 ดร. ซูซาน หว่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ และผู้อำนวยการกลุ่มประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มาร์ส เพ็ทแคร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารแมว ‘วิสกัส’ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในไทย มีมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 32,634 ล้านบาท ยังคงเติบโตต่อเนื่อง

หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ เทรนด์เลี้ยงสัตว์เป็นลูก (Pet Parent) โดยเฉพาะ “แมว” ที่มีการเลี้ยงราว 7-8 ล้านตัว และ “หมา” อยู่ที่ 20 ล้านตัว

“แม้สัดส่วนของหมาจะดูสูงกว่า แต่ในระยะหลังอัตราการเติบโตของแมวขยายตัวมากกว่า”

ดร. ซูซาน หว่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ และผู้อำนวยการกลุ่มประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มาร์ส เพ็ทแคร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารแมว ‘วิสกัส’

สายพันธุ์แมวยอดนิยมในไทย แบ่งเป็น 3 สายพันธุ์ ได้แก่

  • Siamese 30%
  • Persian 28%
  • อื่น ๆ 10% เช่น British, Scottish Fold เป็นต้น

ส่วนชื่อยอดฮิตของนายท่านแมวไทย คือ

  • อันดับ 1 ขาว
  • อันดับ 2 ส้ม
  • อันดับ 3 อ้วน
  • อันดับ 4 ดำ
  • อันดับ 5 ถุงทอง

อ้างอิงผลสำรวจ WHISKAS® Purr Study ในไทย เดือนมีนาคม 2569 พบอินไซด์น่าสนใจ คือ

  • 71% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทยมองว่าแมวคือสมาชิกอันเป็นที่รักของครอบครัว และยังช่วยเยียวยาความเครียด (54%) และเติมเต็มความสุขให้กับชีวิต (52%)
  • 37% ของทาสแมว ยกแมวให้เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต โดยกลุ่มที่ให้ความสำคัญมากสุด คือ Gen Z (47%), Millennials (38%) และ Gen X (35%)

ปัจจัยเหล่านี้ ผลักดันให้ ‘เหล่าทาสแมว’ หันมาสนใจด้านสุขภาพของน้องเหมียวมากขึ้น ทว่าจากผลสำรวจ มีเพียง 17% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทยที่รู้สึกว่ามีความรู้เกี่ยวกับโภชนาการแมวอย่างดี

ขณะที่ 39% ของผู้เลี้ยงแมวในไทยยอมรับว่ารู้สึกสับสนจากข้อมูลและคำแนะนำด้านโภชนาการที่ขัดแย้งกัน

“แมว ถูกมองว่าเป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัวมากขึ้น เมื่อความผูกพันนี้เพิ่ม ผู้เลี้ยงสัตว์จำนวนมากก็ยิ่งมองหาแนวทางที่ดีที่สุดในการดูแลแมวของตน อย่างไรก็ตาม ปริมาณข้อมูลจำนวนมากบนโลกออนไลน์อาจทำให้ผู้เลี้ยงสัตว์แยกแยะได้ยากว่าแหล่งข้อมูลใดเชื่อถือได้” ดร.ซูซาน กล่าว

Lucky Cat ประติมากรรมแมว 10 เมตรของวิสกัส จัดแสดง 3-4 เมษายน 2569

ดังนั้น จึงเป็นที่มาที่ “วิสกัส” เปิดตัวแคมเปญสร้างรับรู้เรื่องโภชนาการแมว และทำประติมากรรม Lucky Cat สูง 10 เมตร

โดยเปิดโอกาสให้ทั้งผู้เลี้ยงแมวและคนทั่วไปได้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์กับกิจกรรม อาทิ เกมแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ และลุ้นรับของรางวัล รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารแมวจากแบรนด์วิสกัส®เป็นเวลา 1 ปี ที่สยามสแควร์ วันที่ 3-4 เมษายน 2569 นี้

]]>
1568096
ลดใช้พลาสติกแทบตาย สุดท้าย ‘สงครามอิหร่าน’ 14 วันปล่อย ‘คาร์บอน’ กว่า 5 ล้านตัน หรือเท่ากับหลายประเทศปล่อยทั้งปี https://positioningmag.com/1567398 Wed, 01 Apr 2026 12:22:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567398 ในขณะที่สงครามกำลังโหมกระหน่ำในยูเครน กาซา ซูดาน คองโก และตะวันออกกลาง สายตาของโลกมักจับจ้องอยู่ที่ความสูญเสียของมนุษย์และการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่มีสงครามอีกรูปแบบหนึ่งที่เงียบเชียบกว่า ยาวนานกว่า และทำลายล้างไม่แพ้กัน นั่นคือ สงครามต่อโลก ต่อธรรมชาติ และต่อสภาพภูมิอากาศของเราทุกคน

สงครามอิหร่าน 14 วัน ปล่อยคาร์บอนกว่า 5 ล้านตัน

สงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน คือตัวอย่างที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศต้องตั้งรับ การวิเคราะห์ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมครั้งแรกของความขัดแย้งนี้ โดย Climate and Community Institute เผยว่า เพียง 14 วันแรกของการสู้รบ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาถึง 5 ล้านตัน เท่ากับปริมาณการปล่อยคาร์บอนของบางประเทศตลอดทั้งปี และเมื่อคำนวณเป็นอัตรารายปีจะเท่ากับ 131 ล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับการปล่อยก๊าซทั้งปี 84 ประเทศที่ปล่อยก๊าซน้อยที่สุดในโลกรวมกัน 

  • อาคารพลเรือนที่ถูกทำลาย คิดเป็นส่วนแบ่งคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดถึง 2.4 ล้านตัน CO2e จากอาคารราว 20,000 แห่งที่ได้รับความเสียหายตามรายงานของสภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่าน
  • คลังน้ำมันที่ถูกเผา สร้างความเสียหาย 1.88 ล้านตัน CO2e ภาพที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือ “ฝนสีดำ” ที่ตกลงมาเหนือกรุงเตหะรานหลังจากที่คลังน้ำมันหลัก 4 แห่งถูกทิ้งระเบิด คาดว่าน้ำมันระหว่าง 2.5 ถึง 5.9 ล้านบาร์เรลถูกเผาไหม้ในการโจมตีครั้งนี้
  • เชื้อเพลิงเครื่องบินรบ ใน 14 วัน มีการใช้เชื้อเพลิงระหว่าง 150–270 ล้านลิตร เพราะเครื่องบินทิ้งระเบิดหนักของสหรัฐฯ ต้องบินมาจากไกลถึงทางตะวันตกของอังกฤษ สร้างการปล่อยก๊าซ 529,000 ตัน CO2e
  • ยุทโธปกรณ์ที่ถูกทำลาย เครื่องบินรบ เรือรบ และฐานยิงขีปนาวุธรวมกันคิดเป็น 172,000 ตัน CO2e และการใช้ขีปนาวุธ โดรน และจรวดสกัดกั้นรวมกว่า 5,000 ลูกเพิ่มอีก 55,000 ตัน CO2e

“ทุกครั้งที่มีการยิงขีปนาวุธ นั่นคือการจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อแลกกับโลกที่ร้อนขึ้นและไม่มั่นคงขึ้น” Patrick Bigger ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Climate and Community Institute กล่าว 

สงครามผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ที่ไม่มีใครพูดถึง

งานวิจัยล่าสุดพบว่า กองทัพทั่วโลก มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 5.5% ของการปล่อยก๊าซทั่วโลก ตัวเลขนี้เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซจากอุตสาหกรรมซีเมนต์ทั้งโลก และมากกว่าการบินพลเรือนทั่วโลกถึง 2 เท่า หากกองทัพโลกเป็นประเทศหนึ่ง มันจะเป็น ผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ แม้การใช้จ่ายทางทหารจะคิดเป็นเพียง 2% ของ GDP โลก แต่ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซกลับสูงกว่าค่าเฉลี่ยทางเศรษฐกิจโลกถึง 3 เท่า และที่เลวร้ายที่สุดคือ ตัวเลขเหล่านี้มักถูกซ่อนอยู่ในรายงาน เพราะภาคทหารได้รับการยกเว้นจากข้อผูกพันในการรายงานข้อมูลระหว่างประเทศหลายฉบับ และแทบไม่ปรากฏในการเจรจาด้านภูมิอากาศเลย

สงครามในยูเครนเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดว่าความขัดแย้งทางอาวุธสร้างบาดแผลต่อโลกอย่างไร ในช่วง 3 ปีแรกของการสู้รบ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 230 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือมากกว่าการปล่อยก๊าซรายปีของ 5 ประเทศนอร์ดิกสะสมรวมกัน

ความเสียหายไม่ได้มาจากระเบิดเพียงอย่างเดียว การทำลายหม้อแปลงไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าทำให้เกิดการรั่วไหลของก๊าซซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์ ซึ่งมีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถึง 25,000 เท่า การระเบิดของท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีมในปี 2022 ปล่อยก๊าซมีเทนออกมาคิดเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าหลายสิบล้านตัน และไฟป่าตามแนวหน้าการรบที่ไม่มีใครดับได้ก็กำลังเผาคาร์บอนและทำลายระบบนิเวศไปพร้อมกัน

สงครามก่อโลกร้อน โลกร้อนก่อสงคราม

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขคาร์บอน แต่คือ วงจรที่ตัดไม่ขาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นแค่ผลพวงของสงคราม แต่ยังเป็นชนวนเหตุของมัน ภูมิภาคที่เผชิญกับภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศสุดขั้วมีความเสี่ยงสูงต่อความรุนแรงและความไม่มั่นคง การแย่งชิงทรัพยากรที่ขาดแคลน ทั้งน้ำ อาหาร และที่ดิน กำลังนำไปสู่การปะทะในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย

และเมื่อเกิดสงคราม วิกฤตพลังงานที่ตามมามักทำให้สหรัฐฯ และมหาอำนาจอื่น ๆ ตอบโต้ด้วยการขุดเจาะน้ำมันใหม่และสร้างสถานี LNG เพิ่ม ซึ่งเป็นการล็อกให้โลกต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน วงจรนี้ไม่มีจุดสิ้นสุดในตัวมันเอง

สัญญาณที่มองเห็นได้ชัดในชีวิตประจำวันคือในภูมิภาคนอร์ดิก อุณหภูมิฤดูหนาวสูงกว่าปกติราว 2 องศาเซลเซียส ฤดูกาลเล่นสกีที่เคยมีหิมะปกคลุมเกือบ 5 เดือน บัดนี้เหลือเพียง 6–8 สัปดาห์ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องกีฬา แต่คือสัญญาณของการหยุดชะงักของระบบนิเวศในภาพใหญ่

งบประมาณคาร์บอนที่กำลังจะหมด

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า โลกเหลือ งบประมาณคาร์บอน เพียง 1.3 แสนล้านตัน เพื่อรักษาโอกาส 50% ที่จะไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซในปัจจุบัน งบประมาณนี้จะ หมดลงภายในปี 2028 

“การเผาผลาญงบประมาณคาร์บอนเท่ากับปริมาณการปล่อยก๊าซต่อปีของประเทศไอซ์แลนด์ภายในเวลาแค่ 2 สัปดาห์ คือสิ่งที่เราไม่สามารถแบกรับได้จริงๆ”

สุดท้ายแล้ว ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาจากสงครามในวันนี้จะคงอยู่ในชั้นบรรยากาศนานกว่าหนึ่งศตวรรษ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะชนะก็ตาม ผู้ที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุดคือ พลเรือนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทำสงคราม และชนชั้นแรงงานทั่วโลกที่ต้องรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายลงทุกวัน

forbes / The Guardian

]]>
1567398
รู้จัก Capybara mode ทำงานเหมือนเจ้าคาปิบารา เพื่อไม่ให้ Burn out https://positioningmag.com/1566343 Thu, 26 Mar 2026 04:29:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566343 เคยไหม? ยิ่งทำงานดี งานยิ่งงอก! จนกลายเป็นว่าเราต้องเข้าไปอยู่ในทุกวงประชุม และแก้ปัญหาให้ทุกคน ยกเว้นงานตัวเอง จนทำให้เกิดอาการ Burnout 

 

ตอนนี้เทรนด์ Capybara mode กำลังถูกพูดถึงและเป็นกระแสอย่างมากในกลุ่มชาวออฟฟิศรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดในการทำงานที่ไม่ได้หมายถึงการ ‘ขี้เกียจ’ แต่ ‘มีขอบเขต’ การทำงานชัดเจนและเหมาะสม เหมือนน้องคาปิบาราที่นิ่ง สงบ เป็นมิตรกับทุกคน แต่ไม่ไปวุ่นวายหรือยอมให้ใครมาวุ่นวายกับตัวเองมากเกินไป  

 

ทำไมเทรนด์นี้ถึงมาแรง? 

 

นั่นเพราะว่า การทำงานร่วมกัน หรือ Collaboration กลายเป็นภาระ โดยข้อมูลจาก Harvard Business ระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่มีพนักงานเพียง 3-5% ต้องแบกงานประสานงานที่เกี่ยวข้องกับงานของคนอื่นสูงถึง 20-35% ของทั้งบริษัท ทำให้คนกลุ่มนี้เหลือเวลาทำงานหลักของตัวเองจริงๆ น้อยลง และนำไปสู่สภาวะหมดไฟ

 

สำหรับเทรนด์การทำงาน Capybara mode จะประกอบด้วย  

 

1.ทำงานในหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดแบบ 100% : ทำงานเต็มที่ ส่งให้ตรงเวลา แต่ไม่รับ ‘งานฝาก’ หรือ ‘งานแทรก’ ที่ไม่ใช่หน้าที่ จนทำให้งานหลักเสีย

 

2.เลิกงานคือเลิกงาน : ปกป้องเวลาส่วนตัว ไม่รับงานนอกเวลาที่ไม่ได้ค่าตอบแทน เวลางานคือเวลาบริษัท เวลาที่เหลือคือเวลาชีวิต ไม่เอาทั้งชีวิตไปทุ่มให้กับงาน 

 

3.ไม่ต้องเก่ง (และช่วย) ทุกเรื่อง: บางครั้งต้อง ‘แกล้งไม่รู้’ เพื่อไม่ให้ภาระไปกองอยู่ที่เราคนเดียว เปิดโอกาสให้คนอื่นได้แสดงฝีมือและรับผิดชอบงานของตัวเอง

 

4.เป็นมิตรแต่ไม่ร่วมวงดราม่าหรือนินทา : ยิ้มแย้มแจ่มใส เข้ากับทุกคนได้ แต่ถ้ามีดราม่าขอตัวไปทำงานเงียบๆ ดีกว่า เสียพลังงานเปล่า

 

การทำตัวแบบคาปิบารา ไม่ได้หมายถึงให้ขี้เกียจ แต่ต้องมีขอบเขต โฟกัสเฉพาะสิ่งที่สำคัญและไม่แบกภาระมากจนเกินไป เพื่อให้รักษาระดับผลงานและสุขภาพจิตไปพร้อมกันได้ โดยที่งานหลักไม่เสีย

 

ที่มา 

 

https://medium.com/activated-thinker/be-a-capybara-at-work-a298155df6a4

 

https://www.linkedin.com/pulse/how-successful-people-manage-collaborative-overload-rob-cross/

]]>
1566343
ละครคุณธรรมแมวหมา AI โมเดลธุรกิจต้นทุนต่ำ แต่ไวรัลไว สร้างรายได้สูงหลักแสน-ล้านบาท/เดือน https://positioningmag.com/1564854 Wed, 18 Mar 2026 03:07:17 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564854 “ละครคุณธรรมหมาแมว AI” อาจดูเป็นเพียงคอนเทนต์ขำขันที่เลื่อนผ่านแล้วจบ แต่เบื้องหลังกลับคือ “โมเดลธุรกิจใหม่” ที่ต้นทุนแทบเป็นศูนย์ ทว่าโกยรายได้แตะหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อเดือน

จากไวรัล “หมาแมวใส่ชุดจีนโบราณตบกัน” สู่ Micro-Drama ฟีเวอร์ทั่วเอเชีย

ในสายตาคนทั่วไป ภาพสัตว์เลี้ยงสวมชุดราชวงศ์จีน เล่นบทดราม่าแย่งชิงอำนาจในวัง อาจเป็นเพียงคอนเทนต์ขายขำตามกระแส

แต่ในประเทศจีน คอนเทนต์ลักษณะนี้กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็น “อุตสาหกรรมย่อย” ของคอนเทนต์ยุค AI ที่มีระบบสร้างรายได้จริงจัง

กระแสนี้เริ่มต้นบนแพลตฟอร์ม Douyin (TikTok เวอร์ชันจีน) และ Xiaohongshu ก่อนจะขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ละครคุณธรรมหมาแมว AI

คีย์ซัคเซส คือ การหยิบ “สูตรสำเร็จของละครจีน” มาย่อส่วน ผสานเข้ากับ “ความน่ารักของสัตว์” ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่มีแรงดึงดูดสูงอยู่แล้ว

พล็อตยอดนิยมที่พบได้บ่อย เช่น

  • วังหลวง : แมวเป็นฮองเฮา หมาเป็นสนมหรือองครักษ์ เต็มไปด้วยเกมอำนาจ การหักหลัง และดราม่าความรัก
  • ยุทธภพ : สัตว์กลายเป็นจอมยุทธ์ ฝึกวิชา ล้างแค้น แย่งชิงคัมภีร์
  • ดราม่าความสัมพันธ์ : นอกใจ ก่อนกลับมาแก้แค้น
  • เส้นทางชีวิต : จากศูนย์สู่จุดสูงสุด ตัวละครเริ่มจากถูกเหยียดหรือถูกทอดทิ้ง ก่อนหวนคืนอย่างยิ่งใหญ่

จากไวรัล สู่ Micro-Drama Business

สิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมละครสั้น AI หรือ ละครคุณธรรมสัตว์ AI ในจีนไปได้ไกล คือ การต่อยอดสู่โมเดลธุรกิจ

คอนเทนต์เหล่านี้ไม่ได้หยุดแค่ยอดวิว แต่ถูกพัฒนาเป็น “ซีรีส์ขนาดสั้น” หรือ Micro-Drama ที่มีโครงสร้างชัดเจน

  • ปล่อยตอนต่อเนื่อง วันละหลายตอน
  • มีจักรวาลและตัวละครต่อเนื่อง เช่น บิชอง ฟริเช่ มีทั้งเวอร์ชั่นเป็นจักรพรรดิ เป็นเจ้าหญิงตกอับ
  • ใช้เทคนิค cliffhanger ดึงให้ดูตอนถัดไป

พร้อมกันนั้น ยังเริ่มใช้โมเดลรายได้แบบ “ดูฟรีตอนแรก ตอนต่อไปต้องจ่าย” คล้ายซีรีส์แนวตั้งที่เคยฮิตก่อนหน้า

ต้นทุนต่ำ แต่รายได้สูง

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ “โครงสร้างต้นทุน“ ละครสั้น AI เหล่านี้ใช้ต้นทุนเพียง 0-500 บาทต่อคลิป และสามารถผลิตได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น แต่กลับสร้างรายได้มหาศาล เช่น

  • เรื่อง His Highness Bichon Rules The Empire เล่าเรื่องหมาบิชอง ฟริเช่ จากเด็กกำพร้าสู่ราชวงศ์ ทำรายได้ถึง 500,000 หยวน/เดือน หรือราว 2.3 ล้านบาท (ข้อมูลจาก 8days)
  • ครีเอเตอร์ชื่อ Ansheng สร้างละครแมวดราม่า “จากยากจนสู่มหาเศรษฐี” ทำยอดวิวทะลุ 150 ล้านครั้ง และปั้นผู้ติดตามหลักล้านภายใน 2 เดือน (ข้อมูลจาก South China Morning Post)

โดยวิดีโอที่มียอดวิวเกิน 10 ล้านครั้ง สามารถสร้างรายได้ 1,200-2,000 หยวน ส่งผลให้รายได้รวมต่อเดือนแตะประมาณ 20,000 หยวน หรือเกือบ 100,000 บาท/เดือน

เมื่อเทียบกับ Micro-Drama ที่ใช้คนแสดงจริง ซึ่งมี 60-90 ตอน/ซีรีส์ ต้นทุนอยู่ที่ 150,000-200,000 ดอลลาร์ หรือราว 4.8-6.4 ล้านบาทต่อซีรีส์ (อ้างอิง The Hollywood Reporter)

จะเห็นได้ชัดว่า AI กำลัง “ลดต้นทุน แต่ขยายโอกาสทำกำไร” อย่างมีนัยสำคัญ

Micro-Drama คอนเทนต์สั้นที่กำลังยึดจอทั่วโลก

Micro-Drama หรือซีรีส์แนวตั้ง ความยาว 1–2 นาที/ตอน ทั้งจาก AI และคนจริงแสดง กำลังกลายเป็นพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์รูปแบบใหม่ของผู้ชมทั่วโลก

ข้อมูลจาก Omdia ระบุว่า ผู้ชมในสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาดู Micro-Drama ผ่านสมาร์ทโฟน มากกว่าการรับชมแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Netflix Disney+ หรือ Amazon Prime Video บนอุปกรณ์เดียวกันเสียอีก

โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 ตลาด Micro-Drama ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 452,200 ล้านบาท

โดยในจำนวนนี้กว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ จะมาจากตลาดนอกประเทศจีน ซึ่ง “สหรัฐอเมริกา” ถือเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้

ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คลิปละครสั้น AI จากสัตว์ มีผู้ชมจาก ‘ไทย’ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ…

]]>
1564854
ราคา ‘น้ำมันโลก’ ลดแล้ว! หลัง ‘ทรัมป์’ เตรียมเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมประกาศว่า ‘สงคราม’ จะจบเร็ว ๆ นี้ https://positioningmag.com/1563377 Tue, 10 Mar 2026 01:09:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563377 สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในวันจันทร์ที่ผ่านมาเกิดความผันผวนอย่างหนัก โดย ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงทันที ในช่วงการซื้อขายภาคค่ำ หลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่าเขากำลังพิจารณา เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก เพื่อแก้ปัญหาการติดขัดของอุปทานน้ำมันดิบ

ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ร่วงลงถึง -6.19% มาอยู่ที่ 85.27 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเวลาประมาณ 15:37 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก ปรับลดลง -4.6% มาอยู่ที่ 88.43 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงหลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ราคา Brent เพิ่งพุ่งทะลุเพดาน 119.50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และปิดตลาดภาคปกติไปที่ 98.96 (เพิ่มขึ้น 6.76%) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ CBS News ว่าเขากำลัง คิดเรื่องการเข้ายึดครองช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า สงครามครั้งนี้จะยุติลงในเร็ววัน นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวจากแหล่งข่าวของรอยเตอร์ว่า ทรัมป์อาจพิจารณา ลดมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่อรัสเซีย เพื่อช่วยดึงราคาน้ำมันให้ต่ำลง แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเพิ่งโพสต์ผ่าน Truth Social ว่าการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นนั้น เป็นเพียงราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการกำจัดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ของอิหร่านก็ตาม

ในขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด การผลิตน้ำมันในอิรักซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองของกลุ่มโอเปก (OPEC) ได้เผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างหนัก โดยยอดการผลิตจากแหล่งน้ำมันทางตอนใต้ลดลงถึง 70% เหลือเพียง 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่เคยผลิตได้ถึง 4.3 ล้านบาร์เรล ก่อนเกิดสงคราม เช่นเดียวกับคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ต้องจำกัดการผลิตเนื่องจากคลังเก็บน้ำมันเริ่มเต็ม เพราะไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความเสี่ยงจากการโจมตีของอิหร่านได้

ทางด้านกลุ่มประเทศ G7 เตรียมที่จะเคลื่อนไหวเพื่อบรรเทาวิกฤตนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีกำหนดหารือผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันอังคารนี้ เพื่อพิจารณาการระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาสู่ตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีคลัง G7 ที่ยืนยันความพร้อมในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy มองว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้ถือเป็นการขัดขวางอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีน้ำมันถึง 20% ของการบริโภคทั่วโลกถูกส่งผ่านเส้นทางนี้ โดย Rystad Energy คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายและยืดเยื้อไปถึง 4 เดือน เราอาจได้เห็นราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงถึง $135 ต่อบาร์เรลเลยทีเดียว

Source

]]>
1563377
วิกฤตพลังงานโลก! สงครามตะวันออกกลางดันราคาก๊าซพุ่ง ยุโรป-เอเชียกระอัก เสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย https://positioningmag.com/1562425 Wed, 04 Mar 2026 13:40:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562425 สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของเศรษฐกิจโลก หลังจากราคาก๊าซธรรมชาติ (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความกังวลว่าเส้นทางการขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอาจถูกตัดขาด

ราคาพุ่งทะยานรับข่าวปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ”

ราคาก๊าซธรรมชาติอ้างอิงของยุโรป (TTF) พุ่งขึ้นถึง 35% ภายในวันเดียว แตะระดับกว่า 60 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ขณะที่ราคาในฝั่งเอเชีย (JKM) ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 25.40 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากตลาดกังวลว่าการสู้รบจะกระทบต่อ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซ LNG ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อ กาตาร์ หนึ่งในผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ประกาศระงับการผลิตชั่วคราว หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีเมืองอุตสาหกรรมหลัก ซึ่ง Goldman Sachs ประเมินว่าจะทำให้ปริมาณ LNG ในตลาดโลกหายไปทันทีถึง 19%

ยุโรป-เอเชีย ผู้รับเคราะห์หลัก

นักวิเคราะห์เตือนว่า ยุโรปและเอเชียมีความเสี่ยงสูงกว่าสหรัฐฯ มาก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เป็นหลัก

  • ยุโรป: หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ยุโรปอาจเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานรุนแรงซ้ำรอยปี 2022 เมื่อครั้งรัสเซียบุกยูเครน ซึ่งอาจทำให้แผนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมในยุโรปต้องชะงักงัน
  • เอเชีย: ประเทศอย่าง อินเดีย (นำเข้า LNG จากตะวันออกกลาง 58%) และ สิงคโปร์ (27%) รวมถึง จีน และ ญี่ปุ่น ต่างอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (GDP)

Goldman Sachs คาดการณ์ว่าหากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10% อย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนี้:

  • ยูโรโซนและสหราชอาณาจักร: GDP อาจลดลง 0.2%
  • นอร์เวย์: ในฐานะผู้ส่งออกพลังงาน จะได้รับอานิสงส์ทำให้ GDP เพิ่มขึ้น 0.1% และหุ้นของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง Equinor พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปี

ผู้เชี่ยวชาญจาก BBH ระบุว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย ตุรกี และมาเลเซีย จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation (ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง) ซึ่งจะสร้างภาระทางการคลังให้กับรัฐบาลในระยะยาว

Source

]]>
1562425
จับตาโดมิโนเอฟเฟกต์ กรณี ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ท่อออกซิเจนศก.โลกถูกปิดตาย! https://positioningmag.com/1562172 Wed, 04 Mar 2026 03:23:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562172 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถูกนักวิเคราะห์ระดับโลกจัดเป็น Black Swan หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจส่งคลื่นกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยจุดชี้ขาดทุกอย่างอยู่ที่ช่องแคบเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอ่าวเปอร์เซีย

ช่องแคบฮอร์มุซ = ท่อออกซิเจนศก.โลก

ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือ แต่คือ ท่อออกซิเจน ของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ประกาศ “ไม่อนุญาต” ให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณการเดินเรือลดลงทันที 70%

สายเรือยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Maersk, Hapag-Lloyd, MSC, CMA CGM ประกาศระงับการเดินเรือผ่านเส้นทางนี้ทันที เรือคอนเทนเนอร์ราว 170 ลำ (ความจุ 450,000 TEUs) ตกค้างอยู่ในพื้นที่ และหากต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (แอฟริกา) จะเสียเวลาเพิ่ม 10-14 วัน 

โดยเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเส้นทางไปแล้ว ขณะที่ค่าเบี้ยประกันภัยเรือพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อให้สงครามหยุด แต่ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามจะยังพุ่งสูง ทำให้ค่าขนส่งไม่ลดลงง่าย ๆ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้จะถูกส่งผ่านมายังผู้บริโภคปลายทางทั้งหมด

คอขวดพลังงานโลก อาจดันน้ำมันพุ่ง 100 ดอลลาร์

ปัจจุบัน มีน้ำมันดิบไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันทางเรือทั่วโลก และยังเป็นทางผ่านของ LNG กว่า 20% ของโลก ส่วนใหญ่จากกาตาร์ ซึ่งไม่มีเส้นทางอื่นทดแทนได้เลย

อิหร่านในฐานะผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 4 ของ OPEC มีคลังแสงพร้อมปิดเส้นทางนี้ ทั้งทุ่นระเบิดและขีปนาวุธพิสัยใกล้ รวมถึงได้แสดงท่าทีชัดเจนด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต ยูเออี และบาห์เรนแล้ว

Bob McNally อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานทำเนียบขาว และประธาน Rapidan Energy เตือนตรงๆ ว่า นี่คือของจริง (This is the real deal) พร้อมระบุว่า ตลาดกำลังประเมินศักยภาพการตอบโต้ของอิหร่านต่ำเกินไปอย่างน่าเป็นห่วง

โดยทันทีที่ข่าวการโจมตีแพร่ออกไป ราคาน้ำมันดิบ Brent ก็พุ่งขึ้นแล้กว่า 13% แตะระดับ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากที่ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 72.48 ดอลลาร์ ส่วน WTI อยู่ที่ 67.02 ดอลลาร์

McNally คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันล่วงหน้าจะพุ่งขึ้นอีก 5-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทันทีที่ตลาดเปิดในคืนวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐฯ และหากมีการปิดช่องแคบอย่างเต็มรูปแบบ นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาอาจทะลุ 100-108 ดอลลาร์ ในระยะสั้น

ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะดัน ต้นทุนการผลิตทุกอย่าง ให้สูงขึ้นตาม ตั้งแต่อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงค่าขนส่ง นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากน้ำมันยืนระดับ 100 ดอลลาร์ได้นาน จะผลักดัน เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้นอีก 0.6-0.7% ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกหยุดแผนการลดดอกเบี้ยที่วางไว้

ภาพจาก Shutterstock

เอเชียโรงงานโลกเจ็บหนัก

ข้อมูลจาก Kpler เผยว่า 3 ใน 4 ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าสู่เอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยเฉพาะ จีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก พึ่งพาเส้นทางนี้ถึง ครึ่งหนึ่ง ของปริมาณนำเข้าน้ำมันทั้งหมด และนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเกือบ 99% ของปริมาณที่อิหร่านส่งออก McNally เตือนว่าหากช่องแคบปิด จะเกิดการกักตุนและ “สงครามการประมูลราคาน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุด” ในกลุ่มประเทศเอเชียทันที 

อย่างที่ทราบกันว่า เอเชียถือเป็น โรงงานของโลก (The World’s Factory) โดยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คือ ฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากประเทศเหล่านี้เผชิญกับต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น จะกระทบหนักโดยเฉพาะ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ และ อุตสาหกรรมยานยนต์ 

หากโรงงานต้องลดกำลังการผลิตเพราะขาดแคลนไฟฟ้าหรือต้นทุนสูงขึ้น ราคาสินค้าอย่างโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นทันที รวมถึงชิ้นส่วนรถยนต์ที่ส่วนใหญ่ผลิตในเอเชีย ซึ่งกระทบตั้งแต่แผงคอนโซลไปจนถึงยางรถยนต์ (ยางสังเคราะห์ผลิตจากน้ำมัน) ซึ่งคาดว่าต้นทุนวัตถุดิบจะเพิ่มขึ้น 15-25%

ไทยรับแรงสะเทือนรอบด้าน

หากจีนขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก การผลิตในโรงงานและภาคอุตสาหกรรมจะชะลอตัว ซึ่งจะส่งแรงกระแทกต่อเนื่องมายัง ประเทศในอาเซียนรวมถึงไทย ในฐานะคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทานหลัก ภาคการส่งออกของไทยที่พึ่งพาตลาดจีนจะได้รับผลกระทบโดยตรง

ภาคการท่องเที่ยวก็กระทบ โดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ แอตตา ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลาง เริ่มเห็นการยกเลิกเที่ยวบินเข้าไทยเพิ่มขึ้น เช่น ภูเก็ต ถูกยกเลิก 10 ไฟลต์ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์    ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนยกเลิกเดินทาง และอาจกระทบหนักในไตรมาส 2-4 ปีนี้ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล

ปัจจุบัน รัฐบาลไทยสั่งจัดตั้ง “Economic War Room” เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยมีจุดเปราะบางสำคัญ 3 ด้าน

ด้านพลังงาน: แม้ไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ราว 61 วัน (ข้อมูล ก.พ. 2569) แต่ราคาหน้าปั๊มจะปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งไทยใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ดังนั้น ค่าไฟฟ้าจะพุ่งขึ้นตาม กระทบค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจ

ด้านการท่องเที่ยว: ความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัย และการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่อาจทำให้นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปชะลอการเดินทาง กระทบรายได้ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทย

ด้านเงินเฟ้อ: ต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้นจะดันราคาสินค้าทุกหมวดให้แพงขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศ ไทยอาจต้องทบทวนแผนการลดดอกเบี้ย กระทบทั้งภาคธุรกิจและผู้กู้รายย่อย

ตัวแปรสำคัญอยู่ที่เวลา

ผู้เชี่ยวชาญจาก ClearView Energy Partners ย้ำว่าตัวแปรชี้ขาดคือ ระยะเวลา ของวิกฤต แม้สหรัฐฯ จะมีน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) ราว 415 ล้านบาร์เรล และ IEA ก็มีคลังสำรองของตัวเอง แต่หากการปิดล้อมยืดเยื้อเกินความสามารถของคลังสำรองเหล่านี้จะรับมือได้ สถานการณ์อาจลุกลามไปสู่ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก (Global Recession) ในที่สุด

เพราะเมื่อราคาพลังงานสูงเกินไป ความต้องการใช้พลังงานจะลดลงผ่านกลไกเดียวที่โหดร้ายที่สุด นั่นคือ เศรษฐกิจหดตัว 

CNBC / ams / BATS-NEWS

]]>
1562172
‘Netflix’ ถอนตัว! ปล่อยทางสะดวกให้ ‘Paramount Skydance’ เข้าซื้อกิจการ ‘Warner Bros. Discovery’ https://positioningmag.com/1561593 Fri, 27 Feb 2026 03:48:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561593 Netflix ได้ตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลงซื้อสตูดิโอและทรัพย์สินด้านสตรีมมิ่งของ Warner Bros. Discovery (WBD) หลังจากที่บอร์ดบริหารของ WBD มีมติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ข้อเสนอที่ปรับปรุงใหม่จาก Paramount Skydance นั้นเป็นข้อเสนอที่ เหนือกว่า

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ Paramount ได้ปรับเพิ่มราคาเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ WBD เป็น 31 ดอลลาร์ต่อหุ้น ชำระเป็นเงินสดทั้งหมด จากเดิม 30 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งถือเป็นการแก้ไขข้อเสนอครั้งล่าสุดในรอบหลายเดือนนับตั้งแต่เริ่มกระบวนการเสนอซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตร (Hostile Bid) โดยข้อเสนอนี้ได้ล้มดีลเดิมที่ Netflix ทำไว้กับ WBD ซึ่งเคยตกลงกันที่ราคา 27.75 ดอลลาร์ต่อหุ้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Netflix ได้อนุญาตให้ WBD มีเวลา 7 วัน เพื่อกลับไปเจรจากับ Paramount อีกครั้ง จนนำมาซึ่งข้อเสนอที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ข้อเสนอของ Paramount ครอบคลุมถึงกิจการทั้งหมดของ WBD รวมถึงเครือข่ายโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกอย่าง CNN, TBS และ TNT ด้วย

บอร์ดของ WBD ระบุในแถลงการณ์ว่า Netflix มีเวลา 4 วันทำการในการแก้ไขข้อเสนอของตนเองเพื่อให้สู้กับ Paramount ได้ แต่ยักษ์ใหญ่สตรีมมิ่งรายนี้กลับเลือกที่จะเดินจากไป เป็นอันปิดฉากมหากาพย์การประมูลที่ยืดเยื้อมานาน

ถ้อยแถลงจากผู้บริหาร

David Zaslav ซีอีโอของ WBD กล่าวในแถลงการณ์ว่า:

“Netflix เป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยม และตลอดกระบวนการนี้ Ted, Greg, Spence รวมถึงทุกคนที่นั่นเป็นพันธมิตรที่วิเศษมาก เราขออวยพรให้พวกเขาโชคดี… เมื่อบอร์ดของเราลงมติรับข้อตกลงควบรวมกับ Paramount มันจะสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับผู้ถือหุ้น เราตื่นเต้นกับศักยภาพของการรวมตัวกันระหว่าง Paramount Skydance และ Warner Bros. Discovery และรอไม่ไหวที่จะเริ่มทำงานร่วมกันเพื่อเล่าเรื่องราวที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้”

ทางด้าน Ted Sarandos และ Greg Peters ซีอีโอร่วมของ Netflix ระบุว่า:

“ธุรกรรมที่เราเจรจานั้นน่าจะสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นและมีเส้นทางที่ชัดเจนในการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล อย่างไรก็ตาม เรายึดถือระเบียบวินัย (ทางการเงิน) มาโดยตลอด และด้วยราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้เท่ากับข้อเสนอของ Paramount Skydance ดีลนี้จึงไม่มีความคุ้มค่าทางการเงินสำหรับเราอีกต่อไป เราจึงตัดสินใจไม่สู้ราคา”

ปฏิกิริยาของตลาดหุ้น

  • หุ้น Netflix: พุ่งขึ้น 10% เนื่องจากนักลงทุนขานรับที่บริษัทไม่ทุ่มเงินจนเกินตัว
  • หุ้น Paramount: พุ่งขึ้น 5%
  • หุ้น Warner Bros. Discovery: ร่วงลง 2%

เบื้องหลังและรายละเอียดดีล

ข้อเสนอของ Paramount ครั้งนี้รวมถึง ค่าฉีกสัญญามูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ หากการควบรวมไม่ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล นอกจากนี้ Paramount ยังตกลงที่จะจ่ายเงิน 2.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็น ค่าปรับ ที่ WBD จะต้องจ่ายให้ Netflix กรณีที่ยกเลิกดีลเดิมด้วย

Sarandos ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าเหตุผลที่ยอมให้ WBD กลับไปคุยกับ Paramount เพราะต้องการให้ผู้ถือหุ้นเกิดความชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมา Paramount ได้สร้าง “ความสับสน” โดยการยื่นข้อเสนอสมมติต่าง ๆ และพยายามข้ามหน้าข้ามตาบอร์ดบริหารเพื่อไปคุยกับผู้ถือหุ้นโดยตรง

โดยเขาทิ้งท้ายว่า การเข้าซื้อ Warner Bros. สำหรับ Netflix นั้นเป็นเพียงสิ่งที่ “มีก็ดี” ในราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่สิ่งที่ “ต้องมีให้ได้” โดยไม่สนราคา

Source

]]>
1561593