Global Trend – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 21 Jan 2026 11:42:32 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 พลังซอฟต์พาวเวอร์! เกาหลีใต้ส่งออก ‘รามยอน’ พุ่งทะลุ 4.7 หมื่นล้านบาท โต 22% จากกระแสซีรีส์-K pop https://positioningmag.com/1555870 Wed, 21 Jan 2026 07:04:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555870 ถ้าพูดถึงหนึ่งในประเทศที่ผลักดันเรื่อง Soft Power จนประสบความสำเร็จประเทศหนึ่งของโลกคงหนีไม่พ้น เกาหลีใต้ เพราะความนิยมในตัวคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์, ซีรีส์ และวงการ K-Pop ได้ช่วยเผยแพร่วัฒนธรรม K-Food จนทำให้ยอดส่งออกสินค้าเกี่ยวกับอาหารเติบโตต่อเนื่อง 

ส่งออก K-Food+ พุ่งเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลจากกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทระบุว่า ยอดส่งออกในหมวด K-Food+ (ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารและอุตสาหกรรมเกษตร) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2025 โดยโตขึ้น +5.1% จากปีก่อนหน้า และเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แล้ว โดยพระเอกของงานนี้คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือ รามยอน ที่ยอดส่งออกกระโดดขึ้นเกือบ +22% ไปแตะที่ 1.52 พันล้านดอลลาร์ ทำให้กลายเป็นหมวดอาหารประเภทเดี่ยวชนิดแรกที่มียอดขายต่างประเทศทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์

โดยเฉพาะรามยอนเผ็ดรสชีสและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ กลายเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้บริโภคทั้งในจีน สหรัฐอเมริกา รวมถึงตลาดเกิดใหม่อย่างเอเชียกลางและตะวันออกกลาง โดยทางกระทรวงฯ ระบุในรายงานช่วงปลายปี 2025 ว่า “ความต้องการบะหมี่เกาหลีทั่วโลกยังคงขยายตัว และบริษัทต่าง ๆ ได้เพิ่มกำลังการผลิตรวมถึงบริหารจัดการซัพพลายเชนให้มีความเสถียรเพื่อตอบสนองความต้องการนี้”

นอกจากนี้ สินค้าหมวดอื่นก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น ซอสเกาหลี ที่ได้อานิสงส์จากเทรนด์รสชาติเผ็ดหวาน รวมถึงยอดส่งออกไอศกรีมและผลไม้ที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย

อาศัยกระแส K-pop ช่วยดัน

แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้วัฒนธรรมการกินของเกาหลีใต้โด่งดังไปทั่วโลกก็คือ วัฒนธรรม ที่นักวิเคราะห์มองว่าถือเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะจากกระแสความนิยมอย่างล้นหลามของ K-pop และซีรีส์เกาหลีที่มีส่วนช่วยกระตุ้นความต้องการอย่างมาก เนื่องจากผู้ชมมักจะเห็นอาหารเหล่านี้ปรากฏอยู่บนหน้าจอตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตัวละครในซีรีส์ รายการวาไรตี้ หรือในโฆษณาที่นั่งกินรามยอนกันอย่างเอร็ดอร่อย

โอ จีวู นักวิเคราะห์จาก CGS International กล่าวว่า เช่นเดียวกับที่ค่ายเพลง K-pop พยายาม ขยายตลาดไปต่างประเทศ ผู้ผลิตอาหารเกาหลีโดยเฉพาะกลุ่มที่ขายรามยอนก็กำลัง คิดแบบเดียวกัน เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดในเกาหลีใต้อิ่มตัวแล้ว ตัวอย่างเช่น Nongshim เจ้าของแบรนด์ Shin Ramyun ครองส่วนแบ่งตลาดในเกาหลีสูงถึง 60% สินค้าหลักของพวกเขาถูกคิดค้นมาตั้งแต่ช่วงปี 1970-1980 และยังขายได้ต่อเนื่องทุกปีโดยแทบไม่ต้องเสียค่าการตลาดเลย

นอกจากนี้ ปัญหาประชากรเกาหลีที่ลดลงยังจำกัดการเติบโตในระยะยาวภายในประเทศ ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องหันไปพึ่งพาตลาดโลกแทน ด้วยการดึงเอาไอดอล K-pop มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อสร้างแรงดึงดูด โดยแบรนด์ Nongshim ได้แต่งตั้งเกิร์ลกรุ๊ปวง aespa จากค่าย SM Entertainment เป็น Global Ambassadors ในช่วงปลายปี 2025 หลังจากที่เพิ่งร่วมงานกับ Netflix ออกบะหมี่คอลเลกชัน K-pop Demon Hunters หรืออย่างแบรนด์ Ottogi ก็ได้ตัว Jin จากวง BTS มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ Jin Ramen

เศรษฐกิจไม่ดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยิ่งขายได้

อีกปัจจัยที่ดันให้การส่งออก K-Food เติบโตขึ้นเป็นเพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้นในต่างประเทศ โดยรายงานจาก Macquarie เมื่อเดือนพฤศจิกายนระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทำให้ตลาดบะหมี่ในสหรัฐฯ ขยายตัว เพราะผู้บริโภคต้องการ อาหารที่ราคาประหยัดและสะดวก

“การออกไปกินข้าวนอกบ้านในอเมริกาหรือยุโรปนั้นแพงมาก ผู้บริโภคอยากประหยัดเงิน พอได้ลองกินรามยอน พวกเขาก็พบว่ามันทั้งอร่อยและราคาถูก”

แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของอาหารนอกบ้านในสหรัฐฯ จะเริ่มชะลอตัวลงจากจุดสูงสุดที่ 8.8% ในปี 2023 แต่ตัวเลขล่าสุดก็ยังอยู่ที่ 4.1% ซึ่งถือว่ายังสูงอยู่

นอกจากเรื่องตลาดที่อิ่มตัวแล้ว ผู้ผลิตบะหมี่ในเกาหลีใต้ยังต้องเจอกับการควบคุมราคาจากรัฐบาล ทำให้ปรับราคาขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นได้ยาก ในขณะที่ตลาดต่างประเทศเปิดโอกาสให้บริษัทตั้งราคาขายเฉลี่ยได้สูงกว่า โดยในจีนและเอเชีย ราคาเฉลี่ยอาจสูงกว่าในเกาหลี 30-50% ส่วนในสหรัฐฯ ราคาอาจพุ่งสูงถึงเกือบสองเท่า

Macquarie ระบุว่า แบรนด์ดังจากญี่ปุ่นและเกาหลีได้ประโยชน์จากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป เพราะเน้นที่ “นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียม” โดยเฉพาะ Samyang Foods ที่ถูกมองว่าเป็นผู้รับผลประโยชน์รายใหญ่ โดยคาดว่าส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นจาก 11.4% เป็น 23.9% ภายในปี 2028 ทั้งนี้ Samyang เป็นที่รู้จักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์บะหมี่เผ็ด “Buldak” (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไก่เผ็ด) ที่โด่งดังมาจาก “Fire Noodle Challenge” ในปี 2014 ที่ท้าให้คนมากินบะหมี่เผ็ดโดยไม่ดื่มน้ำ

Source

]]>
1555870
โดนแล้ว! Trip.com ถูกรัฐบาลจีนสั่งสอบข้อหา ‘ผูกขาดตลาด’ หลังครองมาร์เก็ตแชร์ 56% ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 22% เลวร้ายสุดนับตั้งแต่ IPO https://positioningmag.com/1555408 Fri, 16 Jan 2026 06:20:39 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555408 ราคาหุ้นของ Trip.com ผู้ให้บริการจองการท่องเที่ยวออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของจีน ประสบภาวะดิ่งลงอย่างรุนแรงเกือบ 22% ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้กลายเป็นหุ้นที่ทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในดัชนี Hang Seng ทันที การร่วงลงครั้งนี้ถือเป็นสถิติการลดลงภายในวันเดียวที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงเมื่อเดือนเมษายน 2021 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นในตลาดนิวยอร์กเพิ่งปิดตัวลดลงไปกว่า 17% ในช่วงคืนวันพุธ

สาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนก เกิดจากการที่ สำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีน (SAMR) ออกมาประกาศเมื่อช่วงค่ำวันพุธว่า กำลังเริ่มกระบวนการสอบสวน Trip.com ในข้อหา ต้องสงสัยว่ามีการใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ และมีพฤติกรรมในลักษณะผูกขาด เนื่องจากพบว่า Trip.com ครองส่วนแบ่งตลาด Online Travel Agency (OTA) ในจีนสูงถึง 56% ซึ่งตามกฎหมายป้องกันการผูกขาดของจีนระบุว่า ต้องมีส่วนแบ่งตลาดห้ามเกิน 50%

ปัจจุบัน Trip.com ถือเป็นผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียเมื่อพิจารณาจากมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) และยังติดอันดับต้น ๆ ของโลก โดยบริษัทได้ขยายอาณาจักรด้วยการถือหุ้นในธุรกิจสำคัญอย่าง Skyscanner เว็บไซต์ค้นหาเที่ยวบินชื่อดังในอังกฤษ รวมถึง MakeMyTrip ยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวของอินเดีย และผู้ให้บริการในจีนอีกหลายแห่ง 

โดยหลังจากที่มีการประกาศการตรวจสอบดังกล่าว ทางด้าน Trip.com ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันทีว่า บริษัทพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับการสอบสวนอย่างเต็มที่ และยืนยันว่าการดำเนินงานทางธุรกิจในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามปกติ

ทั้งนี้ การตรวจสอบในครั้งนี้ชวนให้หลายฝ่ายนึกถึงกรณีอื้อฉาวในปี 2021 ที่ SAMR เคยสั่งตรวจสอบ Alibaba ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ จนนำไปสู่การสั่งปรับเป็นเงินมหาศาลทำลายสถิติถึง 1.82 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์) หลังจากพบความผิดฐานผูกขาดตลาดจริง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือ ช่วงเวลาของการตรวจสอบ เนื่องจากเป็นช่วงที่การท่องเที่ยวของจีนกำลังกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยบริษัทเทคโนโลยีและการตลาด China Trading Desk ประเมินว่าในปี 2026 นี้นักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่จะเดินทางออกนอกประเทศสูงถึง 165 – 175 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ประมาณ 155 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ การตรวจสอบดังกล่าวยังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะถึง เทศกาลตรุษจีน ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 – 23 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนหลายร้อยล้านคนจะเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Dragon Trail International ระบุว่าในปี 2025 ที่ผ่านมา มีคนจีนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศช่วงตรุษจีนสูงถึง 501 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.9% แบบปีต่อปี และมียอดใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสะพัดกว่า 6.77 พันล้านหยวน ซึ่งเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้า

Source

]]>
1555408
ยอด ‘ล้มละลาย’ ในญี่ปุ่นพุ่งทะลุ 1 หมื่นราย 2 ปีติด จากพิษต้นทุนพุ่งและขาดแคลนแรงงาน https://positioningmag.com/1555399 Fri, 16 Jan 2026 06:05:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555399 ดูเหมือนสถานการณ์ธุรกิจรายย่อยของญี่ปุ่นยังกู่ไม่กลับ เพราะอัตรา ล้มละลาย ทะลุ 10,000 แห่ง เป็นปีที่สองติดต่อกัน ท่ามกลางการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนที่สูง และอัตราเงินเฟ้อ

ข้อมูลจาก Tokyo Shoko Research ระบุว่า ในปี 2025 ญี่ปุ่นมีจำนวนบริษัทที่ ล้มละลาย ที่ 10,300 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2013 และเพิ่มขึ้น +2.9% จากปีก่อนหน้า ถือเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แม้ว่าจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับการพุ่งสูงถึง 15.1% ในปี 2024

76.6% ของบริษัทที่ล้มละลาย เป็น ธุรกิจขนาดเล็ก มีหนี้สินรวมอยู่ที่ 1.59 ล้านล้านเยน ลดลง 32.1% โดยอุตสาหกรรม ภาคบริการ รวมถึงร้านอาหาร มีจํานวนการล้มละลายสูงสุดที่ 3,478 ราย เพิ่มขึ้น 4.5% ตามด้วย ธุรกิจก่อสร้างที่ 2,014 4.7% และ การผลิตที่ 1,186 เพิ่มขึ้น 3.9% 

ผลสํารวจแสดงให้เห็นว่า การล้มละลายที่เกิดจากการ ขาดแคลนแรงงานสูงถึง 397 รายเพิ่มขึ้น 36% นอกจากนี้ ความล้มเหลวทางธุรกิจที่เกิด ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น อยู่ที่ 767 ราย เพิ่มขึ้น 9.3% โดยทาง Tokyo Shoko Research คาดการณ์ว่า การล้มละลายของบริษัทขนาด ปานกลาง จะเพิ่มขึ้นในปี 2026 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ผลกระทบของภาษีสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนที่ย่ำแย่ ทำให้ยังไม่มีสัญญาณบวกจากนักท่องเที่ยวชาวจีน

นอกจากนี้ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลอย่างมากต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค เพราะ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น กำลังกดดันการบริโภค ส่งผลให้ ดัชนีความเชื่อมั่น ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 48.6 จุด ถือเป็นการ ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ในเดือนธันวาคม

ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า ภาวะเงินเฟ้อ จาก การอ่อนค่าของเงินเยน และ ตลาดแรงงานที่ตึงตัว กำลังกลายเป็นความท้าทายใหม่สำหรับบริษัทต่าง ๆ ซึ่งสถานการณ์นี้อาจกลายเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

Source

]]>
1555399
‘เวียดนาม’ โชว์ GDP โตแรง 8% สูงสุดในรอบ 10 ปี จ่อแซงหน้า ‘ไทย’ เร็วสุดในปีนี้ https://positioningmag.com/1554241 Wed, 07 Jan 2026 04:59:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554241 แม้ว่า เวียดนาม จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 20% แต่ปัจจัยลบดังกล่าวไม่อาจหยุดยั้งการเติบโตของ GDP ได้ โดยล่าสุด สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2025 เติบโต 8.46% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ส่งผลให้ GDP ปี 2025 ของเวียดนามเติบโตสูงถึง 8.02% และภายในปีนี้ GDP ของเวียดนามอาจแซงหน้าไทย

เติบโตพุ่ง 8% แม้เจอกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ

เศรษฐกิจเวียดนามในปี 2025 ขยายตัวถึง +8.02% ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร่งตัวขึ้นจากปีก่อนหน้าที่เติบโตได้ +7.09% โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง แม้จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าถึง 20% ก็ตาม

โดยยอดส่งออกรวมของเวียดนามโตขึ้น +17% คิดเป็นมูลค่าราว 4.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 1.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในปีที่ผ่านมา เวียดนามเกินดุลกับสหรัฐฯ สูงถึงเกือบ 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน 

ปัจจุบัน เวียดนามได้กลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของบริษัทข้ามชาติหลายราย ไม่ว่าจะเป็น Samsung, Apple และ Nike อีกทั้งกำลังดึงดูดให้ค่ายรถยนต์และแบรนด์อิเล็กทรอนิกส์บางส่วนที่มีกำลังการผลิตในไทย ย้ายฐานไปเวียดนาม เนื่องจากค่าแรงและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจกว่า ส่งผลให้มีการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เพิ่มขึ้น 9% คิดเป็นเม็ดเงิน 2.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ การบริโภคในประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นตัวช่วยสำคัญ โดยเวียดนามทุ่มงบมหาศาลสร้างสนามบินใหม่ และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน ส่งผลให้ภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดขายปลีกโตขึ้น 9.2%

อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งในฐานะ ทางผ่านของสินค้าจีน (Transshipment hub) โดยยอดนำเข้าสินค้าจากจีนมายังเวียดนามพุ่งสูงขึ้นเป็น 1.86 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสินค้าที่ถูกตัดสินว่าเป็นการสวมสิทธิ์ส่งออกอาจต้องเผชิญภาษีสูงถึง 40%

ภาพจาก Unsplash

จ่อแซงไทยในปีนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในปี 2026-2030 ไว้ที่ ไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี เพื่อขยับขนาดเศรษฐกิจไปแตะระดับ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทาง Nikkei Asia มีการคาดการณ์ว่ามูลค่า GDP รวม (Nominal GDP) ของเวียดนามมีโอกาสพุ่งแซงไทยได้ภายในปี 2026 นี้เลย หากเวียดนามสามารถทำตามเป้าหมายการเติบโตที่ 10% ได้สำเร็จ

หรือถ้าหากไม่ใช่ปีนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าจะแซงภายในไม่ปี 2027-2028 แน่นอน เพราะอัตราเร่ง (Growth Rate) ของสองประเทศห่างกันมาก โดยเวียดนามเติบโตที่ 8-10% ขณะที่ไทยโตเพียง 1.5-2% เนื่องจากประเทศกำลังเจอมรสุม หนี้ครัวเรือน ที่กดทับการบริโภค รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม แม้ GDP รวมจะโดนแซง แต่ GDP ต่อหัว (GDP per capita) หรือความรวยเฉลี่ยของประชากรไทยยังสูงกว่าเวียดนามอยู่พอสมควร โดยไทยอยู่ที่ประมาณ 7,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.5 แสนบาท) ขณะที่เวียดนามกำลังพยายามแตะ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนบาท)

businesstimes / nikkei Asia

]]>
1554241
นักวิเคราะห์มอง ‘เชฟรอน’ อาจเป็นผู้ฟื้นอุตสาหกรรมพลังงาน ‘เวเนซุเอลา’ หลัง ‘ทรัมป์’ เตรียมหารือบริษัทน้ํามันของสหรัฐฯ ในปลายสัปดาห์นี้ https://positioningmag.com/1554204 Tue, 06 Jan 2026 10:08:39 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554204 เปิดฉากปี 2026 ด้วยเหตุการณ์ช็อกโลก เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดปฏิบัติการทางทหารระดับสายฟ้าแลบในชื่อ Absolute Resolve เพื่อบุกเข้าคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร และภรรยาในข้อหาก่อการร้ายด้วยยาเสพติด (Narco-terrorism) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทั้งโลกจับตาก็คือ สหรัฐฯ จะจัดการกับ น้ำมันสำรองมหาศาล ที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินเวเนซุเอลาอย่างไร? 

Chevron ผู้เล่นเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่

หลังจากที่มีข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กําลังวางแผนที่จะพบกับผู้บริหารจากบริษัทน้ํามันของสหรัฐฯ ในปลายสัปดาห์นี้เพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการผลิตน้ํามันของเวเนซุเอลา ส่งผลให้ เชฟรอน (Chevron) ได้ถูกจับตาในฐานะบริษัทที่มี แต้มต่อ มากที่สุด

เพราะท่ามกลางสมรภูมิการเมืองที่ดุเดือด เชฟรอน ได้กลายเป็น ผู้เล่นเพียงรายเดียว ที่ทำธุรกิจอยู่ในเวเนซุเอลา ผ่านการร่วมทุนกับรัฐบาล (JVs) ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วนการผลิตถึง 23% ของทั้งประเทศ ในขณะที่คู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง ExxonMobil และ ConocoPhillips ได้ถอนตัวออกไปตั้งแต่ปี 2007 นับตั้งแต่ถูกอดีตประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ สั่งยึดทรัพย์สินเป็นของรัฐ

ขุมทรัพย์ที่ต้องแลกมาด้วยเงินมหาศาล

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทรัมป์คิด อาจไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะแม้ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration: EIA) จะยืนยันว่า เวเนซุเอลามี น้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกถึง 3.03 แสนล้านบาร์เรล แต่สภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมทำให้การฟื้นฟูต้องใช้เงินมหาศาล

มีการประเมินว่า อาจต้องใช้เงินสูงถึง 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ในระยะ 15 ปี เพียงเพื่อรักษาเพดานการผลิตที่ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อประคองตัว และถ้าจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจต้องทุ่มงบประมาณสูงถึง 1.83 แสนล้านดอลลาร์ 

ไม่เพียงแค่งบลงทุนมหาศาล แต่ที่นักวิเคราะห์จากหลายสำนักกังวลตรงกันก็คือ ความชัดเจนทางการเมือง ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานคือพันธสัญญาในระยะยาว 30 ปี แต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังเต็มไปด้วยคำถาม

เพราะแม้ว่า ทรัมป์ ประกาศจะเข้าไปบริหารจัดการ แต่รัฐมนตรีต่างประเทศอย่าง มาร์โก รูบิโอ กลับสงวนท่าทีว่าจะใช้เพียงการกดดันทางการทูต และในอนาคต ยังมีความเสี่ยงที่เวเนซุเอลาจะกลับไปมีผู้นำแบบมาดูโรอีกครั้ง และเสี่ยงที่ทรัพย์สินที่ลงทุนไป จะถูกยึดกลับเป็นของรัฐเหมือนในอดีต

คุ้มค่าหรือไม่ในวันที่น้ำมันล้นโลก?

แม้ในระยะสั้นหุ้นของ Chevron จะขานรับข่าวนี้ด้วยการพุ่งขึ้นกว่า 5% แต่เส้นทางฟื้นฟูพลังงานของเวเนซุเอลาภายใต้การผลักดันของทรัมป์ ยังคงเต็มไปด้วยความกังขา โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายคือ ความคุ้มค่าเชิงธุรกิจ เพราะในปัจจุบันโลกไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันเหมือนในอดีตอีกแล้ว ดังนั้น การทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางการเมืองสูงลิ่ว จึงเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก

reuters / CNBC

]]>
1554204
ในที่สุด! ‘Tesla’ เสียตำแหน่งเบอร์ 1 รถอีวีโลกให้ ‘BYD’ หลังยอดขายลดลง 2 ปีติด https://positioningmag.com/1554067 Mon, 05 Jan 2026 08:16:35 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554067 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง เทสล่า (Tesla) ต้องสูญเสียตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดของโลก หลังจากเผชิญกับปัจจัยรบกวนรอบด้าน ทั้งกระแสต่อต้านตัว Elon Musk, มาตรการภาษีที่สิ้นสุดลง และการรุกคืบอย่างหนักของคู่แข่งจากต่างประเทศ ส่งผลให้ยอดขายตกลงต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

ยอดขายลด -9%

Tesla รายงานตัวเลขการส่งมอบรถยนต์ในปี 2025 อยู่ที่ 1.64 ล้านคัน ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าถึง -9% ในขณะที่คู่แข่งสำคัญจากประเทศจีนอย่าง BYD สามารถทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า BEV (รถไฟฟ้าล้วน) ได้สูงถึง 2.26 ล้านคัน เติบโต +28% ผงาดขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเบอร์หนึ่งของโลกแทนที่อย่างเป็นทางการ

หนึ่งในมรสุมใหญ่สุดของ Tesla คือ สารพันปัญหาที่เกิดในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นตลาดหลักของ Tesla ไม่ว่าจะเป็นการสิ้นสุดลงของสิทธิประโยชน์ทางภาษีมูลค่า 7,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.6 แสนบาท) สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ การแตกคอกันระหว่างอีลอน มัสก์ และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์การปล่อยมลพิษ 

ส่งผลให้ยอดขายไตรมาสที่ 4 ของ Tesla ทำได้เพียง 418,227 คัน ลดลง -16% และต่ำกว่าเป้าหมาย 440,000 คันที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และฉุดให้ราคาหุ้นของ Tesla ร่วงลงเกือบ 3% ไปอยู่ที่ 436.85 ดอลลาร์ในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์

เดิมพันครั้งใหม่จากรถยนต์ สู่หุ่นยนต์และ AI

แม้จะเผชิญกับปัญหามากมาย แต่นักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในตัว Elon Musk โดยราคาหุ้น Tesla ในปี 2025 ยังคงปิดบวกได้ราว 11% เนื่องจากตลาดกำลังตั้งความหวังกับแผนการใหม่ของเขา ได้แก่:

  •  Robotaxi: บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ
  •  Humanoid Robots: หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สำหรับใช้งานในบ้านและสำนักงาน

นอกจากนี้ Tesla ยังมีไพ่ตายเพื่อเป็นการกู้สถานการณ์ยอดขายโดยการเปิดตัวรถยนต์ Model Y และ Model 3 รุ่น ราคาประหยัด ที่ตัดฟีเจอร์บางอย่างออกไป โดย Model Y ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 40,000 ดอลลาร์ และ Model 3 ราคาต่ำกว่า 37,000 ดอลลาร์ เพื่อหวังจะสู้กับค่ายรถจีนในตลาดหลักอย่างยุโรปและเอเชีย

อย่างไรก็ตาม การมุ่งสู่บริการ Robotaxi ไม่ใช่เรื่องง่าย Tesla ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง Waymo ที่เปิดให้บริการมานานกว่าและมีฐานลูกค้าที่ใหญ่กว่า รวมถึงต้องผ่านอุปสรรคด้านกฎระเบียบความปลอดภัย เนื่องจาก Tesla กำลังถูกตรวจสอบจากรัฐบาลกลาง และเสี่ยงต่อการถูกระงับใบอนุญาตขายรถในรัฐแคลิฟอร์เนีย ฐานให้ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับความปลอดภัย

]]>
1554067
เทรนด์เดินป่ามาแรง ที่พักบนเขายอดพุ่งสูงสุด 254% https://positioningmag.com/1553778 Tue, 23 Dec 2025 03:01:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553778 อโกด้า (agoda) แพลตฟอร์มท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ข้อมูลการค้นหาที่พักบนอโกด้าในช่วงเดือนตุลาคม 2568 พบว่า จุดหมายปลายทางสำหรับการเดินป่า ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น สำหรับการเข้าพักระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 – กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเทียบกับช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

การค้นหาที่พักในปลายทางเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมเดินป่าขยายตัว ดังนี้

  • จังหวัดเชียงใหม่ +254%
  • จังหวัดตาก +230%
  • จังหวัดเลย +190%
  • จังหวัดกาญจนบุรี +95%

เทรนด์ดังกล่าวสอดคล้องกับ รายงานการท่องเที่ยว Travel Outlook Report ที่พบว่า ชาวเอเชียมากกว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 35% วางแผนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ มากกว่าการเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากเพียง 15% ในปีที่ผ่านมา

เดินป่า ปีนเขา
ที่มาภาพ อโกด้า

ขณะเดียวกันจุดหมายปลายทางที่ยังไม่เป็นที่รู้จักเริ่มได้รับความสนใจจากนักเดินทางชาวไทยมากขึ้น โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเดินทางเลือกไปจุดหมายปลายทางเหล่านี้ ได้แก่

  • ตัวเลือกที่พักและค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้
  • ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

“ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ การค้นหาที่พักในพื้นที่ภูเขามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หลังฤดูฝนสิ้นสุดลงและเข้าสู่ช่วงอากาศเย็น เส้นทางเดินป่าได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยอากาศที่สดชื่นไม่ร้อนจนเกินไป ท้องฟ้าโปร่งใส เอื้อต่อการออกสำรวจธรรมชาติ ผจญภัยในผืนป่า และหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่” อรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า กล่าว

]]>
1553778
‘รัฐบาลญี่ปุ่น’ เตรียมทุ่มงบ 1 ล้านล้านเยน หนุนจัดตั้งบริษัทพัฒนา AI สัญชาติญี่ปุ่น เพื่อแข่งขันกับจีนและสหรัฐฯ https://positioningmag.com/1552754 Mon, 22 Dec 2025 05:35:28 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552754 ในยุคที่แทบทุกประเทศมุ่งหน้าสู่ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดย ญี่ปุ่น ก็เป็นอีกประเทศที่เตรียมเข้าสู่สนามเพื่อแข่งขัน ล่าสุด มีข่าวว่า รัฐบาลเตรียมสนับสนุนงบประมาณราว 1 ล้านล้านเยน (ประมาณ 6.34 พันล้านดอลลาร์) ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อช่วยเหลือบริษัทแห่งใหม่ที่มีแผนจะจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนา AI ภายในประเทศ

แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า บริษัทใหม่นี้จะเกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทประมาณ 10 แห่ง รวมถึง SoftBank Group Corp โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแบบจำลอง AI พื้นฐาน (Base AI Model) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

โดยโครงการสนับสนุนดังกล่าว จะเริ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2026 หรือในเดือนเมษายนปีหน้า โดยบริษัทด้าน AI ใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ คาดว่าจะมี ทีมวิศวกรประมาณ 100 คน จากทั้ง SoftBank และบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI อย่าง Preferred Networks Inc. เข้าร่วมในบริษัทใหม่นี้ และหวังว่าจะสามารถจัดหาทรัพยากรที่จำเป็น โดยเฉพาะการจัดซื้อ เซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาล

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในการพัฒนา AI ของตนเองนี้ เกิดขึ้นจากความหวังที่จะ แข่งขันกับจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำในเทคโนโลยีด้านนี้ เนื่องจาก AI ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ และปัจจุบันญี่ปุ่นยังตามหลังในการใช้งาน AI รัฐบาลจึงตั้งเป้าที่จะจัดทำแผนแม่บทพื้นฐาน ซึ่งคาดว่าจะได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในเร็ว ๆ นี้

โดยแผนดังกล่าวจะเน้นที่ การพัฒนา AI ในประเทศ และการรักษาฐานข้อมูล (Data Centers) เพื่อเสริมสร้างอำนาจของชาติและลดการขาดดุลทางดิจิทัล อีกส่วนคือ การพัฒนา Physical AI ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับหุ่นยนต์ (Robotics) โดยระบุไว้ในร่างแผนว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับญี่ปุ่นที่ยังตามหลังในด้านนี้อยู่

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ ก็พึ่งประกาศแผนพัฒนา AI ของประเทศ โดยมีเป้าหมายเป็น 1 ใน 3 ประเทศชั้นนำด้านเทคโนโลยี AI ของโลก (G3 AI Power) โดยต่อยอดจากความแข็งแกร่งด้านเซมิคอนดักเตอร์ (Samsung/SK Hynix) มาเป็นฐานในการครองตลาด AI พร้อมประกาศลงทุน 9.4 ล้านล้านวอน (ประมาณ 6.9 พันล้านดอลลาร์) ภายในปี 2027

Source

]]>
1552754
มันจบแล้ว Paramount! ‘WarnerBros.’ ยืนกรานจะควบรวมกับ ‘Netflix’ เท่านั้น https://positioningmag.com/1552636 Sat, 20 Dec 2025 08:40:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552636 กลายเป็นมหากาพย์ศึกชิงนาง ระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่ในวงการฮอลลีวูดอย่าง Netflix และ Paramount ที่ต้องการเข้าซื้อ Warner Bros. Discovery โดย Netflix ได้เสนอดีลมูลค่าสูงถึง 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วน Paramount ได้ยื่นข้อเสนอมูลค่า 1.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตรงกับผู้ถือหุ้นเพื่อหวังปาดหน้า Netfilx

จนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา Warner Bros. Discovery ได้ประกาศปฏิเสธข้อเสนอขอซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover) จากทาง Paramount ที่พยายามยื่นข้อเสนอที่สูงกว่าเพื่อสกัดแผนการของ Netflix ในการเข้าซื้อยักษ์ใหญ่แห่งวงการฮอลลีวูดเป็นที่เรียบร้อย

โดย Warner Bros. ระบุในแถลงการณ์ว่า เงื่อนไขการควบรวมกิจการกับ Netflix นั้นดีกว่า และตอบโจทย์กว่า แม้ว่าทาง Paramount จะเสนอเงินมากกว่าก็ตาม

เนื่องจาก Netflix ขอซื้อแค่สตูดิโอ และบริการสตรีมมิ่ง อย่าง HBO เพื่อนำคอนเทนต์ดัง ๆ ของ Warner Bros. ไปเสริมแกร่งให้กับตัวเอง แต่ Paramount นั้น ขอซื้อทั้งกิจการ ซึ่งจะทำให้ได้ธุรกิจเคเบิลทีวีอย่างช่อง CNN ไปด้วย และนั่นอาจทำให้หน่วยงานกำกับดูแลสั่งเบรก เพราะ Paramount ทำธุรกิจเคเบิลทีวี และเป็นเจ้าของช่องทีวียักษ์ใหญ่อย่าง CBS อยู่แล้ว ทำให้อาจถูกมองว่า Paramount ควบคุมสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จ

นอกจากนี้ Warner Bros. มองว่าข้อเสนอของ Paramount มีความเสี่ยงเนื่องจาก แหล่งเงินทุนที่ตรวจสอบไม่ได้และไม่ชัดเจน (Revocable Trust) โดยเฉพาะเงินทุนต่างชาติถึง 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนความมั่งคั่งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้การตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐยืดเยื้อ

ในขณะที่ Netflix ยืนยันว่าโครงสร้างดีลของตนนั้น สะอาดและแน่นอน โดยมีสถาบันการเงินชั้นนำสนับสนุน และไม่มีประเด็นเรื่องกองทุนต่างชาติหรือเงินกู้ส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง

อีกปัจจัยก็คือเรื่อง การเมือง เนื่องจาก Paramount อยู่ภายใต้การนำของ David Ellison ลูกชายของ Larry Ellison พันธมิตรของ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐสหรัฐ ส่งผลให้ในท้ายที่สุด Warner Bros. จึงมั่นใจว่าดีลกับ Netflix จะสร้างมูลค่าที่แน่นอนและเหนือกว่าให้แก่ผู้ถือหุ้น

]]>
1552636
เข้ายากไปอีก! ‘สหรัฐฯ’ เล็ง ตรวจสอบ “โซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี” ก่อนอนุญาตให้เข้าประเทศ https://positioningmag.com/1551065 Thu, 11 Dec 2025 04:54:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1551065 สหรัฐอเมริกา ถือเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่อง ความเข้มงวดสูง ในการจะเข้าประเทศ เนื่องจากต้องควบคุมการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และรักษาความมั่นคงของชาติจากการก่อการร้ายและอาชญากรรม โดยล่าสุด สหรัฐฯ มีแผนจะตรวจสอบ โซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี สำหรับนักท่องเที่ยวบางคน ก่อนจะอนุญาตให้เข้าประเทศ

หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (U.S. Customs and Border Protection – CBP) มีแผนที่จะ ตรวจสอบประวัติโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจาก อังกฤษ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในโครงการยกเว้นวีซ่า (Visa Waiver Program) ของสหรัฐฯ แต่ใช้การยื่นคำร้องผ่าน ระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการอนุมัติการเดินทาง (Electronic System for Travel Authorization – ESTA) เพื่อเยี่ยมชมประเทศเป็นเวลา 90 วันหรือน้อยกว่า 

ไม่ใช่แค่บัญชีโซเชียลมีเดีย แต่หน่วยงานระบุว่า จะรวบรวมข้อมูลอื่น ๆ อาทิ อีเมลย้อนหลัง 10 ปี หมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ใน 5 ปีที่ผ่านมา รวมถึงชื่อและรายละเอียดของสมาชิกในครอบครัว และนอกเหนือจากการตรวจสอบโซเชียลมีเดียแล้ว ผู้สมัครยังคาดว่าจะต้องอัปโหลด ภาพเซลฟี ซึ่ง CBP เชื่อว่า จะช่วยปรับปรุงกระบวนการคัดกรองและระบุได้ดียิ่งขึ้นว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ครอบครองเอกสารที่ใช้ในการขออนุมัติ ESTA โดยชอบธรรมหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า มาตรการใหม่นี้อาจเป็นอุปสรรคให้กับผู้ที่อาจต้องการมาเยือนสหรัฐฯ รวมถึงอาจเป็นการละเมิดสิทธิทางดิจิทัล

ทั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุชายชาวอัฟกานิสถานถูกกล่าวหาว่ายิงสมาชิกหน่วย National Guard สองนายใกล้ทำเนียบขาว ส่งผลให้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยกระดับมาตรการการเข้าประเทศ เพื่อจำกัดการเดินทางของผู้เดินทางจากต่างประเทศ

โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์ ประกาศว่า เขาจะเข้มงวดกฎระเบียบการเข้าเมือง รวมถึงการ ระงับการย้ายถิ่นฐานจาก ประเทศโลกที่สามอย่างถาวร โดยจะขยายการห้ามเดินทางไปยัง กว่า 30 ประเทศ ซึ่งประกาศครั้งแรกในเดือนมิถุนายนและก่อนหน้านี้ได้บล็อกการเดินทางเข้าสหรัฐฯ จาก 12 ประเทศ และจำกัดการเข้าถึงจากอีก 7 ประเทศ อาทิ อัฟกานิสถาน โซมาเลีย อิหร่าน และเฮติ

Source

]]>
1551065