Global Trend – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 30 Apr 2026 09:37:09 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘UAE’ ออกจาก ‘OPEC’ แล้ว… จะเกิดอะไรต่อไปกับตลาดพลังงานโลก? https://positioningmag.com/1571295 Thu, 30 Apr 2026 02:43:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571295 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2026 โลกพลังงานสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวออกจาก OPEC และ OPEC+ เพื่อมุ่งเน้น ผลประโยชน์แห่งชาติ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน การตัดสินใจนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2026

ปิดฉาก 57 ปีสมาชิก OPEC ก้าวข้ามพันธนาการโควตา

UAE เข้าร่วมกับ OPEC มาตั้งแต่ปี 1967 ปัจจุบัน UAE มีกำลังผลิตประมาณ 3.2 – 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) ภายใต้โควตา แต่มีกําลังการผลิตสํารองเกือบ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 12.5% ของกำลังการผลิตรวมทั้งกลุ่ม ซึ่งการถอนตัวครั้งนี้ทำให้ UAE เจริญรอยตามกาตาร์ (ถอนตัวปี 2019) และแองโกลา (ถอนตัวปี 2024) 

โดยสาเหตุสำคัญของการเดินจากไปในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก UAE ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่ม OPEC เดียวกัน อีกทั้งอิหร่านยังพยายามปิดกั้นช่องทางยุทธศาสตร์อย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อขีดความสามารถในการส่งออกน้ำมันของ UAE สู่ตลาดโลก

ที่ผ่านมา UAE สะสมความไม่พอใจมาหลายปี จากการถูกบังคับให้ลดการผลิตตามนโยบายของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่อิรักและรัสเซียมักผลิตเกินโควต้าที่ตกลงกันไว้ นอกจากนี้ UAE และซาอุดีอาระเบียมีการแข่งขันกันเพิ่มขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลแดง

โดย UAE ชี้แจงว่าการตัดสินใจครั้งนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และเศรษฐกิจระยะยาวของ UAE รวมถึงการลงทุนเร่งด่วนในการผลิตพลังงานภายในประเทศ เนื่องจาก UAE ต้องการอิสระในการตัดสินใจด้านการผลิตโดยไม่ถูกข้อจำกัดจาก OPEC

ภาพจาก Shutterstock

เดินหน้าผลิตน้ำมันเต็มสูบ

ทุก ๆ บาร์เรลที่ซาอุฯ ยอมลดการผลิตเพื่อพยุงราคา หมายถึง รายได้ที่สูญเสียไป ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น การออกจาก OPEC ทำให้ ซาอุฯ สามารถเดินหน้าผลิตน้ำมันได้เต็มสูบ เพื่อเร่งนำเงินมาเป็นงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และขับเคลื่อนโครงการ Vision 2030 เช่น NEOM เมืองแห่งอนาคตมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ในระยะยาว

ฮอร์เก เลออน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์จาก Rystad Energy ระบุว่า UAE ถือเป็นสมาชิกที่มีอิทธิพลสูงสุดเป็น อันดับสอง รองจากซาอุดีอาระเบีย และเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่มีกำลังการผลิตสำรอง (Spare Production Capacity) ที่มีนัยสำคัญต่อการควบคุมราคาและรับมือกับภาวะช็อกด้านอุปทาน

อย่างที่บอกว่าจริง ๆ แล้ว UAE มีศักยภาพการผลิตสูงถึงเกือบ 4.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ต้องผลิตต่ำกว่านั้นเพราะโควต้า OPEC ซึ่งเป้าหมายต่อไปคือ บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ADNOC ลงทุนหนักเพื่อดันกำลังการผลิตให้ถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2027 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิม 3 ปี และมีความเป็นไปได้ว่า พอช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง คาดว่า UAE จะเร่งผลิตน้ำมันจากกำลังสำรองที่กักไว้ให้เต็มที่ทันที

ในอนาคต UAE สามารถขยายศักยภาพการผลิตน้ำมันไปถึง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากตลาดมีความต้องการ หากทำได้ตามแผน UAE จะกลายเป็น ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา, ซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย

Photo : Shutterstock

ซาอุฯ เสียหน้า และ OPEC อ่อนแอลงอย่างถาวร

แม้ว่า กาตาร์ และแองโกลา จะเคยถอนตัวออกจาก OPEC มาแล้ว แต่ผลกระทบครั้งนี้รุนแรงกว่ามาก เนื่องจาก UAE เปรียบเสมือน รองหัวหน้า ในกลุ่ม เป็นรองเพียงซาอุดีอาระเบียเท่านั้น โดย เดวิด โกลด์วิน อดีตทูตพิเศษด้านพลังงานระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า นี่คือ หมัดหนัก สำหรับซาอุดีอาระเบีย เพราะ UAE ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าแม้แต่น้อย และตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาประเทศอื่นใดในกลุ่มเลย

ดังนั้น ซาอุฯ ไม่เพียง เสียหน้า แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจการบริหารจัดการองค์กร แม้ซาอุฯ จะยังคงมีศักยภาพในการควบคุมตลาดให้คงที่ ด้วยกำลังการผลิตของตนเอง แต่อำนาจต่อรองจะลดน้อยลงเมื่อไม่มี UAE เคียงข้างขณะที่ Rystad Energy ระบุชัดว่า OPEC ที่ อ่อนแอลง การปรับสมดุลอุปทานและรักษาเสถียรภาพราคา ก็จะยิ่ง ยากขึ้น เรื่อย ๆ 

เพราะในอดีตกลุ่มพันธมิตรนี้เคยควบคุมอุปทานน้ำมันโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ในปัจจุบันกลับถือครองสัดส่วนไม่ถึง 1 ใน 3 ของตลาดโลกแล้ว

ราคาน้ำมันโลกจากนี้ จะยิ่งผันผวนหนักขึ้น 

รัฐมนตรีพลังงาน UAE ให้เหตุผลที่เลือกถอนตัวในเวลานี้ว่า เพราะจะ กระทบตลาดน้อยที่สุด เนื่องจากช่องแคบ    ฮอร์มุซยังถูกปิดกั้นจากการโจมตีของอิหร่าน ทำให้น้ำมันของ UAE ออกสู่ตลาดโลกได้น้อยอยู่ดี

ดังนั้น ในระยะสั้น นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดจะยังไม่ตื่นตระหนกนัก แต่เมื่อสงครามจบและช่องแคบเปิด นั่นแหละคือจุดที่ทุกอย่างเปลี่ยน เพราะในระยะยาว การขาดความสมานฉันท์ในกลุ่มผู้ผลิตจะทำให้การพยุงราคาในช่วง น้ำมันล้นตลาด ทำได้ยากขึ้น แปลว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะ ลดต่ำลงเล็กน้อย แต่จะมีความ ผันผวนมากขึ้น

“ผลที่ตามมาคือความผันผวนของราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าในอนาคต UAE อาจจะยังให้ความร่วมมือกับ OPEC เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสมของสถานการณ์ตลาดก็ตาม” โกลด์วิน กล่าว

Photo : Shutterstock

อานิสงส์ต่อยักษ์ใหญ่พลังงานสหรัฐฯ

การถอนตัวจาก OPEC ไม่ได้ส่งผลดีต่อ UAE เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเป็นข่าวดีสำหรับบริษัทพลังงานข้ามชาติที่ร่วมทุนอยู่ในพื้นที่ ได้แก่

  • ExxonMobil (XOM): หนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดจากสหรัฐฯ ใน UAE โดยสินทรัพย์ใน UAE และ      กาตาร์ถือเป็น 20% ของกำลังการผลิตทั่วโลกของบริษัท แม้ในไตรมาสแรกของปีจะได้รับผลกระทบจากไฟสงครามจนการผลิตลดลง 6% แต่การที่ UAE เป็นอิสระจากโควตา OPEC จะเปิดโอกาสให้ Exxon เร่งการผลิตเพื่อเพิ่มผลกำไรได้มากขึ้น
  • Occidental Petroleum (OXY): ผู้ดำเนินการโครงการก๊าซยักษ์ใหญ่อย่าง Al Hosn Gas และถือครองสิทธิการสำรวจบนพื้นที่กว่า 2.5 ล้านเอเคอร์ใน UAE การที่ UAE ออกจาก OPEC จะช่วยเปิดช่องทางให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ และการขยายโครงการสำรวจขุดเจาะ (Exploration) ในพื้นที่ได้อย่างเสรีมากขึ้น

สรุป UAE ออกจาก OPEC ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน มันคือการประกาศอิสรภาพจากซาอุดีอาระเบีย เป็นสัญญาณว่า OPEC กำลังสูญเสียความน่าเชื่อถือ และกำลังเริ่มต้นยุคที่น้ำมันโลกจะผันผวน คาดเดาได้ยากกว่าเดิม

CNBC / The Motley Fool / DW.com

]]>
1571295
โกดังเก่าคืนชีพ! รีโนเวตสู่ “สนามพิกเคิลบอล” สุดฮิต รับเทรนด์สปอร์ตดาวรุ่งปี 2026 https://positioningmag.com/1570989 Tue, 28 Apr 2026 07:39:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1570989 จากกีฬาเฉพาะกลุ่ม สู่ไลฟ์สไตล์คนเมืองรุ่นใหม่ “พิกเคิลบอล (Pickleball)” กีฬาลูกผสมระหว่างเทนนิส แบดมินตัน และปิงปอง กำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในไทย หลังจำนวนผู้เล่น สนาม และคอมมูนิตี้ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

เดิมทีพิกเกิลบอลเริ่มเข้ามาในไทยก่อนปี 2020 ในวงจำกัด โดยกลุ่มผู้เล่นหลักคือชาวต่างชาติ (Expat) และคอมมูนิตี้ขนาดเล็ก ทำให้การรับรู้ในกลุ่มคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา กีฬาแนว recreational ที่เล่นง่ายและใช้พื้นที่ไม่มาก เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้พิกเกิลบอล “ติดสปีด” อย่างชัดเจน

ปัจจุบันปี 2026 พิกเกิลบอลในไทยเข้าสู่ช่วงเติบโตแบบก้าวกระโดด เห็นได้จากการเกิดขึ้นของสนามเฉพาะทาง คลับผู้เล่น รวมถึงการแข่งขันในระดับประเทศ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและผู้ประกอบการอสังหาฯ เริ่มลงทุนพัฒนา facility รองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย

ดึงโกดังเก่า ทำสนามกีฬาในร่ม เทรนด์ใหม่ที่ “โตตามกีฬา”

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โกดังถูกดัดแปลงเป็น “สนามกีฬาในร่ม” เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแบดมินตัน ฟุตซอล เทนนิส หรือปีนผาจำลอง เนื่องจากจุดเด่นของอาคารประเภทนี้คือ

-พื้นที่โล่ง กว้าง เพดานสูง
-โครงสร้างรองรับการใช้งานหนักได้
-มักตั้งอยู่ในทำเลเดินทางสะดวก

อย่างไรก็ตาม “คลื่นใหม่” ที่มาแรงในช่วง 2–3 ปีล่าสุด คือ สนามพิกเคิลบอล (Pickleball) ซึ่งเริ่มเห็นการ    รีโนเวตโกดังเพื่อรองรับกีฬาประเภทนี้อย่างชัดเจน

“การนำ “โกดังเก่า” และอาคารร้างมาปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ (Adaptive Reuse) ไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทย โดยเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานกว่า 15-20 ปี ครอบคลุมตั้งแต่อาคารโรงงาน โรงเรียนเอกชน ไปจนถึงคลังสินค้าเก่า ซึ่งถูกพัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ คาเฟ่ แกลเลอรี่ และออฟฟิศสมัยใหม่ โดยเฉพาะในทำเลศักยภาพสูงริมแม่น้ำเจ้าพระยา”

พิกเคิลบอล ดันดีมานด์โกดังพุ่ง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พิกเคิลบอลกลายเป็น “ตัวเร่ง” ของเทรนด์คืนฟื้น ‘โกดังเก่า’ มีหลายปัจจัย ได้แก่

1.พิกเคิลบอล ใช้พื้นที่ไม่มาก สนามมาตรฐานมีขนาดเพียง 9 x 18 เมตร โดยโกดังพื้นที่ประมาณ 500 ตร.ม. สามารถทำได้ 2 – 3 สนาม

2.ต้นทุนก่อสร้างไม่สูงและใช้พื้นที่ไม่มาก สร้างสนามได้เร็ว

การรีโนเวตโกดังเป็นสนามพิกเคิลบอล มีค่าใช้จ่ายประมาณ 4,500 – 6,500 บาท/ตร.ม.

ยกตัวอย่าง หากพื้นที่โกดังประมาณ 500 ตร.ม. (เป็นขนาดโกดังที่นิยมนำมารีโนเวต) จะใช้งบลงทุนเพียง 2.25 – 3.25 ล้านบาท

3.เล่นง่าย เข้าถึงคนได้ทุกวัย อุปกรณ์ไม่แพง

พิกเคิลบอล เล่นง่าย เข้าถึงเร็ว กติกาไม่ซับซ้อน มือใหม่สามารถเริ่มเล่นได้ทันที เหมาะทั้งวัยทำงานและผู้สูงอายุ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สังคม เป็นกีฬาเชิงคอมมูนิตี้ เล่นเป็นกลุ่ม และสร้างเครือข่ายได้

อีกแรงหนุนสำคัญคือการจัดตั้ง สมาคมกีฬาพิคเคิลบอลแห่งประเทศไทย อย่างเป็นทางการในปี 2568 ภายใต้การรับรองของ การกีฬาแห่งประเทศไทย ส่งผลให้การแข่งขันมีมาตรฐาน และช่วยเร่งกระแสความนิยมอย่างรวดเร็ว

ทำเล-ผู้เล่นในตลาด เปลี่ยนสู่ “รอบนอกกรุงเทพฯ”

สุรเชษฐ อธิบายเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ “สนามพิกเคิลบอล” ในไทยส่วนใหญ่เป็น “กลางแจ้ง” หรือสร้างใหม่บนที่ดินเปล่า แต่ปัจจุบันเริ่มย้ายเข้ามาอยู่ในโกดังมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนและเพิ่มประสบการณ์การเล่น

ส่วนในด้านทำเล พบว่า พื้นที่ชั้นในเมืองเริ่ม “หายากและราคาสูง” การพัฒนาใหม่จึงขยับไปยังกรุงเทพฯ รอบนอก เป็นหลัก

ขณะที่ “ผู้ซื้อ/ผู้ลงทุน” ส่วนใหญ่ยังเป็น นักลงทุนไทย หรือนิติบุคคลไทย โดยยังไม่เห็นบทบาทของนักลงทุนต่างชาติในเซ็กเมนต์นี้อย่างมีนัยสำคัญ

แนวโน้มระยะยาว โตต่อ หรือแค่กระแสชั่วคราว?

ภาพรวมแนวโน้มการสร้างสนามพิกเคิลบอลยัง “ขึ้นอยู่กับความนิยมของกีฬา” เป็นหลัก

  • ระยะสั้น พิกเคิลบอลยังอยู่ในช่วงขาขึ้น สนามมีโอกาสเพิ่มต่อเนื่อง
  • ระยะกลาง – ยาว อาจเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว หากความนิยมลดลง ไม่มีการแข่งขันต่อเนื่อง หรือไทยไม่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ต่างจากกีฬาประเภทอื่นในอดีต ที่ “กระแสขึ้นลงตามผลงานและความนิยม”

]]>
1570989
Sport Complex มาแรง ต่างชาติ แห่ลงทุน 100-300 ล้านบาท/แห่ง อสังหารายใหญ่เอาด้วย https://positioningmag.com/1570691 Mon, 27 Apr 2026 03:40:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1570691 กลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่น่าจับตามอง เมื่อยักษ์ใหญ่ทั้งในและนอกวงการอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงทุนต่างชาติ ชิมลางตลาด Sport Complex หรือโครงการกีฬาครบวงจรกันอย่างคึกคัก เปลี่ยนที่ดินเปล่าทั่วกรุงและปริมณฑลให้กลายเป็นแลนด์มาร์กสุขภาพระดับพรีเมียม

ต่างชาติลุย Sport Complex

นรศักดิ์ ศุภกรธนกิจ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุนและการลงทุน คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2569 ได้เห็นเทรนด์การลงทุนอสังหาริมทรัพย์นอกจากการการทำโครงการที่อยู่อาศัย และการซื้อขายโรงแรมแล้ว

เทรนด์อสังหาที่เกี่ยวข้องกับกีฬาก็กำลังมาแรง โดยระยะหลังมีนักลงทุนเริ่มซื้อ “โกดังเก่า” มาทำ “สนามในร่มสำหรับพิกเกิลบอล (Pickleball)” จำนวนมากขึ้น

นรศักดิ์ ศุภกรธนกิจ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุนและการลงทุน คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์

ขณะที่ ‘นักลงทุนต่างชาติ’ เริ่มหาที่ดินเปล่าขนาดไม่เกิน 20 ไร่ เพื่อทำ Sport Complex สเกลระดับเล็ก-กลาง มูลค่าการลงทุนราว ๆ 100-300 ล้านบาท/แห่ง

ทั้งนี้ การหาที่ดินทำ Sport Complex มักกระจายตัวอยู่ในทำเลดังนี้

  • ทำเลชานเมืองกรุงเทพฯ
  • EEC อาทิ ชลบุรี ระยอง
  • ภูเก็ต

ผู้ประกอบอสังหาหันรุกธุรกิจใหม่

แสนสิริ สปอร์ตคอมเพล็กซ์
S QUARTER

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ก็โดดร่วมลงทุน Sport Complex ตั้งแต่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง “แสนสิริ” เปิดตัว ‘เอส ควอเตอร์ (S QUARTER)’ มูลค่า 100 ล้านบาท ภายในไตรมาส 4 ปี 2569 นี้ บนพื้นที่ 24 ไร่ ย่านกรุงเทพกรีฑา ภายในโครงการประกอบด้วย

  • สนามฟุตบอล
  • สนามเทนนิส
  • กีฬาเทรนด์ใหม่มาแรงอย่าง Pickleball และ Padel
  • Pro Shop ขายอุปกรณ์กีฬา
  • โซนคาเฟ่และร้านอาหาร
  • พื้นที่สตูดิโอและกิจกรรม
ที่ดินบิ๊กซีรัตนาธิเบศร์เก่า ข้าง ๆ เซ็นทรัลเวสต์เกต หนึ่งในแปลงที่ดินที่ถูกจับตาว่าจะถูกพัฒนาเป็นสปอร์ตคอมเพล็กซ์ ของพราวเรียลเอสเตท

ด้าน “พราว เรียลเอสเตท” มีกระแสข่าวนำที่ดินเก่าส่วนตัวของ ‘คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ’ ตรงบางใหญ่ นนทบุรี  แปลงบิ๊กซีรัตนาธิเบศร์เก่า (ข้าง ๆ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต) มาพัฒนาเป็นศูนย์กลางกีฬาหลายชนิดอย่าง เทนนิส และ สปอร์ตคลับ คล้ายกับอารีน่าสปอร์ตที่หัวหิน

โดยจากศักยภาพทำเลและขนาดพื้นที่ หากขึ้นโครงการจะเป็นหนึ่งในสปอร์ตคอมเพล็กซ์ใหญ่ย่านชานเมืองของกรุงเทพฯ ที่น่าจับตา ปัจจุบัน (เม.ย.69) พื้นที่ยังอยู่ระหว่างรื้อถอนโครงสร้างเดิม

ขณะที่ KE Group ผู้ประกอบการอสังหาและรีเทลรายใหญ่ แม้ไม่ได้ทำสปอร์ตคอมเพล็กซ์ แต่ก็ขอลุยธุรกิจกีฬาเช่นกัน ผ่านการทำ Crystal Sports สนามเทนนิสในร่มมาตรฐานโลก (มาตรฐานเดียวกับ US Open) ย่านเลียบด่วนรามอินทรา

Crystal Sports

ทำไมต้อง Sport Complex? วิเคราะห์ 3 ปัจจัยบวกดึงดูดเม็ดเงิน

1. สุขภาพคือ “Safe Haven” ของการลงทุน

ในยุคที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ แต่รายจ่ายด้านสุขภาพกลับเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยอมควักกระเป๋าจ่าย

Sport Complex จึงกลายเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากมีฐานลูกค้าที่มีความภักดีสูง (Loyalty) และมีลักษณะเป็นรายได้หมุนเวียน (Recurring Income) จากระบบสมาชิกและอะคาเดมี่ฝึกสอน

2. เปลี่ยน “ที่ดินรอการพัฒนา” ให้เป็นเงินสด

นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายเลือกใช้ Sport Complex เป็นกลยุทธ์การบริหารจัดการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยเปลี่ยน Land Bank ที่ยังไม่มีแผนสร้างคอนโดมิเนียม ให้กลายเป็นพื้นที่กิจกรรมที่สร้างรายได้ทันที และยังช่วยเพิ่มมูลค่า (Value Added) ให้กับพื้นที่โดยรอบในระยะยาว

3. พฤติกรรม “Hybrid Life” ของคนเมือง

พฤติกรรมการทำงานที่ยืดหยุ่นทำให้คนมองหาสถานที่ที่สามารถ “ทำงาน-ออกกำลังกาย-พักผ่อน” ได้ในที่เดียว

Sport Complex สมัยใหม่จึงไม่ใช่แค่ที่เล่นกีฬา แต่เป็น Community ที่มีร้านอาหารสุขภาพ Co-working Space และพื้นที่สำหรับเด็ก เพื่อดึงกลุ่มครอบครัวให้เข้ามาใช้เวลาได้ตลอดทั้งวัน

]]>
1570691
ไทย ขึ้นแท่น “ศูนย์กลางความมั่งคั่งใหม่” ของเอเชียปี 2026 เศรษฐีทั่วโลกแห่ปักหมุด https://positioningmag.com/1571065 Fri, 24 Apr 2026 03:19:37 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571065 ตามรายงาน The Wealth Report 2026 ของ Knight Frank ไทยก้าวขึ้นมามีความโดดเด่นในการเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งแห่งใหม่ของภูมิภาคเอเชีย ท่ามกลางการขยายตัวของกลุ่มผู้มีรายได้ระดับสูงทั่วโลก แตะระดับ 713,626 คน เฉลี่ยเติบโต 89 คน/วัน ในรอบ 5 ปีนี้

ไทยจุดหมายปลายทางใหม่ของนักลงทุนระดับโลก

ณัฎฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหาร ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดความมั่งคั่งที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย

โดยจำนวนมหาเศรษฐี (UHNWIs) ในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 26% ระหว่างปี 2026-2031 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเป็นลำดับต้นๆ ของภูมิภาค

ปี 2026 ไทยมีเศรษฐี 2,853 คน
ปี 2031 ไทยมีเศรษฐี 3,582 คน

สะท้อนถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของนักลงทุนและผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงจากทั่วโลก

จำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกปี 2026 และคาดการณ์ปี 2031 ข้อมูลจากไนท์แฟรงก์

อสังหาพรีเมียม แม็กเนตดึงเศรษฐีทั่วโลก

ด้านตลาดที่พักอาศัยระดับไพรม์ (Prime) ในไทย พบว่า ราคามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.3% ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่แข็งแกร่งทั้งจากผู้ซื้อในประเทศและต่างชาติ

โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมซูเปอร์ไพรม์ใน ‘กรุงเทพฯ’ และโครงการแบรนด์เรสซิเดนซ์ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง ‘ภูเก็ต’ และ ‘สมุย’

4 ปัจจัยหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจความมั่งคั่งเข้าสู่ประเทศไทย

1.การเติบโตของธุรกิจครอบครัว การส่งต่อและขยายตัวของผู้ประกอบการรุ่นใหม่

2.ภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

3.กระแสเงินทุนไหลเข้า เม็ดเงินลงทุนจากภูมิภาคที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

4.ภาพลักษณ์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก จุดแข็งด้านการบริการ สุขภาพ (Wellness) และคุณภาพชีวิต

สมุย
เกาะสมุย

เทรนด์ “Ultra Mobility” และการขยายตัวของ Family Office

เลียม เบลีย์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยระดับโลกของไนท์แฟรงค์ ให้ความเห็นว่า กลุ่มมหาเศรษฐีทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคการใช้ชีวิตแบบ “Ultra Mobility” หรือ “การมีที่พำนักในหลายประเทศ” ซึ่งประเทศไทยตอบโจทย์ทั้งในด้านคุณภาพชีวิตและความคุ้มค่าในการอยู่อาศัย

นอกจากนี้ ยังพบการเติบโตของกลุ่ม Family Office ที่เข้ามามองหาโอกาสการลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโรงแรม โลจิสติกส์ และอสังหาริมทรัพย์รูปแบบ Value-add ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไทยที่ตั้งอยู่ระหว่างศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่างจีน อินเดีย และอาเซียน

]]>
1571065
น้ำมันแพงพอทน ‘ถุงยาง’ แพงพอเลย! ‘Karex’ ผู้ผลิตเบอร์ 1 โลกจ่อขึ้นราคา 30% จากพิษสงครามอิหร่าน https://positioningmag.com/1570388 Thu, 23 Apr 2026 08:44:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1570388 หลายคนอาจไม่ทราบว่าการผลิต ถุงยางอนามัย นั้นพึ่งพาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอย่างหนัก สงครามในอิหร่านส่งผลกระทบต่อการผลิตวัตถุดิบขั้นกลาง (feedstocks) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากปิโตรเลียมที่ใช้ทำพลาสติกและวัสดุอื่น ๆ ได้แก่ แนฟทา ซึ่งใช้ทำบรรจุภัณฑ์, น้ำมันซิลิโคน และแอมโมเนีย ซึ่งล้วนเป็นส่วนผสมสำคัญในการผลิตถุงยางอนามัย

ต้นทุนพุ่ง ราคาต้องตาม

ผลกระทบในระดับแรกของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการปิดช่องแคบ Hormuz คือการหยุดชะงักของการไหลเวียนพลังงานโลก ทั้ง LNG น้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์กลั่น ผลกระทบระดับที่สองคือราคาปิโตรเคมีพุ่งสูงและการขาดแคลนวัตถุดิบอุตสาหกรรมสำคัญ และขณะนี้ผลกระทบระดับที่สามกำลังเริ่มแผ่ขยายไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

บริษัท Karex Bhd จากมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการผลิต (OEM) ให้แบรนด์ดังระดับโลก เช่น Durex วางแผนปรับขึ้นราคาสินค้า 20–30% และอาจสูงกว่านั้นหากความวุ่นวายในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับสงครามอิหร่านยังคงยืดเยื้อต่อไป 

“สถานการณ์ตอนนี้เปราะบางมาก ราคาต้นทุนแพงขึ้นมาก เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องส่งผ่านต้นทุนเหล่านี้ไปยังลูกค้า” – Goh Miah Kiat ซีอีโอ Karex กล่าว

นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Karex ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในทุกด้าน  ไม่ว่าจะเป็นยางสังเคราะห์และไนไตรล์ที่ใช้ในการผลิตถุงยาง ไปจนถึงวัสดุบรรจุภัณฑ์และสารหล่อลื่น เช่น แผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์และน้ำมันซิลิโคน

ดีมานด์พุ่ง แต่ของยังมาไม่ถึง

แม้ราคาจะแพงขึ้น แต่ความต้องการถุงยางกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความต้องการถุงยางอนามัยเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ในปีนี้ โดยการหยุดชะงักด้านการขนส่งยิ่งทำให้การขาดแคลนรุนแรงขึ้น ในขณะที่การส่งสินค้าไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกาใช้เวลาเกือบสองเดือนกว่าจะถึงที่หมาย เทียบกับประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้

Goh Miah Kiat กล่าวว่า “เราเห็นถุงยางอนามัยจำนวนมากนั่งอยู่บนเรือที่ยังไม่ถึงจุดหมาย แต่มีความต้องการเร่งด่วนมาก” โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่สต็อกสินค้าเริ่มร่อยหรอ

(photo: Ludmila Ivashchenko / Shutterstock)

สต็อกโลกลดลงจากการตัดงบช่วยเหลือ

ปัญหาการขาดแคลนไม่ได้เริ่มจากสงครามเพียงอย่างเดียว สต็อกถุงยางอนามัยทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการตัดลดงบประมาณด้านความช่วยเหลือต่างประเทศอย่างหนัก โดยเฉพาะจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID) ในปีที่ผ่านมา ทำให้ก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้น คลังสินค้าในหลายประเทศก็บางเบาอยู่แล้ว

ที่ผ่านมา Karex ผลิตถุงยางอนามัยมากกว่า 5 พันล้านชิ้นต่อปี และเป็นซัพพลายเออร์ให้กับแบรนด์ชั้นนำของโลกหลายราย รวมถึงระบบสาธารณสุขของประเทศต่าง ๆ อย่าง NHS ของสหราชอาณาจักร และโปรแกรมความช่วยเหลือของสหประชาชาติ

สำหรับผลประกอบการล่าสุดในไตรมาสที่สองสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 Karex รายงานขาดทุนสุทธิ 1.73 ล้านริงกิต เทียบกับกำไรสุทธิ 3.19 ล้านริงกิตในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จะเติบโตขึ้นเป็น 122.7 ล้านริง กิต จาก 106.95 ล้านริงกิต สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทกำลังแบกรับต้นทุนที่พุ่งสูงอย่างหนัก

Source

]]>
1570388
วิกฤตน้ำมันพุ่งพ่นพิษ! สายการบินทั่วโลกสั่งหั่นเที่ยวบิน คาดฉุดอุตสาหกรรมการบินหดตัว 3% https://positioningmag.com/1570142 Wed, 22 Apr 2026 06:03:56 +0000 https://positioningmag.com/?p=1570142 อุตสาหกรรมการบินโลกกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ส่งผลให้ สายการบินยักษ์ใหญ่ ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เข้าสู่ โหมดตั้งรับ อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีสัญญาณเตือนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนนี้จะลากยาวไปจนถึงช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุด (Peak Summer) ในช่วงกลางปี

หั่นตารางบินหนีตาย

ข้อมูลจาก Cirium บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการบินระดับโลก ระบุว่าในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ปริมาณการบินทั่วโลกถูกปรับลดลงแล้วประมาณ 3% และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าปี 2026 อุตสาหกรรมการบินจะเติบโตได้ถึง 4–6% แต่ปัจจุบัน Cirium มองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ภาพรวมทั้งปีอาจจะ พลิกกลับมาลดลงถึง 3% หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

Richard Evans นักวิเคราะห์จาก Cirium ชี้ว่า การลดจำนวนเที่ยวบินมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสายการบินต่างๆ กำลังเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะต้นทุนพุ่งสูงที่จะลากยาวกว่าที่คิด

ยอมทิ้งเที่ยวบินเพื่อรักษาผลกำไร

ความเคลื่อนไหวของสายการบินระดับโลกแสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสายการบินที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน (Fuel Hedging) ซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด:

  • Delta Air Lines: แบกรับต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาสนี้ จึงตัดสินใจใช้แผนผสมผสานระหว่างการขึ้นค่าโดยสารและการปรับลดปริมาณเที่ยวบินลงราว 3.5%
  • United Airlines: ประกาศแผนลดกำลังการผลิตลง 5% ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายน
  • KLM: ยืนยันการยกเลิกเที่ยวบินไป-กลับ 80 เที่ยว ณ สนามบินสคิปโฮล (Schiphol) ในช่วงเดือนหน้า
  • Lufthansa: ดำเนินการเชิงโครงสร้างที่รุนแรงกว่า โดยการสั่ง ยุบหน่วยธุรกิจ CityLine ปลดระวางเครื่องบิน 27 ลำ และสั่งจอดเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่นเก่าที่ไม่ประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ยังเตรียมพร้อมจอดเครื่องบินเพิ่มได้อีกสูงสุด 40 ลำ (ประมาณ 5% ของฝูงบิน) หากสถานการณ์เลวร้ายลง

ทั่วทั้งอุตสาหกรรม มาตรการที่คล้ายกันกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการระงับเส้นทางบิน ลดความถี่เที่ยวบิน หรือยกเลิกเที่ยวบินในบางจุด โดยเฉพาะเส้นทางที่มีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูง

เอเชียแปซิฟิกอ่วม ค่าธรรมเนียมน้ำมันพุ่งหมื่นห้า

ในฝั่งเอเชีย Cathay Pacific ได้ปรับลดความถี่เที่ยวบินในภูมิภาคลง 2% ขณะที่สายการบินราคาประหยัดในเครืออย่าง HK Express ปรับลดหนักถึง 6% นอกจากนี้ ผู้โดยสารในเส้นทางบินระยะไกลต้องแบกรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) ที่พุ่งสูงถึง 400 ดอลลาร์ (ประมาณ 14,500 บาท) ต่อเที่ยวบินไป-กลับ

 

ยุโรปเหลือสำรองแค่ 6 สัปดาห์

ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคา แต่ลามไปถึงการขาดแคลนเชื้อเพลิง การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่านส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันเครื่องบินทั่วโลก ทำให้โรงกลั่นในเอเชียต้องลดกำลังการผลิต

  • สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร: ตกอยู่ในภาวะเปราะบางที่สุด เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียถึงครึ่งหนึ่ง
  • ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA): เตือนว่ายุโรปอาจมีน้ำมันเครื่องบินสำรองเหลือใช้เพียง 6 สัปดาห์ เท่านั้น ซึ่งขณะนี้สหภาพยุโรปกำลังเร่งจัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อรับมือหากการหยุดชะงักยืดเยื้อ

แม้ว่าอิหร่านจะออกมาแถลงว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดให้เรือสินค้าผ่านได้ตามปกติ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสถานการณ์ยังคงเปราะบาง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงต่างหาไม้ต่อรองต่อกันอยู่

แม้สถานการณ์จะดูเลวร้าย แต่ราคาหุ้นของ Lufthansa ในตลาดแฟรงก์เฟิร์ตกลับพุ่งขึ้นกว่า 8.1% หลังจากประกาศแผนรับมือที่เด็ดขาด หลังจากที่ร่วงลงมาแล้วถึง 16% ตั้งแต่ต้นปี สะท้อนว่านักลงทุนให้ความเชื่อมั่นกับสายการบินที่กล้า “เฉือนเนื้อตัวเอง” เพื่อรักษาวินัยทางการเงิน มากกว่าสายการบินที่รอดูสถานการณ์

ที่น่าสนใจคือ Lufthansa ไม่ได้หยุดแค่การตั้งรับ แต่ยังคงขยายเส้นทางบินใหม่ฤดูร้อนไปยัง เมืองเจนไนและเบง กาลูรู ในอินเดียพร้อมกัน สะท้อนกลยุทธ์การบริหารสมดุลระหว่างการป้องกันความเสี่ยงและการคว้าโอกาสตลาดที่ยังเติบโต

Source

]]>
1570142
เทรนด์เช่า ปี 69 ยังมาแรง คอนโด-ทาวน์เฮ้าส์ ต่ำหมื่นบูม ‘เพชรบุรี’ เช่าโตสุด +113% รับอานิสงส์ภาคท่องเที่ยว https://positioningmag.com/1570998 Wed, 22 Apr 2026 03:41:28 +0000 https://positioningmag.com/?p=1570998 ​เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ในปี 2569 คนไทยยังคงปรับตัวจากที่เคยอยากเป็นเจ้าของ มาเป็นการ “เช่า” เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินแทน

ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปี 69 “เน้นเช่ามากกว่าซื้อ”

อ้างอิงผลสำรวจ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ หรือ DDproperty แพลตฟอร์มอสังหาฯ (จากการเก็บข้อมูลผู้เข้าชมเว็บไซต์ช่วง ม.ค.-มี.ค. 69) พบว่า ความต้องการซื้อทั่วประเทศ ลดลง 6% (QoQ) แบ่งเป็น

-คอนโดฯ ยังไปได้ สวนกระแสโตขึ้น 4%
-บ้านเดี่ยว หนักหน่อย ลดลงถึง 17%
-ทาวน์เฮ้าส์ ลดลง 16%

ขณะที่ ความต้องการเช่าทั่วประเทศ เติบโตขึ้น 4% (โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ พุ่งสูงถึง 9%)

เจาะลึกพฤติกรรม “ผู้ซื้อ” และ “ผู้เช่า”

ฝั่งคนซื้อ (เน้นราคาประหยัด)

  • คอนโดฯ ครองแชมป์ มีคนสนใจซื้อมากที่สุดถึง 57% รองลงมาคือบ้านเดี่ยว 25% และทาวน์เฮ้าส์ 18%
  • ราคาที่ขายดีที่สุด คือ ระดับ 1-3 ล้านบาท (คิดเป็น 44% ของตลาด) ตามมาด้วยราคา 3-5 ล้านบาท (19%) และ 5-10 ล้านบาท (17%)

ฝั่งคนเช่า (Generation Rent)

ภาพรวมความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังคงมีทิศทางเติบโตอย่างน่าสนใจ เพิ่มขึ้น 4% QoQ โดยคอนโดฯ มีความสนใจเช่าเพิ่มขึ้นมากที่สุด 5% QoQ ตามมาด้วยทาวน์เฮ้าส์ 3% QoQ

ค่าเช่าที่นิยม

-ระดับ 10,000-20,000 บาท/เดือน มีสัดส่วนมากที่สุดที่ 36%
-ระดับค่าเช่ามากกว่า 30,000 บาท/เดือน อยู่ที่ 29%
-ระดับค่าเช่า 20,000-30,000 บาท/เดือน อยู่ที่ 21%

“ค่าเช่าไม่เกิน 10,000 บาท/เดือน มีการเติบโตมากที่สุด 11% QoQ สะท้อนให้เห็นว่าที่อยู่อาศัยให้เช่าที่มีราคาย่อมเยาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในเวลานี้”

ทั้งนี้ ความสนใจเช่าบ้านขยายตัว สะท้อนให้เห็นการเติบโตของเทรนด์ Generation Rent ที่ตอบโจทย์คนหาบ้านทั้งในเรื่องความยืดหยุ่นในการโยกย้ายและช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน

จังหวัดและทำเล “สุดฮอต” ตลาดเช่า-ซื้อ ไตรมาส 1/69

  • 5 จังหวัดที่คนอยากซื้อเพิ่มขึ้นมากที่สุด

-เพชรบุรี เพิ่มขึ้น 61%
-ระยอง เพิ่มขึ้น 34%
-ภูเก็ต เพิ่มขึ้น 32%
-ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่มขึ้น 29%
-พระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้น 9%

  • ​5 จังหวัดที่คนอยากเช่าเพิ่มขึ้นมากที่สุด

-เพชรบุรี เติบโตสูงสุด 113%
-ระยอง เติบโต 82%
-ปทุมธานี เติบโต 75%
-นนทบุรี เติบโต 16%
-นครราชสีมา เติบโต 11%

เจาะลึกสนามเช่า กทม. ยังคึกคัก

กทม. ตลาดเช่าคึกคักมาก ดีมานด์โตขึ้น 9% ในทุกประเภทที่อยู่อาศัย โดยที่เติบโตสูงสุด ได้แก่

คอนโดมิเนียม

-ทำเลทองฝั่งซื้อ : ภาษีเจริญ เติบโต 43%
-ทำเลทองฝั่งเช่า : ธนบุรี เติบโต 45%

ทาวน์เฮ้าส์

-ทำเลทองฝั่งซื้อ : ห้วยขวาง เติบโต 90%
-ทำเลทองฝั่งเช่า : บางกะปิ เติบโต 84%

บ้านเดี่ยว

-ทำเลทองฝั่งซื้อ : วังทองหลาง เติบโต 142%
-ทำเลทองฝั่งเช่า : บางนา เติบโต 38%

]]>
1570998
สรุปพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ปี 69 เข้าสู่ยุค “SmartSumer” เลิกซื้อตามอารมณ์-ใช้เหตุผล-พึ่ง AI https://positioningmag.com/1568870 Fri, 10 Apr 2026 01:19:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568870 แรงกดดันเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่พุ่งสูง กำลัง “รีเซ็ตพฤติกรรมผู้บริโภคไทย” สู่ยุคคิดก่อนซื้ออย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคยุคใหม่หันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ แทนแพลตฟอร์มดั้งเดิม

ผู้บริโภคไทย 90-97% คิดก่อนซื้อ ใช้ AI เป็นตัวช่วยหลัก

รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยว่า ผู้บริโภคไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจาก ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่ม และรายได้ไม่สอดคล้องรายจ่าย ทำให้ “ความคุ้มค่า (Value for Money)” กลายเป็นปัจจัยหลักในการซื้อสินค้า

พฤติกรรมผู้บริโภคจึงเปลี่ยนจาก การซื้อตามอารมณ์ (Emotional-driven) สู่การตัดสินใจบนข้อมูลและเหตุผล โดยมี AI เป็นเครื่องมือสำคัญ สะท้อนการเข้าสู่ยุค “SmartSumer” ที่คิด วิเคราะห์ และเลือกอย่างมีระบบ

รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
จากงานวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ของ CMMU พบอินไซต์สำคัญ อาทิ
  • ผู้บริโภค 90-97% มีความพิถีพิถันในการซื้อ
  • พฤติกรรมหลัก 5 มิติ ได้แก่ Search & Compare, Maximize Value, Authentic Demand, Risk Reduction และ Timing & Patience
  • Gen Z เด่นด้านจังหวะราคาและโปรโมชัน (62%)
  • กว่า 71% ใช้ AI ช่วยค้นหา เปรียบเทียบ และคาดการณ์ราคา นำโดย Gen Z 99% และ Gen Y 96%

ผู้บริโภคใช้ AI ช่วยค้นหา เปรียบเทียบราคาสินค้า แยกตามเจเนอเรชั่น CMMU

ผู้บริโภคไทยอ่อนไหวด้านราคา?

ด้านราคา ผู้บริโภคจะเริ่มถูกกระตุ้นเมื่อสินค้า ‘ลดราคา’ 11-20%

ส่วนในแง่ ‘การขึ้นราคา’ ผู้บริโภคทนการขึ้นราคาได้ +21-30% ยกเว้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ทนได้เพียง +11-20% หากเกินจุดรับได้ จะ รอโปรโมชัน / หาข้อมูลเพิ่ม / เปลี่ยนแบรนด์ทันที

เจาะลึกพฤติกรรม จาก 5 หมวดสินค้า

1. Technology & Gadgets

  • ผู้บริโภค 90% เชื่อถือ AI
  • รอบซื้อทุก 6-12 เดือน (75.5%)
  • ใช้เวลาตัดสินใจ 1-4 สัปดาห์ (60.3%)
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Technology & Gadgets ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

2. Beauty & Personal Care

  • 72-86% ให้ความสำคัญกับคุณภาพ
  • มากกว่า 30% ใช้ AI 2 ระบบ (ChatGPT / Google Gemini)
  • เน้น Ingredient-conscious และรีวิวผู้ใช้จริง
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Beauty & Personal Care  ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

3. Fashion Apparel & Accessories

  • ใช้อารมณ์ตัดสินใจสูงสุด
  • ใช้ AI เป็นแหล่งหาข้อมูลแซง TikTok
  • Official Store มีความสำคัญน้อยที่สุด (68.5%)
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Fashion Apparel &Accessories ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

4. Home & Appliances

  • 85.5% ค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ
  • 90-97% ศึกษาข้อมูลเชิงลึก
  • ใช้เวลาตัดสินใจ 1-4 สัปดาห์
  • YouTube เป็นแหล่งข้อมูลอันดับ 1
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Home & Appliances ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

5. FMCG & Daily Essentials

  • ซื้อออนไลน์สูงสุด
  • อ่อนไหวต่อราคามากที่สุด
  • ขึ้นราคา 11-20% พร้อมเปลี่ยนแบรนด์
  • Baby Boomer พิถีพิถันสูงสุด (96%)
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท FMCG & Daily Essentials ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

พฤติกรรมซื้อเปลี่ยนตามระดับราคา

อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ระบุว่า ผู้บริโภคมีเกณฑ์ตัดสินใจชัดเจนตามช่วงราคา

  • ต่ำกว่า 1,000 บาท → ใช้อารมณ์
  • ราคา 1,000-10,000 บาท → เปรียบเทียบ + ดูรีวิว
  • มากกว่า 10,000 บาท → ใช้เวลา 1-3 เดือน
  • มากกว่า 100,000 บาท → ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ขณะเดียวกัน Trust Hierarchy เปลี่ยนไป

  • รีวิวผู้ใช้จริงและเพื่อน น่าเชื่อถือสูงสุด
  • โฆษณาแบรนด์มีอิทธิพลลดลง
  • Gen Z ใช้ TikTok และ E-commerce แทน Search Engine
  • พฤติกรรม Showrooming เพิ่มขึ้น (ลองหน้าร้าน ซื้อออนไลน์)
อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)

แบรนด์ต้องปรับเกม สู้ยุค SmartSumer

สิทธิกร ยิ่งเมืองมาร นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) และหัวหน้าทีมวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ระบุว่า AI กำลังเป็น “แหล่งข้อมูลหลัก” ทำให้แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์ ได้แก่

1.AI-Ready Content พัฒนาข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน เช่น

  • รายละเอียดสินค้า คุณสมบัติ ราคา รีวิว และคำอธิบายทีครบถ้วน เพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือและให้ AI สามารถค้นหา
  • แนะนำหรือเปรียบเทียบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ช่วยเร่งกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

2.Sincerity Marketing ความโปร่งใส

  • เปิดเผยข้อมูลเชิงลึก โดยเฉพาะ Beauty และ FMCG เช่น ส่วนผสม ใบรับรอง แหล่งที่มาและผลการทดสอบที่ชัดเจน
  • ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือจากรีวิวของผู้ใช้จริง ทำให้แบรนด์ต้องพัฒนาที่สะท้อนประสบการณ์จริงให้มากขึ้น

3.Value-Based Pricing เน้นความคุ้มค่า ไม่ใช่แข่งราคาเพียงอย่างเดียว

สิทธิกร ยิ่งเมืองมาร นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) และหัวหน้าทีมวิจัย

4.Promotion Strategy โปรโมชันยังมีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อ

  • ส่วนลด 11-20% คือ Sweet Spot กระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดีที่สุด
  • การใช้โปรโมชันอย่างมีกลยุทธ์ เช่น กลยุทธ์ 1 แถม 1, Bundle Deal, คูปองส่วนลด หรือฟรีค่าขนส่ง          มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

5.Video Content ทำคอนเทนต์บนยูทูป

  • เน้นรีวิวจริง ส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหมวด Home&Appliances เพราะ ช่วยสร้างประสบการณ์และสร้างความเข้าใจได้ดีกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ

6.Omni-Channel เชื่อมโยงทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ

  • แบรนด์ควรใช้ TikTok และ Marketplace เป็นพื้นที่สร้างการรับรู้ ทดลองตลาดและกระตุ้นการตัดสินใจแบบ Real-Time ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภค
คนใช้ AI ทำอะไรบ้างในการซื้อสินค้า CMMU
ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

AI กลายเป็น “ผู้ช่วยช้อปปิ้ง” ตัวจริง

ผู้บริโภคต้องการ Smart Personal Shopping Assistant เพื่อช่วยด้านต่าง ๆ อาทิ

  • เปรียบเทียบราคาแบบเรียลไทม์ 67%
  • สรุปรีวิว 73%
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือร้านค้า 73%
  • คาดการณ์ราคาในอนาคต 61%
  • วางแผนงบประมาณการซื้อสินค้า 56%

“SmartSumer” ไม่ใช่เทรนด์ระยะสั้น

งานวิจัยชี้ว่า SmartSumer คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน โดย “ความไว้วางใจ” คือปัจจัยแข่งขันสำคัญ

แบรนด์ที่ โปร่งใส มีรีวิวจริง และใช้ AI เข้าใจลูกค้า จะได้เปรียบ ขณะที่แพลตฟอร์มที่พัฒนาเครื่องมือ AI ครบวงจร จะคว้าโอกาสในตลาดยุคใหม่ได้

]]>
1568870
ตลาดอสังหาฯ ปี 69 คาดซบเซาสุดในรอบ 8 ปี ราคาบ้านจ่อขยับ 10% พิษสงครามดันต้นทุนพุ่ง https://positioningmag.com/1568109 Tue, 07 Apr 2026 06:00:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568109 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 ยังไม่หลุดจากจุดต่ำสุด ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง ที่ดันต้นทุนพุ่ง ซ้ำเติมกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ และปัญหารีเจ็กต์เรตที่ยังสูง

อสังหาฯ ดิ่งสุดรอบ 8 ปี

สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) คาดว่า ยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศปี 2569 จะลดลงเหลือ 290,000 ยูนิต จาก 316,214 หน่วยในปี 2568 ถือเป็น “ระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี”

ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น และเข้าสู่ภาวะ “New Cost Base”

บ้านใหม่จ่อขึ้นราคา 5-10%

ต้นทุนที่พุ่งขึ้น ทำให้บ้านโครงการใหม่มีแนวโน้มต้องปรับราคาขึ้น 5-10% โดยเฉพาะตลาดระดับกลาง-ล่างที่ชะลอตัวหนัก

KKP แนะผู้ประกอบการเร่ง “ล็อกราคาวัสดุ” และระบายสต็อก ขณะที่ผู้ซื้อถือเป็น “จังหวะทอง” ในการซื้อบ้านต้นทุนเดิม และล็อกดอกเบี้ยคงที่ก่อนดอกเบี้ยขาขึ้น

ต้นทุนแฝงพุ่งในตลาดบ้าน 2-5 ล้านบาท

สงครามที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความตึงเครียดอิหร่าน-อิสราเอล กระทบทั้งต้นทุน (Supply) กำลังซื้อ (Demand) และโอกาสซื้อ

ไทยใช้น้ำมันเฉลี่ย 124 ล้านลิตร/วัน และยังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งเกิน 110-120 ดอลลาร์/บาร์เรล ทำให้ต้นทุนวัสดุหลัก เช่น ปูน คอนกรีต เหล็ก ปรับขึ้นทันที

ผลกระทบชัดในบ้านขนาด 120-170 ตร.ม. ราคา 2-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล คิดเป็น 54% ของยอดขาย หรือมูลค่า 76,200 ล้านบาท

โฟกัสต้นทุนหลัก ๆ มาจาก

  • โครงสร้างต้นทุน แบ่งเป็น วัสดุ 60% แรงงาน 40%
  • เหล็กคิดเป็น 18% ของราคาบ้าน
  • งานระบบ (ไฟฟ้า-ประปา) คิดเป็น 12% ของต้นทุน

ต้นทุนเหล่านี้ผูกกับราคาพลังงานโดยตรง ทำให้ต้นทุนก่อสร้างผันผวนตั้งแต่เริ่มโครงการ

กำลังซื้อสะดุด ค่าครองชีพ-ดอกเบี้ยกดดัน

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ดันค่าครองชีพทั้งระบบ ทำให้คนต้องโยกเงินไปใช้จ่ายจำเป็นมากขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อบ้านอ่อนลง

ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง หรือมีโอกาสปรับขึ้น ส่งผลให้ค่างวดเพิ่มขึ้น “หลายพันบาทต่อเดือน” และทำให้กู้ได้น้อยลง

โซนเสี่ยงสต็อกล้น

กลุ่มบ้านราคา 2-5 ล้านบาท ในปริมณฑลได้รับผลกระทบมากสุด ส่วนหนึ่งมาจาก ‘การมีสต็อกคงค้างสูง’ โดยโซนเฝ้าระวัง เช่น

  • รังสิต-ปทุมธานี หน่วยเหลือขาย 19,300 หน่วย มูลค่า 67,500 ล้านบาท
  • บางบัวทอง-นนทบุรี หน่วยเหลือขาย 18,100 หน่วย มูลค่า 63,300 ล้านบาท
  • บางนา-สมุทรปราการ หน่วยเหลือขาย 16,400 หน่วย มูลค่า 57,400 ล้านบาท
บางใหญ่
ทำเลบางใหญ่ ตรงบางใหญ่ซิตี้ ฝั่งตรงข้ามเป็นเซ็นทรัล เวสต์เกต

“จังหวะทอง” ของคนพร้อมซื้อ ต่างชาติดีมานด์ยังมี

ในวิกฤตยังมีโอกาส ผู้ซื้อที่พร้อมสามารถได้เปรียบจากการซื้อบ้านสต็อกเดิม ซึ่งตั้งราคาบนต้นทุนเก่า

  • ได้บ้าน “ราคาเดิม”
  • มีโอกาสได้โปรแรงจากผู้ประกอบการ
  • ล็อกดอกเบี้ยคงที่ 1-3 ปี ลดความเสี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจผันผวน แต่ไทยยังเป็น “Safe Haven” ด้านอสังหาฯ ทำเลหลักอย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต หัวหิน ชลบุรี และเชียงใหม่ ยังดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอยู่

]]>
1568109
‘ทาสแมว’ เต็มประเทศ! หนุนตลาดอาหารสัตว์โต GEN Z ชอบเลี้ยงเป็นลูกทะลุ 8 ล้านตัว ส่วนชื่อมินิมอล ‘ขาว-ส้ม-อ้วน’ ฮิตสุด https://positioningmag.com/1568096 Sat, 04 Apr 2026 08:44:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568096 ดร. ซูซาน หว่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ และผู้อำนวยการกลุ่มประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มาร์ส เพ็ทแคร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารแมว ‘วิสกัส’ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในไทย มีมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 32,634 ล้านบาท ยังคงเติบโตต่อเนื่อง

หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ เทรนด์เลี้ยงสัตว์เป็นลูก (Pet Parent) โดยเฉพาะ “แมว” ที่มีการเลี้ยงราว 7-8 ล้านตัว และ “หมา” อยู่ที่ 20 ล้านตัว

“แม้สัดส่วนของหมาจะดูสูงกว่า แต่ในระยะหลังอัตราการเติบโตของแมวขยายตัวมากกว่า”

ดร. ซูซาน หว่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์ และผู้อำนวยการกลุ่มประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มาร์ส เพ็ทแคร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารแมว ‘วิสกัส’

สายพันธุ์แมวยอดนิยมในไทย แบ่งเป็น 3 สายพันธุ์ ได้แก่

  • Siamese 30%
  • Persian 28%
  • อื่น ๆ 10% เช่น British, Scottish Fold เป็นต้น

ส่วนชื่อยอดฮิตของนายท่านแมวไทย คือ

  • อันดับ 1 ขาว
  • อันดับ 2 ส้ม
  • อันดับ 3 อ้วน
  • อันดับ 4 ดำ
  • อันดับ 5 ถุงทอง

อ้างอิงผลสำรวจ WHISKAS® Purr Study ในไทย เดือนมีนาคม 2569 พบอินไซด์น่าสนใจ คือ

  • 71% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทยมองว่าแมวคือสมาชิกอันเป็นที่รักของครอบครัว และยังช่วยเยียวยาความเครียด (54%) และเติมเต็มความสุขให้กับชีวิต (52%)
  • 37% ของทาสแมว ยกแมวให้เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต โดยกลุ่มที่ให้ความสำคัญมากสุด คือ Gen Z (47%), Millennials (38%) และ Gen X (35%)

ปัจจัยเหล่านี้ ผลักดันให้ ‘เหล่าทาสแมว’ หันมาสนใจด้านสุขภาพของน้องเหมียวมากขึ้น ทว่าจากผลสำรวจ มีเพียง 17% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทยที่รู้สึกว่ามีความรู้เกี่ยวกับโภชนาการแมวอย่างดี

ขณะที่ 39% ของผู้เลี้ยงแมวในไทยยอมรับว่ารู้สึกสับสนจากข้อมูลและคำแนะนำด้านโภชนาการที่ขัดแย้งกัน

“แมว ถูกมองว่าเป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัวมากขึ้น เมื่อความผูกพันนี้เพิ่ม ผู้เลี้ยงสัตว์จำนวนมากก็ยิ่งมองหาแนวทางที่ดีที่สุดในการดูแลแมวของตน อย่างไรก็ตาม ปริมาณข้อมูลจำนวนมากบนโลกออนไลน์อาจทำให้ผู้เลี้ยงสัตว์แยกแยะได้ยากว่าแหล่งข้อมูลใดเชื่อถือได้” ดร.ซูซาน กล่าว

Lucky Cat ประติมากรรมแมว 10 เมตรของวิสกัส จัดแสดง 3-4 เมษายน 2569

ดังนั้น จึงเป็นที่มาที่ “วิสกัส” เปิดตัวแคมเปญสร้างรับรู้เรื่องโภชนาการแมว และทำประติมากรรม Lucky Cat สูง 10 เมตร

โดยเปิดโอกาสให้ทั้งผู้เลี้ยงแมวและคนทั่วไปได้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์กับกิจกรรม อาทิ เกมแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ และลุ้นรับของรางวัล รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารแมวจากแบรนด์วิสกัส®เป็นเวลา 1 ปี ที่สยามสแควร์ วันที่ 3-4 เมษายน 2569 นี้

]]>
1568096