Infographic – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Sat, 17 Jan 2026 17:05:10 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 Creative Economy น่าสนใจแค่ไหน? ทำไมถึงเป็น New S Curve ทางเศรษฐกิจ https://positioningmag.com/1555296 Thu, 15 Jan 2026 09:05:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555296 ด้วยความท้าทายจากหลายปัจจัย อาทิ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ ฯลฯ ทำให้ GDP ของประเทศมีการเติบโตในอัตราถดถอย จึงเกิดคำถามว่า จากนี้ประเทศไทยจะมีทิศทางเติบโตอย่างไร? และ Creative Economy หรือ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ เป็นหนึ่งใน New S Curve ที่หลายคนมองว่า คือ ‘คำตอบ’ สำหรับสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคใหม่

แล้ว Creative Economy มีความน่าสนใจอย่างไร?

‘สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์’ (CEA) ได้ให้ข้อมูลเพื่อฉายให้เห็นภาพในเรื่องนี้ว่า Creative Economy เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมที่ทางธนาคารโลกวางให้เป็น ‘อุตสาหกรรมแห่งอนาคต’ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและการผลิตสีเขียว, อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล, อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยั่งยืนและสุขภาพ

นอกจากนี้ Creative Economy ยังมีการเติบโตของมูลค่าเพิ่ม (GVA: Gross Value Added) อยู่ในขาขึ้น สวนทางกับ GDP ที่อยู่ในขาลง

สำหรับภาพรวมของ Creative Economy

ระดับโลก : มีมูลค่ารวม 71.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 3.1% ของ GDP โลก, มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการสร้างสรรค์อยู่ที่ 65.6 ล้านล้านบาท, สร้างการจ้างงาน 50 ล้านตำแหน่งทั่วโลก คิดเป็น 6.2% ของแรงงานทั้งหมด

ในไทย : Creative Economy มี GVA 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.01% ของ GDP ประเทศ, มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการสร้างสรรค์  3.91 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.1% ของมูลค่าการส่งออก, มีกลุ่มแรงงานสร้างสรรค์ 989,330 ล้านคน

ส่วนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สร้างรายได้ให้ไทยมากสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

อันดับ 1 แฟชั่น          236,274 ล้านบาท
อันดับ 2 โฆษณา        214,972 ล้านบาท
อันดับ 3 ดีไซน์           87,312 ล้านบาท

ตั้งเป้าดันไทยสู่ Creative Nation

CEA ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลและขับเคลื่อนให้ Creative Economy เกิดขึ้นจริง ตั้งเป้าผลักดันไทยสู่ Creative Nation เพื่อสร้างความได้เปรียบ และกลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ทดแทนภาพของเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการแข่งขันด้วยแรงงาน ‘ราคาถูก’ หรือ ‘ปริมาณการผลิต’

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้ประสบผลสำเร็จ จะต้องคำนึงถึง 6 เทรนด์ที่จะส่งผล กระทบต่ออุตสาหกรรม ประกอบด้วย

  • Tech & AI Acceleration – พลิกโฉมการสร้างสรรค์ด้วย AI
  • Platform Power – โอกาสไร้พรมแดนบนแพลตฟอร์ม
  • Creator Economy – เศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทยที่มูลค่าสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท
  • Regional Rising – พลังท้องถิ่นพุ่งแซงเมืองหลวง
  • New Consumerism – ตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้บริโภคยุคใหม่
  • High-Value IP – เพิ่มมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
โดยกลยุทธ์ของ CEA ในปี 2569 จะดำเนินผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
  1. พัฒนาคนด้วย AI และความคิดสร้างสรรค์ เช่น การยกระดับสู่ New TCDC ไปทุกภูมิภาค และติดอาวุธทักษะ AI ให้คนทำงาน
  2. ยกระดับเมืองสู่เวทีโลก เช่น การสร้าง City Branding เพื่อให้เมืองมีจุดขายที่ชัดเจน
  3. เปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นทรัพย์สิน ที่บ่มเพาะผลงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ
  4. ขยายธุรกิจด้วยแพลตฟอร์ม เช่น การจัดงาน Bangkok International Content Market (BICM) ภายใต้งาน Thailand International Content IP Expo (TICIP) ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพื่อให้ขายงานได้จริง

เป้าหมาย เพื่อสร้างผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีก 300,000 ราย, สร้างผลงาน New IP ใหม่มากกว่า 350 รายการเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์, ผลักดันรายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30%  และผลักดัน GVA ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโต 5%

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ได้อยู่ที่การ ‘กำหนดนโยบาย’ ทว่าคือ การสร้าง Ecosystem ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ามาเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ในอนาคต

]]>
1555296
เทรนด์ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ปี 2569 เมื่อ ‘ยอดฟอลโลว์’ ไม่สำคัญเท่า ‘ความเหมาะสม’ https://positioningmag.com/1555129 Wed, 14 Jan 2026 10:41:10 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555129 ปีนี้ที่ผ่านมา ถือเป็น ‘ปีทองของอินฟลูเอนเซอร์’ ซึ่งหนึ่งในภาพสะท้อนก็คือปรากฏการณ์ของ ‘เจนนี่ ไลฟ์สด’ ที่สามารถสร้างยอดขายหลักร้อยล้านในเวลารวดเร็ว ยังไม่รวมอินฟลูเอนเซอร์คนดังอื่นๆ ที่ตอนนี้เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้คนมากขึ้น

 

Wisesight ผู้เชี่ยวชาญและให้บริการ Social Listening ได้เปิดเผยอินไซต์อินฟลูเอนเซอร์ในไทย ปี 2568 พร้อมสรุปเทรนด์อินฟลูเอนเซอร์ปี 2569 ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งบทความนี้จะหยิบมานำเสนอ เพื่อให้นักการตลาดและแบรนด์นำไปวางแผนการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ปี 2568 เป็นปีที่ตลาดอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์เติบโตต่อเนื่อง โดย TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่สร้าง Engagement เฉลี่ยสูงกว่า Facebook ถึง 15 เท่า

 

ขณะเดียวกัน Short – Form Video ก็ได้รับความนิยมสูงสุดบน TikTok และ Facebook Reels ทำให้แบรนด์ต้องออกแบบคอนเทนต์ให้ดึงดูดตั้งแต่ไม่กี่วินาทีแรก ซึ่งครีเอเตอร์ไทยยังใช้ Cross Platform ปรับคอนเทนต์ให้เหมาะกับแต่ละช่องทางเพื่อเข้าถึงผู้ชมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

‘ความเหมาะสม’ สำคัญกว่า ‘ยอดฟอลโลว์’

 

สำหรับปี 2569 ทาง Wisesight ระบุเทรนด์การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่เรื่องของ ‘ความดัง’ หรือ ‘จำนวนผู้ติดตามเยอะที่สุด’ แต่เป็นการเลือกคนที่ ‘เหมาะที่สุด’ กับสินค้าและเป้าหมายของแบรนด์

 

ดังนั้น การเข้าใจขนาดกลุ่มและบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์แต่ละประเภท จะช่วยให้การวางกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

โดยอินฟลูเอนเซอร์แต่ละกลุ่ม จะมีความเก่งแตกต่างกัน ได้แก่

 

– กลุ่ม Elite Influencer (จำนวนผู้ติดตามมากกว่า 5 ล้านคน) เหมาะกับการเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ระดับพรีเมียม มากกว่าเน้นการขาย

– กลุ่ม Mega Influencer (จำนวนผู้ติดตาม 1-5 ล้านคน) เป็นกลุ่มที่สร้าง Reach สูง เหมาะกับแคมเปญใหญ่ ต้องการการรับรู้เร็ว สร้างการรับรู้ในวงกว้างเหมาะกับแคมเปญใหญ่

– กลุ่ม Macro Influencer (จำนวนผู้ติดตาม 5 แสน – 1 ล้านคน) สามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก เหมาะสำหรับโปรโมตต่อเนื่อง

– กลุ่ม Mid-Tier Influencer (จำนวนผู้ติดตาม 1 แสน – 5 แสนคน) โดดเด่นในการสร้างความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจ เหมาะกับแบรนด์หรือสินค้าที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ

– กลุ่ม Micro Influencer (จำนวนผู้ติดตาม 1 หมื่น – 1 แสนคน) เจาะเฉพาะกลุ่มเข้าถึงตรงกับลูกค้าที่ใช่

-Nano Influencer (จำนวนผู้ติดตาม 1 พัน – 1 หมื่นคน) เป็นลักษณะ ‘เพื่อนบอกเพื่อน’ สร้าง Brand Loyalty

ด้วยความเก่งและมีบทบาทที่แตกต่างกัน นักการตลาดและแบรนด์ จึงควรผสมผสานอินฟลูเอนเซอร์ในไทยหลายประเภทถือเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลดีที่สุด เช่น

 

แบรนด์สามารถใช้ Elite และ Mega สร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ ขณะที่ Micro และ Nano ช่วยสร้าง Engagement และความน่าเชื่อถือ ทำให้แคมเปญครอบคลุมตั้งแต่สร้างการรับรู้ หรือ Awareness ไปจนถึง Conversion ได้

 

รูปแบบคอนเทนต์ที่น่าสนใจ ในปี 2569

 

1.ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) – แชร์การใช้ชีวิตประจำวัน การท่องเที่ยว การแต่งตัว หรือไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่ม เหมาะกับแบรนด์แฟชั่น ท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์

2.รีวิว (Review) – รีวิวสินค้า บริการ ร้านอาหาร หรือประสบการณ์ตรง เน้นสร้างความน่าเชื่อถือและช่วยผู้บริโภคตัดสินใจ

3.เกม (Gaming) – แคสต์เกม เล่นเกม และคอนเทนต์เกมอื่น ๆ เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย Gen Z และผู้สนใจเกมโดยเฉพาะ

4.ให้ความรู้ (Knowledge Sharing) – ถ่ายทอดความรู้เฉพาะทาง การสอน หรือเทคนิคต่าง ๆ เพิ่มมูลค่าให้ผู้ติดตามและสร้าง Trust สูง

5.บันเทิง (Entertainment) – คลิปตลก วิดีโอสร้างสรรค์ หรือโชว์ความสามารถพิเศษ สร้าง Engagement สูงและเข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก

 

สรุปการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ไม่ควรวัดแค่ ‘ความดัง’ หรือ ‘จำนวนผู้ติดตาม’ แต่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘คุณภาพ’ โดยต้องพิจารณาว่า อินฟลูเอนเซอร์คนใดเหมาะกับสินค้าและเป้าหมายของแบรนด์มากที่สุด ซึ่งการเข้าใจ KPI เช่น Engagement, Mentions และ Follower Quality จะช่วยให้การเลือกมีประสิทธิภาพมากขึ้น

]]>
1555129
YouTrip เผยแม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ครอบครัวไทยยังนิยมส่งลูกหลานเรียนต่อต่างแดน https://positioningmag.com/1529601 Thu, 10 Jul 2025 13:12:08 +0000 https://positioningmag.com/?p=1529601 YouTrip เปิดอินไซต์ ‘ชีวิตนักเรียนไทยในต่างแดน’ พบแม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ครอบครัวไทยยังคงให้ความสำคัญกับการส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศ โดยประเทศที่คนไทยนิยมเลือกไปเรียนต่อ ได้แก่ ‘อังกฤษ’ และนอกจากค่าเทอมแล้ว ‘ช้อปปิ้ง’ เป็นค่าใช้จ่ายที่นักเรียนไทยจ่ายมากสุด ที่น่าสนใจ คือ Popmart เป็น Top Spending ในทุกประเทศที่มีคนไทยไปเรียนต่อ

 

‘จุฑาศรี คูวินิชกุล’ ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย ผู้ให้บริการดิจิทัลวอลเล็ตรองรับหลายสกุลและ Travel card บอกกับ Positioning ว่า แม้เศรษฐกิจไม่ดีและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมีความผันผวน แต่ครอบครัวไทยส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการส่งลูกหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ เนื่องจากมองเป็น ‘การลงทุนระยะยาว’ เพื่อโอกาสในการเติบโตและความก้าวหน้าในสายอาชีพ รวมไปถึงการเปิดโลกทัศน์และสร้างคอนเนกชั่นใหม่ ๆ

หากอ้างอิงจากจำนวนผู้ใช้ YouTrip 5 ประเทศที่คนไทยนิยมไปเรียนต่อ ได้แก่

อันดับ 1 ‘อังกฤษ’

อันดับ 2 ‘สหรัฐอเมริกา’

อันดับ 3 ‘ออสเตรเลีย’

อันดับ 4 ‘แคนาดา’

อันดับ 5 ‘จีน’

 

โดยประเทศใน 4 อันดับแรก นักเรียนไทยนิยมไปเรียนหลักสูตรเต็มเวลา ขณะที่จีนเป็นน้องใหม่ที่มาแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนไทยนิยมเลือกไปเรียนคอร์สซัมเมอร์และหลักสูตรระยะสั้น ส่วนเมืองที่นิยมเลือกไปเรียน ได้แก่ อู่ฮั่น, กวางโจว และหังโจว

 

เมื่อเจาะลึกไปถึงสาเหตุที่เลือกจะไปเรียนต่อในแต่ละประเทศ พบว่า อังกฤษ เนื่องจากมีมหาวิทยาลัยเก่าแก่และมีชื่อเสียง, สหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีความ Innovation และหลักสูตรหลากหลาย ส่วนออสเตรเลียและแคนาดา มาจากการมองหาโอกาสในการหางานต่อในฐานะคนต่างชาติ ขณะที่จีน มาจากเรื่องค่าใช้จ่ายที่ถูก ภาษาและ Soft Power ของจีนกำลังมา

 

สำหรับค่าเทอมระดับปริญญาตรีของ 5 ประเทศที่คนไทยนิยมไปเรียนต่อนั้น พบว่า

 

อังกฤษ มีค่าเทอม 2.4 ล้านบาทต่อปี

สหรัฐอเมริกา มีค่าเทอม 2.8 ล้านบาทต่อปี

ออสเตรเลีย มีค่าเทอม 1 ล้านบาทต่อปี

แคนาดา มีค่าเทอม 500,000 บาทต่อปี

จีน มีค่าเทอม 100,000 บาทต่อปี

 

นอกเหนือจากค่าเทอมแล้ว ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตก็ถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ต้องเตรียมไว้เช่นกัน โดยพบว่า

 

อังกฤษ มีค่าใช้จ่ายต่อปีอยู่ที่ 540,000-670,000 บาท

สหรัฐอเมริกา ค่าใช้จ่ายต่อปีอยู่ที่ 330,000-580,000 บาท

ออสเตรเลีย ค่าใช้จ่ายต่อปีอยู่ที่ 380,000-630,000 บาท

แคนาดา ค่าใช้จ่ายต่อปีอยู่ที่ 350,000-898,000 บาท

จีน ค่าใช้จ่ายต่อปีอยู่ที่ 300,000 บาท

 

แล้วนักเรียนไทยในต่างแดนใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง นอกเหนือจากค่าเทอม ?

 

ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย บอกว่า การใช้จ่ายของนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อต่างประเทศมีแนวโน้มเหมือนกัน คือ อันดับ 1 ได้แก่ ‘ช้อปปิ้ง’ 42% ตามด้วย ‘ค่าอาหาร’ 21%, ‘ร้านสะดวกซื้อ’ 15%, ‘ท่องเที่ยวและความบันเทิง’ 8%, ‘ค่าใช้เบ็ดเตล็ด’ 4%

 

ที่น่าสนใจ ก็คือ Popmart เป็นค่าช้อปปิ้งที่นักเรียนไทยใช้จ่ายมากสุดในทุกประเทศที่ไปเรียนต่อ  

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความต้องการศึกษาต่อต่างประเทศยังคงมีอยู่สูง บวกกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การบริหารจัดการสกุลเงินอย่างคุ้มค่า จึงมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับนักเรียนไทยและครอบครัว โดยนักเรียนไทย 3 ใน 5 คนติดตามอัตราแลกเปลี่ยนอย่างกระตือรือร้นและแลกเงินบาทล่วงหน้าเป็นสกุลเงินปลายทางเพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนที่ดี

 

สำหรับ  YouTrip เองถูกพัฒนาขึ้นมาให้ตอบโจทย์ในการใช้จ่ายเป็นสกุลเงินต่างประเทศด้วยเรทที่ดี ไม่มีค่าธรรมเนียม 2.5% ต่างจากบัตรเครดิต จึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่นักเรียนไทยเลือกใช้เวลาไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยพบว่า นักเรียนไทยไปเรียนต่อต่างประเทศใช้จ่ายผ่าน YouTrip เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 70% และ 54% ของนักเรียนอังกฤษนิยมใช้ YouTrip ชำระค่าเล่าเรียนเป็นหลัก

]]>
1529601
6 นักธุรกิจรุ่นใหม่ ปั้นธุรกิจติดสปีด กวาดรายได้หลัก 100-1,000 ล้านบาท https://positioningmag.com/1528624 Wed, 02 Jul 2025 10:12:23 +0000 https://positioningmag.com/?p=1528624 ในโลกธุรกิจ เรามักจะคุ้นชินกับการเห็น “ผู้บริหาร” ที่ประสบความสำเร็จในวัยกลางคนเป็นต้นไป แต่ในปัจจุบันเริ่มมี ”นักธุรกิจรุ่นใหม่“ อายุน้อยกว่า 35 ปี ขับเคลื่อนองค์กรโดยทำรายได้ทะลุหลัก 100-1,000 ล้านบาท มากขึ้น

สั่งสมประสบการณ์แต่เด็ก กล้าที่จะแตกต่าง

หนึ่งในชื่อที่ถูกหยิบยกเรื่องการประสบความสำเร็จแต่เด็ก และทำแบรนด์ได้แมสทั่วไทย คือ “คุณเฟิร์น – นัทธมน พิศาลกิจวนิช“ เจ้าของร้านสุกี้ตี๋น้อย

ในวัยเด็ก คุณเฟิร์นคลุกคลีกับธุรกิจร้านอาหารของครอบครัว สิ่งนี้ช่วยบ่มเพาะประสบการณ์และซึมซับระบบร้านอาหาร และทำให้สนใจในธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก

ส่วน “สุกี้ตี๋น้อย” เกิดจากคุณเฟิร์นมองเห็นโอกาสในตลาดสุกี้บุฟเฟต์ ยังไม่มีร้านที่ทำราคาเข้าถึงง่าย และคุณภาพดี จึงปิ๊งไอเดียสร้างความแตกต่าง เหนือคู่แข่งด้วยจุดนี้

ขณะที่ทำเลร้านที่มักเลือกจุดที่มีที่จอดรถเยอะ และมีการเปิดร้านยันตีสาม ผนวกกับราคาเข้าถึงง่ายเพียง 219 บาท แต่คุณภาพอาหาร-เมนูหลากหลาย ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า เกิดการบอกต่อจนร้านติดกระแส จนรายได้เติบโตทุกปี

เฟิร์น สุกี้ตี๋น้อย
เฟิร์น – นัทธมน พิศาลกิจวนิช

ปี 2563

  • รายได้ 1,223 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 140 ล้านบาท

ปี 2564

  • รายได้ 1,572 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 147 ล้านบาท

ปี 2565

  • รายได้ 3,976 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 591 ล้านบาท

ปี 2566

  • รายได้ 5,262 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 907 ล้านบาท

ปี 2567

  • รายได้ 7,075 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 1,168 ล้านบาท

จากนักศึกษา ขายซูชิชิ้นละ 10 บาท สู่นักธุรกิจพันล้าน

จากจุดเริ่มต้นอยากริเริ่มธุรกิจในวัยเรียน “คุณชาร์ป – ชนวีร์ หอมเตย” นักศึกษาปีที่ 3 ในขณะนั้น ได้ลงขันกับ “คุณมิ้ง – ศุภณัฐ สัจจะรัตนกุล” หลักแสนบาท เปิดร้านซูชิคุณภาพดี ชื่อ Shinkanzen Sushi ในราคาเริ่มต้นคำละ 10 บาท (ราคา ณ ช่วงเวลานั้น) หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

จากการสังเกตเห็นว่า สมัยนั้นไม่มีร้านซูชิคุณภาพดีทำเลมหาวิทยาลัย หากอยากกินต้องไปถึงห้างฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ก่อนขยายไปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจาะกลุ่มลูกค้านักศึกษาเป็นหลัก แต่พบเพนต์พอยต์สำคัญ แม้จะขายดี แต่ช่วงปิดเทอมยอดขายตกฮวบ

จุดเปลี่ยน คือ การเปิดสาขายูเนี่ยนมอลล์ ได้กลุ่มลูกค้าวัยทำงาน และกลุ่มครอบครัวเพิ่ม ทำให้การเปิดสาขาถัดไปไม่จำเป็นต้องยึดหัวหาดทำเลมหาวิทยาลัยต่อไป จึงเริ่มเปิดสาขากลางเมือง สยามสแควร์ จนมีมากกว่า 60 สาขาในปัจจุบัน ส่งผลให้ยอดขายร้านเติบโตต่อเนื่อง

ชาร์ป ชนวีร์ หอมเตย Shinkanzen Sushi

ปี 2565

  • รายได้ 797 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 63 ล้านบาท

ปี 2566

  • รายได้ 1,414 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 116 ล้านบาท

ปี 2567

  • รายได้ 2,137 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 226 ล้านบาท

 

จากพ่อค้ากางเกง เงินทุน 8,000 บาท สู่ “ยืดเปล่า” เสื้อยืดรายได้ 800 ล้านบาท

“คุณตอน – ทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว” เจ้าของแบรนด์เสื้อยืด “ยืดเปล่า” เป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจดาวรุ่งรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้มีต้นทุนตั้งแต่ต้น และต้องหาเงินส่งตัวเองเรียน จนริเริ่มการค้าขายตั้งแต่อายุ 19 ปี

โดยเงินทุนก้อนแรก 8,000 บาท ใช้ลงทุนซื้อกางเกงบ็อกเซอร์และกางเกงขาสั้น จากโรงเกลือมาขายที่หน้า ม.รามคำแหง แรก ๆ ขายได้วันไม่กี่ร้อยบาท จนไต่มาเป็นวันละ 1,000 บาท

นำไปสู่การย้ายมาเช่าเปิดหน้าร้านที่ตลาดนัดจตุจักร เริ่มทำแบรนด์กางเกงบ็อกเซอร์ “Richesboxer” ก่อนรีแบรนด์เป็น “ทุกตอน” แต่เจอคนอ่านไม่ออกจึงเปลี่ยนเป็น “บ๊อกปะ” จากวลีที่ลูกค้าชอบถามกันว่า ‘เอาบ๊อกปะ’ แต่ท้ายสุดตลาดกางเกงบ็อกเซอร์ก็เข้าสู่จุดอิ่มตัว

ทำให้คุณตอน เริ่มเข้าสู่ธุรกิจเสื้อยืด โดยทำแบรนด์แรกชื่อ “Riccop” ต่อมาจึงสร้างแบรนด์ใหม่ชื่อ “ยืดเปล่า” (YUEDPAO) ในสโลแกน ‘ยืดเปล่า ยังง๊ายก็ไม่ย้วย’ เน้นขายเสื้อยืดผลิตจากผ้า Cotton ผสม Polyester ซึ่งมีคุณสมบัติยับยาก สวมใส่สบาย สะดวก ผ้าอยู่ทรงไม่ต้องรีด ในราคาเริ่มต้นเพียง 100 บาท ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจนบวกกับราคาเข้าถึงง่าย ทำให้แบรนด์ขยายตัวต่อเนื่อง

ตอน – ทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว เจ้าของยืดเปล่า

ปี 2563

  • รายได้ 117 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 1.7 ล้านบาท

ปี 2564

  • รายได้ 218 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 1.8 ล้านบาท

ปี 2565

  • รายได้ 506 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 18 ล้านบาท

ปี 2566

  • รายได้ 802 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 74 ล้านบาท

 

นักแสดงที่ชอบรับบทนักธุรกิจร้อยล้าน กับบทบาท ”เถ้าแก่น้อย“ ในชีวิตจริง

เราอาจคุ้นเคยกับ “คุณพีช – พชร จิราธิวัฒน์” ในฐานะทายาทตระกูลดังเจ้าของอาณาจักรเซ็นทรัล หรือกระทั่งในบทบาทนักแสดง ที่มักจะได้บทคนรวย/นักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ‘ต๊อบ – วัยรุ่นพันล้าน‘ หรือเรื่องล่าสุด ‘เคน ซีอีโออีซี่เอ็กซ์เพลส – สงครามส่งด่วน‘

แต่ในชีวิตจริง คุณพีช ก็เป็นเถ้าแก่น้อย ผ่านการเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และเป็นหนึ่งใน คณะกรรมการบริษัท ร็อคส์ พีซี จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือแฟรนไชส์ Potato Corner จากฟิลิปปินส์มาเปิดในประเทศไทย

Potato Corner โด่งดังได้จากการปรับรสชาติ (R&D) เข้ากับรสนิยมคนไทย ทำเลที่ตั้งในศูนย์การค้าใหญ่ ย่าน ทราฟฟิกและกำลังซื้อสูง แต่ใช้พื้นที่ไม่มาก และมีราคาเหมาะสมไม่แพงจนเกินไป บวกกับการตลาดที่ได้คุณพีช    เข้ามาช่วย ทำให้เป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันรายได้โปเตโต้คอนเนอร์ ยังคงเติบโตเรื่อย ๆ

ปี 2563

  • รายได้รวม 414 ล้านบาท
  • กำไร 34 ล้านบาท

ปี 2564

  • รายได้รวม 414 ล้านบาท
  • กำไร 1.71 ล้านบาท

ปี 2565

  • รายได้รวม 568 ล้านบาท
  • กำไร 25 ล้านบาท

ปี 2566

  • รายได้รวม 652 ล้านบาท
  • กำไร 37 ล้านบาท

ปี 2567

  • รายได้รวม 790 ล้านบาท
  • กำไร 62 ล้านบาท

นักธุรกิจ Gen Z จากเคยขาดทุนเพราะอีโก้ สู่แบรนด์บิวตี้ขวัญใจวัยรุ่น

เส้นทางชีวิตของ “คุณไอติม – เอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์“ เจ้าของแบรนด์ LA GLACE สร้างชื่อจากการเป็นเน็ตไอดอลทำคอนเทนต์ด้านความงาม รีวิว และชีวิตประจำวันทั่วไป ในชื่อ ‘ไอติมเบบี้’ (ITIM.BAEBIE)

กระทั่งในวัยมหาวิทยาลัย คุณไอติม อยากหารายได้พิเศษ จึงริเริ่มทำธุรกิจในสิ่งที่ตนเองถนัด คือ “ธุรกิจความงาม“ ผ่านการทำเบสโทนอัพ ขยายมาสู่สบู่ไข่ คลีนซิ่ง และโทนเนอร์

จุดเปลี่ยนและบทเรียนสำคัญ มาช่วงอายุ 23 ปี กำลังไฟแรง ช่วงนั้นสินค้าอะไรก็ขายดี เรียกได้ว่ามีอีโก้เต็มถัง จึงนำเงินทุกบาททุกสตางค์ขยายไลน์สินค้าสู่ ลิปสติก แต่ถูกโรงงานจีนยัดไส้สินค้า ทำให้ไม่สามารถขายได้เลย ส่งผลให้ขาดทุนครั้งใหญ่ 20 ล้านบาท ทำให้ต้องขายรถ และทำกระทั่งขายเสื้อผ้ามือสอง ขายกระเป๋าหลักร้อย และบวกกับโดนดราม่าในโซเชียลมีเดีย เรื่องขายสินค้าแพง และใช้งานยาก จนทำให้คุณไอติมเคยคิดอยากเลิกทำแบรนด์บิวตี้

ทว่าเธอไม่อยากให้สิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต้องติดตัวไปตลอดชีวิต จึงค่อย ๆ แก้ไขความผิดพลาด และพิสูจน์ตัวเอง พร้อมเดินหน้าแบรนด์ LA GLACE ต่อ จนในที่สุดแบรนด์ก็ติดตลาด ด้วยสินค้าสร้างชื่ออย่าง บลัชดำ และ TONER PADS ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

“คุณไอติม – เอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์“ เจ้าของแบรนด์ LA GLACE

ปี 2565

  • รายได้ 39 ล้านบาท
  • กำไร 1.65 ล้านบาท

ปี 2566

  • รายได้ 401 ล้านบาท
  • กำไร 108 ล้านบาท

ปี 2567

  • รายได้ 420 ล้านบาท
  • กำไร 37 ล้านบาท

Love Potion แบรนด์ที่ปังด้วยโซเชียล

จุดเริ่มต้นของ “คุณก้าด – ณัฐชยานันท์ สุขวัฒนาพร” หรือ ซ้อก้าด เจ้าของแบรนด์ Love Potion ไม่ได้โปรยด้วยกลีบกุหลาบ เริ่มต้นด้วยการติดลบจากครอบครัวประสบปัญหาธุรกิจจนล้มละลาย และคุณก้าดต้องหารายได้ตั้งแต่สมัยเรียน โดยเริ่มจากการขายเคสมือถือที่รับมาจากสนามเสือป่า

แต่ด้วยความชื่นชอบด้านความงามและการดูแลตัวเอง จึงได้ก่อตั้งแบรนด์ Love Potion ขึ้นในปี 2557 มีสินค้าตัวแรกเป็นสบู่ Grape Soap ก่อนจะขยายไลน์สินค้าสู่เซรั่ม ลิปออย น้ำหอม และชาเขียว

กลยุทธ์ที่ทำให้ Love Potion ติดตลาด ส่วนหนึ่งมาจาก ซ้อก้าดใช้ตัวเองเป็น Personal Branding อย่างเต็มตัว ขณะที่คอนเทนต์มีทั้งกิจวัตรประจำวัน การแต่งตัวแฟชั่น รวมไปถึงการพรีเซนต์สินค้าด้วยตนเอง ทั้งลิป ออย บลัช น้ำหอม

ประกอบกับ การตลาดที่ไม่เหมือนใคร สร้างกระแสและเป็นไวรัลบ่อยครั้ง เช่น การไลฟ์สดขายสินค้าราคาถูก 5 บาท 10 บาท หรือการเลือก ‘พี่กร ไม้กวาด’ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์น้ำหอม ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์ทั่วไปที่มักใช้คนดัง ทำให้เกิดคำถามและกระแสพูดถึงอย่างมาก การเลือกพรีเซ็นเตอร์ด้วยความจริงใจนี้ทำให้สินค้าน้ำหอมขายหมดใน 11 วินาที ทำให้ Love Potion มีการเติบโตของรายได้และกำไรแบบก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ซ้อก้าด love potion
“คุณก้าด – ณัฐชยานันท์ สุขวัฒนาพร” เจ้าของแบรนด์ Love Potion

ปี 2563

  • รายได้รวม 7.5 ล้านบาท
  • กำไร 4,795 บาท

ปี 2564

  • รายได้รวม 12 ล้านบาท
  • กำไร 1.06 ล้านบาท

ปี 2565

  • รายได้รวม 55 ล้านบาท
  • กำไร 14 ล้านบาท

ปี 2566

  • รายได้รวม 154 ล้านบาท
  • กำไร 34 ล้านบาท

ปี 2567

  • รายได้รวม 454 ล้านบาท
  • กำไร 84 ล้านบาท
]]>
1528624
‘ร้านหนังสือ’ (ยัง)ไม่ตาย แต่ต้องปรับตัวขนานใหญ่ หาทางโตของตัวเองให้เจอ https://positioningmag.com/1528385 Tue, 01 Jul 2025 05:28:33 +0000 https://positioningmag.com/?p=1528385 ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ‘ร้านหนังสือ’ ต้องเผชิญความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะการถูก Digital Disruption ส่งผลให้ผู้อ่านเปลี่ยนพฤติกรรมมาอ่านอีบุ๊กส์และออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่ายและมีหลากหลาย จนกระทบต่อภาพรวมของธุรกิจหนังสือและร้านหนังสือจาก ‘ดาวรุ่ง’ เป็น ‘ดาวร่วง’ แถมยังต้องเจอกับภาวะเศรษฐกิจ

 

แล้ววันนี้ลมหายใจของธุรกิจร้านหนังสือเป็นอย่างไร? 

 

‘รุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านหนังสือซีเอ็ด (SE-ED) ยืนยันว่า แม้ช่วงสิบปีที่ผ่านมาธุรกิจร้านหนังสือจะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จากการชะลอตัวของธุรกิจหนังสือที่ต้องเจอหลายปัจจัยมากระทบ แต่ธุรกิจนี้ยังไม่ตายและไปต่อได้

 

“เราโดนดิสรัปต์จากเทคโนโลยี บวกกับหนังสือไม่ใช่ปัจจัย 4 ของการดำรงชีวิต เมื่อมีปัญหาทางเศรษฐกิจคนจึงลดการจับจ่ายในส่วนนี้ลง แต่ร้านหนังสือไม่ตายและไปได้ เพราะคนไทยยังอ่านหนังสืออยู่ และสถิติการอ่านมีสัญญาณดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างตอนนี้อยู่ที่วันละ 100 นาที ผสมกันทั้งหนังสือเล่มกับออนไลน์ และมีความต้องการเปลี่ยนไปมาก ซึ่งตรงนี้เป็น Challenge ให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวกันขนานใหญ่เหมือนกัน”

 

เพิ่มความคล่องตัวให้แกร่งขึ้น 

 

การปรับตัวที่ว่า จะเห็นธุรกิจร้านหนังสือในบ้านเรามีการขยับและปรับตัวกันค่อนข้างมาก แตกต่างกันไปตามกลยุทธ์และจุดยืนของแต่ละราย แต่หลัก ๆ สังเกตได้ว่า  

1.ร้านหนังสือมีการลดสเกลของธุรกิจ ทั้งการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรหรือมีรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ควบคู่ไปกับการดาวน์ไซด์ขนาดร้าน จากเดิมเน้น ‘พื้นที่ใหญ่ระดับ 200 ตร.ม. ขึ้นไป’ มาเป็นร้านที่มี ‘พื้นที่เล็ก’ เหลือประมาณ 50 ตร.ม. เปิดในรูปแบบของ Pop-up Store หรือบูธ เพื่อลดต้นทุนในการบริหารจัดการ 

2.ปรับโมเดลธุรกิจ ด้วยการนำจุดแข็งของตัวเอง มาผสมสานกับการจับเทรนด์ผู้บริโภค เพื่อสร้างการเติบโตของตัวเอง เช่น บางรายเพิ่มสัดส่วนของสินค้า accessories และไอทีเพิ่มขึ้น ลดพื้นที่ของสินค้าหนังสือลดลง เนื่องจากต้องการขยับให้ร้านมีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น ฯลฯ

3.เพิ่มความหลากหลายของสินค้าภายในร้าน เช่น กลุ่ม accessories, สินค้า In Trend ฯลฯ เพื่อดึงดูดและตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ตลอดจนต้องการสินค้านอกเหนือจากหนังสือ

สำหรับร้านซีเอ็ดเอง ก่อนช่วงโควิด 19 ระบาด มีสาขาประมาณ 400 แห่ง เมื่อเกิดโควิดได้ลดจำนวนสาขาลง 10% ด้วยการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร โดยปัจจุบันร้านซีเอ็ดมีสาขาอยู่ 190 สาขากระจายตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

 

ขณะเดียวกันได้ลดขนาดของร้าน จากร้านขายหนังสือขนาดใหญ่ มีพื้นที่ 300 ตร.ม. มาอยู่ในรูปแบบ Pop-up Store มีพื้นที่ตั้งแต่ 50 – 200 ตร.ม. ซึ่งเป็นรูปแบบที่ซีเอ็ดจะนำไปขยายให้มากขึ้นในอนาคต อย่างภายในปีนี้จะมีสาขาเพิ่มอีก 10 สาขา ส่วนใหญ่ก็อยู่ในรูปแบบ Pop-up Store เป็นหลัก

 

“การดาวน์ไซส์ ทำให้เราแข็งแรงขึ้น บริหารจัดการต้นทุนและมีความคล่องตัวดีขึ้น หากเราไม่ทำ คงผ่านความท้าทายที่เกิดขึ้นมาไม่ได้”

 

ไม่ใช่ทำอะไรมาก็ขายได้เหมือนเดิม

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยยุคนี้ เป็นยุคที่ไม่ใช่ทำอะไรออกมาแล้วจะขายได้เหมือนในอดีต โดยรุ่งกาลบอกว่า หนังสือที่จะประสบความสำเร็จ ‘ต้องดูเทรนด์ผู้บริโภค’ และ ‘หนังสือต้องดีพอ’ เนื่องจากการตัดสินใจซื้อหนังสือสักเล่มของผู้บริโภคในปัจจุบันจะดู Reference มากขึ้น อาทิ ชื่อเสียงของผู้เขียน สำนวนการเขียนต้องดี และเป็นเรื่องที่พวกเขาให้ความสนใจ ฯลฯ

 

ประเด็นเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง เพื่อนำมาเป็นโจทย์ของการปรับตัวให้ทันกับตลาดและตอบความต้องการของคนอ่านในแต่ละกลุ่มได้ตรงจุด

 

“ถามว่า หนังสืออะไรมาแรงตอนนี้ หลัก ๆ จะเป็นหนังสือมังงะ และกลุ่ม Fiction งานเขียนประเภทเรื่องแต่ง เช่น นิยาย เรื่องสั้น นิทาน วรรณกรรม อะไรประมาณนี้ ซีเอ็ดเองก็ปรับตัวนำหนังสือพวกนี้เข้ามาในร้านมากขึ้น ซึ่งนอกจากทำให้เราเติบโต ยังปรับลุคให้แบรนด์ดูเข้ายุคสมัย จากเดิมภาพเราจะเป็นร้านหนังสือที่เน้นสาระ หรือร้านหนังสือเด็กเนิร์ด เน้นคู่มือสอบและตำราเรียนมากกว่า

 

“ส่วนคนดังที่มาเขียนให้เราก็มีมากมายและหลากหลาย เช่น ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร – นักลงทุนแนว VI อันดับหนึ่งของเมืองไทย, ณภัทร รอดเหตุภัย หรืออาจารย์ขลุ่ย ติวเตอร์สอนวิชา TGAT 2,3 / TPAT 1 พาร์ตเชื่อมโยงและเชาวน์ไทย / A-Level ภาษาไทย, นายแพทย์วีระพันธ์ สุวรรณนามัย หรือ หมอหมี – สว.กลุ่มด้านสาธารณสุข แพทย์สาขาประสาทศัลยศาสตร์ เจ้าของช่องยูทูป Dr. V Channel เป็นต้น”

 

ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจของซีเอ็ดแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย

กลุ่มที่ 1 ผลิตหนังสือหรือสำนักพิมพ์

กลุ่มที่ 2 SE-ED Academy เป็นกลุ่มผลิตหนังสือและสื่อการเรียนการสอนทั้งเล่มและดิจิทัล

กลุ่มที่ 3 ขายและจัดจำหน่าย ผ่านการขายตรงกับโรงเรียน และขายส่งผ่านร้านหนังสือ

กลุ่มที่ 4  ร้านหนังสือ คือ ซีเอ็ด บุ๊คเซ็นเตอร์

กลุ่มที่ 5 Digital Business เป็นกลุ่มที่ผสานกับทุกหน่วยธุรกิจในการพัฒนาโปรดักท์ดิจิทัล รวมถึงเป็นช่องทางในการขายผ่านดิจิทัลต่าง ๆ และการพัฒนาแพลตฟอร์ม

 

“ปีนี้เราตั้งเป้าเติบโต 3-5% ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีความท้าทายสำคัญ นั่นคือ สถานการณ์เศรษฐกิจที่ซบเซากระทบต่อกำลังซื้อ แต่ด้วยการเติบโตของยอดขายของหนังสือหลายกลุ่ม บวกกับการปรับตัวตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่า ซีเอ็ดจะเติบโตได้”

 

ส่องชีพจรธุรกิจหนังสือ

 

สำหรับมูลค่าธุรกิจหนังสือ หากดูข้อมูลจาก ‘สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย’ (PUBAT) จะพบว่า เมื่อสิบปีก่อนมีมูลค่าอยู่ประมาณ 28,000 -29,000 ล้านบาท ก่อนในปี 2557 Digital Disruption ได้เริ่มเข้ามากระทบต่อธุรกิจนี้อย่างชัดเจน ทำให้ช่วงปี 2557- 2562 ธุรกิจหนังสือมีมูลค่าลดลงเหลือ 16,000-17,000 ล้านบาท

 

และได้รับผลกระทบอีกระลอกในปี 2563-2565 ที่เกิดการระบาดของโควิด 19 จนตลาดหนังสือหดตัวลงมีมูลค่าเหลือราว 10,000 ล้านบาท กระทั่งตลาดกลับมากระเตื้องอีกครั้งในปี 2566 มีการเติบโตขึ้นมา 10%  

 

ช่วงต้นปี 2567 ด้วยแรงส่งจากปีที่ผ่านมามีการประเมินภาพรวมของธุรกิจหนังสือจะโตต่อเนื่อง แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สุดท้ายทำให้รกิจหนังสือลดลง 8-9% ส่วนปี 2568 เริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้น คาดว่า จะโตประมาณ 3.5%

 

ขณะที่เซกเม้นท์ของตลาดหนังสือที่มีการเติบโตน่าสนใจ ได้แก่ ‘กลุ่มสาระของวัยเรียน’, ‘หนังสือเสริมสร้างพัฒนาการสำหรับเด็ก’ ซึ่งมีการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักทุกปี รวมถึงกลุ่ม Fiction ที่ช่วง 2-3  ปีที่ผ่านมามีการเติบโตชัดเจน สะท้อนได้จากยอดขายในงานสัปดาห์หนังสือที่กลุ่มนี้สร้างฐานรายได้ให้มากกว่า 50%

 

ส่วนกลุ่มหนังสือที่มีการหดตัวลง ก็คือ ‘กลุ่มสาระ-พัฒนาตัวเอง และการเงิน’ สำหรับคนวัยทำงาน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้กำลังซื้อลดลง 

]]>
1528385
UNO! Coffee VS 1:2 Coffee สองร้านกาแฟดังที่กำลังฮิตตอนนี้ https://positioningmag.com/1528145 Mon, 30 Jun 2025 05:38:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1528145 ทำความรู้จัก UNO! Coffee และ 1:2 Coffee สอง ‘ร้านกาแฟ’ ระดับ Premium Mass ที่มาแรงและกำลังฮิตตอนนี้

 

ด้วยการบริโภคกาแฟที่เพิ่มสูงขึ้นของคนไทย ทำให้ตอนนี้ไม่ว่าเดินไปไหน เราจะเจอกับร้านกาแฟเต็มไปหมด และมีให้เลือกหลากหลาย โดยเทรนด์การเติบโตของร้านกาแฟที่น่าสนใจ คือ Premium Mass ขายกาแฟระดับคุณภาพในราคาเข้าถึงง่ายไม่ถึงร้อย

เริ่มจากแบรนด์น้องใหม่มาแรงและเป็นกระแสบนโซเชียลคนรอคิวซื้อเป็นชั่วโมงอย่าง UNO! Coffee มาในคอนเซ็ปต์ Great Coffee For All ที่เกิดจากไอเดีย ‘กาแฟดีไม่จำเป็นต้องแพง’ โดยจุดเด่นของที่นี้ คือ การใช้สายพันธุ์ Geisha นางฟ้าวงการกาแฟที่มีราคาขายกิโลกรัมละพันไปจนถึงหลัก 3-4 หมื่นบาท มาชงขายในราคาแก้วละ 85 บาทเท่านั้น

 

การตั้งราคานี้ กลายเป็นประเด็นให้หลายคนบอกว่า ‘ร้านนี้ใช้ Geisha ปลอม’ จนทางร้านต้องออกมาทำคลิปวิดีโอ  ชี้แจ้งว่า ที่ตั้งราคาแบบนี้ได้

 

1.‘ต้องเข้าใจผู้ขาย’ โดยรู้จักกับผู้ปลูกแต่ละฟาร์มมาเป็น 10 ปี และซื้อล็อตใหญ่ เพื่อให้ได้ราคาถูกลง เลยทำราคาได้ และรู้ว่า เมล็ดกาแฟพันธ์นี้มีจำกัด ทำให้ทางร้านได้ติดต่อล่วงหน้ากับฟาร์มดังไว้หลายฟาร์ม 2. ‘ดูเวลา’ เลือกซื้อเมล็ดกาแฟในจังหวะที่ได้ราคาและคุณภาพดีที่สุด, 3. ‘คั่วเอง’ ทำให้ลดต้นทุนได้ และ 4. ‘เข้าใจสินค้า’

 

UNO! Coffee เป็นธุรกิจในเครือบริษัท Rocks PC จำกัด ผู้บริหารสิทธิ์แบรนด์ Potato Corner ในประเทศไทย ที่มี ‘พีช-พชร จิราธิวัฒน์’ เป็นผู้ร่วมลงทุน โดย UNO! Coffee เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว และปัจจุบันมีสาขารวม 7 สาขา ซึ่งดูจากระแสความแรงเชื่อว่า อีกไม่นานจะได้เห็นสาขาใหม่ ๆ ของร้านนี้ตามมาอย่างแน่นอน

สำหรับ 1:2 Coffee เป็นร้านกาแฟถือกำเนิดขึ้นในปี 2561 ณ จังหวัดเชียงราย และเข้ามาบุกตลาดกรุงเทพฯ ช่วงล็อกดาวน์ปี 2564 ด้วยคอนเซ็ปต์ Everyday Coffee วางตัวเองอยู่ในกลุ่ม Premium Mass เน้นขายกาแฟคุณภาพพรีเมียมไม่ต่างจากกาแฟแก้วละร้อยกว่าบาท แต่มีราคาเข้าถึงง่ายกว่า โดยเมนูร้อนเริ่มต้นที่ 50 บาท เมนูเย็นเริ่ม 55 บาท

 

ด้วยจุดเด่นคุณภาพกาแฟระดับพรีเมียมในราคาต่ำร้อย บวกกับการเลือกทำเลที่ตั้งสาขา เน้นใกล้ออฟฟิศ ที่อยู่อาศัย และศูนย์การค้า เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง ทำให้ 1:2 Coffee ได้รับความนิยม และเติบโตรวดเร็ว

 

ปัจจุบันมีสาขากว่า 55 สาขา ส่วนรายได้ก็มีการเติบโตน่าสนใจ โดย

 

ปี 2565 มีรายได้รวม 28.4 ล้านบาท กำไร 400,043 บาท

ปี 2566 มีรายได้ 140.9 ล้านบาท กำไร 19.5 ล้านบาท

ปี 2567 มีรายได้ 289.5 ล้านบาท กำไร 48.7 ล้านบาท

 

]]>
1528145
วัดกำลัง “ร้านอาหารดัง” ใครทำผลงานดีสุด https://positioningmag.com/1525887 Thu, 12 Jun 2025 10:13:44 +0000 https://positioningmag.com/?p=1525887 ประกาศผลประกอบการปี 2567 ไปกันครบเรียบร้อยแล้ว สำหรับ ธุรกิจกลุ่มร้านอาหาร โดยหลายเจ้าทำผลงานโดดเด่น ดังนี้

1.บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของร้าน สุกี้ตี๋น้อย

  • รายได้รวม 7,075 ล้านบาท (+34%)
  • กำไรสุทธิ 1,168 ล้านบาท (+28%)

2.บริษัท ไทย ฮะจิบัง จำกัด เจ้าของร้านฮะจิบังราเมน

  • รายได้รวม 3,107 ล้านบาท (+12%)
  • กำไรสุทธิ 543 ล้านบาท (+18%)

3.บริษัท ซูชิโร่ จีเอช (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารร้านซูชิสายพาน SUSHIRO

  • รายได้รวม 2,902 ล้านบาท (+53%)
  • กำไรสุทธิ 368 ล้านบาท (+114%)

4.บริษัท ไอเบอร์รี่ โฮมเมด จำกัด เจ้าของร้านอาหารดัง อาทิ กับข้าวกับปลา รสนิยม เจริญแกง (ในเครือ Iberry Group)

  • รายได้รวม 2,694 ล้านบาท (+23%)
  • กำไรสุทธิ 537 ล้านบาท (+28%)

5.บริษัท ทองสมิทธิ์ สยาม จำกัด เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวทองสมิทธิ์ (ในเครือ Iberry Group)

  • รายได้รวม 1,159 ล้านบาท (+35%)
  • กำไรสุทธิ 240 ล้านบาท (+23%)

6.บริษัท โนเบิล เรสเตอท์รองต์ จำกัด เจ้าของร้าน Mo-Mo-Paradise

  • รายได้รวม 1,744 ล้านบาท (-0.35%)
  • กำไรสุทธิ 170 ล้านบาท (-22%)

7.บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด เจ้าของร้าน ลัคกี้สุกี้

รายได้รวม 1,015 ล้านบาท (+148%)

-กำไรสุทธิ 108 ล้านบาท (+134%)

]]>
1525887
‘สลัดแฟคทอรี่’ จะสู้ในตลาด Healthy Food อย่างไร ในวันที่มีคู่แข่งมากกว่า 20 แบรนด์ https://positioningmag.com/1525548 Tue, 10 Jun 2025 13:27:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1525548 ตอนนี้เทรนด์สุขภาพได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทยแล้ว ทำให้ธุรกิจด้านนี้มีการเติบโต โดยเฉพาะ ‘ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ’ ซึ่ง ‘ปิยะ ดั่นคุ้ม’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรีนฟู็ด แฟคทอรี่ จำกัด ผู้บริหารร้าน ‘สลัดแฟคทอรี่’ ฉายภาพว่า มีแนวโน้มการเติบโตดีเฉลี่ย 15-20% ในช่วง 3-4 ปีหลังจากการระบาดของโควิด-19 

 

โดยปี 2564 ตลาดร้านอาหารเพื่อสุขภาพมีมูลค่าอยู่ที่ 1,600 ล้านบาท, ปี 2565 มีมูลค่า 3,000 ล้านบาท, ปี 2566 มีมูลค่า 3,500 ล้านบาท, ปี 2567  มูลค่า 4,500 ล้านบาท และปี 2568 คาดการณ์มีมูลค่าอยู่ที่ 5,200 ล้านบาท

 

เหตุผลที่ทำให้ร้านอาหารสุขภาพมาแรง แน่นอนมีเทรนด์รักสุขภาพเป็นแรงส่งสำคัญ บวกกับการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่เร่งรีบ และการก้าวสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจในเรื่องการกินที่ดีต่อสุขภาพตัวเอง 

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเติบโตน่าสนใจ ขณะเดียวกันตลาดดังกล่าวก็มีการแข่งขันดุเดือด เพราะจากปี 2564 มีแบรนด์ให้เลือกในตลาดแค่หลักหน่วย แต่ตอนนี้มีมากกว่า 20 แบรนด์ โดยผู้เล่นหลัก ได้แก่ สลัดแฟคทอรี่ด้วยจำนวนสาขา 48 แห่ง, โอ้กะจู๋ 43 สาขา และโจนส์สลัด 39 สาขา

ชู 3 แกนสร้างจุดแข่งขัน

 

สำหรับกลยุทธ์ในการแข่งขันของสลัดแฟคทอรี่ วางตำแหน่งตัวเองเป็นร้านอาหารสุขภาพที่ทานได้ทุกวัน ภายใต้สโลแกน ‘ได้อร่อย ได้สุขภาพ’ โดยนอกจากรสชาติอร่อยแล้ว หลัก ๆ จะเน้น ‘คุณภาพ-ความหลากหลาย-ราคาเข้าถึงง่าย’ 

 

“เราเชื่อว่า อาหาร ถ้าปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางจะช่วยลดการเจ็บป่วยได้ ในฐานะแบรนด์ร้านอาหารสุขภาพ เราจะพยายามคัดสรรวัตถุดิบตั้งแต่แหล่งที่มา และวัตถุดิบไม่ว่าจะดียังไง ถ้าไม่อร่อย ทุกอย่างก็จบ ดังนั้น รสชาติจึงสำคัญและทุกจานต้องมีคุณภาพอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน” 

 

สำหรับความหลากหลาย ปัจจุบันสลัดแฟคทอรี่มีเมนูให้เลือกมากกว่า 300 เมนู และจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งพัฒนาเอง และจับมือกับพาร์ทเนอร์ ยกตัวอย่างเช่น ความร่วมมือกับ ‘เอสเพียว’ จากเครือเบทาโกร เปิดตัวแคมเปญใหม่ ‘อกไก่ฉ่ำ So Yummy’ นำมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษสไตล์ญี่ปุ่น ย้ำถึงความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบและกระบวนการทำที่ดีต่อสุขภาพ

 

ขณะที่ ‘ราคา’ อีกจุดแข่งขันสำคัญ สลัดแฟคทอรี่จะพยายามทำให้ราคาเข้าถึงง่ายและมีหลากหลายระดับให้เลือก อย่างสลัดราคาเริ่มต้นที่ 89 บาทต่อจาน ส่วนสลัดบวกโปรตีน เช่น หมู ปลา ไก่ ฯลฯ ราคาเริ่มต้น 100 บาทต่อจาน

 

ต่างจังหวัดตลาดแห่งความท้าทาย

 

แม้การใส่ใจสุขภาพที่มากขึ้นของผู้คน จะเป็นสปริงบอร์ดในการเติบโตสำหรับร้านอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ด้วยภาพจำของอาหารประเภทนี้ที่คนส่วนใหญ่มองว่า มี ‘ราคาแพง’ จึงทำให้การขยายตลาดให้มากกว่า ‘คนเมือง’ ดูเป็นเรื่องที่ท้าทาย

 

“ต่างจังหวัด เป็นตลาดที่มองเห็นศักยภาพ โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ ภูเก็ต แต่ถือเป็นความท้าทาย จากภาพจำของราคาอาหารสุขภาพที่คนอาจมองว่าแพง อีกจุดที่ต้องสู้ คือ เราดีกว่าอาหารที่เขาทำทานเองที่บ้านอย่างไร ซึ่งเราวางตัวเองเป็นร้านอาหารสุขภาพที่ทานได้ทุกวัน ราคาเข้าถึงง่ายเป็นจุดแข็ง และเราต้องทำการบ้านเพิ่มหากต้องการขยายตลาดให้กว้างขึ้น”

 

ปัจจุบันสลัดแฟคทอรี่มีสาขาทั้งหมด 48 สาขา โดย 33 สาขาอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนปีนี้มีแผนขยายสาขาเพิ่ม 8-9 สาขา รวมทั้งปีจะมีสาขาทั้งหมด 54 สาขา

]]>
1525548
ทำไม ‘รวยไม่หยุด’ ถึงเปิดแบรนด์ใหม่ลุย ‘ตลาดแมส’ ทั้งข้าวแกงเริ่มต้น 29 บาท-บะหมี่ป๊อก ป๊อก 39 บาท https://positioningmag.com/1521375 Tue, 13 May 2025 07:47:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1521375 ‘ช่วงเวลาเผาจริงได้เกิดขึ้นแล้วในปีนี้’ เป็นคำบอกเล่าของ ‘เกศ-ชุติมา เปรื่องเมธางกูร’ และ ‘แนท-นันทนัช เอื้อศิริทรัพย์’ สองผู้บริหาร ‘รวยไม่หยุด กรุ๊ป’ เจ้าของอาณาจักรร้านอาหารเกาหลีถึงภาพของเศรษฐกิจในปัจจุบัน และนั่นเป็นสาเหตุให้รวยไม่หยุด กรุ๊ปต้องปรับโฟกัสธุรกิจ หันมารุก ‘ตลาดแมส’ เน้นเปิดแบรนด์ใหม่ที่กินง่าย ขายง่าย ในราคาจับต้องได้  

 

หากมองย้อนไปช่วง 8 ปีที่ผ่านมาร้านอาหารในเครือรวยไม่หยุดเกือบทั้งหมดจะจับผู้บริโภค ‘กลุ่มกลางไปจนถึงบน’ ซึ่งมีกำลังซื้อสูง โดยดำเนินการภายใต้ 3 บริษัท ประกอบด้วย

 

1.‘บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด’ ดูแลธุรกิจร้านอาหาร แบรนด์ที่อยู่ภายใต้ ได้แก่ nice 2 Meat u ร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลีระดับพรีเมียม 14 สาขา, Happy Pig ร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลี 3 สาขา, เกศเตี๋ยว 1 สาขา และหมูกระทะคนรวย (อยู่ในระหว่างรีแบรนด์และย้ายโลเกชั่นใหม่)

 

2.‘บริษัท รวยสบายสบาย จำกัด’ ดูแลธุรกิจเครื่องดื่ม แบรนด์ที่อยู่ภายใต้ ได้แก่ Fire Tiger ร้านชานมไต้หวัน 10 สาขา, Juicy Bunny ร้านสมูทตี้ผลไม้ 6 สาขา และ EBOMB ร้านแซนด์วิชไข่ อยู่ใน Fire Tiger Coffee Siam Square Block I

 

3.‘บริษัท รวยปังปัง จำกัด’ ดูแลธุรกิจร้านขนมหวาน แบรนด์ที่อยู่ภายใต้ ได้แก่ Mil Toast คาเฟ่ขนมปังเกาหลี 8 สาขา, Sundububu ร้านอาหารและขนมปังเกาหลี 1 สาขา และ Dosan Dalmatian ร้านบรั้นช์คาเฟ่ชื่อดังจากเกาหลี 1 สาขา

 

สำหรับแบรนด์ใหม่ที่จะเห็นภายในปีนี้ จะมีด้วยกันทั้งหมด 8 แบรนด์ โดย 6 แบรนด์จะเป็นไปตามโฟกัสใหม่ นั่นคือ จับคนหมู่มากหรือตลาดแมสโดยเฉพาะ ประกอบด้วย

 

เกศเตี๋ยวป๊อก ป๊อก & ต้มยำ : ร้านบะหมี่และก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ราคาเริ่มต้น 39 บาท

ข้าวแกง & ปลาทู : ร้านข้าวแกงราคาเริ่มต้น 29 บาท

ร้าน Sushi & Izakaya (ยังไม่มีชื่อแบรนด์) ซึ่งมีเงินร้อยกว่าบาทก็สามารถอิ่มได้

Chago คาเฟ่ชาและเครื่องดื่ม

Standard Bun ร้านขนมปังจากเกาหลี

Daelim Korean Noodle ร้านก๋วยเตี๋ยวเกาหลี

 

ส่วนอีก 2 แบรนด์จะเป็นปิ้งย่างพรีเมียม ได้แก่ Cheong Dam เปิดสาขาที่สยามพารากอน และ Hannam เปิดสาขาที่ Central Dusit เพื่อทำให้พอร์ตร้านปิ้งย่างของรวยไม่หยุด กรุ๊ปแข็งแรงแกร่งยิ่งขึ้น

 

ปรับเพื่อให้อยู่รอดและโตต่อในอนาคต

 

เกศ-ชุติมา แชร์ให้ฟังว่า การปรับแผนธุรกิจครั้งนี้ ไม่เพียงจะมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่ดี ซึ่งเริ่มเห็นมาตั้งแต่หลังโควิดระบาด และรุนแรงมากขึ้นในปีนี้ โดยผู้บริโภค ‘กลุ่มกลางไปถึงบน’ ที่เคยมีกำลังซื้อ ตอนนี้ได้มีการรัดเข็มขัดจำกัดการใช้จ่ายอย่างชัดเจน

 

ประเด็นหลัก ยังมาจากพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันที่ ‘เบื่อเร็ว’ และ ‘เห่อของใหม่’ ทำให้ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารในไทย กำลังจะกลายเป็น Fast fashion เช่นเดียวกับร้านอาหารในเกาหลีที่แบรนด์ส่วนใหญ่จะมีไม่เกิน 1-2 สาขาเท่านั้น และมีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา

 

ถัดมา ทางรวยไม่หยุด กรุ๊ป ต้องการทลายข้อจำกัดเรื่องโลเคชั่นในการเปิดสาขา เพราะที่ผ่านมาด้วยแบรนด์ที่ส่วนใหญ่จะจับตลาดกลางถึงบน เมื่อไปเปิดสาขารอบนอกกรุงเทพฯ หรือเขตปริมณฑลจะประสบปัญหามียอดขายไม่เป็นไปตามคาดหมาย หากยังโฟกัสตลาดเดิมต่อไป จะทำให้ไม่สามารถขยายสาขาเพิ่มได้มากนัก

 

ดังนั้น การเปิดแบรนด์ใหม่เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้าตลอดเวลาและอุดช่องว่างทางธุรกิจขยายฐานสู่กลุ่มแมส จึงน่าจะทางออกที่ดีและตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ตรงกับสถานการ์ณปัจจุบัน

 

“ความคิดนี้ ทดสอบว่าเวิร์คมากตอนทำร้านเกศเตี๋ยว ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 9 บาท ไปจนถึง 400 กว่าบาท ที่เป็นแบรนด์ใหม่เปิดเพียง 5 เดือน แต่ทำรายได้ไป 30 ล้านบาท จึงคิดว่ามาถูกทาง บวกกับเราต้องการปรับตัวให้ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมถึงกล้าลงทุน 200 ล้านบาท เปิดแบรนด์ใหม่ 8 แบรนด์ทั้งที่เศรษฐกิจไม่ดีและดูทรงน่าจะซึมยาว”

 

หลังจากปรับโฟกัสธุรกิจมีแบรนด์ใหม่เข้ามา พร้อมรีแบรนด์และพัฒนาร้านที่มีอยู่เดิมให้สอดรับกับสถานการณ์ของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค แนท-นันทนัช เชื่อว่า จะผลักดันให้รวยไม่หยุด กรุ๊ป เติบโตในปีนี้ 20% มีรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีรายได้รวมประมาณ 770 ล้านบาท และมีกำไรกว่าร้อยล้านบาท 

ร้านอาหารจะปิดตัวมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพเศรษฐกิจ บวกกับการแข่งขันที่ดุเดือดของธุรกิจร้านอาหาร เป้าหมายดังกล่าวถือเป็นความท้าทายไม่น้อย โดยเฉพาะตอนนี้ผู้ประกอบการ ‘เจ็บหนัก’ ทุกราย 

 

เพราะนอกจากกำลังซื้อในประเทศจะลดลงต่อเนื่องแล้ว ‘นักท่องเที่ยวต่างชาติ’ ที่เคยเป็นอีกกลุ่มลูกค้าที่สำคัญ ตอนนี้ก็หดหายลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งจากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ต่อจากนี้เราจะเห็นการปิดตัวของร้านอาหารมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะมีรายใหม่เข้ามา

 

โดยการจะอยู่รอดได้นอกจาก ‘คุณภาพ รสชาติ บริการดี’ ยังต้องคืนทุนให้ได้ภายใน 3 เดือน จากพฤติกรรมเบื่อเร็วและเห่อของใหม่ของลูกค้านั่นเอง

 

]]>
1521375
‘คนไทย’ใช้เน็ตผ่านมือถือฉ่ำ เฉลี่ย 5 ชม./วัน สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก https://positioningmag.com/1509703 Thu, 06 Feb 2025 13:11:31 +0000 https://positioningmag.com/?p=1509703 We Are Social ได้เปิดเผยถึงรายงานสถิต ‘Digital 2025’ สรุปพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ที่น่าสนใจของ ปี 2024 ซึ่งมีหลายประเด็นน่าสนใจ

 

เริ่มต้นปี 2568 มีตัวเลขผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก 5,560 ล้านคน โดย 62.8% ของผู้ใหญ่บนโลกออนไลน์ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการ ‘ค้นหาข้อมูล’

 

แม้ DeepSeek จะเป็น AI ที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา แต่จากรายงานของ data.ai พบว่า ChatGPT ยังรั้งตำแหน่งเจ้าตลาด ด้วยจำนวนผู้ใช้มากกว่า 250 ล้านรายต่อเดือนในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน 2567

 

จากการจัดอันดับของ data.ai พบว่า ChatGPT ติดอันดับแอปที่มีผู้ดาวน์โหลดสูงสุดของโลกในอันดับที่ 8 จากทุกหมวดของแอปในช่วงเวลาที่สำรวจ

รายงานดิจิทัล 2025 ยังได้รายงานถึงสถิติและพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศไทย เช่น

 

ที่คนไทยใช้อยู่บนอินเทอร์เน็ตบนมือถือ 5 ชม.ต่อวัน สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ขณะที่ค่าเฉลี่ยของการใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตบนมือถือทั่วโลกอยู่ที่วันละ 3 ชม. 46 นาที

 

ส่วนเวลารวมที่คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต รวมทุกอุปกรณ์ อยู่ที่ 7 ชั่วโมง 54 นาที

 

นักชอปออนไลน์ในประเทศไทย ยังครองแชมป์ด้านการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ต่อสัปดาห์มากสุด คิดเป็น 69.2% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ตัวเลขเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 55.8%

 

การใช้จ่ายเพื่อการโฆษณาของประเทศไทยครองอันดับหนึ่งของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก เมื่อเทียบกับ GDP ของคนในประเทศ

 

เหตุผลที่คนใช้อินเทอร์เน็ต 5 อันดับแรก

 

ค้นหาข้อมูล 62.8%

ติดต่อสื่อสารกับคนในครอบครัว และเพื่อน 60.2%

ติดตามข่าวสาร และเหตุการณ์ต่างๆ 55%

ความบันเทิง ดูวิดีโอ-รายการทีวี-ภาพยนตร์ 54.7%

หาความรู้ในเรื่องต่างๆ 51.1%

.

อย่างไรก็ตาม การใช้เวลากับโซเชียล มีเดียพบว่า ค่าเฉลี่ยของโลกมีการใช้ลดลงประมาณ 10 นาที เมื่อเทียบกับปี 2023 (ตัวเลขปัจจุบันอยู่ที่ 2 ชั่วโมง 21 นาที)

 

ChatGPT แอปฯยอดนิยม

 

Digital 2025 ของ We Are Social ยังรายงานถึงอันดับแอปฯ ยอดนิยมที่มีการดาวน์โหลดสูงสุด ซึ่งนอกจากแอปฯด้านโซเชียลและอีคอมเมิร์ซที่มาแรงแล้ว ChatGPT เป็นอีกแอปฯที่น่าสนใจ โดยติดอยู่ในอันดับ 8 ขณะที่การเข้าถึงผ่านทางเว็บไซต์ ChatGPT.com ก็ติด 1 ใน 10 เว็บที่มีการเข้าถึงสูงที่สุดในโลก ประจำปี 2024

 

ส่วน Meta AI ขณะนี้ทาง Meta ประกาศว่า มีผู้ใช้งานรายเดือนมากกว่า 700 ล้านราย แต่จากความเป็นจริงแล้ว บริการ Meta AI ได้ถูกตั้งเป็นค่าเริ่มต้นของผู้ใช้ Facebook และ Instagram ทุกคนในเวลาที่ค้นหาบางอย่างบนแพลตฟอร์มอยู่แล้ว จึงไม่ชัดเจนว่า Meta AI จะมีผู้ใช้งาน 700 ล้านราย

 

งบโฆษณาในยุคดิจิทัลเป็นอย่างไร?

ข้อมูลจาก Statista แสดงให้เห็นว่า ในปี 2024 นักการตลาดทั่วโลกใช้จ่ายไปกับค่าโฆษณาเกือบ 1.1 ล้านล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 7.3% จาก 7.5 หมื่นล้านเหรียญในปี 2023 โดยเม็ดเงินโฆษณาส่วนใหญ่เทไปที่การโฆษณาในรูปแบบดิจิทัลเป็นหลัก

 

ขณะที่การใช้จ่ายด้านโฆษณาของไทยนั้น  อันดับหนึ่งของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในอันดับ Top 10 ของโลก เมื่อเทียบกับ GDP ของคนในประเทศ โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินโฆษณาในปี 2024 อยู่ที่ 87,600 ล้านบาท

.

ที่มา :

https://wearesocial.com/uk/blog/2025/02/digital-2025-the-essential-guide-to-the-global-state-of-digital/

]]>
1509703