Advertorial – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 30 Apr 2026 11:15:18 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 “ไลอ้อน (ประเทศไทย)” กางโรดแมป 30,000 ล้าน ทรานส์ฟอร์มสู่องค์กรแห่งอนาคต มุ่งสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนเคียงคู่สังคมไทย https://positioningmag.com/1571567 Thu, 30 Apr 2026 13:00:53 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571567

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่หมุนเร็วและรุนแรงของโลกธุรกิจ หากเอ่ยถึงชื่อ “ไลอ้อน (ประเทศไทย)” ภาพจำของคนไทยตลอด 57 ปีที่ผ่านมา คือองค์กรสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่อยู่เบื้องหลังสุขอนามัยในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ยาสีฟันหลอดแรกของเด็กเล็กไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ผ่านแบรนด์ที่คุ้นหูอย่าง โชกุบุสซึ, ซอลส์, ซิสเท็มมา, คิเรอิคิเรอิ, เปา, ไลปอนเอฟ และโคโดโม

แต่ในยุคที่ “ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่หลักประกันของอนาคต” การเป็นยักษ์ใหญ่ที่เก่าแก่แต่ขยับตัวช้าอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ภายใต้การนำของ “ประเสริฐ สุรัตนเมธากุล” กรรมการผู้จัดการ ไลอ้อน (ประเทศไทย) คนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในปีนี้ จึงประกาศหมุดหมายครั้งใหญ่ นั่นก็คือ การทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่เป้าหมายยอดขาย 30,000 ล้านบาท

ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ที่มากกว่าแค่การขายสินค้า ซึ่งตัวเลข 30,000 ล้านบาทนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสะท้อนถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย พร้อมกับการไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ


จาก “ตลาดแดงเดือด” สู่ New Growth Engine

บทเรียนสำคัญที่ไลอ้อนฯ ตกผลึกคือ ตลาด FMCG เดิมเป็น Saturated Market หรือตลาดที่อิ่มตัว เริ่มมีการเติบโตที่ลดลง ในตลาดเต็มไปด้วยสงครามราคา และการทำโปรโมชั่น 1 แถม 1 ซึ่งไม่ใช่วิถีที่ยั่งยืน

กุญแจสำคัญของแผนระยะกลางนี้ จึงไม่ใช่การทำตลาดแบบเดิม แต่คือการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ (New Growth Engine) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดโครงสร้าง 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่

1) Mass FMCG : ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างมีคุณภาพ

2) ธุรกิจกลุ่ม 3Es (E-Commerce, E-Chemical, Export) : เพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางดิจิทัลและตลาดโลก

3) Emerging Markets : ขยายการส่งมอบคุณค่าไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว, พม่า, กัมพูชาอย่างจริงจัง

4) Premium Personal Care : พัฒนานวัตกรรมสินค้าเกรดพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึกของผู้บริโภคยุคใหม่


Town Hall ครั้งประวัติศาสตร์ Quick Change สู่ Quick Win

เพื่อให้เป้าหมายที่ท้าทายนี้เป็นจริง ไลอ้อนฯ จึงเปิดเวที Town Hall ครั้งแรกในประวัติศาสตร์องค์กร เพื่อสื่อสารวิสัยทัศน์โดยตรงกับพนักงานทั้งบริษัท

คุณประเสริฐย้ำชัดว่า “โลกทุกวันนี้ไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิม” การทำงานแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ องค์กรต้องปรับตัวแบบ Quick Change เพื่อสร้างผลลัพธ์แบบ Quick Win โดยการทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ

1) Corporate Branding : ปรับภาพลักษณ์สู่องค์กรที่ทันสมัย และเข้าถึงง่าย

2) New Growth Engine : สร้างโอกาสใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตผู้คน

3) AI Digital & Data : ใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคให้แม่นยำที่สุด

4) Costing & Profit Management : บริหารจัดการต้นทุนอย่างชาญฉลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในทุกกระบวนการทำงาน

5) People Transformation : ปั้นคนไลอ้อนให้เป็นพลเมืองดิจิทัลที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กร


ก้าวสู่ Smart Organization เมื่อ “นวัตกรรม” ต้องมาคู่กับ AI

จาก “ผู้ผลิต” สู่ “องค์กรด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต” ไลอ้อนฯ กำลังขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Caring Innovation นวัตกรรมที่เกิดจากความละเอียดใส่ใจแบบญี่ปุ่น เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

ในฝั่งหลังบ้าน ไลอ้อนฯ กำลังก้าวสู่ Smart Organization เต็มรูปแบบ โดยใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มศักยภาพการทำงานหลังบ้านให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่

  • Data-Driven : จัดตั้งทีม Business Intelligence วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ
  • Smart Factory : ใช้ระบบ Automation และ AI ในโรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  • Digital Citizen : ส่งเสริมให้พนักงานคุ้นเคยกับเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น ChatGPT, Gemini, Cloud และระบบงานดิจิทัล เพื่อยกทักษะพนักงานสู่การเป็น AI & Digital Citizen อย่างแท้จริง ช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และยกระดับการทำงานโดยรวม

“ความดี” คือเข็มทิศธุรกิจ DNA ที่ไม่เปลี่ยนแปลง

เป้าหมาย 30,000 ล้านบาทของไลอ้อนฯ ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเงิน แต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะเติบโตเพื่อสะสมทรัพยากรมาต่อยอดการสร้างประโยชน์ให้สังคมตามปรัชญา ธุรกิจคู่คุณธรรม  (Business with Ethics)”

ไลอ้อนฯ มุ่งมั่นที่จะเป็น Corporate with Purpose ที่ดูแลตั้งแต่สุขอนามัยของผู้คนไปจนถึงสุขอนามัยของโลก ผ่านเป้าหมายสิ่งแวดล้อม Net Zero 2050 ด้วยค่านิยม LION’s Spirit (ความดี, การส่งต่อพลัง, ความเชื่อมั่น, นวัตกรรมที่ใส่ใจ และความยั่งยืน)

ไลอ้อน (ประเทศไทย) กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ที่ยืนหยัดมานานกว่าครึ่งศตวรรษ แต่หากมี “หัวใจ” ที่พร้อมปรับตัวและมี “รากฐานของความดี” ที่แข็งแกร่ง องค์กรแห่งนี้ก็พร้อมที่จะก้าวสู่ทศวรรษใหม่ได้อย่างสง่างามและมั่นคงที่สุด

นี่คือกรณีศึกษาของยักษ์ใหญ่ที่ไม่ได้มองแค่กำไรระยะสั้น แต่เป็นการปรับตัวเพื่อ “ส่งมอบคุณค่าที่ดียิ่งขึ้น” ในราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ พร้อมก้าวสู่ทศวรรษใหม่อย่างสง่างามในฐานะองค์กรแห่งอนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

]]>
1571567
“เซ็นทรัลพัฒนา” ผนึก China Mobile International สร้างปรากฏการณ์รีเทลไทยเชื่อมโลกดิจิทัลจีน ยกระดับสู่ “Smart Tourism Destination” ระดับโลก https://positioningmag.com/1571402 Thu, 30 Apr 2026 10:45:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571402

ในยุคที่พรมแดนของการท่องเที่ยวไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่การเดินทาง แต่ถูกเชื่อมโยงด้วย “ข้อมูล” และ “ดิจิทัลไลฟ์สไตล์” เซ็นทรัลพัฒนา ผู้นำอสังหาริมทรัพย์และผู้บริหารศูนย์การค้าชั้นนำของไทย กำลังสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ยกระดับนิยามการท่องเที่ยวสู่มิติใหม่ ด้วยการประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟกับ China Mobile International ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมของจีนที่มีฐานผู้ใช้งานกว่า 1,000 ล้านราย เพื่อทรานสฟอร์มประเทศไทยให้เป็น “Smart Tourism Destination” สำหรับนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่


เมื่อนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนไป หัวใจต้อง Digital-First

ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางเดือนเมษายน 2569 นักท่องเที่ยวจีนกว่า 1.77 ล้านคน ยังคงเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย โดยตั้งเป้าหมายที่ 6.7 ล้านคนในปีนี้ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนได้เปลี่ยนผ่านสู่กลุ่ม “Quality FIT” (Free Independent Travelers) ที่มีกำลังซื้อสูง ชอบวางแผนการเดินทางด้วยตัวเอง และให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์ดิจิทัลที่ไร้รอยต่อ”

นี่คือจังหวะก้าวสำคัญที่เซ็นทรัลพัฒนา ในการเชื่อมต่อกับ “JegoTrip” ซูเปอร์แอปด้านการท่องเที่ยวของจีน ซึ่งเปรียบเสมือน “เพื่อนร่วมทางดิจิทัล” ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนแทบทุกคนต้องมีติดเครื่อง

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา ย้ำถึงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง China Mobile International คือบทพิสูจน์ว่าเซ็นทรัลพัฒนาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบริหารศูนย์การค้า แต่เรากำลังเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ดิจิทัลเข้ากับประสบการณ์จริง เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Global Tourism & Lifestyle Destination ที่น่าจดจำที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวจีน

นักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นกลุ่ม Short-haul Market ที่มีศักยภาพสูงและเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการท่องเที่ยวไทย ในมุมของพฤติกรรม นักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ได้เปลี่ยนผ่านสู่กลุ่ม Quality FIT ที่มีกำลังซื้อสูง และให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เชื่อมโยง ไลฟ์สไตล์และดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดัน Footfall และ Spending ในศูนย์การค้าเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ความร่วมมือกับ China Mobile International และ JegoTrip ในครั้งนี้ จึงเป็นการยกระดับ Smart Tourism Experience และตอกย้ำประเทศไทยในฐานะ Global Tourism & Lifestyle Destination ที่นักท่องเที่ยวจีนเลือกเดินทางและใช้ชีวิตตลอดทริปในระยะยาว”


3 กลยุทธ์ สร้าง Tourism Ecosystem มอบประสบการณ์ที่มากกว่าแค่การช้อปปิ้ง

การร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทำโปรโมชั่น แต่เป็นการวางกลยุทธ์ที่ครบวงจร (Ecosystem) เพื่อตอบโจทย์ Customer Journey ตลอดเส้นทางท่องเที่ยว

1) Digital-First Market Access: เข้าถึงนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นทาง เชื่อมต่อโดยตรงกับ Ecosystem ของ China Mobile International ที่มีฐานผู้ใช้งานระดับพันล้านราย ผ่าน JegoTrip ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักที่นักท่องเที่ยวใช้วางแผนการเดินทาง ทำให้แบรนด์สามารถเข้าไปอยู่ใน Customer Journey ได้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง การตัดสินใจ จนถึงการรับสิทธิพิเศษผ่าน e-Voucher เพียงปลายนิ้ว สร้างการรับรู้และกระตุ้นดีมานด์ได้ตั้งแต่ต้นทาง พร้อมออกแบบประสบการณ์ Seamless Travel Experience

2) Nationwide Destination Platform : ยกระดับ Tourist Malls ทั้ง 14 สาขา ให้เป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวแบบครบวงจร ครอบคลุมทุก Top Destination ของไทย ทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล พาร์ค, เซ็นทรัล วิลเลจ, เซ็นทรัล พระราม 9, เซ็นทรัล พัทยา, มารีนา เอาต์เล็ต, เซ็นทรัล อุดร, เซ็นทรัล เชียงใหม่, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต, เซ็นทรัล เชียงราย, เซ็นทรัล ภูเก็ต, เซ็นทรัล สมุย, เซ็นทรัล กระบี่ และ เซ็นทรัล หาดใหญ่ ครอบคลุมทุก Top Destination ที่นักท่องเที่ยวจีนนิยม ผู้ใช้งาน JegoTrip สามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษจากแบรนด์ชั้นนำผ่าน e-Voucher ในแอปเดียว ครอบคลุมทั้งช้อป กิน และไลฟ์สไตล์ สร้างประสบการณ์ One-Platform, Multi-Destination ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ 

3) High-Value Tourism Engine : ขับเคลื่อนทราฟฟิกคุณภาพ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ต่อยอดจากศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยว Short-haul ที่เติบโตต่อเนื่อง การเชื่อมต่อ Digital Ecosystem ระดับโลกเข้ากับเครือข่ายศูนย์การค้าทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มทั้ง Footfall และ Spending  พร้อมกระจายรายได้สู่เมืองท่องเที่ยวหลักและรอง สร้าง New S-Curve ให้กับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทย


มอบประสบการณ์ระดับพรีเมียม สู่ Global Elite Destination

นับจากวันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2570 นักท่องเที่ยวผู้ใช้งาน JegoTrip จะได้สัมผัสกับสิทธิพิเศษที่คัดสรรมาอย่างดี ด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 25% ครอบคลุมตั้งแต่แบรนด์ชั้นนำในเครือ อาทิ Central Department Store, Tops, Power Buy, ร้านค้าในเครือ Central Marketing Group (CMG) เช่น Polo Ralph Lauren, Paul Smith รวมถึงร้านค้ายอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว อย่าง Good Goods, Hugcraft, Comma &nd และร้านอาหารอย่าง Nara Thai Cuisine, The Cheesecake Factory เป็นต้น มอบประสบการณ์ช้อป กิน และไลฟ์สไตล์แบบครบจบในที่เดียว พร้อมตอกย้ำการเป็น Top-of-Mind Destination สำหรับนักท่องเที่ยวจีนและเอเชีย


จากยักษ์ใหญ่รีเทล สู่ผู้นำ Smart Tourism 

ก้าวใหม่ของเซ็นทรัลพัฒนาในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงวิสัยทัศน์การปรับตัวรับเทรนด์ดิจิทัล แต่ยังเป็นการประกาศศักดาความพร้อมของภาคธุรกิจไทย ในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลก เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ “สมาร์ท” และ “น่าประทับใจ” ยิ่งกว่าที่เคย

ติดตามประสบการณ์ช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ระดับโลกได้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.centralpattana.co.th

#CentralPattana #ChinaMobileInternational #JegoTrip #SmartTourism #เซ็นทรัลพัฒนา

]]>
1571402
จาก ‘AIS Academy’ สู่ ‘AIS Sport Academy’ กับภารกิจยกระดับวงการกีฬาไทย ด้วย DNA การสร้างคน https://positioningmag.com/1571192 Wed, 29 Apr 2026 11:41:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571192

หากจะนิยาม AIS Academy ในหนึ่งประโยค คงไม่มีคำอื่นนอกจากตคำว่า “เชื่อมั่นในพลังของคน” ปรัชญานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่หยั่งรากมาตลอด 9 ปีนับแต่วันก่อตั้ง และวันที่ 27 เมษายน 2568 คือวันที่ AIS ประกาศว่าปรัชญาเดียวกันนี้ กำลังก้าวออกจากโลกดิจิทัล สู่สนามกีฬาเป็นครั้งแรก


9 ปีกับการพัฒนาคน: รากฐานที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร AIS เล่าว่า AIS Academy ก่อตั้งมาเมื่อ 9 ปีที่แล้ว บนความเชื่อว่าระบบการเรียนรู้ของคนกำลังเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่การฝึกอบรมแบบเดิม แต่คือการสร้าง Ecosystem ที่ทำให้คนเข้าถึงโอกาสได้จริง

ที่ผ่านมา AIS Academy ทำงานใน 2 แกนหลัก — แกนแรกคือ การยกระดับบุคลากรภายในองค์กรซึ่งนำไปสู่การปรับโครงสร้างแผนกฝึกอบรมให้กลายเป็น AIS Academy อย่างเต็มตัว และแกนที่สองคือ การพัฒนาคนในสังคมไทยในวงกว้าง

ถ้าบริษัทอยากเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและมั่นคง หมายความว่าสังคมไทยต้องเติบโตไปด้วย” — กานติมา เลอเลิศยุติธรรม

ปรัชญาข้อนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำพูด AIS Academy ลงมือทำ ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Academy for Thais ที่ยกระดับความรู้ดิจิทัลให้คนไทย และในช่วงวิกฤตโควิด-19 ก็ร่วมมือกับกระทรวงพัฒนาสังคมเพื่อสร้างทักษะอาชีพใหม่ให้ผู้ได้รับผลกระทบ


เมื่อ AIS Academy ตัดสินใจก้าวสู่วงการกีฬา

AIS ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการกีฬาไทย เพราะหลายคนน่าจะรู้จักในฐานะผู้ถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาบน AIS Play อย่างเช่นการ ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก ที่ครบทั้ง T1, T2, T3 ทั่วประเทศ ทำให้ AIS เห็นระบบนิเวศกีฬาจากมุมที่ไม่มีใครเห็น และทำให้ได้ข้อสรุปว่า ถึงเวลาแล้วที่จะทำมากกว่าแค่ถ่ายทอด เพราะโครงสร้างพื้นฐาน ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาคน และเครือข่ายที่แข็งแกร่งพร้อมแล้วทั้งหมด

เราไม่ได้มองกีฬาเป็นเพียงการแข่งขัน แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยมีผู้คนในระบบนิเวศกีฬาไทยมากกว่า 10 ล้านคน นี่คือความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนบทบาทของ AIS จากการเป็นเพียงช่องทาง หรือผู้ถ่ายทอดสด ก้าวสู่การเป็นผู้สนับสนุนและผู้ยกระดับวงการกีฬาไทยอย่างเต็มตัว” — กานติมา เลอเลิศยุติธรรม


3 แกนหลักที่ขับเคลื่อน Sport Academy

AIS Sport Academy ไม่ได้คิดค้นใหม่ตั้งแต่ต้น แต่นำ DNA ที่พิสูจน์แล้วจาก AIS Academy มาปรับใช้กับวงการกีฬา ผ่าน 3 แกนหลัก คือ

  • การสร้างโอกาส — สร้างเวทีและ Platform เพื่อค้นหาและแจ้งเกิดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่วงการ ไม่ว่าจะอยู่ภูมิภาคใดของประเทศ
  • การเสริมองค์ความรู้ — นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของ AIS และองค์ความรู้ระดับสากลมาติดอาวุธทางปัญญาให้กับคนกีฬา
  • ความเป็นมืออาชีพ — สร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน ให้ความสำเร็จย้อนกลับมาขับเคลื่อน Sport Economy ของประเทศ

เอไอเอสตั้งใจนำพันธกิจขององค์กรและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง มาติดอาวุธทางปัญญาให้กับคนกีฬา เพื่อสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่รากฐาน” — กานติมา เลอเลิศยุติธรรม


จุฬาฯ – บุนเดสฯ – FA Thai พันธมิตร 3 รายสำคัญ

สิ่งที่ AIS ย้ำชัดที่สุดคือ AIS Sport Academy เกิดขึ้นด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ เพราะ Ecosystem ที่แท้จริงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดย AIS ได้ผนึก 3 พาร์ทเนอร์สำคัญ ได้แก่

  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย — มอบทุนการศึกษาโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เพื่อให้เยาวชนไม่ต้องเลือกระหว่างกีฬาและการเรียน
  • บุนเดสลีกา เยอรมนี — เปิดประตูส่งเยาวชนไทยไปฝึกกับระบบอะคาเดมีที่ดีที่สุดในโลก
  • สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ — เชื่อมโยงระบบตั้งแต่รากหญ้าถึงทีมชาติ และทำหน้าที่ประสานงานทั้งระบบ

ความพิเศษของการจับมือในครั้งนี้คือการบูรณาการ กีฬา การศึกษา โอกาส’ เข้าด้วยกัน ซึ่งตรงกับสิ่งที่ AIS Academy ทำมาตลอดในโลกดิจิทัล นั่นคือการมองว่าการพัฒนาคนที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

“AIS SPORT ACADEMY ถือเป็นความตั้งใจจริงในการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสังคมไทย และจะเป็นสถาบันที่ลงมือทำเรื่องกีฬาอย่างจริงจัง เพราะเราเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า ถ้าคนแข็งแรง วงการกีฬาแข็งแรง ประเทศก็จะแข็งแรงตามไปด้วย” — กานติมา เลอเลิศยุติธรรม


ลดช่องว่าง ขยายโอกาส ทุกภูมิภาคต้องเข้าถึงได้

กานติมา ย้ำว่า ศักยภาพไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่กรุงเทพฯ มีเด็กไทยจากทั่วทุกภูมิภาคที่มีความสามารถแต่ยังขาดการเข้าถึงโอกาสที่เหมาะสม AIS Sport Academy จึงออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างนั้นอย่างเป็นระบบ

ด้าน สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร เสริมว่า โดยก่อนจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ AIS ได้มีโครงการ อบรมครูพละให้เป็นโค้ช ซึ่งได้รับความสนใจจากครูทั่วประเทศแล้วกว่า 300 คน และในระยะต่อไปยังมีกิจกรรมที่จะตามมาอีกมาก อาทิ

  • ฟุตบอลคลินิกและบาสเกตบอลคลินิก — เพื่อยกระดับทักษะขั้นพื้นฐานในระดับชุมชน
  • โครงการคัดนักพากย์กีฬาหน้าใหม่ — เปิดพื้นที่สร้างบุคลากรในมิติอื่นนอกเหนือจากสนาม


Academy คือปรัชญา ไม่ใช่แค่ชื่อ

การเปิดตัว AIS Sport Academy สะท้อนให้เห็นว่า ‘Academy’ ในนาม AIS ไม่ใช่แค่ชื่อโครงการ แต่คือปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่เชื่อว่าองค์กรที่แข็งแกร่งต้องสร้างสังคมที่แข็งแกร่งไปด้วยกัน จากการยกระดับทักษะดิจิทัล สู่การยกระดับวงการกีฬาของประเทศ — โมเดลเดิม สนามใหม่ แต่เป้าหมายเดียวกันคือ คนไทยต้องเข้าถึงโอกาสที่ดีที่สุดได้ อย่างเท่าเทียมกัน’

ถ้าคนแข็งแรง วงการกีฬาแข็งแรง ประเทศก็จะแข็งแรงตามไปด้วย” — กานติมา เลอเลิศยุติธรรม ทิ้งท้าย

]]>
1571192
BAM ปรับสมการธุรกิจ พลิกฟื้นทรัพย์รอขายสู่คุณค่าใหม่ที่ยั่งยืน คืนชีวิต “บ้านพระพิทักษ์” ต้นแบบขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม https://positioningmag.com/1570408 Wed, 29 Apr 2026 09:45:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1570408

ภาพจำเดิมของธุรกิจบริหารสินทรัพย์มักผูกอยู่กับการประมูลทอดตลาดและการซื้อขายเพื่อทำกำไร แต่วันนี้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กำลังปรับเข็มทิศองค์กรใหม่ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Transforming Non-Performing Assets into Enduring Value” พลิกสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้กลายเป็นคุณค่าที่ยั่งยืน

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กล่าวว่า เดิมโมเดลธุรกิจของ BAM คือการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและนำออกขายเพื่อสร้างรายได้ แต่ในบริบทปัจจุบัน การขายขาดไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป เนื่องจากผู้ซื้อจำนวนมากเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ขณะที่นักลงทุนรายใหญ่ก็มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและความเสี่ยง “คำถามสำคัญคือ หากขายไม่ได้ ทรัพย์เหล่านี้จะสร้างคุณค่าอย่างไรได้บ้าง คำตอบคือการเปลี่ยนจากการระบายทรัพย์ มาเป็นการพัฒนาทรัพย์ให้มีชีวิต และสร้างประโยชน์ร่วมกับชุมชน”

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์ CSR in Process ที่ฝังอยู่ในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน ควบคู่กับกรอบ ESG เพื่อสร้างคุณค่าต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งพนักงาน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า ลูกหนี้ สังคม และประเทศ


คืนชีวิต “บ้านพระพิทักษ์” ต้นแบบสร้างมูลค่าใหม่

BAM มองว่าสินทรัพย์บางประเภทไม่สามารถวัดมูลค่าได้ด้วยราคาประเมินเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะบ้านโบราณและอาคารประวัติศาสตร์ในหลายจังหวัด จึงพัฒนาแนวคิด “ทรัพย์แผ่นดิน” เพื่อนำทรัพย์เหล่านี้กลับมาสร้างประโยชน์ใหม่แก่สังคม

โครงการ “บ้านพระพิทักษ์” ย่านตรอกดิน–ตรอกศิลป์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง BAM และสถาบันอาศรมศิลป์ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ให้เป็นต้นแบบการพัฒนาสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชื่อมโยงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน “บ้านพระพิทักษ์จะเป็นต้นแบบการพัฒนา NPA รูปแบบใหม่ ที่สามารถต่อยอดไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ และเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย”


“สมการรายได้” ที่เติบโตไปพร้อมชุมชน

แทนการขายทรัพย์แบบขาด BAM เลือกใช้รูปแบบการเช่าระยะยาว 30–50 ปี เพื่อรักษาทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับชุมชน พร้อมเปิดกระบวนการมีส่วนร่วม รับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่ก่อนออกแบบโมเดลธุรกิจ

อีกหัวใจสำคัญ คือการนำคนในชุมชนเข้าสู่ “สมการรายได้” อย่างแท้จริง โดยชุมชนกว่า 100 หลังคาเรือน จะมีโอกาสทำงานใกล้บ้าน ทั้งในร้านอาหาร โรงแรม งานดูแลสวน หรือร่วมเป็นหุ้นส่วนผ่านวิสาหกิจชุมชน เพื่อรับผลตอบแทนเมื่อโครงการมีกำไร


ปั้นย่านศิลปะและการออกแบบที่มีชีวิต

ด้วยทำเลศักยภาพใกล้เสาชิงช้าและศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โครงการจะพัฒนาเป็น “ย่านศิลปะและการออกแบบที่มีชีวิต” ผสานแนวคิด Well-being และเสน่ห์เมืองเก่า คาดใช้เวลาดำเนินการ 8 เดือน โดยประกอบด้วย

  • โรงแรมและที่พัก 10–15 ห้อง
  • โรงเรียนสอนทำอาหารและคาเฟ่ จากสูตรอาหารชุมชน
  • สวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวเพื่อคนเมือง

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่กว่า 600 คน ดึงดูดผู้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ย่านเมืองเก่า กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น

BAM ภายใต้การนำของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงคำสวยหรู แต่คือการกล้าเปลี่ยนวิธีคิด จากการขายทรัพย์เพื่อกำไรระยะสั้น สู่การสร้างมรดกทางเศรษฐกิจและศักดิ์ศรีให้ชุมชนอย่างแท้จริง

]]>
1570408
กสิกรไทย พลิกเกมบัตรเครดิต* ยกระดับทุกการใช้จ่ายสู่ “ประสบการณ์ที่มากกว่า” ตอบโจทย์ชีวิตยุค Value-First ในคอนเซปต์ใหม่ “MOREMENT ไหน ก็ไปได้อีก” https://positioningmag.com/1570477 Fri, 24 Apr 2026 03:50:45 +0000 https://positioningmag.com/?p=1570477
ในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่ความคุ้มค่าจากตัวเลข แต่ให้คุณค่ากับคุณภาพของประสบการณ์ในการใช้ชีวิต บัตรเครดิตกสิกรไทย* ประกาศปรับทัพแบรนด์ครั้งสำคัญ เปิดตัวคอนเซปต์ใหม่ “MOREMENT ไหน ก็ไปได้อีก” ตอกย้ำบทบาทการของบัตรเครดิตที่เป็นมากกว่าเครื่องมือทางการเงิน แต่คือตัวช่วยในการสร้างประสบการณ์ชีวิตที่เหนือกว่าในทุกจังหวะสำคัญของชีวิต ผ่านบัตรเครดิตที่หลากหลาย พร้อมสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกเซ็กเมนต์ ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ต่างๆ

นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เล่าว่า

“ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ผู้บริโภคมีความรอบคอบในการใช้จ่ายมากขึ้น และมองหาความคุ้มค่าที่ใช่สำหรับตนเอง ซึ่งคำว่าความคุ้มค่าในวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ส่วนลด แต่คือประสบการณ์ที่ช่วยเติมเต็มความสุขในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต แบรนด์ของบัตรเครดิตกสิกรไทยจึงถูกดีไซน์ใหม่ภายใต้แนวคิด “MOREMENT ไหน ก็ไปได้อีก” เพื่อตอบโจทย์อินไซต์ลูกค้าในทุกเซ็กเมนต์ ให้ทุกการใช้จ่ายนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและมีความหมายมากกว่าเดิม”

บัตรเครดิตกสิกรไทยได้ดีไซน์สิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิตหน้าบัตรต่างๆ ให้ “ใช่” ในทุกช่วงชีวิต เพื่อให้บัตรเครดิตกสิกรไทยเป็น “บัตรหลัก” ที่ลูกค้าไว้วางใจในทุกโมเมนต์ ได้แก่

  • คนรุ่นใหม่ New Gen (Digital-Deal) : ความคุ้มที่ “ไม่ต้องรอ” สำหรับสายช้อปออนไลน์ที่ต้องการความเร็ว และความคุ้มค่าแบบเรียลไทม์ กับแคมเปญ “Double Day, Double Deal*” ที่มอบเครดิตเงินคืนสูงสุด 4,800 บาท* พร้อมใช้โค้ดส่วนลดของช้อปปิ้งออนไลน์แพลตฟอร์มตัวแม่ทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok Shop เสริมด้วยสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิต KBank PLATINUM* ที่ให้ลูกค้ากดรับ e-Coupon สุดฟินได้ทุกเดือน* ไม่ว่าจะเป็น Starbucks, BBQ Plaza หรือตั๋วหนัง SF Cinema เมื่อมียอดใช้จ่ายตามกำหนด
  • Gen X & Gen Y (Life & Family Management) : ตอบโจทย์ “เดอะแบก” ผู้ที่บริหารจัดการค่าใช้จ่ายทั้งใน และนอกบ้าน ให้ทุกบาทที่จ่ายไปเปลี่ยนเป็นความคุ้มค่าที่เร็วกว่าเดิม เช่น บัตรเครดิต THE PASSION กสิกรไทย* ที่มอบคะแนนสะสม K Point สูงสุดถึง 3 เท่า* สำหรับการใช้จ่ายสกุลเงินต่างประเทศ และสูงสุด 2 เท่า* สำหรับยอดในประเทศ ให้ลูกค้านำคะแนนไปแลกสินค้าและประสบการณ์ในเรทพิเศษบน K PLUS ได้ทุกวันที่ 8 และ 25 ของเดือน
  • Affluent (World-class Experience) : ประสบการณ์เหนือระดับ สำหรับกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่มองหาประสบการณ์มากกว่าสิทธิประโยชน์ทั่วไป สู่ความพิเศษระดับเวิลด์คลาสกับบัตรเครดิต เดอะวิสดอมกสิกรไทย* ผ่านแคมเปญ “UP SPENDING, MORE PRIVILEGES* อาทิ สิทธิพักฟรีคืนที่ 4 ในโรงแรมหรูชั้นนำระดับโลก, กิจกรรม K-Curated Dining Experience* สิทธิ 2 จ่าย 1 ในร้านอาหารชื่อดัง และสิทธิ์แลก K Point รับเครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 15%* ที่ร้านอาหารทั่วประเทศ

“เรามีแผนทยอยเปิดตัวกิจกรรมและสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อให้บัตรเครดิตกสิกรไทยไม่เพียงแต่ช่วยคุณบริหารจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกโมเมนต์พิเศษในชีวิตประจำวันของคุณให้ไปได้ไกลและสุดกว่าเดิม และแน่นอนว่าเพื่อให้บัตรเครดิตกสิกรไทยเป็นบัตรหลักที่ลูกค้าใช้ในทุกโมเมนต์ของการใช้ชีวิต” นายรุ่งเรือง กล่าวทิ้งท้าย

 

*ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่  https://www.kasikornbank.com/k_morement

ใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การโฆษณาของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อให้ลูกค้าได้รับและเข้าใจข้อมูลที่จำเป็นอย่างเพียงพอต่อการตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการมีวินัยทางการเงิน

]]>
1570477
อยากเริ่มใช้ AI แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน? มานับหนึ่งกับหลักสูตร ‘AI Literacy’ จาก AIS × อว. × จุฬาฯ เรียนฟรี มีใบเซอร์ให้ด้วย! https://positioningmag.com/1570045 Wed, 22 Apr 2026 03:06:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1570045 ในยุคที่ AI เปลี่ยนโลกทุก 6 เดือน การรู้จักใช้ AI อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของผู้เชี่ยวชาญอีกต่อไป AIS ผนึกกำลัง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวคอร์สเรียน อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับความรู้และทักษะด้าน AI ของคนไทยทุกคน เรียนฟรี เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา

AI Literacy สำคัญพอ ๆ กับการ อ่านออกเขียนได้

ในวันที่มีเครื่องมือให้ใช้หลากหลายมากมาย แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ใช้ได้ แต่จะ ใช้ให้เป็น ให้มีประสิทธิภาพ และถูกจริยะธรรม ไม่ใช่ใครก็ใช้ได้ AIS ในฐานะผู้นำด้านโครงข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ และผู้พัฒนาหลักสูตร อุ่นใจไซเบอร์ เพื่อให้คนไทยได้รู้เท่าทันดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2562 จนปัจจุบันมีผู้เรียนแล้วกว่า 1.05 ล้านคน ได้ตระหนักถึงความสำคัญนี้ จึงได้ผนึก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อระดมผู้เชี่ยวชาญพัฒนาหลักสูตร อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy

“กว่า 8 ปี ที่ขับเคลื่อนสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล ให้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างรู้เท่าทัน แต่ตอนนี้ไม่พอ ต้องยกระดับเป็น AI Literacy เพราะตอนนี้ทุกคนเข้าถึงง่าย แน่นอนว่าประโยชน์มี แต่ความเสี่ยงเยอะ เราเลยร่วมกับทางอว. และจุฬาฯ ใช้เวลา 1 ปี ในการพัฒนาหลักสูตร อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าว

สายชล ย้ำว่า AI Literacy มีความสำคัญเทียบเท่าการ อ่านออกเขียนได้ ในยุคปัจจุบัน และหลักสูตรนี้จะช่วยให้ผู้เรียนมีทั้ง เกราะป้องกันตัวเอง และ อาวุธในการแข่งขัน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยหรือสาขาอาชีพใดก็ตาม

เพราะใน 10 ปีข้างหน้า ทุกสาขาอาชีพจะได้รับผลกระทบจาก AI ไม่มากก็น้อย ที่สำคัญ ภัย Deepfake และข่าวปลอม กำลังแพร่กระจายในโซเชียล หากไม่มี AI Literacy เราตกเป็นเหยื่อได้โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ AI มีการเปลี่ยนแปลงทุก 6 เดือน แม้คิดว่ารู้แล้ว แต่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

10 บทเรียน ครบทุกมิติของการใช้ AI

ทั้งนี้ หลักสูตรจะแบ่งเป็น 3 หมวดหมู่

  • รู้จัก & เข้าใจ AI — เข้าใจตรรกะ วิธีคิด และข้อจำกัดของ AI เพื่อใช้งานได้อย่างถูกต้อง
  • ใช้ AI เป็น & มีคู่ใจสายครีเอทีฟ — เครื่องมือ Prompt Engineering และการประยุกต์ใช้เชิงสร้างสรรค์
  • ร่วมเรียน ร่วมสร้าง ร่วมพัฒนา

รวมแล้วมีหลักสูตรทั้งหมด 10 โมดูล ใช้เวลาเรียน 11 ชั่วโมง

  • 01 — รู้จักเพื่อนใหม่ เข้าใจ AI ฉบับมนุษย์ธรรมดา
  • 02 — เพื่อนจัดให้ AI สายซัปพอร์ต
  • 03 — AI เพื่อนใหม่ชาวออฟฟิศ
  • 04 — ครีเอทได้ไว เพื่อน AI ช่วยคิด
  • 05 — ปั้นแบรนด์ให้ปัง ด้วยพลังเพื่อน AI
  • 06 — เพื่อน AI พาออนแอร์
  • 07 — จะเรียนหรือวิจัย ให้ AI อยู่ข้างๆ
  • 08 — เพื่อนผมเป็น AI สาย Dev
  • 09 — AI เพื่อนใหม่คุณหมอ
  • 10 — AI เพื่อนใหม่ ไว้ใจได้มั้ยนะ

“เรียนครบ 10 โมดูล ก็เหมือนมีเพื่อนช่วยคิดเพิ่มอีก 10 คน จาก 10 สาขา ทำให้สามารถบูรณาการ AI เข้ากับชีวิตได้อย่างรอบด้าน” รศ.ดร.อติวงศ์ สุชาโต รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

Prompt ที่ดี = ผลลัพธ์ที่ใช่

ดร.วรรษยุต คงจันทร์ รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ย้ำว่า การใช้ AI ให้ได้มีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับการ Prompt (ป้อนคำสั่ง) ซึ่งการ Prompt ที่ดีต้องประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ ที่คนมักลืม:

  • เป้าหมายและผู้รับสาร — ระบุให้ชัดว่าสิ่งที่ผลิตขึ้นทำเพื่อใคร อายุกลุ่มใด บริบทอะไร
  • อารมณ์และความรู้สึกที่ต้องการ — กำหนดว่าผู้รับสารควรรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นผลงาน

“Prompt คือสิ่งที่ทำให้คนใช้ AI เครื่องมือเดียวกัน แต่ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งจุดเด่นของหลักสูตรนี้ นอกจากจะช่วยให้ Prompt เป็นแล้ว คือ วิทยากรมาจากหลากหลายสาขา ทั้ง Business School วิศวกรรมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และการแพทย์ ทุกโมดูลจะสอดแทรกเรื่อง จริยธรรมและความถูกต้องตามกฎหมาย ในการใช้ AI ด้วย” 

AI คือ Buddy ไม่ใช่ตัวร้าย

โดยอินฟลูฯ คนดังอย่าง หมอแล็บแพนด้า หรือ ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศุขเวช ได้ให้ความเห็นในฐานะคนที่ใช้ AI ในทุกบทบาทของชีวิต ว่า หลายคนอาจเคยได้ยินว่า “AI ทำ Creativity ไม่ได้” หรือ “AI จะมาแย่งงาน” แต่ความจริงคือ AI ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ มันมาเป็น “บัดดี้” หรือ “เพื่อนคู่คิด” ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพที่เราไม่เคยมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การสร้างสรรค์ผลงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน

“AI แทนคนไม่ได้ แต่คนที่ใช้ AI เก่งจะมาแทนคนที่ไม่เรียนรู้ AI ในอนาคต

โดย หมอแล็บ ยกตัวอย่างการใช้งาน AI ให้ฟังในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • ใช้ NotebookLM อัดเสียงการประชุม แล้วให้ AI สรุปเป็นรายงานการประชุมโดยอัตโนมัติ
  • ถาม Claude / ChatGPT หาหัวข้อสุขภาพที่น่าสนใจ 10 หัวข้อ
  • ค้นหาแหล่งอ้างอิงผ่าน Perplexity ที่แนบลิงก์ต้นทางมาให้ตรวจสอบได้ทันที
  • ตรวจสอบความถูกต้องผ่าน Consensus, WHO, และกรมควบคุมโรค
  • สร้างภาพและวิดีโอด้วย Canva AI พร้อม subtitle อัตโนมัติ

“อย่างการใช้ AI ช่วยสรุปการประชุม ช่วยให้ลดเวลาการทำงานได้ 70–80% ขณะที่ตนเองเอาเวลาโฟกัสกับการแสดงความคิดเห็น

เรียนฟรี จบแล้วได้ใบเซอร์

สายชล ทิ้งท้ายว่า AIS ในฐานะผู้นำด้านโครงข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ ไม่หยุดแค่การยกระดับเครือข่ายสู่ Autonomous Network แต่ขับเคลื่อน AI Ecosystem อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • AISpace ศูนย์รวมบริการ AI สำหรับลูกค้า
  • AIS Academy เสริมศักยภาพบุคลากรภายในองค์กรด้วย AI
  • LearnDi for Thais แพลตฟอร์มพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับคนไทยทุกกลุ่ม
  • หลักสูตร อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy ยกระดับจาก Digital Literacy สู่ AI Literacy สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้คนไทย

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นอยากใช้งาน AI สามารถ เข้าถึงหลักสูตรได้ผ่าน 3 ช่องทาง:

เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย และผู้ที่เรียนจบหลักสูตรจะได้ Certificate ด้วย

]]>
1570045
DERMATIGE AESTHETICS มุ่งหน้าเติบโตเป็นผู้นำคลินิกระดับพรีเมียม คว้ารางวัลความสำเร็จระดับภูมิภาค SOUTH EAST ASIA จาก Paragoncare ร่วมจัดงานขอบคุณลูกค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมเปิดตัวบริการใหม่ในปี 2026 นี้ https://positioningmag.com/1569559 Mon, 20 Apr 2026 12:16:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569559

เบื้องหลังการได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องในตลาดความงามที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน  ล้วนมาจากหลายองค์ประกอบสำคัญ ทั้งวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานบริการ และการพัฒนาอย่าง ไม่หยุดนิ่งในทุกมิติ  ซึ่งนับเป็นรากฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ DERMATIGE AESTHETICS เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์  เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และสร้างการยอมรับในฐานะคลินิกความงามมาตรฐานระดับสากลที่ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

โดยสะท้อนให้เห็นผ่านการรับ 3 รางวัลจาก พารากอนแคร์ ไทยแลนด์ นำโดย รางวัล  South East Asia  หลังจากเมื่อปี 2568 เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ เรียกเสียงฮือฮาคว้า 2 รางวัลใหญ่จากเวทีนานาชาติมาครองได้สำเร็จ อีกหนึ่งไฮไลต์ปี 2569 เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ ขานรับความสำเร็จครั้งใหม่ ด้วยการเปิดตัวโปรแกรมใหม่ Dr. Skingevity ที่พัฒนาจากการนำแนวทางการดูแลผิวแบบเกาหลีมาปรับใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

ล่าสุดประกาศความร่วมมือกับ พารากอนแคร์ ไทยแลนด์ จัดงานขอบคุณลูกค้าที่ทัชใจเสมอมา ในงาน Volnewmer: DERMATIGE MAKE A WISH x FOURTH ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดพิเศษของ TOP Spender ที่ได้ใกล้ชิด ‘โฟร์ท’ ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล พรีเซนเตอร์ VOLNEWMER อย่างเป็นกันเองและอบอุ่น ณ Osca & Blanco Bar  and Restaurant และ Ultraformer MPT:  DERMATIGE MAKE A WISH X GEMINI  กิจกรรมความสนุกสนานเต็มไปด้วยรอยยิ้มของ TOP Spender กับ ‘เจมีไนน์’ นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์ พรีเซนเตอร์ ULTRAFORMER MPT ท่ามกลางบรรยากาศรูฟท็อปสุดหรูกลางกรุง  ณ Brass House Bangkok  Grande Centre Point Prestige ทั้งสองงานต่างถูกรังสรรค์ขึ้นในบรรยากาศและกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อมอบค่ำคืนแห่งความประทับใจที่น่าจดจำให้กับลูกค้าคนสำคัญ ซึ่งไม่เพียงตอกย้ำความเป็นคลินิกความงามที่ดูแลลูกค้าด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย บนพื้นฐานของความเข้าใจในความต้องการและความใส่ใจในทุกรายละเอียดเท่านั้น แต่ยังยืนยันถึงความตั้งใจของ เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ ในการมอบมากกว่าสิทธิพิเศษ มากกว่าผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ แต่คือประสบการณ์เหนือระดับที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงคุณค่า ความใส่ใจ และความสำคัญในฐานะคนพิเศษ จนทำให้เป็นแบรนด์หนึ่งในใจที่ผู้บริโภคนึกถึง เมื่อต้องการการดูแลความงามที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง

คุณอุมาภรณ์ เมธเมาลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท พารากอนเเคร์ (ไทยเเลนด์) จำกัด ได้กล่าวว่า “ พารากอนแคร์ ไทยแลนด์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนและยึดมั่นในมาตรฐานระดับสากลเช่นเดียวกับเราความสำเร็จของเดอร์มาทีจในวันนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของทีมงานและความเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการขอบคุณลูกค้าคนสำคัญ แต่ยังเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของ Ecosystem ด้านความงามที่เราร่วมกันสร้างขึ้น พารากอนแคร์ยังคงมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกเข้ามาสนับสนุนพาร์ทเนอร์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมความงามของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เดินหน้าสร้างความสำเร็จร่วมกันในระยะยาว พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคต่อไป”

 หมอต่อ นพ.ภาณุพงศ์ ภัทรกุลทวี ทีมบริหาร เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ กล่าวว่า  “สำหรับลูกค้าของ เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ คือหัวใจของทุกการตัดสินใจของแบรนด์ การเติบโตของเราไม่ได้วัดจากจำนวนสาขาหรือยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีให้ และการที่ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่องยิ่งเพิ่มการเติบโตของคลินิกมากขึ้น   แน่นอนว่า เรานำทุกๆ ความคิดเห็นทุกคำแนะนำของลูกค้า มาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา ทั้งในด้านการให้บริการ มาตรฐานการรักษา เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครั้งที่ลูกค้าเข้ามารับบริกา จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด และได้รับความประทับใจกลับไป สำหรับเราความสัมพันธ์กับลูกค้าไม่ใช่เพียงเรื่องของการดูแลในระยะสั้น แต่คือการเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนของแบรนด์

“สิ่งที่ทำให้ เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ แตกต่าง คือการยึดแนวคิด ‘Personalized Aesthetics’ เป็นแกนหลักของแบรนด์ โดยเราให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ผิว โครงสร้าง และความต้องการของลูกค้าแต่ละท่านอย่างละเอียด เพื่อออกแบบแนวทางการดูแลที่เหมาะสมจริง ๆ ควบคู่กับการคัดเลือกทีมแพทย์ที่มีทั้งความเชี่ยวชาญ วิธีคิด และมาตรฐานการทำงานที่เข้มงวด เพราะผลลัพธ์ที่ดีไม่ใช่เพียงความถูกต้องในเชิงเทคนิค แต่ต้องสวยอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ขณะเดียวกัน ในปีนี้เราได้พัฒนาโปรแกรมใหม่อย่าง Dr. Skingevity โดยนำแนวทางการดูแลผิวแบบเกาหลีมาปรับใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลและทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการในระดับนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มอบความเชื่อมั่นและการสนับสนุนให้กับ เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ มาโดยตลอด”

หมอกลาง นพ.ณัฐณกัณฑ์ พิชยะวงศ์ภัค ทีมบริหาร เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ กล่าวว่า “ต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่เชื่อมั่นและสนับสนุน เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ อย่างต่อเนื่อง สำหรับเรามาตรฐานการดูแลคือสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันเรายังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าคนสำคัญผ่านกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟทั้งงาน DERMATIGE MAKE A WISH x FOURTH ควบคู่กับการนำเสนอจุดเด่นของ Volnewmer ในการปรับรูปหน้าให้ได้ผลลัพธ์อย่างเป็นธรรมชาติ และงาน DERMATIGE MAKE A WISH X GEMINI ที่มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าของ Ultraformer MPT ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลูกค้าในกลุ่มยกกระชับให้ความสำคัญ ทั้งกับประสิทธิภาพของนวัตกรรมและประสบการณ์ที่แบรนด์ตั้งใจมอบให้ สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการคัดเลือกนวัตกรรมที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละท่าน เพราะสำหรับเรา ความงามที่ดีไม่ได้วัดเพียงผลลัพธ์ที่เห็น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์การดูแลที่สร้างความประทับใจในทุกขั้นตอนอย่างแท้จริง”

คุณยาย่า เขมณัฏฐ์ ชุลีเกียรติ อีกหนึ่งคนสำคัญในทีมบริหารกล่าวเสริมว่า การได้รับรางวัล  south east Asia จากพารากอนแคร์ ไทยแลนด์ครั้งนี้ สะท้อนถึงมาตรฐานการให้บริการที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค ไม่เพียงในด้านเทคโนโลยีและผลลัพธ์การรักษาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้กับแบรนด์มาโดยตลอด ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักที่ทำให้ เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์ เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญรางวัลนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความสำเร็จ แต่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญให้เราพร้อมต่อยอดพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง และนำเสนอแนวทางความงามนวัตกรรมใหม่ๆที่ยกระดับความต้องการของลูกค้าระดับพรีเมียมให้ก้าวไปอีกขั้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าของเราให้มากที่สุดต่อไป ขอขอบคุณทุกความไว้วางใจและการสนับสนุนจากลูกค้า ซึ่งล้วนเป็นกำลังใจสำคัญของ เดอร์มาทีจ เอสเธติคส์

พบกับนวัตกรรมความงามพร้อมเข้ารับคำปรึกษาได้ที่ DERMATIGE AESTHETICS/ Dermatige Aesthetics ทุกสาขา และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Website: https://www.dermatigeaesthetics.com , Facebook: Dermatige Aesthetics, Instagram: Dermatige_Aesthetics, Tiktok: Dermatige_official, Line: @Dermatigeclini

]]>
1569559
น้ำสะอาด รากฐานของคุณภาพชีวิตและชุมชนที่ยั่งยืน https://positioningmag.com/1568433 Wed, 08 Apr 2026 12:12:00 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568433

น้ำเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต แต่การเข้าถึงน้ำสะอาดปลอดภัยสำหรับการอุปโภคบริโภคยังคงเป็นความที่ท้าทายในหลายพื้นที่ทั่วโลก เนื่องจากประชากรจำนวนมากยังขาดแหล่งน้ำสะอาดและระบบสุขาภิบาลที่ได้มาตรฐาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 6 ด้านน้ำสะอาดและสุขาภิบาล จึงมุ่งส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดและการจัดการสุขาภิบาลอย่างเหมาะสม เพราะน้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากรพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน

ในประเทศไทย แม้หลายชุมชนจะตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขตเมือง แต่การเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดในชีวิตประจำวันของผู้คนบางพื้นที่อาจจะยังไม่ทั่วถึงและเพียงพอ โรงงานสุรารวงข้าวจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเข้าถึงน้ำสะอาดในฐานะปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต ตลอดปี 2568 ได้ดำเนินโครงการ “น้ำสะอาดเพื่อชุมชน” และ “น้ำดื่มสะอาด” เพื่อสนับสนุนการจัดการน้ำ สุขาภิบาล และสุขอนามัย (WASH) ให้กับชุมชนรอบโรงงานใน 4 จังหวัด

หนึ่งในพื้นที่ดำเนินงานคือ โรงงานสุรารวงข้าวบางยี่ขัน จังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้ติดตั้งตู้กดน้ำดื่มพร้อมระบบกรองน้ำบริเวณหน้าโรงงาน และติดตั้งถังเก็บน้ำดื่ม ขนาด 200 ลิตร ณ วัดเกาะเกรียงและวัดบางคูวัดกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนน้ำประปาสะอาดผ่านเทศบาลเมืองบางคูวัด เพื่อใช้สำหรับสถานการณ์จำเป็น เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม หรืออัคคีภัย โดยในปีที่ผ่านมา โรงงานได้ส่งมอบน้ำดื่มรวม 516 ลูกบาศก์เมตร และสนับสนุนน้ำประปาสะอาดอีก 1,531 ลูกบาศก์เมตร

ในจังหวัดนครสวรรค์ โรงงานสุรารวงข้าวสีมาธุรกิจ ได้ดำเนินการในแนวทางเดียวกัน ด้วยการติดตั้งถังเก็บน้ำดื่มและสนับสนุนน้ำประปาสะอาด ผ่านการประสานงานกับเทศบาลตำบลบ้านแดนและองค์การบริหารส่วนตำบลท่างิ้ว เพื่อส่งต่อน้ำสะอาดสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง ทั้งน้ำดื่ม และน้ำประปาเพื่อการอุปโภค บริโภค

สำหรับชุมชนบ้านผาจุก ตำบลผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อน้ำดื่มเป็นภาระที่ครัวเรือนต้องแบกรับมาโดยตลอด โรงงานสุรารวงข้าวมงคลสมัย จึงเข้ามาสนับสนุนน้ำดื่มสะอาดให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่มีคุณภาพ พร้อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน

 

ขณะเดียวกัน โรงงานสุรารวงข้าว เอส.เอส.การสุรา จังหวัดอุบลราชธานี ได้สนับสนุนน้ำดื่มสะอาดให้แก่ชุมชนรอบโรงงานในอำเภอสว่างวีระวงศ์ สำหรับใช้ในการบริโภคในครัวเรือนและสถานที่ทำงาน โดยในปีที่ผ่านมาได้ส่งมอบน้ำดื่มรวม 947 ลูกบาศก์เมตร

ตลอดปี 2568 โรงงานสุรารวงข้าวได้ส่งมอบน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภคสู่ชุมชนรอบโรงงานรวมทั้งสิ้นกว่า 4,736 ลูกบาศก์เมตร นอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่แล้ว แต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านการเข้าถึงน้ำสะอาดในชีวิตประจำวัน โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนทรัพยากรพื้นฐานให้กับชุมชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเติบโตไปพร้อมกับสังคมและชุมชนรอบโรงงาน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในระยะยาว

]]>
1568433
ถอดแนวคิด ‘วาณา ธารีรัตนาวิบูลย์’ แห่ง ‘EasyNet (THAILAND)’ จากธุรกิจ Cable สู่ ‘การทำระบบไอทีเต็มรูปแบบ’ เมื่อ WiFi ไม่ใช่แค่เรื่องเน็ต แต่คือความปลอดภัยและกำไรของธุรกิจ https://positioningmag.com/1568620 Wed, 08 Apr 2026 11:34:27 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568620
  • ในโลกที่ทุกธุรกิจขับเคลื่อนด้วยอินเทอร์เน็ต เรามักจะให้ความสำคัญกับ “ความเร็ว” และ “ราคา” เป็นอันดับต้น ๆ แต่ผู้ประกอบการไทย หลายรายกำลังเสียเงิน เสียชื่อ และเสียโอกาส เพียงเพราะไม่รู้ว่า “การติดเน็ต” กับ “การวางระบบ” นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และนี่คือโจทย์ของ EasyNet ที่ต้องการเติบโตไปพร้อม ๆ กับ SME ไทย
  • 11 ปี Easy Net จากสาย LAN สู่ IT Infrastructure

    หากพูดถึง อินเทอร์เน็ต คนทั่ว ๆ ไปก็คงจะนึกถึง 2 ค่าย เขียว-แดง แต่ในมุม ผู้ประกอบการ อินเทอร์เน็ตนั้นเป็นเรื่องซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิด โดย แจน – วาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ EasyNet (Thailand) ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ EasyNet ให้ฟังว่า ตอนแรกธุรกิจเราเริ่มจากการทำเคเบิ้ล เดินสายทุกประเภท “จากงานเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครมองเห็น มองข้ามเสียด้วยซ้ำ แต่ถ้าไม่มีเราก็คงยากที่จะหาใครหรือบริษัทฯ มาทำงานสานต่อให้จบได้”

    จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เมื่อบริษัทฯตัดสินใจลงทุนและพัฒนา ซอฟต์แวร์ อย่างจริงจัง ทำระบบ WiFi Authentication, พัฒนา Programmer In-house และขยับจาก Hardware Installer ไปสู่ System Integrator เต็มตัว ซึ่งหมายความว่าลูกค้าไม่ต้องมี IT Department เป็นของตัวเองอีกต่อไป เพราะ EasyNet คือ IT Department ได้อย่างครบถ้วนเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นจนจบ

    “เราดูตั้งแต่วางโครงสร้าง ออกแบบสเป็คอุปกรณ์ ติดตั้งระบบ แล้วหลังจากนั้นเราดูแลระบบไอทีธุรกิจของคุณเลย Monitor 24 ชั่วโมง เกิดอะไรขึ้น Alert ทันที ซึ่งเราจะแก้โดยการ Remote ก่อน ถ้า Remote ไม่สำเร็จ เราถึงส่งทีมเข้า Onsite ลูกค้าภายใน 4-24 ชั่วโมงแล้วแต่พื้นที่”

    ปัจจุบัน EasyNet มีลูกค้าเกือบทุกอุตสาหกรรมในไทย มีอุปกรณ์ที่ต้อง Monitor กว่า 2.8 ล้านชิ้น/เดือน อย่าง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯได้รับโจทย์ที่ท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์ของตัวเอง เมื่อบริษัทฯ Logistics ระดับ Global เซ็นสัญญาให้ EasyNet ดูแลระบบ WiFi + Authentication ของพนักงาน 3,000 คนทั่วประเทศไทย

    เมื่อ WiFi ไม่ใช่แค่การปล่อยเน็ต 

    แม้ว่าจะมีองค์กรระดับโลกเป็นลูกค้า แต่ แจน ก็ยังให้ความสำคัญกับ SME เนื่องจากที่ผ่านมา เธอเห็นผู้ประกอบการไทย สูญเสียเงิน สูญเสียชื่อเสียง และสูญเสียโอกาส เพียงเพราะไม่รู้ว่า การติดเน็ต กับ การวางระบบ นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

    “ปัญหาของผู้ประกอบการไทยตอนนี้คือคนติดตั้งกับคนแก้ปัญหาคือคนละคน เช่น เหมือนคุณซื้อแอร์จากแบรนด์หนึ่งในห้างสรรพสินค้า แต่เวลามีปัญหา คนแก้กลับเป็นห้างฯ ไม่ใช่แบรนด์ แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าปัญหาคือตรงไหน”

    หนึ่งในเคสที่เธอจำฝังใจได้ก็คือ เรื่องของ เจ้าของหอพักวัย 78 ปี ที่ต้องถูกเจ้าหน้าที่เรียกสอบปากคำ เนื่องจาก ผู้เช่าห้องหนึ่งมีความเป็นไปได้ในการมีเอี่ยวเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์โดยใช้ WiFi ของหอพักที่พักอาศัย โดยมีเงินหมุนเวียนมากผิดปกติ เนื่องจากเจ้าของอาคารไม่เคยเก็บ Log การใช้งาน ไม่มีระบบ Authentication (การยืนยันตัวตน) ไม่มีการแบ่ง VLAN จึงไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะพิสูจน์ได้ว่าใครใช้ทำอะไร

    “ลูกค้าท่านนี้สูงวัยแล้ว เปิดหอพักมาหลายสิบปี ไม่เคยมีปัญหาอะไร จนกระทั่ง เกิดต้องชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ ลูกค้าสูงวัยท่านนี้เล่าให้ฟังว่านั่งร้องไห้อยู่ในสถานีตำรวจกว่า 50 ชั่วโมง โดยไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักอย่าง มันทำให้เขากลายเป็นผู้ต้องสงสัยโดยไม่ตั้งใจ เพียงเพราะเธอไม่รู้เรื่องเทคโนโลยี”

    ดังนั้น ปัญหาของ SME ส่วนใหญ่ไม่ใช่แค่เรื่อง เงิน แต่คือทุกคนคิดว่าตัวเองแค่ต้องการอินเทอร์เน็ต มี Router ก็ปล่อย WiFi ใช้งานได้แล้ว แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่เขาต้องการคือระบบที่สามารถแทรคได้ รู้ว่าใครเข้ามา ใครออกไป ใครทำอะไร และพิสูจน์ได้ในวันที่เกิดปัญหา

    เมื่อ WIFI กลายเป็นรายได้

    การมีระบบที่ดีไม่เพียงแค่ลดความเสี่ยง แต่ก็ยังสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ได้จริง โดย แจน เล่าถึงเคสหอพักแห่งหนึ่งแถวมหาวิทยาลัยชื่อดัง มีห้องพักเพียง 75 ห้อง แต่ก็ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 4 เส้น เพราะเจ้าของรู้ดีว่าลูกค้าของเขาคือนักศึกษา Gen Z ที่ โลกของเด็กรุ่นใหม่นั้น Online แทบตลอดเวลา

    หอพัก 75 ห้องแห่งนี้ปล่อย WiFi ให้ใช้ฟรีในความเร็วพื้นฐาน แต่ผู้เช่าที่ต้องการความเร็วสูงกว่าสามารถ ซื้อ Package เพิ่มได้จากระบบที่ EasyNet ติดตั้งให้ ส่วนต่างจากการขาย Package นั้นตกเป็นรายได้ Add-on ของเจ้าของหอพักโดยตรง โดยที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มแม้แต่บาทเดียว เพราะ Subscription กับ EasyNet ครอบคลุมทุกอย่างอยู่แล้วแต่ต้องบอกความต้องการตั้งแต่แรก

    “เขาไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย ระบบที่เราวางให้มันทำให้เขาแยกได้ว่าต้องการให้ห้องไหนใช้เท่าไหร่ ใครอยากได้เพิ่มก็ซื้อ เหมือนโรงแรมระดับ 5 ดาวที่มีทางเลือกของความเร็ว Internet Package แยกเพิ่มเติมได้ แต่เราสามารถออกแบบ วางระบบ ทำให้หอพักธรรมดาได้เลย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้ประกอบการเจ้าของหอพัก / อพาร์ทเม้นท์ ที่ต้องการยกระดับการให้บริการของอาคารให้เหมือนโรงแรมใหญ่ ๆ”

    ล่าสุด Easy Net กำลังจะเปิดตัว Easy One Tap ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่บริษัทกำลังพัฒนา ซึ่งออกแบบคิดค้นมาเพื่อร้านอาหารและคาเฟ่โดยเฉพาะ เมื่อลูกค้าเข้ามาในร้านสามารถแตะเชื่อมต่อ WiFi กรอก E-mail พร้อมกับรู้จักร้านจากช่องทางไหน แล้วระบบจะเก็บ Data ทั้งหมดไว้ให้เจ้าของร้านโดยอัตโนมัติ ข้อมูลช่วยให้ร้านรู้ว่าควรลงโฆษณากับช่องทางไหน ไม่ใช่เดาสุ่ม ใช้เงินซื้อโฆษณาโดยไม่มีข้อมูลที่แน่นอน ส่วนนี้จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของการตลาดได้อีกมาก

    “คนมักคิดว่า WiFi คือต้นทุน แต่ถ้าวางระบบให้ถูก มันเป็น Asset ที่สร้างรายได้และเก็บข้อมูลให้คุณได้ด้วย โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเพิ่มอีกทั้งยังมีข้อมูล Data สามารถไปวิเคราะห์สถานะการใช้งานจากลูกค้าได้อีกด้วย”

    สายป่านที่ยาว พันธมิตรที่แข็งแกร่ง

    เธอเข้าใจว่า ต้นทุนของแต่ละบริษัทไม่เท่ากัน การที่บริษัท SME จะลงทุนอุปกรณ์มูลค่า 7 หลักในครั้งเดียว อาจเป็นต้นทุนที่ใหญ่เกินไป เพื่อให้ SME เข้าถึงได้ง่าย ทาง EasyNet ออกแบบโมเดล Subscription เริ่มต้นที่ 2,500 บาทต่อเดือน สัญญา 3 ปี ซึ่งสิ่งที่ทำให้ EasyNet มีโมเดลนี้ได้ แจน ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า มันเรื่องของสายป่านของเราที่ยาวพอ และจุดแข็งที่ EasyNet มีก็คือ Partnership ที่ใช้เวลาสร้างมาตลอด 11 ปี เรามีเพื่อนร่วมทางที่ดี มีองค์ความรู้ที่ครบครัน สุดท้ายเราก็พัฒนาและไปได้ไกลกว่าไปคนเดียว

    “เรามี Partner ครบทุก Tier ตั้งแต่ระดับ Enterprise อย่าง Cisco และ Aruba ไปจนถึงแบรนด์ที่ควบคุมต้นทุนได้อย่าง TP-Link และ Ruijie หมายความว่า EasyNet สามารถออกแบบระบบให้เหมาะกับงบประมาณของลูกค้าแต่ละรายได้จริง ไม่ใช่แค่เสนอสิ่งที่มี ถ้าคุณไหวแค่นี้ เราออกแบบให้อยู่ใน Budget ที่เป็นจริง”

    โปร่งใส ไม่เอาเปรียบ เพราะชื่อเสียงสำคัญกว่า

    ในโลกที่ IT Vendor ส่วนใหญ่มักจะ Upsell ลูกค้าด้วยอุปกรณ์ที่แพงกว่าความต้องการจริง หรือตั้งสเปกสูงเกินจริงเพื่อ Margin ที่ดีกว่าและควบคุมง่าย EasyNet เลือกทำตรงกันข้าม

    แจน เล่าถึงกรณีที่เธอเห็นบ่อยครั้ง เจ้าของโรงแรมรายหนึ่งถูก IT Manager ตั้งสเปกอุปกรณ์ไว้สูงมาก ลงทุนระบบไป 7 ล้านบาท แต่ขายห้องพักเฉลี่ยแล้วราคาคืนละ 2,500 บาท ถามว่าเมื่อไหร่จะ Turnover? ความจำเป็น กับ ความต้องการ ส่วนนี้ก็ต้องคำนึงถึงด้วยไม่ใช่จะส่งสเป็คให้เจ้าของจ่ายอย่างเดียว

    “หน้าที่เราคือบอกความจริงกับผู้ประกอบการ ถ้าธุรกิจคุณต้องการแค่นี้ ก็ไม่ต้องลงทุนมากเกินไปกว่านี้ เราพอใจกับที่เราได้พอแล้ว ถามว่าเก็บเงินเพิ่มอีกหนึ่งพันบาทได้ไหม คำตอบคือ “ได้” แต่ถ้ามันทำให้เราต้องโดนตำหนิ แล้วต้องมาแก้ปัญหา หาทางออก มันไม่คุ้มเลย ทั้งต่อพนักงาน ต่อองค์กร ที่ต้องรับแรงกระแทก เหนื่อยกว่าการแก้ปัญหาคือ ผลกระทบต่อชื่อเสียงที่เราสร้างมา”

    หลักการนี้ขยายออกไปถึงการตั้งราคา Subscription ด้วย ลูกค้าที่เซ็นสัญญาราคาหนึ่งจะได้ราคานั้นตลอดอายุสัญญา ไม่ว่าต้นทุนอุปกรณ์จะขึ้นเท่าไหร่ ในระหว่างนั้น EasyNet รับภาระส่วนต่างนั้นเอง ร้านอาหารขนาดเล็ก เริ่มต้นที่ 2,500 บาทต่อเดือน (ไม่รวมอินเตอร์เน็ต) สัญญา 3 ปี หากย้ายสาขา EasyNet ย้ายอุปกรณ์ให้เมื่อครบสัญญาและอุปกรณ์ที่คืนมาจะถูกส่งต่อให้ชุมชนหรือเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาออนไลน์อีกด้วย

    “ลูกค้าเซ็นสัญญา 4 ปีในราคา 5,000 บาทต่อเดือน อีก 4 ปีผ่านไปอุปกรณ์ขึ้นราคา เราก็ยังคิด 5,000 อยู่ เราแบกรับส่วนต่างนั้นเอง เพราะสิ่งที่เราได้คืนมาคือความน่าเชื่อถือ ซึ่งแพงยิ่งกว่าราคาอุปกรณ์ทุกชิ้นรวมกันที่เราลงทุน ลงระบบให้ผู้ประกอบการ”

    เติบโตไปกับ SME ไม่ใช่แค่ขายให้ SME

    เมื่อถามถึงเป้าหมายปีนี้ แจนบอกตัวเลขตรง ๆ ว่าปีนี้วางยุทธศาสตร์อยากเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 30% และกำลังขยายไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่อย่างจริงจัง ทั้งโรงพยาบาล คลินิก ร้านสปา และธุรกิจ Wellness ซึ่งเธอมองว่ากำลังเป็น Loop/Circle ที่ใหญ่มากในยุคที่ทั้งโลกให้ความสำคัญกับ Longevity

    “อีกแค่ 4 ปีข้างหน้า คาดว่าสัดส่วนผู้สูงอายุในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แจนอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้ ให้เขาไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ถ้าเขาอยู่ใน Wellness Center ก็อยากให้เขามีระบบที่ช่วย Schedule กิจกรรมได้ เข้าถึงการศึกษาและข้อมูลที่มีประโยชน์ได้ โดยที่มีการ Filter เนื้อหาที่เหมาะสมเฉพาะกลุ่มเพราะผู้สูงวัยเป็นกลุ่มเปราะบางครั้งเมื่อรับข่าวสารแล้วตื่นตระหนกได้ง่าย ก็จะไม่ดีต่อสุขภาพของเขา”

    แต่เมื่อถามว่าเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นคืออะไร? คำตอบของเธอไม่ได้อยู่ในรูปของตัวเลขยอดขาย แต่เธอระบุว่าอยากเป็น Game Changer ให้กับ SME ไทยอย่างแท้จริง 

    “ถ้าวันนี้ SME มันไม่โต ก็ยากมากที่จะมี Enterprise ในอนาคต เพราะ Enterprise ทุกเจ้าก็เริ่มมาจาก SME ทั้งนั้น คุณจะผลัดเปลี่ยนพนักงาน IT กี่คน ระบบเราก็ยังอยู่ ซึ่งนั่นหมายความว่า EasyNet มองตัวเองเป็น Partner ระยะยาวของผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่ Vendor ที่ขายของแล้วจบ”

    สุดท้าย เธอมองว่า ความท้าทายที่ยากที่สุดของ EasyNet ไม่ใช่เรื่องราคา ไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือการ รักษามาตรฐานของตัวเอง ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

    “แจนอยากให้ลูกค้าที่รู้จักเราตั้งแต่วันแรกยังรู้สึกแบบเดิม มั่นใจขึ้นกว่าเดิม ว่า EasyNet จะเหมือนเดิม เข้าถึงง่าย คำพูดเชื่อถือได้ สัญญาโปร่งใส ไม่มีใครมาขึ้นราคาเขากลางทาง ไม่มีใครมา Upsell หรือเสนออะไรที่เขาไม่ได้ต้องการ ความน่าเชื่อถือมันแพงยิ่งกว่าราคาอุปกรณ์ทุกชิ้นที่เราลงทุนซึ่งวันนี้เราเลือกที่จะจ่ายในตรงนั้นมันสำคัญและยั่งยืนกว่ายอดขายหรือตัวเลขในกระดาษ”  — วาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ทิ้งท้าย

    ]]>
    1568620
    Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย ครั้งที่ 11 หรอยแรงรับสงกรานต์ใต้ที่ “ภูเก็ต”…เสน่ห์อันดามันไม่เหมือนใคร https://positioningmag.com/1568191 Wed, 08 Apr 2026 09:41:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568191

    Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย ครั้งที่ 11

    หรอยแรงรับสงกรานต์ใต้ที่ “ภูเก็ต”…เสน่ห์อันดามันไม่เหมือนใคร
    📅 11–13 เมษายน 2569

    สงกรานต์ปีนี้ จังหวัดภูเก็ตพร้อมถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ของ “สงกรานต์ใต้” ผ่านบรรยากาศที่ผสมผสานทั้งความสนุก งานบุญ และวัฒนธรรมพื้นถิ่นอย่างกลมกลืน ภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” เมืองปลายอันดามันแห่งนี้หยิบยกเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่มาตีความใหม่ ทำให้เทศกาลปีใหม่ไทยกลายเป็นประสบการณ์ที่ทั้งสดใส อ่อนโยน และมีชีวิตชีวาในแบบของภูเก็ตโดยแท้จริง

    หัวใจสำคัญของงานปีนี้กระจายอยู่ใน สามพื้นที่หลัก ที่สะท้อนบุคลิกของภูเก็ตได้ครบทั้งสามมิติ—ความคึกคักริมฝั่งทะเลที่ป่าตอง ความสงบงามของพิธีกรรมที่วัดไม้ขาว และรากวัฒนธรรมเพอรานากันในย่านเมืองเก่าบนถนนสายประวัติศาสตร์

    ที่ ลานบางลา หาดป่าตอง ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสบรรยากาศสงกรานต์ริมทะเลที่มีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ พื้นที่จัดแสดงกลางแจ้งและแลนด์มาร์กถ่ายภาพถูกออกแบบด้วยแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมบาบ๋า–เพอรานากัน ขณะที่ นิทรรศการงานสงกรานต์ ถ่ายทอดเรื่องราวของประเพณีปีใหม่ไทยในฐานะ “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ” เพื่อให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติได้เข้าใจความหมายของสงกรานต์อย่างลึกซึ้ง บรรยากาศตลอดทั้งวันยังเต็มไปด้วยการแสดงมโนราห์และดนตรีเยาวชนจากโรงเรียนวัดเทพนิมิตรและโรงเรียนบ้านไม้ขาว รวมถึงสินค้าและงานคราฟต์จากชุมชนท้องถิ่นที่สะท้อนเอกลักษณ์ของภูเก็ตได้อย่างชัดเจน

    อีกมุมหนึ่งของเทศกาลคือความเรียบง่ายและเปี่ยมสิริมงคลของ วัดไม้ขาว ซึ่งถ่ายทอดประเพณีปีใหม่ไทยผ่านพิธีทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระพุทธรูป และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการร่วมแรงของชุมชนในกิจกรรมจิตอาสาเพื่อรักษาความสะอาดชายหาดไม้ขาว อันเป็นสัญลักษณ์ของความผูกพันระหว่างชุมชนกับทะเลอันดามัน ผู้มาเยือนยังสามารถเก็บภาพความประทับใจที่ จุดชมเครื่องบินขึ้น–ลง หาดไม้ขาว ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงระดับโลก

    จากป่าตองและไม้ขาว บรรยากาศของงานไหลเข้าสู่ความละมุนของ ซอยรมณีย์ เมืองเก่าภูเก็ต พื้นที่จัดแสดง นิทรรศการงานสงกรานต์อีกหนึ่งจุด ท่ามกลางอาคารชิโน–โปรตุกีสสีพาสเทล ทำให้เรื่องราวของสงกรานต์ไทยโดดเด่นขึ้นในบริบทสถาปัตยกรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์เพอรานากันได้อย่างงดงาม เมื่อเดินลึกเข้าไปในถนนถลางและดีบุก ผู้มาเยือนจะพบร้านกาแฟพื้นถิ่น เสื้อผ้าบาบ๋า–ย่าหยา และงานคราฟต์ท้องถิ่นที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คนหลายเชื้อสายซึ่งอยู่ร่วมกันมาหลายยุคสมัย

    ภูเก็ตจึงถ่ายทอดภาพของ “สงกรานต์ใต้” ได้อย่างครบถ้วนในสามจังหวะ—ความหรอยแรงของป่าตอง ความสงบงามของพิธีกรรมที่วัดไม้ขาว และเสน่ห์วัฒนธรรมเมืองเก่าที่สะท้อนอัตลักษณ์อันดามันอย่างลึกซึ้ง ทำให้จังหวัดนี้เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของเครือข่าย “สงกรานต์ 4 ภาค 6 จังหวัด” ที่ผู้มาเยือนไม่ควรพลาดในปี 2569
    ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Water Festival Thailand และเว็บไซต์ www.waterfestivalthailand.com

     

    #WaterFestivalThailand #เทศกาลวิถีน้ำวิถีไทย #สนุกสนาน #สงกรานต์บ้านฉัน

    #WaterFestival2026 #กรุงเทพ #เชียงใหม่ #ลำพูน #ขอนแก่น #อุดรธานี #ภูเก็ต #UNESCOGNLC

    ]]>
    1568191