Digital – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 07 Jan 2026 05:54:34 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ไม่ใช่แค่จินตนาการอีกต่อไป! ‘Lego’ ปฏิวัติใหญ่ในรอบ 50 ปี เปิดตัวนวัตกรรม ‘Smart Brick’ ฝังชิปในตัวต่อมอบ ‘ชีวิต’ ให้ของเล่น https://positioningmag.com/1554208 Wed, 07 Jan 2026 03:25:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554208 ลบภาพจำเกี่ยวกับ ตัวต่อเลโก้ (Lego) ที่ต่อเสร็จแล้วก็ตั้งโชว์ไว้เฉย ๆ ไปได้เลย เพราะล่าสุด บริษัทได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ในรอบ 50 ปี ที่จะทำให้ตัวต่อ มีชีวิต ด้วยระบบ Interactive ที่ตัวต่อสามารถโต้ตอบกับผู้เล่นและชิ้นส่วนอื่น ๆ ได้จริง

ภายในงาน CES 2026 (Consumer Electronics Show) งานโชว์เคสหรือพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากแบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ ทาง Lego ของเล่นตัวต่อชื่อดังสัญชาติเดนมาร์ก ก็ได้นำนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในรอบ 50 ปีของบริษัทมาเปิดตัว ก็คือ Smart Bricks ที่บริษัทระบุว่าเทคโนโลยีนี้จะทำให้ของเล่นเดิม ๆ มีชีวิต

โดยนวัตกรรมนี้ เกิดจากการที่ Lego ได้ใส่ เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว และ ชิปประมวลผล รวมถึงลำโพงและไฟ ไว้ในตัวต่อขนาด 2×4 และเมื่อชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าถูกเล่น หรือใกล้กับชิ้นส่วนที่ฝังระบบ Smart Tags (ระบบ NFC) จะเกิดเสียงออกมา 

อย่างเช่น ถ้าเราต่อเฮลิคอปเตอร์ เวลาหยิบเล่นมันจะ ส่งเสียงใบพัดและมีไฟกะพริบ โดยที่มันสามารถรู้ได้ว่าเรากำลังถือเอียง หรือขยับไปทางไหน และด้วยระบบ Bluetooth Mesh ก็จะทำให้ ตัวต่อคุยกันเอง เช่น ถ้านำฟิกเกอร์จักรพรรดิพัลพาทีนไปนั่งบนบัลลังก์ เพลง The Imperial March จะดังขึ้นทันที หรือถ้าทำรถแข่งแข่งกัน ตัวต่อจะรู้ว่าใครเข้าเส้นชัยก่อน หรือเปลี่ยนจากเสียงเครื่องยนต์เป็นเสียงรถชนถ้าเราทำรถคว่ำ

ไม่ต้องห่วงว่าเทคโนโลยีนี้จะไม่ปลอดภัย เพราะทาง Lego ไม่ได้มีการฝังไมโครโฟน ดังนั้น ไม่ได้ใช้การสั่งงานด้วยเสียง แต่ใช้เป็นเซนเซอร์รับแรงสั่นสะเทือนเพื่อเปิดใช้งาน เช่น ให้เด็กๆ เป่าลม ใส่ตัวต่อเพื่อสั่งงาน นอกจากนี้ยัง ไม่มี AI และไม่มีกล้อง

สำหรับสินค้าใหม่นี้ จะเริ่มจำหน่ายวันที่ 1 มีนาคม 2026 นี้ ประเดิมชุดแรกด้วย Star Wars มีทั้งหมด 3 ชุดหลัก:

  1. Darth Vader’s TIE Fighter: มาพร้อมตัวต่ออัจฉริยะ 1 ชิ้น และแท็กเสียงยาน TIE กับตัว Vader
  2. Luke’s Red Five X-Wing: มีตัวต่ออัจฉริยะ 1 ชิ้น พร้อมแท็กเสียงเพียบ ทั้งยาน X-Wing, ป้อมปืน และอุปกรณ์ของ R2-D2
  3. Darth Vader’s Throne Room & A-Wing: มีตัวต่ออัจฉริยะ 2 ชิ้น พร้อมฟิกเกอร์และแท็กเสียงแบบครบๆ

Lego มั่นใจมากว่านี่คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวตัว Mini-figure ในปี 1978 และยังมีข่าวลือหนาหูว่า ชุด Lego Pokémon ที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคต จะเป็นคิวต่อไปที่จะได้ใช้เทคโนโลยี Smart Brick นี้ด้วย แฟน ๆ Lego ก็หยอดกระปุกรอได้เลย เจ๋งแน่นอน

Source

]]>
1554208
ประเมินปี 2025 ‘AI’ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากพอ ๆ ทั้ง ‘นิวยอร์ก’ ปล่อยมาทั้งปี https://positioningmag.com/1553716 Sun, 28 Dec 2025 23:10:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553716 ดูเหมือนเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดโลกร้อน จะยิ่งห่างไกลความเป็นจริงไปอีก เพราะกระแสของ AI กำลังทำให้เกิด วิกฤตสิ่งแวดล้อม เพราะแค่ปี 2025 เพียงปีเดียว มีการคาดการณ์ว่า AI ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ มากพอ ๆ กับปริมาณที่ทั้งมหานครนิวยอร์กปล่อยออกมาในปีนี้เลยทีเดียว

อเล็กซ์ เดอ ฟรีส-เกา (Alex de Vries-Gao) นักวิชาการชาวดัตช์และผู้ก่อตั้ง Digiconomist บริษัทที่วิจัยเกี่ยวกับผลกระทบที่คาดไม่ถึงจากกระแสทางดิจิทัล ได้เปิดเผยถึง การวัดผลกระทบเฉพาะของ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ในขณะที่การใช้ AI Chatbot อย่าง ChatGPT ของ OpenAI และ Gemini ของ Google พุ่งสูงขึ้นในปี 2025

โดย อเล็กซ์ ระบุว่า Carbon Footprint ของระบบ AI ในปี 2025 อาจสูงถึง 80 ล้านตัน หรือ มากกว่า 8% ของการปล่อยก๊าซจากการบินทั่วโลก ในขณะที่ปริมาณน้ำที่ใช้อาจสูงถึง 7.65 แสนล้านลิตร หรือมีปริมาณมากกว่า ความต้องการน้ำดื่มบรรจุขวดทั่วโลกรวมกัน เสียอีก ขณะที่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) คาดว่าการบริโภคไฟฟ้าของ Data Center จะเพิ่มขึ้นมากกว่า สองเท่า ภายในปี 2030

ด้วยข้อมูลที่น่าตกใจนี้ อเล็กซ์ จึงเรียกร้องให้โลกมีข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้บริษัทเหล่านี้มีความโปร่งใสเกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น 

“ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมนี้ถือว่ามหาศาลมากในเชิงปริมาณ ในตอนนี้สังคมกำลังเป็นผู้จ่ายต้นทุนเหล่านี้ ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยี คำถามคือ: มันยุติธรรมหรือไม่? หากพวกเขากำลังกอบโกยผลประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ ทำไมพวกเขาถึงไม่ควรเป็นผู้จ่ายต้นทุนบางส่วนบ้าง?”

อีกหนึ่งความท้าทายที่ อเล็กซ์ มองก็คือ ความโปร่งใส เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทเทคโนโลยีมัก ไม่เพียงพอต่อการประเมินผลกระทบรวมของ Data Center และยิ่งยากต่อการแยกเฉพาะการใช้ AI โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า ที่ Google รายงานผลกระทบของ Gemini AI บริษัทไม่ได้รวมปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าเพื่อนำมาเลี้ยงระบบ

แม้ Google จะรายงานว่าในปี 2024 สามารถลดมลพิษทางพลังงานจากศูนย์ข้อมูลลงได้ 12% เนื่องจากแหล่งพลังงานสะอาดใหม่ ๆ แต่บริษัทก็ได้ยอมรับในช่วงฤดูร้อนนี้ว่า การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศนั้น “ซับซ้อนและท้าทายมากขึ้นในทุกระดับ” โดยอุปสรรคสำคัญคือการขยายตัวของเทคโนโลยีพลังงานปลอดคาร์บอนที่ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น 

ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา ครองส่วนแบ่งการใช้ไฟฟ้าในศูนย์ Data Center มากที่สุด (45%) ตามด้วยจีน (25%) และยุโรป (15%) โดยศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่แห่งใหม่เพียงแห่งเดียวใน สหราชอาณาจักร สามารถ สร้างมลพิษเท่ากับสนามบินนานาชาติหลายแห่งรวมกัน และในสหราชอาณาจักรมีโครงการที่อยู่ระหว่างวางแผนถึง 100-200 แห่ง

ขณะที่ใน อินเดีย กำลังจะมีการลงทุน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในศูนย์ข้อมูล แต่มีความกังวลว่าระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ไม่เสถียรจะทำให้ต้องใช้ เครื่องปั่นไฟดีเซลขนาดใหญ่ เป็นแหล่งพลังงานสำรอง ซึ่งจะกลายเป็น ภาระคาร์บอนมหาศาล

Source

]]>
1553716
สรุปมหากาพย์ไอทีปี 2025 ปีแห่งรถไฟเหาะ AI ไปจนศึกชิงยักษ์สตรีมมิ่ง! https://positioningmag.com/1553590 Sat, 27 Dec 2025 00:38:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553590 ปี 2025 ถือเป็นปีรถไฟเหาะ ของวงการเทคโนโลยีอย่างแท้จริง เราได้เห็นทั้งการก้าวกระโดดของ 6G กระแส AI ที่ทั้งสร้างโอกาสและแย่งงานคนในเวลาเดียวกัน Positioning จะพาไปย้อนรอย 10 ข่าวเด่นที่สะเทือนวงการไอทีตลอดทั้งปี ตั้งแต่ศึกชิงยักษ์สตรีมมิ่ง ไปจนถึงมหากาพย์แอปฯ
แอปเงินกู้ โผล่มาพร้อมเครื่อง OPPO & Realme

​ข่าวใหญ่ต้นปีที่ทำเอาคนใช้มือถือผวา เมื่อพบแอปฯ ชื่อ “Fineasy” (และสินเชื่อความสุข) ติดตั้งมาในมือถือของ Oppo และ Realme ตั้งแต่โรงงานโดยไม่ได้ขออนุญาต กสทช. และ สคบ. จนกลายเป็นไวรัลเตือนภัยเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว

>>> ‘OPPO’ แถลง ‘ขอโทษ’ พร้อมยืนยัน ลบข้อมูลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบแล้วทั้งหมด พร้อมสัญญาจะไม่ติดตั้งแอปฯ เกี่ยวกับสินเชื่อที่ผิดกฎหมาย

การมาของ DeepSeek AI จีนที่ไม่ต้องลงทุนมหาศาล

​ถือเป็นข่าวที่วงการไอทีโลกให้ความสนใจ เมื่อสตาร์ทอัพจีนชื่อ DeepSeek ปล่อยโมเดล DeepSeek-V3 และ R1 ออกมาในช่วงต้นปี 2025 เพื่อมาแข่งขันกับ ChatGPT และ Gemini แต่จุดที่ทำให้โลกตะลึงคือ ​ประสิทธิภาพที่เทียบเท่า GPT-4o ของ OpenAI ในบางด้าน แต่ใช้ต้นทุนในการเทรนน้อยกว่าหลายเท่า แต่ต่อมา DeepSeek ก็ถูกแบนในหลายประเทศ เนื่องจากประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งาน

>>> รู้จัก ‘DeepSeek’ AI จากจีนที่กำลังเป็น ‘ตัวแสบ’ ที่มาท้าชน AI ฝั่งสหรัฐฯ

2578762835

Nano Banana ตัวเปลี่ยนเกมของ Gemini

ในช่วงหนึ่ง โซเชียลมีเดียบ้านเราจะเห็นแต่คนโพสต์รูปตัวเองที่กลายเป็นโมเดลบ้าง หรือถ่ายรูปคู่กับเซเลบคนดัง และเครื่องมือสร้างภาพเหล่านั้นก็มาจาก Gemini ที่ได้เปิดตัวโมเดล Nano Banana ที่ช่วยในการการสร้างภาพ/วิดีโอที่สมจริงได้ ซึ่งคความสามารถดังกล่าว ช่วยให้ Gemini มียอดดาวน์โหลดแซงหน้า ChatGPT ไปในช่วงหนึ่งเลยทีเดียว

>>> ‘Gemini’ พลิกแซง ‘ChatGPT’ แอปฟรีฯ คนโหลดมากที่สุด ด้วยโมเดล ‘Nano Banana’ ที่คนใช้เจนรูปเต็มโซเชียลฯ

 

China Mobile ประกาศความสำเร็จในการทดสอบ 6G

5G ยังใช้ไม่ทันเท่าไหร่ 6G ก็จ่อรอแล้ว โดย China Mobile ได้ประกาศความก้าวหน้าในการทดสอบเครือข่าย 6G สามารถทำความเร็วได้ถึง 280 Gbps ซึ่งเร็วกว่า 5G ถึง 14 เท่า สามารถดาวน์โหลดไฟล์ขนาด 50GB ได้ในเวลาเพียง 1.5 วินาที

>>> ‘China Mobile’ ประกาศความสำเร็จในการทดสอบ ‘6G’ พบเร็วกว่า 5G ‘14 เท่า’ โหลดไฟล์ 50GB ภายใน 1.5 วิ!

Builder.ai ล้มละลาย ถูกแหกเป็นยูนิคอร์น AI เก๊

ในยุค AI ก่อให้เกิดสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ของจริง ของเก๊ก็มี โดยหนึ่งในสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่ถูกแหกว่าเป็นของเก๊ก็คือ Builder.ai ที่ให้บริการเขียนโค้ดสร้างแอปพลิเคชันด้วย AI แต่สุดท้ายก็ถูกแฉว่าไม่ได้มี AI เขียนโค้ด แต่ใช้คนนี่แหละเขียน สุดท้ายบริษัทก็ล้มละลาย ปิดฉากยูนิคอร์นมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

>>> กรณีศึกษา ‘Builder.ai’ สตาร์ทอัพ AI ทิพย์! ที่ใช้คนปลอมเป็น AI ทำงาน จนขึ้นเป็นยูนิคอร์น

Meta โดนแฉโกยเงินจากมิจฉาชีพ ปีละกว่า 5 แสนล้านบาท

Reuters ได้ออกมาเปิดเผยเอกสารภายในของบริษัท Meta ที่จัดทำระหว่างปี 2021-2025 โดยระบุว่า บริษัทได้คาดการณ์ว่า รายได้ในปี 2024 ประมาณ 10% หรือราว 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจาก โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงและสินค้าต้องห้าม และหนึ่งในเอกสารเมื่อเดือนธ.ค. 2024 ระบุว่า Meta แสดงโฆษณาที่จัดอยู่ในกลุ่ม ความเสี่ยงสูง ให้ผู้ใช้เห็นถึง 15,000 ล้านครั้งต่อวัน และสร้างรายได้จากโฆษณาความเสี่ยงสูงถึงปีละ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เลยทีเดียว

>>> ‘Meta’ โดนแหก! พบโกยเงินจาก ‘มิจฉาชีพ’ ปีละกว่า 5 แสนล้านบาท แถมยังไม่กล้าจัดการเด็ดขาดเพราะกลัว ‘เสียรายได้’

Cloudflare ล่ม 2 ระลอกติด

สร้างผลกระทบโดมิโนไปทั่วโลก เนื่องจาก Cloudflare เปรียบเสมือน “ทางเข้าหลัก” ของเว็บไซต์กว่า 20% บนอินเทอร์เน็ต เกิดล่มครั้งใหญ่ถึง 2 ระลอก โดยระลอกแรกเกิดขึ้นในวันที่ 18 พฤศจิกายน ส่วนระลอกสองเกิดเมื่อ 5 ธันวาคม และเนื่องจาก Cloudflare เป็นผู้ให้บริการ CDN และความปลอดภัยรายใหญ่ เมื่อระบบล่มจึงส่งผลเป็นวงกว้าง ส่งผลให้แพลตฟอร์มดังอย่าง X, ChatGPT, Gemini, Spotify, Canva, PayPal และ Claude AI ประสบปัญหาเข้าใช้งานไม่ได้หรือโหลดช้ามาก

>>> รู้จัก ‘Cloudflare’ ทำไมเมื่อมีปัญหา ถึงทำหลายเว็บไซต์มีปัญหาตามไปด้วย?

World ถูกถอดจากไทย เพราะสแกนม่านตาแลกคริปโตฯ

ย้อนไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ World เริ่มมีการนำเครื่องสแกนม่านตา (Orb) มาติดตั้งในไทยเป็นครั้งแรก โดยเปิดให้คนไทยไปสแกนเพื่อรับเหรียญ WLD ฟรี (มูลค่าในขณะนั้นประมาณ 1,700 บาท) อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือนตุลาคมทาง สคส. (PDPC) สั่งให้ World หยุดกิจกรรมสแกนม่านตาในไทยทันที พร้อมสั่งลบข้อมูลม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านคน โดยมองว่ากระบวนการขอความยินยอมไม่โปร่งใส และการใช้เหรียญคริปโตมาจูงใจถือเป็นความเสี่ยงต่อข้อมูลชีวมิติ เนื่องจากม่านตาเป็นข้อมูลที่เปลี่ยนไม่ได้ หากหลุดไปจะกระทบต่อการยืนยันตัวตนและการเงินในระยะยาว ส่งผลให้ปัจจุบัน World ถูกถอดออกจากไทยแล้ว

>>> สรุปคำชี้แจงจาก ‘World’ ที่เปิดให้คนไทย ‘สแกนม่านตา’ แลกคริปโตฯ เป็นใคร? ปลอดภัยไหม? ทำไปเพื่ออะไรกันแน่?

ศึกชิง Warner Bros. Discovery ระหว่าง Netflix และ Paramount

เป็นประเด็นที่คอสตรีมมิ่งให้ความสนใจ เมื่อ Netflix เสนอซื้อเฉพาะ HBO และสตูดิโอหนัง ในราคากว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่ออัปเกรดคอนเทนต์สตรีมมิ่ง แต่คู่แข่งอย่าง Paramount ไม่ยอม โดยแก้เกมด้วยการทำ Hostile Takeover เสนอซื้อทั้งบริษัทในราคาที่สูงกว่า แม้ว่าล่าสุด ทางบอร์ด WBD ชอบดีล Netflix มากกว่า แต่บทสุดท้ายอาจต้องรอดูถึงปี 2027 ว่ามหากาพย์ดีลนี้จะจบอย่างไร

>>> ชำแหละศึกชิง ‘Warner Bros.’ ระหว่าง ‘Netflix vs. Paramount’ ผู้ชนะจะสร้างผลกระทบอะไรให้ตลาดบ้าง?

บิ๊กเทคเลิกจ้างรวม 1.8 แสน เพราะ AI

หากปี 2023 คือการปลดพนักงานเพราะจ้างเกิน ในช่วงโควิด ปี 2025 นี้คือการปลดพนักงานเพื่อ หลีกทางให้ AI และปรับโครงสร้างบริษัทให้ Lean ที่สุด โดยข้อมูลจาก Layoffs.fyi พบว่า ตัวเลขพนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากบริษัทเทคโนโลยีรวมกันมากกว่า 180,000 คน โดย Intel นำโด่งด้วยแผนปรับลดพนักงานประมาณ 15-20% หรือราว 21,000 – 24,000 ตำแหน่ง หรืออย่าง Microsoft มีการปลดหลายระลอกตลอดปี รวมแล้วกว่า 15,000 ตำแหน่ง ตามด้วย Amazo ปรับลดพนักงานระดับบริหารและออฟฟิศรวมกว่า 14,000 ตำแหน่ง เป็นต้น

>>> สรุปการ ‘เลิกจ้าง’ จากบิ๊กเทคฯ ปี 2025 ที่อ้างว่าเพราะ AI!

ภาพจาก Shutterstock
]]>
1553590
ผลวิจัย CMMU ชี้ลบภาพจำ ‘ผู้สูงวัยตามเทคไม่ทัน’ พร้อมแนะ 4 กลยุทธ์มัดใจคนกลุ่มนี้ได้ https://positioningmag.com/1553349 Wed, 24 Dec 2025 09:53:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553349 ประเทศไทยได้ก้าวสู่ ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ โดยปี 2567 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะเดียวกันบ้านเราก็ได้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้เกิดความกังวลว่า คน Gen นี้จะเท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัย Silver Age Technology Adoption ของ ‘วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล’ (CMMU) ได้เผยถึงข้อมูลสุดเซอร์ไพรส์ที่จะลบภาพจำ ‘ผู้สูงวัยตามเทคไม่ทัน’ โดยระบุว่า

 

กลุ่ม Silver Age หรือคนอายุ 50+ เป็น ‘ผู้บริโภคดิจิทัลเต็มรูปแบบ’ ด้วยการใช้สมาร์ตโฟนถึง 95%, 61% ใช้ Tablet เป็นอุปกรณ์หลักในชีวิตประจำวัน และ 83% สนใจผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี ใช้ LINE และ Facebook เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร ขณะที่ YouTube และ Netflix เป็นแพลตฟอร์มบันเทิงยอดนิยม

 

ที่น่าสนใจ คือ การยอมรับเทคโนโลยี AI โดย 94% ของคนกลุ่มนี้เคยใช้งาน AI แล้ว ซึ่ง AI Tools ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด ได้แก่

-ChatGPT 72%

-Google Gemini 49%

-Microsoft Copilot 25%

 

ส่วนเหตุผลที่ใช้ 82% ใช้เพื่อค้นหาข้อมูล 62% สำหรับเรียนรู้ และ 37% ช่วยงาน

 

นอกจากนี้ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไปกว่า 19.6 ล้านคนที่ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลในชีวิตประจำวันและใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ยสูงถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน

 

‘ความกังวล’ ปัจจัยการตัดสินใจใช้

 

แม้ผลการวิจัยจะชี้ให้เห็นว่ากลุ่ม Silver Age พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่การตัดสินใจใช้งานถูกขับเคลื่อนจาก ‘ความกังวล’ เป็นหลัก ซึ่งเมื่อเจาะลึกจะพบว่า อุปสรรคหลัก 3 อันดับของการยอมรับเทคโนโลยีของคนกลุ่มนี้ ได้แก่

 

ความซับซ้อนของระบบและฟังก์ชัน 69%

ปัญหาทางกายภาพ เช่น ตัวหนังสือเล็กเกินไป 67%

ความกลัวข้อมูลรั่วไหล-ถูกหลอก 57%

 

นอกจากนี้พบ 75.6% กลัวใช้งานผิดพลาดหรือทำข้อมูลหาย และ 72.7% รู้สึกว่าเทคโนโลยีซับซ้อนเกินไป

 

4 กลยุทธ์หลักเพื่อเป็นแนวทางสำหรับมัดใจตลาด Silver Age ทลายกำแพงความกังวลได้ดีที่สุด

 

1) ออกแบบให้ง่าย แต่สร้างให้ไว้ใจได้ เพื่อสร้างความมั่นใจและทลายความกังวล

 

2) โฟกัสที่สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงรุกและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

 

3) สร้างตัวตนที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะช่องทาง Official ของแบรนด์ ควบคู่กับการส่งเสริมรีวิวจากผู้ใช้งานจริง

 

4) Empower ให้ผู้ใช้งาน สื่อสารกับผู้มีอำนาจตัดสินใจตัวจริง พร้อมต่อยอดเป็น 5A Star metrix Framework กรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักพัฒนา AI และนักนวัตกรรม เพื่อใช้ในการออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการได้ตอบโจทย์ชาว Silver Age ได้อย่างแท้จริง

 

Accessibility (การเข้าถึง): เทคโนโลยีต้องถูกออกแบบมาให้ทุกคนใช้งานง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้ทุกระดับประสบการณ์ เพราะอุปสรรคสำคัญของ Silver Age ไม่ใช่ทัศนคติที่ต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือประสบการณ์ในอดีตที่ยุ่งยากจนทำให้ไม่กล้าลองสิ่งใหม่ การออกแบบที่เข้าใจผู้ใช้จึงเป็นจุดตั้งต้นของการยอมรับ

 

Assurance (ความมั่นใจ): เทคโนโลยีต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านคำแนะนำจากบุคคลในครอบครัว มีการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญและรีวิวที่ตรวจสอบได้

 

Autonomy (ความเป็นอิสระ): เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือที่เสริมพลัง และช่วยให้มีอิสระในการใช้ชีวิต ช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถจัดการสุขภาพเชิงรุกและดูแลตนเองได้ เพราะสิ่งที่ผู้สูงวัยกลัวที่สุดไม่ใช่โรคภัยแต่คือ การสูญเสียความสามารถในการดูแลตัวเอง

 

Affordability (ความคุ้มค่า): Silver Age ไม่ได้มองหาเทคโนโลยีที่ถูกที่สุด แต่ต้องการราคาที่สมเหตุสมผล สอดคล้องกับคุณค่าที่ได้รับ การสื่อสารให้เห็นความคุ้มค่าอย่างชัดเจนและมีทางเลือกที่ยืดหยุ่น คือกุญแจสำคัญของการตัดสินใจซื้อ

 

Affinity (ความผูกพัน): เทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จต้องเชื่อมโยงผู้สูงวัยกับครอบครัว ผ่านฟีเจอร์ที่ใช้งานร่วมกันได้ เช่น บัญชีหลายผู้ใช้หรือแดชบอร์ดสำหรับครอบครัว เพราะผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ ‘เพื่อทั้งบ้าน’ มีโอกาสถูกตัดสินใจซื้อมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะผู้สูงวัยเพียงคนเดียว

 

สำหรับการทำวิจัย Silver Age Technology Adoption ของ CMMU มีกลุ่มตัวอย่าง 621 คน จากกรุงเทพมหา นครและปริมณฑล โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 50–65 ปี มีสถานะสมรส การศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี หน้าที่การงานมั่นคง และมีรายได้ตั้งแต่ 50,000 ขึ้นไปจนถึงมากกว่า 150,000 บาท

]]>
1553349
จบแล้ว! ‘TikTok’ ในสหรัฐฯ ยอมขายหุ้นครึ่งหนึ่งให้ Oracle, Silver Lake และกลุ่มทุน UAE เพื่อไม่ให้ถูกแบน https://positioningmag.com/1552633 Sat, 20 Dec 2025 08:12:31 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552633 Shou Zi Chew ซีอีโอของ TikTok ส่งบันทึกข้อความถึงพนักงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ยืนยันว่า ByteDance บริษัทแม่จากจีนได้ลงนามในข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อ ขายหุ้นส่วนใหญ่ของธุรกิจในสหรัฐฯ ให้กับกลุ่มนักลงทุนอเมริกันและระดับโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

รายละเอียดโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่

ภายใต้ข้อตกลงนี้ กลุ่มผู้ร่วมลงทุนใหม่จะถือหุ้นใน TikTok สหรัฐฯ 45% ประกอบด้วย Oracle, Silver Lake และ MGX (บริษัทลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ถือหุ้นรายละ 15%

อีก 30.1% จะเป็นของบริษัทในเครือของผู้ลงทุนเดิมของ ByteDance ส่วน ByteDance ที่เป็นบริษัทแม่ถือหุ้นเหลือ 19.9%

ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 มกราคม 2026 เป็นการยุติความพยายามนานหลายปีของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการบีบให้ ByteDance ขายกิจการเนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ

โดยเบื้องหลังและการผลักดันจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้สั่งชะลอการบังคับใช้กฎหมายแบน TikTok เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยทรัมป์เผยว่าเขาได้ต่อสายตรงถึง ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งทางผู้นำจีนก็ได้ส่งสัญญาณไฟเขียวให้ดีลนี้ดำเนินต่อไปได้

นอกจากนี้ Oracle (ซึ่งร่วมก่อตั้งโดย Larry Ellison ผู้สนับสนุนตัวยงของทรัมป์) จะได้รับสิทธิ์ในการใช้สถาปัตยกรรมอัลกอริทึมการแนะนำเนื้อหาของ TikTok และจะมีการ “รีเทรน” (Retrain) อัลกอริทึมใหม่โดยใช้ข้อมูลของผู้ใช้ในสหรัฐฯ เพื่อให้แน่ใจว่าการฟีดเนื้อหาจะปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก

แบน TikTok
ทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ และ กมลา แฮร์ริสต่างก็เปิดบัญชี TikTok เพื่อใช้หาเสียง

เสียงวิพากษ์วิจารณ์และความกังวล

แม้ดีลจะคืบหน้า แต่ก็ยังคงมีเสียง คัดค้าน โดยวุฒิสมาชิก Ron Wyden มองว่าการเปลี่ยนมือเจ้าของครั้งนี้ “ไม่ได้ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ชาวอเมริกันเลย” และยังไม่ชัดเจนว่าอัลกอริทึมจะตกอยู่ในมือที่ปลอดภัยกว่าเดิมจริงหรือไม่

ด้านกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยในสหรัฐฯ กว่า 7 ล้านรายที่ใช้ TikTok ในการทำมาหากิน ต่างเฝ้ารอดูว่าเจ้าของใหม่จะยังคงรักษาจุดเด่นของแพลตฟอร์มไว้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะระบบการแบ่งผลกำไรที่ TikTok ทำได้ดีกว่าคู่แข่งอย่าง Meta

]]>
1552633
ไม่ซื้อตอนนี้แล้วจะซื้อตอนไหน! นักวิเคราะห์คาด ปีหน้า ‘มือถือ’ ใหม่อาจ ‘แพงขึ้น’ 7% เพราะ ‘ชิป’ ถูกเอาไปใช้ใน AI หมด https://positioningmag.com/1552198 Wed, 17 Dec 2025 05:55:01 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552198 จากภาวะขาดแคลน ชิปหน่วยความจำ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่สินค้าส่วนใหญ่ไหลเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรม AI ซึ่งมีแนวโน้มจะส่งผลให้ ราคาสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในปีหน้า (2026) พุ่งสูงขึ้น

Counterpoint Research ระบุในรายงานเมื่อวันอังคารว่า ในปี 2026 ราคาขายเฉลี่ย (Average Selling Price) ของสมาร์ทโฟนอาจพุ่งขึ้น 6.9% เมื่อเทียบปีกับปี 2025 ซึ่งสูงกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะพุ่งขึ้นเพียง 3.6% และคาดว่าจะส่งผลให้ ยอดส่งออก (Shipments) ลดลง -2.1% จากที่ปีนี้มีแนวโน้มเป็นบวก

สาเหตุของปัญหาดังกล่าวเกิดจากการการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เพื่อรองรับการใช้งานของ AI ประกอบกับปัญหาคอขวดในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้เกิด ขาดแคลนชิปหน่วยความจำ โดยเฉพาะ DRAM ซึ่งถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับสมาร์ทโฟนเช่นกัน ส่งผลให้ราคา DRAM จึงพุ่งสูงขึ้นในปีนี้

โดย Counterpoint ระบุว่า ราคาหน่วยความจำอาจพุ่งขึ้นอีก +40% ไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุน ต้นทุนค่าชิ้นส่วนและอุปกรณ์ (Bill of Materials : BoM) เพิ่มขึ้นอีกระหว่าง +8% ถึงมากกว่า +15% จากระดับที่สูงอยู่แล้วในปัจจุบัน

นับตั้งแต่ต้นปี 2025 สมาร์ทโฟนระดับล่างที่มีราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์ (ประมาณ 7,000 บาท) มีต้นทุนค่าชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นแล้วประมาณ +20-30% ส่วนส่วนสมาร์ทโฟนระดับกลางและระดับไฮเอนด์มีต้นทุนชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น +10-15% ดังนั้น ราคาชิ้นส่วนที่สูงขึ้นนี้อาจถูกผลักภาระไปให้ผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นตามไปโดยปริยาย

ดังนั้น แบรนด์อย่าง Apple และ Samsung อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในการรับมือกับมรสุมที่กำลังจะเกิดในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากโฟกัสอยู่ในเซกเมนต์ไฮเอนด์ แต่ผลกระทบนี้จะเห็นชัดในแบรนด์ที่เน้นเซกเมนต์ล่าง-กลาง ที่อาจไม่มีพื้นที่ในการรักษาสมดุลระหว่างส่วนแบ่งการตลาดและอัตรากำไร

โดย Counterpoint ทิ้งท้ายว่า บางบริษัทอาจตัดสินใจ ลดสเปกชิ้นส่วนอื่นๆ ลง เช่น โมดูลกล้อง, หน้าจอ หรือแม้แต่ระบบเสียง รวมถึงอาจมีการนำชิ้นส่วนรุ่นเก่ากลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนมีแนวโน้มจะพยายามจัดแคมเปญจูงใจให้ผู้บริโภคหันไปซื้ออุปกรณ์ที่มีราคาสูงขึ้นแทน

Source

]]>
1552198
ต้องทุ่มให้ AI! ‘Meta’ จ่อลดงบ Metaverse 30% หลังผลาญเงินไปแล้วกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ https://positioningmag.com/1550966 Tue, 09 Dec 2025 13:20:27 +0000 https://positioningmag.com/?p=1550966 ในช่วงยุค COVID-19 ใคร ๆ ก็พูดถึงยุค Metaverse และหนึ่งในบิ๊กเทคที่ผลักดันเรื่องนี้อย่างหนักก็คือ Meta ที่ถึงขนาดที่ในปี 2021 ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ (จาก Facebook เป็น Meta) เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างโลกเสมือนจริง อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าโลก Metaverse อาจต้องใช้เวลาสักพัก ต่างจาก AI ที่ดูจะจับต้องได้มากกว่า

จนล่าสุด Meta ก็ได้วางแผนที่จะ ลดงบประมาณสำหรับโครงการ Metaverse ลงถึง 30% ตามรายงานของ Bloomberg News ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้น +4% เนื่องจากช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนบางส่วนเกี่ยวกับการเดิมพันขนาดใหญ่ของ Mark Zuckerberg ซีอีโอ ที่ เผาผลาญเงินไปแล้วกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2020 กับ Metaverse 

แม้ว่าจะเป็นข่าวดีของนักลงทุน แต่อาจไม่ใช่ข่าวดีของพนักงาน เพราะการลดงบประมาณที่สูงขนาดนี้ น่าจะรวมถึงการเลิกจ้างพนักงานด้วย ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือนมกราคม ปี 2569

Craig Huber นักวิเคราะห์จาก Huber Research Partners กล่าวว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่ฉลาด แต่มาช้าไป และนี่ดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อปรับค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับแนวโน้มรายได้จาก Metaverse ที่ไม่ได้สดใสเท่าที่ผู้บริหารคิดไว้เมื่อหลายปีก่อน

กลุ่ม Metaverse นี้อยู่ภายใต้ Reality Labs ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ผลิตชุดหูฟัง Mixed-Reality รุ่น Quest ของบริษัท, แว่นตาอัจฉริยะที่ทำร่วมกับ EssilorLuxottica’s (ESLX.PA) Ray-Ban และแว่นตา Augmented-Reality ที่กำลังจะมาจะปล่อยออกมาในอนาคต

ที่ผ่านมา Meta ยังคงพยายามขยายตลาดของอุปกรณ์เหล่านี้ให้ไปไกลกว่ากลุ่มผู้เล่นเกมเฉพาะทาง แต่ก็ยังไม่ได้ง่ายขนาดนั้น อย่างไรก็ตาม Meta ยังถือว่าอยู่ในตำแหน่งได้เปรียบในตลาดแว่นตาอัจฉริยะ เนื่องจากคู่แข่งอย่าง Google ของ Alphabet, Apple และ Snap ยังบุกตลาดไม่สำเร็จ

ทั้งนี้ รายงานเกี่ยวกับการลดงบการลงทุนใน Metaverse ออกมาในช่วงเวลาที่ Meta กำลังเร่งรีบเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้าน AI หลังจากที่โมเดล Llama 4 ของบริษัท ได้รับการตอบรับที่ไม่ดีนัก

เพื่อสนับสนุนเป้าหมายที่ทะเยอทะยานเหล่านี้ Meta ได้ให้คำมั่นที่จะ ลงทุนด้านงบประมาณ (Capital Spending) สูงถึง 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปีนี้ โดยรวมแล้ว คาดว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะใช้จ่ายไปกับ AI ประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์ ในปีนี้

Source

]]>
1550966
รู้จัก ‘Ledger Nano’ ตู้เซฟคริปโตฯ ที่ตำรวจยึดจาก ‘นานา ไรบีนา’ https://positioningmag.com/1550290 Thu, 04 Dec 2025 07:39:08 +0000 https://positioningmag.com/?p=1550290 หนึ่งในคดีที่หลายคนในความสนใจในตอนนี้ก็คือ นานา ไรบีนา ดาราสาวชื่อดัง หนึ่งในสมาชิกแก๊งนางฟ้า ที่ถูกตำรวจเข้าจับกุมในข้อหา ในข้อหาฉ้อโกง และความผิดตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การกู้ยืมเงินอันเป็นฉ้อโกงประชาชน หรือแชร์ลูกโซ่ และหนึ่งในทรัพย์สินของนานาที่ถูกตำรวจยึดก็มีอุปกรณ์หน้าตาเหมือน แฟลชไดร์ฟ แต่ความจริงแล้วมันคือ Ledger Nano หรือ ตู้เซฟคริปโตเคอเรนซี่ ที่เหล่าเศรษฐีคริปโตฯ ใช้เก็บสินทรัพย์ดิจิทัล

จุดเริ่มต้น Ledger

อย่างที่หลายคนรู้กันว่า สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ Cryptocurrency มีมูลค่ามหาศาล อย่างเช่น Bitcoin หนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ตอนนี้มูลค่าอยู่ที่ราว 3,539,216 ล้านบาท/ 1 BTC ดังนั้น หากจะเก็บเหรียญไว้บน exchange หรือ hot wallet ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ก็แปลว่า มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกแฮกได้ตลอดเวลา

ด้วยแนวคิดที่ต้องการ เก็บสินทรัพย์ดิจิทัลให้ปลอดภัย บริษัท Ledger จึงได้ก่อตั้งในปี 2014 โดยผู้เชี่ยวชาญ 8 รายซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านความปลอดภัย คริปโตฯ เพื่อร่วมกันคิดสร้างโซลูชันที่ปลอดภัยสำหรับแอปพลิเคชันบล็อกเชน จนเกิดเป็น Ledger Nano

Ledger Nano = ตู้เซฟดิจิทัล

โดย Ledger Nano เป็น hardware wallet หรือจะเรียกว่าเป็น ตู้เซฟดิจิทัล ของคริปโตฯ ก็ได้ แม้จะบอกว่าเป็นเหมือนตู้เซฟ แต่หลักการจริง ๆ ของ Ledger Nano คือ ไม่ได้เก็บเหรียญจริง ๆ ไว้ในเครื่อง แต่เก็บสิทธิ์ที่ใช้ เข้าถึงและสั่งการเหรียญ หรือ Private Key ออกจากสภาพแวดล้อมที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไปเก็บไว้ในชิปที่เข้ารหัสแบบพิเศษแบบ Offline ดังนั้น เมื่อ Private Key ถูกตัดขาดจากโลกออนไลน์ 100% แฮกเกอร์ไม่สามารถเจาะเข้ามาโอนเงินออกไปได้ถ้าไม่ได้สัมผัสตัวเครื่อง

หากผู้ใช้ต้องการทำธุรกรรม ต้องสั่งผ่านแอป Ledger Live ในโทรศัพท์ หรือคอมพิวเตอร์ และแอปจะส่งข้อมูลธุรกรรมไปให้ Ledger Nano โดยผู้ใช้จะต้อง กดยืนยันบนตัวเครื่อง ก่อนจะทำธุรกรรมทุกครั้ง และในกรณีที่เครื่อง สูญหาย ผู้ใช้จะต้องใส่ Recovery Phrase (ชุดคำ 24 คำ) เพื่อกู้คืนเท่านั้น

ปัจจุบัน Ledger Nano มีสองรุ่นหลักคือ

  • Ledger Nano S Plus – รุ่นพื้นฐานที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น (ราคาประมาณ 2,000 บาท)
  • Ledger Nano X – รุ่นพรีเมียมที่มีความจุมากกว่า รองรับ Bluetooth และสามารถเชื่อมต่อกับมือถือได้ (ราคาประมาณ 3,100 บาท)

โดยนับตั้งแต่ปี 2014 ปัจจุบัน Ledger ได้จำหน่ายไปแล้วกว่า 8 ล้านเครื่องทั่วโลก โดยปริมาณ Bitcoin กว่า 20% บนโลกถูกเก็บไว้บน Ledger

]]>
1550290
TripBuilder สตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นเพราะอยากให้การเดินทางเป็นเรื่องสนุก https://positioningmag.com/1549877 Tue, 02 Dec 2025 07:36:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1549877 ทำความรู้จัก TripBuilder สตาร์ทอัพด้าน AI Travel Assistant จากเกาหลีที่เตรียมบุกตลาดไทย ซึ่งเริ่มต้นจากต้องการแก้ pain point ให้สามารถจัดการทริปได้ง่ายขึ้นแบบ one stop service เพื่อให้การเดินทางเป็นเรื่องสนุก

 

จากสถิติพบว่า มูลค่าการจองท่องเที่ยวออนไลน์ในอาเซียนเกิน 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในระยะอันใกล้อัตราการใช้บริการออนไลน์อาจแตะ 74% ขณะที่ตลาดเทคโนโลยีการท่องเที่ยวทั่วโลกมีมูลค่าราว 11,100 ล้านดอลลาร์ และอาจขยายสู่ระดับ 18,700 ล้านดอลลาร์ ตามการเติบโตของบริการเชิงประสบการณ์

 

การเติบโตดังกล่าวถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่มหาศาล จึงทำให้เกิดสตาร์ทอัพเพื่อให้บริการท่องเที่ยวออนไลน์มากขึ้น รวมถึง TripBuilder สตาร์ทอัพด้าน AI Travel Assistant จากเกาหลีที่เตรียมตัวมาเปิดตลาดในประเทศไทย เนื่องจากมองเห็นศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการเดินทางและท่องเที่ยวในบ้านเรา

 

ฮูเยน Marketer ของ TripBuilder เล่าว่า จุดเริ่มต้นของสตาร์ทอัพแห่งนี้ บริษัทฯ มาจาก ‘คิม มยองจุน’ ซึ่งเป็น    ผู้ก่อตั้งขึ้นและก่อตั้ง TripBuilder ชอบท่องเที่ยว แต่การไปทริปแต่ละครั้งต้องพบกับไม่สะดวกมากมายทั้งตั๋ว    เครื่องบิน โรงแรม การเดินทางในเมือง และกิจกรรมที่กระจัดกระจายอยู่หลายที่ ผู้ใช้ต้องเปรียบเทียบและตัดสินใจ ซ้ำไปซ้ำมา

 

TripBuilder จึงเริ่มต้นขึ้นมา เพื่ออยากแก้ปัญหาความยุ่งยากดังกล่าว ด้วยการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ภายใต้จุดเด่น คือ การใช้ Data วิเคราะห์ตั้งแต่เที่ยวบิน โรงแรม การเดินทางภายในพื้นที่ กิจกรรมท้องถิ่น รูปแบบการเดินทาง

 

โดยดูจากงบประมาณ เวลาที่มี รูปแบบการเดินทาง ความชอบส่วนตัว ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ใช้แต่ละคน และสามารถปรับแผนได้ตลอดเวลา เช่น ถ้าฝนตก ร้านปิด คนแน่น หรือเวลาไม่พอ AI จะเสนอทางเลือกใหม่ที่เหมาะกับสถานการณ์นั้นทันที

 

เป้าหมาย เพื่อให้สามารถนำเสนอทริปการเดินทางที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ในช่วงเวลานั้นจริง ๆ ไม่ใช่แค่โชว์ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการจองไฟลท์บินและโรงแรม แนะนำร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมต่าง ๆ แบบ one stop service ให้ผู้ใช้ควบคุมทุกขั้นตอนของการเดินทางได้ในหน้าจอเดียวจริง ๆ

 

OTA หรือ แพลตฟอร์มจองท่องเที่ยวแบบเดิม ทำแค่แสดงข้อมูลให้เลือก แต่ AI ของเราจะเข้าใจสถานการณ์และความต้องการของผู้ใช้ แล้วคัดตัวเลือกที่เหมาะที่สุดให้ทันที ดังนั้น AI ในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวช่วยเสริม แต่เป็นหัวใจหลักของการวางแผนท่องเที่ยวยุคใหม่ ทำให้บทบาทของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากการหาข้อมูล มาเป็นการใช้เวลาไปกับการเดินทางจริง ๆ มากขึ้น”

 

ไทยประเทศแห่งโอกาส

 

ฮูเยน กล่าวว่า สำหรับ TripBuilder แล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งโอกาส เพราะเป็นหนึ่งในปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเป็นตลาดที่เปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือหลากหลายด้านเทคโนโลยีการเดินทาง

 

ดังนั้น จึงต้องการร่วมสร้าง ecosystem ด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น ทั้งด้านการคมนาคม โรงแรม กิจกรรมท่องเที่ยว ประกันภัย และการชำระเงิน โดยจะเห็นความเคลื่อนไหวในปี 2026

 

“เราไม่ใช่แค่การเป็นเพียงแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่เราตั้งใจจะเป็นบริษัทที่สร้างมาตรฐาน AI ด้านการเดินทางระดับโลก นักท่องเที่ยวในอนาคตจะไม่ต้องค้นหาเอง เพราะ AI จะเตรียมให้ล่วงหน้า เข้าใจบริบท และเสนอเส้นทางที่ดีที่สุด”

]]>
1549877
‘Apple’ จ่อแซง ‘Samsung’ ขึ้นแท่นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนในรอบ 14 ปี และอาจลากยาวไปถึงปี 2029 https://positioningmag.com/1548946 Thu, 27 Nov 2025 07:51:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1548946 เป็นเวลาถึง 14 ปีที่ ซัมซุง (Samsung) ครองแชมป์การจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลก ตามรายงานจาก Counterpoint Research แต่ดูเหมือนสถิติดังกล่าวจะถูกพังลงโดย แอปเปิล (Apple) ในปีนี้ และอาจจะลากยาวไปจนถึงปี 2029 เลยทีเดียว

Counterpoint เปิดเผยว่า Apple จะมียอดจัดส่ง iPhone ได้ประมาณ 243 ล้านเครื่องในปีนี้ เทียบกับ Samsung ที่จัดส่งได้ 235 ล้านเครื่อง ส่งผลให้ Apple จะมีส่วนแบ่ง 19.4% ของตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก ขณะที่ส่วนแบ่งของ Samsung จะอยู่ที่ 18.7% ขณะที่ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนโลกที่เติบโต 3.3% 

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Apple สามารถพลิกแซง Samsung มาจาก iPhone 17 series ที่เปิดตัวในเดือนกันยายน ทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ iPhone 17, 17 Air, 17 Pro และ 17Pro Max โดยยอดขายของ iPhone 17 series ในสหรัฐฯ ในช่วงสี่สัปดาห์แรกหลังเปิดตัว สูงกว่า iPhone 16 series (ไม่รวม iPhone 16e) ถึง 12% ขณะที่ในตลาด จีน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของ Apple ยอดขาย iPhone 17 series ในช่วงเวลาเดียวกัน สูงกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 18%

“นอกเหนือจากการตอบรับของตลาดที่เป็นไปในทางบวกอย่างมากสำหรับ iPhone 17 series ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปรับเพิ่มคาดการณ์การจัดส่งคือ รอบการเปลี่ยนเครื่องกำลังมาถึงจุดเปลี่ยน ผู้บริโภคที่ซื้อสมาร์ทโฟนในช่วงที่ COVID-19 ระบาด ขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการอัปเกรด” Yang Wang นักวิเคราะห์อาวุโสของ Counterpoint Research กล่าว 

ขณะเดียวกัน Samsung อาจเผชิญกับความท้าทายใน ตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางถึงล่าง จากแบรนด์จีน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถของยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ในการทวงคืนตำแหน่งสูงสุด

อาจครองแชมป์ยาว 4 ปีซ้อน

ไม่ใช่แค่ปี 2925 แต่ Counterpoint Research คาดการณ์ว่า Apple จะครองตำแหน่งสูงสุดในตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกไปจนถึงปี 2029 จากหลายปัจจัย ไดแก่

  • iPhone มือสอง: มี iPhone มือสองจำนวน 358 ล้านเครื่อง ถูกขายไปในช่วงปี 2023 ถึงไตรมาสที่สองของปี 2025 ผู้ใช้เหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะ อัปเกรดเป็น iPhone เครื่องใหม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ปัจจัยเหล่านี้จะสร้างฐานความต้องการขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยรักษาการเติบโตของการจัดส่ง iPhone ในไตรมาสต่อ ๆ ไป
  • ผลกระทบด้านภาษีที่ต่ำกว่าที่คาด: Apple ได้รับประโยชน์จากผลกระทบด้านภาษีที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากข้อตกลงสงบศึกทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน สิ่งนี้ช่วยสนับสนุนซัพพลายเชนที่กว้างขึ้นของ Apple และการเติบโตในบางภูมิภาค เช่น ตลาดเกิดใหม่
  • สภาพเศรษฐกิจ: ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ยังได้รับประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น ที่ช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

“ด้วยปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างเหล่านี้ Apple จึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะแซงหน้า Samsung ในด้านการจัดส่งประจำปี 2025”

ในขณะเดียวกัน Apple คาดว่าจะเปิดตัว iPhone 17e รุ่นเริ่มต้นในปีหน้า รวมถึง สมาร์ทโฟนแบบพับได้ Counterpoint คาดการณ์ บริษัทวิจัยระบุว่าการปรับปรุงผู้ช่วยเสมือน Siri ที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึง “การปรับปรุงดีไซน์ iPhone ครั้งใหญ่” ในปี 2027 ก็จะช่วยหนุนการครองความเป็นเจ้าตลาดของ Apple ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

“ด้วยการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ครอบคลุมระดับราคาที่หลากหลาย รวมถึงซีรีส์ ‘e’ ที่กำลังเติบโต Apple กำลังวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้บริโภคที่มีความต้องการ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ และเพื่อเสริมสร้างสถานะในกลุ่มพรีเมียมระดับล่าง ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเร็วกว่าตลาดโดยรวม ด้วยความต้องการระบบนิเวศ iOS ที่เพิ่มขึ้น Apple จะยังคงเป็นผู้นำเหนือผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายอื่นไปจนถึงสิ้นทศวรรษนี้”

*การจัดส่ง (Shipments) หมายถึงจำนวนอุปกรณ์ที่ผู้ค้าจัดส่งไปยังช่องทางค้าปลีก และไม่เท่ากับยอดขายโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการและความคาดหวังด้านยอดขายจากผู้ผลิต    สมาร์ทโฟน

]]>
1548946