Digital – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 11 Feb 2026 10:22:23 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 รู้จัก ‘ASML’ มหาอำนาจผู้กำหนดอนาคต ‘ชิป AI’ โลก ที่กำลังเล็งสร้างซัพพลายเชนในประเทศไทย! https://positioningmag.com/1559130 Wed, 11 Feb 2026 05:17:53 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559130 ถ้าพูดถึง ชิป AI หลายคนน่าจะคิดถึง Nvidia เป็นชื่อแรก ๆ เพราะเรียกได้ว่าเป็นเบอร์ 1 ในโลกตอนนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็น Nvidia, Intel, AMD หรือแม้แต่ TSMC จะเกิดไม่ได้เลยหากไม่มี เครื่องมือ อย่าง เครื่องพิมพ์ลายวงจรบนแผ่นซิลิคอน ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกผูกขาดโดยบริษัทเดียวก็คือ ASML ล่าสุด มีข่าวว่า ASML กำลังสนใจจะมาลงทุนในไทย ดังนั้น Positioning จะพาไปทำความรู้จักกับ ASML ให้มากขึ้น ว่าสำคัญแค่ไหนในอุตสาหกรรมชิป และทำไมปัจจุบันถึงเป็นรายเดียวที่ผูกขาดในโลกนี้

จากโปรเจกต์ที่เป็นส่วนเกินสู่ ASML

ในช่วงทศวรรษ 1960-1970 ผู้ผลิตชิปมักจะสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่พอเข้าสู่ยุค 80 เทคโนโลยีเริ่มซับซ้อนและต้นทุนสูงขึ้นมาก ทำให้เกิด อุตสาหกรรมเครื่องมือผลิตชิป แยกตัวออกมา ทำให้ตอนนั้นบริษัท Philips ก็เริ่มเล็งเห็นแล้วว่า การจะพัฒนาเครื่องมือใช้เองภายในจึงเริ่มไม่คุ้มค่า และการพัฒนาเทคโนโลยี Lithography หรือ เครื่องพิมพ์ลายวงจรบนแผ่นซิลิคอน ถือเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูงมาก

นั่นทำให้โปรเจกต์การพัฒนาเครื่อง Wafer Stepper ที่ชื่อว่า SIRE (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น PAS 2000) ถูกมองว่าเป็นส่วนเกิน เพราะใช้เงินทุนสูงและต้องอาศัยความคล่องตัวแบบสตาร์ทอัพ ทำให้ Wim Troost ผู้อำนวยการในขณะนั้นต้องใช้ เงินส่วนตัว จากวิศวกร เพื่อประคองโปรเจกต์นี้ไว้ และตระหนักว่าหากจะอยู่รอด ต้องหาลูกค้าภายนอกและพันธมิตรทางธุรกิจ

นั่นทำให้ Philips เริ่มมองหาพาร์ทเนอร์เพื่อสานต่อโปรเจกต์ ในตอนแรก Philips เกือบจะตกลงกับบริษัท Perkin Elmer จากอเมริกา แต่เจรจาไม่สำเร็จเพราะ Philips ไม่อยากเป็นแค่ลูกไล่ ในขณะเดียวกัน Arthur del Prado ผู้ก่อตั้ง ASM International (นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่นำเทคโนโลยีจาก Silicon Valley มาสู่ยุโรป) ก็แสดงความสนใจอย่างมาก

แม้ตอนแรก Philips จะมองว่า ASM เป็นแค่บริษัทรุ่นน้อง แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของ Del Prado และแรงผลักดันจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมไฮเทคของตัวเอง ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็บรรลุข้อตกลงในปี 1983 และในปี 1984 บริษัท ASML ก็ถูกจัดตั้งขึ้น ที่เมืองเวลด์โฮเวน (Veldhoven) ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเริ่มจากการเป็นกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ระหว่าง Philips และ  ASM International โดยเน้นไปที่การพัฒนาเครื่อง Wafer Stepper เพื่อใช้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์

ในช่วงแรก บริษัทมีพนักงานเพียง 50 คน และทุกคน ไม่ได้เต็มใจ ที่จะทำงาน เพราะมีพนักงานถึง 47 คน ที่ถูกโยกย้ายมาจากบริษัท Philips แต่ต้องมาเสี่ยงดวงมาอยู่กับสตาร์ทอัพที่ไม่มีแม้แต่ออฟฟิศดี ๆ มีแต่ เพิงสังกะสี ที่ร้อนและคับแคบ

นอกจากนี้ เครื่อง PAS 2000 ที่ Philips พัฒนามาก็ขายไม่ออก เพราะมันใช้ระบบไฮดรอลิก (น้ำมัน) ซึ่งคนทำชิปเกลียดมาก เพราะถ้ามันรั่วในห้อง Cleanroom คือหายนะ และเมื่อ ASML ก่อตั้งขึ้น งานแรกที่พวกเขาทำคือการ ล้างไพ่ ออกแบบระบบใหม่ให้เป็นไฟฟ้า ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เทคโนโลยีของพวกเขาเริ่มแซงหน้าคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม ในปี 1988 บริษัท ASM ประสบปัญหาการเงินจึงขายหุ้นคืนให้ Philips ในปี 1988 และ Philips ก็ค่อย ๆ ถอนหุ้นออกไปหลังจาก ASML เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 1995 จนปัจจุบัน: ASML เป็น บริษัทมหาชน (Public Company) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ และ Euronext Amsterdam เจ้าของคือผู้ถือหุ้นทั่วโลก โดยกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือสถาบันการเงินระดับโลก เช่น Capital Group, BlackRock และ Vanguard

ทำไมต้องเป็น ASML เท่านั้น?

การจะสร้างชิปที่มีขนาดเล็กระดับ 2 หรือ 3 นาโนเมตรได้นั้น ต้องใช้แสงที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก ๆ ซึ่งก็คือ EUV (Extreme Ultraviolet) แต่ความยากที่ทำให้คนอื่นทำตามไม่ได้คือ แสง EUV นั้นอ่อนไหวมาก แค่โดนอากาศมันก็ถูกดูดกลืนหายไปหมดแล้ว ดังนั้น เครื่องจักรของ ASML จะยิงเลเซอร์ใส่หยดดีบุกที่หลอมละลายในสภาวะ สุญญากาศที่สมบูรณ์แบบ เท่านั้น

จากนั้นแสง EUV จะถูกสะท้อนผ่านกระจกที่มีความแม่นยำสูงมากเท่านั้น ไม่สามารถสะท้อนด้วยกระจกธรรมดาได้ เพื่อฉายลวดลายวงจรลงบนแผ่นซิลิคอน ดังนั้น ASML ต้องใช้กระจกพิเศษจากบริษัท Zeiss ที่เรียบเนียนมาก จนมีคำเปรียบเปรยว่า ถ้าขยายกระจกนี้ให้ใหญ่เท่าขนาดประเทศเยอรมนี รอยขรุขระที่สูงที่สุดจะสูงไม่เกิน 1 มิลลิเมตร เลยทีเดียว

นับตั้งแต่ปี 2010 ที่ ASML สามารถพัฒนาเครื่อง EUV ได้สำเร็จ ก็ถือเป็นรายเดียวในโลก ที่มีความสามารถในการพิมพ์ลวดลายลงบนชิปได้ด้วยลำแสงที่มีความยาวคลื่น 13.5 นาโนเมตร ซึ่งเล็กกว่ากระบวนการทั่วไปที่นิยมใช้กันในปัจจุบันถึง 14 เท่า

ทำให้ปัจจุบัน ASML กลายเป็นผู้ผูกขาดตลาดชิปขั้นสูง (7 นาโนเมตรลงไป) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการผลิตชิปสำหรับ AI ทำให้ปัจจุบัน ASML ครองส่วนแบ่งการตลาดเครื่องพิมพ์ชิปทั่วโลกสูงถึง 99% โดยเฉพาะเครื่อง EUV ที่แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก:

  •  Low NA EUV: ใช้ผลิตชิป AI ในปัจจุบัน เช่น ชิปตระกูล Blackwell ของ Nvidia
  •  High NA EUV: รุ่นใหม่ล่าสุดที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าเดิม สำหรับการวิจัยและพัฒนาชิปในอนาคต

แทบเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะตามทัน

ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญ ASML ไม่เพียงแค่ผูกขาดเทคโนโลยี EUV ในปัจจุบันเท่านั้น แต่กำลังจะกลายเป็นผู้ผูกขาดในเทคโนโลยี EUV รุ่นถัดไปอีกด้วย และแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะ ตามทัน แม้แต่คู่แข่งสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Nikon หรือ Canon ก็ถือว่าถูกทิ้งห่างไปไกลมาก เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของเงินลงทุน แต่ ASML ต้องใช้เวลาถึง 30 ปีในการพัฒนา

ปัจจุบัน ราคา เครื่อง EUV รุ่น High NA EUV ราคาประมาณ 320 – 400 ล้านยูโร (ประมาณ 12,000 – 15,000 ล้านบาทต่อเครื่อง) ส่วนรุ่น Low NA EUV: ราคาประมาณ 220 ล้านยูโร (ประมาณ 8,200 ล้านบาทต่อเครื่อง) และเครื่อง EUV หนึ่งเครื่องมีขนาดใหญ่เท่ารถบัส และหนักมากจนต้องใช้เครื่องบิน Boeing 747 ถึง 3 ลำ ในการขนส่งเครื่อง และเมื่อไปถึงโรงงาน ต้องใช้เวลาติดตั้งและเซตระบบนานหลายเดือนกว่าจะเริ่มผลิตชิปได้สักแผ่น

ในปี 2025 ASML ขายเครื่อง EUV ไปได้ทั้งหมด 48 เครื่อง สร้างรายได้มหาศาล และทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ ปัจจุบันยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC, Intel และ Samsung กำลังทดสอบเครื่องรุ่น High NA ในห้องแล็บ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตจริงในปริมาณมากได้ในช่วงปี 2027-2028 ซึ่ง Intel จะเป็นเจ้าแรกที่นำมาใช้

โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหุ้นของ ASML จะยังคงเติบโตต่อไปตราบเท่าที่โลกยังต้องการชิปขั้นสูงเพื่อพัฒนา AI โดย ASML ตั้งเป้ายอดขายในปี 2026 ไว้สูงถึง 34,000 – 39,000 ล้านยูโร 

ASML อาจมาไทย?

หลังจากที่มีข่าวว่าผู้บริหารของ ASML เข้าพบคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อหารือโอกาสลงทุนในประเทศไทย ทาง ศ. ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มองว่า ที่ ASML ยักษ์ใหญ่ผลิตเครื่องจักรผลิตชิป สนใจลงทุนในไทย เกิดจากยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงจากจีน และ 4 จุดแข็งสำคัญของไทย ได้แก่:

  1. ศักยภาพอุตสาหกรรม: มีซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ
  2. โครงสร้างพื้นฐานพร้อม: ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพสูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค
  3. ความปลอดภัย: ไทยไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงต่อสงครามในระดับมหภาค
  4. ฐานการผลิตที่น่าเชื่อถือ (Trusted Base): เคารพทรัพย์สินทางปัญญา ความลับทางธุรกิจไม่รั่วไหล

แนะรัฐบาลใหม่สร้าง Grand Strategy

ศ. ดร.อาชนัน ย้ำว่า รัฐบาลใหม่ หรือ BOI ควรจะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่ (Grand strategy) ของประเทศไทยในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทางเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์แห่งอนาคต และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามาลงทุนให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด เพื่อทำให้บริษัทต่างชาติใหม่ ๆ เห็นภาพว่ามีการผลิตที่สามารถส่งออก และขายในประเทศได้ด้วย และทำให้บริษัทเหล่านั้นเกิดความคุ้มทุนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความดึงดูดให้กับการลงทุนในไทย

รวมถึงไม่ควรรอแค่การถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ต้องสร้างระบบนิเวศให้บุคลากรนำความรู้ไปต่อยอดธุรกิจเองได้ และสนับสนุน Venture Capital (VC) ที่กล้ารับความเสี่ยงและสนับสนุนไอเดียใหม่ๆ อย่างแท้จริง ที่สำคัญ ฝ่ายการเมืองต้องสนับสนุนต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนนโยบายกลับไปกลับมา

“จุดที่ดึงดูดที่สุดคือทำให้นักลงทุนมองว่าการลงทุนในประเทศไทยมีความคุ้มทุนเร็วที่สุด การคุ้มทุนตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของการให้สิทธิประโยชน์ เช่น ยกเว้นภาษี 10 – 20 ปี เท่านั้น แต่ถ้าไทยมี Grand strategy และทำไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมดก็จะช่วยสร้างให้เกิดทิศทางทางนโยบายที่เข้มแข็ง รวมถึงจะส่งผลให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เราเติบโตได้จริงในระยะยาว ที่สำคัญคือต้องไม่มีการเปลี่ยนนโยบายที่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ  ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยแรงจากฝ่ายการเมืองด้วย เพราะถ้าเกิดการย้ายฐานการผลิตแล้วจะไม่มีการย้อนกลับมาที่ไทยอีกเลย”      ศ. ดร.อาชนัน กล่าวทิ้งท้าย

]]>
1559130
ย้อนรอย ‘Asus’ เจ้าพ่อ ‘เกมมิ่งโฟน’ ที่สุดท้ายต้องยกธงขาวถอนตัวออกจากตลาด https://positioningmag.com/1557979 Tue, 03 Feb 2026 09:41:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557979 ถ้าใครที่ทันยุคที่ตลาดสมาร์ทโฟนกำลังบูม ๆ เชื่อว่าจะต้องจำชื่อของ Zenfone แบรนด์สมาร์ทโฟนจาก เอซุส (Asus) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติไต้หวันได้อย่างแน่นอน แต่หลายคนน่าจะรู้กันแล้วว่า จากนี้จะไม่มีสมาร์ทโฟนจาก Asus ในตลาดอีกแล้ว Positioning จะพาไปย้อนรอยดูว่าเกิดอะไรกับ Asus ถึงต้องโบกมือลาจากตลาดไปอีกราย

ย้อนรอยจุดเริ่มต้น

ย้อนไปปี 1989 ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ชาย 4 คน ได้แก่ Wayne Hsieh, Ted Hsu, MT Liao และ TH Tung ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทเพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ในชื่อ Pegasus เพื่อสื่อถึงบริษัทที่มีความสง่างาม ดำเนินธุรกิจด้วยความบริสุทธิ์ เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ และความรู้ แต่ต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Asus จนถึงทุกวันนี้

หลังจากที่ค่อย ๆ สร้างชื่อจนเป็นบริษัทเทคโนโลยีแนวหน้า ในช่วงปี 2005 แบรนด์ Asus ก็กระโดดมาทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือ เริ่มตั้งแต่การทำโทรศัพท์มือถือแบบฝาพับ อย่างเช่นรุ่น ASUS J101 และ Windows Mobile 

จนมาถึงปี 2012 ที่ถือเป็นช่วงยุคทองของสมาร์ทโฟน บริษัทก็ได้เปิดตัว Asus PadFone สมาร์ทโฟนที่สามารถเสียบเข้ากับแท็บเล็ตเปล่า เพื่อ ขยายหน้าจอ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สร้างความฮือฮาอย่างมากในยุคนั้น และแสดงให้เห็นว่าสมาร์ทโฟนของ Asus นั้นเน้นงานวิศวกรรมที่ล้ำสมัย

เข้าสู่ยุคทองด้วย Zenfone

มาปี 2014 ถือเป็น ยุคทอง ของ Asus หลังจากที่คลอด Zenfone ที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เนื่องจาก สเปกสูงแต่ราคาถูกมาก (ราคาเริ่มต้นแค่ 5,000-8,000 บาทในไทย) โดยเฉพาะในปี 2015 ที่บริษัทเปิดตัว Zenfone 2 เป็นมือถือรุ่นแรกของโลกที่มี RAM 4GB ส่งผลให้ในช่วงนั้น Asus สามารถกวาดยอดขายได้ปีละ 20-30 ล้านเครื่อง เลยทีเดียว 

สาเหตุที่ตอนนั้น ZenFone สามารถขายได้ในราคาถูกมาก ๆ เป็นผลมาจากการใช้ชิป Intel โดยอ้างอิงจาก Bernstein Research สถาบันวิจัยทางการตลาดเปิดเผยว่า ตอนนั้น Intel ขายชิปให้ Asus ในราคาเกือบเท่าทุน โดยมีกำไรขั้นต้นเพียง 1.2% เท่านั้น

สาเหคุที่ Intel ขายชิปให้ในราคาถูกเป็นเพราะบริษัทพยายามผลักดันชิปเซ็ตสำหรับมือถือที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ X86 เข้าสู่ท้องตลาด ขณะที่คู่แข่งรายใหญ่ ๆ ในยุคนั้นต่างก็ใช้สถาปัตยกรรมการผลิต CPU แบบ ARM เหมือนกันทั้งหมด ดังนั้น หาก Intel สามารถเจาะตลาดมือถือที่ใช้ชิปเซ็ตแบบ X86 ได้ ก็จะทำให้ Intel สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดในการผลิตชิปเซ็ตมือถือได้เหมือนกับคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม ในข่วงปี 2016 การแข่งขันในตลาดก็ค่อย ๆ สูงมากขึ้น จากการมาของ แบรนด์จีน ไม่ว่าจะเป็น เสียวหมี่ (Xiaomi) และ หัวเว่ย (Huawei) ที่ใช้กลยุทธ์เดียวกับ Asus คือ สเปกจัดเต็ม ในราคาแสนถูก ประกอบกับในตอนนั้น Asus ต้องเปลี่ยนจากการใช้ชิป Intel มาใช้ชิปของ Qualcomm และ MediaTek อย่างเต็มตัว แม้ราคาจะสูงกว่า เนื่องจากแอปพลิเคชันที่ถูกเขียนมาส่วนใหญ่เน้นรองรับสถาปัตยกรรม ARM เป็นหลัก

กำเนิด ROG สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง

ด้วยเหตุนี้เอง Asus เลยต้องปรับราคาสินค้าขึ้น จน ZenFone อาจไม่ใช่มือถือสเปกแรงในราคาที่คุ้มค่าอีกต่อไป ซึ่งนั่นทำให้ความน่าสนใจของ ZenFone ลดลงเรื่อย ๆ และในที่สุด Asus ต้องปรับกลยุทธ์จากมาเน้นกลุ่ม พรีเมียม 

อย่างไรก็ตาม การที่ทำตลาดแมสมาตลอด การจะขึ้นไปจับกลุ่มพรีเมียมที่ผู้บริโภคขึ้นชื่อเรื่อง ความภักดี นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้ในที่สุด Asus ก็หันไปจับ Niche Market โดยหยิบเอาจุดกลยุทธ์ที่เคยใช้ได้ผลในตลาด โน้ตบุ๊ก อย่างการแตกแบรนด์ ROG (Republic of Gamers) ที่เจาะกลุ่ม เกมมิ่ง มาใช้กับตลาดสมาร์ทโฟน เกิดเป็น ROG Phone รุ่นแรกในปี 2018 โดยทำราคาเปิดตัวแตะ 30,000 บาท

จากนั้น Asus ก็เลิกทำมือถือรุ่นราคาประหยัด และหันมาโฟกัสแค่ 2 สายหลัก ได้แก่ 

  • Zenfone: ที่ไม่ได้จับกลุ่มแมสอีกต่อไป แต่เลือกทำแต่รุ่นเรือธง โดยชูจุดเด่นที่ขนาดกะทัดรัด แต่สเปกแรง
  • ROG Phone: สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง ฮาร์ดแวร์ระดับสูง ระบบระบายความร้อนเฉพาะทาง และอุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์โดยตรง
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Niche เกินไปก็ไม่คุ้มลงทุน

แม้ว่า Asus จะหันไปจับตลาด Niche ซึ่งดูเหมือนว่าตลาดนั้นจะไม่ได้ใหญ่มากเพียงพอให้ Asus พร้อมไปต่อ เพราะแม้ว่า Asus จะเดินตามทางแนวคิดเดียวกับ Apple ที่ต้องการทำมือถือขนาดกะทัดรัด แต่สุดท้ายแนวคิดนี้ก็เหมือนจะถูกพิสูจน์แล้วว่า ผิดทาง เพราะ Apple เองก็ทำสมาร์ทโฟนจอใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับแบรนด์อื่น ๆ ในตลาด

เช่นเดียวกับ ROG Phone ที่จับกลุ่มเกมมิ่ง ก็ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง เนื่องจากสมาร์ทโฟนทั่วไปในราคาหมื่นต้น ๆ ก็สามารถใช้ชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง หรือถ้าจะเสียเงินในระดับ 30,000 บาท การซื้อมือถือแฟลกชิปทั่วไป จะตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันอื่น ๆ มากกว่าด้วย

จากความนิยมที่ลดลง และสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบัน ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของ Asus ในตลาดสมาร์ทโฟนค่อย ๆ ลดลงจนเหลือไม่ถึง 2% และหลังจากที่ Asus เปิดตัว ROG Phone 9 Pro ในช่วงปลายปี 2024 ก็ไม่มีรุ่นสานต่อในปี 2025 มาให้เห็น มีเพียงการเปิดตัว Zenfone 12 Ultra ที่กลับมาทำจอใหญ่เพื่อหวังดึงลูกค้ากลุ่มแมส แต่ดูเหมือนจะไม่ทันการ

ถอนตัวจากตลาดสมาร์ทโฟนเพื่อลุย AI

ในที่สุด มกราคม 2026 Jonney Shih ประธานบริษัทก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะไม่เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในปี 2026 ทั้งซีรีส์ Zenfone และ ROG Phone และจะโยกทีมวิศวกรไปโฟกัสที่เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง Physical AI เช่น AI Robotics, AI Smart Glasses และอีกส่วนคือ เน้นที่ Commercial AI PC หรือคอมพิวเตอร์สำหรับองค์กรที่ใช้ชิป AI ซึ่งเป็นจุดแข็งเดิมของ Asus อยู่แล้ว

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะรายได้จากธุรกิจเซิร์ฟเวอร์ AI ของ Asus ในปี 2025 เติบโตถึง 100% ทำให้บริษัทมีอยู่ที่ 7.38 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน เติบโต 26.1%

การโบกมือลาตลาดสมาร์ทโฟนของ Asus คือเครื่องยืนยันว่าในโลกเทคโนโลยี “นวัตกรรมที่ล้ำสมัย” อาจไม่สู้ “ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป” แม้ Asus จะเคยประสบความสำเร็จจาก Zenfone และสร้างมาตรฐานใหม่ให้เกมมิ่งโฟนด้วย ROG แต่เมื่อกำแพงระหว่าง Niche Market กับ Mass Market เริ่มพังทลาย การถอยกลับไปโฟกัสที่จุดแข็งเดิมอย่างคอมพิวเตอร์และรุกหน้าสู่โลก AI จึงเป็นการ “ถอยเพื่อก้าวกระโดด” ในสมรภูมิใหม่ที่ Asus มีโอกาสชนะมากกว่านั่นเอง

]]>
1557979
สรุปไทม์ไลน์การถอยทัพจาก ‘เอเชีย’ ของ ‘เทเลนอร์’ ถอนสมอแล้วกี่ประเทศ และยังเหลือประเทศไหนที่ยังลงทุน https://positioningmag.com/1557101 Wed, 28 Jan 2026 14:18:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557101 สรุปไทม์ไลน์เทเลนอร์ในประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของ เทเลนอร์ ในประเทศไทย ต้องย้อนไปถึงปี 2543 โดยเทเลนอร์ถือเป็นกลุ่มโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่จากประเทศนอร์เวย์ โดยเทเลนอร์ได้ก้าวเข้ามาเป็นพันธมิตรกับ UCOM ของกลุ่มเบญจรงคกุล เพื่อสร้างแบรนด์ TAC และได้เปลี่ยนเป็น Dtac (ดีแทค) ในเวลาต่อมา 

Dtac เคยผงาดขึ้นมาเป็น เบอร์ 2 ในตลาดโทรคมนาคมไทย จากกลยุทธ์ Emotional Marketing และ ซิม Happy ในปี 2546 ที่เป็นซิมระบบเติมเงิน (Prepaid) จากที่ตอนนั้นเป็นตลาดรายเดือน (Postpaid) จากนั้นในปี 2550 บริษัทก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ด้วยราคา IPO ที่ 40 บาทต่อหุ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงยุค 4G และ 5G ที่ตลาดโทรคมนาคมแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทั้งการแย่งชิงลูกค้า และการแข่งขันกันประมูลคลื่นความถี่ในราคาที่สูงลิ่ว ซึ่งในกลยุทธ์ช่วงนั้น Dtac ได้ตัดสินใจไม่เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่บางรอบ เช่น คลื่น 900 MHz (พ.ศ. 2559) และ 1800 MHz (พ.ศ. 2561) ซึ่งนั่นทำให้ Dtac ได้สูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้าไปพอสมควร และในท้ายที่สุดก็ถูก True แซงขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของตลาด 

จนกระทั่งในเดือนมีนาคม 2566 เมื่อ True และ Dtac ได้ควบรวมกิจการกัน โดยเทเลนอร์ลดบทบาทจากการเป็นเจ้าของกิจการ (Operator) มาเป็นเพียง ผู้ถือหุ้นร่วม ในสัดส่วนที่เท่ากับกลุ่ม CP (ประมาณ 30%)

และในที่สุด 21 มกราคม 2569 เทเลนอร์แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าได้ลงนามขายหุ้น TRUE จำนวน 24.95% ให้กับบริษัท Arise Digital Technology (กลุ่มทุนของคุณศุภชัย เจียรวนนท์) ในราคาหุ้นละ 11.70 บาท คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท และดีลนี้ยังมีสัญญาพ่วง (Put/Call Option) สำหรับหุ้นอีก 5.35% ที่เหลือ ซึ่งจะขายขาดกันภายในปี 2571 ถือเป็นการล้างมือจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยอย่างสมบูรณ์ ปิดฉาก 25 ปีของเทเลนอร์ในไทย

จาก 5 เหลือ 2 ที่ยังลงทุน

แน่นอนว่ากลุ่มเทเลนอร์ไม่ได้ลงทุนแค่ในประเทศไทย แต่ยังลงทุนอีกหลายประเทศ และไม่ใช่แค่ไทยที่เทเลนอร์ถอนสมอออกแล้ว แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ถอนตัวออกไปแล้ว ได้แก่ 

  1. อินเดีย (The First Exit) – ปี 2561

อินเดียเป็นบทเรียนแรกที่เทเลนอร์ถอยทัพ เพราะสู้กับ สงครามราคา สุดโหดของ Reliance Jio บริษัทโทรคมนาคมของ Mukesh Ambani มหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในเอเชียไม่ไหว สุดท้ายต้องตัดสินใจยกธุรกิจให้กับ Bharti Airtel 

  1. เมียนมา (The Forced Exit) – มีนาคม 2565

ประเทศต่อมาที่เทเลนอร์ยอมทิ้งกิจการก็คือ เมียนมา เนื่องจากเกิดสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2564 ด้วยความไม่มั่นคงหลังการรัฐประหาร แรงบีบคั้นจากรัฐบาลทหาร และความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ สุดท้าย เทเลนอร์จึงขายกิจการทั้งหมดให้ M1 Group จากเลบานอน มูลค่า 105 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,400-3,600 ล้านบาท) 

3. ปากีสถาน (The Strategic Exit) – ธันวาคม 2568 (2025)

หลังจากประกาศขายมานานกว่า 2 ปี ในที่สุดเทเลนอร์ก็ปิดดีลขาย Telenor Pakistan ให้กับกลุ่ม PTCL ได้สำเร็จในวันสุดท้ายของปี 2568 มูลค่าดีลประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท เนื่องด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปากีสถานและอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป

Photo : Shutterstock

มาเลเซีย-บังกลาเทศ 2 ประเทศที่ยังดำเนินกิจการ

  1. มาเลเซีย (The Consolidation) – 2565 – ปัจจุบัน

เทเลนอร์เลือกทางสายกลางในมาเลเซีย โดยการควบรวม Digi เข้ากับ Celcom เกิดเป็น CelcomDigi โดยเทเลนอร์ยังถือหุ้นอยู่ 33.1% แต่ไม่ได้บริหารงานเองเบ็ดเสร็จ มีรายงานว่าหากสถานการณ์ในเอเชียยังไม่ดีขึ้น หุ้นก้อนนี้อาจเป็นรายต่อไปที่ถูกขายออกในปี 2027-2028

2. บังกลาเทศ (Grameenphone): 2540 – ปัจจุบัน

เทเลนอร์ ดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ Grameenphone (กรามีนโฟน) โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างเทเลนอร์ (55.8%) และ Grameen Telecom (34.2%) ส่วนหุ้นส่วนที่เหลือ 10%: จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของบังกลาเทศ

ปัจจุบัน Grameenphone ถือเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถืออันดับ 1 ของประเทศที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 80 ล้านราย โดย Grameenphone ถือเป็นผู้นำในการบุกเบิก 4G และกำลังทดสอบ/ขยายโครงข่าย 5G รวมถึงการนำระบบ eSIM มาใช้เป็นรายแรก ๆ ในประเทศ

แต่นอกจากบริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตแล้ว Grameenphone ยังเน้นบริการดิจิทัลที่ตอบโจทย์คนท้องถิ่น เช่น MyGP App ซูเปอร์แอปฯ ของคนบังกลาเทศ, Bioscope แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งความบันเทิงยอดนิยม เป็นต้น

ถอยทัพเพราะหันไปเน้นยุโรปเหนือแทน

เหตุผลที่เทเลนอร์ให้ไว้ในงาน Capital Markets Day 2025 คือการเป็นบริษัทที่ “Nordic-centric” (เน้นยุโรปเหนือ) เพราะในเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน ลูกค้ามีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการบริการด้าน Cyber Security, Cloud และ AI ที่ชัดเจนกว่า ซึ่งสร้างผลกำไร (Margin) ได้ดีกว่าการไปไล่เก็บค่าโทรศัพท์รายเดือนราคาถูกในเอเชีย

จริง ๆ แล้ว การถอนตัวในไทยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็น แผนการลดระดับ ที่ดำเนินมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนของเทเลนอร์ที่เล็งเห็นแล้วว่าธุรกิจโทรคมนาคมโลกเข้าสู่ยุค ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และหันไปเน้นธุรกิจอื่น ๆ ที่มีโอกาสสร้างผลกำไรที่มากกว่าแทน

]]>
1557101
เมื่อโลกเต็มไปด้วยสงคราม! ‘JAKKRAWAN’ ผู้ให้บริการ ‘โฮมแลนด์ซิเคียวริตี้’ เผย ความสนใจระบบ ‘Anti-Drone’ ในไทยพุ่ง 5 เท่า! https://positioningmag.com/1555582 Mon, 19 Jan 2026 05:41:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555582 ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกกระตุ้นความต้องการระบบความมั่นคง ในไทยเองก็มีบริษัทที่ให้บริการ เทคโนโลยีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security) เช่นกัน โดยหนึ่งในนั้นก็คือ บริษัท JAKKRAWAN ที่เพิ่งจะรีแบรนด์ในรอบ 50 ปี โดยจะมาเล่าถึงแนวโน้ม      เทรนด์ และความต้องการในตลาดหลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างไทย-กัมพูชา

ธุรกิจโฮมแลนด์ซิเคียวริตี้-พับลิคเซฟตี้โตแรง แซงหน้าไอซีที

สุพิชช์ อังศวานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จักรวาล แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทกำลังปรับโครงสร้างธุรกิจและเตรียมรีแบรนด์ในรอบ 50 ปี จาก บริษัท จักรวาลคอมมิวนิเคชั่นซีสเท็ม จำกัด เป็น บริษัท จักรวาล แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (Jakkrawan Advanced Technology Co., Ltd.) เพื่อให้ครอบคลุมธุรกิจทั้ง 3 เสาหลัก ได้แก่ โฮมแลนด์ซิเคียวริตี้ (Homeland Security) พับลิคเซฟตี้ (Public Safety) และไอซีที (ICT) โดยมีเป้ามหายเข้าตลาดฯ ภายในปี 2570

“ชื่อเดิมมีคำว่าคอมมิวนิเคชั่น ทำให้คนสงสัยว่าทำไมขายแอนตี้โดรนด้วย ในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ชื่อต้องชัดเจนกับลูกค้า ผู้ถือหุ้น และพนักงาน เราอยากให้ชื่อสื่อกับสิ่งที่เราทำ ทันสมัย และสะท้อนความเป็นมืออาชีพ เราจะชูทั้ง 3 เสาหลักเป็นจุดขายหลัก”

ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้จากธุรกิจโฮมแลนด์ซิเคียวริตี้และพับลิคเซฟตี้ขยายตัวเร็วกว่าธุรกิจไอซีที เนื่องจากขนาดดีลที่ใหญ่กว่ามาก ทำให้บริษัทหันมาเน้นหนักในธุรกิจนี้มากขึ้น โดย สุพิชช์ยกตัวอย่างว่า ระบบไอพีเอ็มเอส (IPMS) สำหรับควบคุมเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ได้สัญญาต้นปีที่ผ่านมามีมูลค่า 315 ล้านบาท ขณะที่โครงการเกี่ยวกับโฮมแลนด์ซิเคียวริตี้มีมูลค่าสูงกว่า 1-2 เท่าตัว

“งานด้านโฮมแลนด์ซิเคียวริตี้และพับลิคเซฟตี้ดีลหนึ่งสามารถทำได้หลายร้อยล้านบาท บางโครงการเกือบพันล้านบาท ขณะที่งานไอทีทั่วไปดีลใหญ่จริงๆ ก็ประมาณ 80-100 ล้านบาท โครงการที่ 500 ล้านบาทหายากมาก ดังนั้นเมื่อได้ดีลฝั่งโฮมแลนด์ซิเคียวริตี้ น้ำหนักรายได้จึงเอียงมาทางนี้มาก”

สุพิชช์ อังศวานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จักรวาล แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด

ความตึงเครียดโลกหนุนธุรกิจโฮมแลนด์ซิเคียวริตี้

สุพิชช์ มองว่า เทรนด์โลกด้านความมั่นคงกำลังขยายตัว ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองและความขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทำให้ทุกประเทศต้องเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง

“ประเทศไทยต่อไปนี้ต้องระวังตัวตลอดเวลา เราเคยขายแอนตี้โดรน (Anti-Drone) แต่ยอดไม่มาก แต่หลังจากมีเหตุการณ์ความไม่สงบ ตอนนี้ทุกคนติดต่อเข้ามา เพราะถ้าค้นหาเรื่องแอนตี้โดรนใน Google จะเจอบริษัทเราอันดับต้น ๆ เนื่องจากเราเคยทำมาแล้วและมีประวัติผลงาน”

สุพิชช์เผยว่า ยอดความสนใจสั่งซื้อระบบแอนตี้โดรนในช่วงปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นทหารและตำรวจ รวมถึงองค์กรโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Infrastructure) อย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แท่นขุดเจาะน้ำมัน และธุรกิจแก๊สตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวไม่สามารถขายให้องค์กรทั่วไปใช้ได้ 

“ทุกคนอยากได้เร็ว แต่ในทางปฏิบัติอุปกรณ์ต้องสั่งจากต่างประเทศ ใช้เวลา 5-6 เดือน ช่วงเหตุการณ์รอบแรกมีลูกค้าถามว่าพอมีสต็อกให้ส่งได้เลยไหม แต่เราไม่มีเพราะปีที่แล้วยังไม่มีความต้องการมากขนาดนี้”

แอนตี้โดรน ขายระบบไม่ใช่แค่อุปกรณ์

สำหรับธุรกิจแอนตี้โดรน สุพิชช์อธิบายว่า บริษัทไม่ได้ขายเพียงอุปกรณ์ แต่ขายระบบที่ออกแบบเฉพาะตามพื้นที่และความต้องการของลูกค้า

“ระบบแอนตี้โดรนประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ตรวจจับ (Detect) ติดตาม (Track) และรบกวนสัญญาณ (Jam) โดยประสิทธิภาพของระบบขึ้นกับการตั้งค่าและการออกแบบให้เข้ากับพื้นที่จริง ไม่ใช่แค่ระยะการแจมที่ไกล เพราะ โดรนไม่ได้บินมาไกลๆ แต่จะปล่อยในพื้นที่ใกล้เป้าหมาย ดังนั้นต้องเข้าใจคอนเซ็ปต์การป้องกันที่ถูกต้อง”

บริษัทมีทีมวิศวกรทั้งของตัวเองและจากพาร์ทเนอร์ที่เข้าไปสำรวจพื้นที่และออกแบบระบบร่วมกับลูกค้า รวมถึงพิจารณาว่าต้องใช้เพียงเรดาร์หรือต้องมีกล้องอินฟราเรดเสริม และควรติดตั้งอุปกรณ์ตรงไหนให้เหมาะสม

“เราขายระบบ ไม่ใช่แค่อุปกรณ์ เราพยายามเข้าไปให้คำปรึกษาและออกแบบระบบร่วมกับลูกค้า ไม่ใช่โหลด TOR มาอ่านแล้วเสนอ นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวเรา”

รายได้ 90% มาจากรัฐ

ปัจจุบัน รายได้บริษัท 90% มาจากภาครัฐ โดยเป็นทั้งงานประมูลและงานคัดเลือก ขึ้นอยู่กับลักษณะโครงการ บริษัทกำลังศึกษาขยายฐานลูกค้าเอกชนเพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เริ่มให้ความสนใจระบบแอนตี้โดรน โดยจะใช้ทีมเดิมในการเสิร์ฟตลาดเอกชน ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทีมใหม่

ในปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ 600 ล้านบาม แต่ในปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้อย่างน้อย 1,000 ล้านบาท ไม่รวมแบ็กล็อกมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาที่สามารถรับรู้รายได้ข้ามปีได้ แต่ถ้ารวมโอกาสทั้งหมดที่อยู่ในไปป์ไลน์มีประมาณ 3,000 ล้านบาท

แข่งขันด้วยไอเดียและโซลูชัน ไม่ใช่ราคา

เมื่อถามถึงคู่แข่งในตลาด สุพิชช์ ระบุว่า แม้จะมีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งที่ทำธุรกิจคล้ายกัน แต่ไม่ได้แข่งขันตรง ๆ กัน เพราะแข่งกับ ระบบจัดซื้อของภาครัฐมากกว่า ผ่านกระบวนการตามระเบียบ ว 96 โดยแต่ละบริษัทจะนำสินค้าและบริการของตนเองไปเสนอ ลูกค้าจะเปิดโอกาสให้แต่ละบริษัทเข้าไปพรีเซ็นต์คอนเซ็ปต์ ศึกษาความต้องการลูกค้า หาข้อมูล เพื่อเสนอให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด จากนั้นลูกค้าจะเลือกแต่ละเจ้าไปเขียน TOR ซึ่งต้องมีอย่างน้อย 3 เจ้า

ดังนั้น งานส่วนใหญ่ขายด้วยไอเดีย ขายด้วยความเข้าใจเคสของลูกค้า และเราตอบสนองได้ตรงความต้องการมากแค่ไหน ถ้าบริษัทตอบสนองได้ดี TOR ต่าง ๆ ก็จะมา แต่ถ้าถึงจุดที่ต้องแข่งราคา ก็มีเคสที่ต้องแข่งเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วขายด้วยไอเดียและการออกแบบโซลูชันมากกว่า

“เรามีคู่แข่งในอุตสาหกรรม แต่ไม่ได้แข่งกันโดยตรง เราแข่งกับกระบวนการคัดเลือกมากกว่า บางงานก็ e-Bidding แข่งราคา แต่สุดท้าย การแข่งขันที่แท้จริงคือเราจะทำอย่างไรให้ได้เปรียบ ทีมเราต้องวางกลยุทธ์ นี่คือสนามรบของเรา”

จุดแข็งคือบริการแบบพาร์ทเนอร์ไม่ใช่แค่ขายสินค้า

สุพิชช์เน้นว่า จุดแข็งของบริษัทคือการให้บริการแบบครบวงจร ไม่ใช่แค่ขายสินค้า แต่เข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์กับลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

“เราเติบโตมาจากธุรกิจไอซีพีที่ต้องดูแลระบบตลอด 24/7 เราจึงมีจุดแข็งเรื่องบริการ ซึ่งคู่แข่งในตลาดโฮมแลนด์  ซิเคียวริตี้ส่วนใหญ่เป็นเพียงตัวแทนจำหน่าย อาจไม่มีทีมบริการที่พร้อมเท่าเรา เมื่อลูกค้าแจ้งปัญหามา เราพร้อมเข้าไปซัพพอร์ตทันทีตามเงื่อนไข SLA ไม่ต้องรอติดต่อต่างประเทศ”

นอกจากนี้ บริษัทยังเน้นการทดสอบระบบจริงก่อนนำเสนอลูกค้า โดยจะนำอุปกรณ์มาให้วิศวกรศึกษาก่อน จากนั้นจึงนำของจริงไปทดสอบและสร้างสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงการใช้งานจริง

“ในตลาดทั่วไปบางบริษัทจะขายกระดาษ เอาโบรชัวร์มาเสนอ แต่เราจะนำของจริงมาให้วิศวกรศึกษาก่อน แล้วเอาไปทดสอบทดลองให้ลูกค้าเห็น สร้างสถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง ลูกค้าจะได้รู้ว่าของที่ได้ไปจากเราใช้งานได้จริง เรายอมลงทุนเพื่อสร้างความมั่นใจ แม้บางครั้งอาจไม่ได้งาน หรือแพ้ด้วยราคา แต่เรามองว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ และเราเองก็อยากมั่นใจในสินค้าที่จะขาย”

ความต่อเนื่องของรัฐบาลส่งผลต่อธุรกิจ

เมื่อถามถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล สุพิชช์ระบุว่า “ส่งผลพอสมควร เพราะมันไม่ต่อเนื่อง บางทีเราคุยกันไว้ มองแนวทางกันไว้ พอเปลี่ยนรัฐบาล ก็ต้องเริ่มใหม่ มันก็ช้าไป 1-2 เดือน ถ้ารัฐบาลอยู่นิ่งๆ จะสามารถทำรายได้ต่อเนื่องมากกว่า”

อย่างไรก็ตาม สุพิชช์มองว่าไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนมา ทุกคนก็ต้องการพัฒนาระบบและมีไอเดียคล้ายๆ กัน “สิ่งสำคัญคือเราต้องไปโฟกัสดีลตรงไหนให้ได้”

สุพิชช์สรุปว่า “เรามีแผนชัดเจนในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต และเรามุ่งมั่นที่จะเป็นมืออาชีพที่ดีลิเวอร์งานจริงจัง สำเร็จ และเป็นที่พอใจของลูกค้า พร้อมเติบโตไปกับเทรนด์ความมั่นคงที่กำลังขยายตัวทั่วโลก”

]]>
1555582
Yindii แอปฯ ที่แก้วิกฤต Food Waste ด้วยการเปลี่ยน ‘อาหารเหลือ’ ให้ ‘มีค่า’ https://positioningmag.com/1555108 Wed, 14 Jan 2026 10:25:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555108 ‘ขยะอาหาร’ หรือ Food Waste ที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน ได้กลายเป็นหนึ่งปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม

 

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Yindii (ยินดี) แอปฯ ที่ต้องการช่วยแก้วิกฤตในเรื่องนี้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2563 โดย ‘หลุยส์-อัลบาน บาตาร์ด-ดูเพร’ และ ‘มหิมา ราชาง กัม นาตาราจัน’ จากความไม่เชื่อว่า ‘อาหารเหลือ’ ไร้ค่า 

 

ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้บริโภคเข้ากับอาหารที่ยังมีคุณภาพดีแต่ขายไม่หมดจากร้านอาหาร เบเกอรี่ ซูเปอร์มาร์เก็ต และโรงแรม นำมาจำหน่ายในรูปแบบ ‘กล่องสุ่ม’ หรือ ‘ถุงเซอร์ไพรส์’ (Surprise Bag) ลดราคาลง 50–80% จากราคาปกติ โดยเริ่มที่ ‘ไทย’ เป็นประเทศแรก

 

แนวคิดนี้ ช่วยเปลี่ยนอาหารที่กำลังจะถูกทิ้งให้กลับมาสร้างคุณค่าในรูปแบบของมื้ออาหารในราคาลดพิเศษ เพื่อให้ทุกมื้อสามารถนำไปบริโภคต่อได้ไม่สูญเปล่า ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการมีช่องทางในการบริการจัดการอาหารส่วนเกิน และผู้บริโภคสามารถซื้ออาหารในราคาคุ้มค่ามากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปริมาณขยะอาหารให้ลดน้อยลงได้ด้วย

 

Yindii สร้างอิมแพคอย่างไร?

 

ระดับภูมิภาค : ในปี 2568 Yindii ช่วยลดการสูญเสียอาหารได้มากกว่า 500,000 มื้อ หรือเฉลี่ยประมาณ ‘1 มื้อต่อนาที’ ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1,375 ตัน เทียบเท่ากับการขับรถยนต์ใช้น้ำมันเป็นระยะทางราว 11 ล้านกิโลเมตร หรือระยะทางรอบโลก 277 รอบ

 

ในกรุงเทพฯ : ปี 2568 Yindii มีการจำหน่ายอาหารส่วนเกินที่ขายไม่หมดมากกว่า 230,000 มื้อในกรุงเทพฯ, มียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมากกว่า 100,000 ครั้ง และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจมากกว่า 400 ราย, ช่วยให้ผู้ใช้งานประหยัดค่าใช้จ่ายรวมมากกว่า 4 ล้านบาท, ช่วยลดอาหารที่ถูกทิ้งกว่า 20,000 กิโลกรัม และชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 50,000 กิโลกรัม

 

นอกจากนี้ การนำแพลตฟอร์มไปใช้งานอย่างต่อเนื่องของพันธมิตรทางธุรกิจ ส่งผลให้สามารถลดปริมาณอาหารที่ถูกทิ้งได้ในระดับสูงตลอดทั้งปี ยกตัวอย่างแบรนด์ชั้นนำอย่าง St. Regis, Landhaus และ Tiengna มีอัตราการทิ้งอาหารลดลงถึง 70–90%

 

ในภาพรวมนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2563 Yindii มีผู้ใช้งานที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดขยะอาหารหรือ ‘ฮีโร่ด้านอาหาร’ กว่า 700,000 ราย สามารถช่วยลดการสูญเสียอาหารได้มากกว่า 900,000 มื้อ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการฝั่งกลบไปแล้วกว่า 2,250 ตัน

 

ปัจจุบัน Yindii ดำเนินธุรกิจในสิงคโปร์ ฮ่องกง ไทย และเกาหลีใต้ โดยมีเป้าหมายในการสร้างชุมชนที่ร่วมกันลดการสูญเสียอาหาร ประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

 

สำหรับในปี 2569 Yindii ตั้งเป้าต่อยอดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขยายบริการไปยังเมืองใหม่ ๆ รวมถึง ‘เกาหลีใต้’ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในตลาดที่ดำเนินงานอยู่แล้วให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น  

 

เป้าหมายสำคัญ ก็เพื่อทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอาหารคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้อาหารเหล่านั้นถูกทิ้งเป็นขยะ และช่วยให้ภาคธุรกิจมองอาหารที่ขายไม่หมดเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่า แทนที่จะเป็นต้นทุนหรือความสูญเสีย

]]>
1555108
มาเลเซียและอินโดฯ สั่งแบน ‘Grok’ AI ของอีลอน มัสก์ หลังพบมีการใช้เจนภาพอนาจารกว่า 6,700 ภาพต่อชั่วโมง https://positioningmag.com/1554721 Tue, 13 Jan 2026 07:26:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554721 มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย กลายเป็นสองประเทศแรกในโลกที่สั่งระงับการเข้าถึง Grok ซึ่งเป็นแชทบอท AI บนแพลตฟอร์ม X ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เนื่องจากความกังวลเรื่องการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ สร้างภาพตัดต่อลามกอนาจาร (Deepfakes)

มาเล-อินโด 2 ประเทศแรกในโลกนำร่องแบน

คณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียของมาเลเซีย (MCMC) ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน Grok แพลตฟอร์ม AI Chatbot ของ อีลอน มัสก์ เนื่องจากมีการ ใช้ Grok ในทางที่ผิดซ้ำ ๆ เพื่อสร้างเนื้อหาที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะถูกนำไปใช้แก้ไขภาพบุคคลจริงให้ดูเหมือนสวมชุดวาบหวิว หรือสร้างภาพลามกอนาจารโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็ก

นอกจากนี้ ยังระบุว่า X ล้มเหลวในการแก้ไขความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของแพลตฟอร์ม โดยเน้นไปที่การให้ผู้ใช้รายงานปัญหาเพียงอย่างเดียว แทนที่จะมีระบบป้องกันที่รัดกุม 

ขณะที่ อินโดนีเซีย ก็เป็นอีกประเทศที่ออกมาแบน Grok โดยก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียได้พยายามปราบปรามแหล่งสื่อลามกออนไลน์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาทิ แพลตฟอร์ม OnlyFans และ Pornhub ที่ถูกแบนในประเทศแล้ว

โดย Meutya Hafid รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัลของอินโดนีเซีย กล่าวในโพสต์บน Instagram ว่า การใช้ Grok ในการผลิตเนื้อหาทางเพศที่โจ่งแจ้งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยทางออนไลน์

เนื่องจากในอินโดนีเซีย มีกรณีของ Kirana Ayuningtyas ผู้ใช้งาน X ที่เป็นผู้พิการ เธอพบว่ามีคนใช้ Grok สั่งให้ตัดต่อภาพของเธอให้อยู่ในชุดบิกินี่ แม้เธอจะพยายามปรับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวหรือรายงานไปยังแพลตฟอร์มแล้ว แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำดังกล่าวได้ ซึ่งสร้างความอับอายและกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ หลายประเทศเริ่มออกมากดดัน มัสก์ อาทิ สหราชอาณาจักร ที่เตรียมประกาศให้การสร้างภาพลามกอนาจารโดยไม่ได้รับยินยอมเป็นความผิดทางอาญา อย่างเต็มรูปแบบในสัปดาห์นี้ และพร้อมบล็อกบริการ หาก X ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ขณะที่ สหภาพยุโรป (EU) สั่งให้ X เก็บรักษาข้อมูลและเอกสารภายในทั้งหมดที่เกี่ยวกับ Grok เพื่อใช้ในการสอบสวนตามกฎหมายความปลอดภัยดิจิทัล (DSA) รวมถึง สหรัฐอเมริกา ที่เริ่มมี ส.ว. กดดันให้ Apple และ Google ถอดแอป X ออกจาก App Store หากยังไม่แก้ไขปัญหานี้อย่างเด็ดขาด

 ฟีเจอร์ Spicy Mode ต้นเหตุของปัญหา

ต้นต่อของปัญหาดังกล่าวมาจากโหมดหนึ่งของ Grok ที่เรียกว่า Spicy Mode ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ AI ตอบโต้ได้อย่างอิสระและไร้ข้อจำกัด (Unhinged) สามารถใช้ให้ AI สร้างภาพและวิดีโอวาบหวิวบนแพลตฟอร์มได้ และแทนที่จะแสดงผลลัพธ์เฉพาะในแชทส่วนตัว แต่ Grok บนแพลตฟอร์ม X จะแสดงผลเป็น การตอบกลับสาธารณะ (Public Reply) ทำให้ภาพที่ถูกตัดต่อกระจายว่อนไปทั่วโซเชียลทันที

จากการะประเมินโดยนักวิจัยคาดว่า Grok ถูกใช้สร้างภาพลามกอนาจารโดยไม่ได้รับยินยอมในอัตราสูงถึง 6,700 ภาพต่อชั่วโมง (หรือประมาณ 160,000 ภาพภายใน 24 ชั่วโมง) และเหยื่อไม่ได้มีแค่คนดังหรือเซเลบริตี้ แต่ส่วนใหญ่เป็น ผู้หญิงทั่วไปและเด็ก เนื่องจากมี ช่องโหว่ของคำสั่ง เพราะแม้ว่า xAI จะมีกฎห้ามสร้างภาพเด็ก แต่พบว่าคำสั่งภายในของระบบ (System Prompt) ระบุว่าคำว่า “เด็กผู้หญิง” (Girl) หรือ “วัยรุ่น” (Teenager) ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้เยาว์เสมอไป  

หลังจากที่มีกระแสลบในโลกออนไลน์ ล่าสุด xAI ได้แก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการจำกัดสิทธิ์การสร้างและแก้ไขภาพให้ใช้ได้เฉพาะ ผู้ที่จ่ายเงินสมัครสมาชิก (Premium) เท่านั้น แต่มาตรการดังกล่าวก็ถูกรัฐบาลอังกฤษและกลุ่มสิทธิสตรีโจมตีอย่างหนัก เพราะแทนที่จะบล็อกไม่ให้ทำได้ กลับกลายเป็นว่าต้องจ่ายเงินก่อนถึงจะสร้างภาพตัดต่อเหล่านี้ได้

ขณะที่ มัสก์ มองว่า ความผิดอยู่ที่คนใช้ ไม่ใช่ที่เครื่องมือ พร้อมทั้งระบุว่าใครที่ใช้สร้างภาพผิดกฎหมายจะต้องรับผิดชอบเองตามกฎหมาย

BBC / developingtelecoms

]]>
1554721
ไม่ใช่แค่จินตนาการอีกต่อไป! ‘Lego’ ปฏิวัติใหญ่ในรอบ 50 ปี เปิดตัวนวัตกรรม ‘Smart Brick’ ฝังชิปในตัวต่อมอบ ‘ชีวิต’ ให้ของเล่น https://positioningmag.com/1554208 Wed, 07 Jan 2026 03:25:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554208 ลบภาพจำเกี่ยวกับ ตัวต่อเลโก้ (Lego) ที่ต่อเสร็จแล้วก็ตั้งโชว์ไว้เฉย ๆ ไปได้เลย เพราะล่าสุด บริษัทได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ในรอบ 50 ปี ที่จะทำให้ตัวต่อ มีชีวิต ด้วยระบบ Interactive ที่ตัวต่อสามารถโต้ตอบกับผู้เล่นและชิ้นส่วนอื่น ๆ ได้จริง

ภายในงาน CES 2026 (Consumer Electronics Show) งานโชว์เคสหรือพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากแบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ ทาง Lego ของเล่นตัวต่อชื่อดังสัญชาติเดนมาร์ก ก็ได้นำนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในรอบ 50 ปีของบริษัทมาเปิดตัว ก็คือ Smart Bricks ที่บริษัทระบุว่าเทคโนโลยีนี้จะทำให้ของเล่นเดิม ๆ มีชีวิต

โดยนวัตกรรมนี้ เกิดจากการที่ Lego ได้ใส่ เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว และ ชิปประมวลผล รวมถึงลำโพงและไฟ ไว้ในตัวต่อขนาด 2×4 และเมื่อชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าถูกเล่น หรือใกล้กับชิ้นส่วนที่ฝังระบบ Smart Tags (ระบบ NFC) จะเกิดเสียงออกมา 

อย่างเช่น ถ้าเราต่อเฮลิคอปเตอร์ เวลาหยิบเล่นมันจะ ส่งเสียงใบพัดและมีไฟกะพริบ โดยที่มันสามารถรู้ได้ว่าเรากำลังถือเอียง หรือขยับไปทางไหน และด้วยระบบ Bluetooth Mesh ก็จะทำให้ ตัวต่อคุยกันเอง เช่น ถ้านำฟิกเกอร์จักรพรรดิพัลพาทีนไปนั่งบนบัลลังก์ เพลง The Imperial March จะดังขึ้นทันที หรือถ้าทำรถแข่งแข่งกัน ตัวต่อจะรู้ว่าใครเข้าเส้นชัยก่อน หรือเปลี่ยนจากเสียงเครื่องยนต์เป็นเสียงรถชนถ้าเราทำรถคว่ำ

ไม่ต้องห่วงว่าเทคโนโลยีนี้จะไม่ปลอดภัย เพราะทาง Lego ไม่ได้มีการฝังไมโครโฟน ดังนั้น ไม่ได้ใช้การสั่งงานด้วยเสียง แต่ใช้เป็นเซนเซอร์รับแรงสั่นสะเทือนเพื่อเปิดใช้งาน เช่น ให้เด็กๆ เป่าลม ใส่ตัวต่อเพื่อสั่งงาน นอกจากนี้ยัง ไม่มี AI และไม่มีกล้อง

สำหรับสินค้าใหม่นี้ จะเริ่มจำหน่ายวันที่ 1 มีนาคม 2026 นี้ ประเดิมชุดแรกด้วย Star Wars มีทั้งหมด 3 ชุดหลัก:

  1. Darth Vader’s TIE Fighter: มาพร้อมตัวต่ออัจฉริยะ 1 ชิ้น และแท็กเสียงยาน TIE กับตัว Vader
  2. Luke’s Red Five X-Wing: มีตัวต่ออัจฉริยะ 1 ชิ้น พร้อมแท็กเสียงเพียบ ทั้งยาน X-Wing, ป้อมปืน และอุปกรณ์ของ R2-D2
  3. Darth Vader’s Throne Room & A-Wing: มีตัวต่ออัจฉริยะ 2 ชิ้น พร้อมฟิกเกอร์และแท็กเสียงแบบครบๆ

Lego มั่นใจมากว่านี่คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวตัว Mini-figure ในปี 1978 และยังมีข่าวลือหนาหูว่า ชุด Lego Pokémon ที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคต จะเป็นคิวต่อไปที่จะได้ใช้เทคโนโลยี Smart Brick นี้ด้วย แฟน ๆ Lego ก็หยอดกระปุกรอได้เลย เจ๋งแน่นอน

Source

]]>
1554208
ประเมินปี 2025 ‘AI’ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากพอ ๆ ทั้ง ‘นิวยอร์ก’ ปล่อยมาทั้งปี https://positioningmag.com/1553716 Sun, 28 Dec 2025 23:10:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553716 ดูเหมือนเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดโลกร้อน จะยิ่งห่างไกลความเป็นจริงไปอีก เพราะกระแสของ AI กำลังทำให้เกิด วิกฤตสิ่งแวดล้อม เพราะแค่ปี 2025 เพียงปีเดียว มีการคาดการณ์ว่า AI ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ มากพอ ๆ กับปริมาณที่ทั้งมหานครนิวยอร์กปล่อยออกมาในปีนี้เลยทีเดียว

อเล็กซ์ เดอ ฟรีส-เกา (Alex de Vries-Gao) นักวิชาการชาวดัตช์และผู้ก่อตั้ง Digiconomist บริษัทที่วิจัยเกี่ยวกับผลกระทบที่คาดไม่ถึงจากกระแสทางดิจิทัล ได้เปิดเผยถึง การวัดผลกระทบเฉพาะของ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ในขณะที่การใช้ AI Chatbot อย่าง ChatGPT ของ OpenAI และ Gemini ของ Google พุ่งสูงขึ้นในปี 2025

โดย อเล็กซ์ ระบุว่า Carbon Footprint ของระบบ AI ในปี 2025 อาจสูงถึง 80 ล้านตัน หรือ มากกว่า 8% ของการปล่อยก๊าซจากการบินทั่วโลก ในขณะที่ปริมาณน้ำที่ใช้อาจสูงถึง 7.65 แสนล้านลิตร หรือมีปริมาณมากกว่า ความต้องการน้ำดื่มบรรจุขวดทั่วโลกรวมกัน เสียอีก ขณะที่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) คาดว่าการบริโภคไฟฟ้าของ Data Center จะเพิ่มขึ้นมากกว่า สองเท่า ภายในปี 2030

ด้วยข้อมูลที่น่าตกใจนี้ อเล็กซ์ จึงเรียกร้องให้โลกมีข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้บริษัทเหล่านี้มีความโปร่งใสเกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น 

“ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมนี้ถือว่ามหาศาลมากในเชิงปริมาณ ในตอนนี้สังคมกำลังเป็นผู้จ่ายต้นทุนเหล่านี้ ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยี คำถามคือ: มันยุติธรรมหรือไม่? หากพวกเขากำลังกอบโกยผลประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ ทำไมพวกเขาถึงไม่ควรเป็นผู้จ่ายต้นทุนบางส่วนบ้าง?”

อีกหนึ่งความท้าทายที่ อเล็กซ์ มองก็คือ ความโปร่งใส เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทเทคโนโลยีมัก ไม่เพียงพอต่อการประเมินผลกระทบรวมของ Data Center และยิ่งยากต่อการแยกเฉพาะการใช้ AI โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า ที่ Google รายงานผลกระทบของ Gemini AI บริษัทไม่ได้รวมปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าเพื่อนำมาเลี้ยงระบบ

แม้ Google จะรายงานว่าในปี 2024 สามารถลดมลพิษทางพลังงานจากศูนย์ข้อมูลลงได้ 12% เนื่องจากแหล่งพลังงานสะอาดใหม่ ๆ แต่บริษัทก็ได้ยอมรับในช่วงฤดูร้อนนี้ว่า การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศนั้น “ซับซ้อนและท้าทายมากขึ้นในทุกระดับ” โดยอุปสรรคสำคัญคือการขยายตัวของเทคโนโลยีพลังงานปลอดคาร์บอนที่ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น 

ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา ครองส่วนแบ่งการใช้ไฟฟ้าในศูนย์ Data Center มากที่สุด (45%) ตามด้วยจีน (25%) และยุโรป (15%) โดยศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่แห่งใหม่เพียงแห่งเดียวใน สหราชอาณาจักร สามารถ สร้างมลพิษเท่ากับสนามบินนานาชาติหลายแห่งรวมกัน และในสหราชอาณาจักรมีโครงการที่อยู่ระหว่างวางแผนถึง 100-200 แห่ง

ขณะที่ใน อินเดีย กำลังจะมีการลงทุน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในศูนย์ข้อมูล แต่มีความกังวลว่าระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ไม่เสถียรจะทำให้ต้องใช้ เครื่องปั่นไฟดีเซลขนาดใหญ่ เป็นแหล่งพลังงานสำรอง ซึ่งจะกลายเป็น ภาระคาร์บอนมหาศาล

Source

]]>
1553716
สรุปมหากาพย์ไอทีปี 2025 ปีแห่งรถไฟเหาะ AI ไปจนศึกชิงยักษ์สตรีมมิ่ง! https://positioningmag.com/1553590 Sat, 27 Dec 2025 00:38:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553590 ปี 2025 ถือเป็นปีรถไฟเหาะ ของวงการเทคโนโลยีอย่างแท้จริง เราได้เห็นทั้งการก้าวกระโดดของ 6G กระแส AI ที่ทั้งสร้างโอกาสและแย่งงานคนในเวลาเดียวกัน Positioning จะพาไปย้อนรอย 10 ข่าวเด่นที่สะเทือนวงการไอทีตลอดทั้งปี ตั้งแต่ศึกชิงยักษ์สตรีมมิ่ง ไปจนถึงมหากาพย์แอปฯ
แอปเงินกู้ โผล่มาพร้อมเครื่อง OPPO & Realme

​ข่าวใหญ่ต้นปีที่ทำเอาคนใช้มือถือผวา เมื่อพบแอปฯ ชื่อ “Fineasy” (และสินเชื่อความสุข) ติดตั้งมาในมือถือของ Oppo และ Realme ตั้งแต่โรงงานโดยไม่ได้ขออนุญาต กสทช. และ สคบ. จนกลายเป็นไวรัลเตือนภัยเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว

>>> ‘OPPO’ แถลง ‘ขอโทษ’ พร้อมยืนยัน ลบข้อมูลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบแล้วทั้งหมด พร้อมสัญญาจะไม่ติดตั้งแอปฯ เกี่ยวกับสินเชื่อที่ผิดกฎหมาย

การมาของ DeepSeek AI จีนที่ไม่ต้องลงทุนมหาศาล

​ถือเป็นข่าวที่วงการไอทีโลกให้ความสนใจ เมื่อสตาร์ทอัพจีนชื่อ DeepSeek ปล่อยโมเดล DeepSeek-V3 และ R1 ออกมาในช่วงต้นปี 2025 เพื่อมาแข่งขันกับ ChatGPT และ Gemini แต่จุดที่ทำให้โลกตะลึงคือ ​ประสิทธิภาพที่เทียบเท่า GPT-4o ของ OpenAI ในบางด้าน แต่ใช้ต้นทุนในการเทรนน้อยกว่าหลายเท่า แต่ต่อมา DeepSeek ก็ถูกแบนในหลายประเทศ เนื่องจากประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งาน

>>> รู้จัก ‘DeepSeek’ AI จากจีนที่กำลังเป็น ‘ตัวแสบ’ ที่มาท้าชน AI ฝั่งสหรัฐฯ

2578762835

Nano Banana ตัวเปลี่ยนเกมของ Gemini

ในช่วงหนึ่ง โซเชียลมีเดียบ้านเราจะเห็นแต่คนโพสต์รูปตัวเองที่กลายเป็นโมเดลบ้าง หรือถ่ายรูปคู่กับเซเลบคนดัง และเครื่องมือสร้างภาพเหล่านั้นก็มาจาก Gemini ที่ได้เปิดตัวโมเดล Nano Banana ที่ช่วยในการการสร้างภาพ/วิดีโอที่สมจริงได้ ซึ่งคความสามารถดังกล่าว ช่วยให้ Gemini มียอดดาวน์โหลดแซงหน้า ChatGPT ไปในช่วงหนึ่งเลยทีเดียว

>>> ‘Gemini’ พลิกแซง ‘ChatGPT’ แอปฟรีฯ คนโหลดมากที่สุด ด้วยโมเดล ‘Nano Banana’ ที่คนใช้เจนรูปเต็มโซเชียลฯ

 

China Mobile ประกาศความสำเร็จในการทดสอบ 6G

5G ยังใช้ไม่ทันเท่าไหร่ 6G ก็จ่อรอแล้ว โดย China Mobile ได้ประกาศความก้าวหน้าในการทดสอบเครือข่าย 6G สามารถทำความเร็วได้ถึง 280 Gbps ซึ่งเร็วกว่า 5G ถึง 14 เท่า สามารถดาวน์โหลดไฟล์ขนาด 50GB ได้ในเวลาเพียง 1.5 วินาที

>>> ‘China Mobile’ ประกาศความสำเร็จในการทดสอบ ‘6G’ พบเร็วกว่า 5G ‘14 เท่า’ โหลดไฟล์ 50GB ภายใน 1.5 วิ!

Builder.ai ล้มละลาย ถูกแหกเป็นยูนิคอร์น AI เก๊

ในยุค AI ก่อให้เกิดสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ของจริง ของเก๊ก็มี โดยหนึ่งในสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่ถูกแหกว่าเป็นของเก๊ก็คือ Builder.ai ที่ให้บริการเขียนโค้ดสร้างแอปพลิเคชันด้วย AI แต่สุดท้ายก็ถูกแฉว่าไม่ได้มี AI เขียนโค้ด แต่ใช้คนนี่แหละเขียน สุดท้ายบริษัทก็ล้มละลาย ปิดฉากยูนิคอร์นมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

>>> กรณีศึกษา ‘Builder.ai’ สตาร์ทอัพ AI ทิพย์! ที่ใช้คนปลอมเป็น AI ทำงาน จนขึ้นเป็นยูนิคอร์น

Meta โดนแฉโกยเงินจากมิจฉาชีพ ปีละกว่า 5 แสนล้านบาท

Reuters ได้ออกมาเปิดเผยเอกสารภายในของบริษัท Meta ที่จัดทำระหว่างปี 2021-2025 โดยระบุว่า บริษัทได้คาดการณ์ว่า รายได้ในปี 2024 ประมาณ 10% หรือราว 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจาก โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงและสินค้าต้องห้าม และหนึ่งในเอกสารเมื่อเดือนธ.ค. 2024 ระบุว่า Meta แสดงโฆษณาที่จัดอยู่ในกลุ่ม ความเสี่ยงสูง ให้ผู้ใช้เห็นถึง 15,000 ล้านครั้งต่อวัน และสร้างรายได้จากโฆษณาความเสี่ยงสูงถึงปีละ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เลยทีเดียว

>>> ‘Meta’ โดนแหก! พบโกยเงินจาก ‘มิจฉาชีพ’ ปีละกว่า 5 แสนล้านบาท แถมยังไม่กล้าจัดการเด็ดขาดเพราะกลัว ‘เสียรายได้’

Cloudflare ล่ม 2 ระลอกติด

สร้างผลกระทบโดมิโนไปทั่วโลก เนื่องจาก Cloudflare เปรียบเสมือน “ทางเข้าหลัก” ของเว็บไซต์กว่า 20% บนอินเทอร์เน็ต เกิดล่มครั้งใหญ่ถึง 2 ระลอก โดยระลอกแรกเกิดขึ้นในวันที่ 18 พฤศจิกายน ส่วนระลอกสองเกิดเมื่อ 5 ธันวาคม และเนื่องจาก Cloudflare เป็นผู้ให้บริการ CDN และความปลอดภัยรายใหญ่ เมื่อระบบล่มจึงส่งผลเป็นวงกว้าง ส่งผลให้แพลตฟอร์มดังอย่าง X, ChatGPT, Gemini, Spotify, Canva, PayPal และ Claude AI ประสบปัญหาเข้าใช้งานไม่ได้หรือโหลดช้ามาก

>>> รู้จัก ‘Cloudflare’ ทำไมเมื่อมีปัญหา ถึงทำหลายเว็บไซต์มีปัญหาตามไปด้วย?

World ถูกถอดจากไทย เพราะสแกนม่านตาแลกคริปโตฯ

ย้อนไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ World เริ่มมีการนำเครื่องสแกนม่านตา (Orb) มาติดตั้งในไทยเป็นครั้งแรก โดยเปิดให้คนไทยไปสแกนเพื่อรับเหรียญ WLD ฟรี (มูลค่าในขณะนั้นประมาณ 1,700 บาท) อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือนตุลาคมทาง สคส. (PDPC) สั่งให้ World หยุดกิจกรรมสแกนม่านตาในไทยทันที พร้อมสั่งลบข้อมูลม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านคน โดยมองว่ากระบวนการขอความยินยอมไม่โปร่งใส และการใช้เหรียญคริปโตมาจูงใจถือเป็นความเสี่ยงต่อข้อมูลชีวมิติ เนื่องจากม่านตาเป็นข้อมูลที่เปลี่ยนไม่ได้ หากหลุดไปจะกระทบต่อการยืนยันตัวตนและการเงินในระยะยาว ส่งผลให้ปัจจุบัน World ถูกถอดออกจากไทยแล้ว

>>> สรุปคำชี้แจงจาก ‘World’ ที่เปิดให้คนไทย ‘สแกนม่านตา’ แลกคริปโตฯ เป็นใคร? ปลอดภัยไหม? ทำไปเพื่ออะไรกันแน่?

ศึกชิง Warner Bros. Discovery ระหว่าง Netflix และ Paramount

เป็นประเด็นที่คอสตรีมมิ่งให้ความสนใจ เมื่อ Netflix เสนอซื้อเฉพาะ HBO และสตูดิโอหนัง ในราคากว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่ออัปเกรดคอนเทนต์สตรีมมิ่ง แต่คู่แข่งอย่าง Paramount ไม่ยอม โดยแก้เกมด้วยการทำ Hostile Takeover เสนอซื้อทั้งบริษัทในราคาที่สูงกว่า แม้ว่าล่าสุด ทางบอร์ด WBD ชอบดีล Netflix มากกว่า แต่บทสุดท้ายอาจต้องรอดูถึงปี 2027 ว่ามหากาพย์ดีลนี้จะจบอย่างไร

>>> ชำแหละศึกชิง ‘Warner Bros.’ ระหว่าง ‘Netflix vs. Paramount’ ผู้ชนะจะสร้างผลกระทบอะไรให้ตลาดบ้าง?

บิ๊กเทคเลิกจ้างรวม 1.8 แสน เพราะ AI

หากปี 2023 คือการปลดพนักงานเพราะจ้างเกิน ในช่วงโควิด ปี 2025 นี้คือการปลดพนักงานเพื่อ หลีกทางให้ AI และปรับโครงสร้างบริษัทให้ Lean ที่สุด โดยข้อมูลจาก Layoffs.fyi พบว่า ตัวเลขพนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากบริษัทเทคโนโลยีรวมกันมากกว่า 180,000 คน โดย Intel นำโด่งด้วยแผนปรับลดพนักงานประมาณ 15-20% หรือราว 21,000 – 24,000 ตำแหน่ง หรืออย่าง Microsoft มีการปลดหลายระลอกตลอดปี รวมแล้วกว่า 15,000 ตำแหน่ง ตามด้วย Amazo ปรับลดพนักงานระดับบริหารและออฟฟิศรวมกว่า 14,000 ตำแหน่ง เป็นต้น

>>> สรุปการ ‘เลิกจ้าง’ จากบิ๊กเทคฯ ปี 2025 ที่อ้างว่าเพราะ AI!

ภาพจาก Shutterstock
]]>
1553590
ผลวิจัย CMMU ชี้ลบภาพจำ ‘ผู้สูงวัยตามเทคไม่ทัน’ พร้อมแนะ 4 กลยุทธ์มัดใจคนกลุ่มนี้ได้ https://positioningmag.com/1553349 Wed, 24 Dec 2025 09:53:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553349 ประเทศไทยได้ก้าวสู่ ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ โดยปี 2567 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะเดียวกันบ้านเราก็ได้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้เกิดความกังวลว่า คน Gen นี้จะเท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัย Silver Age Technology Adoption ของ ‘วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล’ (CMMU) ได้เผยถึงข้อมูลสุดเซอร์ไพรส์ที่จะลบภาพจำ ‘ผู้สูงวัยตามเทคไม่ทัน’ โดยระบุว่า

 

กลุ่ม Silver Age หรือคนอายุ 50+ เป็น ‘ผู้บริโภคดิจิทัลเต็มรูปแบบ’ ด้วยการใช้สมาร์ตโฟนถึง 95%, 61% ใช้ Tablet เป็นอุปกรณ์หลักในชีวิตประจำวัน และ 83% สนใจผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี ใช้ LINE และ Facebook เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร ขณะที่ YouTube และ Netflix เป็นแพลตฟอร์มบันเทิงยอดนิยม

 

ที่น่าสนใจ คือ การยอมรับเทคโนโลยี AI โดย 94% ของคนกลุ่มนี้เคยใช้งาน AI แล้ว ซึ่ง AI Tools ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด ได้แก่

-ChatGPT 72%

-Google Gemini 49%

-Microsoft Copilot 25%

 

ส่วนเหตุผลที่ใช้ 82% ใช้เพื่อค้นหาข้อมูล 62% สำหรับเรียนรู้ และ 37% ช่วยงาน

 

นอกจากนี้ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไปกว่า 19.6 ล้านคนที่ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลในชีวิตประจำวันและใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ยสูงถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน

 

‘ความกังวล’ ปัจจัยการตัดสินใจใช้

 

แม้ผลการวิจัยจะชี้ให้เห็นว่ากลุ่ม Silver Age พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่การตัดสินใจใช้งานถูกขับเคลื่อนจาก ‘ความกังวล’ เป็นหลัก ซึ่งเมื่อเจาะลึกจะพบว่า อุปสรรคหลัก 3 อันดับของการยอมรับเทคโนโลยีของคนกลุ่มนี้ ได้แก่

 

ความซับซ้อนของระบบและฟังก์ชัน 69%

ปัญหาทางกายภาพ เช่น ตัวหนังสือเล็กเกินไป 67%

ความกลัวข้อมูลรั่วไหล-ถูกหลอก 57%

 

นอกจากนี้พบ 75.6% กลัวใช้งานผิดพลาดหรือทำข้อมูลหาย และ 72.7% รู้สึกว่าเทคโนโลยีซับซ้อนเกินไป

 

4 กลยุทธ์หลักเพื่อเป็นแนวทางสำหรับมัดใจตลาด Silver Age ทลายกำแพงความกังวลได้ดีที่สุด

 

1) ออกแบบให้ง่าย แต่สร้างให้ไว้ใจได้ เพื่อสร้างความมั่นใจและทลายความกังวล

 

2) โฟกัสที่สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงรุกและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

 

3) สร้างตัวตนที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะช่องทาง Official ของแบรนด์ ควบคู่กับการส่งเสริมรีวิวจากผู้ใช้งานจริง

 

4) Empower ให้ผู้ใช้งาน สื่อสารกับผู้มีอำนาจตัดสินใจตัวจริง พร้อมต่อยอดเป็น 5A Star metrix Framework กรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักพัฒนา AI และนักนวัตกรรม เพื่อใช้ในการออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการได้ตอบโจทย์ชาว Silver Age ได้อย่างแท้จริง

 

Accessibility (การเข้าถึง): เทคโนโลยีต้องถูกออกแบบมาให้ทุกคนใช้งานง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้ทุกระดับประสบการณ์ เพราะอุปสรรคสำคัญของ Silver Age ไม่ใช่ทัศนคติที่ต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือประสบการณ์ในอดีตที่ยุ่งยากจนทำให้ไม่กล้าลองสิ่งใหม่ การออกแบบที่เข้าใจผู้ใช้จึงเป็นจุดตั้งต้นของการยอมรับ

 

Assurance (ความมั่นใจ): เทคโนโลยีต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านคำแนะนำจากบุคคลในครอบครัว มีการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญและรีวิวที่ตรวจสอบได้

 

Autonomy (ความเป็นอิสระ): เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือที่เสริมพลัง และช่วยให้มีอิสระในการใช้ชีวิต ช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถจัดการสุขภาพเชิงรุกและดูแลตนเองได้ เพราะสิ่งที่ผู้สูงวัยกลัวที่สุดไม่ใช่โรคภัยแต่คือ การสูญเสียความสามารถในการดูแลตัวเอง

 

Affordability (ความคุ้มค่า): Silver Age ไม่ได้มองหาเทคโนโลยีที่ถูกที่สุด แต่ต้องการราคาที่สมเหตุสมผล สอดคล้องกับคุณค่าที่ได้รับ การสื่อสารให้เห็นความคุ้มค่าอย่างชัดเจนและมีทางเลือกที่ยืดหยุ่น คือกุญแจสำคัญของการตัดสินใจซื้อ

 

Affinity (ความผูกพัน): เทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จต้องเชื่อมโยงผู้สูงวัยกับครอบครัว ผ่านฟีเจอร์ที่ใช้งานร่วมกันได้ เช่น บัญชีหลายผู้ใช้หรือแดชบอร์ดสำหรับครอบครัว เพราะผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ ‘เพื่อทั้งบ้าน’ มีโอกาสถูกตัดสินใจซื้อมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะผู้สูงวัยเพียงคนเดียว

 

สำหรับการทำวิจัย Silver Age Technology Adoption ของ CMMU มีกลุ่มตัวอย่าง 621 คน จากกรุงเทพมหา นครและปริมณฑล โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 50–65 ปี มีสถานะสมรส การศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี หน้าที่การงานมั่นคง และมีรายได้ตั้งแต่ 50,000 ขึ้นไปจนถึงมากกว่า 150,000 บาท

]]>
1553349