Digital – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 06 Mar 2026 00:29:05 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘Anthropic’ จะไม่ทน! แฉยักษ์ AI จีนแอบ ‘ดูดวิชา’ ด้วยแอคฯ ปลอมกว่า 2.4 หมื่นบัญชี และการโต้ตอบกว่า 16 ล้านครั้ง! https://positioningmag.com/1562810 Thu, 05 Mar 2026 15:25:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562810 กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าในวงการเทคโนโลยี เมื่อ Anthropic บริษัท AI แถวหน้าของสหรัฐฯ  ผู้สร้างโมเดลสุดชาญฉลาดอย่าง Claude ออกมาประกาศกร้าวว่า ถูกบริษัท AI ระดับ ยูนิคอร์น จากจีน 3 แห่ง แอบย่องเข้ามาใช้ทรัพยากรจากโมเดลของตนไปใช้อย่างผิดกฎหมาย เพื่อเร่งทางลัดในการพัฒนา AI ของฝ่ายจีนเอง

แผนลับ 24,000 บัญชีปลอม

ในบล็อกโพสต์ล่าสุด Anthropic ระบุว่าบริษัทจีน 3 แห่ง ได้แก่ DeepSeek, MiniMax และ Moonshot AI (เจ้าของโมเดล Kimi) ได้ใช้กลยุทธ์สร้างบัญชีปลอมขึ้นมามากกว่า 24,000 บัญชี เพื่อเข้ามาโต้ตอบกับ Claude เป็นจำนวนมหาศาลกว่า 16 ล้านครั้ง

แน่นอนว่าเป้าหมายของแอคหลุมเหล่านี้ไม่ใช่การหาคำตอบทั่วไป แต่คือการทำสิ่งที่เรียกว่า Distillation หรือการ กลั่นกรองวิชา โดยการนำคำตอบของ Claude ไปใช้เป็นข้อมูลในการเทรนด์ AI ของตัวเองให้เก่งขึ้น แต่ใช้งบน้อยลง ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงการใช้งานอย่างร้ายแรง เพราะ Anthropic สั่งห้ามพฤติกรรมนี้อย่างเด็ดขาด และปกติแล้ว Claude ก็ไม่ได้เปิดให้บริการในประเทศจีนด้วยซ้ำ

ไม่ใช่แค่ Anthropic ที่กล่าวหาบริษัท AI จากจีนเท่านั้น แต่ไม่กี่สัปดาห์ก่อน OpenAI (ผู้สร้าง ChatGPT) ก็ได้ส่งบันทึกถึงสภาคองเกรสสหรัฐฯ ในลักษณะเดียวกันว่า DeepSeek และบริษัทจีนอื่น ๆ พยายามเป็น กาฝาก (Free-ride) หากินจากความสำเร็จของสหรัฐฯ มาโดยตลอด

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว DeepSeek สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกด้วยการเปิดตัวโมเดลที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ ChatGPT แต่ใช้ทรัพยากรเครื่อง (Computing Power) น้อยกว่าอย่างน่าประหลาด จนเกิดคำถามว่า “จีนทำได้ยังไง?” ซึ่งคำตอบที่ Anthropic และ OpenAI พยายามบอกโลกตอนนี้ก็คือ “พวกเขาไม่ได้สร้างเองทั้งหมด แต่แอบลอกการบ้านไปต่างหาก”

มากกว่าแค่การลอก… แต่คือ ภัยความมั่นคง

Anthropic เตือนว่า AI ที่ถูกสร้างจากการ “แอบดูดวิชา” นั้นอันตรายกว่าที่คิด เพราะ ไร้ระบบความปลอดภัย เนื่องจากโมเดลเหล่านี้อาจไม่มีกำแพงกั้น (Safety Guardrails) ที่รัดกุมเหมือนต้นฉบับ

หรือหากตกไปอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจถูกใช้สร้างอาวุธชีวภาพ หรือใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนี้ รัฐบาลอาจนำไปใช้ในการ สอดแนมประชาชน หรือสร้างแคมเปญบิดเบือนข้อมูลในระดับใหญ่

อย่างไรก็ตาม  Anthropic มองว่า การที่บริษัทจีนต้องดิ้นรนใช้วิธีลัดเช่นนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า มาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐฯ นั้นได้ผล เพราะมันบีบให้จีนไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมด้วยตัวเองได้เพียงพอจนต้องหันมาใช้วิธีสกัดข้อมูลจากโมเดลฝั่งอเมริกาแทน

]]>
1562810
จากยุค AI สู่ยุคหุ่นยนต์! ‘Xiaomi’ เริ่มทดลองส่ง ‘ฮิวแมนนอยด์’ ประกอบรถอีวี สามารถจัดการงานสำเร็จ 90% https://positioningmag.com/1562754 Thu, 05 Mar 2026 11:19:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562754 ในยุค AI ที่ทำให้หลายคนอาจเสี่ยง ตกงาน กันอยู่แล้ว ดูเหมือนการดิสรัปต์จะยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กำลังเป็นอีกเทคโนโลยีที่จะมาดิสรัปต์แรงงานมนุษย์ในอนาคต 

ล่าสุด Lu Weibing ประธานของ Xiaomi ได้เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับ CNBC ณ งาน Mobile World Congress ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญในการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้ามาทดลองใช้งานจริงในโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โดย Xiaomi ได้ทดลองใช้ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 2 ตัว ในโรงงานประกอบรถ EV โดยทำหน้าที่ตั้งแต่นำวัสดุไปวางจนถึงการขันน็อต ผลปรากฏว่า หุ่นยนต์ทั้ง 2 ตัวสามารถจัดการงานได้ เสร็จสิ้นไปได้ถึง 90% ภายในเวลา 3 ชั่วโมง และสามารถรักษาความเร็วให้สอดคล้องกับสายพานการผลิตได้เป็นอย่างดี ซึ่งในสายพานการผลิตรถยนต์ของ Xiaomi จะมีรถยนต์คันใหม่ออกจากโรงงานในทุก ๆ 76 วินาที 

อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์เหล่านี้ยังอยู่ในสถานะ เด็กฝึกงาน มากกว่าจะเป็นพนักงานประจำ แต่บริษัทมองว่านี่คือรากฐานสำคัญของอนาคต โดยคาดหวังว่าในวันข้างหน้า หุ่นยนต์จะสามารถเข้ามา ทำงานแทนที่มนุษย์ในบางหน้าที่ รวมถึงทำงานบางอย่างที่ มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถทำได้ แม้ว่าตอนนี้หุ่นยนต์ CyberOne (เปิดตัวปี 2022) จะยังไม่มีการวางจำหน่ายทั่วไปก็ตาม

ไม่ใช่แค่ Xiaomi แต่คู่แข่งอย่าง XPeng และ Honor ก็กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ของตัวเองเช่นกัน ขณะที่ในฝั่งสหรัฐฯ Elon Musk ก็กำลังผลักดันหุ่นยนต์ Optimus ของ Tesla อย่างเต็มที่ โดยถึงขั้นมีแผนจะใช้โรงงานผลิตรถยนต์มาผลิตหุ่นยนต์แทนในบางส่วน

นักวิเคราะห์จาก RBC Capital Markets คาดการณ์ว่าตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2050 โดยจีนจะมีส่วนแบ่งในตลาดนี้มากกว่า 60%

Source

]]>
1562754
Meta ถูกแฉผลวิจัยลับ! พบ “ฟีเจอร์คุมเข้มผู้ปกครอง” มีไปก็ไร้ผล เพราะแก้เด็กติดโซเชียลไม่ได้ https://positioningmag.com/1560730 Mon, 23 Feb 2026 06:09:02 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560730 เมื่อไม่นานมานี้ Meta, YouTube, TikTok และ Snap ได้ถูกฟ้องร้องโดย “เคลีย์” (Kaley) ร่วมกับแม่ของเธอ ในข้อหาว่า สร้างสินค้าที่เสพติด และอันตรายต่อเด็ก ทำให้เด็กเสียใจ ซึมเศร้า ไม่พอใจตัวเอง และมีความคิดฆ่าตัวตายมากขึ้น และในการพิจารณาคดีดังกล่าว ได้มีการเปิดเผยถึงข้อมูลโครงการ MYST ของ Meta ที่แสดงให้เห็นว่า ฟีเจอร์คุมเข้มผู้ปกครอง ใช้ไม่ได้ผลต่อการลดการเสพติดของเด็ก

การคุมเข้มของผู้ปกครอง “แทบไม่ช่วยอะไร”

การศึกษาวิจัยภายในที่ Meta เรียกชื่อว่า โครงการ MYST ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชิคาโก พบความจริงที่น่าตกใจว่า การกำกับดูแลของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดเวลาเล่น (Time limits) หรือการสอดส่องพฤติกรรม แทบไม่มีผล ต่อการลดอาการเสพติดโซเชียลมีเดียของเด็กเลย

รายงานระบุว่า แม้พ่อแม่จะพยายามตั้งกฎระเบียบหรือใช้เครื่องมือควบคุมต่าง ๆ (Parental controls) แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้เด็กใช้งานแบบหมกมุ่น (Compulsive use) ได้ โดยทั้งตัวพ่อแม่และวัยรุ่นที่ตอบแบบสอบ ถามกว่า 1,000 คน เห็นตรงกันว่า มาตรการเหล่านี้ ไม่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการควบคุมตัวเองของเด็ก

เด็กที่มีปัญหาชีวิต ยิ่งเสี่ยงติดจอ

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า วัยรุ่นที่ต้องเผชิญกับ เหตุการณ์ตึงเครียดในชีวิต (เช่น พ่อแม่หย่าร้าง, ถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน, พ่อแม่ติดเหล้า) มีแนวโน้มที่จะขาดความสามารถในการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างเหมาะสม

ด้าน ทนายของคาลีย์ ชี้ว่า Meta ทราบถึงผลกระทบเหล่านี้ดีจากงานวิจัย MYST แต่กลับปิดเงียบไม่เผยแพร่ต่อสาธารณะ พร้อมชี้ว่าความผิดไม่ได้อยู่ที่การเลี้ยงดู เพราะแม่ของ Kaley พยายามทุกวิถีทางรวมถึงการยึดโทรศัพท์ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งอาการเสพติดที่เกิดจากอัลกอริทึมที่ถูกออกแบบมาเพื่อมอมเมาผู้ใช้งานได้ 

ภาพจาก Unsplash

Meta แย้ง เกิดจากสภาพแวดล้อมและตัวพ่อแม่เอง

ทางฝั่ง Meta พยายามแก้ต่างว่า สาเหตุที่เด็กมีปัญหาทางอารมณ์เกิดจาก สภาพแวดล้อมและตัวพ่อแม่เอง ไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ โดยบริษัทเลี่ยงที่จะใช้คำว่า เสพติด (Addiction) แต่ใช้คำว่า การใช้งานที่เป็นปัญหา (Problematic use) แทน

แม้ผลวิจัยภายในจะระบุว่า การสอดส่องของผู้ปกครองไม่มีผลต่อพฤติกรรมเด็ก แต่โฆษกของ Meta ยังคงยืนยันว่า ที่เราสร้างเครื่องมือควบคุมออกมา เพราะพ่อแม่เรียกร้องและต้องการเครื่องมือเหล่านี้

ขณะที่ อดัม มอสเซอรี (Adam Mosseri) หัวหน้า Instagram ให้การในศาลว่า เขาจำรายละเอียดงานวิจัยนี้ไม่ได้มากนัก แต่ยอมรับว่า คนมักใช้ Instagram เพื่อหลบหนีจากความจริงที่โหดร้าย

ก็ต้องรออดูว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไร เพราะ TikTok และ Snap ได้ยอมความไปก่อนหน้านี้แล้ว หากศาลตัดสินว่าบริษัทต้องรับผิดชอบต่อความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียทั่วโลก และอาจนำไปสู่การออกกฎหมายควบคุมที่เข้มงวดขึ้น และบังคับให้บริษัทเหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมที่เน้นการดึงดูดผู้ใช้งาน (Engagement) มาเป็นการปกป้องผู้ใช้งานรุ่นเยาว์อย่างจริงจัง

]]>
1560730
รายงานเผย ‘คริปโตฯ’ ถูก ‘เครือข่ายค้ามนุษย์’ ใช้ฟอกเงินเพิ่มขึ้น 85% ‘อาเซียน’ ขึ้นแท่นฮับใหญ่เครือข่ายอาชญากรรมครบวงจร https://positioningmag.com/1560408 Thu, 19 Feb 2026 08:17:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560408 รายงานฉบับล่าสุดจาก Chainalysis บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนชั้นนำของสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในปี 2025 ธุรกรรม คริปโตเคอร์เรนซี ที่เชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตสูงถึง 85% โดยมีเม็ดเงินหมุนเวียนที่ตรวจสอบได้บนบล็อกเชนสาธารณะรวมหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่มีจุดกำเนิดและเครือข่ายเชื่อมโยงอยู่ในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อาเซียน เครือข่ายอาชญากรรมแบบครบวงจร

รายงานระบุว่า กิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกส่วน แต่เป็นการทำงานร่วมกันของ ระบบนิเวศอาชญากรรม ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบด้วย:

  •  ศูนย์รวมการต้มตุ๋น (Scam Compounds): แหล่งกบดานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • บ่อนพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย: ที่ใช้บังหน้าในการโยกย้ายเงิน
  • เครือข่ายฟอกเงินภาษาจีน (Chinese-language Money Laundering Networks): ซึ่งเป็นตัวกลางสำคัญในการเปลี่ยนคริปโตฯ เป็นเงินสด

 

ธุรกิจมืดและการใช้คริปโตฯ จะแบ่งได้ 3 กลุ่ม

  • บริการจัดหาคู่และค้าประเวณีข้ามชาติ (International Escort & Prostitution)

พบพฤติกรรมทางการเงินที่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพสูง (Highly Organized) โดยมีการแบ่งเกรดบริการ ตั้งแต่ระดับทั่วไปไปจนถึงแพ็กเกจ VIP ที่มีราคาสูงกว่า 30,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1 ล้านบาท) ซึ่งรวมค่าเดินทางข้ามประเทศและบริการที่พักหลายวัน 

กว่าครึ่งหนึ่งของธุรกรรมในกลุ่มนี้มีมูลค่าต่อครั้งเกิน 10,000 ดอลลาร์ โดยมักใช้ Stablecoins เพื่อรักษาความเสถียรของมูลค่า และมีการโอนเงินซ้ำ ๆ ระหว่างกลุ่มกระเป๋าเงิน (Wallet Clusters) ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นรูปแบบบริษัทหรือเอเจนซี่ ไม่ใช่บุคคลทั่วไป

  • ขบวนการหลอกไปทำงานและฐานต้มตุ๋น (Labor Recruiters & Scam Compounds)

นี่คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์โดยตรง โดยมีการหลอกเหยื่อไปทำงานในกัมพูชาและเมียนมา โดยค่าหัว/ค่าจัดหางาน จะอยู่ระหว่าง 1,000 – 10,000 ดอลลาร์ ซึ่งตรงกับราคาค่าตัวที่ประกาศในช่องทางมืด

  • ตลาดสื่อลามกอนาจารเด็ก (CSAM Vendors)

แม้ธุรกรรมส่วนใหญ่ (ราว 50%) จะมีมูลค่าน้อยกว่า 100 ดอลลาร์ เนื่องจากเป็นระบบสมาชิก (Subscription) แต่มีความซับซ้อนในการหลบเลี่ยงสูง:

 

Telegram สวรรค์แห่งใหม่ ของอาชญากรไซเบอร์

Telegram ได้กลายเป็น ตัวกลางใหม่ ที่อาชญากรใช้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อโฆษณาบริการ รับสมัครเหยื่อ และประสาน  งานการชําระเงิน โดย Tom McLouth นักวิเคราะห์จาก Chainalysis มองว่า ที่อาชญากรย้ายฐานจากฟอรั่ม Darknet แบบเดิมมาใช้ Telegram เพราะสามารถขยายฐานลูกค้าได้เร็วกว่า และใช้งานง่ายเหมือนธุรกิจปกติ      มี Customer Service และด้วยระบบกึ่งเปิดกึ่งปิด ทำให้เข้าถึงเหยื่อและผู้ซื้อได้ง่าย แต่ยังคงความปลอดภัยให้    ผู้กระทำผิด

Chainalysis คาดการณ์ว่าเฉพาะปี 2025 ช่องทางเหล่า Telegram ถูกช่วยฟอกเงินไปแล้วกว่า 1.61 หมื่นล้านดอลลาร์

Source

]]>
1560408
รู้จัก ‘SEEDANCE AI’ เจ้าของเดียวกับ ‘TikTok’ ที่กำลังทำ ‘ฮอลลีวูด’ กำหมัด! https://positioningmag.com/1560350 Thu, 19 Feb 2026 06:34:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560350 ถ้าใครเห็นคลิปสั้นที่แบรด พิตต์ (Brad Pitt) และ ทอม ครูซ (Tom Cruise) ต่อยกันบนดาดฟ้า นั่นไม่ใช่คลิปโปรโมตหนังใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นวิดีโอที่สร้างโดย SEEDANCE AI ที่สมจริงจนเหมือนกับว่าสองนักแสดงกันเล่นหนังด้วยกันจริง ๆ และนั่นกำลังทำให้ ในปี 2026 ฮอลลีวูด “นั่งไม่ติด” และกำลังถูกมองว่าเป็น ภัยคุกคาม ต่ออุตสาหกรรมบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

เจ้าของเดียวกับ TikTok

Seedance AI ไม่ใช่สตาร์ทอัพหน้าใหม่ที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาจากโรงรถในซิลิคอนแวลลีย์ แต่คือผลงานที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย บริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำอัลกอริทึมฉลาดและเสพติด ระดับโลกอย่าง ByteDance บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติจีน ซึ่งเป็นเจ้าของ TikTok และ CapCut แอปตัดต่อวิดีโอที่ครองตลาดโลกอยู่ในเวลานี้

โครงการนี้เป็นผลงานของทีม Seed Team ร่วมกับทีม Pixeldance ภายใน ByteDance เอง โดยมีเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่ต้น นั่นคือการสร้างโมเดล Generative Video AI หรือเทคโนโลยีที่แปลงข้อความธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นวิดีโอคุณภาพสูงโดยอัตโนมัติ

โดย SEEDANCE AI เปิดตัวครั้งแรกในช่วงกลางปี 2025 (เวอร์ชั่น 1.0) แต่ก็ไม่ได้เปรี้ยงปร้างจนเป็นที่รู้จัก จนกระทั่งเวอร์ชั่น 2.0 ถึงปล่อยออกมาเมื่อ 12 ก.พ. 2026 และได้มีการสร้างวิดีโอที่แบรด พิตต์ และทอม ครูซ ตีกัน ซึ่งด้วยความสมจริงจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็น AI ไม่ใช่นักแสดงจริง ๆ ก็ทำให้วิดีโอดังกล่าวกลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน แม้แต่ Elon Musk ยังทวีตตอบกลับว่า It’s happening fast หมายถึง เทคโนโลยี AI ของจีนความก้าวหน้าไปเร็วมาก

ทำไมถึงต่างจาก AI วิดีโอตัวอื่น

จริง ๆ Generative Video AI แต่ละตัวก็มีจุดแข็งต่างกันไป อาทิ 

  • Sora (OpenAI) – ทำฉากธรรมชาติได้สมจริงมาก ไม่ว่าจะน้ำกระเพื่อม แสงเงา หรือแก้วแตก แต่ หน้าคนอาจจะเพี้ยนจากต้นฉบับ และสร้างได้แค่ช็อตเดียว รับ Input ได้แค่ข้อความกับรูป และความละเอียดหยุดอยู่ที่ 1080p
  • Veo 3.1 (Google) – คือราชาเรื่องความสวยของภาพ ความละเอียด 4K สีสันลึก ดูเหมือนถ่ายด้วยกล้อง Cinema จริง ๆ และยาวได้ถึง 60 วินาทีต่อคลิป แต่ถ้าอยากควบคุมว่าหน้าตัวละครต้องเป็นใคร กล้องต้องเคลื่อนแบบไหน เพลงต้องตรงจังหวะไหน ยังทำได้ไม่ละเอียดพอ
  • Kling (Kuaishou) – ทำให้มนุษย์ขยับได้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ว่าจะท่าเต้น การต่อสู้ แต่สร้างได้สั้นแค่ 10-15 วินาที 

แต่ Seedance 2.0 ไม่ใช่แค่เครื่องมือเปลี่ยนข้อความตัวอักษรเป็นวิดีโอ (Text-to-Video) ทั่วไป แต่ถูกนิยามว่าเป็น ระบบผลิตวิดีโอแบบ Multimodal ที่สามารถรับข้อมูลได้หลากหลายพร้อมกัน ทั้งข้อความ, รูปภาพ, เสียง และคลิปวิดีโออ้างอิงได้พร้อมกันถึง 12 ไฟล์ เพื่อสร้างผลงานที่มีความต่อเนื่องและสมจริงระดับภาพยนตร์ (Cinematic) โดย AI จะทำหน้าที่เป็นเสมือน ผู้กำกับ ที่นำวัตถุดิบทั้งหมดมาผสมผสานสร้างเป็นวิดีโอชิ้นใหม่ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเคลื่อนกล้อง การจัดแสง และการรักษาความต่อเนื่องของตัวละครในหลาย ๆ ฉาก สามารถซิงค์เสียงเฟรมต่อเฟรมได้อัตโนมัติ 

ในส่วนของการเคลื่อนไหวต่าง ๆ Seedance 2.0 ยังถูกออกแบบมาให้เข้าใจระบบฟิสิกส์ พื้นที่ว่าง และความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวอย่างลึกซึ้ง ทำให้พยายามแก้ปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวที่ขัดแย้งกับหลักกายวิภาค หรือพยายามแก้ปัญหาเรื่องวัตถุที่ลอยคว้างผิดธรรมชาติ

นอกจากนี้ มันยังสามารถสร้างวิดีโอความละเอียด 2K ได้เสร็จภายในไม่ถึง 60 วินาที เร็วกว่า Sora ถึง 3-5 เท่าเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีนี้พัฒนาเร็วมากจนเริ่มเข้าใกล้คุณภาพระดับมืออาชีพ ทำให้หลายคนกังวลว่า มันอาจเข้ามาแทนที่กระบวนการถ่ายทำ การตัดต่อ และการทำ Rendering แบบเดิม ๆ ได้ในหลายส่วน

ปัจจุบัน โมเดลรุ่นอัปเดตนี้เปิดให้ใช้งานแล้วผ่านแอปพลิเคชัน Jianying ในจีน และมีแผนจะเปิดให้ใช้งานทั่วโลกผ่านแอป CapCut ในเร็ว ๆ นี้

ฮอลลีวูดกำหมัดเพราะปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์

หลังจากที่วิดีโอที่เจนโดย Seedance 2.0 กลายเป็นไวรัล สมาคมภาพยนตร์ (MPA) และค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Disney ออกมาตำหนิและข่มขู่จะฟ้องร้อง เนื่องจากผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอที่มีใบหน้าดาราชื่อดัง รวมถึงเลียนแบบตัวละครในหนังดังได้อย่างน่าตกใจ จนเกิดคำถามขึ้นว่า ถ้าไม่ได้นำภาพยนตร์ที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้เทรนโมเดล เป็นไปได้อย่างไรที่ AI จะรู้จักหน้าตาและบุคลิกของตัวละครได้แม่นยำขนาดนี้?

“ในเวลาเพียงวันเดียว บริการ AI ของจีนอย่าง Seedance 2.0 ได้มีการนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตในระดับมหาศาล การเปิดตัวบริการที่ไร้มาตรการป้องกันการละเมิดที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า ByteDance กำลังเพิกเฉยต่อกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เป็นรากฐานสำคัญในการปกป้องสิทธิของผู้สร้างสรรค์และอาชีพของชาวอเมริกันหลายล้านคน” MPA แถลง

อย่างไรก็ตาม ทาง ByteDance ก็ออกมาชี้แจงเพียงว่า บริษัทเคารพในสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา และรับทราบถึงข้อกังวลเกี่ยวกับ Seedance 2.0 แล้ว ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินขั้นตอนเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันที่มีอยู่ เพื่อสกัดกั้นการนำทรัพย์สินทางปัญญาและรูปลักษณ์ของบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากฝั่งผู้ใช้งาน

ที่ผ่านมา มีเพียง AI ตัวเดียวที่ Disney บรรลุข้อตกลงการใช้งานลิขสิทธิ์ (Licensing deal) และร่วมลงทุน ก็คือ OpenAI ทำให้ OpenAI สามารถใช้ตัวละครจากแฟรนไชส์ Star Wars, Pixar และ Marvel ในเครื่องมือสร้างวิดีโอ Sora ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

(Photo : Shutterstock)

นอกเหนือจากเรื่องลิขสิทธิ์แล้ว สิ่งที่หลายคนกังวลก็คือ คนเบื้องหลัง โดยอ้างอิงจาก MPA และ SAG-AFTRA    ที่มองว่า เนื่องจาก Seedance สามารถสร้างวิดีโอคุณภาพสูงได้ในราคาเพียง 7 เซนต์ (ประมาณ 2.5 บาท) และใช้เวลาเพียง 2 นาที ซึ่งอาจเข้ามาแทนที่ทีม VFX และทีมโปรดักชั่นโฆษณาได้ทันที

คงต้องรอดูว่า Seedance จะไปสุดที่ตรงไหน และจะโดนสกัดดาวรุ่งด้วยปัญหาด้านลิขสิทธิ์ไหม แต่แค่นี้ ByteDance ก็โชว์ให้ฝั่งอเมริกาเห็นแล้วว่า จีนก็มีของ

Source

]]>
1560350
ถอดรหัส Creator Economy ทำไม ‘คอนเทนต์’ ถึงเป็น ‘ขุมทรัพย์’ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ https://positioningmag.com/1560116 Wed, 18 Feb 2026 05:06:25 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560116 จากยุคเพื่อความบันเทิง ตอนนี้ ‘ครีเอเตอร์’ ได้สร้างคอนเทนต์ที่มีพลังไปมากกว่านั้น นั่นคือ สร้างรายได้และก่อให้เกิดการขาย ไปจนถึงมีอิทธิพลทางความคิด ซึ่งขับเคลื่อนให้เกิด Creator Economy ที่ใหญ่และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

 

ตลาดนี้ใหญ่แค่ไหน?

 

ข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีครีเอเตอร์มากกว่า 200 ล้านคน ขณะที่ในประเทศไทยเองมีอยู่ถึง 11 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ ‘ตัวท็อป’ Celebrity/Mega Influencers) ไปจนถึง Nano Influencers ที่แม้ฐานแฟนจะมีขนาดเล็กแต่ทรงพลัง

 

ทำไมถึงโตแรง?

 

สำหรับเหตุผลที่ทำให้ Creator Economy เติบโตแบบก้าวกระโดด ก็เนื่องจากได้รับแรงหนุนจาก 3 ปัจจัย ได้แก่

1.การลดบทบาทของสื่อกลางแบบดั้งเดิม ทำให้ครีเอเตอร์เชื่อมต่อกับผู้ชมได้โดยตรง และควบคุมคอนเทนต์ได้อย่างเสรี

2.มีช่องทางสร้างรายได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Subscription, โฆษณา, สปอนเซอร์, แบรนด์ และ ‘รายได้จากค่านายหน้า’ (Affiliate Marketing) ฯลฯ

3.เทคโนโลยี AI และเครื่องมือขั้นสูง ได้เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างคอนเทนต์ วิเคราะห์พฤติกรรมคนดู และขยายการเข้าถึงอัลกอริทึม

 

‘Content’ สู่ ‘Commerce’ เทรนด์ใหม่น่าจับตา

 

จากข้อมูลของ Grand View Research มีการคาดการณ์ว่า Creator Economy ทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยราว 23% ต่อปี (CAGR 2026-2032) สำหรับในไทย Tellscore ร่วมกับศูนย์วิจัย FutureTales LAB ประเมินว่า Creator Economy จะขยายตัวราว 15% ในปี 2025

 

รูปแบบคอนเทนต์ที่น่าจับตา

 

Video Streaming ยังคงเป็นรูปแบบที่ประสบความสำเร็จสูงสุด

Podcasting เป็นรูปแบบที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เพราะเนื่องจากผู้บริโภคหันมาฟังคอนเทนต์เสียงในรูปแบบยาวมากขึ้น และเป็นกลุ่มที่มี Loyalty สูง

 

ขณะที่ช่องทางหลักในการสร้างรายได้ ประกอบด้วย ‘รายได้จากโฆษณา’ ที่ขับเคลื่อนโดย Influencer Marketing, ‘รายได้จากระบบการสมัครสมาชิก’ ที่ให้รายได้ต่อเนื่องและสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสมาชิก และ ‘รายได้จาก Affiliate Marketing’ ที่กำลังมาแรงอย่างมาก โดยครีเอเตอร์สร้างรายได้จากการโปรโมตสินค้าผ่าน Tracking Link และได้รับเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย

 

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลายเจ้าก็ได้รวมฟีเจอร์ช้อปปิ้งเข้ามา เช่น TikTok Shop, และ YouTube Shopping ทำให้ครีเอเตอร์สามารถแท็กสินค้าในคอนเทนต์ได้โดยตรง และผู้ติดตามสามารถซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องออกจากแอปพลิเคชัน

 

สอดคล้องกับการเติบโตของ Social Commerce และ Live Commerce ในไทยที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเข้ามาเปลี่ยนแปลง Customer Journey จากการเปรียบเทียบราคามาสู่การซื้อตามความเชื่อมั่นในครีเอเตอร์

 

รายได้-เทคโนโลยี คือความท้าทาย

 

แม้ Creator Economy จะสร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่เผชิญความท้าทายอีกหลายเรื่อง เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เช่น

-รายได้ที่อาจเติบโตช้าและผันผวนส่งผลต่อการวางแผนทางการเงิน

-ปัญหาด้านเทคโนโลยี เช่น Platform Algorithm ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เนื่องจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การแสดงผลคอนเทนต์ ทำให้ยอดวิวตกได้แบบชั่วข้ามคืน

-การติดตาม ROI การบริหารโปรแกรม Affiliate และการรับมือกับแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับครีเอเตอร์

 

ยุคนี้ Creator Economy ได้เปลี่ยน ‘คอนเทนต์’ ให้เป็น ‘ขุมทรัพย์’ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งใครจับเทรนด์และปรับทันให้ทัน ก็จะเป็นผู้ได้เปรียบ

 

]]>
1560116
IBM สวนกระแสโลก AI! ประกาศเพิ่มการจ้างงานเด็กจบใหม่ 3 เท่า เน้นทักษะที่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์มากขึ้น https://positioningmag.com/1559788 Mon, 16 Feb 2026 04:39:30 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559788 ในยุคที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างกังวลว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาแย่งงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) จนทำให้หลายบริษัทเริ่มชะลอการรับพนักงานใหม่ แต่ IBM ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีกลับเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไป โดยประกาศแผนที่จะเพิ่มการจ้างงานระดับเริ่มต้นในสหรัฐฯ ถึง 3 เท่าในปี 2026

จ้างงานในจุดที่ AI ทำได้ แต่ใช้ “ความเป็นมนุษย์” นำทาง

Nickle LaMoreaux หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล (CHRO) ของ IBM ยืนยันว่า ตำแหน่งงานที่จะเปิดรับนั้นรวมถึงกลุ่มงานที่หลายฝ่ายมองว่า AI สามารถทำแทนได้แล้ว แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ การปรับเปลี่ยนนิยามของงาน โดย IBM ได้ทำการรื้อเกณฑ์การจ้างงานและรายละเอียดงาน (Job Description) ใหม่ทั้งหมด โดยมีกลยุทธ์หลักดังนี้:

  • ลดงานซ้ำซ้อนที่ AI ทำได้: เช่น การเขียนโค้ดเบื้องต้น (Coding) หรือการจัดการข้อมูลพื้นฐาน
  • เพิ่มทักษะที่ต้องใช้คน (People-forward): เน้นไปที่การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการสื่อสารที่ต้องใช้ความเห็นอกเห็นใจ

ทำไมต้องจ้างคนเพิ่ม ในเมื่อ AI เก่งขึ้น?

เหตุผลเบื้องหลังกลยุทธ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของปริมาณงาน แต่คือ การสร้างอนาคต โดย IBM มองว่าแม้ในวันนี้ AI จะช่วยแบ่งเบาภาระงานไปได้มาก แต่บริษัทจำเป็นต้องมีพนักงานรุ่นใหม่เพื่อเข้ามาบ่มเพาะทักษะ เพราะหากไม่มีพนักงานระดับเริ่มต้นในวันนี้ บริษัทก็จะขาดแคลนบุคลากรที่มีประสบการณ์เพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับบริหาร หรือตำแหน่งที่ซับซ้อนกว่าในอนาคต

รายงานนี้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ข้อมูลจาก MIT ในปี 2025 ระบุว่างานกว่า 11.7% เริ่มถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ และนักลงทุนส่วนใหญ่ต่างจับตามองว่าปี 2026 จะเป็นปีที่เห็นผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานอย่างชัดเจนที่สุด

Source

]]>
1559788
รู้จัก ‘ASML’ มหาอำนาจผู้กำหนดอนาคต ‘ชิป AI’ โลก ที่กำลังเล็งสร้างซัพพลายเชนในประเทศไทย! https://positioningmag.com/1559130 Wed, 11 Feb 2026 05:17:53 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559130 ถ้าพูดถึง ชิป AI หลายคนน่าจะคิดถึง Nvidia เป็นชื่อแรก ๆ เพราะเรียกได้ว่าเป็นเบอร์ 1 ในโลกตอนนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็น Nvidia, Intel, AMD หรือแม้แต่ TSMC จะเกิดไม่ได้เลยหากไม่มี เครื่องมือ อย่าง เครื่องพิมพ์ลายวงจรบนแผ่นซิลิคอน ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกผูกขาดโดยบริษัทเดียวก็คือ ASML ล่าสุด มีข่าวว่า ASML กำลังสนใจจะมาลงทุนในไทย ดังนั้น Positioning จะพาไปทำความรู้จักกับ ASML ให้มากขึ้น ว่าสำคัญแค่ไหนในอุตสาหกรรมชิป และทำไมปัจจุบันถึงเป็นรายเดียวที่ผูกขาดในโลกนี้

จากโปรเจกต์ที่เป็นส่วนเกินสู่ ASML

ในช่วงทศวรรษ 1960-1970 ผู้ผลิตชิปมักจะสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่พอเข้าสู่ยุค 80 เทคโนโลยีเริ่มซับซ้อนและต้นทุนสูงขึ้นมาก ทำให้เกิด อุตสาหกรรมเครื่องมือผลิตชิป แยกตัวออกมา ทำให้ตอนนั้นบริษัท Philips ก็เริ่มเล็งเห็นแล้วว่า การจะพัฒนาเครื่องมือใช้เองภายในจึงเริ่มไม่คุ้มค่า และการพัฒนาเทคโนโลยี Lithography หรือ เครื่องพิมพ์ลายวงจรบนแผ่นซิลิคอน ถือเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูงมาก

นั่นทำให้โปรเจกต์การพัฒนาเครื่อง Wafer Stepper ที่ชื่อว่า SIRE (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น PAS 2000) ถูกมองว่าเป็นส่วนเกิน เพราะใช้เงินทุนสูงและต้องอาศัยความคล่องตัวแบบสตาร์ทอัพ ทำให้ Wim Troost ผู้อำนวยการในขณะนั้นต้องใช้ เงินส่วนตัว จากวิศวกร เพื่อประคองโปรเจกต์นี้ไว้ และตระหนักว่าหากจะอยู่รอด ต้องหาลูกค้าภายนอกและพันธมิตรทางธุรกิจ

นั่นทำให้ Philips เริ่มมองหาพาร์ทเนอร์เพื่อสานต่อโปรเจกต์ ในตอนแรก Philips เกือบจะตกลงกับบริษัท Perkin Elmer จากอเมริกา แต่เจรจาไม่สำเร็จเพราะ Philips ไม่อยากเป็นแค่ลูกไล่ ในขณะเดียวกัน Arthur del Prado ผู้ก่อตั้ง ASM International (นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่นำเทคโนโลยีจาก Silicon Valley มาสู่ยุโรป) ก็แสดงความสนใจอย่างมาก

แม้ตอนแรก Philips จะมองว่า ASM เป็นแค่บริษัทรุ่นน้อง แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของ Del Prado และแรงผลักดันจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมไฮเทคของตัวเอง ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็บรรลุข้อตกลงในปี 1983 และในปี 1984 บริษัท ASML ก็ถูกจัดตั้งขึ้น ที่เมืองเวลด์โฮเวน (Veldhoven) ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเริ่มจากการเป็นกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ระหว่าง Philips และ  ASM International โดยเน้นไปที่การพัฒนาเครื่อง Wafer Stepper เพื่อใช้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์

ในช่วงแรก บริษัทมีพนักงานเพียง 50 คน และทุกคน ไม่ได้เต็มใจ ที่จะทำงาน เพราะมีพนักงานถึง 47 คน ที่ถูกโยกย้ายมาจากบริษัท Philips แต่ต้องมาเสี่ยงดวงมาอยู่กับสตาร์ทอัพที่ไม่มีแม้แต่ออฟฟิศดี ๆ มีแต่ เพิงสังกะสี ที่ร้อนและคับแคบ

นอกจากนี้ เครื่อง PAS 2000 ที่ Philips พัฒนามาก็ขายไม่ออก เพราะมันใช้ระบบไฮดรอลิก (น้ำมัน) ซึ่งคนทำชิปเกลียดมาก เพราะถ้ามันรั่วในห้อง Cleanroom คือหายนะ และเมื่อ ASML ก่อตั้งขึ้น งานแรกที่พวกเขาทำคือการ ล้างไพ่ ออกแบบระบบใหม่ให้เป็นไฟฟ้า ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เทคโนโลยีของพวกเขาเริ่มแซงหน้าคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม ในปี 1988 บริษัท ASM ประสบปัญหาการเงินจึงขายหุ้นคืนให้ Philips ในปี 1988 และ Philips ก็ค่อย ๆ ถอนหุ้นออกไปหลังจาก ASML เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 1995 จนปัจจุบัน: ASML เป็น บริษัทมหาชน (Public Company) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ และ Euronext Amsterdam เจ้าของคือผู้ถือหุ้นทั่วโลก โดยกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือสถาบันการเงินระดับโลก เช่น Capital Group, BlackRock และ Vanguard

ทำไมต้องเป็น ASML เท่านั้น?

การจะสร้างชิปที่มีขนาดเล็กระดับ 2 หรือ 3 นาโนเมตรได้นั้น ต้องใช้แสงที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก ๆ ซึ่งก็คือ EUV (Extreme Ultraviolet) แต่ความยากที่ทำให้คนอื่นทำตามไม่ได้คือ แสง EUV นั้นอ่อนไหวมาก แค่โดนอากาศมันก็ถูกดูดกลืนหายไปหมดแล้ว ดังนั้น เครื่องจักรของ ASML จะยิงเลเซอร์ใส่หยดดีบุกที่หลอมละลายในสภาวะ สุญญากาศที่สมบูรณ์แบบ เท่านั้น

จากนั้นแสง EUV จะถูกสะท้อนผ่านกระจกที่มีความแม่นยำสูงมากเท่านั้น ไม่สามารถสะท้อนด้วยกระจกธรรมดาได้ เพื่อฉายลวดลายวงจรลงบนแผ่นซิลิคอน ดังนั้น ASML ต้องใช้กระจกพิเศษจากบริษัท Zeiss ที่เรียบเนียนมาก จนมีคำเปรียบเปรยว่า ถ้าขยายกระจกนี้ให้ใหญ่เท่าขนาดประเทศเยอรมนี รอยขรุขระที่สูงที่สุดจะสูงไม่เกิน 1 มิลลิเมตร เลยทีเดียว

นับตั้งแต่ปี 2010 ที่ ASML สามารถพัฒนาเครื่อง EUV ได้สำเร็จ ก็ถือเป็นรายเดียวในโลก ที่มีความสามารถในการพิมพ์ลวดลายลงบนชิปได้ด้วยลำแสงที่มีความยาวคลื่น 13.5 นาโนเมตร ซึ่งเล็กกว่ากระบวนการทั่วไปที่นิยมใช้กันในปัจจุบันถึง 14 เท่า

ทำให้ปัจจุบัน ASML กลายเป็นผู้ผูกขาดตลาดชิปขั้นสูง (7 นาโนเมตรลงไป) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการผลิตชิปสำหรับ AI ทำให้ปัจจุบัน ASML ครองส่วนแบ่งการตลาดเครื่องพิมพ์ชิปทั่วโลกสูงถึง 99% โดยเฉพาะเครื่อง EUV ที่แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก:

  •  Low NA EUV: ใช้ผลิตชิป AI ในปัจจุบัน เช่น ชิปตระกูล Blackwell ของ Nvidia
  •  High NA EUV: รุ่นใหม่ล่าสุดที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าเดิม สำหรับการวิจัยและพัฒนาชิปในอนาคต

แทบเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะตามทัน

ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญ ASML ไม่เพียงแค่ผูกขาดเทคโนโลยี EUV ในปัจจุบันเท่านั้น แต่กำลังจะกลายเป็นผู้ผูกขาดในเทคโนโลยี EUV รุ่นถัดไปอีกด้วย และแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะ ตามทัน แม้แต่คู่แข่งสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Nikon หรือ Canon ก็ถือว่าถูกทิ้งห่างไปไกลมาก เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของเงินลงทุน แต่ ASML ต้องใช้เวลาถึง 30 ปีในการพัฒนา

ปัจจุบัน ราคา เครื่อง EUV รุ่น High NA EUV ราคาประมาณ 320 – 400 ล้านยูโร (ประมาณ 12,000 – 15,000 ล้านบาทต่อเครื่อง) ส่วนรุ่น Low NA EUV: ราคาประมาณ 220 ล้านยูโร (ประมาณ 8,200 ล้านบาทต่อเครื่อง) และเครื่อง EUV หนึ่งเครื่องมีขนาดใหญ่เท่ารถบัส และหนักมากจนต้องใช้เครื่องบิน Boeing 747 ถึง 3 ลำ ในการขนส่งเครื่อง และเมื่อไปถึงโรงงาน ต้องใช้เวลาติดตั้งและเซตระบบนานหลายเดือนกว่าจะเริ่มผลิตชิปได้สักแผ่น

ในปี 2025 ASML ขายเครื่อง EUV ไปได้ทั้งหมด 48 เครื่อง สร้างรายได้มหาศาล และทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ ปัจจุบันยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC, Intel และ Samsung กำลังทดสอบเครื่องรุ่น High NA ในห้องแล็บ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตจริงในปริมาณมากได้ในช่วงปี 2027-2028 ซึ่ง Intel จะเป็นเจ้าแรกที่นำมาใช้

โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหุ้นของ ASML จะยังคงเติบโตต่อไปตราบเท่าที่โลกยังต้องการชิปขั้นสูงเพื่อพัฒนา AI โดย ASML ตั้งเป้ายอดขายในปี 2026 ไว้สูงถึง 34,000 – 39,000 ล้านยูโร 

ASML อาจมาไทย?

หลังจากที่มีข่าวว่าผู้บริหารของ ASML เข้าพบคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อหารือโอกาสลงทุนในประเทศไทย ทาง ศ. ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มองว่า ที่ ASML ยักษ์ใหญ่ผลิตเครื่องจักรผลิตชิป สนใจลงทุนในไทย เกิดจากยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงจากจีน และ 4 จุดแข็งสำคัญของไทย ได้แก่:

  1. ศักยภาพอุตสาหกรรม: มีซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ
  2. โครงสร้างพื้นฐานพร้อม: ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพสูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค
  3. ความปลอดภัย: ไทยไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงต่อสงครามในระดับมหภาค
  4. ฐานการผลิตที่น่าเชื่อถือ (Trusted Base): เคารพทรัพย์สินทางปัญญา ความลับทางธุรกิจไม่รั่วไหล

แนะรัฐบาลใหม่สร้าง Grand Strategy

ศ. ดร.อาชนัน ย้ำว่า รัฐบาลใหม่ หรือ BOI ควรจะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่ (Grand strategy) ของประเทศไทยในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทางเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์แห่งอนาคต และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามาลงทุนให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด เพื่อทำให้บริษัทต่างชาติใหม่ ๆ เห็นภาพว่ามีการผลิตที่สามารถส่งออก และขายในประเทศได้ด้วย และทำให้บริษัทเหล่านั้นเกิดความคุ้มทุนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความดึงดูดให้กับการลงทุนในไทย

รวมถึงไม่ควรรอแค่การถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ต้องสร้างระบบนิเวศให้บุคลากรนำความรู้ไปต่อยอดธุรกิจเองได้ และสนับสนุน Venture Capital (VC) ที่กล้ารับความเสี่ยงและสนับสนุนไอเดียใหม่ๆ อย่างแท้จริง ที่สำคัญ ฝ่ายการเมืองต้องสนับสนุนต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนนโยบายกลับไปกลับมา

“จุดที่ดึงดูดที่สุดคือทำให้นักลงทุนมองว่าการลงทุนในประเทศไทยมีความคุ้มทุนเร็วที่สุด การคุ้มทุนตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของการให้สิทธิประโยชน์ เช่น ยกเว้นภาษี 10 – 20 ปี เท่านั้น แต่ถ้าไทยมี Grand strategy และทำไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมดก็จะช่วยสร้างให้เกิดทิศทางทางนโยบายที่เข้มแข็ง รวมถึงจะส่งผลให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เราเติบโตได้จริงในระยะยาว ที่สำคัญคือต้องไม่มีการเปลี่ยนนโยบายที่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ  ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยแรงจากฝ่ายการเมืองด้วย เพราะถ้าเกิดการย้ายฐานการผลิตแล้วจะไม่มีการย้อนกลับมาที่ไทยอีกเลย”      ศ. ดร.อาชนัน กล่าวทิ้งท้าย

]]>
1559130
ย้อนรอย ‘Asus’ เจ้าพ่อ ‘เกมมิ่งโฟน’ ที่สุดท้ายต้องยกธงขาวถอนตัวออกจากตลาด https://positioningmag.com/1557979 Tue, 03 Feb 2026 09:41:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557979 ถ้าใครที่ทันยุคที่ตลาดสมาร์ทโฟนกำลังบูม ๆ เชื่อว่าจะต้องจำชื่อของ Zenfone แบรนด์สมาร์ทโฟนจาก เอซุส (Asus) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติไต้หวันได้อย่างแน่นอน แต่หลายคนน่าจะรู้กันแล้วว่า จากนี้จะไม่มีสมาร์ทโฟนจาก Asus ในตลาดอีกแล้ว Positioning จะพาไปย้อนรอยดูว่าเกิดอะไรกับ Asus ถึงต้องโบกมือลาจากตลาดไปอีกราย

ย้อนรอยจุดเริ่มต้น

ย้อนไปปี 1989 ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ชาย 4 คน ได้แก่ Wayne Hsieh, Ted Hsu, MT Liao และ TH Tung ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทเพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ในชื่อ Pegasus เพื่อสื่อถึงบริษัทที่มีความสง่างาม ดำเนินธุรกิจด้วยความบริสุทธิ์ เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ และความรู้ แต่ต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Asus จนถึงทุกวันนี้

หลังจากที่ค่อย ๆ สร้างชื่อจนเป็นบริษัทเทคโนโลยีแนวหน้า ในช่วงปี 2005 แบรนด์ Asus ก็กระโดดมาทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือ เริ่มตั้งแต่การทำโทรศัพท์มือถือแบบฝาพับ อย่างเช่นรุ่น ASUS J101 และ Windows Mobile 

จนมาถึงปี 2012 ที่ถือเป็นช่วงยุคทองของสมาร์ทโฟน บริษัทก็ได้เปิดตัว Asus PadFone สมาร์ทโฟนที่สามารถเสียบเข้ากับแท็บเล็ตเปล่า เพื่อ ขยายหน้าจอ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สร้างความฮือฮาอย่างมากในยุคนั้น และแสดงให้เห็นว่าสมาร์ทโฟนของ Asus นั้นเน้นงานวิศวกรรมที่ล้ำสมัย

เข้าสู่ยุคทองด้วย Zenfone

มาปี 2014 ถือเป็น ยุคทอง ของ Asus หลังจากที่คลอด Zenfone ที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เนื่องจาก สเปกสูงแต่ราคาถูกมาก (ราคาเริ่มต้นแค่ 5,000-8,000 บาทในไทย) โดยเฉพาะในปี 2015 ที่บริษัทเปิดตัว Zenfone 2 เป็นมือถือรุ่นแรกของโลกที่มี RAM 4GB ส่งผลให้ในช่วงนั้น Asus สามารถกวาดยอดขายได้ปีละ 20-30 ล้านเครื่อง เลยทีเดียว 

สาเหตุที่ตอนนั้น ZenFone สามารถขายได้ในราคาถูกมาก ๆ เป็นผลมาจากการใช้ชิป Intel โดยอ้างอิงจาก Bernstein Research สถาบันวิจัยทางการตลาดเปิดเผยว่า ตอนนั้น Intel ขายชิปให้ Asus ในราคาเกือบเท่าทุน โดยมีกำไรขั้นต้นเพียง 1.2% เท่านั้น

สาเหคุที่ Intel ขายชิปให้ในราคาถูกเป็นเพราะบริษัทพยายามผลักดันชิปเซ็ตสำหรับมือถือที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ X86 เข้าสู่ท้องตลาด ขณะที่คู่แข่งรายใหญ่ ๆ ในยุคนั้นต่างก็ใช้สถาปัตยกรรมการผลิต CPU แบบ ARM เหมือนกันทั้งหมด ดังนั้น หาก Intel สามารถเจาะตลาดมือถือที่ใช้ชิปเซ็ตแบบ X86 ได้ ก็จะทำให้ Intel สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดในการผลิตชิปเซ็ตมือถือได้เหมือนกับคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม ในข่วงปี 2016 การแข่งขันในตลาดก็ค่อย ๆ สูงมากขึ้น จากการมาของ แบรนด์จีน ไม่ว่าจะเป็น เสียวหมี่ (Xiaomi) และ หัวเว่ย (Huawei) ที่ใช้กลยุทธ์เดียวกับ Asus คือ สเปกจัดเต็ม ในราคาแสนถูก ประกอบกับในตอนนั้น Asus ต้องเปลี่ยนจากการใช้ชิป Intel มาใช้ชิปของ Qualcomm และ MediaTek อย่างเต็มตัว แม้ราคาจะสูงกว่า เนื่องจากแอปพลิเคชันที่ถูกเขียนมาส่วนใหญ่เน้นรองรับสถาปัตยกรรม ARM เป็นหลัก

กำเนิด ROG สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง

ด้วยเหตุนี้เอง Asus เลยต้องปรับราคาสินค้าขึ้น จน ZenFone อาจไม่ใช่มือถือสเปกแรงในราคาที่คุ้มค่าอีกต่อไป ซึ่งนั่นทำให้ความน่าสนใจของ ZenFone ลดลงเรื่อย ๆ และในที่สุด Asus ต้องปรับกลยุทธ์จากมาเน้นกลุ่ม พรีเมียม 

อย่างไรก็ตาม การที่ทำตลาดแมสมาตลอด การจะขึ้นไปจับกลุ่มพรีเมียมที่ผู้บริโภคขึ้นชื่อเรื่อง ความภักดี นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้ในที่สุด Asus ก็หันไปจับ Niche Market โดยหยิบเอาจุดกลยุทธ์ที่เคยใช้ได้ผลในตลาด โน้ตบุ๊ก อย่างการแตกแบรนด์ ROG (Republic of Gamers) ที่เจาะกลุ่ม เกมมิ่ง มาใช้กับตลาดสมาร์ทโฟน เกิดเป็น ROG Phone รุ่นแรกในปี 2018 โดยทำราคาเปิดตัวแตะ 30,000 บาท

จากนั้น Asus ก็เลิกทำมือถือรุ่นราคาประหยัด และหันมาโฟกัสแค่ 2 สายหลัก ได้แก่ 

  • Zenfone: ที่ไม่ได้จับกลุ่มแมสอีกต่อไป แต่เลือกทำแต่รุ่นเรือธง โดยชูจุดเด่นที่ขนาดกะทัดรัด แต่สเปกแรง
  • ROG Phone: สมาร์ทโฟนเกมมิ่ง ฮาร์ดแวร์ระดับสูง ระบบระบายความร้อนเฉพาะทาง และอุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์โดยตรง
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Niche เกินไปก็ไม่คุ้มลงทุน

แม้ว่า Asus จะหันไปจับตลาด Niche ซึ่งดูเหมือนว่าตลาดนั้นจะไม่ได้ใหญ่มากเพียงพอให้ Asus พร้อมไปต่อ เพราะแม้ว่า Asus จะเดินตามทางแนวคิดเดียวกับ Apple ที่ต้องการทำมือถือขนาดกะทัดรัด แต่สุดท้ายแนวคิดนี้ก็เหมือนจะถูกพิสูจน์แล้วว่า ผิดทาง เพราะ Apple เองก็ทำสมาร์ทโฟนจอใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับแบรนด์อื่น ๆ ในตลาด

เช่นเดียวกับ ROG Phone ที่จับกลุ่มเกมมิ่ง ก็ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลง เนื่องจากสมาร์ทโฟนทั่วไปในราคาหมื่นต้น ๆ ก็สามารถใช้ชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง หรือถ้าจะเสียเงินในระดับ 30,000 บาท การซื้อมือถือแฟลกชิปทั่วไป จะตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันอื่น ๆ มากกว่าด้วย

จากความนิยมที่ลดลง และสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบัน ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของ Asus ในตลาดสมาร์ทโฟนค่อย ๆ ลดลงจนเหลือไม่ถึง 2% และหลังจากที่ Asus เปิดตัว ROG Phone 9 Pro ในช่วงปลายปี 2024 ก็ไม่มีรุ่นสานต่อในปี 2025 มาให้เห็น มีเพียงการเปิดตัว Zenfone 12 Ultra ที่กลับมาทำจอใหญ่เพื่อหวังดึงลูกค้ากลุ่มแมส แต่ดูเหมือนจะไม่ทันการ

ถอนตัวจากตลาดสมาร์ทโฟนเพื่อลุย AI

ในที่สุด มกราคม 2026 Jonney Shih ประธานบริษัทก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะไม่เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในปี 2026 ทั้งซีรีส์ Zenfone และ ROG Phone และจะโยกทีมวิศวกรไปโฟกัสที่เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง Physical AI เช่น AI Robotics, AI Smart Glasses และอีกส่วนคือ เน้นที่ Commercial AI PC หรือคอมพิวเตอร์สำหรับองค์กรที่ใช้ชิป AI ซึ่งเป็นจุดแข็งเดิมของ Asus อยู่แล้ว

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะรายได้จากธุรกิจเซิร์ฟเวอร์ AI ของ Asus ในปี 2025 เติบโตถึง 100% ทำให้บริษัทมีอยู่ที่ 7.38 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน เติบโต 26.1%

การโบกมือลาตลาดสมาร์ทโฟนของ Asus คือเครื่องยืนยันว่าในโลกเทคโนโลยี “นวัตกรรมที่ล้ำสมัย” อาจไม่สู้ “ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป” แม้ Asus จะเคยประสบความสำเร็จจาก Zenfone และสร้างมาตรฐานใหม่ให้เกมมิ่งโฟนด้วย ROG แต่เมื่อกำแพงระหว่าง Niche Market กับ Mass Market เริ่มพังทลาย การถอยกลับไปโฟกัสที่จุดแข็งเดิมอย่างคอมพิวเตอร์และรุกหน้าสู่โลก AI จึงเป็นการ “ถอยเพื่อก้าวกระโดด” ในสมรภูมิใหม่ที่ Asus มีโอกาสชนะมากกว่านั่นเอง

]]>
1557979
สรุปไทม์ไลน์การถอยทัพจาก ‘เอเชีย’ ของ ‘เทเลนอร์’ ถอนสมอแล้วกี่ประเทศ และยังเหลือประเทศไหนที่ยังลงทุน https://positioningmag.com/1557101 Wed, 28 Jan 2026 14:18:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557101 สรุปไทม์ไลน์เทเลนอร์ในประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของ เทเลนอร์ ในประเทศไทย ต้องย้อนไปถึงปี 2543 โดยเทเลนอร์ถือเป็นกลุ่มโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่จากประเทศนอร์เวย์ โดยเทเลนอร์ได้ก้าวเข้ามาเป็นพันธมิตรกับ UCOM ของกลุ่มเบญจรงคกุล เพื่อสร้างแบรนด์ TAC และได้เปลี่ยนเป็น Dtac (ดีแทค) ในเวลาต่อมา 

Dtac เคยผงาดขึ้นมาเป็น เบอร์ 2 ในตลาดโทรคมนาคมไทย จากกลยุทธ์ Emotional Marketing และ ซิม Happy ในปี 2546 ที่เป็นซิมระบบเติมเงิน (Prepaid) จากที่ตอนนั้นเป็นตลาดรายเดือน (Postpaid) จากนั้นในปี 2550 บริษัทก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ด้วยราคา IPO ที่ 40 บาทต่อหุ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงยุค 4G และ 5G ที่ตลาดโทรคมนาคมแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทั้งการแย่งชิงลูกค้า และการแข่งขันกันประมูลคลื่นความถี่ในราคาที่สูงลิ่ว ซึ่งในกลยุทธ์ช่วงนั้น Dtac ได้ตัดสินใจไม่เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่บางรอบ เช่น คลื่น 900 MHz (พ.ศ. 2559) และ 1800 MHz (พ.ศ. 2561) ซึ่งนั่นทำให้ Dtac ได้สูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้าไปพอสมควร และในท้ายที่สุดก็ถูก True แซงขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของตลาด 

จนกระทั่งในเดือนมีนาคม 2566 เมื่อ True และ Dtac ได้ควบรวมกิจการกัน โดยเทเลนอร์ลดบทบาทจากการเป็นเจ้าของกิจการ (Operator) มาเป็นเพียง ผู้ถือหุ้นร่วม ในสัดส่วนที่เท่ากับกลุ่ม CP (ประมาณ 30%)

และในที่สุด 21 มกราคม 2569 เทเลนอร์แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าได้ลงนามขายหุ้น TRUE จำนวน 24.95% ให้กับบริษัท Arise Digital Technology (กลุ่มทุนของคุณศุภชัย เจียรวนนท์) ในราคาหุ้นละ 11.70 บาท คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท และดีลนี้ยังมีสัญญาพ่วง (Put/Call Option) สำหรับหุ้นอีก 5.35% ที่เหลือ ซึ่งจะขายขาดกันภายในปี 2571 ถือเป็นการล้างมือจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยอย่างสมบูรณ์ ปิดฉาก 25 ปีของเทเลนอร์ในไทย

จาก 5 เหลือ 2 ที่ยังลงทุน

แน่นอนว่ากลุ่มเทเลนอร์ไม่ได้ลงทุนแค่ในประเทศไทย แต่ยังลงทุนอีกหลายประเทศ และไม่ใช่แค่ไทยที่เทเลนอร์ถอนสมอออกแล้ว แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ถอนตัวออกไปแล้ว ได้แก่ 

  1. อินเดีย (The First Exit) – ปี 2561

อินเดียเป็นบทเรียนแรกที่เทเลนอร์ถอยทัพ เพราะสู้กับ สงครามราคา สุดโหดของ Reliance Jio บริษัทโทรคมนาคมของ Mukesh Ambani มหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในเอเชียไม่ไหว สุดท้ายต้องตัดสินใจยกธุรกิจให้กับ Bharti Airtel 

  1. เมียนมา (The Forced Exit) – มีนาคม 2565

ประเทศต่อมาที่เทเลนอร์ยอมทิ้งกิจการก็คือ เมียนมา เนื่องจากเกิดสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2564 ด้วยความไม่มั่นคงหลังการรัฐประหาร แรงบีบคั้นจากรัฐบาลทหาร และความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ สุดท้าย เทเลนอร์จึงขายกิจการทั้งหมดให้ M1 Group จากเลบานอน มูลค่า 105 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,400-3,600 ล้านบาท) 

3. ปากีสถาน (The Strategic Exit) – ธันวาคม 2568 (2025)

หลังจากประกาศขายมานานกว่า 2 ปี ในที่สุดเทเลนอร์ก็ปิดดีลขาย Telenor Pakistan ให้กับกลุ่ม PTCL ได้สำเร็จในวันสุดท้ายของปี 2568 มูลค่าดีลประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท เนื่องด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปากีสถานและอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป

Photo : Shutterstock

มาเลเซีย-บังกลาเทศ 2 ประเทศที่ยังดำเนินกิจการ

  1. มาเลเซีย (The Consolidation) – 2565 – ปัจจุบัน

เทเลนอร์เลือกทางสายกลางในมาเลเซีย โดยการควบรวม Digi เข้ากับ Celcom เกิดเป็น CelcomDigi โดยเทเลนอร์ยังถือหุ้นอยู่ 33.1% แต่ไม่ได้บริหารงานเองเบ็ดเสร็จ มีรายงานว่าหากสถานการณ์ในเอเชียยังไม่ดีขึ้น หุ้นก้อนนี้อาจเป็นรายต่อไปที่ถูกขายออกในปี 2027-2028

2. บังกลาเทศ (Grameenphone): 2540 – ปัจจุบัน

เทเลนอร์ ดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ Grameenphone (กรามีนโฟน) โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างเทเลนอร์ (55.8%) และ Grameen Telecom (34.2%) ส่วนหุ้นส่วนที่เหลือ 10%: จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของบังกลาเทศ

ปัจจุบัน Grameenphone ถือเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถืออันดับ 1 ของประเทศที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 80 ล้านราย โดย Grameenphone ถือเป็นผู้นำในการบุกเบิก 4G และกำลังทดสอบ/ขยายโครงข่าย 5G รวมถึงการนำระบบ eSIM มาใช้เป็นรายแรก ๆ ในประเทศ

แต่นอกจากบริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตแล้ว Grameenphone ยังเน้นบริการดิจิทัลที่ตอบโจทย์คนท้องถิ่น เช่น MyGP App ซูเปอร์แอปฯ ของคนบังกลาเทศ, Bioscope แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งความบันเทิงยอดนิยม เป็นต้น

ถอยทัพเพราะหันไปเน้นยุโรปเหนือแทน

เหตุผลที่เทเลนอร์ให้ไว้ในงาน Capital Markets Day 2025 คือการเป็นบริษัทที่ “Nordic-centric” (เน้นยุโรปเหนือ) เพราะในเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน ลูกค้ามีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการบริการด้าน Cyber Security, Cloud และ AI ที่ชัดเจนกว่า ซึ่งสร้างผลกำไร (Margin) ได้ดีกว่าการไปไล่เก็บค่าโทรศัพท์รายเดือนราคาถูกในเอเชีย

จริง ๆ แล้ว การถอนตัวในไทยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็น แผนการลดระดับ ที่ดำเนินมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนของเทเลนอร์ที่เล็งเห็นแล้วว่าธุรกิจโทรคมนาคมโลกเข้าสู่ยุค ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และหันไปเน้นธุรกิจอื่น ๆ ที่มีโอกาสสร้างผลกำไรที่มากกว่าแทน

]]>
1557101