HOT UPDATE – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 09 Jan 2026 12:50:11 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ปี 69 ฝันซื้อบ้าน ‘อาจ’ เกินเอื้อม คนไทยหนี้สูง กดดันกู้ไม่ผ่าน อสังหาเน้น ”โมเดลเช่า“ กำไรสูงแทน https://positioningmag.com/1554571 Fri, 09 Jan 2026 12:21:27 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554571 ตั้งแต่อดีต ‘การมีบ้าน’ เปรียบเสมือนเป้าหมายใหญ่ในชีวิตของคนไทยหลาย ๆ คน ทว่าปี 2569 ความฝันซื้อบ้านอาจไกลเกินเอื้อม

รายได้ครัวเรือนไทย 10 ปี โต 4.6% – ซ้ำ NPL ทำแบงก์เข้มกู้บ้าน

โดยที่ผ่านมา “รายได้คนไทย” เติบโตไม่ทัน “ราคาบ้าน” ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10% ต่อปี

ขณะที่ค่าใช้จ่ายและหนี้สินต่อครัวเรือนยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง อ้างอิงรายงานสภาวะเศรษฐกิจและสังคม ของข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า

ครึ่งแรกปี 2568
  • รายได้เฉลี่ย 28,151 บาท/เดือน
  • รายจ่ายเฉลี่ย 21,984 บาท/เดือน
  • หนี้สินต่อครัวเรือน 144,871 บาท
ปี 2558
  • รายได้เฉลี่ย 26,915 บาท/เดือน
  • รายจ่ายเฉลี่ย 21,157 บาท/เดือน
  • หนี้สินต่อครัวเรือน 156,770 บาท

หากคิดการขยายตัวของรายได้ครัวเรือนคนไทย ปี 2558 เทียบครึ่งแรกปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 4.6% หรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย 0.45% ต่อปี

ขณะที่ หนี้ครัวเรือน (ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 อ้างอิงเครดิตบูโร และสภาพัฒน์) 16.31 ล้านล้านบาท หรือระดับ 86.8% ต่อ GDP ลดลง 0.3% จากไตรมาสก่อน (จากปี 2564 พีกสุดที่ 95.5% ต่อ GDP)

แต่หนี้เสีย (NPL) ขึ้นมาแตะระดับ 1.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.11% เพิ่มขึ้นในทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นรถ หรือ “บ้าน” โดยพบการยึดบ้านปล่อยขายทอดตลาดเพิ่มขึ้น 210%

จากปัจจัยข้างต้น ส่งผลให้ปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่สถานบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย! และกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ให้ท้าทายมากขึ้น

กู้ไม่ผ่านหนุนปล่อยเช่าโต กำไรขั้นต้นสูง 15%

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เปิดเผยว่า จากกำลังซื้อหดตัว และภาวะหนี้ครัวเรือน + หนี้นอกระบบ ของคนไทยยังสูง

ทำให้อัตราปฏิเสธสินเชื่อ (รีเจ็กต์ เรต) แตะระดับ 50-80% แล้วแต่โครงการ เช่น ทาวน์เฮ้าส์โซนบางใหญ่นนทบุรี ราคา 2.5 ล้านบาทของเสนา ยอดรีเจ็กต์ เรต 80% เป็นต้น

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA

สวนทางกับพอร์ตปล่อยเช่าคอนโดของเสนาฯ ทั้ง RentNex และ LivNex (เช่าออมบ้าน) ยังคงขยายตัว มีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 ยูนิต

โดยทำเลปล่อยเช่าที่ไปได้ดี คือ บางนา พระรามเก้า และรังสิต มีราคาเช่าตั้งแต่ 3,000-10,000 บาท/เดือน คิดเป็นยีลด์ 7% ต่อปี และหากคิดเป็นกำไรขั้นต้นจากการเช่าจะอยู่ที่ 15% สูงกว่าการขายที่อยู่อาศัย

ตลาดเช่าบ้าน 2.7 หมื่นล้าน โต 3% ต่อปี

ปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโน โฮม คอนสตรัคชั่น จำกัด (IHC) ในเครือพฤกษาฯ เปิดเผยว่า ตลาดอะพาร์ตเมนต์ให้เช่า มีความน่าสนใจสูง จากกลุ่ม Gen Z ทั้งนักศึกษา และวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) ชอบเช่ามากกว่าซื้อ

โดยปัจจุบันมีจำนวนห้องเช่ารวม 745,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าราว 27,000 ล้านบาท เติบโต 3% ต่อปี และมีอัตราการปล่อยเช่า (Occupancy Rate) สูงถึง 90%

ปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโน โฮม คอนสตรัคชั่น จำกัด (IHC) ในเครือพฤกษาฯ

ปี 2569 บริษัทฯ จึงรุกธุรกิจดังกล่าวภายใต้ชื่อแบรนด์ iPlern (ไอเพลิน) ผ่านการใช้ที่ดินเก่าพฤกษามาพัฒนา

โดยปีนี้จะขยายอะพาร์ตเมนต์ให้เช่ารวม 100 แห่ง จากปี 2568 เปิดไปแล้ว 5 โครงการ ย่านรังสิต ลำลูกกา และบ่อวิน

“พอร์ตฯ อะพาร์ตเมนต์ปล่อยเช่ามีอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return : IRR) 13-15% ต่อเงินลงทุน ส่วนยีลด์อยู่ที่ 8-10% ต่อปี“

ปล่อยเช่าบ้าน กทม. ขึ้นเบอร์ 1 แพงสุดในโลก แซงดูไบ-ฮ่องกง

นอกจากนี้ ความร้อนแรงของตลาดปล่อยเช่าที่อยู่อาศัย ส่วนหนึ่งมาจากการให้ผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะในทำเลกรุงเทพฯ

จากรายงาน DWS Housing Affordability Review 2025 พบว่า กรุงเทพฯ ขึ้นอันดับ 1 ราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยแพงที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของประชากร

โดย ค่าเช่าบ้านในไทย คิดเป็นค่าใช้จ่ายสูงถึง 79% ของรายได้เฉลี่ยคนกรุงเทพฯ ซึ่งมากกว่าเมืองใหญ่  อื่น ๆ อย่าง มุมไบ (ค่าใช้จ่าย 66% ต่อรายได้) และฮ่องกง (61% ต่อรายได้)

ส่วนค่าเฉลี่ยของโลก ค่าใช้จ่ายเช่าบ้านอยู่ที่ 38% ต่อรายได้เฉลี่ย

]]>
1554571
คุยกับ ‘Motmo Studio’ ผู้ชุบชีวิตประติมากรรมพื้นบ้าน สู่ผลงาน ‘หิมพานต์มาร์ชเมลโล่’ สุดไวรัล https://positioningmag.com/1554479 Thu, 08 Jan 2026 21:18:34 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554479 หลายคนน่าจะเคยเห็นผลงานกาชาปองสุดไวรัลของคนไทยอย่าง หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ สัตว์ในวรรณคดีไทยที่ถูกทำออกมาน่ารักตะมุตะมิ โดย Positioning มีโอกาสได้พูดคุยกับ โม่ – คมกฤษ เทพเทียน แห่ง หมดโม่ สตูดิโอ (Motmo Studio) เจ้าของผลงาน ถึงความเป็นมาเป็นไป แนวคิด และมุมมองต่อผลงานศิลปะ และอนาคตของวงการอาร์ตทอยไทย

ของเล่น – พระเครื่อง สู่ความสนใจศิลปะ

“พ่อผมเป็นนักสะสมพระเครื่อง” ประโยคเริ่มต้นที่ โม่ – คมกฤษ เริ่มเล่าเมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของ หมดโม่สตูดิโอ (Motmo Studio) โดยเขาเล่าต่อว่า เขาเป็นคนสุพรรณ ในวัยเด็กพ่อเขามักจะพาไปตลาดพระเครื่องเป็นประจำ รวมกับความชื่นชอบ ของเล่น เหมือนกับเด็กทั่ว ๆ ไปในสมัยยุค 90 

ทั้งการสะสมพระเครื่อง และของเล่นในวัยเด็กนั้น กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่พาให้เขาเข้าสู่โลกของประติมากรรม โดยเขาได้เข้าศึกษาภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะนำไปสู่การก่อตั้งหมดโม่  สตูดิโอ

“ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่า สองสิ่งนี้จะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราขนาดไหน”

นับแต่นั้น โม่เดินทางมาในเส้นทางศิลปะมาโดยตลอด โดยมีผลงานจัดแสดงทั้งในและต่างประเทศ เช่น Ganecha (2016) รูปปั้นพระพิฆเนศที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนประติมากรรมหลากหลายเทคนิค Conversation (2017) งานศิลปะจัดวางที่นำเทวรูปหลากหลายรูปแบบมาเติมต่อด้วยชิ้นส่วนเลโก้ และ Open the World (2017) เทวรูปปางเปิดโลกที่ใช้เลโก้แทนศีรษะ ซึ่งเป็นงานธีสิสชุดแรกในช่วงที่เขาเรียนปริญญาโท

ผลงาน Open the World ของ โม่ – คมกฤษ เทพเทียน

อับเฉาไม่อับเฉา จุดเปลี่ยนสำคัญ

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2018 เขาได้แสดงผลงาน Giant Twin (2018) ประติมากรรมรูปยักษ์ไทยกับยักษ์จีนที่ตัวติดกันเหมือนแฝดอิน-จัน ภายในงาน Bangkok Art Biennale ครั้งแรกของไทย โดยภายในงาน โม่ได้ทำ กาชาปองอับเฉา เพื่อใช้เป็น ของที่ระลึก ในงาน

“ช่วงนั้นผมเพิ่งไปงานศิลปะต่างประเทศมา เห็นว่าพวกเขาแจกแต่โปสต์การ์ดกับพวงกุญแจ ผมคิดว่า ถ้าเราได้ไปงานศิลปะ แล้วได้ของเล่นสักชิ้น เราคงจะจำมันไปตลอดชีวิตเลย ผมเลยทำกาชาปองอับเฉา”

มากกว่าการเป็นของที่ระลึก แต่โม่อยากให้คนที่ได้ไป ทำความรู้จัก กับอับเฉาให้มากขึ้น “ก่อนจะทำผลงาน ผมค้นคว้าเยอะมาก และคิดว่า เรื่องของอับเฉามันน่าสนใจมาก แต่คนไม่ค้นหรอก ถ้าแค่เขียนบทความ เลยอยากทำให้เป็นของเล่น พร้อมคิวอาร์โค้ดที่สแกนแล้วจะได้อ่านประวัติศาสตร์”

แม้ว่าความตั้งใจแรกจะทำเพียงแค่ 100 ชิ้น เพื่อแจกฟรีในงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเกินคาดหมาย เพราะเกิดเป็นไวรัลบนโซเชียลฯ จน คนมาต่อคิวกันตั้งแต่ตีสี่ เพื่อที่จะได้เป็นเจ้าของกาชาปองอับเฉา หลังจากนั้น คนเริ่มขอซื้อ และ กาชาปองอับเฉานี้เองทำให้เกิดเป็นหมดโม่สตูดิโอ

“ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่า มันจะเปลี่ยนชีวิตผมขนาดไหน แต่คิดแค่ว่า ถ้าจะขายก็ขายในราคาที่คนทั่วไปซื้อได้ ไม่ใช่แค่คนรวย เลยตั้งราคาไว้ชิ้นละ 100 บาท” 

กาชาปองอับเฉาไม่อับเฉา

สู่ปรากฏการณ์ หิมพานต์มาร์ชเมลโล่

จนกระทั่งในปี 2020 ช่วงที่ COVID-19 ระบาด ในโลกโซเชียลฯ คนต่างก็แชร์อะไรที่ฮา ๆ ขำ ๆ เพื่อระบาดความเครียดที่ต้องอยู่แต่บ้าน จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนแชร์รูป สัตว์หิมพานต์ที่ชาวบ้านปั้นตามวัดต่างจังหวัด บางตัวดูตลก บางตัวดูน่ารัก นั่นทำให้ โม่ เกิดไอเดียในการทำกาชาปองคอลเลกชั่น หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ 

“มันดูเหมือนโปเกมอน เหมือนมอนสเตอร์น่ารัก ๆ ในเกม แล้วมีแฮชแท็กว่า อยากให้คนทำอับเฉาทำอันนี้บ้างจัง ผมเห็นแล้วนึกขึ้นมาทันทีว่า เฮ้ย! ตัวพวกนี้ผมเคยเห็นนะ ตอนเรียนศิลปะ เขาเรียกว่า นาอีฟ อาร์ต (Naive Art) หรือศิลปะชาวบ้าน”

จากนั้นก็เริ่มปั้นต้นแบบ และเริ่มเปิดพรีออเดอร์ จากนั้นก็มีออเดอร์มา หลายพันตัว นั่นเองที่ทำให้โม่ต้องเปลี่ยนจาก มือสมัครเล่น มาเป็นมืออาชีพ ในชั่วข้ามคืน เพราะคนรออยู่ เราต้องผลิตให้ได้ ต้องส่งให้ได้

“ตอนแรกผมคิดว่าจะขายได้สัก 10-20 ชุด ก็เยอะแล้ว แต่กลายเป็นว่ามีคนสั่งเป็นพัน ๆ ตัว จากตอนแรกที่ทำกับแฟนสองคน เลยต้องโทรเรียกน้อง ๆ ที่เรียนด้วยกัน คนที่เคยช่วยทำงานศิลปะกับผมมาช่วย”

ภาพจำร่วม กุญแจสู่ความสำเร็จ

อีกปัจจัยสำคัญที่ โม่ มองว่า ผลงานหิมพานต์มาร์ชเมลโล่มันแมสก็คือ จังหวะที่กระแส อาร์ตทอย ในไทยกำลังมา แต่อาร์ตทอยตัวไหนจะขายได้ไม่ได้ โม่มองว่ามันมีหลายปัจจัย แน่นอนว่า ความน่ารัก เป็นส่วนสำคัญ แต่จุดสำคัญที่เขาเรียนรู้มาจากการทำงานศิลปะก็คือ ภาพจำร่วม

“ก่อนหน้านั้นผมเคยทำอาร์ตทอยเป็นยักษ์ที่ผสมดาร์ธ เวเดอร์ มีคนจองแค่ 2 หัว เพราะมันไม่มีภาพจำร่วม ภาพจำมีมูลค่าและคุณค่าสูงมาก เหมือนที่โดราเอมอนไม่เคยตกยุค เพราะทุกยุคสมัยมีเด็กแบบโนบิตะ มีเด็กอวดรวยอย่างซุเนโอะ มันเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่แค่จินตนาการ”

นอกจากความน่ารัก และภาพจำร่วมแล้ว โม่มองว่าหิมพานต์มาร์ชเมลโล่มัน สะท้อนความหลากหลายของความเป็นไทย ที่ไม่จำเป็นต้องทำตามมาตรฐาน แต่ ทำจากใจ ทำด้วยความรัก ทำด้วยความเชื่อ และนั่นคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ คือ การยอมรับว่าเราต่างกันได้ เราไม่ต้องเหมือนกัน แต่เราก็ยังเป็นไทยได้

“ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราก็จะเข้าใจว่าทำไมหิมพานต์มาร์ชเมลโล่ถึงประสบความสำเร็จ เพราะมันไม่ได้แค่ขายของน่ารัก มันขายความภาคภูมิใจในความเป็นตัวเอง ในความหลากหลาย ในความเป็นไทยที่ไม่ต้องเหมือนใคร”

อนาคตอาร์ตทอยไทยต้องมีความหมาย

“ผมเชื่อว่าตลาดอาร์ตทอยยังมีอนาคต แต่ต้องเป็นของที่มีเนื้อหา” โม่มองไปข้างหน้า เพราะถ้าต้องแข่งขันกับ POP MART ที่มีทุน มีระบบการผลิตและการตลาดระดับโลก อาจแข่งขันได้ยาก และต่อไป คนอาจจะเริ่มเบื่อของที่แค่สวย แต่ไม่มีอะไร พวกเขาต้องการเรื่องราว ต้องการความหมาย ต้องการการเชื่อมโยง และนั่นคือจุดแข็งของศิลปินไทย

“ของจีนบางอย่างที่เข้ามา มันป๊อปเพราะน่ารัก แต่ไม่มีเรื่องราว พอคนเบื่อก็จบ แต่ไทยเรามีวัฒนธรรมที่ลึก มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีเรื่องราวมากมาย แค่เราต้องรู้จักนำเสนอให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ และอยากเป็นเจ้าของ”

ฝันใหญ่ โลคอล คาแรกเตอร์ ทุกจังหวัด

ญี่ปุ่นมี Kumamon – ตัวการ์ตูนหมีจากจังหวัดคุมาโมโต ที่ถูกออกแบบมาเพื่อโปรโมตรถไฟชินคันเซ็น แก้มแดงเพราะมะเขือเทศที่นั่นอร่อย ตอนนี้ Kumamon ขายได้ทั่วโลก ทำให้โม่มองเห็นศักยภาพของอาร์ตทอยว่ามันสามารถเป็น ซอฟต์เพาเวอร์ ของไทยได้

“ถ้าทุกจังหวัดในไทยมีตัวการ์ตูนประจำจังหวัด ที่ออกแบบจากเอกลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อมกับกรมเกษตร พาณิชย์ การท่องเที่ยว มันจะไม่มีเมืองรองอีกต่อไป”

ทุกคนจะต้องไปเที่ยวทุกจังหวัดเพื่อสะสมให้ครบ และถ้าครบ 77 จังหวัด รัฐบาลอาจมีประกาศเกียรติคุณให้ ลองคิดดูว่าเงินจะหมุนเวียนในประเทศเท่าไหร่

“นี่คือเมกะโปรเจกต์เชิงวัฒนธรรมที่รัฐควรทำ เพราะตอนนี้เราโดนอาณานิคมเชิงวัฒนธรรมเข้ามาแล้ว ทำไมเราถึงเริ่มกินไก่ทอดกับเบียร์ เริ่มกินกิมจิ? เพราะเกาหลีทำให้วัฒนธรรมของเขาร่วมสมัย”

ข้อคิดสำหรับศิลปินรุ่นใหม่

เมื่อถูกถามว่ามีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่อยากทำอาร์ตทอยหรือศิลปะที่เป็นธุรกิจ โม่ตอบอย่างตรงไปตรงมา:

  1. เริ่มจากความรักที่แท้จริง “อย่าเริ่มด้วยการคิดว่าจะรวย สิ่งที่ถูกดีไซน์มาเพื่อเงินก่อนมักไม่ประสบความสำเร็จ ให้เริ่มจากสิ่งที่เราชอบ เราสนใจจริงๆ”
  2. ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง “ทุกคนมีตัวตนไม่เหมือนกัน มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่าง นั่นคือจุดแข็งของเรา ถ้าเราเลียนแบบคนอื่น เราจะไม่มีวันเหนือกว่า”
  3. เรียนรู้ทุกมิติของธุรกิจ “ศิลปินต้องเป็นนักบัญชี ผู้บริหาร และคนทำการตลาดด้วย ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ เราจะอยู่ไม่ได้”
  4. เริ่มเล็ก แล้วค่อยโต “อย่าคิดใหญ่แล้วย่อมาเล็ก ให้คิดเล็กแล้วค่อยโตขึ้น อย่าไปกู้เงินแสนมาทำครั้งแรก ถ้าพลาด จะเจ็บมาก อาจทำให้เกลียดสิ่งที่เรารัก”
  5. อย่าลืมว่าศิลปะคือเครื่องมือแก้ปัญหา “ศิลปะไม่ใช่แค่การวิพากษ์วิจารณ์ แต่เป็นเครื่องมือที่เข้าไปแก้ปัญหาได้จริง คิดว่าเราจะทำอย่างไรให้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่แค่ชี้ว่ามันแย่”

ศักยภาพของศิลปะคือ คนต้องเข้าถึงได้

จากอับเฉาสู่หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ โม่มองว่า สิ่งที่เขาเรียนรู้และตกผลึกก็คือ ศักยภาพของศิลปะไม่ได้อยู่แค่สวยหรือลึกซึ้ง แต่อยู่ที่การที่มันเข้าถึงคนได้ จุดประสงค์ที่แท้จริงของศิลปะ ไม่ใช่แค่การทำให้ศิลปินรวย แต่เป็นตัวจุดประกายให้เกิดการคุย การแลกเปลี่ยน การทำความเข้าใจ

“ผมเคยนั่งคิดกับตัวเองว่า ถ้างานผมดีจริงระดับโลก แต่ไม่มีคนมาดู ไม่มีคนเข้าใจ… แล้วมันจะมีความหมายอะไร? ผมพยายามเรียกร้องเรื่องพระที่ไม่มีเศียรมาตลอด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากแค่เรียกร้อง แต่พอมีอับเฉา กลับจุดประกายให้คนเริ่มคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์”

การทำให้ศิลปะเข้าถึงง่ายที่สุด ก็คือเครื่องมือในการปลูกฝังความรัก ความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของ ศิลปะในท้องถิ่น หรือทำให้เกิด รายได้ ให้คนในชุมชน

“ของเล่นแต่ละชิ้นของผมคือเครื่องมือในการปลูกฝังความรัก ความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น เมื่อมีคนซื้อไป เขาไม่ได้ซื้อแค่ของเล่น แต่เขาซื้อเรื่องราว ซื้อการเชื่อมโยง ซื้อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์”

ปัจจุบัน ผลงานของหมดโม่สตูดิโอ มีจุดจำหน่ายที่ BACC ชั้น 5, มิวเซียมสยาม, พิพิธภัณฑ์รัตนโกสินทร์ และกำลังขยายไปยังพิพิธภัณฑ์มนุษยวิทยา สามารถติดตามผลงานใหม่ ๆ ได้ที่เพจ MOTMO Studio 

]]>
1554479
ส่อง 5 เทรนด์เขย่า ‘โลกแห่งการทำงาน’ ปี 2026 ที่จะเปลี่ยนชีวิต ‘ชาวออฟฟิศ’ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป https://positioningmag.com/1554472 Thu, 08 Jan 2026 12:31:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554472 ปี 2025 ถือเป็นแห่งการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างรวดเร็วของ ‘โลกการทำงาน’ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นโยบายด้านความหลากหลายและความเท่าเทียม รวมไปถึงวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งในปี 2025 ตามรายงานจาก McKinsey ระบุว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้าบริษัทกว่า 92% เตรียมจะเพิ่มงบลงทุน AI ขณะเดียวกัน การเลิกจ้างจำนวนมากและความวุ่นวายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น

จึงเกิดคำถามว่า ปี 2026 เทรนด์วัฒนธรรมองค์กรจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน ? และควรเตรียมรับมืออย่างไรบ้าง ? และนี่คือการคาดการณ์ 5 เทรนด์สำคัญที่คนทำงานต้องรู้

 

1.เลิกกลัว AI แย่งงาน ต้องรู้จักใช้

 

ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นพาดหัวข่าวอยู่เสมอว่า ‘AI จะเข้ามาแย่งงาน’ แต่ผลวิจัยจาก Budget Lab ในปี 2025 ของมหาวิทยาลัยเยล ระบุว่า หลังจาก ChatGPT เปิดตัวมา 2-3 ปี ตลาดแรงงานโดยรวมยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอย่างชัดเจน ซึ่งงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า บทบาทของ AI อาจส่งผลกระทบในเชิงลบน้อยกว่าที่คาดการณ์

 

อย่างไรก็ตาม AI ยังเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของปี 2026 และอีกหลายปีในอนาคต ซึ่งสิ่งที่น่าจับตามองไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์เมื่อไหร่ แต่เป็นเราจะใช้ AI ทำงานกันอย่างไรมากกว่า

 

2.ที่ทำงานต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจ

 

ข้อมูลจาก Workmonitor ของ Randstad ปี 2025 ระบุว่า มีพนักงานเพียง 49% ที่ยังไว้ใจนายจ้างว่าจะสามารถสร้างวัฒนธรรมในที่ทำงานที่เอื้อให้ทุกคนเติบโตได้ และตอกย้ำจากงานวิจัยของ Mental Health First Aid England ที่สะท้อนให้เห็นว่า การปรับลดนโยบายและโครงการต่าง ๆ ทำให้พนักงานไม่สามารถเป็นตัวเองในที่ทำงานได้อย่างเต็มที่

 

ดังนั้น ในปี 2026 หากองค์กรละเลยต่อเรื่องสร้างความไว้วางใจ และทำให้พนักงานรู้สึกว่า ‘ที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัย’ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและจงรักภักดีต่อองค์กรให้น้อยลง

 

3.เสียงของพนักงานดังขึ้นเรื่อยๆ

 

ในปี 2026 ไม่มีอีกแล้วสำหรับคำว่า ‘อดทน’ ซึ่งเราจะเห็นพนักงานจำนวนมากเริ่มใช้เสียงของตัวเองผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทั้งการเรียกร้องสิทธิ การรวมตัวประท้วง หรือการใช้โซเชียลมีเดียเป็นกระบอกเสียง หากรู้สึกว่า องค์กรปฏิบัติไม่เป็นธรรม

 

โดยในหลายประเทศอาจเห็นกฎหมายที่เอื้อต่อการจัดตั้งสหภาพแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ๆ มากขึ้น ดังนั้นองค์กรต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ไว้ด้วย

 

4.ค่านิยมองค์กรต้องสอดคล้องกับคนทำงาน

 

รายงาน Workmonitor ปี 2025 ของ Randstad ชี้ให้เห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบครึ่ง พร้อมปฏิเสธงานขององค์กรนั้นๆ หากค่านิยมของบริษัทไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2024 และ 29% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ‘เคยลาออก’ เพราะรับไม่ได้กับมุมมองหรือทัศนคติของผู้บริหาร

 

ดังนั้น ในปี 2026 องค์กรจึงควรคุณค่าและนโยบาย การบริการ และผู้นำไปในทิศทางสอดคล้องกับคนทำงาน เพราะพวกเขาต้องการทำงานกับองค์กรที่เห็นคุณค่าและมีความจริงใจมากกว่าคำสวยหรู

 

5.ภาพลักษณ์องค์กร ต้องสะท้อนตัวตนแบรนด์

 

รายงาน Brand Trust 2025 ของ Edelman’s ยืนยันว่า ผู้บริโภคต้องการสนับสนุนแบรนด์ที่มีคุณค่าเดียวกับตน และปฏิเสธไม่ซื้อหรือคว่ำบาตร หากแบรนด์ทำอะไรที่ขัดหรือไม่สอดคล้องกับกับค่านิยม

 

หากแบรนด์เพิกเฉยต่อเสียงผู้บริโภค ก็มักจะพบกับผลกระทบแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากภาพลักษณ์มีผลต่อองค์กร ทั้งในสายตาของพนักงาน ผู้สมัครงาน และผู้บริโภค

 

สรุปแล้ว ทิศทางของโลกการทำงาน ปี 2026 จะไม่ใช่ปีที่แค่ต้องอัปสกิลหรือโฟกัสด้านเทคโนโลยีเท่านั้น ยังต้องคำนึงถึงเรื่อง การสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยุติธรรม ปลอดภัย และโอบรับความแตกต่าง รวมถึงมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่สอดคล้องกับการทำงานยุคใหม่ ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบกับองค์กรได้

 

ที่มา : https://www.forbes.com/sites/janicegassam/2025/11/16/5-trends-that-will-shape-workplace-culture-in-2026/

]]>
1554472
วิกฤตศรัทธาสินค้าหรู?! เมื่อราคาพุ่งสวนทางกับความคุ้มค่า จนสินค้า 40% ต้องลดกระหน่ำ ฉุดกำไรต่ำสุดในรอบ 15 ปี https://positioningmag.com/1554396 Thu, 08 Jan 2026 05:59:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554396 ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานจาก Bain & Co ว่า ยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยทั่วโลก อาจหดตัวลงเป็นปีที่สองติดต่อกัน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มต่อต้านการขึ้นราคาที่สูงเกินจริง แต่ที่น่าสนใจคือ ปี 2025 ที่ผ่านมา สินค้าลักชูรี่ถึง 40% ต้อง ลดราคา เพื่อดึงดูดลูกค้า และมันส่งผลต่อผลกำไรในอุตสาหกรรม

ไม่ได้สักแต่ใช้เงิน! ผลสำรวจชี้ ‘คนรวย’ เริ่มหันไปหาแบรนด์ราคา ‘สมเหตุสมผล’ เหตุแบรนด์เนมขึ้นราคาจน ‘แพงเวอร์’ สวนทางคุณภาพ

40% ของสินค้าหรูถูกขายแบบลดราคา

ที่ผ่านมา การลดราคากลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะแบรนด์ระดับบนพยายามลดช่องทางการขายส่งและช่องทางลดราคามาโดยตลอด เพื่อควบคุมการตั้งราคาและภาพลักษณ์ของสินค้า

แต่ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Bain & Altagamma (สมาคมอุตสาหกรรมสินค้าหรูของอิตาลี) ระบุว่า ในปี 2025 สินค้าหรูประมาณ 35 – 40% ถูกขายในราคา ลดกระหน่ำ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5% เมื่อเทียบกับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

โดยรายงานระบุว่า ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกที่จะเข้า Outlet stores แทนที่จะยอมจ่ายราคาเต็มในช็อป (Boutique) แม้ว่าแบรนด์ระดับบนบางแบรนด์จะมีการลดราคาในช็อปของตัวเองบ้าง แต่ก็ยังถือว่าเป็นเพียง ส่วนน้อย และไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก

ภาพจาก Shutterstock

ลูกค้าตั้งคำถามถึงความคุ้ม

ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้สินค้าลักชูรี่ต้องยอมลดราคาก็เพราะเหล่านักช้อปเริ่มตั้งคำถามถึง ความคุ้มค่า ของสินค้าดีไซเนอร์ หลังจากที่แบรนด์ต่าง ๆ พากันขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องมาหลายปี และการลดราคาที่เพิ่มขึ้นนี้บีบให้ กำไร ของอุตสาหกรรมดิ่งลงสู่ระดับ ต่ำสุดในรอบ 15 ปี หากไม่นับรวมช่วงวิกฤต COVID-19 

โดยปัจจุบัน กำไรของสินค้าหรูส่วนบุคคลร่วงลงมาอยู่ในระดับเดียวกับปี 2009 โดยคาดการณ์ว่า อัตรากำไรจากการดำเนินงานเฉลี่ยของอุตสาหกรรมจะอยู่ที่ 15-16% ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 23% ในปี 2012 และ 21% ในปี 2021)

Claudia D’Arpizio หัวหน้าฝ่ายสินค้าหรูระดับโลกของ Bain ให้ความเห็นว่า เมื่อผู้บริโภคเริ่ม ไม่อยากจ่ายราคาเต็ม มันไม่ใช่แค่เรื่องของความประหยัด แต่มันคือข้อความที่ชัดเจนว่า สมการระหว่างราคากับความคุ้มค่าในตลาดลักชูรีนั้นสูญเสียสมดุลไปแล้ว

เนื่องจากในช่วงหลังวิกฤต COVID-19 ที่ตลาดมียอดขายพุ่งสูง แบรนด์เนมต่าง ๆ ได้ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาอย่างรุนแรง โดย D’Arpizio ตั้งข้อสังเกตว่า ราคาสินค้าหลายรายการในปัจจุบัน สูงกว่าปี 2019 ถึง 1.5 – 1.7 เท่า ในขณะที่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่จะสร้างปรากฏการณ์ กลับมีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ

หันไปหาแบรนด์ร่วมสมัยที่ไม่แพงเวอร์

ข้อมูลจากผู้จัดซื้อจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำในยุโรปรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตอนนี้ลูกค้ากำลังหันไปหา แบรนด์ร่วมสมัย (Contemporary brands) หรือดีไซเนอร์หน้าใหม่ ซึ่งมีดีไซน์ที่ทันสมัยและโดดเด่น แต่มีระดับราคาที่ต่ำกว่าแบรนด์เนมชื่อดัง 

อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่า การผลัดเปลี่ยนดีไซเนอร์ใหม่ในแบรนด์ชั้นนำอย่าง Gucci, Chanel และ Dior ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อาจจะช่วยเติมพลังใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ได้ แต่ยังต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่ามันจะคุ้มค่ากับราคาหรือไม่ และต้องรอให้ดีไซเนอร์ใหม่เหล่านี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าตัวชูโรงของพวกเขาเสียก่อน

(Photo by Edward Berthelot/Getty Images)

แบรนด์ใหญ่เริ่มปรับตัวลดต้นทุน

จากวิกฤตความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ส่งผลให้เครือแบรนด์หรุเริ่มปรับตัว อาทิ

  • Kering (เจ้าของ Gucci, Saint Laurent): อยู่ระหว่างการทบทวนพอร์ตโฟลิโอเพื่อตัดลดค่าใช้จ่ายและปรับลดขนาดเครือข่ายร้านค้าปลีก
  • LVMH: เริ่มควบคุมงบการตลาด ลดงบเดินทาง และปิดสาขาที่ยอดขายไม่ดี โดยเฉพาะในจีน แต่ยังคงเดินหน้าโปรเจกต์ใหญ่ เช่น ร้าน Louis Vuitton ในเซี่ยงไฮ้ที่มีรูปร่างเหมือนเรือสำราญยักษ์
  • Chanel: มีรายงานว่าได้ลดงบการตลาดและชะลอการจ้างงานในจีนในปี 2025

Source

]]>
1554396
‘เวียดนาม’ โชว์ GDP โตแรง 8% สูงสุดในรอบ 10 ปี จ่อแซงหน้า ‘ไทย’ เร็วสุดในปีนี้ https://positioningmag.com/1554241 Wed, 07 Jan 2026 04:59:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554241 แม้ว่า เวียดนาม จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 20% แต่ปัจจัยลบดังกล่าวไม่อาจหยุดยั้งการเติบโตของ GDP ได้ โดยล่าสุด สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2025 เติบโต 8.46% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ส่งผลให้ GDP ปี 2025 ของเวียดนามเติบโตสูงถึง 8.02% และภายในปีนี้ GDP ของเวียดนามอาจแซงหน้าไทย

เติบโตพุ่ง 8% แม้เจอกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ

เศรษฐกิจเวียดนามในปี 2025 ขยายตัวถึง +8.02% ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร่งตัวขึ้นจากปีก่อนหน้าที่เติบโตได้ +7.09% โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง แม้จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าถึง 20% ก็ตาม

โดยยอดส่งออกรวมของเวียดนามโตขึ้น +17% คิดเป็นมูลค่าราว 4.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 1.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในปีที่ผ่านมา เวียดนามเกินดุลกับสหรัฐฯ สูงถึงเกือบ 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน 

ปัจจุบัน เวียดนามได้กลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของบริษัทข้ามชาติหลายราย ไม่ว่าจะเป็น Samsung, Apple และ Nike อีกทั้งกำลังดึงดูดให้ค่ายรถยนต์และแบรนด์อิเล็กทรอนิกส์บางส่วนที่มีกำลังการผลิตในไทย ย้ายฐานไปเวียดนาม เนื่องจากค่าแรงและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจกว่า ส่งผลให้มีการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เพิ่มขึ้น 9% คิดเป็นเม็ดเงิน 2.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ การบริโภคในประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นตัวช่วยสำคัญ โดยเวียดนามทุ่มงบมหาศาลสร้างสนามบินใหม่ และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน ส่งผลให้ภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดขายปลีกโตขึ้น 9.2%

อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งในฐานะ ทางผ่านของสินค้าจีน (Transshipment hub) โดยยอดนำเข้าสินค้าจากจีนมายังเวียดนามพุ่งสูงขึ้นเป็น 1.86 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสินค้าที่ถูกตัดสินว่าเป็นการสวมสิทธิ์ส่งออกอาจต้องเผชิญภาษีสูงถึง 40%

ภาพจาก Unsplash

จ่อแซงไทยในปีนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในปี 2026-2030 ไว้ที่ ไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี เพื่อขยับขนาดเศรษฐกิจไปแตะระดับ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทาง Nikkei Asia มีการคาดการณ์ว่ามูลค่า GDP รวม (Nominal GDP) ของเวียดนามมีโอกาสพุ่งแซงไทยได้ภายในปี 2026 นี้เลย หากเวียดนามสามารถทำตามเป้าหมายการเติบโตที่ 10% ได้สำเร็จ

หรือถ้าหากไม่ใช่ปีนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าจะแซงภายในไม่ปี 2027-2028 แน่นอน เพราะอัตราเร่ง (Growth Rate) ของสองประเทศห่างกันมาก โดยเวียดนามเติบโตที่ 8-10% ขณะที่ไทยโตเพียง 1.5-2% เนื่องจากประเทศกำลังเจอมรสุม หนี้ครัวเรือน ที่กดทับการบริโภค รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม แม้ GDP รวมจะโดนแซง แต่ GDP ต่อหัว (GDP per capita) หรือความรวยเฉลี่ยของประชากรไทยยังสูงกว่าเวียดนามอยู่พอสมควร โดยไทยอยู่ที่ประมาณ 7,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.5 แสนบาท) ขณะที่เวียดนามกำลังพยายามแตะ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนบาท)

businesstimes / nikkei Asia

]]>
1554241
‘ไข่หวานบ้านซูชิ’ ยุคใหม่ ขอโตแบบ ‘มั่นคง’ รับมือตลาดแข่งเดือด https://positioningmag.com/1554214 Wed, 07 Jan 2026 03:39:01 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554214 เมื่อ ‘ราคาถูก’ ไม่ใช่คำตอบ และโตเร็วไปใช่ว่าจะดี ถึงเวลา ‘ไข่หวานบ้านซูชิ’ ปรับทัพครั้งใหญ่เพื่อหวนคืนสู่ตลาดอีกครั้ง หันมาโฟกัส ‘มาตรฐาน’ เพื่อโตแบบมั่นคงในระยะยาว แทนเร่งสปีดเปิด ‘สาขา’ แบบกระโดด พร้อมนำเสนอโมเดลร้านหลากหลายให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อปักหมุดขึ้นเป็นเบอร์ 1 ‘ซูชิระดับแมส’ ของไทย ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า     

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 8-9 ปีก่อน ‘ไข่หวานบ้านซูชิ’ ได้แจ้งเกิดด้วยจุดขาย ‘ไซซ์ใหญ่ หนาแน่น’ มาในราคาไม่แรง ซูชิเริ่มต้นคำละ 10 บาท จนเกิดกระแสบอกต่อ กลายเป็นที่รู้จักและมีการขยายแฟรนไชส์อย่างรวดเร็ว แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ร้านซูชิแบรนด์ดังแบรนด์นี้กลับเงียบหายไป และได้เห็นการทยอยปิดสาขาลงไปหลายแห่ง

 

นอกจากนี้เมื่อไปดูข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ยังพบว่า บริษัทแม่อย่าง ‘บริษัท ไข่หวานบ้านซูชิ (ประเทศไทย)’ มีผลประกอบการที่ลดลงชัดเจน โดย

ปี 2565 ทำรายได้ไป 65.5 ล้านบาท กำไร 10 ล้านบาท

ปี 2566 ทำรายได้ 70.1 ล้านบาท กำไร 2.4 ล้านบาท

ปี 2567 ทำรายได้ 49.1 ล้านบาท ขาดทุน 12 ล้านบาท

‘สุรพงศ์ สุทธิกุญชร’ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไข่หวานบ้านซูชิ (ประเทศไทย) จำกัดได้เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นให้ Positioning ฟังว่า หลักๆ มาจากจำนวนแฟรนไชส์ที่ปิดตัวไป ซึ่งสาเหตุมาจากสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันที่มีคู่แข่งมากขึ้น

 

รวมถึงการตั้งนโยบายใหม่ของบริษัท ไม่เน้นเร่งขยายแฟรนไชส์ให้มากนัก เพื่อกลับมาโฟกัสในเรื่องการสร้างและรักษา ‘มาตรฐาน’ สำหรับสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว หลังจากเจอ ‘วิกฤต’ จากการขยายสาขาเร็วเกินไป และพบ Pain point สำคัญ นั่นคือ มาตรฐานของแต่ละสาขาไม่เหมือนกัน ทำให้ลูกค้าไปใช้บริการแล้วกลับไปมาซื้อซ้ำลดลง ส่งผลกระทบต่อยอดขายของร้าน

 

มองโมเดล ‘ร้านโดนัท’ ต้นแบบแก้สถานการณ์

 

“ธุรกิจของไข่หวานบ้านซูชิ 99% เป็นร้านของผู้ซื้อแฟรนไชส์ หรือ Franchisee ซึ่งการมีสาขาเยอะๆ เป็นเรื่องดี และใครๆ ก็อยากได้ Franchisee เพิ่มขึ้น เพราะเป็นรายได้ที่ไม่ต้องลงทุนเอง แต่ถ้าทำแล้วแบรนด์ล้ม มันไม่คุ้มแน่นอน”

 

ปัจจุบันไข่หวานบ้านซูชิมีสาขาทั้งหมด 270 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ และเพื่อพลิกเกมจากสถานการณ์ดังกล่าว การขยายแฟรนไชส์ต่อจากนี้จะไม่เน้น ‘ปริมาณ’ แต่โฟกัสที่ ‘คุณภาพ’ ซึ่งแต่ละปีตั้งเป้าเปิดไม่เกิน 10 แห่งต่อปี จากเดิมจะขยาย 50 แห่งต่อปี

ส่วนการสร้างมาตรฐาน ทางสุรพงศ์ได้หาวิธีการว่า ทำอย่างไรให้สินค้าหรือวัตถุดิบออกไปถึงมือผู้บริโภคมีมาตรฐานและคุณภาพเดียวกันทั้งหมด โดยมองโมเดลธุรกิจ ‘ร้านโดนัท’ เป็นต้นแบบ คือ ทำวัตถุดิบทุกอย่างให้พร้อม หน้าร้านแค่ทำหน้าที่ขายเท่านั้น

 

1.ลงทุนตั้ง ‘ครัวกลาง’ และ ‘คลังสินค้า’ เพิ่มอีกหนึ่งแห่งจากปัจจุบันมีอยู่ 1 แห่งที่สาขาเลียบด่วน-รามอินทรา สำหรับให้บริการสู่พื้นที่ภูมิภาค และอนาคตจะครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันครัวกลางได้เริ่มผลิตสินค้าบางประเภทที่ทำแล้วส่งไปให้สาขา เช่น ตัวข้าวกับน้ำส้ม ส่วนประกอบหลักของซูชิ มีทั้งแบบยังไม่ได้ปั้น และปั้นแล้ว แต่ภายใน 3 ปี จะปั้นสำเร็จทั้งหมด 

 

2.กำหนดนโยบายใหม่ คือ หากเป็นวัตถุดิบหลักที่ส่งผลต่อรสชาติ จะต้องมาจากทางบริษัทไข่หวานบ้านซูชิ และซื้อจาก Supplier ที่บริษัทคัดสรรไว้เท่านั้น เช่น ปลาแซลมอนสไลด์เรียบร้อย, ไข่หวาน ฯลฯ

 

ส่วนเรื่องความสดใหม่ ตั้งเป้าหมายจะมีการจัดส่งสินค้าทุกวัน เพื่อให้ลูกค้าได้ความสดใหม่ไม่ต่างจากการประกอบที่สาขา ซึ่งการสื่อสารถึงเรื่องนี้ อาจจะปรับ Motto ของแบรนด์จากเดิม คือ ความสุขทุกช่วงเวลา ด้วยการเพิ่มเรื่องความสดใหม่เข้ามา คาดว่าไตรมาส 2 ของปีนี้จะเห็นความชัดเจน  

 

แค่ ‘ราคาถูก’ ไม่พอ

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยการแข่งขันจาก ‘ผู้เล่น’ ที่เพิ่มขึ้นทั้งจากแบรนด์ซูชิสายพานยักษ์ใหญ่ เช่น Sushiro, Katsu midori และ Hama-Suhi ฯลฯ ไปจนถึงซูชิระดับแมส บวกกับ ‘พฤติกรรมผู้บริโภค’ เปลี่ยนแปลง ไม่ได้ว้าวกับ ‘ซูชิหน้าล้น’ ราคาเริ่มต้น 10 บาทอีกต่อไป

 

แล้วไข่หวานบ้านซูชิที่แจ้งเกิดจากจุดขายเหล่านี้ จะสู้ต่ออย่างไร?

 

สุรพงศ์ บอกว่า ตอนนี้แค่ ‘ราคาถูก’ ไม่พอ ดังนั้น กลยุทธ์ของบริษัทฯ จะเน้น ‘ความคุ้มค่า’ มากกว่า ‘ลดราคา’ เพราะด้วยต้นทุนไม่สามารถลดราคาไปมากกว่านี้ได้แล้ว โดยพยายามสื่อสารกับผู้บริโภคถึงคุณภาพและความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไป เช่น วัตถุดิบเอามาจากที่ไหน คุณภาพเป็นอย่างไร ฯลฯ หรือหากต้นทุนของสินค้าบางรายการสูงมาก แต่ลูกค้าชอบ ก็จะปรับมาเป็น Seasoning product

 

ขณะที่รูปแบบของการทำโปรโมชั่น ‘10 แถม 1’ เป็นโปรฯ ตลอดกาล ส่วนตัวอื่นจะมีแบบ ‘เฉพาะช่วง’ ควบคู่กับการเพิ่มสินค้าใหม่เข้ามา เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการ

ปัจจุบันไข่หวานบ้านซูชิมีเมนูหลักที่จำหน่ายกว่า 70 เมนู ทั้งซูชิ และอีกกว่า 20 เมนู เป็นเมนูที่เสริมเข้าไป เช่น    ราเมง, โซบะ ฯลฯ ซึ่งสินค้าใหม่ที่จะออกมามีทั้งบริษัทแม่พัฒนาขึ้นมาเอง และมาจาก Franchisee เป็นผู้นำเสนอ เนื่องจากเห็นว่าในพื้นที่ได้รับความนิยม แต่ทั้งหมดต้องนำเสนอให้บริษัทแม่ตัดสินใจก่อน  

 

เสนอโมเดลธุรกิจหลากหลาย เข้าถึงลูกค้าทุกที่ทุกเวลา

 

นอกจากใช้ครัวกลางเพื่อแก้เกมเรื่องมาตรฐานแล้ว ทางสุรพงศ์ยังต้องการใช้ศักยภาพของครัวกลางให้เต็มที่ที่สุด ด้วยการต่อยอดขยายร้านสู่โมเดลธุรกิจใหม่ๆ โดยหลักการจะดูช่องว่างของธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาส ‘หารายได้เพิ่ม’ และ ‘เข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายแบบทุกที่ทุกเวลา’

 

เริ่มจากการเปิดบริการ ‘Catering’ จับกลุ่มงานเลี้ยง งานประชุม ปาร์ตี้ส่วนตัว งานแต่งงาน ฯลฯ ซึ่งมาจากดีมานด์ของลูกค้า และมีข้อดี คือ ใช้เวลาและคนไม่เยอะ มีรีเทิร์นมาค่อนข้างเร็ว

 

นอกจากนี้ยังมี 2 โมเดลใหม่ ได้แก่

 

1.‘รถไข่หวาน Go’ รถขายซูชิแบบมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ที่ออกแบบมาให้บริการลูกค้าได้ทุกที่ทุกเวลา มีระยะเวลาคืนทุน 6 เดือน ถึง 1 ปี เน้นวิ่งตามชุมชน โรงเรียนหรือแหล่งรวมของผู้คน

 

2. ‘ร้านไข่หวานบ้านซูชิ Grab & Go’ ในรูปแบบของคีออสขนาดพื้นที่ 3×3 ตร.ม. โฟกัสพื้นที่ขายในเชตชุมชน เช่น 7-Eleven, โลตัส เฟรซ ฯลฯ เนื่องจากร้านไข่หวานบ้านซูชิรูปแบเดิมต้องใช้เงินลงทุน1.2 ล้านบาท ใช้เวลาคืนทุน 3 ปี ทำให้ผู้ลงทุนบางคนมองว่า ราคาสูงไป และคืนทุนช้า จึงสร้างโมเดลใหม่นี้ขึ้นมาตอบโจทย์ โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 600,000 บาท ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 1 ปีครึ่ง

 

นอกจากนี้ มีแผนจะบุกเข้า ‘ห้าง’ ในรูปแบบของ ‘อาหารพร้อมปรุง’ และ ‘อาหารพร้อมทาน’ ซึ่งอาจจะเป็นการแตกแบรนด์ใหม่และไม่ได้ไปในรูปแบบของซูชิ เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ไปอีกสเต็ปหนึ่ง 

 

“โมเดลธุรกิจเราไม่ได้ทำเองทั้งหมด หากอยู่ในพื้นที่ของ Franchisee จะถามว่า พร้อมทำหรือไม่ ถ้าคนไม่พอ เรามีซัพพอร์ต บูธมีให้ใช้ แต่อาหารเป็นของทาง Franchisee เป็นการเพิ่มรายได้ให้พวกเขา แล้วสุดท้ายจะส่งผลดีมาถึงเรา”

 

เบอร์ 1 ‘ซูชิระดับแมส’ ของไทย ในอีก 3-5 ปี  

 

สำหรับการ ‘ตั้งต้นใหม่’ เพื่อหวนคืนสู่ตลาด ไข่หวานบ้านซูชิตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี 2569 จะมีสาขาสแตนด์อะโลนเพิ่มราว 10 สาขา มีรถไข่หวาน Go 50 คัน และผลประกอบการจะพลิกมา ‘กำไร’ อีกครั้ง

 

ส่วนแผนในอีก 3-5 ปี ปักหมุดจะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของซูชิในระดับแมสของไทย ซึ่ง สุรพงศ์ ยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป

 

เพราะด้วยอายุของแบรนด์ที่อยู่มานาน 8-9 ปี ย่อมพิสูจน์ถึงความแข็งแรงและได้รับการยอมรับจากตลาด รวมถึงผู้บริโภค ประกอบกับการมีสาขาถึง 270 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ถือเป็นจำนวนที่ไม่น้อย และไม่แน่ใจมีแบรนด์ใดทำได้หรือไม่ แต่เท่าที่สุรพงศ์หาข้อมูลมา ‘ไม่มี’

 

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นศักยภาพของไข่หวานบ้านซูชิ

 

“เราไม่สามารถห้ามให้คนทำธุรกิจหรือปฏิเสธการแข่งขันได้ ดังนั้นจึงวางแกนหลักให้ธุรกิจแข็งแรงในระยะยาว ด้วยการเน้นวางมาตรฐาน สื่อสารการตลาด และในภาวะปัจจุบันการเป็นคู่แข่งทางตรง มีแต่เสียกับเสีย จะดีกว่าไหมจะเป็นพาร์ทเนอร์กัน ไม่ต้องเป็นคู่แข่งสู้กันเอาเป็นเอาตาย”

 

ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับใคร โดย Mindset ของไข่หวานบ้านซูชิ มองทุกคนเป็นพาร์ทเนอร์ ไม่ได้มองเป็นคู่แข่ง ซึ่งในอนาคตอาจจะมีความร่วมมือในการครีเอตเมนูหรือทำตลาดร่วมกับผู้เล่นรายอื่นก็ได้

]]>
1554214
ไม่ใช่แค่จินตนาการอีกต่อไป! ‘Lego’ ปฏิวัติใหญ่ในรอบ 50 ปี เปิดตัวนวัตกรรม ‘Smart Brick’ ฝังชิปในตัวต่อมอบ ‘ชีวิต’ ให้ของเล่น https://positioningmag.com/1554208 Wed, 07 Jan 2026 03:25:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554208 ลบภาพจำเกี่ยวกับ ตัวต่อเลโก้ (Lego) ที่ต่อเสร็จแล้วก็ตั้งโชว์ไว้เฉย ๆ ไปได้เลย เพราะล่าสุด บริษัทได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ในรอบ 50 ปี ที่จะทำให้ตัวต่อ มีชีวิต ด้วยระบบ Interactive ที่ตัวต่อสามารถโต้ตอบกับผู้เล่นและชิ้นส่วนอื่น ๆ ได้จริง

ภายในงาน CES 2026 (Consumer Electronics Show) งานโชว์เคสหรือพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากแบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ ทาง Lego ของเล่นตัวต่อชื่อดังสัญชาติเดนมาร์ก ก็ได้นำนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในรอบ 50 ปีของบริษัทมาเปิดตัว ก็คือ Smart Bricks ที่บริษัทระบุว่าเทคโนโลยีนี้จะทำให้ของเล่นเดิม ๆ มีชีวิต

โดยนวัตกรรมนี้ เกิดจากการที่ Lego ได้ใส่ เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว และ ชิปประมวลผล รวมถึงลำโพงและไฟ ไว้ในตัวต่อขนาด 2×4 และเมื่อชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าถูกเล่น หรือใกล้กับชิ้นส่วนที่ฝังระบบ Smart Tags (ระบบ NFC) จะเกิดเสียงออกมา 

อย่างเช่น ถ้าเราต่อเฮลิคอปเตอร์ เวลาหยิบเล่นมันจะ ส่งเสียงใบพัดและมีไฟกะพริบ โดยที่มันสามารถรู้ได้ว่าเรากำลังถือเอียง หรือขยับไปทางไหน และด้วยระบบ Bluetooth Mesh ก็จะทำให้ ตัวต่อคุยกันเอง เช่น ถ้านำฟิกเกอร์จักรพรรดิพัลพาทีนไปนั่งบนบัลลังก์ เพลง The Imperial March จะดังขึ้นทันที หรือถ้าทำรถแข่งแข่งกัน ตัวต่อจะรู้ว่าใครเข้าเส้นชัยก่อน หรือเปลี่ยนจากเสียงเครื่องยนต์เป็นเสียงรถชนถ้าเราทำรถคว่ำ

ไม่ต้องห่วงว่าเทคโนโลยีนี้จะไม่ปลอดภัย เพราะทาง Lego ไม่ได้มีการฝังไมโครโฟน ดังนั้น ไม่ได้ใช้การสั่งงานด้วยเสียง แต่ใช้เป็นเซนเซอร์รับแรงสั่นสะเทือนเพื่อเปิดใช้งาน เช่น ให้เด็กๆ เป่าลม ใส่ตัวต่อเพื่อสั่งงาน นอกจากนี้ยัง ไม่มี AI และไม่มีกล้อง

สำหรับสินค้าใหม่นี้ จะเริ่มจำหน่ายวันที่ 1 มีนาคม 2026 นี้ ประเดิมชุดแรกด้วย Star Wars มีทั้งหมด 3 ชุดหลัก:

  1. Darth Vader’s TIE Fighter: มาพร้อมตัวต่ออัจฉริยะ 1 ชิ้น และแท็กเสียงยาน TIE กับตัว Vader
  2. Luke’s Red Five X-Wing: มีตัวต่ออัจฉริยะ 1 ชิ้น พร้อมแท็กเสียงเพียบ ทั้งยาน X-Wing, ป้อมปืน และอุปกรณ์ของ R2-D2
  3. Darth Vader’s Throne Room & A-Wing: มีตัวต่ออัจฉริยะ 2 ชิ้น พร้อมฟิกเกอร์และแท็กเสียงแบบครบๆ

Lego มั่นใจมากว่านี่คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวตัว Mini-figure ในปี 1978 และยังมีข่าวลือหนาหูว่า ชุด Lego Pokémon ที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคต จะเป็นคิวต่อไปที่จะได้ใช้เทคโนโลยี Smart Brick นี้ด้วย แฟน ๆ Lego ก็หยอดกระปุกรอได้เลย เจ๋งแน่นอน

Source

]]>
1554208
นักวิเคราะห์มอง ‘เชฟรอน’ อาจเป็นผู้ฟื้นอุตสาหกรรมพลังงาน ‘เวเนซุเอลา’ หลัง ‘ทรัมป์’ เตรียมหารือบริษัทน้ํามันของสหรัฐฯ ในปลายสัปดาห์นี้ https://positioningmag.com/1554204 Tue, 06 Jan 2026 10:08:39 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554204 เปิดฉากปี 2026 ด้วยเหตุการณ์ช็อกโลก เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดปฏิบัติการทางทหารระดับสายฟ้าแลบในชื่อ Absolute Resolve เพื่อบุกเข้าคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร และภรรยาในข้อหาก่อการร้ายด้วยยาเสพติด (Narco-terrorism) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทั้งโลกจับตาก็คือ สหรัฐฯ จะจัดการกับ น้ำมันสำรองมหาศาล ที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินเวเนซุเอลาอย่างไร? 

Chevron ผู้เล่นเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่

หลังจากที่มีข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กําลังวางแผนที่จะพบกับผู้บริหารจากบริษัทน้ํามันของสหรัฐฯ ในปลายสัปดาห์นี้เพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการผลิตน้ํามันของเวเนซุเอลา ส่งผลให้ เชฟรอน (Chevron) ได้ถูกจับตาในฐานะบริษัทที่มี แต้มต่อ มากที่สุด

เพราะท่ามกลางสมรภูมิการเมืองที่ดุเดือด เชฟรอน ได้กลายเป็น ผู้เล่นเพียงรายเดียว ที่ทำธุรกิจอยู่ในเวเนซุเอลา ผ่านการร่วมทุนกับรัฐบาล (JVs) ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วนการผลิตถึง 23% ของทั้งประเทศ ในขณะที่คู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง ExxonMobil และ ConocoPhillips ได้ถอนตัวออกไปตั้งแต่ปี 2007 นับตั้งแต่ถูกอดีตประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ สั่งยึดทรัพย์สินเป็นของรัฐ

ขุมทรัพย์ที่ต้องแลกมาด้วยเงินมหาศาล

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทรัมป์คิด อาจไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะแม้ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (Energy Information Administration: EIA) จะยืนยันว่า เวเนซุเอลามี น้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกถึง 3.03 แสนล้านบาร์เรล แต่สภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมทำให้การฟื้นฟูต้องใช้เงินมหาศาล

มีการประเมินว่า อาจต้องใช้เงินสูงถึง 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ในระยะ 15 ปี เพียงเพื่อรักษาเพดานการผลิตที่ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อประคองตัว และถ้าจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจต้องทุ่มงบประมาณสูงถึง 1.83 แสนล้านดอลลาร์ 

ไม่เพียงแค่งบลงทุนมหาศาล แต่ที่นักวิเคราะห์จากหลายสำนักกังวลตรงกันก็คือ ความชัดเจนทางการเมือง ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานคือพันธสัญญาในระยะยาว 30 ปี แต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังเต็มไปด้วยคำถาม

เพราะแม้ว่า ทรัมป์ ประกาศจะเข้าไปบริหารจัดการ แต่รัฐมนตรีต่างประเทศอย่าง มาร์โก รูบิโอ กลับสงวนท่าทีว่าจะใช้เพียงการกดดันทางการทูต และในอนาคต ยังมีความเสี่ยงที่เวเนซุเอลาจะกลับไปมีผู้นำแบบมาดูโรอีกครั้ง และเสี่ยงที่ทรัพย์สินที่ลงทุนไป จะถูกยึดกลับเป็นของรัฐเหมือนในอดีต

คุ้มค่าหรือไม่ในวันที่น้ำมันล้นโลก?

แม้ในระยะสั้นหุ้นของ Chevron จะขานรับข่าวนี้ด้วยการพุ่งขึ้นกว่า 5% แต่เส้นทางฟื้นฟูพลังงานของเวเนซุเอลาภายใต้การผลักดันของทรัมป์ ยังคงเต็มไปด้วยความกังขา โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายคือ ความคุ้มค่าเชิงธุรกิจ เพราะในปัจจุบันโลกไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันเหมือนในอดีตอีกแล้ว ดังนั้น การทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางการเมืองสูงลิ่ว จึงเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก

reuters / CNBC

]]>
1554204
ปีนี้เอาใหม่! ไทยตั้งเป้านักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคน หลังปิดปี 68 ต่างชาติเข้าไทย 33 ล้านคน ลดลงครั้งแรกในรอบ 10 ปี https://positioningmag.com/1554102 Mon, 05 Jan 2026 09:43:01 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554102 ที่ผ่านมา “ประเทศไทย” ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก เผชิญการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวในรอบหลายปี จากวิกฤตรอบด้านที่ถาโถมเข้ามา

ส่งผลให้ปิดปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย จำนวน 33 ล้านคน ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) หรือ “ลดลงครั้งแรกในรอบ 10 ปี” (*ไม่นับช่วงโควิด)

bloomberg วิเคราะห์สาเหตุที่น่าสนใจ แบ่งออกเป็น 5 ด้านหลัก ดังนี้

1.ปัญหาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย จากกรณีนักแสดงชาวจีน ถูกลักพาตัวจากไทย ไปอยู่ในอาณาจักร      สแกมเมอร์ที่ชายแดนเมียนมา ก่อนช่วยออกมาได้ ทำให้นักท่องเที่ยวจีนยกเลิกแผนการเดินทางมาไทยจำนวนมาก

2.ผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมียนมา ต่อตึกสูงในประเทศไทย โดยมีตึก สตง. ถล่มในปลายเดือนมีนาคม 2568

3.ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต

4.ปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ของประเทศไทย

5.วิกฤตการเมือง ทำให้มีการตั้งรัฐบาลชุดใหม่

“เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ”

ด้านตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 5 อันดับแรก (อ้างอิงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) ได้แก่

  • อันดับ 1 มาเลเซีย จำนวน 4.5 ล้านคน
  • อันดับ 2 จีน จำนวน 4.47 ล้านคน
  • อันดับ 3 อินเดีย จำนวน 2.5 ล้านคน
  • อันดับ 4 รัสเซีย จำนวน 1.9 ล้านค
  • อันดับ 5 เกาหลีใต้ จำนวน 1.6 ล้านคน

ทั้งนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวที่มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านบาท ลดลง 4.7% (YoY)

หากรวมรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวในประเทศทั้งหมด รายได้รวมอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท ลดลง 1.3% (YoY)

ไทย ตั้งเป้าฟื้นการท่องเที่ยว เน้นตลาดระยะสั้น

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคนในปี 2569

เน้นหนักไปที่ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ (Short-haul markets) คิดสัดส่วน 70% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด

ทั้งนี้ คาดว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนจะมีจำนวน 6.7 ล้านคนในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปี 2567

]]>
1554102
หยุดยาวจนหมดไฟ? มัดรวมแอปฯ ตัวช่วย ‘สร้างวินัย’ แบบ ‘ไม่กดดัน’ ตัวเอง https://positioningmag.com/1554070 Mon, 05 Jan 2026 08:21:25 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554070 เชื่อว่าหลังจากหยุดยาวมา หลายคนน่าจะมีอาการ หมดไฟ หรือ ไม่อยากเริ่มงาน หรือที่เรียกว่า ภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว (Post-Holiday Blues) ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องธรรมชาติมาก ๆ และปัจจุบัน เทคโนโลยีก็สามารถช่วยสร้างสภาพแวดล้อมและระเบียบวินัยใหม่ให้เราได้ดีมากขึ้น เพื่อช่วยเติมไฟให้เราทำงานที่รักได้อีกครั้ง

ขี้เกียจ แก้ด้วยเกมและรางวัล (Gamification)

หากคุณรู้สึกว่างานเป็นเรื่องน่าเบื่อ ลองเปลี่ยนให้งานเป็นภารกิจเหมือนเกมดู

  • Habitica: แอปฯ นี้เปลี่ยนรายการสิ่งที่ต้องทำ (To-Do List) ให้เป็นเกม RPG ถ้าคุณทำงานสำเร็จ ตัวละครของคุณจะได้ค่าพลังและเลเวลเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผัดวันประกันพรุ่ง พลังชีวิตก็จะลดลง เพื่อช่วยให้มีแรงจูงใจทำเป้าหมายเล็ก ๆ ในแต่ละวัน
  • Forest: เหมาะมากสำหรับคนชอบหยิบมือถือขึ้นมาไถตอนทำงาน แอปฯ นี้จะให้คุณ “ปลูกต้นไม้” ในช่วงเวลาที่โฟกัส ถ้าคุณออกจากแอปไปเล่นมือถือ ต้นไม้จะตาย ดังนั้น การสร้างต้นไม้ที่ค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นป่า จะช่วยสร้างความภูมิใจเล็ก ๆ ในระหว่างวัน และช่วยให้โฟกัสอยู่กับงานด้วย

สมองล้า แก้ด้วยเสียงและสมาธิ (Deep Focus)

บางครั้งเราไม่มีแรงทำงานเพราะสมองยังจูนเข้ากับโหมดทำงานไม่ได้

  • Brain.fm หรือ Focus@Will: ใช้เทคโนโลยีเสียง AI ที่สร้างดนตรีหรือเสียง Background ที่ออกแบบมาเพื่อกล่อมสมองให้เข้าสู่ภาวะ Deep Work (โฟกัสลึก) ได้เร็วกว่าเพลงทั่วไป
  • Tide หรือ Calm: มีโหมด Focus Timer ที่มาพร้อมเสียงธรรมชาติและเทคนิคการหายใจ ช่วยลดความประหม่าหรือความเครียดจากการที่ต้องรับมือกับกองงานมหาศาลหลังหยุดยาว

งานล้นจนสับสน แก้ด้วย Task Management

การเห็นงานเยอะๆ จะทำให้เรารู้สึกท้อ ให้เทคโนโลยีช่วยจัดระเบียบ

  • Todoist หรือ Microsoft To Do: ช่วยแตกงานชิ้นใหญ่ให้กลายเป็น “งานชิ้นเล็ก” ที่ทำเสร็จได้ใน 5-10 นาที การได้ “ขีดฆ่า” งานเล็กๆ ออกไปจะช่วยหลั่งสารโดพามีน ทำให้คุณมีแรงอยากทำงานชิ้นต่อไป
  • Sunsama: เป็นแอปวางแผนงานที่เน้นเรื่อง “ความยั่งยืน” (Mindful Productivity) มันจะบังคับให้คุณวางแผนวันต่อวัน และเตือนหากคุณรับงานมาเยอะเกินไปจนทำไม่ไหว ช่วยลดความรู้สึกผิดเมื่อทำไม่เสร็จ

เทคนิคลดความล้าของร่างกาย

  • Pomofocus: เว็บไซต์ที่ช่วยให้มี Pomodoro Timers หรือ ตัวจับเวลาที่ใช้ใน เทคนิคการบริหารเวลา ซึ่งใช้หลักการทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที เพื่อไม่ให้สมองและร่างกายล้าจนเกินไปจนไม่อยากทำงานต่อในวันรุ่งขึ้น โดยนอกจากแอปที่แนะนำแล้ว ยังมีส่วนขยาย (Extension) มากมายบน Chrome/Windows เช่น Be Focused ให้ได้ใช้อีกด้วย

หากการต้องโหลดแอปต่าง ๆ ยังยุ่งยากไปอีก ลองเทคนิคง่าย ๆ คือ Low-Stakes First คือเลือกงานที่ ง่ายที่สุด หรือ ชอบที่สุด มาทำเป็นอย่างแรกในเช้าวันจันทร์ เพื่อเป็นการสตาร์ทเครื่องยนต์ให้ติดก่อน จะได้ไม่ต้องเครียดเกินไปจนหมดไฟในการทำงาน หรือใครมีเทคนิคไหนที่ชอบใช้แล้วได้ผล แชร์กันได้นะ

]]>
1554070