HOT UPDATE – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 05 May 2026 13:36:51 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘OPEC+’ ในวันที่ไร้ ‘UAE’ มีมติเพิ่มกำลังการผลิตอีก 1.88 แสนบาร์เรลต่อวัน https://positioningmag.com/1571958 Tue, 05 May 2026 13:36:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571958 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่หรือ OPEC+ ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการ เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้นอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน สำหรับเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรกหลังจากที่กลุ่มต้องสูญเสียสมาชิกหลักอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ไป

มติการเพิ่มกำลังการผลิตครั้งนี้มาจากความร่วมมือของสมาชิกหลัก 7 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, รัสเซีย, อิรัก, คูเวต, คาซัคสถาน, แอลจีเรีย และโอมาน โดยตัวเลข 188,000 บาร์เรลต่อวันนั้น ยังถือว่าต่ำกว่ายอดการเพิ่มในเดือนพฤษภาคมซึ่งอยู่ที่ 206,000 บาร์เรลต่อวันเล็กน้อย ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเลขนี้ไม่ได้รวมสัดส่วนการผลิตของ UAE ซึ่งได้ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิก OPEC อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ในแถลงการณ์ของ OPEC ระบุชัดเจนว่านี่คือ “ความมุ่งมั่นร่วมกันในการสนับสนุนเสถียรภาพของตลาดน้ำมัน” เนื่องจากปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับภาวะ อุปทานตึงตัว อย่างหนัก เพราะสงครามอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อต้นปี 2026 ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด การเพิ่มกำลังการผลิตจึงเป็นความพยายามที่จะเติมน้ำมันดิบเข้าสู่ระบบเพื่อไม่ให้เกิดสภาวะขาดแคลนไปมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังผลิตเพียง 188,000 บาร์เรลต่อวัน ถูกนักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันที่หายไปจากตลาดจริง ๆ เนื่องจาก การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทำให้การส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลงไปมหาศาล (หายไปหลายล้านบาร์เรลต่อวัน) ดังนั้น การเพิ่มแค่หลักแสนจึงไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาการขาดแคลนได้

ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปี 2026 ราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และ Brent พุ่งสูงขึ้นถึง 78% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก หากปล่อยให้ราคาสูงเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและลดความต้องการใช้พลังงานในระยะยาว กลุ่มผู้ผลิตจึงต้องทยอยเพิ่มปริมาณน้ำมันออกมาเพื่อชะลอความร้อนแรงของราคา

แม้จะมีข่าวเรื่องข้อเสนอสันติภาพที่ทำให้ราคาล่วงหน้า (Futures) ปรับลดลงไป 2-3% ในวันศุกร์ แต่ตลาดยังไม่มั่นใจ 100% ว่าการเจรจาจะสำเร็จจนถึงขั้นเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้จริงหรือไม่ ตราบใดที่เรือบรรทุกน้ำมันยังสัญจรไม่ได้ตามปกติ “ค่าความเสี่ยง” (Risk Premium) ก็จะยังทำให้ราคาน้ำมันแพงอยู่

CNBC / tvpworld

]]>
1571958
ไม่ใช่แค่หอม แต่นี่คือ ‘กลิ่นของคุณ’ การตลาดสร้างชื่อสกินแคร์ Qingzhi จนโด่งดัง https://positioningmag.com/1571935 Tue, 05 May 2026 10:26:23 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571935 ขณะที่แบรนด์สกินแคร์ส่วนใหญ่ จะขาย ‘สรรพคุณ’ เป็นตัวชูโรง ไม่ว่าจะการบำรุงที่ดี มีกลิ่นหอม หรือมีส่วนผสมจากพืชพรรณธรรมชาติ แต่ Qingzhi สกินแคร์จากจีน กลับเลือกจะแตกต่าง โดยใช้ Personalization ‘เฉพาะบุคคล’ มาผสมผสานกับ ‘สายมู’ สร้างเป็นเรื่องราวกระตุ้นให้คนซื้อ ทำให้กลายเป็นแบรนด์สกินแคร์ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโซเชียลมีเดีย 

 

แนวคิดหลักของแบรนด์เชื่อว่า คนเรามีความต้องการผิวและไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันตามวันเกิด จึงออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่น สี และคุณสมบัติที่สะท้อน ‘ตัวตน’ ของคนเกิดวันนั้นๆ มีให้เลือก 365 กลิ่นตามวันเกิด 365 วัน 

 

โดยเมื่อเดินเข้าร้าน จะเห็นจุดขายชั้นวาง Hand Cream 365 ช่องเรียงตามวันเกิด

แนวตั้ง = เดือนเกิด (ม.ค. – ธ.ค.)

แนวนอน = วันเกิด (1–30 / 31)

 

ง่าย ๆ คือ เกิดวันไหนก็สามารถเลือก ‘กลิ่นประจำวันเกิด’ โดยเฉพาะได้ เช่น

เกิดวันที่ 18 มิถุนายน กลิ่น Thyme

เกิดวันที่ 14 กันยายน กลิ่น Clockflower

เกิดวันที่ 17 ธันวาคม กลิ่น Honey Plant

 

นอกจากนี้ยังมีให้เลือกตามปีนักษัตร ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมเสริมดวงของคนเกิดในปีนั้นๆ และมีการใช้สีมงคลเข้ามาเสริมดวง

 

ด้วยจุดเด่นของ Qingzhi ที่สร้างความรู้สึกพิเศษแบบ Personalization บวกกับการผสมผสานสายมู ลูกค้าจะรู้สึกว่า สินค้าสร้างมาเพื่อตนเองหรือคนรับโดยเฉพาะ ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และในแต่ละกล่องจะมีคำทำนายหรือคำอธิบายลักษณะนิสัยของคนในวันหรือปีนั้นๆ ทำให้เกิดการ ‘อ่าน’และ ‘แชร์’ ต่อในโลกออนไลน์

 

นอกจากนี้ ยังมีการดีไซน์แพ็กเกจแบบมินิมอล สวยงาม แถมมาในราคาน่ารัก ขายกระปุกละ 55 หยวน หรือประมาณ 264 บาท มีให้เลือกทั้งแบบจัดเซ็ตและเลือกเองตามใจชอบ

 

การตลาดของ Qingzhi เป็นการเปลี่ยนสนามแข่งขันจากการขาย ‘ตัวสินค้า’ หันมาสร้างความแตกต่างด้วยการขาย ‘ความรู้สึก’ และ ‘ความหมาย’ ของการครอบครองสินค้าชิ้นนั้น เพราะนี่คือ ‘กลิ่นของคุณ’ บวกกับดีไซน์น่ารัก ราคาเข้าถึงง่าย ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าอยากซื้อได้เป็นอย่างดี

]]>
1571935
‘นักศึกษาต่างชาติ’ เรียนไทยพุ่ง จีนครองอันดับ 1 เมียนมาขยายตัวมากที่สุด https://positioningmag.com/1571907 Tue, 05 May 2026 09:37:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571907 ภาพรวมนักศึกษาต่างชาติในไทย ปี 2566-2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด อ้างอิงข้อมูลกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พบว่า

ปี 2566 ประมาณ 40,560 คน

ปี 2567 ประมาณ 42,800 คน

ปี 2568 มีประมาณ 48,000 คน (ข้อมูล ภาคเรียนที่ 1/2568)

จำนวนนักศึกษาแยกตามสัญชาติ 10 อันดับแรก ได้แก่

อันดับ 1 จีน 24,711 คน

อันดับ 2 เมียนมา 15,242 คน

อันดับ 3 บุคคลไร้สัญชาติ 2,094 คน

อันดับ 4 กัมพูชา 1,541 คน

อันดับ 5 ลาว 962 คน

อันดับ 6 เวียดนาม 790 คน

อันดับ 7 อินโดนีเซีย 706 คน

อันดับ 8 ฟิลิปปินส์ 658 คน

อันดับ 9 อินเดีย 545 คน

อันดับ 10 ไนจีเรีย 528 คน

เมียนมาจีนลาว อัตรานักศึกษาเข้าใหม่สูงสุด นิยมเรียน ม.เอกชน

ทั้งนี้ สำหรับนักศึกษาเข้าใหม่ที่มีจำนวนสูงสุด 3 อันดับแรก (ข้อมูลภาคเรียน 1 ปี 2568) ได้แก่

1.เมียนมา นิยมเรียนที่ : .อัสสัมชัญ, .เกริก และ ม.รังสิต

2.จีน นิยมเรียนที่ : .เกริก, .ธุรกิจบัณฑิต และ ม.อัสสัมชัญ

3.ลาว นิยมเรียนที่ : .กรุงเทพ, .มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

วิเคราะห์ทำไมจีนเมียนมา ชอบเรียนในไทย

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของนักศึกษาจีนและเมียนมาในไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากปัจจัยทางโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่ผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางทางเลือก (Preferred Destination) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

1. นักศึกษาจีน : การหนีจากสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง (The Neijuan Escape)

สำหรับชาวจีน ไทยไม่ใช่แค่ที่เที่ยว แต่คือโอกาสที่เข้าถึงได้” (Affordable Luxury Education)

  • สภาวะ Neijuan (การแข่งขันที่หนักหน่วง) ในจีนมีการแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัย (Gaokao) และการหางานที่สูงมาก นักศึกษาหลายคนจึงเลือกมาเรียนที่ไทยซึ่งกดดันน้อยกว่า แต่ได้ใบปริญญาที่รับรองในระดับสากล
  • หลักสูตรภาษาจีนและระบบไทยจีน Gateway” มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่ง (เช่น ม.เกริก, .ธุรกิจบัณฑิต) มีความร่วมมือกับจีน และมีหลักสูตรที่สอนด้วยภาษาจีนหรือมีล่ามช่วยในช่วงแรก ทำให้กำแพงด้านภาษาลดลง
  • ความคุ้มค่า (Value for Money) ค่าเทอมและค่าครองชีพในไทยถูกกว่าการไปเรียนที่ยุโรปหรืออเมริกามาก แต่ได้ไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกัน มีห้างสรรพสินค้าและอาหารที่ถูกปาก
  • เป้าหมายการทำงานใน EEC ทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยมหาศาล (โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมในระยองชลบุรี) นักศึกษาที่เรียนในไทยจึงมีคอนเนกชั่นและโอกาสถูกจ้างงานในบริษัทจีนที่ตั้งอยู่ในไทยทันทีที่เรียนจบ

2. นักศึกษาเมียนมา : ความจำเป็นทางการเมืองและทางเลือกใหม่ (The Survival & Quality Choice)

กรณีของเมียนมา ปัจจัยหลักการเข้ามาเรียนในไทย  มาจากสถานการณ์ภายในประเทศที่รุนแรงขึ้นในช่วง 2-3 ปีนี้

  • สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ ปัญหาการเมืองในเมียนมาทำให้ระบบการศึกษาภายในสั่นคลอน มหาวิทยาลัยหลายแห่งปิดตัวหรือคุณภาพลดลง ทำให้เยาวชนต้องมองหาที่เรียนในต่างประเทศเพื่อความปลอดภัยและอนาคตที่มั่นคง
  • ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน การเดินทางสะดวก โดยเฉพาะในแถบภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ทำให้ความรู้สึกแปลกถิ่นน้อยลง
  • ใบเบิกทางสู่ตลาดแรงงานสากล นักศึกษาเมียนมาส่วนใหญ่นิยมเรียนหลักสูตรนานาชาติ (International Program) เพราะต้องการทักษะภาษาอังกฤษเพื่อไปทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ (NGOs) หรือบริษัทข้ามชาติในอนาคต ซึ่งมหาวิทยาลัยในไทยมีหลักสูตรเหล่านี้ในราคาที่พวกเขาจ่ายไหว
  • ชุมชนชาวเมียนมาในไทย ความแข็งแกร่งของชุมชนเมียนมาในไทยช่วยให้นักศึกษาใหม่ปรับตัวง่าย มีรุ่นพี่คอยแนะนำสถาบันการศึกษา ทำให้เกิดกระแสการบอกต่ออย่างรวดเร็ว

นักศึกษา

ทำไมต้องเรียนที่ไทยเท่านั้น?

นอกจากปัจจัยเฉพาะสัญชาติแล้วประเทศไทยยังมีจุดแข็งที่ดึงดูดทั้งสองกลุ่มคือ

  • ความเป็นมิตรและเสรีภาพ ไทยขึ้นชื่อเรื่องความเปิดกว้างทางวัฒนธรรมและศาสนา ทำให้นักศึกษาต่างชาติรู้สึกปลอดภัยและไม่ถูกเหยียดเชื้อชาติเท่ากับในบางประเทศ
  • Smart Visa และนโยบายดึงดูด รัฐบาลไทยมีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็น Education Hub ทำให้การขอวีซ่านักศึกษาทำได้สะดวกขึ้น
  • ความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก ระบบสาธารณสุขและเทคโนโลยีในไทยอยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ปกครองใช้ตัดสินใจส่งบุตรหลานมาเรียน
]]>
1571907
“คอนโด” แตะเบรกเปิดใหม่ต่ำสุดรอบ 20 ปี อสังหาฯ เข้าสู่โหมดประคองตัว คาดระบายสต๊อกนาน 6 ปี https://positioningmag.com/1571930 Tue, 05 May 2026 02:00:10 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571930 ตลาดคอนโดไทยกำลังส่งสัญญาณ “ชะลอตัว” หลังจำนวนเปิดตัวใหม่ปี 2569 คาดเหลือเพียงราว 17,000 ยูนิต ต่ำสุดในรอบ 20 ปี

สะท้อนแรงกดดันที่เข้ามาพร้อมกันทั้ง “ต้นทุนพุ่ง-สินเชื่อเข้ม-กำลังซื้อเปราะาง” ทำให้ปีนี้ผู้ประกอบการอาจต้อง “เล่นเกมรับ” มากกว่ารุก

ต้นทุนสูง + รีเจ็กต์เรตพุ่ง = ดีมานด์หายไปครึ่งหนึ่ง

ปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจอสังหาฯ ตอนนี้ไม่ใช่ไม่มีคนอยากซื้อ แต่ไม่สามารถ “ซื้อไม่ได้”

ด้วยอัตราปฏิเสธสินเชื่อ (รีเจ็กต์ เรต) พุ่งไปถึง 40-50% ทำให้ดีมานด์จริงจำนวนมากไม่สามารถแปลงเป็นยอดขายได้

ขณะที่ฝั่งผู้พัฒนาเองก็เจอแรงกดดันต้นทุนก่อสร้างเพิ่ม 10-20% จากทั้งราคาพลังงาน วัสดุ และโลจิสติกส์ ส่งผลให้ราคาคอนโดมีแนวโน้มขยับขึ้น 3-8% ในจังหวะที่กำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่พร้อม

ตลาดจึงติด “ล็อกสองชั้น” คือ

  • คนอยากซื้อ กู้ไม่ผ่าน
  • คนขาย ต้นทุนสูงขึ้น
ปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย

สต็อกค้างนานขึ้น เกมกระแสเงินสดเริ่มตึง

อีกด้านที่น่ากังวลคือ “ยอดขายชะลอตัว” สะท้อนจาก อัตราดูดซับ หรือ อัตราการระบายสินค้า (Absorption Rate)

  • เดิมคอนโดใช้เวลาขายเฉลี่ย 2-3 ปี
  • ปัจจุบัน ใช้เวลาระบายสต๊อก 5-6 ปี

ทั้งนี้ การถือสต็อกนานขึ้น ไม่ได้แค่กระทบยอดขาย แต่ลากยาวไปถึงดอกเบี้ย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงกระแสเงินสดของทั้งระบบ

สุดท้าย ต้นทุนเหล่านี้มีโอกาสถูกผลักไปที่ “ราคาขาย” ในอนาคต

อาคารสูง

ผู้ประกอบการลดเสี่ยง หัน “เคลียร์สต็อก” แทนเปิดใหม่

เมื่อความไม่แน่นอนสูงขึ้น ผู้เล่นส่วนใหญ่เลือก “ชะลอเปิดโครงการใหม่” แล้วหันไปโฟกัสของเดิมในมือแทน เพราะเป็นต้นทุนเก่า คุมราคาได้ และเสี่ยงน้อยกว่า

ขณะเดียวกัน ก็เริ่มเห็นโมเดลใหม่อย่าง “เช่าก่อนซื้อ (Rent to Own)” เพื่อแก้ pain point คนกู้ไม่ผ่าน

ต่างชาติยังช่วยพยุง แต่ “ไม่พอ”

อย่างไรก็ตาม ดีมานด์จากต่างชาติยังมีบทบาทราว 18-20% โดยเฉพาะกลุ่มจากประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่ก็ยังไม่มากพอจะมาชดเชยกำลังซื้อในประเทศที่หายไป

ชงนโยบายกระตุ้นอสังหา

สำหรับทิศทางการดำเนินงานของสมาคมคอนโดในช่วง 2 ปีข้างหน้า จะผลักดันมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาฯ ร่วมกับภาครัฐบาล อาทิ

  • ผ่อนคลาย LTV
  • ลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนอง
  • ขยายสิทธิการเช่าจาก 30 ปี เป็น 60 ปี
  • เร่งอนุมัติ EIA จาก 1-2 ปี เหลือ 3-5 เดือน
  • เสนอ Soft Loan + มาตรการรวมหนี้ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ “ช่วยผู้ประกอบการ” แต่คือการปลดล็อกให้ดีมานด์คอนโดฟื้นตัวในเร็ววัน

]]>
1571930
วิเคราะห์ทำไม ‘โรงเรียนนานาชาติ’ ในไทยถึงโต ท่ามกลางวิกฤตเด็กเกิดน้อย https://positioningmag.com/1571773 Mon, 04 May 2026 11:12:50 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571773 ขณะที่กราฟประชากรเด็กเกิดใหม่ของไทยดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ ‘โรงเรียนไทย’ หลายแห่งต้องทยอยปิดตัวลง แต่ทำไม ‘โรงเรียนนานาชาติ’ กลับเติบโตสวนกระแส มีการเปิดตัวแคมปัสใหม่และขยายสาขากันอย่างคึกคัก แม้บางแห่งค่าเทอมจะอยู่หลักล้านต่อปี แต่พ่อแม่ก็พร้อมจ่าย

 

สำหรับภาพรวมของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทย จากข้อมูลของวิจัยธุรกิจ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ พบว่า มีการขยายตัวและมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นทุกปี โดย

 

ปี 2564 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท

ปี 2565 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 66,000 ล้านบาท

ปี 2566 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 77,000 ล้านบาท

ปี 2567 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 85,000 ล้านบาท

ปี 2568 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 94,000 ล้านบาท

 

ความน่าสนใจคือ การเติบโตของโรงเรียนนานาชาติเกิดขึ้นในช่วงที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ของประเทศลดลงต่อเนื่อง และโรงเรียนเอกชนทั่วไปอยู่ในช่วงหดตัว

 

สะท้อนจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งพบว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีโรงเรียนเอกชนปิดตัวไป 100 แห่ง พร้อมกับจำนวนนักเรียนลดลงกว่าแสนคน โดยจากปี 2565 มีโรงเรียนเอกชน 3,758 แห่ง นักเรียน 2,028,669 คน มาในปี 2568 เหลือ 3,658 แห่ง นักเรียน 1,903,855 คน

 

ขณะที่โรงเรียนนานาชาติกลับมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจำนวนโรงเรียนและจำนวนนักเรียน

 

ปี 2565 จำนวนโรงเรียน 235 แห่ง นักเรียน 69,257 คน

ปี 2566 จำนวนโรงเรียน 242 แห่ง นักเรียน 71,692 คน

ปี 2567 จำนวนโรงเรียน 259 แห่ง นักเรียน 81,057 คน

ปี 2568 จำนวนโรงเรียน 265 แห่ง นักเรียน 82,910 คน

 

ทำไมโรงเรียนนานาชาติในไทยถึงยังโตได้ท่ามกลางวิกฤตเด็กเกิดน้อย?

 

1.การศึกษาคือการลงทุนที่พ่อแม่พร้อมจ่าย

พ่อแม่ยุคใหม่มองว่า การศึกษาคือ ‘การลงทุน’ ที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับลูก ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านภาษา แนวคิดหรือ Soft Skills แบบสากลที่แข็งแรงพอจะแข่งขันในตลาดแรงงานโลก ยิ่งมีลูกน้อยลงก็มีงบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้น จึงพร้อมจ่ายและเลือกส่งบุตรหลานไปโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น

 

2.กลุ่ม High Net Worth หรือผู้ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความต้องการด้านการศึกษาที่มีคุณภาพสูงเพิ่มตามไปด้วย และคนกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยเลือกส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยแทนการส่งไปต่างประเทศ ด้วยเหตุผลเช่น ความสะดวก ความใกล้ชิดครอบครัว และค่าเทอมที่ถูกกว่าภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ฯลฯ

 

3.การเข้ามาทำงานในไทยของต่างชาติที่มีศักยภาพสูง

โรงเรียนนานาชาติในไทยไม่ได้พึ่งพาแค่เด็กไทย แต่ยังดึงดูดคนต่างชาติที่มาทำงานในไทย และกลุ่ม Education Tourist ที่มองว่า คุณภาพการศึกษาไทยในระดับนานาชาติมีมาตรฐานสูงและคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ

 

4.หลักสูตรที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย

 

โรงเรียนนานาชาติในไทยมีหลักสูตรที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่น ทำให้ผู้ปกครองสามารถเลือกให้ลูกหลานเรียนในหลักสูตรที่ต้องการได้เป็นอย่างดี โดยอ้างอิงจาก International Schools Association of Thailand เดือนสิงหาคม 2568 พบว่า โรงเรียนนานาชาติในไทยมีหลักสูตรต่าง ๆ แบ่งเป็น

 

-หลักสูตรจากอังกฤษ 50.2% โรงเรียนที่เปิดสอน เช่น Bangkok Patana School, Shrewsbury International School Bangkok, Harrow International School Bangkok ฯลฯ

-หลักสูตรอเมริกา 27.6% โรงเรียนที่เปิดสอน เช่น Ruamrudee International School, International School Bangkok ฯลฯ

-หลักสูตรประยุกต์ (IB) 6.9% โรงเรียนที่เปิดสอน เช่น KIS International School, NIST International School ฯลฯ

-หลักสูตรเฉพาะของแต่ละประเทศ 15.3% โรงเรียนที่เปิดสอน เช่น Singapore International School of Bangkok, Thai Japanese Association School ฯลฯ

ตัวเลือกมากแต่มั่นใจการเติบโต

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการเข้ามาของโรงเรียนนานาชาติในไทยมากขึ้น นั่นหมายความว่า การแข่งขันต้องสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่การเกิดของเด็กในประเทศต่ำลง โดยปี 2568 มีอัตราเด็กเกิดใหม่อยู่ราว 4.16 แสนคน ต่ำสุดในประวัติศาสตร์รอบ 75 ปี บวกกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว 

 

คำถามคือ ธุรกิจนี้ยังน่าสนใจและมีการเติบโตหรือไม่ในอนาคต ?

 

Ng Yi-Xian ซีอีโอ EtonHouse International Education Group จากสิงคโปร์ซึ่งเพิ่งเปิดตัว ‘โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ’ ณ ย่านปิ่นเกล้า บนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม. กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัว บวกกับอัตราการเกิดของเด็กในไทยจะลดลงต่อเนื่อง แต่พ่อแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญและพร้อมจะลงทุนกับการศึกษาของบุตรหลานมากขึ้น

 

จึงมั่นใจในศักยภาพของตลาดในประเทศไทย ส่วนการแข่งขันที่ดูเหมือนมีคู่แข่งหลายราย เขาบอกว่า EtonHouse International Education Group มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มายาวนานกว่า 30 ปี และมีเครือข่ายการศึกษาระดับโลกที่มีโรงเรียนกว่า 100 แห่งใน 8 ประเทศ ทำให้เชื่อมั่นที่จะลงแข่งขันไทย

 

โดยจุดเด่นของโรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน จะเป็นเรื่องหลักสูตร 3 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ, ไทย และจีนกลาง ผสานนวัตกรรมการเรียนรู้เชิงสืบค้น (Inquiry-led Pedagogy) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Reggio Emilia ปรัชญาการศึกษาที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางและผู้นำในการสำรวจความสนใจของตนเอง

 

เบื้องต้นจะเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับ Nursery 1 ไปถึง Grade 4 และมีแผนขยายให้ครอบคลุมถึงระดับ K-12 ในอนาคต

ขณะที่วิจัยธุรกิจ ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ประเมินไว้ว่า ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอีก 1 ปีข้างหน้า แต่การเติบโตดังกล่าวก็มาพร้อมกับความท้าทาย

 

โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าเล่าเรียน ซึ่งอาจมีผลให้ผู้ปกครองบางส่วนส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในต่างประเทศแทน เพราะค่าเล่าเรียนเฉลี่ยของโรงเรียนนานาชาติในไทยไม่ได้แตกต่างจากค่าเล่าเรียนเฉลี่ยของโรงเรียนประจำชั้นนำในต่างประเทศมากนัก

 

อีกประเด็นคือ ความเสี่ยงจากอัตราการเกิดที่ลดลงของเด็ก อาจมีผลให้จำนวนเด็กนักเรียนใหม่มีแนวโน้มขยายตัวช้าลง

 

เพื่อรับมือกับการแข่งขัน โรงเรียนนานาชาติจึงควรสร้างความแตกต่างในการบริการและหลักสูตร เช่น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรเชิงวิชาชีพที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคต 

]]>
1571773
‘เลอโนโว’ มองปี 2026 AI ในองค์กรเลยจุด ‘ทดลอง’ แล้ว หลังลงทุน 1 ดอลลาร์ ต้องได้ผลรีเทิร์นกลับมา 2.85 เท่า https://positioningmag.com/1571733 Mon, 04 May 2026 07:19:55 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571733 ในวันที่ AI เข้ามามีบทบาทต่อโลกการทำงานตั้งแต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มาปี 2026 เลอโนโว (Lenovo) ได้ชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคธุรกิจไทยและอาเซียนที่กำลังก้าวพ้น ยุคทดลอง เข้าสู่ ยุคใช้งานจริง อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงกำลังมองหาผลตอบแทน (ROI) ที่ต้องคืนทุนถึง 2.85 เท่า ของเงินที่ลงไป

จาก 29% สู่ 66% ในปีเดียว

วรพจน์ ถาวรวรรณ ผู้จัดการทั่วไปประจำไทย และภูมิภาคอินโดจีน เลอโนโว เปิดเผยว่า ในปีที่แล้วมีเพียง 29% ขององค์กรที่นำ AI ไปใช้งานจริง ส่วนที่เหลืออีก 56% อยู่ในระหว่างการพิจารณา แต่มาในปี 2026 นี้ ตัวเลขพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยองค์กรที่นำ AI ไปใช้จริงแล้วพุ่งขึ้นเป็น 66% ขณะที่กลุ่ม ขอดูก่อน หดตัวเหลือเพียง 19%

ในกลุ่มประเทศอาเซียนเองก็ไม่ต่างกัน 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าจะนำ AI ไปใช้อย่างจริงจังในปีนี้ และ 91% ระบุว่า Agentic AI ซึ่งหมายถึง AI ที่สามารถตัดสินใจและดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่งทุกขั้นตอน จะเป็นโจทย์หลักที่พวกเขาจะโฟกัส

เมื่อมองในระดับอุตสาหกรรม กลุ่ม Telco นำโด่งด้วยอัตรา AI adoption ที่ 88% ตามมาด้วยกลุ่ม Banking, Financial Services และ Retail ตามลำดับ ขณะที่ ภาครัฐ ยังคงเป็นกลุ่มที่ เดินช้าสุด โดย deploy AI ไปแล้วเพียง 41% และส่วนใหญ่ยังเป็นการใช้งานแบบกระจัดกระจาย ไม่ได้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน

วรพจน์ ถาวรวรรณ ผู้จัดการทั่วไปประจำไทย และภูมิภาคอินโดจีน เลอโนโว

88% ของ CIO ต้องการผลตอบแทน “เดี๋ยวนี้”

หัวใจของการเปลี่ยนแปลงในปีนี้คือความคาดหวังด้านผลตอบแทน จากการสำรวจพบว่า 88% ของ CIO ต้องการเห็น ROI จากการลงทุน AI อย่างชัดเจนและทันที ไม่ใช่รอดูผลในระยะยาว โดยมาตรฐานที่ตั้งไว้คือทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนกับ AI จะต้องสร้างมูลค่ากลับมาอย่างน้อย 2.85 เท่า

ลำดับความสำคัญก็เปลี่ยนตามไปด้วย ปีที่แล้ว ผลกำไรและรายได้ อยู่ในลำดับที่ 8 ของสิ่งที่ CIO ให้ความสำคัญ ปีนี้กระโดดขึ้นมาเป็น อันดับ 1 ทันที นี่คือสัญญาณที่บอกว่า AI ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยตัวเลข ไม่ใช่แค่นวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นอีกต่อไป

Hybrid คือคำตอบ ไม่ใช่ Cloud อย่างเดียว

ประเด็นที่น่าสนใจมากคือทิศทางของ infrastructure ที่ใช้รัน AI หลายปีที่ผ่านมาองค์กรต่างแห่ขึ้น public cloud แต่ปีนี้กระแสกำลังเปลี่ยน 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามในอาเซียนระบุว่ากำลังมุ่งสู่ Hybrid strategy นั่นคือการผสมผสานระหว่าง cloud กับ on-premise

เหตุผลหลักมาจากสองเรื่อง คือ Data Security และความไม่แน่นอนของ cloud outage ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา เมื่อข้อมูลสำคัญขององค์กรกระจุกตัวอยู่ใน cloud เพียงจุดเดียว ความเสี่ยงก็สูงขึ้นตามไปด้วย การมี mirror ข้อมูลไว้ที่ระบบของตัวเองจึงกลายเป็นกลยุทธ์ที่ CIO จำนวนมากให้ความสำคัญ

5 ความท้าทายที่องค์กรยังสะดุดอยู่

แม้ momentum จะแรง แต่ความท้าทายก็ยังมีอยู่ เรื่องแรกคือ Skill Gap คนมี AI แต่ใช้ได้แค่ระดับ search engine ไม่ได้ optimize ให้เกิดมูลค่าสูงสุด เรื่องที่สองคือ Hardware Shortage ซึ่งส่งผลต่อทั้งอุตสาหกรรม Memory, SSD, CPU และ GPU ล้วนอยู่ในภาวะขาดแคลน ราคาพุ่งขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

เรื่องที่สามคือ AI Infrastructure Cost โดยเฉพาะ AI Server ที่ราคาสูงกว่า server ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เรื่องที่สี่คือ Integration ปัญหาที่พบบ่อยคือ AI แต่ละฝ่ายในองค์กรไม่คุยกัน ฝ่าย IT มี AI, ฝ่าย Finance มี AI, ฝ่าย Warehouse มี AI แต่ระบบไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และเรื่องสุดท้ายคือ Data Security ที่กลายเป็นโจทย์ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลต้องวิ่งขึ้น cloud

ตลาดคอนซูมเมอร์ ซื้อเร็วก่อนราคาพุ่ง

ขณะที่ภาคองค์กรขับเคลื่อนด้วย ROI ตลาดคอนซูมเมอร์กลับมีพฤติกรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ความกังวลเรื่องราคาสินค้าไอทีที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องได้กระตุ้นให้ผู้บริโภคและองค์กรขนาดกลางรีบตัดสินใจซื้อก่อนที่ราคาจะพุ่งขึ้นไปอีก ส่งผลให้ยอดขายใน 3 เดือนแรก spike ต่อเนื่อง

กลุ่มสินค้าที่ขายดีที่สุดในตลาดผู้บริโภคขณะนี้คือระดับราคา 15,000 – 25,000 บาท ซึ่งไม่ใช่กลุ่มราคาประหยัดอีกต่อไป สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อให้ได้สเปกที่รองรับการทำงานจริง ไม่ใช่แค่ใช้งานทั่วไป

อีกปัจจัยเร่งอีกตัวหนึ่งคือ การสิ้นสุดการสนับสนุน Windows 10 อย่างเป็นทางการ ผู้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องกำลังเริ่มพบข้อจำกัดในการใช้งานร่วมกับผู้อื่น ทำให้การตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องเร็วขึ้นกว่าที่วางแผนไว้ ส่วนกระแส AI PC ในประเทศไทยนั้นกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน

ปัจจุบัน portfolio ของ Lenovo มีสัดส่วน AI PC อยู่ที่ 50% แล้ว เพิ่มขึ้นจาก 20% ในปีก่อน และไม่ถึง 10% เมื่อสองปีที่แล้ว โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการตัดสินใจคือช่องว่างราคาระหว่าง PC ทั่วไปกับ AI PC ที่แคบลง เนื่องจากราคาของ PC ทั่วไปปรับขึ้นตาม component ส่วน AI PC ราคาไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มผู้ซื้อที่ซื้อ AI PC โดยยังไม่ได้ใช้ฟีเจอร์ AI อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดยังมีโอกาสด้านการให้ความรู้และการสร้าง use case ที่จับต้องได้ให้ผู้บริโภค

“ปี 2026 ไม่ใช่ปีที่จะถามอีกว่า “เราควรใช้ AI ไหม” คำถามที่ถูกต้องคือ “เราจะวัดผล AI ของเราอย่างไร” และ “ระบบ AI ของเราเชื่อมโยงกันครบหรือยัง” องค์กรที่ยังอยู่ในโหมดทดลองโดยไม่มีเป้าหมาย ROI ที่ชัดเจนกำลังเสียโอกาสในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ และสำหรับองค์กรที่กำลังวางแผน AI strategy ในปีนี้ โจทย์สำคัญที่ต้องตอบให้ได้คือ Hybrid หรือ Cloud อย่างเดียว, AI กระจัดกระจายหรือเชื่อมโยง และที่สำคัญที่สุดคือ ข้อมูลในองค์กรพร้อมให้ AI ทำงานด้วยหรือยัง” วรพจน์ ทิ้งท้าย

]]>
1571733
ซื้อบ้านแถมกินหมูกระทะฟรี 10 ปีถอดรหัสการตลาด “กานดาฯ” ใช้ ‘ไวรัลมาร์เก็ตติ้ง’ กระตุ้นยอดขาย https://positioningmag.com/1571723 Mon, 04 May 2026 06:53:45 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571723 ในสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์มีการแข่งขันสูงและกำลังซื้อชะลอตัว การระบายสต็อกโครงการในช่วงโค้งสุดท้ายมักหนีไม่พ้นสงครามราคา

แต่กรณีของกานดา พร็อพเพอร์ตี้กับโครงการ ไอลีฟ ทาวน์ ราชพฤกษ์กาญจนา กลับสร้างความต่างด้วยการใช้กลยุทธ์ Contextual Marketing ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ใช้แคมเปญซื้อบ้านแถมกินหมูกระทะฟรี 10 ปี สร้างกระแสไวรัลหลักล้าน!

กลยุทธ์ Low Cost, High Impact

หัสกร บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า หมัดเด็ดในการระบายสต็อกโครงการ ไอลีฟ ทาวน์ ราชพฤกษ์กาญจนา ทาวน์โฮมฟังก์ชัน 4 ห้องนอน ราคา 1.89 – 2.5 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเดินทางมาถึงช่วง “Last Call” เหลือเพียง 40–50 ยูนิตสุดท้าย จากทั้งหมดกว่า 400 ยูนิต ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือดและสภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้การตัดสินใจซื้อชะลอตัว

จุดเริ่มต้นของแคมเปญสุดปั่นนี้ มาจากการเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นโอกาส

โดยหัสกรเล่าว่า ทีมงานปิ๊งไอเดียจากตำแหน่งป้ายโฆษณาหน้าโครงการที่ดันไปตั้งอยู่หน้าร้านหมูกระทะพอดิบพอดี จึงหยิบเอาความหิวมาผูกกับความอยากมีบ้าน กลายเป็นสโลแกนโดนใจสายกินหมูกระทะยังมีเตา คนเราต้องมีบ้าน

ผลลัพธ์ที่ได้คือ เกิดไวรัลมาร์เก็ตติ้งของจริง! ป้ายนี้ถูกแชร์ว่อนเน็ตจนยอดวิวกระฉูดกว่า 2-5 ล้านวิว

โดยที่บริษัทไม่ต้องควักกระเป๋าจ้างอินฟลูเอนเซอร์สักบาทเดียว แต่สามารถดึงดูดสายตาคนในพื้นที่ปากเกร็ดวงแหวน และกลุ่มข้าราชการที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักได้อย่างแม่นยำ

หัสกร บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
หัสกร บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

โปรฯกินฟรี 10 ปียิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

ไม่เพียงแค่คำโปรยที่สนุก แต่สิทธิประโยชน์ก็จัดหนักไม่แพ้กัน กานดาฯ ส่งแคมเปญ กินหมูกระทะฟรี 10 ปี (มูลค่า 400 บาท/เดือน นาน 120 เดือน) รวมมูลค่า 48,000 บาท โดยมอบเป็นเช็คล่วงหน้า หรือเลือกรับเป็นเงินก้อนเพื่อนำไปใช้จ่ายตามใจชอบ

กลยุทธ์นี้ถือเป็นการเพิ่มมูลค่า (Value Added) ที่ชาญฉลาด แทนการทำสงครามราคา (Price War) แบบเดิม ๆ ซึ่งช่วยรักษาภาพลักษณ์แบรนด์และสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้มากกว่า

หมูกระทะ
(Photo : Shutterstock)

หมูกระทะช่วยได้จริง!  ปิดดีล 10 หลังในเดือนเดียว

หลังปล่อยโปรโมชั่นออกไป พบว่า ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม โดยสามารถปิดยอดจองได้ถึง 10 ยูนิต ภายในเวลาเพียง 1 เดือน เท่านั้น! สะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารที่จริงใจและสนุกสนานสามารถเจาะเข้าถึงใจ “Real Demand” ได้อย่างจัง

นอกจากโปรฯ หมูกระทะแล้ว กานดาฯ ยังทุ่มงบ On-top ทั้งฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน, แถมแอร์และเฟอร์นิเจอร์ครบชุดถือเป็นจังหวะทองของผู้ที่มองหาบ้านในราคาที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวโครงการมา

ใครที่ไม่อยากพลาดบ้านพร้อมอยู่บนทำเลศักยภาพต้องรีบหน่อย เพราะงานนี้ช้าหมดอดกิน (หมูกระทะ) แน่

]]>
1571723
‘ไทย’ ติด Top 3 กลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจ ‘มีความสุข’ ที่สุดในโลก https://positioningmag.com/1571722 Mon, 04 May 2026 06:36:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571722 ไทย , สิงคโปร์ และไต้หวัน ถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจ ‘ทุกข์ยากน้อยที่สุด’ หรือเรียกได้ว่า ‘มีความสุขที่สุด’ ในโลก จากการวัดดัชนีความทุกข์ยากประจำปี 2025 (Hanke’s Annual Misery Index-HAMI) จัดทำโดย ‘สตีฟ ฮันเก’ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจระดับสูงของประธานาธิบดีซูฮาร์โตของอินโดนีเซียช่วงวิกฤตการเงินในเอเชีย รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำต่อรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ในการต่อต้านการคว่ำบาตรทางการเงินต่อฮ่องกงเมื่อปี 2020 

 

สำหรับดัชนี HAMI มีการสำรวจทั้งหมด 178 ประเทศทั่วโลก ด้วยการนำ (อัตราการว่างงาน + อัตราเงินเฟ้อ + อัตราดอกเบี้ยเงินกู้) มาลบกับ ‘อัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัว’ = คะแนนความทุกข์ยาก ซึ่งยิ่ง ‘คะแนนต่ำ’ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นก็จะยิ่ง ‘มีสุขภาพดี’ มากขึ้นเท่านั้น 

 

โดยดัชนีดังกล่าว จะไม่นำขนาดของประเทศ อิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ และรายได้ต่อหัวสุทธิมาคำนวณร่วมด้วย    ผลปรากฏว่า Top 3 ประเทศที่ถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่มีความสุขที่สุดในโลก ได้แก่ 

อันดับ 1 : ‘ไต้หวัน’ ติดอยู่อันดับ 178 ด้วยคะแนน 2.1 ผลมาจากจากการเป็นศูนย์กลาง AI และเซมิคอนดักเตอร์โลก ดัน GDP พุ่งสูงถึง 9.2% ขณะที่เงินเฟ้อและว่างงานต่ำมาก

อันดับ 2 : ‘สิงคโปร์’ ติดอยู่อันดับ 177 คะแนน 2.6 โดดเด่นด้วยตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง (ว่างงาน 2%) และการควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ยอดเยี่ยม

อันดับ 3 : ‘ไทย’ ในอันดับที่ 176 ด้วยคะแนน 3.1 รั้งตำแหน่ง Top 3 เพราะแม้ GDP ของไทยจะโตช้าอยู่ที่ 2.5% แต่จุดแข็งคืออัตราการว่างงานที่ต่ำเพียง 0.8% และเงินเฟ้อที่มีเสถียรภาพสูง

 

ทำไมไทยถึงติดอันดับ ‘มีความสุขที่สุด’ แม้ GDP โตช้า?

 

ศาสตราจารย์สตีฟ ฮันเก วิเคราะห์ว่า ความสำเร็จของไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจาก วินัยทางการเงิน’ ที่ดีตลอดทศวรรษ เมื่อเงินมีเสถียรภาพย่อมนำไปสู่ราคาสินค้าที่มีเสถียรภาพ ซึ่งนำไปสู่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ค่อนข้างต่ำ

 

เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ค่อนข้างต่ำก็นำไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีการว่างงานต่ำและเติบโตอย่างพอเหมาะ แสดงให้เห็นว่า คนไทยไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเศรษฐกิจที่ซบเซาในแง่ใดก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

 

ขณะที่ ‘เวเนซุเอลา’ ครองอันดับ 1 ประเทศที่ระบบเศรษฐกิจทุกข์ยากที่สุดในโลก ด้วยคะแนน 556.5 โดยต้นเหตุของปัญหา สตีฟ แฮงกี ระบุว่า เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการที่นานาชาติประกาศคว่ำบาตร หลังการเลือกตั้งของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024

 

นอกจากนี้ยังมาจากรายได้หลักของประเทศจากน้ำมันลดฮวบ, เงินเฟ้อพุ่งทะลุเพดานสูงถึง 475% ทำให้ข้าวของแพงขึ้นมหาศาลจนเงินแทบไม่มีค่า, อัตราการว่างงานสูงถึง 35% และค่าเงินของประเทศอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจนวิกฤต

 

ที่มา

https://www.scmp.com/week-asia/economics/article/3352182/why-singapore-thailand-are-among-worlds-happiest-economies

]]>
1571722
แอโรบิกฟีเวอร์ บุกห้าง! “เซ็นทรัล” พลิกเกม ดึงคนกลับมา https://positioningmag.com/1571716 Sat, 02 May 2026 02:49:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571716 จากคลิปเต้นแอโรบิคที่สวนลุมฯ กลายเป็นไวรัล จุดกระแสรักสุขภาพให้คนเมือง แต่ใครจะคิดว่าเทรนด์ออกกำลังกายนี้ กำลังถูกห้างสรรพสินค้า/ศูนย์การค้านำมาใช้เป็นเครื่องมือดึงคนกลับเข้าพื้นที่อีกครั้ง

จากสวนสาธารณะ สู่พื้นที่การค้า

ภาพผู้คนรวมตัวเต้นแอโรบิคจำนวนมากในสวนสาธารณะ สะท้อนดีมานด์ใหม่ของคนเมือง ที่ไม่ได้ต้องการแค่ซื้อของแต่ต้องการประสบการณ์ร่วม และนี่คือช่องว่างที่กลุ่มเซ็นทรัล โดย CPN มองเห็น

เมื่อ Foot Traffic ลดลง การสร้างเหตุผลให้คนออกจากบ้านจึงสำคัญกว่าแค่การเปิดร้าน

ทำไมคนเดินห้างน้อยลง ?

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

  • การเติบโตของ Online Shopping ทำให้มือถือกลายเป็นห้างส่วนตัว 24 ชม.”
  • ภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ กดกำลังซื้อ โดยเฉพาะชนชั้นกลาง
  • ห้างที่เข้าถึงยาก หรือไม่มีระบบขนส่งรองรับ ยิ่งเสียเปรียบ

ผลลัพธ์คือห้างต่างจังหวัดเริ่มซบเซา ขณะที่ห้างในเมือง แม้ยังมีคน แต่บทบาทเปลี่ยนจากที่ซื้อของเป็นที่ใช้เวลา

แอโรบิก
แอโรบิก เซ็นทรัล ลาดพร้าว

เซ็นทรัลแก้เกม ด้วยกิจกรรมแทนการขาย

แทนที่จะรอให้คนมาใช้เงิน เซ็นทรัลเลือกสร้างเหตุผลให้คนมากิจกรรมเต้นแอโรบิก / Zumba จึงเกิดขึ้น อาทิเซ็นทรัล พระราม 9” ร่วมกับ Fitness First จัดคลาสช่วงเย็น บรรยากาศคึกคัก และเข้าถึงได้ฟรี centralwOrld จัดอีเวนต์ “Shake Your Body” ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ เซ็นทรัล เชียงใหม่ ผสานกับ RUN CLUBS ทั้งหมดนี้เช่นกัน

สะท้อนว่าตอนนี้ศูนย์การค้าไม่ได้ขายสินค้าโดยตรงแต่ขายประสบการณ์ + Community”

กลยุทธ์ใหม่ห้าง = Lifestyle Platform

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือการเปลี่ยนบทบาทของห้างจาก “Retail Space” สู่ “Lifestyle Destination”คนไม่ได้มาเพื่อซื้อของชิ้นใหญ่ แต่มาเพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์ เช่น

ออกกำลังกาย

กินข้าว

พบปะเพื่อน

ใช้เวลาหลังเลิกงาน

และเมื่อคนมาใช้ชีวิตโอกาสในการใช้จ่าย ก็จะตามมาเอง

เซ็นทรัล แอโรบิก

แอโรบิกมากกว่าแค่สุขภาพ

กระแสแอโรบิคในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เทรนด์สุขภาพแต่มันคือเครื่องมือเศรษฐกิจ ที่ช่วยเพิ่ม Traffic สร้าง Engagement และปลุกชีวิตให้พื้นที่ค้าปลีกในวันที่การขายของอย่างเดียวไม่พอ

ห้างต้องกลายเป็นเวทีของผู้คน และดูเหมือนว่าเสียงเพลง กับจังหวะเต้นอาจเป็นคำตอบที่ธุรกิจค้าปลีกกำลังตามหาอยู่

สำหรับตอนนี้เซ็นทรัลที่ยังมีการเปิดเต้นแอโรบิกในหลายสาขา เช่น

  • เซ็นทรัลพระรามสอง วันที่ 16 และ 31 .. 69 เวลา 18.00-19.00 . *ต้องลงทะเบียน
  • เซ็นทรัลพระรามสาม วันที่ 8 .. 69
  • เซ็นทรัลลาดพร้าว ทุกวันพุธและวันศุกร์ เวลา 18.00 .
  • เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ วันที่ 8-9 ..69
  • เซ็นทรัล วิลเลจ วันที่ 16 .. 69
  • เซ็นทรัล ภูเก็ต วันที่ 9 .. 69
  • เซ็นทรัล พัทยา วันที่ 6, 13, 20, 22 และ 27 .. 69 เริ่มประมาณ 18.30-19.30 .
  • เซ็นทรัล โคราช ทุกวันจันทร์ และวันพฤหัสบดี เริ่มเวลา 18.00-19.00 .
]]>
1571716
JAL เตรียมใช้ ‘ฮิวแมนนอยด์’ ช่วยงานในสนามบิน เริ่มเดือน พ.ค.นี้ https://positioningmag.com/1571310 Thu, 30 Apr 2026 03:06:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571310 Japan Airlines (JAL) เตรียมทดลองใช้ ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์’ จากจีนมาปฏิบัติงานภาคพื้นดิน ณ สนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว ในเดือนพฤษภาคม 2026 และจะทดลองใช้งานเป็นระยะเวลา 2 ปีไปจนถึงปี 2028

 

เหตุผลที่นำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและลดภาระงานของพนักงานภาคพื้นดินที่ปัจจุบันทาง Japan Airlines มีอยู่ประมาณ 4,000 คน

 

เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินของญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และจำนวนประชากรวัยทำงานของญี่ปุ่นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับโครงการนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง Japan Airlines กับพาร์ทเนอร์อย่าง GMO AI & Robotics Trading หรือ GMO AIR โดยระยะแรกจะนำหุ่นยนต์ดังกล่าวมาช่วยเหลือในการโหลดและขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์สินค้า รวมไปถึงขนย้ายสัมภาระ

 

ส่วนแผนในอนาคตทาง Japan Airlines หวังว่า จะสามารถนำหุ่นยนต์เหล่านี้ไปใช้ในงานอื่นๆ ตั้งแต่การลำเลียงสัมภาระ การทำความสะอาดภายในห้องโดยสาร ไปจนถึงการบังคับควบคุมอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดิน

 

ขณะที่เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ ก็คือการสร้างโครงสร้างการดำเนินงานที่ยั่งยืน โดยใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้ามาสนับสนุนการทำงานของมนุษย์ เพื่อช่วยประหยัดแรงงานและลดภาระงานให้เหลือน้อยลง

 

ที่มา

 

https://www.bbc.com/news/articles/cpwp87j1llvo

https://press.jal.co.jp/en/release/202604/009502.html

]]>
1571310