Insight – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 05 Jan 2026 11:14:32 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 สรุปสเป็กคนโสดไทย ประจำปี 2025 นักธุรกิจ เงินเดือน 1 แสนอัพมาแรง https://positioningmag.com/1554106 Sun, 04 Jan 2026 14:51:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554106 Bangkok Matching ผู้ให้บริการจัดหาคู่ระดับพรีเมียม สรุปภาพรวมสเป็กยอดนิยม ด้านการเลือกคู่และการออกเดตของคนโสดไทย ประจำปี 2025 พบอินไซด์น่าสนใจดังนี้

สเป็กยอดนิยมสาวโสด

สาวไทย ให้ความสำคัญอาชีพฝ่ายชาย จากการเก็บสถิติของ Bangkok Matching พบว่า หญิงไทยกว่า 99% หาก “เลือกได้” ยังคงให้ความสนใจกับอาชีพ ‘เจ้าของธุรกิจ’ (อันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง)

ส่วนอาชีพที่สาวไทยสนใจรองลงมา คือ
  • ผู้บริหารระดับ C-Level
  • แพทย์
  • อาชีพที่มีเกียรติและภาพลักษณ์สูงในสังคม เช่น นักบิน ผู้พิพากษา นักการทูต หรือข้าราชการระดับสูง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อาชีพเพียงอย่างเดียวไม่สามารถมัดใจหญิงไทยได้ หญิงส่วนใหญ่จะพิจารณาภาพรวมของผู้ชายในหลายมิติ

โดยเรียงลำดับสิ่งที่หญิงไทยให้ความสำคัญ (มาก → น้อย)

1.รายได้และความมั่นคง

2.อาชีพ

3.การศึกษา

4.บุคลิกภาพ

5.ระดับหน้าตาและรูปลักษณ์โดยรวม

หญิงไทยจำนวนมากให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงทางการเงิน” มากกว่าอาชีพ และระดับการศึกษา หากผู้ชายประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และสื่อสารกันได้ดี หญิงยินดีมองข้ามวุฒิการศึกษาไปได้

ทั้งนี้ 50% ของหญิง ยังคงให้ความสำคัญกับหน้าตาผู้ชาย หากไม่ผ่านมาตรฐานส่วนตัว หญิงพร้อมปฏิเสธไม่เดตด้วย

 “70% ฝ่ายหญิง มักระบุรายได้สเป็กชายที่ 100,000 บาทต่อเดือนขั้นต่ำ”

สเป็กคนโสดไทยประจำปี 2025 โดย Bangkok Matching

สเป็กชายไทย

สำหรับมุมมองสเป็กของผู้ชาย ไม่ได้โฟกัสอาชีพของฝ่ายหญิงมากนัก โดย 80% ของชายไทยไม่เลือกอาชีพของ  ผู้หญิง

ส่วนในด้านรายได้ฝ่ายหญิง ผลสำรวจพบว่า ผู้ชายประมาณ 50% ระบุรายได้ขั้นต่ำของผู้หญิงที่ราว 30,000 บาท/เดือน

มีเพียง 10% ต้องการผู้หญิงที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาท/เดือน ส่วนอีก 40% ไม่สนใจรายได้ของฝ่ายหญิง ขอเพียงมีงานสุจริต และดูแลตัวเองได้

สิ่งที่ชายไทยให้ความสำคัญในการเลือกคู่จริงจัง (มาก → น้อย)

1.หน้าตาและรูปลักษณ์โดยรวม

2.บุคลิก

3.การศึกษา

4.อาชีพ

5.รายได้และความมั่นคง

ทั้งนี้ ไม่ว่าชายหรือหญิง หากนิสัยไม่ดี จะไม่ไปต่อแม้ผ่านทุกสเป็ก

]]>
1554106
ซื้อขายกิจการโรงแรมในไทย ปี 68 เงินสะพัด 2.6 หมื่นล้านบาท แต่ความน่าสนใจน้อยกว่า “ญี่ปุ่น-เวียดนาม” https://positioningmag.com/1553765 Fri, 26 Dec 2025 02:40:30 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553765 แม้เศรษฐกิจโลกยังผันผวน และความไม่แน่นอนจะยังอยู่ไปอีกสักระยะ แต่ตลาดลงทุน “ซื้อขายโรงแรม” ในเอเชียแปซิฟิก กลับส่งสัญญาณบวกมากขึ้น

เจแอลแอล (JLL) ประเมินว่า ปี 2569 มูลค่าการลงทุนซื้อขายโรงแรมในภูมิภาคนี้จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 13,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.13 แสนล้านบาท

จากปี 2568 ที่คาดการณ์มูลค่าซื้อขายโรงแรมไว้ 11,900 ล้านดอลลาร์ หรือ 3.69 แสนล้านบาท แรงหนุนหลักมาจากดีมานด์การเดินทางที่ยังแข็งแรง และพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป

ดีมานด์สูง โรงแรมทำเลดีหายากขึ้น

ภาพรวมตลาดตอนนี้คือ นักลงทุนยัง “อยากซื้อ” แต่ สินทรัพย์โรงแรมคุณภาพมีจำกัดมากขึ้น

โดยประเทศตลาดเสี่ยงต่ำ ราคาโรงแรมค่อนข้างสูง ส่วนโรงแรมในตลาดเกิดใหม่ยังเปิดโอกาสให้ “ซื้อวันนี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าในอนาคต”

ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้นักลงทุน รอบคอบกว่าเดิม ดีลใช้เวลานานขึ้น ตรวจสอบละเอียดขึ้น และโฟกัสการคุมต้นทุนมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดโดยรวมมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว

ใครคือดาวเด่นของภูมิภาค

ช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 ตลาดโรงแรมที่นักลงทุนจับตาที่สุด ได้แก่

  • ญี่ปุ่น
  • สิงคโปร์
  • ออสเตรเลีย

โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูง (HNWIs) ซึ่งมองหาโรงแรมที่มีเอกลักษณ์และสร้างมูลค่าได้

นอกจากนี้ “เวียดนาม” ถูกมองว่าเป็นตลาดดาวรุ่ง ที่เริ่มมีโอกาสลงทุนใหม่ ๆ โผล่ขึ้นมาอย่างชัดเจน

โรงแรมในโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม (ที่มาภาพ Shutterstock)

ไทยยังมีดีล แต่ขนาดไม่ใหญ่ ปี 68 ซื้อขายโรงแรม 2.6 หมื่นล้านบาท

สำหรับประเทศไทย ตลาดซื้อขายโรงแรม ส่วนใหญ่ยังเป็นตลาดที่นักลงทุนไทยให้ความสนใจสูง

ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังเข้ามาดูโอกาสต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ดีลในไทยส่วนใหญ่ยังเป็น ดีลขนาดกลาง-เล็ก เมื่อเทียบกับตลาดหลักอื่นๆ

  • ปี 2568 คาดมูลค่าซื้อขายสูงเป็นพิเศษที่ 80.4 ล้านดอลลาร์ (ราว 26,000 ล้านบาท)
  • ปี 2569 คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 40.2 ล้านดอลลาร์ (ราว 13,000 ล้านบาท) ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยปกติ

การท่องเที่ยวไทยฟื้นช้ากว่าเพื่อน

ปัจจัยที่ทำให้ตลาดซื้อขายโรงแรมในไทยไม่ดึงดูดเท่าเพื่อนบ้าน หลัก ๆ มาจาก “การท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวช้า” เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน

อ้างอิงข้อมูลจาก องค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) ระบุว่า ปี 2568 การเดินทางระหว่างประเทศทั่วโลกจะโต 3 – 5%

ครึ่งแรกของปี 2568 เอเชียแปซิฟิกมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 11% คิดเป็น 92% ของระดับก่อนโควิด

ประเทศฟื้นตัวมากสุด ได้แก่

  • ญี่ปุ่น และเวียดนาม โต 21%
  • เกาหลีใต้ โต 15%

แต่ไทยกลับสวนทางเล็กน้อย

  • 9 เดือนแรกของปี 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 8%
  • นักท่องเที่ยวจีนหดตัวถึง 35% คิดเป็นสัดส่วนเพียง 40% ของช่วงก่อนโควิด (ปี 2562)

อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวในไทย ยังมีบางตลาดที่โตสวนกระแส เช่น

  • อินเดีย (+15%)
  • สหราชอาณาจักร (+14%)
  • รัสเซีย (+10%)
ภาพจาก Shutterstock

ตลาดโรงแรมภูมิภาคขยายตัว ไทยยังติดลบ

ทั้งนี้ โรงแรมในเอเชียแปซิฟิก มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เพิ่มขึ้น 2%

แต่ไทยกลับลดลง 4% จากอัตราเข้าพักที่ชะลอตัว และการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม

แม้รายได้จะลดลง แต่ตลาดลงทุนไทยยังคึกคัก โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าซื้อขายโรงแรมรวม 642 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.99 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปีก่อน และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี อย่างชัดเจน

ภาพจาก Unsplash

นักลงทุนไทยตัวขับเคลื่อนหลัก

เจแอลแอล ระบุว่า 69.5% ของมูลค่าการซื้อขาย มาจากนักลงทุนไทย โดยดีลใหญ่หลายรายการเป็นโรงแรมในกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพเพิ่มมูลค่าในอนาคต

อีกเทรนด์ที่น่าสนใจ คือ โรงแรมบนที่ดินเช่า เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น มีมูลค่าซื้อขายรวมราว 127 ล้านดอลลาร์ หรือ 3.9 พันล้านบาท คิดเป็นเกือบ 20% ของตลาดทั้งหมด

เหตุผลหลัก คือ ราคาที่ดินในเมืองสูง ทำให้นักลงทุนยอมเปิดรับโมเดลเช่าระยะยาว หากแผนธุรกิจชัดและคุ้มค่า

]]>
1553765
จากโต๊ะทำงานสู่เตียงโรงพยาบาล! ‘รพ.วิมุต’ เผย 5 โรคยอดฮิตที่ ‘คนออฟฟิศ’ ต้องระวัง จากพฤติกรรมชีวิตเร่งรีบ https://positioningmag.com/1553569 Thu, 25 Dec 2025 12:17:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553569 โรงพยาบาลวิมุต เปิดภาพรวมผู้ป่วยปี 2568 ชี้ 5 โรคที่คนไทยเป็นมากที่สุด ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและปัจจัยแวดล้อม ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังผันผวน ค่าครองชีพสูง และการแข่งขันรุนแรงขึ้น สุขภาพกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่กำหนดคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพเศรษฐกิจของประเทศ

3 โรคอันดับต้น เกิดจาก พฤติกรรม ที่เปลี่ยนได้

จากข้อมูลผู้ป่วยปี 2568 โรงพยาบาลวิมุตระบุว่า 5 โรคที่มีจำนวนผู้ป่วยสูงสุด ได้แก่

  1. โรคความดันโลหิตสูง
  2. โรคเบาหวาน
  3. ภาวะไขมันในเลือดสูง
  4. โรคหวัดและโรคทางเดินหายใจ
  5. กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม

ที่น่าสนใจคือ 3 อันดับแรกล้วนเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งการบริโภคอาหารที่ไม่สมดุล การออกกำลังกายน้อย และความเครียดสะสม โรคเหล่านี้ไม่เพียงเป็นปัญหาสาธารณสุข แต่ยังเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

นายแพทย์สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต ชี้ให้เห็นรากเหง้าของปัญหาว่า “คนเมืองต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ทำงานหลายบทบาท มีเวลาพักผ่อนและดูแลตัวเองน้อยลง ขณะเดียวกันพฤติกรรมการกินยังคงพึ่งพาอาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มหวานเป็นหลัก ซึ่งเป็นตัวเร่งสำคัญของโรค NCDs”

กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมกลายเป็นโรคอันดับ 5 ที่พบมากที่สุด สะท้อนต้นทุนสุขภาพของแรงงานยุคดิจิทัลที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอวันละหลายชั่วโมงและขาดการเคลื่อนไหว อาการเริ่มต้นมักเป็นเพียงปวดเมื่อยเล็กน้อย แต่หากละเลย อาจพัฒนาเป็นอาการปวดเรื้อรังที่ส่งผลต่อทั้งคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงาน

พฤติกรรมเสี่ยงที่พบบ่อยในคนไทย ได้แก่

  • กินอาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปที่มีน้ำตาล เกลือ และไขมันสูง
  • ดื่มเครื่องดื่มหวานเป็นประจำ
  • ออกกำลังกายน้อยหรือไม่ออกเลย
  • นั่งทำงานหน้าจอเป็นเวลานานโดยขาดการเคลื่อนไหว
  • มีความเครียดสะสมจากการทำงานและความกดดันทางเศรษฐกิจ
  • นอนหลับไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพ
(Photo: Shutterstock)

PM2.5 กับโรคทางเดินหายใจ

นอกจากพฤติกรรม ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ฝนตกสลับร้อน และปัญหาฝุ่น PM2.5 ในช่วงฤดูหนาว ส่งผลโดยตรงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้ที่ขึ้นสู่อันดับ 4

“สิ่งที่น่ากังวลคือโรคความดันเบาหวานและไขมันในเลือดสูงอาจไม่มีอาการในระยะแรกหรือแสดงเพียงอาการเล็กน้อย หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจคัดกรองอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต หากพฤติกรรมเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยน แนวโน้มในปี 2569 โรคดังกล่าวจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอาจพบผู้ป่วยในอายุน้อยลง” นพ.สุวาณิช กล่าวทิ้งท้าย

]]>
1553569
ผลวิจัย CMMU ชี้ลบภาพจำ ‘ผู้สูงวัยตามเทคไม่ทัน’ พร้อมแนะ 4 กลยุทธ์มัดใจคนกลุ่มนี้ได้ https://positioningmag.com/1553349 Wed, 24 Dec 2025 09:53:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553349 ประเทศไทยได้ก้าวสู่ ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ โดยปี 2567 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะเดียวกันบ้านเราก็ได้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้เกิดความกังวลว่า คน Gen นี้จะเท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัย Silver Age Technology Adoption ของ ‘วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล’ (CMMU) ได้เผยถึงข้อมูลสุดเซอร์ไพรส์ที่จะลบภาพจำ ‘ผู้สูงวัยตามเทคไม่ทัน’ โดยระบุว่า

 

กลุ่ม Silver Age หรือคนอายุ 50+ เป็น ‘ผู้บริโภคดิจิทัลเต็มรูปแบบ’ ด้วยการใช้สมาร์ตโฟนถึง 95%, 61% ใช้ Tablet เป็นอุปกรณ์หลักในชีวิตประจำวัน และ 83% สนใจผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี ใช้ LINE และ Facebook เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร ขณะที่ YouTube และ Netflix เป็นแพลตฟอร์มบันเทิงยอดนิยม

 

ที่น่าสนใจ คือ การยอมรับเทคโนโลยี AI โดย 94% ของคนกลุ่มนี้เคยใช้งาน AI แล้ว ซึ่ง AI Tools ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด ได้แก่

-ChatGPT 72%

-Google Gemini 49%

-Microsoft Copilot 25%

 

ส่วนเหตุผลที่ใช้ 82% ใช้เพื่อค้นหาข้อมูล 62% สำหรับเรียนรู้ และ 37% ช่วยงาน

 

นอกจากนี้ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไปกว่า 19.6 ล้านคนที่ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลในชีวิตประจำวันและใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ยสูงถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน

 

‘ความกังวล’ ปัจจัยการตัดสินใจใช้

 

แม้ผลการวิจัยจะชี้ให้เห็นว่ากลุ่ม Silver Age พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่การตัดสินใจใช้งานถูกขับเคลื่อนจาก ‘ความกังวล’ เป็นหลัก ซึ่งเมื่อเจาะลึกจะพบว่า อุปสรรคหลัก 3 อันดับของการยอมรับเทคโนโลยีของคนกลุ่มนี้ ได้แก่

 

ความซับซ้อนของระบบและฟังก์ชัน 69%

ปัญหาทางกายภาพ เช่น ตัวหนังสือเล็กเกินไป 67%

ความกลัวข้อมูลรั่วไหล-ถูกหลอก 57%

 

นอกจากนี้พบ 75.6% กลัวใช้งานผิดพลาดหรือทำข้อมูลหาย และ 72.7% รู้สึกว่าเทคโนโลยีซับซ้อนเกินไป

 

4 กลยุทธ์หลักเพื่อเป็นแนวทางสำหรับมัดใจตลาด Silver Age ทลายกำแพงความกังวลได้ดีที่สุด

 

1) ออกแบบให้ง่าย แต่สร้างให้ไว้ใจได้ เพื่อสร้างความมั่นใจและทลายความกังวล

 

2) โฟกัสที่สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงรุกและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

 

3) สร้างตัวตนที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะช่องทาง Official ของแบรนด์ ควบคู่กับการส่งเสริมรีวิวจากผู้ใช้งานจริง

 

4) Empower ให้ผู้ใช้งาน สื่อสารกับผู้มีอำนาจตัดสินใจตัวจริง พร้อมต่อยอดเป็น 5A Star metrix Framework กรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักพัฒนา AI และนักนวัตกรรม เพื่อใช้ในการออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการได้ตอบโจทย์ชาว Silver Age ได้อย่างแท้จริง

 

Accessibility (การเข้าถึง): เทคโนโลยีต้องถูกออกแบบมาให้ทุกคนใช้งานง่าย และเป็นมิตรกับผู้ใช้ทุกระดับประสบการณ์ เพราะอุปสรรคสำคัญของ Silver Age ไม่ใช่ทัศนคติที่ต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือประสบการณ์ในอดีตที่ยุ่งยากจนทำให้ไม่กล้าลองสิ่งใหม่ การออกแบบที่เข้าใจผู้ใช้จึงเป็นจุดตั้งต้นของการยอมรับ

 

Assurance (ความมั่นใจ): เทคโนโลยีต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านคำแนะนำจากบุคคลในครอบครัว มีการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญและรีวิวที่ตรวจสอบได้

 

Autonomy (ความเป็นอิสระ): เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือที่เสริมพลัง และช่วยให้มีอิสระในการใช้ชีวิต ช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถจัดการสุขภาพเชิงรุกและดูแลตนเองได้ เพราะสิ่งที่ผู้สูงวัยกลัวที่สุดไม่ใช่โรคภัยแต่คือ การสูญเสียความสามารถในการดูแลตัวเอง

 

Affordability (ความคุ้มค่า): Silver Age ไม่ได้มองหาเทคโนโลยีที่ถูกที่สุด แต่ต้องการราคาที่สมเหตุสมผล สอดคล้องกับคุณค่าที่ได้รับ การสื่อสารให้เห็นความคุ้มค่าอย่างชัดเจนและมีทางเลือกที่ยืดหยุ่น คือกุญแจสำคัญของการตัดสินใจซื้อ

 

Affinity (ความผูกพัน): เทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จต้องเชื่อมโยงผู้สูงวัยกับครอบครัว ผ่านฟีเจอร์ที่ใช้งานร่วมกันได้ เช่น บัญชีหลายผู้ใช้หรือแดชบอร์ดสำหรับครอบครัว เพราะผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ ‘เพื่อทั้งบ้าน’ มีโอกาสถูกตัดสินใจซื้อมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะผู้สูงวัยเพียงคนเดียว

 

สำหรับการทำวิจัย Silver Age Technology Adoption ของ CMMU มีกลุ่มตัวอย่าง 621 คน จากกรุงเทพมหา นครและปริมณฑล โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 50–65 ปี มีสถานะสมรส การศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี หน้าที่การงานมั่นคง และมีรายได้ตั้งแต่ 50,000 ขึ้นไปจนถึงมากกว่า 150,000 บาท

]]>
1553349
‘Pop Mart’ เผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น? หลังกระแส ‘LABUBU’ แผ่ว ฉุดมูลค่าหุ้นร่วง 40% https://positioningmag.com/1553008 Tue, 23 Dec 2025 09:54:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553008 ดูเหมือนกระแสของเจ้า ลาบูบู้ (LABUBU) จะจางหายไปรวดเร็วพอ ๆ กับช่วงที่แจ้งเกิด จะเห็นว่าตอนนี้กระแสบนโลกโซเชียลฯ มีของใหม่อย่าง Fuggler หุ้นของ Pop Mart International Group ซึ่งเคยเป็น ขวัญใจตลาด ตอนนี้กำลังกลายเป็นคำถามสำคัญถึงอนาคตในระยะยาวของบริษัท

ถ้าเป็นตลาดเมืองไทย กระแสของ LABUBU มาแรงตั้งแต่ปี 2024 จากการที่ ลิซ่า แบล็กพิงค์ (Lisa Black pick) อวดโฉมเจ้าตุ๊กตาฟันแหลมขนปุยลงบน Story Instagram แต่กระแสในตลาดโลก โดยเฉพาะใน สหรัฐอเมริกา พิ่งจะมาแรงเอาช่วงต้นปี 2025

อย่างไรก็ตาม กระแสความนิยมของ LABUBU ก็เริ่มลดลง เห็นได้จากสัญญาณเตือนของ ราคารีเซล ในสหรัฐฯ ที่ลดลง นอกจากนี้ ยอดขายช่วง Black Friday ก็ยังน่าผิดหวัง โดยข้อมูลจาก YipitData ระบุว่า การเติบโตของรายได้ในอเมริกาเหนือของ Pop Mart ชะลอตัวลงเหลือ 424% ในไตรมาสปัจจุบัน (จนถึง 6 ธ.ค.) ซึ่งลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาสที่สาม (สิ้นสุดเดือน ก.ย.)

ขณะเดียวกันข้อมูลจาก S&P Global แสดงให้เห็นว่าการเดิมพันฝั่งขาลง (Bearish wagers) ต่อหุ้นของบริษัทได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023

ความกังวลใจของนักลงทุน ส่งผลให้หุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า -40% และกลายเป็นหนึ่งในหุ้นที่ทำผลงานแย่ที่สุดในตลาดฮ่องกง นอกจากนี้ยังเกิดคำถามสำคัญถึงอนาคตของบริษัทว่า POP MART จะยั่งยืนในระยะยาวเป็น Walt Disney หรือ Sanrio ฉบับเมืองจีนได้ หรือเป็นเพียงกระแสแฟชั่นที่มีวันหมดอายุ เหมือนเหตุการณ์ฟองสบู่ของตุ๊กตา Beanie Babies 

ความกังวลยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อราคาในตลาดมือสองของจีนเริ่มอ่อนตัวลง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยเริ่มแรกของวงจรสินค้าของสะสม การเทขายหุ้นรุนแรงขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคมหลังจากข้อมูลการติดตามในสหรัฐฯ บ่งชี้ว่ายอดขายช่วงวันหยุดไม่เป็นไปตามเป้า การดิ่งลงของหุ้นเพียง 2 วันทำลายมูลค่าไปเกือบ 14% และทำให้มูลค่าความเสียหายรวมนับจากจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ประมาณ 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ว่า Pop Mart จะปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหุ้นและยอดขาย Black Friday แต่ระบุว่าในปีหน้า บริษัทจะเพิ่มจำนวนร้านค้าและตู้ Roboshop ที่จำหน่ายกล่องสุ่มในสหรัฐฯ อีก เท่าตัว จากปัจจุบันบริษัทมีร้านค้า 60 แห่ง และตู้ Roboshop อีก 100 แห่ง

“การที่นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นใน Labubu นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะมันเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและคาดการณ์พฤติกรรม ผู้บริโภคได้ยาก” Daisy Li ผู้จัดการกองทุนจาก EFG Asset Management กล่าว

อย่างไรก็ตาม POP MART เองก็คงรู้ดีว่าจะหวังพึ่งเพียงแค่ LABUBU ไม่ได้ ทำให้ที่ผ่านมา บริษัทจึง พยายามจะสร้างอาณาจักรความบันเทิง เช่น

  • เปิดสวนสนุก Pop Land ขนาด 40,000 ตร.ม. ในปักกิ่ง
  • มีรายงานว่าทำข้อตกลงกับ Sony Pictures เพื่อพัฒนาภาพยนตร์ Labubu
  • สร้างสตูดิโอในตัวเพื่อผลิตซีรีส์แอนิเมชัน Labubu
  • เปิดตัวแบรนด์เครื่องประดับ POPOP

ดังนั้น แม้จะมีข่าวลบ แต่พื้นฐานของบริษัทยังดูน่าประทับใจ รายได้ครึ่งปีแรกของปี 2025 พุ่งสูงถึง 1.39 หมื่นล้านหยวน ซึ่งมากกว่ายอดขายทั้งปีของปี 2020 ถึง 5 เท่า

ด้านนักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ยังคงมีมุมมองเชิงบวก โดยมองว่าการปรับฐานของหุ้นเป็นเรื่องปกติ และตลาดกำลังโฟกัสกับวงจรสินค้าในระยะสั้นมากเกินไปจนมองข้ามการขยายตัวของฐานลูกค้าประจำในระยะยาว

แต่ในทางกลับกัน ความพยายามของ Pop Mart ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่ได้พิสูจน์ให้นักลงทุนเห็นว่าจะสามารถสร้างแฟรนไชส์ความบันเทิงที่ยั่งยืนแบบ Disney ได้จริง โดยเฉพาะหลังจากเห็นสัญญาณในตลาดสหรัฐฯ ที่แม้จะมีการโปรโมตอย่างหนัก (เช่น Labubu ไปปรากฏตัวในขบวนพาเหรด Macy’s และไปเยือนตึก Empire State) แต่ความสนใจในการค้นหาบน Google กลับลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน

ท้ายที่สุด Xiadong Bao จาก Edmond de Rothschild Asset Management ให้ความเห็นว่า “ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดคือ แรงส่ง (Momentum) ของ Labubu และ IP หลักอื่นๆ กำลังจางหายไปหรือไม่ เพราะหากยอดขาย Labubu แผ่วลง ตัวละครอื่น ๆ ที่เหลืออยู่อาจไม่เพียงพอที่จะพยุงการเติบโตของบริษัทให้เป็นไปตามความคาดหวังที่ตลาดตั้งราคาไว้สูงลิ่วก่อนหน้านี้ได้”

Source

]]>
1553008
เจาะลึก “การท่องเที่ยวมาเก๊า” เกาะเล็กๆ ที่รายได้หลักมาจาก Entertainment Complex https://positioningmag.com/1552684 Mon, 22 Dec 2025 03:03:27 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552684 มาเก๊าขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่โดดเด่นด้านการท่องเที่ยวอย่างมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งในเรื่องของวัฒนธรรม การช้อปปิ้งที่ปลอดภาษี อาหารการกิน ไปจนถึง Entertainment Complex อาณาจักรความบันเทิงที่ปัจจุบันเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้ประเทศ

มาเก๊ามีชื่อทางการว่า เขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เกาะเล็กๆ ที่อยู่ทางชายฝั่งทางใต้ของประเทศจีน มีพื้นที่รวมราวๆ 115.3 ตารางกิโลเมตร มีพรมแดนส่วนที่ติดกับแผ่นดินใหญ่ เรียกว่าคาบสมุทรมาเก๊า และส่วนที่เป็นเกาะ ได้แก่ ไทปา, โกไต และโกโลอานี

ไตรมาสที่ 2 ของปี .. 2568 มาเก๊ามีประชากรประมาณ 685,900 คน โดยแบ่งเป็นเพศชายประมาณ 316,500 คน และเพศหญิงประมาณ 369,400 คน (สัดส่วนเพศหญิงยังคงมีจำนวนมากกว่าเพศชายอย่างต่อเนื่อง)

ในจำนวนดังกล่าว มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในมาเก๊า 182,583 คน โดยส่วนใหญ่เป็น ชาวเอเชียจำนวน 181,526 คน ขณะที่มีชาวยุโรป 507 คน ชาวอเมริกา 336 คน ชาวโอเชียเนีย 115 คน และชาวแอฟริกา 99 คน สะท้อนถึงความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมและลักษณะของเมืองนานาชาติที่เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย

ข้อมูลเศรษกิจ กลุ่มธุรกิจ

มาเก๊ามีนโยบายเศรษฐกิจแบบเปิดเสรีและมีระบบภาษีต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียแปซิฟิก ไม่มีการควบคุมการ แลกเปลี่ยนเงินตราและได้รับการจัดอันดับจาก WTO ให้เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เปิดมากที่สุดในโลก ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วหลังการก่อตั้งเขตบริหารพิเศษโดยอาศัยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสันทนาการเป็นหลัก

โดยในปี 2024 GDP ของมาเก๊าอยู่ที่ 403.3 พันล้านปาตากา เพิ่มขึ้น 8.8% เมื่อเทียบปีต่อปี และ GDP ต่อหัวอยู่ที่ 588,000 ปาตากา ส่วนครึ่งแรกของปี 2025 เติบโตต่อเนื่องอีก 1.8% โดยฟื้นตัวถึง 87% ของระดับก่อนโควิดในปี 2019

ทุนสำรองทางการเงินสิ้นปี 2024 อยู่ที่ 616.21 พันล้านปาตากา และทุนสำรองเงินตราต่างประเทศประมาณ 233 พันล้านปาตากา

Entertainment Complex สร้างรายได้หลัก

มาเก๊าเปิดเสรีธุรกิจศูนย์รวมความบันเทิง ตั้งแต่ปี 2002 ทำให้เกิดการลงทุนรูปแบบใหม่และสร้างงานจำนวนมาก ปัจจุบันมีผู้รับสัมปทานศูนย์รวมความบันเทิง 6 ราย

ปี 2024 รายได้รวมจากศูนย์รวมความบันเทิง อยู่ที่ 226.8 พันล้านปาตากา เพิ่มขึ้น 23.9% โดยรายได้จากกลุ่มตลาดมวลชนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็น 75.85% ของรายได้รวม ทั้งนี้ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2025 รายได้รวมอยู่ที่ 163 พันล้านปาตากา เพิ่มขึ้น 7.2%

รายได้หลักของมาเก๊ามาจาก “อุตสาหกรรมศูนย์รวมความบันเทิง และการท่องเที่ยว ส่วนภาคอื่นอย่างการเงิน สุขภาพ และเทคโนโลยี กำลังพัฒนาเพื่อ “กระจายเศรษฐกิจ” ลดการพึ่งพาศูนย์รวมความบันเทิงในอนาคต

กลุ่ม 6IRs คือใคร

Integrated Resort: IR หรือ รีสอร์ตแบบครบวงจร คือ ศูนย์การท่องเที่ยวและพักผ่อนขนาดใหญ่ที่รวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลายไว้ในพื้นที่เดียวกัน ทั้งโรงแรม ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ ร้านอาหาร ศูนย์การค้า และศูนย์รวมความบันเทิง รีสอร์ตครบวงจรถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแบบครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งการพักผ่อน ช้อปปิง บันเทิง และกิจกรรมทางธุรกิจ ในมาเก๊า รีสอร์ตครบวงจรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลมาเก๊าในการพัฒนาเมืองให้เป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการพักผ่อนระดับโลก” (World Centre of Tourism and Leisure) และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ซึ่งในมาเก๊า มีทั้งหมด 6 เจ้าได้แก่ 

Sands China Ltd. รีสอร์ตโรงแรมในเครือ อาทิ

  • The Venetian Macao
  • The Parisian Macao
  • The Londoner Macao
  • Sands Macao

Galaxy Macau™ รีสอร์ตโรงแรมในเครือ อาทิ

  • Galaxy Macau
  • Broadway Macau
  • Star World Macau
  • Banyan Tree Macau
  • Hotel Okura Macau

Melco Resorts & Entertainment รีสอร์ตโรงแรมในเครือ อาทิ

  • City of Dreams
  • Studio City
  • Altira Macau
  • Morpheus

MGM รีสอร์ตโรงแรมในเครือ

  • MGM Macau
  • MGM Cotai

Wynn Resorts Macau รีสอร์ตโรงแรมในเครือ

  • Wynn Macau
  • Wynn Palace 

SJM Resorts, S.A. รีสอร์ตโรงแรมในเครือ

  • Grand Lisboa
  • Grand Lisboa Palace Resort Macau
  • Hotel Lisboa

ความร่วมมือระดับภูมิภาคและแพลตฟอร์มจีนประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส

มาเก๊ามีบทบาทสำคัญในความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะในเขต กวางตุ้งฮ่องกงมาเก๊า (Greater Bay Area) และ เขตความร่วมมือเชิงลึกเมืองเหิงฉิน (Hengqin) ซึ่งคือเกาะและเขตบริหารพิเศษของเมืองจูไห่ มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน โดยมีสะพานโลตัสเชื่อมต่อกัน เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในจูไห่ มีธรรมชาติที่สวยงาม และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยได้เริ่มดำเนินการรูปแบบบริหารสองระดับและระบบศุลกากรปิดตั้งแต่มีนาคม 2024

ครึ่งแรกของปี 2025 GDP ของเขตเหิงฉินอยู่ที่ 26.3 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 5% โดยมีบริษัทร่วมทุนจากมาเก๊ากว่า 7,400 แห่ง และมีชาวมาเก๊าอาศัย และทำงานอยู่กว่า 28,000 คน

นอกจากนี้ มาเก๊ายังเป็นศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส (เช่น บราซิล โปรตุเกส โมซัมบิก ฯลฯ) ผ่าน “Forum Macao” ซึ่งตั้งแต่ปี 2003 การค้าระหว่างจีนกับประเทศเหล่านี้เพิ่มจาก 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 225 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2024) 

อุตสาหกรรมการประชุมและนิทรรศการ (MICE)

มาเก๊าได้รับรางวัล “Best Conventions Destination (Asia)” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 (2023–2025) ปี 2024 มีการจัดงาน MICE ทั้งหมด 1,524 งาน สร้างรายได้ราว 5.48 พันล้านปาตากา อย่างไรก็ตาม ครึ่งแรกของปี 2025 รายได้ลดลง 26.5% เหลือ 1.65 พันล้านปาตากา เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก

แพทย์แผนจีนและสุขภาพ (Traditional Chinese Medicine)

โครงการ อุทยานอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแพทย์แผนจีน กวางตุ้งมาเก๊า (GMTCM Park) ในเหิงฉิน ยังคงเติบโต โดยมีบริษัทจดทะเบียนแล้ว 233 แห่ง (จากมาเก๊า 98 แห่ง

โรงพยาบาลมาเก๊ายูเนียนเปิดดำเนินการในกันยายน 2024 เสริมศักยภาพด้านบริการสุขภาพและดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

บริการทางการเงินสมัยใหม่

รัฐบาลเร่งพัฒนา ตลาดพันธบัตร, กองทุน, และ e-MOP (เงินปาตากาดิจิทัล) ซึ่งเข้าสู่ขั้นตอนทดสอบในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 สินทรัพย์รวมของภาคการเงินสิ้นมิถุนายน 2024 อยู่ที่ 2.72 ล้านล้านปาตากา สูงกว่าก่อนโควิด 25% มูลค่าพันธบัตรที่ออกและจดทะเบียนในมาเก๊ารวมเกิน 1 ล้านล้านปาตากา

เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม

รัฐบาลส่งเสริมแนวคิด “R&D ในมาเก๊าผลิตในเหิงฉินโดยมี 19 โครงการพัฒนาในสาขาชิปดีไซน์ ชีววัสดุ และพลังงาน กันยายน 2025 มีบริษัทเทคโนโลยีได้รับการรับรองแล้ว 51 แห่ง และห้องปฏิบัติการระดับประเทศของจีนในมาเก๊า 4 แห่ง ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ

แรงงานและการจ้างงาน

ปี 2024 อัตราว่างงานอยู่ที่ 1.8% (ชาวท้องถิ่น 2.4%) ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือน 18,000 ปาตากา (ชาวท้องถิ่น 20,500) กลางปี 2025 มีการจ้างแรงงานต่างชาติกว่า 182,000 คน และอัตราว่างงานยังคงที่

เศรษฐกิจมาเก๊าในปี 2024–2025 อยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างมั่นคง ภาคศูนย์รวมความบันเทิงกลับมาแข็งแรง ขณะที่รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนการกระจายเศรษฐกิจสู่ภาคสุขภาพ เทคโนโลยี การเงินสมัยใหม่ และ MICE เพื่อสร้างศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสันทนาการระดับโลกอย่างยั่งยืน

บทบาทการท่องเที่ยวมาเก๊า

สำนักงานการท่องเที่ยวรัฐบาลมาเก๊า (MGTO) เป็นหน่วยงานหลักของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊า ที่รับผิดชอบด้านการกำหนดและดำเนินนโยบายการท่องเที่ยว เพื่อผลักดันมาเก๊าให้เป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการพักผ่อนของโลก โดยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการท่องเที่ยวของมาเก๊าในตลาดต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาความร่วมมือกับองค์กรด้านการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค ภายในประเทศและนานาชาติ MGTO ยังส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว การจัดงานอีเวนต์ และการยกระดับมาตรฐานบริการผ่านการอบรมบุคลากรในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น 

โรงแรม ภัตตาคาร และธุรกิจไมซ์ (MICE) อีกทั้งยังมีหน้าที่กำกับดูแลสถานประกอบการท่องเที่ยวให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และจัดทำแผนบริหารจัดการภาวะวิกฤตเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและประชาชนมาเก๊า

นโยบายภาครัฐที่ผลักดันการท่องเที่ยวในมาเก๊า

รัฐบาลมาเก๊ามุ่งผลักดันนโยบายด้านการท่องเที่ยวภายใต้ยุทธศาสตร์ “1 + 4” เพื่อกระจายเศรษฐกิจ โดยให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสันทนาการแบบบูรณาการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น เช่น การประชุมและนิทรรศการ (MICE) เศรษฐกิจดิจิทัล การแพทย์แผนจีน และการเงินสมัยใหม่ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมความร่วมมือกับเขต Guangdong–Hong Kong–Macao Greater Bay Area และเขตความร่วมมือเหิงฉิน (Hengqin) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และเส้นทางท่องเที่ยวร่วม รวมถึงเสริมบทบาทของมาเก๊าในฐานะสะพานเชื่อมระหว่างจีนกับประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส

รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการขยายตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ เช่น Macao International Fireworks Display Contest, International Cities of Gastronomy Fest และ Light Up Macao ควบคู่กับการจัดโรดโชว์ “Macao Week” ในเมืองสำคัญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ “Macao” และกระตุ้นให้ผู้เดินทางเพิ่มระยะเวลาการพำนัก ทั้งยังมีมาตรการจูงใจ เช่น โปรโมชั่นเที่ยวบิน โรงแรม และแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบครบวงจร

ในด้านคุณภาพอุตสาหกรรม รัฐบาลส่งเสริมมาตรฐานบริการผ่านโครงการ Quality Tourism Services Accreditation Scheme และรางวัล Integrity Business Award เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค พร้อมเตรียมบังคับใช้กฎหมายใหม่เกี่ยวกับบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ในปี 2026 เพื่อควบคุมคุณภาพการบริการให้ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การจัดกิจกรรมวัฒนธรรมในย่านเมืองเก่า และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อพัฒนาสู่ “Smart Tourism” อย่างยั่งยืน เสริมภาพลักษณ์ของมาเก๊าในฐานะ “World Centre of Tourism and Leisure” ให้โดดเด่นบนเวทีโลก

จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด

จำนวนผู้มาเยือนสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 26.895 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 15.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นประมาณ 98% ของระดับในช่วงเดียวกันของปี 2019 ในส่วนของตลาดนานาชาติ มาเก๊าต้อนรับผู้มาเยือนต่างชาติจำนวนราว 1.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน

แนวโน้มนักท่องเที่ยวไทยในมาเก๊าช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2568 อยู่ในทิศทางที่ เติบโตอย่างต่อเนื่องและเกือบฟื้นตัวเต็มระดับก่อนโควิด โดยมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้ามาเก๊าเกือบ 110,000 คน เพิ่มขึ้น 19.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น ประมาณ 97.15% ของระดับปี 2562 แสดงให้เห็นว่าตลาดไทยกลับมามีศักยภาพสูงและใกล้ฟื้นเต็มรูปแบบแล้ว อีกทั้งนักท่องเที่ยวไทยยังมีแนวโน้มใช้เวลาในมาเก๊านานขึ้น โดยเฉลี่ย 2.3 คืนต่อทริป สะท้อนถึงความสนใจในการพักผ่อนและใช้จ่ายภายในเมืองมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของมาเก๊าในภาพรวม

ยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยในมาเก๊า (ไม่รวมศูนย์รวมความบันเทิง)

ช่วงเวลา ยอดการใช้จ่ายทั้งหมด (โดยประมาณ) ยอดการใช้จ่ายต่อคน (โดยประมาณ)
ไตรมาสที่ 1 ปี 2568 75,000,000 MOP 2,135 MOP ต่อคน
ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 101,000,000 MOP 2,554 MOP ต่อคน
ไตรมาสที่ 3 ปี 2567 61,000,000 MOP 2,956 MOP ต่อคน
ไตรมาสที่ 2 ปี 2567 96,000,000 MOP 2,693 MOP ต่อคน
ไตรมาสที่ 1 ปี 2567 91,000,000 MOP 2,365 MOP ต่อคน

 

ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ปี 2567 เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายมากที่สุดทั้งในยอดรวมและต่อหัว โดยเฉพาะในไตรมาส 3–4 ที่เป็นช่วงพีคของการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ต้นปี 2568 มีการชะลอตัวของการใช้จ่ายลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัจจัยตามฤดูกาลหรือการลดลงของนักท่องเที่ยวในช่วงหลังเทศกาล

]]>
1552684
กางมูลค่าจริง ‘เม็ดเงินโฆษณาไทย’ เมื่องบตรงลง ‘แพลตฟอร์ม’- ‘อินฟลูฯ’ ดูดเงินออกไปจากระบบกว่า 2 หมื่นล้าน! https://positioningmag.com/1552626 Sat, 20 Dec 2025 08:02:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552626 ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เม็ดเงินโฆษณาไทยปีนี้ 11 เดือนแรก อยู่ที่ 78,272 ล้านบาท ติดลบ 0.35% (ราว -272 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดว่าทั้งปีมูลค่าจะอยู่ที่ราว 85,727 ล้านบาท -0.06% หรือทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน

“จากต้นปีเราคิดว่าตลาดจะบวกบ้างเล็กน้อย จากนั้นก็ค่อย ๆ ปรับลดมาเรื่อย ๆ เพราะต้องยอมรับว่าปีนี้มีปัจจัยลบเข้ามาตลอด ไม่ว่าจะสถานการณ์การเมือง ข้อพิพาทชายแดน ภาษีทรัมป์ และภัยพิบัติ” ภวัต กล่าว

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด

มีแค่ออนไลน์-OOH ที่โต

  • โทรทัศน์: ติดลบ -6% เหลือสัดส่วนในตลาดเพียง 33% (ประมาณ 29,000 ล้านบาท)
  • ดิจิทัล: เติบโตแต่ต่ำกว่าคาด เติบโต 4% ครองส่วนแบ่งตลาด 51% แซงหน้าสื่อดั้งเดิม
  • สื่อนอกบ้าน (Out of home): ดาวเด่นของปี เติบโต 14% มีมูลค่า 14,000 ล้านบาท
  • วิทยุ: ลดลง 11% 
  • หนังสือพิมพ์: ลดลง 51%

“ทีวีเคยได้เงิน 70,000 ล้านบาท วันนี้เหลือไม่ถึง 30,000 ล้านบาท”

มูลค่าที่แท้จริง

กล่าวว่า หากประเมินจริง ๆ เม็ดเงินโฆษณาไทยอาจอยู่ที่ 108,900 ล้านบาท เนื่องจากมีเม็ดเงินจำนวนมากไหลไปยังช่องทาง แพลตฟอร์มโดยตรง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ซื้อตรงโดยไม่ผ่านเอเจนซี่

รวมถึงการเติบโตของ Influencer Marketing โดยเฉพาะ Nano และ Micro Influencer ที่อาจไม่ได้เป็นเงินโดยตรง แต่ได้เป็นค่าคอมมิชชั่น ซึ่งรวมแล้วอาจมีเงินที่ไม่ได้อยู่ในระบบถึงประมาณ 22,000-23,000 ล้านบาท

“ค่าเฉลี่ยการใช้งบ Influencer ของแบรนด์ตอนนี้อยู่ที่ 21% ของงบการตลาดทั้งหมด บางแบรนด์ใช้ถึง 100% ในบางแคมเปญ”

อินฟลูฯ กำลังอิ่มตัว และควรถูกคุม

อย่างไรก็ตาม ภวัต มองว่า Influencer Marketing กำลังอยู่ในช่วง อิ่มตัว โดยอาจจะไม่เติบโตก้าวกระโดดเหมือนอดีต แต่ยังเติบโตได้ เนื่องจากตลาดตอนนี้ค่อนข้าง Red Ocean เพราะแบรนด์ใช้ติดตะกร้าเหมือนกันหมด

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการ ควบคุมอินฟลูฯ ภวัต มองว่า ควรคุม โดยเฉพาะอินฟลูฯ ที่ขาย สินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น อาหารเสริม เพราะเริ่มเห็นผลกระทบที่มากขึ้น ซึ่งอินฟลูฯ ที่จะพูดถึงสินค้าพวกนี้ควรจบการศึกษาปริญญา หรือมีใบรับรองการศึกษา ฝึกอบรมในหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง 

“ตลาดอินฟลูฯ บ้านเราเติบโตมากจริง ๆ แต่ว่าการควบคุม ไม่ได้เข้มข้น ดังนั้น อยากให้นำแนวคิดของจีนมาปรับใช้ เพราะสุดท้ายแล้ว มันจะส่งผลดีต่อแบรนด์ ต่อระบบนิเวศน์”

 

(Photo : Shutterstock)

ปีหน้าคงโตยาก เพราะปัจจัยลบเดิมยังอยู่

สำหรับภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาปี 2026 ภวัต มองว่า อาจโตเพียง +1% เพราะมองว่าปัจจัยลบเดิมในปี 2025 เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงยังไม่สามารถแก้ได้ในทันที นอกจากนี้ อาจมีปัจจัยลบใหม่เข้ามา

อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องจับตาในเรื่อง การเลือกตั้ง ที่อาจจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินเข้ามาในตลาดได้เล็กน้อย รวมถึงอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวใหม่ ๆ เข้ามาทดแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปได้มากน้อยแค่ไหน

“ตอบคำถามว่าเราหวังอะไร ก็คือหวังให้การเมืองนิ่ง มีความชัดเจน ได้ผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพจริง ๆ เพราะปัจจัยภายนอกและพื้นฐานเรามีหมด สุดท้าย มันอยู่ที่การบริหารจัดการและนโยบาย ประชาชนรอดูว่า ความชัดเจนอยู่ตรงไหน ผู้ประกอบการจะได้ดำเนินการได้ถูกต้อง”

Agency ก็ต้องปรับตัว

เมื่อเม็ดเงินในตลาดลดลง เอเจนซี่ เองได้รับผลกระทบเต็ม ๆ โดย ภวัต เล่าว่า อ้างอิงจากงบโฆษณาของลูกค้า MI Group ในปีนี้ บางรายลดงบประมาณลงอย่างน้อย 15% ยังไม่รวมลูกค้าบางรายที่อาจจะโยกเงินไปใช้ปีหน้าแทน เนื่องจากความไม่แน่นอนของปีนี้ ดังนั้น จะเห็นว่ามีเอเจนซี่ที่ล้มหายไป หรือเริ่ม ควบรวม กันมากขึ้น เพื่อปรับตัว

“พี่ ๆ ที่เขาใหญ่ เขาโดนก่อนแล้ว เพราะเม็ดเงินมันลดลงนะ ผู้เล่นเยอะขึ้น ไหนจะ In-house Agency อีก ที่แบรนด์เขาเปิดขึ้นมา เม็ดเงินเดียวกันหมด แต่ถูกแบ่ง แล้วเม็ดเงินก็ลดลงอีก”

]]>
1552626
‘ที่สุดของปรากฏการณ์แห่งปี 2025 ของคนไทย’ มีอะไรบ้าง? https://positioningmag.com/1552456 Thu, 18 Dec 2025 15:05:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552456 LINE TODAY ได้เผยอินไซต์การเสพข่าวของคนไทยตลอดปี 2025 ผ่าน A YEAR IN REVIEW 2025 รวบรวมทุกเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนภาพ ‘ปีแห่งความสั่นสะเทือน’ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งเปิดให้คนร่วมโหวตในช่วงวันที่ 1-30 พ.ย. 2568 ด้วยคะแนนโหวตรวมกว่า 1.2 ล้านคะแนน

 

1.บรรยากาศแห่งความอาลัย พระพันปีหลวงเสด็จสวรรคต

 

การเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความโศกาดูรและสะเทือนใจคนไทยทั้งแผ่นดิน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนต่างร่วมกันแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน และจะสถิตอยู่ในใจของปวงชนตราบนิรันดร์

 

2.จากแผ่นดินไหวถึงมหาอุทกภัย ปีแห่งภัยพิบัติที่หนักหนาที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

 

ต้นปี 2568 ประเทศไทยต้องเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี ส่งแรงสะเทือนรับรู้ได้ตั้งแต่ภาคเหนือจรดกรุงเทพฯ อาคารสูงหลายแห่งต้องเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย แต่ความเสียหายรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นกับ “อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่” ที่พังถล่มลงมาอย่างไม่คาดคิด เหตุการณ์นี้คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก พร้อมมีผู้บาดเจ็บและสูญหายอีกหลายราย กลายเป็นเหตุสะเทือนใจไปทั่วประเทศ และถูกจารึกไว้เป็นหน้าหนึ่งในความทรงจำของคนไทย

 

เหตุสะเทือนใจในครั้งนี้ยังสะท้อนให้สังคมหันกลับมาตระหนักถึงมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารทั่วประเทศอีกครั้ง หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างเร่งทบทวนมาตรการตรวจสอบและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคตอย่างจริงจัง ทำให้ประเด็นข่าวนี้ได้รับความสนใจจากผู้ใช้บน LINE TODAY จนมียอดการเข้าชมกว่า 155 ล้านครั้ง และได้รับการโหวตให้เป็น “ข่าวแห่งปี 2025” ด้วยคะแนนสูงถึง 17.61%

 

ปี 2025 ประเทศไทยต้องรับมือกับภัยธรรมชาติหลายระลอก เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เมื่อพายุหลายลูกพัดถล่มเข้าประเทศ ทำให้เกิดฝนตกหนัก ดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก

 

ต่อเนื่องในเดือนพฤศจิกายน พื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยต้องเผชิญกับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่จากปรากฏการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังครอบคลุม 9 จังหวัด ประชาชนกว่า 1 ล้านครัวเรือนประสบความสูญเสียทั้งทรัพย์สิน บ้านเรือน และสมาชิกในครอบครัว ความเสียหายทางเศรษฐกิจประเมินเบื้องต้นกว่า 25,000 ล้านบาท นับเป็นหนึ่งในวิกฤตน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

 

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้คนไทย คือกรณีถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักและได้รับความสนใจจากผู้ใช้งาน LINE TODAY กว่า 12 ล้านครั้ง

 

เมื่อรวมเหตุการณ์ภัยพิบัติทั้งหมดตลอดปี เนื้อหาหมวด “ภัยพิบัติ” บน LINE TODAY มียอดการติดตามสูงถึง 295 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 133% จากปีก่อน สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “ปี 2025 คือปีแห่งการสั่นสะเทือนอย่างแท้จริง”

 

3.ฉาววงการผ้าเหลือง ปมศรัทธาที่สังคมตั้งคำถาม

 

วงการศาสนาร้อนแรงไม่แพ้การเมือง เมื่อเกิดคดีฉาวต่อเนื่องสะเทือนศรัทธาคนไทยทั่วประเทศ เริ่มจากกรณี “วัดไร่ขิง” ที่ถูกตรวจสอบพบการยักยอกเงินวัดกว่า 300 ล้านบาท ไปเล่นพนันออนไลน์ ต่อด้วยคดี “เจ้าคุณอาชว์” เจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ ถูกแฉสัมพันธ์สีกากอล์ฟ ซึ่งมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 385 ล้านบาท

 

อีกหนึ่งคดีใหญ่คือกรณี “หลวงพ่ออลงกต” และ “หมอบี” ที่ถูกโยงเข้ากับการยักยอกและฟอกเงินวัดพระบาทน้ำพุ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถยึดทรัพย์คืนได้มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท รวมแล้วหมวดข่าว “ศาสนา” บน LINE TODAY มียอดการเข้าชมทะลุ 144 ล้านครั้ง ตอกย้ำว่า “ปี 2025” คือปีที่ความศรัทธาถูกตั้งคำถามมากที่สุดในรอบหลายปี

 

4.เศรษฐกิจสั่นคลอน – ทองคำพุ่งแตะจุดสูงสุดในประวัติการณ์

 

ปีนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากหลายปัจจัย ทั้งสงครามการค้าโลกและมาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หรือ “ภาษีทรัมป์” ที่ได้เปิดศึกกับประเทศหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งประเทศไทยโดนไปเต็ม ๆ ถึง 36% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ข่าวนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงบน LINE TODAY มียอดการติดตามกว่า 65 ล้านครั้ง และถูกโหวตให้เป็นหนึ่งใน “ข่าวต่างประเทศแห่งปี” ด้วยคะแนนสูงถึง 25.4%

 

ภาคท่องเที่ยวของไทยก็เผชิญภาวะซบเซาต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นสวนทางกับเศรษฐกิจ แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 2” และ “คนละครึ่งพลัส” ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงต้อง “รัดเข็มขัด” อย่างต่อเนื่อง

 

ในอีกด้านหนึ่ง คนไทยหันไปมองหาช่องทางเพิ่มรายได้ จากการลงทุนใน “ทองคำ” ที่ราคาพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์บาทละกว่า 60,000 บาท ทำให้ฟีเจอร์การ “เช็กราคาทองแบบเรียลไทม์” กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้คนกว่า 29,000 ครั้งต่อวัน และได้รับการโหวตเป็นหนึ่งในข่าวยอดนิยมแห่งปี ด้วยคะแนน 21.52% อีกทั้งกระแสการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีก็ได้รับความสนใจและถูกจับตามองอีกครั้ง จากความทำสถิติราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ในรอบหลายปี

 

5.สงครามทั่วโลกร้อนแรง ด้านไทย-กัมพูชา ดุเดือดไม่แพ้กัน

 

ปี 2025 โลกยังคงเผชิญความร้อนแรงของสงครามหลายสมรภูมิ ทั้งสงครามรัสเซีย–ยูเครนที่ยังไม่สิ้นสุด ความขัดแย้งในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส รวมถึงการปะทะระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ยังคงเป็นจุดปะทะเชิงอำนาจระหว่างสหรัฐฯ และจีน

 

ด้านภูมิภาคอาเซียน ความขัดแย้งตามแนวชายแดน ไทย–กัมพูชา ยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรง มีการใช้อาวุธหนักตอบโต้กันหลายครั้ง ส่งผลให้ทั้งทหารและพลเรือนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นกระแสเดือดบนโลกโซเชียล ผู้คนรวมพลังภายใต้แฮชแท็ก #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด สะท้อนพลังความรักชาติและความห่วงใยต่อบ้านเมือง

 

แม้นายกรัฐมนตรีจากทั้งสองประเทศจะร่วมลงนามใน “ปฏิญญาสันติภาพ” เพื่อยุติความรุนแรงและถอนกำลังอาวุธหนักออกจากพื้นที่ แต่สถานการณ์ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ข่าวหมวดนี้ได้รับการโหวตจากผู้ใช้งาน LINE TODAY ถึง 13.41% ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุดในปี 2025

 

6.การเมืองไทยปีนี้ ไม่เหมือนชาติใดในโลก

 

ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาปะทุขึ้น หลังมีคลิปเสียงหลุดระหว่าง “อดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร” และ “ฮุน เซน” เผยแพร่ในโลกออนไลน์ ส่งผลให้คำว่า “อุ๊งอิ๊ง” ถูกค้นหาบน LINE TODAY ถึง 106 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 72 ล้านครั้งจากปีก่อน กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของปี และนำไปสู่คำวินิจฉัยของศาลให้ “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่สุด

 

จากสถานการณ์ดังกล่าวนำมาสู่ ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ เมื่อพรรคประชาชนจับมือกับพรรคภูมิใจไทยและพรรคพันธมิตร จัดตั้ง “รัฐบาลเฉพาะกิจ” เสนอชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และขณะเดียวกัน ทักษิณ ชินวัตร ที่เพิ่งกลับประเทศได้ไม่นาน ก็ถูกศาลตัดสินจำคุก 1 ปี หลังลูกสาวพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ทั้งหมดนี้ทำให้ประเด็นเกี่ยวกับ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับความสนใจสูงสุดบน LINE TODAY มียอดเข้าชมกว่า 190 ล้านครั้ง

 

ปิดท้ายด้วยการประกาศยุบสภาของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหญ่ในช่วงต้นปี 2026

 

7.กระแสมาสคอตมาแรงแห่งปี ครองกระแสไวรัลปี 2025

 

แม้ปี 2025 จะเต็มไปด้วยข่าวหนักและความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังมีพลังสดใสจากซอฟต์พาวเวอร์ตัวจิ๋วที่เข้ามาเติมรอยยิ้มให้คนไทยทั้งประเทศ กระแสมาสคอตมาร์เก็ตติ้งกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกแบรนด์ต้องมี ไม่ว่าจะเป็น “หมีเนย” “โพก้าซัง” และอีกหลากหลายมาสคอตไอดอลขวัญใจโซเชียล ที่กลายเป็นเทรนด์ไวรัลพูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง จนได้รับการโหวตสูงสุด 34.19% คว้าตำแหน่ง “ปรากฏการณ์แห่งปี 2025” ไปครอง

 

อีกหนึ่งพลังแห่งความน่ารักที่ยึดหัวใจคนไทยที่ตามมาในอันดับ 2 คือ “น้องเกล” หรือ “เจ๊เกล” ลูกสาววัย 3 ขวบของ “ชมพู่ อารยา” ที่ไม่ว่าจะขยับตัว พูดคำไหน หรือทำท่าใด ก็กลายเป็นกระแสทันที จนคำว่า “เติมเกล” กลายเป็นคีย์เวิร์ดประจำปี ภาพและคลิปไวรัลอย่าง “มอสมีแม่ไหม” หรือท่าเต้นโก๊ะ ๆ ในเพลง When I’m with You ของ “ลิซ่า – ลลิษา” ต่างถูกแชร์ต่ออย่างถล่มทลาย ด้วยคาแรกเตอร์ใส ๆ ปนความกวนเบา ๆ ที่ทำให้ “เจ๊เกล” เป็นที่รักของแฟนคลับ

 

8.แฟนนางงามเฮลั่น! “โอปอล” คว้ามงฟ้า – “วีนา” คว้ารองจักรวาล

 

ทางฟากนางงามก็มีเรื่องให้คนไทยได้เฮ เมื่อ “โอปอล–สุชาตา” สร้างประวัติศาสตร์คว้ามงกุฎ Miss World 2025 ให้ประเทศไทยสำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 57 ปี สร้างความปลื้มปีติให้แฟนนางงามทั่วประเทศ จนได้รับการโหวตให้เป็น ข่าวบันเทิงแห่งปี ด้วยคะแนนสูงสุดกว่า 35.05%

 

ขณะเดียวกัน เวที Miss Universe 2025 ซึ่งประเทศไทยรับหน้าที่เจ้าภาพ ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน เมื่อ “วีนา–ปวีนา” ตัวแทนสาวไทยคว้าตำแหน่ง รองชนะเลิศอันดับ 1 มาครองอย่างงดงาม สะกดทุกสายตาทั่วโลก

 

ความสำเร็จจากทั้งสองเวทีใหญ่ ทำให้ปีนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการนางงามไทย และตอกย้ำศักยภาพของตัวแทนสาวไทยที่ก้าวไกลขึ้นบนเวทีระดับโลกอย่างสง่างาม

 

9.ลุ้นสนุก! นักกีฬาไทยสร้างประวัติศาสตร์ต่อเนื่อง

 

ทางฝั่งกีฬาปีนี้ถือเป็นปีทองของวงการกีฬาไทย เมื่อนักกีฬาหลายคนสร้างผลงานระดับโลกอย่างต่อเนื่อง“บิว–คีริน” คว้าเหรียญเงินกรีฑาชิงแชมป์เอเชีย “จีโน่–อาฒยา” ทวงบัลลังก์โปรกอล์ฟหญิงมือ 1 ของโลก ขณะที่ “สมเกียรติ” สร้างประวัติศาสตร์นักบิดไทยหนึ่งเดียวผงาดคว้าแต้มแรก MotoGP และ “วิว–กุลวุฒิ” ทำสถิติเป็นนักแบดมินตันเดี่ยวมือ 1 คนแรกของไทย คว้าทั้งตำแหน่ง “ข่าวกีฬาแห่งปี” ด้วยคะแนนโหวต 31.65% และ “นักกีฬาแห่งปี” ด้วยคะแนนสูงสุด 44.33%

 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในรอบ 18 ปี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการกีฬาไทย ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความภาคภูมิใจของคนทั้งชาติ

 

10.หนัง ซีรีส์ไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

 

วงการภาพยนตร์ไทยยังคงสร้างชื่อเสียงบนเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ภาพยนตร์เรื่อง “ผีใช้ได้ค่ะ” กลายเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่คว้ารางวัลสูงสุดในสาย Critics’ Week จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ขณะที่ซีรีส์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ “สงครามส่งด่วน” ก็กระแสแรงไม่แพ้กัน ขึ้นแท่นอันดับ 1 บน Netflix ประเทศไทย และติดอันดับ 4 ซีรีส์ Non-English ที่มียอดชมสูงสุดทั่วโลก

 

ด้านซีรีส์ Boy Love และ Girl Love ของไทยยังคงครองกระแสทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย “เขมจิราต้องรอด” จากค่าย Domundi คว้าตำแหน่ง ซีรีส์ Boy Love แห่งปี ไปพร้อมกับ “เก่ง–หฤษฎ์” และ “น้ำปิง–นภัสกร” ที่คว้ารางวัล คู่จิ้นแห่งปี ด้วยคะแนน 38.77%

 

ขณะที่ฝั่ง Girl Love สองนักแสดงสาว “หลิง–ออม” จากซีรีส์ “เพียงเธอ” คว้ารางวัล ซีรีส์ Girl Love แห่งปี ด้วยคะแนนสูงถึง 57.09% และสร้างวลีฮิต “ไอร่ารู้ไหม..” ที่กลายเป็นคำพูดยอดนิยมแห่งปี สะท้อนถึงพลังของคอนเทนต์ไทยที่ยังคงครองใจผู้ชมทั่วโลกได้อย่างงดงาม

 

11.T-POP ฟีเวอร์ แรงไม่ตก กวาดครบทุกกระแส

 

อุตสาหกรรมเพลงและอีเวนต์ไทยก็ร้อนแรงไม่แพ้กันเมื่อกระแส T-POP กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์สำคัญที่ผลักดันศิลปินไทยให้ก้าวสู่เวทีสากล ขณะเดียวกันประเทศไทยยังกลายเป็น ศูนย์กลางคอนเสิร์ตระดับภูมิภาค ดึงดูดทั้งศิลปินไทยและต่างชาติให้จัดแสดงอย่างคึกคัก ถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้ศิลปินสาวไทยที่มีชื่อบนเวทีโลกอย่าง “ลิซ่า – ลลิษา” ก็ได้รับบทบาทในซีรีส์ระดับโลก The White Lotus ซีซัน 3 จุดกระแสแฟนทั่วโลกให้มาตามรอยสถานที่ถ่ายทำในไทย ทั้งภูเก็ต สมุย และกรุงเทพฯ คว้าอันดับ 1 ข่าวบันเทิงต่างประเทศแห่งปี ด้วยคะแนนโหวต 24.44%

 

เช่นเดียวกับ “แบมแบม – กันต์พิมุกต์” ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการเพลงไทย ด้วยการนำเพลงไทยขึ้นแสดงในคอนเสิร์ต Grace for the World ณ นครรัฐวาติกัน ถือเป็นการ “ส่งเสียงของประเทศไทยให้ดังก้องไปทั่วโลก” ได้อย่างภาคภูมิ และ คว้ารางวัล “ความภูมิใจแห่งปี” ด้วยคะแนนโหวตสูงสุดถึง 60.72%

นอกจากนี้ยังมีการจัดที่สุดแห่งปี แบ่งออกเป็น

  • ข่าวแห่งปี: ตึก สตง.ถล่ม ด้วยผลโหวต 17.61%
  • ข่าวกีฬาแห่งปี: วิว กุลวุฒิ ขึ้นมือ 1 โลกแบดมินตันชายเดี่ยวคนแรกของไทย ด้วยผลโหวต 31.65%
  • นักกีฬาแห่งปี: วิว กุลวุฒิ ด้วยผลโหวต 44.33%
  • ประโยคเด็ดแห่งปี: ชีเสิร์ฟ ด้วยผลโหวต 55.72%
  • เมนูฮิตแห่งปี: มัตจะ ด้วยผลโหวต 27.44%
  • เพลงแห่งปี: สมมติ – NAMPING ด้วยผลโหวต 34.37%
  • ข่าวต่างประเทศแห่งปี: ภาษีทรัมป์ ด้วยผลโหวต 25.4%
  • ความภาคภูมิใจแห่งปี: Banbam ร้องเพลงที่วาติกัน ด้วยผลโหวต 60.72%
  • ผู้ทรงอิทธิพลโลกโซเชียล: หนุ่ม กรรชัย ด้วยผลโหวต 44.1%
  • ปรากฎการณ์แห่งปี: มาสคอตไอดอล ด้วยผลโหวต 34.19%
  • ข่าวบันเทิงแห่งปี: โอปอลคว้ามงฟ้าคนแรกของไทย ด้วยผลโหวต 35.05%
  • ดาราชายแห่งปี: พีพี กฤษฏ์ ด้วยผลโหวต 57.3%
  • ดาราหญิงแห่งปี: เจนิส เจณิสตา ด้วยผลโหวต 71.13%
  • ศิลปินยอดนิยมแห่งปี: Bambam ด้วยผลโหวต 32.38%
  • ข่าวบันเทิงต่างประเทศแห่งปี: ปรากฏการณ์ลิซ่าครองโลก ด้วยผลโหวต 24.44%
  • ซีรีส์ Girl Love แห่งปี: เพียงเธอ ด้วยผลโหวต 57.09%
  • คู่จิ้น Girl Love แห่งปี: หลิงออม ด้วยผลโหวต 55.01%
  • ซีรีส์ Boy Love แห่งปี: เขมจิรา ต้องรอด ด้วยผลโหวต 53.02%
  • คู่จิ้น Boy Love แห่งปี: เก่งน้ำปิง ด้วยผลโหวต 38.77%
  • นักร้องลูกทุ่งแห่งปี: นุ๊ก ธนดล ด้วยผลโหวต 49.66%
]]>
1552456
‘ธุรกิจครอบครัวไทย’ จะไปต่ออย่างไร? เมื่อความท้าทายรอบด้าน แถมขัดแย้งกันบ่อยกว่าค่าเฉลี่ยโลก https://positioningmag.com/1552311 Thu, 18 Dec 2025 01:33:53 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552311 ‘ธุรกิจครอบครัว’ เป็นหนึ่งของภาคธุรกิจที่มีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งสะท้อนจากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เปิดเผยว่า 2 ใน 3 ของบริษัทจดทะเบียนเป็นธุรกิจครอบครัว มูลค่าและ IPO ของธุรกิจครอบครัวมี Market Cap 50.2% ของตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงมีการจ้างงาน 1.3 ล้านอัตรา คิดเป็น 74% ของการจ้างงานทั้งหมดของบริษัทจดทะเบียน 

 

แต่ท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งสภาพเศรษฐกิจ เทคโนโลยี โครงสร้างประชากร และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญกับความกดดันและความท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แล้วความท้าทายที่ธุรกิจครอบครัวไทยต้องก้าวข้าม เพื่อให้อยู่รอดและยืนหยัดต่อไปมีอะไรบ้าง?

 

ผลสำรวจธุรกิจครอบครัวไทย ปี 2568 ของ ‘PwC ประเทศไทย’ ได้เผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจต่อประเด็นนี้ โดย 69% ของผู้นำธุรกิจครอบครัวไทยเห็นตรงกันว่า ‘ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ’ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องฝ่าฟันมากที่สุด

 

รองลงมา 53% มองเรื่อง ‘การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภค’ และ 44% ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า หรือความไม่มั่นคงในแต่ละภูมิภาค

 

สำหรับการปรับตัวเพื่อรับมือกับแรงกดดันรอบด้านที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง หลายธุรกิจครอบครัวของไทยได้ปรับกลยุทธ์จาก ‘การโตแบบก้าวกระโดด’ สู่ ‘การเติบโตที่เน้นความมั่นคง’ เป็นหลัก โดยเน้นแนวทางแบบ ‘อนุรักษ์นิยม’ เป็นหลัก

 

เห็นได้จากการตอบคำถามที่ว่า ‘ในช่วงที่เกิดความผันผวนของตลาดหรือมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรม ธุรกิจครอบครัวของคุณมักจะตอบสนองอย่างไรในแง่ของแนวทางการบริหารจัดการ?’ พบว่า

 

39% ของธุรกิจครอบครัวไทยเลือกใช้ ‘แนวทางที่ระมัดระวัง’ เน้นเปลี่ยนแปลงทีละน้อยและค่อยเป็นค่อยไป ยังคงยึดมั่นกับรูปแบบการบริหารและกระบวนการตัดสินใจที่คุ้นเคย ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 35%

 

นอกจากนี้ธุรกิจครอบครัวไทยเพียง 11% เท่านั้นที่กล้าทะยานสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างจริงจัง รวมถึงการกล้าจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารแบบใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน และยังไม่มีธุรกิจครอบครัวไทยรายใดกล้ากระโจนเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับพลิกโฉมอย่างเต็มรูปแบบ (ขณะที่ทั่วโลกมี 3% ที่กล้าเสี่ยง)

 

สะท้อนถึงความระมัดระวังโดยธรรมชาติของธุรกิจครอบครัวไทย ที่อาจเป็นทั้งจุดแข็งในยามวิกฤตและข้อจำกัดในการคว้าโอกาสใหม่ในเวลาพร้อมกัน

 

ที่น่าจับตา คือ ในปัจจุบันที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการเติบโตทางธุรกิจทั่วโลก ทว่าธุรกิจครอบครัวไทยยังคงขาดความตื่นตัวและการตระหนักถึงเทรนด์นี้ โดย มีเพียง 3% ของธุรกิจครอบครัวไทยเท่านั้นที่ระบุว่า การได้ทดลองใช้ AI/GenAI เป็นโอกาสในการเติบโต ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 61% 

 

และ 36% ของธุรกิจครอบครัวไทยที่มองว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตของธุรกิจครอบครัว ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่เล็งเห็นความสำคัญของปัจจัยนี้อยู่ที่ 65%

 

ธุรกิจครอบครัวไทยขัดแย้งกันบ่อยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

 

สำหรับธุรกิจครอบครัว การสร้างความไว้วางใจภายในวงศ์ญาติเป็นจุดตั้งต้นที่สําคัญ โดยต้องอาศัยความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และการสร้างหลักปฏิบัติที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ธุรกิจครอบครัวไทยต้องเผชิญ เพราะผลสํารวจพบว่า ธุรกิจครอบครัวไทยเกิดความขัดแย้ง ‘บ่อยกว่า’ ค่าเฉลี่ยโลก โดยผู้นําธุรกิจครอบครัวไทย 47% ต้องพบกับความขัดแย้งภายในครอบครัวที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 38%

 

สะท้อนให้เห็นถึงความจําเป็นในการบริหารจัดการความสัมพันธ์และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีและความไว้วางใจที่มั่นคงในระยะยาว

 

ส่วน ‘การรักษาชื่อเสียงของธุรกิจครอบครัว’ 58% ของผู้นำธุรกิจครอบครัวไทยระบุว่า ‘สําคัญอย่างมาก’ แต่ก็ยังต่ำว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 78%

 

ขณะที่ ‘ความไว้วางใจ’ รากฐานสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวให้เติบโตอย่างมั่นคง เพราะหากขาดเรื่องนี้ไป ไม่เพียงแต่จะกระทบตอความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของธุรกิจด้วย

 

ในประเด็นนี้ผู้นำธุรกิจครอบครัวไทย 44% ระบุว่า ธุรกิจครอบครัวของตนได้รับความไว้วางใจและมีชื่อเสียงในสายตาของลูกค้า พนักงาน และคู่ค้า สูงกว่าบริษัททั่วไปที่ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 74%

 

4 ประเด็นที่ธุรกิจครอบครัวไทยต้องปรับเพื่อชนะ

 

รายงาน PwC ฉบับดังกล่าว ยังได้แนะ 4 ประเด็นสำคัญสำหรับธุรกิจครอบครัวไทยให้พลิกความซับซ้อนให้เป็นแต้มต่อเหนือคูแข่ง ได้แก่

 

1.กําหนดเป้าประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อสร้างความโดดเด่นและแตกต่างอย่างยั่งยืน โดย ‘ผู้นําธุรกิจ’ ควรจัดทําคําแถลงพันธกิจอย่างเป็นรูปธรรม และผนวกรวมไว้ในกลยุทธ์ขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดําเนินงานที่โปร่งใสและชัดเจน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างสมาชิกครอบครัวต่างรุ่น ส่งเสริมการปรับตัวและการฟื้นตัว เมื่อเผชิญกับความท้าทายหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

 

2.เสริมสร้างความคล่องตัวทางโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการกระจายอํานาจให้คณะกรรมการตัดสินใจ ปรับปรุงระบบกํากับดูแลให้มีความโปร่งใส รวมถึงกําหนดบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นกับผู้บริหารให้ชัดเจนและสอดคล้องกัน

 

3.ลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาว โดยไม่เน้นเพียงการลงทุนในนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเท่านั้น แต่ควรขยายไปสู่โครงการริเริ่มด้านความยั่งยืนและการพัฒนาศักยภาพขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

 

4.การบริหารจัดการชื่อเสียงและภาพลักษณ์ เป็นปัจจัยสําคัญสําหรับการเติบโตเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากชื่อเสียงของธุรกิจครอบครัวไทยไม่ใช่เพียงสิ่งที่สืบทอดกันมา แต่เป็นหัวใจสําคัญในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้พนักงานและสมาชิกครอบครัวรุ่นใหม่มีความภาคภูมิใจในแบรนด์ พร้อมกับควรเติมทักษะจําเป็นเพื่อจะเป็นตัวแทนแบรนด์ที่แท้จริง โดยเน้นการใช้ช่องทางดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับสร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าในยุคปัจจุบัน

 

ทั้งหมด เพื่อให้ธุรกิจครอบครัวของไทยเดินหน้าต่อไปได้ ในยุคที่ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย

]]>
1552311
เบิร์นเอาท์จริง ไม่ต้องแกล้งป่วย! สู่เทรนด์ ‘วันลาพิเศษ’ สวัสดิการที่กอดพนักงานด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ให้เงิน https://positioningmag.com/1552281 Wed, 17 Dec 2025 13:47:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552281 ในโลกที่อยู่ยากขึ้นทุกวัน คนทำงาน เองก็กำลังมองหา สวัสดิการที่ใส่ใจคุณภาพชีวิต ไม่ใช่ตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือเงินเดือนที่มากขึ้น โดยข้อมูลจาก Jobsdb by SEEK ชี้ให้เห็นว่า สวัสดิการที่ใส่ใจคุณภาพชีวิต ได้พุ่งมาเป็น ปัจจัยอันดับ 1 ที่ทำให้คน ตัดสินใจสมัครงาน แซงหน้าแม้กระทั่งตำแหน่งงานหรือเงินเดือน 

Well-being ไม่ได้หมายถึงแค่โยคะที่ออฟฟิศ!

ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK ประเทศไทย อธิบายว่า การปรับตัวเข้าสู่โลกการทำงานยุคดิจิทัลและรับมือกับคนทำงานรุ่นใหม่นั้น ไม่ได้อาศัยแค่เทคโนโลยีหรือออฟฟิศสวย ๆ แต่ต้องอาศัยตัวแปรที่ดึงดูดความเชื่อมั่นของบุคลากรให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เพราะยุคนี้ ชีวิตไม่ได้มีแค่ในออฟฟิศ คนทำงานต้องการ พื้นที่หายใจ เวลาดูแลจิตใจ และโอกาสอยู่กับคนที่รัก การทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันจะมีคุณภาพได้ ก็ต่อเมื่อชีวิตนอกงาน 16 ชั่วโมงที่เหลือมีความสมดุล รายงาน HCB Report 2025 เผยว่า องค์กรไทยกำลังเพิ่มวันลาพิเศษที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง

  • 11% กำลังเตรียม วันลาสุขภาพจิต (Mental Health Day Off) — เพราะเข้าใจว่าบางวันใจก็ป่วยได้เหมือนกาย ไม่จำเป็นต้องรอให้ burn out จริงๆ ถึงจะพัก วันลาประเภทนี้ช่วยให้พนักงานสามารถหยุดพักเมื่อรู้สึกเครียด เหนื่อยล้าทางจิตใจ หรือต้องการเวลาในการดูแลสุขภาพจิตอย่างเต็มที่
  • 15% จะเพิ่ม วันลาดูแลครอบครัว (Family Care Leave) — เพราะรู้ว่าครอบครัวคือพลังใจที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลพ่อแม่ที่ป่วย พาลูกไปโรงเรียน หรือแค่การใช้เวลาคุณภาพกับคนที่เรารัก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นรากฐานของความสุขที่แท้จริง
  • วันลาใน วันเกิด ยังคงได้รับความนิยม — อาจฟังดูธรรมดา แต่มันส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เราเห็นคุณค่าคุณในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่แค่ทรัพยากรในการทำงาน การที่องค์กรให้คุณได้หยุดในวันพิเศษของคุณ แสดงถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK ประเทศไทย

เงินเดือนและโบนัสต้องโปร่งใส

Well-being ไม่ได้หมายถึงแค่สุขภาพกายใจ แต่รวมถึง ความมั่นคงทางการเงิน ด้วย เพราะไม่มีใครมีสุขภาพจิตที่ดีได้ ถ้ากังวลเรื่องเงินอยู่ตลอดเวลา โดยองค์กรไทยกำลังตอบโจทย์นี้ด้วย ความโปร่งใส ที่เพิ่มขึ้น ไม่มีแล้วยุคที่ โบนัสขึ้นอยู่กับดุลยพินิจผู้บริหาร โดย

  • 79% ของบริษัทไทยเปิดเผยวิธีคำนวณโบนัสอย่างชัดเจน — ไม่มีกล่องดำ ไม่มีการโกง พนักงานรู้ว่าถ้าทำงานได้ผลลัพธ์แบบนี้ จะได้โบนัสเท่านี้ ความชัดเจนนี้สร้างความไว้วางใจและแรงจูงใจในระยะยาว
  • 84% จ่ายโบนัสตามผลงานจริง — ไม่ใช่แค่ให้เพราะเป็นประเพณี แต่ให้เพราะคุณทำงานได้ดี โดยค่าเฉลี่ยโบนัสอยู่ที่ประมาณ 1.8 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีและสร้างแรงจูงใจให้พนักงานทุ่มเทได้
  • 85% ของบริษัทมีนโยบายปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้น — ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1-5% ซึ่งแม้จะไม่ใช่ตัวเลขที่สูงมาก แต่ที่สำคัญคือความแน่นอนและความสม่ำเสมอ ที่ทำให้พนักงานวางแผนชีวิตได้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่าระบบผลตอบแทนที่ยุติธรรมและตรวจสอบได้ ไม่ใช่แค่จ่ายเงินมาก แต่จ่ายอย่าง โปร่งใส มีหลักการ และคาดการณ์ได้

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับองค์กร?

หลายคนอาจคิดว่า องค์กรจะสามารถให้สวัสดิการเยอะแบบนี้ได้จริงหรอ? ซึ่งจริง ๆ แล้ว ต้นทุนของการหาคนใหม่แพงกว่าการรักษาคนเก่งไว้เสียอีก การที่พนักงานลาออก องค์กรต้องเสียเวลาและเงินในการ:

  • สรรหาคนใหม่
  • ฝึกอบรม onboard
  • รอให้คนใหม่คุ้นเคยกับงาน (อาจใช้เวลา 3-6 เดือน)
  • สูญเสีย know-how และความสัมพันธ์กับลูกค้า

ดังนั้น Jobsdb by SEEK จึงย้ำว่า การลงทุนที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุดขององค์กร คือการลงทุนในคน สรุปเป็นสูตรง่าย ๆ ที่จะใช้มัดใจคนในองค์กร คือ สวัสดิการยืดหยุ่น + วันลาที่เข้าใจชีวิต + ผลตอบแทนโปร่งใส = พนักงานที่อยากอยู่นาน ๆ

สุดท้ายแล้ว องค์กรที่ดีที่สุดไม่ใช่ที่จ้างคนทำงาน แต่คือที่ เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ ของทุกคนอย่างแท้จริง และนั่นคือรากฐานสำคัญที่นำไปสู่วัฒนธรรมการทำงานที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และพร้อมเติบโตไปด้วยกันในอนาคต

]]>
1552281