Insight – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 09 Mar 2026 10:51:14 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 รู้จัก Dopamine Economy จุดเปลี่ยนการตลาดยุคใหม่ เมื่อ ‘พลังใจ’ กลายเป็น ‘ขุมทรัพย์’ ทางเศรษฐกิจ https://positioningmag.com/1563251 Mon, 09 Mar 2026 10:50:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563251 สรุปเนื้อหาสำคัญของงานวิจัย ‘Dopamine Economy : เมื่อพลังใจกลายเป็นหน่วยมูลค่าใหม่ของตลาด’ จากสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า คนไทยกำลังเผชิญกับ ‘ภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์’ และมี ‘ความสุข’ น้อยลง จนต้องใช้การเสพความสุขแบบฉับพลัน (Happiness Spike) มาเป็นเครื่องมือพยุงใจ จนสร้างจุดเปลี่ยนของการตลาดยุคใหม่ที่แบรนด์ต้องเร่งปรับตัว

.

งานวิจัยดังกล่าว พบสัญญาณอันตรายความสุขในอนาคตของคนไทยลดลงต่อเนื่อง จาก 51% ในปี 2565 เหลือเพียง 44% ในปี 2568 เนื่องมาจากเศรษฐกิจที่ผันผวน ค่าครองชีพที่พุ่งสูง และความกังวลต่อการถูกแทนที่ด้วย AI โดย 61% ยอมรับว่า เลื่อนโซเชียลมีเดียแบบไม่รู้ตัว และ 48% ต้องการให้รางวัลตัวเอง ‘เพื่อเติมพลังใจ’

.

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลไกทาง ‘อารมณ์’ กำลังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญกว่าเหตุผลด้านฟังก์ชันสินค้า

 

ต่างเจน ความต้องการแบบต่างขั้ว

.

ผลวิจัยยังชี้ว่า แต่ละเจเนอเรชันต่างก็ต้องการโดฟามีนที่แตกต่างกัน โดยงานวิจัยนี้ได้แบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 เจเนอเรชันหลัก ได้แก่

Gen Z (18-28 ปี) – นักอัป(เกรด)นิยม แต่ติดลูปเสพความสุขระยะสั้น

 

ด้วยคนกลุ่มนี้มองชีวิตคือ ‘การเติบโต’ จึงต้องการพลังแห่งการผลักดันตัวตน (Self-upgrade Dopamine) แต่พฤติกรรมกลับพึ่งพาโดพามีนที่ได้มาจากความสุขแบบฉับพลัน ทั้งการเลื่อนโซเชียลแบบไม่คิดมาก, กินของหวานหรือสั่งอาหารอร่อย ๆ เพื่อเยียวยาอารมณ์ รวมไปถึงใช้ตัวช่วยบางอย่าง เพื่อช่วยให้ชีวิตดีขึ้น เช่น ยานอนหลับ

 

ทั้งหมดสะท้อนให้เกิด ‘ภาวะไม่สอดคล้อง’ หรือ ‘Mismatch’ ระหว่างความต้องการกับพฤติกรรม แม้จะอยากเติบโตแต่กลับพึ่งพาสิ่งกระตุ้นระยะสั้น ยิ่งอยากก้าวหน้ากลับยิ่งติดอยู่ในลูปความเร็ว และการเติบโตแบบค่อยๆ กลายเป็น ‘ความรู้สึกยังไม่พอ’

 

แนวทางสำหรับแบรนด์ : แบรนด์ไม่จำเป็นต้องขายแค่ความสุขฉับพลัน แต่ค่อยๆ ทำให้ Gen Z สะสมความภูมิใจ และเห็นการเติบโตของตัวเองแบบรายวัน เช่น ทำ CRM หรือ กิจกรรม workshop สำหรับ daily-engagement  ให้เป็น Small Win System

 

Gen Y (29–44 ปี) – ผู้ตามหาพลังแห่งการจัดสมดุลชีวิตหลายบทบาท

 

กลุ่ม Gen Y หรือเดอะแบกแห่งยุค พวกเขาให้ความสำคัญกับ ‘เวลา’ และอยากมีชีวิตสมดุลทั้งงาน สุขภาพและความสัมพันธ์ รวมถึงสร้างวินัยให้ตัวเอง และเห็นคนที่รักมีความสุข

 

แต่ด้วยภาวะเครียดจากงานล้น จึงเป็น Gen ที่พึ่งพาการให้รางวัลตัวเองสูงที่สุด เพื่อฟื้นพลังจากความเหนื่อยล้า ทั้งการช้อปปิ้งออนไลน์  ดูซีรีส์/คลิปยาวจนเกินเวลา หรือ ทำงานช้าลง เพราะเสพโซเชียล จนบ่อยครั้งนำไปสู่ภาวะโฟกัสคลาดเคลื่อน เพราะการให้รางวัลเล็ก ๆ ในชีวิต กลายเป็นตัวขโมยเวลาที่ค่อยๆ บั่นทอนสมดุลชีวิต

 

แนวทางสำหรับแบรนด์ : สามารถช่วยเติมพลัง แต่ไม่ดึงเวลา โดยออกแบบแคมเปญให้พวกเขาได้พักแบบไม่ต้องจ่ายด้วยสมดุลชีวิต เช่น ออกแคมเปญ #พักพอแล้วไปต่อ ผ่านการทำคอนเทนต์ทางโซเชียลมีเดีย หรือแอปฯ ที่จะเป็นตัวช่วยเตือนเมื่อถึงเวลา ‘พัก’ และถึงเวลา ‘พอ’

 

Silver Generation (45-69 ปี) – รุ่นใหญ่ใช้ใจนำทาง

 

ด้วยความพร้อมของคนกลุ่มนี้ พลังที่พวกเขาต้องการ คือ การหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยความหมาย และอิสระในการใช้ชีวิต จึงยังกระตือรือร้นที่จะพัฒนาทักษะและเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ

 

ทว่าคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญภาวะ Misperception หรือการเข้าใจผิดที่สังคมมักมองว่า การมีอายุมากขึ้นควรใช้ชีวิตช้าลง เมื่อภาวะความต้องการทางอารมณ์ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรม เป้าหมาย หรือบริบทของชีวิต เลยเกิดเป็นช่องว่างที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าไม่ถูกเติมเต็มเสียที

 

แนวทางสำหรับแบรนด์ : แบรนด์สามารถช่วยเปลี่ยนกรอบความคิดของสังคม ด้วยการเพิ่มพื้นที่ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตแบบ Active เช่น กิจกรรมหรืออีเว้นท์ Senior Mentor VS Junior Learner ที่ให้คนรุ่นใหญ่ถ่ายทอดประสบการณ์และทักษะชีวิตให้คนรุ่นใหม่

‘อินทิรา ศรีอำนวย’ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ บริษัท สไปซี่ ฮาคูโฮโด จำกัด ระบุว่า การตลาดยุคใหม่การอ่านพฤติกรรมของผู้บริโภคไม่พอ ต้องทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจที่ทำให้ลูกค้าลุกขึ้นมาใช้ชีวิต เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายได้มากขึ้น

 

นอกจากนี้ ความสำเร็จของแบรนด์ของแบรนด์ในปี 2569 ไม่ได้วัดกันที่ยอดขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ ‘แบรนด์ช่วยเติมพลังใจให้ผู้บริโภคได้ตรงจุดหรือไม่’ เพราะกว่า 78% ของคนไทยพร้อมเปิดใจให้แบรนด์ที่ช่วยให้พวกเขามีแรงกระตุ้นในการใช้ชีวิต อย่างมีความสุขตามรางวัลทางอารมณ์ที่ตัวเองต้องการ

 

อย่างไรก็ตาม Dopamine Economy ยังถือเป็นเรื่องใหม่ ที่สำคัญการสร้างให้ธุรกิจยั่งยืนต้องอาศัย ‘การบริหารจัดการความคาดหวัง’ และการสร้าง Brand love ในระยะยาว เพื่อยกระดับเรื่องภาพลักษณ์และเพิ่มความจงรักภักดีของลูกค้าต่อแบรนด์ให้มากกว่าเดิม

 

สำหรับการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ในหัวข้อ Dopamine Economy เป็นข้อมูลเจาะลึกจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 2,074 คน ทั้งเพศชายและเพศหญิง มีอายุระหว่าง 18 – 69 ปี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเจเนอเรชัน จาก 6 ภูมิภาค ทั่วประเทศไทย โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจออนไลน์เชิงปริมาณ

 

]]>
1563251
อดได้เพื่อให้ลูก(สี่ขา)อยู่นานๆ เทรนด์หนุนตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโตแรง https://positioningmag.com/1563138 Mon, 09 Mar 2026 08:16:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563138 ในยุคที่การเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่แค่มีไว้ ‘แก้เหงา’ แต่เปรียบเสมือน ‘สมาชิกในครอบครัว’ ที่ต้องดูแลเป็นอย่างดี บวกกับเทรนด์ Longevity ซึ่งไม่ได้มาแรงเฉพาะในคน แต่ถูกถ่ายทอดไปถึงสัตว์เลี้ยง ทำให้ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในไทยมีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม Super Premium  

 

‘นายสัตว์แพทย์จดล สุวรรณฤทธิ์’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรยัล คานิน(ประเทศไทย)จำกัด เล่าว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจจะทำให้คนชะลอการใช้จ่าย แต่สำหรับอาหารสัตว์แล้วยังมีการซื้อต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดนี้เติบโต

 

อย่างในปี 2568 ตลาดอาหารสัตว์ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงซื้อผ่านช่องทางรีเทลมีมูลค่าอยู่ที่ 32,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.5% ส่วนใน 2569 คาดการณ์ว่าจะเติบโตประมาณ 5-6% หรือมีมูลค่าอยู่ราว ๆ 34,000 ล้านบาท

 

สำหรับเซ็กเม้นท์ของตลาดอาหารสัตว์ จะแบ่งออกได้ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่  

– Super Premium กลุ่มเน้นคุณภาพระดับพรีเมียม คิดเป็น 30% ของตลาด

– Medium กลุ่มเน้นความคุ้มค่าและคุณภาพมาตรฐาน คิดเป็น 40% ของตลาด

– Economy กลุ่มราคาประหยัดที่เน้นการเข้าถึงง่าย คิดเป็น 20-30%

 

โดยเซ็กเมนท์ที่โตน่าสนใจ ก็คือ Super Premium ซึ่งเติบโตอยู่ราว 8-10% สูงสุดของตลาด

 

ทำไมคนถึงยอมจ่าย? 

 

1.เทรนด์ Pet Humanization การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกในครอบครัว

2.สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนยาวขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แมว ตอนนี้อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 12 ปี จากเดิม 9 ปี, หมา  อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 12 ปี จากเดิม 8 ปี

3.ความแรงของเทรนด์ Longevity ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคนเท่านั้น แต่ขยายไปสู่สัตว์เลี้ยง เนื่องจากเจ้าของอยากให้น้องหมาน้องแมวอยู่ด้วยกันนานๆ แบบมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยหันมาให้ความสำคัญกับ ‘การป้องกัน’ มากกว่า ‘การรักษา’  

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้คนพร้อมจ่าย เรียกได้ว่า ‘คนอดได้ แต่ลูกสี่ขาต้องได้สิ่งดีที่สุด’ เพื่อจะอยู่ด้วยกันไปนานๆ แบบมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งนอกจากตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงแล้ว เทรนด์ที่เกิดขึ้นยังเป็นจุดกำเนิดให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ อาทิ สเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยง และ Pet Wellness เป็นต้น

 

เมื่อโฟกัสไปยังอาหารแมวกับอาหารหมา ซึ่งเป็นตลาดหลักของอาหารสัตว์เลี้ยงจะพบว่า อาหารแมวจะมีการเติบโต 7-8% ขณะที่อาหารหมาจะโตน้อยกว่า 2%

 

สาเหตุที่ทำให้ตลาดอาหารหมาโตในอัตราลดลง ไม่ใช่มาจากการจำกัดค่าใช้จ่าย แต่มาจากอัตราการเกิดของหมาที่น้อยลง บวกกับวิถีชีวิตแบบคนเมือง (Urbanization) ที่มีพื้นที่อาศัยค่อนข้างจำกัด ทำให้คนหันมาเลี้ยงแมวมากขึ้น 

 

หากเจาะถึงพฤติกรรมตาม Generation พบว่า กลุ่ม Gen X และ Gen Z จะเป็นกลุ่มพร้อมเปย์ โดย

Gen X จะเป็นกลุ่มจ่ายหนัก และมักไม่ค่อยเปลี่ยนแบรนด์ หากเห็นว่า เป็น ‘สิ่งที่ใช่’ เหมาะสมและดีต่อน้องหมาน้องแมวของตัวเอง

Gen Z กลุ่มผู้เลี้ยงยุคใหม่ จะพร้อมจ่ายและพร้อมจะเปลี่ยนแบรนด์เสมอ แต่ต้อง ‘มีข้อมูลรองรับ’ โดยการตัดสินใจมักจะหาข้อมูลจาก TikTok ซึ่งบางครั้งจริงบาง ไม่จริงบาง จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของแบรนด์ที่ต้องให้ความรู้ที่ถูกต้อง

 

สู้กันที่ Core Value

 

สำหรับกลยุทธ์ของโรยัล คานิน ทางนายสัตว์แพทย์จดล กล่าวว่า Longevity เป็นเทรนด์ที่พัฒนามาจากพฤติกรรมและความต้องการที่เปลี่ยนไปของ Pet Parents ที่ต้องการดูแลน้องแมวน้องหมาเหมือนที่ดูแลสุขภาพของตัวเอง และต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพวกเขา ทำให้เกิดเทรนด์การบริโภคหรือเลือกบริการแบบ Hyper-personalized ที่มีคัดสรรอาหารและการบริการต่าง ๆ ให้เหมาะกับน้องแมวน้องหมาแต่ละตัวมากขึ้นตามสายพันธุ์หรือความต้องการเฉพาะ

 

ดังนั้น จึงเน้นนำเสนอโปรดักท์ที่ตอบสนองเทรนด์นี้ เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับลูกแมวและลูกสุนัข ROYAL CANIN Kitten and Puppy Growth, ผลิตภัณฑ์สำหรับช่วงวัยสูงอายุ Royal Canin Senior Ageing 12+ ฯลฯ

 

รวมไปถึงในช่วงกลางปีนี้จะมีโปรดักท์ใหม่เข้ามามีชื่อว่า Fit for Select เป็นอาหารกลุ่มประกอบการรักษาโรคโดยเฉพาะ

 

ขณะเดียวกันพยายามเข้าถึงผู้เลี้ยงยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ใช้โซเชียล มีเดีย และ Online Search เป็นแหล่งข้อมูลอันดับหนึ่งในการตัดสินใจซื้อ ด้วยการเน้นกลยุทธ์ด้านการสื่อสารให้ความรู้ที่เข้าใจง่าย น่าเชื่อถือและแชร์ต่อได้ และมีช่องทางจำหน่ายหลากหลายไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารสัตว์ (PSR) ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ คลินิกสัตวแพทย์ (Vet-Client) และช่องทางแบรนด์ (D-Com) เป็นต้น

 

ส่วนการแข่งขันของอาหารสัตว์เลี้ยงในไทย กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรยัล คานิน(ประเทศไทย) ยอมรับว่า ‘เดือด’ โดยแต่ละแบรนด์ต้องสู้กันด้วย Core Value ซึ่งสำหรับโรยัล คานินให้ความสำคัญกับการสร้างโภชนาการที่ดีเพื่อสุขภาพที่ดีให้กับสัตว์เลี้ยง เป็นปรัชญาที่ยึดถือมาตั้งแต่วันแรกที่ ‘นายสัตวแพทย์ ฌอง คาทารี’ ก่อตั้งแบรนด์โรยัล คานินขึ้นมาเมื่อปี 2511

]]>
1563138
มองการตลาด 2026 สู่ยุค ‘สมดุลใหม่’ ไม่ได้เน้นแค่ปักตะกร้า แต่แบรนด์เริ่มเร่งสร้างความเชื่อมั่น สู่รากฐานระยะยาว https://positioningmag.com/1562168 Wed, 04 Mar 2026 03:03:31 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562168 ถ้าจะให้สรุปอุตสาหกรรมโฆษณาไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในหนึ่งประโยค คงต้องบอกว่า “ทุกคนวิ่งไปหายอดขาย” ส่วนการสร้างแบรนด์เป็นเรื่องรองลงมา หลายแบรนด์เชื่อว่า Influencer รีวิวกับโฆษณา Performance บน Social ก็เพียงพอแล้ว แต่หลายแบรนด์คงเห็นแล้วว่า ถ้าจะเน้นปักตะกร้าแล้วเล่นเรื่องราคา จะไม่มีวันโตอย่างยั่งยืน

จากเกือบครึ่งเน้น Lower Funnel เหลือ 1 ใน 3

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยข้อมูลใน MI Group ว่า ในช่วงปีก่อน ๆ จาก 700 แคมเปญ ที่บริหารจัดการ มากกว่าครึ่งหนึ่งเน้น Lower Funnel แทบทั้งหมด ชิ้นงานส่วนใหญ่พูดแต่เรื่องราคา โปรโมชั่น และสเปกสินค้า โดยแทบไม่แตะเรื่องคุณค่าของแบรนด์เลย

แต่ตั้งแต่ปลายปี 2024 ต่อเนื่องมาถึงต้น 2025 สัดส่วนเริ่มเปลี่ยน แคมเปญที่เน้น Lower Funnel อย่างเดียวลดเหลือประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้น ที่เหลือเริ่มผสม Upper และ Middle Funnel เข้ามาด้วย เพื่อเน้นสร้างแบรนด์ควบคู่ไปด้วย เพราะแบรนด์เองเริ่มเห็นว่า การที่ต้องแข่งกับสินค้าจีนราคาถูก การตัดราคาสู้กันแบบไม่มีที่สิ้นสุดไม่ใช่คำตอบ

“แข่งราคากับจีนก็จับมือตกเหว แบรนด์เลยต้องหันมาสร้างแบรนด์ แม้ว่าระยะสั้นอาจไม่ได้ยอดขายเท่า แต่ระยะยาวมั่นคงกว่า ความท้าทายคือ ทำอย่างไรให้สมดุล คือให้ได้ยอดขายในวันนี้ และสร้างความแข็งแรงของแบรนด์ในวันหน้า” ภวัต เล่า

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด

OOH กับ ทีวี กลับมาสำคัญอีกครั้ง

แน่นอนว่า สื่อออนไลน์ (รวม Influencers) ยังเป็นเจ้าตลาด คาดว่าจะมีมูลค่าราว 34,760 ล้านบาท แต่จาก    เทรนด์การหันมาสร้างแบรนด์ ทำให้สื่อออนไลน์โตช้าลงอย่างเห็นได้ชัดเหลือเพียง +5% แต่ที่น่าสนใจคือ สื่ออย่าง TV ที่คาดว่าจะมูลค่าราว 29,149 ล้านบาท กลับหดตัวน้อยลงเหลือ -6% และ Out-of-Home Media หรือ OOH มูลค่าราว 17,918 ล้านบาท คาดสว่าจะเติบโตได้ถึง +15% 

สาเหตุที่ทั้งสื่อทีวี และ OOH กลับถูกพูดถึงในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นอีกครั้ง เพราะความเชื่อมั่นในแบรนด์ จะสร้างได้ต้องใช้สื่อออฟไลน์เหล่านี้ เพราะในยุคที่ทุกแบรนด์สามารถยิงโฆษณาบน Social ได้ในราคาหลักร้อยบาท การที่แบรนด์ปรากฏตัวในพื้นที่สาธารณะจริงๆ กลายเป็นสัญญาณของความ จริงจัง และ มั่นคง ที่สื่อดิจิทัลให้ไม่ได้

สื่อ OOH ของแพลนบี

OOH ทำในสิ่งที่สื่อดิจิทัลทำได้ยาก 3 อย่างหลัก

อย่างแรกคือ Physical Presence — แบรนด์ไม่ได้อยู่แค่ใน Feed ที่เลื่อนผ่านไปใน 3 วินาที แต่ยืนอยู่บนถนน ในเส้นทางชีวิตจริงของผู้บริโภค

สองคือ Contextual Impact — ป้ายที่อยู่หน้าห้างในวันเสาร์เช้าพูดกับผู้บริโภคคนละแบบกับ Banner ที่โผล่ขึ้นมาระหว่างดู YouTube

สามคือ Social Proof — ในยุคที่ทุกคนสงสัยว่าคอนเทนต์ไหนเป็น AI ไหนเป็นคนจริง การปรากฏตัวในโลกกายภาพยืนยันความมีตัวตนของแบรนด์ได้ทันที

นั่นคือเหตุผลที่ MI Group นิยาม OOH ว่าเป็น “TRUST Infrastructure” หรือโครงสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในโลกจริง ไม่ใช่แค่ช่องทางสื่ออีกช่องทางหนึ่ง

default

OOH ประเภทไหนที่มีพลังมากที่สุด?

สื่อ OOH มีตั้งแต่ หลักพัน-ล้านบาท ขึ้นอยู่กับงบและความต้องการของแบรนด์ แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ จอดิจิทัล ที่เป็น Network เราเรียกง่ายๆ ว่า DOOH (Digital Out-of-Home) ปัจจุบันในไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ผู้ให้บริการอย่าง Nation Wide ไม่ได้ขายเป็นรายจอ แต่ขายเป็น Network เวลาซื้อก็ซื้อทั้ง Network ชิ้นงาน 1 ชิ้นฉายพร้อมกันทุกจอในเครือ แบรนด์ที่มีงบมากก็เลือก Network ที่มีคุณภาพสูงหน่อย เพราะมันเหมือนเป็น TVC ขนาดย่อมนั่นเอง

รองลงมาคือ TransitMedia โดยเฉพาะรถไฟฟ้า เพราะมีผู้โดยสารหลักล้านคนต่อวัน โดยเฉพาะสาย BTS และเชื่อมต่อกับ MRT แต่ความท้าทายของสื่อรถไฟฟ้าคือ แม้จะมีคนเยอะ แต่ก็ต้องแข่งกันดึงสายตาคนออกจากมือถือ เนื่องจากเสียงก็เปิดไม่ได้ดัง จอก็มีขนาดเล็ก

ป้ายนิ่ง ก็ยังทรงพลังในแบบของตัวเอง เพราะถ้าอยู่ถูกจุดและอยู่นานพอ มันจะกลายเป็น Landmark ของแบรนด์ ขึ้นอยู่กับบริบทด้วยว่ามันอยู่ตรงไหนของเมือง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สื่อ Social Media ให้ไม่ได้ ในแง่ของความยิ่งใหญ่ ความปัง และภาพลักษณ์ของแบรนด์

ในส่วนของทีวี ที่กลับมามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง เลือกตั้ง ถือว่าเป็นภาพที่ชัดเจนมากในด้านของความน่าเชื่อถือ เพราะในยุคที่ข่าวปลอมและคอนเทนต์ AI ระบาด คนเริ่มโหยหาสำนักข่าวที่มีสถาบันรองรับ ถ้าข่าวนั้นออกมาจากผู้ประกาศทางทีวี คนรู้สึกมั่นใจกว่าข่าวที่อ่านจากเพจที่ไม่รู้จัก

นอกจากนี้ รายการสด ไม่ว่าจะเป็นถ่ายทอดสดกีฬา เวทีดีเบต หรือรายการข่าว เนื้อหาที่ต้องดู ณ เวลานั้น ยังดึงคนหน้าจอทีวีได้ ไม่ว่าจะดูผ่านเครื่องรับหรือสตรีมออนไลน์ นอกจากนี้ ยังสามารถหั่น Highlight จากเวทีดีเบตถูกหั่นแล้วกระจายบนออนไลน์ ทำให้กลายเป็น UGC (User-Generated Content) โดยธรรมชาติ ช่วยขยายเสียงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

“ทีวีและเวทีดีเบตสร้างความน่าเชื่อถือ ดันเรตติ้งให้รายการข่าวและโฆษณาพุ่งสูงกว่าช่วงปกติ นักการตลาดหลายคนบอกว่ารายการข่าวที่ปกติขายยากระดับ 5 จาก 10 ช่วงเลือกตั้งขายได้ง่ายขึ้นเหลือแค่ระดับ 2 บางช่วงเต็มเลยก็มี”

สูตร Integrated Media ที่ทำงานจริง

MI Group คาดการณ์ว่าสัดส่วน Media Mix ในปี 2026 จะปรับไปในทิศทางที่สมดุลมากขึ้น โดยประมาณคือสื่อออนไลน์ 45%, Broadcast TV 30% และ OOH 25% โดยสื่ออื่น ๆ รวมกันไม่เกิน 5%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขสัดส่วนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ แนวคิด Truly Integrated Media คือ ทุกสื่อทำหน้าที่ต่างกัน แต่ส่งเสริมกันและกัน ดังนั้น ไม่ได้แปลว่า กระจายงบไปหลายสื่อให้ครบ แต่หมายถึงการออกแบบระบบการสื่อสารที่ Big Idea เดียวกันถูกส่งผ่านหลายสื่อ แต่ละสื่อทำหน้าที่ชัดเจนใน Customer Journey ที่ต่อเนื่องกัน

ยกตัว เช่น OOH ปักหมุดแบรนด์ในความทรงจำ ทีวีสร้างความน่าเชื่อถือและเล่าเรื่อง Social และ Influencer กระตุ้นการสนทนาและความสนใจ และ Performance Media ปิดยอดขาย เมื่อทุกชิ้นส่วนทำงานร่วมกัน ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่คือแบรนด์ที่คนจดจำ เชื่อถือ และเลือกซื้อซ้ำในระยะยาว

]]>
1562168
เจาะตลาดดีเจโลก 2026 เศรษฐกิจพันล้าน โอกาสกระจุก รายได้กระจาย https://positioningmag.com/1561890 Mon, 02 Mar 2026 10:29:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561890 ยังคงเติบโตไม่หยุดสำหรับเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจรอบวงการดีเจและดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หรือ EDM  ทั่วโลก แนวโน้มล่าสุดชี้ว่าอุตสาหกรรม EDM โลกปี 2026 จะมีมูลค่าประมาณ 11,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานจาก Persistence Market Research

มีการคาดการณ์ว่าตลาดจะพุ่งไปถึง 17,000-19,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2032-2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.8-8.3%

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่อย่าง Tomorrowland, Ultra, EDC ล้วนขายบัตรหมดเกลี้ยง พร้อมกับยอดสตรีมมิงบนแพลตฟอร์มอย่าง Spotify หรือ Beatport ที่พุ่งทะยาน ท่ามกลางแฟนเพลงกลุ่มใหม่จากเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ที่กำลังทะลักเข้ามาอีกหลายล้านคน

แต่ข้อมูลจาก Resident Advisor ซึ่งเป็นฐานข้อมูลคลับดีเจชั้นนำระดับโลก ณ เดือนพฤษภาคม 2025 พบว่ามีโปรไฟล์ดีเจทั่วโลกมากถึง 134,147 คน แต่มีดีเจที่ยังแอคทีฟ คือมีงานแสดงอย่างน้อย 1 งานในอนาคตอยู่ราว 21,351 คน หรือประมาณ 16% เท่านั้น

และหากดูเฉพาะกลุ่มท็อปสุด ที่มีงานแสดง 5 งานขึ้นไป นั้นมีจำนวนเพียง 2,175 คน หรือ 1.6%

สถิตินี้สะท้อนความจริงของเม็ดเงินรอบตัวดีเจในปี 2026 ที่มีโอกาสกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็กมาก เหมือนอุตสาหกรรมครีเอทีฟอื่น ๆ ที่มี “ผู้ชนะ” ปักหลักกวาดกินเรียบหมด

ถามว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้? คำตอบคือเพราะเทคโนโลยีมีส่วนทำให้ทุกคนเริ่มต้นการเป็นดีเจได้ง่ายขึ้นมาก จากยุคที่ต้องมีแผ่นไวนิลราคาแพง และต้องฝึกฝนหนัก ตอนนี้แค่แล็ปท็อปกับคอนโทรลเลอร์ราคาไม่กี่หมื่น ก็เปิดเพลงได้แล้ว ความเสรีนี้เองที่ทำให้จำนวนดีเจเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่จำนวนสล็อตงานแสดงในคลับ เทศกาล หรืออีเวนต์นั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม การแข่งขันจึงโหดร้ายไม่ใช่น้อย

ทางรอดและทางโต

การสำรวจล่าสุดพบว่าดีเจส่วนใหญ่มีรายได้ไม่ยั่งยืน ดีเจที่รอดและเติบโตล้วนเป็นกลุ่มที่ปรับตัวต่อเนื่อง โดยหลายคนต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้

ดีเจ (DJ) นั้นย่อมาจากคำว่า Disc Jockey หมายถึง ผู้จัดรายการเพลง ผู้เลือกเพลง และเปิดเพลงเพื่อความบันเทิงแก่ผู้ฟัง โดยมีหน้าที่สร้างสรรค์บรรยากาศผ่านเสียงเพลง ทั้งในสถานีวิทยุ คลับ ผับ งานอีเวนต์ หรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้ทักษะการมิกซ์เพลง (Mixing) และการสแครชแผ่น (Scratching) เพื่อเชื่อมโยงเพลงให้ต่อเนื่องและน่าสนใจ

ดีเจสามารถแบ่งประเภทได้ 5 กลุ่มหลัก คือ

  1. Radio DJ หรือดีเจจัดรายการวิทยุ พูดคุย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงและข้อมูลที่น่าสนใจ
  2. Club DJ ดีเจผู้เปิดเพลงตามคลับ ไนต์คลับ หรืองานปาร์ตี้ เน้นความสนุกสนานต่อเนื่อง
  3. Mobile DJ ดีเจผู้รับงานนอกสถานที่ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยง งานอีเวนต์
  4. Producer/Remixer DJ ดีเจที่ทำเพลงเองหรือรีมิกซ์เพลงใหม่ ให้เหมาะกับการใช้งาน
  5. Turntablist ดีเจที่เน้นทักษะการสแครชแผ่น (Scratch) เพื่อสร้างจังหวะใหม่

ตามหลักการแล้ว หน้าที่หลักของดีเจคือการคัดเลือกเพลงให้ตรงกับบรรยากาศ สถานที่ และกลุ่มผู้ฟัง จากนั้นจะมิกซ์เสียง เชื่อมโยงเพลงต่อเพลงให้ต่อเนื่องกัน โดยไม่สะดุด สร้างบรรยากาศ ใช้ดนตรีควบคุมอารมณ์คนฟังในปาร์ตี้

อย่างไรก็ตาม การสำรวจของ Toolroom Academy พบว่า 76% ของศิลปินอิเล็กทรอนิกส์บอกว่ารายได้ไม่ยั่งยืน และ 82% ต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้ โดยดีเจที่ทำงานเต็มเวลามีสัดส่วนถึง 56%

ทางรอดของดีเจวันนี้คือการปรับตัวในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการย้ายไปอยู่เมืองที่เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ เช่น ลอนดอนที่มีโปรไฟล์ดีเจมากที่สุด 14,284 คน แอคทีฟ 18.8% ยังมีเบอร์ลิน และอัมสเตอร์ดัม ที่มีสถิติสูงมาก และการอยู่ในเมืองเหล่านี้ก็ย่อมเพิ่มโอกาสชัดเจน

ดีเจบางรายเลือกสร้างโอกาสเองด้วยการจัดปาร์ตี้ หรืออีเวนต์ชั่วคราว ยังมีคลับอินดี้ที่ดีเจหลายคนหันมาจัดเองแบบไม่รอให้คนอื่นจ้าง เพราะโซเชียลมีเดียทำให้โปรโมตง่ายขึ้นมาก

การสำรวจพบว่าดีเจวันนี้ไม่พึ่งพาแค่ค่าตัวงานแสดง แต่กว่า 16% ผลิตเพลงให้คนอื่น, 13% ทำซาวด์เอ็นจิเนียร์, 8% สอนคอร์สดีเจหรือโปรดักชัน ทั้งหมดเป็นการสร้างพอร์ตในอาชีพที่ยั่งยืนระดับหนึ่ง

และที่สำคัญมากในปี 2026 คือการผลิตเพลง เนื่องจากดีเจที่โปรดิวซ์เพลงเอง จะได้เครดิตและงานมากกว่า แม้แต่ Jay Carder จาก Erbium Records ยังบอกว่าการมีเพลงปล่อยช่วยให้ได้งาน แต่ความเก่งในการทำดีเจและความเรียลส่วนตัว ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ดีเจตัวท็อป ทรงอิทธิพลโลก

หากดูที่ชั้นบนสุดของพีระมิด พบว่าตัวเลขรายได้ปี 2025 ที่ดีเจระดับท็อปของโลกทำได้นั้นน่าสนใจมาก จากข้อมูลล่าสุดพบว่า Fred Again มีรายได้สูงสุดถึง 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อคืน ขณะที่ Calvin Harris มีเรทที่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อคืน

ยังมี David Guetta ที่ทำได้ 800,000 เหรียญ Martin Garrix และ Swedish House Mafia ที่ถูกบันทึกว่ามีรายได้ 750,000 เหรียญ มากกว่า Marshmello, Skrillex และ Alesso ที่ทำได้ 700,000 720,000 และ 350,000 เหรียญต่อคืนตามลำดับ

นี่อาจเป็นเหตุผลที่เทศกาลใหญ่ยอมจ่ายแพง เพราะดีเจเหล่านี้สร้างช่วงเวลาหรือ moment ที่คุ้มค่ากับการแชร์บนโซเชียล กลายเป็นกระแส และดึงดูดผู้ชมหลักแสนคนได้จริง

สำหรับดีเจส่วนใหญ่ ปี 2026 ย่อมเป็นปีแห่งการปรับตัว ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยสร้างประสบการณ์ ขณะเดียวกันก็ต้องขยายตลาด และหันมาสร้าง community แทนการแข่งขันแบบเดิม

โครงสร้างตลาดดีเจโลก 2026 จึงเติบโตเป็นเศรษฐกิจพันล้านต่อไป

ที่มา : Attackmagazine, Persistence Market Research, Furtados School of Music, Tribune, Doubleclap

]]>
1561890
‘นักช้อปไทย’ ยุคเศรษฐกิจฝืด เลิกมองของถูก แต่พังง่าย มุ่ง ‘Official Store’ ซื้อความมั่นใจ https://positioningmag.com/1561579 Fri, 27 Feb 2026 21:56:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561579 ในช่วงที่กำลังซื้อโดยรวมของคนไทยถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ หลายคนอาจคาดว่าพฤติกรรมช้อปปิ้งออนไลน์จะหดตัวลง หรืออย่างน้อยก็เบนเข็มสู่สินค้าราคาถูกลง แต่ข้อมูลจากการสำรวจผู้บริโภคออนไลน์กว่า 1,000 คนในไทย โดย Cube Insight กลับบอกเล่าภาพที่ดูเหมือนจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม

ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย จ่ายแบบสมเหตุสมผล

เมื่อเงินในกระเป๋าตึงขึ้น คนเราไม่ได้หยุดซื้อ แต่เริ่ม คิดมากขึ้นก่อนซื้อ และนั่นหมายความว่า ของถูกที่อาจต้องซื้อซ้ำบ่อย ๆ เพราะได้ของไม่ดี ซึ่งกลายเป็นตัวเลือกที่อาจจะ แพงกว่าในระยะยาว พฤติกรรมดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นผ่านตัวเลขว่า นักช้อปไทย 67% ยินดีจ่ายเพิ่มขึ้น 5–10% เพื่อซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือ สะท้อนให้เห็นว่า ความมั่นใจ มีราคาที่จับต้องได้ในสายตาของพวกเขา และ 50% ระบุว่า ใช้จ่ายกับสินค้าคุณภาพสูงและแบรนด์เพิ่มขึ้น 10-30% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้บริโภคไทย 91% เคยซื้อสินค้าจาก Official Store บนแพลตฟอร์มออนไลน์ สูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน (รองจากเวียดนาม 93%) และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่ 86% เมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้เลือกซื้อผ่าน Mall อันดับ 1 คือ 

  • คุณภาพสินค้า (77%)
  • ราคา (66%)
  • ความน่าเชื่อถือและสินค้าแท้ (64%)
  • ดีลพิเศษ (51%)
ภีม เบ็ญจศิริวรรณ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก CUBE INSIGHTS

 

แบรนด์ต่างประเทศ โอกาสที่ตลาดกำลังรอ

อีกข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่า นักช้อปไทยให้ความสำคัญกับคุณภาพมากขึ้นก็คือ สัดส่วนการใช้จ่ายผ่านฟีเจอร์ Mall ที่จะจำหน่ายแบรนด์แท้เติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 12% ในปี 2020 เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของยอดขายบนมาร์เก็ตเพลสทั้งหมดในปีที่ผ่านมา และคาดว่าภายในปี 2030 สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 55% 

ที่ผ่านมา 3 หมวดหมู่ยอดนิยมบนร้านแบรนด์แท้ของนักช้อปไทย ได้แก่ 

  • บิวตี้และของใช้ส่วนตัว (81%) 
  • แฟชั่น (75%) 
  • เครื่องใช้ไฟฟ้า (62%) 

นอกจากนี้ ผู้บริโภคไทย 81% บอกว่า พร้อมเปิดรับแบรนด์จากต่างประเทศ และสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ราคาพิเศษ (ซึ่งมีความสำคัญเพียง 33%) แต่คือระบบที่ทำให้รู้สึกมั่นใจ ได้แก่ การคืนสินค้าที่ทำได้ง่าย การันตีของแท้ และการจัดส่งที่รวดเร็ว

ช่องว่างที่ยังมีอยู่ในตลาดคือ 29% ของผู้บริโภคยังพบว่าสินค้าที่ต้องการ “ยังไม่มีจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย” และอีก 26% ต้องซื้อผ่าน Reseller ในราคาที่แพงเกินไป นั่นหมายความว่าความต้องการมีอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดคือ อุปทานที่น่าเชื่อถือ

Confidence Commerce ยุค 4 อีคอมเมิร์ซไทย

จากพฤติกรรมดังกล่าว Cube Insight มองว่า อีคอมเมิร์ซไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ 4 คือ Confidence Commerce (2567–ปัจจุบัน) ยุคที่ผู้บริโภคเน้นซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ และมี AI เป็นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน จากที่ยุคแรกที่ตลาดยังเป็นช่องว่าง สินค้าไม่มีการรับรอง คุณภาพปะปนกัน สู่ยุคที่สองที่แพลตฟอร์มเริ่มสร้างระบบ Official Store เพื่อยกระดับมาตรฐานและความเชื่อมั่น จากนั้น COVID-19 ได้จุดชนวนยุค Social Commerce ที่การช้อปปิ้งกลายเป็นเรื่องของ Live Streaming และ Influencer

วิเคราะห์บทบาท AI ผู้ช่วยใหม่นักช้อป 

สำหรับบทบาทของ AI ในแต่ละขั้นตอนของเหล่านักช้อป แบ่งได้ 3 ขั้น ได้แก่

  • การค้นหาสินค้า: แม้ 83% ของนักช้อปจะยังใช้ Search Engine ในการค้นหาข้อมูลสินค้าเป็นหลัก แต่ AI เริ่มมีบทบาทมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 66% โดยผู้บริโภคใช้ AI ช่วยหาสินค้าและสร้างไอเดียในการซื้อ
  • การหาข้อมูลและเปรียบเทียบ: ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังอ่านรีวิวบนเว็บไซต์เป็นหลัก แต่ AI มีบทบาทสูงถึง 67% ซึ่งเทียบเท่ากับอิทธิพลของ Influencer ออนไลน์เลยทีเดียว
  • การตัดสินใจซื้อ: ในขั้นนี้ AI ยังมีบทบาทน้อย โดยมีส่วนเพียง 18% เนื่องจากผู้บริโภคยังต้องการคำแนะนำจากคนรอบข้างหรือรีวิวจากผู้ใช้จริงในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม เมื่อ AI ถูกนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้น และแพลตฟอร์มนำ AI มาช่วยในด้านการ Personalization การสนับสนุนลูกค้า และการบริการหลังการขาย คาดว่า AI จะมีบทบาทสำคัญในขั้นตอนนี้มากขึ้นในอนาคต

ออฟไลน์ยังสำคัญ เพราะไปลองจับก่อนสั่งออนไลน์

อีกส่วนที่ยังมีอิทธิพลต่อการซื้อออนไลน์ก็คือ ออฟไลน์ โดย 71% ของนักช้อปไทยไปดูสินค้าที่หน้าร้านจริง แล้วค่อยสั่งซื้อออนไลน์ เนื่องจากต้องการทดลองสัมผัสสินค้า ตรวจสอบคุณภาพ หรือสอบถามข้อมูลจากพนักงานก่อนตัดสินใจซื้อ หมวดหมู่ที่พฤติกรรมนี้พบมากที่สุดคือความงาม (80%) เนื่องจากผู้บริโภคต้องการทดสอบเนื้อสัมผัส สี และกลิ่นของผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง รองลงมาคือเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ผู้บริโภคต้องการดูขนาดและคุณภาพจริงก่อนตัดสินใจ

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าช่องทางออฟไลน์ยังมีบทบาทสำคัญในกระบวนการตัดสินใจซื้อ และการเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ (Omnichannel) อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการรับสินค้าที่หน้าร้าน การคืนสินค้าที่สะดวก หรือการบริการหลังการขาย จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้อีกขั้น

วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย

Buy now pay later ก็เป็นอีกตัวช่วยขับเคลื่อน

ทางด้าน วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย ได้เล่าอินไซต์ของลาซาด้าให้ฟังว่า ข้อมูลจาก Cube Insight สอดคล้องกับอินไซต์ของลาซาด้าในช่วงแคมเปญ 12.12 ที่ผ่านมา ที่มียอดขายสินค้าแบรนด์บน LazMall เติบโตขึ้นถึง 51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยังมีมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย (Average Order Value – AOV) สูงกว่าวันปกติถึง 2.5 เท่า

นอกจากนี้ยังพบว่า ฟีเจอร์ Buy now pay later หรือ ใช้ก่อนจ่ายทีหลัง ช่วยในการ ซื้อสินค้ามูลค่าสูง โดยเฉพาะในส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และช่วยให้ บัคเก็ตไซส์ที่ใหญ่ขึ้น อีกด้วย

กลายเป็นว่า แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่นักช้อปไทยในตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่า ยอมจ่ายแพงหน่อย เพื่อของคุณภาพเพื่อใช้ยาว ๆ ดีกว่าซื้อของถูกแต่ต้องซื้อบ่อย ทำให้สินค้า Official Store ที่การันตีของแท้และบริการที่ดีกว่าจึงเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผู้บริโภคเน้นความคุ้มค่าระยะยาวมากกว่าการประหยัดเงินในระยะสั้น

]]>
1561579
ปัดฝุ่นที่ดิน “บิ๊กคิงส์” รอบ 15 ปี รับมิกซ์ยูสหมื่นล้าน ‘เจ้าสัวเจริญ’ ดัน “ราคาที่ดินนนทบุรี” พุ่ง ลุ้นปลุกชีพ บ้านจัดสรร https://positioningmag.com/1561666 Fri, 27 Feb 2026 07:15:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561666 ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน “บิ๊กคิงส์” คือหนึ่งในภาพจำของบางใหญ่ นนทบุรี ในฐานะแหล่งรวมวัยรุ่น มีกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ คอนเสิร์ต ลานสเก็ต เปิดท้ายขายของชั้นบน รวมถึงมีห้างเมอร์รี่คิงส์ ทำให้เป็นแหล่งช้อปปิ้งสำคัญ

ต่อมาบิ๊กคิงส์เริ่มเสื่อมความนิยม และปิดตัวถาวรในปี 2554 ทิ้งให้ที่ดิน 23 ไร่ผืนใหญ่เงียบงันอยู่นาน 15 ปี

วันนี้เกมกำลังจะเปลี่ยน เมื่อทุนใหญ่อย่าง “กลุ่มทีซีซี” ภายใต้การนำของ ‘เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี’ เข้าซื้อที่ดินบิ๊กคิงส์ มูลค่า 2,200 ล้านบาท และเริ่มรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมในช่วงปีที่ผ่านมา คาดขึ้นโครงการมิกซ์ยูส ระดับหมื่นล้าน (จากราคาที่ดินสูง+ศักยภาพทำเล)

ส่งสัญญาณว่า “บางใหญ่” กำลังจะได้เห็น “คลื่นลูกใหญ่” เข้ามาทำให้ตลาดคึกคัก และอาจเปลี่ยนโฉมย่านในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

จากทำเลห้างร้าง สู่หมากใหญ่ของทำเลฝั่งตะวันตก กทม.

‘สุรเชษฐ กองชีพ’ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า แม้โครงการดังกล่าว ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าปิดดีลเมื่อใด แต่จากการเริ่มรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้คาดการณ์ได้ว่าการซื้อขายน่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นพอสมควร

โดยที่ดินแปลงนี้มีขนาดใหญ่ถึง 23 ไร่ ตั้งอยู่ใกล้สถานีตลาดบางใหญ่ของ รถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของทำเล

เนื่องจาก “บางใหญ่ไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่า แต่เป็นทำเลที่เติบโตต่อเนื่องมาหลายปี” ด้วยปัจจัยดังนี้

1.บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยโครงการบ้านจัดสรรจำนวนมาก

2.มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อย่าง เซ็นทรัล เวสต์เกต และ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า บางใหญ่ รวมถึง ตลาดบางใหญ่ และคอมมูนิตี้มอลล์อีกหลายแห่ง

3.โครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน

  • ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก (ตะวันตก) ที่ช่วยให้การเดินทางเข้า-ออกสะดวก
  • รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่เชื่อมต่อเข้าสู่เมืองชั้นในได้โดยตรง

ทำให้ทำเลนี้มีความหลากหลายทั้งรูปแบบโครงการและระดับราคา และยังมีการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ภาพบิ๊กคิงส์ในอดีต ช่วงใกล้ปีใหม่ 2541

ราคาที่ดินบางใหญ่ นนทบุรี ดีดตัว

ที่ผ่านมา ราคาที่ดินรอบสถานีตลาดบางใหญ่ ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเรื่อยมาก จากการเติบโตของย่าน

  • ปี 2554 ซื้อขายกันราว 85,000 บาทต่อตารางวา
  • ช่วงประมาณ 10 ปีก่อนหน้า (ปี 2564) อยู่ที่ 120,000 – 140,000 บาทต่อตารางวา
  • ปี 2569 คาดว่าไม่ต่ำกว่า 200,000 – 230,000 บาทต่อตารางวา และบางแปลงอาจเกิน 250,000 บาทต่อตารางวา

สะท้อนการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีในบางช่วงเวลา

“ที่สำคัญ การประกาศพัฒนาโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ มักทำให้เจ้าของที่ดินรอบข้างปรับราคาที่ดินขึ้นทันที”

รูปปัจจุบันของที่ดินบิ๊กคิงส์ ที่มีการรื้อถอนโครงสร้างออกไปแล้ว

ลุ้นขึ้นโครงการเป็นรูปธรรม ช่วยอสังหาคึกคัก

สุรเชษฐ์ ประเมินว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่โดยรอบคงมีความคึกคักมากขึ้น เมื่อโครงการนี้เดินหน้าเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม คงไม่ได้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญมากนัก เพราะในทำเลนี้ยังมีผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ติดที่ปัญหาในเรื่องของการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยไม่ผ่าน (รีเจ็กต์ เรต) กระทบทุก ๆ ทำเล

แต่ที่ “บางใหญ่” และ ”บางบัวทอง“ เห็นการชะลอตัวชัดเจนกว่า เนื่องจากมีโครงการเปิดขายใหม่ต่อเนื่องในทุกระดับราคา ทำให้มีสต็อกเหลือขายในทำเลนี้อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรที่เป็นที่นิยมมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ขณะที่ โครงการคอนโดมิเนียม ในย่านบางใหญ่-บางบัวทอง ที่จะขายออกต้องเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่าทาวน์เฮ้าส์ในพื้นที่ หรือประมาณ 2-2.5 ล้านบาท/ยูนิต หากราคาใกล้เคียง-สูงกว่าราคาบ้าน จะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

เป็นไปในทิศทางเดียวกับ “ภัคพริ้ง การุญ” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นกับประเด็นนี้ว่า โครงการมิกซ์ยูสอาจไม่ได้กระตุ้นความคึกคักที่อยู่อาศัยย่านบางใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ เท่ากับการเปิดมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (96 กม.) เชื่อมภาคกลางสู่ภาคตะวันตก ที่มีจุดตัดตรงถนนรัตนาธิเบศร์-ทางหลวงหมายเลข 9 (บางใหญ่ นนทบุรี) พอดี

โดยจะเอื้อให้กำลังซื้อจากต่างจังหวัดไหลเข้าสู่นนทบุรีมากขึ้น ในฐานะบ้านหลังที่สองที่ผู้บริโภคอยากมีที่ทางใกล้เมือง แต่ไม่อยากซื้อบ้านในกรุงเทพฯ ที่มีราคาสูง

บางใหญ่
ภาพดังกล่าวเป็นการเจนภาพจาก Gemini บริเวณทำเลบางใหญ่ ตรงบางใหญ่ซิตี้ ฝั่งตรงข้ามเป็นเซ็นทรัล เวสต์เกต

อสังหานนทบุรี ภาพรวมยังชะลอตัว

ขณะที่ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยนนทบุรี ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากข้อมูลยอดโอนกรรมสิทธิ์หดตัวลง (อ้างอิงศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC) ดังนี้

ปี 2568

  • หน่วยโอนฯ 17,523 หน่วย ลดลง 14.5% (YoY)
  • มูลค่าโอนฯ 53,940 ล้านบาท ลดลง 14.1% (YoY)

ปี 2567

  • หน่วยโอนฯ 20,506 หน่วย ลดลง 7.5% (YoY)
  • มูลค่าโอนฯ 62,826 ล้านบาท ลดลง 11% (YoY)

ปี 2566

  • หน่วยโอนฯ 22,179 หน่วย
  • มูลค่าโอนฯ 70,610 ล้านบาท

สะท้อนว่า ทำเลนนทบุรี แม้จะมีดีมานด์ต้องการซื้อสูง (ยอดโอนกรรมสิทธิ์ติดอันดับ 4 ของประเทศในปี 2568) แต่ยังติดกับดัก ”การกู้ไม่ผ่าน“ จำนวนมากเช่นกัน

ขณะที่ทำเล ”บางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย“ จากข้อมูลของ REIC ณ ไตรมาส 4 ปี 2567 (**ข้อมูลปี 2568 ออกช่วงเดือนมีนาคม 2569) พบว่า มีหน่วยเหลือขายราว 20,593 หน่วย และมีหน่วยขายได้ใหม่ 825 หน่วย คิดเป็นอัตราดูดซับ 1.3% ค่อนข้างต่ำ และคาดว่าจะใช้เวลาระบายสินค้านานถึง 75 เดือน (ราว 6 ปี) จึงจะขายหมด

]]>
1561666
ต่างชาติซื้อคอนโดไทย มูลค่าลดลง 10.7% ส่วนหนึ่ง “ดีมานด์ทุนจีนเทา” หายจากตลาด https://positioningmag.com/1561197 Wed, 25 Feb 2026 11:55:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561197 มูลค่าโอนฯ หด 10.7% รับเข้มสกัดจีนเทา

ณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มงานการตลาด รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผย ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด (คอนโดมิเนียม) ของชาวต่างชาติ ปี 2568    ที่ผ่านมา พบว่า

  • หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ จำนวน 14,899 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.2% จากปีก่อนหน้า (YoY)
  • มูลค่าการโอนอยู่ที่ 60,921 ล้านบาท ลดลง -10.7% (YoY)

“หน่วยโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น แต่ที่มูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ลดลง ส่วนหนึ่งมาจากการกวาดล้างทุนจีนเทาอย่างเข้มข้นของภาครัฐบาล จากก่อนหน้านั้นทุนเทาใช้เงินสดซื้ออสังหาหรูหลัก 100 ล้านบาทก็มี”

ณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มงานการตลาด รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC)

ต่างชาติซื้อคอนโดไทยเพิ่ม 4 ปีติด แต่มูลค่าลดลง

อย่างไรก็ดี ในภาพรวมการซื้อคอนโดของต่างชาติในไทย ในแง่จำนวนหน่วย เติบโตต่อเนื่อง 4 ปี แต่มูลค่าโอนฯ ช่วง 2 ปีล่าสุดยังคงลดลง ดังนี้

ปี 2565

  • หน่วยโอน 11,561 หน่วย เพิ่มขึ้น 41% (YoY)
  • มูลค่าโอน 59,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% (YoY)

ปี 2566

  • หน่วยโอน 14,449 หน่วย เพิ่มขึ้น 25% (YoY)
  • มูลค่าโอน 73,161 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.5% (YoY)

ปี 2567

  • หน่วยโอน 14,573 หน่วย เพิ่มขึ้น 0.9% (YoY)
  • มูลค่าโอน 68,182 ล้านบาท ลดลง 6.8% (YoY)

ปี 2568

  • หน่วยโอน 14,899 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.2% (YoY)
  • มูลค่าโอน 68,182 ล้านบาท ลดลง 10.7% (YoY)
หน่วยโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติ ปี 2561-2568 (ที่มา REIC)

จีนครองเบอร์ 1 แต่หดตัวต่อเนื่อง ฟาก ไต้หวัน-รัสเซีย โตพุ่ง

โดยในเชิงสัญชาติ กลุ่มผู้ซื้อหลักยังคงเป็นชาวจีน ครองสัดส่วน 33% ของพอร์ตฯ ต่างชาติ แม้จำนวนหน่วยและมูลค่าจะปรับลดลงก็ตาม

ขณะที่ กลุ่มประเทศที่มีการขยายตัวเด่น ได้แก่ รัสเซีย และไต้หวัน ซึ่งมีอัตราการเติบโตทั้งในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า สะท้อนการกระจายตัวของดีมานด์ต่างชาติไปยังกลุ่มประเทศใหม่มากขึ้น

สำหรับ Top 10 ต่างชาติซื้อคอนโดไทยมากสุด ปี 2568 ได้แก่

อันดับ 1 จีน

  • จำนวน 4,940 หน่วย ลดลง -12.9%
  • มูลค่า 18,585 ล้านบาท ลดลง -30.0%
  • ส่วนใหญ่ซื้อคอนโดใน กทม. ชลบุรี และเชียงใหม่ ตามลำดับ

อันดับ 2 เมียนมา

  • จำนวน 1,968 หน่วย เพิ่มขึ้น +41.8%
  • มูลค่า 6,159 ล้านบาท ลดลง -12.5%
  • ส่วนใหญ่ซื้อคอนโดใน กทม. สมุทรปราการ และเชียงใหม่ ตามลำดับ

อันดับ 3 รัสเซีย

  • จำนวน 1,172 หน่วย เพิ่มขึ้น +8.6%
  • มูลค่า 4,773 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +40.3%
  • ส่วนใหญ่ซื้อคอนโดใน ภูเก็ต ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ตามลำดับ

อันดับ 4 ไต้หวัน

  • จำนวน 1,036 หน่วย เพิ่มขึ้น +23.9%
  • มูลค่า 4,699 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +9.3%
  • ส่วนใหญ่ซื้อคอนโดใน ภูเก็ต ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ตามลำดับ

อันดับ 5 สหรัฐอเมริกา

  • จำนวน 537 หน่วย ลดลง -11.8%
  • มูลค่า 2,810 ล้านบาท ลดลง -7.2%

อันดับ 6 ฝรั่งเศส

  • จำนวน 657 หน่วย เพิ่มขึ้น +26.1%
  • มูลค่า 2,604 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +16.6%

อันดับ 7 สหราชอาณาจักร

  • จำนวน 476 หน่วย เพิ่มขึ้น +15%
  • มูลค่า 2,298 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +35.2%

อันดับ 8 เยอรมัน

  • จำนวน 459 หน่วย เพิ่มขึ้น +2.9%
  • มูลค่า 1,849 ล้านบาท ลดลง -5.6%

อันดับ 9 อินเดีย

  • จำนวน 237 หน่วย ลดลง -8.8%
  • มูลค่า 1,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +7.7%

อันดับ 10 สิงคโปร์

  • จำนวน 269 หน่วย เพิ่มขึ้น +15.5%
  • มูลค่า 1,284 ล้านบาท ลดลง -3.7%

“ต่างชาติมีทั้งกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง กลุ่มพำนักอาศัยระยะยาว และกลุ่มลงทุนเพื่อปล่อยเช่า ซึ่งจะทำให้ตลาดคอนโดไทยมีความยืดหยุ่นมากขึ้น”

กรุงเทพฯ-ชลบุรี-ภูเก็ต ท็อป 3 เมืองฮิตต่างชาติ

เจาะลึกจังหวัดที่ต่างชาติมีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมากที่สุด ยังคงเป็น กทม. ชลบุรี และภูเก็ต เช่นเดิม

ส่วน Top 5 จังหวัดยอดนิยมที่คนต่างชาติซื้อคอนโด ปี 2568 ได้แก่

1.กทม. จำนวน 7,029 หน่วย มูลค่า 35,386 ล้านบาท

2.ชลบุรี จำนวน 4,164 หน่วย มูลค่า 11,590 ล้านบาท

3.ภูเก็ต จำนวน 1,190 หน่วย มูลค่า 6,080 ล้านบาท

4.เชียงใหม่ จำนวน 848 หน่วย มูลค่า 2,409 ล้านบาท

5.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 491 หน่วย มูลค่า 2,249 ล้านบาท

ส่วนอันดับที่ 6-10 ตกเป็นของ สมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี ระยอง เพชรบุรี และนนทบุรี ตามลำดับ

]]>
1561197
อสังหาอุตสาหกรรมมาแรง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ลงทุนทะลักกว้านซื้อที่ดิน 100-500 ไร่/แห่ง ฟากโรงงานฮอต เหลือพื้นที่ว่างเพียง 5% https://positioningmag.com/1560980 Tue, 24 Feb 2026 09:34:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560980 โชติกา ทั้งศิริทรัพย์ หัวหน้าแผนกที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการและวิจัยตลาด ซีบีอาร์อี ประเทศไทย (CBRE) กล่าวว่า ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม เป็นเซกเตอร์ที่มาแรงที่สุดในกลุ่ม  อสังหาฯ ส่วนหนึ่งมาจากการได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐบาล

ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ลงทุนทะลัก ซื้อที่ดิน 100-500 ไร่ขึ้นโครงการใหญ่

ตลาดอสังหาอุตฯ หลัก ๆ ได้อานิสงส์การเติบโตจาก 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ (Data Center)

1.EVs ปี 2568 ลงทุนเหลือไม่ถึง 10,000 ล้านบาท เนื่องจาก เลยช่วงสุดไปแล้วในปี 2566 ที่มีการลงทุนไปสูงถึง 30,000 ล้านบาท ช่วงที่เหลือเป็นเพียงการลงทุนธุรกิจในซัพพลายเชนอีวี

2.High-Value Services ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง ปี 2568 มีการลงทุนประมาณ 180,000 ล้านบาท “เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวจากปีก่อนหน้า”

3.Data Centers ปี 2568 มีการลงทุนสูงถึง 600,000 ล้านบาท “เพิ่มขึ้น 6 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน”

โชติกา ทั้งศิริทรัพย์ หัวหน้าแผนกที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการและวิจัยตลาด ซีบีอาร์อี ประเทศไทย (CBRE)

อินไซต์ที่น่าสนใจ คือ การเข้ามาของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้มีการซื้อที่ดินแปลงใหญ่มากขึ้นตั้งแต่ 100 ไร่ ไปจนถึง 300-500 ไร่ จากเดิมมีการซื้อที่ดินอุตฯ ประมาณแปลงละ 10-30 ไร่ เท่านั้น

“หากเป็นดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ระดับโลก ส่วนมากจะซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างเพื่อปล่อยเช่า จะใช้พื้นที่นอกนิคมฯ และดีมานด์ที่สูงขึ้นนี้ผลักดันราคาขายที่ดินบางทำเลพุ่งขึ้น 1 เท่าตัว”

ซีบีอาร์อี คาดการณ์ว่า ปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ ”การซื้อขายที่ดินเพื่ออุตสาหกรรม“ คึกคักสูง ทั้งจากยอดการจองล่วงหน้าที่อยู่ในระดับสูง และคาดว่าจะมียอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอุตฯ ราว 3,200 ไร่ ใกล้เคียงกับปี 2568

“สิ่งที่ไทย ต้องเตรียมความพร้อม คือ โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน น้ำ และไฟฟ้า หากทำได้ดีจะทำให้อุตสาหกรรมดิจิทัลเราเติบโตได้ทัน ลดความเสี่ยงเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ไหลไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน“

ขณะที่ การเป็น Regional Hub ของดาต้าเซ็นเตอร์ ยังโอกาสเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัล และส่งเสริมความสามารถแรงงานให้ดีขึ้นด้วย

ดาต้าเซ็นเตอร์
Gen ภาพจาก Gemini

โรงงาน อัตราว่างพื้นที่เหลือแค่ 5%

ด้าน โรงงานสำเร็จรูป (Ready-Built Factory หรือ RBF) ปี 2569 มีซัพพลายสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 2.8 ล้านตารางเมตร แต่อัตราพื้นที่ว่างเพียง 4.7% สะท้อนดีมานด์ในตลาดอยู่ในระดับสูง

โดย ‘อัตราพื้นที่ว่างโรงงานขณะนี้ถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก’ เมื่อเทียบกับปี 2561 ที่มีซัพพลายราว 2.2 ล้านตารางเมตร แต่มีอัตราพื้นที่ว่างสูงถึง 25-30%

ดีมานด์โรงงานสำเร็จรูปยังคงขยายตัว รองรับการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนรอบใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มซัพพลายเออร์ Tier 2–3 รวมถึงบริษัทที่ตั้งฐานผลิตในไทยอยู่แล้วและต้องการขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม

ขณะที่อัตราพื้นที่ว่างยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 5% สะท้อนอุปทานที่ตึงตัว และซัพพลายใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดยังมีจำกัดต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569

Project 9 : Built-to-Suit Distribution Center

อสังหาโลจิสติกส์ปี 69 ซัพพลายแซงดีมานด์

ส่วน อสังหาริมทรัพย์เพื่อโลจิสติกส์สมัยใหม่ (Modern Logistics Property หรือ MLP) อาทิ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า หลัก ๆ ผู้พัฒนาโครงการยังเป็นผู้เล่นรายใหญ่ และซัพพลายใหม่ส่วนมากพัฒนาในรูปแบบ Pre-lease หรือ Build-to-Suit ซึ่งช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านพื้นที่ว่าง

ขณะที่ โครงการแบบสร้างรอผู้เช่า (speculative) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของผู้เล่นรายใหม่ ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ

สำหรับปี 2569 MLP จะมีซัพพลายสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 6.5 ล้านตารางเมตร ส่งผลให้อัตราพื้นที่ว่างมีแนวโน้มขยับขึ้นจาก 10% เป็น 13% สะท้อนภาวะตลาดที่เริ่มผ่อนคลายจากช่วงตึงตัวก่อนหน้า

“ปีนี้ปริมาณซัพพลายใหม่จะเข้าสู่ตลาดมากกว่าความต้องการในปัจจุบัน”

]]>
1560980
เศรษฐีอายุน้อยพุ่ง? อายุต่ำ 35 ปี ซื้อบ้าน 100 ล้านเพิ่ม ตลาดบ้านหรูจ่อฟื้นตัวปี 69 https://positioningmag.com/1560899 Tue, 24 Feb 2026 02:00:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560899 ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดบ้านระดับซูเปอร์ลักซูรี ปี 2569 กำลังเข้าสู่ภาวะฟื้นตัว จากกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง (เรียลดีมานด์) เริ่มกลับมา

สัญญาณที่เห็นได้ชัด มาจากการทำยอดขายบ้านหลัก 100-150 ล้านบาท/ยูนิต ได้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ต่างจากปีก่อนที่ผู้ซื้อชะลอการซื้อบ้านหรู เพื่อรอดูความชัดเจน ทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมือง

“แม้เศรษฐกิจผันผวน ตลาดบ้านลักซูรียังแข็งแรง จากกลุ่มเศรษฐีไทย กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงทรัพย์สินเกิน 1 พันล้านบาท (UHNWIs) และกลุ่มความมั่งคั่งยุคใหม่ (New Wealth) ที่มองหาทรัพย์สินแบบ Safe Haven ระยะยาว 20-30 ปี ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นหนึ่ง Safe Haven ของภูมิภาค”

ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

พอร์ตบ้านหรูเหลือขายน้อย

โดยที่ผ่านมา พอร์ตฯ Sansiri Luxury Collection หรือ SLC พัฒนาโครงการ 16 แห่ง มูลค่ารวม 54,000 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • บ้าน 12 โครงการ
  • คอนโดมิเนียม 4 โครงการ (ปิดการรขาย 3 โครงการ และเตรียมเปิดพรีเซล 1 โครงการบริเวณสุขุมวิท 51 ภายในปีนี้)

ปัจจุบันมีสต็อกเหลือขายในกลุ่ม SLC เพียง 30-50% ถือว่าค่อนข้างน้อย

บูมทำเลกรุงเทพกรีฑา สู่ Luxury Cluster

หนึ่งในทำเลเรือธง “บ้านซูเปอร์ลักซูรี” ของแสนสิริ คือ ‘กรุงเทพกรีฑา’ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

  • ราคาที่ดินแตะ 120,000-150,000 บาท/ตารางวา เติบโต 150-170% ในช่วง 12 ปีนี้
  • อัตราผลตอบแทนการเช่าสูง ยกตัวอย่าง บ้านราคา 35-39 ล้านบาท/หลัง มีค่าเช่า 200,000 บาท/เดือน คิดเป็นยีลด์สูง 7-10% ต่อปี

ดังนั้น เพื่อเติมพอร์ตฯ บ้านระดับซูเปอร์ลักซูรีในทำเลศักยภาพสูง แสนสิริ เปิดตัวโครงการใหม่ “นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา” มูลค่า 7,000 ล้านบาท (มูลค่าสูงสุดในฝั่งแนวราบ) จำนวน 94 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 65-120 ล้านบาท/ยูนิต

“เฟสแรก แสนสิริ นำร่องเปิดตัว 7 ยูนิต เพียงไม่นาน ทำยอดขายไปได้ 50%”

แสนสิริ กรุงเทพกรีฑา
นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา

เศรษฐีอายุน้อยมาแรง ซื้อบ้านหลังละ 100 ล้านบาทเพิ่ม

หนึ่งในอินไซต์ที่น่าสนใจคือ แสนสิริ พบว่า ผู้ซื้อบ้านระดับราคา 100 ล้านบาทของโครงการดังกล่าว เป็นกลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปีเพิ่มขึ้น

โดยส่วนใหญ่เป็น เจ้าของธุรกิจ New Wealth และแพทย์ จากในอดีตผู้ซื้อบ้านระดับราคานี้ มักมีอายุราว 45-50 ปีขึ้นไป

“ปัจจุบันบ้านระดับซูเปอร์ลักซูรี กลุ่มที่ไปได้ดีที่สุด คือระดับราคา 50-120 ล้านบาท”

บ้านซูเปอร์ลักซูรีแข่งเดือด ผู้ซื้อตัดสินใจนานขึ้น

อย่างไรก็ดี ภาพรวมตลาดบ้านซูเปอร์ลักซูรี แม้จะฟื้นตัว แต่การแข่งขันยังคงดุเดือด จากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง

“การแข่งขันสูงขึ้น ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น และตัดสินใจซื้อบ้านหรูช้าลง ผลักดันให้การแข่งขันย้ายจาก ‘แข่งราคา’ ไปสู่ ‘คุณค่าแบรนด์และคอมมูนิตี้’ แทน”

ซึ่ง SLC ของแสนสิริ ทำผลงานได้ดีจากการมีคอมมูนิตี้แข็งแกร่ง เช่น ทำเลกรุงเทพกรีฑา มี Brighton College Bangkok อยู่ในคอมมูนิตี้ รองรับครอบครัวระดับไฮเอนด์และ expat เป็นต้น

สำหรับปี 2569 แสนสิริ วางเป้าบ้านแนวราบให้มียอดขาย (พรีเซล) อยู่ที่ 22,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 21,000 ล้านบาท

]]>
1560899
ขนาดเล็ก แต่มูลค่าไม่เล็ก คนไทยชอบใช้ครีมซอง ดันมูลค่าตลาดแตะ 1.27 หมื่นล้าน https://positioningmag.com/1560755 Mon, 23 Feb 2026 06:04:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560755 ขณะที่ภาพรวมของตลาดบิวตี้อาจจะชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ ‘ครีมซอง’ กลับยังมีการเติบโตสวนทางกับเซ็กเมนต์อื่น

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า คนไทยชอบใช้ครีมซอง ทำให้ตลาดนี้โตอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินมูลค่าตลาดครีมซองของไทยไว้ว่า

 

ปี 2565 มีมูลค่า 7,600 ล้านบาท โต 13%

ปี 2566 มีมูลค่า 9,700 ล้านบาท โต 28%

ปี 2567 มีมูลค่า 11,300 ล้านบาท โต 16%

ปี 2568 มีมูลค่า 12,200 ล้านบาท โต 8%

ปี 2569 มีมูลค่า 12,700 ล้านบาท โต 4%

 

แล้วอะไร เป็นปัจจัยหนุนทำให้ตลาดครีมซองเติบโต?

 

1.ราคาย่อมเยา เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีงบจำกัด

2.หาซื้อง่าย พกพาสะดวก โดยส่วนใหญ่จะวางขายตามร้านสะดวกซื้อ เหมาะสำหรับคนเดินทางที่ต้องการใช้ด่วน หรือคนที่ต้องการความสะดวกในการพกพา

3.ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้ที่อยากทดลองใช้ เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ

 

โดยสัดส่วนของตลาดครีมซอง พบว่า

82% เป็นผู้ผลิตแบรนด์ไทย

18% เป็นสินค้านำเข้า

 

ขณะที่ช่องทางการขายผ่านร้านสะดวกซื้อเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคนิยมที่สุดถึง 90% ส่วนอีก 10% คือ Specialty Store กลุ่มความงาม ดิสเคาน์สโตร์ และซูเปอร์มาร์เก็ต

 

สำหรับเทรนด์ตลาดครีมซองที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ได้แก่

-การคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง เช่น สารสกัดธรรมชาติเกรดพรีเมียม เน้นความปลอดภัย ให้ผลลัพธ์ที่ดี

-บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายง่ายหรือรีไซเคิลได้

-เจาะกลุ่มลูกค้าศักยภาพใหม่ๆ เช่น กลุ่มผู้ชาย, กลุ่มผิวแพ้ง่าย, กลุ่ม Gen Z และกลุ่มผู้สูงวัย

 

ภาพเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นการเติบโตของตลาดครีมซองในบ้านเรา ส่วนตลาดนี้ร้อนแรงแค่ไหน? หาคำตอบได้ง่าย ๆ แค่ลองเดินเข้าร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven หรือตามร้านบิวตี้แบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งเราจะเห็นครีมซองวางจำหน่ายเรียงราย มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่หัว จรดปลายเท้าก็ว่าได้

]]>
1560755