Insight – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 17 Apr 2026 06:51:42 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 เผย 15 Insights สำคัญจาก 16 Sessions ที่คนทำงานต้องรู้ในปี 2026 จากงาน PPC2026 https://positioningmag.com/1569468 Fri, 17 Apr 2026 06:38:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569468 งาน PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026 (PPC2026) จัดโดย CREATIVE TALK ร่วมกับ AME IMAGINATIVE และ QGEN Consultant งานของคนทำงานแห่งปีได้จบลงเป็นที่เรียบร้อย พร้อมบรรยากาศสุดคึกคักท่ามกลางคนทำงานหลายพันคน พร้อม Speakers จากหลากหลายวงการมากกว่า 20 ชีวิต ทั้งผู้บริหารระดับแนวหน้า, HR, นักจิตวิทยา และนักแสดงชั้นนำ

หัวใจสำคัญของงานปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘เทคโนโลยี’ ที่เข้ามาอย่างเดียว แต่คือการเข้าใจ ‘People Performance’ ควบคู่ไปกับการยกระดับ ‘Human Intelligence’ ทั้งในแง่ของการบริหารจัดการเวลา พลังงาน ความคิด และการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อเปลี่ยน ‘คนทำงาน’ ทั่วไป ให้กลายเป็น ‘คนที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง’ จากหลาย Sessions สุดเข้มข้นบนเวทีที่ครอบคลุมเรื่อง ‘Life’ และ ‘Work’ รวมถึง Workshops ที่เน้นการลงมือทำจริง

“คนที่ไปต่อได้ในวันนี้ ไม่ใช่แค่ทำงานเป็น แต่ต้องบริหารตัวเองเป็นด้วย เพราะสุดท้ายการทำงานยุคนี้ ไม่ได้แข่งกันที่ว่าใครรู้มากกว่า แต่แข่งกันที่ว่าใครพัฒนาตัวเอง และสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่า”

เมื่อโลกไม่ได้ให้รางวัลคนเก่งเสมอไป แต่ให้รางวัลกับคนที่สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงมากกว่า รวม 15 Insights สำคัญที่คนทำงานต้องรู้ในปี 2026 จากงาน PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026

  1. หมดยุคของ ‘Work-Life Balance’ แต่ต้องเริ่ม ‘Work-Life Intelligence’ 

โลกไม่ได้หยุดนิ่งพอให้เราสามารถบาลานซ์เรื่อง ‘งาน’ และ ‘ชีวิต’ ได้ คนทำงานต้องเลิกมองหาวิธีการบาลานซ์ให้มันลงตัว แต่ต้องหันมาปรับตัวให้ทันในโลกปัจจุบัน รวมถึงต้องบริหารจัดการ และตัดสินใจให้ ‘ฉลาด’ มากยิ่งขึ้น

  1. ‘พลังงาน’ จะกลายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อน ‘ความสำเร็จ’

ยุคนี้คนทำงานบริหารจัดการ ‘เวลา’ ดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องบริหารจัดการ ‘พลังงาน’ ควบคู่ไปด้วย เพราะเมื่อคนทำงานบริหารทั้งเวลา และพลังงานได้ดี สิ่งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนความสำเร็จได้จริง

  1. เลิกเป็นแค่คนที่ ‘ใช้ AI ทำงาน’ แต่ต้องเป็นคนที่ ‘ใช้ AI เพิ่มความสามารถ’ ให้ตัวเอง

การเข้ามาของ AI ในวันนี้พิสูจน์ว่า ‘ตัวจริง’ เท่านั้นที่จะอยู่รอด อย่าปล่อยให้เราเป็นแค่คนทำตามสิ่งที่ AI บอก แต่ต้องยกระดับด้วยการเริ่มคิดและทำสิ่งใหม่ ๆ ดังนั้น คำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนเราหรือไม่ แต่คือ “AI จะเพิ่มความสามารถเราในการทํางาน และใช้ชีวิตได้ยังไง” มากกว่า

  1. อย่าเป็นแค่ ‘คนที่ทำงานตามสั่ง’ แต่ต้องเป็น ‘เจ้าของผลลัพธ์’ ที่ส่งมอบความสำเร็จ

เลิกยึดติดการทำงานบทบาทเดิม ๆ ที่อยู่บน JD (Job Description) เพราะหน้าที่ของเราไม่ใช่แค่การทำตามสั่งให้ ‘เสร็จ’ แต่คือการเป็นเจ้าของงานที่ต้องแก้ให้สำเร็จ ยิ่งเรารู้สึกเป็นเจ้าของของมันมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งใส่ใจในผลลัพธ์ จนเปลี่ยนจากงานที่แค่เสร็จ ให้กลายเป็นงานที่สำเร็จ

  1. อย่ายึดติด ‘กระบวนการเดิม’ มากไป จนไม่เหลือที่ให้ ‘ความคล่องตัว’

องค์กรหรือลีดเดอร์ยุคใหม่ ต้องอย่ายึดมั่นในกระบวนการเดิมจนขยับตัวไม่ได้ ในวันที่งาน, คน และเทคโนโลยีเปลี่ยนไป องค์กรและผู้นำคือตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้คนทำงานปรับตัวตามทัน ดังนั้นอย่ายึดติดมากเกินไป เพราะการทำเรื่องเดิมแต่หวังผลลัพธ์ที่ต่างออกไป มันเป็นไปไม่ได้

  1. ‘Middle Managers’ คือ ‘The Most Critical Player’ ขององค์กร

คนกลุ่ม ‘Middle Managers’ คือคนที่องค์กรควรให้ความสำคัญมากที่สุดในปี 2026 ไปจนถึงปี 2027 เพราะถ้าองค์กรดูแล และมอบทักษะที่แข็งแรงมากพอ เขาจะกลายเป็น ‘The Most Critical Player’ ให้กับองค์กรได้ในอนาคต

  1. ไม่ใช่ต้องมีคำตอบชัดที่สุด แต่ต้องอยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบให้ได้ดีที่สุด

ในวันที่มรสุมต่าง ๆ เข้ามามากมาย ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ, สงคราม หรือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้หลาย ๆ องค์กรคิดว่านี่อาจเป็น ‘ทางตัน’ ที่มองไม่เห็น ‘ทางออก’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว องค์กรที่ไปต่อได้ในวันนี้ ไม่ใช่องค์กรที่มีคำตอบชัดที่สุด แต่คือองค์กรที่อยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบได้ดีที่สุดต่างหาก

  1. เก่ง ‘ภาษา’ อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้อง ‘กล้าสื่อสาร’ เพื่อสร้างโอกาสได้ด้วย

ผลสำรวจชี้ว่า 58% ขององค์กรในไทยประสบปัญหาในการหาคนทำงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ

เพราะคนทำงานส่วนใหญ่มักเรียนเพื่ออ่าน ทำความเข้าใจ แต่ไม่ได้ใช้ในการสื่อสาร ดังนั้นวันนี้ภาษาอังกฤษไม่ใช่สิ่งที่ ‘ควรมี’ ในองค์กรอีกต่อไป แต่คือสิ่งที่ ‘ต้องมี’ และใช้สื่อสารอย่างจริงจัง เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานมากยิ่งขึ้น

  1. สร้างโอกาสให้คนทำงานเก่งภาษา ด้วยการบอกลา ‘Language Learning’ 

องค์กรส่วนใหญ่มักปลูกฝังให้คนทำงานใช้ภาษาอังกฤษแบบ ‘Language Learning’ คือการจำ และนำไปใช้ แต่ไม่เคยสอนแบบ ‘Language Acquisition’ จึงทำให้คนทำงานใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ ซึ่งสามารถแก้ได้ด้วย 2 วิธี ประกอบด้วย

1) Acquisition Learning Hypothesis คือ การได้รับภาษานั้นได้โดยไม่ต้องตั้งใจเข้าใจกฎไวยากรณ์ แต่ต้องอยู่กับมันบ่อย ๆ ซึมซับนาน ๆ

2) Monitor Hypothesis คือ ไม่ต้องให้คิดและวิเคราะห์เยอะ เมื่อไหร่ที่เราคิดเยอะ มันทำให้สมองกลัวไปจนไม่กล้าเริ่มพูด

เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้คนทำงานสร้างโอกาสจากภาษาได้จริง ต้องเลิกเรียนแบบ ‘Language Learning’ แล้วเปลี่ยนมาเป็น ‘Language Acquisition’ แทน

  1. อยากเป็นผู้นำที่คนอยากทำงานด้วย ต้องเลิกออก ‘คำสั่ง’ แล้วหันมา ‘รับฟัง’ ให้มากขึ้น

สิ่งหนึ่งต้องคำนึงไว้เสมอคือ อย่ายึดติดกับคำว่า ‘ผู้นำ’ จนมัน ‘ค้ำคอ’ ไม่ต้องเป็นคนที่ต้องฉลาดลอดเวลา หรือรู้ทุกเรื่อง เพราะผู้นำที่มีบุคลิกแบบนี้จะไม่มีวันไปต่อได้ในยุค AGI สิ่งสำคัญคืออย่าเป็นผู้บอกตลอดเวลา ผู้นำยุคใหม่ต้องกล้าฟัง อย่าเป็นผู้นำในแบบอดีต ต้องให้คนทำงานกล้าทำ กล้าคิดด้วย

  1. อย่าเลือกผู้นำแค่เพราะ ‘ถูกใจ’ แต่ต้องเลือกคนที่ ‘ขับเคลื่อน’ ทีมได้จริง

คนเราชอบหาคนที่ถูกใจเข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ไม่ควรทำในองค์กร กลับกันแล้วต้องเลือกคนที่จะขับเคลื่อนทีมได้จริง โดยเฉพาะคนที่เหมาะกับยุคนั้น ๆ ซึ่งในยุคนี้มันคือการขับเคลื่อนเทคโนโลยี และเรื่องของคนไปพร้อม ๆ กัน เพราะถ้าเราเอาเขามาเป็นผู้นำ แต่เขากลับเดินตามอย่างเดียว นั่นคือความเสี่ยงในอนาคต

  1. ก่อนจะซื้อ ‘เทคโนโลยี’ ตัวใหม่ ต้องหาให้เจอก่อนว่า ‘จะเอามันมาแก้ปัญหาอะไร’

ในด้านของการลงทุนกับเรื่องเทคโนโลยี ต้องกลับมาคิดก่อนว่า บริษัทของเราจะใช้ AI เข้ามาทำงานในส่วนไหน หา Pain Point ให้เจอ อย่าซื้อตามกระแส ความชัดเจนขององค์กรสำคัญมาก รวมไปถึงกลับมาดูคนทำงานด้วย วิเคราะห์ให้ได้ว่าเขาจะไปไกลได้แค่ไหน เมื่อรู้แล้วจะได้เตรียมตัวถูก เพื่อให้เขามี Capability ในการไปต่อยอดได้จริง โดยที่ไม่เป็นภาระขององค์กร

  1. เลิก ‘บังคับ’ ให้เรียนรู้ตาม แต่ต้องสร้าง ‘ความหิว’ และ ‘เป้าหมายร่วมกัน’ เพื่อให้อยากเรียนรู้เอง

ผู้นำยุคใหม่ต้องเปลี่ยนหน้าที่จากการ ‘สั่งการ’ เป็น ‘การพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย’ เพื่อกระตุ้นให้คนอยากพัฒนาตัวเอง องค์กรต้องกล้าคัดเลือก และโปรโมทหัวหน้างานที่ ‘เก่งคน’ มากกว่าแค่ ‘เก่งงาน’ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่พร้อมต่อการเติบโต

  1. การใช้คนผิดบทบาท และ การไม่ยอมปรับตัว คือ ‘สิ่งที่น่ากลัวกว่า AI’

ในวันที่โลกพูดถึง AI และกำลังขยับเข้าใกล้ AGI หลายองค์กรยังคงใช้คนไปกับงานเดิม ๆ ในขณะที่งานที่ใช้ความคิด, การตัดสินใจ และการนำทีม ไม่ถูกยกระดับอย่างจริงจัง สุดท้ายแล้ว AI อาจไม่ได้มาแทนคนทั้งหมด แต่มันจะเข้ามาแทนคนที่หยุดพัฒนา และทิ้งไว้แค่คนที่รู้ว่าอนาคตของการทำงาน วันนี้ไม่ใช่การที่เราต้องเลือกระหว่าง ‘คน VS AI’ อีกแล้ว เพราะคนที่ใช้ AI เป็น จะไปได้ไกลกว่าคนที่ไม่ยอมเปลี่ยน

  1. จงใช้ ‘จินตนาการ’ ของคนนำทาง และให้ AI เป็น ‘พลังขับเคลื่อน’

งานวิจัยชี้ว่าหากองค์กรลงทุนใน AI และกำลังคนด้วยจะเพิ่มโอกาสสำเร็จมากถึง 42% โดยใช้จินตนาการของมนุษย์นำทางในสิ่งที่ AI มองไม่เห็น และใช้ AI เป็น ‘กระจกมองหลัง’ ฉะนั้นองค์กรจึงควรมุ่งเน้นการสร้างคนให้เป็น ‘เซน ทอร์ (Centaur)’ หรือสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายครึ่งคนครึ่งม้า ที่มีพละกำลังเหนือคน (Human) และปัญญาเหนือม้า (AI) เพื่อให้คนทำงานสามารถนำ AI ได้ มากกว่าจะให้ AI นำ

งาน PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026 ไม่ได้เป็นแค่งาน Conference แต่คือภาพสะท้อนสำคัญของการทำงานยุคปัจจุบัน งานนี้ไม่ได้มีแค่ความรู้ แต่คือจุดเริ่มต้นของการกลับมาทบทวนว่า เรากำลังใช้ศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่แล้วหรือยัง และถ้ายัง เราจะเริ่มใหม่ยังไงให้ไปได้ไกลกว่าเดิม

ทั้ง 15 Insights นี้เป็นเพียง ‘น้ำจิ้ม’ จากเนื้อหาทั้งหมดของงาน และยังมีอีกหลาย Sessions เจาะลึกที่จะมาปลดล็อกทุกข้อสงสัย และช่วยหาคำตอบที่คนทำงานยุค 2026 อยากรู้

สามารถรับฟังแบบจัดเต็มทุก Sessions ย้อนหลังในรูปแบบออนไลน์

ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. – 31 ต.ค. 2026

ที่ https://creativetalkonline.com/

หากใครยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตรดูย้อนหลังได้ที่

https://www.zipeventapp.com/e/PPC2026

]]>
1569468
สรุปพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ปี 69 เข้าสู่ยุค “SmartSumer” เลิกซื้อตามอารมณ์-ใช้เหตุผล-พึ่ง AI https://positioningmag.com/1568870 Fri, 10 Apr 2026 01:19:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568870 แรงกดดันเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่พุ่งสูง กำลัง “รีเซ็ตพฤติกรรมผู้บริโภคไทย” สู่ยุคคิดก่อนซื้ออย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคยุคใหม่หันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ แทนแพลตฟอร์มดั้งเดิม

ผู้บริโภคไทย 90-97% คิดก่อนซื้อ ใช้ AI เป็นตัวช่วยหลัก

รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยว่า ผู้บริโภคไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจาก ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่ม และรายได้ไม่สอดคล้องรายจ่าย ทำให้ “ความคุ้มค่า (Value for Money)” กลายเป็นปัจจัยหลักในการซื้อสินค้า

พฤติกรรมผู้บริโภคจึงเปลี่ยนจาก การซื้อตามอารมณ์ (Emotional-driven) สู่การตัดสินใจบนข้อมูลและเหตุผล โดยมี AI เป็นเครื่องมือสำคัญ สะท้อนการเข้าสู่ยุค “SmartSumer” ที่คิด วิเคราะห์ และเลือกอย่างมีระบบ

รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
จากงานวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ของ CMMU พบอินไซต์สำคัญ อาทิ
  • ผู้บริโภค 90-97% มีความพิถีพิถันในการซื้อ
  • พฤติกรรมหลัก 5 มิติ ได้แก่ Search & Compare, Maximize Value, Authentic Demand, Risk Reduction และ Timing & Patience
  • Gen Z เด่นด้านจังหวะราคาและโปรโมชัน (62%)
  • กว่า 71% ใช้ AI ช่วยค้นหา เปรียบเทียบ และคาดการณ์ราคา นำโดย Gen Z 99% และ Gen Y 96%

ผู้บริโภคใช้ AI ช่วยค้นหา เปรียบเทียบราคาสินค้า แยกตามเจเนอเรชั่น CMMU

ผู้บริโภคไทยอ่อนไหวด้านราคา?

ด้านราคา ผู้บริโภคจะเริ่มถูกกระตุ้นเมื่อสินค้า ‘ลดราคา’ 11-20%

ส่วนในแง่ ‘การขึ้นราคา’ ผู้บริโภคทนการขึ้นราคาได้ +21-30% ยกเว้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ทนได้เพียง +11-20% หากเกินจุดรับได้ จะ รอโปรโมชัน / หาข้อมูลเพิ่ม / เปลี่ยนแบรนด์ทันที

เจาะลึกพฤติกรรม จาก 5 หมวดสินค้า

1. Technology & Gadgets

  • ผู้บริโภค 90% เชื่อถือ AI
  • รอบซื้อทุก 6-12 เดือน (75.5%)
  • ใช้เวลาตัดสินใจ 1-4 สัปดาห์ (60.3%)
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Technology & Gadgets ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

2. Beauty & Personal Care

  • 72-86% ให้ความสำคัญกับคุณภาพ
  • มากกว่า 30% ใช้ AI 2 ระบบ (ChatGPT / Google Gemini)
  • เน้น Ingredient-conscious และรีวิวผู้ใช้จริง
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Beauty & Personal Care  ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

3. Fashion Apparel & Accessories

  • ใช้อารมณ์ตัดสินใจสูงสุด
  • ใช้ AI เป็นแหล่งหาข้อมูลแซง TikTok
  • Official Store มีความสำคัญน้อยที่สุด (68.5%)
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Fashion Apparel &Accessories ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

4. Home & Appliances

  • 85.5% ค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ
  • 90-97% ศึกษาข้อมูลเชิงลึก
  • ใช้เวลาตัดสินใจ 1-4 สัปดาห์
  • YouTube เป็นแหล่งข้อมูลอันดับ 1
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท Home & Appliances ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

5. FMCG & Daily Essentials

  • ซื้อออนไลน์สูงสุด
  • อ่อนไหวต่อราคามากที่สุด
  • ขึ้นราคา 11-20% พร้อมเปลี่ยนแบรนด์
  • Baby Boomer พิถีพิถันสูงสุด (96%)
พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการซื้อสินค้า ประเภท FMCG & Daily Essentials ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

พฤติกรรมซื้อเปลี่ยนตามระดับราคา

อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ระบุว่า ผู้บริโภคมีเกณฑ์ตัดสินใจชัดเจนตามช่วงราคา

  • ต่ำกว่า 1,000 บาท → ใช้อารมณ์
  • ราคา 1,000-10,000 บาท → เปรียบเทียบ + ดูรีวิว
  • มากกว่า 10,000 บาท → ใช้เวลา 1-3 เดือน
  • มากกว่า 100,000 บาท → ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ขณะเดียวกัน Trust Hierarchy เปลี่ยนไป

  • รีวิวผู้ใช้จริงและเพื่อน น่าเชื่อถือสูงสุด
  • โฆษณาแบรนด์มีอิทธิพลลดลง
  • Gen Z ใช้ TikTok และ E-commerce แทน Search Engine
  • พฤติกรรม Showrooming เพิ่มขึ้น (ลองหน้าร้าน ซื้อออนไลน์)
อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)

แบรนด์ต้องปรับเกม สู้ยุค SmartSumer

สิทธิกร ยิ่งเมืองมาร นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) และหัวหน้าทีมวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ระบุว่า AI กำลังเป็น “แหล่งข้อมูลหลัก” ทำให้แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์ ได้แก่

1.AI-Ready Content พัฒนาข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน เช่น

  • รายละเอียดสินค้า คุณสมบัติ ราคา รีวิว และคำอธิบายทีครบถ้วน เพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือและให้ AI สามารถค้นหา
  • แนะนำหรือเปรียบเทียบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ช่วยเร่งกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

2.Sincerity Marketing ความโปร่งใส

  • เปิดเผยข้อมูลเชิงลึก โดยเฉพาะ Beauty และ FMCG เช่น ส่วนผสม ใบรับรอง แหล่งที่มาและผลการทดสอบที่ชัดเจน
  • ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือจากรีวิวของผู้ใช้จริง ทำให้แบรนด์ต้องพัฒนาที่สะท้อนประสบการณ์จริงให้มากขึ้น

3.Value-Based Pricing เน้นความคุ้มค่า ไม่ใช่แข่งราคาเพียงอย่างเดียว

สิทธิกร ยิ่งเมืองมาร นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) และหัวหน้าทีมวิจัย

4.Promotion Strategy โปรโมชันยังมีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อ

  • ส่วนลด 11-20% คือ Sweet Spot กระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดีที่สุด
  • การใช้โปรโมชันอย่างมีกลยุทธ์ เช่น กลยุทธ์ 1 แถม 1, Bundle Deal, คูปองส่วนลด หรือฟรีค่าขนส่ง          มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

5.Video Content ทำคอนเทนต์บนยูทูป

  • เน้นรีวิวจริง ส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหมวด Home&Appliances เพราะ ช่วยสร้างประสบการณ์และสร้างความเข้าใจได้ดีกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ

6.Omni-Channel เชื่อมโยงทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ

  • แบรนด์ควรใช้ TikTok และ Marketplace เป็นพื้นที่สร้างการรับรู้ ทดลองตลาดและกระตุ้นการตัดสินใจแบบ Real-Time ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภค
คนใช้ AI ทำอะไรบ้างในการซื้อสินค้า CMMU
ที่มา THAI SMARTSUMER 2026

AI กลายเป็น “ผู้ช่วยช้อปปิ้ง” ตัวจริง

ผู้บริโภคต้องการ Smart Personal Shopping Assistant เพื่อช่วยด้านต่าง ๆ อาทิ

  • เปรียบเทียบราคาแบบเรียลไทม์ 67%
  • สรุปรีวิว 73%
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือร้านค้า 73%
  • คาดการณ์ราคาในอนาคต 61%
  • วางแผนงบประมาณการซื้อสินค้า 56%

“SmartSumer” ไม่ใช่เทรนด์ระยะสั้น

งานวิจัยชี้ว่า SmartSumer คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน โดย “ความไว้วางใจ” คือปัจจัยแข่งขันสำคัญ

แบรนด์ที่ โปร่งใส มีรีวิวจริง และใช้ AI เข้าใจลูกค้า จะได้เปรียบ ขณะที่แพลตฟอร์มที่พัฒนาเครื่องมือ AI ครบวงจร จะคว้าโอกาสในตลาดยุคใหม่ได้

]]>
1568870
เมื่อผู้บริโภค Skip ไม่ได้! สู่การผงาดของ ‘Out-of-Home’ สื่อที่ ‘หนีไม่พ้น’ จนเติบโตสวนกระแสสื่อดิจิทัล https://positioningmag.com/1568146 Tue, 07 Apr 2026 07:43:00 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568146 หลายคนจ่ายเงินรายเดือนเพื่อ Skip โฆษณา บนแพลตฟอร์ม หลายคนลง Ad-blocker เพื่อกันไม่ให้แบรนด์แทรกเข้ามา หรือเรา เปลี่ยนช่อง ทุกครั้งเวลาเจอโฆษณาบนทีวี แต่ในโลกที่ทุกคนพยายาม Skip โฆษณา Out-of-Home (OOH) กลับเป็นสื่อเดียวที่ผู้บริโภคหนีไม่พ้น โดยเฉพาะในสภาพการจราจรของคนเมือง

สื่อออนไลน์อาจติดลบครั้งแรกในประวัติศาสตร์

DAAT ร่วมกับ KANTAR ได้ออกมาคาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลของประเทศไทยประจำปี 2569 โดยประเมินว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ อาจทำให้เม็ดเงินหดตัวลงเล็กน้อยราว -0.3% อยู่ที่ 32,145 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณติดลบครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจมาตลอด 14 ปี

ด้าน MI GROUP เคยออกมาประเมินว่า คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาสื่อดิจิทัลอยู่ที่ 35,000 ล้านบาท เติบโตเล็กน้อยที่ +5% แต่สื่อที่มีการใช้เงินเป็นอันดับ 3 และมีการเติบโตโดดเด่นที่สุดคือ สื่อ Out of Home มีตัวเลขอยู่ที่ 18,000 ล้านบาท เติบโต +15% คำถามคือ ในขณะที่หลายสื่อเติบโตน้อยหรือหดตัว ทำไม Out of Home ถึงเป็นดาวเด่น

วิชิต คุณคงคาพันธ์ Managing Diretor MJ Master Journey

5 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ OOH

  1. เมืองขยาย สื่อโต ไปพร้อมกัน วิชิต คุณคงคาพันธ์ Managing Diretor MJ Master Journey เอเจนซี่ด้านการวางแผนกลยุทธ์สื่อนอกบ้าน อธิบายว่า ทุกสถานีรถไฟฟ้าที่เปิดใหม่ ทุกถนนที่ตัดผ่านพื้นที่ชานเมือง คือโอกาสของสื่อ OOH ที่เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ กรุงเทพฯ ที่กำลังยืดแขนออกสู่ราชพฤกษ์ กรุงเทพกรีฑา และบางนา ไม่ได้แค่เพิ่มประชากร แต่เพิ่มคนที่ใช้เวลาบนท้องถนนมากขึ้นด้วย ซึ่งนั่นคือเวลาที่ OOH ทำงานได้ดีที่สุด
  1. OOH จุดประกาย Online ปิดการขาย แบรนด์ที่ฉลาดไม่ได้มองว่า OOH แข่งกับ Digital แต่ให้ทั้งสองทำงานคนละบทบาท OOH ปลูกความสนใจ Online เก็บเกี่ยวผล งานวิจัยพบว่าการเห็นสื่อ OOH กระตุ้นให้คนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาแบรนด์นั้นสูงถึง 40% นี่คือ Journey ที่เริ่มต้นจากป้ายข้างถนน และจบที่หน้า Cart ในมือถือ

“OOH เป็นสารตั้งต้นให้คนค้นหา Online เพิ่มขึ้น 40% นี่คือ Consumer Journey ที่เริ่มจากโลกจริง จบที่โลกดิจิทัล” วิชิต คุณคงคาพันธ์ อธิบาย 

  1. เงินออนไลน์แพงขึ้น ได้ผลน้อยลง นักการตลาดจำนวนมากกำลังเจอกับความจริงอันเจ็บปวด — งบโฆษณา Facebook และ Google ที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่จำนวนคนที่เห็นกลับไม่ได้เพิ่มตาม เพราะ Algorithm ถูกออกแบบมาให้แบรนด์ต้องจ่ายเพื่อแข่งกันบนพื้นที่จำกัด OOH ไม่มีกลไกแบบนั้น ป้ายที่จองไว้ก็คือป้ายที่ได้ ไม่มีใครมา Outbid ในนาทีสุดท้าย
  1. ปุ่ม Skip ไม่มีในโลกจริง ลองคิดดูว่าตอนนี้เราหลีกเลี่ยงโฆษณาได้กี่ทาง Premium Subscription, Ad-blocker, Scroll ผ่าน, เข้าห้องน้ำตอน Commercial break ทุกสื่อมีทางออก ยกเว้น OOH ที่รถติดก็ต้องมอง ยืนรอ BTS ก็ต้องเห็น ตัวเลขที่สะท้อนสิ่งนี้คือ Viewability ของ Billboard อยู่ที่ 46% ทั่วประเทศ และพุ่งขึ้นถึง 66% ในกรุงเทพฯ ซึ่งสูงกว่า Banner Ads ออนไลน์ที่มักต่ำกว่า 50% และ Skip ได้เสมอ
  1. ป้ายใหญ่ = ความน่าเชื่อถือที่ซื้อไม่ได้ มีคำถามที่ผู้บริโภคตั้งโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นโฆษณาออนไลน์จากแบรนด์ที่ไม่รู้จัก นั่นคือ “แบรนด์นี้จริงหรือเปล่า?” OOH ตอบคำถามนั้นแบบไม่ต้องพูด เพราะกระบวนการขึ้นป้ายสาธารณะผ่านข้อกำหนดทางกฎหมายหลายขั้น ทั้ง อย., มอก. และใบอนุญาตต่าง ๆ ความยากนี้เองคือใบรับรองความน่าเชื่อถือที่แบรนด์ได้โดยอัตโนมัติ

ใครทุ่มงบ OOH มากที่สุด และทำไม

หากดูภาพรวม Total OOH Spend ทั้งตลาด 5 อุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนสูงสุดคือ รถยนต์ (9%), เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (7%), สกินแคร์ (6%), การสื่อสาร (6%) และอสังหาริมทรัพย์ (5%) แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าคือสัดส่วน OOH เทียบกับงบโฆษณารวมของแต่ละกลุ่มว่าใช้กี่เปอร์เซ็นต์ไปกับ OOH เพราะมันสะท้อนว่าแต่ละอุตสาหกรรมเชื่อมั่นใน OOH แค่ไหน

  • Real Estate: 70%
  • รถยนต์: 49%
  • Telecom: 43%
  • เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์: 26%

อสังหาริมทรัพย์ใช้ OOH ถึง 70% ของงบทั้งหมด เหตุผลง่ายมาก เพราะทำเลคือสินค้า และป้ายริมถนนในพื้นที่ นั้น ๆ คือการบอกพิกัดที่ตรงที่สุด ไม่มี Algorithm ไหนทำ Geo-targeting ได้แม่นยำกว่าป้ายที่ปักอยู่กลางชุมชนนั้นเอง

รถยนต์ทุ่ม 49% ให้ OOH เพราะนักการตลาดในอุตสาหกรรมนี้รู้ดีว่าคนคิดเรื่องรถตอนไหน ก็ตอนที่กำลังขับรถอยู่นั่นเอง Billboard บนทางด่วนจึงไม่ใช่แค่โฆษณา แต่คือการพูดกับ Target Audience ในช่วงเวลาที่ใจเขาพร้อมรับสารที่สุด

Telecom จัดสรร 43% ให้ OOH เพื่อ “เป็นเจ้าของ” พื้นที่ทางกายภาพควบคู่กับโครงข่าย เพราะการบอกว่า “สัญญาณดีที่นี่” ได้ผลดีที่สุดเมื่อบอกบนป้ายที่อยู่ในพื้นที่นั้นจริง ๆ

OOH ในสายตาของแต่ละ Generation

พฤติกรรมการบริโภคสื่อแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละ Generation และนี่คือข้อมูลสำคัญที่แบรนด์ไม่ควรมองข้าม

  • Gen X และ Baby Boomer: ยังคงดูโทรทัศน์เป็นหลัก OOH ทำงานในฐานะสื่อเสริมที่เพิ่ม Frequency
  • Gen Y (Millennial): เน้น Online เป็นหลัก แต่ยังรับ OOH เพราะใช้ชีวิตในเมืองและระบบขนส่งสาธารณะ
  • Gen Z: แซงหน้า TV ด้วย Online มาตั้งแต่ปี 2023 แล้ว และ OOH เป็นสื่ออันดับ 2 ที่เขารับรู้มากที่สุด รองจาก Internet เท่านั้น
  • Gen Alpha: เติบโตมากับสื่อดิจิทัล 100% — OOH และสื่อ Physical จะเป็นของแปลกใหม่ที่ดึงความสนใจได้

OOH นำ Digital ตาม

กรอบคิดที่เปลี่ยนวิธีวางแผนสื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดตอนนี้คือการให้ OOH เป็นตัวสร้างความต้องการ (Demand Driver) และให้ Digital เป็นตัวปิดการขาย (Performance Engine) ทั้งสองทำงานร่วมกันได้ครบทุกขั้นตอนที่ผู้บริโภคผ่าน

  • Awareness — OOH ขนาดใหญ่สร้างภาพจำแบรนด์ในชีวิตจริง Digital Video บน YouTube ตอกย้ำซ้ำในโลกออนไลน์
  • Interest — เมื่อเห็นแบรนด์รอบตัวในชีวิตจริง ความอยากรู้เกิดขึ้นเอง คนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาหรือ Follow Social ทันที
  • Consideration — OOH ดึง Intent ออกมา แบรนด์ต้องรับลูกด้วย Search Ads ที่พร้อมรอรับเมื่อคนพิมพ์ค้นหา
  • Conversion — OOH ในจุดใกล้แหล่งช้อปปิ้งทำหน้าที่เป็น Last Reminder ก่อน Retargeting ปิดดีลในมือถือ
  • Loyalty — การเห็นแบรนด์สม่ำเสมอในเส้นทางชีวิตประจำวันสะสมเป็น Trust ที่โฆษณาออนไลน์สร้างได้ยากกว่า

สรุป OOH ไม่ใช่แค่สื่อสร้าง Awareness แต่คือ Demand Driver ที่ขับเคลื่อนทุกขั้นตอนของ Consumer Journey โดยแบรนด์ที่จะได้เปรียบในยุคนี้ไม่ใช่แบรนด์ที่ทุ่มสุดกับ Digital หรือสุดกับ OOH แต่คือแบรนด์ที่เข้าใจว่าทั้งสองทำงานด้วยกันได้อย่างไร และออกแบบ Journey ให้ครบตั้งแต่ป้ายข้างถนนไปถึงหน้าจอในมือเพราะ “ป้ายที่ดีที่สุดไม่ใช่ป้ายที่ใหญ่ที่สุด แต่คือป้ายที่อยู่ถูกที่ ถูกเวลา และพูดกับคนที่ใช่”

]]>
1568146
จับตาเทรนด์การรีเช็ตวิถีชีวิตใหม่ของ Gen Z https://positioningmag.com/1568010 Mon, 06 Apr 2026 11:02:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568010 ย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีก่อน สูตรสำเร็จในการใช้ชีวิตของผู้คนอาจมีสเต็ปคล้ายๆ กัน คือ เรียนมหาวิทยาลัยให้จบ หางานออฟฟิศที่มั่นคง และเติบโตไปเรื่อยๆ แต่งงานมีครอบครัว ฯลฯ แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลก บวกกับความไม่แน่นอนอะไรๆ หลายอย่าง ส่งผลตอนนี้ให้ Gen Z กำลังปรับวิถีชีวิตใหม่

อย่างคนรุ่นใหม่ในจีน เลือกเก็บเงินมากกว่าจะใช้จ่าย หรือถ้าต้องใช้เงินจะมีความระมัดระวังมากขึ้น เช่น หลีกเลี่ยงซื้อของฟุ่มเฟือย เลือกกินข้าวที่บ้านมากขึ้น เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นต้น

 

เหตุผลเพราะ Gen Z ในจีนเริ่มหมดศรัทธาในเศรษฐกิจและเลือกใช้เงินอย่างระมัดระวัง ส่วนปัจจัยที่ทำให้คนกลุ่มนี้เริ่มไม่มีความหวังกับเศรษฐกิจ ก็มาจาก

 

1.ความสั่นคลอนของตลาดค้าปลีกและอสังหาฯ ที่ลดลงต่อเนื่อง โดยยอดค้าปลีกจากเคยเติบโต 10% ตอนนี้เหลือเพียง 0.9% ขณะที่ตลาดอสังหาฯ ก็หดตัวต่อเนื่อง

2.อัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาวพุ่งสูงถึง 21.3%

3.แม้คนจบสูงก็หางานดีๆ ยาก เช่น บางคนจบปริญญาเอกก็ยังต้องไปทำงานส่งอาหาร ฯลฯ

 

ส่วนในสหรัฐฯ Gen Z เลือกทิ้งงานออฟฟิศ หันไปทำงานสายช่างแทน เหตุผลเพราะกลัว AI แทนที่งาน และมองว่า การเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อให้ทำงานในออฟฟิศอาจสร้างหนี้สินให้ จึงไม่อยากมีภาระในเรื่องนี้

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ พวกเขายังมีความเห็นว่า งานออฟฟิศเติบโตช้า บวกกับต้องการความยืดหยุ่นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมากกว่า 65% มองว่า ผลลัพธ์ของงานสำคัญกว่าชั่วโมงการทำงาน

 

สอดคล้องกับรายงาน Deloitte Global Gen Z & Millennial Survey ระบุว่า คนรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางจิตใจ ความยืดหยุ่นของงาน และ work–life balance มากกว่าเงินเดือนสูงเพียงอย่างเดียว เพราะไม่เชื่อว่าความมั่นคงจะมาจากงานประจำหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งได้ตลอดไป

 

อย่างไรก็ตาม การรีเซ็ตชีวิตอาจเป็นส่วนหนึ่งของการตั้งรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง โดยเฉพาะในโลกที่ไม่มีอะไรรับประกันความแน่นอนได้อีกต่อไป

 

ที่มา

 

https://www.bbc.com/news/articles/cdd3ep76g3go

https://www.aol.com/articles/gen-z-trades-teh-tools-123312541.html

https://www.deloitte.com/global/en/issues/work/genz-millennial-survey.html?utm_source=chatgpt.com

]]>
1568010
สรุป ธุรกิจโรงแรมไทย Q2/69 ยอดจองล่วงหน้าชะลอตัว รับขัดแย้งตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวหาย-ตั๋วแพงพุ่ง 200% https://positioningmag.com/1568084 Fri, 03 Apr 2026 03:28:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568084 สมาคมโรงแรมไทย (THA) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และผู้บริหารเครือโรงแรมชั้นนำทั่วประเทศ เปิดเวทีระดมสมองวิเคราะห์วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พบ สัญญาณอันตรายยอดจองล่วงหน้าไตรมาส 2 ชะลอตัว

ปัจจัยสำคัญมาจาก ตั๋วเครื่องบินแพงและการเลี่ยงน่านฟ้าทำนักท่องเที่ยววูบ เตรียมปรับกลยุทธ์เน้นกลุ่ม Luxury ชดเชยปริมาณที่หายไป

Q1 ปิดสวยแต่ Q2 น่าห่วง สงกรานต์เหนือ-กทม. ยังเงียบ

แม้ภาพรวมไตรมาสแรกของปีจะปิดตัวได้ตามเป้า แต่สถานการณ์ในไตรมาส 2 (เมษายน-มิถุนายน) เริ่มส่งสัญญาณลบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะยอดจองช่วงสงกรานต์ที่ยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น

1.ภาคเหนือ

  • สถานการณ์หนักสุด ยอดจองสงกรานต์เหลือเพียง 50-60%
  • ผลจากวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งสงครามตะวันออกกลาง ตลาดอิสราเอลหายไป และปัญหาฝุ่น PM 2.5

2.ภาคใต้

  • ภาพรวมกระทบหนักจากราคาตั๋วเครื่องบินแพง บางเส้นทางราคาพุ่ง 200% เนื่องจาก สายการบินต้องเลี่ยงน่านฟ้าและจำกัดเที่ยวบินต่อเครื่อง
  • ตลาดอิสราเอลหายไป เช่น เกาะพะงัน

3.ภาคตะวันออก

  • ยอดจอง Q2 ลดลงประมาณ 10-15%
  • กังวลราคาน้ำมัน กระทบการตัดสินใจเดินทางของคนไทยช่วงสงกรานต์
  • พัทยาได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวรัสเซียที่มาจากภูเก็ต

4.กรุงเทพฯ

  • ยอดจองสงกรานต์ยังตามหลังปีที่แล้ว
  • กลุ่มประชุมสัมมนา (Mice) ชะลอตัดสินใจช่วงครึ่งปีหลัง

5.ภาคตะวันตก

  • ผลกระทบจากตะวันออกกลางไม่รุนแรงเท่าภาคอื่น
  • กังวลเรื่องพฤติกรรมการจองแบบนาทีสุดท้าย (Last minute) และราคาน้ำมันที่กระทบตลาดในประเทศ

6.ภาคกลาง (นครนายก)

  • ตลาดประชุมและสัมมนา จากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด จากการเลื่อน หรือยกเลิกการใช้งบประมาณ

ททท. กางแผนรับมือ ยุโรปยังไหว อเมริกาแข็งแกร่ง

ด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า แม้ตลาดตะวันออกกลางจะสูญเสียศักยภาพการขนส่ง (Flight Capacity) ไปเกือบ 50% หรือราว 1.2 แสนที่นั่ง แต่ยังมีข่าวดีในตลาดอื่น เช่น

  • อเมริกา ยอดจองแน่น ไม่มีสัญญาณยกเลิก
  • ยุโรป รัสเซียยังครองแชมป์อันดับ 1 ขณะที่โปแลนด์เป็นดาวรุ่งดวงใหม่ เตรียมเปิดบินตรงวอร์ซอ-กรุงเทพฯ ปลายปีนี้

ทั้งนี้ ได้ใช้กลยุทธ์ Value over Volume เปลี่ยนเป้าหมายจากเน้นจำนวนคน มาเน้นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง (Luxury, Wellness, Long Stay) เพื่อประคองรายได้

กาง 8 ข้อเสนอ “ผ่าทางตัน” อุตสาหกรรมโรงแรม

ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์เตรียมเสนอ 8 มาตรการต่อรัฐบาล เพื่อพยุงภาคการท่องเที่ยวให้รอดพ้นช่วง Low Season ได้แก่

1.ชะลอเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มต้นทุนนักท่องเที่ยว

2.แก้ปัญหา PM 2.5 เร่งด่วน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ

3.ทบทวนนโยบายวีซ่า เน้นความสมดุลระหว่างความสะดวกและความปลอดภัย

4.ลดราคาพลังงาน กระตุ้นการเดินทางข้ามจังหวัด

5.ฟื้นนโยบาย “ไทยเที่ยวไทย” เสนอโครงการลักษณะ “คนละครึ่ง พลัส” หรืออุดหนุนงบรถบัสท่องเที่ยว

6.อัดฉีดงบสัมมนาภาครัฐ กระตุ้นการจัดงานในประเทศ

7.หนุน Charter Flight เพิ่มศักยภาพการเข้าถึงพื้นที่ท่องเที่ยวโดยตรง

8.เสริมสภาพคล่อง ช่วยผู้ประกอบการช่วงท่องเที่ยวซบเซา

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังคัดค้านการให้งบประมาณสนับสนุน OTA ต่างชาติ โดยเสนอให้นำงบไปสนับสนุนสายการบินหรือพัฒนาแพลตฟอร์มของคนไทยเองอย่าง “TAGTHAi” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว

]]>
1568084
ฤดูร้อน (เงิน) มาแล้ว! เม.ย.-พ.ค.ค่าใช้จ่ายครัวเรือนพุ่งเร่งขอสินเชื่อ รับเปิดเทอม https://positioningmag.com/1567239 Tue, 31 Mar 2026 06:18:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567239 ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ไม่ได้ร้อนแค่สภาพอากาศ แต่กำลังกลายเป็น “ฤดูร้อนทางการเงิน” ของครัวเรือนไทยอย่างชัดเจน สะท้อนผ่านความต้องการสินเชื่อส่วนบุคคลที่เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปี

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยผลวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านแอป KKP Better พบว่า สัญญาณการใช้วงเงินและการเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงก่อนเปิดภาคการศึกษา ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านสภาพคล่องของครัวเรือน

“พายุค่าใช้จ่าย” 4 ระลอก กดดันสภาพคล่อง

KKP ระบุว่า ภาระทางการเงินในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดจากการบรรจบกันของปัจจัยหลัก 4 ด้าน ได้แก่

1. ภาระภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น

ข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ชี้ว่า รายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2568 อยู่ที่ 432,324 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากช่วง 4 ปีก่อนหน้า ส่งผลให้ผู้มีรายได้ประจำต้องเตรียมเงินสดเฉลี่ย 5,000 – 10,000 บาทในช่วงยื่นภาษี

2. ค่าไฟฟ้าพุ่งตามอุณหภูมิ

อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส ทำให้การใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นราว 3% ส่งผลให้ค่าไฟช่วงเมษายน – พฤษภาคมสูงกว่าปกติ 10 – 30%

3. ค่าใช้จ่ายเทศกาลเร่งตัว

มูลค่าการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2568 อยู่ที่ 1.06 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 8.8 หมื่นล้านบาทในปีก่อน สะท้อนภาระด้านการเดินทางและการบริโภคที่ขยายตัว แม้เศรษฐกิจยังเปราะบาง

4. ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา (Fixed Cost สำคัญ)

ต้นทุนการศึกษา โดยเฉพาะในระบบเอกชนและนานาชาติ ยังคงเป็นภาระหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อปีในช่วงเปิดเทอม

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ใช้เงินล่วงหน้ามากขึ้น

ข้อมูลจาก KKP Better ยังสะท้อนว่า ผู้ปกครองเริ่ม “ดึงสภาพคล่องในอนาคต” มาใช้มากขึ้น

โดยยอดใช้จ่ายด้านการศึกษาผ่านแอปในช่วงปี 2563–2568 รวม 88 ล้านบาท และเฉพาะปี 2568 อยู่ที่ 46 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 25,000 บาทต่อคน

นอกจากนี้ การใช้วงเงินสินเชื่อเริ่มขยับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ซึ่งเร็วกว่าไทม์ไลน์การจ่ายค่าเทอมปกติ สะท้อนถึงค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าแรกเข้า และค่าเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้าโรงเรียนชั้นนำ

“การศึกษา” ยังเป็นลำดับความสำคัญ แม้การเงินตึงตัว

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ครัวเรือนไทยจะเผชิญแรงกดดันด้านการเงินสูงสุดช่วงหนึ่งของปี แต่การลงทุนด้านการศึกษายังคงเป็น “ค่าใช้จ่ายเชิงกลยุทธ์” ที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญสูงสุด

KKP แนะว่าการบริหารหนี้รูปแบบใหม่ โดยเน้นลดต้นทุนดอกเบี้ยและจัดโครงสร้างหนี้อย่างมีระบบ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนในระยะยาว

]]>
1567239
รู้จัก Capybara mode ทำงานเหมือนเจ้าคาปิบารา เพื่อไม่ให้ Burn out https://positioningmag.com/1566343 Thu, 26 Mar 2026 04:29:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566343 เคยไหม? ยิ่งทำงานดี งานยิ่งงอก! จนกลายเป็นว่าเราต้องเข้าไปอยู่ในทุกวงประชุม และแก้ปัญหาให้ทุกคน ยกเว้นงานตัวเอง จนทำให้เกิดอาการ Burnout 

 

ตอนนี้เทรนด์ Capybara mode กำลังถูกพูดถึงและเป็นกระแสอย่างมากในกลุ่มชาวออฟฟิศรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดในการทำงานที่ไม่ได้หมายถึงการ ‘ขี้เกียจ’ แต่ ‘มีขอบเขต’ การทำงานชัดเจนและเหมาะสม เหมือนน้องคาปิบาราที่นิ่ง สงบ เป็นมิตรกับทุกคน แต่ไม่ไปวุ่นวายหรือยอมให้ใครมาวุ่นวายกับตัวเองมากเกินไป  

 

ทำไมเทรนด์นี้ถึงมาแรง? 

 

นั่นเพราะว่า การทำงานร่วมกัน หรือ Collaboration กลายเป็นภาระ โดยข้อมูลจาก Harvard Business ระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่มีพนักงานเพียง 3-5% ต้องแบกงานประสานงานที่เกี่ยวข้องกับงานของคนอื่นสูงถึง 20-35% ของทั้งบริษัท ทำให้คนกลุ่มนี้เหลือเวลาทำงานหลักของตัวเองจริงๆ น้อยลง และนำไปสู่สภาวะหมดไฟ

 

สำหรับเทรนด์การทำงาน Capybara mode จะประกอบด้วย  

 

1.ทำงานในหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดแบบ 100% : ทำงานเต็มที่ ส่งให้ตรงเวลา แต่ไม่รับ ‘งานฝาก’ หรือ ‘งานแทรก’ ที่ไม่ใช่หน้าที่ จนทำให้งานหลักเสีย

 

2.เลิกงานคือเลิกงาน : ปกป้องเวลาส่วนตัว ไม่รับงานนอกเวลาที่ไม่ได้ค่าตอบแทน เวลางานคือเวลาบริษัท เวลาที่เหลือคือเวลาชีวิต ไม่เอาทั้งชีวิตไปทุ่มให้กับงาน 

 

3.ไม่ต้องเก่ง (และช่วย) ทุกเรื่อง: บางครั้งต้อง ‘แกล้งไม่รู้’ เพื่อไม่ให้ภาระไปกองอยู่ที่เราคนเดียว เปิดโอกาสให้คนอื่นได้แสดงฝีมือและรับผิดชอบงานของตัวเอง

 

4.เป็นมิตรแต่ไม่ร่วมวงดราม่าหรือนินทา : ยิ้มแย้มแจ่มใส เข้ากับทุกคนได้ แต่ถ้ามีดราม่าขอตัวไปทำงานเงียบๆ ดีกว่า เสียพลังงานเปล่า

 

การทำตัวแบบคาปิบารา ไม่ได้หมายถึงให้ขี้เกียจ แต่ต้องมีขอบเขต โฟกัสเฉพาะสิ่งที่สำคัญและไม่แบกภาระมากจนเกินไป เพื่อให้รักษาระดับผลงานและสุขภาพจิตไปพร้อมกันได้ โดยที่งานหลักไม่เสีย

 

ที่มา 

 

https://medium.com/activated-thinker/be-a-capybara-at-work-a298155df6a4

 

https://www.linkedin.com/pulse/how-successful-people-manage-collaborative-overload-rob-cross/

]]>
1566343
ใครว่าแข่ง ‘HYROX’ จ่ายแค่ค่าสมัคร! ส่องธุรกิจที่หลายคนยอม ‘ควักกระเป๋า’ ก่อนลงสนามเพื่อให้พร้อมและดูดีที่สุด https://positioningmag.com/1566021 Wed, 25 Mar 2026 04:06:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566021 เปิดโซเชียลฯ ตอนนี้ น่าจะเห็นเพื่อน ๆ หรือดาราคนโปรดโพสต์รูปที่ไปลงสนามแข่ง HYROX Bangkok 2026 กันเต็มฟีดไปหมด แต่เบื้องหลังรูปภาพเท่ ๆ ขณะเข็น Sled หรือจังหวะพุ่งตัวออกจากจุดสตาร์ท แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่าแค่ค่าสมัคร กว่าจะเตรียมตัวเพื่อให้ฟิตพร้อมลงแข่ง ต้องควักกระเป๋าจ่ายอะไรบ้าง ไปดูกัน

พร็อพต้องเป๊ะ เดี๋ยวไม่พร้อมลุย

หัวใจสำคัญของ Hyrox คือการผสมผสานระหว่าง การวิ่ง และ พลังกล้ามเนื้อ ดังนั้น อุปกรณ์ธรรมดาจึงไม่เพียงพอ ยังไม่รวมอุปกรณ์ป้องกันการบาดเจ็บอื่น ๆ ทำให้ค่าอุปกรณ์จะอยู่ที่ราว 1-2 หมื่นบาท ได้แก่ 

  • รองเท้า Hybrid (5,000 – 8,500 บาท): นักแข่งส่วนใหญ่ยอมลงทุนกับรองเท้าสาย Performance อย่าง  PUMA x HYROX ซึ่งเน้นรองเท้าตระกูล Deviate Nitro ซึ่งถือเป็น Partner หลัก หรือ Nike Vaporfly/Metcon เพื่อให้ได้ทั้งความเด้งตอนวิ่งและความหนึบตอนดัน Sled
  • ชุดแข่ง (2,000 – 5,000 บาท): ไม่ใช่แค่เสื้อยืดทั่วไป แต่ต้องเป็นผ้าเทคโนโลยี Compression หรือ Moisture-wicking ที่ช่วยพยุงกล้ามเนื้อและระบายเหงื่อขั้นสุด
  • Accessories (3,000 – 7,000 บาท): สนับเข่า (Knee Sleeves) สำหรับพยุงเข่าตอนทำ Lunges, สายรัดข้อมือ, ถุงเท้ากันลื่น และนาฬิกา Sport Watch เพื่อแทร็ก Heart Rate ตลอด 1.5 ชั่วโมง

จู่ ๆ จะลุยเลยไม่ได้ ต้องซ้อม

สิ่งที่ทำให้ Hyrox ได้รับความนิยมอย่างมากในหลายประเทศ ก็คือ ไม่มีเทคนิคยาก และไม่ต้องใช้ประสบการณ์ขั้นสูง เหมือนกับการ CrossFit หรือไตรกีฬา ทุกคนสามารถเริ่มฝึกและลงสนามได้จริงภายในเวลาไม่กี่เดือน ไม่มีท่ายากระดับโอลิมปิก ขอแค่มีใจและการเตรียมตัวที่ถูกต้อง

แน่นอนว่าการฝึกด้วยตัวเองอาจจะได้ประสิทธิภาพไม่เต็มที่ หลายคนจึงเลือกจะฝึกในยิมหรือจ้างเทรนเนอร์ ซึ่งปัจจุบันมียิมจำนวนมากที่เป็น Partner กับ Hyrox จัดคอร์สสำหรับ Hyrox โดยเฉพาะ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่คอร์สละ 8-12 สัปดาห์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000 – 15,000 บาท อาทิ Fitness First, Jetts Black, CUBIC, Encore Training Club, AriFit Bangkok, BASE เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายด้านรักษาหุ่นให้ลีนและมีกล้ามเนื้อชัดเจน ต้องใช้สารอาหารที่แม่นยำ ค่าเวย์โปรตีน (Isolate), ครีเอทีน และ Pre-workout

เหนื่อยแทบตาย รูปจะบ้งไม่ได้

แน่นอนว่าไหน ๆ ก็หมดเงินไปเยอะเพื่อเตรียมตัว ไหนจะค่าเข้าแข่งขันอีก ดังนั้น ต้องมีภาพบันทึกความทรงจำและความสำเร็จ แต่โดยปกติค่าใช้จ่ายของ Official Photo Pack จะอยู่ที่ราว 1,500 – 2,000 บาท ซึ่งแม้จะราคาไม่ได้ถูก แต่ก็ไม่ได้มีอะไรการันตีว่าจะได้ภาพที่เป๊ะทุกช็อต

ดังนั้น เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงคือ การจ้างช่างภาพส่วนตัวประกบ (Private Photographer) เพื่อให้ได้มุม Cinematic หรือ Reel เท่ ๆ ราคาจ้างต่อวันอยู่ที่ 3,000 – 7,000 บาท แล้วแต่เรทของช่างภาพแต่ละคน

ทำประกันก่อนแข่ง และ Recovery หลังแข่งจบ

ขึ้นชื่อว่าการแข่งขัน ดังนั้น มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุทำให้บาดเจ็บได้ ทำให้ ประกันอุบัติเหตุ โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬา หรือ PA Extreme ที่คุ้มครองกีฬาที่ต้องใช้ร่างกายหนัก ก็เป็นอีกโอกาสที่จะเข้ามาใช้โอกาสช่วงเกิดการแข่ง Hyrox ขายประกัน

และหลายคนหลังแข่งจบ ตัวระบบไปทั้งตัว จะลุก จะนั่ง จะนอน ก็ทรมานไปหมด ดังนั้น การใช้บริการ คลินิกเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ก็เป็นอีกธุรกิจที่ได้อานิสงส์จาก Hyrox ในครั้งนี้ โดยโปรแกรมฟื้นฟูร่างกายจากอาการบาดเจ็บจะอยู่ที่ 650 -2,500 บาท ขึ้นอยู่กับโปรแกรม แต่หลายคนมักเลือกใช้บริการนวด Sport Massage หรือ Ice Bath เพื่อฟื้นฟูร่างกาย โดยจะตกครั้งละ 1,500 – 2,500 บาท

สรุป หากคุณเป็นมือใหม่ที่อยากลงแข่งแบบจัดเต็ม เพื่อผลลัพธ์และภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ นอกเหนือจากค่าสมัครแข่งขัน Hyrox ที่มีราคาประมาณ 3,000 – 5,000 บาทแล้ว ก็อาจต้องเตรียมงบเพื่อเตรียมตัวอยู่ระดับหนึ่ง แต่ถ้าใครที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว และไม่ได้ต้องใช้บริการช่างภาพส่วนตัวประกบ ก็อาจไม่ได้ใช้งบประมาณเยอะ เพราะมีอุปกรณ์และออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว ไหน มีใครไปแข่ง Hyrox บ้าง มาแชร์กันหน่อยว่าใช้จ่ายไปกับอะไรอีกบ้าง

]]>
1566021
ย้อนรอยวิวัฒนาการ ‘การ์ดโปเกมอน’ จากที่เคย ‘ตกต่ำ’ นานนับสิบปี สู่การคืนชีพจนครองใจนักสะสมทั่วโลก https://positioningmag.com/1565300 Fri, 20 Mar 2026 05:07:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565300 ดูเหมือนว่าช่วงนี้ วงการการ์ดของเมืองไทยก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะการ์ดจากการ์ตูน วันพีซ (One Piece) และ การ์ดโปเกมอน (Pokémon Trading Card Game : TCG) โดยเฉพาะการ์ดโปเกมอน ที่ปัจจุบันขึ้นแท่นเป็นการ์ดเกมที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก ซึ่งก็คือการ์ด Pikachu Illustrator ที่ปิดประมูลไปในราคากว่า 500 ล้านบาท แต่กว่าการ์ดโปเกมอนจะฮิตขนาดนี้ ใครจะไปคิดว่าจะเคยมียุคมืดมาก่อน

จากกลยุทธ์ Cross-media 

อย่างที่รู้กันว่า จุดเริ่มต้นของ โปเกมอน (Pokémon) มาจากวิดีโอเกมบนเครื่อง Game Boy ที่พัฒนาโดย ซาโตชิ ทาจิริ (Satoshi Tajiri) ผู้ก่อตั้งบริษัท Game Freak โดยปล่อยออกมาในปี 1996 และในปีเดียวกันนั้นเอง สึเนะคาซุ อิชิฮาระ (Tsunekazu Ishihara) ประธาน The Pokémon Company คนปัจจุบัน ที่ขณะนั้นเขาทำงานอยู่ที่บริษัท Creatures Inc. ซึ่งเป็นหนึ่งในสามบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์โปเกมอนร่วมกับ Nintendo และ Game Freak ได้มีแนวคิดที่ต้องการเปลี่ยนระบบ การแลกเปลี่ยนโปเกมอน ในเกมบอยให้กลายเป็น สิ่งจับต้องได้ จนเกิดเป็นการ์ดโปเกมอน

แม้ในช่วงแรก โปรเจกต์นี้เกือบถูกระงับเนื่องจาก Nintendo ไม่มั่นใจในยอดขาย จนต้องให้บริษัท Media Factory เข้ามาช่วยจัดจำหน่ายแทน แต่เมื่อวางขายจริง การ์ดโปเกมอนกลับกลายเป็นปรากฏการณ์ทันที ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาพประกอบที่สวยงามและการดึงดูดจินตนาการของผู้เล่นที่อยากเห็นโปเกมอนในรูปแบบที่มีสีสันและมีชีวิตชีวา เพราะเกมบอยยุคนั้นยังเป็นภาพขาวดำ นอกจากนี้ การใช้การ์ดกระดาษทำให้เด็ก ๆ สามารถพกพาไปเล่นที่โรงเรียน แลกเปลี่ยน และสะสมได้ง่ายกว่าอีกด้วย 

จากนั้นบริษัทก็เดินหน้ากลยุทธ์ Cross-media โดยออก มังงะ ตามออกมาช่วงเดือนพฤศจิกายน 1996 และปล่อย อนิเมะ ในเดือนเมษายน 1997 ซึ่งอนิเมะนี่แหละที่เป็นตัวจุดกระแสให้โปเกมอนกลายเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก

สึเนะคาซุ อิชิฮาระ (Tsunekazu Ishihara) ประธาน The Pokémon Company

ยุคมืดจากการมาของคู่แข่งสุดแกร่ง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้ยั่งยืนเสมอไป โดยในปี 1998 ช่วงนั้นการ์ตูนเรื่อง Yu-Gi-Oh! ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเกมการ์ดเป็นธีมหลัก ได้คลอดเกม Yu-Gi-Oh! Duel Monsters ซึ่งออกมาใกล้ ๆ กับเกม Pokémon Card GB เกมแนวสะสมการ์ดโปเกมอน ที่แทบจะยกเอาเกมการ์ดจริงมาไว้ในวิดีโอเกมได้เกือบ 100%

ด้วยความที่โปเกมอนวางภาพลักษณ์เป็นมิตรและสดใส เหมาะสำหรับ เด็กเล็ก แต่ Yu-Gi-Oh! มาในสไตล์ดาร์กแฟนตาซีและการแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่งถูกใจกลุ่ม เด็กโตและวัยรุ่น มากกว่า อีกทั้ง การ์ตูนยูกิเน้นเรื่องการเล่นการ์ดเป็นหลัก ทำให้เด็กดูแล้วอยากซื้อการ์ดมาเล่นตามทันที ผลคือยอดขาย Pokémon Card GB ต่ำกว่า Yu-Gi-Oh! ถึง 3 เท่า

ยิ่งไปกว่านั้น ปี 2001 ก็มีการ เปลี่ยนดีไซน์ด้านหลังการ์ด เปลี่ยนคำว่า Pocket Monsters เป็น Pokémon ผลที่ตามมาคือการ์ดรุ่นเก่า 5 ปีถูกจำกัดในทัวร์นาเมนต์ทางการ แฟนพันธุ์แท้จึงรู้สึกว่าของสะสมที่เก็บมาสูญเสียมูลค่าทันที ทำให้ตั้งแต่ปี 2001 สื่อกระแสหลักและผู้คนในอุตสาหกรรมก็แทบไม่สนใจการ์ดโปเกมอนอีกเลย 

การฟื้นคืนชีพและสถานะที่เปลี่ยน

จะกระทั่งในปี 2018 Creatures Inc. ใช้กลยุทธ์ Loss Leader ออกชุด GX Starter Deck ในราคาเพียง 500 เยน (ราว 150 บาท) จากปกติ Starter Deck ขายอยู่ที่ 2,000 เยน (ราว 400 บาท) ทำให้เด็กหน้าใหม่เข้าถึงได้ง่าย และกลุ่มนักสะสมผู้ใหญ่ (Millennials) ที่เคยเลิกเล่นไป ก็เริ่มกลับมาซื้อสะสม เพื่อสนองความทรงจำในอดีตที่ตอนเป็นเด็กอาจจะยังซื้อไม่ได้

นอกจากนี้ การ์ดรุ่นใหม่ ๆ มักจะใส่ การ์ดพิเศษ หรือ การ์ดระดับสูง อย่าง Special Illustration Rare (SIR) หรือระดับความหายากใหม่ล่าสุดอย่าง Mega Hyper Rare (MHR) ที่เพิ่งเปิดตัว มีโอกาสสุ่มเจอในซองต่ำมาก รวมถึงการออกชุดพิเศษ ทำให้นักสะสมแย่งชิงกันจนเกิดปรากฏการณ์ FOMO (Fear of Missing Out)

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดคือ การระบาดของ COVID-19 ปี 2020 ที่หลายคนหากิจกรรมทำเพราะออกจากบ้านไม่ได้ ประกอบกับจุดกระแสจากโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ เช่น โลแกน พอล (Logan Paul) หรือสตรีมเมอร์ที่เปิดซองการ์ดบน TikTok และ YouTube เพื่อหาการ์ดหายาก ทำให้การ์ดหายากกลายเป็นที่ต้องการทั่วโลก

บวกกับการเข้ามาของบริษัทประเมินการ์ดอย่าง PSA (Professional Sports Authenticator) และออกเซอร์ ทิฟิเคตรับรองคุณภาพ การ์ดที่ได้คะแนน PSA 10 สูงสุดก็ราคาทะยานสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลให้กระแสฟื้นตัวอย่างชัดเจน และสถานะของการ์ดโปเกมอนจึงค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากที่ใช้เล่นมาเป็น สะสม และได้กลายเป็น สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets)

Logan Paul

ขึ้นแท่นสินทรัพย์ทางเลือกเหนือหุ้น

ปัจจุบัน การ์ดโปเกมอนถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ทางเลือก ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยข้อมูลจาก Card Ladder ระบุว่า การ์ดโปเกมอนหายากมีผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ปี 2004 ถึงปัจจุบันสูงถึง 3,821% ซึ่งทิ้งห่างดัชนี S&P 500 ที่ทำได้ 483% ในช่วงเวลาเดียวกัน

โดยการ์ดที่แพงที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน คือการ์ดเกม Pikachu Illustrator โดยเฉพาะใบที่ผ่านการรับรอง PSA 10 ซึ่งประมูลไปในราคาสูงกว่า 570 ล้านบาท (ราว 16.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2026 นี้ โดยโลแกน พอล จากเดิมที่ซื้อมา 5.27 ล้านดอลลาร์ในปี 2022

ปัจจุบัน โปเกมอนไม่ได้หยุดแค่การ์ดกระดาษ แต่กำลังขยายอาณาจักรสู่ Pokémon TCG Pocket แอปพลิเคชันบนมือถือที่เน้นการสะสมและการเปิดซองดิจิทัล ซึ่งสร้างรายได้ถล่มทลายกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์ในปีแรกของการเปิดตัว มียอดดาวน์โหลดทะลุ 150 ล้านครั้ง แซงหน้าสถิติปีแรกของ Pokémon GO ไปเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2024 การ์ดโปเกมอนมียอดขายทั่วโลกสูงถึง 11,900 ล้านใบ (เพิ่มขึ้น 22.7% จากปีก่อนหน้า) ทำให้ในปี 2025 มีการคาดการณ์ว่าการผลิตจะสูงถึง 10,200 ล้านใบ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไม่ให้โดนรีเซลปั่นราคาจนเกินไป 

การกลับมาเป็นของสะสมยอดฮิตอีกครั้งไม่ได้เป็นเรื่องของโชคชะตาหรือกระแสชั่วคราว แต่มันคือการพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของ IP (Intellectual Property) ที่รู้จักปรับตัวตามยุคสมัย จาก ของเล่นเด็ก ในวันวาน สู่ สินทรัพย์เลอค่า ในวันนี้ และกำลังก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มตัวในอนาคต แม้ตัวเลขการผลิตจะพุ่งสูงขึ้นจนน่าจับตา แต่ตราบใดที่ความถวิลหาอดีต (Nostalgia) ยังคงทำงานร่วมกับนวัตกรรมใหม่ ๆ โปเกมอนเทรดดิ้งการ์ดเกมก็น่าจะยังคงเป็น ราชาแห่งวงการการ์ด ที่ยากจะหาใครมาล้มแชมป์ได้ในเร็ววัน

YouTube Cloudsphere / tcw.cards / bbc / economictimes / finance-yahoo/ Mr.Snorlax

]]>
1565300
ไทยครองอันดับ 1 ในเอเชียที่ตกเป็นเป้ามิจฉาชีพมากสุด มียอดหลอกลวงสูงถึง 173 ล้านครั้ง https://positioningmag.com/1565082 Wed, 18 Mar 2026 14:04:59 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565082 บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย ผู้ให้บริการเทคโนโลยีเพื่อความเชื่อมั่น (TrustTech) และผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Whoscall เผยรายงานปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงภัย ‘มิจฉาชีพ’ ที่มีความซับซ้อนและเป็นระบบมากขึ้น โดยภาพรวมระดับโลกจะเริ่มเห็นการชะลอตัวลง เหลือ 480 ล้านครั้ง จากในปี 2567 อยู่ที่ 540 ล้านครั้ง

 

แต่ ‘ประเทศไทย’ กลับมีเป็นยอดหลอกลวงพุ่งสวนทางตลาดโลก ด้วยยอดหลอกลวงสูงถึง 173 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.16% ครองอันดับ 1 ในตลาดเอเชียที่ Whoscall ให้บริการ ชี้ให้เห็นว่า ไทยเป็นแหล่งรายได้หลักของเครือข่ายมิจฉาชีพ

เมื่อแยกประเภทการหลอกลวงในไทย 173 ล้านครั้ง จะแบ่งเป็น สายโทรศัพท์มิจฉาชีพ 39 ล้านครั้ง และ SMS หลอกลวง 134 ล้านครั้ง โดยเดือนธันวาคมเป็นช่วงที่มีการก่อกวนสูงสุด

 

ข้อมูลของ Whoscall ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลบุคคลในไทยอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ

 

94% ของหมายเลขที่รั่วไหล มีการเชื่อมโยงกับ ‘ชื่อ-นามสกุล’ ขณะที่ 25% มีข้อมูลอีเมล, 12% มีรหัสผ่าน, 8% มีวันเดือนปีเกิด และ 9% มีข้อมูลที่อยู่จริง ซึ่งทำให้หลอกได้แนบเนียนขึ้น

ทำงานเป็นเครือข่าย

 

‘แมนวู จู’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย บอกว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพไม่ได้เป็นเพียงระดับบุคคล แต่เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนการทำงานในลักษณะองค์กร ที่มีทั้งระบบปฏิบัติการ ทีมข้อมูล คู่มือสคริปต์ ฯลฯ โดยข้อมูลของบริษัทพบว่า หมายเลขมิจฉาชีพเพียงหมายเลขเดียว สามารถโทรออกและหลอกลวงคนได้มากกว่า 800,000 ครั้ง

 

ขณะที่ ‘พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ ดีพอ’ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กล่าวว่า ตอนนี้กลยุทธ์ของมิจฉาชีพยกระดับเป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น ดังนั้นการรับมือของประชาชนต้องเพิ่มระมัดระวัง และความรู้ จะเป็นด่านแรกของแนวป้องกัน เพื่อให้ทันเกมของมิจฉาชีพ

]]>
1565082