People – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 21 Jan 2026 11:51:44 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 How to ‘เที่ยว’ อย่างไรให้ได้ ‘พัก’ เต็มที่ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนที่นอน แต่ได้รีเซ็ตสมองจริง ๆ https://positioningmag.com/1555849 Wed, 21 Jan 2026 03:51:45 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555849 แม้ว่าจะผ่านช่วงหยุดยาวมาแล้ว แต่หลายคนน่าจะเจอกับปัญหา ได้หยุดแล้ว ได้เที่ยวแล้ว แต่ทำไมเหมือนไม่ได้พักชาร์จแบตฯ เลยนะ Positioning จะนำเสนอ 3 ทริคดี ๆ จากนักจิตวิทยา ที่จะช่วยให้การเที่ยวพักผ่อน ได้พักผ่อนจริง ๆ

1. กลยุทธ์การลดเกียร์ (Slowing Down Before the Trip)

Guy Winch นักจิตวิทยา ชี้ให้เห็นว่า ร่างกายและสมองของคนเรามี ความเฉื่อย ของความเครียดสะสมอยู่ คนส่วนใหญ่มักพยายาม เคลียร์งานล่วงหน้า หรือทำโอทีอย่างหนักก่อนหยุดยาว เพื่อไม่ให้มีงานค้าง

เปรียบเหมือนการที่เราทำงานที่ความเร็วเกียร์ 5 (ยุ่งสุดขีด) แล้วเบรกกะทันหันเพื่อเข้าสู่เกียร์ว่าง (พักผ่อน) ผลคือ เครื่องยนต์จะกระตุกและปรับตัวไม่ทัน กลายเป็นว่าเราออกเดินทางในสภาพที่ เครื่องยนต์ไหม้ (Burnout) ตั้งแต่ยังไม่เริ่มทริป นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงเหนื่อยกว่าเดิม แม้ไปเที่ยวพักผ่อน

ดังนั้น ลองเปลี่ยนจากโหมเคลียร์งานก่อนเที่ยว เปลี่ยนมาเป็นการเตรียมตัวล่วงหน้า 1-2 เดือน โดยการค่อยๆ ทำงานเพิ่มทีละนิดในแต่ละสัปดาห์ และ จัดกระเป๋าล่วงหน้า 3-4 สัปดาห์ เพื่อลดความลนลานในคืนก่อนเดินทาง ซึ่งช่วยให้สมองค่อยๆ เข้าสู่โหมดพักผ่อนอย่างนุ่มนวล

2. ก้าวข้ามความคาดหวัง และค้นหาจังหวะที่ใช่ (Follow Your Own Pace)

หลายคนไปท่องเที่ยวตามคำแนะนำจากโซเชียลมีเดีย นั่นทำให้หลายคนวาดฝันว่าจะไปตามรอบทริปสุด สมบูรณ์แบบ เหมือนที่ดูมา แต่นั่นกำลังกลายเป็น กับดัก 

Marissa Goldstein คุณแม่ลูกสี่ ได้เตือนว่า อย่ามัวแต่ตามเก็บ Bucket List หรือพยายามทำทริปให้เหมือนใน Instagram เพราะจะทำให้เกิดความคาดหวังที่สูงเกินไปจนกลายเป็นความเครียด

หรือครอบครัวไหนที่มี ลูก การพยายามเป็น พ่อแม่ที่เพอร์เฟกต์ จะนำไปสู่ความล้มเหลว เพราะเมื่อเด็ก ๆ งอแงหรือไม่เป็นไปตามแผน เราจะรู้สึกผิดหวังและโทษตัวเอง ดังนั้น ควรจัดแผนที่ ยืดหยุ่นและสนุกกับปัจจุบัน โดยเน้นกิจกรรมที่เด็ก ๆ ได้มีส่วนร่วม และใช้ AI อย่าง ChatGPT ช่วยสร้างเกมล่าขุมสมบัติ (Scavenger hunts) เพื่อให้เด็ก ๆ สนุกไปกับสถานที่นั้น ๆ

สุดท้าย เลิกอัดกิจกรรมจนแน่นทริป แต่หากิจกรรมที่ทำให้ใจสงบ เช่น นวดผ่อนคลาย คลาสโยคะ และหาที่พักที่มีบริการดูแลเด็ก เพื่อจะได้ชาร์จพลังให้มีแรงกลับมาดูแลลูกต่อ

3. ศิลปะการแยกตัวตนออกจากงาน (Detach from ‘Work Self’)

Winch ย้ำว่าการพักผ่อนจะไร้ความหมายหากเรายังแบก ตัวตนในที่ทำงาน ไปด้วย ซึ่งการตัดขายจากงานไม่ใช่แค่การ ปิดคอม แต่ต้อง ตัดขาดทางจิตวิทยา (Psychological Detachment) คือต้องหยุดคิดเรื่องโปรเจกต์ หรืองานที่ค้างอยู่

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกอาชีพที่จะสามารถตัดขาดกับงานได้เลย ดังนั้น อาจแบ่งเป็น กะ เพื่อจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวล เช่น จะทำงานหรือตอบข้อความหลัง 4 ทุ่มเท่านั้น วิธีนี้จะช่วยให้เราไม่พะวงกับแจ้งเตือนตลอดทั้งวัน 

ใครที่วางแผนจะเที่ยว ลองเอาไปปรับใช้ดูนะ

]]>
1555849
เปิด 3 อินไซต์ Gen Z ที่องค์กรต้องรู้ และรับมือ https://positioningmag.com/1555703 Tue, 20 Jan 2026 06:50:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555703 แม้ตอนนี้ ‘Gen Z’ จะเป็น First Jobber แต่ในอีก 4 ปีข้างหน้าพวกเขาจะกลายเป็นกลุ่มที่เข้ามาขับเคลื่อน ‘โลกแรงงาน’ แบบ 100% ดังนั้น การทำความเข้าใจ ‘พฤติกรรม’ และ ‘ตัวตน’ ของ Gen Z จึงเป็นสิ่งที่องค์กรและหัวหน้าต้อใคำนึงถึง เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น   

 

‘ชญาน์ทัต วงศ์มณี’ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ‘ท้อฟฟี่ แบรดชอว์’ และผู้ร่วมก่อตั้ง Peeti PR ได้เล่าประสบการณ์บนเวที Top 50 Companies in Thailand 2026 ในฐานะที่เขาได้ผ่านการทำงานมาแล้วทั้งกับ Baby Bloomer, Gen X , Gen Y และทุกวันนี้มีลูกน้อง 60% เป็น Gen Z ว่า

 

การเป็นหัวหน้าของ Gen Z ไม่เหมือนกับ Gen ไหนเลย และถือเป็นความเร้าใจในชีวิต จึงอยากแชร์ 3 อินไซต์ของคนกลุ่มนี้ที่ได้เรียนรู้มา โดยเฉพาะที่เป็นกลุ่ม talent ผู้มีความสามารถเพื่อให้ก้าวข้ามปัญหา Generation Gap และเป็น Buddy ที่ดีกับคนกลุ่มนี้

 

อินไซต์แรก Gen Z มองหา Why

 

Why ในที่นี้สำหรับ Gen Z หมายถึง Purpose หรือ ‘เป้าหมาย’ เช่น เหตุผลของการตื่นมาทำงานตอนเช้า, ความหมายของการทำงาน ฯลฯ เพราะพวกเขารู้สึกว่า พลังที่ใช้ไปในแต่ละวันต้อง ‘สร้าง’หรือ ‘เปลี่ยนแปลง’ อะไรให้กับสังคม มากกว่า ‘รายได้’ หรือ ‘ตัวเลข’

 

“หลายคนบอก Gen Z ไม่มีความจงรักภักดีต่อองค์กร จริง ๆ เขาแค่ไม่อยากเสียเวลาชีวิตให้กับงานที่ไม่มีความหมาย”

 

เมื่อ Gen Z มองหา Why ต้องการงานที่มีความหมาย องค์กรและหัวหน้าต้องทำอย่างไร?

 

อันแรก ต้องกลับมาดูว่างานที่ให้ทำมีความหมายหรือไม่? ซึ่งไม่ใช่แค่พูดอย่างเดียว แต่ต้องมาจากลงมือทำ โดยองค์กรที่มี Purpose ชัดเจน จะดึงดูด talent ที่เชื่อเรื่องเดียวกันได้ชัดเจน

.

ถัดมา การวัด KPI สำหรับ Gen Z แทนที่จะวัดเป็น ‘ตัวเลข’ สร้างยอดขายเท่าไร ยอดเอนเกจเท่าไร ควรเปลี่ยนมาเป็น ‘งานชิ้นนี้ทำให้เขาเติบโตขึ้นในฐานะมนุษย์อย่างไร’ เช่น ทำสิ่งนี้แล้วพวกเขาได้เรียนรู้หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เพราะเมื่อ ‘คนที่รู้สึกมีคุณค่า จะสร้างผลงานที่ยั่งยืน’

 

อินไซต์ที่ 2 Gen Z กลัว ‘เสียหน้า’ มากกว่ากลัว ‘หัวหน้า’

 

Gen Z เป็นกลุ่มที่อยากเข้าใจตัวเอง สะท้อนจากโปรไฟล์ในโซเชียลของคนกลุ่มนี้ส่วนมากจะเห็นว่า นิยมใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพ MBTI เพื่อเข้าใจตัวเอง

 

ปัญหาคือ เมื่อไรก็ตามที่คนกลุ่มนี้ใช้ MBTI เป็นโครงข่ายด้านความสามารถและเงื่อนไขในการทำงาน จะเป็นสิ่งน่ากลัว เช่น ไม่ขอทำแบบนี้ได้ไหม เพราะไม่ใช่สายนี้ หรือไม่สนเรื่องสาย Data เพราะเป็นสายความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ

 

สิ่งที่หัวหน้าต้องทำเมื่อเจอเรื่องนี้ คือ อย่าเพิ่ง ‘ตัดสิน’ น้องเร็วเกินไป แต่ควรช่วยเพิ่มฐานความสามารถให้พวกเขา ทั้งท้าทายและผลักดันให้ทำสิ่งใหม่ๆ พร้อมกับสื่อสารว่า ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น และเมื่อเกิดความผิดพลาด จะเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้เสมอ

 

อินไซต์ที่ 3 อยาก ‘สำเร็จไว’ แต่ก็ ‘ยอมแพ้เร็ว’

 

ด้วยการที่ Gen นี้เติบโตมาได้เห็นการเติบโตของคนอื่น โดยเฉพาะทางโซเซีเชียลมีเดีย เช่น คนประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย, มหาเศรษฐีอายุแค่ 30 ปี ฯลฯ ทำให้ Gen Z อยากจะเติบโตและสำเร็จแบบนี้เช่นกัน

 

ข้อดีของความคิดนี้ คือ Gen Z มีความทุ่มเทและโฟกัสเรื่องงาน รวมถึงพร้อมจะพูดถึงผลประโยชน์และหาทางจะประสบความสำเร็จแบบตรงไปตรงมา เช่น ทำแล้วได้อะไร สร้างการเติบโตอย่างไร เป็นต้น  

 

ขณะที่อยากสำเร็จไว Gen Z ก็ ‘ยอมแพ้เร็ว’ เพราะแบกความกดดันมากมาย ดังนั้น สิ่งที่หัวหน้าจะสอนได้ คือ  Don’t give up too soon ทำให้รู้ว่า การจะประสบความสำเร็จได้ต้องให้ ‘เวลา’ และทางข้างหน้ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมากมาย ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะหยุดเรียนรู้ กลายเป็น ‘กรงขังความสามารถ’

.

นอกจากนี้ หัวหน้าต้องเป็น ‘ประตูที่เปิดตลอด’ โดยประตูในที่นี้ หมายถึง เมื่อคนในทีมมีปัญหา รู้สึกแย่ สามารถเข้ามาคุยได้เสมอ จะเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเมื่อเจอทางตัน จะช่วยแก้ไขหรือหาทางออกให้กับคนในทีมเสมอ

 

มองคนรุ่นใหม่ด้วย ‘สายตาแห่งความหวัง’

 

อย่างไรก็ตาม ชญาน์ทัตบอกว่า จะไม่มีวันหยุดปวดหัวกับ Gen Z เพราะเขาเป็นมนุษย์ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ได้ทำงานกับคนกลุ่มนี้เพื่อให้เรียนรู้การเป็นหัวหน้าที่ดีต้องทำอย่างไร

 

ที่สำคัญจะปวดหัวอีกมาก เพราะยังมี Gen ใหม่ๆ อีกหลาย Gen เข้ามา ซึ่งเมื่อก่อนเขาก็คิดแบบเช่นกัน แต่มีคนเข้ามาเปลี่ยนความคิดนี้ นั่นคือ ‘พี่ซุป ซุปเปอร์จิ๋ว’ (วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ)

 

“ผมถามพี่ซุปว่า ทำอย่างไรถึงคุยกับเด็กได้ตลอดเวลา รุ่นแล้วรุ่นเหล่า ทำอย่างไรถึงทำงานร่วมกันได้ พี่ซุปตอบว่า เราทุกคนมีความเป็นเด็ก เพราะฉะนั้นแล้วต่อให้วัยต่างกัน เราเป็นมนุษย์เหมือนกัน และพี่กำลังเรียนรู้อยู่ ที่สำคัญทุกครั้งที่มองเข้าไปในแววตาของเด็ก พี่เห็นความหวังของประเทศ

 

“เมื่อไรก็ตามมองพวกเขาด้วยสายตาที่เห็นความหวัง จะเปลี่ยนวิธีคิดของเราไป ทำให้อยากเรียนรู้ อยากเข้าใจ อยากจะอยู่เคียงข้าง เป็นหัวหน้าที่ดี และเมื่อไรที่เรามองพวกเขาด้วยการเห็นความหวัง เขาจะมองเราด้วยสายตาเห็นความหวังเช่นกัน”

]]>
1555703
รู้จัก ‘Are you Dead’ แอปฯ สุดไวรัลในจีนที่ใช้เช็กว่า ‘ยังไม่ตาย’ สู่ภาพสะท้อนความ ‘โดดเดี่ยว’ ที่ถูกสังคมหล่อหลอม https://positioningmag.com/1555390 Fri, 16 Jan 2026 05:55:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555390 หลายคนน่าจะเคยตั้งคำถามว่าทำไมผู้สูงอายุในครอบครัวมักจะส่งข้อความ สวัสดีวันจันทร์ ในไลน์ ซึ่งก็มีความเห็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ “เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังจะบอกว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่” แน่นอนว่าเรื่องความโดดเดี่ยว ไม่ได้มีแค่ประเทศไทย แต่เกิดกับทุกคนบนโลกนี้ โดยเฉพาะ จีน ประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก หลายคนต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปทำงานในเมืองใหญ่ และนั่นทำให้แอปพลิเคชัน Are you Dead กำลังกลายเป็นไวรัลในจีน ตอนนี้

ความโดดเดี่ยวกำลังเติบโต

การใช้ชีวิตลำพังกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในทุกประเทศ แต่มันกำลังเพิ่มมากขึ้นในประเทศจีน ทั้งในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่อาศัยในเมืองใหญ่ และกลุ่มผู้สูงอายุที่แยกตัวออกมาอยู่เพียงลำพัง จากการคาดการณ์ที่ตีพิมพ์ในปี 2021 โดย Beike Research Institute ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า 

จีนอาจมีครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวมากถึง 200 ล้านครัวเรือน และภายในปี 2030 โดยจะมีประชากรมากกว่า 30% ที่ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง

นอกจากนี้ ผลสำรวจจากรัฐบาลในปี 2021 พบว่าชาวจีนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเกือบ 60% อาศัยอยู่คนเดียวหรืออยู่กับคู่สมรสเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2010 ถึงประมาณ 10%

Are you Dead? แอปสำหรับคนที่ใช้ชีวิตลำพัง

คำถามคือ ถ้าคนที่ต้องอยู่คนเดียว เกิดเป็นอะไรกระทันหันขึ้นมา ญาติพี่น้องจะรับรู้ได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้เองจึงถือกำเนิดแอปพลิเคชัน Are you Dead? หรือ Si le Me (สี่เลอเมอ) ที่แปลว่า “ตายหรือยัง?” โดยการทำงานของแอปพลิเคชันนี้นั้นง่ายมาก โดยผู้ใช้งานต้อง เช็กอิน ด้วยการกดปุ่ม หากผู้ใช้ไม่ได้กดปุ่มติดต่อกันเป็นเวลา สองวัน ตัวแอปจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังผู้ติดต่อฉุกเฉินทันที 

Are you Dead? เปิดตัวครั้งแรกในช่วงกลางปี 2025 แต่ยอดดาวน์โหลดเพิ่งจะมาพุ่งสูงขึ้นอย่างมากเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา และขึ้นเป็นแอปพลิเคชันแบบชำระเงินที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดใน Apple App Store ของประเทศจีนในสัปดาห์นี้ โดยมีค่าธรรมเนียมในการดาวน์โหลด 8 หยวน หรือประมาณ 36 บาท 

ในตลาดนอกประเทศจีน แอปฯ นี้ใช้ชื่อว่า Demumu ซึ่งมียอดดาวน์โหลดติด 2 อันดับแรกในสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และฮ่องกง และ 4 อันดับแรกในออสเตรเลียและสเปน สำหรับแอปพลิเคชันแบบชําระเงิน ซึ่งอาจถูกโหลดโดยชาวจีนที่อาศัยอยู่ในต่างแดน 

สำหรับผู้พัฒนาแอปฯ นี้คือ บริษัท Yuejing (Zhengzhou) Technology Service ที่ก่อตั้งโดย 3 สมาชิก Gen Z ที่มีจุดร่วมเดียวกันคือ เป็นคนต่างจังหวัด โดยหนึ่งในสมาชิกได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อจีน ถึงแนวคิดในการพัฒนาแอปฯ นี้ว่า ทีมงานได้เห็นถึงความต้องการนี้ จากการที่โลกโซเชียลฯ ได้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยและความโดดเดี่ยวในกลุ่มคนที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว

โดยก่อนหน้านี้ ทีมพัฒนาได้เปิดตัวแอปพลิเคชันอีกตัวหนึ่งชื่อ CareeAI บน App Store โดย CareeAI ถูกวางจำหน่ายในฐานะผู้ช่วยด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลสำหรับครอบครัว ซึ่งสามารถส่งการแจ้งเตือนในสถานการณ์เสี่ยงต่างๆ เช่น เด็กปั่นจักรยานเร็วเกินไป อุบัติเหตุทางจราจร ผู้สูงอายุหกล้ม หรือหายตัวไป

ภาพสะท้อนสังคมแห่งความเหงา

ยอดดาวน์โหลดแอป Are you Dead? ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้จุดกระแสการพูดคุยในโซเชียลมีเดียของจีน โดยหลายคนมองว่า ยิ่งแอปฯ มียอดดาวน์โหลดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา ความโดดเดี่ยว ที่ฝังรากลึก

ผู้ใช้งานรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า เฉียนเวย (Qian Wei) ได้โพสต์ลงในแพลตฟอร์ม Xiaohongshu (เสี่ยวหงซู) ว่า พวกเขาสัมผัสได้ถึง ความเหงาที่หยั่งรากลึก และ ระบบเครือญาติ ที่เคยเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญมาโดยตลอดของจีนได้ ล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง เพราะในเมืองใหญ่ ทุกคนต่างโดดเดี่ยวและกระจัดกระจาย ผู้คนอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่เก็บเสียง โดยที่ไม่รู้แม้กระทั่งนามสกุลของเพื่อนบ้านข้างห้อง และนั่นทำให้ทุกคนเริ่มกลัวที่จะ ตายอย่างโดดเดี่ยว

ช่องโหว่ และชื่อที่ดูไม่เหมาะ

อย่างไรก็ตาม แอปฯ นี้ยังมีช่องโหว่ที่หลายคนแสดงความกังวลก็คือ ถ้าเกิดผู้ใช้แค่ ลืมเช็กอิน กลไกนี้อาจก็ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมาก เพราะผู้ติดต่อฉุกเฉินจะได้รับการแจ้งเตือนที่ทำให้เข้าใจผิด 

“แค่ลืมล็อกอิน เพื่อนก็คิดว่าเกิดเรื่องใหญ่กับฉันแล้ว” คอมเมนต์หนึ่งกล่าวไว้

นอกจากนี้ ชื่อแอปฯ ยังเป็นอีกส่วนที่หลายคนไม่ชอบ เพราะมองว่าดู ไม่เป็นมงคล และดู รุนแรง เกินไป ทำให้มีกระแสอยากให้เปลี่ยนชื่อ เช่น Are You Alive? (คุณยังอยู่ดีใช่ไหม)

แม้ชื่อแอปฯ อาจฟังดูโหดร้าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสะท้อนความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าว่า ความโดดเดี่ยวกำลังกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมทั่วโลก คนเริ่มมีลูกน้อยลง อยู่เป็นโสดมากขึ้น ความอ้างว้างได้กลายเป็นโรคระบาดเงียบที่ไม่มีทีท่าว่าจะรักษาได้ง่าย ๆ

]]>
1555390
4 แนวคิดการใช้ชีวิตสไตล์ “ชาติ จิราธิวัฒน์” คีย์แมนสำคัญของ Central Group Europe  https://positioningmag.com/1555261 Thu, 15 Jan 2026 07:27:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555261
  • ชาติ จิราธิวัฒน์ หนึ่งในทายาทเจน 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ ปัจจุบันดูแลธุรกิจห้างสรรพสินค้าหรูในยุโรป เคยเป็นหนึ่งในทีมปั้นโปรเจกต์เซ็นทรัลเอ็มบาสซีด้วย
  • ชาติเป็นผู้บริหารที่ขึ้นชื่อเรื่องความสมถะ ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย ชอบเดินไปทำงาน, ไม่บินเฟิร์สคลาส, ไม่ชอบ Food Waste ยึดมั่นในธรรมนูญของตระกูล “ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน”
  • ชาติเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 21 ปี ต้องเริ่มฝึกงานด้วยการ “ห่อของขวัญ” ที่เซ็นทรัลชิดลมเหมือนคนอื่นเช่นกัน 
  • Positioning ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “ชาติ จิราธิวัฒน์” เมื่อครั้งที่ไปเยือนออฟฟิศของ Selfridges ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้พูดคุยทั้งเรื่องธุรกิจ ไลฟ์สไตล์ แนวคิดการทำงาน โดยได้ตกตะกอนออกมาเป็น 4 แนวคิดใหญ่ๆ 

    1. เส้นทางทายาทเจน 3: เริ่มจากฝึกงานห่อของขวัญสู่แม่ทัพยุโรป

    แม้ชาติจะเกิดในตระกูลจิราธิวัฒน์ แต่ชีวิตการทำงานของชาติไม่ได้เริ่มจากห้องบริหารแต่แรกเสียทีเดียว แต่เขาเดินตามธรรมนูญของตระกูลที่ต้องเริ่มจาก “ศูนย์” เรียกได้ว่าเริ่มต้นจากเด็กฝึกงาน “พนักงานห่อของขวัญ” ที่เซ็นทรัล ชิดลมเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไปตั้งแต่วัย 21 ปี หลังจากนั้นได้สัมผัสเนื้องานตั้งแต่หน้าร้าน ขายของ ไปจนถึงในห้อง    สต็อกสินค้า เพื่อให้เข้าใจหัวใจของงานรีเทลอย่างแท้จริง

    chart Selfridges

    ชาติเป็นบุตรชายของสุทธิชาติ จิราธิวัฒน์ และแมรี่แอนน์ จิราธิวัฒน์ ทำให้เขาเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ  จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาเดียวกันที่ INSEAD ประเทศฝรั่งเศส

    ปัจจุบันชาติดำรงตำแหน่ง Chief Commercial Officer ของ Central Group Europe แม่ทัพใหญ่ในธุรกิจห้างหรูในยุโรป ตลอดเส้นทางการทำงานชาติมีบทบาทอย่างใกล้ชิดในการพัฒนาธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล เป็นหนึ่งในคีย์แมนสำคัญในการพลิกโฉมเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ให้กลายเป็น “เซ็นทรัลเวิลด์” และได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการมูลค่า 2 หมื่นล้านอย่าง “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่” รวมถึงเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า

    ภายหลังการเข้าซื้อกิจการ Selfridges Group ของกลุ่มเซ็นทรัลในปี 2565 ชาติได้ย้ายไปประจำกรุงลอนดอนเพื่อรับบทบาท Head of Retail Development และดูแลการขยายธุรกิจค้าปลีกในยุโรปของกลุ่มอย่างเต็มตัว ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง Chief Commercial Officer ของ Central Group Europe อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2567

    ชาติเป็นหนึ่งในผู้นำเจเนอเรชันที่ 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ เขาเล่าว่า ปัจจุบันจิราธิวัฒน์มีทั้งหมดราว 300 คน เป็นคนที่ทำงานกับเซ็นทรัล 50 กว่าคน โดยที่เจน 3 มีความหลากหลายมาก อายุมากที่สุด 75 ปี และอายุน้อยที่สุด 5-6 ขวบเท่านั้น 

    “เจน 3 เป็นเจนที่เริ่มมีทางเลือกในชีวิต จะเลือกทำกับบริษัท หรือไม่ทำก็ได้ ซึ่งก็มีหลายคนที่ไม่ได้ทำงานในเซ็นทรัล จากที่เจนก่อนๆ ทุกคนต้องทำงานกับบริษัทหมดทุกคน ผมมีเมนเทอร์หลักคือคุณกอบชัย คุณทศ และคุณยุวดี”

    2. วิสัยทัศน์ East Meets West บริหารห้างหรูในยุโรป

    ปัจจุบันชาติดูแลห้างสรรพสินค้าในยุโรปครอบคลุม 7 ประเทศ 36 เมือง 40 สาขาทั่วโลก ประกอบด้วย เซลฟริดเจส (สหราชอาณาจักร), บราวน์ โทมัส และอาร์นอตส์ (ไอร์แลนด์), ดี แบนคอร์ฟ (เนเธอร์แลนด์), กลุ่มคาเดเว (เยอรมนี – คาเดเว กรุงเบอร์ลิน, โอเบอร์โพลลิงเกอร์ มิวนิก, อัลสแตร์เฮ้าส์ ฮัมบูร์ก), โกลบุส (สวิตเซอร์แลนด์), อิลลุม (เดนมาร์ก) และรีนาเชนเต (อิตาลี)

    โดยใช้มุมมอง East x West นำความเป็นเอเชียแบบเซ็นทรัลมาใส่ในห้างฯ ยุโรป ชาติเล่าว่า ด้วยความที่เขาเป็นลูกครึ่งทำให้ได้รับวัฒนธรรมของทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก แต่เดิมจะได้เห็นทางเอเชียบ้านเราได้รับอิทธิพลทางตะวันตกมาเยอะ คอยดูเทรนด์เขา แต่ปัจจุบันทางฝั่งตะวันตกก็สนใจวัฒนธรรมของทางตะวันออกมากขึ้น เห็นได้จากกระแสของ K-Series, K-Pop, Labubu และอาร์ตทอยต่างๆ 

    “ห้างในยุโรปทำได้ดีอยู่แล้ว คง Positioning เป็นห้างฯ ลักชัวรี แต่ได้ปรับเอา DNA ของเซ็นทรัลในเรื่องของอาหารการกินเข้ามาเพิ่ม อย่างที่ Selfridges ลอนดอน ได้เพิ่มสัดส่วนพื้นที่ร้านอาหารจาก 10% เป็น 20% หรือเพิ่มประมาณ 5-6 ร้าน เพราะเชื่อว่าอาหารคือแม่เหล็กสำคัญที่ดึงคนเข้าห้าง พร้อมอัปเกรด Food Hall ครอบคลุม ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และร้านไวน์”

    นอกจากนี้ยังมองว่า หัวใจสำคัญของรีเทลคือ Experience ยุคนี้แค่ขายของไม่พอ ต้องขายประสบการณ์ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Jellycat Experience Store ที่ทำเป็นธีมร้าน Fish & Chips มีกิมมิคโดยที่ลูกค้าสั่งตุ๊กตาแล้วพนักงานจะทำท่าทางเหมือนทำอาหารและห่อกระดาษให้จริงๆ ซึ่งเตรียมขยายไปที่ KaDeWe ประเทศเยอรมนี    ในปีหน้า

    พร้อมกับสร้างดีลประวัติศาสตร์กับ Disney ด้วยปรากฏการณ์คริสต์มาสที่ Selfridges โดยดึง 4 กลุ่มธุรกิจของ Disney มาไว้ในที่เดียว ได้แก่ Disney+, Disney Theme Parks, Disney Theater และ Disney Online Streaming และเป็นครั้งแรกที่ Disney ยอมให้เปลี่ยนสีตัวการ์ตูน Winnie the Pooh เป็นสีเหลือง ทั้งตัว เพื่อโปรเจกต์นี้โดยเฉพาะ

    3. ผู้นำแบบ “ช้าง” ฟังมากกว่าพูด

    ชาติมีสไตล์การทำงานที่น่านับถือ และเรียบง่าย โดยยึดหลัก “ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน” ตามหลักธรรมนูญของ        จิราธิวัฒน์ ให้ความสำคัญกับ Communication เป็นที่สุด เพราะเขาเชื่อว่าโปรเจกต์มักล้มเหลวจากการสื่อสาร ไม่ตรงกัน

    chart Selfridges

    ชาติมองว่าหัวหน้าที่ดีต้องมี Two-way Communication

    • อย่าทำตัวเป็นฮิปโป: เขาเตือนใจตัวเอง และคนทำงานว่าอย่าเป็น “ฮิปโป” (ปากใหญ่ หูเล็ก) ที่ดีแต่พูดแต่ไม่ฟัง
    • จงเป็น “ช้าง”: คือมี “หูใหญ่ ปากเล็ก” เน้นการฟังมากกว่าพูด (Two-way Communication) ให้เกียรติไอเดียของลูกน้อง และคนท้องถิ่น
    • Always be curious: ผู้บริหารยุคใหม่ต้องเปิดรับไอเดีย และประสบการณ์ใหม่ ต้องเป็นคนขี้สงสัยและเปิดรับสิ่งใหม่ตลอดเวลา

    4. ไลฟ์สไตล์ “ผู้บริหารสุดสมถะ”

    ถึงแม้ว่าชาติจะดูแลธุรกิจมูลค่ามหาศาล เพราะธุรกิจยุโรปสร้างรายได้ในสัดส่วนถึง 25% ของรายได้ทั้งหมดของเซ็นทรัล กรุ๊ป แต่ชาติก็เป็นผู้บริหารใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างน่าทึ่ง จากภาพลักษณ์นักธุรกิจส่วนใหญ่ที่จะต้องนั่งเครื่องบิน Business Class หรือเครื่องบินส่วนตัว แต่เขาชอบนั่ง Economy Class 

    “คีย์ซัคเซสของผมก็คือ ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย เป็นสิ่งที่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น สอนให้ลูกเข้าใจคุณค่าของเงิน และต้องเลือกใช้ให้เป็น เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดสู่เจนต่อๆ ไป ต้องการเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกๆ”

    ในชีวิตประจำวันของชาติสำหรับการทำงานที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เขามักเดินไปทำงานเป็นประจำ เพื่อต้องการสูดอากาศ และประหยัดเวลา 

    ชาติใช้ชีวิตแบบไม่ติดหรู ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่บินชอบบิน First Class, ไม่ใช้ Private Jet, ไม่มีคนขับรถ (นั่งแท็กซี่ หรือขนส่งสาธารณะได้) ชาติบอกว่าถ้าไฟลท์ไหนที่ต้องบินยาวหลายชั่วโมง จะจำเป็นต้องนั่ง Business Class เพราะเป็นคนรูปร่างใหญ่ แต่ถ้าบินในประเทศ หรือไม่กี่ชั่วโมงก็จะนั่ง Economy Class

    ที่สำคัญคือ เขาให้ความสำคัญเรื่องคุณค่าของเงิน เขาให้ความสำคัญกับเรื่อง Food Waste (ไม่กินทิ้งขว้าง) และสอนลูกให้เข้าใจคุณค่าของเงินว่าควร Save เมื่อไหร่ และ Spend เมื่อไหร่

    การได้สนทนากับชาติ จิราธิวัฒน์ในครั้งนี้ ได้มุมมองทั้งเรื่องของธุรกิจในยุโรปของเซ็นทรัล กรุ๊ป และมุมมองการใช้ชีวิตของผู้บริหารแบบไม่เหมือนใคร มีความเรียบง่าย แต่น่านับถืออย่างยิ่ง เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ยึดมั่นตามธรรมนูญของจิราธิวัฒน์ “ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน” พร้อมเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเจนต่อๆ ไปได้อย่างมั่นคงเลยทีเดียว
    ]]>
    1555261
    คุยกับ ‘Motmo Studio’ ผู้ชุบชีวิตประติมากรรมพื้นบ้าน สู่ผลงาน ‘หิมพานต์มาร์ชเมลโล่’ สุดไวรัล https://positioningmag.com/1554479 Thu, 08 Jan 2026 21:18:34 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554479 หลายคนน่าจะเคยเห็นผลงานกาชาปองสุดไวรัลของคนไทยอย่าง หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ สัตว์ในวรรณคดีไทยที่ถูกทำออกมาน่ารักตะมุตะมิ โดย Positioning มีโอกาสได้พูดคุยกับ โม่ – คมกฤษ เทพเทียน แห่ง หมดโม่ สตูดิโอ (Motmo Studio) เจ้าของผลงาน ถึงความเป็นมาเป็นไป แนวคิด และมุมมองต่อผลงานศิลปะ และอนาคตของวงการอาร์ตทอยไทย

    ของเล่น – พระเครื่อง สู่ความสนใจศิลปะ

    “พ่อผมเป็นนักสะสมพระเครื่อง” ประโยคเริ่มต้นที่ โม่ – คมกฤษ เริ่มเล่าเมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของ หมดโม่สตูดิโอ (Motmo Studio) โดยเขาเล่าต่อว่า เขาเป็นคนสุพรรณ ในวัยเด็กพ่อเขามักจะพาไปตลาดพระเครื่องเป็นประจำ รวมกับความชื่นชอบ ของเล่น เหมือนกับเด็กทั่ว ๆ ไปในสมัยยุค 90 

    ทั้งการสะสมพระเครื่อง และของเล่นในวัยเด็กนั้น กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่พาให้เขาเข้าสู่โลกของประติมากรรม โดยเขาได้เข้าศึกษาภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะนำไปสู่การก่อตั้งหมดโม่  สตูดิโอ

    “ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่า สองสิ่งนี้จะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราขนาดไหน”

    นับแต่นั้น โม่เดินทางมาในเส้นทางศิลปะมาโดยตลอด โดยมีผลงานจัดแสดงทั้งในและต่างประเทศ เช่น Ganecha (2016) รูปปั้นพระพิฆเนศที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนประติมากรรมหลากหลายเทคนิค Conversation (2017) งานศิลปะจัดวางที่นำเทวรูปหลากหลายรูปแบบมาเติมต่อด้วยชิ้นส่วนเลโก้ และ Open the World (2017) เทวรูปปางเปิดโลกที่ใช้เลโก้แทนศีรษะ ซึ่งเป็นงานธีสิสชุดแรกในช่วงที่เขาเรียนปริญญาโท

    ผลงาน Open the World ของ โม่ – คมกฤษ เทพเทียน

    อับเฉาไม่อับเฉา จุดเปลี่ยนสำคัญ

    จนกระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2018 เขาได้แสดงผลงาน Giant Twin (2018) ประติมากรรมรูปยักษ์ไทยกับยักษ์จีนที่ตัวติดกันเหมือนแฝดอิน-จัน ภายในงาน Bangkok Art Biennale ครั้งแรกของไทย โดยภายในงาน โม่ได้ทำ กาชาปองอับเฉา เพื่อใช้เป็น ของที่ระลึก ในงาน

    “ช่วงนั้นผมเพิ่งไปงานศิลปะต่างประเทศมา เห็นว่าพวกเขาแจกแต่โปสต์การ์ดกับพวงกุญแจ ผมคิดว่า ถ้าเราได้ไปงานศิลปะ แล้วได้ของเล่นสักชิ้น เราคงจะจำมันไปตลอดชีวิตเลย ผมเลยทำกาชาปองอับเฉา”

    มากกว่าการเป็นของที่ระลึก แต่โม่อยากให้คนที่ได้ไป ทำความรู้จัก กับอับเฉาให้มากขึ้น “ก่อนจะทำผลงาน ผมค้นคว้าเยอะมาก และคิดว่า เรื่องของอับเฉามันน่าสนใจมาก แต่คนไม่ค้นหรอก ถ้าแค่เขียนบทความ เลยอยากทำให้เป็นของเล่น พร้อมคิวอาร์โค้ดที่สแกนแล้วจะได้อ่านประวัติศาสตร์”

    แม้ว่าความตั้งใจแรกจะทำเพียงแค่ 100 ชิ้น เพื่อแจกฟรีในงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเกินคาดหมาย เพราะเกิดเป็นไวรัลบนโซเชียลฯ จน คนมาต่อคิวกันตั้งแต่ตีสี่ เพื่อที่จะได้เป็นเจ้าของกาชาปองอับเฉา หลังจากนั้น คนเริ่มขอซื้อ และ กาชาปองอับเฉานี้เองทำให้เกิดเป็นหมดโม่สตูดิโอ

    “ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่า มันจะเปลี่ยนชีวิตผมขนาดไหน แต่คิดแค่ว่า ถ้าจะขายก็ขายในราคาที่คนทั่วไปซื้อได้ ไม่ใช่แค่คนรวย เลยตั้งราคาไว้ชิ้นละ 100 บาท” 

    กาชาปองอับเฉาไม่อับเฉา

    สู่ปรากฏการณ์ หิมพานต์มาร์ชเมลโล่

    จนกระทั่งในปี 2020 ช่วงที่ COVID-19 ระบาด ในโลกโซเชียลฯ คนต่างก็แชร์อะไรที่ฮา ๆ ขำ ๆ เพื่อระบาดความเครียดที่ต้องอยู่แต่บ้าน จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนแชร์รูป สัตว์หิมพานต์ที่ชาวบ้านปั้นตามวัดต่างจังหวัด บางตัวดูตลก บางตัวดูน่ารัก นั่นทำให้ โม่ เกิดไอเดียในการทำกาชาปองคอลเลกชั่น หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ 

    “มันดูเหมือนโปเกมอน เหมือนมอนสเตอร์น่ารัก ๆ ในเกม แล้วมีแฮชแท็กว่า อยากให้คนทำอับเฉาทำอันนี้บ้างจัง ผมเห็นแล้วนึกขึ้นมาทันทีว่า เฮ้ย! ตัวพวกนี้ผมเคยเห็นนะ ตอนเรียนศิลปะ เขาเรียกว่า นาอีฟ อาร์ต (Naive Art) หรือศิลปะชาวบ้าน”

    จากนั้นก็เริ่มปั้นต้นแบบ และเริ่มเปิดพรีออเดอร์ จากนั้นก็มีออเดอร์มา หลายพันตัว นั่นเองที่ทำให้โม่ต้องเปลี่ยนจาก มือสมัครเล่น มาเป็นมืออาชีพ ในชั่วข้ามคืน เพราะคนรออยู่ เราต้องผลิตให้ได้ ต้องส่งให้ได้

    “ตอนแรกผมคิดว่าจะขายได้สัก 10-20 ชุด ก็เยอะแล้ว แต่กลายเป็นว่ามีคนสั่งเป็นพัน ๆ ตัว จากตอนแรกที่ทำกับแฟนสองคน เลยต้องโทรเรียกน้อง ๆ ที่เรียนด้วยกัน คนที่เคยช่วยทำงานศิลปะกับผมมาช่วย”

    ภาพจำร่วม กุญแจสู่ความสำเร็จ

    อีกปัจจัยสำคัญที่ โม่ มองว่า ผลงานหิมพานต์มาร์ชเมลโล่มันแมสก็คือ จังหวะที่กระแส อาร์ตทอย ในไทยกำลังมา แต่อาร์ตทอยตัวไหนจะขายได้ไม่ได้ โม่มองว่ามันมีหลายปัจจัย แน่นอนว่า ความน่ารัก เป็นส่วนสำคัญ แต่จุดสำคัญที่เขาเรียนรู้มาจากการทำงานศิลปะก็คือ ภาพจำร่วม

    “ก่อนหน้านั้นผมเคยทำอาร์ตทอยเป็นยักษ์ที่ผสมดาร์ธ เวเดอร์ มีคนจองแค่ 2 หัว เพราะมันไม่มีภาพจำร่วม ภาพจำมีมูลค่าและคุณค่าสูงมาก เหมือนที่โดราเอมอนไม่เคยตกยุค เพราะทุกยุคสมัยมีเด็กแบบโนบิตะ มีเด็กอวดรวยอย่างซุเนโอะ มันเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่แค่จินตนาการ”

    นอกจากความน่ารัก และภาพจำร่วมแล้ว โม่มองว่าหิมพานต์มาร์ชเมลโล่มัน สะท้อนความหลากหลายของความเป็นไทย ที่ไม่จำเป็นต้องทำตามมาตรฐาน แต่ ทำจากใจ ทำด้วยความรัก ทำด้วยความเชื่อ และนั่นคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ คือ การยอมรับว่าเราต่างกันได้ เราไม่ต้องเหมือนกัน แต่เราก็ยังเป็นไทยได้

    “ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราก็จะเข้าใจว่าทำไมหิมพานต์มาร์ชเมลโล่ถึงประสบความสำเร็จ เพราะมันไม่ได้แค่ขายของน่ารัก มันขายความภาคภูมิใจในความเป็นตัวเอง ในความหลากหลาย ในความเป็นไทยที่ไม่ต้องเหมือนใคร”

    อนาคตอาร์ตทอยไทยต้องมีความหมาย

    “ผมเชื่อว่าตลาดอาร์ตทอยยังมีอนาคต แต่ต้องเป็นของที่มีเนื้อหา” โม่มองไปข้างหน้า เพราะถ้าต้องแข่งขันกับ POP MART ที่มีทุน มีระบบการผลิตและการตลาดระดับโลก อาจแข่งขันได้ยาก และต่อไป คนอาจจะเริ่มเบื่อของที่แค่สวย แต่ไม่มีอะไร พวกเขาต้องการเรื่องราว ต้องการความหมาย ต้องการการเชื่อมโยง และนั่นคือจุดแข็งของศิลปินไทย

    “ของจีนบางอย่างที่เข้ามา มันป๊อปเพราะน่ารัก แต่ไม่มีเรื่องราว พอคนเบื่อก็จบ แต่ไทยเรามีวัฒนธรรมที่ลึก มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีเรื่องราวมากมาย แค่เราต้องรู้จักนำเสนอให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ และอยากเป็นเจ้าของ”

    ฝันใหญ่ โลคอล คาแรกเตอร์ ทุกจังหวัด

    ญี่ปุ่นมี Kumamon – ตัวการ์ตูนหมีจากจังหวัดคุมาโมโต ที่ถูกออกแบบมาเพื่อโปรโมตรถไฟชินคันเซ็น แก้มแดงเพราะมะเขือเทศที่นั่นอร่อย ตอนนี้ Kumamon ขายได้ทั่วโลก ทำให้โม่มองเห็นศักยภาพของอาร์ตทอยว่ามันสามารถเป็น ซอฟต์เพาเวอร์ ของไทยได้

    “ถ้าทุกจังหวัดในไทยมีตัวการ์ตูนประจำจังหวัด ที่ออกแบบจากเอกลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อมกับกรมเกษตร พาณิชย์ การท่องเที่ยว มันจะไม่มีเมืองรองอีกต่อไป”

    ทุกคนจะต้องไปเที่ยวทุกจังหวัดเพื่อสะสมให้ครบ และถ้าครบ 77 จังหวัด รัฐบาลอาจมีประกาศเกียรติคุณให้ ลองคิดดูว่าเงินจะหมุนเวียนในประเทศเท่าไหร่

    “นี่คือเมกะโปรเจกต์เชิงวัฒนธรรมที่รัฐควรทำ เพราะตอนนี้เราโดนอาณานิคมเชิงวัฒนธรรมเข้ามาแล้ว ทำไมเราถึงเริ่มกินไก่ทอดกับเบียร์ เริ่มกินกิมจิ? เพราะเกาหลีทำให้วัฒนธรรมของเขาร่วมสมัย”

    ข้อคิดสำหรับศิลปินรุ่นใหม่

    เมื่อถูกถามว่ามีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่อยากทำอาร์ตทอยหรือศิลปะที่เป็นธุรกิจ โม่ตอบอย่างตรงไปตรงมา:

    1. เริ่มจากความรักที่แท้จริง “อย่าเริ่มด้วยการคิดว่าจะรวย สิ่งที่ถูกดีไซน์มาเพื่อเงินก่อนมักไม่ประสบความสำเร็จ ให้เริ่มจากสิ่งที่เราชอบ เราสนใจจริงๆ”
    2. ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง “ทุกคนมีตัวตนไม่เหมือนกัน มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่าง นั่นคือจุดแข็งของเรา ถ้าเราเลียนแบบคนอื่น เราจะไม่มีวันเหนือกว่า”
    3. เรียนรู้ทุกมิติของธุรกิจ “ศิลปินต้องเป็นนักบัญชี ผู้บริหาร และคนทำการตลาดด้วย ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ เราจะอยู่ไม่ได้”
    4. เริ่มเล็ก แล้วค่อยโต “อย่าคิดใหญ่แล้วย่อมาเล็ก ให้คิดเล็กแล้วค่อยโตขึ้น อย่าไปกู้เงินแสนมาทำครั้งแรก ถ้าพลาด จะเจ็บมาก อาจทำให้เกลียดสิ่งที่เรารัก”
    5. อย่าลืมว่าศิลปะคือเครื่องมือแก้ปัญหา “ศิลปะไม่ใช่แค่การวิพากษ์วิจารณ์ แต่เป็นเครื่องมือที่เข้าไปแก้ปัญหาได้จริง คิดว่าเราจะทำอย่างไรให้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่แค่ชี้ว่ามันแย่”

    ศักยภาพของศิลปะคือ คนต้องเข้าถึงได้

    จากอับเฉาสู่หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ โม่มองว่า สิ่งที่เขาเรียนรู้และตกผลึกก็คือ ศักยภาพของศิลปะไม่ได้อยู่แค่สวยหรือลึกซึ้ง แต่อยู่ที่การที่มันเข้าถึงคนได้ จุดประสงค์ที่แท้จริงของศิลปะ ไม่ใช่แค่การทำให้ศิลปินรวย แต่เป็นตัวจุดประกายให้เกิดการคุย การแลกเปลี่ยน การทำความเข้าใจ

    “ผมเคยนั่งคิดกับตัวเองว่า ถ้างานผมดีจริงระดับโลก แต่ไม่มีคนมาดู ไม่มีคนเข้าใจ… แล้วมันจะมีความหมายอะไร? ผมพยายามเรียกร้องเรื่องพระที่ไม่มีเศียรมาตลอด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากแค่เรียกร้อง แต่พอมีอับเฉา กลับจุดประกายให้คนเริ่มคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์”

    การทำให้ศิลปะเข้าถึงง่ายที่สุด ก็คือเครื่องมือในการปลูกฝังความรัก ความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของ ศิลปะในท้องถิ่น หรือทำให้เกิด รายได้ ให้คนในชุมชน

    “ของเล่นแต่ละชิ้นของผมคือเครื่องมือในการปลูกฝังความรัก ความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น เมื่อมีคนซื้อไป เขาไม่ได้ซื้อแค่ของเล่น แต่เขาซื้อเรื่องราว ซื้อการเชื่อมโยง ซื้อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์”

    ปัจจุบัน ผลงานของหมดโม่สตูดิโอ มีจุดจำหน่ายที่ BACC ชั้น 5, มิวเซียมสยาม, พิพิธภัณฑ์รัตนโกสินทร์ และกำลังขยายไปยังพิพิธภัณฑ์มนุษยวิทยา สามารถติดตามผลงานใหม่ ๆ ได้ที่เพจ MOTMO Studio 

    ]]>
    1554479
    หยุดยาวจนหมดไฟ? มัดรวมแอปฯ ตัวช่วย ‘สร้างวินัย’ แบบ ‘ไม่กดดัน’ ตัวเอง https://positioningmag.com/1554070 Mon, 05 Jan 2026 08:21:25 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554070 เชื่อว่าหลังจากหยุดยาวมา หลายคนน่าจะมีอาการ หมดไฟ หรือ ไม่อยากเริ่มงาน หรือที่เรียกว่า ภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว (Post-Holiday Blues) ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องธรรมชาติมาก ๆ และปัจจุบัน เทคโนโลยีก็สามารถช่วยสร้างสภาพแวดล้อมและระเบียบวินัยใหม่ให้เราได้ดีมากขึ้น เพื่อช่วยเติมไฟให้เราทำงานที่รักได้อีกครั้ง

    ขี้เกียจ แก้ด้วยเกมและรางวัล (Gamification)

    หากคุณรู้สึกว่างานเป็นเรื่องน่าเบื่อ ลองเปลี่ยนให้งานเป็นภารกิจเหมือนเกมดู

    • Habitica: แอปฯ นี้เปลี่ยนรายการสิ่งที่ต้องทำ (To-Do List) ให้เป็นเกม RPG ถ้าคุณทำงานสำเร็จ ตัวละครของคุณจะได้ค่าพลังและเลเวลเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผัดวันประกันพรุ่ง พลังชีวิตก็จะลดลง เพื่อช่วยให้มีแรงจูงใจทำเป้าหมายเล็ก ๆ ในแต่ละวัน
    • Forest: เหมาะมากสำหรับคนชอบหยิบมือถือขึ้นมาไถตอนทำงาน แอปฯ นี้จะให้คุณ “ปลูกต้นไม้” ในช่วงเวลาที่โฟกัส ถ้าคุณออกจากแอปไปเล่นมือถือ ต้นไม้จะตาย ดังนั้น การสร้างต้นไม้ที่ค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นป่า จะช่วยสร้างความภูมิใจเล็ก ๆ ในระหว่างวัน และช่วยให้โฟกัสอยู่กับงานด้วย

    สมองล้า แก้ด้วยเสียงและสมาธิ (Deep Focus)

    บางครั้งเราไม่มีแรงทำงานเพราะสมองยังจูนเข้ากับโหมดทำงานไม่ได้

    • Brain.fm หรือ Focus@Will: ใช้เทคโนโลยีเสียง AI ที่สร้างดนตรีหรือเสียง Background ที่ออกแบบมาเพื่อกล่อมสมองให้เข้าสู่ภาวะ Deep Work (โฟกัสลึก) ได้เร็วกว่าเพลงทั่วไป
    • Tide หรือ Calm: มีโหมด Focus Timer ที่มาพร้อมเสียงธรรมชาติและเทคนิคการหายใจ ช่วยลดความประหม่าหรือความเครียดจากการที่ต้องรับมือกับกองงานมหาศาลหลังหยุดยาว

    งานล้นจนสับสน แก้ด้วย Task Management

    การเห็นงานเยอะๆ จะทำให้เรารู้สึกท้อ ให้เทคโนโลยีช่วยจัดระเบียบ

    • Todoist หรือ Microsoft To Do: ช่วยแตกงานชิ้นใหญ่ให้กลายเป็น “งานชิ้นเล็ก” ที่ทำเสร็จได้ใน 5-10 นาที การได้ “ขีดฆ่า” งานเล็กๆ ออกไปจะช่วยหลั่งสารโดพามีน ทำให้คุณมีแรงอยากทำงานชิ้นต่อไป
    • Sunsama: เป็นแอปวางแผนงานที่เน้นเรื่อง “ความยั่งยืน” (Mindful Productivity) มันจะบังคับให้คุณวางแผนวันต่อวัน และเตือนหากคุณรับงานมาเยอะเกินไปจนทำไม่ไหว ช่วยลดความรู้สึกผิดเมื่อทำไม่เสร็จ

    เทคนิคลดความล้าของร่างกาย

    • Pomofocus: เว็บไซต์ที่ช่วยให้มี Pomodoro Timers หรือ ตัวจับเวลาที่ใช้ใน เทคนิคการบริหารเวลา ซึ่งใช้หลักการทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที เพื่อไม่ให้สมองและร่างกายล้าจนเกินไปจนไม่อยากทำงานต่อในวันรุ่งขึ้น โดยนอกจากแอปที่แนะนำแล้ว ยังมีส่วนขยาย (Extension) มากมายบน Chrome/Windows เช่น Be Focused ให้ได้ใช้อีกด้วย

    หากการต้องโหลดแอปต่าง ๆ ยังยุ่งยากไปอีก ลองเทคนิคง่าย ๆ คือ Low-Stakes First คือเลือกงานที่ ง่ายที่สุด หรือ ชอบที่สุด มาทำเป็นอย่างแรกในเช้าวันจันทร์ เพื่อเป็นการสตาร์ทเครื่องยนต์ให้ติดก่อน จะได้ไม่ต้องเครียดเกินไปจนหมดไฟในการทำงาน หรือใครมีเทคนิคไหนที่ชอบใช้แล้วได้ผล แชร์กันได้นะ

    ]]>
    1554070
    ปีใหม่ทั้งที เลิกสู้ชีวิตแต่งานไม่เดินด้วย 2 กิจวัตรลับ ช่วยให้ “งานเดิน” และ “เลิกงานได้จริง” https://positioningmag.com/1553839 Tue, 30 Dec 2025 07:02:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553839 เมื่อปี 2026 กำลังจะมาถึง หลายคนคงเริ่มหาเทคนิคใหม่ๆ มาปรับใช้กับชีวิตและงาน แต่แทนที่จะโฟกัสแค่การตื่นเช้าหรือนอนดึก Cal Newport (ศาสตราจารย์และนักเขียนชื่อดังด้าน Productivity) แนะนำว่ามี 2 ช่วงเวลา ที่สำคัญมากในที่ทำงาน ซึ่งจะช่วยให้คุณโฟกัสได้เต็มที่และสลัดเรื่องงานทิ้งได้ตอนกลับบ้าน

    Newport เชื่อเรื่องการทำ Time Blocking หรือการ “ล็อกเวลา” ไว้สำหรับ Deep Work (งานที่ต้องใช้สมองหนักๆ และสมาธิสูง) โดยเขามี 2 เคล็ดลับดังนี้

    1. กิจวัตร “วอร์มอัพ” ก่อนเริ่มงานยาก

    สมองคนเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้เปลี่ยนโหมดมานั่งจดจ่อกับเรื่องยาก ๆ ได้ทันที

    • ปัญหา: ทุกวันนี้เราโดนขัดจังหวะด้วยอีเมลและแชท แทบทุกๆ 2 นาที จนสมองชินกับ “เสียงรบกวน” พอต้องมานั่งทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูง สมองเลยปรับตัวไม่ทัน

    • วิธีแก้: ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องโฟกัสงานจริง ๆ ให้ทำกิจกรรมเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เป็นการส่งสัญญาณบอกสมองว่า “เฮ้ย… ได้เวลาเปลี่ยนโหมดแล้วนะ”

    • ตัวอย่าง: เดินเล่นสั้น ๆ ชงชาสักแก้ว หรือจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย เหมือนเป็นการวอร์มอัพร่างกายก่อนออกกำลังกาย

    • จำไว้ว่า: เราไม่สามารถปิดอีเมลปุ๊บ เปิดไฟล์งานปั๊บ แล้วสั่งให้สมอง “โฟกัสเดี๋ยวนี้!” ได้ทันที

    2. กิจวัตร “ปิดสวิตช์” หลังเลิกงาน

    เมื่อหมดวัน เราต้องมีขั้นตอนเพื่อ “ล้างสมอง” จากเรื่องงาน เพื่อไม่ให้เก็บเอาไปกังวลต่อที่บ้าน

    • วิธีทำ: ก่อนจะลุกจากโต๊ะ ให้เช็กอีเมลรอบสุดท้าย ดูปฏิทินงานของวันพรุ่งนี้ และจดสิ่งที่ค้างคาไว้ให้หมด

    • จุดสำคัญ: เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ ให้หา “สัญลักษณ์” บ่งบอกว่าจบวันแล้วจริง ๆ อย่าง Newport เองจะใช้วิธีติ๊กถูกในช่องที่เขียนว่า “Shutdown Complete” (ปิดงานสมบูรณ์) เป็นขั้นตอนสุดท้าย

    • ผลลัพธ์: แม้มันจะไม่ได้ช่วยให้ความเครียดหายไปทั้งหมด แต่มันช่วย “ดัดนิสัย” ไม่ให้สมองคิดฟุ้งซ่านเรื่องงานในเวลาพักผ่อน เพราะเราได้ยืนยันกับตัวเองไปแล้วว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี

    Source

    ]]>
    1553839
    สรุปการ ‘เลิกจ้าง’ จากบิ๊กเทคฯ ปี 2025 ที่อ้างว่าเพราะ AI! https://positioningmag.com/1553175 Thu, 25 Dec 2025 11:46:00 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553175 ตามข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า AI เป็นสาเหตุของการเลิกจ้างพนักงานในสหรัฐฯ เกือบ 55,000 ตำแหน่ง ในปีนี้ โดยภาพรวมในปี 2025 มีการเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด 1.17 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2020 (ซึ่งขณะนั้นมีการเลิกจ้าง 2.2 ล้านตำแหน่ง)

    เฉพาะในเดือนตุลาคม นายจ้างในสหรัฐฯ ประกาศลดตำแหน่งงานไป 153,000 ตำแหน่ง และในเดือนพฤศจิกายนอีกกว่า 71,000 ตำแหน่ง ซึ่งในจำนวนของเดือนพฤศจิกายนนี้ มีกว่า 6,000 ตำแหน่งที่ระบุว่าสาเหตุมาจาก AI  ดังนั้น ไปดูกันว่า บริษัทชั้นนำที่อ้างถึง AI ในกลยุทธ์การปรับโครงสร้างปี 2025 นี้ มีใคร และลดไปเท่าไหร่บ้าง

    Amazon

    ในเดือนตุลาคม Amazon ประกาศเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยตัดลดตำแหน่งงานในระดับองค์กรถึง 14,000 ตำแหน่ง เพื่อนำงบประมาณไปลงทุนในสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญที่สุด ซึ่งรวมถึง AI

    โดย Beth Galetti รองประธานอาวุโสของ Amazon ระบุว่า AI ยุคนี้คือ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกที่สุดนับตั้งแต่มีอินเทอร์เน็ต ทำให้บริษัทต้องปรับตัวให้คล่องตัวขึ้น (Lean) และลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน

    Microsoft

    ลดพนักงานไปแล้วประมาณ 15,000 ตำแหน่ง ในปี 2025 โดยล่าสุดในเดือนกรกฎาคมมีการเลิกจ้าง 9,000 ตำแหน่ง โดย Satya Nadella ซีอีโอระบุว่า บริษัทจำเป็นต้อง จินตนาการพันธกิจใหม่ สำหรับยุค AI โดยเปลี่ยนจากโรงงานผลิตซอฟต์แวร์ไปสู่ Intelligence Engine

    ภาพจาก Shutterstock

    Meta

    Meta ยังคงมีการปรับลดคนอย่างมีนัยสำคัญในปี 2025 โดยมีการลดจำนวนพนักงานลงประมาณ 3,600 ตำแหน่ง (หรือราว 5% ของพนักงานทั้งหมด) ในช่วงต้นปี และมีการเลิกจ้างเพิ่มอีกประมาณ 600 ตำแหน่ง ในหน่วยงานด้าน AI เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

    โดย Mark Zuckerberg ซีอีโอเน้นการ “ยกระดับมาตรฐาน” โดยเลิกจ้างพนักงานที่มีผลงานไม่ผ่านเกณฑ์ เพื่อนำงบประมาณไปจ้างผู้เชี่ยวชาญด้าน AI โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีการปรับโครงสร้างในทีม Fundamental AI Research (FAIR) เพื่อให้การวิจัยเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานจริงได้เร็วขึ้น

    Google

    Google ยังคงเดินหน้าลดตำแหน่งงานต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการแข่งขันในสงคราม AI กับคู่แข่งอย่าง Microsoft และ OpenAI โดยตลอดปี 2025 มีการลดพนักงานหลายรอบ รวมถึงพนักงานในส่วน Cloud, ฮาร์ดแวร์ และทีมงานด้านการโฆษณา นอกจากนี้ยังมีการปลดพนักงานสัญญาจ้าง (Contractors) ที่ทำงานด้าน AI อย่าง Gemini ไปกว่า 200 ราย โดย Sundar Pichai ระบุชัดเจนว่าต้องการลดลำดับชั้นการบริหาร (Layers) ลงกว่า 1 ใน 3 เพื่อให้บริษัทตัดสินใจและพัฒนา AI ได้รวดเร็วขึ้น

    Apple 

    โดยปกติ Apple จะเป็นบริษัทที่เลิกจ้างพนักงานน้อยที่สุดในกลุ่ม Big Tech แต่ในปี 2025 ก็เริ่มมีการขยับตัวเพียงแต่ไม่มีการระบุจำนวน โดยมีการเลิกจ้างใน ฝ่ายขาย (Sales) และ ฝ่ายบริการดิจิทัล (เช่น Apple Books และ Apple News) เพื่อปรับโครงสร้างทีมขายให้ทันสมัยขึ้น

    Tesla

    มีการตัดลดพนักงานไปมากกว่า 14,000 ตำแหน่ง ทั่วโลก เพื่อลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อนและการเตรียมความพร้อมสำหรับยุคการขนส่งอัตโนมัติ (Autonomous) และหุ่นยนต์ ซึ่งต้องใช้การลงทุนด้าน AI และซูเปอร์คอมพิวเตอร์อย่างหนัก

    ภาพจาก Unsplash

    Salesforce

    Marc Benioff ซีอีโอ ยืนยันในเดือนกันยายนว่า ได้ลดพนักงานฝ่ายสนับสนุนลูกค้าลง 4,000 ตำแหน่ง ด้วยความช่วยเหลือของ AI โดยเขาระบุว่า AI ทำงานในบริษัทไปแล้วกว่า 50%

    IBM

    Arvind Krishna ซีอีโอของ IBM เผยว่า AI Chatbot ได้เข้ามาทำงานแทนที่พนักงานฝ่ายบุคคล (HR) ไปบางส่วนแล้ว อย่างไรก็ตาม IBM ยังคงมีการจ้างงานเพิ่มในด้านที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์สูง เช่น วิศวกรรมซอฟต์แวร์ การขาย และการตลาด

    CrowdStrike

    บริษัทซอฟต์แวร์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 5% หรือประมาณ 500 คน ในเดือนพฤษภาคม โดยระบุโดยตรงว่าเป็นผลมาจาก AI ซึ่งช่วยให้บริษัทพัฒนานวัตกรรมได้เร็วขึ้นและลดภาระงานส่วนหลัง (Back office)

    Workday

    แพลตฟอร์มด้าน HR เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ประกาศลดพนักงาน 8.5% (ประมาณ 1,750 ตำแหน่ง) ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อจัดลำดับความสำคัญใหม่และนำทรัพยากรไปทุ่มให้กับ AI

    AI เป็นเหตุผลจริง หรือแค่ “แพะรับบาป”?

    ในสภาวะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง ภาษีนำเข้าทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และบริษัทต่าง ๆ กำลังมองหาวิธีลดต้นทุน AI จึงกลายเป็นทางออกระยะสั้นที่น่าดึงดูดใจ ผลการศึกษาจาก MIT ในเดือนพฤศจิกายนชี้ให้เห็นว่า AI สามารถทำงานแทนที่แรงงานในสหรัฐฯ ได้แล้วถึง 11.7% และช่วยประหยัดค่าจ้างได้มหาศาลถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ในกลุ่มธุรกิจการเงิน สาธารณสุข และบริการวิชาชีพอื่น ๆ

    อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อว่า AI คือสาเหตุที่แท้จริง Fabian Stephany ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้าน AI และการทำงานจาก Oxford Internet Institute ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า AI อาจเป็นเพียงข้ออ้าง

    เขากล่าวว่า หลายบริษัทที่เติบโตดีในช่วงแพร่ระบาดได้ จ้างคนเกินความจำเป็น (Overhired) และการเลิกจ้างในช่วงนี้อาจเป็นเพียงการ ล้างไพ่ ในตลาดแรงงานเท่านั้น

    “มันเป็นการไล่คนที่บริษัทไม่มีแผนรองรับในระยะยาวออก แทนที่จะยอมรับว่า ‘เราคำนวณพลาดเมื่อ 2-3 ปีก่อน’ 

    ]]>
    1553175
    รู้จักเทรนด์ Job Hugging กอดงานไว้แน่น แม้ไม่ชอบแต่ไม่ ‘ลาออก’ เพราะกลัวเสี่ยง https://positioningmag.com/1552957 Mon, 22 Dec 2025 11:58:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552957 ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ‘ตลาดแรงงาน’ ได้เกิดปรากฏการณ์ Great Resignation หรือ ‘การลาออกครั้งใหญ่’ และช่วงปี 2021-2022 ได้เกิดเทรนด์ที่เรียกว่า Job Hopping โดยวัยทำงานแห่เปลี่ยนงานบ่อยๆ เพื่ออัพเงินเดือนที่สูงกว่า  

     

    แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง หลังจากโลกเกิดความไม่แน่นอนถาโถมเข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็น

     

    -สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน

    -การเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่เข้ามาดิสรัปต์มากขึ้น

    -การปิดกิจการของหลายบริษัท

    -การปลดคนแบบไม่ทันตั้งตัว

     

    นั่นทำให้โลกการทำงานเกิดการเปลี่ยนแปลง และเป็นที่มาของเทรนด์ใหม่ ‘Job Hugging’ ที่บรรดามนุษย์เงินเดือนเลือก ‘กอดงานไว้แน่น’ หรือยึดติดกับงานเดิมจนไม่กล้าเปลี่ยน แม้จะไม่ชอบและไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ แต่ก็ไม่กล้าขยับขยาย หรือ ‘ลาออก’

     

    เหตุผลก็เนื่องจาก ‘กลัว’ ความเสี่ยง เช่น ถ้าลาออกไปแล้วจะหางานใหม่ได้ยาก, หากเปลี่ยนงานแล้วไม่ผ่านโปร จะทำอย่างไร? ฯลฯ ส่งผลให้พนักงานจำนวนมากเลือกอยู่กับงานเดิม เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคง 

     

    อย่างไรก็ตาม เทรนด์ดังกล่าว อาจกลายเป็น ‘กรอบ’ ที่จำกัดโอกาสของตัวพนักงานเอง แล้วถ้าเลือก ‘กอดงานเดิมไว้’ จะทำอย่างไรให้ดีขึ้น?

     

    1.หาความท้าทายใหม่: ลองปรับมุมมอง, หาโปรเจกต์ใหม่ทำ, เรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมทั้ง upskill และ reskill เพื่อพัฒนาตัวเองในงานเดิมให้ก้าวหน้าขึ้น

     

    2.สร้างความก้าวหน้า: มองหาวิธีพัฒนาตัวเองให้มีคุณค่ามากขึ้น เพื่อให้บริษัทเห็นและพิจารณาให้ตำแหน่งหรือเงินเดือนที่ดีขึ้น

     

    3.เตรียมแผนสำรอง: แม้จะเลือกกอดงาน แต่ก็มองหาโอกาสใหม่ๆ หรือพัฒนาทักษะเพื่อการเติบโตในอนาคตอยู่เสมอ

     

    สรุปแล้ว การกอดงานไว้ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน เพื่อความมั่นคงทางของตัวเอง แต่นั่นอาจไม่ใช่ ‘ความมั่นคง’ที่แท้จริง สิ่งสำคัญไปมากกว่านั้น ก็คือ ต้องรู้จักพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ติดกับดักเดิมๆ และพร้อมรับมือกับโอกาสหรือความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคต

     

    ที่มา : https://www.entrepreneur.com/leadership/job-hugging-is-the-new-quiet-quitting/497477?fbclid=IwY2xjawO1q8FicmlkETFuWE5Ea29jQ1pZNkFZU0N6c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHk5LRM0R8_Qe1ber4BGnumPSuf17ib0ciPAAoRPtRVQSqJqsUBf7hxcc-fzJ&brid=hST24eLmgB_BtNe5gd3mSw

    https://www.cnbc.com/2025/08/18/job-hugging-job-hopping.html

    ]]>
    1552957
    คุยกับ ‘แซม – พลรพี’ ทายาทเจน 3 ที่ปลุกชีพ ‘โอเดนย่า’ ตำนานขนมแถมของเล่น ให้กลับมาครองใจนักสะสมอีกครั้ง https://positioningmag.com/1552639 Sat, 20 Dec 2025 09:45:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552639 ]]> 1552639