People – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 10 Feb 2026 14:51:16 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘ฉับไว-ปรับตัว-เรียนรู้’ 3 สิ่งสำคัญของ ‘ทายาทรุ่น 3 เด็กสมบูรณ์’ เมื่อธุรกิจปัจจุบันอยู่ในยุค Survival https://positioningmag.com/1559103 Tue, 10 Feb 2026 14:50:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559103 ปีนี้เป็นอีกปีที่ ‘โลกธุรกิจ’ ต้องเผชิญความท้าทายและความไม่แน่นอนมากมาย ทำให้ผู้ประกอบการต้องเปิดโหมด ‘เอาตัวรอด’ เพื่อให้ได้ไปต่อในโลกยุค Survival

 

ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ ในมุมมองของ ‘ท็อป-วสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์’ ทายาทรุ่น 3 และผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายในประเทศ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์เด็กสมบูรณ์ บอกว่า หากอยากเป็นผู้รอด คนทำธุรกิจต้องมี 3 สิ่งสำคัญ นั่นคือ  

 

  1. ‘ฉับไว’ เพราะเทรนด์ของโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ธุรกิจต้องไวในการตามเทรนด์เหล่านี้ให้ทัน เพื่อไม่ให้ตกขบวนหรือพลาดโอกาสทางธุรกิจ

 

  1. ‘ปรับตัว’ ด้วยโลกธุรกิจปัจจุบันมี Business Model เกิดขึ้นใหม่และมีความหลากหลายมากขึ้น ทางท็อป-วสุพล บอกว่า หากผู้ประกอบการยังคงอยู่กับโมเดลเดิมๆ ไม่คิดนอกกรอบ หรือกล้าจะเปลี่ยนแปลง จะไม่สามารถอยู่รอดได้

 

  1. ‘เรียนรู้’ เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเกิดขึ้นมาโดยตลอด ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีและ AI ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ รวมถึงดิสรัปโลกของธุรกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนนี้นอกจากรับรู้แล้ว ยังต้องมีการ ‘เปิดใจ’ นำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้เท่าทันกับคนอื่น

 

ขณะที่สภาพเศรษฐกิจ สถานการณ์การแข่งขัน และความท้าทายอื่นๆ  เป็นเรื่องปกติที่ต้องเผชิญอยู่แล้วหากทำธุรกิจ    

 

“ผมมองว่า ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสต่างๆ เข้ามาอยู่เสมอ เลยอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคน และมองเชิงบวก จริงๆ แล้วถึงเศรษฐกิจจะชะลอตัว หรือไม่ว่าธุรกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าเรามี 3 ข้อนี้ จะสามารถอยู่รอดในทุกสถานการณ์”

 

สำหรับปีนี้ทางเด็กสมบูรณ์ตั้งเป้าจะเติบโตจากปีก่อน 20% โดยที่ผ่านมาได้การปรับและขยับตัวเข้าสู่ตลาดใหม่ที่เป็นเทรนด์และมีอนาคต เช่น การออกโปรดักท์ซีอิ๊วหรือเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมต่ำ และ Zero Sugar สำหรับตอบโจทย์กลุ่ม Health and wellness เทรนด์มาแรงจากการที่คนหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพมากขึ้น 

.

นอกจากนี้ ด้วยผู้บริโภคยุคปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งพฤติกรรม ความต้องการ และไลฟ์สไตล์ การออกสินค้าแบบ Mass Product ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้ทั้งหมด หรือเรียกง่ายๆ ว่า ไม่มี One fit all อีกต่อไป

 

ดังนั้น เด็กสมบูรณ์ได้มีการปรับโฟกัสจาก Mass Market มาสู่ Niche Market เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น การออก ‘ซีอิ๊วเม็ด’ สำหรับลูกค้ากลุ่มใหม่อย่างนักเดินทาง และคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย

 

“อย่างซีอิ๊วเม็ด เรารู้ดีว่า ไม่มีวันจะมาแทนตลาดซีอิ๊วขาวได้ แต่สิ่งที่ได้ คือการจับกลุ่มใหม่เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ทำได้ในปัจจุบัน”

 

นอกจากหลักคิดข้างต้นแล้ว โจทย์ของการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ หรือขยายฐานธุรกิจสู่พื้นที่ใหม่ ๆ ก็คือ จะทำอย่างไรให้แบรนด์เด็กสมบูรณ์เข้าถึงและอยู่ในใจของลูกค้า ไม่จำกัดเฉพาะ Core Product เท่านั้น 

 

ดังนั้น จึงได้เห็นการ Collaboration ของแบรนด์เด็กสมบูรณ์กับแบรนด์อื่นๆ เช่น การจับมือกับ SOURI เปิดตัว Limited Edition ในชื่อ Smiley Boy Soy Sauce Fatcaron หรือการผนึกกำลังกับซีเล็ค เปิดตัว ‘ปลาทูน่านึ่งซีอิ๊ว’ ฯลฯ

]]>
1559103
5 สิ่งที่ ‘ชาวออฟฟิศ’ ต้องการจากองค์กร เพื่อตัดสินใจอยู่ต่อ https://positioningmag.com/1558902 Mon, 09 Feb 2026 11:21:27 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558902 ‘เงิน’ ถือเป็นหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจเลือกเข้าทำงานและอยู่กับองค์กรใดองค์หนึ่ง แต่หลายครั้งเราจะได้เห็นว่า แม้บริษัทให้เงินเดือนสูง แถมมีโบนัสหลายเดือน ก็ยังมีพนักงานลาออก สะท้อนให้เห็นว่า เงินอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ดึงดูดใจคนทำงานให้อยู่ต่อ

 

และนี่คือ 5 สิ่งที่คนทำงานต้องการมากกว่าตัวเลขในสลิป

 

1.เวลาชีวิตที่เป็นอิสระ โดยคนทำงานยุคนี้ต้องการความยืดหยุ่นและอิสระในการออกแบบชีวิตการทำงานของตัวเอง ซึ่งส่งผลให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าต้องอยู่ในกรอบเดิมๆ

2.รู้สึกมีคุณค่า ได้รับการยอมรับ และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ให้เกียรติกัน

3.ที่ทำงานเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น เป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้ลองผิดลองถูก และมีความสุขกับเพื่อนร่วมงาน

4.การเติบโตและพัฒนาทักษะ

5.ชีวิตการทำงานมีความหมาย ไม่ใช่แค่ทำไปวันๆ แต่สร้างคุณค่าได้

 

สรุปแล้ว การดึงดูดและซื้อใจคนทำงานยุคนี้ การให้เงินเดือนไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการมีมากกว่านั้น ก็คือ ‘อิสระ’ และ ‘คุณค่า’ ของการทำงาน

 

ชัดเจนจากผลสำรวจของ WorkVenture ถึงเหตุผลที่คนทำงานเลือก ‘องค์กร’ โดยปีนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สำรวจมา 8 ปีที่ ‘เงินเดือน’ และ ‘สวัสดิการ’ ไม่ติดใน Top 10 จากเคยเป็นเหตุผลสำคัญอันดับ 1 หรือ 2 ของการตัดสินใจ

 

สะท้อนให้เห็นว่า คนทำงานเห็นเรื่องอื่นสำคัญกว่าเรื่องผลตอบแทน นั่นคือ คุณค่าและวัฒนธรรมองค์กรต้องตอบโจทย์คนทำงาน สำหรับเหตุผลที่คนตัดสินใจเลือกร่วมงานกับองค์กร ปี 2026 ได้แก่

 

ก่อนเข้าทำงาน

 

อันดับ 1 วัฒนธรรมองค์กร

อันดับ 2 การบริหารจัดการองค์กร/ผู้นำ

อันดับ 3 ทีมเวิร์ก

อันดับ 4 Work Lift Balance

อันดับ 5 การเคารพนับถือให้เกียรติ

อันดับ 6 Office/Workplace

อันดับ 7 การสื่อสาร

อันดับ 8 ความมั่นคงในหน้าที่การงาน

อันดับ 9 การอบรม และพัฒนา

อันดับ 10 ความหลากหลาย และความ

 

เหตุผลที่คนทำงานเลือกอยู่ต่อกับที่เดิม

 

อันดับ 1 ทีมเวิร์ก

อันดับ 2 Office/Workplace

อันดับ 3 วัฒนธรรมองค์กร

อันดับ 4 Work Lift Balance

อันดับ 5 การเคารพนับถือให้เกียรติ

อันดับ 6 ความไว้วางใจ

อันดับ 7 การสื่อสาร

อันดับ 8 การบริหารจัดการองค์กร/ผู้นำ

อันดับ 9 ความหลากหลาย และความ

อันดับ 10 ความรับผิดชอบ

]]>
1558902
ผลัดวัน ≠ ขี้เกียจ! เลิกโทษตัวเองแล้วใช้ 3 หลักการทางวิทยาศาสตร์ แก้อาการ ‘ผลัดวันประกันพรุ่ง’ https://positioningmag.com/1558769 Sun, 08 Feb 2026 05:13:44 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558769 เชื่อว่าหลายคนถูกสอนมาให้เชื่อมโยงการ ผลัดวันประกันพรุ่ง เข้ากับความ ขี้เกียจ และการขาดความมุ่งมั่น ดังนั้น พอเราเริ่มผลัดวันเข้าหน่อย เราก็มักจะเริ่มตำหนิตัวเองที่ไม่ยอมทำตามที่พูดไว้สักที แต่จริง ๆ การที่เราผลัดวันอาจเกิดจากสัญญาณจากสมองที่บอกว่าตอนนี้มีบางอย่างไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง!

ยิ่งโทษตัวเอง ยิ่งทำให้แย่

ดร.แอน-ลอร์ เลอ กุนฟ์ (Anne-Laure Le Cunff) นักประสาทวิทยาและผู้เขียนหนังสือ “Tiny Experiments” อธิบายว่า สำหรับหลายคนแล้ว การผลัดวันประกันพรุ่งมักมาพร้อมกับ “ภาระทางอารมณ์” ที่หนักอึ้ง เพราะหลายคนจะรู้สึกผิด รู้สึกว่าตัวเองขี้เกียจ ขาดความมุ่งมั่น ซึ่งความรู้สึกเชิงลบเหล่านั้นมีแต่จะยิ่งทำให้เรา กลับเข้าที่เข้าทางได้ยากขึ้นไปอีก 

โดยในมุมมองของเธอมองว่า แต่ความรู้สึกแย่ ๆ การผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือ สัญญาณจากสมองที่บอกว่า ตอนนี้มีบางอย่างกำลังทำงานผิดปกติ และแทนที่จะเพิกเฉยต่อสัญญาณนั้น หรือพยายามฝืนดันให้มันผ่านไปพร้อมกับ ก่นด่าตัวเอง ให้เราลองเปลี่ยนเป็น รับฟังสัญญาณที่ว่า นี้ดูบ้าง

เทคนิคตรวจสอบ 3 จุด

แทนที่จะพยายามฝืนทำทั้งที่ใจต่อต้าน ดร. เลอ กุนฟ์ แนะนำให้เราได้สร้างระบบที่จะช่วยประเมินว่าทำไมเราถึงหลีกเลี่ยงงานนั้น ๆ โดยเธอแบ่งสาเหตุออกเป็น 3 ส่วน คือปัญหามาจาก สมอง หัวใจ หรือ มือ

  • สมอง (The Head): ปัญหาด้านเหตุผล คือการที่คุณยังไม่ปักใจเชื่อจริง ๆ ว่างานนี้มันจำเป็นหรือควรทำไปเพื่ออะไร
  • หัวใจ (The Heart): ปัญหาด้านอารมณ์ คือความรู้สึกว่างานนี้มันน่าเบื่อ ไม่น่าตื่นเต้น หรือทำแล้วไม่มีความสุข
  • มือ (The Hand): ปัญหาด้านทักษะ/อุปกรณ์ คือการที่ลึก ๆ คุณรู้สึกว่าตัวเองยังไม่มีเครื่องมือ ทักษะ หรือคนช่วยสนับสนุนที่เพียงพอจะทำงานนี้ให้สำเร็จ

วิธีแก้ไขตามสาเหตุ

เมื่อรู้แล้วว่าปัญหาติดอยู่ที่จุดไหน ให้แก้ให้ตรงจุดดังนี้

  • ถ้าติดที่ “สมอง” (ไม่เห็นความสำคัญ): ให้ถอยออกมาตั้งหลัก แล้วประเมินงานนั้นใหม่ว่ามันยังตอบโจทย์เป้าหมายหลักอยู่ไหม ถ้าไม่ใช่ ก็อาจถึงเวลาที่ต้องนิยามลักษณะงานหรือวิธีทำใหม่ให้มันสมเหตุสมผลมากขึ้น
  • ถ้าติดที่ “หัวใจ” (งานน่าเบื่อ): เทคนิคคือการ ปรับแต่งสภาพแวดล้อมให้สนุก เช่น ลองไปนั่งทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่ชอบ หรือย้ายไปนั่งทำที่ร้านกาแฟร้านโปรด เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศที่ตึงเครียดให้ดูผ่อนคลายขึ้น
  • ถ้าติดที่ “มือ” (รู้สึกทำไม่ได้/เครื่องมือไม่พร้อม): อย่าฝืนทำคนเดียวจนเครียด ดร.เลอ กุนฟ์ แนะนำให้ ขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการขอคำแนะนำจากเพื่อนร่วมงานที่เก่งกว่า หรือขอให้บริษัทสนับสนุนคอร์สเรียนออนไลน์เพื่อให้คุณมีทักษะพร้อมสำหรับงานนั้น

สรุปแล้ว แทนที่จะโทษตัวเองว่าขี้เกียจ ลองหาสาเหตุจริง ๆ ว่าทำไมเราถึงยัง ไม่อยากทำ ด้วยการใช้ระบบ “ตรวจสอบ 3 จุด” เพื่อเปลี่ยนจากความรู้สึกแย่ ๆ ไปสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มองปัญหาเป็นเหมือนปริศนาที่ต้องไขให้ออกแทน

Source

]]>
1558769
ถอดสูตร 18 ปี ‘หมู-อาซาว่า’ จากผู้ปลุกปั้นอาณาจักรแฟชั่น-อาหาร สู่ก้าวใหม่ในบทบาท ‘ผู้จัดละคร’ https://positioningmag.com/1558361 Thu, 05 Feb 2026 07:03:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558361 หากพูดถึงชื่อ หมู-อาซาว่า หรือ พลพัฒน์ อัศวะประภา เชื่อว่ามีน้อยคนที่จะไม่รู้จัก เพราะ หมู-อาซาว่า ถือเป็นดีไซเนอร์ผู้ทรงอิทธิพลและผู้ก่อตั้ง Asava Group อาณาจักรไลฟ์สไตล์ที่เติบโตมานานกว่า 18 ปี ดังนั้น Positioning จะพาไปพูดคุยถึงแนวคิดการทำธุรกิจให้อยู่รอดในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และก้าวต่อไปจากนี้

จากแบรนด์แฟชั่น สู่อาณาจักรไลฟ์สไตล์ครบวงจร

หมู-อาซาว่า เริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นอาณาจักรว่า ครั้งแรกที่ก่อตั้งแบรนด์ Asava คือ วันที่ 8 เดือน 8 ปี 2008 จากวันนั้นถึงวันนี้ 18 ปี ผ่านไป จากแบรนด์แฟชั่นก็ได้ขยายเป็นอาณาจักร Asava Group ประกอบด้วย 6 แบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอ ครอบคลุมธุรกิจแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และร้านอาหาร ได้แก่

  • Asava: แบรนด์แฟชั่นที่ถือเป็นพี่ใหญ่ ปัจจุบันสร้างรายได้ราว 30% ของกลุ่ม 
  • ASV: น้องสาวคนรอง แต่มีการเติบโตโดดเด่นสุดในกลุ่ม คิดเป็นสัดส่วนรายได้ราว 20%
  • Uniform by Asava: แบรนด์ผู้ผลิตชุดยูนิฟอร์ม คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 30% เป็นอีกแบรนด์ที่ยังมีโอกาสเติบโต
  • White Asava: แบรนด์จัดชุดเจ้าสาว – เพื่อนเจ้าสาว และลูกค้าที่ต้องการชุด Customize ไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ
  • MOO: แฟชั่นผู้ชายสไตล์สตรีท เพิ่งเติบโตได้แค่ 4 ปี และเปิดมาในช่วง COVID-19 ทำให้ปัจจุบันพึ่งค้นทางเจอว่ากลุ่มลูกค้าผู้ชายมองหาอะไร
  • Sava All Day Dining: ธุรกิจร้านอาหาร ปัจจุบันมี 2 สาขาที่เอ็มโพเรียม และเซ็นทรัล ชิดลม แม้จะมีแค่ 2 สาขา แต่สามารถสร้างรายได้ถึง 20% ของทั้งกลุ่ม

ต่างแบรนด์ก็ต่างโจทย์ที่ต้องแก้

หมู-อาซาว่า ยอมรับว่า ในปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ท้าทาย เพราะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ สงคราม ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีโจทย์ที่ต้องแก้ เริ่มจาก Asava แบรนด์พี่ใหญ่ที่ต้องปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภค      ที่เปลี่ยนไป

“ตอนนี้ไม่ใช่แค่ไทย แต่สถานการณ์ทั่วโลก หลายประเทศเจอปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งมันส่งผลต่อธุรกิจรวมแฟชั่น จะเห็นว่าซูเปอร์แบรนด์ทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 15 แบรนด์ ขยับดีไซเนอร์หมด แต่เรายังถือว่าโชคดี แม้จะไม่เป็นไปตามเป้า ที่วางไว้เมื่อ 5 ปีก่อน แต่ก็เติบโตทุกปี”

โดยในปีนี้ Asava จะปรับปรุง Headquarter ที่สุขุมวิท 45 และจะเปิด Flagship store ใหม่ในรูปแบบ Stand-alone ใจกลางเมือง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มองหา “Journey & Experience” พวกเขาต้องการสัมผัสตัวตนของแบรนด์ ต้องการคอมมูนิตี้ อีกทั้งต้องการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความเป็น Global luxury 

“ประเทศรอบนอกเราพยายามพาแบรนด์แฟชั่นในประเทศเป็น Global luxury เราก็ต้องไปทางนั้น และตอนนี้        ผู้บริโภคคนไทยอยากเดินร้านที่มีมิติ ไม่ใช่ Shop in Shop แบบในห้างฯ ซึ่งเหมาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวมากกว่า”

นอกจากนี้ กำลังมองหาโอกาสการเติบโตใหม่ ด้วยการขยายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง เพราะมีกำลังสูง และเดินทางมาไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ

ASV น้องสาวคนรอง ต้องปรับให้จับต้องง่ายขึ้น

ในส่วนของแบรนด์ ASV เป็นอีกแบรนด์ที่เติบโตมากที่สุด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Z และ Millennials โดยปีนี้ แบรนด์จะมีการ ปรับราคา ให้เข้าถึงง่ายขึ้น จากเดิมเริ่มต้นที่ 2,000 บาท อาจจะปรับเหลือ 1,000 ปลาย ๆ และจะเน้นที่ Concept, Mood Tone มากขึ้น 

“พอพูดถึง Gen Z-Millennial ยังมีปัญหาเรื่องราคาอยู่ และลูกค้ากลุ่มนี้ ไม่วิ่งตามกระแสแฟชั่น แต่หาไวบ์ หาลุคที่ต้องการ ดังนั้น การสร้างไวบ์เป็นสิ่งสำคัญ หาของที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ กับไวบ์ที่ต้องการพรีเซ็นต์ตัวเอง ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปที่ความสบาย ความรีแล็กซ์ ดังนั้น แบรนด์เราต้องเปลี่ยนไปตามกลุ่มลูกค้าที่หวัง”

Uniform ยังไปได้ แต่กังวลแรงงานที่ลดลง

ในส่วนของ Uniform by Asava ถือเป็นอีกธุรกิจเด่นของกลุ่ม โดย หมู-อาซาว่า มองว่า จุดแข็งของ Uniform by Asava ที่ทำให้หลายบริษัทเลือกใช้บริการ คือ การที่เป็น Service Identity Design ให้กับแบรนด์นั้น ๆ เข้าไปช่วยองค์กรสร้างอัตลักษณ์ผ่านตัวพนักงาน ตั้งแต่การวางคอนเซ็ปต์กับทีมการตลาด ออกแบบให้สะท้อนภาพลักษณ์องค์กร

“ย้อนไป 15 ปีก่อน เราถือเป็นเจ้าแรก ๆ ที่เป็นดีไซเนอร์แบรนด์มาทำยูนิฟอร์ม จนตอนนี้สถาบันการเงินเกือบทุกแห่งในไทยเป็นลูกค้าเรา และเราก็พัฒนาเป็น One-stop Shop ที่ครบวงจร ลูกค้าสามารถวัดตัวออนไลน์ได้ สั่งซื้อออนไลน์ได้ เรามีไซส์ 200 ไซส์ ทั้งบนและล่าง”

อย่างไรก็ตาม หมู-อาซาว่า เองยอมรับว่า ธุรกิจนี้กำลังเผชิญความท้าทายด้าน ความยั่งยืน เนื่องจากโลกที่เปลี่ยนไป คนก็ลดลง หลายองค์กรปรับลดจำนวนพนักงาน ดังนั้น เขาเองก็เริ่มมองหาธุรกิจอื่น ๆ มาเสริม

“ลูกค้าเราส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่ต้องสัมผัสหรือติดต่อกับลูกค้า ต้องเป็น Front line เช่น ธุรกิจโรงแรม ธนาคาร โรงพยาบาล ไม่ใช่พนักงานโรงงานทั่วไป ซึ่งนี่ก็เป็นอีกความท้าทายของเราในอนาคต”

ร้านอาหารไม่ได้ทิ้ง ยังเป็นลูกรัก

ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร SAVA THAI THAI FLAVOUR ทาง หมู-อาซาว่า บอกว่าก็เป็นอีก ลูกรัก และมองถึงโอกาสในการขยายสาขา โดยต้องการเปิดแบบ Stand-alone แต่ด้วย ราคา ที่จับกลุ่มลูกค้ากลุ่มกลาง-บน ทำให้หาทำเลที่เหมาะสมได้ยาก ในส่วนของการขยายไปต่างประเทศ มีวางแผนไว้ โดยคุยกับพาร์ทเนอร์ที่จีน, ไต้หวัน และฮ่องกง แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจของโลก มองว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธุรกิจอาหาร นอกเหนือจาก SAVA THAI THAI FLAVOUR แล้ว ทาง หมู-อาซาว่า ก็ได้ร่วมกับ ยูกิ-ศรีกาญจนา เจ้าของแบรนด์ NARA Thai Cuisine ในการเปิดแบรนด์ Co-Limited (โค ลิมิเต็ด) ร้านอาหารอีสานและสตรีทฟู้ดพรีเมียม ซึ่งในส่วนของแบรนด์ Co-Limited กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดต่างประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และอินโดนีเซีย และมีแผนจะขยายสาขาเพิ่มอีก

เข้าสู่ธุรกิจบันเทิง ด้วยแพชชั่นที่ไม่เคยใช้

แม้ว่า Asava Group จะมีแบรนด์ถึง 6 แบรนด์ในเครือ แต่ หมู-อาซาว่า ก็ยังไม่หยุดที่จะหา ธุรกิจใหม่ โดยล่าสุด เขาได้สยายปีกสู่โลกแห่งคอนเทนต์และบันเทิง ด้วยบทบาท ผู้จัดละคร ภายใต้บริษัท Asava Studio และธุรกิจบริหารศิลปินภายใต้บริษัท MJ Management อย่างไรก็ตาม 2 บริษัทนี้จะไม่ได้อยู่ใน Asava Group

“พี่ชายเป็นประธาน MONO29 และเราก็เป็นกรรมการ แต่ช่องเขาไม่มีละครวัยรุ่น เพราะตอนนี้คนที่จ่ายเงินให้แพลตฟอร์มจะดูซีรีส์วาย ดูซีรีส์วัยรุ่น เพราะโตขึ้นไปไม่ค่อยจ่าย ชินกับการดูฟรี ถ้าจะให้ช่องโต ต้องมีซีรีส์วัยรุ่นช่วยขับเคลื่อน แต่ในช่องไม่มีคนที่ถนัดกลุ่มนี้ เน้นเรื่องบู๊ ผี เขาเลยโยนให้เราทำ”

การทำซีรีส์ไม่ใช่แค่โอกาสทางธุรกิจ เพราะตอนนี้ตลาดซีรีส์แนว Y และ Yuri ที่กำลังเป็นที่ต้องการของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่ แต่ หมู-อาซาว่า อธิบายว่า มันคือการกลับมา ยิบแพชชั่นที่เคยฝังไว้มาใช้ 

“เรามองว่าเราชอบ เพราะจบการแสดง เป็นหนึ่งในแพชชั่นที่ไม่ได้ใช้ ประกอบกับโอกาสที่เข้ามา เลยมองว่าเป็นอีกช่องทางที่เราทำได้ ทุกธุรกิจที่เราทำ ไม่ใช่ว่าทำเพื่อให้พอร์ทโต แต่ทำเพราะอยากทำ ชอบ”

โดย หมู-อาซาว่า มองว่า ในปีนี้จะผลิตคอนเทนต์ประมาณ 3-4 เรื่อง ป้อนช่อง MONO29 และขายไปญี่ปุ่น ไต้หวัน

ความยากคือ บาลานซ์ความชอบและการเติบโต

จากธุรกิจแฟชั่น สู่อาณาจักรไลฟ์สไตล์ และกำลังกระโดดสู่ธุรกิจบันเทิง สิ่ง หมู-อาซาว่า มองว่ายากที่สุดในการทำธุรกิจ คือ การบาลานซ์ระหว่างการเติบโตของธุรกิจกับความชอบส่วนตัวให้มันควบคู่กัน โดยที่ เราไม่ขยะแขยงงานตัวเอง

“สิ่งที่ถูกใจเรามันมีมูลค่าทางธุรกิจด้วย ดังนั้น เราต้องบาลานซ์ เราเอาความชอบเรานำไม่ได้ หรือพนันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องคิดถึงลูกน้อง ความมั่นคงของลูกน้อง”

สุดท้าย หมู-อาซาว่า มองว่า Asava Group ไม่ได้ต้องการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเหมือนในอดีต แต่ต้องเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่องทุกปีก็พอ

“ตอนนี้เป็นช่วงต่อยอดแล้ว ผ่านช่วงวิ่งไล่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาแล้ว เราต้องการโตอย่างมั่นคงมากกว่า เพราะโอกาสพลาดพลั้งน้อย ดำเนินธุรกิจด้วยความไม่ประมาท มีสติมากขึ้น บริหารความเสี่ยงต่อบริษัท อะไรเสี่ยงมาก เราก็ต้องคิดให้หนัก” หมู-อาซาว่า ทิ้งท้าย

]]>
1558361
JOURNAL เส้นทางแบรนด์เครื่องหอม 575 ล้าน สร้างปรากฏการณ์ Body Oil ฟีเวอร์  https://positioningmag.com/1557300 Thu, 29 Jan 2026 08:01:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557300
  • JOURNAL แบรนด์น้ำหอม และสกินแคร์ที่ก่อตั้งโดยธนัญญา สุธีรชัย ปัจจุบันทำตลาดได้ 8 ปีแล้ว
  • เริ่มต้นจากน้ำหอม แต่จุดติดด้วย Body Oil (บอดี้ออยล์) ชูจุดเด่นเรื่องความซึมไว ไม่เหนียว มีกลิ่นหอม ทำให้ตอนนี้เป็นฮีโร่โปรดักส์ของแบรนด์
  • ปัจจุบันมีรายได้ 575 ล้านบาท เติบโตเป็นเท่าตัวจากปีก่อน เพราะใช้กลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์ในการเปลี่ยนเกม ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ 900 ล้านบาท หวังเข้าตลาดในอีก 3 ปี 
  • ปรากฏการณ์ Body Oil ฟีเวอร์

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากระแสของแบรนด์ไทย โดยเฉพาะกลุ่มความงาม หรือ T-Beauty ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ใช่แค่กับชาวต่างชาติ แต่คนไทยด้วยกันเองก็เปิดใจยอมรับแบรนด์ไทยมากขึ้นด้วย จึงได้เห็นแบรนด์ไทยแจ้งเกิด และได้รับการตอบรับดีอย่างถล่มทลาย ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของธุรกิจ SME 

    JOURNAL เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แจ้งเกิดด้วยตลาดน้ำหอมก่อน แล้วจึงแตกไลน์เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์อื่นๆ โดยที่แบรนด์เริ่มเป็นกระแส และมีการบอกปากต่อปากกันมากขึ้น ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมาก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่แบรนด์มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด รายได้ของขยับจาก 300 ล้านบาทในปี 2567 มาอยู่ที่ราว 575 ล้านบาทในปี 2568 

    ธนัญญา สุธีรชัย Managing Director และหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ JOURNAL เริ่มเล่าว่า

    JOURNAL ทำตลาดได้ 8 ปีแล้ว เริ่มต้นจากสินค้าน้ำหอมก่อน ในช่วงแรกเน้นจับตลาดนักท่องเที่ยว ช่วงก่อน COVID-19 ระบาดกลุ่มน้ำหอมแข็งแรงมาก เพราะชาวต่างชาตินิยม แต่ช่วงหลัง COVID-19 จำเป็นต้องเปลี่ยนแผนเพื่อมาจับกลุ่มคนไทยมากขึ้น เลยพัฒนาตัวบอดี้ออยล์ขึ้นมา ด้วยกลิ่น คุณภาพ และราคา ทำให้คนเปิดใจมากขึ้น จนตอนนี้กลายเป็นฮีโร่ โปรดักส์ของแบรนด์รายได้แซงกลุ่มน้ำหอมไปแล้ว”  

    ทำให้ JOURNAL เป็นแบรนด์ที่คนรู้จักในฐานะน้ำหอม แต่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการดันบอดี้ออยล์ ขึ้นมาเป็นฮีโร่ โปรดักส์ 

    JOURNAL

    การทำตลาดบอดี้ออยล์เป็นช่วงเวลาประจวบเหมาะกับกระแสของบอดี้ออยล์กำลังมาพอดี มีการเคลมว่าบำรุงผิวได้ลึกกว่าโลชั่น ซึ่ง JOURNAL ก็ได้อินไซต์ของผู้บริโภคคนไทยมาต่อยอดด้วยการพัฒนาสูตรให้เหมาะกับอากาศเมืองร้อน ที่ต้อง “ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ” และกลิ่นต้องติดทนนาน ทำให้เกิดการทดลองใช้ และปากต่อปากกัน 

    ทำให้ปัจจุบันกลุ่มบอดี้แคร์สร้างรายได้ราว 65% ของพอร์ตทั้งหมด รองลงมาเป็นน้ำหอม 20% และเครื่องหอม 15% 

    ซึ่งในกลุ่มบอดี้แคร์นั้นประกอบด้วยบอดี้ออยล์ ครีมอาบน้ำ และแฮนด์ครีม ถ้าเจาะแค่กลุ่มบอดี้แคร์อย่างเดียว บอดี้ ออยล์ทำรายได้มากกว่า 50% และมีการเติบโตถึง 136%

    พลังของ “พีพี-กฤษฏ์” พรีเซ็นเตอร์เปลี่ยนเกม 

    จุดเปลี่ยนสำคัญอีกอย่างหนึ่งของ JOURNAL หลังจากที่เปิดไลน์สินค้าบอดี้ออยล์ ก็คือการเลือกใช้ พีพี–กฤษฏ์ อำนวยเดชกร” เป็นพรีเซ็นเตอร์คนแรกตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 นอกจากจะทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก สร้างการรับรู้ ขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มใหม่ๆ แล้ว ยังเป็นตัวเร่งที่ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด

    ธนัญญาบอกว่าในปีที่แล้วใช้งบการตลาด 50 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่รวมค่าพรีเซ็นเตอร์แล้ว ซึ่งเป็นการบุกตลาดอย่างจริงจังทั้งใช้สื่อนอกบ้าน (Out-of-Home) 

    JOURNAL

    ความน่าสนใจอีกอย่างของพลังพีพีก็คือ ทำให้แบรนด์ “น่าเชื่อถือ” มากขึ้น

    ธนัญญาบอกว่า “พีพีทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก น่าเชื่อถือ ผู้บริโภคกล้าซื้อ กล้าลองใช้มากขึ้น ในส่วนของการทำธุรกิจด้วยเช่นกัน พาร์ทเนอร์ที่เป็นซัพพายเออร์ก็ให้ความสนใจ ได้รับโอกาสดีๆ จากรีเทล ได้จุดขายดีๆ ได้ของดีๆ ขึ้น รวมถึงมีแบรนด์อยากทำโปรเจกต์คอลแลปมากขึ้นด้วย”

    รายได้ทะยานสู่ 900 ล้าน

    ปัจจุบันรายได้ปี 2568 อยู่ที่ 575 ล้านบาท เติบโตจากปี 2567 ที่มีรายได้ 322 ล้านบาท ในปี 2569 ตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 875 – 900 ล้านบาท พร้อมวางงบการตลาดไว้ 10% หรือประมาณ 80 ล้านบาท และงบโปรโมชั่นอีก 10%

    ตอนนี้ JOURNAL มีช่องทางจำหน่ายรวม 21 สาขา และตั้งเป้าเปิดสาขาเองเพิ่มอีก 15 สาขา พร้อมบุกตลาด Modern Trade ได้แก่ EVEANDBOY, Beautrium, Found & Found เป็นต้น

    ในปีนี้เตรียมบุกตลาด Home Fragrance (เครื่องหอมในบ้าน) มากขึ้น ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ยังมีช่องว่างอีกมาก และพัฒนา Body Oil กันแดด เพื่อตอบโจทย์เมืองร้อน และยังใช้กลยุทธ์ราคาในช่องทาง TikTok ด้วยการออกไซส์เล็กเพื่อการเข้าถึงง่าย เช่น 10 ml. ในราคา 190 บาท และ 30 ml. ราคา 390 บาท ส่วนไซส์มาตรฐาน 180 ml มีราคาอยู่ที่ 1,190 บาท

    สำหรับเป้าหมายระยะยาวในอีก 3-4 ปี มีแผนอยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะเป็นแบรนด์ไทยที่เอาความเป็นไทยไปขายในตลาดโลก ส่วนแผนระยะสั้นอยากเจาะนักท่องเที่ยว หรือตลาดประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซียมากขึ้น เพราะมีเศรษฐกิจดี GDP โตสูง ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง 

    ถึงแม้ว่าตลาดเครื่องหอม ตลาดน้ำหอม และตลาดบอดี้แคร์จะมีการแข่งขันสูง ผู้เล่นในตลาดเยอะ อีกทั้งผู้เล่นจากต่างประเทศก็แข็งแกร่ง แต่ JOURNAL ยังรักษาระดับการเติบโตได้ต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคยอมเปิดใจ ส่วนหนึ่งเป็นการวาง Positioning ตัวเองให้เป็น Daily Ritual หรือสินค้าในกิจวัตรประจำวัน มากกว่าเป็นแค่ของใช้ฟุ่มเฟือย และการใช้ Emotional Experience การเล่าเรื่อง การทำการตลาดด้วยกลิ่น ใช้กลิ่นเป็นภาษา มาเชื่อมโยงความรู้สึกของผู้ใช้เข้ากับผลิตภัณฑ์ได้อย่างดีนั่นเอง 

    ]]>
    1557300
    คุยกับ “วรรณี ลีลาเวชบุตร” แม่ทัพ Neo Target มุมมองการสื่อสารแบรนด์ในปี 2569 https://positioningmag.com/1556815 Wed, 28 Jan 2026 04:31:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1556815 พูดคุยกับ “วรรณี ลีลาเวชบุตร” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด หรือ Neo Target เอเจนซี่ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารแบรนด์ เปิดมุมมองด้านการสื่อสารแบรนด์ของปี 2569 ปีแห่งความท้าทายรอบด้าน พร้อมผลงานวิจัย Influential Brands สะท้อนให้เห็นว่าในปี 2569 การสื่อสารไม่ใช่แค่การป่าวประกาศ แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่เปราะบาง

    โดยที่นิโอ ทาร์เก็ต และ Influential Brands จากประเทศสิงคโปร์ ร่วมจัดงานประกาศและมอบรางวัลแก่ท็อปแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลต่อผู้บริโภคสูงสุด และแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจสูงสุดต่อเนื่องรวมกันกว่า 25 แบรนด์ 

    ทั้งนี้แม่ทัพใหญ่อย่างวรรณียังได้เปิดมุมมองของการสื่อสารแบรนด์ในปัจจุบัน สรุปใจความใหญ่ๆ เป็น 5 ข้อ ได้แก่

    1. ยุคที่ข้อมูลไปไว แบรนด์ต้องเตรียมตัวมากกว่าแผนการตลาด

    การทำแบรนด์ในยุคนี้ต้องก้าวข้ามแค่เรื่องยอดขายไปสู่การสร้าง Brand Reputation (ชื่อเสียงของแบรนด์) โดยมีหลักการสำคัญ คือ

    • ความเชื่อมั่นคือสกุลเงินใหม่ : ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน แบรนด์ต้องเป็นที่พึ่ง และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้ากล้าใช้จ่ายให้ได้
    • ความโปร่งใส (Transparency) : การสื่อสารต้องตรงกับความจริง มีการวางแผนเชิงรุกและเชิงรับต้องพร้อมรับมือกับวิกฤต (Crisis Management) ได้ทันที ต้องมีสเตทเมนต์ หรือแผนรองรับวิกฤตไว้ล่วงหน้า
    • การสื่อสารที่สม่ำเสมอ : ต้องพูดบ่อย สื่อสารอย่างต่อเนื่อง และทำตามคำมั่นสัญญาเพื่อให้แบรนด์ถูกจดจำในโลกที่คนมีเรื่องให้จำเยอะเกินไป เป็นการรักษาความลอยัลตี้ในวันที่งบโฆษณาอาจถูกตัดเมื่อไหร่ก็ได้

    2. มุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2569 ปีแห่งความระมัดระวัง

    นิโอ ทาร์เก็ตมองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจจะมีความทรงๆ เห็นได้จากปีที่ผ่านมามีการขยายตัวชะลอลงอยู่ที่ประมาณ 1.6% โดยมีปัจจัยกดดัน ดังนี้

    • ปัจจัยภายนอก : สงครามการค้า สินค้าทะลักจากจีน และนโยบายจากสหรัฐฯ ที่กระทบส่งออก
    • ปัจจัยภายใน : กำลังซื้อครัวเรือนเปราะบางจากหนี้สิน และค่าครองชีพ รวมถึงภัยธรรมชาติที่กระทบระดับรากหญ้า
    • ผลกระทบต่อธุรกิจ : งบโฆษณาอาจถูกตัดเป็นอันดับแรก แต่การสื่อสารแบรนด์กลับสำคัญที่สุด เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

    3. สรุปอินไซต์ผู้บริโภค 5 Generation ปี 2026

    ในยุคปัจจุบันเป็นยุคที่มีช่องว่างระหว่างวัย หรือระหว่างเจนมากขึ้น ซึ่งแต่ละเจนมีความชอบ และพฤติกรรมการเสพสื่อต่างกัน แบรนด์จึงต้องวางแผนให้รงกับกลุ่มเป้าหมาย 

    • Baby Boomer : เน้นความคุ้มค่า และราคาที่ชัดเจน ต้องสื่อสารด้วยช่องทางที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ซับซ้อน
    • Gen X : กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงสุด เน้นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง และเน้นประสบการณ์ที่ได้รับ
    • Gen Y : กลุ่มที่เริ่มใช้ AI ช่วยตัดสินใจในเรื่องต่างๆ สนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น และสนใจเรื่องค่านิยมใหม่ๆ
    • Gen Z : กลุ่มนี้มีลอยัลตี้ต่ำที่สุด แต่ใจรักสิ่งแวดล้อม สินค้าต้องได้ตามความคาดหวัง ถ้าแบรนด์ทำไม่ได้ตามที่พูดพร้อมแบนทันที
    • Gen Alpha : กลุ่มนี้เติบโตมากับเทคโนโลยีแบบ 100% พึ่งพาพ่อแม่สูง ชอบคอนเทนต์ที่สนุกสนาน และมีปฏิสัมพันธ์

    4. กลยุทธ์การสื่อสาร 3P

    การทำคอนเทนต์ต้องครอบคลุมหลัก 3P เพื่อให้แบรนด์ยั่งยืน

    1. People : เน้นความสำคัญของคน ทั้งผู้บริหาร (วิสัยทัศน์) และพนักงาน (ความเก่ง) เพราะคนอยากทำงานกับองค์กรที่เก่ง และดี
    2. Performance : ความแข็งแกร่งทางการเงิน และความยั่งยืน โดยเฉพาะบริษัทที่จะเข้า IPO ต้องมีความโปร่งใสชัดเจน
    3. Planet : การใส่ใจโลกและสังคมไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นมาตรฐานที่ทุกเจนเนอเรชันจับตามอง

    5. งานวิจัย Influential Brands Research

    จากการที่นิโอ ทาร์เก็ตทำวิจัยร่วมกับ Influential Brands (Singapore) และสวนดุสิตโพลต่อเนื่องกว่า 12 ปี พบอินไซต์สำคัญ ดังนี้

    • Leadership Matters : ผู้บริโภคกว่า 80% เชื่อว่าผู้นำองค์กรมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์
    • Top Influential Brands : แบรนด์ที่ได้รางวัล (เช่น Café Amazon, Lotus’s, Auntie Anne’s) คือแบรนด์ที่สามารถครองใจผู้บริโภคได้ทุกเจนเนอเรชันผ่านการปรับตัวที่รวดเร็ว
    • AI Integration : ปี 2569 AI จะเข้ามามีบทบาทสูงในการจุดประกายการสร้างแบรนด์ และช่วยให้แบรนด์สื่อสารกับลูกค้าได้แบบรายบุคคลได้
    ]]>
    1556815
    How to ‘เที่ยว’ อย่างไรให้ได้ ‘พัก’ เต็มที่ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนที่นอน แต่ได้รีเซ็ตสมองจริง ๆ https://positioningmag.com/1555849 Wed, 21 Jan 2026 03:51:45 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555849 แม้ว่าจะผ่านช่วงหยุดยาวมาแล้ว แต่หลายคนน่าจะเจอกับปัญหา ได้หยุดแล้ว ได้เที่ยวแล้ว แต่ทำไมเหมือนไม่ได้พักชาร์จแบตฯ เลยนะ Positioning จะนำเสนอ 3 ทริคดี ๆ จากนักจิตวิทยา ที่จะช่วยให้การเที่ยวพักผ่อน ได้พักผ่อนจริง ๆ

    1. กลยุทธ์การลดเกียร์ (Slowing Down Before the Trip)

    Guy Winch นักจิตวิทยา ชี้ให้เห็นว่า ร่างกายและสมองของคนเรามี ความเฉื่อย ของความเครียดสะสมอยู่ คนส่วนใหญ่มักพยายาม เคลียร์งานล่วงหน้า หรือทำโอทีอย่างหนักก่อนหยุดยาว เพื่อไม่ให้มีงานค้าง

    เปรียบเหมือนการที่เราทำงานที่ความเร็วเกียร์ 5 (ยุ่งสุดขีด) แล้วเบรกกะทันหันเพื่อเข้าสู่เกียร์ว่าง (พักผ่อน) ผลคือ เครื่องยนต์จะกระตุกและปรับตัวไม่ทัน กลายเป็นว่าเราออกเดินทางในสภาพที่ เครื่องยนต์ไหม้ (Burnout) ตั้งแต่ยังไม่เริ่มทริป นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงเหนื่อยกว่าเดิม แม้ไปเที่ยวพักผ่อน

    ดังนั้น ลองเปลี่ยนจากโหมเคลียร์งานก่อนเที่ยว เปลี่ยนมาเป็นการเตรียมตัวล่วงหน้า 1-2 เดือน โดยการค่อยๆ ทำงานเพิ่มทีละนิดในแต่ละสัปดาห์ และ จัดกระเป๋าล่วงหน้า 3-4 สัปดาห์ เพื่อลดความลนลานในคืนก่อนเดินทาง ซึ่งช่วยให้สมองค่อยๆ เข้าสู่โหมดพักผ่อนอย่างนุ่มนวล

    2. ก้าวข้ามความคาดหวัง และค้นหาจังหวะที่ใช่ (Follow Your Own Pace)

    หลายคนไปท่องเที่ยวตามคำแนะนำจากโซเชียลมีเดีย นั่นทำให้หลายคนวาดฝันว่าจะไปตามรอบทริปสุด สมบูรณ์แบบ เหมือนที่ดูมา แต่นั่นกำลังกลายเป็น กับดัก 

    Marissa Goldstein คุณแม่ลูกสี่ ได้เตือนว่า อย่ามัวแต่ตามเก็บ Bucket List หรือพยายามทำทริปให้เหมือนใน Instagram เพราะจะทำให้เกิดความคาดหวังที่สูงเกินไปจนกลายเป็นความเครียด

    หรือครอบครัวไหนที่มี ลูก การพยายามเป็น พ่อแม่ที่เพอร์เฟกต์ จะนำไปสู่ความล้มเหลว เพราะเมื่อเด็ก ๆ งอแงหรือไม่เป็นไปตามแผน เราจะรู้สึกผิดหวังและโทษตัวเอง ดังนั้น ควรจัดแผนที่ ยืดหยุ่นและสนุกกับปัจจุบัน โดยเน้นกิจกรรมที่เด็ก ๆ ได้มีส่วนร่วม และใช้ AI อย่าง ChatGPT ช่วยสร้างเกมล่าขุมสมบัติ (Scavenger hunts) เพื่อให้เด็ก ๆ สนุกไปกับสถานที่นั้น ๆ

    สุดท้าย เลิกอัดกิจกรรมจนแน่นทริป แต่หากิจกรรมที่ทำให้ใจสงบ เช่น นวดผ่อนคลาย คลาสโยคะ และหาที่พักที่มีบริการดูแลเด็ก เพื่อจะได้ชาร์จพลังให้มีแรงกลับมาดูแลลูกต่อ

    3. ศิลปะการแยกตัวตนออกจากงาน (Detach from ‘Work Self’)

    Winch ย้ำว่าการพักผ่อนจะไร้ความหมายหากเรายังแบก ตัวตนในที่ทำงาน ไปด้วย ซึ่งการตัดขายจากงานไม่ใช่แค่การ ปิดคอม แต่ต้อง ตัดขาดทางจิตวิทยา (Psychological Detachment) คือต้องหยุดคิดเรื่องโปรเจกต์ หรืองานที่ค้างอยู่

    แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกอาชีพที่จะสามารถตัดขาดกับงานได้เลย ดังนั้น อาจแบ่งเป็น กะ เพื่อจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวล เช่น จะทำงานหรือตอบข้อความหลัง 4 ทุ่มเท่านั้น วิธีนี้จะช่วยให้เราไม่พะวงกับแจ้งเตือนตลอดทั้งวัน 

    ใครที่วางแผนจะเที่ยว ลองเอาไปปรับใช้ดูนะ

    ]]>
    1555849
    เปิด 3 อินไซต์ Gen Z ที่องค์กรต้องรู้ และรับมือ https://positioningmag.com/1555703 Tue, 20 Jan 2026 06:50:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555703 แม้ตอนนี้ ‘Gen Z’ จะเป็น First Jobber แต่ในอีก 4 ปีข้างหน้าพวกเขาจะกลายเป็นกลุ่มที่เข้ามาขับเคลื่อน ‘โลกแรงงาน’ แบบ 100% ดังนั้น การทำความเข้าใจ ‘พฤติกรรม’ และ ‘ตัวตน’ ของ Gen Z จึงเป็นสิ่งที่องค์กรและหัวหน้าต้อใคำนึงถึง เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น   

     

    ‘ชญาน์ทัต วงศ์มณี’ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ‘ท้อฟฟี่ แบรดชอว์’ และผู้ร่วมก่อตั้ง Peeti PR ได้เล่าประสบการณ์บนเวที Top 50 Companies in Thailand 2026 ในฐานะที่เขาได้ผ่านการทำงานมาแล้วทั้งกับ Baby Bloomer, Gen X , Gen Y และทุกวันนี้มีลูกน้อง 60% เป็น Gen Z ว่า

     

    การเป็นหัวหน้าของ Gen Z ไม่เหมือนกับ Gen ไหนเลย และถือเป็นความเร้าใจในชีวิต จึงอยากแชร์ 3 อินไซต์ของคนกลุ่มนี้ที่ได้เรียนรู้มา โดยเฉพาะที่เป็นกลุ่ม talent ผู้มีความสามารถเพื่อให้ก้าวข้ามปัญหา Generation Gap และเป็น Buddy ที่ดีกับคนกลุ่มนี้

     

    อินไซต์แรก Gen Z มองหา Why

     

    Why ในที่นี้สำหรับ Gen Z หมายถึง Purpose หรือ ‘เป้าหมาย’ เช่น เหตุผลของการตื่นมาทำงานตอนเช้า, ความหมายของการทำงาน ฯลฯ เพราะพวกเขารู้สึกว่า พลังที่ใช้ไปในแต่ละวันต้อง ‘สร้าง’หรือ ‘เปลี่ยนแปลง’ อะไรให้กับสังคม มากกว่า ‘รายได้’ หรือ ‘ตัวเลข’

     

    “หลายคนบอก Gen Z ไม่มีความจงรักภักดีต่อองค์กร จริง ๆ เขาแค่ไม่อยากเสียเวลาชีวิตให้กับงานที่ไม่มีความหมาย”

     

    เมื่อ Gen Z มองหา Why ต้องการงานที่มีความหมาย องค์กรและหัวหน้าต้องทำอย่างไร?

     

    อันแรก ต้องกลับมาดูว่างานที่ให้ทำมีความหมายหรือไม่? ซึ่งไม่ใช่แค่พูดอย่างเดียว แต่ต้องมาจากลงมือทำ โดยองค์กรที่มี Purpose ชัดเจน จะดึงดูด talent ที่เชื่อเรื่องเดียวกันได้ชัดเจน

    .

    ถัดมา การวัด KPI สำหรับ Gen Z แทนที่จะวัดเป็น ‘ตัวเลข’ สร้างยอดขายเท่าไร ยอดเอนเกจเท่าไร ควรเปลี่ยนมาเป็น ‘งานชิ้นนี้ทำให้เขาเติบโตขึ้นในฐานะมนุษย์อย่างไร’ เช่น ทำสิ่งนี้แล้วพวกเขาได้เรียนรู้หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เพราะเมื่อ ‘คนที่รู้สึกมีคุณค่า จะสร้างผลงานที่ยั่งยืน’

     

    อินไซต์ที่ 2 Gen Z กลัว ‘เสียหน้า’ มากกว่ากลัว ‘หัวหน้า’

     

    Gen Z เป็นกลุ่มที่อยากเข้าใจตัวเอง สะท้อนจากโปรไฟล์ในโซเชียลของคนกลุ่มนี้ส่วนมากจะเห็นว่า นิยมใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพ MBTI เพื่อเข้าใจตัวเอง

     

    ปัญหาคือ เมื่อไรก็ตามที่คนกลุ่มนี้ใช้ MBTI เป็นโครงข่ายด้านความสามารถและเงื่อนไขในการทำงาน จะเป็นสิ่งน่ากลัว เช่น ไม่ขอทำแบบนี้ได้ไหม เพราะไม่ใช่สายนี้ หรือไม่สนเรื่องสาย Data เพราะเป็นสายความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ

     

    สิ่งที่หัวหน้าต้องทำเมื่อเจอเรื่องนี้ คือ อย่าเพิ่ง ‘ตัดสิน’ น้องเร็วเกินไป แต่ควรช่วยเพิ่มฐานความสามารถให้พวกเขา ทั้งท้าทายและผลักดันให้ทำสิ่งใหม่ๆ พร้อมกับสื่อสารว่า ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น และเมื่อเกิดความผิดพลาด จะเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้เสมอ

     

    อินไซต์ที่ 3 อยาก ‘สำเร็จไว’ แต่ก็ ‘ยอมแพ้เร็ว’

     

    ด้วยการที่ Gen นี้เติบโตมาได้เห็นการเติบโตของคนอื่น โดยเฉพาะทางโซเซีเชียลมีเดีย เช่น คนประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย, มหาเศรษฐีอายุแค่ 30 ปี ฯลฯ ทำให้ Gen Z อยากจะเติบโตและสำเร็จแบบนี้เช่นกัน

     

    ข้อดีของความคิดนี้ คือ Gen Z มีความทุ่มเทและโฟกัสเรื่องงาน รวมถึงพร้อมจะพูดถึงผลประโยชน์และหาทางจะประสบความสำเร็จแบบตรงไปตรงมา เช่น ทำแล้วได้อะไร สร้างการเติบโตอย่างไร เป็นต้น  

     

    ขณะที่อยากสำเร็จไว Gen Z ก็ ‘ยอมแพ้เร็ว’ เพราะแบกความกดดันมากมาย ดังนั้น สิ่งที่หัวหน้าจะสอนได้ คือ  Don’t give up too soon ทำให้รู้ว่า การจะประสบความสำเร็จได้ต้องให้ ‘เวลา’ และทางข้างหน้ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมากมาย ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะหยุดเรียนรู้ กลายเป็น ‘กรงขังความสามารถ’

    .

    นอกจากนี้ หัวหน้าต้องเป็น ‘ประตูที่เปิดตลอด’ โดยประตูในที่นี้ หมายถึง เมื่อคนในทีมมีปัญหา รู้สึกแย่ สามารถเข้ามาคุยได้เสมอ จะเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเมื่อเจอทางตัน จะช่วยแก้ไขหรือหาทางออกให้กับคนในทีมเสมอ

     

    มองคนรุ่นใหม่ด้วย ‘สายตาแห่งความหวัง’

     

    อย่างไรก็ตาม ชญาน์ทัตบอกว่า จะไม่มีวันหยุดปวดหัวกับ Gen Z เพราะเขาเป็นมนุษย์ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ได้ทำงานกับคนกลุ่มนี้เพื่อให้เรียนรู้การเป็นหัวหน้าที่ดีต้องทำอย่างไร

     

    ที่สำคัญจะปวดหัวอีกมาก เพราะยังมี Gen ใหม่ๆ อีกหลาย Gen เข้ามา ซึ่งเมื่อก่อนเขาก็คิดแบบเช่นกัน แต่มีคนเข้ามาเปลี่ยนความคิดนี้ นั่นคือ ‘พี่ซุป ซุปเปอร์จิ๋ว’ (วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ)

     

    “ผมถามพี่ซุปว่า ทำอย่างไรถึงคุยกับเด็กได้ตลอดเวลา รุ่นแล้วรุ่นเหล่า ทำอย่างไรถึงทำงานร่วมกันได้ พี่ซุปตอบว่า เราทุกคนมีความเป็นเด็ก เพราะฉะนั้นแล้วต่อให้วัยต่างกัน เราเป็นมนุษย์เหมือนกัน และพี่กำลังเรียนรู้อยู่ ที่สำคัญทุกครั้งที่มองเข้าไปในแววตาของเด็ก พี่เห็นความหวังของประเทศ

     

    “เมื่อไรก็ตามมองพวกเขาด้วยสายตาที่เห็นความหวัง จะเปลี่ยนวิธีคิดของเราไป ทำให้อยากเรียนรู้ อยากเข้าใจ อยากจะอยู่เคียงข้าง เป็นหัวหน้าที่ดี และเมื่อไรที่เรามองพวกเขาด้วยการเห็นความหวัง เขาจะมองเราด้วยสายตาเห็นความหวังเช่นกัน”

    ]]>
    1555703
    รู้จัก ‘Are you Dead’ แอปฯ สุดไวรัลในจีนที่ใช้เช็กว่า ‘ยังไม่ตาย’ สู่ภาพสะท้อนความ ‘โดดเดี่ยว’ ที่ถูกสังคมหล่อหลอม https://positioningmag.com/1555390 Fri, 16 Jan 2026 05:55:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555390 หลายคนน่าจะเคยตั้งคำถามว่าทำไมผู้สูงอายุในครอบครัวมักจะส่งข้อความ สวัสดีวันจันทร์ ในไลน์ ซึ่งก็มีความเห็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ “เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังจะบอกว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่” แน่นอนว่าเรื่องความโดดเดี่ยว ไม่ได้มีแค่ประเทศไทย แต่เกิดกับทุกคนบนโลกนี้ โดยเฉพาะ จีน ประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก หลายคนต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปทำงานในเมืองใหญ่ และนั่นทำให้แอปพลิเคชัน Are you Dead กำลังกลายเป็นไวรัลในจีน ตอนนี้

    ความโดดเดี่ยวกำลังเติบโต

    การใช้ชีวิตลำพังกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในทุกประเทศ แต่มันกำลังเพิ่มมากขึ้นในประเทศจีน ทั้งในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่อาศัยในเมืองใหญ่ และกลุ่มผู้สูงอายุที่แยกตัวออกมาอยู่เพียงลำพัง จากการคาดการณ์ที่ตีพิมพ์ในปี 2021 โดย Beike Research Institute ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า 

    จีนอาจมีครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวมากถึง 200 ล้านครัวเรือน และภายในปี 2030 โดยจะมีประชากรมากกว่า 30% ที่ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง

    นอกจากนี้ ผลสำรวจจากรัฐบาลในปี 2021 พบว่าชาวจีนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเกือบ 60% อาศัยอยู่คนเดียวหรืออยู่กับคู่สมรสเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2010 ถึงประมาณ 10%

    Are you Dead? แอปสำหรับคนที่ใช้ชีวิตลำพัง

    คำถามคือ ถ้าคนที่ต้องอยู่คนเดียว เกิดเป็นอะไรกระทันหันขึ้นมา ญาติพี่น้องจะรับรู้ได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้เองจึงถือกำเนิดแอปพลิเคชัน Are you Dead? หรือ Si le Me (สี่เลอเมอ) ที่แปลว่า “ตายหรือยัง?” โดยการทำงานของแอปพลิเคชันนี้นั้นง่ายมาก โดยผู้ใช้งานต้อง เช็กอิน ด้วยการกดปุ่ม หากผู้ใช้ไม่ได้กดปุ่มติดต่อกันเป็นเวลา สองวัน ตัวแอปจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังผู้ติดต่อฉุกเฉินทันที 

    Are you Dead? เปิดตัวครั้งแรกในช่วงกลางปี 2025 แต่ยอดดาวน์โหลดเพิ่งจะมาพุ่งสูงขึ้นอย่างมากเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา และขึ้นเป็นแอปพลิเคชันแบบชำระเงินที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดใน Apple App Store ของประเทศจีนในสัปดาห์นี้ โดยมีค่าธรรมเนียมในการดาวน์โหลด 8 หยวน หรือประมาณ 36 บาท 

    ในตลาดนอกประเทศจีน แอปฯ นี้ใช้ชื่อว่า Demumu ซึ่งมียอดดาวน์โหลดติด 2 อันดับแรกในสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และฮ่องกง และ 4 อันดับแรกในออสเตรเลียและสเปน สำหรับแอปพลิเคชันแบบชําระเงิน ซึ่งอาจถูกโหลดโดยชาวจีนที่อาศัยอยู่ในต่างแดน 

    สำหรับผู้พัฒนาแอปฯ นี้คือ บริษัท Yuejing (Zhengzhou) Technology Service ที่ก่อตั้งโดย 3 สมาชิก Gen Z ที่มีจุดร่วมเดียวกันคือ เป็นคนต่างจังหวัด โดยหนึ่งในสมาชิกได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อจีน ถึงแนวคิดในการพัฒนาแอปฯ นี้ว่า ทีมงานได้เห็นถึงความต้องการนี้ จากการที่โลกโซเชียลฯ ได้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยและความโดดเดี่ยวในกลุ่มคนที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว

    โดยก่อนหน้านี้ ทีมพัฒนาได้เปิดตัวแอปพลิเคชันอีกตัวหนึ่งชื่อ CareeAI บน App Store โดย CareeAI ถูกวางจำหน่ายในฐานะผู้ช่วยด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลสำหรับครอบครัว ซึ่งสามารถส่งการแจ้งเตือนในสถานการณ์เสี่ยงต่างๆ เช่น เด็กปั่นจักรยานเร็วเกินไป อุบัติเหตุทางจราจร ผู้สูงอายุหกล้ม หรือหายตัวไป

    ภาพสะท้อนสังคมแห่งความเหงา

    ยอดดาวน์โหลดแอป Are you Dead? ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้จุดกระแสการพูดคุยในโซเชียลมีเดียของจีน โดยหลายคนมองว่า ยิ่งแอปฯ มียอดดาวน์โหลดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา ความโดดเดี่ยว ที่ฝังรากลึก

    ผู้ใช้งานรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า เฉียนเวย (Qian Wei) ได้โพสต์ลงในแพลตฟอร์ม Xiaohongshu (เสี่ยวหงซู) ว่า พวกเขาสัมผัสได้ถึง ความเหงาที่หยั่งรากลึก และ ระบบเครือญาติ ที่เคยเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญมาโดยตลอดของจีนได้ ล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง เพราะในเมืองใหญ่ ทุกคนต่างโดดเดี่ยวและกระจัดกระจาย ผู้คนอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่เก็บเสียง โดยที่ไม่รู้แม้กระทั่งนามสกุลของเพื่อนบ้านข้างห้อง และนั่นทำให้ทุกคนเริ่มกลัวที่จะ ตายอย่างโดดเดี่ยว

    ช่องโหว่ และชื่อที่ดูไม่เหมาะ

    อย่างไรก็ตาม แอปฯ นี้ยังมีช่องโหว่ที่หลายคนแสดงความกังวลก็คือ ถ้าเกิดผู้ใช้แค่ ลืมเช็กอิน กลไกนี้อาจก็ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมาก เพราะผู้ติดต่อฉุกเฉินจะได้รับการแจ้งเตือนที่ทำให้เข้าใจผิด 

    “แค่ลืมล็อกอิน เพื่อนก็คิดว่าเกิดเรื่องใหญ่กับฉันแล้ว” คอมเมนต์หนึ่งกล่าวไว้

    นอกจากนี้ ชื่อแอปฯ ยังเป็นอีกส่วนที่หลายคนไม่ชอบ เพราะมองว่าดู ไม่เป็นมงคล และดู รุนแรง เกินไป ทำให้มีกระแสอยากให้เปลี่ยนชื่อ เช่น Are You Alive? (คุณยังอยู่ดีใช่ไหม)

    แม้ชื่อแอปฯ อาจฟังดูโหดร้าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสะท้อนความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าว่า ความโดดเดี่ยวกำลังกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมทั่วโลก คนเริ่มมีลูกน้อยลง อยู่เป็นโสดมากขึ้น ความอ้างว้างได้กลายเป็นโรคระบาดเงียบที่ไม่มีทีท่าว่าจะรักษาได้ง่าย ๆ

    ]]>
    1555390
    4 แนวคิดการใช้ชีวิตสไตล์ “ชาติ จิราธิวัฒน์” คีย์แมนสำคัญของ Central Group Europe  https://positioningmag.com/1555261 Thu, 15 Jan 2026 07:27:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555261
  • ชาติ จิราธิวัฒน์ หนึ่งในทายาทเจน 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ ปัจจุบันดูแลธุรกิจห้างสรรพสินค้าหรูในยุโรป เคยเป็นหนึ่งในทีมปั้นโปรเจกต์เซ็นทรัลเอ็มบาสซีด้วย
  • ชาติเป็นผู้บริหารที่ขึ้นชื่อเรื่องความสมถะ ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย ชอบเดินไปทำงาน, ไม่บินเฟิร์สคลาส, ไม่ชอบ Food Waste ยึดมั่นในธรรมนูญของตระกูล “ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน”
  • ชาติเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 21 ปี ต้องเริ่มฝึกงานด้วยการ “ห่อของขวัญ” ที่เซ็นทรัลชิดลมเหมือนคนอื่นเช่นกัน 
  • Positioning ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “ชาติ จิราธิวัฒน์” เมื่อครั้งที่ไปเยือนออฟฟิศของ Selfridges ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้พูดคุยทั้งเรื่องธุรกิจ ไลฟ์สไตล์ แนวคิดการทำงาน โดยได้ตกตะกอนออกมาเป็น 4 แนวคิดใหญ่ๆ 

    1. เส้นทางทายาทเจน 3: เริ่มจากฝึกงานห่อของขวัญสู่แม่ทัพยุโรป

    แม้ชาติจะเกิดในตระกูลจิราธิวัฒน์ แต่ชีวิตการทำงานของชาติไม่ได้เริ่มจากห้องบริหารแต่แรกเสียทีเดียว แต่เขาเดินตามธรรมนูญของตระกูลที่ต้องเริ่มจาก “ศูนย์” เรียกได้ว่าเริ่มต้นจากเด็กฝึกงาน “พนักงานห่อของขวัญ” ที่เซ็นทรัล ชิดลมเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไปตั้งแต่วัย 21 ปี หลังจากนั้นได้สัมผัสเนื้องานตั้งแต่หน้าร้าน ขายของ ไปจนถึงในห้อง    สต็อกสินค้า เพื่อให้เข้าใจหัวใจของงานรีเทลอย่างแท้จริง

    chart Selfridges

    ชาติเป็นบุตรชายของสุทธิชาติ จิราธิวัฒน์ และแมรี่แอนน์ จิราธิวัฒน์ ทำให้เขาเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ  จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาเดียวกันที่ INSEAD ประเทศฝรั่งเศส

    ปัจจุบันชาติดำรงตำแหน่ง Chief Commercial Officer ของ Central Group Europe แม่ทัพใหญ่ในธุรกิจห้างหรูในยุโรป ตลอดเส้นทางการทำงานชาติมีบทบาทอย่างใกล้ชิดในการพัฒนาธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล เป็นหนึ่งในคีย์แมนสำคัญในการพลิกโฉมเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ให้กลายเป็น “เซ็นทรัลเวิลด์” และได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการมูลค่า 2 หมื่นล้านอย่าง “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่” รวมถึงเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า

    ภายหลังการเข้าซื้อกิจการ Selfridges Group ของกลุ่มเซ็นทรัลในปี 2565 ชาติได้ย้ายไปประจำกรุงลอนดอนเพื่อรับบทบาท Head of Retail Development และดูแลการขยายธุรกิจค้าปลีกในยุโรปของกลุ่มอย่างเต็มตัว ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง Chief Commercial Officer ของ Central Group Europe อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2567

    ชาติเป็นหนึ่งในผู้นำเจเนอเรชันที่ 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ เขาเล่าว่า ปัจจุบันจิราธิวัฒน์มีทั้งหมดราว 300 คน เป็นคนที่ทำงานกับเซ็นทรัล 50 กว่าคน โดยที่เจน 3 มีความหลากหลายมาก อายุมากที่สุด 75 ปี และอายุน้อยที่สุด 5-6 ขวบเท่านั้น 

    “เจน 3 เป็นเจนที่เริ่มมีทางเลือกในชีวิต จะเลือกทำกับบริษัท หรือไม่ทำก็ได้ ซึ่งก็มีหลายคนที่ไม่ได้ทำงานในเซ็นทรัล จากที่เจนก่อนๆ ทุกคนต้องทำงานกับบริษัทหมดทุกคน ผมมีเมนเทอร์หลักคือคุณกอบชัย คุณทศ และคุณยุวดี”

    2. วิสัยทัศน์ East Meets West บริหารห้างหรูในยุโรป

    ปัจจุบันชาติดูแลห้างสรรพสินค้าในยุโรปครอบคลุม 7 ประเทศ 36 เมือง 40 สาขาทั่วโลก ประกอบด้วย เซลฟริดเจส (สหราชอาณาจักร), บราวน์ โทมัส และอาร์นอตส์ (ไอร์แลนด์), ดี แบนคอร์ฟ (เนเธอร์แลนด์), กลุ่มคาเดเว (เยอรมนี – คาเดเว กรุงเบอร์ลิน, โอเบอร์โพลลิงเกอร์ มิวนิก, อัลสแตร์เฮ้าส์ ฮัมบูร์ก), โกลบุส (สวิตเซอร์แลนด์), อิลลุม (เดนมาร์ก) และรีนาเชนเต (อิตาลี)

    โดยใช้มุมมอง East x West นำความเป็นเอเชียแบบเซ็นทรัลมาใส่ในห้างฯ ยุโรป ชาติเล่าว่า ด้วยความที่เขาเป็นลูกครึ่งทำให้ได้รับวัฒนธรรมของทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก แต่เดิมจะได้เห็นทางเอเชียบ้านเราได้รับอิทธิพลทางตะวันตกมาเยอะ คอยดูเทรนด์เขา แต่ปัจจุบันทางฝั่งตะวันตกก็สนใจวัฒนธรรมของทางตะวันออกมากขึ้น เห็นได้จากกระแสของ K-Series, K-Pop, Labubu และอาร์ตทอยต่างๆ 

    “ห้างในยุโรปทำได้ดีอยู่แล้ว คง Positioning เป็นห้างฯ ลักชัวรี แต่ได้ปรับเอา DNA ของเซ็นทรัลในเรื่องของอาหารการกินเข้ามาเพิ่ม อย่างที่ Selfridges ลอนดอน ได้เพิ่มสัดส่วนพื้นที่ร้านอาหารจาก 10% เป็น 20% หรือเพิ่มประมาณ 5-6 ร้าน เพราะเชื่อว่าอาหารคือแม่เหล็กสำคัญที่ดึงคนเข้าห้าง พร้อมอัปเกรด Food Hall ครอบคลุม ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และร้านไวน์”

    นอกจากนี้ยังมองว่า หัวใจสำคัญของรีเทลคือ Experience ยุคนี้แค่ขายของไม่พอ ต้องขายประสบการณ์ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Jellycat Experience Store ที่ทำเป็นธีมร้าน Fish & Chips มีกิมมิคโดยที่ลูกค้าสั่งตุ๊กตาแล้วพนักงานจะทำท่าทางเหมือนทำอาหารและห่อกระดาษให้จริงๆ ซึ่งเตรียมขยายไปที่ KaDeWe ประเทศเยอรมนี    ในปีหน้า

    พร้อมกับสร้างดีลประวัติศาสตร์กับ Disney ด้วยปรากฏการณ์คริสต์มาสที่ Selfridges โดยดึง 4 กลุ่มธุรกิจของ Disney มาไว้ในที่เดียว ได้แก่ Disney+, Disney Theme Parks, Disney Theater และ Disney Online Streaming และเป็นครั้งแรกที่ Disney ยอมให้เปลี่ยนสีตัวการ์ตูน Winnie the Pooh เป็นสีเหลือง ทั้งตัว เพื่อโปรเจกต์นี้โดยเฉพาะ

    3. ผู้นำแบบ “ช้าง” ฟังมากกว่าพูด

    ชาติมีสไตล์การทำงานที่น่านับถือ และเรียบง่าย โดยยึดหลัก “ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน” ตามหลักธรรมนูญของ        จิราธิวัฒน์ ให้ความสำคัญกับ Communication เป็นที่สุด เพราะเขาเชื่อว่าโปรเจกต์มักล้มเหลวจากการสื่อสาร ไม่ตรงกัน

    chart Selfridges

    ชาติมองว่าหัวหน้าที่ดีต้องมี Two-way Communication

    • อย่าทำตัวเป็นฮิปโป: เขาเตือนใจตัวเอง และคนทำงานว่าอย่าเป็น “ฮิปโป” (ปากใหญ่ หูเล็ก) ที่ดีแต่พูดแต่ไม่ฟัง
    • จงเป็น “ช้าง”: คือมี “หูใหญ่ ปากเล็ก” เน้นการฟังมากกว่าพูด (Two-way Communication) ให้เกียรติไอเดียของลูกน้อง และคนท้องถิ่น
    • Always be curious: ผู้บริหารยุคใหม่ต้องเปิดรับไอเดีย และประสบการณ์ใหม่ ต้องเป็นคนขี้สงสัยและเปิดรับสิ่งใหม่ตลอดเวลา

    4. ไลฟ์สไตล์ “ผู้บริหารสุดสมถะ”

    ถึงแม้ว่าชาติจะดูแลธุรกิจมูลค่ามหาศาล เพราะธุรกิจยุโรปสร้างรายได้ในสัดส่วนถึง 25% ของรายได้ทั้งหมดของเซ็นทรัล กรุ๊ป แต่ชาติก็เป็นผู้บริหารใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างน่าทึ่ง จากภาพลักษณ์นักธุรกิจส่วนใหญ่ที่จะต้องนั่งเครื่องบิน Business Class หรือเครื่องบินส่วนตัว แต่เขาชอบนั่ง Economy Class 

    “คีย์ซัคเซสของผมก็คือ ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย เป็นสิ่งที่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น สอนให้ลูกเข้าใจคุณค่าของเงิน และต้องเลือกใช้ให้เป็น เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดสู่เจนต่อๆ ไป ต้องการเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกๆ”

    ในชีวิตประจำวันของชาติสำหรับการทำงานที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เขามักเดินไปทำงานเป็นประจำ เพื่อต้องการสูดอากาศ และประหยัดเวลา 

    ชาติใช้ชีวิตแบบไม่ติดหรู ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่บินชอบบิน First Class, ไม่ใช้ Private Jet, ไม่มีคนขับรถ (นั่งแท็กซี่ หรือขนส่งสาธารณะได้) ชาติบอกว่าถ้าไฟลท์ไหนที่ต้องบินยาวหลายชั่วโมง จะจำเป็นต้องนั่ง Business Class เพราะเป็นคนรูปร่างใหญ่ แต่ถ้าบินในประเทศ หรือไม่กี่ชั่วโมงก็จะนั่ง Economy Class

    ที่สำคัญคือ เขาให้ความสำคัญเรื่องคุณค่าของเงิน เขาให้ความสำคัญกับเรื่อง Food Waste (ไม่กินทิ้งขว้าง) และสอนลูกให้เข้าใจคุณค่าของเงินว่าควร Save เมื่อไหร่ และ Spend เมื่อไหร่

    การได้สนทนากับชาติ จิราธิวัฒน์ในครั้งนี้ ได้มุมมองทั้งเรื่องของธุรกิจในยุโรปของเซ็นทรัล กรุ๊ป และมุมมองการใช้ชีวิตของผู้บริหารแบบไม่เหมือนใคร มีความเรียบง่าย แต่น่านับถืออย่างยิ่ง เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ยึดมั่นตามธรรมนูญของจิราธิวัฒน์ “ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน” พร้อมเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเจนต่อๆ ไปได้อย่างมั่นคงเลยทีเดียว
    ]]>
    1555261