People – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 17 Apr 2026 06:29:34 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 Rynn ปฏิวัติวงการน้ำดื่ม! เครื่องกรองน้ำแร่เจ้าแรกในไทย เริ่มปูพรมร้านอาหาร โรงแรม ปีหน้าเริ่มเข้าครัวเรือน https://positioningmag.com/1569450 Fri, 17 Apr 2026 06:12:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569450
  • Rynn (ริน) เครื่องกรองน้ำแร่เจ้าแรกของไทย ใช้ระบบนาโนฟิลเตอร์ ทำให้ยังคงเหลือแร่ธาตุในน้ำได้กว่า 80%
  • ปัจจุบันเน้นธุรกิจ B2B เข้าร้านอาหารไฟน์ ไดนิ่ง โรงแรม กว่า 300 แห่ง ใช้ระบบเช่ารายเดือนเริ่มต้นที่ 8,000-15,000 บาท
  • ปีหน้ามองขยายเข้าในครัวเรือน แต่กำลังดูโมเดลว่าเป็นรูปแบบไหน
  • รู้หรือไม่ว่าในทุกๆ วัน กรุงเทพมหานครต้องรับภาระขยะจากขวดน้ำดื่มมหาศาลกว่า 10 ล้านขวด ไม่เพียงเท่านั้น กระบวนการขนส่งน้ำบรรจุขวดจากโรงงานที่ส่วนใหญ่อยู่จังหวัดรอบๆ กรุงเทพฯ เข้าสู่ใจกลางเมืองยังสร้างมลพิษจากท่อไอเสียและการขนส่งที่สิ้นเปลืองพลังงานมหาศาล นี่คือช่องว่างที่ Rynn (ริน) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Water Treatment มองเห็นและตัดสินใจเปลี่ยนเกมการดื่มน้ำของคนไทยด้วยแนวคิด Mineral Preserved Water ปัจจุบันได้ทำตลาดได้ 3 ปีแล้ว

    Rynn

    ดื่มน้ำประปาให้ได้ “แร่ธาตุ” ความจริงที่ถูกมองข้าม

    Rynn ก่อตั้งโดย อนุสร โลหะพันธกิจ และบุญญเดช มิตรอุปถัมภ์ จัดตั้งบริษัท นาโนว่า จำกัด ภายใต้แนวคิด Don’t Recycle, Refill โดยมุ่งลดการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เปลี่ยนมาเป็นการผลิตน้ำดื่มแร่ On-site และใช้ขวดแก้วที่สามารถล้างและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ทั้งคู่เป็นเพื่อนสมัยเรียนด้วยกัน และคร่ำหวอดอยู่ในวงการ F&B มานานหลายปี

    จากการสำรวจในตลาดพบว่าร้านอาหาร หรือโรงแรมเพียงแห่งเดียว สามารถสร้างขยะจากขวดน้ำได้หลายร้อยกิโลกรัมต่อเดือนเลยทีเดียว จากข้อมูลกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (2563) ระบุว่าน้ำดื่มบรรจุขวดขนาด 600 มิลลิลิตร 1 ขวด มีการปล่อยคาร์บอนประมาณ 80-150 gCO₂e แม้ปริมาณการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยจะไม่สูง แต่เมื่อพิจารณาจากปริมาณการบริโภคในระดับธุรกิจ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสามารถสะสมจนกลายเป็น Carbon Footprint ในระดับที่ไม่อาจมองข้าม

    Rynn

    อนุสร บอกว่า “คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าน้ำต้องสะอาดจนไม่มีอะไรเลยถึงจะดี แต่ความจริงร่างกายเราต้องการแร่ธาตุที่มีอยู่ในน้ำตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่น้ำดื่มในตลาดจะเป็นระบบ RO (Reverse Osmosis) ซึ่งเปรียบเหมือนน้ำกลั่นที่แทบไม่มีแร่ธาตุเหลืออยู่เลย และหากดื่มบ่อยๆ อาจไปเจือจางแร่ธาตุในร่างกายเราได้”

    Rynn จึงนำเทคโนโลยี “นาโนฟิลเตอร์” มาใช้เป็นรายแรกๆ ซึ่งสามารถกรองเชื้อโรค และสิ่งสกปรกได้ละเอียดถึง 0.001 ไมครอน แต่ยังคงรักษาแร่ธาตุธรรมชาติ (TDS) ไว้ได้ถึง 80% ทำให้น้ำประปาที่สะอาดอยู่แล้ว กลายเป็นน้ำแร่คุณภาพสูงได้ทันที โดยไม่ต้องเติมแร่ธาตุสังเคราะห์เข้าไป

    โดยที่ชื่อ Rynn ก็มาจากคำว่ารินน้ำนั่นเอง ผู้ก่อตั้งทั้งสองบอกว่า อยากได้ชื่อที่เข้าใจง่าย เป็นสากล คำว่า Rynn ก็เหมาะเจาะพอดี

    Rynn

    น้ำแร่พรีเมียมในราคาขวดละ 5 บาท

    จุดแข็งของ Rynn คือการเปลี่ยนภาระต้นทุนน้ำขวดให้เป็น Fix Cost ที่ควบคุมได้ ผ่านระบบเช่ารายเดือน เริ่มต้นตั้งแต่ 8,000 – 15,000 บาท ตามขนาดการใช้งาน ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปริมาณการกรอง 30 ลิตร/ชั่วโมง ราคา 8,000 บาท, 60 ลิตร/ชั่วโมง ราคา 10,000 บาท และ 120 ลิตร/ชั่วโมง ราคา 15,000 บาท โดยมี ไฮไลต์ที่เครื่องขนาดใหญ่สามารถผลิตได้ทั้งน้ำอุณหภูมิห้อง น้ำเย็น และสปาร์คกลิ้งฟองละเอียดในเครื่องเดียว รวมบริการแมนเทนแนนซ์ และเปลี่ยนไส้กรองทุก 6 เดือน

    หากร้านอาหารใช้น้ำดื่มวันละ 100 ขวด ต้นทุนจะเหลือเพียงขวดละ 4-5 บาท เท่านั้น ที่สำคัญไม่ต้องบริหารจัดการสต็อคน้ำดื่มเอง ไม่ต้องเสียพื้นที่ในร้านเพื่อวางน้ำดื่ม และไม่มีขยะจากขวดพลาสติก

    Rynn

    ซึ่งราคาขายปลีกหน้าร้านจะขึ้นอยู่กับแต่ละร้านเป็นคนกำหนด ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ราคา 60-100 บาท หรือบางร้านอาจจะเป็น Free Flow ที่เติมไม่อั้นทั้งคืนก็ได้เช่นกัน ถ้าดูทั่วไปอาจจะราคาสูงกว่าน้ำแร่ขวด ที่ปกติร้านอาหารอาจจะจำนวนที่ขวดละ 30-50 บาท แต่ Rynn เน้นเจาะตลาดพรีเมียม เน้นเข้าร้านอาหารกลุ่มไฟน์ไดนิ่ง ซึ่งร้านกลุ่มนี้จำหน่ายน้ำแร่เฉลี่ยขวดละ 200-300 บาท การที่จำหน่าย 100 บาทก็ดูราคาเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

    นอกจากนี้ Rynn ร่วมกับ โอเชียนกลาส พัฒนาขวดแก้วพิเศษ ไว้สำหรับรีฟิลน้ำ ล้างง่าย ปากกว้าง เข้าเครื่องล้างจานได้ ใช้ปริมาณแก้วน้อยกว่าปกติ โดยจะมีแถมให้ 60 ใบต่อแพ็กเกจ

    Don’t Recycle, Refill

    ภายใต้วิสัยทัศน์ Zero Transportation, Zero Waste Rynn ไม่เพียงแต่ลดขยะพลาสติก แต่ยังจับมือกับ depa ติดตั้งมิเตอร์วัดการใช้น้ำจริง เพื่อคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจก (CO₂) อย่างเป็นระบบ

    ผลลัพธ์ก็คือ การลดขวดพลาสติก 10,000 ขวด สามารถลด CO₂ ได้ถึง 1 ตัน ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร (B2B) ในการทำรายงาน ESG ประจำปีได้ด้วย

    Rynn

    จากร้านหรูสู่บ้าน และออฟฟิศ

    ปัจจุบัน Rynn ติดตั้งไปแล้วกว่า 300 จุด ครอบคลุมกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นร้านอาหาร 80% และอีก 20% เป็นโรงแรม โรงพยาบาล และเลาจน์ในเครือเซ็นทรัล ปีนี้แบรนด์ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 200 จุด โดยเริ่มรุกเข้าสู่กลุ่มออฟฟิศ โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่ชื่นชอบน้ำสปาร์คกลิ้ง และเตรียมบุกตลาดที่อยู่อาศัยในปีหน้า

    “เราต้องการผลิตน้ำดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในราคาไม่สูง และทำให้การเข้าถึงน้ำแร่คุณภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้จากที่บ้านหรือที่ทำงาน” อนุสร กล่าวทิ้งท้าย

    สำหรับปีหน้า Rynn อยากบุกตลาดที่อยู่อาศัย หรือ B2C มากขึ้น แต่กำลังดูโมเดล และราคา โดยอาจจะมองที่โมเดลซื้อขาด และให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนไส้กรอง แต่ราคายังไม่มีการสรุปแน่ชัด

    Rynn

    ]]>
    1569450
    SIAM Songkran ปรับลุคครั้งใหญ่ ลบภาพมิวสิกเฟส สู่ Holiday Lifestyle Festival รวมแฟชั่น อาหาร ดนตรี กาแฟ https://positioningmag.com/1568506 Wed, 08 Apr 2026 10:04:35 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568506
  • SIAM Songkran ปีนี้ ปรับโฉมครั้งใหญ่ด้วยการลบภาพการเป็น Music Festival สู่ Holiday Lifestyle Festival ให้ทุกคนออกมาใช้ชีวิตตั้งแต่ 11 โมง
  • สร้างคอมมูนิตี้ที่รวบรวมทั้งแฟชั่น อาหาร กาแฟ และ Wellness มีโซนไอซ์บาธด้วย
  • หวังเป็นแบรนด์สงกรานต์ของประเทศ คาดคนเข้างานปีนี้ทะลุแสนแน่นอน
  • ลืมภาพงาน EDM ตื๊ดๆ อย่างเดียวไปได้เลย

    เมื่อเทศกาลสงกรานต์ในประเทศไทย มีภาพจำไปกับงานดนตรี EDM ไปแล้ว หลังจากมี S2O ที่เริ่มจัดงานจนถึงตอนนี้ครบ 10 ปี ส่วน SIAM Songkran ปีนี้จัดเป็นปีที่ 5 กลายเป็นเดสติเนชั่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเล่นน้ำสงกรานต์ พร้อมกับงานดนตรีไปด้วยกัน

    Siam Songkarn

    ท่ามกลางสมรภูมิเทศกาลสงกรานต์ที่แข่งขันกันด้วยไลน์อัพศิลปิน และโปรดักชันระดับโลก One Asia Ventures จึงได้ประกาศ เปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ พลิกโฉมแบรนด์ SIAM Songkran Music Festival สู่การเป็น Thailand’s Iconic Holiday Festival นิยามใหม่ของการใช้ชีวิตช่วงวันหยุดยาวที่เชื่อมโยงดนตรี แฟชั่น อาหาร และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน ไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตแค่ตอนกลางคืนอย่างเดียว แต่ไลฟ์สไตล์ตอนกลางวันก็มีด้วย

    เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สงกรานต์ในไทยมักถูกมองเป็นเพียงเทศกาลดนตรีช่วงกลางคืน ออกมาเล่นน้ำ เข้างานดนตรีหลัง 6 โมงเย็น แต่พฤติกรรมคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Alpha ที่เติบโตมาในยุคหลังโควิด-19 กลับมองหาประสบการณ์ที่คุ้มค่า และหลากหลายมากกว่าแค่ปาร์ตี้อย่างเดียว

    รชต ธันยาวุฒิ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร One Asia Ventures เริ่มเล่าว่า ปีนี้ SIAM Songkran จะขยายประสบการณ์จากการเป็นมิวสิคเฟสติวัล ไปสู่การเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตแบบ Day-to-Night โดยเห็นพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่น่าสนใจ คือ การใช้เวลาช่วงกลางวันของวันหยุด ที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมไลฟ์สไตล์ การพบปะคอมมูนิตี้ หรือการใช้จ่ายกับประสบการณ์ที่หลากหลาย

    Siam Songkarn

    “เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการจัดงานอีเวนต์ แต่คือการสร้างแบรนด์สงกรานต์ของประเทศไทย ในระดับมาตรฐานโลกที่คนทั่วโลกต้องนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงการเฉลิมฉลองช่วงวันหยุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี”

    3 หมัดเด็ดแบบ “เท่” และ “ทันสมัย”

    1. NEW ENERGY รีเฟรชภาพลักษณ์สู่พื้นที่ใช้ชีวิต (Lifestyle Ecosystem) ผนึกกำลังกับแบรนด์แฟชั่นระดับท็อปอย่าง POEM, HAUS OF PRIME และ FABRIQUE เชื่อมต่อกิจกรรมตั้งแต่กลางวัน เช่น Coffee Party และโซนถ่ายรูปสุดล้ำที่ยาวไปจนถึงโซน VVIP
    2. MORE MEMORY ออกแบบประสบการณ์ให้ทุกโมเมนต์มีความหมาย ดีไซน์ไลน์อัพให้มีความหลากหลายแนวดนตรี ทั้งศิลปินระดับโลก และ Regional Acts ที่ถูกจริตกับเจนใหม่ และเครือข่ายคลับพาร์ทเนอร์กว่า 10 แห่ง เพื่อสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมผู้คน แบรนด์ และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน ในปีนี้เตรียมสร้างปรากฏการณ์ด้วยการแจกดอกบัวกว่า 2,000 ดอก เพื่อต้อนรับผู้คนที่มางานเร็วขึ้น รับเทรนด์ถือดอกบัวถ่ายรูป
    3. BETTER EXPERIENCE ยกระดับโปรดักชันและการบริหารจัดการพื้นที่ในมาตรฐานระดับโลก ตั้งแต่ Stage Design รูปแบบใหม่ Food Experience ที่คัดสรรมาแล้ว โดยเรียนรู้ระบบการจัดการเครื่องดื่ม และบริการจากเทศกาลดนตรีระดับโลกในเบลเยียม เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว และลดการเข้าแถวรอ ตอบโจทย์ Journey ของผู้เข้าชมให้สมบูรณ์แบบที่สุด

    Siam Songkarn

    รชต เสริมอีกว่า “ปกติเราจะเน้นลงทุนกับโปรดักชัน และศิลปินเป็นหลัก ปีนี้เราจะโฟกัสตั้งแต่หน้างาน เพิ่มจุดถ่ายรูปมากขึ้น ยาวไปจนถึงโซน VIP มีกิจกรรมทั้งปาร์ตี้กาแฟ ไอซ์บาธ สร้างเป็นชิลล์สเตจ เริ่มตั้งแต่ 11 โมง อยากให้เป็นงานสำหรับ Holiday ใช้เวลาในวันหยุดให้คุ้มค่าที่สุด ปีนี้มีกิมมิกด้วยการแจกดอกบัว 2,000 ดอก ให้กับคนที่มางานเร็ว โปรโมตความเป็นไทย และเข้ากับเทรนด์ในตอนนี้ด้วย” 

    ปั้นแลนด์มาร์กประจำชาติ คาดผู้เข้าชมทะลุแสน!

    แม้ตลาด EDM ทั่วโลกจะเริ่มมีความอิ่มตัว แต่ SIAM Songkran ได้เปรียบด้วย Soft Power ของความไทยที่สอดแทรกเข้าไป ประกอบกับมีการเล่นน้ำสงกรานต์เข้าไปด้วย ทำให้ยังได้รับความนิยมอยู่ ในปี 2568 มีผู้เข้างานรวม 4 วัน กว่า 89,000 คน มีสัดส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 51% ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มอาเซียน, จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น และอเมริกา โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์สงกรานต์โดยเฉพาะ

    Siam Songkarn

    “งาน EDM ถึงแม้จะยังไม่อิ่มตัวมากนัก แต่ก็ยากขึ้น ยิ่งในไทยถ้าประสบการณ์ไม่ดีขึ้นยิ่งยาก รวมไปถึงพฤติกรรมคนมางานเฟสติวัลก็เปลี่ยนไป แต่ก่อนคนรู้เรื่องศิลปิน อาจจะดูว่างานไหนมีใคร แล้วไปงานที่ดีเจเบอร์ใหญ่อย่างเดียว ตอนนี้คนรู้เรื่องการเรียงศิลปินมากขึ้น เริ่มมีมาตรฐานมากขึ้น มีการเปรียบเทียบแต่ละงาน ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาด ตอนนี้วงการเที่ยวก็เปลี่ยนไป คนไม่ค่อยต่ออาฟเตอร์ ปาร์ตี้กัน มีการเลือกมากขึ้น เราก็ต้องพัฒนา Journey ตามลูกค้า”  

    สำหรับปี 2569 นี้ งานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 เมษายน 2569 ณ Bravo BKK, Arena Area (RCA, Rama 9) คาดว่าจะมีผู้เข้างานทะลุ 100,000 คนตลอด 4 วัน มองว่าจากวิกฤตน้ำมันแพง ทำให้หลายคนไม่เดินทางไปต่างจังหวัด อาจจะหาที่เที่ยวในกรุงเทพฯ มากขึ้น

    รชต บอกว่า เป้าหมายใหญ่ของงาน SIAM Songkran อยากให้เป็นงานประจำชาติ ไม่ออกไปจัดที่ต่างประเทศจนกว่าจะแข็งแกร่ง ด้วยความที่มีชื่อ SIAM ด้วย เลยอยากให้เป็นแลนด์มาร์กของประเทศไทย จริงๆ เคยมีต่างประเทศติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ แต่อยากอยู่ในประเทศไทยดีกว่า ดึงคนเข้าประเทศ

    Siam Songkarn

    ]]>
    1568506
    จับตาเทรนด์การรีเช็ตวิถีชีวิตใหม่ของ Gen Z https://positioningmag.com/1568010 Mon, 06 Apr 2026 11:02:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568010 ย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีก่อน สูตรสำเร็จในการใช้ชีวิตของผู้คนอาจมีสเต็ปคล้ายๆ กัน คือ เรียนมหาวิทยาลัยให้จบ หางานออฟฟิศที่มั่นคง และเติบโตไปเรื่อยๆ แต่งงานมีครอบครัว ฯลฯ แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลก บวกกับความไม่แน่นอนอะไรๆ หลายอย่าง ส่งผลตอนนี้ให้ Gen Z กำลังปรับวิถีชีวิตใหม่

    อย่างคนรุ่นใหม่ในจีน เลือกเก็บเงินมากกว่าจะใช้จ่าย หรือถ้าต้องใช้เงินจะมีความระมัดระวังมากขึ้น เช่น หลีกเลี่ยงซื้อของฟุ่มเฟือย เลือกกินข้าวที่บ้านมากขึ้น เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นต้น

     

    เหตุผลเพราะ Gen Z ในจีนเริ่มหมดศรัทธาในเศรษฐกิจและเลือกใช้เงินอย่างระมัดระวัง ส่วนปัจจัยที่ทำให้คนกลุ่มนี้เริ่มไม่มีความหวังกับเศรษฐกิจ ก็มาจาก

     

    1.ความสั่นคลอนของตลาดค้าปลีกและอสังหาฯ ที่ลดลงต่อเนื่อง โดยยอดค้าปลีกจากเคยเติบโต 10% ตอนนี้เหลือเพียง 0.9% ขณะที่ตลาดอสังหาฯ ก็หดตัวต่อเนื่อง

    2.อัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาวพุ่งสูงถึง 21.3%

    3.แม้คนจบสูงก็หางานดีๆ ยาก เช่น บางคนจบปริญญาเอกก็ยังต้องไปทำงานส่งอาหาร ฯลฯ

     

    ส่วนในสหรัฐฯ Gen Z เลือกทิ้งงานออฟฟิศ หันไปทำงานสายช่างแทน เหตุผลเพราะกลัว AI แทนที่งาน และมองว่า การเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อให้ทำงานในออฟฟิศอาจสร้างหนี้สินให้ จึงไม่อยากมีภาระในเรื่องนี้

     

    อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ พวกเขายังมีความเห็นว่า งานออฟฟิศเติบโตช้า บวกกับต้องการความยืดหยุ่นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมากกว่า 65% มองว่า ผลลัพธ์ของงานสำคัญกว่าชั่วโมงการทำงาน

     

    สอดคล้องกับรายงาน Deloitte Global Gen Z & Millennial Survey ระบุว่า คนรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางจิตใจ ความยืดหยุ่นของงาน และ work–life balance มากกว่าเงินเดือนสูงเพียงอย่างเดียว เพราะไม่เชื่อว่าความมั่นคงจะมาจากงานประจำหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งได้ตลอดไป

     

    อย่างไรก็ตาม การรีเซ็ตชีวิตอาจเป็นส่วนหนึ่งของการตั้งรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง โดยเฉพาะในโลกที่ไม่มีอะไรรับประกันความแน่นอนได้อีกต่อไป

     

    ที่มา

     

    https://www.bbc.com/news/articles/cdd3ep76g3go

    https://www.aol.com/articles/gen-z-trades-teh-tools-123312541.html

    https://www.deloitte.com/global/en/issues/work/genz-millennial-survey.html?utm_source=chatgpt.com

    ]]>
    1568010
    จากรันเวย์สู่ “คาเฟ่ อเมซอน” VICKTEERUT รุกหนักทำชุดยูนิฟอร์ม เมื่อตลาดแฟชั่นไม่โต ไทยดีไซเนอร์ต้องมุ่งตลาดองค์กร https://positioningmag.com/1567723 Thu, 02 Apr 2026 09:16:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567723
  • VICKTEERUT เริ่มปรับโฟกัสเน้นตลาดชุดยูนิฟอร์มองค์กร หลังมีลูกค้าเข้ามาต่อเนื่อง ผนวกตลาดชุดแต่งงาน โดยที่ตลาดแฟชั่นซบเซา ไม่โตเท่าที่ควร
  • ล่าสุดทำชุดยูนิฟอร์มให้คาเฟ่ อเมซอน ล็อตใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา 
  • กลุ่มเสื้อผ้า Ready-to-wear เตรียมเพิ่มไซส์อีก 2 ไซส์ XL กับ 2XL เพราะลูกค้าเดิมโตขึ้นเรื่อย ๆ ไซส์เริ่มเปลี่ยน ใส่ไซส์เดิมไม่ได้
  • แฟชั่นไม่ลบแต่ไม่ดี ยูนิฟอร์มคือทางรอด

    กลายเป็นเทรนด์ใหญ่ในวงการแฟชั่น เมื่อไทยดีไซเนอร์หลายแบรนด์หันมาจับตลาด “ชุดยูนิฟอร์มองค์กร” เพราะหลายปีที่ผ่านมาตลาดแฟชั่นไม่ได้เติบโตแบบหวือหวา จากสภาพเศรษฐกิจทำให้กำลังซื้อในกระเป๋าน้อยลง ในขณะที่กลุ่มองค์กรบริษัทต้องการสร้างแบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น รวมถึงสร้างเอ็นเกจกับพนักงาน ทำให้ตลาดชุดยูนิฟอร์มกลายเป็นแสงสว่างให้ปลายอุโมงค์ของโลกแฟชั่น

    ที่เห็นตัวอย่างชัดที่สุดเห็นจะเป็นแบรนด์ Asava ที่บุกเบิกตลาดชุดยูนิฟอร์มมา 16 ปีแล้ว ปัจจุบันตั้งยูนิตใหม่ ASAVA Uniform เพราะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นทุกปี

    VICKTEERUT

    ในช่วงหลายปีมานี้หลายแบรนด์มองชุดยูนิฟอร์มเป็นเหมือนหน้าตาของบริษัทด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น แค่เสื้อโปโล หรือเสื้อเชิ้ต แล้วสกรีนโลโก้ไม่เพียงพอแล้ว ต้องมีแบรนด์ดีไซเนอร์ มีสตอรี่ และนวัตกรรม

    VICKTEERUT (วิคธีร์รัฐ) เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทยดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย ที่ทำตลาดมากว่า 18 ปีแล้ว ในปีนี้ก็ได้ทรานส์ฟอร์มตัวเองครั้งใหญ่ด้วยการบุกตลาด “ยูนิฟอร์มองค์กร” และ “ชุดแต่งงาน” อย่างเต็มตัว เพื่อบาลานซ์พอร์ตรายได้ คงจุดแข็งเป็นแบรนด์ที่งานตัดเย็บสไตล์เทเลอริ่งที่ประณีต และเฉียบคม

    VICKTEERUT

    อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ VICKTEERUT ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ไตรมาสแรกของปีนี้เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับแบรนด์แฟชั่น แม้ VICKTEERUT จะเคยครองอันดับหนึ่งบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ด้วยกำลังซื้อที่ตกต่ำลงทำให้ยอดสั่งซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    “ยูนิฟอร์มเข้ามาเป็นส่วนช่วยหลักในตอนนี้ เพราะในขณะที่คนซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นน้อยลง แต่องค์กรขนาดใหญ่ยังต้องการภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ ยูนิฟอร์มคือการบอกตัวตนของบริษัท เราจึงตั้งเป้าดันสัดส่วนรายได้กลุ่มนี้ให้แตะ 20% ของพอร์ตทั้งหมด”

    จากรันเวย์สู่ “คาเฟ่ อเมซอน” และโรงแรมหรูระดับโลก

    VICKTEERUT ได้เริ่มเข้าตลาดยูนิฟอร์มองค์กรได้ราวๆ 4-5 ปี โดยแบรนด์แรกที่ทำก็คือ แมคคาเฟ่ของแมคโด นัลด์ หลังจากนั้นก็เริ่มมีงานเข้ามาเรื่อย ๆ ได้แก่ เกียรตินาคิน, แสนสิริ, ทรูสเฟียร์, อนันตาจิวเวอรี่, Rakxa โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญก็คือโรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน ที่ทำให้ชุดยูนิฟอร์มของ VICKTEERUT มีชื่อเสียงขึ้นมา เพราะด้วยสีสัน และลุคที่ดูทะมัดทะแมงของพนักงาน ทำให้หลายองค์กรสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม ตอนนี้ได้ทำให้เครือโรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด ทั้งหมด 3 ที่ หัวหิน, มัลดีฟส์ และพัทยา 

    ล่าสุด แบรนด์ได้รับโจทย์หินในการออกแบบชุดยูนิฟอร์มให้กับ Café Amazon Experience แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ที่อารีย์ รวมถึงร้านที่เป็นสาขาทั่วไปด้วย โดยมียอดสั่งผลิตล็อตแรกสูงถึง 60,000 ชิ้น ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยทำมา โจทย์คือการทำให้ชุดดูโมเดิร์น สอดคล้องกับรีเทลยุคใหม่ แต่ยังคงฟังก์ชันที่ทำงานได้สะดวกจริง คาดว่าจะเริ่มเปลี่ยนช่วงกลางปีนี้

    “ยูนิฟอร์มเป็นสิ่งสำคัญที่บ่งบอกว่าเราทำงานที่ไหน อีกทั้งยังบอกตัวตนของบริษัทได้ ทำให้ตอนนี้ไม่ว่าจะบริษัทใหญ่ หรือบริษัทเล็ก ได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบยูนิฟอร์มมากขึ้น ตอนนี้แบรนด์เองก็ได้ลูกค้าทำยูนิฟอร์มเพิ่มขึ้นปีละ 2-3 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรงแรม หรือบริษัทที่ต้องการความน่าเชื่อถือ” 

    ขยายฐานชุดแต่งงานในราคาที่เอื้อมถึง

    อีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนปี 2569 คือธุรกิจชุดแต่งงาน ภายใต้ชื่อ VICKTEERUT The Marriage โดยแบรนด์เตรียมเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ที่สุขุมวิท 93 ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการดีไซน์ชุดแต่งงานด้วยตัวเอง และได้งานประณีตแบบ VICKTEERUT 

    โดยชุดแต่งงานมีราคาเริ่มต้นเพียง 30,000 บาท จะเป็นชุดเรียบ ๆ ธรรมดา ไปจนถึงงานสั่งตัดพิเศษระดับไฮเอนด์ในราคาหลักแสนบาท ซึ่งถือเป็น Niche Market ที่ยังเติบโตได้ดีแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว

    VICKTEERUT

    อรประพันธ์ บอกว่า ตลาดนี้ยังมีโอกาสอยู่มาก เพราะที่ผ่านมามีลูกค้าหลายคนที่เป็นลูกค้าเดิม ต้องการที่จะให้แบรนด์ทำชุดแต่งงานให้ แล้วปกติเจ้าสาวต้องมีต่ำ ๆ คนละ 3 ชุด ชุดพิธีการ, ชุดงานเลี้ยงฉลอง และชุดปาร์ตี้ ยังไม่รวมชุดถ่ายพรีเว็ดดิ้ง และชุดแม่เจ้าสาว ญาติเจ้าสาวอีก เป็นงานที่ทุกคนยอมจ่ายได้

    เตรียมขยายไซส์.. ให้ลูกค้าเดิมยังใส่ได้

    นอกจากการขยายพอร์ตธุรกิจ VICKTEERUT ยังปรับตัวเข้าหาความเป็นจริงมากขึ้น อรประพันธ์เล่าว่า จากอินไซต์ของลูกค้าเดิมของแบรนด์ พบว่าแต่ละคนมีอายุมากขึ้น และมีสรีระที่เปลี่ยนไป ทำให้ใส่ชุดเดิม ไซส์เดิมไม่ได้แล้ว การที่ออกคอลเลกชั่นใหม่ แต่ไซส์เดิม ทำให้ลูกค้าเดิมซื้อไม่ได้

    โดยเตรียมเพิ่มไซส์ให้ใหญ่ขึ้นอีก 2 ไซส์ ก็คือ XL และ 2XL จากเดิมที่มีมาตรฐานเพียง 4 ไซส์ (XS S M L) แม้จะเป็นเรื่องยากในเชิงโปรดักชั่น และแพตเทิร์น แต่ถือเป็นความใส่ใจเพื่อรักษาฐานลูกค้า เพราะจุดเด่นที่ลูกค้าชอบก็คือทรงสวย ใส่แล้วดูหุ่นดี ไอเทมที่ขายดีที่สุดจะเป็นกางเกงเอวสูง และเชิ้ตแขนกุดอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

    ปัจจุบัน VICKTEERUT ครอบคลุมทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ มีหน้าร้าน 5 สาขา ได้แก่ ทองหล่อ ซอย 4, สยามพารากอน, เอ็มโพเรียม, เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลชิดลม เตรียมเปิด VICKTEERUT The Marriage Showroom ที่สุขุมวิท 93 ในช่วงปลายปี 2569 นี้

    โดยในปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตที่ 5% โดยแบ่งสัดส่วนรายได้เป็นหน้าร้าน 30% ออนไลน์ 30% ชุดยูนิฟอร์ม (B2B) 20% และชุดแต่งงาน (The Marriage) 20%

    ]]>
    1567723
    Christian Toetzke จากนักกีฬาทศกรีฑา สู่ CEO แห่งอาณาจักรงานแข่งคนฟิต HYROX https://positioningmag.com/1565601 Mon, 23 Mar 2026 04:21:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565601 จากอดีตนักกีฬาทศกรีฑาหรือ Decathlete ที่ผันตัวมาเป็นผู้บริหารดูแลการจัดการแข่งขันกีฬามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ Christian Toetzke ตัดสินใจทิ้งตำแหน่งที่หลายคนใฝ่ฝัน เพื่อก่อร่างอาณาจักรของตัวเอง บนคำถามเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “ทำไมคนที่ออกกำลังกายในยิม ถึงไม่มีกีฬาให้ลงแข่งเหมือนนักวิ่งมาราธอนหรือนักปั่นจักรยาน?”
    คำถามนี้นำไปสู่การก่อตั้ง HYROX การแข่งขันความฟิต (Fitness Racing) ที่ผสมผสานการวิ่ง 8 กิโลเมตรเข้ากับการออกกำลังกาย 8 ฐาน ซึ่งออกแบบมาให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากการรับเงินทุนก้อนเดียวในปี 2019 และใช้กำไรหมุนเวียน สร้างการเติบโตมาตลอด

    จนกระทั่งปัจจุบัน แฟรนไซส์ HYROX ขยายสเกลงานจนมีกำหนดการจัดแข่งขันถึง 125 งาน และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันทะลุ 1.5 ล้านคนทั่วโลก แต่ความตั้งใจของ Christian ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เพราะเป้าหมายต่อไปคือการนำ HYROX ถ่ายทอดสดผ่านจอแก้ว และผลักดันกีฬานี้เข้าสู่มหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2032 ที่บริสเบน

    นอกเหนือจากความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว อีกสิ่งที่น่าทึ่งของ Christian คือแนวคิดในการใช้ชีวิต หนุ่ม Christian ยังคงจัดตารางฝึกซ้อมให้ตัวเองวันละ 1 ชั่วโมงเป็นประจำ โดยมองว่าการบริหาร HYROX ไม่ใช่ “งาน” แต่เป็นเสมือนงานอดิเรกและรางวัลของชีวิต

    นี่คือเรื่องราวของชายผู้สร้างกีฬาชนิดใหม่ของโลก พลิกโฉมอุตสาหกรรมฟิตเนส และเป็นหนึ่งในคีย์แมนของงาน HYROX Bangkok 2026 ที่จัดขึ้นที่ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 20–22 มีนาคม 2026 ซึ่งมีคนดังในวงการบันเทิงเข้าแข่งขันโชว์ความฟิตมากมาย ตั้งแต่ณเดชน์ คูกิมิยะ, แอน ทองประสม, ชมพู่ อารยา, เจมส์ จิรายุ และอีกหลายคน

    กำเนิด HYROX เมื่อการออกกำลังกายในยิมคือกีฬา

    ตามประวัติแล้ว Christian Toetzke ก่อตั้ง HYROX ร่วมกับ Moritz Fürste หลังจากพบกันครั้งแรกเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ร่วมกันผลักดันแคมเปญให้เยอรมนีได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 2024 ที่เมืองฮัมบูร์ก แต่โครงการนั้นล้มเหลว เพราะชาวเมืองโหวตคัดค้านในปี 2015 หลังจากนั้น ทั้งคู่ยังคงคุยกันเรื่องโอกาสความร่วมมือต่อไป จนกระทั่งทั้งคู่พบสถิติที่ว่าคนส่วนใหญ่นิยามการออกกำลังกายในยิมว่าคือ “กีฬา” ของตัวเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นของ HYROX

    คำว่า HY กับ ROX มาจากคำว่า Hybrid + Rockstar ทั้ง Christian และ Moritz ต่างเรียก HYROX ว่า  “Marathon of Fitness” โดยวางบทบาทที่ต่างกันในการบริหาร HYROX ฝั่ง Christian ที่ขึ้นเป็น CEO นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานอีเวนต์สำหรับคนจำนวนมากหรือ mass participation event ระดับนานาชาติ ทั้งไซคลิง มาราธอน และไตรกีฬา เรียกว่ารับหน้าที่เป็นคนออกแบบโมเดลธุรกิจและโครงสร้างการแข่งขัน

    ฝ่าย Moritz ที่นั่งเก้าอี้ CMO นั้นเป็นนักฮอกกี้สนามชาวเยอรมัน เหรียญทองโอลิมปิก 2008 และ 2012 รวมถึงแชมป์โลก โดยเป็นหน้าตาของแบรนด์และดึงความน่าเชื่อถือเรื่องกีฬา ซึ่งแผนอนาคต มีรายงานว่า Christian วางแผนส่งไม้ต่อตำแหน่ง CEO ไว้แล้ว โดย Fürste ซึ่งอายุน้อยกว่า (40 ปี) จะขึ้นมารับตำแหน่งต่อเมื่อถึงเวลา

    จากวิดีโอสัมภาษณ์ในพอดแคสต์ Opening Bid ของ Yahoo Finance ดำเนินรายการโดย Brian Sozzi ที่พูดคุยกับ Christian Toetzke ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ HYROX อธิบายว่า HYROX คือ “การแข่งขันความฟิต” (Fitness Racing) ซึ่งเป็นเวทีการแข่งขันที่ผสมผสานระหว่างการวิ่งและการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนอล (Functional Workouts) เข้าด้วยกัน เป้าหมายคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกายในยิมที่คนมักจะมองว่าเป็นเพียงแค่ “การฝึกซ้อม” ให้ยกระดับกลายมาเป็น “ชนิดกีฬา” อย่างแท้จริง

    “การแข่งขันถูกออกแบบมาให้เป็นวิธีการฝึกซ้อมที่ดีต่อสุขภาพที่สุด โดยผู้เข้าแข่งขันใช้เวลาฝึกซ้อมเพียง 1 ชั่วโมงต่อวัน ก็เพียงพอที่จะทำให้มีผลงานที่ดีในการแข่งขันได้แล้ว”

    Christian มองว่าจุดเด่นของ HYROX คือท่าออกกำลังกายจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีความซับซ้อนจนเกินไป เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและเข้าร่วมได้ นอกจากนี้ HYROX ยังเป็นการแข่งขันที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งจับเวลาในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับการวิ่งมาราธอน ทำให้ผู้เข้าแข่งขันสามารถนำเวลาที่ทำได้ในนิวยอร์ก ไปเปรียบเทียบกับผู้เข้าแข่งขันในลอสแอนเจลิส มุมไบ หรือโอซาก้าได้อย่างเท่าเทียม

    จุดเริ่มต้นที่ทำให้ Christian ตกผลึกกับ HYROX เช่นนี้คือประสบการณ์ เรื่องนี้ Christian เล่าย้อนว่าจากที่เป็นนักกีฬาทศกรีฑามาก่อน ต่อมาได้ก่อตั้งธุรกิจด้านกีฬาที่เน้นให้คนจำนวนมากได้มีส่วนร่วม (Mass Participation) เช่น การแข่งจักรยาน ไตรกีฬา และมาราธอน จากนั้นจึงได้ขายบริษัทและเข้าไปรับตำแหน่งเป็น CEO ระดับโลกของ Lagardère Sports ดูแลการจัดอีเวนต์กีฬายักษ์ใหญ่มากมาย

    อย่างไรก็ตาม Christian พบว่าตัวเองมีสายเลือดผู้ประกอบการมากกว่าจึงตัดสินใจลาออก และไอเดียของ HYROX จึงเกิดขึ้นเมื่อได้สังเกตเห็นว่า อุตสาหกรรมยิมและฟิตเนสนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่กลับไม่มีการแข่งขันใดเลยที่สร้างมาเพื่อคนกลุ่มนี้ได้ทดสอบสมรรถภาพของตัวเอง

    “อุตสาหกรรมฟิตเนสมีขนาดใหญ่มาก โดยมีสมาชิกยิมทั่วโลกถึง 270 ล้านคน และมีมูลค่าธุรกิจกว่า 1.25 แสนล้านดอลลาร์ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการจัดการแข่งขันเพื่อทดสอบสมรรถภาพสำหรับคนกลุ่มนี้เลยแม้แต่รายการเดียว”

    รับเงินทุนจากภายนอกครั้งเดียว

    Christian ยังเล่าถึงการเติบโตทางธุรกิจและแหล่งเงินทุน HYROX ว่ามีการรับเงินทุนจากภายนอกเพียงครั้งเดียวในช่วงเริ่มต้นปี 2019 เป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก หลังจากนั้นเมื่อบริษัทเริ่มทำกำไรในตลาดกลุ่มแรก และได้นำรายได้มาหมุนเวียนและลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตต่อทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนรอบอื่น

    “ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า (ฤดูกาล 2025-2026) HYROX จะจัดการแข่งขันมากถึง 125 งาน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันสูงถึง 1.5 ล้านคน ซึ่งผู้เข้าร่วมเหล่านี้จ่ายค่าตั๋วเข้าแข่งขันโดยเฉลี่ยที่ประมาณ 110 ดอลลาร์สหรัฐ”

    Christian ย้ำว่า HYROX ยังคงมีแผนที่จะขยายฐานเพิ่มไปยังทวีปอเมริกาใต้ อย่างประเทศอาร์เจนตินาและชิลี โดย HYROX ไม่ต้องการจัดงานให้เกลื่อนตลาด แต่ต้องการทำให้ทุกงานพรีเมียมมากขึ้นด้วยการเพิ่มวันจัดการแข่งขัน วิสัยทัศน์คือการยกระดับสถานที่จัดการแข่งขันให้เป็นการผสมผสานกันระหว่างความยิ่งใหญ่ของงานวิ่งนิวยอร์กมาราธอน การแข่งขันเทนนิสระดับโลกอย่าง US Open และมีกลิ่นอายความสนุกสนานสไตล์เทศกาลดนตรี Coachella รวมอยู่ด้วย

    ความน่าสนใจของงานแข่งทำให้ HYROX ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการใช้โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการลงคลิปวิดีโอสั้นๆ ตลอดจนการสตรีมมิ่งการแข่งขันระดับอีลีทผ่าน YouTube อย่างไรก็ตาม Christian ยอมรับว่าทีม HYROX เตรียมจะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ในอีก 12 เดือนข้างหน้าด้วยการผลักดันการแข่งขันเข้าสู่การถ่ายทอดสดทางหน้าจอโทรทัศน์แบบดั้งเดิม และหวังนำกีฬาชนิดนี้เข้าสู่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2032 ที่เมืองบริสเบน โดยกำลังเตรียมตัวประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับสหพันธ์โอลิมปิก (Olympic federation) ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้

    “หากนำไปจัดแข่งในโอลิมปิก จะใช้รูปแบบที่เรียกว่า “Grid Style Racing” ซึ่งจัดแข่งในพื้นที่ขนาดเล็กระดับสนามบาสเกตบอล เพื่อให้ผู้ชมบนอัฒจันทร์สามารถมองเห็นแอคชั่นของนักกีฬาชั้นนำทั้ง 15-20 คนได้ทุกวินาที”

    เพื่อรับมือกับผู้เข้าร่วมแข่งขันนับพันคน Christian วางแผนให้ HYROX อาศัยระบบการจัดการคิวอย่างเป็นระบบ โดยจะปล่อยตัวผู้แข่งขันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 50-80 คนในทุกๆ 10 นาที การทำเช่นนี้รวมถึงการคำนวณพื้นที่และจำนวนอุปกรณ์ ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาคนล้นหรือการรอคิวเล่นอุปกรณ์แต่ละฐานด้วย

    Christian แชร์ด้วยว่าสูตรการวิ่ง 8 กิโลเมตรและฐานออกกำลังกาย 8 ฐานล้วนมาจากหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นวิธีการฝึกซ้อมที่ดีต่อสุขภาพที่สุด ฝึกร่างกายครบทุกส่วนโดยไม่เน้นหนักท่าใดท่าหนึ่งมากเกินไป และผู้เข้าแข่งขันสามารถทำเวลาได้ดีด้วยการฝึกซ้อมเพียงวันละ 1 ชั่วโมง เรียกว่าเป็นมิตรกับผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่ทุกระดับ

    หลักคิดของ Christian คือการออกแบบการแข่งขันไม่ให้น่ากลัวหรือดูเป็นมืออาชีพจนเกินไป โดยแยกผู้เข้าแข่งขันออกเป็น รุ่น Open (ใช้น้ำหนักอุปกรณ์เบากว่า) และรุ่น Pro (ใช้น้ำหนักอุปกรณ์หนักกว่า) รวมถึงมีการแยกการแข่งขันของกลุ่มผู้ชายและผู้หญิงออกจากกัน สิ่งนี้ช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและลดความกดดันให้ผู้เข้าแข่งขันทั่วไปไม่รู้สึกเกร็งเมื่อต้องมาแข่งร่วมกับนักกีฬามืออาชีพ

    เมื่อถามถึงจุดเปลี่ยนความสำเร็จระดับโลก Christian บอกว่าจุดที่ทำให้มั่นใจว่า HYROX จะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่มี 2 เหตุการณ์หลัก คือ การที่ตั๋วแข่งขันในลอนดอนถูกขายหมดเกลี้ยงโดยมีคนมาร่วมถึง 4,500 คนในเดือนเมษายนปี 2022 หลังจากหยุดชะงักไปช่วงวิกฤตโควิด และอีกงานที่นิวยอร์กซึ่งสามารถดึงดูดคนมาร่วมงานได้ถึง 15,000 คนภายในระยะเวลา 3 วัน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจนี้สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกที่หากสามารถเอาชนะในมหานครอย่างนิวยอร์กได้

    ในด้านชีวิตส่วนตัว Christian ยอมรับว่าเป็นคนที่รักความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานเป็นอย่างมาก (Work-life balance) โดยจัดตารางฝึกซ้อม 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 1 ชั่วโมงเหมือนกับการจดนัดหมายสำคัญลงปฏิทิน และลงแข่งปีละ 10-12 งาน โดยมากมักแข่งแบบคู่กับลูกชายหรือเพื่อน

    “การทำงานนี้ถือเป็นสิทธิพิเศษ เพราะงานนี้คือสิ่งที่ผมรัก และเหมือนได้ทำสิ่งที่ชอบเป็นงานอดิเรก ผมจึงไม่เคยมองว่างานเป็นการลงโทษแต่เป็นการให้รางวัลกับชีวิต”

    วันนี้รางวัลของ Christian ออกผลเป็นธุรกิจที่มีอีโคซิสเต็มหรือระบบนิเวศทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ เพราะ HYROX    มีการเติบโตจากผู้เข้าแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะที่บัตรขายหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง และบางครั้งต้องใช้ระบบลอต    เตอรี

    HYROX สามารถโกยรายได้ประมาณ 140 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 จากค่าสมัครแข่ง, ค่าสมาชิกยิม และสินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยเครือข่ายยิมที่เข้าร่วมเป็น Affiliate กับ HYROX มีมากกว่า 5,000 แห่งทั่วโลก ซึ่งเฉพาะปี 2024 เติบโตถึง 260% และมียิมใหม่เข้าร่วมกว่า 2,300 แห่งในปีเดียว

    ในแง่สปอนเซอร์ แบรนด์ที่เป็นผู้สนับสนุน HYROX ในฤดูกาลนี้มีตั้งแต่ AirAsia, Cigna, BYD และ USAA นอกจากนี้ยังมี PUMA และ Red Bull ซึ่งเป็นไปได้สูงมากที่รายชื่อแบรนด์จะยิ่งหนาตาขึ้นอีก หากเป้าหมายของ  Christian ในการเพิ่มผู้เข้าแข่งขันเกินล้านคนในงานแข่งเกิน 100 ครั้งทั่วโลกตลอดปีนี้เป็นจริง

    เมื่อนั้น อาณาจักรงานแข่งคนฟิตของ HYROX จะยิ่งใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่าตัวแน่นอน

    ที่มา : YouTube, HYROX, SBO, Morning Chalk Up, Marketingbrew, Puma, Gym-Flooring

    ]]>
    1565601
    ย้อนรอยมหากาพย์ ‘Anthropic’ จากอดีต ‘มือขวา’ สู่ ‘คู่แข่ง’ ตัวฉกาจ ที่กลับมาเขย่าบัลลังก์ของ OpenAI https://positioningmag.com/1564714 Tue, 17 Mar 2026 08:53:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564714 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โลกซอฟต์แวร์ได้เกิดเหตุการณ์ SaaSpocalypse ซึ่งเกิดจาก Anthropic (แอนโธรปิก) ซึ่งมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงกลุ่มนักวิจัยผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ด้านความปลอดภัย จนยอมหันหลังให้ยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI มาสู่การเป็นผู้เล่นระดับแตะ 4 แสนดอลลาร์ในวันนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่า จริยธรรม AI ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน

    รู้จัก Dario อดีตมันสมอง OpenAI

    เส้นทางของ Dario Amodei (ดาริโอ อโมเดอี) คือเส้นทางของนักวิทยาศาสตร์สายแข็ง ที่มุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจระบบที่ซับซ้อน ทั้งในระดับชีววิทยาและฟิสิกส์ Dario จบการศึกษาจาก California Institute of Technology (Caltech) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ของโลก และได้รับปริญญาเอกจาก Princeton University ในปี 2011 โดยงานวิจัยของเขามุ่งเน้นไปที่เรื่อง วงจรประสาท (Neural circuits) ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจการทำงานของโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) ใน AI อย่างลึกซึ้ง

    จากนั้น Dario ได้ร่วมงานกับ Baidu (2014 – 2015) ในบทบาทนักวิจัยอาวุโส ในทีม Silicon Valley AI Lab ภายใต้การนำของ Andrew Ng หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญ AI ชื่อดังระดับโลก ที่นี่เขาได้ร่วมพัฒนาโปรเจกต์สำคัญอย่าง Deep Speech 2 ซึ่งเป็นระบบจดจำเสียงที่ก้าวล้ำมากในขณะนั้น

    ต่อมา เขาได้ย้ายไปร่วมงานกับ Google ในตำแหน่งนักวิจัย (Research Scientist) โดยเน้นไปที่การใช้ AI เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักของ Google ให้ฉลาดขึ้น จากนั้นในปี 2016 เขาก็เข้าร่วมกับ OpenAI ในตำแหน่ง Team Lead for AI Safety เพื่อสร้างเข็มทิศจริยธรรมให้กับเครื่องจักร 

    จากนั้น เขาขยับขึ้นเป็น Research Director (กันยายน 2018 – ธันวาคม 2019) และก้าวสู่ตำแหน่ง Vice President of Research (ธันวาคม 2019 – ธันวาคม 2020) ที่กำหนดทิศทางทั้งหมดของ OpenAI      โดยเขาถือเป็นผู้กุมบังเหียนทีมวิจัยในการสร้าง GPT-2 และ GPT-3 ซึ่งถือเป็นเมล็ดพันธุ์ของ ChatGPT ที่ใช้กันทุกวันนี้

    อย่างไรก็ตาม หนึ่งในสิ่งที่เขากังวลที่สุดคือ ความเสี่ยงของ AI โดยเขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนบทความวิชาการที่เป็นหมุดหมายสำคัญชื่อ Concrete Problems in AI Safety ซึ่งตั้งคำถามว่า เราจะสร้างระบบ AI ที่ทำงานได้อย่างถูกต้องและไม่เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้อย่างไร

    Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic

    การแตกหักที่ OpenAI

    จนกระทั่งในปี 2020 เมื่อ Dario และน้องสาวเขา Daniela Amodei (แดนเนียลา อโมเดอี) อดีต VP of Safety and Policy พร้อมทีมงานระดับสำคัญประมาณ 10 คน ตัดสินใจ ลาออก หลังจากที่บริษัท ตัดสินใจรับเงินลงทุนมหาศาลจาก Microsoft เพื่อเร่งให้ OpenAI รีบนำ AI ออกสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งทั้ง Dario และ Daniela กังวลว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจ ละเลยมาตรฐานความปลอดภัย (Safety Alignment) 

    หลังจากนั้นเพียง 1 เดือน พวกเขาได้ก่อตั้งบริษัท Anthropic ซึ่งจดทะเบียนในรูปแบบ บริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยมีพันธกิจที่เรียบง่ายแต่ทะเยอทะยาน คือ

    1. สร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ล้ำสมัยที่สุด
    2. ใช้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดเพื่อกดดันให้คู่แข่งต้องทำตาม
    3. เผยแพร่สิ่งที่เรียนรู้สู่สาธารณะ (ยกเว้นรายละเอียดทางเทคนิคเชิงลึก)

    จากนั้น Anthropic ก็เปิดตัว Claude (คลอดด์) AI ChatBot ที่มีความต่างจากคู่แข่งคือแนวคิด Constitutional AI (CAI) ที่แทนจะพึ่งพาการให้คะแนนจากมนุษย์ (RLHF) เพียงอย่างเดียว ซึ่งมักมีอคติ และสเกลยาก แต่ให้ AI ฝึกฝนกันเองภายใต้ รัฐธรรมนูญ ที่ประกอบด้วยหลักการจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกฎเกณฑ์ความปลอดภัยที่ร่างขึ้นอย่างรัดกุมให้ AI ยึดเป็นหลัก ผลลัพธ์คือ AI ที่มีเหตุผล ลดการโต้เถียงที่ไร้สาระ และมีความปลอดภัยในระดับโครงสร้าง 

    เส้นทางระดมทุน 2 หมื่นล้านเหรียญ

    แน่นอนว่า Anthropic จะไม่สามารถเติบใหญ่ได้หากไม่มี เงินทุน โดย Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google ถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายแรก ๆ ที่ลงทุนกับบริษัท โดยเขาให้เหตุผลว่า เขาลงทุนในตัวบุคคลมากกว่าแนวคิด

    “ในระดับนี้ คุณแทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย รายได้เท่าไหร่? ตลาดเป็นยังไง? ผลิตภัณฑ์คืออะไร? คุณไม่รู้หรอก ดังนั้นคุณต้องตัดสินใจจากตัวคน และ Dario คือนักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดมาก” Eric Schmidt เล่า

    นอกจากนี้ ยังมี Sam Bankman-Fried (SBF) อดีตซีอีโอของ FTX ที่ล่มสลายไปแล้ว โดยเขาเคยทุ่มเงินกว่า 500 ล้านดอลลาร์เพื่อถือหุ้น 13.56% ซึ่ง Amodei เล่าว่า ตอนนั้น SBF ดูเป็นพวกบ้าพลังเรื่อง AI และสนใจเรื่องความปลอดภัยซึ่งดูเข้ากันได้ดี แต่เขาก็เห็น สัญญาณอันตราย บางอย่าง จึงให้หุ้นแบบไม่มีสิทธิ์ออกเสียงและไม่ให้ตำแหน่งในบอร์ดบริหาร 

    ซึ่งการล่มสลายของ FTX ทำให้หุ้นดังกล่าวกลายเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าที่เหล่าบิ๊กเทคแย่งชิง จนนำไปสู่การอัดฉีดเงินครั้งประวัติศาสตร์ นำโดย Amazon (8 พันล้านดอลลาร์) Google (3 พันล้านดอลลาร์) และจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ช่วงต้นปี 2025 ที่ Anthropic ตกอยู่ในสภาวะกระหายเงินทุนอย่างหนัก เพราะความต้องการขยายสเกลทำให้ค่าสร้างศูนย์ข้อมูลและค่าประมวลผลพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Meta ก็ใช้กำไรมหาศาลของตัวเองไล่บี้กดดัน

    Anthropic มีความกดดันเป็นพิเศษที่ต้องสร้างโมเดลให้ใหญ่และเก่งที่สุดเสมอ เพราะพวกเขาไม่มีแอปฯ ที่คนติดงอมแงมอย่าง ChatGPT ถ้าโมเดลของพวกเขาไม่ล้ำหน้าคู่แข่งอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี ลูกค้าธุรกิจก็พร้อมจะย้ายค่ายทันที

    ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงหันไปหา Ravi Mhatre พาร์ทเนอร์จาก Lightspeed Ventures เพื่อนำการระดมทุนรอบ 3.5 พันล้านดอลลาร์ Mhatre เล่าว่า เขาเคยเซ็นเช็คแค่ 5-10 ล้านดอลลาร์ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป แต่ท้ายที่สุด Mhatre ก็ตัดสินใจครั้งใหญ่โดย โอนเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนกับ Anthropic ปัจจุบัน Anthropic สามารถระดมทุนได้เกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์

    Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google

    SaaSpocalypse ที่เกิดเพราะ Anthropic 

    หนึ่งในจุดขายที่ทำให้ Anthropic สามารถชนะใจนักลงทุน ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ของ Amodei แต่เป็นบิสซิเนสโมเดลที่ต่างออกไป ในขณะที่ OpenAI มุ่งเน้นไปที่ผู้ใช้งานทั่วไป (Consumer) ผ่าน ChatGPT แต่ Amodei เลือกทางที่ต่างออกไปคือ เน้นขายธุรกิจ (B2B) เขาเชื่อว่าการพัฒนา AI ให้เก่งระดับปริญญาเอกด้านชีวเคมี อาจไม่ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปตื่นเต้น แต่มันมีค่ามหาศาลสำหรับบริษัทอย่าง Pfizer

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Anthropic โด่งดังจริง ๆ กลับเป็นผลิตภัณฑ์ฝั่ง Consumer อย่างแชทบอท Claude  ที่เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2023 ซึ่งได้รับคำชมอย่างล้นหลามในเรื่องของ บุคลิกที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูง (High-EQ) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเน้นเรื่องความปลอดภัย จุดนี้เองที่ทำให้บริษัทขยายตัวอย่างมาก จากเดิมที่พยายามคุมพนักงานให้ไม่เกิน 150 คน กลายเป็นต้องรับพนักงานใหม่ในวันเดียวมากกว่าที่เคยรับทั้งปีในช่วงเริ่มต้นเสียอีก

    แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริง ๆ คือช่วงต้นปี 2026 ที่เปิดตัวเครื่องมือที่ชื่อว่า Claude Cowork ซึ่งเป็นผู้ช่วย AI สำหรับงานออฟฟิศที่ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม แต่ ลงมือทำงานจริงแทนพนักงาน เหตุการณ์นี้ทำให้มูลค่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีหายไปกว่า 285,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในวันซื้อขายเดียว จนถูกเรียกว่า SaaSpocalypse หรือ วันสิ้นโลกของ SaaS

    เดิมที Anthropic มีฟีเจอร์ Claude Code สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์นั้น ถูกผู้ใช้นำไปใช้งานเขียนโค้ด ซึ่งบริษัทได้ต่อยอดจากแนวคิดดังกล่าวมาสู่ Claude Cowork เพื่อให้ทุกคน ไม่ใช่แค่นักพัฒนา สามารถทำงานร่วมกับ Claude ในรูปแบบเดียวกันได้ โดยความแตกต่างสำคัญจากแชทบอททั่วไปคือ Claude สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ในคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และสามารถอ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ได้เองโดยอัตโนมัติ เช่น จัดระเบียบโฟลเดอร์ดาวน์โหลด สร้างสเปรดชีตค่าใช้จ่ายจากภาพถ่ายใบเสร็จ หรือเขียนรายงานร่างแรกจากโน้ตที่กระจัดกระจาย

    พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้า Claude แบบเดิมเปรียบเหมือนการถามผู้ช่วยที่ฉลาด Claude Cowork ก็เหมือนการจ้างพนักงานที่เข้ามานั่งทำงานจริงในคอมพิวเตอร์ของคุณ แถม Anthropic ยังได้เปิดตัว plugin สำเร็จรูปสำหรับหลายแผนกในองค์กร หรือจะสร้าง Plugin ส่วนตัวที่ปรับแต่งให้เหมาะกับบริษัทตนเองก็ได้ 

    ล่าสุด Anthropic ได้กำหนดมาตรฐานใหม่ของวงการด้วยพลังการประมวลผลระดับสูง:

    • Claude 3.7 Sonnet (Hybrid Model): โมเดลตัวแรกที่มาพร้อมระบบ Adaptive Thinking AI สามารถเลือกได้เองว่าจะตอบทันทีในเรื่องง่าย หรือจะหยุด “ใช้ความคิด” (Thinking Process) ในโจทย์ที่ซับซ้อน เพื่อลดความผิดพลาด (Hallucination) ได้ดีขึ้น
    • Claude 4 (Opus & Sonnet): โมเดลเจเนอเรชันล่าสุดที่เน้น Agentic Workflow เต็มรูปแบบ มันไม่ใช่แค่ผู้ช่วยที่ตอบคำถาม แต่เป็นเพื่อนร่วมงาน ที่สามารถวางแผนงานยาว ๆ และสั่งการแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในคอมพิวเตอร์เพื่อปิดโปรเจกต์ให้ได้โดยอัตโนมัติ

    รายได้โต 10 เท่าทุกปี

    จากจุดเริ่มต้นในปี 2021 บริษัทไม่สามารถทำรายได้ได้เลย จนกระทั่งในปี 2023 ที่สามารถทำรายได้ได้ 100 ล้านดอลลาร์ และเติบโตเป็น 1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2024 และเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นเกือบ 4.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2025 โดย Anthropic มีดีลระดับ 8 และ 9 หลัก เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในปี 2025 และลูกค้าธุรกิจมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า มูลค่าบริษัทล่าสุดอยู่ที่ 3.8 แสนล้านดอลลาร์ 

    อย่างไรก็ตาม Anthropic ต้องใช้เงินมหาศาลในการฝึกสอนและรันโมเดล ทำให้เกิดคำถามเรื่องความยั่งยืน เพราะบริษัท ยังห่างไกลจากคำว่ากำไร โดยคาดว่าจะ ขาดทุนประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ และมีรายงานว่าอัตรากำไรขั้นต้นยังต่ำกว่าบริษัทซอฟต์แวร์คลาวด์ทั่วไป

    คงต้องรอดูกันว่า Anthropic จะไปได้ไกลแค่ไหน ในวันที่การแข่งขันด้าน AI ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้เล่นแต่ละรายต่างก็ใส่เงินลงทุนกันไปไม่ยั้ง ท่ามกลางสมรภูมิที่เผาเงินระดับหมื่นล้าน การเดิมพันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการวัดใจว่าอุดมการณ์ของ Dario จะต้านทานแรงเสียดทานของโลกทุนนิยมได้นานเพียงใด

    medium / The Verge / Fortune

    ]]>
    1564714
    “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” อยากจะขายชานมเพิ่ม ปีนี้เปิดแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ ปั้นยอดขายสู่ 200 ล้านบาท https://positioningmag.com/1564044 Thu, 12 Mar 2026 09:10:55 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564044
  • ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ปีที่แล้วขายชาเย็นได้ 1 ล้านแก้ว เฉลี่ยเดือนละ 100,000 แก้ว
  • ปีนี้เตรียมเปิดแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ เป็นแบรนด์ชานมไต้หวัน และแบรนด์เครื่องดื่มอีกแบรนด์ 
  • ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาท โดยมาจากชาเย็น 150 ล้านบาท เตรียมขยายสาขาเพิ่มอีก 30 แห่งด้วย
  • เริ่มต้นจากจ๊อดแฟร์ แจ้งเกิดจาก TikTok

    “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” แบรนด์ชาไทยคลื่นลูกใหม่ที่สร้างปรากฏการณ์บนโลกโซเชียล เพียงแค่ 3 ปี สามารถสร้างรายได้ระดับ 140 ล้าน และขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ภายใต้การบริหารของนักธุรกิจรุ่นใหม่วัยเพียงแค่ 28 ปีเท่านั้น

    วิว – พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ CEO บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด เริ่มสร้างแบรนด์ฉันจะกินชาเย็นทุกวันตั้งแต่อายุ 24 ปี ตอนนั้นเพิ่งผ่านช่วง COVID-19 มาพอดี ธุรกิจแรกทำเป็นร้านกาแฟทั่วไปก่อน เป็นร้านธรรมดาแต่เริ่มต้นที่ย่านบรรทัดทอง เพราะคุ้นเคย และเติบโตมากับที่นี่ เพราะครอบครัวทำธุรกิจเสื้อผ้าอยู่ในย่านบรรทัดทองเป็นทุนเดิม จึงได้จับจองพื้นที่ในย่านนี้ก่อนที่จะบูมขึ้นมาในภายหลัง

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    เมื่อทำร้านกาแฟแต่พบว่าเมนูเด่นของร้านคือ ชาไทย หรือชาเย็น ลูกค้ามาซื้อซ้ำค่อนข้างเยอะ เลยลองเอาแค่ชาไทยมาออกบูธขายที่ตลาดจ๊อดแฟร์ ตอนแรกลูกค้าก็งงๆ เพราะตอนนั้นชาเย็นยังไม่แมสขนาดนี้ แต่พอเริ่มทำคอนเทนต์บน TikTok ก็เริ่มมีคนรู้จักจนแมสในที่สุด

    พันธ์ทิพย์ เริ่มเล่าว่า เป็นคนชอบกินชาเย็นอยู่แล้ว กินตั้งแต่เด็กๆ คิดค้นสูตรเองเป็นสูตรนครฯ เป็นชาใต้ แต่ได้ปรับสูตรกลางๆ เป็นชาใต้ ผสมชาไทย จึงได้รสชาติเข้มข้น แต่เข้าถึงได้ง่าย ใช้จุดเด่นที่เมนูชาเย็นปั่น และมีไข่มุกเม็ดเล็ก ซึ่งชาเย็นปกติราคาเริ่มต้น 70 ปี เป็นราคาที่เข้าถึงง่าย

    ปี 2566 เริ่มจากบูทเล็กๆ ที่ตลาดจ๊อดแฟร์ พอแบรนด์เริ่มจุดติดเลยขยายมาเปิดหน้าร้านที่บรรทัดทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ของร้านกาแฟเดิมที่เคยทำ ใช้งบลงทุน 1 ล้านบาท 

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    จุดเปลี่ยนที่สำคัญของแบรนด์อยู่ในช่วงปี 2567 ที่แบรนด์เติบโตไว ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว 10 กว่าสาขา รวมถึงมีโอกาสที่เข้ามาหาเยอะ ทั้งพื้นที่จุดขายดีๆ และแบรนด์ใหญ่ที่เข้ามาคอลแลปด้วย ปัจจุบันมีคอลแลปไปแล้ว 4-5 แบรนด์ 

     

    สำหรับชื่อแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” พันธ์ทิพย์บอกว่าก็มาจากอินไซต์ล้วนๆ เพราะขายหน้าร้านได้เห็นพฤติกรรมลูกค้า บางคนกินชาเย็นแล้วติด ต้องกินทุกวัน เหมือนคนกินกาแฟ เลยเอามาตั้งชื่อแบรนด์เลย

    อยากจะขายชานมเพิ่มอีกแบรนด์

    ปัจจุบันฉันจะกินชาเย็นทุกวันมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 100,000 แก้ว หรือ 1 ล้านแก้วต่อปี โดยกลุ่มลูกค้าชอบระดับความหวานที่ 50-70% เป็นหลัก สาขาที่ขายดีที่สุด ได้แก่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เมกา บางนา และซีคอนบางแค 

    หลังจากประสบความสำเร็จกับแบรนด์ชาเย็นไปแล้ว ก็ได้เปิดแบรนด์ที่ 2 ก็คือ “เข้ม” ยกระดับกาแฟโบราณให้โมเดิร์น เมนูหลักได้แก่กาแฟโบราณ โกโก้ ราคาเริ่มต้น 60 บาท ปัจจุบันมี 2 สาขา บรรทัดทอง และแฟชั่นไอส์แลนด์ 

    เข้ม กาแฟโบราณ

    พันธ์ทิพย์ บอกว่า ปีนี้มีแผนที่จะเปิดแบรนด์ใหม่อีก 2 แบรนด์ เป็นแบรนด์เครื่องดื่มทั้งคู่ แบรนด์แรกเป็นชานมไต้หวัน น่าจะเปิดได้ช่วงไตรมาส 2-3 ส่วนอีกแบรนด์ยังไม่แน่ใจจะเป็นกลุ่มไหน น่าจะเปิดช่วงไตรมาส 4 ของปี แต่ทั้งคู่วางจุดยืนในระดับพรีเมียมแมส ราคาประมาณ 100 บาท 

    ตอนนี้ฉันจะกินชาเย็นทุกวันมีสาขารวม 22 สาขา เริ่มขยายไปต่างจังหวัดแล้ว เช่น นครปฐม และชลบุรี ปีนี้ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 30 สาขา 

    โดยกำลังศึกษาโมเดลแฟรนไชส์อยู่ จะช่วยทำให้ขยายสาขาได้เร็วขึ้น รวมถึงการขยายสาขาไปต่างประเทศก็มองโมเดลการขายมาสเตอร์แฟรนไชส์ 

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    เป้ารายได้สู่ 200 ล้านบาท

    ปี 2568 ที่ผ่านมา ฉันจะกินชาเย็นทุกวันมีรายได้รวม 140 ล้าน มีรายได้มาจากทั้งหน้าร้าน, B2B, ขายวัตถุดิบ และออนไลน์ โดยช่องทางเดลิเวอรี่มีสัดส่วน 40% 

    ปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวมทั้งหมด 200 ล้าน เป็นกลุ่มชาเย็น 150 ล้านบาท และแบรนด์อื่นๆ อีก 50 ล้านบาท

     

    ในเดือนมีนาคมนี้ ฉันจะกินชาเย็นทุกวันเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 3 ปี ด้วยการ โอนถ่ายชาเย็นไปสู่รูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่รวมถึงขนม เสียง และคอมมูนิตี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    ปีนี้พันธ์ทิพย์อายุ 28 ปี ขึ้นแท่นอายุน้อยร้อยล้านตัวจริง ถ้าถามว่าอะไรคือความยากกับการเป็นนักธุรกิจอายุน้อย เธอบอกว่า

    “แม้จะเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย และมีประสบการณ์ไม่มากแต่ข้อดีก็คือ มีความกล้าที่จะเรียนรู้และขอความช่วยเหลือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจโตไว”

    เจ้าตัวยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมามีนายทุน หรือเชนเจ้าใหญ่ๆ มาพูดคุยเพื่อซื้อกิจการเช่นกัน แต่ส่วนตัวยังอยากบริหารอยู่ ยืนยัน “ไม่อยาก Exit” เป้าหมายในตอนนี้คือ ต้องการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งจนเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า ต้องการสร้างภาพจำ Iconic ของชาเย็น ที่ถ้านึกถึงชาเย็น ต้องนึกถึงแบรนด์นี้เท่านั้น

    ]]>
    1564044
    S2O ปีนี้ คนไทย 60% ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เดบิวต์สถานที่ใหม่ S2O LAND รัชดา แตกไลน์ K2O สายเกาหลี https://positioningmag.com/1563583 Tue, 10 Mar 2026 11:58:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563583
  • ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 กับ S2O Songkran Music Festival ปีนี้ย้ายสถานที่ S2O LAND ย่านรัชดา      จุคนได้วันละ 30,000 คน ปรับวันเป็น 11-13 เมษายน 69
  • ปีนี้เดบิวต์งาน K2O ครั้งแรกที่ศิลปินเกาหลี ปะทะเทศกาลสงกรานต์ จัด 14 เมษายน 69
  • ไฮไลต์ไลน์อัปอย่าง Alan Walker b2b Steve Aoki ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก พร้อมดึงดีเจดังระดับโลกอย่าง Kygo กลับมาเยือนไทยอีกครั้งในรอบหลายปี
  • หลังจากปีที่แล้วที่ S2O Songkran Music Festival เทศกาลดนตรีสงกรานต์ของไทย ได้ทำอะไรใหม่ๆ ด้วยการย้ายที่จัดไปสนามราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี ในปีนี้ได้ทำอะไรใหม่ๆ เพิ่มอีก ด้วยการย้ายที่จัดอีกเช่นกัน สร้างแลนด์มาร์กใหม่ S2O LAND 

    โดย 2 ผู้จัด วู้ดดี้ – วุฒิธร มิลินทจินดา” ผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี S2O และ “ปุลิน มิลินทจินดา” กรรมการ      ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ผู้ร่วมก่อตั้ง S2O ได้เล่าถึงการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งมีความแปลกใหม่จากเดิมไม่น้อย

    ปั้น S2O LAND กรุยทาง ถางหญ้าใหม่ แต่ยังติดใจราชมังฯ อยู่

    S2O ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 ในการจัดเทศกาลสงกรานต์ที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่เบอร์ต้นๆ ในไทย สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยว และทำให้งานดนตรี EDM บูมขึ้นในไทยอย่างมาก ที่ผ่านมามีการใช้สถานที่มาแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ S2O Factory RCA, OASIS Arena (Show DC), Life Park พระรามเก้า และล่าสุดกับสนามราชมังคลากีฬาสถาน

    ปีนี้ S2O ก็ได้ทำการโยกย้ายอีกครั้งสู่พื้นที่ใหม่ S2O LAND ย่านรัชดา เป็นพื้นที่ของ อสมท. อยู่ข้างศูนย์วัฒนธรรม แต่พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เปล่า ไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับจัดงานอะไร ซึ่งทั้ง 2 ผู้จัดก็มองว่าเหมาะกับการจัดในปีนี้ เพียงแต่ต้องลงทุนใหม่ บุกเบิกทำพื้นที่เปล่า 50 ไร่ เป็นพื้นที่จัดงานเฟส! ทั้งบดดิน ถางหญ้า ราดยางมะตอย เรียกว่าต้องใช้งบลงทุนเพิ่มขึ้น 3 เท่า

    ปุลิน มิลินทจินดา เริ่มเล่าถึงโปรเจกต์นี้ว่า 

    “ปีที่แล้วจัดที่ราชมังฯ พอปีนี้จะจัดต่อก็มีเรื่องของคิวแข่งกีฬาที่ทำให้ไม่มั่นใจว่าจะจัดได้หรือไม่ แต่ด้วยความที่เราต้องดีลดีเจ ศิลปิน บางคนต้องล็อกล่วงหน้า 7 เดือน ทำให้ต้องหาสถานที่ใหม่ ตอนนั้นก็ขับรถมาเจอที่ตรงนี้ ได้มาคุยกับทาง อสมท. ก็พบว่าจัดงานได้ แต่ต้องลงทุนเองใหม่ทั้งหมด ส่วนตัวก็มองว่า Vibe ได้ เป็นโลเคชั่นใจกลางเมือง จุคนวันละ 30,000 คนได้ มีการคุยเพิ่มว่าจะจัดงานอื่นที่นี่ด้วย”

    S2O

    ด้วยความเป็นสถานที่ใหม่ อะไรก็ใหม่ทำให้ต้องเพิ่มงบลงทุนจากเดิม 3 เท่า ทั้งทำสถานที่ และเตรียมพนักงานเพื่อดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นอีก 

    แต่ในความทุลักทุเล ก็มีความพิเศษตรงที่พอเป็นพื้นที่เปล่า จึงเป็นปีแรกที่ได้ระเบิดไอเดียออกแบบเวที และประสบการณ์ของผู้เข้างานแบบใหม่ๆ สามารถออกแบบสเปซการระบายน้ำ แสง สี เสียง และทางเข้า-ออกได้อย่างอิสระ และสถานที่นี้หันหน้าทางทิศใต้ ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงรบกวนคนในชุมชน ที่สำคัญสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT ได้

    แม้ว่าจะลงทุนไปเยอะ ผู้จัดทั้ง 2 ก็ไม่ได้กะมองว่า S2O LAND จะเป็นพื้นที่จัดงานระยะยาว เพราะยังมีความรู้สึกว่าสนามราชมังฯ ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่

    S2O

     

    ปุลินบอกว่า “สนามราชมังฯ ยังเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในการจัดงานใหญ่ เพราะมีการจัดงานมาหลายงานแล้ว มีระบบหลายๆ อย่างพร้อม เก็บเสียงด้วย เรียกว่ายังเป็นตัวเลือกที่ดีในการจัดงาน ถ้าปีหน้ามีโอกาสก็คงกลับไปจัดที่ราชมังฯ” 

    ปีนี้มองว่ามีผู้เข้าร่วมงานวันละ 30,000 คน จำกัดคนไว้ที่เท่านี้ เพราะเป็นปีแรกกับสถานที่ใหม่ 

    เดบิวต์ K2O ปั้นเวทีสงกรานต์ให้สายเกาฯ 

    ปีนี้ S2O ขยับวันเป็นวันที่ 11-13 เมษายน 69 ส่วนวันที่ 14 เมษายน 69 เป็นวันของแบรนด์น้องใหม่อย่าง K2O ที่จะเปิดตัวครั้งแรก เพื่อตอบโจทย์กลุ่มแฟนคลับเกาหลีที่อยากสัมผัสบรรยากาศสงกรานต์แบบ S2O

    วู้ดดี้เสริมว่า โปรเจกต์นี้เคยวางแผนไว้ตั้งแต่ปีก่อนตั้งแต่ครบรอบ 10 ปี ว่าจะยังไงต่อดี พอตอนนี้ขยายไปหลายประเทศแล้ว มีความพร้อมหลายๆ อย่าง อีกทั้งเคยมีทางเกาหลีมาคุยว่าอยากมีศิลปินเกาหลีขึ้นเวที S2O แต่เรามองว่ากลุ่มคนฟังคนละกลุ่มกับ EDM เลยแยกเวทีกันดีกว่า เลยทำเป็น K2O ซึ่งยังมีจริตเหมือนกัน

    K2O มีศิลปินไฮไลต์ 4 วงดังอย่าง RIIZE, KISS OF LIFE, FIFTY FIFTY, LONGSHOT และศิลปิน T-Pop DAOU x OFFROAD

    แต่ K2O จะไม่มีจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากมองว่ามีแฟนคลับเด็กๆ เข้างานเยอะ งานนี้ไม่ได้จำกัดอายุ แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 13 ปีต้องมากับผู้ปกครองด้วย เริ่มตั้งแต่ 18.00 – 23.00 น.

    ปีนี้คนไทย 60% คนโลคอลเข้าถึงได้ง่าย

    ปุลินบอกว่า จากตัวเลขการซื้อบัตรในปีนี้พบว่ามีคนไทยสัดส่วนถึง 60% เป็นตัวเลขที่คนไทยสูงสุดในรอบ 5 ปี  ส่วนคนต่างชาติ 40% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศใกล้เคียงที่เดินทางมาง่าย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และเห็นกลุ่มรัสเซีย ตะวันออกกลาง อินเดียเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน 

    เหตุผลที่คนไทยเพิ่มขึ้น ปุลินมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเข้าถึงบัตรได้ง่ายขึ้น เพราะปีก่อนๆ อาจจะมีเอเจนต์ต่างชาติที่กดบัตรให้แก่กลุ่มต่างชาติ ทำให้คนไทยซื้อบัตรได้น้อย ซึ่งสัดส่วนคนไทย 60% ถือเป็นตัวเลขที่พอใจ

    อีกเหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า S2O ได้ขยายอาณาจักรไปต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น, เกาหลี, ออสเตรเลีย, ไต้หวัน, ฮ่องกง, จีน และสหรัฐอเมริกา ทำให้กลุ่มต่างชาติไม่มาที่ไทยก็เป็นได้

    การกลับมาของ Kygo

    ในปีนี้ S2O ยังเดินหน้าสร้างความแข็งแรงของแบรนด์ผ่านไลน์อัปศิลปินระดับโลกที่ตอกย้ำสถานะของเทศกาลในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นไฮไลต์อย่าง Alan Walker b2b Steve Aoki ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก 

    รวมถึงการกลับมาของศิลปินระดับแถวหน้าของวงการ EDM อย่าง Kygo ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของผู้จัดในการรักษามาตรฐานโปรดักชัน การคัดเลือกศิลปิน และการส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแฟน S2O อย่างจัดเต็ม โดยไฮไลต์โต๊ะแพงที่สุดในปีนี้อยู่ที่ ราคา 1,500,000 บาทต่อวัน

    ปุลินบอกว่า การเลือกศิลปินในปีนี้เกิดจากความชอบ และรสนิยมส่วนตัวเป็นหลัก ทั้ง S2O และ K2O โดยเน้นศิลปินที่ฟังวนได้ไม่เบื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่มางานจะได้รับความฟินสูงสุด ในราคาที่คุ้มค่ากับประสบการณ์โปรดักชันที่อัปเกรดขึ้นกว่าเดิม 3 เท่า

    ]]>
    1563583
    เลิกฝืนจนพัง! รู้จัก Resilience 2.0 เคล็ดลับก้าวข้ามการทำงานในช่วงวิกฤต เพื่อให้เดินต่อได้ไกล https://positioningmag.com/1563022 Sun, 08 Mar 2026 05:00:33 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563022 จากความเชื่อที่ว่า ‘สิ่งที่ไม่ฆ่าเรา จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น’ อาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป เมื่อ ‘ดร. ทาช่า ยูริช’ (Dr. Tasha Eurich) นักจิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านการโค้ชระดับโลกออกมายืนยันว่า ความอดทน (Endurance) เพื่อผลักดันงานท่ามกลางวิกฤติอาจนำไปสู่สภาวะ ‘เพดานความยืดหยุ่น’ (Resilience Ceiling) ที่บ่อนทำลายประสิทธิภาพการทำงานอย่างเงียบๆ

     

    ดร. ทาช่า แชร์เรื่องนี้บนเวที 100 Outperforming Enterprises การประกาศรางวัลที่ทางบริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด (Hewitt Consulting) ร่วมกับและสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจ ดังนี้

     

    3 สัญญาณอันตรายว่าคุณกำลัง ‘ชนเพดาน

     

    ไฟมอด (Loss of Spark): แม้ผลงานยังออกมาดีตามมาตรฐาน แต่ข้างในคุณรู้สึกว่างเปล่าและหมดพลัง

    เรื่องขี้ผงกลายเป็นเรื่องใหญ่: คุณเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าเหตุ

    วิธีคลายเครียดเดิมๆ เริ่มไม่ได้ผล: การเข้ายิมหรือเขียนบันทึกที่เคยชอบ กลับรู้สึกว่าเป็น ‘ภาระ’ ที่ต้องทำเพิ่ม มากกว่าเป็นตัวช่วย

     

    แทนที่จะ ‘อดทน’ ให้ผ่านไปวันๆ ดร. ทาช่า แนะนำทางออก คือ Need Crafting การจงใจออกแบบความต้องการพื้นฐาน 3 ด้าน เพื่อสร้างเกราะป้องกันจิตใจให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และสร้างผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างยั่งยืน

     

    1.สร้างความเชื่อมั่น (Confidence)

     

    ดร. ทาช่า ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของซีอีโอคนหนึ่ง ที่ภายนอกดูประสบความสำเร็จ แต่ภายในกลับเครียดจัดจนเกือบหัวใจวาย เพราะพยายามทำให้ทุกคนพอใจ ซึ่งต่อมาซีอีโอคนนี้ได้เปลี่ยนเธอคำถามใหม่จาก “ทุกคนพอใจในตัวฉันไหม?” เป็น “ฉันรับฟังทุกคนหรือยัง?”

     

    การปรับความเชื่อมั่นจากภายในนี้ ช่วยให้เธอมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ดังนั้น การออกแบบชัยชนะด้วยการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ง่ายและทำสำเร็จได้แน่ๆ ในแต่ละวัน จะช่วยสะสมพลังใจให้ตัวเอง

     

    2.สร้างทางเลือก (Choice): อนุญาตให้ตัวเอง ‘ข้าม’ บางอย่าง ดร. ทาช่า แนะนำเทคนิค Skip One Should ลดมาตรฐานงานที่ ‘ควรทำ’ แต่ ‘ไม่สำคัญ’ จาก 100% เหลือ 95% เพื่อแลกกับเวลาไปตอบอีเมลสำคัญและพักผ่อน หรือดูซีรีส์ เพื่อช่วยลดความกดดันได้ทันที

     

    3.สร้างความผูกพัน (Connection): ความสัมพันธ์ที่ดีคือเกราะป้องกันความเครียดที่ทรงพลังที่สุดซึ่งการแสดงไมตรีจิตเพียงเล็กน้อย เช่น ส่งข้อความสั้นๆ หาเพื่อนร่วมงานหรือคนใกล้ชิดว่า ‘คิดถึงนะ’ หรือ ‘ขอบคุณนะ’ อย่างสม่ำเสมอ จะสร้างความผูกพันได้แข็งแกร่งกว่าการรอทำเรื่องใหญ่ๆ

     

    บทสรุปหัวใจสำคัญ คือ ผู้นำต้องทำให้ดูเป็นแบบอย่าง (Modeling) เมื่อผู้นำกล้าเริ่มดูแลพลังของตัวเอง และสื่อสารอย่างชัดเจน ทีมงานจะรู้สึกได้รับอนุญาตให้ทำเช่นเดียวกัน ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรจากเอาแต่ ‘ทนเพื่อรอด’ กลายเป็นองค์กรที่ ‘แข็งแกร่งจนไม่มีวันแตกสลาย’ (Shatterproof) พร้อมสร้างผลงานที่โดดเด่นอย่างยั่งยืน เพื่อให้เดินได้ไกลกว่าเดิม”

    ‘นภัส ศิริวรางกูร’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด ระบุว่า โครงการ 100 Outperforming Enterprises ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Strong from Within, Built to Outperform ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ ‘มิติด้านผลลัพธ์ที่เติบโตยั่งยืน’ โดยสร้างความได้เปรียบการแข่งขันจากฐานราก 3 ประการคือ Purpose, People และ Performance

     

    ‘มิติด้านการเพิ่มขีดความสามารถของคน’ ผ่านเครื่องมือ People Outperform Index (POI) ที่ครอบคลุม 8 มิติสำคัญตั้งแต่โครงสร้างองค์กร วัฒนธรรม การพัฒนาผู้นำ ไปจนถึง HR Technology และ People Analytics

     

    สุดท้าย ‘มิติด้าน Ecosystem’ ที่สร้างเครือข่ายองค์กรแลกเปลี่ยนและต่อยอด Best Practices ร่วมกันมีการประเมินองค์กรแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งจุดมุ่งหมาย กลยุทธ์องค์กร การบริหารทรัพยากรบุคคล นวัตกรรม ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความยั่งยืน เพื่อยกระดับขีดความสามารถให้แข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก

     

    เป้าหมายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ทางฮิววิทจะเข้าไปร่วมมือกับ 100 องค์กรยุทธศาสตร์เพื่อทำทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมความสำเร็จขององค์กรเหล่านี้ ให้กลายเป็นพลังสำคัญที่สะท้อนออกไปสู่ระดับภูมิภาค ช่วยให้ธุรกิจไทยมีความพร้อมในการสู้ศึกการค้าโลกได้

     

    ]]>
    1563022
    เส้นทาง “สยามบัวขาว” จากเภสัชกรนักสู้ สู่เจ้าของอาณาจักรสมุนไพร 200 ล้านบาท https://positioningmag.com/1562922 Fri, 06 Mar 2026 09:20:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562922
  • รีแบรนด์ครั้งใหญ่จากบัวขาวเฮิร์บ สู่สยามบัวขาว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ทันสมัย และอินเตอร์มากขึ้น
  • ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาทในปีนี้ จากแบรนด์ตัวเอง และรับจ้างผลิต
  • อยากเป็น Soft Power ให้ประเทศไทย ชูคุณภาพสมุนไพรส่งออกไปทั่วโลก
  • “สยามบัวขาว” ไม่ได้เกี่ยวกับบัวขาวที่เป็นนักมวย แค่เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายยาที่ซอยบัวขาวในพื้นที่พัทยาเท่านั้น แค่สตอรี่เริ่มต้น ก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจของแบรนด์ ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนแล้ว

    จากจุดเริ่มต้นในร้านขายยาขนาดเล็กซอยบัวขาว ใจกลางเมืองพัทยา เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ปัจจุบันสยามบัวขาวเป็นผู้ผลิตสมุนไพรไทยที่มีสินค้ามากกว่า 285 รายการ วันนี้ บริษัท บัวขาว เทรดดิ้ง จำกัด ภายใต้การนำของ ภญ. ภัทรธมน หาญอนันทสุข ได้ประกาศยกระดับแบรนด์ครั้งสำคัญจาก “บัวขาวเฮิร์บ” สู่ “สยามบัวขาว” พร้อมแผนรุกตลาด Modern Trade ทั่วประเทศ และขยายฐานการส่งออกไปไกลถึงยุโรป และอาหรับ

    จุดกำเนิดจาก “ร้านยา” และจิตวิญญาณ “นักขาย”

    เส้นทางของสยามบัวขาวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ภญ. ภัทรธมน หาญอนันทสุข หรือ พลอย เริ่มต้นจากการเป็นผู้แทนยา (Detailer) นาน 2 ปี ก่อนจะผันตัวมาเปิดร้านขายยาเล็กๆ ที่พัทยา เพราะจบด้านเภสัชศาสตร์โดยตรง มีความรักในยา และรักการขาย มีจิตวิญญาณของการเป็นเซลส์ บวกกับการสังเกตอินไซต์ลูกค้า เธอพบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมักถามหายาหม่องสีเขียวยี่ห้อหนึ่งที่ “ขายเฉพาะกลุ่มไกด์”

    ความขบถ และหัวการค้าทำให้เธอตัดสินใจทำภารกิจหนึ่ง เพื่อแกะรอยหาโรงงานผลิตยาหม่องจนสำเร็จ และเริ่มทำตลาดขายส่งทั่วประเทศตั้งแต่อำเภอแม่สายไปจนถึงภาคใต้ แต่เมื่อเจอวิกฤตการตัดราคาจากกลุ่มไกด์จนกำไรแทบไม่เหลือ เธอจึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตัวเองในชื่อ “ยาหม่องพญางู” (ยาหม่องดำ) ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่มียอดสั่งซื้อพุ่งจาก 10 ลัง เป็น 200 ลังต่อเดือนในเวลาเพียงปีเดียว

    เมื่อธุรกิจเติบโตจนโรงงานผลิตให้ไม่ทัน เริ่มเจอปัญหาที่ว่าโรงงานที่เคยผลิตให้ ปิดไลน์การผลิต ต้องวุ่นกับการหาโรงงานใหม่ บ้างก็เจอโรงงานเอาสูตรไปผลิตเอง ภัทรธมนจึงตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่กว่า 12 ล้านบาท สร้างโรงงานของตนเองในปี 2560 ที่หนองปรือ พัทยา เพื่อควบคุมคุณภาพและรักษาความลับของสูตรยา ภายใต้มาตรฐาน GMP และ ISO-9001

    “มีช่วงที่ขายดีมาก จนต้องหยุดผลิตไป เพราะมีปัญหาเรื่องการผลิตหลายอย่าง เลยคิดว่าต้องหาตัวป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เลยพัฒนาสูตรให้ตรงสูตรเดิม แล้วเปิดโรงงานเล็กๆ เมื่อปี 2560 ที่พัทยา ด้วยเงินลงทุนที่ดิน 10 ล้าน และสร้างโรงงาน 2 ล้าน ทำจนแบรนด์กลับมาติดตลาดอีกครั้ง มีร้านขายยารับไปขาย รวมถึงร้านขายของที่ระลึกด้วย”

    รีแบรนด์สู่สยามบัวขาว อัพภาพสากล

    ในปี 2568 ที่ผ่านมา ภัทรธมนได้ตัดสินใจรีแบรนด์ครั้งใหญ่ จากบัวขาวเฮิร์บเป็น “สยามบัวขาว” เพื่อความเป็นสากล และแก้ปัญหาการมีชื่อแบรนด์ย่อยเยอะเกินไป เช่น พญางู, หมอชีวก โดยปัจจุบันแบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 5 หมวดหลัก:

    1. สมุนไพรทั่วไป : ยาหม่อง, ยาดม, น้ำมันนวด, พิมเสน และครีมนวดแก้ปวดเมื่อย
    2. Skin Care : แทนนิ่งออยล์ (ขวัญใจชาวอาหรับ), เจลว่านหางจระเข้ และครีมกล้วยทาส้นเท้า
    3. Bath & Body : ยาสีฟันสมุนไพรสูตรไม่แสบปาก มีแผนที่จะทำแชมพู และครีมอาบน้ำเพิ่ม
    4. เครื่องหอม : เครื่องหอม และสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นสมุนไพร
    5. อาหาร : เครื่องต้มยำแห้ง และชาสมุนไพร เจาะกลุ่มลูกค้าชาวรัสเซีย

    ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักยังคงเป็นกลุ่มสมุนไพร 50% รองลงมาเป็นกลุ่มอาหาร 20% ที่เหลืออีก 3 กลุ่มแบ่งสัดส่วนอย่างละ 10% โดยภัทรธมนบอกว่าอยากดันตลาดสกินแคร์ให้โตมากขึ้น เพราะมีโอกาสในธุรกิจเยอะ 

    สมุนไพรไทยทะเลแดงเดือด แต่ยังมีศักยภาพ

    ภัทรธมนมองว่าตลาดสมุนไพรไทยในตอนนี้เข้าสู่ Red Ocean มีการแข่งขันสูง ผู้เล่นเยอะ แต่ยังมีศักยภาพสูง คนทั่วโลกให้การตอบรับ ยังมีช่องว่างให้เล่นอีกเยอะ เห็นช่องว่างในการแก้ไขปัญหาต่างๆ หรือพัฒนาสูตรให้ตอบโจทย์แก้ปัญหาสุขภาพได้มากกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ยาสีฟันสมุนไพร ในตลาดตอนนี้ส่วนใหญ่ใช้แล้วแสบเหงือก กัดเหงือก แต่สามารถแก้ปัญหาฟันเหลือง คราบพลัคได้ ถ้าพัฒนาสูตรให้ไม่แรงเกินไป แก้ปัญหากลิ่นปากได้ดี ผู้บริโภคก็ตอบรับมากกว่านี้

    “ตลาดสมุนไพรไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 2567 ที่ผ่านมา สมุนไพรไทยครองแชมป์อันดับ 1 ในอาเซียน ด้วยมูลค่ากว่า 63,045 ล้านบาท และเชื่อว่าในปี 2568 อัตราการเติบโตจะเพิ่มมากขึ้น ด้วยความโดดเด่นของสมุนไพรไทยที่ต่างชาติให้การยอมรับ เป็น Soft Power ไม่แพ้ อาหารไทย นวดไทย และ วัฒนธรรมไทย จึงเป็นโอกาสที่ดีให้กับสมุนไพรไทยและสินค้าจากสมุนไพรไทย ซึ่งที่ผ่านมาบัวขาวเฮิร์บ ได้ผลิตสินค้าประเภท Herb & Beauty จำหน่ายให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวช่างชาติที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย ผ่านร้านค้าของเรา รวมถึงการรับผลิต OEM , Wholesale factory สินค้ากลุ่ม Herb & Beauty ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดีมากจากกลุ่มลูกค้าทั้งชาวรัสเซีย จีน อาหรับ และอื่นๆ”

    นอกจากผู้เล่นที่มีในตลาดมากมายมหาศาลแล้ว สิ่งที่หลายคนกังวลมากที่สุดก็คงจะเป็นสินค้าจากประเทศจีนเข้ามาในประเทศไทย นอกจากจะมีการตัดราคาแล้ว สินค้ายังไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร แต่จุดแข็งของแบรนด์ไทย สมุนไพรไทย ก็คือคุณภาพ อย่างอโลเวร่าก็สามารถก๊อปได้ แต่บางตัวที่เฉพาะทางก็ก๊อปไม่ได้

    เป้า 200 ล้านบาท พร้อมบุกตลาดโลก

    ปัจจุบันสยามบัวขาวมีรายได้รวม 70 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากแบรนด์ 80% และรับจ้างผลิต OEM 20% ในปีนี้ตั้งเป้ารายได้พุ่งสู่ 200 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10%

    มีแผนขยายสาขาเพิ่มเป็นจุดขาย ทั้งร้านขายยา หน้าโรงงานที่หนองปรือ ช่องทางออนไลน์ แห่งท่องเที่ยวในชลบุรี และภาคใต้ รวมถึงมีแผนที่จะนำสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ ให้เป็นที่รู้จัก และอาจจะขยายบัวขาวฟามาซีมากขึ้นในโซนพัทยา 

    “สมุนไพรไทยคือ Red Ocean ที่ศักยภาพสูงมาก ความท้าทายคือการทำให้คนเชื่อมั่นว่าเราใช้ของแท้ และแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่แค่ยาหม่องทั่วไป แต่คือศาสตร์และศิลป์แห่งการรักษา” ภญ. ภัทรธมน กล่าวทิ้งท้าย

    ]]>
    1562922