People – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 23 Mar 2026 07:13:25 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 Christian Toetzke จากนักกีฬาทศกรีฑา สู่ CEO แห่งอาณาจักรงานแข่งคนฟิต HYROX https://positioningmag.com/1565601 Mon, 23 Mar 2026 04:21:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1565601 จากอดีตนักกีฬาทศกรีฑาหรือ Decathlete ที่ผันตัวมาเป็นผู้บริหารดูแลการจัดการแข่งขันกีฬามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ Christian Toetzke ตัดสินใจทิ้งตำแหน่งที่หลายคนใฝ่ฝัน เพื่อก่อร่างอาณาจักรของตัวเอง บนคำถามเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “ทำไมคนที่ออกกำลังกายในยิม ถึงไม่มีกีฬาให้ลงแข่งเหมือนนักวิ่งมาราธอนหรือนักปั่นจักรยาน?”
คำถามนี้นำไปสู่การก่อตั้ง HYROX การแข่งขันความฟิต (Fitness Racing) ที่ผสมผสานการวิ่ง 8 กิโลเมตรเข้ากับการออกกำลังกาย 8 ฐาน ซึ่งออกแบบมาให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากการรับเงินทุนก้อนเดียวในปี 2019 และใช้กำไรหมุนเวียน สร้างการเติบโตมาตลอด

จนกระทั่งปัจจุบัน แฟรนไซส์ HYROX ขยายสเกลงานจนมีกำหนดการจัดแข่งขันถึง 125 งาน และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันทะลุ 1.5 ล้านคนทั่วโลก แต่ความตั้งใจของ Christian ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เพราะเป้าหมายต่อไปคือการนำ HYROX ถ่ายทอดสดผ่านจอแก้ว และผลักดันกีฬานี้เข้าสู่มหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2032 ที่บริสเบน

นอกเหนือจากความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว อีกสิ่งที่น่าทึ่งของ Christian คือแนวคิดในการใช้ชีวิต หนุ่ม Christian ยังคงจัดตารางฝึกซ้อมให้ตัวเองวันละ 1 ชั่วโมงเป็นประจำ โดยมองว่าการบริหาร HYROX ไม่ใช่ “งาน” แต่เป็นเสมือนงานอดิเรกและรางวัลของชีวิต

นี่คือเรื่องราวของชายผู้สร้างกีฬาชนิดใหม่ของโลก พลิกโฉมอุตสาหกรรมฟิตเนส และเป็นหนึ่งในคีย์แมนของงาน HYROX Bangkok 2026 ที่จัดขึ้นที่ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 20–22 มีนาคม 2026 ซึ่งมีคนดังในวงการบันเทิงเข้าแข่งขันโชว์ความฟิตมากมาย ตั้งแต่ณเดชน์ คูกิมิยะ, แอน ทองประสม, ชมพู่ อารยา, เจมส์ จิรายุ และอีกหลายคน

กำเนิด HYROX เมื่อการออกกำลังกายในยิมคือกีฬา

ตามประวัติแล้ว Christian Toetzke ก่อตั้ง HYROX ร่วมกับ Moritz Fürste หลังจากพบกันครั้งแรกเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ร่วมกันผลักดันแคมเปญให้เยอรมนีได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 2024 ที่เมืองฮัมบูร์ก แต่โครงการนั้นล้มเหลว เพราะชาวเมืองโหวตคัดค้านในปี 2015 หลังจากนั้น ทั้งคู่ยังคงคุยกันเรื่องโอกาสความร่วมมือต่อไป จนกระทั่งทั้งคู่พบสถิติที่ว่าคนส่วนใหญ่นิยามการออกกำลังกายในยิมว่าคือ “กีฬา” ของตัวเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นของ HYROX

คำว่า HY กับ ROX มาจากคำว่า Hybrid + Rockstar ทั้ง Christian และ Moritz ต่างเรียก HYROX ว่า  “Marathon of Fitness” โดยวางบทบาทที่ต่างกันในการบริหาร HYROX ฝั่ง Christian ที่ขึ้นเป็น CEO นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานอีเวนต์สำหรับคนจำนวนมากหรือ mass participation event ระดับนานาชาติ ทั้งไซคลิง มาราธอน และไตรกีฬา เรียกว่ารับหน้าที่เป็นคนออกแบบโมเดลธุรกิจและโครงสร้างการแข่งขัน

ฝ่าย Moritz ที่นั่งเก้าอี้ CMO นั้นเป็นนักฮอกกี้สนามชาวเยอรมัน เหรียญทองโอลิมปิก 2008 และ 2012 รวมถึงแชมป์โลก โดยเป็นหน้าตาของแบรนด์และดึงความน่าเชื่อถือเรื่องกีฬา ซึ่งแผนอนาคต มีรายงานว่า Christian วางแผนส่งไม้ต่อตำแหน่ง CEO ไว้แล้ว โดย Fürste ซึ่งอายุน้อยกว่า (40 ปี) จะขึ้นมารับตำแหน่งต่อเมื่อถึงเวลา

จากวิดีโอสัมภาษณ์ในพอดแคสต์ Opening Bid ของ Yahoo Finance ดำเนินรายการโดย Brian Sozzi ที่พูดคุยกับ Christian Toetzke ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ HYROX อธิบายว่า HYROX คือ “การแข่งขันความฟิต” (Fitness Racing) ซึ่งเป็นเวทีการแข่งขันที่ผสมผสานระหว่างการวิ่งและการออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนอล (Functional Workouts) เข้าด้วยกัน เป้าหมายคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกายในยิมที่คนมักจะมองว่าเป็นเพียงแค่ “การฝึกซ้อม” ให้ยกระดับกลายมาเป็น “ชนิดกีฬา” อย่างแท้จริง

“การแข่งขันถูกออกแบบมาให้เป็นวิธีการฝึกซ้อมที่ดีต่อสุขภาพที่สุด โดยผู้เข้าแข่งขันใช้เวลาฝึกซ้อมเพียง 1 ชั่วโมงต่อวัน ก็เพียงพอที่จะทำให้มีผลงานที่ดีในการแข่งขันได้แล้ว”

Christian มองว่าจุดเด่นของ HYROX คือท่าออกกำลังกายจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีความซับซ้อนจนเกินไป เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและเข้าร่วมได้ นอกจากนี้ HYROX ยังเป็นการแข่งขันที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งจับเวลาในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับการวิ่งมาราธอน ทำให้ผู้เข้าแข่งขันสามารถนำเวลาที่ทำได้ในนิวยอร์ก ไปเปรียบเทียบกับผู้เข้าแข่งขันในลอสแอนเจลิส มุมไบ หรือโอซาก้าได้อย่างเท่าเทียม

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ Christian ตกผลึกกับ HYROX เช่นนี้คือประสบการณ์ เรื่องนี้ Christian เล่าย้อนว่าจากที่เป็นนักกีฬาทศกรีฑามาก่อน ต่อมาได้ก่อตั้งธุรกิจด้านกีฬาที่เน้นให้คนจำนวนมากได้มีส่วนร่วม (Mass Participation) เช่น การแข่งจักรยาน ไตรกีฬา และมาราธอน จากนั้นจึงได้ขายบริษัทและเข้าไปรับตำแหน่งเป็น CEO ระดับโลกของ Lagardère Sports ดูแลการจัดอีเวนต์กีฬายักษ์ใหญ่มากมาย

อย่างไรก็ตาม Christian พบว่าตัวเองมีสายเลือดผู้ประกอบการมากกว่าจึงตัดสินใจลาออก และไอเดียของ HYROX จึงเกิดขึ้นเมื่อได้สังเกตเห็นว่า อุตสาหกรรมยิมและฟิตเนสนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่กลับไม่มีการแข่งขันใดเลยที่สร้างมาเพื่อคนกลุ่มนี้ได้ทดสอบสมรรถภาพของตัวเอง

“อุตสาหกรรมฟิตเนสมีขนาดใหญ่มาก โดยมีสมาชิกยิมทั่วโลกถึง 270 ล้านคน และมีมูลค่าธุรกิจกว่า 1.25 แสนล้านดอลลาร์ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการจัดการแข่งขันเพื่อทดสอบสมรรถภาพสำหรับคนกลุ่มนี้เลยแม้แต่รายการเดียว”

รับเงินทุนจากภายนอกครั้งเดียว

Christian ยังเล่าถึงการเติบโตทางธุรกิจและแหล่งเงินทุน HYROX ว่ามีการรับเงินทุนจากภายนอกเพียงครั้งเดียวในช่วงเริ่มต้นปี 2019 เป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก หลังจากนั้นเมื่อบริษัทเริ่มทำกำไรในตลาดกลุ่มแรก และได้นำรายได้มาหมุนเวียนและลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตต่อทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนรอบอื่น

“ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า (ฤดูกาล 2025-2026) HYROX จะจัดการแข่งขันมากถึง 125 งาน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันสูงถึง 1.5 ล้านคน ซึ่งผู้เข้าร่วมเหล่านี้จ่ายค่าตั๋วเข้าแข่งขันโดยเฉลี่ยที่ประมาณ 110 ดอลลาร์สหรัฐ”

Christian ย้ำว่า HYROX ยังคงมีแผนที่จะขยายฐานเพิ่มไปยังทวีปอเมริกาใต้ อย่างประเทศอาร์เจนตินาและชิลี โดย HYROX ไม่ต้องการจัดงานให้เกลื่อนตลาด แต่ต้องการทำให้ทุกงานพรีเมียมมากขึ้นด้วยการเพิ่มวันจัดการแข่งขัน วิสัยทัศน์คือการยกระดับสถานที่จัดการแข่งขันให้เป็นการผสมผสานกันระหว่างความยิ่งใหญ่ของงานวิ่งนิวยอร์กมาราธอน การแข่งขันเทนนิสระดับโลกอย่าง US Open และมีกลิ่นอายความสนุกสนานสไตล์เทศกาลดนตรี Coachella รวมอยู่ด้วย

ความน่าสนใจของงานแข่งทำให้ HYROX ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการใช้โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการลงคลิปวิดีโอสั้นๆ ตลอดจนการสตรีมมิ่งการแข่งขันระดับอีลีทผ่าน YouTube อย่างไรก็ตาม Christian ยอมรับว่าทีม HYROX เตรียมจะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ในอีก 12 เดือนข้างหน้าด้วยการผลักดันการแข่งขันเข้าสู่การถ่ายทอดสดทางหน้าจอโทรทัศน์แบบดั้งเดิม และหวังนำกีฬาชนิดนี้เข้าสู่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2032 ที่เมืองบริสเบน โดยกำลังเตรียมตัวประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับสหพันธ์โอลิมปิก (Olympic federation) ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้

“หากนำไปจัดแข่งในโอลิมปิก จะใช้รูปแบบที่เรียกว่า “Grid Style Racing” ซึ่งจัดแข่งในพื้นที่ขนาดเล็กระดับสนามบาสเกตบอล เพื่อให้ผู้ชมบนอัฒจันทร์สามารถมองเห็นแอคชั่นของนักกีฬาชั้นนำทั้ง 15-20 คนได้ทุกวินาที”

เพื่อรับมือกับผู้เข้าร่วมแข่งขันนับพันคน Christian วางแผนให้ HYROX อาศัยระบบการจัดการคิวอย่างเป็นระบบ โดยจะปล่อยตัวผู้แข่งขันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 50-80 คนในทุกๆ 10 นาที การทำเช่นนี้รวมถึงการคำนวณพื้นที่และจำนวนอุปกรณ์ ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาคนล้นหรือการรอคิวเล่นอุปกรณ์แต่ละฐานด้วย

Christian แชร์ด้วยว่าสูตรการวิ่ง 8 กิโลเมตรและฐานออกกำลังกาย 8 ฐานล้วนมาจากหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นวิธีการฝึกซ้อมที่ดีต่อสุขภาพที่สุด ฝึกร่างกายครบทุกส่วนโดยไม่เน้นหนักท่าใดท่าหนึ่งมากเกินไป และผู้เข้าแข่งขันสามารถทำเวลาได้ดีด้วยการฝึกซ้อมเพียงวันละ 1 ชั่วโมง เรียกว่าเป็นมิตรกับผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่ทุกระดับ

หลักคิดของ Christian คือการออกแบบการแข่งขันไม่ให้น่ากลัวหรือดูเป็นมืออาชีพจนเกินไป โดยแยกผู้เข้าแข่งขันออกเป็น รุ่น Open (ใช้น้ำหนักอุปกรณ์เบากว่า) และรุ่น Pro (ใช้น้ำหนักอุปกรณ์หนักกว่า) รวมถึงมีการแยกการแข่งขันของกลุ่มผู้ชายและผู้หญิงออกจากกัน สิ่งนี้ช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและลดความกดดันให้ผู้เข้าแข่งขันทั่วไปไม่รู้สึกเกร็งเมื่อต้องมาแข่งร่วมกับนักกีฬามืออาชีพ

เมื่อถามถึงจุดเปลี่ยนความสำเร็จระดับโลก Christian บอกว่าจุดที่ทำให้มั่นใจว่า HYROX จะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่มี 2 เหตุการณ์หลัก คือ การที่ตั๋วแข่งขันในลอนดอนถูกขายหมดเกลี้ยงโดยมีคนมาร่วมถึง 4,500 คนในเดือนเมษายนปี 2022 หลังจากหยุดชะงักไปช่วงวิกฤตโควิด และอีกงานที่นิวยอร์กซึ่งสามารถดึงดูดคนมาร่วมงานได้ถึง 15,000 คนภายในระยะเวลา 3 วัน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจนี้สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกที่หากสามารถเอาชนะในมหานครอย่างนิวยอร์กได้

ในด้านชีวิตส่วนตัว Christian ยอมรับว่าเป็นคนที่รักความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานเป็นอย่างมาก (Work-life balance) โดยจัดตารางฝึกซ้อม 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 1 ชั่วโมงเหมือนกับการจดนัดหมายสำคัญลงปฏิทิน และลงแข่งปีละ 10-12 งาน โดยมากมักแข่งแบบคู่กับลูกชายหรือเพื่อน

“การทำงานนี้ถือเป็นสิทธิพิเศษ เพราะงานนี้คือสิ่งที่ผมรัก และเหมือนได้ทำสิ่งที่ชอบเป็นงานอดิเรก ผมจึงไม่เคยมองว่างานเป็นการลงโทษแต่เป็นการให้รางวัลกับชีวิต”

วันนี้รางวัลของ Christian ออกผลเป็นธุรกิจที่มีอีโคซิสเต็มหรือระบบนิเวศทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ เพราะ HYROX    มีการเติบโตจากผู้เข้าแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะที่บัตรขายหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง และบางครั้งต้องใช้ระบบลอต    เตอรี

HYROX สามารถโกยรายได้ประมาณ 140 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 จากค่าสมัครแข่ง, ค่าสมาชิกยิม และสินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยเครือข่ายยิมที่เข้าร่วมเป็น Affiliate กับ HYROX มีมากกว่า 5,000 แห่งทั่วโลก ซึ่งเฉพาะปี 2024 เติบโตถึง 260% และมียิมใหม่เข้าร่วมกว่า 2,300 แห่งในปีเดียว

ในแง่สปอนเซอร์ แบรนด์ที่เป็นผู้สนับสนุน HYROX ในฤดูกาลนี้มีตั้งแต่ AirAsia, Cigna, BYD และ USAA นอกจากนี้ยังมี PUMA และ Red Bull ซึ่งเป็นไปได้สูงมากที่รายชื่อแบรนด์จะยิ่งหนาตาขึ้นอีก หากเป้าหมายของ  Christian ในการเพิ่มผู้เข้าแข่งขันเกินล้านคนในงานแข่งเกิน 100 ครั้งทั่วโลกตลอดปีนี้เป็นจริง

เมื่อนั้น อาณาจักรงานแข่งคนฟิตของ HYROX จะยิ่งใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่าตัวแน่นอน

ที่มา : YouTube, HYROX, SBO, Morning Chalk Up, Marketingbrew, Puma, Gym-Flooring

]]>
1565601
ย้อนรอยมหากาพย์ ‘Anthropic’ จากอดีต ‘มือขวา’ สู่ ‘คู่แข่ง’ ตัวฉกาจ ที่กลับมาเขย่าบัลลังก์ของ OpenAI https://positioningmag.com/1564714 Tue, 17 Mar 2026 08:53:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564714 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โลกซอฟต์แวร์ได้เกิดเหตุการณ์ SaaSpocalypse ซึ่งเกิดจาก Anthropic (แอนโธรปิก) ซึ่งมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงกลุ่มนักวิจัยผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ด้านความปลอดภัย จนยอมหันหลังให้ยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI มาสู่การเป็นผู้เล่นระดับแตะ 4 แสนดอลลาร์ในวันนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่า จริยธรรม AI ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน

รู้จัก Dario อดีตมันสมอง OpenAI

เส้นทางของ Dario Amodei (ดาริโอ อโมเดอี) คือเส้นทางของนักวิทยาศาสตร์สายแข็ง ที่มุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจระบบที่ซับซ้อน ทั้งในระดับชีววิทยาและฟิสิกส์ Dario จบการศึกษาจาก California Institute of Technology (Caltech) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ของโลก และได้รับปริญญาเอกจาก Princeton University ในปี 2011 โดยงานวิจัยของเขามุ่งเน้นไปที่เรื่อง วงจรประสาท (Neural circuits) ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจการทำงานของโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) ใน AI อย่างลึกซึ้ง

จากนั้น Dario ได้ร่วมงานกับ Baidu (2014 – 2015) ในบทบาทนักวิจัยอาวุโส ในทีม Silicon Valley AI Lab ภายใต้การนำของ Andrew Ng หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญ AI ชื่อดังระดับโลก ที่นี่เขาได้ร่วมพัฒนาโปรเจกต์สำคัญอย่าง Deep Speech 2 ซึ่งเป็นระบบจดจำเสียงที่ก้าวล้ำมากในขณะนั้น

ต่อมา เขาได้ย้ายไปร่วมงานกับ Google ในตำแหน่งนักวิจัย (Research Scientist) โดยเน้นไปที่การใช้ AI เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักของ Google ให้ฉลาดขึ้น จากนั้นในปี 2016 เขาก็เข้าร่วมกับ OpenAI ในตำแหน่ง Team Lead for AI Safety เพื่อสร้างเข็มทิศจริยธรรมให้กับเครื่องจักร 

จากนั้น เขาขยับขึ้นเป็น Research Director (กันยายน 2018 – ธันวาคม 2019) และก้าวสู่ตำแหน่ง Vice President of Research (ธันวาคม 2019 – ธันวาคม 2020) ที่กำหนดทิศทางทั้งหมดของ OpenAI      โดยเขาถือเป็นผู้กุมบังเหียนทีมวิจัยในการสร้าง GPT-2 และ GPT-3 ซึ่งถือเป็นเมล็ดพันธุ์ของ ChatGPT ที่ใช้กันทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในสิ่งที่เขากังวลที่สุดคือ ความเสี่ยงของ AI โดยเขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนบทความวิชาการที่เป็นหมุดหมายสำคัญชื่อ Concrete Problems in AI Safety ซึ่งตั้งคำถามว่า เราจะสร้างระบบ AI ที่ทำงานได้อย่างถูกต้องและไม่เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้อย่างไร

Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic

การแตกหักที่ OpenAI

จนกระทั่งในปี 2020 เมื่อ Dario และน้องสาวเขา Daniela Amodei (แดนเนียลา อโมเดอี) อดีต VP of Safety and Policy พร้อมทีมงานระดับสำคัญประมาณ 10 คน ตัดสินใจ ลาออก หลังจากที่บริษัท ตัดสินใจรับเงินลงทุนมหาศาลจาก Microsoft เพื่อเร่งให้ OpenAI รีบนำ AI ออกสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งทั้ง Dario และ Daniela กังวลว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจ ละเลยมาตรฐานความปลอดภัย (Safety Alignment) 

หลังจากนั้นเพียง 1 เดือน พวกเขาได้ก่อตั้งบริษัท Anthropic ซึ่งจดทะเบียนในรูปแบบ บริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยมีพันธกิจที่เรียบง่ายแต่ทะเยอทะยาน คือ

  1. สร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ล้ำสมัยที่สุด
  2. ใช้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดเพื่อกดดันให้คู่แข่งต้องทำตาม
  3. เผยแพร่สิ่งที่เรียนรู้สู่สาธารณะ (ยกเว้นรายละเอียดทางเทคนิคเชิงลึก)

จากนั้น Anthropic ก็เปิดตัว Claude (คลอดด์) AI ChatBot ที่มีความต่างจากคู่แข่งคือแนวคิด Constitutional AI (CAI) ที่แทนจะพึ่งพาการให้คะแนนจากมนุษย์ (RLHF) เพียงอย่างเดียว ซึ่งมักมีอคติ และสเกลยาก แต่ให้ AI ฝึกฝนกันเองภายใต้ รัฐธรรมนูญ ที่ประกอบด้วยหลักการจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกฎเกณฑ์ความปลอดภัยที่ร่างขึ้นอย่างรัดกุมให้ AI ยึดเป็นหลัก ผลลัพธ์คือ AI ที่มีเหตุผล ลดการโต้เถียงที่ไร้สาระ และมีความปลอดภัยในระดับโครงสร้าง 

เส้นทางระดมทุน 2 หมื่นล้านเหรียญ

แน่นอนว่า Anthropic จะไม่สามารถเติบใหญ่ได้หากไม่มี เงินทุน โดย Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google ถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายแรก ๆ ที่ลงทุนกับบริษัท โดยเขาให้เหตุผลว่า เขาลงทุนในตัวบุคคลมากกว่าแนวคิด

“ในระดับนี้ คุณแทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย รายได้เท่าไหร่? ตลาดเป็นยังไง? ผลิตภัณฑ์คืออะไร? คุณไม่รู้หรอก ดังนั้นคุณต้องตัดสินใจจากตัวคน และ Dario คือนักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดมาก” Eric Schmidt เล่า

นอกจากนี้ ยังมี Sam Bankman-Fried (SBF) อดีตซีอีโอของ FTX ที่ล่มสลายไปแล้ว โดยเขาเคยทุ่มเงินกว่า 500 ล้านดอลลาร์เพื่อถือหุ้น 13.56% ซึ่ง Amodei เล่าว่า ตอนนั้น SBF ดูเป็นพวกบ้าพลังเรื่อง AI และสนใจเรื่องความปลอดภัยซึ่งดูเข้ากันได้ดี แต่เขาก็เห็น สัญญาณอันตราย บางอย่าง จึงให้หุ้นแบบไม่มีสิทธิ์ออกเสียงและไม่ให้ตำแหน่งในบอร์ดบริหาร 

ซึ่งการล่มสลายของ FTX ทำให้หุ้นดังกล่าวกลายเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าที่เหล่าบิ๊กเทคแย่งชิง จนนำไปสู่การอัดฉีดเงินครั้งประวัติศาสตร์ นำโดย Amazon (8 พันล้านดอลลาร์) Google (3 พันล้านดอลลาร์) และจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ช่วงต้นปี 2025 ที่ Anthropic ตกอยู่ในสภาวะกระหายเงินทุนอย่างหนัก เพราะความต้องการขยายสเกลทำให้ค่าสร้างศูนย์ข้อมูลและค่าประมวลผลพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Meta ก็ใช้กำไรมหาศาลของตัวเองไล่บี้กดดัน

Anthropic มีความกดดันเป็นพิเศษที่ต้องสร้างโมเดลให้ใหญ่และเก่งที่สุดเสมอ เพราะพวกเขาไม่มีแอปฯ ที่คนติดงอมแงมอย่าง ChatGPT ถ้าโมเดลของพวกเขาไม่ล้ำหน้าคู่แข่งอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี ลูกค้าธุรกิจก็พร้อมจะย้ายค่ายทันที

ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงหันไปหา Ravi Mhatre พาร์ทเนอร์จาก Lightspeed Ventures เพื่อนำการระดมทุนรอบ 3.5 พันล้านดอลลาร์ Mhatre เล่าว่า เขาเคยเซ็นเช็คแค่ 5-10 ล้านดอลลาร์ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป แต่ท้ายที่สุด Mhatre ก็ตัดสินใจครั้งใหญ่โดย โอนเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนกับ Anthropic ปัจจุบัน Anthropic สามารถระดมทุนได้เกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์

Eric Schmidt อดีตซีอีโอของ Google

SaaSpocalypse ที่เกิดเพราะ Anthropic 

หนึ่งในจุดขายที่ทำให้ Anthropic สามารถชนะใจนักลงทุน ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ของ Amodei แต่เป็นบิสซิเนสโมเดลที่ต่างออกไป ในขณะที่ OpenAI มุ่งเน้นไปที่ผู้ใช้งานทั่วไป (Consumer) ผ่าน ChatGPT แต่ Amodei เลือกทางที่ต่างออกไปคือ เน้นขายธุรกิจ (B2B) เขาเชื่อว่าการพัฒนา AI ให้เก่งระดับปริญญาเอกด้านชีวเคมี อาจไม่ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปตื่นเต้น แต่มันมีค่ามหาศาลสำหรับบริษัทอย่าง Pfizer

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Anthropic โด่งดังจริง ๆ กลับเป็นผลิตภัณฑ์ฝั่ง Consumer อย่างแชทบอท Claude  ที่เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2023 ซึ่งได้รับคำชมอย่างล้นหลามในเรื่องของ บุคลิกที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูง (High-EQ) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเน้นเรื่องความปลอดภัย จุดนี้เองที่ทำให้บริษัทขยายตัวอย่างมาก จากเดิมที่พยายามคุมพนักงานให้ไม่เกิน 150 คน กลายเป็นต้องรับพนักงานใหม่ในวันเดียวมากกว่าที่เคยรับทั้งปีในช่วงเริ่มต้นเสียอีก

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริง ๆ คือช่วงต้นปี 2026 ที่เปิดตัวเครื่องมือที่ชื่อว่า Claude Cowork ซึ่งเป็นผู้ช่วย AI สำหรับงานออฟฟิศที่ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม แต่ ลงมือทำงานจริงแทนพนักงาน เหตุการณ์นี้ทำให้มูลค่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีหายไปกว่า 285,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในวันซื้อขายเดียว จนถูกเรียกว่า SaaSpocalypse หรือ วันสิ้นโลกของ SaaS

เดิมที Anthropic มีฟีเจอร์ Claude Code สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์นั้น ถูกผู้ใช้นำไปใช้งานเขียนโค้ด ซึ่งบริษัทได้ต่อยอดจากแนวคิดดังกล่าวมาสู่ Claude Cowork เพื่อให้ทุกคน ไม่ใช่แค่นักพัฒนา สามารถทำงานร่วมกับ Claude ในรูปแบบเดียวกันได้ โดยความแตกต่างสำคัญจากแชทบอททั่วไปคือ Claude สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ในคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และสามารถอ่าน แก้ไข หรือสร้างไฟล์ได้เองโดยอัตโนมัติ เช่น จัดระเบียบโฟลเดอร์ดาวน์โหลด สร้างสเปรดชีตค่าใช้จ่ายจากภาพถ่ายใบเสร็จ หรือเขียนรายงานร่างแรกจากโน้ตที่กระจัดกระจาย

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้า Claude แบบเดิมเปรียบเหมือนการถามผู้ช่วยที่ฉลาด Claude Cowork ก็เหมือนการจ้างพนักงานที่เข้ามานั่งทำงานจริงในคอมพิวเตอร์ของคุณ แถม Anthropic ยังได้เปิดตัว plugin สำเร็จรูปสำหรับหลายแผนกในองค์กร หรือจะสร้าง Plugin ส่วนตัวที่ปรับแต่งให้เหมาะกับบริษัทตนเองก็ได้ 

ล่าสุด Anthropic ได้กำหนดมาตรฐานใหม่ของวงการด้วยพลังการประมวลผลระดับสูง:

  • Claude 3.7 Sonnet (Hybrid Model): โมเดลตัวแรกที่มาพร้อมระบบ Adaptive Thinking AI สามารถเลือกได้เองว่าจะตอบทันทีในเรื่องง่าย หรือจะหยุด “ใช้ความคิด” (Thinking Process) ในโจทย์ที่ซับซ้อน เพื่อลดความผิดพลาด (Hallucination) ได้ดีขึ้น
  • Claude 4 (Opus & Sonnet): โมเดลเจเนอเรชันล่าสุดที่เน้น Agentic Workflow เต็มรูปแบบ มันไม่ใช่แค่ผู้ช่วยที่ตอบคำถาม แต่เป็นเพื่อนร่วมงาน ที่สามารถวางแผนงานยาว ๆ และสั่งการแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในคอมพิวเตอร์เพื่อปิดโปรเจกต์ให้ได้โดยอัตโนมัติ

รายได้โต 10 เท่าทุกปี

จากจุดเริ่มต้นในปี 2021 บริษัทไม่สามารถทำรายได้ได้เลย จนกระทั่งในปี 2023 ที่สามารถทำรายได้ได้ 100 ล้านดอลลาร์ และเติบโตเป็น 1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2024 และเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นเกือบ 4.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2025 โดย Anthropic มีดีลระดับ 8 และ 9 หลัก เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในปี 2025 และลูกค้าธุรกิจมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า มูลค่าบริษัทล่าสุดอยู่ที่ 3.8 แสนล้านดอลลาร์ 

อย่างไรก็ตาม Anthropic ต้องใช้เงินมหาศาลในการฝึกสอนและรันโมเดล ทำให้เกิดคำถามเรื่องความยั่งยืน เพราะบริษัท ยังห่างไกลจากคำว่ากำไร โดยคาดว่าจะ ขาดทุนประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ และมีรายงานว่าอัตรากำไรขั้นต้นยังต่ำกว่าบริษัทซอฟต์แวร์คลาวด์ทั่วไป

คงต้องรอดูกันว่า Anthropic จะไปได้ไกลแค่ไหน ในวันที่การแข่งขันด้าน AI ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้เล่นแต่ละรายต่างก็ใส่เงินลงทุนกันไปไม่ยั้ง ท่ามกลางสมรภูมิที่เผาเงินระดับหมื่นล้าน การเดิมพันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการวัดใจว่าอุดมการณ์ของ Dario จะต้านทานแรงเสียดทานของโลกทุนนิยมได้นานเพียงใด

medium / The Verge / Fortune

]]>
1564714
“ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” อยากจะขายชานมเพิ่ม ปีนี้เปิดแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ ปั้นยอดขายสู่ 200 ล้านบาท https://positioningmag.com/1564044 Thu, 12 Mar 2026 09:10:55 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564044
  • ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ปีที่แล้วขายชาเย็นได้ 1 ล้านแก้ว เฉลี่ยเดือนละ 100,000 แก้ว
  • ปีนี้เตรียมเปิดแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ เป็นแบรนด์ชานมไต้หวัน และแบรนด์เครื่องดื่มอีกแบรนด์ 
  • ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาท โดยมาจากชาเย็น 150 ล้านบาท เตรียมขยายสาขาเพิ่มอีก 30 แห่งด้วย
  • เริ่มต้นจากจ๊อดแฟร์ แจ้งเกิดจาก TikTok

    “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” แบรนด์ชาไทยคลื่นลูกใหม่ที่สร้างปรากฏการณ์บนโลกโซเชียล เพียงแค่ 3 ปี สามารถสร้างรายได้ระดับ 140 ล้าน และขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ภายใต้การบริหารของนักธุรกิจรุ่นใหม่วัยเพียงแค่ 28 ปีเท่านั้น

    วิว – พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ CEO บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด เริ่มสร้างแบรนด์ฉันจะกินชาเย็นทุกวันตั้งแต่อายุ 24 ปี ตอนนั้นเพิ่งผ่านช่วง COVID-19 มาพอดี ธุรกิจแรกทำเป็นร้านกาแฟทั่วไปก่อน เป็นร้านธรรมดาแต่เริ่มต้นที่ย่านบรรทัดทอง เพราะคุ้นเคย และเติบโตมากับที่นี่ เพราะครอบครัวทำธุรกิจเสื้อผ้าอยู่ในย่านบรรทัดทองเป็นทุนเดิม จึงได้จับจองพื้นที่ในย่านนี้ก่อนที่จะบูมขึ้นมาในภายหลัง

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    เมื่อทำร้านกาแฟแต่พบว่าเมนูเด่นของร้านคือ ชาไทย หรือชาเย็น ลูกค้ามาซื้อซ้ำค่อนข้างเยอะ เลยลองเอาแค่ชาไทยมาออกบูธขายที่ตลาดจ๊อดแฟร์ ตอนแรกลูกค้าก็งงๆ เพราะตอนนั้นชาเย็นยังไม่แมสขนาดนี้ แต่พอเริ่มทำคอนเทนต์บน TikTok ก็เริ่มมีคนรู้จักจนแมสในที่สุด

    พันธ์ทิพย์ เริ่มเล่าว่า เป็นคนชอบกินชาเย็นอยู่แล้ว กินตั้งแต่เด็กๆ คิดค้นสูตรเองเป็นสูตรนครฯ เป็นชาใต้ แต่ได้ปรับสูตรกลางๆ เป็นชาใต้ ผสมชาไทย จึงได้รสชาติเข้มข้น แต่เข้าถึงได้ง่าย ใช้จุดเด่นที่เมนูชาเย็นปั่น และมีไข่มุกเม็ดเล็ก ซึ่งชาเย็นปกติราคาเริ่มต้น 70 ปี เป็นราคาที่เข้าถึงง่าย

    ปี 2566 เริ่มจากบูทเล็กๆ ที่ตลาดจ๊อดแฟร์ พอแบรนด์เริ่มจุดติดเลยขยายมาเปิดหน้าร้านที่บรรทัดทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ของร้านกาแฟเดิมที่เคยทำ ใช้งบลงทุน 1 ล้านบาท 

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    จุดเปลี่ยนที่สำคัญของแบรนด์อยู่ในช่วงปี 2567 ที่แบรนด์เติบโตไว ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว 10 กว่าสาขา รวมถึงมีโอกาสที่เข้ามาหาเยอะ ทั้งพื้นที่จุดขายดีๆ และแบรนด์ใหญ่ที่เข้ามาคอลแลปด้วย ปัจจุบันมีคอลแลปไปแล้ว 4-5 แบรนด์ 

     

    สำหรับชื่อแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” พันธ์ทิพย์บอกว่าก็มาจากอินไซต์ล้วนๆ เพราะขายหน้าร้านได้เห็นพฤติกรรมลูกค้า บางคนกินชาเย็นแล้วติด ต้องกินทุกวัน เหมือนคนกินกาแฟ เลยเอามาตั้งชื่อแบรนด์เลย

    อยากจะขายชานมเพิ่มอีกแบรนด์

    ปัจจุบันฉันจะกินชาเย็นทุกวันมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 100,000 แก้ว หรือ 1 ล้านแก้วต่อปี โดยกลุ่มลูกค้าชอบระดับความหวานที่ 50-70% เป็นหลัก สาขาที่ขายดีที่สุด ได้แก่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เมกา บางนา และซีคอนบางแค 

    หลังจากประสบความสำเร็จกับแบรนด์ชาเย็นไปแล้ว ก็ได้เปิดแบรนด์ที่ 2 ก็คือ “เข้ม” ยกระดับกาแฟโบราณให้โมเดิร์น เมนูหลักได้แก่กาแฟโบราณ โกโก้ ราคาเริ่มต้น 60 บาท ปัจจุบันมี 2 สาขา บรรทัดทอง และแฟชั่นไอส์แลนด์ 

    เข้ม กาแฟโบราณ

    พันธ์ทิพย์ บอกว่า ปีนี้มีแผนที่จะเปิดแบรนด์ใหม่อีก 2 แบรนด์ เป็นแบรนด์เครื่องดื่มทั้งคู่ แบรนด์แรกเป็นชานมไต้หวัน น่าจะเปิดได้ช่วงไตรมาส 2-3 ส่วนอีกแบรนด์ยังไม่แน่ใจจะเป็นกลุ่มไหน น่าจะเปิดช่วงไตรมาส 4 ของปี แต่ทั้งคู่วางจุดยืนในระดับพรีเมียมแมส ราคาประมาณ 100 บาท 

    ตอนนี้ฉันจะกินชาเย็นทุกวันมีสาขารวม 22 สาขา เริ่มขยายไปต่างจังหวัดแล้ว เช่น นครปฐม และชลบุรี ปีนี้ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 30 สาขา 

    โดยกำลังศึกษาโมเดลแฟรนไชส์อยู่ จะช่วยทำให้ขยายสาขาได้เร็วขึ้น รวมถึงการขยายสาขาไปต่างประเทศก็มองโมเดลการขายมาสเตอร์แฟรนไชส์ 

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    เป้ารายได้สู่ 200 ล้านบาท

    ปี 2568 ที่ผ่านมา ฉันจะกินชาเย็นทุกวันมีรายได้รวม 140 ล้าน มีรายได้มาจากทั้งหน้าร้าน, B2B, ขายวัตถุดิบ และออนไลน์ โดยช่องทางเดลิเวอรี่มีสัดส่วน 40% 

    ปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวมทั้งหมด 200 ล้าน เป็นกลุ่มชาเย็น 150 ล้านบาท และแบรนด์อื่นๆ อีก 50 ล้านบาท

     

    ในเดือนมีนาคมนี้ ฉันจะกินชาเย็นทุกวันเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 3 ปี ด้วยการ โอนถ่ายชาเย็นไปสู่รูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่รวมถึงขนม เสียง และคอมมูนิตี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    ปีนี้พันธ์ทิพย์อายุ 28 ปี ขึ้นแท่นอายุน้อยร้อยล้านตัวจริง ถ้าถามว่าอะไรคือความยากกับการเป็นนักธุรกิจอายุน้อย เธอบอกว่า

    “แม้จะเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย และมีประสบการณ์ไม่มากแต่ข้อดีก็คือ มีความกล้าที่จะเรียนรู้และขอความช่วยเหลือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจโตไว”

    เจ้าตัวยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมามีนายทุน หรือเชนเจ้าใหญ่ๆ มาพูดคุยเพื่อซื้อกิจการเช่นกัน แต่ส่วนตัวยังอยากบริหารอยู่ ยืนยัน “ไม่อยาก Exit” เป้าหมายในตอนนี้คือ ต้องการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งจนเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า ต้องการสร้างภาพจำ Iconic ของชาเย็น ที่ถ้านึกถึงชาเย็น ต้องนึกถึงแบรนด์นี้เท่านั้น

    ]]>
    1564044
    S2O ปีนี้ คนไทย 60% ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เดบิวต์สถานที่ใหม่ S2O LAND รัชดา แตกไลน์ K2O สายเกาหลี https://positioningmag.com/1563583 Tue, 10 Mar 2026 11:58:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563583
  • ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 กับ S2O Songkran Music Festival ปีนี้ย้ายสถานที่ S2O LAND ย่านรัชดา      จุคนได้วันละ 30,000 คน ปรับวันเป็น 11-13 เมษายน 69
  • ปีนี้เดบิวต์งาน K2O ครั้งแรกที่ศิลปินเกาหลี ปะทะเทศกาลสงกรานต์ จัด 14 เมษายน 69
  • ไฮไลต์ไลน์อัปอย่าง Alan Walker b2b Steve Aoki ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก พร้อมดึงดีเจดังระดับโลกอย่าง Kygo กลับมาเยือนไทยอีกครั้งในรอบหลายปี
  • หลังจากปีที่แล้วที่ S2O Songkran Music Festival เทศกาลดนตรีสงกรานต์ของไทย ได้ทำอะไรใหม่ๆ ด้วยการย้ายที่จัดไปสนามราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี ในปีนี้ได้ทำอะไรใหม่ๆ เพิ่มอีก ด้วยการย้ายที่จัดอีกเช่นกัน สร้างแลนด์มาร์กใหม่ S2O LAND 

    โดย 2 ผู้จัด วู้ดดี้ – วุฒิธร มิลินทจินดา” ผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี S2O และ “ปุลิน มิลินทจินดา” กรรมการ      ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ผู้ร่วมก่อตั้ง S2O ได้เล่าถึงการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งมีความแปลกใหม่จากเดิมไม่น้อย

    ปั้น S2O LAND กรุยทาง ถางหญ้าใหม่ แต่ยังติดใจราชมังฯ อยู่

    S2O ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 ในการจัดเทศกาลสงกรานต์ที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่เบอร์ต้นๆ ในไทย สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยว และทำให้งานดนตรี EDM บูมขึ้นในไทยอย่างมาก ที่ผ่านมามีการใช้สถานที่มาแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ S2O Factory RCA, OASIS Arena (Show DC), Life Park พระรามเก้า และล่าสุดกับสนามราชมังคลากีฬาสถาน

    ปีนี้ S2O ก็ได้ทำการโยกย้ายอีกครั้งสู่พื้นที่ใหม่ S2O LAND ย่านรัชดา เป็นพื้นที่ของ อสมท. อยู่ข้างศูนย์วัฒนธรรม แต่พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เปล่า ไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับจัดงานอะไร ซึ่งทั้ง 2 ผู้จัดก็มองว่าเหมาะกับการจัดในปีนี้ เพียงแต่ต้องลงทุนใหม่ บุกเบิกทำพื้นที่เปล่า 50 ไร่ เป็นพื้นที่จัดงานเฟส! ทั้งบดดิน ถางหญ้า ราดยางมะตอย เรียกว่าต้องใช้งบลงทุนเพิ่มขึ้น 3 เท่า

    ปุลิน มิลินทจินดา เริ่มเล่าถึงโปรเจกต์นี้ว่า 

    “ปีที่แล้วจัดที่ราชมังฯ พอปีนี้จะจัดต่อก็มีเรื่องของคิวแข่งกีฬาที่ทำให้ไม่มั่นใจว่าจะจัดได้หรือไม่ แต่ด้วยความที่เราต้องดีลดีเจ ศิลปิน บางคนต้องล็อกล่วงหน้า 7 เดือน ทำให้ต้องหาสถานที่ใหม่ ตอนนั้นก็ขับรถมาเจอที่ตรงนี้ ได้มาคุยกับทาง อสมท. ก็พบว่าจัดงานได้ แต่ต้องลงทุนเองใหม่ทั้งหมด ส่วนตัวก็มองว่า Vibe ได้ เป็นโลเคชั่นใจกลางเมือง จุคนวันละ 30,000 คนได้ มีการคุยเพิ่มว่าจะจัดงานอื่นที่นี่ด้วย”

    S2O

    ด้วยความเป็นสถานที่ใหม่ อะไรก็ใหม่ทำให้ต้องเพิ่มงบลงทุนจากเดิม 3 เท่า ทั้งทำสถานที่ และเตรียมพนักงานเพื่อดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นอีก 

    แต่ในความทุลักทุเล ก็มีความพิเศษตรงที่พอเป็นพื้นที่เปล่า จึงเป็นปีแรกที่ได้ระเบิดไอเดียออกแบบเวที และประสบการณ์ของผู้เข้างานแบบใหม่ๆ สามารถออกแบบสเปซการระบายน้ำ แสง สี เสียง และทางเข้า-ออกได้อย่างอิสระ และสถานที่นี้หันหน้าทางทิศใต้ ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงรบกวนคนในชุมชน ที่สำคัญสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT ได้

    แม้ว่าจะลงทุนไปเยอะ ผู้จัดทั้ง 2 ก็ไม่ได้กะมองว่า S2O LAND จะเป็นพื้นที่จัดงานระยะยาว เพราะยังมีความรู้สึกว่าสนามราชมังฯ ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่

    S2O

     

    ปุลินบอกว่า “สนามราชมังฯ ยังเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในการจัดงานใหญ่ เพราะมีการจัดงานมาหลายงานแล้ว มีระบบหลายๆ อย่างพร้อม เก็บเสียงด้วย เรียกว่ายังเป็นตัวเลือกที่ดีในการจัดงาน ถ้าปีหน้ามีโอกาสก็คงกลับไปจัดที่ราชมังฯ” 

    ปีนี้มองว่ามีผู้เข้าร่วมงานวันละ 30,000 คน จำกัดคนไว้ที่เท่านี้ เพราะเป็นปีแรกกับสถานที่ใหม่ 

    เดบิวต์ K2O ปั้นเวทีสงกรานต์ให้สายเกาฯ 

    ปีนี้ S2O ขยับวันเป็นวันที่ 11-13 เมษายน 69 ส่วนวันที่ 14 เมษายน 69 เป็นวันของแบรนด์น้องใหม่อย่าง K2O ที่จะเปิดตัวครั้งแรก เพื่อตอบโจทย์กลุ่มแฟนคลับเกาหลีที่อยากสัมผัสบรรยากาศสงกรานต์แบบ S2O

    วู้ดดี้เสริมว่า โปรเจกต์นี้เคยวางแผนไว้ตั้งแต่ปีก่อนตั้งแต่ครบรอบ 10 ปี ว่าจะยังไงต่อดี พอตอนนี้ขยายไปหลายประเทศแล้ว มีความพร้อมหลายๆ อย่าง อีกทั้งเคยมีทางเกาหลีมาคุยว่าอยากมีศิลปินเกาหลีขึ้นเวที S2O แต่เรามองว่ากลุ่มคนฟังคนละกลุ่มกับ EDM เลยแยกเวทีกันดีกว่า เลยทำเป็น K2O ซึ่งยังมีจริตเหมือนกัน

    K2O มีศิลปินไฮไลต์ 4 วงดังอย่าง RIIZE, KISS OF LIFE, FIFTY FIFTY, LONGSHOT และศิลปิน T-Pop DAOU x OFFROAD

    แต่ K2O จะไม่มีจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากมองว่ามีแฟนคลับเด็กๆ เข้างานเยอะ งานนี้ไม่ได้จำกัดอายุ แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 13 ปีต้องมากับผู้ปกครองด้วย เริ่มตั้งแต่ 18.00 – 23.00 น.

    ปีนี้คนไทย 60% คนโลคอลเข้าถึงได้ง่าย

    ปุลินบอกว่า จากตัวเลขการซื้อบัตรในปีนี้พบว่ามีคนไทยสัดส่วนถึง 60% เป็นตัวเลขที่คนไทยสูงสุดในรอบ 5 ปี  ส่วนคนต่างชาติ 40% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศใกล้เคียงที่เดินทางมาง่าย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และเห็นกลุ่มรัสเซีย ตะวันออกกลาง อินเดียเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน 

    เหตุผลที่คนไทยเพิ่มขึ้น ปุลินมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเข้าถึงบัตรได้ง่ายขึ้น เพราะปีก่อนๆ อาจจะมีเอเจนต์ต่างชาติที่กดบัตรให้แก่กลุ่มต่างชาติ ทำให้คนไทยซื้อบัตรได้น้อย ซึ่งสัดส่วนคนไทย 60% ถือเป็นตัวเลขที่พอใจ

    อีกเหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า S2O ได้ขยายอาณาจักรไปต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น, เกาหลี, ออสเตรเลีย, ไต้หวัน, ฮ่องกง, จีน และสหรัฐอเมริกา ทำให้กลุ่มต่างชาติไม่มาที่ไทยก็เป็นได้

    การกลับมาของ Kygo

    ในปีนี้ S2O ยังเดินหน้าสร้างความแข็งแรงของแบรนด์ผ่านไลน์อัปศิลปินระดับโลกที่ตอกย้ำสถานะของเทศกาลในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นไฮไลต์อย่าง Alan Walker b2b Steve Aoki ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก 

    รวมถึงการกลับมาของศิลปินระดับแถวหน้าของวงการ EDM อย่าง Kygo ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของผู้จัดในการรักษามาตรฐานโปรดักชัน การคัดเลือกศิลปิน และการส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแฟน S2O อย่างจัดเต็ม โดยไฮไลต์โต๊ะแพงที่สุดในปีนี้อยู่ที่ ราคา 1,500,000 บาทต่อวัน

    ปุลินบอกว่า การเลือกศิลปินในปีนี้เกิดจากความชอบ และรสนิยมส่วนตัวเป็นหลัก ทั้ง S2O และ K2O โดยเน้นศิลปินที่ฟังวนได้ไม่เบื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่มางานจะได้รับความฟินสูงสุด ในราคาที่คุ้มค่ากับประสบการณ์โปรดักชันที่อัปเกรดขึ้นกว่าเดิม 3 เท่า

    ]]>
    1563583
    เลิกฝืนจนพัง! รู้จัก Resilience 2.0 เคล็ดลับก้าวข้ามการทำงานในช่วงวิกฤต เพื่อให้เดินต่อได้ไกล https://positioningmag.com/1563022 Sun, 08 Mar 2026 05:00:33 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563022 จากความเชื่อที่ว่า ‘สิ่งที่ไม่ฆ่าเรา จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น’ อาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป เมื่อ ‘ดร. ทาช่า ยูริช’ (Dr. Tasha Eurich) นักจิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านการโค้ชระดับโลกออกมายืนยันว่า ความอดทน (Endurance) เพื่อผลักดันงานท่ามกลางวิกฤติอาจนำไปสู่สภาวะ ‘เพดานความยืดหยุ่น’ (Resilience Ceiling) ที่บ่อนทำลายประสิทธิภาพการทำงานอย่างเงียบๆ

     

    ดร. ทาช่า แชร์เรื่องนี้บนเวที 100 Outperforming Enterprises การประกาศรางวัลที่ทางบริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด (Hewitt Consulting) ร่วมกับและสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจ ดังนี้

     

    3 สัญญาณอันตรายว่าคุณกำลัง ‘ชนเพดาน

     

    ไฟมอด (Loss of Spark): แม้ผลงานยังออกมาดีตามมาตรฐาน แต่ข้างในคุณรู้สึกว่างเปล่าและหมดพลัง

    เรื่องขี้ผงกลายเป็นเรื่องใหญ่: คุณเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าเหตุ

    วิธีคลายเครียดเดิมๆ เริ่มไม่ได้ผล: การเข้ายิมหรือเขียนบันทึกที่เคยชอบ กลับรู้สึกว่าเป็น ‘ภาระ’ ที่ต้องทำเพิ่ม มากกว่าเป็นตัวช่วย

     

    แทนที่จะ ‘อดทน’ ให้ผ่านไปวันๆ ดร. ทาช่า แนะนำทางออก คือ Need Crafting การจงใจออกแบบความต้องการพื้นฐาน 3 ด้าน เพื่อสร้างเกราะป้องกันจิตใจให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และสร้างผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างยั่งยืน

     

    1.สร้างความเชื่อมั่น (Confidence)

     

    ดร. ทาช่า ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของซีอีโอคนหนึ่ง ที่ภายนอกดูประสบความสำเร็จ แต่ภายในกลับเครียดจัดจนเกือบหัวใจวาย เพราะพยายามทำให้ทุกคนพอใจ ซึ่งต่อมาซีอีโอคนนี้ได้เปลี่ยนเธอคำถามใหม่จาก “ทุกคนพอใจในตัวฉันไหม?” เป็น “ฉันรับฟังทุกคนหรือยัง?”

     

    การปรับความเชื่อมั่นจากภายในนี้ ช่วยให้เธอมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ดังนั้น การออกแบบชัยชนะด้วยการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ง่ายและทำสำเร็จได้แน่ๆ ในแต่ละวัน จะช่วยสะสมพลังใจให้ตัวเอง

     

    2.สร้างทางเลือก (Choice): อนุญาตให้ตัวเอง ‘ข้าม’ บางอย่าง ดร. ทาช่า แนะนำเทคนิค Skip One Should ลดมาตรฐานงานที่ ‘ควรทำ’ แต่ ‘ไม่สำคัญ’ จาก 100% เหลือ 95% เพื่อแลกกับเวลาไปตอบอีเมลสำคัญและพักผ่อน หรือดูซีรีส์ เพื่อช่วยลดความกดดันได้ทันที

     

    3.สร้างความผูกพัน (Connection): ความสัมพันธ์ที่ดีคือเกราะป้องกันความเครียดที่ทรงพลังที่สุดซึ่งการแสดงไมตรีจิตเพียงเล็กน้อย เช่น ส่งข้อความสั้นๆ หาเพื่อนร่วมงานหรือคนใกล้ชิดว่า ‘คิดถึงนะ’ หรือ ‘ขอบคุณนะ’ อย่างสม่ำเสมอ จะสร้างความผูกพันได้แข็งแกร่งกว่าการรอทำเรื่องใหญ่ๆ

     

    บทสรุปหัวใจสำคัญ คือ ผู้นำต้องทำให้ดูเป็นแบบอย่าง (Modeling) เมื่อผู้นำกล้าเริ่มดูแลพลังของตัวเอง และสื่อสารอย่างชัดเจน ทีมงานจะรู้สึกได้รับอนุญาตให้ทำเช่นเดียวกัน ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรจากเอาแต่ ‘ทนเพื่อรอด’ กลายเป็นองค์กรที่ ‘แข็งแกร่งจนไม่มีวันแตกสลาย’ (Shatterproof) พร้อมสร้างผลงานที่โดดเด่นอย่างยั่งยืน เพื่อให้เดินได้ไกลกว่าเดิม”

    ‘นภัส ศิริวรางกูร’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด ระบุว่า โครงการ 100 Outperforming Enterprises ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Strong from Within, Built to Outperform ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ ‘มิติด้านผลลัพธ์ที่เติบโตยั่งยืน’ โดยสร้างความได้เปรียบการแข่งขันจากฐานราก 3 ประการคือ Purpose, People และ Performance

     

    ‘มิติด้านการเพิ่มขีดความสามารถของคน’ ผ่านเครื่องมือ People Outperform Index (POI) ที่ครอบคลุม 8 มิติสำคัญตั้งแต่โครงสร้างองค์กร วัฒนธรรม การพัฒนาผู้นำ ไปจนถึง HR Technology และ People Analytics

     

    สุดท้าย ‘มิติด้าน Ecosystem’ ที่สร้างเครือข่ายองค์กรแลกเปลี่ยนและต่อยอด Best Practices ร่วมกันมีการประเมินองค์กรแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งจุดมุ่งหมาย กลยุทธ์องค์กร การบริหารทรัพยากรบุคคล นวัตกรรม ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความยั่งยืน เพื่อยกระดับขีดความสามารถให้แข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก

     

    เป้าหมายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ทางฮิววิทจะเข้าไปร่วมมือกับ 100 องค์กรยุทธศาสตร์เพื่อทำทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมความสำเร็จขององค์กรเหล่านี้ ให้กลายเป็นพลังสำคัญที่สะท้อนออกไปสู่ระดับภูมิภาค ช่วยให้ธุรกิจไทยมีความพร้อมในการสู้ศึกการค้าโลกได้

     

    ]]>
    1563022
    เส้นทาง “สยามบัวขาว” จากเภสัชกรนักสู้ สู่เจ้าของอาณาจักรสมุนไพร 200 ล้านบาท https://positioningmag.com/1562922 Fri, 06 Mar 2026 09:20:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562922
  • รีแบรนด์ครั้งใหญ่จากบัวขาวเฮิร์บ สู่สยามบัวขาว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ทันสมัย และอินเตอร์มากขึ้น
  • ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาทในปีนี้ จากแบรนด์ตัวเอง และรับจ้างผลิต
  • อยากเป็น Soft Power ให้ประเทศไทย ชูคุณภาพสมุนไพรส่งออกไปทั่วโลก
  • “สยามบัวขาว” ไม่ได้เกี่ยวกับบัวขาวที่เป็นนักมวย แค่เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายยาที่ซอยบัวขาวในพื้นที่พัทยาเท่านั้น แค่สตอรี่เริ่มต้น ก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจของแบรนด์ ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนแล้ว

    จากจุดเริ่มต้นในร้านขายยาขนาดเล็กซอยบัวขาว ใจกลางเมืองพัทยา เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ปัจจุบันสยามบัวขาวเป็นผู้ผลิตสมุนไพรไทยที่มีสินค้ามากกว่า 285 รายการ วันนี้ บริษัท บัวขาว เทรดดิ้ง จำกัด ภายใต้การนำของ ภญ. ภัทรธมน หาญอนันทสุข ได้ประกาศยกระดับแบรนด์ครั้งสำคัญจาก “บัวขาวเฮิร์บ” สู่ “สยามบัวขาว” พร้อมแผนรุกตลาด Modern Trade ทั่วประเทศ และขยายฐานการส่งออกไปไกลถึงยุโรป และอาหรับ

    จุดกำเนิดจาก “ร้านยา” และจิตวิญญาณ “นักขาย”

    เส้นทางของสยามบัวขาวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ภญ. ภัทรธมน หาญอนันทสุข หรือ พลอย เริ่มต้นจากการเป็นผู้แทนยา (Detailer) นาน 2 ปี ก่อนจะผันตัวมาเปิดร้านขายยาเล็กๆ ที่พัทยา เพราะจบด้านเภสัชศาสตร์โดยตรง มีความรักในยา และรักการขาย มีจิตวิญญาณของการเป็นเซลส์ บวกกับการสังเกตอินไซต์ลูกค้า เธอพบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมักถามหายาหม่องสีเขียวยี่ห้อหนึ่งที่ “ขายเฉพาะกลุ่มไกด์”

    ความขบถ และหัวการค้าทำให้เธอตัดสินใจทำภารกิจหนึ่ง เพื่อแกะรอยหาโรงงานผลิตยาหม่องจนสำเร็จ และเริ่มทำตลาดขายส่งทั่วประเทศตั้งแต่อำเภอแม่สายไปจนถึงภาคใต้ แต่เมื่อเจอวิกฤตการตัดราคาจากกลุ่มไกด์จนกำไรแทบไม่เหลือ เธอจึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตัวเองในชื่อ “ยาหม่องพญางู” (ยาหม่องดำ) ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่มียอดสั่งซื้อพุ่งจาก 10 ลัง เป็น 200 ลังต่อเดือนในเวลาเพียงปีเดียว

    เมื่อธุรกิจเติบโตจนโรงงานผลิตให้ไม่ทัน เริ่มเจอปัญหาที่ว่าโรงงานที่เคยผลิตให้ ปิดไลน์การผลิต ต้องวุ่นกับการหาโรงงานใหม่ บ้างก็เจอโรงงานเอาสูตรไปผลิตเอง ภัทรธมนจึงตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่กว่า 12 ล้านบาท สร้างโรงงานของตนเองในปี 2560 ที่หนองปรือ พัทยา เพื่อควบคุมคุณภาพและรักษาความลับของสูตรยา ภายใต้มาตรฐาน GMP และ ISO-9001

    “มีช่วงที่ขายดีมาก จนต้องหยุดผลิตไป เพราะมีปัญหาเรื่องการผลิตหลายอย่าง เลยคิดว่าต้องหาตัวป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เลยพัฒนาสูตรให้ตรงสูตรเดิม แล้วเปิดโรงงานเล็กๆ เมื่อปี 2560 ที่พัทยา ด้วยเงินลงทุนที่ดิน 10 ล้าน และสร้างโรงงาน 2 ล้าน ทำจนแบรนด์กลับมาติดตลาดอีกครั้ง มีร้านขายยารับไปขาย รวมถึงร้านขายของที่ระลึกด้วย”

    รีแบรนด์สู่สยามบัวขาว อัพภาพสากล

    ในปี 2568 ที่ผ่านมา ภัทรธมนได้ตัดสินใจรีแบรนด์ครั้งใหญ่ จากบัวขาวเฮิร์บเป็น “สยามบัวขาว” เพื่อความเป็นสากล และแก้ปัญหาการมีชื่อแบรนด์ย่อยเยอะเกินไป เช่น พญางู, หมอชีวก โดยปัจจุบันแบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 5 หมวดหลัก:

    1. สมุนไพรทั่วไป : ยาหม่อง, ยาดม, น้ำมันนวด, พิมเสน และครีมนวดแก้ปวดเมื่อย
    2. Skin Care : แทนนิ่งออยล์ (ขวัญใจชาวอาหรับ), เจลว่านหางจระเข้ และครีมกล้วยทาส้นเท้า
    3. Bath & Body : ยาสีฟันสมุนไพรสูตรไม่แสบปาก มีแผนที่จะทำแชมพู และครีมอาบน้ำเพิ่ม
    4. เครื่องหอม : เครื่องหอม และสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นสมุนไพร
    5. อาหาร : เครื่องต้มยำแห้ง และชาสมุนไพร เจาะกลุ่มลูกค้าชาวรัสเซีย

    ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักยังคงเป็นกลุ่มสมุนไพร 50% รองลงมาเป็นกลุ่มอาหาร 20% ที่เหลืออีก 3 กลุ่มแบ่งสัดส่วนอย่างละ 10% โดยภัทรธมนบอกว่าอยากดันตลาดสกินแคร์ให้โตมากขึ้น เพราะมีโอกาสในธุรกิจเยอะ 

    สมุนไพรไทยทะเลแดงเดือด แต่ยังมีศักยภาพ

    ภัทรธมนมองว่าตลาดสมุนไพรไทยในตอนนี้เข้าสู่ Red Ocean มีการแข่งขันสูง ผู้เล่นเยอะ แต่ยังมีศักยภาพสูง คนทั่วโลกให้การตอบรับ ยังมีช่องว่างให้เล่นอีกเยอะ เห็นช่องว่างในการแก้ไขปัญหาต่างๆ หรือพัฒนาสูตรให้ตอบโจทย์แก้ปัญหาสุขภาพได้มากกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ยาสีฟันสมุนไพร ในตลาดตอนนี้ส่วนใหญ่ใช้แล้วแสบเหงือก กัดเหงือก แต่สามารถแก้ปัญหาฟันเหลือง คราบพลัคได้ ถ้าพัฒนาสูตรให้ไม่แรงเกินไป แก้ปัญหากลิ่นปากได้ดี ผู้บริโภคก็ตอบรับมากกว่านี้

    “ตลาดสมุนไพรไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 2567 ที่ผ่านมา สมุนไพรไทยครองแชมป์อันดับ 1 ในอาเซียน ด้วยมูลค่ากว่า 63,045 ล้านบาท และเชื่อว่าในปี 2568 อัตราการเติบโตจะเพิ่มมากขึ้น ด้วยความโดดเด่นของสมุนไพรไทยที่ต่างชาติให้การยอมรับ เป็น Soft Power ไม่แพ้ อาหารไทย นวดไทย และ วัฒนธรรมไทย จึงเป็นโอกาสที่ดีให้กับสมุนไพรไทยและสินค้าจากสมุนไพรไทย ซึ่งที่ผ่านมาบัวขาวเฮิร์บ ได้ผลิตสินค้าประเภท Herb & Beauty จำหน่ายให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวช่างชาติที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย ผ่านร้านค้าของเรา รวมถึงการรับผลิต OEM , Wholesale factory สินค้ากลุ่ม Herb & Beauty ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดีมากจากกลุ่มลูกค้าทั้งชาวรัสเซีย จีน อาหรับ และอื่นๆ”

    นอกจากผู้เล่นที่มีในตลาดมากมายมหาศาลแล้ว สิ่งที่หลายคนกังวลมากที่สุดก็คงจะเป็นสินค้าจากประเทศจีนเข้ามาในประเทศไทย นอกจากจะมีการตัดราคาแล้ว สินค้ายังไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร แต่จุดแข็งของแบรนด์ไทย สมุนไพรไทย ก็คือคุณภาพ อย่างอโลเวร่าก็สามารถก๊อปได้ แต่บางตัวที่เฉพาะทางก็ก๊อปไม่ได้

    เป้า 200 ล้านบาท พร้อมบุกตลาดโลก

    ปัจจุบันสยามบัวขาวมีรายได้รวม 70 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากแบรนด์ 80% และรับจ้างผลิต OEM 20% ในปีนี้ตั้งเป้ารายได้พุ่งสู่ 200 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10%

    มีแผนขยายสาขาเพิ่มเป็นจุดขาย ทั้งร้านขายยา หน้าโรงงานที่หนองปรือ ช่องทางออนไลน์ แห่งท่องเที่ยวในชลบุรี และภาคใต้ รวมถึงมีแผนที่จะนำสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ ให้เป็นที่รู้จัก และอาจจะขยายบัวขาวฟามาซีมากขึ้นในโซนพัทยา 

    “สมุนไพรไทยคือ Red Ocean ที่ศักยภาพสูงมาก ความท้าทายคือการทำให้คนเชื่อมั่นว่าเราใช้ของแท้ และแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่แค่ยาหม่องทั่วไป แต่คือศาสตร์และศิลป์แห่งการรักษา” ภญ. ภัทรธมน กล่าวทิ้งท้าย

    ]]>
    1562922
    จาก Beer People Festival สู่ People Festival 2026 ปลดล็อกงานเบียร์ สู่พื้นที่โอบรับทุกความ “คราฟต์” กับเป้าหมาย Oktoberfest แห่งภูมิภาค https://positioningmag.com/1561331 Thu, 26 Feb 2026 08:22:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561331
  • Beer People Festival เปลี่ยนชื่อเป็น People Festival 2026 ก้าวข้ามจากแค่ขวดเบียร์ สู่พื้นที่เปิดกว้างสำหรับคนตัวเล็กทุกแขนงทั้งสุรา เบียร์ กาแฟ
  • ปีนี้จัดงานใหญ่วันที่ 6-8 มีนาคม 2569 ที่ช่างชุ่ย ตั้งเป้าทราฟฟิกทะลุ 50,000 คน เงินสะพัด 50 ล้านบาท
  • ปัจจุบันตลาดสุราชุมชนมีสัดส่วนราว 1-2% จากตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 400,000 ล้านบาท หากกฎหมายเปิดกว้าง ทำให้ชุมชนมีสินค้าพื้นบ้าน ประชาชนมีทางเลือก เป็น Soft Power ของประเทศไทยได้
  • มองเป้าหมายเป็น Oktoberfest แบบประเทศเยอรมนี เป็น Destination ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก
  • People Festival 2026 ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ในการจัดงานเหล้าเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปีนี้เป็นปีแรกที่ Beer People Festival รีแบรนด์สู่ People Festival โดยตัดคำว่าเบียร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของงานออก    เพื่อทลายกรอบบางอย่าง

    Positioning มีโอกาสพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ผู้จัดงานทั้ง 3 ราย เบนซ์ – ธนากร ท้วมเสงี่ยม ผู้ก่อตั้งประชาชนเบียร์, ไอซ์ – วรุตม์ วิมลคุณารักษ์ ผู้ก่อตั้ง และครีเอทีฟ STUDIO11206 และเลียว – โอมา ส่งวัฒนา Managing Director ช่างชุ่ย Creative Park ผู้ที่มีความเชื่อว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือ “วัฒนธรรมแห่งความสุข” ที่สามารถเป็น Soft Power ของไทยได้เหมือน Oktoberfest ของเยอรมนี หากกฎหมายเปิดกว้างขึ้น อุตสาหกรรมสุราพื้นบ้านนี้มีศักยภาพที่จะเติบโตจากสัดส่วน 2% ไปสู่ 10% ของมูลค่าตลาดรวมได้ไม่ยาก

    people festival

    “งานนี้ไม่ได้มาเพื่อเมาแล้วเละเทะ แต่มาเพื่อมอบพลังให้คนธรรมดาที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในเวอร์ชั่นที่สร้างสรรค์ที่สุด”

    ย้อนรอย Beer People Festival

    Beer People Festival ขึ้นชื่อว่าเป็นงานเทศกาลเหล้าเบียร์ที่ใหญ่สุดในประเทศไทย ก่อตั้งโดย 3 พาร์ทเนอร์ ประชาชนเบียร์, STUDIO11206 และชางชุ่ย

    ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 ได้ถือกำเนิดกลุ่ม “ประชาชนเบียร์” การรวมตัวกันของกลุ่มประชาชนคนตัวเล็กๆ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยเหล้าเบียร์ กลุ่มนี้เป็นคอมมูนิตี้ที่รวบรวมทั้งคนดื่ม คนต้ม คนขายเหล้าเบียร์ หรือ    อีโคซิสเท็มของแอลกอฮอล์ไว้ด้วยกัน เพราะเขามีความเชื่อว่าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ถ้ากฎหมายเอื้อคนตัวเล็กๆ มากพอ จากนั้นในปี 2563 ได้มีงานรวมตัวกันของประชาชนเบียร์เป็นครั้งแรก งานที่ให้คนดื่ม คนต้ม    คนขายรวมตัวกัน

    เบนซ์ ธนากร ผู้ก่อตั้งประชาชนเบียร์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการจัดงานเบียร์ครั้งแรกเมื่อ 6 ปีที่แล้ว สมัยที่เริ่มร่างพรบ.สุราก้าวหน้า ตอนนั้นเริ่มคุยกับนักการเมืองแล้วจัดกิจกรรมครั้งแรก เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงกฎหมายนี้ อยากสร้างพื้นที่ที่เป็นอนาคต เมื่อกฎหมายร่างนี้ผ่าน แล้วเราอยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น จึงจัดงานแรกว่าประชาชนเบียร์ มีคนเข้าร่วมประมาณ 500 คน แล้วขยับมาเป็น Beer Day แล้วเป็น Beer People Festival ในปี 2565

    เบนซ์เสริมอีกว่า ในช่วงแรกเป็นการจัดกิจกรรมคนเดียว ดีลสถานที่เอง แล้วมีอุปสรรคเยอะ ทั้งเรื่องโดนเท เริ่มคิดว่าต้องหาคนคิดกิจกรรมให้งานสนุก มีคนแนะนำให้รู้จักไอซ์ STUDIO11206 ซึ่งไอซ์รู้จักกับเลียวช่างชุ่ยอยู่แล้ว ทุกอย่างเลยลงล็อกเป็น 3 พาร์ทเนอร์ที่ร่วมจัดงานอย่างลงตัว

    Beer People Festival เริ่มจัดครั้งแรกที่ช่างชุ่ยในปี 2567 ในตอนนั้นจัด 2 วัน มีคนเข้าร่วมงานกว่า 30,000 คน แล้วในปี 2568 มีคนเข้าร่วม 37,000 คน ปีนี้ตั้งเป้าผู้เข้าร่มงาน 50,000 คน

    เลียว โอมา Managing Director ช่างชุ่ย Creative Park เล่าว่า “ช่างชุ่ยเปิดมา 9 ปี ตั้งแต่วันแรกอุดมการณ์ของเราไม่เคยเปลี่ยน อยากเป็นพื้นที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม เรามีการปรับอยู่อย่างต่อเนื่องอยากทำให้ทุกมิติดีขึ้น ปีนี้มีการเปลี่ยน Landscape ครั้งใหญ่ มีการทุบอาคารในโครงการทิ้ง เพื่อเชื่อมพื้นที่ตรงกลางเข้าด้วยกันเป็นลานสุขใจ เพื่อให้ผู้คนในงานเพิ่มขึ้น เดินได้ไม่แออัด มีที่จอดรถเพิ่มขึ้น 100 คัน สิ่งอำนวนความสะดวกมากขึ้น”

    people festival

    ก้าวข้ามแก้ว “เบียร์” สู่พื้นที่ของ “คนตัวเล็ก”

    ถึงแม้ว่าชื่อเดิมจะเป็น Beer People Festival แต่เนื้อในไม่ได้มีแต่เบียร์เสียทีเดียว ยังประกอบไปด้วยเบียร์, สุรา, ไวน์, สาเก, วิสกี้, สาโท, ว้อดก้า, จิน, กาแฟ และกัญชา (แต่เดิมถูกกฎหมาย ปีนี้ไม่มีแล้ว) แต่พระเอกหลักของงานถูกขับเคลื่อนด้วยคราฟต์เบียร์ไทย และสุราพื้นบ้าน

    แต่ปีนี้ได้ปิดตำนาน Beer People Festival ด้วยการรีแบรนด์เหลือเพียงแค่ People Festival ตัดสินใจตัดคำว่าเบียร์ เพื่อโอบรับคำว่า People (ประชาชน) เพราะ DNA ของงานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องดื่ม แต่คือเรื่องของโอกาส และการสนับสนุนความฝัน ของคนตัวเล็กๆ ในสังคม

    เบนซ์ ธนากร เล่าถึงการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ว่า “การเปลี่ยนชื่อเป็น People Festival คือการหวนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของเราคือประชาชน เทศกาลของเราไม่ได้มีแค่เบียร์ แต่เป็นพื้นที่ของคนมี passion ไม่ว่าคุณจะเป็นสายไวน์ เหล้าขาว เหล้าสี กาแฟ ไปจนถึงอาหารโฮมเมด ที่นี่คือจุดนัดพบของคนที่รักในสิ่งที่ตัวเองทำ จากวันที่เรามีคนร่วมงานหลักพันจน 40,000 คนในปีที่ผ่านมา เรามองเห็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ การส่งต่อโอกาสให้มากที่สุด เราเห็นพาร์ทเนอร์อีกหลายวงการที่อยากมาร่วมงาน แต่กำแพงชื่อเดิมทำให้เขาเข้าไม่ถึง เราจึงตัดคำว่าเบียร์ออก เพื่อเปิดประตูต้อนรับทุกความคราฟต์ให้เติบโตไปพร้อมกันในฐานะ People Festival”

    ไอซ์ วรุตม์ ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟ STUDIO11206 ได้ถ่ายทอดถึงเบื้องหลังงานดีไซน์และออกแบบกิจกรรมต่าง ๆ  ที่แฝงด้วยนัยสำคัญไว้อย่างน่าสนใจ

    “ย้อนกลับไปในปี 2566 เราเคยเขียนประโยคหนึ่งว่า “It’s not just Beer, it’s the People”’ เพราะดีเอ็นเอของเรามาจาก ประชาชนเบียร์ คำว่าประชาชนมันทรงพลังมาก เพราะนั่นคือเสียงที่ใหญ่ที่สุดในสังคม โจทย์ของเราในปีนี้จึงเลือกที่จะสื่อสารเรื่องการกดทับผ่านแถบเซนเซอร์สีดำคาดทับคำว่า BEER เพื่อเสียดสีข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่มันกลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่จะนำพาเราก้าวข้ามชื่อเดิมไปสู่เสรีภาพในนาม People Festival ขณะเดียวกันเราก็ทำหน้าที่เหมือนฝ่ายค้านภาคประชาชน ที่พยายามทำลายกำแพงกฎหมายที่กีดขวาง เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็กๆ ได้แจ้งเกิดและเติบโตสู่ความเป็นมืออาชีพ เราจึงสร้าง Ecosystem ขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า หากเปลี่ยนข้อจำกัดเป็น โอกาส เราจะสร้างทั้งงาน วัฒนธรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เราจะเห็นศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยที่กฎหมายอาจยังก้าวไปไม่ถึง”

    ปีนี้จะมีสัดส่วนร้านค้าแบ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 60% และร้านอาหารทั่วไป 40% โดยที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีกว่า 400 ร้านค้า หรือกว่า 1,000 รสชาติ แบ่งเป็น เบียร์ 60% เหล้า 30% และ 10% ไวน์ สาเก วิสกี้ และอื่นๆ

    เรียกได้ว่าทั้งสายดื่ม และไม่ดื่ม ก็สามารถมาแฮงก์เอาต์ ดื่มด่ำ ล้อมวงเสวนากาแฟ พร้อมกับความรู้ภายในงานได้

    สุราชุมชน เม็ดเงินแค่ 2%

    แม้พรบ.สุราก้าวหน้า หรือกฎหมายปลดล็อกสุราชุมชนฉบับล่าสุด ที่ผ่านสภามาแล้วเมื่อเดือนม.ค. 2568 มุ่งเน้นแก้ไขกฎหมายสรรพสามิตมาตรา153 เพื่อยกเลิกเงื่อนไขการผลิตขั้นต่ำ เช่น โรงเบียร์ต้องผลิตขั้นต่ำ 10 ล้านลิตร/ปี หรือต้องมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ทำให้รายย่อยคราฟต์เบียร์ หรือสุราชุมชนผลิตได้จริง ลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

    people festival

    แต่ข้อจำกัดบางอย่างก็ยังไม่ได้เอื้อให้รายย่อยลืมตาอ้าปากได้เท่าไหร่นัก พบว่าตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยปีละ 400,000-500,000 ล้านบาท แต่สุราพื้นบ้าน และคราฟต์เบียร์มีสัดส่วนเพียงแค่ 2-3% หรือมูลค่ามาเกิน 20,000-30,000 ล้านบาท มองว่าถ้าตลาดมีการเปิดกว้างกว่านี้ โอกาสไปถึง 10% ได้ เม็ดเงินจะหมุนเวียนในชุมชนมากขึ้นกว่านี้ และผู้บริโภคก็มีทางเลือกมากขึ้น เทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่มีเหล้าเบียร์เป็นหมื่นแบรนด์ เยอรมนีก็มีหลายพันแบรนด์ แต่ประเทศไทยมีสุราจดทะเบียนรวม 2,000 ใบ หรือมีแบรนด์รวมกันราวพันกลางๆ แบรนด์

    เบนซ์ ธนากรบอกว่า ข้อจำกัดหลักของการผลิตคราฟต์เบียร์ หรือสุราชุมชนส่วนใหญ่อยู่ที่การผลิต วัตถุดิบส่วนใหญ่ต้องนำเข้า เช่น มอลต์ต้องนำเข้า เพราะ 80-90% มอลต์ในไทยทำไม่ได้ ยีสต์ก็ต้องนำเข้า โรงงานขวดส่วนใหญ่ก็เป็นของผู้เล่นรายใหญ่ รายเล็ก 90% ต้องซื้อขวด กับฝาจากจีน ส่วนภาษีก็เป็นกำแพงใหญ่ที่ทำให้รายเล็กขายยากขึ้น เพราะต้นทุนแพงก็ต้องขายแพงขึ้น

    ประชาธิปไตยในแก้วเครื่องดื่ม ครั้งแรกกับการเลือกตั้งภาคประชาชน

    ไฮไลต์ที่ทำให้งานปีนี้ดูขบถ และสนุกกว่าทุกครั้ง คือกิจกรรม “การเลือกตั้งเครื่องดื่มภาคประชาชน” ที่จำลองระบอบประชาธิปไตยมาไว้ในงานอย่างเต็มรูปแบบ แบรนด์คราฟต์กว่า 400 แบรนด์ที่ส่งสินค้ามาประชันกว่า 1,000 รสชาติ จะไม่ได้ถูกตัดสินโดยผู้ทรงคุณวุฒิเพียงไม่กี่คน แต่จะถูกตัดสินโดยคะแนนเสียงโหวตบริสุทธิ์จากผู้ร่วมงานกว่า 50,000 คน

    “หนึ่งคน หนึ่งสิทธิ์ หนึ่งเสียง” คือกติกาที่นี่ ผู้ผลิตต้องขึ้นเวทีปราศรัยเพื่อเล่าถึงแพสชั่น ประวัติศาสตร์ และรสชาติที่พวกเขากลั่นออกมาจากหัวใจ เพื่อมัดใจผู้โหวต รางวัล People’s Choice จึงไม่ใช่แค่โล่เกียรติยศ แต่คือเสียงสะท้อนจากตลาดที่แท้จริงว่าผู้บริโภคต้องการอะไร

    ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ มีการจับรางวัลแก่ผู้โชคดีที่โหวตรสชาติในดวงใจ รางวัลก้คือรับเบียร์ที่โหวตฟรี 1 ปี

    สู่หมุดหมาย Oktoberfest

    นอกเหนือจากอุดมการณ์ People Festival ยังทำหน้าที่เป็น Global Destination ที่ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 40% หลังพบสัญญาณชัดเจนจากดีลเลอร์ทั่วโลก ทั้งจากอังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกา และหลายประเทศในเอเชีย ที่บินตรงมาเพื่อเจาะลึกศักยภาพเครื่องดื่มคราฟต์สัญชาติไทย โดยเป็นพื้นที่ในการเจรจาธุรกิจได้

    พาร์ทเนอร์ทั้ง 3 มองไกลถึงอยากให้ People Festival เป็น Soft Power ให้ประเทศไทย เป็นเหมือนเทศกาล Oktoberfest ของประเทศเยอรมนี ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นนักดื่ม หรือนักสร้างสรรค์ทั่วไป เพราะเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างแก่ทุกคน โดยอยากให้รัฐเปลี่ยนมุมมอง และให้เครื่องดื่มคราฟต์เป็นสะพานเชื่อม จะทำให้ตลาดไปไกลมากกว่านี้ได้

    ไฮไลต์ห้ามพลาดใน People Festival 2026 วันที่ 6-8 มีนาคม 2569 ที่ช่างชุ่ย

    • คลังแสงเครื่องดื่มจากทั่วโลก : ขนทัพเหล้า, เบียร์, ไวน์, ค็อกเทล และสาโท จากทั่วประเทศและหลากสัญชาติกว่า 400 แบรนด์ รวมกว่า 1,000 รสชาติ จัดเต็มพื้นที่ 12 ไร่
    • เลือกตั้งสุราและเบียร์ประชาชน : ใช้สิทธิ์ในมือคุณร่วมกำหนดทิศทางรสชาติที่ผู้ชนะ 1 คน 1 สิทธิ์ 1 เสียง ผ่านการลงทะเบียนหน้างาน
    • สภากาแฟ : แหล่งรวมโรงคั่วขนาดเล็กและร้านกาแฟคุณภาพที่ทีมงานคัดสรรมาเพื่อคอกาแฟโดยเฉพาะ
    • ดนตรีและกิจกรรมเสวนา : เพลิดเพลินกับดนตรีสดตลอด 3 วันเต็ม พร้อมเวทีเสวนาในหัวข้อ “การขับเคลื่อนประเทศด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” พร้อมชวนทุกกลุ่มมาร่วมสร้างสรรค์ประเด็นปัญหาของตนเอง

    People Festival 2026 ชวนเมาไม่ขับ เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ มีรถสองแถว รับ-ส่ง ฟรี จาก MRT สายสีน้ำเงิน สถานีสิรินธร และ รถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีบางบำหรุ ตลอดงาน

    ]]>
    1561331
    TIARA BEAUTY พลิกเกม Red Ocean ขอเป็นเบอร์หนึ่งตลาด “คิ้ว” เพราะคนไทยลอยัลตี้งานคิ้ว-ตา ใช้ดีก็ใช้ยาว https://positioningmag.com/1560416 Thu, 19 Feb 2026 09:11:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560416
  • TIARA BEAUTY เครื่องสำอาง 70 ล้าน กับการเติบโตแบบ Niche Market เน้นตลาดคิ้ว เพราะไม่มีเจ้าตลาดตัวจริง
  • ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 150 ล้านบาท ดึง “ดิว อริสรา” เป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะเป็นตัวแม่คิ้วดุ้ง คิ้วฟู
  • หนีตลาดความงามที่สุดจะทะเลแดงเดือด ด้วยสินค้าที่ตัวเองถนัด อินไซต์คนไทยถ้าใช้ผลิตภัณฑ์คิ้ว และตาตัวไหนดี จะใช้ยาว ไม่ค่อยเปลี่ยนแบรนด์
  • จากแม่ค้าออนไลน์ สู่การปั้นแบรนด์บิวตี้ 70 ล้าน

    ตลาดความงามยังคงเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันดุเดือด เป็นตลาด Red Ocean ในทุกยุคทุกสมัย แต่ก็ยังมีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตอบรับกับเทรนด์ T-Beauty ที่คนไทยนิยมแบรนด์บิวตี้สัญชาติไทยมากขึ้น ทำให้หลายแบรนด์มีการเติบโตถึงระดับร้อยล้านพันล้าน

    TIARA BEAUTY (เทียร่า บิวตี้) เป็นหนึ่งในแบรนด์บิวตี้ที่เพิ่งแจ้งเกิดได้ไม่นานนัก โดย “ตาบู – สุวพัชญ์ อิทธิพหลภัสร์” ผู้ก่อตั้งวัย 34 ปี ที่เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานประจำ ควบคู่กับแม่ค้าขายสินค้าออนไลน์ เป็นตัวแทนจำหน่ายตัวท็อปที่สร้างยอดขาย 100-200 ล้าน/ปี

    หลังจากนั้นในปี 2020 ก็เริ่มผันตัวทำแบรนด์เครื่องสำอางเป็นของตัวเอง ใช้ชื่อว่า TIARA มีความหมายว่ามงกุฎ หรือรัดเกล้า วางจุดยืนเป็นแบรนด์บิวตี้ที่อยู่เคียงข้างผู้หญิง Selfmade หรือผู้หญิงที่สร้างตัวด้วยตัวเอง เลยอยากส่งต่อแบรนด์ที่สร้างพลังบวก สร้างแรงบันดาลใจให้มีความมั่นใจ

    สุวพัชญ์ เล่าว่า “ในตอนนั้นเริ่มสร้างแบรนด์ด้วยเงินลงทุนก้อนแรก 1 ล้านบาท ออกสินค้าตัวแรกคือลิปสติก 6 เฉดสี ตอนแรกมีความคิดว่าเป็นตัวแทนจำหน่ายที่มียอดขายดี ขายเก่ง มีกลุ่ม Community ของตัวแทนด้วยกันเอง ก็เลยคิดว่าสามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้ แค่เปลี่ยนจากคนขายคนอื่น มาขายของตัวเอง ซึ่งมีรายละเอียดเยอะมากทั้งเรื่องสินค้า เงินลงทุน องค์กร พนักงาน ต้องเรียนรู้อยู่ตลอด”

    จับจุดได้ด้วย “งานคิ้ว” หมัดฮุกสู้ตลาดทะเลเดือด

    ข้อมูลจากสมาคมคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทยมีการคาดการณ์ว่า ตลาดความงามในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 400,000 ล้านบาท มีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี มีการแข่งขันที่สูง ถึงแม้ว่ากลุ่ม Brow & Eye Makeup หรือกลุ่มงานคิ้ว และตาจะเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก แต่ก็พบว่ามีช่องว่างในตลาดสูง เพราะไม่มีเจ้าตลาดที่ชัดเจน ทำให้ TIARA เริ่มมองเห็นโอกาสในตรงนี้

    หลังจากที่ออกลิปเป็นสินค้าตัวเอง ก็มีออกตัวแป้งพัฟ และคลีนซิ่งออยล์ จนในปี 2022 ได้เปิดตัวสินค้ากลุ่มคิ้วก็คือ SlimMe Brow pencil และ FixMe Brow Mascara เรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ก็ว่าได้ จนในปี 2025 ได้ขึ้นแท่นเป็นฮีโร่โปรดักส์ของแบรนด์ สร้างยอดขายมหาศาล

    สุวพัชญ์ เล่าถึงอินไซต์ของคนไทยว่า ให้ความสำคัญกับคิ้วเป็นพิเศษ ก่อนออกจากบ้านถ้าไม่ได้แต่งหน้า แต่ต้องเขียนคิ้วสักอย่างก็ยังดี ซึ่งตลาดนี้ไม่มีเจ้าตลาดชัดเจน แต่ถ้าแบรนด์ไหนทำดี ลูกค้าใช้แล้วดีจะมีลอยัลตี้ยาว เพราะไม่อยากไปลองของใหม่ ซึ่ง TIARA ได้เปิดตลาดมาสคาร่าคิ้ว สร้างจุดเด่นที่มี 6 เฉดสี จากปกติที่แบรนด์อื่นในตลาดจะมี 1-3 เฉดสีเท่านั้น

    ปัจจุบัน TIARA มีสินค้าแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. เครื่งสำอางสี ลิปสติกต่างๆ 2. กลุ่มผิว แป้งพัฟ รองพื้น คุชชั่น 3. กลุ่มคิ้ว และตา 4. คลีนซิ่งออยล์ โดยที่กลุ่มคิ้ว และตามีสัดส่วนรายได้มากถึง 90% รองลงมาคือกลุ่มลิปสติก

    โดยกลุ่มคิ้วมีสินค้าทั้งหมด 20 SKU ราคาเริ่มต้นที่ 129 บาท เป็นแบบซองซาเช่ ดินสอเขียนคิ้ว 159 บาท TintMe Brow 289 บาท และ FixMe Brow Mascara ราคา 390 บาท

    ดึง “ดิว อริสรา” เป็น Brow Icon

    ด้วยความที่มีฮีโร่โปรดักส์เป็นสินค้ากลุ่มคิ้ว ปีนี้ TIARA จึงอยากยกระดับสถานะแบรนด์เป็น Brow Icon ที่เชี่ยวชาญด้านคิ้วจริงจัง จึงเลือก“ดิว อริสรา” มารับหน้าที่ TIARA Brow Icon เพราะดิวมีภาพจำที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเรื่อง “คิ้วเป๊ะ” ของเมืองไทย การร่วมงานครั้งนี้จึงเป็นการทำ Authority Marketing ที่ช่วยโอนถ่าย DNA ความมั่นใจและความเป็นมืออาชีพมาสู่แบรนด์อย่างชัดเจน ช่วยขยายฐานลูกค้าจากกลุ่ม Niche เข้าสู่กลุ่ม Mass-Aspiration ได้อย่างรวดเร็ว

    “ที่เลือกดิวเพราะความคิ้วเป๊ะ จากอินไซต์ของสาวๆ ไทยพบว่าหลายคนอยากมีคิ้วสวยแบบดิว ใช้ภาพดิวเป็น Ref  ในการแต่งหน้า สักคิ้ว กลายเป็นว่าภาพจำของดิวคือต้นแบบของคิ้ว ตัวแม่คิ้ว ดิว = คิ้ว จึงเลือกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์”

    ในปี 2025 TIARA มีรายได้รวม 70 ล้านบาท มีการเติบโตต่อเนื่อง 5 ปี ในปีนี้ตั้งเป้ารายได้ที่ 150 ล้านบาท และในปี 2027 มีรายได้ 300 ล้านบาท โดยมีแผนขยายไลน์สินค้ากลุ่มงานผิว ที่ออกแบบมาเพื่อสภาพผิวคนไทยโดยเฉพาะ พร้อมวางหมุดหมายเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งด้านงานคิ้วในใจผู้หญิงไทย

    ]]>
    1560416
    ‘ฉับไว-ปรับตัว-เรียนรู้’ 3 สิ่งสำคัญของ ‘ทายาทรุ่น 3 เด็กสมบูรณ์’ เมื่อธุรกิจปัจจุบันอยู่ในยุค Survival https://positioningmag.com/1559103 Tue, 10 Feb 2026 14:50:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1559103 ปีนี้เป็นอีกปีที่ ‘โลกธุรกิจ’ ต้องเผชิญความท้าทายและความไม่แน่นอนมากมาย ทำให้ผู้ประกอบการต้องเปิดโหมด ‘เอาตัวรอด’ เพื่อให้ได้ไปต่อในโลกยุค Survival

     

    ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ ในมุมมองของ ‘ท็อป-วสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์’ ทายาทรุ่น 3 และผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายในประเทศ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์เด็กสมบูรณ์ บอกว่า หากอยากเป็นผู้รอด คนทำธุรกิจต้องมี 3 สิ่งสำคัญ นั่นคือ  

     

    1. ‘ฉับไว’ เพราะเทรนด์ของโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ธุรกิจต้องไวในการตามเทรนด์เหล่านี้ให้ทัน เพื่อไม่ให้ตกขบวนหรือพลาดโอกาสทางธุรกิจ

     

    1. ‘ปรับตัว’ ด้วยโลกธุรกิจปัจจุบันมี Business Model เกิดขึ้นใหม่และมีความหลากหลายมากขึ้น ทางท็อป-วสุพล บอกว่า หากผู้ประกอบการยังคงอยู่กับโมเดลเดิมๆ ไม่คิดนอกกรอบ หรือกล้าจะเปลี่ยนแปลง จะไม่สามารถอยู่รอดได้

     

    1. ‘เรียนรู้’ เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเกิดขึ้นมาโดยตลอด ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีและ AI ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ รวมถึงดิสรัปโลกของธุรกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนนี้นอกจากรับรู้แล้ว ยังต้องมีการ ‘เปิดใจ’ นำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้เท่าทันกับคนอื่น

     

    ขณะที่สภาพเศรษฐกิจ สถานการณ์การแข่งขัน และความท้าทายอื่นๆ  เป็นเรื่องปกติที่ต้องเผชิญอยู่แล้วหากทำธุรกิจ    

     

    “ผมมองว่า ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสต่างๆ เข้ามาอยู่เสมอ เลยอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคน และมองเชิงบวก จริงๆ แล้วถึงเศรษฐกิจจะชะลอตัว หรือไม่ว่าธุรกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าเรามี 3 ข้อนี้ จะสามารถอยู่รอดในทุกสถานการณ์”

     

    สำหรับปีนี้ทางเด็กสมบูรณ์ตั้งเป้าจะเติบโตจากปีก่อน 20% โดยที่ผ่านมาได้การปรับและขยับตัวเข้าสู่ตลาดใหม่ที่เป็นเทรนด์และมีอนาคต เช่น การออกโปรดักท์ซีอิ๊วหรือเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมต่ำ และ Zero Sugar สำหรับตอบโจทย์กลุ่ม Health and wellness เทรนด์มาแรงจากการที่คนหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพมากขึ้น 

    .

    นอกจากนี้ ด้วยผู้บริโภคยุคปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งพฤติกรรม ความต้องการ และไลฟ์สไตล์ การออกสินค้าแบบ Mass Product ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้ทั้งหมด หรือเรียกง่ายๆ ว่า ไม่มี One fit all อีกต่อไป

     

    ดังนั้น เด็กสมบูรณ์ได้มีการปรับโฟกัสจาก Mass Market มาสู่ Niche Market เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น การออก ‘ซีอิ๊วเม็ด’ สำหรับลูกค้ากลุ่มใหม่อย่างนักเดินทาง และคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย

     

    “อย่างซีอิ๊วเม็ด เรารู้ดีว่า ไม่มีวันจะมาแทนตลาดซีอิ๊วขาวได้ แต่สิ่งที่ได้ คือการจับกลุ่มใหม่เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ทำได้ในปัจจุบัน”

     

    นอกจากหลักคิดข้างต้นแล้ว โจทย์ของการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ หรือขยายฐานธุรกิจสู่พื้นที่ใหม่ ๆ ก็คือ จะทำอย่างไรให้แบรนด์เด็กสมบูรณ์เข้าถึงและอยู่ในใจของลูกค้า ไม่จำกัดเฉพาะ Core Product เท่านั้น 

     

    ดังนั้น จึงได้เห็นการ Collaboration ของแบรนด์เด็กสมบูรณ์กับแบรนด์อื่นๆ เช่น การจับมือกับ SOURI เปิดตัว Limited Edition ในชื่อ Smiley Boy Soy Sauce Fatcaron หรือการผนึกกำลังกับซีเล็ค เปิดตัว ‘ปลาทูน่านึ่งซีอิ๊ว’ ฯลฯ

    ]]>
    1559103
    5 สิ่งที่ ‘ชาวออฟฟิศ’ ต้องการจากองค์กร เพื่อตัดสินใจอยู่ต่อ https://positioningmag.com/1558902 Mon, 09 Feb 2026 11:21:27 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558902 ‘เงิน’ ถือเป็นหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจเลือกเข้าทำงานและอยู่กับองค์กรใดองค์หนึ่ง แต่หลายครั้งเราจะได้เห็นว่า แม้บริษัทให้เงินเดือนสูง แถมมีโบนัสหลายเดือน ก็ยังมีพนักงานลาออก สะท้อนให้เห็นว่า เงินอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ดึงดูดใจคนทำงานให้อยู่ต่อ

     

    และนี่คือ 5 สิ่งที่คนทำงานต้องการมากกว่าตัวเลขในสลิป

     

    1.เวลาชีวิตที่เป็นอิสระ โดยคนทำงานยุคนี้ต้องการความยืดหยุ่นและอิสระในการออกแบบชีวิตการทำงานของตัวเอง ซึ่งส่งผลให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าต้องอยู่ในกรอบเดิมๆ

    2.รู้สึกมีคุณค่า ได้รับการยอมรับ และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ให้เกียรติกัน

    3.ที่ทำงานเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น เป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้ลองผิดลองถูก และมีความสุขกับเพื่อนร่วมงาน

    4.การเติบโตและพัฒนาทักษะ

    5.ชีวิตการทำงานมีความหมาย ไม่ใช่แค่ทำไปวันๆ แต่สร้างคุณค่าได้

     

    สรุปแล้ว การดึงดูดและซื้อใจคนทำงานยุคนี้ การให้เงินเดือนไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการมีมากกว่านั้น ก็คือ ‘อิสระ’ และ ‘คุณค่า’ ของการทำงาน

     

    ชัดเจนจากผลสำรวจของ WorkVenture ถึงเหตุผลที่คนทำงานเลือก ‘องค์กร’ โดยปีนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สำรวจมา 8 ปีที่ ‘เงินเดือน’ และ ‘สวัสดิการ’ ไม่ติดใน Top 10 จากเคยเป็นเหตุผลสำคัญอันดับ 1 หรือ 2 ของการตัดสินใจ

     

    สะท้อนให้เห็นว่า คนทำงานเห็นเรื่องอื่นสำคัญกว่าเรื่องผลตอบแทน นั่นคือ คุณค่าและวัฒนธรรมองค์กรต้องตอบโจทย์คนทำงาน สำหรับเหตุผลที่คนตัดสินใจเลือกร่วมงานกับองค์กร ปี 2026 ได้แก่

     

    ก่อนเข้าทำงาน

     

    อันดับ 1 วัฒนธรรมองค์กร

    อันดับ 2 การบริหารจัดการองค์กร/ผู้นำ

    อันดับ 3 ทีมเวิร์ก

    อันดับ 4 Work Lift Balance

    อันดับ 5 การเคารพนับถือให้เกียรติ

    อันดับ 6 Office/Workplace

    อันดับ 7 การสื่อสาร

    อันดับ 8 ความมั่นคงในหน้าที่การงาน

    อันดับ 9 การอบรม และพัฒนา

    อันดับ 10 ความหลากหลาย และความ

     

    เหตุผลที่คนทำงานเลือกอยู่ต่อกับที่เดิม

     

    อันดับ 1 ทีมเวิร์ก

    อันดับ 2 Office/Workplace

    อันดับ 3 วัฒนธรรมองค์กร

    อันดับ 4 Work Lift Balance

    อันดับ 5 การเคารพนับถือให้เกียรติ

    อันดับ 6 ความไว้วางใจ

    อันดับ 7 การสื่อสาร

    อันดับ 8 การบริหารจัดการองค์กร/ผู้นำ

    อันดับ 9 ความหลากหลาย และความ

    อันดับ 10 ความรับผิดชอบ

    ]]>
    1558902