PR News – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Sat, 18 Apr 2026 04:16:32 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 All-time high 15 ล้านคนสงกรานต์เซ็นทรัลทั่วไทย! กระหึ่มแลนด์มาร์กเฟสทีฟระดับโลก https://positioningmag.com/1569486 Sat, 18 Apr 2026 04:13:03 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569486 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) สร้างปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยยอดผู้ร่วมงานทะลุ 15 ล้านคนทั่วประเทศ และหนึ่งเดียวมากที่สุดต่อเนื่องหลายปีซ้อน ชูพลังสงกรานต์ไทยสู่เวทีโลก ยกระดับสงกรานต์สู่เทศกาลระดับโลกผ่าน “Thailand’s Songkran Festival 2026” และ “centralwOrld Songkran Fest 2026” ที่จัดครอบคลุมทั่วประเทศต่อเนื่องถึงวันไหล เนรมิตศูนย์การค้าเซ็นทรัลเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเฉลิมฉลองระดับโลก ผสานวัฒนธรรมและเอ็นเตอร์เทนเมนต์อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมศิลปินกว่า 400 ชีวิต สร้างประสบการณ์สงกรานต์ที่ครบและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ

ทุบทุกสถิติ! สร้าง 4 ปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์สงกรานต์ไทย

1.Global Spotlight! สะท้อนพลังเทศกาลระดับโลก จำนวนผู้เข้าร่วมงานชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 15 ล้านคนทั่วประเทศ เฉพาะเซ็นทรัลเวิลด์ ดึงทราฟฟิกทั่วศูนย์การค้ากว่า 1.5 ล้านคนตลอดการจัดงาน

2.ปรากฏการณ์อันดับ 1 บนโลกออนไลน์ สร้าง Impact สงกรานต์ไทยสู่โซเชียลมีเดียโลก ด้วยยอด VIEWS กว่า 300 ล้านครั้ง และ ENGAGEMENT สูงสุดกว่า 33 ล้านครั้ง และ No. 1 Share of Voice & Share of Engagement ทุกแพลตฟอร์มใน Facebook, TikTok, Instagram, YouTube และ X (Twitter) โดยติดเทรนด์ X ทั้งในไทยและทั่วโลก

3.A Historic Moment! ครั้งแรกของ “นางสงกรานต์ Miss World” โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี ปรากฏกายในลุค “รากษสเทวี” สวมชุดไทยจักรพรรดิพร้อม “มงกุฎฟ้า” (The Blue Crown) เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก โมเมนต์ที่แฟนนางงามทั่วโลกรอชม ถ่ายทอดความงดงามของวัฒนธรรมไทยสู่สายตานานาชาติ ก่อนสลัดทุกภาพจำของนางงาม ร่วมเล่นน้ำอย่างใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวนับแสน ท่ามกลางบรรยากาศสงกรานต์สุดคึกคัก สร้างโมเมนต์ไวรัลที่สะท้อนความสนุก เข้าถึงง่าย และภาพลักษณ์ใหม่ของเทศกาลไทยในระดับโลก

4.Fandom Phenomenon! ผนึกพลัง Pop Culture และ Fandom ระดับเอเชีย เปิดตัว “นายสงกรานต์” คู่แรกของเซ็นทรัลพัฒนา ‘โทมัส–ก้อง’ พร้อมทัพศิลปิน Y-Series และ T-POP อาทิ ฟรีน–เบ็คกี้, เก่ง–น้ำปิง, เติ้ล–เฟิร์สวัน, หยิ่น–วอร์, เชลลี่–พันดาว และ PERSES สร้างกระแสโร้ดโชว์ทั่วประเทศ สร้างปรากฏการณ์ตอกย้ำพลัง Gen Z & Fandom Economy ที่ขับเคลื่อนเทศกาลสู่เวทีโลก

สงกรานต์เซ็นทรัลได้รับการยอมรับในระดับโลก และเป็นที่จับตามองของสื่อต่างชาติชั้นนำ ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่สู่สายตานานาชาติในหลากหลายภาษา ทั้งอังกฤษ จีน เกาหลี และมาเลเซีย ตอกย้ำพลัง Soft Power ไทยผ่านวัฒนธรรม ดนตรี และไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกัน สื่อทั่วโลกยกให้สงกรานต์ไทยเป็น “World Water Festival” ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สะท้อนศักยภาพ Festival Economy ในการกระตุ้นการเดินทาง การใช้จ่าย และการกระจายรายได้ทั่วประเทศ พร้อมย้ำการได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ให้เป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกันผ่านวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนานร่วมสมัย

ขณะเดียวกัน เซ็นทรัลพัฒนาเดินหน้าสร้าง “แพลตฟอร์มเฟสติวัลระดับโลก” ตลอดทั้งปี ผ่านเทศกาล กิจกรรม และความบันเทิงทั่วประเทศ ยกระดับศูนย์การค้าเซ็นทรัลสู่จุดหมายปลายทางแห่งการเฉลิมฉลอง พร้อมผลักดันสงกรานต์ไทยสู่ World-Class Festival Experience ที่ผสานวัฒนธรรม เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และการท่องเที่ยวในระดับสากล ตอกย้ำประเทศไทยในฐานะ Global Festive Destination

#CentralPattana #เซ็นทรัลพัฒนา#SongkranAtCentral #PEPSIPresentsTHAILIZM2026 #SongkranAtCentralwOrld #สงกรานต์เซ็นทรัล #สงกรานต์มหาบันเทิง

 

]]>
1569486
กลุ่มบริษัทเคทีซีตอกย้ำเสถียรภาพ ทำกำไรต่อเนื่อง เดินเกมยาวบนพอร์ตคุณภาพและวินัยการเงิน https://positioningmag.com/1569480 Sat, 18 Apr 2026 04:05:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569480 ถอดรหัสกำไรเคทีซี เมื่อการบริหารพอร์ตแข็งแรงเท่ากับความเชื่อมั่นระยะยาว กลุ่มบริษัทเคทีซีเผยไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 2,171 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พอร์ตสินเชื่อรวม 107,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.7% แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยผลการดำเนินงานสะท้อนเสถียรภาพของโมเดลธุรกิจ ที่ขับเคลื่อนบนการบริหารพอร์ตลูกหนี้เชิงคุณภาพ การควบคุมความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ ตอกย้ำแนวทางการเดินเกมยาว เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว

นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า “แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคในช่วงไตรมาสแรกยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของภาคการเงิน แต่กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ในทุกผลิตภัณฑ์ โดยในช่วงสองเดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดลูกหนี้บัตรเครดิตอยู่ในระดับเดิมที่ 14.5% และสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นเป็น 13.4% จาก 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้นเป็น 4.2% จาก 4.1%”

“ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมคุณภาพพอร์ตอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด ส่งผลให้สามารถรักษาความแข็งแกร่งของฐานรายได้และผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ 2,171 ล้านบาท เติบโตสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย สำหรับการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อในไตรมาสแรก เคทีซียังคงดำเนินนโยบายการอนุมัติสินเชื่อโดยให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นหลัก ส่งผลให้พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่อัตราการชำระคืนของลูกค้าปรับตัวสูงขึ้น ในส่วนของพอร์ตสินเชื่อบุคคล ยังคงขยายตัวจากทั้งสินเชื่อ ‘เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน’ และสินเชื่อบัตรกดเงินสด ‘เคทีซี พราว’ ซึ่งสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากการบริหารจัดการพอร์ตลูกหนี้อย่างมีคุณภาพ และการพัฒนาสิทธิประโยชน์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง”

“ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่มีความเข้มข้นมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและกำลังซื้อภาคครัวเรือน อย่างไรก็ดี เคทีซียังคงมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว โดยมุ่งรักษาคุณภาพสินทรัพย์ ดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน และควบคุมอัตราหนี้ด้อยคุณภาพให้อยู่ในระดับไม่เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยตั้งเป้าการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง พร้อมเป้าการเติบโตของการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ 5% และการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อรวมประมาณ 1–2% โดยเชื่อว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มในระยะยาว”

ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 กลุ่มบริษัทเคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,732,625 บัญชี พอร์ตสินเชื่อรวมมีมูลค่า 107,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% NPL Ratio ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.93% พอร์ตสมาชิกบัตรเครดิตเท่ากับ 3,019,095 บัตร เพิ่มขึ้น 8.0% เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวม 70,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเท่ากับ 76,800 ล้านบาท ขยายตัว 3.7% NPL Ratio บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.12% ขณะที่พอร์ตสมาชิกสินเชื่อบุคคลรวม 713,530 บัญชี เพิ่มขึ้น 3.4% เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคล และดอกเบี้ยค้างรับรวม 36,012 ล้านบาท เติบโตที่ 3.3% NPL Ratio สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.47% สำหรับสินเชื่อลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามีมูลค่า 1,387 ล้านบาท ลดลง 29.0% ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่เท่านั้น

ไตรมาสแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทมีฐานรายได้รวมอยู่ที่ 6,889 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% (YoY) โดยส่วนใหญ่ มาจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น 1.0% จากรายได้ค่าธรรมเนียม interchange และรายได้ค่าธรรมเนียมร้านค้า สำหรับรายได้ดอกเบี้ยในไตรมาสแรกอยู่ที่ 3,993 ล้านบาท อยู่ที่ระดับเดิมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หนี้สูญได้รับคืนในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 979 ล้านบาท ลดลง 1.8% (YoY) บริษัทยังคงรักษาประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 6.0% (YoY) อยู่ที่ 4,169 ล้านบาท จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.0% จากพอร์ตที่มีคุณภาพดี รวมถึงค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง 16.1% (YoY) จากต้นทุนเงินกู้ยืมใหม่ที่ต่ำลง รวมถึงความสามารถในการบริหารค่าใช้จ่ายให้ที่อยู่ในระดับใกล้เดิม จึงเป็นผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้รวม (Cost to Income Ratio) ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 35.0% ลดลงเล็กน้อยจาก 35.1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการเติบโตของรายได้

กลุ่มบริษัทเคทีซียังมีโครงสร้างเงินทุนที่มั่นคงและมีศักยภาพรองรับการเติบโตในอนาคต และเน้นรักษาวินัยทางการเงินที่ดี สะท้อนจากอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ในระดับต่ำที่ 1.30 เท่า จาก 1.58 เท่า ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำจากสองปัจจัยหลักคือ การสะสมกำไรที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยเสริมสร้างส่วนของผู้ถือหุ้นให้เติบโต และการกู้ยืมเงินที่ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อที่เป็นไป อย่างระมัดระวังตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งนี้ อัตราส่วน D/E ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับภาระผูกพัน (Debt Covenant) ที่กำหนดไว้ที่ 10 เท่า แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Flexibility)    ที่สูงในการขยายธุรกิจหรือรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทมีเงินกู้ยืมรวมทั้งสิ้น 51,518 ล้านบาท (รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) สัดส่วนโครงสร้างแหล่งเงินทุนส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมระยะยาว 56% และมีเงินกู้ยืมระยะสั้น (รวมส่วนของเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปี) ในสัดส่วน 44% วงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ยังไม่เบิกใช้คงเหลือ (Available Credit Line) ทั้งสิ้น 25,550 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทมีภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2569 จำนวนทั้งสิ้น 15,330 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีสภาพคล่องที่สูงกว่าภาระหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด สะท้อนถึงสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ในระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำมาก โดยล่าสุด บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้คงอันดับเครดิตองค์กรของเคทีซีและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันที่ระดับ “AA” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าเคทีซีจะยังคงรักษาความแข็งแกร่งด้านการดำเนินงาน ความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ และคุณภาพสินทรัพย์ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม

ด้านการช่วยเหลือลูกหนี้ เคทีซียังให้ความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินมาตรการต่อเนื่องในหลายรูปแบบ ทั้งการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม โดยบริษัทพิจารณาอนุมัติสินเชื่อลูกหนี้แต่ละรายให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และไม่ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากภาระหนี้เดิมเกินสมควร รวมทั้งเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อสนับสนุนลูกหนี้กลุ่มเปราะบางให้สามารถฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ต่อด้วยโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเคทีซีจะโอนขายหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของลูกหนี้รายย่อยที่ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน (NPL) โดยพิจารณาจากสถานะหนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 รวมทุกผู้ให้บริการทางการเงินและทุกประเภทสินเชื่อไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เพื่อทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนและลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้ ซึ่งลูกหนี้ที่เข้าเงื่อนไขได้ถูกโอนกรรมสิทธิ์หนี้ไปยัง SAM แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทั้งนี้ เคทีซีประเมินว่าการดำเนินการตามโครงการฯ ดังกล่าวหรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหมดข้างต้น จะไม่ส่งผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อภาพรวมของผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท รวมถึงได้มีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ครบถ้วนแล้ว ดูแนวทางการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมคลิก www.ktc.co.th/about/news/measure

]]>
1569480
ความเชื่อมั่นในยุคAI: เมื่อระบบชำระเงินต้องก้าวนำการฉ้อโกง https://positioningmag.com/1569470 Fri, 17 Apr 2026 06:37:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569470 บทความโดย วรุณ มหินทรุ หัวหน้าฝ่ายบริการเสริมวีซ่า ประจำสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย

ในเศรษฐกิจยุคดิจิทัลความเชื่อมั่นกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุด ทุกวันนี้มีการชำระเงินนับล้านรายการเกิดขึ้นทั่วโลกในทุกนาที โดยอาศัยความไว้วางใจร่วมกันว่าการทำธุรกรรมนั้นปลอดภัยแต่ความเชื่อมั่นนี้กำลังถูกท้าทาย เมื่อเหล่านักต้มตุ๋นเริ่มใช้เทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาเทคนิคการฉ้อโกงให้แนบเนียนยิ่งขึ้น เปลี่ยนพฤติกรรมทั่วไปของผู้คนให้กลายเป็นช่องทางโจมตีโดยไม่รู้ตัว

อาชญากรรมทางการเงินมักเกิดขึ้นตามเส้นทางของเงิน แต่เทคโนโลยี AI ได้เปลี่ยนทั้งรูปแบบและความเร็วของการ สแกมไปอย่างสิ้นเชิง ทุกวันนี้ เครื่องมือ AI สามารถสร้างข้อความหลอกลวงที่น่าเชื่อถือได้ภายในไม่กี่วินาที เลียนเสียงจากคลิปเสียงสั้น ๆ ได้อย่างสมจริง หรือสร้างเว็บไซต์ปลอมที่เหมือนของจริงจนหลงเชื่อได้ง่าย ๆ รายงาน Sumsub Identity Fraud Report ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า การสแกมที่ใช้เทคโนโลยี “ดีพเฟก (Deepfake)” ในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 158% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความล้ำหน้าของกลโกงที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมระบบตรวจสอบและยืนยันตัวตนทางดิจิทัลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับกลยุทธ์หลอกลวงที่ซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

จากการพูดคุยกับทีมจัดการความเสี่ยง พันธมิตรทางธุรกิจ และหน่วยงานที่ดูแลด้านการเงิน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหาของยุคนี้ไม่ได้อยู่แค่จำนวนการฉ้อโกงที่เกิดขึ้น แต่คือความเร็วที่มันพัฒนา และความสามารถของผู้ป้องกันการฉ้อ โกงที่จะปรับตัวให้ทันโดยไม่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานลดลง

การแข่งขันด้วย AI ในระบบชำระเงิน

ข่าวดีคือ เทคโนโลยีเดียวกันที่มิจฉาชีพนำไปใช้ ก็สามารถนำมาช่วยให้การจ่ายเงินปลอดภัยยิ่งขึ้นได้เช่นกัน ทุกครั้งที่คุณแตะบัตร ซื้อกาแฟ หรือจองตั๋วออนไลน์ ระบบ AI กำลังทำงานอยู่เบื้องหลัง ประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมแบบเรียลไทม์ โดยเปรียบเทียบกับธุรกรรมนับพันล้านรายการ เพื่อมองหาความผิดปกติ เช่น อุปกรณ์ที่ไม่คุ้นเคย พื้นที่ที่ไม่เคยใช้มาก่อน หรือรูปแบบการใช้จ่ายที่ต่างไปจากเดิม

ความท้าทายจึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัย” กับ “ความสะดวก” หากตั้งระบบให้เข้มงวดเกินไปจนปฏิเสธธุรกรรมที่ถูกต้อง ผู้ใช้ก็อาจรู้สึกไม่พอใจและเกิดประสบการณ์ที่ไม่ดีในการใช้งาน ดังนั้น วีซ่าและพันธมิตรจึงผสานระบบกฎเกณฑ์เดิมเข้ากับโมเดล Machine Learning ที่เรียนรู้และปรับตัวได้ตลอดเวลา เพื่อลดการปฏิเสธธุรกรรมที่ไม่จำเป็น แต่ยังคงควบคุมความเสี่ยงได้อยู่หมัด

แนวทางป้องกันแบบหลายชั้นนี้ครอบคลุมตั้งแต่การเปิดบัญชีใหม่ การลงทะเบียนอุปกรณ์ ไปจนถึงการตรวจสอบธุรกรรมหลังการชำระเงิน เมื่อวีซ่าเข้าซื้อกิจการของ Featurespace เทคโนโลยี AI ตรวจจับการทุจริตแบบเรียลไทม์ของทั้งสองฝ่ายจึงถูกรวมเป็นโซลูชันแบบครบวงจร ใช้ระบบที่เรียนรู้และปรับวิธีรับมือตามพฤติกรรม หรือ Adaptive Behavioural Models ในการประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมทุกรูปแบบ ทั้งการใช้บัตร การโอนบัญชีต่อบัญชี และการชำระเงินแบบเรียลไทม์บนแพลตฟอร์มเดียว เพราะระบบนี้ไม่จำกัดอยู่แค่รูปแบบการชำระเงิน ธนาคารและบริษัทต่าง ๆ จึงสามารถตรวจจับรูปแบบการโกงใหม่ ๆ ได้รวดเร็วกว่าการตอบสนองรายกรณี ผลลัพธ์คือ การป้อง กันสามารถเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น และธุรกรรมที่ถูกต้องจำนวนมากก็จะไม่ถูกปฏิเสธโดยไม่จำเป็น

ความเชื่อมั่นเกิดจากความร่วมมือ

ไม่มีสถาบันไหนสามารถมองเห็นภัยคุกคามทั้งหมดได้เพียงลำพัง ความร่วมมือจึงเป็นหัวใจสำคัญในการต่อกรกับอาชญากรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเป็นรากฐานของการสร้างความไว้วางใจในระบบการเงิน

ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก วีซ่าทำงานร่วมกับพันธมิตรหลากหลาย ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการฉ้อโกงและกลโกงออนไลน์ เมื่อมีสัญญาณการระบาดของเว็บไซต์ลงทุนปลอมหรือข้อความฟิชชิ่งในประเทศใดประเทศหนึ่ง ข้อมูลและโมเดล AI จะถูกอัปเดตทันที เพื่อช่วยชะลอและป้องกันไม่ให้รูปแบบการหลอกลวงเดียวกันแพร่กระจายไปยังตลาดอื่น นอกจากนี้วีซ่ายังได้จัดตั้ง “Visa Scam Disruption Practice” ซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะกิจที่ใช้ทั้งข้อมูลเชิงเครือข่าย เทคโนโลยี AI ขั้นสูง และความเชี่ยวชาญของบุคลากร ในการตรวจจับและยับยั้งกลโกงขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อปกป้องความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ธุรกิจ และพันธมิตรในระบบนิเวศการชำระเงิน

เทคโนโลยีอื่นก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือระบบ “Tokenisation” ที่แทนหมายเลขบัตรจริงด้วยโค้ดดิจิทัลเฉพาะตัว ทำให้ข้อมูลที่ถูกขโมยนำไปใช้งานต่อไม่ได้ วีซ่าประเมินว่าระบบดังกล่าวช่วยลดอัตราการฉ้อโกงได้สูงสุดถึง 60% และป้องกันความเสียหายไปแล้วหลายร้อยล้านดอลลาร์ทั่วโลก ปัจจุบันมีโทเค็นหมุนเวียนอยู่ราว 17.5 พันล้านโทเค็น มากกว่าจำนวนบัตรจริงถึงสามเท่า เราจึงเดินหน้าทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้มากขึ้น ให้การชำระเงินออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

นอกจากช่วยลดการฉ้อโกงแล้ว ระบบ Tokenisation ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของ “Agentic Commerce” หรือรูปแบบการค้าใหม่ ที่ตัวแทนอัจฉริยะสามารถทำธุรกรรมแทนผู้ใช้ได้อย่างปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ออกแบบ AI ด้วยหลักแห่งความเชื่อมั่น

เมื่อมองถึงพัฒนาการในระยะต่อไป บทบาทของ AI จะไม่หยุดอยู่แค่การประเมินความเสี่ยงของธุรกรรม แต่จะขยายไปสู่การช่วยยืนยันตัวตน และตัดสินใจแทนผู้ใช้ในระบบดิจิทัลมากขึ้น ปัจจุบันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากใช้ลายนิ้วมือหรือการสแกนใบหน้าอยู่แล้ว ขณะที่เทคโนโลยีใหม่อย่าง “Passkeys” ก็เริ่มเข้ามาแทนรหัสผ่านแบบเดิม ทำให้การยืนยันตัวตนง่ายและปลอดภัยขึ้น ไม่นานจากนี้ ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ได้รับอนุญาตให้เลือกสินค้า ซื้อของ จ่ายบิล หรือทำธุรกรรมแทนเรา กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกเหล่านี้ก็มาพร้อมกับคำถามสำคัญใหม่ ๆ ร้านค้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคำสั่งซื้อที่ได้รับมาจาก “เอเจนต์ที่เชื่อถือได้” ไม่ใช่ “บอตที่ประสงค์ร้าย” ธนาคารจะอธิบายเหตุผลได้อย่างไร เมื่อระบบ AI ปฏิเสธธุรกรรมหนึ่งแต่อนุมัติอีกธุรกรรมหนึ่ง ทั้งที่ดูคล้ายกันและหน่วยงานกำกับดูแลจะสร้างกรอบดูแลระบบที่เรียนรู้และพัฒนาได้เองตลอดเวลานี้อย่างไรไม่ให้ตามไม่ทัน

คำตอบคือ เราจำเป็นต้องออกแบบ AI โดยตั้ง “ความเชื่อมั่น” ไว้เป็นหัวใจตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่สิ่งที่มาเติมภายหลัง เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ธุรกรรมเร็วและสะดวกขึ้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในระบบการเงินให้แข็งแรงยิ่งกว่าเดิม

 

]]>
1569470
JBP เปิดเกมรุกตลาดสีบ้าน ส่งแคมเปญ “สีไทยช่วยไทย” ชูราคาพิเศษ 990 บาท ขนาดถังใหญ่ 5 แกลลอน ช่วยลดค่าครองชีพคนไทยทั่วประเทศ https://positioningmag.com/1569460 Fri, 17 Apr 2026 06:20:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569460 บริษัท เจ.บี.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์ จำกัด ผู้พัฒนานวัตกรรมสีของประเทศไทย เดินหน้าเปิดเกมรุกตลาดสีบ้าน เปิดตัวแคมเปญ “สีไทยช่วยไทย” นำเสนอสีทาบ้านคุณภาพภายใต้แบรนด์ JBP ในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 990 บาท ขนาดถังใหญ่ 5 แกลลอน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ควบคู่กับคุณภาพที่เชื่อถือได้ พร้อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย

แคมเปญดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์ของ JBP ในการขยายฐานตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภควงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้จริง ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาทั้ง “คุณภาพ” และ “ความคุ้มค่า” ในเวลาเดียวกันขณะเดียวกัน บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการผลิต ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุน และส่งมอบสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสมให้แก่ผู้บริโภค

พร้อมกันนี้ JBP ได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรค้าปลีกวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศ ได้แก่ ไทวัสดุ, โกลบอลเฮ้าส์, โฮมโปร และ เมกาโฮม รวมถึงตัวแทนจำหน่ายหลักทั่วประเทศ เพื่อขยายการเข้าถึงสินค้าให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค และรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง

โดย ดร.ศราวุฒิ รัชนกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.บี.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์ จำกัด กล่าวว่า “แคมเปญ ‘สีไทยช่วยไทย’ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ JBP ในการนำเสนอสินค้าคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้จริง    เรามุ่งมั่นพัฒนาและบริหารจัดการในทุกมิติ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทั้งความคุ้มค่าและความมั่นใจในคุณภาพสินค้า ความร่วมมือกับพันธมิตรในครั้งนี้ จะช่วยให้เราสามารถส่งมอบสินค้าไปยังผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิ ภาพมากยิ่งขึ้น”

ด้านพันธมิตรค้าปลีกชั้นนำ มองว่าแคมเปญ “สีไทยช่วยไทย” จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดวัสดุก่อสร้างและการปรับปรุงที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ในแคมเปญ “สีไทยช่วยไทย” ยังคงมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยตามแบบฉบับของ JBP พร้อมตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคในทุกพื้นที่

สำหรับผู้ที่สนใจ ผลิตภัณฑ์จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่กลางเดือนเมษายนเป็นต้นไป ผ่านห้างสรรพสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำ ได้แก่ ไทวัสดุ, โกลบอลเฮ้าส์, โฮมโปร และ เมกาโฮม รวมถึงตัวแทนจำหน่ายหลักในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ

#JBP #สีไทยช่วยไทย #ตรึงราคาสีน้ำ #ช่วยลดค่าครองชีพ #JBPPaintThailand #JBPPaintBetter

]]>
1569460
วัตสันชีเสิร์ฟกลางสีลม แจกกันแดดฟรี เพราะแดดเมษามันร้าย ต้องมีตัวช่วย https://positioningmag.com/1569443 Fri, 17 Apr 2026 04:59:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569443 เก็บตกโมเมนต์จากสงกรานต์ที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศเล่นน้ำสุดมันส์ภายใต้อุณหภูมิที่พุ่งสูงเกือบ 40 องศาเซลเซียสวัตสันผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย ปักหมุดย่านสีลมหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของกรุงเทพฯ ที่มีผู้ร่วมงานพีคแตะแสนกว่าคน เป็นแลนด์มาร์คแจกครีมกันแดด Dermaction Plus by Watsons Advanced Sun Hybrid ฟรี! เสริมเกราะปกป้องผิวให้ทุกคน “สาดให้สนุก ไม่ต้องกลัวแดด” นอกจากนี้ ยังแจกของขวัญพิเศษให้ 300 คนแรก ด้วย Dermaction Plus by Watsons Skin Barrier EX Body Lotion ช่วยกู้ผิวหลังโดนแดดแบบทันใจกระแสตอบรับเรียกได้ว่าร้อนแรงไม่แพ้อากาศ เมื่อผู้ร่วมงานทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวแห่เข้าร่วมอย่างต่อเนื่องตลอด 3 วันที่ผ่านมา พร้อมแชร์โมเมนต์ไวรัลทั่วโซเชียล ตอกย้ำภาพจำ #กันแดดยืนหนึ่งต้องที่วัตสัน

สำหรับใครที่พลาดโมเมนต์ความสนุกเหล่านี้ วัตสันยังเตรียมไอเทมกู้ผิวหลังสงกรานต์กว่า 700 รายการ พร้อมให้ชอปต่อได้ที่ร้านวัตสันทุกสาขา และออนไลน์

]]>
1569443
ข่าวประชาสัมพันธ์: โฮมโปรเขย่าวงการ ‘ค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน’ เมื่อ “ขอความเป็นส่วนตัว-DO NOT DISTURB” กลายเป็นกลยุทธ์ใหม่ https://positioningmag.com/1569437 Fri, 17 Apr 2026 04:54:02 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569437 โฮมโปรกำลัง “เขย่าเกมค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน” ด้วยแนวคิดที่สวนทาง เมื่อการ “ไม่รบกวนลูกค้า” กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการสร้างประสบการณ์

จากไอเดียป้าย “ขอความเป็นส่วนตัว – DO NOT DISTURB” ภายในสโตร์ที่เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้เลือกชม เปรียบเทียบ และตัดสินใจด้วยตัวเองได้อย่างสบายใจ สิ่งที่ดูเหมือนรายละเอียดเล็กๆ กลับสะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ จาก “การขาย” ไปสู่ “การเคารพจังหวะของลูกค้า”

สะท้อนความเข้าใจต่อพฤติกรรมลูกค้ายุคใหม่ที่ต้องการอิสระในการเลือกและตัดสินใจ โฮมโปรจึงเลือกลดบทบาทของ Push Selling และขยับสู่ Permission-Based Selling ให้ลูกค้าเป็นผู้กำหนดว่า “เมื่อไหร่” ที่ต้องการความช่วยเหลือ เพราะบางครั้ง…การถอยหนึ่งก้าวของแบรนด์ อาจกลายเป็นก้าวที่เข้าใกล้ลูกค้ามากที่สุด พร้อมกันนั้น โฮมโปรยังคงอยู่เคียงข้างในจังหวะที่ลูกค้าต้องการอย่างพอดี เพื่อสร้าง Safe Space ที่ทำให้การเลือกซื้อกลายเป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลายมากขึ้น

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ชี้ให้เห็นว่า “ผู้บริโภคในปัจจุบันจำนวนมากมีการศึกษาข้อมูลจากออนไลน์มาก่อนเข้าร้าน และบางส่วนยังต้องการใช้เวลาอยู่กับการเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเองมากขึ้น ดังนั้นการมีป้าย “ขอความเป็นส่วนตัว – DO NOT DISTURB” ไม่ใช่แค่ไอเดียในสโตร์ แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ให้ความเคารพลูกค้า เราอยากให้โฮมโปรเป็น Safe Space ที่ลูกค้ารู้สึกสบายใจ และมั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ เราจะอยู่เคียงข้างเสมอ ขณะเดียวกันยังช่วยให้พนักงานของเราสามารถเข้าไปดูแลลูกค้าได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปในตัว”

เบื้องหลังรายละเอียดเล็กๆ นี้ เป็นคือการขยับครั้งสำคัญของโฮมโปร จาก “ผู้ค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน” ไปสู่ แบรนด์ที่จะอยู่เคียงข้างทำให้บ้านคุณดีขึ้น…ทุกช่วงชีวิต หรือ “Home Lifetime Companion” ตั้งแต่การเลือกสินค้า การจัดส่ง การติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย ผ่านเครือข่ายทีมช่างมืออาชีพจากช่างโฮมโปร (CHANG HomePro) ที่เข้ามาทำให้ “บ้าน” ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นประสบการณ์ที่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้สะท้อนการ Repositioning ของโฮมโปร สู่การเป็น “Home Lifetime Companion” แบรนด์ที่ไม่ได้มองลูกค้าเป็นเพียงการขายครั้งเดียว แต่คือความสัมพันธ์ระยะยาวตลอดทุกช่วงชีวิต (Customer Journey) ในวันที่ค้าปลีกไม่ได้แข่งกันแค่สินค้า แต่แข่งกันที่ “ความเข้าใจลูกค้า”

โฮมโปรกำลังพิสูจน์ว่า การฟังลูกค้า…อาจเป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่ทรงพลังที่สุด

#HomeLifetimeCompanion #ขอความเป็นส่วนตัว #DONOTDISTURB #โฮมโปร #HomePro

#BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

 

]]>
1569437
สถาปนิก’69 จับมือ LINE MAN – Bolt – TK Palace มอบส่วนลดพิเศษสำหรับผู้เข้าชมงาน https://positioningmag.com/1569426 Fri, 17 Apr 2026 04:32:10 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569426 งานสถาปนิก’69 เตรียมมอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าชมงานทั้งด้านการเดินทางและที่พัก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าร่วมงานได้เดินทางและพักผ่อนอย่างสะดวกสบายตลอดช่วงการจัดงาน โดยปีนี้ผู้จัดงานได้ร่วมมือกับพันธมิตรด้านบริการเดินทางและที่พัก ได้แก่ LINE MAN RIDE, Bolt และ TK Palace Hotel & Convention สำหรับ LINE MAN RIDE มอบส่วนลดค่าโดยสาร 20% สำหรับบริการ Eco และ Bike เพียงใส่โค้ด ARCRIDE50 รับส่วนลดสูงสุด 50 บาท จำนวน 2 ครั้งต่อผู้ใช้ ขณะเดียวกัน Bolt มอบส่วนลดพิเศษสำหรับการเดินทางมายังงาน โดยผู้ใช้ใหม่ รับส่วนลด 50% สูงสุด 50 บาท จำนวน 1 ครั้ง เพียงใส่โค้ด ARC2650N1 และสำหรับผู้ใช้ปัจจุบัน รับส่วน ลด 30% สูงสุด 50 บาท จำนวน 2 ครั้ง เมื่อใส่โค้ด ARC2630ZE

นอกจากนี้ TK Palace Hotel & Convention ยังมอบส่วนลดพิเศษ 15% จากราคาห้องพักที่ดีที่สุด สำหรับผู้เข้าร่วมงานสถาปนิก’69 เพียงจองผ่านเว็บไซต์ www.tkpalace.com และใช้รหัสโปรโมชั่น TKARC26 เพื่อรับสิทธิ์ตลอดช่วงการจัดงาน นอกเหนือจากสิทธิพิเศษด้านการเดินทางและที่พักแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถเพลิดเพลินกับโปรโมชั่นจากร้านอาหารและเครื่องดื่มบริเวณอิมแพ็ค เมืองทองธานี และร้านค้าพันธมิตรอีกหลากหลายแห่ง โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://architectexpo.com/th/promotions-th/

งานสถาปนิก’69 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคาร
ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยผู้เข้าชมสามารถเดินทางมายังงานได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วย MRT สายสีชมพู สถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (PK10) ที่เชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่จัดงานได้โดยตรงผ่านทาง Sky Entrance พร้อมบริการ Mini Van Service รับส่งจาก BTS หมอชิต และ MRT พระราม 9 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียน เข้าชมงานล่วงหน้าได้ที่ https://architectexpo.prereg.biz/default.aspx?lang=TH

 

 

]]>
1569426
“POINTX” ต่อยอดการใช้งานฟีเจอร์ “Bill Payment” บนแอป SCB EASY ขยายการใช้พอยท์สู่การชำระบิลในชีวิตประจำวันสะดวก ครบ จบในแอปเดียว https://positioningmag.com/1569419 Fri, 17 Apr 2026 04:24:59 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569419 POINTX แอปพลิเคชันรวมและแลกคะแนนสะสม ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ตอกย้ำบทบาทผู้ช่วยในการใช้พอยท์สำหรับทุกไลฟ์สไตล์ เดินหน้ายกระดับประสบการณ์การใช้คะแนนในชีวิตประจำวันไปอีกขั้น ล่าสุด ต่อยอดฟีเจอร์ “Bill Payment” ให้สามารถนำพอยท์สะสมมาใช้ชำระบิลต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายผ่านแอป SCB EASY ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นหลากหลายหมวด ทั้งค่าสาธารณูปโภค บัตรเครดิต สินเชื่อ ประกัน ภาษี บริจาค และบริการภาครัฐ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความสะดวก ยืดหยุ่น และการนำพอยท์มาลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ผ่านการใช้พอยท์จ่ายบิลได้ง่าย ทุกที่ ทุกเวลา

นายกฤตธี มโนลีหกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พอยท์เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบัน ผู้บริโภคมองบทบาทของพอยท์สะสมเปลี่ยนไป โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การแลกสิทธิประโยชน์ แต่ขยายสู่การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง สอดคล้องกับข้อมูลบนแอป POINTX ที่พบว่าผู้ใช้งานนำพอยท์ในการไปใช้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ในสัดส่วนสูงถึง 42% ของการใช้งานทั้งหมด จากอินไซต์ดังกล่าว POINTX จึงพัฒนาฟีเจอร์ Bill Payment บน SCB EASY ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้พอยท์ชำระบิลต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งการชำระบิลผ่านแอป SCB EASY เป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานทั่วไปมีความคุ้นเคย การใช้พอยท์เข้ามาร่วมจ่ายบิลได้ในครั้งนี้ จะทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้พอยท์เพิ่มความคุ้มค่า ลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งทำได้ทันที ง่ายดาย ไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเดิม ที่สำคัญยังมีความยืดหยุ่น เพราะสามารถเลือกชำระเต็มจำนวนด้วยพอยท์ หรือใช้ร่วมกับเงินในบัญชีได้ตามความต้องการ”

ฟีเจอร์ Bill Payment บนแอป SCB EASY ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถนำพอยท์มาชำระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย ครอบคลุมทั้งค่าสาธารณูปโภคและพลังงาน บัตรเครดิต สินเชื่อ ประกันภัย ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต รวมถึงภาครัฐ ภาษี การลงทุน และการบริจาคผ่าน e-Donation ซึ่งสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ โดยรองรับการชำระเงินได้ทั้งผ่านการสแกน QR Code บาร์โค้ด หรือการค้นหาผู้ให้บริการ (Biller) ภายในระบบ ช่วยให้การจ่ายบิลและใช้พอยท์ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

ผู้ใช้งานสามารถใช้คะแนน POINTX ชำระบิลผ่านฟีเจอร์ Bill Payment บนแอป SCB EASY ด้วย 5 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

1.เข้าแอป SCB EASY และเลือกเมนู “สแกน QR Code / Barcode” หรือเลือกเมนู “จ่ายบิล” เพื่อค้นหาผู้ให้บริการ (Biller)
2.สแกน QR Code / Barcode หรือค้นหา Biller ที่ต้องการ
3.เลือก “Pay with POINTX” เพื่อใช้พอยท์ทั้งหมด หรือเลือกใช้พอยท์บางส่วน ร่วมกับเงินในบัญชี SCB EASY
4.ตรวจสอบรายละเอียด และยืนยันรายการ
5.สามารถตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังผ่าน Notification และ Point History บนแอป POINTX

“การต่อยอดฟีเจอร์ ‘Bill Payment with POINTX’ ในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของ POINTX ผ่านการผสานศักยภาพของ SCB Ecosystem เพื่อเชื่อมต่อการใช้งานพอยท์เข้ากับบริการทางการเงินได้อย่างเป็นระบบ และขยายบทบาทของแอป POINTX ให้เข้าไปอยู่ในทุกจังหวะของการใช้จ่าย ในอนาคตเราจะเดินหน้าต่อยอดแพลตฟอร์ม เพื่อรองรับพฤติกรรมการใช้พอยท์ที่เปลี่ยนแปลงไป และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น” นายกฤตธี กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามรายละเอียด แคมเปญ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมากมายได้ที่

เว็บไซต์ https://pointx.com/

Facebook: PointX Thailand

LINE OA: @POINTX

และดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน POINTX ฟรี ได้ที่ https://pointx.onelink.me/CnvS/srkllepc

#POINTX #POINTXแอปรวมคะแนนแลกง่ายใช้คุ้ม #SCBEASY #BillPayment

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท พอยท์เอกซ์ จำกัด กำหนด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

**ฟีเจอร์ Bill Payment with POINTX รองรับการใช้งานบนแอป SCB EASY เวอร์ชัน 3.101 ขึ้นไปทั้งระบบ (iOS & Android)บางธุรกรรม เช่น การเติมเงิน (Top-up) ยังไม่รองรับการใช้งาน

 

]]>
1569419
กาตาร์ แอร์เวย์ส ลุยขยายเครือข่ายทะลุ 150 จุดหมายปลายทางทั่วโลก https://positioningmag.com/1569412 Fri, 17 Apr 2026 04:18:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569412 กาตาร์ แอร์เวย์ส ขยายเครือข่ายเที่ยวบินระหว่างประเทศมากกว่า 150 จุดหมายปลายทาง ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เตรียมเชื่อมต่อผู้โดยสารสู่จุดหมายทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้นในช่วงฤดูร้อนนี้

เพื่อความยืดหยุ่นที่มากยิ่งขึ้นในการวางแผนการเดินทางช่วงฤดูร้อนตารางบินล่าสุดซึ่งมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 จึงมาพร้อมเส้นทางบินใหม่และความถี่เที่ยวบินไป–กลับโดฮาที่มากกว่าเดิม

สามารถดูตารางบินได้ที่นี่

ผู้โดยสารที่มีการจองเที่ยวบินตามตารางบินล่าสุดจะได้รับการแจ้งข้อมูลตารางเที่ยวบินใหม่โดยตรง ทั้งนี้สายการบินขอความกรุณาให้ผู้โดยสารตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันอย่างสม่ำเสมอ และอัปเดตข้อมูลการติดต่อของท่านให้ถูกต้อง

หากท่านได้รับการยืนยันเที่ยวบินที่มีกำหนดการเดินทางในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 15 กันยายน 2569 ท่านสามารถได้รับสิทธิ์ต่อไปนี้

• สามารถเปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลง โดยกำหนดวันเดินทางใหม่ได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 สำหรับการจองในเที่ยวบินของสายการบิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งคงเหลือในเที่ยวบินนั้น ๆ และอาจมีส่วนต่างค่าโดยสารตามช่วงฤดูกาล
• หากเที่ยวบินที่จองใหม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งท่านยังคงมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงโดยไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมได้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 หรือ
• สามารถขอคืนเงินสำหรับบัตรโดยสารที่ยังไม่ได้ใช้งาน (ซึ่งจะดำเนินการคืนเงินภายใน 28 วันทำการ)

ทางสายการบินขอความกรุณาผู้โดยสารเดินทางมายังสนามบินต้นทางเฉพาะกรณีที่มีบัตรโดยสารที่ได้รับการยืนยันการเดินทางแล้วเท่านั้น

หมายเหตุ: ตารางเที่ยวบินอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้เนื่องจากปัจจัยด้านการปฏิบัติการข้อกำหนดของหน่วยงานความปลอดภัยหรือปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของสายการบิน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสำรองที่นั่งสามารถศึกษาได้ในส่วนคำถามที่พบบ่อย (FAQs)

]]>
1569412
Silver Economy โตไม่หยุด! ไทยมีผู้สูงวัย 14.8 ล้านคน เคทีซีจับมือ Joy Ride ปั้นโมเดลดูแลด้วย “ความไว้ใจ” https://positioningmag.com/1569404 Fri, 17 Apr 2026 04:14:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569404 ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคเศรษฐกิจผู้สูงวัย” อย่างเต็มรูปแบบ จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างชัดเจน ข้อมูลล่าสุดปี 2568 จากกรมการปกครอง และสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ระบุว่า ประเทศ ไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 14.8 ล้านคน หรือคิดเป็น 22.5% ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2569 โดยกลุ่มอายุ 60–69 ปี เป็นสัดส่วนมากที่สุด และจำนวนไม่น้อยยังแข็งแรง มีรายได้ และมองหาการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ มากกว่าการดูแลด้านสุขภาพขั้นพื้นฐานเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน โครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไปส่งผลให้เกิดสังคมเชิงเดี่ยว โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่ลำพังหรืออยู่กับคู่สมรสมีสัดส่วนรวมมากกว่า 35% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาพของผู้สูงวัยในวันนี้จึงไม่ใช่กลุ่มพึ่งพิง หากแต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพสูงในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในตลาดบริการ สุขภาพ การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และบริการทางการเงิน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจผู้สูงวัยระดับโลกที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า การดูแลที่ดีต้องครอบคลุมทั้งสุขภาพ การเคลื่อนไหว และคุณภาพชีวิต

เพื่อตอบรับเมกะเทรนด์ดังกล่าว “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จึงเดินหน้าสร้างพันธมิตรเชิง กลยุทธ์ จับมือกับ กับ บริษัท วีล ออฟ จอย จำกัด ผู้ให้บริการ “Joy Ride ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น” ผู้เชี่ยวชาญด้านบริการดูแลและอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงวัย เปิดโมเดลการดูแลรูปแบบใหม่ที่ยึด “ความไว้ใจ” เป็นหัวใจสำคัญ โดยออกแบบบริการให้มีทั้งความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์จริง ตั้งแต่การดูแลระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล การทำธุระส่วนตัว การร่วมกิจกรรมทางสังคม ไปจนถึงการท่องเที่ยวระยะสั้น ผู้ดูแลทุกคนผ่านการคัดเลือกและอบรมอย่างเป็นระบบ ช่วยสร้างความอุ่นใจให้ทั้งครอบครัว และเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเต็มที่และมีศักดิ์ศรี

นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า “ผู้สูงวัยในวันนี้ไม่ใช่กลุ่มเปราะบาง แต่เป็นกลุ่มที่มีพลัง มีประสบการณ์ และต้องการใช้ชีวิตในแบบของตนเอง การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยจึงไม่ใช่ความ ท้าทาย แต่คือโอกาสทางเศรษฐกิจ เคทีซีจึงขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้าน Health & Wellness เพื่อขยายบทบาทจากการเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน ไปสู่การเป็นพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์ที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคม และช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ ทั้งด้านค่าใช้จ่าย ความสะดวกและความมั่นใจ ภายใต้แนวคิด ‘KTC Wellness: The Journey to Well‑being เส้นทางของชีวิตที่ดี…เริ่มต้นได้ทุกวัน’ โดยความร่วมมือกับ Joy Ride จะช่วยเติมเต็มระบบนิเวศการดูแลผู้สูงวัย ให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถเข้าถึงบริการดูแลผู้สูงวัยที่มีมาตรฐาน ปลอดภัยและเชื่อถือได้ พร้อมรับสิทธิพิเศษเมื่อใช้บริการ Joy Ride อาทิ ใช้คะแนนแลกรับเครดิตเงินคืน และการชำระค่าบริการผ่านบัตร เพื่อช่วยบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพราะเคทีซีเชื่อว่า “การมีชีวิตที่ยืนยาว” ต้องมาคู่กับ “การมีชีวิตที่มีคุณภาพ” อย่างแท้จริง”

นางสาวณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “Joy Ride ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น” กล่าวว่า “Joy Ride พัฒนาโมเดล Health Mobility as a Service (H‑MaaS) ที่ผสาน Care + Transport + Trust เพื่อให้ผู้สูงวัยเข้าถึงทั้งบริการทางการแพทย์ และกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันธุรกิจมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยกว่า 10% ต่อปี และมีอัตราการใช้บริการซ้ำสูงถึง 90% สะท้อนว่าตลาดดูแลผู้สูงวัยไม่ได้แข่งขันกันที่ราคา แต่แข่งขันกันที่ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน ความร่วมมือกับเคทีซีจึงเป็นการผสานพลังระหว่างภาคการเงินและภาคบริการ เพื่อสะท้อนทิศทางใหม่ของตลาดผู้สูงวัยในไทย จากการดูแลเชิงตั้งรับ สู่การสร้างประสบการณ์เชิงรุก ที่ช่วยให้ผู้สูงวัยยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี สนุกและมั่นใจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคม พร้อมเดินหน้า Joy Ride Academy ด้วยหลักสูตร Elderly Companion เพื่อนคู่ใจวัยสูงอายุ เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ดูแล และสร้างอาชีพใหม่ในระบบเศรษฐกิจ สนับสนุนการเติบโตของ Creative Silver Economy อย่างยั่งยืน”

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ktc.co.th/promotion/online-shopping-services/ride-hailing-services/joyride หรือสอบถามที่ KTC PHONE 02 123 5000 สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภท คลิก https://www.ktc.co.th/apply/credit-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี ผู้ถือบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 20%-25% ต่อปี

]]>
1569404