PR News – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 06 Mar 2026 12:21:40 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 GULF กวาด 4 รางวัลใหญ่จาก FinanceAsia Achievement Awards 2025 ชูความสำเร็จดีลควบรวม GULF-INTUCH และ Green Loan สำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ https://positioningmag.com/1563007 Fri, 06 Mar 2026 12:09:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563007 บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ประสบความสำเร็จบนเวทีระดับนานาชาติคว้ารางวัลอันทรงเกียรติถึง 4 รางวัลจาก FinanceAsia Achievement Awards 2025 สะท้อนถึงความเป็นผู้นำในด้านการเงินและโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค โดย GULF ได้รับรางวัล Best M&A Deal (Thailand) และ Best Infrastructure Deal (Thailand) จากการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กับบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH พร้อมด้วยรางวัล Best Syndicated Loan Deal (Thailand) จากการจัดหาวงเงินกู้ร่วมมูลค่า 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้บริษัทยังได้รับรางวัล Best Structured Finance Deal (Thailand) สำหรับการจัดหาสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Loan) มูลค่า 7,295 ล้านบาท ให้แก่โครงการ GSA Data Centre 01 ความสำเร็จเหล่านี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ GULF ในการเติบโตอย่างยั่งยืนและการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

ธุรกรรมการควบรวมกิจการเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญกับ INTUCH ส่งผลให้ GULF มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงถึงประมาณ 740,000 ล้านบาท ด้วยความโดดเด่นด้านความซับซ้อน นวัตกรรมของธุรกรรม และผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในตลาดทุน ธุรกรรมนี้จึงได้รับรางวัลชนะเลิศใน 2 ประเภทหลักคือ Best M&A Deal (Thailand) และ Best Infrastructure Deal (Thailand) โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และ UBS AG สาขาสิงคโปร์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

ความแข็งแกร่งทางการเงินของ GULF ได้รับการยอมรับผ่านรางวัล Best Syndicated Loan Deal (Thailand) จากการจัดหาวงเงินกู้ร่วมระยะยาวมูลค่า 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ควบรวมกิจการกับ INTUCH การจัดหาเงินทุนครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลกหลายแห่งได้แก่ธนาคารดีบีเอส (DBS Bank) ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered Bank) ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (SMBC) ธนาคารยูโอบี (UOB) ธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์ (BNP Paribas) เมย์แบงก์ (MayBank) และนาติซิส (Natixis) สะท้อนถึงขีดความสามารถในการจัดโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นที่ตลาดมีต่อ GULF ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นของ GULF ในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังสะท้อนให้เห็นผ่านการคว้ารางวัล Best Structured Finance Deal (Thailand) จากความสำเร็จในการจัดหา Green Loanมูลค่า 7,295 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการ GSA Data Centre 01 โครงการนี้ถือเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทยที่ระดมทุนในรูปแบบ Limited-Recourse Project Finance ซึ่งเป็นการนำกระแสเงินสดและสินทรัพย์ของโครงการมาใช้เป็นหลักประกันโดยตรง ทำให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงเป้าหมายในการส่งเสริมการพัฒนาทางดิจิทัลที่ยั่งยืนและพร้อมสำหรับอนาคตการเข้าร่วมของสถาบันการเงินชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารยูโอบี (UOB) ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น (OCBC) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่สถาบันต่างๆ มีต่อเป้าหมายด้านความยั่งยืนของ GULF และความตั้งใจที่จะร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งให้แก่ภูมิภาค

รางวัล FinanceAsia Achievement Awards ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในรางวัลทรงเกียรติสูงสุดในตลาดการเงินแห่งเอเชีย โดยการมอบรางวัลประจำปีจัดขึ้นเพื่อเชิดชูดีลด้านการเงินที่มีความเป็นเลิศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง และยกย่องความสำเร็จของบริษัทและสถาบันในอุตสาหกรรมการเงิน ในปีนี้มีผู้ส่งผลงานเข้ามากว่า 1,000 รายการ กระบวนการตัดสินจะครอบคลุมสองประเภทหลัก คือ Deal Awards (รางวัลธุรกรรม) และ House Awards (รางวัลสถาบัน) ซึ่งตัดสินโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ และทีมบรรณาธิการ FinanceAsia

Best Infrastructure Deal – Thailand รับมอบโดยนางสาวบังอร สุทธิพัฒนกิจ (ยืนกลาง) กรรมการบริหาร
และนางสาวสิทธินาฎตั้งตรงจิตต์(ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านวางแผนองค์กร
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

Best Syndicated Loan Deal – Thailandรับมอบโดยนายสุพจน์ไพบูลย์พิทักษ์ผล (ยืนกลาง)ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายการเงิน และ นางสาวกรองเพ็ชรจันทรมโรภาส (ซ้าย) ผู้บริหารฝ่ายการเงินบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอป    เมนท์ จำกัด (มหาชน)

Best Structured Finance Deal – Thailandรับมอบโดยนายสุพจน์ไพบูลย์พิทักษ์ผล (ขวา)ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายการเงิน และนายณัฐรพีนิตย์กานต์ (ซ้าย) ผู้บริหารฝ่ายการเงินและบัญชี – ธุรกิจดิจิทัล
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

 

]]>
1563007
สยามคูโบต้า เผยโร้ดแมป ปี’ 69 ตั้งเป้ารายได้ 6.2 หมื่นล้าน ปักหมุดไทยเป็นศูนย์กลาง “KUBOTA Agri Solutions” ของอาเซียน https://positioningmag.com/1562997 Fri, 06 Mar 2026 11:51:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562997 • สยามคูโบต้า เดินหน้าวิสัยทัศน์ Global Major Brand 2030 ปักธงบทบาท “FOOD SECURITY PARTNERSHIPS” ในห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก เสริมความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน

• ขับเคลื่อนแผนธุรกิจระยะกลาง ชู 2 จุดแข็ง “สมาร์ตฟาร์มมิ่ง – เกษตรมูลค่าสูง” ดันรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากเติบโต พร้อมเร่งปั้น “KUBOTA Next Gen Farmer”รับมือวิกฤตเกษตรกรขาดแคลน

• เปิดตัว 3 สินค้าใหม่ ปี 2569 “รถตัดอ้อย – แทรกเตอร์ตู้แอร์ – โดรนการเกษตร” พร้อมหนุนบริการหลังการขาย มุ่งสู่แบรนด์อันดับหนึ่งในใจเกษตรกร

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประกาศผลประกอบการปี 2568 แข็งแกร่ง ทำรายได้กว่า 55,000 ล้านบาท ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน เดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 มุ่งสู่การเป็น “Global Major Brand” ผลักดันประเทศไทยสู่บทบาทการผลิตการเป็นศูนย์กลาง “KUBOTA Agri Solutions” และปักธงแบรนด์ในฐานะ “Food Security Partnerships” เสริมความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน ด้วยมาตราฐานการผลิตระดับเดียวกับคูโบต้าประเทศญี่ปุ่น ควบคู่การเร่งขับเคลื่อนเกษตรกรรุ่นใหม่ภายใต้แนวคิด “KUBOTA Next Gen Farmer” พร้อมเตรียมเปิดตัว 3 นวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรใหม่

นายคาซึโนริ ทานิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา สยามคูโบต้า ยังคงรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย โดยผลการดำเนินธุรกิจในปี 2568 อยู่ที่ 55,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากในประเทศร้อยละ 60 และต่างประเทศร้อยละ 40 สะท้อนความเป็นผู้นำด้านการผลิตในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ ยังคาดการณ์ว่า ผลการดำเนินงานประจำปี 2569 ที่ 62,000 ล้านบาท จากการวางกลยุทธ์เชิงรุกที่มุ่งยกระดับธุรกิจจากผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันเกษตรครบวงจร (Total Agri-Solutions Provider) ผ่านการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร และระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

สำหรับปีนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของคูโบต้าในการเดินหน้าสู่การเป็น “Global Major Brand 2030” ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนในสามมิติหลัก ได้แก่ อาหาร น้ำ และสิ่งแวดล้อม โดยยกระดับโครงสร้างการบริหารและแนวทางการพัฒนาโซลูชัน พร้อมผสานศักยภาพของทุกภาคส่วนในองค์กรให้สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิ ภาพและยั่งยืน ในส่วนของประเทศไทย สยามคูโบต้ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง “KUBOTA Agri Solutions” ใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ พื้นที่นำร่อง (Pilot Site) สำหรับทดลอง พัฒนา และยกระดับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตร และ ศูนย์กลางการเรียนรู้และถ่ายทอดโซลูชัน นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่พัฒนาในไทยไปต่อยอดและส่งต่อไปยังประเทศใกล้เคียง

“อีกหนึ่งแผนงานที่สำคัญ คือการมุ่งมั่นรักษามาตราฐานด้านการผลิตของประเทศไทยในระดับเดียวกับคูโบต้าประเทศญี่ปุ่น โดยยึดมั่นในมาตรฐานการผลิตด้านคุณภาพ ต้นทุน และการส่งมอบ (QCD: Quality, Cost, Delivery) เพื่อสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ลูกค้า” นายคาซึโนริ กล่าวสรุป

นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทยในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้เกษตรกรสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มรอบการผลิตได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคการเกษตรยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ มาตรการกีดกันทางการค้าในบางประเทศคู่ค้า รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความต้องการสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก

สำหรับทิศทางปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจการเกษตรของไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวในกรอบร้อยละ 2 – 3 โดยมีแรงสนับสนุนจากปริมาณน้ำสะสมที่อยู่ในระดับดีจากปี 2568 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ตลอดจนความต้องการบริโภคภายในประเทศที่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดเกษตรในภูมิภาคอาเซียนยังคงมีศักยภาพการเติบโตที่น่าสนใจ แม้ภาพรวมจะมีสัญญาณเชิงบวก แต่ภาคการเกษตรยังจำเป็นต้องติดตามและบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ

“ปัจจุบันภาคการเกษตรยังคงมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยสำหรับปี 2569 แนวโน้ม GDP ภาคเกษตรในส่วนของพืชจะเติบโตประมาณร้อยละ 2 – 3 โดยคาดการณ์พืชเศรษฐกิจหลักที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน อ้อยโรงงาน และยางพารา ตามลำดับ ทั้งนี้ เพื่อขานรับแนวนโยบายของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571 – 2575 สยามคูโบต้าเล็งเห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาดังกล่าว โดยเฉพาะในมิติด้านเศรษฐกิจ อาทิ อาหารแห่งอนาคต การแพทย์และสุขภาพ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยผลักดันให้มีการบริหารจัดการน้ำ และสร้างการลงทุนสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่จะสามารถขับเคลื่อนภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน”

นางวราภรณ์ กล่าวต่อว่า สยามคูโบต้าจึงเร่งขับเคลื่อนแผนระยะกลางของบริษัทฯ เพื่อยกระดับความสามารถในการผลิตและเพิ่มรายได้เกษตรกรผ่าน 2 มิติหลัก คือ 1. ยกระดับด้วย Smart Farming ผ่านแพลตฟอร์มอัจฉริยะ ทั้งระบบ KIS (KUBOTA Intelligence Solutions)บริหารจัดการเครื่องจักร แอปฯ K-iAgri (เค-ไออะกริ) และการควบคุมโดรนครบวงจร ที่ช่วยวางแผนการเพาะปลูกและควบคุมต้นทุนอย่างแม่นยำเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน และ 2. ขับเคลื่อนเกษตรมูลค่าสูง ส่งเสริมการปลูกพืชผสมผสานและพืชมูลค่าสูง พร้อมจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เพิ่มรายได้ และเชื่อมโยงการขายสู่ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งนี้ เพื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการเข้าร่วมงาน “มหกรรมพืชสวนโลก 2569” ณ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 เพื่อแสดงศักยภาพผู้นำนวัตกรรมเกษตรระดับนานาชาติ ผ่าน “คูโบต้าพาวิลเลียน” บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร ซึ่งจะเผยโฉมเทคโนโลยีเครื่องจักรกลล่าสุดจากญี่ปุ่น พร้อมสาธิตโซลูชันเกษตรอัจฉริยะและโมเดลการจัดการพืชมูลค่าสูง (High Value Crops) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างรายได้ที่มั่นคง ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์นวัตกรรมที่พร้อมขับเคลื่อนเกษตรกรไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

“ตลอดระยะเวลากว่า 48 ปีที่อยู่เคียงข้างเกษตรกรไทย สยามคูโบต้าตระหนักถึงการปูเส้นทางของเกษตรกรยุคใหม่จึงเป็นที่มาของแนวคิด “KUBOTA Next Gen Farmer” เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งและเสริมสร้างทัศนคติเชิงบวกต่ออาชีพเกษตรกรรม โดยมุ่งพัฒนาทักษะเกษตรอัจฉริยะให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจในภาคการเกษตร เพื่อบ่มเพาะต้นกล้าเหล่านี้ให้เติบโตเป็นบุคลากรคุณภาพที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป โดยดำเนินการปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Next Gen Farmer พร้อมกันนี้ยังให้ความสำคัญทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร ระดับห่วงโซ่อุปทาน และในระดับสังคม เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ในภาคการเกษตรผ่านโครงการนวัตกรรมเกษตรคาร์บอนต่ำ อาทิ พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ทั้งนี้ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร การสร้างระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอนาคตเป็นเรื่องที่สำคัญ ควบคู่กับการดึงดูดและพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อร่วมขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยให้ตอบโจทย์ Food Security อย่างสมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

“นอกเหนือจากการวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อการเติบโตในทุกมิติของระบบนิเวศเรื่องการเกษตร สยามคูโบต้า ยังให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะหัวใจขององค์กร ผ่านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้วยแนวคิด Build–Buy–Borrow ทั้งการมุ่งเน้นสร้างบุคลากรให้มีคุณภาพผ่านระบบบริหารจัดการที่ทันสมัย สรรหาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อต่อยอดทักษะความรู้ ตลอดจนสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับองค์กรภายนอก ทั้งภาครัฐและสถาบันการศึกษา ในการร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ รวมถึงเทคโนโลยีทางการเกษตร ขณะที่ยังมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานทุกเจนเนอเรชันอย่างรอบด้าน พร้อมดูแลสุขภาวะทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความมั่นคงทางการเงิน”      นางวราภรณ์ กล่าวสรุป

ด้าน นายปุณนะ วงศ์ธนาศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไปสายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ระบุว่า แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก สยามคูโบต้ายังคงยืนหยัดเคียงข้างเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ MIND มุ่งยกระดับโซลูชันเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในภาคเกษตร ผ่านความเข้าใจในความต้องการจริง และการดูแลด้วยหัวใจ พร้อมก้าวเคียงข้างเกษตรกรไทยในทุกสถานการณ์

Next Level of Market Insight & Agility (M – เจาะลึกด้วยการตลาด) มุ่งมั่นผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ไปจนถึงระบบบริการหลังการขาย อะไหล่ และเครือข่าย    ผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะเผชิญสถานการณ์ใด ก็ยังมีพันธมิตรที่พร้อมดูแลในทุกช่วงของการทำเกษตร ด้วยแนวคิด Purchase Once, Lifetime Confidence ซื้อหนึ่งครั้งสร้างความมั่นใจตลอดชีวิต พร้อมกันนี้ยังได้รับการการันตีด้วยรางวัลด้านงานบริการระดับนานาชาติ Stevie Awards 2026 ระดับ Gold ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับองค์กรธุรกิจระดับชั้นนำจากนานาชาติ จัดขึ้น ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

Next Level of Innovation-Driven Solutions (I – สนับสนุนนวัตกรรมโซลูชัน) มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมสินค้าต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีล้ำสมัยจาก คูโบต้า คอร์ปอเรชั่น มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำเกษตรและตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร รวมถึงส่งมอบโซลูชันที่ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และลดความกังวลจากผลกระทบของสภาวะโลกรวน โดยเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ในปี 2569 ได้แก่ รถตัดอ้อย รุ่น SH-K1 ขนาด 173 แรงม้า ซึ่งช่วยลดปัญหาหมอกควันจากการเผาอ้อยสาเหตุของฝุ่น PM 2.5 แทรกเตอร์พร้อมตู้แอร์ ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับในสภาพอากาศร้อนและลดการเผชิญกับภาวะฝุ่นควันโดยตรง และ โดรนการเกษตร

Next Level of eNhance the Living Quality (N – ยกระดับคุณภาพชีวิต) ตอกย้ำเป้าหมายการมุ่งสู่แบรนด์อันดับหนึ่งในใจของเกษตรกร สยามคูโบต้ายังดำเนินโครงการที่มุ่งสร้างความผูกพัน และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรไทยอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1. Agri-Solutions Project การส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังแบบร่องกว้าง เพื่อลดต้นทุนการใช้แรงงาน ปุ๋ยและยา ด้วยการใช้แทรกเตอร์ขนาดเล็กทำงานบำรุงรักษาระหว่างร่อง ผ่านแปลงเกษตรกรในพื้นที่นำร่อง2. ส่งเสริมการปลูกพืชหลังนา เพื่อเพิ่มรายได้ควบคู่กับการปลูกข้าว และเพิ่มการใช้ประโยชน์พื้นที่หลังการเก็บเกี่ยว โดยส่งเสริมทั้งการปลูกถั่วเหลือง ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อยรวมถึงช่วยเพิ่มแร่ธาตุให้ดิน และ การปลูกดอกไม้โดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เช่น ดอกดาวเรือง ซึ่งมีระยะเวลาในการเก็บผลผลิตสั้นและเก็บได้หลายรอบ 3. Authorized Dealer Sustainable Development โครงการอบรมเจ้าหน้าที่ของผู้แทนจำหน่ายให้มีความรู้ความเข้าใจโซลูชันการทำการเกษตร เพื่อให้สามารถให้ข้อแนะนำควบคู่กับการใช้เครื่องจักรกลของคูโบต้า 4. กิจกรรมสัมมนาและเวิร์กช็อป โดรนคูโบต้า คุ้มค่า คุ้มทุน ควบคุมได้ โดยใช้โดรนการเกษตรพ่นสารและใส่ปุ๋ยเพื่อทดแทนแรงงาน รวมถึงใช้ปุ๋ยและสารได้เต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมต้นทุนได้ และ 5. สินเชื่อเพื่อจ้างรถดำนา สินเชื่อพิเศษจากสยามคูโบต้าลิสซิ่ง ช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าถึงการจ้างรถดำนาได้ง่ายขึ้น เพิ่มกำไร และสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่ และ Next Level of Deep Customer-Centricity (D – ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง) เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแบบไร้รอยต่อ สยามคูโบต้ายังบริหารจัดการโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ด้วยจุดแข็งที่มีระบบหลังการขายที่จริงใจ และดูแลเอาใจใส่ตลอดระยะการใช้งาน ด้วยเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากทีมแคร์ และวิศวกรกว่า 1,700 คน ที่พร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดเคียงข้างเกษตรกรไทยทุกพื้นที่ อาทิ โปรแกรม แคร์อุ่นใจ 5 ปี ที่ขยายการดูแลครอบคลุมแทรกเตอร์ทุกรุ่น ตรวจเช็คถึงบ้านฟรี 11 ครั้ง พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่สูงสุดร้อยละ 20 โครงการ Service Dayจุดเคลื่อนที่บริการตรวจเช็คให้เครื่องจักรพร้อมทำงาน ตั้งเป้ากระจายจุดบริการมากกว่า 3,000จุดทั่วประเทศ และ โครงการ KUBOTA Care-Help-Check กิจกรรมสอนการดูแลเครื่องจักร โดยเฉพาะโดรนการเกษตรซึ่งเป็นเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่เพิ่งเริ่มมีการใช้งานแพร่หลาย ควบคู่กับการตรวจสุขภาพและการให้คำแนะนำเบื้องต้นกับเกษตรกร โดยมีเป้าหมายจัดโครงการกว่า 40 จุดทั่วประเทศ

The Next Move ของสยามคูโบต้าไม่ใช่เพียงการปรับตัวทางธุรกิจ แต่คือการขยับสู่บทบาท “FOOD SECURITY PARTNERSHIPS” ที่ยืนเคียงข้างเกษตรกร ผู้คน อาหาร และโลกใบนี้ ให้เดินหน้าต่ออย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง โดยสยามคูโบต้าเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่จะร่วมกันผลักดันอนาคตเกษตรไทยให้เติบโตและส่งต่อความยั่งยืนสู่คนรุ่นถัดไป

]]>
1562997
โก โฮลเซลล์ ร่วมกับ กรมการค้าภายใน รับซื้อหอมหัวใหญ่ บรรเทาทุกข์เกษตรกร เร่งกระจายสินค้าผ่าน 14 สาขาทั่วไทย หลังผลผลิตเผชิญวิกฤติด้านราคา https://positioningmag.com/1562989 Fri, 06 Mar 2026 10:59:03 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562989 โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่มีความสดใหม่ตลอดเวลา เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ประสานพลังบรรเทาทุกข์เกษตรกร แก้ปัญหาด้านราคาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด รับซื้อหอมหัวใหญ่ จากกลุ่มเกษตรกร หลังประสบปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เร่งลงพื้นที่แหล่งปลูกอย่างเชียงใหม่ วางแผนกระจายสินค้าผ่าน 14 สาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยระบายผลผลิตได้ทันท่วงที

โอกาสนี้ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดจำหน่ายหอมหัวใหญ่ภายใน โก โฮลเซลล์ สาขารังสิต เพื่อติดตามการกระจายสินค้าและการบริหารจัดการสต็อกอย่างใกล้ชิด สะท้อนการทำงานสอดประสานกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในช่วงผลผลิตล้นตลาด โดยมี นางสาวนฤมล ชุติปัญญาภรณ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบริหารสินค้าอาหารสด, นางสาวอรวรรณ ศิริโชติรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานสื่อสารองค์กรและรัฐสัมพันธ์, นายสถาพร คล้ายสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้าผักและผลไม้ พร้อมคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ

โดยผู้บริหาร โก โฮลเซลล์ ได้นำชมการจุดจำหน่ายหอมหัวใหญ่ รวมถึงรายงานแนวทางการกระจายผลผลิตสู่สาขาต่าง ๆ ทั่วประเทศ ควบคู่กับการจัดโปรโมชั่น เพื่อเพิ่มการมองเห็นสินค้าและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของกลุ่มลูกค้าหลัก อาทิ ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และครัวเรือนขนาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง โก โฮลเซลล์ และภาครัฐ ในการขับเคลื่อนมาตรการดูแลสินค้าเกษตรเชิงรุก ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางการตลาดที่มั่นคง ขณะเดียวกันผู้บริโภคได้รับสินค้าคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม อันเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบการค้าภายในประเทศอย่างยั่งยืน

#GOWHOLESALE #GOAlwaysFreshForward #GOสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อคุณ #GOสดครบคุ้ม

 

]]>
1562989
ประเทศไทยเตรียมเฉิดฉายในนิทรรศการ Singapore Yachting Festival 2026 https://positioningmag.com/1562980 Fri, 06 Mar 2026 10:49:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562980 • งานพรีวิว SYF ครั้งแรกในกรุงเทพฯ ตอกย้ำบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในธุรกิจเรือและมารีน่าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
• SYF เป็นแพลตฟอร์มกลางของอาเซียน ที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ไลฟ์สไตล์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมทางทะเลเข้าด้วยกัน
• อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด “Marine Living” แบบบูรณาการที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ ยกระดับความหมายของการเป็นเจ้าของผ่านระบบนิเวศของการเดินทาง สถานที่ และแพลตฟอร์ม

Singapore Yachting Festival (SYF) งานแสดงเรือยอร์ช นวัตกรรมทางทะเลชั้นนำของเอเชีย เตรียมกลับมา นำเสนอ ไลฟ์สไตล์สุดลักซ์ชัวรีอีกครั้งเดือนเมษายนนี้ในนิทรรศการขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมา และนักลงทุนระดับ VIP จากประเทศไทยกำลังจะมีบทบาทสำคัญมากกว่าที่เคยในนิทรรศการระดับนานาชาติครั้งนี้

เทศกาลเรือยอร์ชสิงคโปร์ครั้งนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-26 เมษายน 2569 ที่ ONE°15 Marina Sentosa Cove และปีนี้ทางผู้จัดได้ขยายพื้นที่จัดแสดงเพื่อรองรับเรือยอชต์ การเปิดตัวสินค้าจากแบรนด์ระดับโลก และจำนวนผู้เล่นในอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมมากกว่า 13,000 คนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก โดยจะมีเรือยอชต์กว่า 70 ลำ และแบรนด์ระดับนานาชาติและภูมิภาคกว่า 200 แบรนด์มาร่วมจัดแสดง นิทรรศการจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งบนบกและในน้ำ ทั้งเรือที่จัดแสดงในทะเล บูธลอยน้ำ และพาวิลเลียนบนฝั่ง เปิดโอกาสให้แต่ละบริษัทได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ล่าสุดและพบปะผู้เข้าชมโดยตรง

เทศกาลนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มขึ้นในวงการยอชต์โลก ซึ่งขับเคลื่อนโดยระดับความมั่งคั่งที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องของภูมิภาค ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย ก่อนนิทรรศการใหญ่ในประเทศสิงคโปร์จะเริ่มขึ้นนั้น ทีมผู้จัดได้จัดงานพรีวิวสุดพิเศษที่ Jim Thompson House กรุงเทพฯ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของการมีอีเวนต์เปิดตัวในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้าชาวไทยและผู้นำในอุตสาหกรรม พร้อมเผยเทรนด์ล่าสุดของวงการ

ผู้เข้าร่วมอีเวนต์ในกรุงเทพครั้งนี้ล้วนเป็นผู้นำจากแวดวงธุรกิจจัดจำหน่ายเรือยอร์ช อสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชูรี และผู้จัดจำหน่ายไวน์หรู ที่มาแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเกี่ยวกับ “โครงสร้างของไลฟ์สไตล์ระดับลักซ์ชัวรี” นำโดยคุณ โจนาธาน ซิท ผู้อำนวยการแสดง ของ เทศกาล Singapore Yachting Festival โดยการเสวนาครั้งนี้ครอบคลุมสี่เสาหลักที่เป็นแรงผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมทั้ง การเดินทาง สถานที่ ประสบการณ์ และแพลตฟอร์ม

โดยได้บทสรุปว่าธุรกิจทางทะเลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบนิเวศแห่งไลฟ์สไตล์ที่ครบวงจร ตามพฤติกรรมของผู้ซื้อและการร่วมมือกันของธุรกิจแบบข้ามวงการ ซึ่งต่างจากการเป็นเจ้าของหรือผู้บริโภคธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเพียงอย่างเดียว ผู้ร่วมเสวนาทั้งสี่ท่านเห็นตรงกันว่าระยะทางจากท่าเรือไปยังท่าเทียบเรือ โรงแรม ร้านอาหารและบาร์ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเรือยอร์ชและอสังหาริมทรัพย์ริมทะเลมากขึ้น

ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น หนุนอุตสาหกรรมยอชต์ไทย

ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นดาวเด่นในวงการยอชต์ระดับโลก ในฐานะตลาดสำคัญด้านการต่อเรือ การซื้อขาย และการท่องเที่ยวทางทะเล รายงาน Asia Pacific Superyacht Report 2025 ระบุว่าปัจจุบันมีซูเปอร์ยอชต์ (ขนาด 30 เมตรขึ้นไป) ประจำการในประเทศไทยถึง 72 ลำ¹ นับเป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากสิงคโปร์ สะท้อนความนิยมของทะเลภาคใต้และหมู่เกาะที่งดงามของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการเช่าเรือ

อีกหนึ่งสัญญาณความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมยอชต์ไทยคือ SUTL Enterprise ผู้พัฒนาและผู้บริหารท่าจอดเรือชั้นนำ และเจ้าของ ONE°15 Marina Sentosa Cove กำลังดำเนินการเข้าซื้อ Marina at Keppel Bay และก่อสร้าง ONE°15 Marina Panwa Phuket ซึ่งสามารถรองรับซูเปอร์ยอชต์ขนาดใหญ่ถึง 200 ฟุต โดยตั้งอยู่ใกล้หมู่เกาะพีพี และคาดว่าจะเพิ่มแรงจูงใจให้กับนักเดินเรือยอชต์ทั่วโลกได้ใช้ท่าเรือแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางสู่ทะเลอันดามัน

ด้วยแนวชายฝั่งยาวกว่า 3,200 กิโลเมตร และภูมิประเทศทางทะเลที่งดงามระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต อ่าวพังงา และหมู่เกาะสมุย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล ประเทศไทยมีศักยภาพมหาศาลในอุตสาหกรรมเรือยอชต์และการเดินเรือสำราญ ปัจจุบันมีเจ้าของซูเปอร์ยอชต์ชาวไทยอย่างน้อย 8 ราย¹ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อจำนวนเศรษฐีในไทยเพิ่มขึ้น 24% หรือประมาณกว่า 123,500 คนภายในปี 2028² ซึ่งทำให้ไทยติดอันดับ 10 ประเทศที่มีการเติบโตของจำนวนเศรษฐีสูงสุดในโลก

โจนาธาน ซิท ผู้อำนวยการแสดง ของ เทศกาล Singapore Yachting Festival กล่าวว่า “SYF ยังคงเป็นตัวชี้วัดการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจเรือยอชต์ในเอเชีย โดยประเทศไทยโดดเด่นในฐานะหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วและแข็งแกร่งที่สุด ด้วยเส้นทางเดินเรือระดับโลก โครงสร้างพื้นฐานชั้นนำ และความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่ม HNWI รุ่นใหม่ที่มองหาไลฟ์สไตล์เหนือระดับ ประเทศไทยยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอนาคตวงการเรือยอชต์ในเอเชีย”

งาน SYF ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ดึงดูดผู้ซื้อระดับพรีเมียม

ผู้เข้าชมงาน SYF 2026 จะได้พบกับแบรนด์เรือยอชต์ระดับโลกผ่านตัวแทนจำหน่ายในภูมิภาค ที่จะนำเสนอดีไซน์ ความประณีตของงานฝืมือ และเทคโนโลยีสุดล้ำให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัส โดยมีแบรนด์ที่เข้าร่วมงานดังนี้ Azimut Yachts, Princess, Sunseeker, Ferretti Yachts, Leopard Catamarans และ San Lorenzo โดย J.P. Morgan Private Bank ได้กลับมาเป็นพันธมิตรธนาคารอย่างเป็นทางการ และ Damen Yachting ก็เป็นอีกหนึ่งพันธมิตรที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่องในฐานะสปอนเซอร์ของโซน Superyacht Lounge

โซนใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาในปีนี้คือ Spotlight Zone ที่จะนำเสนอมาสเตอร์คลาส เวิร์กช็อป การสาธิตแบบใกล้ชิด และสัมนาสั้นๆ เพื่อสร้างประสบการณ์เรียนรู้ การสนทนาเชิงลึก และการเล่าเรื่อง

ผู้ซื้อจะได้รับเชิญเข้าร่วมมื้อกลางวันสำหรับ VIP และ cocktail receptions บนซูเปอร์ยอชต์ ในขณะที่ Southeast Asia Yachting Conference จะกลับมาพร้อมเนื้อหาที่เน้นการใช้งานจริงจากผู้ให้บริการท่าเทียบเรือ อู่ต่อเรือ บริษัทท่าเรือยอร์ช และภาครัฐบาล ที่จะมาร่วมหารือสถานการณ์ตลาด กฎหมายข้อบังคับ โครงสร้างพื้นฐาน และ การพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาวสำหรับภูมิภาคอาเซียนในช่วงวันที่ 21-22 เมษายน พ.ศ. 2569 ส่วนงาน Yacht Style Awards & Gala Dinner จะจัดขึ้นวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569 รวมเจ้าของเรือและผู้นำอุตสาหกรรมกว่า 350 คน เพื่อเฉลิมฉลองนวัตกรรมและการออกแบบเรือระดับโลก และประสบการณ์การล่องเรือและกีฬาทางน้ำกว่า 30 ประเภท

นอกจากเรือยอชต์แล้ว ในงานนิทรรศการ SYF 2026 ยังมีผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรไลฟ์สไตล์หรูจากสิงคโปร์ให้ได้ทดลอง ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางอย่างครบวงจร โรงแรมพันธมิตรใน Sentosa และ Marina Bay ต่างมีข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงานและแขกวีไอพี ส่วนแบรนด์รถยนต์หรูอย่าง Porsche จะจัดแสดงและเปิดให้เทสต์ไดรฟ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ รวมถึงโซนกิจกรรมและกีฬาทางน้ำ เช่น Electric Paddle และ Underwater รวมทั้ง e-foiling, e-surfing, พายเรือคายัค, ดำน้ำแบบสนอร์เกิล, ตกปลา และโดรนใต้น้ำ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเดินเรือ Vega เรือใบกระโดงสูงแห่งประวัติศาสตร์เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินเรือที่แปลกใหม่และน่าจดจำ กิจกรรมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นศักยภาพของ SYF ในฐานะผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ของนักเดินเรือแบบครบวงจร

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SYF 2026 กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ singaporeyachtingfestival.com
ท่านสามารถเข้าชม press kit เพื่อภาพประกอบข่าวแบบ high-resolution

 

]]>
1562980
ศรีจันทร์ ดึง “แบมแบม” เดินเกมรุกตลาดไวท์เทนนิ่งเต็มสูบ! เปิดตัวนวัตกรรม “Phyto Camellia PDRN” ดันเทรนด์ผิวโกลว์ใส เนียนกระชับ https://positioningmag.com/1562974 Fri, 06 Mar 2026 10:30:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562974 ศรีจันทร์ (SRICHAND) เดินหน้าบทบาท T-Beauty Leader รุกตลาดสกินแคร์ไวท์เทนนิ่งเต็มรูปแบบ ขยายพอร์ตโฟลิโอ ด้วยการเปิดตัว SRICHAND IN-SKIN Phyto Camellia PDRN นวัตกรรมผิวโกลว์ใส ด้วย Vegan PDRN จากดอกคามิลเลีย ในงานเปิดตัว The Symphony of Glowolution ที่ลาน Parc Paragon อย่างยิ่งใหญ่ ตอบรับเทรนด์ Healthy Glow และ Slow-Aging ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดเชิงรุกและต่อยอดความร่วมมือกับ “แบมแบม–กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” ในฐานะพรีเซนเตอร์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 พร้อมผลักดันศักยภาพ T-SKIN ด้วยความสำเร็จที่พิสูจน์แล้วจากผู้บริโภค “ทุกผิวไทย” เพื่อยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ไทยในระดับภูมิภาคและสากล โดยตั้งเป้าเติบโต SRICHAND IN-SKIN กว่า 20%

คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่าอุตสาหกรรมความงามไทยยังเติบโตต่อเนื่องจากเทรนด์ด้าน Skin Health ที่ผู้บริโภคต้องการผิวโกลว์สุขภาพดีควบคู่ศาสตร์ Anti-Aging โดยเอเชียได้ก้าวขึ้นเป็น Trend Setter สำคัญของกระแสนี้ในระดับโลก “ศรีจันทร์มีรากฐานความเข้าใจผิวและไลฟ์สไตล์คนไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้งสภาพอากาศ มลภาวะ และบริบทวิถีชีวิตที่มีความเป็นเมืองมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นการตอบรับที่ดีสู่ความสำเร็จในกลุ่ม Basic Skincare โดยเฉพาะไลน์ Skin Moisture Burst ที่ได้เป็นแบรนด์และผลิตภัณฑ์อันดับ1** และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของพอร์ตสกินแคร์ศรีจันทร์ ซึ่งแบรนด์มุ่งเน้นในการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากแนวคิด ‘พิสูจน์แล้วจากทุกผิวไทย’ ที่ชูจุดยืน T-SKIN เป็นแกนสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และในปีนี้เราจึงมุ่งขยายพอร์ต SRICHAND IN-SKIN สู่ตลาดไวท์เทนนิ่งอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งกับแบรนด์ ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีสัดส่วนกว่า 45%** ของตลาดรวม และมีความคาดหวังจากผู้บริโภคด้านประสิทธิภาพสูงมากขึ้นเรื่อยๆ”

การเปิดตัว Phyto Camellia PDRN Series ครั้งนี้ สะท้อนทิศทางการยกระดับแบรนด์สู่ความเชี่ยวชาญด้าน Skin Health ด้วยการนำนวัตกรรม Vegan PDRN สารสกัด DNA จากดอกคามิลเลีย ผ่านเทคโนโลยี PuriNucleTM สกัดด้วยกระบวนการธรรมชาติ 100% ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ผิวโกลว์ใส ไม่สะดวกหมอง” เพื่อตอบรับเทรนด์ Healthy Glow และ Slow-Aging และนำแนวคิด T-SKIN แกนสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน และใช้ได้กับทุกสภาพผิว ซึ่งผ่านการทดสอบในกลุ่มผิวแพ้ง่าย เรียกว่าเป็นการผสานความเข้าใจผิวไทย T-SKIN กับนวัตกรรมระดับสากล เพื่อย้ำบทบาทศรีจันทร์ในฐานะ T-Beauty Leader และขับเคลื่อนสกินแคร์ไทยสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น”

การต่อยอดความร่วมมือกับ “แบมแบม กันต์พิมุกต์” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ไม่ใช่เพียงกลยุทธ์การใช้พรีเซนเตอร์เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยศรีจันทร์นำ Insight และตัวตนของแบมแบม ในฐานะศิลปินเอเชียที่มีอิทธิพลระดับภูมิภาค มาผสานกับจุดยืน T-SKIN เพื่อสะท้อนภาพ “ผิวไทยสู่เวทีสากล” อย่างชัดเจน กลยุทธ์ดังกล่าวมุ่งสร้าง สร้างความผูกพันต่อแบรนด์ในระยะยาว ควบคู่กับการวางตำแหน่งแบรนด์ให้สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ รวมถึงการขยายฐานตลาดในเอเชีย ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของปี 2026 โดยแบรนด์เดินหน้าสื่อสารแบบ 360 องศา ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ เพื่อสร้าง Impact การรับรู้ในวงกว้าง การเปิดปีด้วยงาน “The Symphony of GLOWolution” จึงไม่ใช่เพียงอีเวนต์เปิดตัวสินค้า แต่เป็น Strategic Launch Platform ที่ประกาศทิศทางการเติบโตของ SRICHAND IN-SKIN ในฐานะ Growth Driver สำคัญ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ไทยสู่ระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม คุณรวิศกล่าวปิดท้าย

สำหรับไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “Phyto Camellia PDRN Series” ประกอบด้วย 4ขั้นตอนตั้งแต่ การทำความสะอาดไปจนถึงการบำรุงอย่างล้ำลึก เพื่อสร้างประสบการณ์ ผิวโกลว์ใสอมชมพู และดูอ่อนเยาว์สุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ ใน 7 วัน*

STEP 1 : SRICHAND Phyto Camellia PDRN Bright Glowing Cleansing Gel Foam เจลโฟม PDRN ล้างหน้าทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก ขจัดสิ่งสกปรกอย่างอ่อนโยน
STEP 2 : SRICHAND Phyto Camellia PDRN Bright Glowing Essence น้ำตบ PDRN ปรับผิวดูโกลว์ใส ผิวเนียนนุ่ม
STEP 3 : SRICHAND Phyto Camellia PDRN Bright Glowing Serum เซรั่ม PDRN บูสต์ผิวเข้มข้น เสริมการบำรุงให้ผิวโกลว์ใส แลดูสุขภาพดี
STEP 4 : SRICHAND Phyto Camellia PDRN Bright Glowing Gel Cream เจลครีม PDRN ล็อกผิวฉ่ำโกลว์ เติมความชุ่มชื้นให้ผิวนุ่มฟูอย่างอ่อนโยน

หาซื้อผลิตภัณฑ์SRICHAND ได้ผ่านช่องทาง Website SRICHAND Official, Lazada, Shopee และ TikTok Shop (SRICHAND Official) หรือช้อปได้ที่ Watsons, EVEANDBOY, Beautrium, Boots, Multy และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ

พร้อมก้าวไปกับศรีจันทร์ ในการยกระดับมาตรฐานผิวไทยสู่เวทีสากล ตอกย้ำพลัง T-SKIN อย่างมั่นใจในทุกมิติของผิวยุคใหม่ไปด้วยกัน

#SrichandPDRNxBamBam #SRICHANDxBamBamGlowolution

#SRICHANDCamelliaPDRN #ศรีจันทร์ผิวโกลว์ใสไม่สะดวกหมอง #SRICHANDxBamBam

#SRICHANDINSKIN #ศรีจันทร์ #SRICHAND

*จากการทดสอบความพึงพอใจในกลุ่มตัวอย่าง 32 คน ในเดือนตุลาคม 2568 โดยบริษัท เดิร์มสแกน เอเชีย จำกัด ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

**ข้อมูลยอดขายในกลุ่ม Moisturizer for Face ประเทศไทย (ข้อมูลในช่วงเดือน มกราคม – ธันวาคม 2568 จาก NielsenIQThailand)

 

###

]]>
1562974
เมืองไทยประกันชีวิตได้รับการยืนยันคงอันดับเครดิตที่ระดับ ‘A-’ จาก Fitch Ratings พร้อมแนวโน้ม Stable Outlook https://positioningmag.com/1562968 Fri, 06 Mar 2026 10:22:53 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562968 บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความแข็งแกร่งขององค์กรในระดับสากล หลัง Fitch Ratings ประกาศคงอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินสากล (Insurer Financial Strength Rating: IFS) ที่ระดับ ‘A-’ รวมถึงคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Issuer Default Rating หรือ IDR) ที่ระดับ ‘BBB+’ และคงอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินภายในประเทศ (National IFS Rating) ระดับสูงสุดที่ ‘AAA(tha)’ โดยแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพสะท้อนถึงฐานะการเงินที่มั่นคง ความสามารถในการบริหารความเสี่ยง และศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงรายงานของ Fitch Ratings ระบุว่าการคงอันดับเครดิตในครั้งนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่งมาก (Extremely Strong Capitalisation) โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อความเสี่ยง (RBC) อยู่ที่ 499% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมผลการดำเนินงานที่อยู่ในระดับที่ดีและโครงสร้างธุรกิจที่ได้รับการประเมินในระดับ “Favourable” และผลการดำเนินงานที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย

การยืนยันอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงความต่อเนื่องของการดำเนินกลยุทธ์องค์กรที่มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ โดย Fitch Ratings มองว่าการปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านการคุ้มครองและสุขภาพ (Protection & Health) มากขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว ขณะเดียวกันบริษัทสามารถบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุนได้อย่างเหมาะสม โดยมีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับฐานเงินกองทุน

นอกจากนี้ Fitch Ratings ยังประเมินว่าเมืองไทยประกันชีวิตมีโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแรงจากการมีฐานลูกค้าที่หลากหลาย ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมหลายกลุ่มความต้องการ และช่องทางการจัดจำหน่ายที่สมดุล พร้อมได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นหลัก ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย และ Ageas Insurance International ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านการดำเนินงานและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การได้รับการยืนยันอันดับเครดิตจาก Fitch Ratings ในครั้งนี้ แสดงถึงความมั่นคงทางการเงินและความแข็งแกร่งของพื้นฐานธุรกิจ ซึ่งเกิดจากการดำเนินกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารความเสี่ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และการปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้มด้านสุขภาพและการคุ้มครองในระยะยาว บริษัทจะยังคงมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพื่อส่งมอบคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้เอาประกันและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน”

ในมุมมองด้านความยั่งยืน Fitch Ratings ประเมินว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มีผล กระทบต่ออันดับเครดิตในระดับที่น้อย โดยจะสะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดีและการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเมืองไทยประกันชีวิตยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส รับผิดชอบต่อสังคม และสร้างการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว

“การยืนยันอันดับเครดิตในครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่ง ความน่าเชื่อถือ และศักยภาพของเมืองไทยประกันชีวิตในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับการดูแลลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและสุขภาพให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง” นายสาระ กล่าวสรุป

#เมืองไทยประกันชีวิต #MuangThaiLife #GoHealthierWithMTL

 

]]>
1562968
สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย–ญี่ปุ่น) เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย เปิดอาคาร “TPA29” ผลักดันความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่นสู่ยุคอนาคต https://positioningmag.com/1562959 Fri, 06 Mar 2026 09:41:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562959 สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย–ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. จัดพิธีเปิดอาคารแห่งใหม่ “TPA29 (ทีพีเอทู–ไนน์)” อย่างเป็นทางการ เพื่อมุ่งสร้าง “ศูนย์กลางองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น” อย่างเต็มรูปแบบ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยผู้แทนระดับสูงจากประเทศญี่ปุ่นและไทย ได้แก่ ฯพณฯ นายโอตากะ มาซาโตะ (H.E. Mr. OTAKA Masato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, นายทานากะ คาซูชิเกะ (Mr. TANAKA Kazushige) รองอธิบดีกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายโยชิดะ ยาสึฮิโกะ (Mr. YOSHIDA Yasuhiko) ประธาน The Association for Overseas Technical Cooperation and Sustainable Partnerships (AOTS) ซึ่งการร่วมพิธีเปิดของ      ผู้แทนทั้งของภาครัฐและเอกชนไทย–ญี่ปุ่นในครั้งนี้ สะท้อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นและตอกย้ำบทบาทของ ส.ส.ท. ในฐานะกลไกสำคัญด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างสองประเทศ

รองศาสตราจารย์ปราณี จงสุจริตธรรม นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย–ญี่ปุ่น) เปิดเผยว่า “โครงการปรับปรุงอาคาร TPA29 เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีพ.ศ. 2565 เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีของสมาคมฯ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการพัฒนาให้เป็น ‘พื้นที่แห่งโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่’ โดยตั้งใจยกระดับอาคารให้เป็นพื้นที่ทำงานที่ทันสมัยและปลอดภัย, ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น”

ทั้งนี้ อาคาร TPA29 ถูกพัฒนาภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand–Japan Crossroads” ที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยพื้นที่ใช้งานภายในอาคารออกแบบให้รองรับกิจกรรมด้านวิชาการและอุตสาหกรรมทุกรูปแบบอย่างครบวงจร อาทิ ห้องฝึกอบรมและสัมมนา, Co-creative workspaces, พื้นที่จัดกิจกรรม (Event spaces) และโซนสาธิตเทคโนโลยี ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมการพัฒนาทักษะและการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างองค์กรไทย–ญี่ปุ่น และเอื้อต่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืนของบุคลากร

นอกจากนี้ ภายในพิธีเปิดอาคารแห่งใหม่ “TPA29” อย่างเป็นทางการ ยังมีการจัดสัมมนาพิเศษภายใต้หัวข้อ “Thailand–Japan Technology Crossroads” โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง อาทิ Toshiba Asia Pacific (Thailand) Co., Ltd., Zeroboard (Thailand) Co., Ltd., Aeterlink (Thailand) Co., Ltd., For Delight (Thailand) Co., Ltd. และ Carbonwise Co., Ltd. โดยเนื้อหาสัมมนาครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยีสีเขียว นวัตกรรมดิจิทัล และโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ

ภายหลังจบพิธีเปิด แขกผู้มีเกียรติได้เยี่ยมชมพื้นที่ต่างๆ ภายในอาคาร อาทิ ห้องสัมมนา, Co-creative workspaces, ระบบห้องประชุมอัจฉริยะ และโซนสาธิตเทคโนโลยีจากพันธมิตร สะท้อนความพร้อมของ TPA29 ในการเป็น “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น” อย่างรอบด้าน

การเปิดอาคาร TPA29 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ ส.ส.ท. ในการส่งเสริมและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต

 

]]>
1562959
โตชิบาเปิดเกมรุก ส่งแคมเปญใหญ่ ลุยหน้าร้อน ดันยอดโต 30% https://positioningmag.com/1562953 Fri, 06 Mar 2026 09:36:27 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562953 โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เดินหน้าเกมรุกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเต็มกำลัง หลังประกาศผลประกอบการ ปี 2568 เติบโต 22% สวนกระแสตลาด พร้อมตั้งเป้าปี 2569 โตมากกว่า 30% และมุ่งสู่การเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ในประเทศไทย

โตชิบาเปิดเกมรุก ส่งแคมเปญใหญ่ “Good for Better Life” มุ่งขยายฐานลูกค้าเพิ่มไปยังกลุ่ม young generation เน้นสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เด็กลง พรีเมียมขึ้น โดยสะท้อนแนวคิดเป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ การใส่ใจในรายละเอียด ดีไซน์ รวมไปถึงความคุ้มค่า กับการใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เพียงตอบโจทย์การใช้งาน แต่สร้างความผูกพันระยะยาวกับผู้บริโภค

แคมเปญนี้ โตชิบาได้ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ มาร่วมออกแบบและถ่ายทอดหนังโฆษณาผ่านการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย แต่เข้าถึงอารมณ์ชีวิตจริงของผู้บริโภค สะท้อนแนวคิดว่า “เทคโนโลยีที่ดี ไม่ได้เป็นเพียงฟังก์ชัน แต่คือส่วนหนึ่งของช่วงเวลาสำคัญในชีวิตประจำวัน” ถ่ายทอดการใช้งานผลิตภัณฑ์ในบริบทครอบครัวไทยยุคใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้แบรนด์ดูใกล้ชิด ทันสมัย และมีมิติทางอารมณ์มากขึ้น พร้อมเสริมพลังการสื่อสารเชิงคุณค่า (Brand Value) ให้แคมเปญโดดเด่นและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

บริษัทฯ ทุ่มงบเพื่อโปรโมทแคมเปญ ผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง โซเชียลมาร์เก็ตติ้ง อินฟลูเอนเซอร์ มาร์เก็ตติ้ง รวมถึงสื่อนอกบ้าน โดยปูพรมสื่อดิจิทัลบิลบอร์ดกว่า 5,000 จอทั่วประเทศ ทั้งตามถนนหลัก สื่อในระบบขนส่งมวลชน รวมถึงตึกสำนักงาน สร้างการมองเห็นในวงกว้างและผลักดันแบรนด์สู่ Top of Mind

นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญส่งเสริมการขาย กระตุ้นตลาดรับหน้าร้อน ด้วยแคมเปญ “TOSHIBA SUMMER SALE ลดดับร้อน” จัดสินค้าราคาพิเศษ โดยเฉพาะตู้เย็น เครื่องซักผ้า พัดลม และเครื่องครัว พร้อมเสริม Display และสื่อส่งเสริมการขาย ณ จุดขาย เพื่อเพิ่มการมองเห็นและเร่งการตัดสินใจซื้อ

การเดินเกมรุกผ่านสื่อสารแบรนด์แบบ 360 องศา ผสานโปรโมชั่นตามฤดูกาล และการยกระดับประสบการณ์หน้าร้าน สะท้อนวิสัยทัศน์ของโตชิบาในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกลยุทธ์ที่แม่นยำและครบวงจร พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ญี่ปุ่น คุณภาพที่พัฒนาเทคโนโลยี “ใช้งานจริง คุ้มค่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่” เพื่อเติบโตไปพร้อมชาวไทย และเร่ง สปีดสู่การเป็นผู้นำตลาดอย่างแข็งแกร่งในอนาคตอันใกล้

]]>
1562953
ทีทีบี ผนึก LINE MAN Wongnai ร่วมกับ FlowAccount และ Skooldio ยกระดับธุรกิจร้านอาหารไทย ด้วยโซลูชันดิจิทัลครบวงจร เชื่อมทุกระบบ คุมต้นทุน เสริมแกร่งโตยั่งยืน https://positioningmag.com/1562946 Fri, 06 Mar 2026 09:30:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562946 ทีทีบี ผนึกกำลังกับ LINE MAN Wongnai ร่วมกับ FlowAccount และ Skooldio พัฒนาโซลูชันดิจิทัลครบวงจรสำหรับธุรกิจร้านอาหารไทย เชื่อมโยงทุกระบบตั้งแต่การขายหน้าร้าน หลังบ้าน บัญชี การเงิน ไปจนถึงการเสริมทักษะดิจิทัล ช่วยให้เจ้าของร้านมองเห็นภาพรวมธุรกิจ คุมต้นทุนและบริหารการเงินได้อย่างแม่นยำ พร้อมผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน

นางกนกพร จูฑา ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ทีทีบี กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจเครื่องดื่ม (F&B) ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจ SME ที่มีขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย และมีฐานร้านค้า F&B และค้าปลีกทั่วประเทศ รวมกว่า 260,000 ร้าน สะท้อนถึงตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยในปีที่ผ่านมา ทีทีบีได้ร่วมกับ Wongnai POS เพื่อยกระดับระบบการชำระเงินของร้านอาหารไทย ผ่านการเชื่อมต่อ POS เข้ากับ ttb QR และ EDC แบบไร้รอยต่อ สำหรับเฟส 2 ของปีนี้ผู้ประกอบการจะสามารถเชื่อมบัญชีทีทีบี เข้าสู่ระบบหลังบ้านได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อปลดล็อกศักยภาพธุรกิจไปอีกขั้นด้วยแนวคิด Power ×3 ซึ่งเป็นการนำโซลูชันดิจิทัลมายกระดับธุรกิจร้านอาหารไทยในอีก 3 มิติหลัก ได้แก่

1.Power of Automation
ทีทีบีเป็นธนาคารแรกและธนาคารเดียวที่เชื่อมต่อรายการเดินบัญชีธนาคารกับ FlowAccount ได้แบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ทำให้ร้านค้าสามารถบันทึกบัญชี เห็นกำไรขาดทุน บริหารกระแสเงินสดได้แม่นยำขึ้น โดยไม่ต้องทำงานซ้ำ ช่วยลดภาระงาน และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำขึ้น

2. Power of Growth
นำข้อมูลยอดขายจริงจาก POS ผสานกับข้อมูลรับเงินผ่านบัญชีทีทีบี เพื่อเปลี่ยนยอดขายเป็นพลังการเติบโต ช่วยให้ร้านอาหารเข้าถึงวงเงิน พร้อมรับสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรซัพพลายเออร์วัตถุดิบชั้นนำ

3. Power of AI
เสริมศักยภาพเจ้าของร้านและทีมงาน ด้วยคอร์ส AI และหลักสูตรดิจิทัลที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับธุรกิจร้านอาหาร SME เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปต่อยอดการบริหารได้จริง

ทีทีบีมุ่งมั่นเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับระบบนิเวศร้านอาหารไทย ด้วยการทำให้การขายหน้าร้าน การรับเงิน และบัญชีธนาคาร เชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เจ้าของร้านเห็นภาพธุรกิจชัดขึ้นและเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น เพื่อธุรกิจร้านอาหารไทยแข็งแรงและเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ด้าน นายเอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจ Merchant Digital Solutions LINE MAN Wongnaiกล่าวว่า จากการสำรวจผู้ประกอบการร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม พบว่า นอกเหนือจากระบบจัดการร้านค้าและการรับชำระเงินแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกว่า 53% ระบุว่าเป็นความต้องการอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยความสนใจในการทำบัญชี ถึง 29% ขณะที่ปัจจุบันระบบ Wongnai POS มียอดธุรกรรมผ่านระบบสูงถึง 1.76 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนอย่างชัดเจนว่าร้านอาหารจำนวนมากในประเทศไทยยังขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและบัญชีที่เชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ความร่วมมือระหว่าง ทีทีบี, FlowAccount และ Skooldio ในครั้งนี้ จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการโดยตรง โดยมีเป้าหมายในการยกระดับ Wongnai POS ให้กลายเป็น “ระบบปฏิบัติการของร้านอาหาร” ที่เชื่อมต่อการทำงานตั้งแต่หน้าร้าน หลังร้าน ไปจนถึงระบบการเงินและบัญชีไว้อย่างครบวงจร เมื่อร้านค้าใช้งานระบบร่วมกัน ยอดขายจาก Wongnai POS จะถูกส่งเข้าสู่ระบบบัญชีของ FlowAccount โดยอัตโนมัติ ช่วยให้เจ้าของร้านสามารถบริหารจัดการบัญชีได้ง่ายขึ้น ปิดบัญชีได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ทีทีบี ก็สามารถใช้ข้อมูลธุรกรรมเหล่านี้ประกอบการพิจารณาวงเงินสินเชื่อได้ ลดขั้นตอนเอกสาร ลดภาระการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน และทำให้  ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกระบวนการตั้งแต่การขาย การจัดทำบัญชี ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งทุนได้ ภายในระบบเดียว

ยกตัวอย่าง ร้านอาหารเล็ก ๆ อย่างร้านข้าวแกง หลังจากเชื่อมต่อ Wongnai POS, FlowAccount, Skooldio และ ทีทีบี แล้วเมื่อปิดร้านในแต่ละวัน ระบบจะสรุปบัญชีให้โดยอัตโนมัติ งบการเงินพร้อมใช้งาน และสามารถนำไปใช้เพื่อขอสินเชื่อได้ทันที โดยเป้าหมายของเราคือ ทำให้เจ้าของร้านอาหารสามารถเปิดร้านได้อย่างมั่นใจ รู้ตัวเลขทางธุรกิจของตนเอง ควบคุมต้นทุนได้ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีเวลาโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การทำอาหารที่ดีและการดูแลลูกค้า

นายกฤษฎา ชุตินธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FlowAccountผู้นำในการให้บริการโปรแกรมบัญชีออนไลน์ กล่าวว่า การทำบัญชีร้านอาหารมีความสำคัญต่อการบริหารธุรกิจในหลายมิติ โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยผ่านโปรแกรมบัญชีออนไลน์ FlowAccount ทำให้เจ้าของร้านเข้าใจตัวเลขของร้านได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เห็นต้นทุนร้าน ค่าแรงพนักงาน และภาพรวมกำไร–ขาดทุนอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดทำงบการเงินได้สะดวก และบริหารจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้การจัดการข้อมูลง่ายขึ้นด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเพื่อนำเข้าข้อมูลจาก Wongnai POS มาเปิดบิลอัตโนมัติ หรือการดึงรายการเดินบัญชีจาก ทีทีบี ซึ่งเป็นธนาคารแรกที่เชื่อมต่อ Statement เข้าสู่โปรแกรมบัญชีออนไลน์ FlowAccount ช่วยลดงานซ้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมประหยัดเวลาในการบริหารจัดการร้านอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน Skooldio พันธมิตรด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับ SMEมุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหารผ่านหลักสูตรคอร์สออนไลน์ ที่เน้นการเรียนรู้จาก Use Case จริง เพื่อให้ร้านค้าเข้าใจธุรกิจ บริหารจัดการได้ดีขึ้น และใช้เทคโนโลยีรวมถึง AI วิเคราะห์ข้อมูลและต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย ดร. วิโรจน์ จิรพัฒนกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Skooldio ย้ำว่า เทคโนโลยีจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อ ‘คนใช้เป็น’ เราจึงเน้น Upskill ด้าน Digital / Data / AI เพื่อให้เจ้าของร้านอ่านข้อมูล คิดและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ให้เครื่องมือที่ดีสร้างผลลัพธ์ที่ดีแก่ธุรกิจได้จริง

ร้านอาหารที่สนใจโซลูชันนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://flowaccount.com/restaurant-solutions

 

]]>
1562946
เนสกาแฟ ทุ่มงบ 800 ล้านบาท ชูมิวสิกมาร์เก็ตติ้ง เปิดตัว “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริช อโรมาสูตรใหม่” จัดแคมเปญใหญ่แห่งทศวรรษ ส่ง “ณเดชน์-แบมแบม” นั่งแท่นดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์ https://positioningmag.com/1562931 Fri, 06 Mar 2026 09:13:53 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562931 เนสกาแฟ แบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งครองใจคนไทย เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดกาแฟในประเทศไทย ด้วยการทุ่มงบ 800 ล้านบาท ชูแคมเปญมิวสิกมาร์เก็ตติ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษเปิดตัว “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริช อโรมา สูตรใหม่” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เพิ่มกาแฟ เติมนม อร่อยไปอีก” ซึ่งเป็นสูตรที่ดีที่สุดของเนสกาแฟ ดึงสอง ซูเปอร์สตาร์สุดขั้ว “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “แบมแบม กันต์พิมุกต์” มาเป็นดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์ คู่ใหม่ จับมือร่วมงานกันเป็นครั้งแรก พร้อมปล่อยซิงเกิลพิเศษจากทั้งคู่ เพลง “ไปอีก (Ready For MORE)” โดยแฟนๆ สามารถรับฟัง Sneak Peek ของซิงเกิลนี้ได้ที่ลิงก์ https://www.instagram.com/reel/DVf7VH5kZKd/?igsh=MWxkNnV4am9obG55dA==

นอกจากนี้ สองดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์เตรียมแท็กทีมสร้างความฟินให้กับคอกาแฟในงาน “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู เมค ดิส โมเมนต์ มอร์” (NESCAFÉ BLEND & BREW Make This Moment MORE) ครั้งแรกกับการเนรมิตเวทีมวยราชดำเนินให้เป็นประสบการณ์ความสนุกสุดอลังการกับการดื่มด่ำกาแฟแบบ Immersive Experience 360 องศา ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 15 มีนาคมนี้ พร้อมถ่ายทอดสดให้ชมพร้อมกันทางช่อง 3 ออนไลน์ ในช่องทางยูทูป

เนสกาแฟครองแชมป์แบรนด์กาแฟอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดตลอดกาล

ตลาดกาแฟปรุงสำเร็จ นับเป็นหัวใจสำคัญของตลาดกาแฟสำเร็จรูปในประเทศไทยและคอกาแฟชาวไทยผูกพันกับ  เนสกาแฟมาอย่างยาวนาน เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดตลอดกาลในเดือน มกราคม 2569 การันตีการครองใจผู้บริโภคคนไทยด้วยยอดขายอันดับหนึ่ง ในปี 2569 นี้ เนส กาแฟจึงมุ่งยกระดับทั้งสินค้า แบรนด์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายธนธร พันพานิชย์กุล ผู้จัดการธุรกิจกาแฟปรุงสำเร็จ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะแบรนด์กาแฟอันดับ 1 ของไทย เราตั้งใจต่อยอดมอบกาแฟที่มีคุณภาพดีและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ในราคาที่เข้าถึงได้เหมือนเดิม ในปี 2569 นี้ เราจึงเดินหน้าปรับสูตรครั้งใหญ่กับ “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู” ผลิตภัณฑ์เรือธงของเนสกาแฟ ด้วยการเพิ่มกาแฟและเติมนมใน “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริช อโรมา” ผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย ในราคาเท่าเดิม เพื่อคืนกำไรให้ผู้บริโภค นอกจากผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าเดิมแล้ว แคมเปญในปีนี้ก็ต้องปังกว่าเดิม เราจึงทุ่มงบการตลาดกว่า 800 ล้านบาท ขับเคลื่อนแคมเปญมิวสิกมาร์เก็ตติ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เพื่อสร้างความคึกคักให้กับตลาดกาแฟในประเทศไทย”

เจาะลึกอินไซต์คอกาแฟสู่การปรับสูตรใหม่ “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู” เพิ่มกาแฟ เติมนมในราคาเดิม

จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคปี 2568 โดย Ipsos พบว่า เทรนด์ของคอกาแฟชาวไทยชื่นชอบการดื่มกาแฟ โดยคำนึงถึง “ความอร่อย” (Pleasure) มากขึ้นถึง 41% มากกว่าการดื่มเพื่อ “การกระตุ้นตื่น” (Stimulation) ที่มีสัดส่วน 36% ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ผู้บริโภคใช้เงินอย่างคุ้มค่า เนสกาแฟจึงตอบโจทย์  ผู้บริโภค

ด้วยการปรับสูตร “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริช อโรมา” ครั้งใหญ่ในรอบ 5 ปี ซึ่งเป็นสินค้ากาแฟขายดีอันดับ 1 ในไทย โดยเพิ่มปริมาณกาแฟและเติมนมลงไป เพื่อให้รสชาติอร่อย หอม กลมกล่อมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ปี 2568 โดย Ipsos พบว่า “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริช อโรมา” สูตรใหม่ เป็นสูตรที่ผู้บริโภคชื่นชอบมากกว่าเดิมและคุ้มค่ามากกว่าเดิม เนื่องจากมีรสชาติที่อร่อย หอม กลมกล่อมมากขึ้น จากการผสานเมล็ดกาแฟสองสายพันธุ์ และ “เพิ่มกาแฟ เติมนม” การออกสูตรใหม่นี้จึงตอกย้ำความตั้งใจของเนส กาแฟในการมอบคุณภาพที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคในทุกซอง

เปิดยุคใหม่ของเนสกาแฟ ส่งดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์ ณเดชน์ – แบมแบม ดึงฐานคอกาแฟคนรุ่นใหม่

นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว การสื่อสารแบรนด์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เนสกาแฟได้จัดเต็มเปิดตัวแคมเปญการตลาด “เพิ่มกาแฟ เติมนม อร่อยไปอีก” ภายใต้กลยุทธ์มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง โดยใช้ดนตรีเป็นแกนในการสื่อสารหลักที่เข้าถึงใจคนไทยได้ง่าย และสามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้บริโภคได้อย่างมีพลัง อีกทั้งสามารถต่อยอดไปสู่คอนเทนต์ของ KOL และ Trendsetter ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยขยายการรับรู้ของแคมเปญในวงกว้าง และสร้างการจดจำแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ เนสกาแฟยังได้เปิดตัว ณเดชน์ คูกิมิยะ และแบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ขึ้นแท่นดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์คู่ใหม่ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ เข้าถึงได้ง่าย และทันสมัย เพื่อเข้าถึงคอกาแฟรุ่นใหม่ ควบคู่ไปกับการรักษาฐานผู้บริโภคเดิมที่รักแบรนด์เนสกาแฟมาอย่างยาวนาน โดยแบมแบมได้แต่งและโปรดิวซ์เพลง “ไปอีก (Ready for MORE)” ร้องคู่กับณเดชน์เป็นพิเศษสำหรับแคมเปญนี้ ซึ่งสามารถรับฟังตัวอย่างเพลงนี้ได้ที่: https://www.instagram.com/reel/DVf7VH5kZKd/?igsh=MWxkNnV4am9obG55dA== ความร่วมมือของณเดชน์และแบมแบมในครั้งนี้สร้างกระแสตอบรับดีเยี่ยม จนดันแฮชแท็ก #NESCAFExNadechBambam ขึ้นเทรนด์อันดับ 1 ใน X (Twitter) หลังจากมีการปล่อยทีเซอร์ไปไม่ถึง 1ชั่วโมง

บิ๊กอีเวนต์เปิดตัวสูตรใหม่ “NESCAFÉ BLEND & BREW, MAKE THIS MOMENT MORE”

เตรียมพบกับอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปีที่จะพาคอกาแฟฟินไปได้อีกในงาน “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู เมค ดิส โมเมนต์ มอร์” (NESCAFÉ BLEND & BREW Make This Moment MORE) ซึ่งจะมีขึ้นที่เวทีมวยราชดำเนิน ในวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 นี้ ครั้งแรกกับการพลิกโฉมเวทีมวยสู่เวทีเปิดตัว “เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู สูตรใหม่ เพิ่มกาแฟ เติมนม” อย่างเป็นทางการ ภายในงานจะมอบประสบการณ์การดื่มด่ำกาแฟในรูปแบบใหม่ Immersive 360 องศา สุดอลังการ จัดเต็มแสงสีเสียง พร้อมโชว์ Live Performance เพลง “Ready For MORE” เป็นครั้งแรกจากดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์ ถ่ายทอดสด (Live Stream) ให้แฟนๆ ได้รับชมพร้อมกันทั่วประเทศทางช่อง 3 ออนไลน์ในช่องทางยูทูป จัดเต็มอย่างยิ่งใหญ่เข้าถึงผู้บริโภคทั่วไทย

นอกจากนี้ เนสกาแฟยังปูพรมการสื่อสารแบบ 360 องศา ครอบคลุมป้ายโฆษณานอกบ้าน และกิจกรรม “Sing    แลกซอง” ร้องเพลงแลกกาแฟผ่านบูธคาราโอเกะเคลื่อนที่ พร้อมแจกผลิตภัณฑ์ตัวอย่างกว่า 5 ล้านแก้วให้คอกาแฟได้ทดลองรสชาติความอร่อยใหม่ทั่วประเทศ

คอกาแฟห้ามพลาด สัมผัสความอร่อยขึ้นไปอีกขั้นกับ เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู สูตรใหม่ “เพิ่มกาแฟ เติมนม”    ได้แล้ววันนี้ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ ในราคาเท่าเดิม

เพิ่มลงตะกร้าเลย !!
Shopee: https://bit.ly/3TeFBJa
Lazada: https://s.lazada.co.th/a.mSN
Tiktok: https://vt.tiktok.com/ZS6QTxexd/

#เนสสูตรใหม่เพิ่มกาแฟเติมนม #NESCAFEMoreCoffeeMoreMilk #NESCAFEBlendAndBrew #NESCAFExNadechBambam

]]>
1562931