Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 05 Mar 2026 16:10:48 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ไทยเจ้าภาพ UFI Asia Pacific Conference 2026 ทีเส็บชูแบรนด์ “The Best Exhibition Nation of ASEAN” ตอกย้ำกรุงเทพฯ ฮับงานแสดงสินค้าอาเซียน https://positioningmag.com/1562814 Thu, 05 Mar 2026 16:10:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562814 ทีเส็บเปิดตัวไทยเจ้าภาพงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 ระหว่างวันที่ 5–6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ต้อนรับนักธุรกิจและผู้ประกอบการงานแสดงสินค้าจากเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกกว่า 300 คน เชื่อมั่นปัจจัยบวกเมืองไทยสร้างความมั่นใจของผู้เข้าร่วมงานในแบรนด์ประเทศไทย “The Best Exhibition Nation of ASEAN” และตอกย้ำกรุงเทพฯ คือศูนย์กลางงานแสดงสินค้าของอาเซียน

ปัจจัยบวกสำหรับงานแสดงสินค้านานาชาติในเมืองไทยประกอบด้วย นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่ติดอันดับโลก การเติบโตของพอร์ตโฟลิโองานแสดงสินค้าของผู้ประกอบการไทย โอกาสใหม่ ๆ ทางการตลาด งานแสดงสินค้ารายใหม่ที่มาจัดในไทย การอำนวยความสะดวกในการเข้ามาจัดงาน การจัดงานแบบวัดผลความยั่งยืนที่
จับต้องได้ จะช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นในขีดความสามารถของไทยในฐานะฮับอุตสาหกรรมไมซ์และงานแสดงสินค้าแห่งอาเซียน คาดการณ์มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการจัดงานแสดงสินค้าในปีนี้ 201,451 ล้านบาท

นายคริส สกีธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมการแสดงสินค้าโลก หรือ The Global Association of the Exhibition Industry (UFI) กล่าวว่า UFI เลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม UFI Asia Pacific Conference เพื่อยกย่องบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในฐานะตลาดอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกและการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากภาครัฐ ท่ามกลางการก้าวขึ้นมาของอาเซียนในฐานะกลไกการเติบโตสำคัญของภูมิภาค ประเทศไทยมีทั้งขนาดตลาด การเชื่อมต่อ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่พร้อมขับเคลื่อนมูลค่าทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัล และความยั่งยืน

“การจัดประชุมครั้งนี้ในกรุงเทพฯ เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของ UFI ต่อบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการวางตำแหน่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ไม่ได้เป็นเพียงตลาดแห่งการเติบโตเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำระดับโลกที่กำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า UFI ขอขอบคุณพันธมิตรและผู้สนับสนุนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีเส็บ และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่มีส่วนสำคัญในการทำให้การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างสำเร็จ”

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บ ประมูลสิทธิ์เพื่อเป็นเจ้าภาพการจัดงาน UFI Asia Pacific Conference ในวันที่ 5–6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในฐานะที่ทีเส็บเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีพันธกิจขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการจัดงานไมซ์ จึงตั้งเป้าหมายใช้การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีตอกย้ำแบรนด์ The Best Exhibition Nation of ASEAN ให้นักธุรกิจและผู้ประกอบการงานแสดงสินค้าจากเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกกว่า 300 คน มั่นใจในขีดความสามารถของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการจัดงานไมซ์ของภูมิภาค โดยเฉพาะการเป็นฮับงานแสดงสินค้านานาชาติของภูมิภาคอาเซียน เพื่อเจาะตลาดอาเซียนและให้ผู้ประกอบการในอาเซียนเข้าถึงตลาดโลก

การตอกย้ำแบรนด์ประเทศไทยเกิดขึ้นสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากเวทีโลก
โดยในการประชุม UFI Global Congress เมื่อปลายปี 2568 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาลต่ออุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพแบบองค์รวมสูงสุดในโลก และติด 1 ใน 5 ประเทศที่มีแผนยุทธศาสตร์และนโยบายงานแสดงสินค้าที่ชัดเจนและครอบคลุมมากที่สุด

“การสนับสนุนเชิงนโยบายที่แข็งแรงของทีเส็บในฐานะหน่วยงานภาครัฐและการร่วมมืออย่างเหนียวแน่นกับภาคเอกชน โดยเฉพาะสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA เปรียบเสมือนรากฐานสำคัญให้ระบบนิเวศไมซ์ไทยมีความเข้มแข็ง ยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า และผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศ พร้อมผลักดันงานแสดงสินค้าไทยให้เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าว

นอกจากการสำรวจพื้นที่จัดงานแสดงสินค้าในกรุงเทพฯ ผู้ร่วมงานจากต่างประเทศจะได้มีโอกาสพบปะกับผู้จัดงานแสดงสินค้านานาชาติของไทย เพื่อจะได้มองเห็นโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ให้กับงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย เพราะผู้ประกอบการบางส่วนของไทยได้ขยายพอร์ตโฟลิโองานครอบคลุมอุปสงค์ใหม่ ๆ ในตลาด หรือขยายไปสู่แขนงธุรกิจที่ส่งเสริมหรือเติมเต็มให้กับธุรกิจหลัก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ได้รับการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ สายการแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ อาหาร ออโตเมชั่น

ประการสำคัญ ทีเส็บได้สนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ของไทยและเป็นผู้จัดงาน Domestic Exhibition
ที่มีศักยภาพให้เข้าร่วมงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 เพื่อให้ผู้ร่วมงานจากต่างประเทศได้มองเห็นโอกาสทางการตลาดเพิ่มเติมของไทย ขณะที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ของไทยได้มองเห็นโอกาสยกระดับหรือขยายการจัดงานต่อไป

ตัวอย่างงานแสดงสินค้านานาชาติในภาคธุรกิจยุทธศาสตร์ที่จะจัดในประเทศไทยในปีนี้ คืองาน THAIFEX งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย, WHX and WHX Labs Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ และ METALEX 2026 งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านเครื่องจักรกลและโลหการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ไทยยังเตรียมต้อนรับงานแสดงสินค้าระดับโลกหลายรายการ อาทิ The 2nd Asia Sourcing Show 2026 (Textiles & Apparel), Global Sourcing Summit 2026 จากสหรัฐอเมริกาที่จะจัดในเดือนมิถุนายน และ Gastech งานด้านพลังงานระดับโลกในเดือนกันยายน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน

ดร. ศุภวรรณ ระบุว่า การที่งานแสดงสินค้าใหม่ขนาดใหญ่เลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงานจะยิ่งช่วยตอกย้ำให้ผู้ร่วมงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 มั่นใจในศักยภาพทางธุรกิจของไทยมากขึ้น ในส่วนของทีเส็บได้พยายามดึงงานในภาคธุรกิจใหม่ ๆ ให้เข้ามาจัดในประเทศ อาทิ สาย Creative Industry เพื่อให้พอร์ตโฟลิโอการจัดงานในไทยตอบโจทย์ใหม่ ๆ ทางการตลาด ดึงดูดผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้มาจัดงานหรือมาร่วมงาน ทีเส็บยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอำนวยความสะดวกให้กับการเข้ามาจัดงานแสดงสินค้า อาทิ ร่วมมือกับกรมศุลกากร เพิ่มเพดานจำนวนสินค้าที่นำเข้ามาจัดแสดงในงาน ร่วมมือกับกรมแรงงานผ่อนปรนระเบียบให้กับบุคลากรจากต่างประเทศที่เข้ามาจัดงานในประเทศไทย เพื่อให้งานในไทยสร้าง Return on Investment (ROI)

“เพื่อตอบโจทย์การจัดงานยุคใหม่ ทีเส็บได้กำหนดมาตรการให้การจัดงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 สามารถเลี่ยงและลดคาร์บอนแบบวัดผลได้จริง ทั้งนี้ เพื่อให้ความยั่งยืนเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้สำหรับการจัดงานในประเทศไทย” ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะเมืองเจ้าภาพงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 กล่าวว่า กรุงเทพมหานครถือเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการจัดงานนิทรรศการระดับโลก
และยังได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2568 โดยมีจำนวนผู้มาเยือนถึง 30.3 ล้านคน

“ด้วยความพร้อมในทุกด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐานสากล ระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย และการบริการด้วยใจ เมืองของเราจึงไม่เพียงแต่สามารถรองรับการจัดงานนิทรรศการระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็น ‘เมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน’ ที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญสำหรับการจัดงานระดับนานาชาติอย่างแท้จริง”

งาน UFI Asia Pacific Conference 2026 ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของประเทศ ที่รวบรวมผู้จัดงานในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาพบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทรนด์ล่าสุดของอุตสาหกรรม เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ส่วนในภาพรวมของอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าของไทยในปี 2569 จะมีการจัดงาน 165 งาน จำนวนผู้ร่วมงาน 1,172,000 คน สร้างรายได้ 20,295 ล้านบาท คาดการณ์มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ 201,451 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงานใหม่ 19 งานทั้งของผู้ประกอบการไทย สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวนผู้ร่วมงาน 134,900 คน สร้างรายได้ 2,337 ล้านบาท คาดการณ์มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ 23,198 ล้านบาท

]]>
1562814
‘Anthropic’ จะไม่ทน! แฉยักษ์ AI จีนแอบ ‘ดูดวิชา’ ด้วยแอคฯ ปลอมกว่า 2.4 หมื่นบัญชี และการโต้ตอบกว่า 16 ล้านครั้ง! https://positioningmag.com/1562810 Thu, 05 Mar 2026 15:25:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562810 กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าในวงการเทคโนโลยี เมื่อ Anthropic บริษัท AI แถวหน้าของสหรัฐฯ ผู้สร้างโมเดลสุดชาญฉลาดอย่าง Claude ออกมาประกาศกร้าวว่า ถูกบริษัท AI ระดับ ยูนิคอร์น จากจีน 3 แห่ง แอบย่องเข้ามาใช้ทรัพยากรจากโมเดลของตนไปใช้อย่างผิดกฎหมาย เพื่อเร่งทางลัดในการพัฒนา AI ของฝ่ายจีนเอง

แผนลับ 24,000 บัญชีปลอม

ในบล็อกโพสต์ล่าสุด Anthropic ระบุว่าบริษัทจีน 3 แห่ง ได้แก่ DeepSeek, MiniMax และ Moonshot AI (เจ้าของโมเดล Kimi) ได้ใช้กลยุทธ์สร้างบัญชีปลอมขึ้นมามากกว่า 24,000 บัญชี เพื่อเข้ามาโต้ตอบกับ Claude เป็นจำนวนมหาศาลกว่า 16 ล้านครั้ง

แน่นอนว่าเป้าหมายของแอ็คหลุมเหล่านี้ไม่ใช่การหาคำตอบทั่วไป แต่คือการทำสิ่งที่เรียกว่า Distillation หรือการ กลั่นกรองวิชา โดยการนำคำตอบของ Claude ไปใช้เป็นข้อมูลในการเทรนด์ AI ของตัวเองให้เก่งขึ้น แต่ใช้งบน้อยลง ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงการใช้งานอย่างร้ายแรง เพราะ Anthropic สั่งห้ามพฤติกรรมนี้อย่างเด็ดขาด และปกติแล้ว Claude ก็ไม่ได้เปิดให้บริการในประเทศจีนด้วยซ้ำ

ไม่ใช่แค่ Anthropic ที่กล่าวหาบริษัท AI จากจีนเท่านั้น แต่ไม่กี่สัปดาห์ก่อน OpenAI (ผู้สร้าง ChatGPT) ก็ได้ส่งบันทึกถึงสภาคองเกรสสหรัฐฯ ในลักษณะเดียวกันว่า DeepSeek และบริษัทจีนอื่น ๆ พยายาม เป็น กาฝาก (Free-ride) หากินจากความสำเร็จของสหรัฐฯ มาโดยตลอด

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว DeepSeek สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกด้วยการเปิดตัวโมเดลที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ ChatGPT แต่ใช้ทรัพยากรเครื่อง (Computing Power) น้อยกว่าอย่างน่าประหลาด จนเกิดคำถามว่า “จีนทำได้ยังไง?” ซึ่งคำตอบที่ Anthropic และ OpenAI พยายามบอกโลกตอนนี้ก็คือ “พวกเขาไม่ได้สร้างเองทั้งหมด แต่แอบลอกการบ้านไปต่างหาก”

มากกว่าแค่การลอก… แต่คือ ภัยความมั่นคง

Anthropic เตือนว่า AI ที่ถูกสร้างจากการ “แอบดูดวิชา” นั้นอันตรายกว่าที่คิด เพราะ ไร้ระบบความปลอดภัย เนื่องจากโมเดลเหล่านี้อาจไม่มีกำแพงกั้น (Safety Guardrails) ที่รัดกุมเหมือนต้นฉบับ

หรือหากตกไปอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจถูกใช้สร้างอาวุธชีวภาพ หรือใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนี้ รัฐบาลอาจนำไปใช้ในการ สอดแนมประชาชน หรือสร้างแคมเปญบิดเบือนข้อมูลในระดับใหญ่

อย่างไรก็ตาม  Anthropic มองว่า การที่บริษัทจีนต้องดิ้นรนใช้วิธีลัดเช่นนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า มาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐฯ นั้นได้ผล เพราะมันบีบให้จีนไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมด้วยตัวเองได้เพียงพอจนต้องหันมาใช้วิธีสกัดข้อมูลจากโมเดลฝั่งอเมริกาแทน

]]>
1562810
พาณิชย์ปูทางตลาดล่วงหน้า ดันผลไม้ไทยสู่เวทีโลก จัดจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย คาดสร้างมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท https://positioningmag.com/1562800 Thu, 05 Mar 2026 13:50:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562800 กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเชิงรุก จัด “โครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ ” เชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และตัวแทนจำหน่ายศักยภาพสูงจาก 18 ประเทศทั่วโลก รวม 94 บริษัท เข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 101 บริษัท จาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online คาดสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความตกลงซื้อขาย (MOP) 10 คู่ กับผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมปริมาณกว่า 3,000 ตัน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในพิธีเปิดว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการ “หาตลาดล่วงหน้า” ก่อนฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาด ช่วยกระจายผลผลิตและเสริมความมั่นคงด้านราคาให้เกษตรกร

“เราต้องให้ความใส่ใจทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ งานวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผู้ประกอบการให้แข็งแรง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถก้าวสู่ตลาดส่งออกได้มากขึ้น”

นางศุภจีกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 6 ราย ที่ได้รับคัดเลือกเป็น “Agri-Export Stars” ดาวรุ่งศักยภาพสูง และจะได้เข้าร่วมเจรจาการค้าในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 พร้อมขอบคุณคณะกรรมการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ร่วมผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีพิธีลงนาม MOP ระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จำนวน 10 คู่ รวมปริมาณกว่า 3,000 ตัน ซึ่งจะช่วยขยายฐานการส่งออกผลไม้ไทยในระยะยาว แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค โดยรัฐมนตรีฯ ได้ส่งกำลังใจให้คู่ค้าทางธุรกิจ พร้อมย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพผลไม้ไทย

นางศุภจี ยังกล่าวถึงโอกาสสำคัญของ “สับปะรดไทย” ในตลาดสหรัฐอเมริกา ภายหลังสหรัฐมีการใช้มาตรา 122 ซึ่งมีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีกว่า 1,000 รายการ และหนึ่งในนั้นคือสับปะรด โดยยังมีระยะเวลาสิทธิประโยชน์ประมาณ 150 วัน จึงเป็นช่วงเวลาทองที่ผู้ประกอบการควรเร่งรุกตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมแปรรูปที่เกี่ยวข้อง

สำหรับทิศทางปี 2569 กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ด้วยมาตรการบริหารจัดการผลไม้ระยะเร่งด่วน 3 ด้าน 8 มาตรการ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่ง การตลาด การส่งเสริมภาพลักษณ์ และการลดอุปสรรคการค้า มุ่ง “วางรากฐานโครงสร้างใหม่” เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ตนจะนำคณะลงพื้นที่ด่านเวียดนามและจีน ติดตามการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ในช่วงฤดูกาลผลไม้ โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่านด่านสำคัญ ทั้งทางรถ ราง และเรือ เพื่อให้การระบายผลผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมเน้นย้ำการเพิ่มสัดส่วนการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดความเสี่ยงจากผลผลิตล้นตลาด

ด้านนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ผลไม้เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกผลไม้สดและแปรรูปปริมาณกว่า 4.44 ล้านตัน มูลค่า 8,962 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 294,129 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.83 ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย

โครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 มีเป้าหมายรักษาตลาดเดิม บุกตลาดใหม่ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยผู้นำเข้าที่เข้าร่วมมาจาก 18 ประเทศ อาทิ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง อาร์เจนตินา โปแลนด์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย สาธารณรัฐเช็ก อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รัสเซีย และเดนมาร์ก

โดยภายในงานยังมีกิจกรรมคู่ขนานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่
1.กิจกรรม Agri-Export Stars Pitching Challenge
2.พิธีลงนามบันทึกตกลงซื้อขาย (MOP) ไทย–UAE
3.กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการส่งออก ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 22 หน่วยงาน
4.การนำเสนอสินค้าเด่นจากทุกภูมิภาค ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด
5.กิจกรรมสาธิตปรุงอาหารและเครื่องดื่มจากผลไม้ไทย

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของผลไม้ไทยในตลาดโลกขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย ตั้งแต่เกษตรกร ผู้แปรรูป ผู้ส่งออก ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ

“ขอให้ทุกท่านรักษาคุณภาพ ให้ผลไม้ไทยคงความพรีเมียม หากเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าผลไม้ไทยจะสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 หรือ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM
คิดจะส่งออก นึกถึง DITP

]]>
1562800
“สิงห์ เอสเตท” โฟกัสธุรกิจรายได้ประจำ ฝ่าอสังหาปี 69 ชะลอตัว https://positioningmag.com/1562777 Thu, 05 Mar 2026 12:19:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562777 ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยังคงเผชิญความท้าทายต่อเนื่องจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว กระทบธุรกิจที่อยู่อาศัย ทำให้ดีเวลลอปเปอร์ หันมาเสริมแกร่งธุรกิจสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่ยังมีศักยภาพเติบโต

ปี 69 โฟกัสเพิ่มฐานกำไร

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2569 บริษัทฯ มุ่งเสริม ความแข็งแรงฐานกำไร (Strengthen The Profit Engine) จาก 4 กลุ่มธุรกิจในเครือ ได้แก่ ที่อยู่อาศัย โรงแรม นิคมอุตสาหกรรม และอสังหาเพื่อการพาณิชย์ แต่มุ่งเน้นมากสุด คือ ธุรกิจสร้างรายได้ประจำ ที่เป็นพอร์ตหลักทำรายได้กว่า 80% ในปีที่ผ่านมา (จากรายได้รวม 13,988 ล้านบาท)

“ปีนี้ธุรกิจที่อยู่อาศัย มีโอกาสเติบโตแบบจำกัด จากแรงกดดันการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ตลาดมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพเจาะเรียลดีมานด์ให้ได้ และรักษาฐานกำไรในภาวะที่ตลาดเล็กลง”

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)

มุ่งธุรกิจรายได้ประจำ “โรงแรม” คีย์เติบโต

สำหรับธุรกิจสร้างรายได้ประจำ หลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.ธุรกิจโรงแรม บริหารงานภายใต้ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR

เบื้องต้น ปี 2569 ธุรกิจโรงแรม จะใช้กลยุทธ์ “การหมุนเวียนทรัพย์สิน” (Asset Rotation)
ผ่านการขายโรงแรม 15 แห่ง ในสหราชอาณาจักร เพื่อทำกำไร และนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ดอกเบี้ยสูง

พร้อมกับลงทุนใหม่ 3,000-3,500 ล้านบาท ขยายลงทุนในไทยเพิ่ม โดยเฉพาะโรงแรมระดับบน (Upper Upscale)

ควบคู่กับ “การเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน” (Asset Enhancement) อาทิ

  • ร่วมกับ The Ascott Limited รีแบรนด์โรงแรม 4 แห่งในสหราชอาณาจักร เป็นโรงแรมพรีเมียมขึ้น ภายใต้แบรนด์ The Unlimited Collection (เปิดไปแล้ว) ส่วนอีก 2 โรงแรมจะเป็นแบรนด์ lyf (เปิดครึ่งแรกปี 2569) คาดช่วยดัน ADR เป็น 20-30%
  • ปรับปรุงโรงแรม 2 แห่ง คือ SAii Phi Phi Island Village ปรับปรุงวิลล่าเนินเขา 12 หลัง ด้าน SAii Maldives เพิ่มสระว่ายน้ำส่วนตัวให้วิลล่าเหนือน้ำอีก 20 หลัง

เราตั้งเป้า Revpar ขยายตัว 20-30% และ EBITDA แตะระดับ 30%

ทั้งนี้ การปรับปรุงทรัพย์สิน ช่วยยกระดับราคาห้องพักของ SHR อาทิ ภูเก็ต มีราคา 18,000 บาท/คืน ทำให้ฐานกำไรกลุ่มโรงแรมเติบโต โดย 2568 ปีที่ผ่านมา กำไรนิวไฮที่ 615 ล้านบาท หากคงอัตราเข้าพักที่กว่า 70% เท่าเดิม ฐานกำไรจะขยับไปสู่ 600 ล้านบาท/ปีอย่างต่อเนื่อง จากปี 2566 มีกำไรเพียง 50 ล้านบาท

ปัจจุบัน SHR มีโรงแรม 18 แห่ง จำนวน 2,518 คีย์ ใน 5 ประเทศ ที่มีไฮซีซั่นต่างกัน ทำให้มีรายได้เข้ามาตลอด เพราะไม่ได้พึ่งพาตลาดใดมากจนเกินไป

โรงแรมในสหรชอาณาจักรของ SHR ในเครือสิงห์ เอสเตท
2.ธุรกิจอาคารสำนักงาน (ออฟฟิศ)

ธุรกิจออฟฟิศให้เช่า คีย์การเติบโตอยู่ที่การดึงผู้เช่าเก่าให้อยู่ต่อยาว ๆ โดยปกติผู้เช่าของสิงห์จะเซ็นสัญญาระยะ 3 ปี ปัจจุบันอัตราเช่า (Occupancy Rate) อยู่ในระดับดี

  • อาคาร S Metro อัตราเช่า 94%
  • อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ อัตราเช่า 92%
  • อาคาร S-Oasis อัตราเช่า 56% (ปีนี้ตั้งเป่าขยับสู่ 70%) จากการแข่งขันออฟฟิศบนถนนวิภาวดีแข่งขันไม่สูง มีดีมานด์เป็นของตนเอง

ที่อยู่อาศัยเปิดตัว 2 โครงการ ฟากนิคมฯ รับอานิสงส์ดาต้าเซ็นเตอร์

ส่วนธุรกิจที่ไม่เป็นรายได้ประจำ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1.ธุรกิจที่อยู่อาศัย

ปี 2569 เน้นกลยุทธ์ ต่อยอดการเติบโตจากพันธมิตร (Scaling Through PartnerShips) โดยร่วมลงทุนกับพาร์ตเนอร์ 2 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • SAii Phuket Laguna มูลค่า 1,000 ล้านบาท ซินเนอร์ยีกับบริษัทในเครือ คือ SHR โครงการรูปแบบ Branded Residence ไม่เกิน 100 ยูนิต โซนลากูน่าภูเก็ต
  • โครงการคอนโดมิเนียมหรู ใน กทม. มูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยร่วมกับกลุ่มวันเรียลเอสเตท ราคาเฉลี่ย 150,000-200,000 บาท/ตารางเมตร

2.นิคมอุตสาหกรรม (เอส อ่างทอง)

โดยปี 2569 มุ่งเน้น “กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์” ที่มีการซื้อที่ดินขนาดใหญ่ 200-400 ไร่/แห่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดีลกับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่จากจีน มูลค่า 1,000 ล้านบาท คาดปิดดีลในช่วงครึ่งปีแรกนี้

ปีนี้มีการพูดคุยกับดาต้าเซ็นเตอร์หลายราย นอกจากการขายที่ดินนิคมฯ แล้ว ยังสามารถทำรายได้ประจำ จากการขายน้ำและขายไฟป้อนเข้าดาต้าเซ็นเตอร์ โดยปีก่อนขายน้ำได้ 54 ล้านบาท และได้ส่วนแบ่งขายไฟฟ้าอีก 160 ล้านบาท

เข้มวินัยการเงิน ตั้งเป้าปี 69 เทิร์นอะราวด์รายได้ 1.4 หมื่นล้านบาท-กำไรนิวไฮ

นอกจากนี้ อีกกลยุทธ์สำคัญ คือ การรักษาความแข็งแกร่งและวินัยทางการเงิน (Strong Funding Capability) เน้นบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมระดับหนี้สินและรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ บริษัทคงสัดส่วนแหล่งเงินทุนระหว่างสินเชื่อจากสถาบันการเงินประมาณ 70% และหุ้นกู้ 30% เพื่อสร้างสมดุลด้านต้นทุนทางการเงินและความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืม ความสามารถในการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ระดับ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี

“จากแผนทั้งหมดนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าว่า ปี 2569 จะทำรายได้เทิร์นอะราวด์ กลับมาอยู่ที่ 14,000 ล้านบาท จากปีก่อนปิดที่ 13,988 ล้านบาท ส่วนกำไรมองการทำนิวไฮต่อเนื่อง”

]]>
1562777
“น้อย-ลึก-เงียบ-ถูก” 4 หลักการตลาดแก้โจทย์ให้คน ‘อยากซื้อ’ ในวันที่ ‘ไม่อยากใช้เงิน’ เพราะพิษสงคราม https://positioningmag.com/1562778 Thu, 05 Mar 2026 12:13:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562778 ไทยกำลังจะตั้งหลักจากการมาของรัฐบาลใหม่ แต่ยังไม่ทันไรสถานการณ์โลกก็พลิกผันอย่างฉับพลัน เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะ Supply Shock ไปทั่วโลก ทำให้นิยามของ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ที่ให้กับปี 2026 ว่า “โลกฉลาดล้ำ เปราะบาง และไร้สมดุล” ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก คำถามคือ ในช่วงที่โลกเผชิญกับควาามไม่แน่นอน (อีกแล้ว) ผู้บริโภคยิ่งลังเลที่จะจับจ่าย แล้วนักการตลาดจะแก้โจทย์นี้อย่างไร

เมื่อสงคราม ทำคนไม่กล้าจับจ่าย

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เล่าว่า ก่อนหน้านี้โลกเคยเผชิญกับ Tech War, Trade War และ Tariff War แต่ยังไม่เคยเห็นสงครามจริงในระดับที่อาจลุกลามในวงกว้างขนาดนี้ ผลกระทบที่ภูมิภาคอาเซียนต้องเผชิญ ได้แก่ ความกังวลเรื่องพลังงาน เนื่องจากไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ซึ่งราคาพลังงานที่สูงขึ้นนำสู่ความเสี่ยงเงินเฟ้อ ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น และ Globalization ที่กำลังพลิกผันสู่ De-globalization อย่างแท้จริง

ด้าน ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมการสื่อสารและการตลาดยั่งยืน เสริมว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ผู้นำโลกยังสร้างความ ไม่แน่นอน (Uncertainty) ในทุกระดับ ตั้งแต่เรื่องนโยบายใหญ่ไปจนถึงเรื่องเล็กน้อย ผลที่ตามมาคือ ปรากฏการณ์ คนไม่กล้าจับจ่าย (Low Consumption) เพราะเมื่อมนุษย์กลัว สัญชาตญาณแรกคือ อยู่นิ่ง ไม่ตัดสินใจสิ่งที่ไม่จำเป็น นี่คือโจทย์ใหญ่ที่สุดของนักการตลาด ทำอย่างไรให้คนอยากซื้อ ในวันที่คนไม่อยากใช้เงิน?

“ความเสี่ยง (Risk) นั้นวัดและจัดการได้ แต่กับความไม่แน่นอน (Uncertainty) วัดไม่ได้ เหมือนกับโควิดในอดีต ที่เราคาดเดาอะไรไม่ได้เลย” – ผศ.ดร.เอกก์ กล่าว

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

4 หลักการตลาด ยุค Uncertainty

เนื่องจากที่ผ่านมา โลกไม่ค่อยได้เจอกับ สงครามจริง ๆ ทาง ผศ.ดร.เอกก์ จึงอ้างอิงงานวิจัยของ Mark de Rond ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาองค์กร มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แล้วสรุปเป็น 4 หลักการตลาด ในยุคความไม่แน่นอน ได้แก่

  • น้อยแต่มาก: ในช่วงที่ Uncertainty สูง ผู้บริโภคไม่กล้าควักเงินก้อนใหญ่ แต่พร้อมจ่ายบ่อย ๆ ในปริมาณน้อย สังเกตได้จากการเติบโตของผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กในทุกหมวดสินค้า ไม่ว่าจะเป็นครีมซอง วิตามินซอง ล้วนเป็นปรากฏการณ์เดียวกัน ดังนั้น นักการตลาดต้องปรับโมเดลจาก ซื้อน้อยครั้งแต่มาก เป็น ซื้อบ่อยแต่ทีละน้อย เพื่อลดแรงต้านทางจิตวิทยาในการตัดสินใจซื้อ และรักษาความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับลูกค้า ข้อควรระวัง คืออย่าออกสินค้าเล็กแล้วยังโปรโมทแบบ Mass เพราะขัดกับหลักถูกและดี สินค้าเล็กต้องมาพร้อมกลยุทธ์สื่อที่แม่นยำด้วย
  • ลึกแต่กว้าง: แทนที่จะพยายามจับตลาดแมส ให้มองหากลุ่มเฉพาะ (Niche) ที่ลึกมาก เพราะเมื่อลงไปจริง ๆ จะพบว่ามีขนาดใหญ่กว่าที่คิด กลุ่มลูกค้าเฉพาะเหล่านี้มักยินดีจ่ายมากกว่า มีคู่แข่งน้อยกว่า และบอกต่อกันเองโดยไม่ต้องโฆษณา กุญแจคือการค้นหาให้พบว่า ‘กลุ่มลึก’ คือใคร แล้วออกแบบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มนั้นได้ดีกว่าใครในโลก ตัวอย่างเช่น บริษัทท่องเที่ยวในอยุธยา เจาะตลาด ‘นักท่องเที่ยวพิการชาวเยอรมัน’ มีพนักงานเพียง 4-5 คนเท่านั้น แต่สามารถทำเงินได้มหาศาล และไม่มีคู่แข่ง
  • เงียบแต่ดัง: ในปีที่งบการตลาดลดลง การยิงแม่นมีคุณค่ามากกว่าการยิงมั่วเสมอ ดังนั้น นักการตลาดต้องเร่งปรับจาก SEO (Search Engine Optimization) สู่ GEO (Generative Engine Optimization) เพราะผู้บริโภควันนี้ถามข้อมูลจาก ChatGPT และ Gemini แทน Google Search แล้ว LINE Beacon เป็นตัวอย่างที่ดีของ Out-of-Home แบบยิงแม่น เมื่อผู้ใช้เดินผ่านหน้าร้าน ระบบจะส่งโฆษณาตรงเข้าแอปทันที ราคารวมถูกกว่าและวัดผลได้ชัดเจนกว่าการแจกใบปลิว
  • ถูกและดี: ในช่วง Uncertainty ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่ ถูก แต่ต้องการ คุ้มค่า หัวใจของหลักการนี้คือความคิดสร้างสรรค์มีคุณค่ามากกว่างบประมาณ ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วให้เกิดคุณค่าสูงสุดโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาล นักการตลาดที่ควบคุมต้นทุนได้เก่งมีคุณค่าต่อองค์กรมากในยุคนี้ ตัวอย่างเช่น KFC ร่วมมือกับบริษัทกล่องพลาสติก ทำ Limited Edition Bucket พลาสติกเพียง 5,000 ใบ กระแสแห่งกันจน viral ด้วยงบเพียงประมาณ 3 ล้านบาท น้อยกว่าค่าผลิตโฆษณาทีวีหนึ่งชิ้น

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ทั้ง 4 กลยุทธ์นี้ต้องทำผสมผสานกัน ไม่ใช่แยกทำทีละอย่าง ทั้ง 4 หลักต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน และ 4 กลยุทธ์ยิ่งเหมาะกับ SME มากกว่าองค์กรขนาดใหญ่ เพราะบริษัทเล็กมีความคล่องตัว ต้นทุนต่ำ และสามารถลงลึกในกลุ่มลูกค้าเฉพาะได้ในพื้นที่ที่เจ้าใหญ่ไม่ทำ

ในเชิงบริหาร ซึ่ง ดร.บุรณิน แนะนำว่า ก่อนจะวางแผนทำกลยุทธ์อะไร ต้อง ตั้งสติ (Mindfulness) เหมือน Circuit Breaker ที่หยุดเพื่อตั้งหลักก่อนคิดต่อเพื่อสร้าง Marketing Intelligence เพื่อให้เกิด Productivity ในการทำงาน อีกจุดที่สำคัญคือ Partnership ความเป็นเพื่อนในยามวิกฤติ ทั้งรัฐ-รัฐ เอกชน-เอกชน ช่วยประคับประคอง Supply Chain ที่ถูกกระทบ และช่วยเช็กข่าวสารที่แม่นยำกว่าแค่เห็นบนโซเชียลมีเดีย

“ยกหูโทรหาลูกค้าและคู่ค้าโดยตรง ดีกว่าเสพโซเชียล เพราะได้ทั้งข้อเท็จจริงและความรู้สึก ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดให้ได้” ดร.บุรณิน กล่าว 

สูตร 4R ปรับตัวระยะยาว

ดร.บุรณิน ย้ำว่า วิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่แค่พายุที่ต้องฝ่าผ่าน แต่คือจุดเปลี่ยนของโลก หลังวิกฤติจะมี ธรรมนูญใหม่ ที่ใครปรับตัวได้เร็วกว่าก็จะได้เปรียบ ด้วยกรอบคิด 4R ได้แก่

  • Redefine — นิยามการตลาดใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับโลก De-globalization และ Regional Supply Chain
  • Resilience — ความเข้มแข็งเริ่มจากจิตใจ ล้มแล้วลุก ปรับตัวสู่สมดุลใหม่
  • Reform — ปฏิรูปตัวเองและธุรกิจให้พร้อมรับธรรมนูญใหม่ของโลก
  • Redesign — ออกแบบองค์กรและกระบวนการใหม่โดยนำเทคโนโลยีมาใช้เต็มศักยภาพ
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมการสื่อสารและการตลาดยั่งยืน

สงครามราคามาแน่ แต่เจ็บทุกฝ่าย

เมื่อยอดขายตก สิ่งแรกที่นักการตลาดหลายคนนึกถึงคือ ลดราคา แต่ ผศ.ดร.เอกก์ เตือนอย่างชัดเจนว่า Price War คือกับดักที่อันตรายที่สุดในยุควิกฤติ เพราะเป็นสงครามที่เจ็บทุกฝ่าย และผู้แพ้มักเป็นคนที่เล็กที่สุดในสนาม ดังนั้น แม้ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้เห็นในช่วงวิกฤตินี้ แต่ถ้าเลี่ยงได้ อยากให้เลี่ยง เพราะราคาเป็นเรื่องที่เล่นแล้วเจ็บทุกคน

“เจ้าเล็กในประเทศไทยถ้าเล่นสงครามราคา จะเจอเจ้าใหญ่กว่า เจ้าใหญ่ในประเทศไทยเล่น จะเจอยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ อย่าชนช้างกับคนที่มีช้างใหญ่กว่า”

ผศ.ดร.เอกก์ ทิ้งท้ายว่า เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนประเทศมีเรื่อง การบริโภค การส่งออก การลงทุน ซึ่งเครื่องยนต์ทั้งหมดดับหมด ดังนั้น ต้องพึ่งพา ภาครัฐ ที่ต้องช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย เช่น มาตรการอย่างคนละครึ่งที่กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อยทั่วประเทศ ซึ่งจะตอบโจทย์ได้ตรงกว่า ขณะที่มาตรดารลดดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยมากนัก เพราะปัญหาไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่เป็นเรื่องกู้ไม่ผ่านมากกว่า

]]>
1562778
SYNNEX เสริมความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดินหน้ายกระดับมาตรฐาน After-Sales Service ด้วยสติ๊กเกอร์ “Trusted by Synnex” โฉมใหม่ ในงาน COMMART GameForce https://positioningmag.com/1562779 Thu, 05 Mar 2026 12:03:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562779 บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX สร้างกระแสความคึกคักอย่างต่อเนื่องในงาน COMMART GameForce ที่จัดขึ้นในช่วงวันที่ 5–8 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยบูธ SYNNEX ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงาน สาวกไอที เกมเมอร์ อย่างคึกคักจากกิจกรรมพิเศษภายในงาน และการเปิดตัวสติ๊กเกอร์ “Trusted by Synnex” รูปแบบใหม่ ที่สะท้อนมาตรฐานความน่าเชื่อถือในอีกระดับ บรรยากาศภายในบูธเต็มไปด้วยกิจกรรมสร้างประสบการณ์ ทั้งโซนทดลองเล่น Nintendo Switch 2 ที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากสายเกมมิ่ง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Top Spender สำหรับลูกค้าที่มียอดซื้อสินค้าไอทีที่มีสติ๊กเกอร์ Trusted by Synnex สูงสุด 3 อันดับแรกตลอดระยะเวลาการจัดงาน โดยจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในวันที่ 11 มีนาคม 2569 ผ่านทาง Facebook: SynnexThailand

คุณสุทธิพงศ์ จันทร์ภักดี Director of Sales & Marketing and Business Operation บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สติ๊กเกอร์ ‘Trusted by Synnex’ รูปแบบใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายการรับประกันบนสินค้า แต่คือมาตรฐานใหม่ของการซื้อไอทีที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง ทั้งด้านคุณภาพ ความถูกต้องตามมาตรฐานการจัดจำหน่าย และบริการหลังการขายที่สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า ของแท้ 100% รับประกันดิจิทัล พร้อมการดูแลหลังการขายครบวงจร และเพื่อให้ประสบการณ์หลังการซื้อเป็นเรื่องง่ายที่สุด ไม่ต้องมีกล่อง ไม่ต้องมีใบเสร็จ เพียงแค่สแกน จบทุกการรับประกันที่ SYNNEX”

การเปิดตัวสติ๊กเกอร์รูปแบบใหม่นี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของ SYNNEX ในฐานะผู้นำด้าน IT Ecosystem ของประเทศไทย ที่ไม่เพียงมุ่งนำเสนอสินค้าไอทีที่ครบครัน แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว ผ่านมาตรฐานบริการที่ตรวจสอบได้ และดูแลลูกค้าต่อเนื่องอย่างดีที่สุด

พร้อมกันนี้ SYNNEX ยังเดินหน้าสนับสนุนแนวคิดความยั่งยืน ผ่านโครงการ “ทิ้งให้ถูกที่กับ Trusted by Synnex E-Waste” โดยเปิดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายในงาน เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะอย่างถูกวิธี และร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ

ความสำเร็จในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ SYNNEX ในการส่งมอบสินค้าและเทคโนโลยีคุณภาพ ภายใต้สัญลักษณ์ “Trusted by Synnex” ที่ยืนหยัดเป็นเครื่องหมายแห่งความไว้วางใจ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจเลือกซื้อ เต็มไปด้วยความมั่นใจ และสานต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อ SYNNEX อย่างต่อเนื่อง

]]>
1562779
นักการตลาดไทยกว่า 81% นำ AI มาใช้แล้ว แต่แคมเปญการตลาดยังขาดการปรับแต่งเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย https://positioningmag.com/1562771 Thu, 05 Mar 2026 11:46:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562771 • 82% ของนักการตลาดในประเทศไทยระบุว่า ลูกค้าคาดหวังให้แบรนด์สามารถรองรับการสนทนาแบบสองทาง (two-way conversations) ที่มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบได้มากยิ่งขึ้น

• อย่างไรก็ดี นักการตลาดไทยประมาณครึ่งหนึ่งยอมรับว่ายังไม่สามารถตอบกลับอีเมลและข้อความ SMS ได้อย่างสม่ำเสมอและทันเวลา

• 87% ของนักการตลาดไว้วางใจให้ AI ช่วยตอบลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังติดข้อจำกัดจากข้อมูลที่กระจัดกระจายหรือขาดความเกี่ยวเนื่อง

ปัจจุบัน ลูกค้าต้องการให้การโต้ตอบกับแบรนด์ให้ความรู้สึกเหมือนการสนทนากับ LLM ที่สามารถตอบคำถามได้ทันที โต้ตอบผ่านบทสนทนาได้อย่างต่อเนื่อง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจนักการตลาดในประเทศไทยเกือบ 150 ราย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างทั่วโลก 4,500 รายในรายงาน State of Marketing ฉบับที่ 10 ของ Salesforce พบว่า 55% ของนักการตลาดไทยยังประสบปัญหาในการตอบลูกค้าอย่างรวดเร็ว และ 85% ยอมรับว่ายังดำเนินแคมเปญการตลาดแบบกว้าง ๆ ที่ขาดความเฉพาะเจาะจง

งานวิจัยชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความพยายาม แต่อยู่ที่การขาดข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ระบบที่แยกส่วน (siloed systems) และข้อมูลที่ขาดคุณภาพ ยังคงเป็นอุปสรรคหลักต่อการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของการปรับแต่งเฉพาะบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ข่าวดีคือ นักการตลาดที่สามารถรวมศูนย์ข้อมูลลูกค้าได้สำเร็จมีความได้เปรียบตั้งแต่ต้นเหนือผู้ที่ยังใช้แหล่งข้อมูลแบบกระจัดกระจาย ในระดับนานาชาติ ทีมการตลาดที่พึงพอใจกับการรวมข้อมูลของตน มีแนวโน้มตอบลูกค้าอย่างสม่ำเสมอมากกว่าถึง 42% เมื่อเทียบกับทีมที่ยังไม่พอใจกับโครงสร้างข้อมูลพื้นฐานของตน นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มใช้ AI Agent เพื่อขยายขีดความสามารถในการทำงานมากกว่าถึง 60%

คุณอภิสิทธิ์ คุปรัตน์ ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยของเซลส์ฟอร์ซ กล่าวว่า “หาก AI ของคุณไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า คุณก็ไม่สามารถมอบคำแนะนำหรือคำตอบที่ตรงใจและเฉพาะเจาะจงให้กับลูกค้าแต่ละรายได้ ในโลกที่ทุกองค์กรสามารถเข้าถึงโมเดล AI ชุดเดียวกันได้ สิ่งที่สร้างความแตกต่างคือความสามารถในการดึงและใช้ข้อมูลบริบทที่ถูกต้อง นี่คือจุดแยกระหว่าง AI ที่เพียงแค่ทำให้งานเดิมเป็นระบบอัตโนมัติ กับ AI agent ที่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง”

เจาะลึกประเด็นสำคัญ

ข้อมูลคือคอขวดสำคัญที่สุดของการทำ Personalization

• การที่ข้อมูลถูกจัดเก็บแยกกันตามฝ่ายงานทำให้นักการตลาดติดอยู่กับการสื่อสารทางเดียว
o 82% ของนักการตลาดไทยระบุว่าลูกค้าคาดหวังบทสนทนาแบบสองทาง ที่สามารถตอบกลับข้อความการตลาดและได้รับการตอบกลับจริง แต่ 55% ของนักการตลาดยังตอบกลับได้ล่าช้า เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงบริบทข้อมูลที่จำเป็นได้
o มีเพียง 59% ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลบริการได้ครบถ้วน 56% เข้าถึงข้อมูลการขาย และเพียง 48% เข้าถึงข้อมูลด้านคอมเมิร์ซ

คุณอภิสิทธิ์ กล่าวเสริมว่า “องค์กรด้านการตลาดกำลังเผชิญกับช่องว่างที่ไม่เคยพบมาก่อน นั่นคือช่องว่างระหว่างการทำแคมเปญแบบเดิม กับการสร้างการโต้ตอบผ่านบทสนทนาที่ตรงกับความคาดหวังของลูกค้า และนี่จะเป็นครั้งแรกที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเชื่อมช่องว่างนี้ได้”

• นักการตลาดมอง AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายขีดความสามารถด้านการปรับแต่งเฉพาะบุคคล
o 79% ของนักการตลาดไทยระบุว่าพวกเขาต้องการคอนเทนต์ที่มีความเฉพาะบุคคลมากกว่าที่สามารถผลิตได้ในปัจจุบัน และ 81% กำลังหันมาใช้ AI เพื่อช่วยปิดช่องว่างดังกล่าว
o ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ตัวอย่างการใช้งาน AI จริงอันดับต้น ๆ คือการปรับแต่งคอนเทนต์ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
o แม้ AI จะช่วยขยายขีดความสามารถในการปรับแต่งเฉพาะบุคคลได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่งานวิจัยชี้ให้เห็นว่านักการตลาดส่วนใหญ่ยังคงเผชิญอุปสรรค โดย 96% ระบุว่ายังติดข้อจำกัดในการทำ Personalization และปัญหาด้านข้อมูลยังคงเป็นสาเหตุหลักที่สุด

• นักการตลาดที่มีผลงานโดดเด่นในภูมิภาค APAC สามารถลดช่องว่างนี้ได้
o ข้อยกเว้นที่น่าสนใจคือ นักการตลาดที่ใช้ AI Agent มีระดับความพึงพอใจต่อการเข้าถึงข้อมูลข้ามแผนกสูงกว่าอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าผลลัพธ์นี้เกิดจากสาเหตุใด ทั้งนี้ อาจเป็นผลมาจากการที่องค์กรต้องรวมศูนย์ข้อมูลก่อนการติดตั้ง AI Agent หรืออาจเป็นเพราะตัว Agent เองมีความสามารถในการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
o 76% ของนักการตลาดในภูมิภาค APAC ที่ใช้ AI พึงพอใจกับความสามารถในการเชื่อมต่อจุดสัมผัสระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ เมื่อเทียบกับ 55% ของกลุ่มที่ไม่ใช้ AI
o นักการตลาดที่มีผลงานโดดเด่นในภูมิภาค APAC มีแนวโน้มที่จะใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อมอบประสบการณ์ให้ตรงกับความสนใจของลูกค้ามากกว่า 1.7 เท่า และมีแนวโน้มรวมศูนย์แหล่งข้อมูลได้สำเร็จมากกว่า 1.7 เท่า

คุณอภิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “Agentic marketing คือวิวัฒนาการของการตลาดในอนาคต ที่เปลี่ยนจากการสื่อสารแบบทางเดียวไปสู่การมีส่วนร่วมและโต้ตอบกับลูกค้าอย่างแท้จริง หากองค์กรใดไม่สามารถมอบประสบการณ์ในรูปแบบนี้ได้ ผู้บริโภคก็พร้อมที่จะเปลี่ยนใจไปเลือกแบรนด์อื่นที่ตอบสนองได้ดีกว่า”

AI กำลังเขียนกติกาใหม่ของการค้นพบและการมีส่วนร่วมของลูกค้า

• นักการตลาดไทยกำลังเผชิญแรงกดดันระหว่างแนวทางการตลาดแบบเดิมกับบริบทใหม่
o มากกว่าครึ่งหนึ่ง (57%) ระบุว่ากำลังประสบปัญหาในการตามให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ 52% ยอมรับว่ายังไม่สามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับการใช้ AI อย่างแพร่หลายได้อย่างชัดเจน

• พฤติกรรมและความคาดหวังของลูกค้าได้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดภายใต้อิทธิพลของ AI
o ครึ่งหนึ่งของการค้นหาบน Google แสดงผลสรุปคำตอบด้วย AI ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องคลิกเข้าเว็บไซต์ของแบรนด์โดยตรง ส่งผลให้ส่วนบนของ Marketing Funnel หดตัวลง ขณะเดียวกันลูกค้าเริ่มหันไปใช้ LLM เป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น
o เฉพาะช่วงเทศกาลปลายปีที่ผ่านมา AI และ agents มีส่วนผลักดันคำสั่งซื้อทั่วโลกถึง 20% คิดเป็นมูลค่า สองแสนหกหมื่นสองพันล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของวิธีที่ผู้คนค้นหาและเลือกซื้อสินค้า
o 89% ของนักการตลาดไทยสังเกตว่า AI กำลังยกระดับความคาดหวังของลูกค้า ขณะที่ 82% ระบุว่าลูกค้าคาดหวังการสื่อสารแบบสองทางในทุกช่องทางมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

• เจาะลึก: Answer Engine Optimization (AEO) — บทสนทนาสองทางที่ผู้บริโภคได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
o นักการตลาดในประเทศไทยส่วนใหญ่ (86%) ระบุว่า AI กำลังกำหนดทิศทางใหม่ให้กับกลยุทธ์ SEO และ 83% ได้เริ่มปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับคำตอบที่สร้างโดย AI แล้ว บนแพลตฟอร์มอย่าง ChatGPT และ Google AI Overview
o ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้การดึงความสนใจของผู้บริโภคจะยากขึ้นเมื่อ AI สังเคราะห์คำตอบจากหลายแหล่งข้อมูล แต่การมีส่วนร่วมของลูกค้ากลับมีความเฉพาะบุคคลและเจาะจงมากขึ้น สะท้อนเจตนาซื้อที่ชัดเจนกว่าเดิม
o ในระดับนานาชาติ นักการตลาดที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น หรือกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนจากงบประมาณการตลาดได้สูงสุด มีแนวโน้มทำ Optimization สำหรับ AI search มากกว่านักการตลาดที่มีผลงานต่ำกว่า ถึง 2.2 เท่า

คุณอภิสิทธิ์ กล่าวปิดท้ายว่า “ขั้นตอนที่ลูกค้าค้นพบและมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ลูกค้า ไม่ได้คลิกลิงก์จากผลการค้นหาของ Google อีกต่อไป แต่ได้รับคำตอบโดยตรงจาก AI และเมื่ออินเทอร์เฟซที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้กระบวนการค้นหาสั้นและรวดเร็วขึ้น โอกาสที่แบรนด์จะเข้าถึงความสนใจของลูกค้าก็ลดน้อยลงไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับตัวและวางกลยุทธ์ให้พร้อมรับมือกับโลกของ ‘Answer Engine’ อย่างจริงจัง”

 

]]>
1562771
เบื้องหลังรางวัลโซเชียลของ “ทรู” เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงการเชื่อมต่อ แต่คือ “ความจริงใจ” ที่ส่งถึงผู้คน https://positioningmag.com/1562205 Thu, 05 Mar 2026 11:45:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562205 ในยุคที่โลกโซเชียลเต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาล และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การที่แบรนด์หนึ่งจะสามารถครองใจผู้บริโภคได้ทั้งในแง่ของ “ความไว” (Fast Response) และ “คุณค่า” (Social Impact) ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เกิดจาก DNA ที่ฝังรากลึกอยู่ในพนักงานทุกคนของ ทรู คอร์ปอเรชั่น

ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่นประกาศความสำเร็จบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 ด้วยการคว้า 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ Outstanding Sustainability Brand Performance on Social Media (สาขา Social Impact) และ Best Brand Performance on Social Media by Pantip (สาขา Fast Response) ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์การเป็น Tech Company ที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

Positioning ได้พูดคุยกับทีมโซเชียล นำทีมโดย พิมลพรรณ ศิริวงศ์วานงาม หัวหน้าฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายนอก บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น, ฐิติรัตน์ สิริวรโชติโภคิน Head of Digital Communications, เชิญพร คงมา Specialist, Digital Communications และทิติยา กับบุญมา Senior Associate, Digital Communications ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้ทรู คอร์ปอเรชั่นคว้ารางวัลใหญ่นี้ไปครอง ความพิเศษคือรางวัลนี้เป็นสาขาใหม่ที่จัดมอบเป็นครั้งแรก เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์แบรนด์เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

True Together พื้นที่เล่าเรื่องความยั่งยืนที่จับต้องได้

ในปัจจุบันทุกแบรนด์ล้วนมีโซเชียลมีเดียไว้เพื่อสื่อสารกับลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ที่ดี รวมไปถึงบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ของแบรนด์ เพื่อให้ยังอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเสมอ บางแบรนด์ใช้เป็นพื้นที่ในการบอกโปรโมชั่น บางแบรนด์ใช้ในการสร้างสตอรี่ หรือคอนเทนต์ใหม่ๆ ขณะที่บางแบรนด์ก็ใช้เล่าเรื่องราวความยั่งยืนต่างๆ

ทรู คอร์ปอเรชั่นมีช่องทางโซเชียลหลักๆ บนเฟซบุ๊ก 2 เพจด้วยกัน ได้แก่ True ที่เน้นเนื้อหาในเชิงองค์กร และ TrueMoveH ที่เน้นเนื้อหาเชิงพาณิชย์ของเครือข่าย

เบื้องหลังรางวัลด้านความยั่งยืน (ESG) มาจากความทุ่มเทของเพจ True ที่มี DNA ความเป็น True Together ช่องทางนี้ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อประกาศความสำเร็จขององค์กร หรือเล่าเรื่องราวการไปทำ CSR แต่อย่างใด แต่มีไว้เพื่อสื่อสาร “ความตั้งใจ” ที่ทำเพื่อผู้คน การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง

ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังเปิดเผยว่า คอนเทนต์ที่ มีกระแสตอบรับดีที่สุด ไม่ใช่เรื่องตัวเลขผลกำไร หรือคอนเทนต์ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์เยอะๆ แต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่สะท้อนการลงพื้นที่จริง ทำจริง และคนในชุมชนได้รับประโยชน์จริงๆ ซึ่งสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความภูมิใจที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม

“เราไม่ได้ทำเพราะหน้าที่ แต่ทำเพราะแพสชั่น” คือเสียงสะท้อนจากทีมงานที่ลงไปสัมผัสชีวิตกลุ่มเด็กออทิสติก เห็นความลำบากของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าในการจัดระเบียบสายสื่อสาร หรือความทุ่มเทของทีมช่างที่บุกป่าฝ่าดงขึ้นไปติดตั้งเสาสัญญาณในหมู่บ้านที่ห่างไกลเพื่อให้ชาวบ้านได้เชื่อมต่อกับโลกใบนี้ เรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างพิถีพิถัน และจริงใจจนคนโซเชียลสัมผัสได้ อีกทั้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมด้วย

นิยามของ “ทรู” คือ “ความจริงใจ”

พิมลพรรณ ถ่ายทอดมุมมองว่า “เพจ True เป็นช่องทางที่ใช้สื่อสารทั้งภายในองค์ และสิ่งที่ทำกับชุมชน แต่นำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกด้าน ทั้งความปลอดภัยทางไซเบอร์ ประเด็นสำคัญในสังคม คอนเทนต์เรียลไทม์ รวมไปถึงสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ เป้าหมายคือการสื่อสารให้คนรู้ว่าเราทำจริง ไม่ได้เป็นการขายสินค้าและบริการเพียงอย่างเดียว เราเชื่อว่า สื่อโซเชียลมีพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และความยั่งยืน”

ในยุคที่มี Fake News และ AI มากมาย ทีมงานคอนเทนต์ของทรูยึดถือหลักการสำคัญคือ “ความถูกต้องแม่นยำ” ทุกอย่างที่นำเสนอต้องผ่านการคัดกรองและตรวจสอบและสะท้อนจุดยืนในการส่งต่อเรื่องราวที่สร้างสรรค์ต่อสังคม

“คำว่าทรู ทุกอย่างต้องจริงใจ ต้องเป็นเรื่องจริง การนำเสนอเรื่องราวในโซเชียลต้องยึดถือความจริงเท่านั้น”

ฐิติรัตน์ สิริวรโชติโภคิน Head of Digital Communications เสริมว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่เรื่องตัวเลขของเอ็นเกจเมนต์เยอะๆ แต่คนอ่านและดูคอนเทนต์แล้วมีความสุข ได้อินไซต์ ได้ความรู้บางอย่าง หรือได้แรงบันดาลใจจากเนื้อหาที่เรานำเสนอก็รู้สึกประสบความสำเร็จแล้ว”

ทางด้าน เชิญพร คงมา Specialist, Digital Communications เล่าว่า ด้วยความที่ทีมงานที่ทำคอนเทนต์แต่ละคนเคยทำงานด้านสื่อมาก่อน จึงมีทักษะและเข้าใจศิลปะในการเล่าเรื่อง งานทุกชิ้นทำอย่างพิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกประเด็นนำเสนอ ไปจนถึงการวางเนื้อหา มุมภาพ และวิดีโอ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบของทรู ที่สำคัญคือการลงพื้นที่จริง เพื่อเก็บข้อมูลรายละเอียด และถ่ายทอดเรื่องราวได้ครบทุกมิติ

“ทีมงานต้องทำงานใกล้ชิดทีมงานต่างๆ ในทรูอยู่ตลอด เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวของงานตั้งแต่จุดเริ่มต้น ต้องลงพื้นที่ไปสัมผัสหน้างานจริงๆ พูดคุยและรับฟังเสียงจากผู้คนในชุมชนล่าสุดเราได้ร่วมลงพื้นที่ติดตั้งอินเทอร์เน็ตในหมู่บ้านห่างไกลบนดอย จ.ลำปาง ได้ไปเห็นภาพการทำงาน ได้พูดคุยรับรู้ความรู้สึกของชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้เรานำมาถ่ายทอดเรื่องราวที่เข้าถึงใจผู้คนได้”

ส่วน ทิติยา กับบุญมา Senior Associate, Digital Communications เสริมว่า จริงๆ แล้วทรูทำธุรกิจที่หลากหลาย โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างโอกาสที่เท่าเทียม ทางทีมมีโอกาสที่ทำหน้าที่สื่อสารให้คนทั่วไปได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ไปจนถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่า เช่น การพัฒนาระบบป้องกันภัยช้างป่า เพื่อให้คนและช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

สำหรับรางวัล Outstanding Sustainability Brand Performance on Social Media (แบรนด์ที่สื่อสารเรื่องความยั่งยืนได้โดดเด่น) จะแบ่งเป็นทั้งหมด 3 สาขา คือ E, S และ G โดยใช้เกณฑ์ Social Metric ที่เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารด้านความยั่งยืนของแบรนด์บนโซเซียล มีเดีย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติจากแบรนด์ที่อยู่ในดัชนี SET50 จากโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลักผ่านประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน และได้ผ่านการพิจารณารวมกันจาก GEPP ESG Intelligence ที่เป็นข้อมูลเชิงลึกด้านคุณภาพ

การที่ทรู คอร์ปอเรชั่นคว้ารางวัลนี้มาครอง สะท้อนถึงการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่ลงมือทำจริงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสร้างผลกระทบเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วไป รวมถึงแบรนด์อื่นๆ ในสังคมได้

ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่รางวัลขององค์กร แต่เป็น “ของขวัญ” สำหรับคนทำงานที่เชื่อว่า ความสุขที่แท้จริงคือการได้เห็นรอยยิ้มของคนในพื้นที่ที่เทคโนโลยีเข้าถึงนั่นเอง “แค่คนอ่านคอนเทนต์แล้วมีความสุข เกิดแรงบันดาลใจหรือได้ความรู้บางอย่างไปปรับใช้ นั่นคือความสำเร็จของเราแล้ว” ทีมงานทรูทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

]]>
1562205
“JASPAL THE EDIT x SOPHIE PACHAREE” ร้อยเรียงความงดงามเหนือกาลเวลาของไข่มุกเข้ากับแฟชั่นยุคใหม่ ผ่านมุมมองของ “โซฟี่ – ปาจารีย์ ซูเมอร์ส-โรเจอร์” ในคอนเซ็ปต์ Pearl and the City https://positioningmag.com/1562766 Thu, 05 Mar 2026 11:40:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562766 JASPAL THE EDIT ตอกย้ำความมุ่งมั่นของแคมเปญซีรี่ย์คอลลาบอเรชั่นในการสนับสนุนศิลปิน นักออกแบบ ผู้คนในแวดวงแฟชั่นไทยที่มีวิสัยทัศน์พร้อมนำเสนอประสบการณ์แฟชั่นที่ยกระดับ ครั้งนี้กลับมาพร้อมความพิเศษกับคอลลาบอเรชั่นต้อนรับฤดูร้อน “JASPAL THE EDIT x SOPHIE PACHAREE” ครั้งแรก! ในการร่วมงานกับแบรนด์จิวเวลรีสัญชาติไทยอย่าง PACHAREE แบรนด์ที่มีแฟนคลับทั่วโลกที่รักและหลงใหลในงานจิวเวลรีแกะมือและมุกรูปทรงสวยเก๋หายาก ผ่านการออกแบบให้ร่วมสมัยไม่เหมือนใครโดย โซฟี่ – ปาจารีย์ ซูเมอร์ส-โรเจอร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์และดีไซเนอร์ สำหรับคอลเลกชั่นนี้เป็นการตีความบทใหม่ของแฟชั่น Ready-to-Wear ผ่านการร้อยเรียงความงดงามเหนือกาลเวลาของเครื่องประดับอย่างไข่มุกเข้ากับเสื้อผ้า ผ่านมุมมองและการออกแบบของ โซฟี่ – ปาจารีย์ ในคอนเซ็ปต์ Pearl and the City ที่สะท้อนตัวตนอันสง่างาม อ่อนหวาน แต่ทรงพลัง

ภายในงานเปิดตัวคอลลาบอเรชั่น “JASPAL THE EDIT x SOPHIE PACHAREE” อบอุ่นไปด้วยเหล่ากลุ่มเพื่อนใกล้ชิด อาทิ แอน ทองประสม, พอลล่า เทเลอร์, พลอย – เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, เจนสุดา ปานโต สิริสันต์, วุ้นเส้น – วิริฒิพา ภักดีประสงค์ และ แพต – ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช พร้อมด้วยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่นในบรรยากาศยามเย็นสุดโรแมนติกบน Rooftop ชมพระอาทิตย์ตกวิวสวนลุมพินีใจกลางกรุงเทพฯ ณ Spire Rooftop Bar โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

Pearl and the City คือการนำเสนอเสื้อผ้า Ready-to-Wear ผสานเข้ากับการประดับตกแต่งด้วยไข่มุกตัวแทนของความโรแมนติกเหนือกาลเวลาแฟชั่นดีไซน์แต่ละชิ้นให้ความสำคัญกับมิติของพื้นผิวและประกายความสวยงามของไข่มุก ผ่านไอเทมที่หลากหลายตอบโจทย์ในทุกโอกาส อาทิ เดรส กางเกง เชิ้ต ไปจนถึงยีนส์ที่ทุกไอเทมถูกผสานการตกแต่งด้วยไข่มุกได้อย่างลงตัว รวมถึงแอคเซสเซอรี่อย่างต่างหูและสร้อยคอ ที่ช่วยเติมเต็มลุคในทุกโอกาส ไข่มุกในคอลเลกชั่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องประดับ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้หญิง ความมั่นใจ และความหรูหราที่เรียบง่ายสวมใส่ในทุกวัน

เติมความโรแมนติกต้อนรับฤดูร้อนนี้ไปกับคอลลาบอเรชั่น “JASPAL THE EDIT x SOPHIE PACHAREE” ในคอนเซ็ปต์ Pearl and the City ได้ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ที่ร้าน JASPALทุกสาขา หรือผ่านช่องทางออนไลน์ www.jaspal.com

Tag: @JaspalOfficial @Pachareesophie

Hashtag: #Jaspal #JaspalxSophiePacharee

ติดตามข่าวสารและเทรนด์แฟชั่นล่าสุดจาก JASPAL ได้ที่

Instagram: @jaspalofficial

Facebook: @JaspalOfficial

LINE Official Account: @jaspalthailand

TikTok : @jaspal_th

 

]]>
1562766
MK Restaurants แตกแบรนด์ “MK PARADISE” สุกี้ “ผัดซุป” สุดพรีเมียม และพาเหรดเมนูใหม่สุดคราฟท์ ประเดิมสาขาสยามพารากอน https://positioningmag.com/1562758 Thu, 05 Mar 2026 11:35:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1562758 MK Restaurants เปิดตัว “MK Paradise” ชูคอนเซปต์ A Craftsmanship Premium Suki มอบประสบ การณ์ใหม่ในรูปแบบพรีเมียมที่ไม่เหมือนใคร โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การ “ผัดซุป” แบบหม้อต่อหม้อ รังสรรค์ความสดใหม่และความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน พร้อมพาเหรดเมนูใหม่จากวัตถุดิบคุณภาพ ทั้งสุกี้ ติ่มซำ และจานเดี่ยว รวมถึงเมนูเรียกน้ำย่อย ที่ไม่เคยมีมาก่อน ยกระดับประสบการณ์ความอร่อยยิ่งกว่าเคย ภายใต้บรรยากาศร้านที่เสมือนการทานสุกี้ในสรวงสวรรค์ สะท้อนความประณีตและความตั้งใจ ปักหมุดสยามพารากอน ใจกลางเมือง ที่แรกและที่เดียว

คุณทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “MK Restaurants อยู่คู่กับคนไทยมานานกว่า 40 ปี และคุ้นเคยกับลูกค้าผ่านหม้อแดง คอนโดแดง และน้ำจิ้มสุกี้      แต่เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในการทานอาหารมากขึ้น รวมถึงการมองหาความพรีเมียมในทุกแง่มุมของชีวิต ประกอบกับโลเคชั่นที่เจาะกลุ่มไลฟสไตล์คนเมือง เราจึงได้พัฒนาคอนเซปต์ใหม่ที่มอบประสบการณ์พิเศษให้แก่ลูกค้า ทั้งในแง่ของการนำเสนอเมนูที่แตกต่าง โดยยังคงรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และพิถีพิถันยิ่งขึ้น ซึ่ง MK Paradise ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ และถือได้ว่าเป็นการตอกย้ำผู้นำตลาดสุกี้ที่ครอบคลุมในทุกเซกเมนต์ คงคุณภาพที่เป็นจุดแข็งของ MK GROUP ได้เป็นอย่างดี”

โดย MK Paradise ไฮไลท์คือเมนูอาหารในรูปแบบใหม่ ในหลากหลายหมวด โดยเฉพาะ สุกี้ ที่ใช้การ “ผัดซุป”  สดใหม่แบบหม้อต่อหม้อ น้ำซุปที่เคี่ยวจนได้ที่ นำมาผัดเพิ่มเพื่อให้ซุปมีมิติและกลมกล่อมยิ่งขึ้น โดยให้เลือกถึง 5 รสชาติ ได้แก่ ซุปต้นตำรับ ซุปหวานรสผัก ที่หวานหอมยิ่งขึ้นเมื่อมีการผัดส่วนผสม ก่อนปรุงเพิ่มด้วยซุปต้นตำรับที่ทุกคนรัก, ซุปกระดูกหมูไต้หวัน เคี่ยวกระดูกหมูจนหวานหอม คั่วกับเครื่องเทศจีน เพื่อกระตุ้นความหอม รสชาติเข้มข้น, ซุปต้มยำมันกุ้ง คั่วมันกุ้งทวีความหอมจนแตกมัน ผสานกับซุปต้มยำ ได้รสชาติถึงเครื่องต้มยำ, ซุปหมาล่าไต้หวัน พริกหม่าล่าและฮวาเจียวนำเข้าจากจีน เข้มข้นเผ็ดชาหอมน้ำมันพริก ถึงรสหม่าล่ามากยิ่งขึ้น, ซุปสุกี้ยากี้สไตล์ญี่ปุ่น ความหวานจากหัวหอม รสชาติหวานเข้มข้น หอมปลาแห้ง เสิร์ฟพร้อมวัตถุดิบคุณภาพ เนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ และลูกชิ้นปั้นสด ผักสดหลากชนิด ผสมผสานน้ำจิ้มรสกลมกล่อมที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละน้ำซุป

นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารจีนดั้งเดิมที่ได้รับการยกระดับ เช่น “ก๋วยเตี๋ยวเหอเฟิ่นซอสเสฉวน” เส้นก๋วยเตี๋ยวสไตล์จีน ทำสดเหนียวนุ่มคลุกเคล้าซอสเสฉวนสูตรพิเศษ และหมวดติ่มซำ รวมถึงก๋วยเตี๋ยวหลอดสอดไส้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ไส้กุ้งทอด ไส้กุ้ง ไส้หมูแดง ไส้ปู ที่ทำสดแบบจานต่อจาน

และครั้งแรกที่ MK มีเมนูอาหารผัดสไตล์ฮ่องกง กับ “เนื้อวากิวนำเข้าซอสพริกไทยดำ” เนื้อวากิวคัดพรีเมียม ผัดด้วยไฟแรงจนหอมกรุ่น ยังคงความนุ่มฉ่ำในทุกสัมผัส รวมถึงเมนูเรียกน้ำย่อย “ยำแมงกะพรุนเครื่องเสวย ”แมงกะพรุนคัดเกรด เนื้อกรอบใส คลุกเคล้ากับน้ำยำสูตรพิเศษ

ส่วนเมนู ROASTED เพิ่มความคราฟท์และเพิ่มมิติของเนื้อสัมผัสกับ “ชุดเป็ดปักกิ่งเอ็มเค” ยกระดับเมนูยอดนิยมที่ครองใจลูกค้ามาอย่างยาวนาน คัดสรรเป็ดคุณภาพดี ห่อคู่กับแผ่นแป้งเนื้อนุ่ม ซอสสูตรพิเศษรสกลมกล่อม และเครื่องเคียงสดใหม่ที่จัดสรรอย่างลงตัว, “หมูกรอบฮ่องกง” หมูกรอบคัดพิเศษ หนังกรอบกำลังดี เนื้อด้านในนุ่มเด้ง ชุ่มฉ่ำ หอมมันอย่างพอดี และ “หมูแดงย่างพรีเมียมสไตล์ฮ่องกง” หมูแดงหมักสูตรฮ่องกง รสหวานเค็มกลมกล่อม เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ ให้รสสัมผัสคลาสสิกแบบต้นตำรับ

ด้านการออกแบบภายในร้านสะท้อนตำนานและความประณีตของแบรนด์ผ่านโทนสีทองและแดงที่สื่อถึงความพรีเมียม จุดเด่นกลางร้านเป็น Modern Art Installation ที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้นบะหมี่หยก ผสมผสานกับลวดลายของทิวเขาบนผนัง เพดานออกแบบโค้งมนคล้ายเมฆบนท้องฟ้า

สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับกับ “MK Paradise” สุกี้ “ผัดซุป” สุดพรีเมียม ได้ตั้งแต่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ณ สยามพารากอน ชั้น G (ฝั่ง South)

 

]]>
1562758