Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 17 Apr 2026 06:51:42 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 เผย 15 Insights สำคัญจาก 16 Sessions ที่คนทำงานต้องรู้ในปี 2026 จากงาน PPC2026 https://positioningmag.com/1569468 Fri, 17 Apr 2026 06:38:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569468 งาน PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026 (PPC2026) จัดโดย CREATIVE TALK ร่วมกับ AME IMAGINATIVE และ QGEN Consultant งานของคนทำงานแห่งปีได้จบลงเป็นที่เรียบร้อย พร้อมบรรยากาศสุดคึกคักท่ามกลางคนทำงานหลายพันคน พร้อม Speakers จากหลากหลายวงการมากกว่า 20 ชีวิต ทั้งผู้บริหารระดับแนวหน้า, HR, นักจิตวิทยา และนักแสดงชั้นนำ

หัวใจสำคัญของงานปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘เทคโนโลยี’ ที่เข้ามาอย่างเดียว แต่คือการเข้าใจ ‘People Performance’ ควบคู่ไปกับการยกระดับ ‘Human Intelligence’ ทั้งในแง่ของการบริหารจัดการเวลา พลังงาน ความคิด และการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อเปลี่ยน ‘คนทำงาน’ ทั่วไป ให้กลายเป็น ‘คนที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง’ จากหลาย Sessions สุดเข้มข้นบนเวทีที่ครอบคลุมเรื่อง ‘Life’ และ ‘Work’ รวมถึง Workshops ที่เน้นการลงมือทำจริง

“คนที่ไปต่อได้ในวันนี้ ไม่ใช่แค่ทำงานเป็น แต่ต้องบริหารตัวเองเป็นด้วย เพราะสุดท้ายการทำงานยุคนี้ ไม่ได้แข่งกันที่ว่าใครรู้มากกว่า แต่แข่งกันที่ว่าใครพัฒนาตัวเอง และสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่า”

เมื่อโลกไม่ได้ให้รางวัลคนเก่งเสมอไป แต่ให้รางวัลกับคนที่สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงมากกว่า รวม 15 Insights สำคัญที่คนทำงานต้องรู้ในปี 2026 จากงาน PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026

  1. หมดยุคของ ‘Work-Life Balance’ แต่ต้องเริ่ม ‘Work-Life Intelligence’ 

โลกไม่ได้หยุดนิ่งพอให้เราสามารถบาลานซ์เรื่อง ‘งาน’ และ ‘ชีวิต’ ได้ คนทำงานต้องเลิกมองหาวิธีการบาลานซ์ให้มันลงตัว แต่ต้องหันมาปรับตัวให้ทันในโลกปัจจุบัน รวมถึงต้องบริหารจัดการ และตัดสินใจให้ ‘ฉลาด’ มากยิ่งขึ้น

  1. ‘พลังงาน’ จะกลายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อน ‘ความสำเร็จ’

ยุคนี้คนทำงานบริหารจัดการ ‘เวลา’ ดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องบริหารจัดการ ‘พลังงาน’ ควบคู่ไปด้วย เพราะเมื่อคนทำงานบริหารทั้งเวลา และพลังงานได้ดี สิ่งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนความสำเร็จได้จริง

  1. เลิกเป็นแค่คนที่ ‘ใช้ AI ทำงาน’ แต่ต้องเป็นคนที่ ‘ใช้ AI เพิ่มความสามารถ’ ให้ตัวเอง

การเข้ามาของ AI ในวันนี้พิสูจน์ว่า ‘ตัวจริง’ เท่านั้นที่จะอยู่รอด อย่าปล่อยให้เราเป็นแค่คนทำตามสิ่งที่ AI บอก แต่ต้องยกระดับด้วยการเริ่มคิดและทำสิ่งใหม่ ๆ ดังนั้น คำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนเราหรือไม่ แต่คือ “AI จะเพิ่มความสามารถเราในการทํางาน และใช้ชีวิตได้ยังไง” มากกว่า

  1. อย่าเป็นแค่ ‘คนที่ทำงานตามสั่ง’ แต่ต้องเป็น ‘เจ้าของผลลัพธ์’ ที่ส่งมอบความสำเร็จ

เลิกยึดติดการทำงานบทบาทเดิม ๆ ที่อยู่บน JD (Job Description) เพราะหน้าที่ของเราไม่ใช่แค่การทำตามสั่งให้ ‘เสร็จ’ แต่คือการเป็นเจ้าของงานที่ต้องแก้ให้สำเร็จ ยิ่งเรารู้สึกเป็นเจ้าของของมันมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งใส่ใจในผลลัพธ์ จนเปลี่ยนจากงานที่แค่เสร็จ ให้กลายเป็นงานที่สำเร็จ

  1. อย่ายึดติด ‘กระบวนการเดิม’ มากไป จนไม่เหลือที่ให้ ‘ความคล่องตัว’

องค์กรหรือลีดเดอร์ยุคใหม่ ต้องอย่ายึดมั่นในกระบวนการเดิมจนขยับตัวไม่ได้ ในวันที่งาน, คน และเทคโนโลยีเปลี่ยนไป องค์กรและผู้นำคือตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้คนทำงานปรับตัวตามทัน ดังนั้นอย่ายึดติดมากเกินไป เพราะการทำเรื่องเดิมแต่หวังผลลัพธ์ที่ต่างออกไป มันเป็นไปไม่ได้

  1. ‘Middle Managers’ คือ ‘The Most Critical Player’ ขององค์กร

คนกลุ่ม ‘Middle Managers’ คือคนที่องค์กรควรให้ความสำคัญมากที่สุดในปี 2026 ไปจนถึงปี 2027 เพราะถ้าองค์กรดูแล และมอบทักษะที่แข็งแรงมากพอ เขาจะกลายเป็น ‘The Most Critical Player’ ให้กับองค์กรได้ในอนาคต

  1. ไม่ใช่ต้องมีคำตอบชัดที่สุด แต่ต้องอยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบให้ได้ดีที่สุด

ในวันที่มรสุมต่าง ๆ เข้ามามากมาย ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ, สงคราม หรือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้หลาย ๆ องค์กรคิดว่านี่อาจเป็น ‘ทางตัน’ ที่มองไม่เห็น ‘ทางออก’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว องค์กรที่ไปต่อได้ในวันนี้ ไม่ใช่องค์กรที่มีคำตอบชัดที่สุด แต่คือองค์กรที่อยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบได้ดีที่สุดต่างหาก

  1. เก่ง ‘ภาษา’ อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้อง ‘กล้าสื่อสาร’ เพื่อสร้างโอกาสได้ด้วย

ผลสำรวจชี้ว่า 58% ขององค์กรในไทยประสบปัญหาในการหาคนทำงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ

เพราะคนทำงานส่วนใหญ่มักเรียนเพื่ออ่าน ทำความเข้าใจ แต่ไม่ได้ใช้ในการสื่อสาร ดังนั้นวันนี้ภาษาอังกฤษไม่ใช่สิ่งที่ ‘ควรมี’ ในองค์กรอีกต่อไป แต่คือสิ่งที่ ‘ต้องมี’ และใช้สื่อสารอย่างจริงจัง เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานมากยิ่งขึ้น

  1. สร้างโอกาสให้คนทำงานเก่งภาษา ด้วยการบอกลา ‘Language Learning’ 

องค์กรส่วนใหญ่มักปลูกฝังให้คนทำงานใช้ภาษาอังกฤษแบบ ‘Language Learning’ คือการจำ และนำไปใช้ แต่ไม่เคยสอนแบบ ‘Language Acquisition’ จึงทำให้คนทำงานใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ ซึ่งสามารถแก้ได้ด้วย 2 วิธี ประกอบด้วย

1) Acquisition Learning Hypothesis คือ การได้รับภาษานั้นได้โดยไม่ต้องตั้งใจเข้าใจกฎไวยากรณ์ แต่ต้องอยู่กับมันบ่อย ๆ ซึมซับนาน ๆ

2) Monitor Hypothesis คือ ไม่ต้องให้คิดและวิเคราะห์เยอะ เมื่อไหร่ที่เราคิดเยอะ มันทำให้สมองกลัวไปจนไม่กล้าเริ่มพูด

เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้คนทำงานสร้างโอกาสจากภาษาได้จริง ต้องเลิกเรียนแบบ ‘Language Learning’ แล้วเปลี่ยนมาเป็น ‘Language Acquisition’ แทน

  1. อยากเป็นผู้นำที่คนอยากทำงานด้วย ต้องเลิกออก ‘คำสั่ง’ แล้วหันมา ‘รับฟัง’ ให้มากขึ้น

สิ่งหนึ่งต้องคำนึงไว้เสมอคือ อย่ายึดติดกับคำว่า ‘ผู้นำ’ จนมัน ‘ค้ำคอ’ ไม่ต้องเป็นคนที่ต้องฉลาดลอดเวลา หรือรู้ทุกเรื่อง เพราะผู้นำที่มีบุคลิกแบบนี้จะไม่มีวันไปต่อได้ในยุค AGI สิ่งสำคัญคืออย่าเป็นผู้บอกตลอดเวลา ผู้นำยุคใหม่ต้องกล้าฟัง อย่าเป็นผู้นำในแบบอดีต ต้องให้คนทำงานกล้าทำ กล้าคิดด้วย

  1. อย่าเลือกผู้นำแค่เพราะ ‘ถูกใจ’ แต่ต้องเลือกคนที่ ‘ขับเคลื่อน’ ทีมได้จริง

คนเราชอบหาคนที่ถูกใจเข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ไม่ควรทำในองค์กร กลับกันแล้วต้องเลือกคนที่จะขับเคลื่อนทีมได้จริง โดยเฉพาะคนที่เหมาะกับยุคนั้น ๆ ซึ่งในยุคนี้มันคือการขับเคลื่อนเทคโนโลยี และเรื่องของคนไปพร้อม ๆ กัน เพราะถ้าเราเอาเขามาเป็นผู้นำ แต่เขากลับเดินตามอย่างเดียว นั่นคือความเสี่ยงในอนาคต

  1. ก่อนจะซื้อ ‘เทคโนโลยี’ ตัวใหม่ ต้องหาให้เจอก่อนว่า ‘จะเอามันมาแก้ปัญหาอะไร’

ในด้านของการลงทุนกับเรื่องเทคโนโลยี ต้องกลับมาคิดก่อนว่า บริษัทของเราจะใช้ AI เข้ามาทำงานในส่วนไหน หา Pain Point ให้เจอ อย่าซื้อตามกระแส ความชัดเจนขององค์กรสำคัญมาก รวมไปถึงกลับมาดูคนทำงานด้วย วิเคราะห์ให้ได้ว่าเขาจะไปไกลได้แค่ไหน เมื่อรู้แล้วจะได้เตรียมตัวถูก เพื่อให้เขามี Capability ในการไปต่อยอดได้จริง โดยที่ไม่เป็นภาระขององค์กร

  1. เลิก ‘บังคับ’ ให้เรียนรู้ตาม แต่ต้องสร้าง ‘ความหิว’ และ ‘เป้าหมายร่วมกัน’ เพื่อให้อยากเรียนรู้เอง

ผู้นำยุคใหม่ต้องเปลี่ยนหน้าที่จากการ ‘สั่งการ’ เป็น ‘การพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย’ เพื่อกระตุ้นให้คนอยากพัฒนาตัวเอง องค์กรต้องกล้าคัดเลือก และโปรโมทหัวหน้างานที่ ‘เก่งคน’ มากกว่าแค่ ‘เก่งงาน’ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่พร้อมต่อการเติบโต

  1. การใช้คนผิดบทบาท และ การไม่ยอมปรับตัว คือ ‘สิ่งที่น่ากลัวกว่า AI’

ในวันที่โลกพูดถึง AI และกำลังขยับเข้าใกล้ AGI หลายองค์กรยังคงใช้คนไปกับงานเดิม ๆ ในขณะที่งานที่ใช้ความคิด, การตัดสินใจ และการนำทีม ไม่ถูกยกระดับอย่างจริงจัง สุดท้ายแล้ว AI อาจไม่ได้มาแทนคนทั้งหมด แต่มันจะเข้ามาแทนคนที่หยุดพัฒนา และทิ้งไว้แค่คนที่รู้ว่าอนาคตของการทำงาน วันนี้ไม่ใช่การที่เราต้องเลือกระหว่าง ‘คน VS AI’ อีกแล้ว เพราะคนที่ใช้ AI เป็น จะไปได้ไกลกว่าคนที่ไม่ยอมเปลี่ยน

  1. จงใช้ ‘จินตนาการ’ ของคนนำทาง และให้ AI เป็น ‘พลังขับเคลื่อน’

งานวิจัยชี้ว่าหากองค์กรลงทุนใน AI และกำลังคนด้วยจะเพิ่มโอกาสสำเร็จมากถึง 42% โดยใช้จินตนาการของมนุษย์นำทางในสิ่งที่ AI มองไม่เห็น และใช้ AI เป็น ‘กระจกมองหลัง’ ฉะนั้นองค์กรจึงควรมุ่งเน้นการสร้างคนให้เป็น ‘เซน ทอร์ (Centaur)’ หรือสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายครึ่งคนครึ่งม้า ที่มีพละกำลังเหนือคน (Human) และปัญญาเหนือม้า (AI) เพื่อให้คนทำงานสามารถนำ AI ได้ มากกว่าจะให้ AI นำ

งาน PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026 ไม่ได้เป็นแค่งาน Conference แต่คือภาพสะท้อนสำคัญของการทำงานยุคปัจจุบัน งานนี้ไม่ได้มีแค่ความรู้ แต่คือจุดเริ่มต้นของการกลับมาทบทวนว่า เรากำลังใช้ศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่แล้วหรือยัง และถ้ายัง เราจะเริ่มใหม่ยังไงให้ไปได้ไกลกว่าเดิม

ทั้ง 15 Insights นี้เป็นเพียง ‘น้ำจิ้ม’ จากเนื้อหาทั้งหมดของงาน และยังมีอีกหลาย Sessions เจาะลึกที่จะมาปลดล็อกทุกข้อสงสัย และช่วยหาคำตอบที่คนทำงานยุค 2026 อยากรู้

สามารถรับฟังแบบจัดเต็มทุก Sessions ย้อนหลังในรูปแบบออนไลน์

ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. – 31 ต.ค. 2026

ที่ https://creativetalkonline.com/

หากใครยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตรดูย้อนหลังได้ที่

https://www.zipeventapp.com/e/PPC2026

]]>
1569468
ความเชื่อมั่นในยุคAI: เมื่อระบบชำระเงินต้องก้าวนำการฉ้อโกง https://positioningmag.com/1569470 Fri, 17 Apr 2026 06:37:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569470 บทความโดย วรุณ มหินทรุ หัวหน้าฝ่ายบริการเสริมวีซ่า ประจำสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย

ในเศรษฐกิจยุคดิจิทัลความเชื่อมั่นกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุด ทุกวันนี้มีการชำระเงินนับล้านรายการเกิดขึ้นทั่วโลกในทุกนาที โดยอาศัยความไว้วางใจร่วมกันว่าการทำธุรกรรมนั้นปลอดภัยแต่ความเชื่อมั่นนี้กำลังถูกท้าทาย เมื่อเหล่านักต้มตุ๋นเริ่มใช้เทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาเทคนิคการฉ้อโกงให้แนบเนียนยิ่งขึ้น เปลี่ยนพฤติกรรมทั่วไปของผู้คนให้กลายเป็นช่องทางโจมตีโดยไม่รู้ตัว

อาชญากรรมทางการเงินมักเกิดขึ้นตามเส้นทางของเงิน แต่เทคโนโลยี AI ได้เปลี่ยนทั้งรูปแบบและความเร็วของการ สแกมไปอย่างสิ้นเชิง ทุกวันนี้ เครื่องมือ AI สามารถสร้างข้อความหลอกลวงที่น่าเชื่อถือได้ภายในไม่กี่วินาที เลียนเสียงจากคลิปเสียงสั้น ๆ ได้อย่างสมจริง หรือสร้างเว็บไซต์ปลอมที่เหมือนของจริงจนหลงเชื่อได้ง่าย ๆ รายงาน Sumsub Identity Fraud Report ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า การสแกมที่ใช้เทคโนโลยี “ดีพเฟก (Deepfake)” ในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 158% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความล้ำหน้าของกลโกงที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมระบบตรวจสอบและยืนยันตัวตนทางดิจิทัลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับกลยุทธ์หลอกลวงที่ซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

จากการพูดคุยกับทีมจัดการความเสี่ยง พันธมิตรทางธุรกิจ และหน่วยงานที่ดูแลด้านการเงิน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหาของยุคนี้ไม่ได้อยู่แค่จำนวนการฉ้อโกงที่เกิดขึ้น แต่คือความเร็วที่มันพัฒนา และความสามารถของผู้ป้องกันการฉ้อ โกงที่จะปรับตัวให้ทันโดยไม่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานลดลง

การแข่งขันด้วย AI ในระบบชำระเงิน

ข่าวดีคือ เทคโนโลยีเดียวกันที่มิจฉาชีพนำไปใช้ ก็สามารถนำมาช่วยให้การจ่ายเงินปลอดภัยยิ่งขึ้นได้เช่นกัน ทุกครั้งที่คุณแตะบัตร ซื้อกาแฟ หรือจองตั๋วออนไลน์ ระบบ AI กำลังทำงานอยู่เบื้องหลัง ประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมแบบเรียลไทม์ โดยเปรียบเทียบกับธุรกรรมนับพันล้านรายการ เพื่อมองหาความผิดปกติ เช่น อุปกรณ์ที่ไม่คุ้นเคย พื้นที่ที่ไม่เคยใช้มาก่อน หรือรูปแบบการใช้จ่ายที่ต่างไปจากเดิม

ความท้าทายจึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัย” กับ “ความสะดวก” หากตั้งระบบให้เข้มงวดเกินไปจนปฏิเสธธุรกรรมที่ถูกต้อง ผู้ใช้ก็อาจรู้สึกไม่พอใจและเกิดประสบการณ์ที่ไม่ดีในการใช้งาน ดังนั้น วีซ่าและพันธมิตรจึงผสานระบบกฎเกณฑ์เดิมเข้ากับโมเดล Machine Learning ที่เรียนรู้และปรับตัวได้ตลอดเวลา เพื่อลดการปฏิเสธธุรกรรมที่ไม่จำเป็น แต่ยังคงควบคุมความเสี่ยงได้อยู่หมัด

แนวทางป้องกันแบบหลายชั้นนี้ครอบคลุมตั้งแต่การเปิดบัญชีใหม่ การลงทะเบียนอุปกรณ์ ไปจนถึงการตรวจสอบธุรกรรมหลังการชำระเงิน เมื่อวีซ่าเข้าซื้อกิจการของ Featurespace เทคโนโลยี AI ตรวจจับการทุจริตแบบเรียลไทม์ของทั้งสองฝ่ายจึงถูกรวมเป็นโซลูชันแบบครบวงจร ใช้ระบบที่เรียนรู้และปรับวิธีรับมือตามพฤติกรรม หรือ Adaptive Behavioural Models ในการประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมทุกรูปแบบ ทั้งการใช้บัตร การโอนบัญชีต่อบัญชี และการชำระเงินแบบเรียลไทม์บนแพลตฟอร์มเดียว เพราะระบบนี้ไม่จำกัดอยู่แค่รูปแบบการชำระเงิน ธนาคารและบริษัทต่าง ๆ จึงสามารถตรวจจับรูปแบบการโกงใหม่ ๆ ได้รวดเร็วกว่าการตอบสนองรายกรณี ผลลัพธ์คือ การป้อง กันสามารถเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น และธุรกรรมที่ถูกต้องจำนวนมากก็จะไม่ถูกปฏิเสธโดยไม่จำเป็น

ความเชื่อมั่นเกิดจากความร่วมมือ

ไม่มีสถาบันไหนสามารถมองเห็นภัยคุกคามทั้งหมดได้เพียงลำพัง ความร่วมมือจึงเป็นหัวใจสำคัญในการต่อกรกับอาชญากรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเป็นรากฐานของการสร้างความไว้วางใจในระบบการเงิน

ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก วีซ่าทำงานร่วมกับพันธมิตรหลากหลาย ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการฉ้อโกงและกลโกงออนไลน์ เมื่อมีสัญญาณการระบาดของเว็บไซต์ลงทุนปลอมหรือข้อความฟิชชิ่งในประเทศใดประเทศหนึ่ง ข้อมูลและโมเดล AI จะถูกอัปเดตทันที เพื่อช่วยชะลอและป้องกันไม่ให้รูปแบบการหลอกลวงเดียวกันแพร่กระจายไปยังตลาดอื่น นอกจากนี้วีซ่ายังได้จัดตั้ง “Visa Scam Disruption Practice” ซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะกิจที่ใช้ทั้งข้อมูลเชิงเครือข่าย เทคโนโลยี AI ขั้นสูง และความเชี่ยวชาญของบุคลากร ในการตรวจจับและยับยั้งกลโกงขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อปกป้องความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ธุรกิจ และพันธมิตรในระบบนิเวศการชำระเงิน

เทคโนโลยีอื่นก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือระบบ “Tokenisation” ที่แทนหมายเลขบัตรจริงด้วยโค้ดดิจิทัลเฉพาะตัว ทำให้ข้อมูลที่ถูกขโมยนำไปใช้งานต่อไม่ได้ วีซ่าประเมินว่าระบบดังกล่าวช่วยลดอัตราการฉ้อโกงได้สูงสุดถึง 60% และป้องกันความเสียหายไปแล้วหลายร้อยล้านดอลลาร์ทั่วโลก ปัจจุบันมีโทเค็นหมุนเวียนอยู่ราว 17.5 พันล้านโทเค็น มากกว่าจำนวนบัตรจริงถึงสามเท่า เราจึงเดินหน้าทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้มากขึ้น ให้การชำระเงินออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

นอกจากช่วยลดการฉ้อโกงแล้ว ระบบ Tokenisation ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของ “Agentic Commerce” หรือรูปแบบการค้าใหม่ ที่ตัวแทนอัจฉริยะสามารถทำธุรกรรมแทนผู้ใช้ได้อย่างปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ออกแบบ AI ด้วยหลักแห่งความเชื่อมั่น

เมื่อมองถึงพัฒนาการในระยะต่อไป บทบาทของ AI จะไม่หยุดอยู่แค่การประเมินความเสี่ยงของธุรกรรม แต่จะขยายไปสู่การช่วยยืนยันตัวตน และตัดสินใจแทนผู้ใช้ในระบบดิจิทัลมากขึ้น ปัจจุบันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากใช้ลายนิ้วมือหรือการสแกนใบหน้าอยู่แล้ว ขณะที่เทคโนโลยีใหม่อย่าง “Passkeys” ก็เริ่มเข้ามาแทนรหัสผ่านแบบเดิม ทำให้การยืนยันตัวตนง่ายและปลอดภัยขึ้น ไม่นานจากนี้ ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ได้รับอนุญาตให้เลือกสินค้า ซื้อของ จ่ายบิล หรือทำธุรกรรมแทนเรา กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกเหล่านี้ก็มาพร้อมกับคำถามสำคัญใหม่ ๆ ร้านค้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคำสั่งซื้อที่ได้รับมาจาก “เอเจนต์ที่เชื่อถือได้” ไม่ใช่ “บอตที่ประสงค์ร้าย” ธนาคารจะอธิบายเหตุผลได้อย่างไร เมื่อระบบ AI ปฏิเสธธุรกรรมหนึ่งแต่อนุมัติอีกธุรกรรมหนึ่ง ทั้งที่ดูคล้ายกันและหน่วยงานกำกับดูแลจะสร้างกรอบดูแลระบบที่เรียนรู้และพัฒนาได้เองตลอดเวลานี้อย่างไรไม่ให้ตามไม่ทัน

คำตอบคือ เราจำเป็นต้องออกแบบ AI โดยตั้ง “ความเชื่อมั่น” ไว้เป็นหัวใจตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่สิ่งที่มาเติมภายหลัง เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ธุรกรรมเร็วและสะดวกขึ้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในระบบการเงินให้แข็งแรงยิ่งกว่าเดิม

 

]]>
1569470
JBP เปิดเกมรุกตลาดสีบ้าน ส่งแคมเปญ “สีไทยช่วยไทย” ชูราคาพิเศษ 990 บาท ขนาดถังใหญ่ 5 แกลลอน ช่วยลดค่าครองชีพคนไทยทั่วประเทศ https://positioningmag.com/1569460 Fri, 17 Apr 2026 06:20:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569460 บริษัท เจ.บี.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์ จำกัด ผู้พัฒนานวัตกรรมสีของประเทศไทย เดินหน้าเปิดเกมรุกตลาดสีบ้าน เปิดตัวแคมเปญ “สีไทยช่วยไทย” นำเสนอสีทาบ้านคุณภาพภายใต้แบรนด์ JBP ในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 990 บาท ขนาดถังใหญ่ 5 แกลลอน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ควบคู่กับคุณภาพที่เชื่อถือได้ พร้อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย

แคมเปญดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์ของ JBP ในการขยายฐานตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภควงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้จริง ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาทั้ง “คุณภาพ” และ “ความคุ้มค่า” ในเวลาเดียวกันขณะเดียวกัน บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการผลิต ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุน และส่งมอบสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสมให้แก่ผู้บริโภค

พร้อมกันนี้ JBP ได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรค้าปลีกวัสดุก่อสร้างชั้นนำของประเทศ ได้แก่ ไทวัสดุ, โกลบอลเฮ้าส์, โฮมโปร และ เมกาโฮม รวมถึงตัวแทนจำหน่ายหลักทั่วประเทศ เพื่อขยายการเข้าถึงสินค้าให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค และรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง

โดย ดร.ศราวุฒิ รัชนกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.บี.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์ จำกัด กล่าวว่า “แคมเปญ ‘สีไทยช่วยไทย’ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ JBP ในการนำเสนอสินค้าคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้จริง    เรามุ่งมั่นพัฒนาและบริหารจัดการในทุกมิติ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทั้งความคุ้มค่าและความมั่นใจในคุณภาพสินค้า ความร่วมมือกับพันธมิตรในครั้งนี้ จะช่วยให้เราสามารถส่งมอบสินค้าไปยังผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิ ภาพมากยิ่งขึ้น”

ด้านพันธมิตรค้าปลีกชั้นนำ มองว่าแคมเปญ “สีไทยช่วยไทย” จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดวัสดุก่อสร้างและการปรับปรุงที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ในแคมเปญ “สีไทยช่วยไทย” ยังคงมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยตามแบบฉบับของ JBP พร้อมตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคในทุกพื้นที่

สำหรับผู้ที่สนใจ ผลิตภัณฑ์จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่กลางเดือนเมษายนเป็นต้นไป ผ่านห้างสรรพสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำ ได้แก่ ไทวัสดุ, โกลบอลเฮ้าส์, โฮมโปร และ เมกาโฮม รวมถึงตัวแทนจำหน่ายหลักในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ

#JBP #สีไทยช่วยไทย #ตรึงราคาสีน้ำ #ช่วยลดค่าครองชีพ #JBPPaintThailand #JBPPaintBetter

]]>
1569460
Rynn ปฏิวัติวงการน้ำดื่ม! เครื่องกรองน้ำแร่เจ้าแรกในไทย เริ่มปูพรมร้านอาหาร โรงแรม ปีหน้าเริ่มเข้าครัวเรือน https://positioningmag.com/1569450 Fri, 17 Apr 2026 06:12:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569450
  • Rynn (ริน) เครื่องกรองน้ำแร่เจ้าแรกของไทย ใช้ระบบนาโนฟิลเตอร์ ทำให้ยังคงเหลือแร่ธาตุในน้ำได้กว่า 80%
  • ปัจจุบันเน้นธุรกิจ B2B เข้าร้านอาหารไฟน์ ไดนิ่ง โรงแรม กว่า 300 แห่ง ใช้ระบบเช่ารายเดือนเริ่มต้นที่ 8,000-15,000 บาท
  • ปีหน้ามองขยายเข้าในครัวเรือน แต่กำลังดูโมเดลว่าเป็นรูปแบบไหน
  • รู้หรือไม่ว่าในทุกๆ วัน กรุงเทพมหานครต้องรับภาระขยะจากขวดน้ำดื่มมหาศาลกว่า 10 ล้านขวด ไม่เพียงเท่านั้น กระบวนการขนส่งน้ำบรรจุขวดจากโรงงานที่ส่วนใหญ่อยู่จังหวัดรอบๆ กรุงเทพฯ เข้าสู่ใจกลางเมืองยังสร้างมลพิษจากท่อไอเสียและการขนส่งที่สิ้นเปลืองพลังงานมหาศาล นี่คือช่องว่างที่ Rynn (ริน) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Water Treatment มองเห็นและตัดสินใจเปลี่ยนเกมการดื่มน้ำของคนไทยด้วยแนวคิด Mineral Preserved Water ปัจจุบันได้ทำตลาดได้ 3 ปีแล้ว

    Rynn

    ดื่มน้ำประปาให้ได้ “แร่ธาตุ” ความจริงที่ถูกมองข้าม

    Rynn ก่อตั้งโดย อนุสร โลหะพันธกิจ และบุญญเดช มิตรอุปถัมภ์ จัดตั้งบริษัท นาโนว่า จำกัด ภายใต้แนวคิด Don’t Recycle, Refill โดยมุ่งลดการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เปลี่ยนมาเป็นการผลิตน้ำดื่มแร่ On-site และใช้ขวดแก้วที่สามารถล้างและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ทั้งคู่เป็นเพื่อนสมัยเรียนด้วยกัน และคร่ำหวอดอยู่ในวงการ F&B มานานหลายปี

    จากการสำรวจในตลาดพบว่าร้านอาหาร หรือโรงแรมเพียงแห่งเดียว สามารถสร้างขยะจากขวดน้ำได้หลายร้อยกิโลกรัมต่อเดือนเลยทีเดียว จากข้อมูลกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (2563) ระบุว่าน้ำดื่มบรรจุขวดขนาด 600 มิลลิลิตร 1 ขวด มีการปล่อยคาร์บอนประมาณ 80-150 gCO₂e แม้ปริมาณการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยจะไม่สูง แต่เมื่อพิจารณาจากปริมาณการบริโภคในระดับธุรกิจ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสามารถสะสมจนกลายเป็น Carbon Footprint ในระดับที่ไม่อาจมองข้าม

    Rynn

    อนุสร บอกว่า “คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าน้ำต้องสะอาดจนไม่มีอะไรเลยถึงจะดี แต่ความจริงร่างกายเราต้องการแร่ธาตุที่มีอยู่ในน้ำตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่น้ำดื่มในตลาดจะเป็นระบบ RO (Reverse Osmosis) ซึ่งเปรียบเหมือนน้ำกลั่นที่แทบไม่มีแร่ธาตุเหลืออยู่เลย และหากดื่มบ่อยๆ อาจไปเจือจางแร่ธาตุในร่างกายเราได้”

    Rynn จึงนำเทคโนโลยี “นาโนฟิลเตอร์” มาใช้เป็นรายแรกๆ ซึ่งสามารถกรองเชื้อโรค และสิ่งสกปรกได้ละเอียดถึง 0.001 ไมครอน แต่ยังคงรักษาแร่ธาตุธรรมชาติ (TDS) ไว้ได้ถึง 80% ทำให้น้ำประปาที่สะอาดอยู่แล้ว กลายเป็นน้ำแร่คุณภาพสูงได้ทันที โดยไม่ต้องเติมแร่ธาตุสังเคราะห์เข้าไป

    โดยที่ชื่อ Rynn ก็มาจากคำว่ารินน้ำนั่นเอง ผู้ก่อตั้งทั้งสองบอกว่า อยากได้ชื่อที่เข้าใจง่าย เป็นสากล คำว่า Rynn ก็เหมาะเจาะพอดี

    Rynn

    น้ำแร่พรีเมียมในราคาขวดละ 5 บาท

    จุดแข็งของ Rynn คือการเปลี่ยนภาระต้นทุนน้ำขวดให้เป็น Fix Cost ที่ควบคุมได้ ผ่านระบบเช่ารายเดือน เริ่มต้นตั้งแต่ 8,000 – 15,000 บาท ตามขนาดการใช้งาน ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปริมาณการกรอง 30 ลิตร/ชั่วโมง ราคา 8,000 บาท, 60 ลิตร/ชั่วโมง ราคา 10,000 บาท และ 120 ลิตร/ชั่วโมง ราคา 15,000 บาท โดยมี ไฮไลต์ที่เครื่องขนาดใหญ่สามารถผลิตได้ทั้งน้ำอุณหภูมิห้อง น้ำเย็น และสปาร์คกลิ้งฟองละเอียดในเครื่องเดียว รวมบริการแมนเทนแนนซ์ และเปลี่ยนไส้กรองทุก 6 เดือน

    หากร้านอาหารใช้น้ำดื่มวันละ 100 ขวด ต้นทุนจะเหลือเพียงขวดละ 4-5 บาท เท่านั้น ที่สำคัญไม่ต้องบริหารจัดการสต็อคน้ำดื่มเอง ไม่ต้องเสียพื้นที่ในร้านเพื่อวางน้ำดื่ม และไม่มีขยะจากขวดพลาสติก

    Rynn

    ซึ่งราคาขายปลีกหน้าร้านจะขึ้นอยู่กับแต่ละร้านเป็นคนกำหนด ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ราคา 60-100 บาท หรือบางร้านอาจจะเป็น Free Flow ที่เติมไม่อั้นทั้งคืนก็ได้เช่นกัน ถ้าดูทั่วไปอาจจะราคาสูงกว่าน้ำแร่ขวด ที่ปกติร้านอาหารอาจจะจำนวนที่ขวดละ 30-50 บาท แต่ Rynn เน้นเจาะตลาดพรีเมียม เน้นเข้าร้านอาหารกลุ่มไฟน์ไดนิ่ง ซึ่งร้านกลุ่มนี้จำหน่ายน้ำแร่เฉลี่ยขวดละ 200-300 บาท การที่จำหน่าย 100 บาทก็ดูราคาเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

    นอกจากนี้ Rynn ร่วมกับ โอเชียนกลาส พัฒนาขวดแก้วพิเศษ ไว้สำหรับรีฟิลน้ำ ล้างง่าย ปากกว้าง เข้าเครื่องล้างจานได้ ใช้ปริมาณแก้วน้อยกว่าปกติ โดยจะมีแถมให้ 60 ใบต่อแพ็กเกจ

    Don’t Recycle, Refill

    ภายใต้วิสัยทัศน์ Zero Transportation, Zero Waste Rynn ไม่เพียงแต่ลดขยะพลาสติก แต่ยังจับมือกับ depa ติดตั้งมิเตอร์วัดการใช้น้ำจริง เพื่อคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจก (CO₂) อย่างเป็นระบบ

    ผลลัพธ์ก็คือ การลดขวดพลาสติก 10,000 ขวด สามารถลด CO₂ ได้ถึง 1 ตัน ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร (B2B) ในการทำรายงาน ESG ประจำปีได้ด้วย

    Rynn

    จากร้านหรูสู่บ้าน และออฟฟิศ

    ปัจจุบัน Rynn ติดตั้งไปแล้วกว่า 300 จุด ครอบคลุมกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นร้านอาหาร 80% และอีก 20% เป็นโรงแรม โรงพยาบาล และเลาจน์ในเครือเซ็นทรัล ปีนี้แบรนด์ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 200 จุด โดยเริ่มรุกเข้าสู่กลุ่มออฟฟิศ โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่ชื่นชอบน้ำสปาร์คกลิ้ง และเตรียมบุกตลาดที่อยู่อาศัยในปีหน้า

    “เราต้องการผลิตน้ำดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในราคาไม่สูง และทำให้การเข้าถึงน้ำแร่คุณภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้จากที่บ้านหรือที่ทำงาน” อนุสร กล่าวทิ้งท้าย

    สำหรับปีหน้า Rynn อยากบุกตลาดที่อยู่อาศัย หรือ B2C มากขึ้น แต่กำลังดูโมเดล และราคา โดยอาจจะมองที่โมเดลซื้อขาด และให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนไส้กรอง แต่ราคายังไม่มีการสรุปแน่ชัด

    Rynn

    ]]>
    1569450
    วัตสันชีเสิร์ฟกลางสีลม แจกกันแดดฟรี เพราะแดดเมษามันร้าย ต้องมีตัวช่วย https://positioningmag.com/1569443 Fri, 17 Apr 2026 04:59:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569443 เก็บตกโมเมนต์จากสงกรานต์ที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศเล่นน้ำสุดมันส์ภายใต้อุณหภูมิที่พุ่งสูงเกือบ 40 องศาเซลเซียสวัตสันผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย ปักหมุดย่านสีลมหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของกรุงเทพฯ ที่มีผู้ร่วมงานพีคแตะแสนกว่าคน เป็นแลนด์มาร์คแจกครีมกันแดด Dermaction Plus by Watsons Advanced Sun Hybrid ฟรี! เสริมเกราะปกป้องผิวให้ทุกคน “สาดให้สนุก ไม่ต้องกลัวแดด” นอกจากนี้ ยังแจกของขวัญพิเศษให้ 300 คนแรก ด้วย Dermaction Plus by Watsons Skin Barrier EX Body Lotion ช่วยกู้ผิวหลังโดนแดดแบบทันใจกระแสตอบรับเรียกได้ว่าร้อนแรงไม่แพ้อากาศ เมื่อผู้ร่วมงานทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวแห่เข้าร่วมอย่างต่อเนื่องตลอด 3 วันที่ผ่านมา พร้อมแชร์โมเมนต์ไวรัลทั่วโซเชียล ตอกย้ำภาพจำ #กันแดดยืนหนึ่งต้องที่วัตสัน

    สำหรับใครที่พลาดโมเมนต์ความสนุกเหล่านี้ วัตสันยังเตรียมไอเทมกู้ผิวหลังสงกรานต์กว่า 700 รายการ พร้อมให้ชอปต่อได้ที่ร้านวัตสันทุกสาขา และออนไลน์

    ]]>
    1569443
    ข่าวประชาสัมพันธ์: โฮมโปรเขย่าวงการ ‘ค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน’ เมื่อ “ขอความเป็นส่วนตัว-DO NOT DISTURB” กลายเป็นกลยุทธ์ใหม่ https://positioningmag.com/1569437 Fri, 17 Apr 2026 04:54:02 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569437 โฮมโปรกำลัง “เขย่าเกมค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน” ด้วยแนวคิดที่สวนทาง เมื่อการ “ไม่รบกวนลูกค้า” กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการสร้างประสบการณ์

    จากไอเดียป้าย “ขอความเป็นส่วนตัว – DO NOT DISTURB” ภายในสโตร์ที่เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้เลือกชม เปรียบเทียบ และตัดสินใจด้วยตัวเองได้อย่างสบายใจ สิ่งที่ดูเหมือนรายละเอียดเล็กๆ กลับสะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ จาก “การขาย” ไปสู่ “การเคารพจังหวะของลูกค้า”

    สะท้อนความเข้าใจต่อพฤติกรรมลูกค้ายุคใหม่ที่ต้องการอิสระในการเลือกและตัดสินใจ โฮมโปรจึงเลือกลดบทบาทของ Push Selling และขยับสู่ Permission-Based Selling ให้ลูกค้าเป็นผู้กำหนดว่า “เมื่อไหร่” ที่ต้องการความช่วยเหลือ เพราะบางครั้ง…การถอยหนึ่งก้าวของแบรนด์ อาจกลายเป็นก้าวที่เข้าใกล้ลูกค้ามากที่สุด พร้อมกันนั้น โฮมโปรยังคงอยู่เคียงข้างในจังหวะที่ลูกค้าต้องการอย่างพอดี เพื่อสร้าง Safe Space ที่ทำให้การเลือกซื้อกลายเป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลายมากขึ้น

    นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ชี้ให้เห็นว่า “ผู้บริโภคในปัจจุบันจำนวนมากมีการศึกษาข้อมูลจากออนไลน์มาก่อนเข้าร้าน และบางส่วนยังต้องการใช้เวลาอยู่กับการเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเองมากขึ้น ดังนั้นการมีป้าย “ขอความเป็นส่วนตัว – DO NOT DISTURB” ไม่ใช่แค่ไอเดียในสโตร์ แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ให้ความเคารพลูกค้า เราอยากให้โฮมโปรเป็น Safe Space ที่ลูกค้ารู้สึกสบายใจ และมั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ เราจะอยู่เคียงข้างเสมอ ขณะเดียวกันยังช่วยให้พนักงานของเราสามารถเข้าไปดูแลลูกค้าได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปในตัว”

    เบื้องหลังรายละเอียดเล็กๆ นี้ เป็นคือการขยับครั้งสำคัญของโฮมโปร จาก “ผู้ค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน” ไปสู่ แบรนด์ที่จะอยู่เคียงข้างทำให้บ้านคุณดีขึ้น…ทุกช่วงชีวิต หรือ “Home Lifetime Companion” ตั้งแต่การเลือกสินค้า การจัดส่ง การติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย ผ่านเครือข่ายทีมช่างมืออาชีพจากช่างโฮมโปร (CHANG HomePro) ที่เข้ามาทำให้ “บ้าน” ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นประสบการณ์ที่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งหมดนี้สะท้อนการ Repositioning ของโฮมโปร สู่การเป็น “Home Lifetime Companion” แบรนด์ที่ไม่ได้มองลูกค้าเป็นเพียงการขายครั้งเดียว แต่คือความสัมพันธ์ระยะยาวตลอดทุกช่วงชีวิต (Customer Journey) ในวันที่ค้าปลีกไม่ได้แข่งกันแค่สินค้า แต่แข่งกันที่ “ความเข้าใจลูกค้า”

    โฮมโปรกำลังพิสูจน์ว่า การฟังลูกค้า…อาจเป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่ทรงพลังที่สุด

    #HomeLifetimeCompanion #ขอความเป็นส่วนตัว #DONOTDISTURB #โฮมโปร #HomePro

    #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

     

    ]]>
    1569437
    สิ้นสุดรองเท้า ‘Allbirds’ พอแล้วธุรกิจแฟชั่น สู่ ‘NewBird AI’ การเกิดใหม่ในฐานะเหมือง GPU https://positioningmag.com/1569401 Fri, 17 Apr 2026 04:32:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569401 ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน Allbirds คือดาวรุ่งพุ่งแรงในอุตสาหกรรมแฟชั่น ผลิตภัณฑ์รองเท้า Wool Runner ที่ได้ฉายาว่า รองเท้าที่ใส่สบายที่สุดในโลก โดดเด่นด้วยดีไซน์มินิมอล ใช้วัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ขนแกะ Merino, เยื่อไม้ยูคาลิปตัส และกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชาว Silicon Valley จนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ได้ในปี 2021 ด้วยมูลค่าบริษัทสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ แต่นับจากนี้ Allbirds ได้เกิดใหม่เป็น NewBird AI

    จุดสิ้นสุดของอาณาจักรรองเท้า

    แม้จะเริ่มต้นได้สวยงาม แต่ Allbirds กลับไม่เคยทำกำไรได้เลยแม้แต่ปีเดียว ซ้ำร้ายในช่วงปี 2022 ถึง 2025 ยอดขายยังทรุดตัวลงเกือบ 50% จนเมื่อไม่นานมานี้ บริษัทได้ประกาศยุติบทบาทในอุตสาหกรรมรองเท้าอย่างเป็นทางการ ด้วยการขายชื่อแบรนด์และสินทรัพย์ที่เหลือทั้งหมดให้กับ American Exchange ในราคาเพียง 39 ล้านดอลลาร์ (ไม่ถึง 1% ของมูลค่าเดิมตอน IPO) พร้อมคำสั่งปิดหน้าร้านที่เหลือทั้งหมด

    อย่างไรก็ตาม Allbirds ไม่ได้เลือนหายไปเฉย ๆ แต่พวกเขากำลังใช้ชื่อของบริษัทที่ยังจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลัก ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ภายใต้ชื่อใหม่ว่า NewBird AI

    การเดิมพันใหม่ บริการเช่าขุมพลัง GPU

    Joe Vernachio CEO ของบริษัท ได้ประกาศแผนการใหญ่นั่นคือการระดมทุน 50 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนที่ไม่เปิดเผยนาม เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจเข้าสู่โลกเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว โดยมีเป้าหมายคือ:

    1. เป็นผู้ให้บริการ GPU-as-a-Service (GPUaaS): นำเงินทุนไปจัดซื้อฮาร์ดแวร์ GPU ประสิทธิภาพสูงเพื่อปล่อยเช่า
    2. AI-native Cloud Solutions: ให้บริการระบบคลาวด์สำหรับประมวลผล AI โดยเฉพาะ
    3. แก้ปัญหาคอขวดของตลาด: มุ่งเน้นไปที่การให้บริการลูกค้าที่ต้องการพลังประมวลผลแบบเฉพาะเจาะจง (Dedicated access) ซึ่งผู้ให้บริการรายใหญ่หรือตลาด Spot ในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองได้เพียงพอ

    บริษัทมองเห็นโอกาสจากสภาวะที่ความต้องการชิปประมวลผลสูงกว่าอุปทานอย่างมหาศาล ทั้งปัญหาการรอคิวสินค้านาน (Lead times) และอัตราว่างของ Data Center ในอเมริกาเหนือที่ต่ำเป็นประวัติการณ์

    ฟองสบู่ หรือ การปรับตัว?

    คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ริษัทรองเท้าจะเอาอะไรไปสู้กับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่มีทุนหนากว่าหลายพันเท่า?

    Gad Allon ศาสตราจารย์จาก Wharton School ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การเรียกสิ่งนี้ว่าการ Pivot (การปรับทิศทางธุรกิจ) ดูจะเป็นการยกย่อง Allbirds มากเกินไป

    “การ Pivot หมายถึงการที่บริษัทนำความสามารถเดิม ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี บุคลากร หรือช่องทางการจัดจำหน่าย ไปปรับใช้ในตลาดใหม่ แต่ Allbirds ไม่มีสิ่งเหล่านี้ในโลก AI เลย สิ่งเดียวที่พวกเขามีคือ สถานะบริษัทในตลาด หลักทรัพย์ ซึ่งในตลาดตอนนี้มันกลายเป็นสินทรัพย์เดียวที่มีค่า พวกเขาแค่ใช้ชื่อบริษัทมหาชนไประดมทุนกับกระแสที่กำลังฮิตที่สุดในตอนนี้”

    เขายังทิ้งท้ายด้วยมุกตลกสุดคลาสสิกของ Wall Street ว่า เมื่อไหร่ที่คนขัดรองเท้าเริ่มแนะนำหุ้น นั่นคือสัญญาณให้รีบขาย แต่ในยุคนี้อาจต้องเปลี่ยนเป็น “เมื่อบริษัทรองเท้าเริ่มเสนอขายแผนธุรกิจ AI นั่นแหละคือสัญญาณว่าฟองสบู่กำลังบอกอะไรบางอย่างกับคุณ”

    ปรากฏการณ์หุ้นพุ่ง แม้ไร้พื้นฐาน

    แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ดูเหมือนนักลงทุนในตลาดจะขานรับอย่างรุนแรง หลังการประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น NewBird AI ราคาหุ้น (BIRD) พุ่งทะยานขึ้นไปถึง 24.31 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 721% ภายในวันเดียว จากราคาเปิดเพียง 6.82 ดอลลาร์ และยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง

    ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้เราเคยเห็น Radio Shack พยายามเปลี่ยนตัวเองเป็นบริษัทคริปโต หรือล่าสุดบริษัท Movano ผู้ผลิตแหวนอัจฉริยะที่ควบรวมกับบริษัท AI จนกลายเป็นหุ้นชื่อ “MOVE” โดยที่ไม่มีการพูดถึงสินค้าสุขภาพเดิมอีกเลย

    The Verge / qz.com / CNBC

    ]]>
    1569401
    สถาปนิก’69 จับมือ LINE MAN – Bolt – TK Palace มอบส่วนลดพิเศษสำหรับผู้เข้าชมงาน https://positioningmag.com/1569426 Fri, 17 Apr 2026 04:32:10 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569426 งานสถาปนิก’69 เตรียมมอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าชมงานทั้งด้านการเดินทางและที่พัก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าร่วมงานได้เดินทางและพักผ่อนอย่างสะดวกสบายตลอดช่วงการจัดงาน โดยปีนี้ผู้จัดงานได้ร่วมมือกับพันธมิตรด้านบริการเดินทางและที่พัก ได้แก่ LINE MAN RIDE, Bolt และ TK Palace Hotel & Convention สำหรับ LINE MAN RIDE มอบส่วนลดค่าโดยสาร 20% สำหรับบริการ Eco และ Bike เพียงใส่โค้ด ARCRIDE50 รับส่วนลดสูงสุด 50 บาท จำนวน 2 ครั้งต่อผู้ใช้ ขณะเดียวกัน Bolt มอบส่วนลดพิเศษสำหรับการเดินทางมายังงาน โดยผู้ใช้ใหม่ รับส่วนลด 50% สูงสุด 50 บาท จำนวน 1 ครั้ง เพียงใส่โค้ด ARC2650N1 และสำหรับผู้ใช้ปัจจุบัน รับส่วน ลด 30% สูงสุด 50 บาท จำนวน 2 ครั้ง เมื่อใส่โค้ด ARC2630ZE

    นอกจากนี้ TK Palace Hotel & Convention ยังมอบส่วนลดพิเศษ 15% จากราคาห้องพักที่ดีที่สุด สำหรับผู้เข้าร่วมงานสถาปนิก’69 เพียงจองผ่านเว็บไซต์ www.tkpalace.com และใช้รหัสโปรโมชั่น TKARC26 เพื่อรับสิทธิ์ตลอดช่วงการจัดงาน นอกเหนือจากสิทธิพิเศษด้านการเดินทางและที่พักแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถเพลิดเพลินกับโปรโมชั่นจากร้านอาหารและเครื่องดื่มบริเวณอิมแพ็ค เมืองทองธานี และร้านค้าพันธมิตรอีกหลากหลายแห่ง โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://architectexpo.com/th/promotions-th/

    งานสถาปนิก’69 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคาร
    ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยผู้เข้าชมสามารถเดินทางมายังงานได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วย MRT สายสีชมพู สถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (PK10) ที่เชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่จัดงานได้โดยตรงผ่านทาง Sky Entrance พร้อมบริการ Mini Van Service รับส่งจาก BTS หมอชิต และ MRT พระราม 9 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียน เข้าชมงานล่วงหน้าได้ที่ https://architectexpo.prereg.biz/default.aspx?lang=TH

     

     

    ]]>
    1569426
    “POINTX” ต่อยอดการใช้งานฟีเจอร์ “Bill Payment” บนแอป SCB EASY ขยายการใช้พอยท์สู่การชำระบิลในชีวิตประจำวันสะดวก ครบ จบในแอปเดียว https://positioningmag.com/1569419 Fri, 17 Apr 2026 04:24:59 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569419 POINTX แอปพลิเคชันรวมและแลกคะแนนสะสม ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ตอกย้ำบทบาทผู้ช่วยในการใช้พอยท์สำหรับทุกไลฟ์สไตล์ เดินหน้ายกระดับประสบการณ์การใช้คะแนนในชีวิตประจำวันไปอีกขั้น ล่าสุด ต่อยอดฟีเจอร์ “Bill Payment” ให้สามารถนำพอยท์สะสมมาใช้ชำระบิลต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายผ่านแอป SCB EASY ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นหลากหลายหมวด ทั้งค่าสาธารณูปโภค บัตรเครดิต สินเชื่อ ประกัน ภาษี บริจาค และบริการภาครัฐ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความสะดวก ยืดหยุ่น และการนำพอยท์มาลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ผ่านการใช้พอยท์จ่ายบิลได้ง่าย ทุกที่ ทุกเวลา

    นายกฤตธี มโนลีหกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พอยท์เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบัน ผู้บริโภคมองบทบาทของพอยท์สะสมเปลี่ยนไป โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การแลกสิทธิประโยชน์ แต่ขยายสู่การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง สอดคล้องกับข้อมูลบนแอป POINTX ที่พบว่าผู้ใช้งานนำพอยท์ในการไปใช้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ในสัดส่วนสูงถึง 42% ของการใช้งานทั้งหมด จากอินไซต์ดังกล่าว POINTX จึงพัฒนาฟีเจอร์ Bill Payment บน SCB EASY ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้พอยท์ชำระบิลต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งการชำระบิลผ่านแอป SCB EASY เป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานทั่วไปมีความคุ้นเคย การใช้พอยท์เข้ามาร่วมจ่ายบิลได้ในครั้งนี้ จะทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้พอยท์เพิ่มความคุ้มค่า ลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งทำได้ทันที ง่ายดาย ไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเดิม ที่สำคัญยังมีความยืดหยุ่น เพราะสามารถเลือกชำระเต็มจำนวนด้วยพอยท์ หรือใช้ร่วมกับเงินในบัญชีได้ตามความต้องการ”

    ฟีเจอร์ Bill Payment บนแอป SCB EASY ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถนำพอยท์มาชำระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย ครอบคลุมทั้งค่าสาธารณูปโภคและพลังงาน บัตรเครดิต สินเชื่อ ประกันภัย ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต รวมถึงภาครัฐ ภาษี การลงทุน และการบริจาคผ่าน e-Donation ซึ่งสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ โดยรองรับการชำระเงินได้ทั้งผ่านการสแกน QR Code บาร์โค้ด หรือการค้นหาผู้ให้บริการ (Biller) ภายในระบบ ช่วยให้การจ่ายบิลและใช้พอยท์ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

    ผู้ใช้งานสามารถใช้คะแนน POINTX ชำระบิลผ่านฟีเจอร์ Bill Payment บนแอป SCB EASY ด้วย 5 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

    1.เข้าแอป SCB EASY และเลือกเมนู “สแกน QR Code / Barcode” หรือเลือกเมนู “จ่ายบิล” เพื่อค้นหาผู้ให้บริการ (Biller)
    2.สแกน QR Code / Barcode หรือค้นหา Biller ที่ต้องการ
    3.เลือก “Pay with POINTX” เพื่อใช้พอยท์ทั้งหมด หรือเลือกใช้พอยท์บางส่วน ร่วมกับเงินในบัญชี SCB EASY
    4.ตรวจสอบรายละเอียด และยืนยันรายการ
    5.สามารถตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังผ่าน Notification และ Point History บนแอป POINTX

    “การต่อยอดฟีเจอร์ ‘Bill Payment with POINTX’ ในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของ POINTX ผ่านการผสานศักยภาพของ SCB Ecosystem เพื่อเชื่อมต่อการใช้งานพอยท์เข้ากับบริการทางการเงินได้อย่างเป็นระบบ และขยายบทบาทของแอป POINTX ให้เข้าไปอยู่ในทุกจังหวะของการใช้จ่าย ในอนาคตเราจะเดินหน้าต่อยอดแพลตฟอร์ม เพื่อรองรับพฤติกรรมการใช้พอยท์ที่เปลี่ยนแปลงไป และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น” นายกฤตธี กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามรายละเอียด แคมเปญ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมากมายได้ที่

    เว็บไซต์ https://pointx.com/

    Facebook: PointX Thailand

    LINE OA: @POINTX

    และดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน POINTX ฟรี ได้ที่ https://pointx.onelink.me/CnvS/srkllepc

    #POINTX #POINTXแอปรวมคะแนนแลกง่ายใช้คุ้ม #SCBEASY #BillPayment

    *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท พอยท์เอกซ์ จำกัด กำหนด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

    **ฟีเจอร์ Bill Payment with POINTX รองรับการใช้งานบนแอป SCB EASY เวอร์ชัน 3.101 ขึ้นไปทั้งระบบ (iOS & Android)บางธุรกรรม เช่น การเติมเงิน (Top-up) ยังไม่รองรับการใช้งาน

     

    ]]>
    1569419
    กาตาร์ แอร์เวย์ส ลุยขยายเครือข่ายทะลุ 150 จุดหมายปลายทางทั่วโลก https://positioningmag.com/1569412 Fri, 17 Apr 2026 04:18:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569412 กาตาร์ แอร์เวย์ส ขยายเครือข่ายเที่ยวบินระหว่างประเทศมากกว่า 150 จุดหมายปลายทาง ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เตรียมเชื่อมต่อผู้โดยสารสู่จุดหมายทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้นในช่วงฤดูร้อนนี้

    เพื่อความยืดหยุ่นที่มากยิ่งขึ้นในการวางแผนการเดินทางช่วงฤดูร้อนตารางบินล่าสุดซึ่งมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 จึงมาพร้อมเส้นทางบินใหม่และความถี่เที่ยวบินไป–กลับโดฮาที่มากกว่าเดิม

    สามารถดูตารางบินได้ที่นี่

    ผู้โดยสารที่มีการจองเที่ยวบินตามตารางบินล่าสุดจะได้รับการแจ้งข้อมูลตารางเที่ยวบินใหม่โดยตรง ทั้งนี้สายการบินขอความกรุณาให้ผู้โดยสารตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันอย่างสม่ำเสมอ และอัปเดตข้อมูลการติดต่อของท่านให้ถูกต้อง

    หากท่านได้รับการยืนยันเที่ยวบินที่มีกำหนดการเดินทางในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 15 กันยายน 2569 ท่านสามารถได้รับสิทธิ์ต่อไปนี้

    • สามารถเปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลง โดยกำหนดวันเดินทางใหม่ได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 สำหรับการจองในเที่ยวบินของสายการบิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งคงเหลือในเที่ยวบินนั้น ๆ และอาจมีส่วนต่างค่าโดยสารตามช่วงฤดูกาล
    • หากเที่ยวบินที่จองใหม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งท่านยังคงมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงโดยไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมได้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 หรือ
    • สามารถขอคืนเงินสำหรับบัตรโดยสารที่ยังไม่ได้ใช้งาน (ซึ่งจะดำเนินการคืนเงินภายใน 28 วันทำการ)

    ทางสายการบินขอความกรุณาผู้โดยสารเดินทางมายังสนามบินต้นทางเฉพาะกรณีที่มีบัตรโดยสารที่ได้รับการยืนยันการเดินทางแล้วเท่านั้น

    หมายเหตุ: ตารางเที่ยวบินอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้เนื่องจากปัจจัยด้านการปฏิบัติการข้อกำหนดของหน่วยงานความปลอดภัยหรือปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของสายการบิน

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสำรองที่นั่งสามารถศึกษาได้ในส่วนคำถามที่พบบ่อย (FAQs)

    ]]>
    1569412