# Positioningmag — Full-text snapshot > Snapshot รายสัปดาห์ · สร้างเมื่อ 2026-10-19 · 200 บทความล่าสุด · https://positioningmag.com Positioningmag (โพซิชันนิ่งแมก) คือสื่อออนไลน์ด้านการตลาด ธุรกิจ และกลยุทธ์แบรนด์ของไทย นำเสนอข่าว บทวิเคราะห์เจาะลึก และอินไซต์ผู้บริโภค ครอบคลุมการตลาดดิจิทัล กรณีศึกษาแบรนด์ กลยุทธ์ธุรกิจ เทรนด์เศรษฐกิจและเทรนด์โลก ไปจนถึงความเคลื่อนไหวของผู้บริหารและองค์กร เพื่อช่วยให้นักการตลาด เจ้าของธุรกิจ และผู้บริหารตัดสินใจได้อย่างคมชัดและทันสถานการณ์ --- ## แสนสิริจับสัญญาณอสังหาฯ หัวหินฟื้น ส่ง ‘The Standard Residences’ 4.5 พันล้าน เจาะเศรษฐีย้ายถิ่น ดันยอดขาย 50% ปี 69 URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116461 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: my_bb อุทัย อุทัยแสงสุข ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์หัวหินเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังชะลอตัวต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ขณะที่ซัพพลายใหม่ติดชายหาดมีจำกัด จากข้อจำกัดด้านที่ดินและราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น เปิดโอกาสให้ตลาดลักชัวรีกลับมาเป็นจังหวะลงทุนของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหัวหินแทบไม่มีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะโครงการระดับลักชัวรี สวนทางกับดีมานด์ที่ยังมีต่อเนื่อง ขณะที่ราคาที่ดินติดชายหาดสูงถึงตารางวาละ 400,000 บาท หรือไร่ละ 160 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโต 10% ต่อปี ส่ง Branded Residences 4.5 พันล้าน ชูทำเลติดชายหาด แสนสิริจึงเดินหน้ารุกตลาดลักชัวรีหัวหิน เปิดตัวโครงการ The Standard Residences, Hua Hin ในรูปแบบ Branded Residences มูลค่า 4,500 ล้านบาท บนทำเลติดชายหาด ภายใต้แบรนด์ The Standard โดยมีทั้งหมด 251 ยูนิต โครงการมีราคาเฉลี่ย 270,000 บาทต่อตารางเมตร -สำหรับห้องชุดพักอาศัยมีราคาเริ่มต้น 10.99-49.99 ล้านบาทต่อยูนิต -ส่วนพูลวิลล่าราคา 100 กว่าล้านบาทต่อยูนิต จำนวน 2 ยูนิต ปัจจุบันขายหมดแล้ว จุดขายสำคัญอยู่ที่กรรมสิทธิ์แบบ Freehold และโครงการเป็น Beachfront ซึ่งเป็นทำเลหายากในตลาดหัวหิน พร้อมนำแบรนด์ระดับโลกเข้ามาเพิ่มมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทประเมินว่า Branded Residences สามารถสร้าง Price Premium หรือส่วนเพิ่มของมูลค่าสินทรัพย์ได้ประมาณ 20% ฐานลูกค้าไทย 90% ต่างชาติ 10% จับกลุ่มย้ายถิ่น-วัยเกษียณ อุทัย กล่าวว่า หัวหินยังเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับการอยู่อาศัย ทั้งโรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล และสนามกอล์ฟ จึงตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการบ้านพักตากอากาศหรือที่อยู่อาศัยระยะยาว แม้โครงการจะใช้แบรนด์ระดับโลก แต่ฐานลูกค้าหลักยังเป็นคนไทยประมาณ 90% และชาวต่างชาติ 10% โดยลูกค้าชาวไทยประกอบด้วยเจ้าของธุรกิจ ผู้ซื้อบ้านหลังที่สอง และคนในพื้นที่ที่ต้องการที่อยู่อาศัยระดับบน ขณะที่ตลาดต่างชาติเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโต จากจุดเด่นของหัวหินที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ได้สะดวก มีสภาพแวดล้อมเหมาะกับการพักผ่อนและอยู่อาศัยระยะยาว รวมถึงการพำนักในช่วงฤดูหนาวและการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ปัจจุบันหัวหินมีโรงเรียนนานาชาติ 3 แห่ง โรงพยาบาล 3 แห่ง และสนามกอล์ฟ 8 แห่ง พร้อมชุมชนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวสแกนดิเนเวีย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ช่วยรองรับการใช้ชีวิตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หัวหินมีลักษณะตลาดแตกต่างจากภูเก็ตและพัทยา โดยมีจุดแข็งในฐานะเมืองตากอากาศที่เดินทางสะดวกและตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความสงบและการใช้ชีวิตใกล้ทะเล และไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก ตั้งเป้ายอดขายปี 69 แตะ 50% คาดโครงการ Sold Out ภายในปี 71 สำหรับ The Standard Residences, Hua Hin เปิดพรีเซลตั้งแต่ปี 2567 ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 40% โดยแสนสิริตั้งเป้ายอดขายเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2569 คิดเป็นยอดโอนกรรมสิทธิ์ 700 ล้านบาทในปีนี้ และตั้งเป้าปิดการขายทั้งหมดภายในปี 2571 ทั้งนี้ การฟื้นตัวของตลาดหัวหินยังต้องติดตามท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไป "กลุ่มคนรวยหรือผู้มีกำลังซื้อ มีเงินในมือ แต่จะพร้อมซื้ออสังหาก็ต่อเมื่อเกิดความมั่นใจ อย่างน้ำท่วม เศรษฐกิจชะลอก็มีผลให้คนเลื่อนการตัดสินใจออกไปบ้าง แต่หากมีปัจจัยบวกก็พร้อมกลับซื้ออีกครั้งเช่นกัน" --- ## เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยมูลค่าพุ่งแตะ 1.7 ล้านล้าน และ World Bank ชี้ยังโตได้อีกไกล URL: https://positioningmag.com/insight/116460 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: Lupang สรุป: ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ กำลังจะกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ โดยจากรายงาน Building Thailand’s Future Today ของ World Bank เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10.8% ของมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวม (GVA) ของประเทศเลยทีเดียว ด้านการค้าระหว่างประเทศ ตลอดช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา สินค้าสร้างสรรค์ของไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตอย่างก้าวกระโดดบนเวทีโลก มีมูลค่าการส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2545 สู่ 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ซึ่งคิดเป็นการเติบโตมากกว่า 2 เท่า   ทว่าการจ้างงานในระบบของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยกลับมีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งนับว่าต่ำกว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกันอย่างฟิลิปปินส์หรือบราซิล   ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า แม้คนไทยจะมีความสามารถในการผลิตผลงานคุณภาพสูง แต่ยังติดกับดักและขาดกลไกในการเปลี่ยนความสร้างสรรค์นั้นให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโต ยั่งยืน และสร้างตำแหน่งงานคุณภาพได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ขณะที่ไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ในรูปแบบเดิม ตลาดโลกได้หมุนไปสู่ยุคของ ‘บริการสร้างสรรค์’ และ ‘ดิจิทัลคอนเทนต์’ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาล โดยตลาดส่งออกบริการสร้างสรรค์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐมากกว่าสินค้าสร้างสรรค์กว่า 2 เท่า   ส่วนอุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิงก็กำลังเติบโตมุ่งสู่ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดวิดีโอเกมเพียงอย่างเดียวก็มีมูลค่าสูงถึง 3.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ   สิ่งเหล่านี้คือโอกาสทองที่เปิดกว้างสำหรับทุนทางวัฒนธรรมของไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร แฟชั่น การออกแบบ ภาพยนตร์ ดนตรี หรือ งานฝีมือ ที่พร้อมจะก้าวไปทำตลาดในระดับสากล   World Bank ยังได้ฉายภาพแบบจำลองที่น่าสนใจว่า หากประเทศไทยสามารถยกระดับและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จนเข้าใกล้โมเดลของเกาหลีใต้ได้ สัดส่วนการจ้างงานในระบบของไทยจะพุ่งสูงขึ้นเกือบ 9% ภายในปี 2583   หมายถึงการสร้างงานใหม่ให้คนไทยมากถึง 3 ล้านตำแหน่ง และหากเรายกระดับบริการวิชาชีพสร้างสรรค์ให้เทียบเท่าสหรัฐอเมริกา สาขานี้จะสามารถสร้างผลผลิตได้สูงถึง 6.1% และรองรับการจ้างงานได้มากถึง 12% ของประเทศเลยทีเดียว   การจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ ทาง World Bank ได้เสนอทางออกสำคัญ 3 ข้อ   1.ต้องเปลี่ยนจากการสนับสนุนเป็นรายโครงการ มาเป็นการเน้นสร้างธุรกิจให้เติบโตจริง โดยวัดผลจากความสามารถในการขยายกิจการ การบุกตลาดใหม่ และการดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชน แทนที่จะมองแค่จำนวนเงินทุนที่ได้รับ   2.ต้องเปลี่ยนจากการผลิตทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพียงเพื่อเก็บไว้ สู่การเร่งสร้างรายได้จาก IP ผ่านการพัฒนาระบบจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์และการอนุญาตให้ใช้สิทธิ เพื่อเปลี่ยนงานออกแบบ คาแรกเตอร์ หรือดนตรี ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง   และ 3. ต้องเปลี่ยนจากการปั้นแค่ตัวบุคคล มาเป็นการสร้างบริษัทและระบบนิเวศที่แข่งขันได้ในระดับโลก โดยดึงผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย แพลตฟอร์ม และเครือข่ายผู้ซื้อต่างชาติเข้ามาเชื่อมต่ออย่างเป็นระบบ   นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจคือการสร้างระบบประเมินมูลค่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์สามารถนำลิขสิทธิ์ คลังเพลง หรือคาแรกเตอร์ มาใช้เป็นหลักประกันในการระดมทุนและขอสินเชื่อได้ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จสำหรับการจดทะเบียนและคุ้มครอง IP ข้ามประเทศ --- ## ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้! AIS โชว์นวัตกรรม AI สุดล้ำ ด้วยพลัง 5G-ADVANCED ชวนสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทดลองเล่นจริงที่ AIS SIAM URL: https://positioningmag.com/pr-news/116459 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News AIS ชวนเปิดประสบการณ์โลกดิจิทัลแห่งอนาคต ให้เทคโนโลยี AI กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ผ่านโชว์เคสนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AIS 5G-ADVANCED เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทดลองเล่นและสัมผัสความอัจฉริยะด้วยตัวเองที่ AIS SIAM แลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์ดิจิทัลใจกลางเมือง ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ชวนทุกคนมาอัปเดตเทรนด์ ทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ และค้นพบความเป็นไปได้ของ AI ที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ระหว่างวันที่ 19–20 ตุลาคม 2569 ภายในงานพบกับ 4 ไฮไลต์นวัตกรรม AI ตั้งแต่ Robot Dog น้องหมาหุ่นยนต์อัจฉริยะที่เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม ต้อนรับและนำทางผู้มาเยือน พร้อมโชว์ความสามารถสุดน่ารัก, AI Movie Scene ที่ให้ผู้เข้าชมก้าวสู่บทบาทตัวเอกในภาพยนตร์ที่สร้างสรรค์ด้วย AI พร้อมเนรมิตภาพและวิดีโอสั้นในสไตล์ของตัวเอง, AI Glasses และ AI Toy นำเสนอผู้ช่วยดิจิทัลสำหรับชีวิตประจำวัน ผ่านแว่นตาที่ช่วยตอบคำถาม ค้นหาข้อมูล แนะนำเส้นทาง และแปลภาษา, AI Live Streaming โซลูชันที่ช่วยสร้างการนำเสนอสินค้าออนไลน์ด้วยเสียงและการขยับริมฝีปากที่สอดคล้องกับภาษาต่างๆ ช่วยลดข้อจำกัดด้านภาษาและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศผ่าน Live Commerce ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยศักยภาพของ AIS 5G-ADVANCED มาตรฐานเครือข่ายใหม่ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผสาน AI เข้ากับเทคโนโลยีการรวมคลื่นความถี่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูล ให้ ดาวน์โหลดเร็วขึ้นสูงสุด 1.5 เท่า และอัปโหลดเร็วขึ้นสูงสุด 2 เท่า รองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้งานโซเชียลมีเดีย การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึง Live Streaming และ Live Commerce ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ 100% และพื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัด พร้อมเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมและสร้างโอกาสทางธุรกิจในยุคดิจิทัล --- ## ฟินซิตี้.โตเกียว ชูโตเกียวฮับการเงินดิจิทัล เปิดประตูนักลงทุนไทยสู่โอกาสธุรกิจใหม่ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116458 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News ฟินซิตี้.โตเกียว (FinCity.Tokyo) ชูโตเกียวเป็นประตูเชื่อมธุรกิจการเงินไทยสู่ทุนและนวัตกรรมระดับโลก ด้วยศักยภาพของศูนย์กลางการเงินดิจิทัลที่รวมฐานเงินทุนขนาดใหญ่ สถาบันการเงิน และธุรกิจฟินเทค เปิดโอกาสให้ผู้จัดการสินทรัพย์ ธนาคาร และผู้ประกอบการไทยต่อยอดการลงทุนและพัฒนาบริการทางการเงินข้ามพรมแดน โดยหนึ่งในพัฒนาการที่น่าจับตาคือ “เงินโทเคน” (Tokenized Money) ซึ่งมีศักยภาพเชื่อมการชำระเงินกับการส่งมอบสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดเวลารอคอย และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารเงินทุน โดย FinCity.Tokyo ทำหน้าที่เชื่อมพันธมิตรไทย–ญี่ปุ่น เพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในตลาดภูมิภาค ภายใต้ความพร้อมของระบบและกฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศ ในโอกาสนี้ ฟินซิตี้.โตเกียว ได้จัดเสวนาภายใต้หัวข้อ "เงินดิจิทัลแห่งอนาคต สู่การเติบโตไร้พรมแดน: เจาะลึกระเบียงความร่วมมือการเงินดิจิทัล ไทย-ญี่ปุ่น" เพื่อเชื่อมโอกาสและความร่วมมือทางธุรกิจ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญทั้งจากญี่ปุ่นและไทย ได้แก่  นายยาสุโตะ วาตานาเบะ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) นายเท็ตสึยะ อิโนอุเอะ หัวหน้าฝ่ายวิจัยนโยบาย ของฟินซิตี้.โตเกียว และ โซนี่ ไฟแนนเซียล กรุ๊ป นายทาเคชิ คิโตะ ผู้อำนวยการ GFTN ญี่ปุ่น   ดร. ศุภกร สิทธิไชย รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ นายชลเดช เขมะรัตนา นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย (TFA) และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ ประเทศไทย เงินโทเคน พลิกเกมการเงินข้ามพรมแดน เชื่อมเงินทุนให้ทันโอกาสธุรกิจ ความรวดเร็วในการชำระเงินและความคล่องตัวในการบริหารเงินทุนเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจข้ามพรมแดน “เงินโทเคน” (Tokenized Money) จึงเป็นพัฒนาการที่น่าจับตา ด้วยศักยภาพในการเชื่อมการชำระเงินเข้ากับเงื่อนไขธุรกรรม เช่น “จ่ายเงินและรับหลักทรัพย์พร้อมกัน” ช่วยลดความเสี่ยงจากการชำระเงินแล้วแต่ยังไม่ได้รับสินทรัพย์ในญี่ปุ่น MUFG Bank, Mizuho Bank และ Sumitomo Mitsui Banking Corporation ตั้งเป้าเริ่มธุรกรรมใช้งานจริงด้วยสเตเบิลคอยน์ที่ออกร่วมกันภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2570 สะท้อนความก้าวหน้าจากการทดลองสู่การใช้งานจริงในภาคธนาคาร นายยาสุโตะ วาตานาเบะ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) กล่าวว่า ระบบการชำระเงินในอนาคตไม่สามารถพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่งเพียงระบบเดียว โดยอาเซียน+3 ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระเงินข้ามพรมแดนแล้ว ลำดับต่อไปคือการวางรากฐานเพื่อขยายการเชื่อมโยงและเสริมสร้างความร่วมมือผ่านการหารือระดับทวิภาคี ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงระบบการชำระเงินทั่วภูมิภาค และส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น หากระบบของสถาบันการเงินในประเทศต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อกันได้ แนวทางนี้อาจช่วยลดขั้นตอน เวลารอคอย และต้นทุนบางส่วนของการชำระเงินข้ามพรมแดน ทำให้ธุรกิจบริหารเงินหมุนเวียนได้คล่องตัวขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ธนาคารและฟินเทคพัฒนาบริการชำระเงินและบริหารสภาพคล่องระหว่างประเทศ ขณะที่ผู้จัดการสินทรัพย์สามารถต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการชำระราคาการลงทุนและพัฒนาบริการที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์โทเคน ภายใต้กฎเกณฑ์ที่รองรับ ในวงเสวนาได้เน้นย้ำถึงการพัฒนาศักยภาพของเงินในรูปแบบโทเคนและความร่วมมือด้านฟินเทคระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ในการยกระดับการชำระเงินข้ามพรมแดน การค้า และการลงทุนทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยเทคโนโลยี เงินทุน และเครือข่ายทางการเงินของญี่ปุ่น ที่สามารถเสริมจุดแข็งของภาคธุรกิจไทยที่มีความเชี่ยวชาญและความเข้าใจตลาดในภูมิภาคได้ นายเท็ตสึยะ อิโนอุเอะ หัวหน้าฝ่ายวิจัยนโยบาย ฟินซิตี้.โตเกียว และโซนี่ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป กล่าวว่า "ประเทศไทยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามาตรฐานร่วมสร้างผลลัพธ์ได้จริง ระบบชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดที่เชื่อมผ่านเกตเวย์กลางถูกใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ ซึ่งเป็นความสำเร็จสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นเล็งเห็นในศักยภาพ เงินโทเคนก็ต้องอาศัยรากฐานเดียวกัน ทั้งมาตรฐานร่วมและการคุ้มครองข้อมูลที่เข้มแข็ง ก้าวต่อไปคือการเปิดเวทีหารือระหว่างสองประเทศเรื่องการชำระเงินข้ามพรมแดน ตั้งแต่การชำระเงินระหว่างสถาบันการเงินไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน" ไทยขยับสู่การเงินดิจิทัล ทดสอบธุรกรรมโทเคนข้ามพรมแดน เปิดทางธุรกิจคว้าโอกาสใหม่ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเดินหน้าศึกษาและทดสอบเทคโนโลยีที่มีศักยภาพยกระดับการชำระเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศทดสอบระบบธุรกรรมโทเคน เพื่อประเมินแนวทางเชื่อมการชำระเงินกับการส่งมอบสินทรัพย์ ซึ่งอาจช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความคล่องตัวให้การค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน ควบคู่กัน ธปท. เปิดทดสอบ Programmable Payment ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox เพื่อทดลองการชำระเงินที่กำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติ โดยมีเงินฝากสกุลบาทรองรับมูลค่าของหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ชำระเงิน ทั้งสองแนวทางยังอยู่ในขั้นศึกษาและทดสอบ แต่เป็นพัฒนาการสำคัญที่ธุรกิจควรติดตามเพื่อเตรียมความพร้อม ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และสมาคมฟินเทคประเทศไทย นำเสนอว่าการนำเงินในรูปแบบโทเคนมาใช้จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อระหว่างระบบเดิมและระบบใหม่อย่างปลอดภัย มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และมีกฎระเบียบที่ชัดเจน โดยภาคธุรกิจต้องได้รับประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมจากการชำระเงินที่รวดเร็วขึ้นและมีค่าใช้จ่ายต่ำลง ขณะที่นักลงทุนต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิ ความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้แก่ทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้ใช้งานในภาคธุรกิจก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า "สินทรัพย์แบบ Programmable Asset จะสร้างผลกระทบอย่างมากต่อเอสเอ็มอี ทั้งช่วยลดต้นทุนและเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงบริการทางการเงินที่เคยเข้าถึงได้ยาก depa พร้อมสนับสนุนการทดสอบแนวคิด รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลของไทยเพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นจริง และพร้อมร่วมลงทุนเมื่อเห็นโอกาส ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมดจำเป็นต้องอาศัยระบบการป้องกันภัยไซเบอร์ที่รัดกุม ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้การสร้างความเชื่อมั่น และการคุ้มครองผู้บริโภค" นายชลเดช เขมะรัตนา นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่าจุดเริ่มต้นที่เป็นไปได้สําหรับไทยและญี่ปุ่นในการใช้โทเคนสำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดน อาจจะเริ่มจากการท่องเที่ยวได้ เพราะทั้งสองประเทศมีการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันที่แข็งแกร่ง "นักลงทุนไทยมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง และญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่คนไทยชื่นชอบ การชำระเงินของนักท่องเที่ยวจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จับต้องได้ เช่น ซูเปอร์แอปที่ให้นักท่องเที่ยวทั้งสองฝั่งใช้จ่ายและลงทุนได้ในที่เดียว แต่ก่อนอื่น สินทรัพย์แบบดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัลต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียม ผมอยากเห็นหน่วยงานกำกับดูแล ภาครัฐ และภาคเอกชนมาร่วมหารือกัน โดยหากมีการจัดแฮกกาธอนด้านการชำระเงินที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวก็จะเป็นก้าวแรกไปสู่ความเป็นไปได้จริง" ฟินซิตี้.โตเกียว เชื่อมฟินเทคไทยสู่เงินทุนและนวัตกรรม ต่อยอดการเงินข้ามพรมแดนสู่อาเซียน ข้อมูลจาก IMARC Group คาดการณ์ว่าตลาดฟินเทคญี่ปุ่นจะมีมูลค่าเกือบ 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 ครอบคลุมบริการการเงินดิจิทัลหลายด้าน ทั้งการชำระเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีสำหรับสถาบันการเงิน สะท้อนพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยสำรวจพันธมิตรและโอกาสธุรกิจใหม่ โดยเป็นการคาดการณ์ตลาดฟินเทคโดยรวม โตเกียวจึงเป็นทั้งตลาดและฐานต่อยอดธุรกิจสำหรับฟินเทคไทยที่ต้องการเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และลูกค้าใหม่ โดยความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นมีโอกาสผสานความเข้าใจตลาดไทยและอาเซียนเข้ากับความเชี่ยวชาญของญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาบริการที่ช่วยให้ธุรกิจรับจ่ายเงินระหว่างประเทศสะดวกขึ้น ลดขั้นตอน และบริหารเงินทุนได้คล่องตัวกว่าเดิม นายทาเคชิ คิโตะ ผู้อำนวยการ GFTN ญี่ปุ่น กล่าวว่า "โตเกียวมีฐานสินทรัพย์ขนาดใหญ่ซึ่งหมายถึงโอกาสที่มากขึ้น และหากระเบียงความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นได้รับการวางรากฐานอย่างเหมาะสม จะเปิดโอกาสใหม่ให้ทั้งสองฝ่าย ขณะเดียวกัน เราตระหนักดีว่าเมื่อการชำระเงินสะดวกขึ้น การสร้างความเชื่อมั่นจึงต้องเป็นรากฐานสำคัญ สิ่งที่ต้องเร่งทำตอนนี้คือการทดสอบแนวคิด (Proof of Concept) ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์ที่ยังขาดอยู่ในการเปลี่ยนแนวคิดเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง" ฟินซิตี้.โตเกียว จึงเป็นผู้เชื่อมช่องทางสำคัญสำหรับนักลงทุนไทย ผ่านโครงการสำคัญได้แก่ "Attraction U Program" โดยเฉพาะบริษัทจัดการสินทรัพย์และฟินเทคต่างชาติที่สนใจตั้งฐานในโตเกียว ครอบคลุมการสำรวจตลาด การเชื่อมพันธมิตร และการเข้าถึงมาตรการสนับสนุน โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ฟินซิตี้.โตเกียว สนับสนุนการค้นหาและเชื่อมบริษัทที่มีศักยภาพ ขณะที่องค์การปกครองกรุงโตเกียวดูแลการสนับสนุนเข้าสู่ตลาดและเริ่มธุรกิจ รวมถึงมาตรการเงินอุดหนุนสำหรับการจัดตั้งและขยายธุรกิจสูงสุดประมาณ 30 ล้านเยนในช่วงสามปี ตามคุณสมบัติและเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ยังมีโครงการ Emerging Managers Program (EMP) ที่สนับสนุนผู้จัดการสินทรัพย์หน้าใหม่ให้เชื่อมต่อกับเจ้าของสินทรัพย์และนักลงทุนสถาบันในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ผ่านองค์ความรู้ งานสัมมนา และกิจก… --- ## การออกกำลังกายช่วยคนวัย 60+ ดูแลสมอง ลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมได้อย่างไร? URL: https://positioningmag.com/pr-news/116457 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News เมื่ออายุมากขึ้น “สุขภาพสมอง” กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญไม่แพ้สุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านความจำหรือการทำงานของร่างกายตามวัย ขณะที่โรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมก็เป็นปัญหาสุขภาพที่พบมากขึ้นในสังคมผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามการดูแลสมองอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการฝึกความจำเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเริ่มได้จากเรื่องใกล้ตัวอย่าง “การออกกำลังกาย” เพราะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมีความสัมพันธ์กับสุขภาพสมองและยังช่วยดูแลปัจจัยเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองในระยะยาว โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และ ACSM ระบุว่าการออกกำลังกายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญสำหรับการลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม แม้จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ทั้งหมดก็ตาม สมองได้อะไรจากการขยับร่างกาย เมื่อเราออกกำลังกาย โดยเฉพาะกิจกรรมแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้น หัวใจจะสูบฉีดเลือดมากขึ้น หลอดเลือดทำงานยืดหยุ่นขึ้น และการไหลเวียนเลือดไปยังสมองก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลคือสมองได้รับออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น การไหลเวียนเลือดที่ดียังช่วยดูแลหลอดเลือดในสมอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำ การคิด และการตัดสินใจในระยะยาว ออกกำลังกายอย่างไร ให้ได้ประโยชน์ทั้งร่างกายและสมอง สำหรับคนวัย 60+ การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องมีความเข้มข้นสูง แต่ควรให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอและความหลากหลายของการเคลื่อนไหว เพื่อให้ร่างกายได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน ทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อ รวมถึงการทรงตัว กิจกรรมอย่างการเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือการเต้น สามารถช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายและกระตุ้นระบบหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่การฝึกแรงต้านหรือ Strength Training มีบทบาทสำคัญในการรักษาความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเคลื่อนไหวและการทำกิจวัตรประจำวันเมื่ออายุมากขึ้น อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ไม่ควรมองข้ามคือการฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหวแบบ Functional เพราะเมื่อความแข็งแรงและการควบคุมร่างกายลดลง ความเสี่ยงต่อการหกล้มก็อาจเพิ่มขึ้น การฝึกให้ร่างกายสามารถลุก นั่ง เดิน ยก หรือเปลี่ยนทิศทางได้อย่างมั่นคง จึงมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไม่แพ้การออกกำลังกายรูปแบบอื่น ไม่ต้องเริ่มจากการออกกำลังกายหนัก แต่ต้องเริ่มจากการ “ขยับ” แนวทางการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุไม่ได้หมายความว่าต้องเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายหนักทันที โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายหรือหยุดไปเป็นเวลานาน การเริ่มจากกิจกรรมระดับเบาแล้วค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาและความหนักตามความพร้อมของร่างกาย เป็นวิธีที่ช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้และมีโอกาสทำต่อเนื่องในระยะยาว แนวทางของ CDC แนะนำให้ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปควรออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือสำหรับผู้ที่อยากเพิ่มความเข้มข้น สามารถเลือกฝึกแบบหนัก 75 นาทีต่อสัปดาห์ โดยสามารถแบ่งเป็นครั้งละ 20-30 นาทีได้ ควบคู่กับการฝึกช่วยพัฒนาการทรงตัวอย่างน้อย 2-3 วันต่อสัปดาห์ สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น อาจเริ่มจากการเดินเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ลุกขึ้นขยับร่างกายระหว่างวัน หรือจัดเวลาออกกำลังกายสั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ก่อนค่อยเพิ่มระยะเวลาและความเข้มข้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามทำให้ได้มากที่สุดตั้งแต่ครั้งแรก แต่คือการสร้างกิจวัตรที่สามารถทำต่อไปได้ Active Aging ไม่ใช่แค่ “อายุยืน” แต่คือการใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ การมีอายุเพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความแข็งแรงและความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันสามารถดูแลได้ตั้งแต่วันนี้ แนวคิด Active Aging จึงไม่ได้หมายถึงการพยายามทำให้ร่างกายกลับไปเหมือนตอนหนุ่มสาว แต่คือการรักษาความสามารถของร่างกายให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในแต่ละช่วงวัย ในมุมของ ฟิตเนส เฟิรส์ท การออกกำลังกายจึงควรตอบโจทย์มากกว่าการสร้างรูปร่าง แต่ต้องช่วยให้แต่ละคนสามารถเคลื่อนไหวได้ดี แข็งแรง และมีความมั่นใจในการทำกิจกรรมที่ตัวเองชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง เล่นกับหลาน ทำงานบ้าน ออกไปพบเพื่อน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง เป้าหมายของการออกกำลังกายในวัย 60+ ไม่จำเป็นต้องเป็นการทำให้ร่างกายฟิตที่สุด แต่คือการทำให้เรายังใช้ชีวิตได้ในแบบที่ต้องการ เพราะความแข็งแรงที่ดีควรส่งต่อไปถึงชีวิตประจำวัน การเดินทาง การทำงานอดิเรก หรือการใช้เวลากับคนที่เรารัก การเริ่มดูแลร่างกายตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ดูแลสมอง ต้องดูแลทั้งร่างกาย แม้การออกกำลังกายจะเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม แต่การดูแลสุขภาพสมองควรมองแบบองค์รวม ทั้งการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การนอนหลับให้เพียงพอ การควบคุมความดันโลหิต น้ำตาลและไขมันในเลือด การดูแลโรคประจำตัว รวมถึงการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมและทำกิจกรรมที่ได้ใช้ความคิด การดูแลสมองจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องไกลตัว และไม่จำเป็นต้องรอให้เข้าสู่วัยสูงอายุเสียก่อน เพราะการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีสามารถเริ่มต้นได้ในทุกช่วงวัย ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นออกกำลังกาย เพราะการดูแลสุขภาพในวันนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้เราแข็งแรงในวันพรุ่งนี้ แต่เพื่อให้เรายังคงมีแรง มีความมั่นใจ และมีความสามารถในการใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้อีกนาน สำหรับผู้ที่สนใจออกกำลังกายสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง https://www.fitnessfirst.com/th/th/pr หรือ Fitness Helpline : 02-118-6665 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของ Fitness First ผ่านทาง Facebook: Fitness First Thailand , Instagram: fitnessfirstthailand และ TikTok: FitnessFirstThailand --- ## โบ เพียว เอ็กซ์ จัดงานใหญ่ ชวนสัมผัสตัวตน “แบมแบม” ในฐานะ The Icon of Xpression Beauty เป็นครั้งแรก พร้อมตอกย้ำจุดยืนความงาม “ดูดี...ฟีลลิ่งได้ เป็นตัวเองได้สุด” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116456 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News ต่อยอดกระแสตอบรับระดับภูมิภาค โบ เพียว เอ็กซ์ (BO PURE X) จัดงานแถลงข่าวอย่างยิ่งใหญ่ “Xpression Beauty – See More Me” พาทุกคนมาร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงพร้อมกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ “แบมแบม – กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” (BamBam) ในฐานะ The Icon of Xpression Beauty เพื่อร่วมถ่ายทอดมุมมองใหม่ของโปรแกรมลดเลือนริ้วรอย ที่ก้าวข้ามกรอบความงามแบบเดิม สู่การผลักดันแนวคิด “ดูดี...ฟีลลิ่งได้ เป็นตัวเองได้สุด” ที่กำลังสร้างแรงกระเพื่อมใน 8 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และอินเดีย ภญ. กิตติวรรณ รัตนจันทร์ รองประธานบริหารอาวุโส ฝ่ายการพาณิชย์ประจำภูมิภาคญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “งานในวันนี้จัดขึ้นเพื่อพาทุกคนมาสัมผัสกับแนวคิด “Xpression Beauty – See More Me” อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทสนทนาเรื่องความงาม จากการเน้น ‘แก้ไข’ มาเป็นการ ‘ดูแลและให้คุณค่า’ กับสิ่งที่เราอยากรักษาไว้บนใบหน้า เพราะเราเชื่อว่าความงามที่ดูดีที่สุด คือความงามที่ยังสามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ (Natural Expression) บนพื้นฐานของความปลอดภัยสูงสุดและมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้จริง โบ เพียว เอ็กซ์ เป็นโปรแกรมลดเลือนริ้วรอยที่ใช้ XTRACT TECHNOLOGY TM ซึ่งมีประสบการณ์ใช้งานทั่วโลกกว่า 20 ปี โดยไม่เคยมีรายงานการดื้อต่อสาร สิ่งนี้คือเครื่องพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญและความปลอดภัยที่เราส่งมอบให้แพทย์และผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง” ทางด้าน แบมแบม – กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ตัวแทนของแคมเปญที่สื่อสารกับแฟน ๆ ทั่วโลกผ่านโชว์และพลังของการแสดงออก ได้ร่วมถ่ายทอดแนวคิด Xpression Beauty ผ่านเสน่ห์ ความมั่นใจ และตัวตนที่เป็นธรรมชาติ ทั้งบนเวทีและในชีวิตจริง โดยแคมเปญนี้ได้สะท้อนมุมมองการดูแลตัวเองในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเวชศาสตร์ความงาม ว่าการดูดีขึ้นไม่จำเป็นต้องแลกมากับการสูญเสียความเป็นตัวเอง แต่คือการดูแลตัวเองอย่างเข้าใจ โดยไม่ละทิ้งสีหน้า รอยยิ้ม แววตา ฟีลลิ่ง และการเคลื่อนไหวบนใบหน้า เพราะสิ่งเหล่านี้คือความพิเศษที่ทำให้แต่ละคนไม่เหมือนใคร การดูดีขึ้นจึงไม่ใช่การเปลี่ยนไปเป็นคนอื่น แต่คือการเผยเสน่ห์ในแบบของเราให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด See More Me พร้อมกันนี้ แบมแบมยังได้ตอกย้ำข้อความสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแคมเปญนี้ไว้ว่า “Bo Pure X ช่วยให้ผมเปิดเผยตัวตนของตัวเอง ผ่านการเคลื่อนไหว ฟีลลิ่งบนใบหน้า ปลดปล่อยได้ทุกอารมณ์” นิยามใหม่ของผลลัพธ์ที่ใช่ “ผิวเรียบเนียนที่ยังขยับและสื่ออารมณ์ได้ตามฟีลลิ่ง” ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท, ผู้ก่อตั้งและแพทย์ประจำ Smith Prive’ Aesthetique และวิทยากรพิเศษ สาขาวิชาตจวิทยา (หลักสูตรนานาชาติ) วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาร่วมเจาะลึกและจุดประกายมุมมองใหม่ให้กับทั้งแพทย์และผู้รับบริการ โดยชี้ให้เห็นว่า “มาตรฐานของการทำหัตถการความงามด้วยโปรแกรมลดเลือนริ้วรอยในวันนี้ได้ก้าวไปอีกขั้น ผลลัพธ์ในอุดมคติคือการที่ผิวดูเรียบเนียนไร้ริ้วรอย ในขณะที่ใบหน้ายังสามารถขยับและแสดงอารมณ์ได้ ซึ่งผลลัพธ์ลักษณะนี้เกิดจากการเลือกใช้นวัตกรรมสารลดเลือนริ้วรอยที่มีความบริสุทธิ์และมีความแม่นยำสูงที่ออกฤทธิ์ตรงจุดเป้าหมาย ช่วยคลายกังวลเรื่องริ้วรอย พร้อมคืนอิสระให้กับใบหน้ายังสื่อสารทุกความรู้สึกได้อย่างเป็นธรรมชาติ” พร้อมกันนี้ยังชวนให้ทุกคนปรับมุมมองการรับคำปรึกษาในคลินิก จากการโฟกัสเพียง “สิ่งที่อยากปรับ” มาเป็นให้ความสำคัญกับ “เอกลักษณ์ที่อยากรักษาไว้” ควบคู่กันไป Xpression Analysis Tool ชวนค้นหา Expression ที่อยากรักษาไว้ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจความหมายของการ “รักษาเอกลักษณ์” อย่างเป็นรูปธรรม ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ผู้ก่อตั้งและนักจิตบำบัดจาก SOULSMITH ได้นำเสนอ Xpression Analysis Tool แบบทดสอบทางจิตวิทยาที่ผสานหลักการ Self-Concept มาช่วยวิเคราะห์สเปกตรัมแห่งการแสดงออก เครื่องมือนี้จะช่วยให้ผู้ร่วมทดสอบได้สำรวจว่า การแสดงออกทางอารมณ์แบบใดที่สะท้อนคาแรกเตอร์ที่แท้จริงของตนเอง เช่น สายพลังงานอย่าง ผู้จุดประกาย (The Spark) หรือสายดูแลอย่าง ผู้เป็นหัวใจ (The Heart) เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าทุกรอยยิ้ม แววตา และสีหน้า ล้วนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ควรได้รับการดูแลและเก็บรักษาไว้ ทั้งนี้ Xpression Analysis Tool ไม่เพียงช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจตัวเองมากขึ้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แพทย์เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้รับบริการว่าอยากเก็บรักษาเอกลักษณ์ใดไว้ เพื่อเปิดบทสนทนาใหม่ในคลินิกและนำไปสู่การวางแผนการดูแลเฉพาะบุคคลได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน แคมเปญ “Xpression Beauty – See More Me” จึงเป็นมากกว่าการเปิดตัวแคมเปญ แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการความงาม ที่สนับสนุนให้ทุกคนกล้าที่จะ “ดูดี...ฟีลลิ่งได้ เป็นตัวเองได้สุด” มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความงามใหม่ Xpression Beauty กับโปรแกรม โบ เพียว เอ็กซ์ ได้แล้ววันนี้ ณ คลินิกเสริมความงามชั้นนำทั่วประเทศ ค้นหารายชื่อคลินิกที่ให้บริการ ร่วมทำแบบทดสอบ Xpression Analysis Tool และติดตามรายละเอียดแคมเปญเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.bo-pure-x.com หรือผ่านทางโซเชียลมีเดีย Facebook / Instagram / X: BoPureX --- ## รู้จัก 'Reading Rave' เทรนด์เข้าผับเพื่ออ่านหนังสือ เมื่อคนรุ่นใหม่ขอฮีลใจ วางความล้าจากโลกกว้าง URL: https://positioningmag.com/people/116455 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: Lupang สรุป: ในยุคที่ผู้คนต้องหมุนตามจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ และการไถฟีดอยู่บนโลกออนไลน์ จนต้องเผชิญกับภาวะ Digital Burnout การพาตัวเองหลีกหนีความวุ่นวายและไปพักด้วยการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ กลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ถวิลหา นั่นคือจุดเริ่มต้นของเทรนด์ ‘Reading Rave’ ที่พลิกโฉมคลับหรือบาร์ยามค่ำคืนให้กลายเป็น ‘พื้นที่อ่านหนังสือร่วมกัน’ เพื่อเติมเต็มพลังชีวิตและเยียวยาจิตใจ จนกลายเป็นไวรัลที่ผู้คนพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ กระแสที่สร้างเสียงฮือฮาบนโลกโซเชียลเริ่มต้นขึ้นเมื่อทีมผู้จัด JUCY เนรมิต SPREAD คลับใต้ดินชื่อดังในย่านสุดฮิปอย่างชิโมะคิตาซาวะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ให้กลายเป็นปาร์ตี้อ่านหนังสือยามกลางวัน ระหว่างเวลา 10.00–14.00 น. บรรยากาศภายในงานถูกเนรมิตใหม่ ด้วยการปูพรมนุ่มๆ มาปูบนพื้นคลับ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกนั่งขัดสมาธิ นอนอ่าน พิงผนังคอนกรีต หรือนั่งเก้าอี้ได้อย่างอิสระ   โดยผู้เข้าร่วมสามารถพกหนังสือมาเอง อ่านผ่าน E-Reader หรือรับหนังสือที่ทีมงานคัดสรรแนะนำพร้อมบัตรเข้างานซึ่งรวมเครื่องดื่ม 2 ดริ๊งก์ คลอไปด้วยเสียงดนตรีแนว Ambient และ Electronica บีทสบายๆ ไม่รบกวนสมาธิ นอกจากนี้ งานยังมีกิจกรรมไฮไลต์อย่าง BOOK B2B ที่นำโดยชวนแลกเปลี่ยนมุมมองหนังสือตามความสมัครใจ รวมถึงชั้นวางหนังสือ JUCY SHARE สำหรับแบ่งปันและยืมคืน พอถึงเวลา 13.00 น. ดนตรีจะเริ่มเพิ่มระดับความดังขึ้นอีกนิด เปิดโอกาสให้ใครอยากอ่านต่อหรือลุกขึ้นมาเต้นก็เลือกได้ตามใจ ซึ่งทีม JUCY ตั้งใจเปรียบการอ่านหนังสือในคลับเหมือนกับการชมภาพยนตร์ในโรงหนัง และเตรียมขยายพื้นที่จัดงานต่อไป กระแส Reading Rave ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่กำลังเติบโตไปทั่วโลก เช่น การรวมตัวอ่านหนังสือบนดาดฟ้าพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ NEMO ในอัมสเตอร์ดัม หรือ กลุ่ม Book Doof ใ นเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ที่จัดงานอ่านหนังสือตามบาร์และสเปซแปลกใหม่ โดยไอเดียของกลุ่ม Book Doof เกิดขึ้นระหว่างที่ผู้ซก่อตั้งอย่าง Grant Richard Krupp กำลังอยู่ในงานปาร์ตี้ แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน จนเกิดความคิดว่า คงจะดีไม่น้อยหากสามารถชวนเพื่อนๆ มานั่งอ่านหนังสือร่วมกันตามบาร์หรือพื้นที่ต่างๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกับใคร งานของ Book Doof มีโครงสร้างกิจกรรมที่เรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ โดยแบ่งเป็นช่วงเวลาอ่านหนังสือตามใจชอบ 2 ชั่วโมงครึ่ง และตามด้วยช่วงเวลาสังสรรค์อีก 30 นาที ซึ่งผู้เข้าร่วมงานไม่จำเป็นต้องอยู่สังสรรค์ต่อ หากไม่อยากทำ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Reading Rave เติบโตและครองใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว มาจากการตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของวิถีชีวิตยุคปัจจุบัน อย่างแรก เป็นการช่วยให้ผู้คนได้ทำ Digital Detox แบบตั้งใจ พาตัวเองหลุดออกจากหน้าจอไปสัมผัสประสบการณ์จริงที่ช่วยชาร์จพลังใจและดึงสติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ถัดมา คือการทลายภาพจำเดิมๆ ของ Book Club ที่เคยดูเป็นทางการหรือเข้าถึงยาก โดยเปลี่ยนมาใช้พื้นที่คาดไม่ถึงอย่างคลับใต้ดินหรือบาร์ ซึ่งช่วยลดกำแพงความรู้สึกและดึงดูดคนที่ไม่ได้จับหนังสือนานๆ ให้กลับมารักการอ่านในรูปแบบที่เท่และมีสไตล์ สำคัญที่สุด Reading Rave ถือเป็นทางเลือกใหม่ของการเข้าสังคมสไตล์ Introvert-Friendly ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถออกไปใช้ชีวิต จิบเครื่องดื่ม และสัมผัสบรรยากาศภายนอกบ้านได้ โดยไม่ต้องแบกรับความกดดันในการชวนคนแปลกหน้าคุย ท้ายที่สุดแล้ว Reading Rave อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสถานที่แปลกใหม่ แต่เป็นกิจกรรมที่คอยเตือนสติเราว่า ท่ามกลางโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยเสียงรบกวนรอบตัว การหาพื้นที่เล็กๆ ให้ตัวเองได้เงียบลง ทิ้งความวุ่นวายไว้ข้างหลัง แล้วหยิบหนังสือสักเล่มขึ้นมาอ่านท่ามกลางเพื่อนร่วมทางที่ต่างคนต่างดื่มด่ำอยู่ในโลกส่วนตัว อาจเป็นความสุขแสนเรียบง่ายที่ช่วยเยียวยาและเติมพลังชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์ . ที่มา . https://x.com/_3emeOeil/status/2104109416672838128?s=20 https://bodyandsoul.news.com.au/houseofwellness/what-on-earth-is-a-book-doof-inside-the-social-reading-trend-sweeping-australia/image-gallery/db79ece8b9dd21c9441e35e51dfff504 https://www.instagram.com/jucy_ig/ --- ## Onn Anu ห้างน้องใหม่ที่กล้าเปิดลากยาว 19 ชม. เพื่อคนนอนดึกและทำงานเป็นกะ URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116454 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: Lupang สรุป: ในที่สุดย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ ก็ได้ต้อนรับ ‘Onn Anu’ (ออน อนุ) ห้างน้องใหม่ที่มีการลงทุน 480 ล้านบาทอย่างเป็นทางการ แม้ห้างแห่งนี้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากตั้งบนพื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางเมตร แต่ความน่าสนใจที่แตกต่างจากห้างอื่น นั่นคือ จะเปิดให้บริการลากยาว 19 ชม. ตั้งแต่ 7 โมงเช้าไปจนถึงตี 2 เป้าหมาย ต้องการรองรับทราฟฟิกรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ กว่า 200,000 คนต่อวัน โดยเฉพาะคนยุคใหม่ที่นอนดึกและทำงานเป็นกะ เพื่อหวังจะเป็นจิ๊กซอว์ในการชุบชีวิตให้อนุสาวรีย์ชัยฯ ย่านการค้าที่เคยคึกคักกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง สำหรับ Onn Anu เป็นโครงการภายใต้การพัฒนาของ ‘บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด’ ซึ่งไม่ใช่หน้าใหม่ของวงการรีเทล แต่เป็นผู้บริหาร ‘เซ็นเตอร์วัน’ (Center One) ห้างที่อยู่คู่ย่านนี้มานาน 31 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ทั้งวิกฤตต้มย้ำกุ้ง ไฟไหม้จากความขัดแย้งทางการเมืองในปี 2553 และวิกฤตโควิด-19 ‘รัชพล ไกรจิรโชติ’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด เล่าว่า ในอดีตอนุสาวรีย์ชัย ฯ เป็นย่านการค้าที่คึกคัก โดยเฉพาะร้านค้าข้างทาง เพราะเป็นศูนย์กลางการเดินทางต่อทั้งรถตู้ , รถประจำทาง และรถไฟฟ้า แต่หลังจากมีการจัดระเบียบรถตู้ บวกกับภาวะเศรษฐกิจ ทำให้บรรยากาศของย่านดังกล่าวลดความคึกคักลง ทว่าตอนนี้ด้วยการเติบโตของเมือง และการจัดระเบียบ ได้พลิกโฉมให้ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ  กลายเป็น Medical Hub ใจกลางกรุงเทพฯ ที่แวดล้อมไปด้วยโรงพยาบาลชั้นนำ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา ตลอดจนที่พักอาศัยทั้งคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ และโรงแรมที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ย่านแห่งนี้ยังมีเสน่ห์และน่าสนใจอยู่ โดยจากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและเทรนด์การใช้ชีวิตในพื้นที่ ทีมผู้บริหารพีเพิล พลาซ่า เห็นอินไซต์สำคัญของย่านยังคงขาดพื้นที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ กลุ่มคนนอนดึก และผู้ที่ต้องทำงานเป็นกะ ซึ่งมีตารางชีวิตแตกต่างจากคนทั่วไป จึงเป็นจุดเริ่มต้นและความท้าทายสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจลงทุนเปิดตัว ‘ONN ANU’ เพื่อเข้ามาเติมเต็มจิ๊กซอว์ที่หายไป ผู้บริหารพีเพิล พลาซ่า อธิบายว่า เซ็นเตอร์วัน จะเป็นเหมือน ‘บ้านหลัก’ ที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ส่วน ONN ANU จะเปรียบเสมือน ‘ห้องรับแขก’ ที่แวะเวียนมาได้ง่าย เดินทางสะดวก และพร้อมต้อนรับทุกคนอย่างเป็นกันเอง หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือ การขยายเวลาเปิดให้บริการยาวนานถึง 19 ชั่วโมง ตั้งแต่ 07.00 น. ลากยาวไปจนถึง 02.00 น. ของวันถัดไป เพื่อรองรับตารางชีวิตของคนทำงานกะดึก บุคลากรทางการแพทย์ และผู้บริโภคยุคใหม่ที่นอนดึก ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ONN TO RECHARGE. ON TO YOUR JOURNEY.’ หรือ ‘จุดแวะเติมพลัง ก่อนออกเดินทางต่อ’ โดยการคัดสรรร้านค้าภายในโครงการ จะเลือกให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าและการเปิดปิดของร้านค้า เริ่มจากช่วงเช้าจะเน้นตอบโจทย์ความเร่งด่วน ด้วยร้านเครื่องดื่ม Grab & Go อย่าง ชาตรามือ, คาเฟ่ อเมซอน, ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน, นายอ้วนเย็นตาโฟ และ SOL Coffee เป็นต้น ช่วงกลางวัน ดึงร้านค้าเฉพาะทางและสินค้าทั่วไปเข้ามาเติมเต็ม เช่น Watsons และ Moshi Moshi ส่วนช่วงค่ำไปจนถึงช่วงดึก แมกเนตจะเป็นร้านเปิดดึกสำหรับสายกิน อย่าง Lucky Suki และ Bar B Q Plaza ฯลฯ นอกจากนี้ ONN ANU ยังออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อตอบสนองอินไซต์ของนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์ในย่านพญาไท ราชเทวี อารีย์ และสะพานควาย ที่ต้องการพื้นที่นั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือพบปะพูดคุย อย่างบริเวณชั้น 2M พัฒนาให้เป็น Co-working Space มีกำหนดเปิดให้บริการช่วงปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570 และบริเวณชั้นดาดฟ้ายังเตรียมเปิดเป็น Rooftop Viewpoint ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2570 เพื่อเป็นจุดชมทัศนียภาพและแสงสียามค่ำคืนของอนุสาวรีย์ชัยฯ รวมถึงมีแผนจะพัฒนาให้ ONN ANU เป็น Hub เดลิเวอรี่ เพื่อจัดส่งอาหารสดใหม่ส่งตรงถึงวอร์ดโรงพยาบาลรอบทิศ ย่นระยะเวลาส่งและตอบโจทย์วิถีชีวิตคนทำงานกะดึก อย่างบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าเวรแน่น จนไม่สะดวกออกมาหาซื้ออาหาร และนิยมสั่งอาหารรวมกันเป็นกลุ่ม ขณะที่ในฝั่งพี่ใหญ่อย่างเซ็นเตอร์วัน ก็เตรียมจะปรับโฉมครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี ด้วยงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ในช่วงกลางปี 2570 โดยจะจัดระเบียบพื้นที่ให้ทันสมัยขึ้น แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิม โดยเฉพาะโซนเสื้อผ้า แฟชั่น และความงาม ซึ่งผู้ประกอบการบางรายร่วมสร้างห้างมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก นอกจากนี้ มีแผนจะขยายเวลาให้บริการช่วงดึกเช่นเดียวกับ ONN ANU หากโมเดลของน้องใหม่ประสบความสำเร็จ ผู้บริหารพีเพิล พลาซ่า ทิ้งท้ายว่า แม้ธุรกิจรีเทลในไทยจะแข่งขันดุเดือด แต่ในย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย การก่อสร้าง และการถือครองที่ดินสูง ขณะเดียวกันพีเพิล พลาซ่า ยังได้เปรียบในฐานะผู้ประกอบการรายเล็กที่มีความคล่องตัวสูง อยู่ในย่านนี้มายาวนาน 31 ปี ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว จึงมั่นใจกับการลงทุนครั้งนี้ --- ## Melissa เปิดตัว “Melissa X” ไลน์สนีกเกอร์แรกของแบรนด์ นิยามใหม่ของ Athleisure ผ่านดีไซน์ที่แตกต่างอย่างมีสไตล์ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116453 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News Melissa (เมลิสซ่า) แบรนด์รองเท้ารักษ์โลกจากบราซิล ภายใต้การบริหารของ ยัสปาล กรุ๊ป ในประเทศไทย เปิดตัว “Melissa X” สนีกเกอร์ไลน์แรกที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อขยายโลกแห่งการออกแบบของ Melissa ไปสู่หมวดรองเท้าสนีกเกอร์อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิดที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ของแบรนด์ “Everything changes all the time, except the desire to create the extraordinary.” การเปิดตัวครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของ Melissa ในการเพิ่มหมวดผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยใช้เทคนิคการประกอบและการตัดเย็บ ทั้ง ผ้า สิ่งทอ และวัสดุหลากหลายชนิด เพื่อสร้างโครงสร้างและซิลูเอตของสนีกเกอร์ แตกต่างจากรองเท้าแบบดั้งเดิมของแบรนด์ที่ใช้วัสดุ Melflex ®  เป็นหลัก จุดเริ่มต้นของ Melissa X มาจากการศึกษาตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้แบรนด์มองเห็นการเติบโตอย่างโดดเด่นของตลาดสนีกเกอร์ผู้หญิงในวงการแฟชั่น และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ทำให้ “สนีกเกอร์” ก้าวข้ามสถานะของไอเท็มพื้นฐานประจำตู้เสื้อผ้า สู่การเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และการแสดงออกถึงตัวตน Melissa X จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์สไตล์ การเล่าเรื่อง นวัตกรรม และประสบการณ์ที่แตกต่างในแบบ Melissa สำหรับการเปิดตัวไลน์สินค้า Melissa X ได้ออกแบบรองเท้ามาทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ “Melissa X Loop”  และ “Melissa X Bend”  โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทรนด์  Athleisure  ที่ผสานแฟชั่นเข้ากับความสบายและความคล่องตัว ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น Melissa X  จึงสะท้อนความสำคัญของความสบายที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตัวในชีวิตประจำวัน แต่ละโมเดลถ่ายทอดคาแรกเตอร์ผ่านองค์ประกอบด้านดีไซน์ที่แตกต่างกัน แต่คงไว้ซึ่ง DNA ของ Melissa ผ่านซิลูเอตที่โดดเด่น การมิกซ์แอนด์แมตช์วัสดุ และดีเทลซิกเนเจอร์ของแบรนด์ เช่น โลโก้ตัว  “M”  อันเป็นเอกลักษณ์ที่ปรากฏบริเวณด้านข้างของรองเท้าบางรุ่น พร้อมสัมผัสความโดดเด่นและก้าวสู่โลกแห่งแฟชั่นที่ไร้ขีดจำกัดกับคอลเลกชั่น Melissa X ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน melissa สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ , สยามเซ็นเตอร์ และออนไลน์ที่ www.thestudiofour.com/collections/melissa อัปเดตข่าวสารและเทรนด์แฟชั่นล่าสุดของ “melissa” เพิ่มเติมได้ที่ Instagram: melissa_thailand Facebook: melissa LINE Official Account: @melissathailand --- ## ไทยพาณิชย์-ชับบ์ เปิดตัวประกันอุบัติเหตุทุกช่วงวัย บนแอป SCB EASY ชูจุดเด่นเลือกความคุ้มครองเสริมตามไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์คนไทยทุกช่วงวัย URL: https://positioningmag.com/pr-news/116452 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News ธนาคารไทยพาณิชย์ จับมือ บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) ประกันอุบัติเหตุทุกช่วงวัย ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่วงวัย เข้าถึงง่ายผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY พร้อมด้วย 4 แผนประกันภัย ที่ออกแบบความคุ้มครองสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ใน 4 ช่วงชีวิต ครอบคลุมวัยเยาว์ วัยเดอะแบก วัยอิสระ และวัยเก๋า ตั้งแต่อายุ 6 เดือนถึง 80 ปี โดยทุกแผนครอบคลุมผลประโยชน์การเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง และค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ รวมถึงคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากภัยน้ำท่วม พร้อมชูความพิเศษที่แตกต่างจากแผนทั่วไป โดยลูกค้าสามารถเลือกแผนประกันที่เหมาะกับความต้องการ แต่ละแผนมีระดับความคุ้มครองและเบี้ยประกันที่แตกต่างกัน รวมถึงสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในบางแผน เช่น ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยจากการสูญเสียอวัยวะ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินภายในที่อยู่อาศัย และบริการ Nursing Care สำหรับการดูแลต่อเนื่องระหว่างพักฟื้นจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วย เป็นต้น พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้เอาประกันภัยสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลภายใต้เครือข่ายชับบ์สามัคคีประกันภัยได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย การผนึกความร่วมมือระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์และชับบ์สามัคคีประกันภัย นำโดย นางสาวณภัชชา พงศ์วัฒนกิจกุล Head of Insurance Business ธนาคารไทยพาณิชย์ และ นายแอนดรูว์ นิสเบ็ท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) มุ่งเน้นการผสานจุดแข็งของธนาคารไทยพาณิชย์และชับบ์สามัคคีประกันภัย เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงความคุ้มครองประกันภัยให้กับคนไทยทุกช่วงวัย โดยธนาคารฯ คาดหวังให้ผลิตภัณฑ์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลบนแอปพลิเคชัน SCB EASY นี้ ขับเคลื่อนการเติบโตให้กลุ่มธุรกิจประกันภัยของธนาคาร ในขณะที่ชับบ์สามัคคีประกันภัย ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ด้านการให้บริการประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลในประเทศไทย* จะนำความเชี่ยวชาญมาใช้นำเสนอความคุ้มครองที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ในราคาที่คุ้มค่า ผ่านประสบการณ์ดิจิทัลที่สะดวกสบายบนแอปพลิเคชัน SCB EASY  ลูกค้าสามารถเลือกแผนความคุ้มครองที่เหมาะสม เปรียบเทียบความคุ้มครอง และสมัครได้ภายในไม่กี่ขั้นตอน พร้อมรับความคุ้มครองทันที ได้ที่แอป SCB EASY แผนความคุ้มครองของประกันอุบัติเหตุทุกช่วงวัย ของชับบ์สามัคคีประกันภัย บนแอป SCB EASY ประกอบด้วย ประกันอุบัติเหตุอุ่นใจวัยเยาว์ รับประกันภัยกลุ่มเด็ก อายุ 6 เดือน ถึง 18 ปี และสามารถต่ออายุได้ถึง23 ปี เบี้ยประกันเริ่มต้น 1,116 บาทต่อปี ประกันอุบัติเหตุอุ่นใจวัยเดอะแบก รับประกันภัยกลุ่มผู้ใหญ่ อายุ 18 ปี ถึง 60 ปี และต่ออายุได้ถึง 65 ปี เบี้ยประกันเริ่มต้น 960 บาทต่อปี ประกันอุบัติเหตุอุ่นใจวัยอิสระ รับประกันภัยกลุ่มผู้สูงอายุ อายุ 50 ปี ถึง 65 ปี เบี้ยประกันเริ่มต้น 1,716 บาทต่อปี ประกันอุบัติเหตุอุ่นใจวัยเก๋า รับประกันภัยกลุ่มผู้สูงอายุ อายุ 66 ปี ถึง 80 ปี ต่ออายุได้ถึง 85 ปี เบี้ยประกันเริ่มต้น 2,460 บาทต่อปี สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุทุกช่วงวัย โดยชำระเบี้ยประกันภัยแบบรายปี ผ่านแอป SCB EASY ระหว่างวันที่ 9 ตุลาคม 2569 – 31 มกราคม 2570 เงื่อนไขการรับรางวัล รายการส่งเสริมการขาย สำหรับลูกค้าที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยโดยชำระเบี้ยประกันภัยแบบ รายปีเท่านั้น จำกัดการใช้รหัสส่วนลด 1 โค้ด ต่อ 1 กรมธรรม์ประกันภัย ตลอดระยะเวลาส่งเสริมการขาย ผู้ขอเอาประกันภัยต้องซื้อกรมธรรม์ประกันอุบัติตามแผนที่กำหนด ได้แก่ ประกันอุ่นใจวัยเยาว์ ประกันอุ่นใจวัยเดอะแบก ประกันอุ่นใจวัยอิสระ ประกันอุ่นใจวัยเก๋า ที่รับประกันภัยโดยบริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) และต้องเป็นการซื้อผ่านแอป SCB EASY ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคาร”) พร้อมชำระค่าเบี้ยประกันภัยครบถ้วนภายในระยะเวลาที่บริษัทกำหนด รหัสส่วนลดไม่สามารถ แลก เปลี่ยน โอน หรือ ทอนเป็นเงินสดได้ ในกรณีมีข้อพิพาทคำตัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สุด หากยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัย บริษัทสงวนสิทธิไม่คืนเงินส่วนลด รายการส่งเสริมการขายนี้สนับสนุนโดย ธนาคารไทยพาณิชย์ รับประกันภัยโดย บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) ความคุ้มครอง และผลประโยชน์ของกรมธรรม์ประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยได้รับจะเป็นไปตามคำจำกัดความ เงื่อนไข และข้อยกเว้น ที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยและแผนความคุ้มครองที่เลือกซื้อไว้เท่านั้น ผู้ซื้อควรศึกษาและทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนการตัดสินใจซื้อประกันภัยทุกครั้ง ธนาคารและ/หรือบริษัทมีสิทธิที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไขนี้ และ/หรือสิทธิประโยชน์ และ/หรือรายละเอียดต่าง ๆ และ/หรือระงับหรือยกเลิกรายการส่งเสริมการขายนี้ได้ตามที่หน่วยงานทางการ และ/หรือหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายกำหนด และ/หรือตามการพิจารณาของธนาคารและ/หรือบริษัท เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นที่ไม่อาจแจ้งล่วงหน้าได้ ธนาคารหรือบริษัทจะแจ้งให้ทราบโดยเร็วที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ กรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ และ/หรือ ข้อกำหนดและเงื่อนไขของกิจกรรมการส่งเสริมการขายนี้ ให้ถือคำตัดสินของบริษัทและธนาคารเป็นที่สุด ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.scb.co.th/th/personal-banking/promotions/insurance/chubb-insurance.html *พิจารณาจากเบี้ยประกันภัยรับตรง ประกันภัยอุบัติเหตุ โดย บริษัท ไทยอินชัวรันส์ รีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (รายงานภาพรวมอุตสาหกรรมประกันภัยประจำปี 2568) หมายเหตุ : ● รับประกันภัยโดย บมจ.ชับบ์สามัคคีประกันภัย ● ธนาคารเป็นเพียงผู้ให้บริการระบบแอป SCB EASY และนายหน้าผู้ชี้ช่องให้ทำประกันภัยเท่านั้น ● ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียด ความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง ● ผลประโยชน์ ความคุ้มครองและเงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมธรรม์ และ บมจ.ชับบ์สามัคคีประกันภัย กำหนด --- ## GULF สานต่อภารกิจกองทุน 100 ล้านบาท ยืนหยัดเคียงข้างผู้เสียสละเพื่อชาติ เยี่ยมให้กำลังใจพร้อมมอบเงิน 2 ล้านบาท ช่วยเหลือทหารบาดเจ็บจากการปกป้องอธิปไตย URL: https://positioningmag.com/pr-news/116451 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นำโดย นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม สานต่อภารกิจ ‘กองทุน 100 ล้านบาท’ เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเข้าเยี่ยมให้กำลังใจและมอบเงินช่วยเหลือรายละ 1 ล้านบาท แก่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ได้แก่ 1) จ.ส.อ.อุดมศักดิ์ นึกมั่น ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดจนสูญเสียขาซ้าย และ 2) จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดจนสูญเสียขาขวา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2 ล้านบาท โดยมี พลตรี ณรงค์ ภักดีศุภผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้การต้อนรับและร่วมเยี่ยมให้กำลังใจ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพมหานคร นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคมบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “GULF ขอแสดงความยกย่องและเชิดชูเกียรติในความกล้าหาญของทหารทุกนาย ที่ได้ทุ่มเทและเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยและความสงบสุขของประชาชน ในฐานะองค์กรไทย เราตระหนักดีว่าความเสียสละดังกล่าวมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ และเชื่อมั่นว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่รวมถึงครอบครัวควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด” “การมอบเงินช่วยเหลือในครั้งนี้แม้ไม่สามารถทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปได้ทั้งหมด แต่เราหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระ สร้างขวัญกำลังใจ และส่งพลังใจให้ทหารและครอบครัวเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมขออวยพรให้ทุกท่านฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยเร็ว” ด้าน พลตรี ณรงค์ ภักดีศุภผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า “โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์รับส่งต่อและดูแลรักษากำลังพลที่บาดเจ็บจากการปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การใช้ทีมแพทย์เฉพาะทางและปฏิบัติการส่งกลับทางอากาศ (Sky Doctor) การฟื้นฟูร่างกาย ทำกายอุปกรณ์ ตลอดจนการเยียวยาจิตใจทั้งกำลังพลและครอบครัว เหล่าทหารกล้าทำงานด้วยหัวใจและความภาคภูมิใจ หลายท่านต้องสูญเสียอวัยวะจากการปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ช่วยเติมเต็มหัวใจของพวกเขาคือความเอื้ออาทรจากสังคม ในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ และในฐานะทหารด้วยกัน ผมขอขอบคุณภาคเอกชนและทุกภาคส่วนที่ไม่เคยทอดทิ้งผู้เสียสละ และร่วมส่งต่อกำลังใจให้พวกเราตลอดมา” ขณะที่ จ.ส.อ.อุดมศักดิ์ นึกมั่น กล่าวว่า “ในฐานะเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม (นปท.) หน้าที่ของเราคือการทำให้พื้นที่อันตรายกลับมาปลอดภัย เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ แม้ผมจะได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เหมือนเดิม แต่ผมไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะยังคงภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ และเหตุการณ์ครั้งนี้ช่วยให้สังคมเห็นความสำคัญของภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดมากยิ่งขึ้นวันนี้แม้ตัวผมจะบาดเจ็บ แต่ใจกลับอยากหายเร็ว ๆ เพื่อกลับไปช่วยเหลืองานในพื้นที่” “ผมขอขอบคุณกำลังใจจากครอบครัว ผู้บังคับบัญชา รวมถึงพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ส่งความห่วงใยมาโดยตลอด และขอขอบคุณ GULF ที่ให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้า การได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นกำลังใจสำคัญสำหรับผมและครอบครัวอย่างมาก ผมตั้งใจจะนำเงินที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการดำเนินชีวิตและอนาคตของครอบครัว” สำหรับภาพรวมการดำเนินงานของกองทุน 100 ล้านบาท ที่ GULF จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อบรรเทาผลกระทบ ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่เหล่าทหารและครอบครัวให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็งปัจจุบันได้ให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวทหารกล้าที่สละชีพไปแล้วรวม 46 ครอบครัว เป็นเงิน 46 ล้านบาท รวมถึงให้ความช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 22.8 ล้านบาท นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนด้านสาธารณสุข โดยมอบเครื่องมือแพทย์มูลค่ากว่า 2.1 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี รวมยอดการส่งมอบความช่วยเหลือจากกองทุนจนถึงปัจจุบันเป็นมูลค่ากว่า 70.9 ล้านบาท เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนความเสียสละของเหล่าทหารไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากภารกิจกองทุน 100 ล้านบาท GULF ยังสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการมอบถุงยังชีพ ‘GULF Care’ จำนวนกว่า 2,000 ชุด แก่ทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบในศูนย์พักพิงตามจังหวัดต่าง ๆ การสนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์พักพิง รวมถึงการผนึกกำลังกับบริษัทในเครือเพื่อนำเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและดาวเทียมมาสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารและการประสานงานภารกิจด้านความมั่นคง GULF ยังคงมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ โดยเฉพาะการช่วยเหลือและสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและการปกป้องอธิปไตยของประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นว่าความมั่นคงของชาติเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งยังทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้มั่นคงและยั่งยืน --- ## มื้อนี้อยากใช้เวลากับใคร? ONYX Dining ชวนเลือกประสบการณ์บนโต๊ะอาหาร ให้ตรงกับทุกโมเมนต์ของคนสำคัญ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116450 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News การเลือกร้านอาหารในวันนี้อาจไม่ได้เริ่มจากคำถามเพียงว่า “อยากกินอะไร” แต่รวมถึง “อยากใช้เวลากับใคร” และ “อยากให้มื้อนั้นเป็นแบบไหน” เพราะไม่ว่าจะเป็นมื้อของครอบครัว นัดพบปะเพื่อนฝูง การเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ หรือการใช้เวลาโรแมนติกริมทะเล ต่างต้องการทั้งรสชาติ บรรยากาศ และประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป ครั้งนี้ ONYX Dining ชวนค้นพบหลากหลายรูปแบบของมื้ออาหารจาก อมารี กรุงเทพฯ (Amari Bangkok) และ อมารี พัทยา (Amari Pattaya) ตั้งแต่มื้อที่ตอบโจทย์สมาชิกทุกวัย มื้อที่ชวนให้นั่งพูดคุยกันนานขึ้น ไปจนถึงช่วงเวลาที่อยากออกไปลองรสชาติใหม่หรือเปลี่ยนบรรยากาศสู่มื้อริมทะเลเพื่อให้ทุกมื้อเป็นมากกว่าแค่มื้ออาหาร แต่เป็นช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับคนที่รักและสิ่งที่ชอบ ให้ได้ "more of what you love" ในทุกโอกาส มื้อครอบครัวที่ทุกคนบนโต๊ะมีเมนูที่ชอบ — เปรโก้ เวลาพาครอบครัวออกไปกินข้าวแต่ละคนอาจมีเมนูโปรดไม่เหมือนกันบางคนอยากกินพิซซ่าบางคนชอบพาสต้าหรือบางคนก็อยากลองเมนูใหม่ๆเปรโก้ (Prego) ณอมารีกรุงเทพฯจึงรวมอาหารอิตาเลียนหลากหลายไว้บนโต๊ะเดียวตั้งแต่พิซซ่าอบจากเตาฟืนพาสต้าโฮมเมดและอาหารอิตาเลียนคลาสสิกไปจนถึงเมนูสำหรับเด็กและตัวเลือกอาหารปราศจากกลูเตนรวมถึงRisotto alla Montanara หนึ่งในซิกเนเจอร์ของร้านบูร์ราตาและทีรามิสุให้ทุกคนได้เลือกจานที่ชอบและใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ และเมื่ออยากเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองสู่ริมทะเล เปรโก้ พัทยา พาสต้า แล็บ แอนด์ บาร์ (Prego Pattaya Pasta Lab & Bar) ณ อมารีพัทยา ก็พร้อมต้อนรับด้วยพาสต้าเส้นสดที่ทำภายในร้านพิซซ่าและอาหารอิตาเลียนคลาสสิกในมุมมองร่วมสมัยท่ามกลางวิวโค้งชายหาดพัทยาเหนือ ขณะที่อมาญา (Amaya) นำเสนออาหารไทยและอาหารนานาชาติที่คุ้นเคย เติมเต็มมื้อริมทะเลให้เป็นอีกช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนและใช้เวลาด้วยกันกับครอบครัวหรือคนพิเศษ และในเดือนพฤศจิกายนนี้เปรโก้เตรียมเปิดทำเลใหม่ ณ อมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ตกรุงเทพฯ (Amari Don Muang Airport Bangkok) เพิ่มอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับมื้อครอบครัวที่อยากใช้เวลาร่วมกันพร้อมอาหารอิตาเลียนที่ชื่นชอบไม่ว่าจะอยู่ในเมืองริมทะเลหรือใกล้สนามบิน มื้ออาหารไทยสำหรับช่วงเวลาที่อยากนั่งคุยกันนานขึ้น — ชมสินธุ์ สำหรับมื้อที่อยากพาผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือเพื่อนต่างวัยมารับประทานอาหารร่วมกัน เสน่ห์ของอาหารไทยอยู่ที่การได้ล้อมวงร่วมรับประทานอาหารหลากหลายจานบนโต๊ะเดียวกัน ทั้งเลือก ตัก และแบ่งปันกันไปพร้อมกับบทสนทนา ชมสินธุ์ (ChomSindh) ณ อมารี กรุงเทพฯ (Amari Bangkok) นำเสนออาหารไทยจากแม่น้ำและท้องทะเล อาทิ ผัดไทยไชยากุ้งแม่น้ำ ข้าวต้มชมสินธุ์ นารีกรรแสง กุ้งลายเสือผัดสมุนไพรและเครื่องเทศสูตรโบราณ และปลาเก๋าสามรสผ่านตำรับที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น วัตถุดิบจากแหล่งผลิตในท้องถิ่น และเทคนิคการปรุงแบบดั้งเดิม ในบรรยากาศร่วมสมัยพร้อมครัวเปิด เสน่ห์ของชมสินธุ์ยังเดินทางไปให้ได้สัมผัสผ่านร้านอาหารป๊อปอัป ณ อมารียะโฮร์บาห์รู (Amari Johor Bahru) ประเทศมาเลเซีย ตลอดเดือนตุลาคม และ อมารีหัวหิน (Amari Hua Hin) ตลอดเดือนพฤศจิกายน เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มลองรสชาติอาหารไทยที่บอกเล่าเรื่องราวจากแม่น้ำและท้องทะเล พร้อมแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ กับคนในครอบครัวและเพื่อนร่วมโต๊ะ เมื่อหลายจานถูกเลือกมาไว้บนโต๊ะเดียวกันแต่ละคนจึงได้ลองรสชาติที่หลากหลายไปพร้อมๆ กับการนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวและใช้เวลาร่วมกันตลอดมื้อให้ความอิ่มอร่อยเดินทางไปพร้อมกับความอิ่มใจ เปลี่ยนมื้อธรรมดาให้เป็นโอกาสพิเศษด้วยรสชาติใหม่ — นิลา โอกาสสำหรับการฉลองไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะวันเกิดหรือวันครบรอบ แต่สามารถเริ่มต้นจากข่าวดีเล็กๆ การเริ่มต้นสิ่งใหม่ หรือเพียงความตั้งใจที่จะออกไปใช้เวลาด้วยกัน นิลา (NILA) ณอมารี กรุงเทพฯ (Amari Bangkok) นำเสนออาหารอินเดียจากหลากหลายภูมิภาคผ่านมุมมองร่วมสมัย เชื่อมโยงรากของตำรับเข้ากับเรื่องราวและความทรงจำ พร้อมรสชาติที่เข้าถึงได้ง่าย เหมาะสำหรับคู่รักหรือกลุ่มเพื่อนที่อยากลองรสชาติใหม่ ๆ โดยมีเมนูตั้งแต่ Fruit Bhel, Kozhi Chuttathu, Meen Pollichathu และ Peri-Peri Jheenga ไปจนถึง Crab Cutlet ที่เหมาะสำหรับเลือกหลายจานมาแบ่งกันชิม ทำให้การออกมาลองรสชาติใหม่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลของการใช้เวลาร่วมกัน มากกว่ามื้ออาหาร คือช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน อีกหนึ่งประสบการณ์จาก ONYX Hospitality Group จากมื้อครอบครัวที่ทุกคนเลือกเมนูที่ชอบ การนั่งพูดคุยกันนานขึ้นบนโต๊ะอาหารไทย การลองรสชาติใหม่กับเพื่อน หรือการเปลี่ยนบรรยากาศสู่มื้อริมทะเล อาหารอาจเป็นจุดเริ่มต้นของมื้อ แต่สิ่งที่ทำให้แต่ละมื้อน่าจดจำ คือช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน สำหรับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้บริหารธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู พร้อมทั้งร้านอาหารและสปาในเอเชียแปซิฟิก อาหารเป็นอีกส่วนสำคัญของการเดินทาง จึงพัฒนา ONYX Dining ขึ้นเพื่อรวบรวมร้านอาหารหลากหลายแนวคิดในเครือ ตั้งแต่อาหารอิตาเลียน อาหารไทย และอาหารอินเดียร่วมสมัย ไปจนถึงร้านอาหารริมทะเล พร้อมสร้างตัวตนของแต่ละร้านให้ชัดเจนในแต่ละจุดหมายปลายทาง แนวทางนี้สอดคล้องกับธีม More of What You Loveของ ONYX Hospitality Group ซึ่งถ่ายทอดแนวคิดการเลือกใช้เวลาไปกับสิ่งที่แต่ละคนชื่นชอบตลอดการเดินทาง ตั้งแต่อาหารและการพักผ่อน ไปจนถึงกิจกรรม การค้นพบจุดหมายปลายทาง และช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับคนสำคัญสำหรับ ทั้งนี้สมาชิก ONYX Rewards สามารถรับส่วนลดค่าอาหาร ณ ห้องอาหารที่ร่วมรายการตามระดับสมาชิก ขณะที่ร้านเปรโก้มอบส่วนลดตั้งแต่ 10% และสูงสุด 30% สำหรับสมาชิกระดับแพลทินัม นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ด้านการเข้าพักตามเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นมื้อแบบไหน คำถามจึงอาจไม่ได้มีแค่ “วันนี้อยากรับประทานอะไร?” แต่อาจเป็น “ มื้อนี้อยากใช้เวลากับใคร?” --- ## “เจียงฮาย มาแอ่วกั๋น!” ท็อปส์ เปิด “ท็อปส์ กรีนพาร์ค เชียงราย” จัดเต็มของสด–ของอร่อย–ของดี ครบทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมฉลองเปิดสาขาใหม่ด้วย โปรสุดคุ้ม 3 ต่อ ตั้งแต่วันนี้ - 8 พ.ย.นี้ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116449 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News “เจียงฮาย มาแอ่วกั๋น!” ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขยายการให้บริการในจังหวัดเชียงราย ปักหมุดแลนด์มาร์กช้อปแห่งใหม่ใจกลางเมือง เปิด “ท็อปส์ กรีนพาร์ค เชียงราย” ซึ่งเป็นท็อปส์ สาขาแห่งที่ 2 ในจังหวัดเชียงราย ภายในโครงการ กรีนพาร์ค เชียงราย คอมมูนิตี้มอลล์บนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง ยกทัพสินค้าคุณภาพทั้งของสด ของอร่อย ของดี และสินค้าไลฟ์สไตล์หลากหลายหมวดหมู่ ตอบโจทย์ทุกความต้องการของชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยว พร้อมถ่ายทอดเสน่ห์ท้องถิ่นผ่านดีไซน์ร้านที่สะท้อนเอกลักษณ์เมืองเหนือ ผสานความครบครันของสินค้าเข้ากับบรรยากาศการช้อปที่ใกล้ชิดวิถีชีวิตคนเชียงราย พิเศษ! ฉลองเปิดสาขาใหม่ด้วยโปรโมชัน “ช้อปม่วน คุ้มจัดเต็ม” รับความคุ้ม 3 ต่อ สำหรับสมาชิก The 1 ตั้งแต่วันนี้ – 8 พฤศจิกายน 2569 ภายในพิธีเปิด “ท็อปส์ กรีนพาร์ค เชียงราย” ได้รับเกียรติจาก นางศุภมิตร เต็งเผ่ พาณิชย์จังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย พันตำรวจเอก เกรียงศักดิ์ ตงศิริ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย และ  นางปรียา เวโรจน์ กรรมการบริหาร บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสเปิดสาขาใหม่ โดยมีคณะผู้บริหารจากท็อปส์ นำโดย นายธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, นางสุจิตา เพ็งอุ่น รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม ภายใต้ เซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด และ นายภูวนาท ภาณุพินทุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการพัฒนาและขยายธุรกิจและฝ่ายบริหารสินทรัพย์ ภายใต้ เซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด พร้อมคณะผู้บริหารให้การต้อนรับู้ด พร้อมคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ “ท็อปส์ กรีนพาร์ค เชียงราย” โดดเด่นด้วยทำเลศักยภาพใจกลางเมืองเชียงราย เชื่อมต่อแหล่งไลฟ์สไตล์และสถานที่สำคัญได้อย่างสะดวก ด้วยทางเข้า–ออกโครงการถึง 3 ทาง ห่างจากสถานีขนส่งเชียงรายและไนท์บาซาร์ประมาณ 800 เมตร และหอนาฬิกาเชียงรายเพียง 1.2 กิโลเมตร พร้อมถ่ายทอดเสน่ห์เมืองเหนือผ่านการออกแบบภายใต้แนวคิด Community Lifestyle ที่หยิบแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมบ้านท้องถิ่น ผสานวัสดุอย่างไม้และอิฐเข้ากับดีไซน์ร้านท็อปส์ สร้างบรรยากาศอบอุ่น กลมกลืนกับวิถีชีวิตคนเชียงราย บนพื้นที่ให้บริการกว่า 600 ตารางเมตร รวบรวมสินค้าคุณภาพกว่า 12,000 รายการ ครอบคลุมทั้งอาหารสด อาหารพร้อมทาน สินค้านำเข้า สินค้าเพื่อสุขภาพ สินค้าไลฟ์สไตล์ และของดีท้องถิ่น พร้อมเติมสีสันให้ทุกการช้อปผ่านหลากหลายโซนและ Room Concept อาทิ LOOKS จุดหมายของคนรักความงามและสุขภาพ, SNACKER รวมขนมและของทานเล่นยอดฮิตจากทั่วโลก, CUISINE MASTER วัตถุดิบและเครื่องปรุงคุณภาพสำหรับคนรักการทำอาหาร, BABY & ME สินค้าสำหรับแม่และเด็ก, PET ’N ME เอาใจคนรักสัตว์เลี้ยง, TOPS WINE CELLAR คัดสรรไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชั้นนำจากทั่วโลก, THE BAKER เบเกอรี่อบสดใหม่, FROZEN & CO. อาหารแช่แข็งและเมนูพร้อมทาน, EVER CLEAN ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านและของใช้ประจำวัน, I LOVE THAILAND รวมของดีและสินค้าท้องถิ่นไทย และ TAKE AWAY STREET มุมอาหารพร้อมทานแสนสะดวก เติมเต็มประสบการณ์ช้อปที่ผสานความครบครันของสินค้าเข้ากับเสน่ห์ท้องถิ่น ให้ทั้งชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในทุกครั้งที่มาเยือน เปิดสาขาใหม่ทั้งที ท็อปส์จัดให้แบบม่วนใจ๋! ชวนชาวเจียงฮายมาช้อปให้คุ้มกับโปรโมชันฉลองเปิดสาขาใหม่ “ช้อปม่วน คุ้มจัดเต็ม” รับความคุ้ม 3 ต่อ สำหรับสมาชิก The 1 ตั้งแต่วันนี้ – 8 พฤศจิกายน 2569 ได้แก่ ·       คุ้มต่อที่ 1 ช้อปคุ้ม รับส่วนลดเพิ่ม! เมื่อช้อปครบทุก 400 บาทต่อใบเสร็จ รับฟรีคูปองส่วนลด 80 บาท สำหรับซื้อครั้งถัดไปขั้นต่ำ 600 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ (จำกัดสิทธิ์การรับคูปองส่วนลด 3 สิทธิ์ / 1 หมายเลขสมาชิก The1) และ รับเพิ่มคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จ มูลค่า 50 บาท เมื่อช้อปครบ 600 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ ผ่านบัตรเครดิต Central The1 ·       คุ้มต่อที่ 2 ช้อปเพลิน รับของพรีเมียม! สำหรับลูกค้า The1 ช้อปครบทุก 1,500 บาทต่อใบเสร็จ รับฟรี กระเป๋าท็อปส์เตอร์ 1 ใบ มูลค่า 349 บาท ·       คุ้มต่อที่ 3 ยิ่งช้อป ยิ่งได้คะแนน! สนุกกับภารกิจสะสมการช้อปผ่าน TOPS My Rewards บน LINE TOPS THAILAND เมื่อช้อปครบ 400 บาทต่อใบเสร็จ และสะสมครบ 5 ใบเสร็จ รับคะแนน The1 พิเศษ 200 คะแนน ชาวเจียงฮายและนักท่องเที่ยวเตรียมมาแอ่ว มาช้อป มาค้นพบความม่วนในมุมใหม่ของเชียงราย! สัมผัสประสบการณ์ช้อปที่รวมทั้งความสด ความอร่อย และเสน่ห์ท้องถิ่นไว้ในจุดหมายเดียวได้แล้วที่ TOPS Greenpark Chiang Rai ณ โครงการ Green Park Chiang Rai จังหวัดเชียงราย เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–22.00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://corporate.tops.co.th , Facebook: Tops Thailand และ LINE Official: @TOPS THAILAND --- ## ถอดรหัสการออกแบบเมืองญี่ปุ่น ให้ ‘รอด’ ทุกภัยพิบัติ กับ Miho Mazereeuw แห่ง Urban Risk Lab MIT ผู้เปลี่ยนความเสี่ยงเมืองให้เป็นความปลอดภัย URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116448 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: Admin ญี่ปุ่นออกแบบเมืองอย่างไร ให้พร้อมก่อนภัยพิบัติมาถึง? กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพิ่งเผชิญกับฝนตกต่อเนื่องยาวนานถึง 34 วัน ทำลายสถิติเดิม 33 วันในปี 2019 และนับเป็นสถิติฝนตกต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจดบันทึกเมื่อปี 1886 โดยปริมาณน้ำฝนสะสมในเดือนกันยายนพุ่งแตะ 629 มิลลิเมตร มากกว่าเกณฑ์ปกติเกือบ 3 เท่าตัว ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน กรุงเทพฯ ต้องรับมือกับปริมาณฝนสะสมราว 320 มิลลิเมตร ในกรอบเวลา 2–3 วัน ผลลัพธ์คือน้ำท่วมขังระดับเอวในหลายพื้นที่ ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 14 ตุลาคม ระบุว่า ประชาชนในกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบมากกว่า 329,000 ครัวเรือน สิ่งที่น่าคิดไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณฝน แต่คือภาพสะท้อนหลังฝนตก ท่ามกลางมรสุมที่โถมใส่โตเกียวตลอด 34 วัน เมืองกลับไม่เคยหยุดนิ่ง ผู้คนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ คำถามสำคัญคือ ญี่ปุ่นออกแบบเมืองอย่างไรให้พร้อมรับมือกับวิกฤต และดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างไร คำตอบที่ซ่อนอยู่ใน "โครงสร้างพื้นฐานของเมือง" หลายคนอาจนึกถึงอุโมงค์ระบายน้ำยาว 6.3 กิโลเมตร ในจังหวัดไซตามะ ทางตอนเหนือของโตเกียว ที่ค้ำยันด้วยเสาคอนกรีตมหึมา 59 ต้น โครงการเมกะโปรเจกต์ที่ใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 13 ปี (1993–2006) ซึ่งทำหน้าที่เป็นวาล์วระบายแรงดันน้ำหลากให้เมืองหลวง แต่นั่นอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้เมืองรอด เพราะญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศเดียวที่ลงทุนในอุโมงค์จัดการน้ำ กัวลาลัมเปอร์มี SMART Tunnel ซึ่งเคยผันน้ำได้ถึง 5 ล้านลูกบาศก์เมตรในเหตุการณ์น้ำท่วมเดือนธันวาคม 2021 แต่เมืองยังเผชิญน้ำท่วมในพื้นที่นอกขอบเขตที่ระบบครอบคลุม ขณะที่ชิคาโกมีระบบ Deep Tunnel เชื่อมอ่างกักเก็บขนาดใหญ่ แต่ฝนหนักในเดือนกรกฎาคม 2023 ก็ยังทำให้เกิดน้ำท่วม เมื่อระบบระบายน้ำรับและส่งน้ำได้ไม่ทัน ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เมืองควรสร้างอุโมงค์เพิ่มอีกเท่าไร แต่ต้องมองไปถึง ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ของทั้งเมือง  หากถอดบทเรียนจากญี่ปุ่นจะพบว่า การเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติแทรกซึมอยู่ในพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนใช้ชีวิตทุกวัน โรงเรียนหลายแห่งออกแบบให้โรงยิมยกสูงขึ้นไปอยู่ชั้นบน พร้อมบันไดภายนอกที่เดินเข้าถึงได้ทันทีเมื่อเกิดน้ำหลาก สวนสาธารณะทั่วไปถูกซ่อนฟังก์ชันเป็นจุดหลบภัยที่มีแหล่งน้ำสำรอง เตาประกอบอาหารฉุกเฉิน และลานอเนกประสงค์สำหรับรองรับการอพยพ หรือที่เรียกว่า ‘Anticipatory Design’ หรือการออกแบบที่คาดการณ์ความจำเป็นล่วงหน้า โดยให้อาคารและพื้นที่รองรับทั้งชีวิตประจำวันและวันที่เกิดวิกฤต แทนที่จะรอเปลี่ยนอาคารทั่วไปให้กลายเป็นศูนย์พักพิงเมื่อเกิดเหตุ นี่คือโจทย์สำคัญที่ทุกประเทศต้องนำมาคิด ในวันที่โลกำลังเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติและ Extreme Weather ที่เกิดถี่ขึ้น เมืองในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครทันสมัยกว่า แต่คือใคร ‘พร้อมกว่า’ เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ถอดวิธี ‘ออกแบบก่อนภัยมา’ ของ Miho Mazereeuw ผู้อำนวยการ Urban Risk Lab แห่ง MIT เพราะภัยพิบัติไม่เคยส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า การออกแบบเมืองจึงไม่อาจรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยเริ่มคิดฟื้นฟู นี่คือหัวใจสำคัญที่ Miho Mazereeuw (มิโฮะ มาเซรูว์) รองศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรมและผังเมือง ผู้อำนวยการ Urban Risk Lab แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ศึกษาและผลักดันมาตลอดกว่าสองทศวรรษ เธอคือหนึ่งในวิทยากรที่จะขึ้นพูดในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026: REINVENT THAILAND ที่จะขึ้นพูดในหัวข้อ ‘Design Before Disaster: Building Resilient Cities ออกแบบก่อนภัยมา สร้างเมืองที่รับมือวิกฤตได้ ’ ซึ่งจะจัดในวันที่ 4–6 พฤศจิกายน 2569 มิโฮะ ผ่านประสบการณ์สอนในสถาบันชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และการร่วมงานกับสตูดิโอสถาปัตยกรรมระดับโลกปัจจุบันเธอนำทีมห้องปฏิบัติการ Urban Risk Lab มุ่งเน้นการออกแบบเมืองให้พร้อมตั้งรับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม พายุ และคลื่นความร้อน ผ่านการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับชุมชนจริงเพื่อตอบโจทย์บริบทวัฒนธรรมที่แตกต่าง โดยตั้งเป้าเปลี่ยนกระบวนทัศน์การพัฒนาเมืองระดับโลกให้ฝังแนวคิดการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติเชิงรุกเข้าสู่วิถีชุมชนเมืองอย่างเป็นรูปธรรม   จุดเปลี่ยนสำคัญของเธอเริ่มต้นขึ้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบในปี 1995 ระหว่างที่เธอกำลังศึกษาต่ออยู่ที่สหรัฐฯ ขณะนั้นครอบครัวของเธอยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัย เธอตัดสินใจเดินทางกลับไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชน ประสบการณ์หน้างานในครั้งนั้นกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอตั้งคำถามว่า จะออกแบบเมืองอย่างไรให้พร้อมรับมือและปกป้องชีวิตผู้คนจากเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้ดียิ่งขึ้น" เธอใช้เวลากว่า 25 ปี เจาะลึกวัฒนธรรม ‘โบไซ’ (Bosai) ของญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึง วัฒนธรรมแห่งการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยสรุปเป็น 3 เสาหลักในการออกแบบเมืองยุคใหม่ ได้แก่ Design Before Disaster สถาปัตยกรรมและผังเมืองต้องถูกคิดคำนวณความเสี่ยงและออกแบบให้พร้อมรับมือล่วงหน้า Resilience Over Sustainability เมืองต้องมีความสามารถในการ ยืดหยุ่น ยืดหยัด และฟื้นตัวกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว หลังจากเกิดภัยพิบัติรุนแรง Decentralized & Community-Led Infrastructure เปลี่ยนจากการพึ่งพาระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่จากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้าง "จุดเชื่อมต่อย่อยประจำชุมชน" เช่น โครงการ PrepHub ที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถบริหารจัดการและพึ่งพาตัวเองได้ทันทีในช่วง 72 ชั่วโมงแรกหลังเกิดภัยพิบัติใหญ่ งานของเธอจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ความแข็งแรงของอาคาร แต่รวมถึงการชวนคนในพื้นที่สำรวจว่า ชุมชนมีทรัพยากรอะไรอยู่แล้ว ใครจะช่วยใคร และพื้นที่สาธารณะแห่งใดสามารถทำหน้าที่เพิ่มเติมได้เมื่อเกิดวิกฤต ตัวอย่างหนึ่งที่เธอยกขึ้นมาคือสวนสาธารณะที่มีลานน้ำพุสำหรับเล่นน้ำ ในวันปกติผู้คนอาจมองเห็นเพียงพื้นที่พักผ่อน แต่ถังเก็บน้ำที่รองรับกิจกรรมนั้นอาจเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับดับเพลิงเมื่อระบบอื่นเสียหาย วิธีคิดเดียวกันนี้สามารถใช้สำรวจพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ ของชุมชนได้ ด้วยการมองสิ่งที่มีอยู่และตั้งคำถามใหม่ว่า พื้นที่หนึ่งแห่งจะช่วยคนได้มากกว่าหน้าที่เดิมอย่างไร มิโฮะ ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาสังคมมักมองการเตรียมรับมือภัยพิบัติเป็นเรื่องของการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินหลังเกิดเหตุ แต่ Urban Risk Lab เลือกเข้าหาปัญหานี้ผ่านมุมมองของ "งานออกแบบและเทคโนโลยี" ซึ่งเป็นเลนส์สำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างดี เลนส์เดียวกันนี้ กำลังจะถูกนำมามอง ‘ประเทศไทย’ ผ่านแนวคิดและบทเรียนจาก Miho Mazereeuw เพื่อสะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การออกแบบเมือง ตั้งแต่ตึก อาคาร พื้นที่สีเขียว ไปจนถึงระบบน้ำ ที่ต้องเชื่อมโยงและพึ่งพากันอย่างแท้จริง และชวนเปลี่ยนคำถามจาก “หลังน้ำท่วมเราจะฟื้นฟูเมืองอย่างไร?” สู่โจทย์สำคัญก่อนวิกฤตจะมา “เราจะออกแบบเมืองตั้งแต่วันนี้อย่างไร ให้โรงเรียนและพื้นที่ส่วนกลางดูแลผู้คนได้ทั้งในวันปกติและวันวิกฤต” 📅 4–6 พฤศจิกายนนี้ I Paragon Hall ชั้น 5, Siam Paragon บัตรเดียว เข้างานครบ 3 วัน พร้อมชมย้อนหลัง 6 เดือน 🎟️ EARLY BIRD TICKET 1,990.- / ใบ 💼 CORPORATE TICKET 3–10 ใบ 990.- / ใบ และ 10 ใบขึ้นไป 890.- / ใบ https://bit.ly/tsef26Positioning 🔥 ตั้งแต่วันนี้ - 3 พ.ย. เท่านั้น!! อ้างอิง https://www.france24.com/en/live-news/20260929-tokyo-suffers-longest-streak-of-rainy-days-on-record https://climateproject.mit.edu/miho-mazereeuw https://www.reuters.com/business/environment/thousands-huddle-bangkok-shelters-thai-flood-damages-seen-320-mln-2026-09-28/ --- ## KFC ประเทศไทย เปิดตัว “KFC Fun Club” ชวนมาแชร์โมเมนต์ผ่านทุกแอ็คทีฟแพสชัน ไปกับ “Crispy Bucket” บักเก็ตไก่ไม่มีกระดูก ความอร่อยใหม่แชร์ได้ทุกโมเมนต์ โดนใจทุกไลฟ์สไตล์ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116447 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News KFC ประเทศไทย เอาใจแฟน ๆ สายแอ็คทีฟ สร้างคอมมูนิตี้ “KFC Fun Club” ชวนมาแชร์โมเมนต์ผ่านทุกกิจกรรมกีฬาสุดมันส์ ไปกับ “Crispy Bucket” บักเก็ตไก่ไม่มีกระดูก ความอร่อยใหม่แชร์ได้ทุกโมเมนต์ โดนใจทุกไลฟ์สไตล์ ประเดิมกิจกรรมแรกเอาใจสายวิ่ง Ep. 1 “RUN FUN” กับงาน “KFC Fun Club | Suexphen” ที่ได้พาร์ทเนอร์อย่าง “ทีมเสือเผ่น” คอมมูนิตี้และกลุ่มนักวิ่งยอดนิยม มาร่วมเปิดประสบการณ์คนรักการวิ่งพร้อมร่วมแชร์โมเมนต์ร่วมกันผ่าน “รูทบักเก็ต” เนรมิตเส้นทางวิ่งกลางกรุงสุดเฟี้ยวเป็นรูทรูปทรงบักเก็ตไก่ KFC อันเป็นเอกลักษณ์ ออกสตาร์ทความสนุกจากลานคนเมือง เสาชิงช้า ลัดเลาะไปตามถนนย่านเมืองเก่า ก่อนแวะเช็กอินที่ KFC สาขาดิโอลด์สยาม กับมิชชันถ่ายภาพสุดครีเอทีฟคู่กับบักเก็ตยักษ์ ให้แต่ละแก๊งได้โพสท่า ปล่อยของ และเก็บโมเมนต์สนุก ๆ โดยแฟน ๆ KFC จัดเต็มแบบไม่มีใครยอมใคร ทั้งผ้าโพกหัวและสติ๊กเกอร์สุดคูล ก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นชัยที่ KFC สาขาเสาชิงช้า วิ่งกันสุดแล้ว ก็ต้องแชร์ความอร่อยให้สุดด้วย! เพราะไฮไลต์ของกิจกรรมไม่ได้มีแค่รูทวิ่งสุดครีเอทีฟ ยังมี “Crispy Bucket” บักเก็ตไก่ไม่มีกระดูกที่กินง่าย สะดวก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ มารับหน้าที่เป็น “ตัวเปิด” โมเมนต์ ให้เหล่านักวิ่งได้มาแชร์ความอร่อย และเติมความฟินหลังเข้าเส้นชัย หลังจากสร้างปรากฏการณ์การแชร์โมเมนต์กับแฟน ๆ สายแอ็คทีฟ ผ่าน KFC RUN 2026 ตอกย้ำว่า ความสนุกกับ KFC ผ่านประสบการณ์ที่มากกว่ามื้อไก่ทอด และเมื่อความสนุกพาคนที่ชอบอะไรเหมือนกันมาเจอกันได้ KFC ประเทศไทย ขอพาความสนุกไปต่อแบบไม่มีกั๊ก ด้วย การต่อยอดสู่คอมมูนิตี้ “KFC Fun Club” เชื่อมโยงผู้บริโภคเข้ากับแบรนด์ผ่านกิจกรรม ความชอบ ไลฟ์สไตล์ และตัวตนของคนรุ่นใหม่เข้ากับความสนุกในแบบฉบับ KFC พาแฟน ๆ เปิดกรอบความสนุกให้ทุกแอ็คทีฟแพสชัน ได้มารวมตัว แชร์โมเมนต์ และสร้างความสนุกในทุกกิจกรรมแอ็คทีฟใหม่ ๆ ไปด้วยกันเหมือนกับ “Crispy Bucket” บักเก็ตไก่ไม่มีกระดูก ความอร่อยใหม่แชร์ได้ทุกโมเมนต์ ความสนุกครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เพราะ “KFC Fun Club | Suexphen” เป็นเพียงกิจกรรมแรกของ “KFC Fun Club” ที่ KFC ตั้งใจจะพาความสนุกไปต่ออีกยาว ๆ ไม่ว่าจะแพสชันไหน ๆ ก็มีโอกาสได้มารวมแก๊งในคอมมูนิตี้ความสนุกแห่งนี้ พร้อมเสิร์ฟ “Crispy Bucket” เมนู Boneless ที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์การใช้ชีวิตที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการทำกิจกรรมกับเพื่อน การรวมตัวของคนคอเดียวกัน หรือการแชร์ประสบการณ์สนุก ๆ ที่ไม่ต้องรอให้ถึงมื้ออาหาร เพื่อสร้างความผูกพันระหว่าง KFC กับผู้บริโภคให้เติบโตไปพร้อมกับทุกความชอบในระยะยาว ไม่ว่าคุณจะมีแพสชันไหน เตรียมเปิดกรอบความสนุก แล้วออกไปสร้างโมเมนต์มันส์ ๆ ด้วยกันกับ “ KFC Fun Club” ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมครั้งต่อไปได้ที่ Facebook @KFCThailand --- ## ‘บัตรเครดิต กรุงศรี’ จับมือ ‘เจซีบี’ เปิดตัว “บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116446 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล จับมือ เจซีบี ผู้ให้บริการเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกจากญี่ปุ่น เปิดตัวบัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท เจาะตลาดกลุ่มลูกค้ารายได้สูงที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่น ผ่านแนวคิด ‘Japan Everyday, Everywhere’ เติมสุข เต็มสไตล์ ได้ทุกที่ ทุกวันกับสิทธิประโยชน์บัตรที่เติมเต็มทุกความชอบฟีลญี่ปุ่น ทั้งเที่ยว กินช้อป มอบคะแนนกรุงศรี พอยต์สะสม 5 เท่า เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรในสกุลเงินเยนทุกหมวดที่ญี่ปุ่น,อร่อยคุ้มที่ร้านอาหารทั่วโลก และช้อปสุดคุ้มเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรที่ร้านค้าพันธมิตรแบรนด์ญี่ปุ่นชั้นนำในไทย ตั้งเป้ายอดสมัครบัตรใหม่ 20,000 บัญชี และยอดใช้จ่ายผ่านบัตรกรุงศรี เจซีบี อัลติเมท 1,500 ล้านบาท ภายในปี 2570 ผสานความร่วมมือเปิดตัวบัตรเครดิตใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียม นายอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยว่า “ในฐานะที่ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เป็นธุรกิจในกลุ่มกรุงศรี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของมิตซูบิชิยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก บริษัทมุ่งมั่นนำจุดเด่นเรื่องเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งจากญี่ปุ่น มาผสานกับความเชี่ยวชาญในการทำการตลาดบัตรเครดิตเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สมาชิกบัตรให้ดียิ่งขึ้น นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ที่บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด ได้ร่วมกับ เจซีบี เปิดตัว บัตรเครดิตกรุงศรี เจซีบี แพลทินัมในประเทศไทย ทั้งสองบริษัทได้ร่วมกันสร้างธุรกิจให้เติบโต โดยปัจจุบันมีสมาชิกบัตรรวมกว่า 500,000 บัญชีและเติบโตอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท ที่มอบสิทธิประโยชน์ที่เติมเต็มทุกความชอบฟีลญี่ปุ่นได้ทุกที่ ทุกวัน ทั้งเที่ยว กิน ช้อป ด้วย คะแนนกรุงศรี พอยต์สะสม 5 เท่า เมื่อใช้จ่ายในสกุลเงินเยนที่ญี่ปุ่น, อร่อยคุ้มที่ร้านอาหารทั่วไทยและทั่วโลก และช้อปสุดคุ้มที่ร้านค้าพันธมิตรแบรนด์ญี่ปุ่นชั้นนำในไทยพร้อมรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 5% ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก โดยมุ่งเจาะตลาด กลุ่มลูกค้ารายได้สูง รายได้ตั้งแต่ 70,000 บาทขึ้นไปที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่นในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตของเราและเจซีบี ให้ตอบโจทย์ทุกเซกเมนต์อย่างครอบคลุมและสร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่อง”  นายมาซากิ โยกาว่า ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจซีบี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด   กล่าวว่า “JCB มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้กระชับความร่วมมืออันยาวนานกับบัตรเครดิต กรุงศรีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านการเปิดตัว บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความสำคัญสูงสุดของ JCB ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน ความสนใจและความชื่นชอบในประเทศญี่ปุ่นของผู้บริโภคชาวไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บัตรเครดิตระดับพรีเมียมบัตรใหม่นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความชื่นชอบในญี่ปุ่นของสมาชิกบัตรในทุกมิติ ตั้งแต่การเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ การรับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารญี่ปุ่น และร้านอาหารทั่วโลก ไปจนถึงการใช้จ่ายในประเทศญี่ปุ่น JCB ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์และเอกลักษณ์อันโดดเด่นของญี่ปุ่นให้แก่สมาชิกบัตรทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง” จุดประกาย Jneration  เผยเทรนด์ใหม่ ญี่ปุ่นไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่เป็นไลฟ์สไตล์ นายสมหวัง โตรักตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ประจำวันข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) แสดงให้เห็นว่าในปี 2568 มีคนไทยเดินทางไปญี่ปุ่น 1.23 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 7.3% เทียบกับปีก่อน) 70% ของคนไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่น เคยเดินทางมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป ชี้ให้เห็นว่ามีกลุ่มคนที่เดินทางซ้ำๆ มีความชื่นชอบและนิยมใช้สินค้าหรือไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่น เช่น ร้านอาหาร แฟชั่น ฯลฯ ในชีวิตประจำวัน หรือที่เราให้คำนิยามลูกค้ากลุ่มนี้ว่า ‘Jneration’ เทรนด์ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต กรุงศรีในช่วงมกราคม- สิงหาคม 2569 ที่พบว่า ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่สมาชิกบัตรฯเดินทางไปมากที่สุด รองลงมาคือ อเมริกา, อังกฤษ, จีน และฮ่องกงขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในประเทศญี่ปุ่นในช่วงดังกล่าวมีมูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของยอดใช้จ่ายในต่างประเทศทั้งหมด ทั้งนี้ หมวดที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่ญี่ปุ่นมากที่สุด คือ ห้างสรรพสินค้า, แฟชั่น, โรงแรม และร้านอาหาร ตามลำดับ” “จากข้อมูลดังกล่าว บริษัทจึงพัฒนาสิทธิประโยชน์ของ ‘ บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท ’ ให้สอดรับกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของกลุ่มลูกค้ารายได้สูงที่หลงใหลในความเป็นญี่ปุ่น ทั้งการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายประจำวัน ภายใต้แนวคิด ‘Japan Everyday, Everywhere’ เติมสุข เต็มสไตล์ ได้ทุกที่ ทุกวันกับสิทธิประโยชน์บัตรที่เติมเต็มทุกความชอบฟีลญี่ปุ่น มอบคะแนนกรุงศรี พอยต์สะสม 5 เท่า เมื่อใช้จ่ายในสกุลเงินเยนที่ญี่ปุ่น, อร่อยคุ้มที่ร้านอาหารทั่วไทยและทั่วโลก และช้อปสุดคุ้มที่ร้านค้าพันธมิตรแบรนด์ญี่ปุ่นชั้นนำในไทยที่ร่วมรายการ เช่น Uniqlo, COMME des GARÇONS, Issey Miyake, Loft, Matsukiyo, Nitori, Tsuruha, UFM Fuji Super เป็นต้น พร้อมรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 5% ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก ดีไซน์หน้าบัตรที่โดดเด่น ออกแบบโดย ‘Benzilla’ ปริญญา ศิริสินสุข ศิลปินไทยร่วมสมัย และยัง ปรับสิทธิประโยชน์บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี แพลทินัม สำหรับกลุ่มลูกค้าทั่วไป เช่น รับคะแนน กรุงศรี พอยต์สะสม 3 เท่า เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไขในทุกหมวดการใช้จ่ายที่ญี่ปุ่น,ร้านอาหารทั่วไทยและทั่วโลก และช้อปปิงกับแบรนด์ญี่ปุ่นชั้นนำที่ร่วมรายการในไทย พร้อมรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 3.5% ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากโดยบริษัทคาดว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์บัตรใหม่ดังกล่าว จะช่วยขยายฐานลูกค้า, เพิ่มความถี่ในการใช้จ่าย ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนการใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวดท่องเที่ยว, ร้านอาหาร, ช้อปปิง และไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทตั้งเป้ายอดสมัครบัตรใหม่ ของบัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท20,000 บัญชีและยอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ดังกล่าว 1,500 ล้านบาท ภายในปี 2570” ผู้ที่สนใจ สามารถสมัคร ‘บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี อัลติเมท’ ได้ตั้งแต่1 พฤศจิกายน 2569 ทาง UCHOOSE หรือเว็บไซต์ www.krungsricard.com และสาขาธนาคารกรุงศรีอยุธยาพิเศษ! สำหรับผู้ที่สมัครบัตรใหม่ใบแรกในช่วงเปิดตัวจนถึง 31 มกราคม 2570 เมื่อบัตรได้รับอนุมัติและมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรหลักครบ 40,000 บาทขึ้นไป รับกระเป๋าเดินทางที่ออกแบบโดย Benzillaมูลค่า 4,290 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด) ข้อมูลเพิ่มเติม www.krungsricard.com/krungsri-jcb-ultimate ทั้งนี้ ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี --- ## ก้าวสู่เวทีนานาชาติ “บัว” ตอกย้ำศักยภาพภาพยนตร์ไทย ทีมผู้สร้างร่วมเดินพรมแดงในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ครั้งที่ 31 URL: https://positioningmag.com/pr-news/116445 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทย หลังภาพยนตร์ “บัว” (Bua) โดย ฉายแสง แอด.เวนเจอร์, ก้องเกียรติ โปรดักชั่น และ นอร์ธ สตาร์ โปรดักชั่น ได้รับเลือกเข้าสู่Vision – Asia และเข้าฉายใน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ครั้งที่ 31 —The 31st Busan International Film Festival(BIFF) ล่าสุดคณะผู้บริหาร พร้อมด้วยผู้กำกับ นักแสดง และทีมผู้สร้างจากประเทศไทย นำโดย ชัยวัฒน์ มิ่งไม้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ พร้อมด้วย โขม–ก้องเกียรติ โขมศิริ , ปิยะลักษณ์ มหาธนทรัพย์ สองผู้กำกับ ทราย–อินทิรา เจริญปุระ และ เพ็ญศิริ กลางสุรินทร์ รวมถึงตัวแทนนักแสดง โจรี่อรปรียา ได้รับเกียรติเข้าร่วมเดินพรมแดง พร้อมนำเรื่องราวจากภาพยนตร์ไทยไปสู่สายตาผู้ชมบนเวทีภาพยนตร์ระดับนานาชาติ ณ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ สำหรับการได้รับเลือกเข้าสู่ Vision – Asia ของ “บัว” สะท้อนถึงศักยภาพผลงานภาพยนตร์ไทยที่สามารถเชื่อมต่อกับผู้ชมพร้อมเข้าไปอยู่ท่ามกลางความหลากหลายของภาพยนตร์เอเชียร่วมสมัย  และหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของงานครั้งนี้เกิดขึ้นในGuest Visit หลังเปิดฉายภาพยนตร์ “บัว” ได้ให้ผู้ชมได้เข้าใกล้โลกของภาพยนตร์ผ่านเสียงของผู้สร้าง โดย ทราย–อินทิรา เจริญปุระ, เพ็ญศิริ กลางสุรินทร์ , โขม–ก้องเกียรติ โขมศิริ และ ปิยะลักษณ์ มหาธนทรัพย์ ร่วมแบ่งปันมุมมองต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลัง ทำให้ภาพยนตร์ “บัว” ต่อยอดไปสู่บทสนทนาระหว่างคนทำหนังกับผู้ชมอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ จากจุดเริ่มต้นในประเทศไทยสู่การเดินทางถึงปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เบื้องหลังอีกหนึ่งก้าวของ “บัว” คือพลังความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่าง ฉายแสง แอด.เวนเจอร์, ก้องเกียรติ โปรดักชั่น และ นอร์ธ สตาร์ โปรดักชั่น ในการขับเคลื่อนและผลักดันภาพยนตร์ไทยให้ก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผลงานที่มีศักยภาพของผู้สร้างภาพยนตร์ไทยได้เชื่อมต่อกับผู้ชม พันธมิตร และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในระดับนานาชาติ ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: www.facebook.com/shinesaengad.venture Instagram: www.instagram.com/shinesaengad.venture TikTok: www.tiktok.com/@shinesaengadventure YouTube: www.youtube.com/@shinesaengad.venture --- ## MK Restaurant Group ส่งมอบกำไรจากธุรกิจร้านอาหารอีกปีหนึ่ง สู่การสร้างคุณค่าเพื่อสังคม มอบเงินสนับสนุนโรงพยาบาลศิริราชฯ 10 ล้านบาท URL: https://positioningmag.com/pr-news/116444 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าและตอบแทนสังคม ผ่านการมอบเงินบริจาค 10 ล้านบาท เพื่อสมทบกองทุน  “เพื่อ รพ.ศิริราช” และ “เพื่อ รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์”  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 เพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานด้านการแพทย์และการดูแลรักษาผู้ป่วย ตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพของประชาชน โดยเงินบริจาคดังกล่าวคำนวณจาก กำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายจากการดำเนินธุรกิจร้านอาหารภายในโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์  ได้แก่ ร้าน เอ็มเค เรสโตรองต์, ยาโยอิ, ฮากาตะ และเลอ เพอทิท กลับมาส่งต่อเป็นประโยชน์ให้แก่โรงพยาบาล สะท้อนแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งสร้างเพียงผลประกอบการ แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคม โดยเปิดโอกาสให้ทุกการใช้บริการของลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันทางบริษัทฯ ได้มีการบริจาคอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านบาท พร้อมสนับสนุนค่าเช่าพื้นที่อีก  148 ล้านบาท  คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า  248 ล้านบาท  และยังคงมุ่งมั่นสานต่อการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในปีต่อ ๆ ไป ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ กีรติ เจริญชลวานิช คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร เป็นผู้รับมอบ ณ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ชั้น 2 เมื่อเร็ว ๆ นี้ --- ## สยามพิวรรธน์ตอกย้ำบทบาทผู้นำในการนำเสนอประเทศไทยสู่เวทีโลก สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 URL: https://positioningmag.com/pr-news/116443 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และจุดหมายปลายทางระดับโลกของประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการร่วมต้อนรับผู้แทนและผู้เข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12 -18 ตุลาคม 2569 โดยกิจกรรมและประสบการณ์พิเศษสยามพิวรรธน์ได้จัดขึ้น ณ สยามพารากอน และไอคอนสยาม ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศ สะท้อนถึงความสำเร็จในการนำเสนออัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีไทยร่วมสมัยสู่สายตาประชาคมโลก ในการประชุมระดับโลกครั้งสำคัญนี้ สยามพิวรรธน์ ได้ร่วมเป็นพันธมิตรของงาน “ Future-ready Economy 2026: Designing Capital for the Future” จัดโดย BRANDi เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ NEX Hall สยามพารากอน ซึ่งเป็น Official Affiliated Program of the 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings เวทีระดับนานาชาติที่รวมผู้นำจากภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันการเงิน นักลงทุน และภาคธุรกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, Mathias Cormann เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD), และ นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BRANDi and Companies และ Chief Sustainomist, BiOST, Institute of Systematic Transformation ร่วมเปิดงาน โดยมี คุณชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ คุณมยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายองค์กรสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร และผู้นำองค์กรระดับนานาชาติต่างๆ เข้าร่วมงาน ในวันเดียวกัน คุณชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ได้ร่วมงาน CNN Global Perspectives: In Bangkok เวทีที่รวบรวมผู้นำและผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของเมือง เศรษฐกิจ และบทบาทของประเทศไทยในบริบทโลก ภายใต้แนวคิด “Cities That Win the Future” ต่อมาในวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ยังได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ CNBC ในรายการ Squawk Box Asia สื่อเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลก โดยทั้งสองเวทีสะท้อนวิสัยทัศน์และบทบาทของสยามพิวรรธน์ในการสร้างจุดหมายปลายทางที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเมือง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569  สยามพิวรรธน์ ได้รับเกียรติจากกระทรวงการคลังให้ ไอคอนสยาม เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองกิจกรรมสำหรับคู่สมรสอย่างเป็นทางการ (Official Spouse Programme) สำหรับคู่สมรสรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง ในโอกาสการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF & World Bank Annual Meetings 2026 ของประเทศไทย ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา มนต์เสน่ห์แห่งมรดกวัฒนธรรมไทย ณ สยามพารากอน และ ไอคอนสยาม สร้างความประทับใจ ระหว่างช่วงจัดการประชุม วันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569  สยามพารากอน และ ไอคอนสยาม ได้จัดกิจกรรมพิเศษต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมระดับโลกครั้งนี้ ด้วย Spouse & Partner Program ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงและคู่สมรสจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) , ผู้แทนระดับสูงและคู่สมรสจาก World Bank , ประธานสมาคมคู่สมรสของหัวหน้าคณะทูต (SHOM) ในประเทศไทย, คู่สมรสรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้บริหารระดับสูงของประเทศต่างๆ จากทั่วโลก โดย สยามพารากอน สร้างสรรค์ประสบการณ์ภายใต้แนวคิด “The Art of Royal Craft: Explore Thai Heritage Experience” ถ่ายทอดคุณค่าของงานศิลปาชีพ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง และมรดกทางวัฒนธรรมไทยผ่านนิทรรศการที่สยามพารากอนร่วมกับองค์กรต่างๆ จัดขึ้น พร้อมกิจกรรม Workshop งานฝีมือในแบบไทยที่สยามพารากอนจัดร่วมกับแบรนด์ระดับโลก นอกจากนี้ ยังได้มีการเยี่ยมชม NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต พื้นที่ที่รวบรวมนวัตกรรมการพัฒนาอย่างยั่งยืนไว้มากที่สุด รวมทั้งคณะยังได้สัมผัสความอร่อยของอาหารไทย ณ ร้าน LukkaiThong โซน Eatelier ชั้น 4 สยามพารากอน อีกด้วย ขณะที่ ไอคอนสยาม ให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมงานภายใต้แนวคิด “Discover Thailand’s Timeless Heritage at ICONSIAM” นำเสนอความงดงามของศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาหารไทย และงานหัตถกรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค กิจกรรมเวิร์กชอปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้มีส่วนร่วม นิทรรศการที่จัดขึ้นพิเศษ พื้นที่สุขสยาม และไอคอนคราฟท์ ตลอดการเยี่ยมชมผู้แทนจากนานาประเทศที่เข้าร่วมงานได้เรียนรู้และสัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยในมิติต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมได้รับประสบการณ์ความเป็นไทยในรูปแบบที่ร่วมสมัยและเข้าถึงได้ในระดับสากล การสนับสนุนการจัดงาน IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 อย่างเต็มที่ของสยามพิวรรธน์ ได้ส่งเสริมความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อประเทศไทย และสะท้อนศักยภาพในการเป็นผู้มอบประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาส เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ ณ จุดหมายปลายทางระดับโลกอย่าง สยามพารากอน และไอคอนสยาม ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังแห่งวัฒนธรรมของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลกอย่างเต็มภาคภูมิ --- ## เป็นเลิศด้านความยั่งยืน...ทรู คว้ารางวัลระดับโลก GSMA Digital Nation Video Award 2026 ถ่ายทอดพลังความร่วมมือ สร้างคุณค่าครบทุกมิติ ESG อย่างแท้จริง URL: https://positioningmag.com/pr-news/116442 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเชื่อมต่อผู้คน แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน ทรู คอร์ปอเรชั่น ตอกย้ำศักยภาพเทคคอมปานีไทยที่มุ่งมั่นนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในทุกมิติ จนได้รับการยอมรับบนเวทีระดับนานาชาติ ล่าสุด คว้ารางวัลชนะเลิศ GSMA Digital Nation Video Award 2026 สาขา Excellence in Sustainability จากสมาคมผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่โลก (GSMA) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากผลงานวิดีโอ “Sustainability at True” ที่ถ่ายทอดเบื้องหลังการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาสร้างผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการเล่าเรื่องที่ชัดเจน ทรงพลัง และสร้างแรงบันดาลใจ เจาะลึกความสำเร็จ...การสื่อสารที่สะท้อนพลังความร่วมมือ สู่ความยั่งยืนที่สร้างผลลัพธ์จริง จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพลังเล็กๆ ของทุกคนมารวมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า? นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่สื่อสารผ่านวิดีโอ ภายใต้แนวคิด “ร่วมมือทำด้วยกัน สร้างสรรค์ด้วยหัวใจ...ให้โลกยั่งยืน” ฉายภาพอนาคตผ่านมุมมองของคน 3 ช่วงวัย ทั้งเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุ เชื่อมโยงมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ก่อนพาย้อนสู่เส้นทางกว่า 3 ทศวรรษของทรู ที่เติบโตเคียงคู่สังคมไทยด้วยความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากพลังความร่วมมือของทุกคน บนความเชื่อที่ว่าทุกสิ่งเป็นจริงได้เมื่อมีกันและกัน True Together เพื่อสร้างคุณค่าและส่งต่อโลกที่ยั่งยืนให้แก่คนรุ่นต่อไป จากความเชื่อสู่การลงมือทำ วิดีโอตอกย้ำพลังความร่วมมือด้วยผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ครอบคลุมทั้ง 3 มิติของ ESG ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืนของทรู เริ่มจาก ธรรมาภิบาล (Living Right) ที่ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งความรู้ของคนไทยกว่า 33.7 ล้านคน พัฒนาทักษะดิจิทัลและความเป็นผู้นำให้พนักงาน 90% พร้อมผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการระดับดีเลิศ 5 ขณะที่ มิติสังคม (Living Well) มุ่งลดความเหลื่อมล้ำด้วยโครงข่าย 5G ครอบคลุม 94% ของประชากรไทย ต่อยอดนวัตกรรมด้วยการยื่นจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร 125 ผลงาน รวมถึงส่งเสริมอาชีพให้กลุ่มเปราะบางกว่า 378,735 คน ส่วน มิติสิ่งแวดล้อม (Living Together) ให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทานที่รับผิดชอบ โดยคู่ค้าหลัก 100% ผ่านการประเมินด้านความยั่งยืน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 28% ณ สิ้นปี 2025 ทุกตัวเลข จึงไม่ใช่เพียงผลการดำเนินงาน แต่สะท้อนความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม ตอบโจทย์เกณฑ์การตัดสินของ GSMA ทั้งด้านผลลัพธ์ความยั่งยืนและพลังการเล่าเรื่องที่เข้าถึงผู้คน และสร้างแรงบันดาลใจ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “วันนี้ ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีไม่ได้วัดเพียงความก้าวหน้าของนวัตกรรม แต่ต้องวัดจากคุณค่าที่สร้างให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำหรับทรู ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากธุรกิจ แต่เป็นหัวใจของการเติบโตในระยะยาว โดยนำศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมใช้พลังของ Connectivity ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล รางวัล GSMA ครั้งนี้ ตอกย้ำว่า เทคโนโลยีไม่เพียงขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ แต่ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่วัดผลได้จริง ซึ่งล้วนเกิดจากพลังของการลงมือทำร่วมกัน “True Together” และเป็นแรงผลักดันให้ทรูเดินหน้ายกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย เพื่อส่งต่ออนาคตที่ยั่งยืนให้แก่สังคมและคนรุ่นต่อไป” รางวัลครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จด้านความยั่งยืนของทรูที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้รับการจัดอันดับ Top 1% ในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมโลก จาก S&P Global Sustainability Yearbook 2026 เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน สะท้อนความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สามารถรับชมวิดีโอผลงานของทรูที่คว้ารางวัล GSMA Digital Nation Video Award 2026 สาขา Excellence in Sustainability ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=JBZEX4Xw0Pc True Blog Link: https://www.true.th/blog/gsma-digital-nation-video-award-2026/ --- ## Blizzard® Studio โมเดลใหม่จาก “แดรี่ ควีน” คอนเซ็ปต์ DIY ครีเอทบลิซซาร์ดได้ตามใจชอบ มีเบสไอศกรีม 12 รส ท็อปปิ้ง 20 อย่าง ราคาเริ่ม 99 บาท ปักหมุดเซ็นทรัลเวิลด์สาขาแรก URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116441 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: ratirita สรุป: ตลาดของหวานในประเทศไทยกำลังร้อนแรงสุดๆ ไม่ว่าจะโยเกิร์ต ไอศกรีม ชานมไข่มุกก็มาได้เลย คนไทยพร้อมเปิดรับ โดยเฉพาะตลาดพรีเมียม คนยอมจ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้ประสบการณ์ใหม่ไม่ซ้ำใคร ล่าสุด แดรี่ ควีน (Dairy Queen) ยักษ์ใหญ่แบรนด์ไอศกรีมภายใต้การบริหารของ ไมเนอร์ ฟู้ด สร้างความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในวงการของหวาน ด้วยการเลือกประเทศไทยเป็นหมุดหมายแรกของโลกในการเปิดตัวโมเดลใหม่ “Blizzard® Studio” (บลิซซาร์ด สตูดิโอ) แฟล็กชิปสโตร์ระดับพรีเมียม เปิดสาขาแรกที่ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ทำไมเลือกไทยเป็นแห่งแรกของโลก? การเปิดตัวบลิซซาร์ด สตูดิโอ ครั้งนี้ถือเป็นวาระฉลองครบรอบ 30 ปีของการดำเนินธุรกิจแดรี่ ควีน ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมี 600 สาขาครอบคลุม 77 จังหวัด โดยเหตุผลสำคัญที่ทางโกลบอลเลือกไทยเป็นประเทศแรกในโลก 1. ตลาดใหญ่สุดในอาเซียน ประเทศไทยคือตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และครองความเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งในมิติจำนวนสาขา ยอดขาย และการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่หลายประเทศนำไปใช้เป็นต้นแบบ 2. ตลาดของหวานไทยคึกคักสูง ผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z เปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ และให้คุณค่ากับประสบการณ์มากกว่าแค่การรับประทานของหวานทั่วไป หมดยุคบอกให้กิน แต่ให้ลูกค้าครีเอทเอง ปรดา ศรีสุวรรณภรณ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไมเนอร์ ดีคิว จำกัด แม่ทัพ แดรี่ ควีน (ประเทศไทย) อธิบายถึงอินไซต์สำคัญว่า "คนรุ่นใหม่และผู้บริโภคยุคนี้ต้องการความเฉพาะตัว หรือ Personalization แดรี่ ควีน จึงปรับแนวคิดจากการเป็นผู้กำหนดเมนู มาเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภคได้ Create Their Own Happiness" ไฮไลต์ของ Blizzard® Studio คือการนำเสนอกลยุทธ์ Customization ในราคาเริ่มต้น 99 บาท โดยลูกค้าสามารถออกแบบบลิซซาร์ดในสไตล์ของตัวเองได้ตามใจชอบ โดยมีแค่ 2 สเต็ป เลือกไอศกรีม และเลือกท็อปปิ้ง ได้ 4 อย่าง โดยที่ตัวบลิซซาร์ดมีให้เลือก 3 ระดับ Standard 99 บาท Premium 119 บาท และ Signature 149 บาท เลือกแบบปั่น หรือไม่ปั่นได้ เบสไอศกรีมให้เลือก 12 รสชาติ ท็อปปิ้งให้เลือก 20 รายการ สามารถเลือกใส่ได้สูงสุด 4 รายการต่อถ้วย ส่วนเมนูซูเปอร์ ซันเด ราคา 129 บาท เลือกซอส และ 4 ท็อปปิ้งเช่นกัน ส่วนใครที่ไม่อยากเลือกเอง ทางร้านก็มีเมนูใหม่ เฉพาะสาขา Blizzard® Studio เท่านั้น - บลิซซาร์ด® คาราเมลบิสคอฟ ราคา 99 บาท - บลิซซาร์ด® นูเทลล่า โอรีโอ ราคา 99 บาท - บลิซซาร์ด® ช็อกโกแลต มินต์ เอ็มแอนด์เอ็ม 119 บาท - บลิซซาร์ด® ทีรามิสุ 119 บาท - บลิซซาร์ด® คาราเมลพีนัทบัตเตอร์ 119 บาท - บลิซซาร์ด® นูเทลล่า ล็อคเกอร์ 119 บาท - บลิซซาร์ด® บลูเบอร์รี ชีสเค้ก 119 บาท -  ซันเด บลูเบอร์รี่ ชีสเค้ก 129 บาท - ซันเด โอเปรา เค้ก 129 บาท - ซันเด สตอว์เบอร์รี บราวนี 129 บาท โมเดลนำร่อง เตรียมสเกลอัพขยายต่อ การเปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งนี้ ไม่ใช่เพียงการเปิดร้านรูปแบบใหม่ แต่ถูกวางตัวให้เป็น Real Innovation Lab หรือห้องทดลองนวัตกรรมในพื้นที่จริง เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า ทั้งเรื่องราคา และรูปแบบการให้บริการแบบเรียลไทม์ แบรนด์ตั้งเป้าว่าโมเดลใหม่นี้จะช่วยดันยอดขาย ณ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ให้เติบโตพุ่งสูงกว่าสาขาทั่วไปถึง 60% และเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ขึ้นอีก 20% พร้อมวางแผนในระยะยาว 3–5 ปีข้างหน้า ต่อยอดขยายสาขารูปแบบพรีเมียมไปศูนย์การค้าชั้นนำในหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศต่อไป --- ## โก โฮลเซลล์ ฉลอง 3 ปี ชวนช้อปเติมสต็อก–เติมความสุข บรรเทาภาระค่าครองชีพ ปล่อยแคมเปญ “GO Make You Smile” ชูความคุ้ม 3 ต่อ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116440 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่มีความสดใหม่ตลอดเวลา เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ชวนผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้าปลีก และลูกค้าทั่วไป ร่วมฉลองครบรอบ 3 ปี กับแคมเปญ “GO Make You Smile – ทุกการช้อปมีรอยยิ้ม” ขอบคุณทุกการสนับสนุน ด้วยความสดและความคุ้มค่า ท่ามกลางยุคสุดท้าทาย ในการประหยัดค่าครองชีพ ภายใต้แนวคิด “3 ต่อ 3 คุ้ม” ผสานโปรโมชั่นหมุนเวียนทุกสัปดาห์ สิทธิประโยชน์จากการสะสมยอดซื้อ และกิจกรรมทั้งหน้าสาขาและออนไลน์ ให้ผู้ประกอบการได้วางแผนจัดซื้อและบริหารต้นทุน พร้อมเติมไอเดียให้คนรักการทำอาหารสนุกกับการเลือกวัตถุดิบสำหรับมื้อพิเศษ เริ่มต้น ความคุ้มต่อที่หนึ่ง GO PRO พบโปรโมชั่นราคาพิเศษทุกสัปดาห์ ครอบคลุมสินค้าหลากหลายหมวด พร้อมใช้คะแนน เดอะวัน เป็นส่วนลด ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเติมสต็อกสำหรับร้านค้าและจัดเตรียมวัตถุดิบเข้าครัว เสริมความสนุกกับการช้อปสินค้าราคาพิเศษผ่าน Facebook Live ทุก 2 สัปดาห์ เริ่มวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 น. ทางเฟซบุ๊ก GO WHOLESALE   คุ้มต่อที่สอง GO STAMP เปลี่ยนทุกยอดซื้อให้มีความคุ้มค่าเพิ่มขึ้น เมื่อซื้อสินค้าสะสมยอด ครบทุก 2,000 บาท ผ่าน โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา, เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายประจำสาขา และ GO WHOLESALE ออนไลน์ รับแสตมป์ 1 ดวง ผ่าน GO WHOLESALE ออนไลน์ สะสมครบตามเงื่อนไข ที่กำหนดรับของพรีเมี่ยม คูปองแทนเงินสด และสิทธิ์แลกซื้อราคาพิเศษ ต่อยอดความคุ้มจากการจัดซื้อวัตถุดิบในชีวิตประจำวัน คุ้มต่อที่สาม GO REWARD ลุ้นรางวัลสำหรับผู้มียอดซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ ตามเงื่อนไขสะสมสูงสุด โดยอันดับ 1–5 รับบัตรกำนัลทองคำ AURORA มูลค่ารางวัลละ 50,000 บาท รวมมูลค่า 250,000 บาท และอันดับ 6–10 รับบัตรกำนัลเซ็นทารา มูลค่ารางวัลละ 10,000 บาท รวมมูลค่า 50,000 บาท ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลผ่านช่องทาง https://centralfoodwholesale.co.th/   พร้อมกิจกรรมพิเศษภายในสาขาที่เติมสีสันและรอยยิ้มตลอดการเฉลิมฉลอง เตรียมลิสต์วัตถุดิบให้พร้อม แล้วมารับความคุ้มกลับไปเต็มคันรถ! ไม่ว่าจะเติมสต็อกสำหรับเมนูขายดี หรือเลือกของสดเข้าครัวสำหรับมื้อพิเศษของครอบครัว แวะมาช้อปและร่วมสนุกกับกิจกรรมฉลอง 3 ปีได้ที่ โก โฮลเซลล์ทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ ถึง 24 พฤศจิกายน 2569 พร้อมปักหมุดชม Facebook Live วันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 น. เพื่อช้อปสินค้าราคาพิเศษและติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมทางเฟซบุ๊ก  GO WHOLESALE --- ## Happitat ตอกย้ำการเป็น The Magical Destination of Happiness เตรียมจัด 6 เฟสติวัลใหญ่ต่อเนื่อง จาก Halloween สู่สงกรานต์ ดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ร่วมสัมผัสความสุขตลอดปี URL: https://positioningmag.com/pr-news/116439 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News Happitat (แฮปปี้แทท) ตอกย้ำการเป็นจุดหมายแห่งความสุขเหนือจินตนาการ (The Magical Destination of Happiness) เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ความสุขครั้งใหม่ ประกาศแผนจัด “Festival of Happiness” 6 เฟสติวัลใหญ่ต่อเนื่องตั้งแต่ Halloween 2569 ถึงสงกรานต์ 2570 สร้างสรรค์ประสบการณ์แห่งความสุขรูปแบบใหม่ผ่านเทศกาลและกิจกรรมที่ผสานความบันเทิง ศิลปะ จินตนาการ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน มุ่งสร้างจุดหมายปลายทางแห่งการเฉลิมฉลองที่ดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ประเดิมเทศกาลแรกด้วย Halloween ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE SPOOKTACULAR FESTIVAL” ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 เนรมิต Happitat สู่โลกแห่งความมหัศจรรย์และจินตนาการ พร้อม คอนเสิร์ตสุดพิเศษจาก “เนเน่–รอยัล” กิจกรรมความสนุกสำหรับทุกเจเนอเรชัน และประสบการณ์สุดเซอร์ไพรส์ทั่วโครงการ คุณเบญจวรรณ อ่องศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจศูนย์การค้า กลุ่มงานศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “นับตั้งแต่ Happitat เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เราได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้มาเยือน โดยมีจำนวนผู้มาเยือนสะสมกว่า 1 ล้านคน สิ่งที่น่ายินดีไม่แพ้ตัวเลขดังกล่าว คือการได้เห็นผู้มาเยือนจากหลากหลายเจเนอเรชัน ทั้งกลุ่มเพื่อน คู่รัก ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ไปจนถึงผู้สูงวัย ต่างเข้ามาใช้เวลาร่วมกันและค้นพบความสุขในรูปแบบของตัวเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Happitat กำลังก้าวสู่การเป็นจุดหมายแห่งความสุขสำหรับคนทุกเจเนอเรชันอย่างแท้จริง การตอบรับเหล่านี้ถือเป็นกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าสร้างสรรค์ประสบการณ์แห่งความสุขรูปแบบใหม่ ๆ โดยเราได้เริ่มจัด Festival of Happiness มาตลอดตั้งแต่ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เราตั้งใจที่จะขอบคุณและตอบแทนทุกการสนับสนุน ผ่านการจัดเทศกาลและกิจกรรมพิเศษที่พร้อมมอบความสุขและสร้างความทรงจำดี ๆ ให้กับผู้มาเยือนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เรายังมุ่งมั่นที่จะยกระดับการจัดเทศกาลให้มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการผสานความคิดสร้างสรรค์ ความบันเทิง และประสบการณ์ที่แตกต่าง เพื่อผลักดัน Happitat สู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเฉลิมฉลองที่สามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก และทำให้ทุกเทศกาลกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ทุกคนตั้งตารอ” Festival of Happiness เตรียมสร้างสีสันผ่าน 6 เฟสติวัลใหญ่ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ยาวไปจนถึงเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน 2570 เริ่มต้นจาก Halloween ก่อนส่งต่อความสุขสู่ช่วงเทศกาลปลายปีกับ Christmas พร้อมสานต่อความสนุกในปี 2570 กับเทศกาลวันเด็ก ตรุษจีน วาเลนไทน์ และสงกรานต์ พาทุกคนออกเดินทางค้นพบโลกแห่งความมหัศจรรย์ผ่านเรื่องราวและประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละเทศกาล โดย Happitat เตรียมนำจุดเด่นของทั้ง 3 อาคาร ได้แก่ Bloominas, Wonderwild และ Festie Town มาสร้างสรรค์ประสบการณ์แห่งการเฉลิมฉลองที่เชื่อมโยงกันทั่วโครงการ ตั้งแต่การเนรมิตพื้นที่และแลนด์มาร์กให้เปลี่ยนโฉมไปตามธีมเทศกาล การใช้เทคโนโลยี Immersive และการแสดงแสง สี เสียง ไปจนถึงการแสดงดนตรีและกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ทุกเจเนอเรชันได้มีส่วนร่วม เพื่อให้ทุกครั้งที่กลับมาเยือน Happitat เต็มไปด้วยความสุข ความสนุก และความประทับใจครั้งใหม่ เพื่อขยายความสุขจาก Happitat สู่กลุ่มนักท่องเที่ยวในวงกว้าง และผลักดัน Happitat สู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเฉลิมฉลองที่ดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เปิดฉาก THE SPOOKTACULAR FESTIVAL เนรมิตโลก Halloween สุดลึกลับ เต็มไปด้วยมนตร์สะกดและความมหัศจรรย์ ประเดิมเทศกาลแห่งความสุขด้วย Halloween ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE SPOOKTACULAR FESTIVAL” ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 เนรมิตพื้นที่ทั่ว Happitat ให้กลายเป็นดินแดนลึกลับที่จะชวนทุกคนออกเดินทางตามเสียงกระซิบปริศนาเพื่อค้นพบความสุขที่คาดไม่ถึง ผ่านการนำมนตร์เสน่ห์ของเทศกาล Halloween มาผสานเข้ากับจินตนาการ ผู้คน และผืนป่า สร้างโลกแห่งความพิศวงที่ซ่อนเรื่องราวและความเซอร์ไพรส์ไว้ในทุกมุมของโครงการ ไม่ว่าจะเป็น Monster Eyes เหล่าคาแรกเตอร์แฟนตาซี ไปจนถึงการตกแต่งด้วยแสง สี เสียง ที่ปลุกบรรยากาศ Halloween ให้มีชีวิต พร้อมจัดเต็มความบันเทิงทั้งคอนเสิร์ต การแสดงดนตรี ขบวนพาเหรดแฟนซี และกิจกรรมสร้างสรรค์ ชวนทุกเจเนอเรชันมาสนุกกับความหลอนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เปลี่ยนค่ำคืน Halloween ให้กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่เต็มไปด้วยความสุขในแบบฉบับ Happitat เปิดโลกความบันเทิงสุด Spooktacular กับคอนเสิร์ตและการแสดงที่พร้อมปลุกค่ำคืน Halloween ให้คึกคักยิ่งกว่าที่เคย โดยมีไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ คอนเสิร์ตสุดพิเศษจาก “เนเน่-รอยัล” (Nene Royal) ศิลปินร็อกสาวไทยวัย 16 ปี ผู้สร้างประวัติศาสตร์เป็นคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ America’s Got Talent 2026 เตรียมมาระเบิดความมันส์ด้วยพลังเสียงและลีลาการเล่นกีตาร์อันเป็นเอกลักษณ์ ให้แฟนเพลงชาวไทยได้สัมผัสความสามารถระดับโลกอย่างใกล้ชิด โดย Happitat เป็นที่แรกในประเทศไทยที่เนเน่-รอยัลและวง Ozone จะจัดคอนเสิร์ตพิเศษแบบเต็มวงครั้งแรก เพื่อเป็นการขอบคุณทุกคนที่ให้การสนับสนุน HALLOWEEN MUSIC FESTIVAL ปลุกความคึกคักด้วยทัพศิลปินหลากหลายแนวที่จะมาสร้างสีสันบนเวที Halloween ตลอดช่วงเทศกาล อาทิ Fellow Fellow, แม็กซ์ เจนมานะ, กบ ทรงสิทธิ์, มาลีวัลย์ เจมีน่า, DJ BESTBOI, ศิลปินจาก AF 2026 ฯลฯ ให้แฟนเพลงได้สนุกไปกับการแสดงสดท่ามกลางบรรยากาศสุดมหัศจรรย์ HORROR MOVIE NIGHT ชวนสัมผัสบรรยากาศคืนหลอนผ่านประสบการณ์ชมภาพยนตร์ธีม Halloween ระหว่างวันที่ 24–25 และ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน โดยคัดสรรมาทั้งภาพยนตร์สำหรับครอบครัว และภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องดัง ท่ามกลางบรรยากาศสุดพิเศษ SPOOKY RUN × MONSTER RUN ชวนทุกคนแต่งชุดแฟนซีฮาโลวีน มาวิ่งท่ามกลางบรรยากาศเทศกาลฮาโลวีนทั่วโครงการ Happitat ความสนุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะ Happitat เตรียมเปลี่ยนทุกมุมให้เต็มไปด้วยการตกแต่งในธีมฮาโลวีนที่หลอนแต่น่ารัก พร้อมกิจกรรมสุดหรรษาของเหล่ามอนสเตอร์ตัวน้อย ไม่ว่าจะเป็น Spooky Bouncy Castle บ้านบอลขนาดใหญ่ในธีม Halloween ที่ Festie Town ให้เด็ก ๆ ได้ปลดปล่อยพลังความสนุก ตามด้วย Spooky Sketch ชวนสร้างสรรค์มอนสเตอร์ในจินตนาการ ก่อนปลุกผลงานให้มีชีวิตบนผนังผ่านเทคโนโลยี Immersive พร้อมเก็บภาพความประทับใจ เติมความสนุกด้วยเวิร์กช็อป Spooky Plaster Painting ที่ชวนเด็ก ๆ ระบายสีฟักทองจิ๋วในสไตล์ของตัวเอง พร้อมเอาใจคนรักสัตว์กับ Metta’s Spooky Party ประสบการณ์ Immersive Experience ที่เชื่อมโลกเกมบนมือถือเข้ากับพื้นที่จริง ให้ผู้มาเยือนได้พาคาแรกเตอร์จาก Metta’s Game ขึ้นสู่จอยักษ์ ณ Grand Stairs แปลงโฉมน้องๆ ชาว Metta’s ในคอสตูมฮาโลวีนสุดน่ารัก Halloween Parade ระหว่างวันที่ 24–25 และ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน ชมขบวนพาเหรดจากแก๊งค์มาสคอตในคอสตูมฮาโลวีน รวมถึงชวนทุกคนสวมชุดแฟนซีเป็นเหล่าภูติผี มอนสเตอร์ พ่อมดแม่มด หรือคาแรกเตอร์สุดโปรด เพื่อมาร่วมสร้างสีสันตลอดเทศกาล พร้อมเตรียมรับของขวัญ Trick or Treat สุดเซอร์ไพรส์ เพิ่มความสนุกให้การสำรวจดินแดน Halloween ด้วย Halloween Stamp Station ภารกิจตามล่าแสตมป์จาก 7 จุดทั่ว Happitat ที่ชวนทุกคนออกเดินทางค้นหาความลับและเซอร์ไพรส์ที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของโครงการ ก่อนต่อยอดความสุขกับ Happitat Halloween Treat โปรโมชันพิเศษต้อนรับเทศกาล Halloween เพียงกิน ช้อป หรือใช้บริการกับร้านค้าที่ร่วมรายการภายใน Happitat ใช้จ่ายครบ 200 บาท รับ Halloween Badge, ครบ 1,000 บาท รับ Pumpkin Keychain, ครบ 1,500 บาท รับ Happitat Mushroom Tote Bag, ครบ 3,500 บาท รับ Happitat Scarf, ครบ 8,500 บาท รับ Magical Book & Blanket พร้อมสิทธิพิเศษอื่น ๆ จากร้านค้าและแบรนด์ภายในโครงการตลอดช่วงเทศกาล เตรียมชุดแฟนซีให้พร้อม แล้วมาร่วมไขปริศนาและค้นพบความสุขที่คาดไม่ถึงในเทศกาล THE SPOOKTACULAR FESTIVAL ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Happitat บางนา-ตราด กม.7 พร้อมติดตามรายละเอียดกิจกรรม ตารางการแสดง และโปรโมชันพิเศษตลอดเทศกาลได้ทาง Facebook Page: Happitat Thailand หรือเว็บไซต์ www.happitatthailand.com --- ## เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย นำทีมคนดัง พลอย–เฌอมาลย์, เกรท–วรินทร และพอลลีน–พิมลพัชร์ ร่วมส่งต่อพลังใจใน “Pink Ribbon Run 2026” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116438 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ประเทศไทย ภายใต้ บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด ผนึกกำลังกับ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, โครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok) และ ON Running จัดงานวิ่งการกุศล “ Pink Ribbon Run 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในปีแรก โดยปีนี้มีนักวิ่งเข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน ที่ร่วมส่งต่อพลังแห่งความหวังและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ภายใต้แนวคิด “Early Detection Saves Lives” ที่มุ่งส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพและให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา พร้อมนำรายได้ทั้งหมดจากการสมัครกว่า 2,068,900 บาท มอบให้แก่มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อร่วมสนับสนุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และภารกิจด้านการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง งาน Pink Ribbon Run 2026 จัดขึ้น ณ One Bangkok Boulevard โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ซึ่งร่วมขับเคลื่อนการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมาอย่างยาวนาน โครงการ วัน แบงค็อก ผู้เอื้อเฟื้อสถานที่จัดงาน และ ON Running ผู้ร่วมสนับสนุนแคมเปญและกิจกรรมวิ่งในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันส่งต่อแนวคิดสำคัญว่า “ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสในการรักษา” พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนเริ่มต้นดูแลสุขภาพของตัวเองและคนที่รัก เพราะทุกก้าวของนักวิ่งมีความหมาย ทั้งในแง่ของการดูแลตัวเอง การสร้างความตระหนักรู้ และการสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งเต้านม นางสาวทิพาภรณ์ อูนากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การรณรงค์เรื่องมะเร็งเต้านมเป็นภารกิจที่เอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ มุ่งมั่นสานต่อมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี เพราะเราเชื่อว่าการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้หญิงและคนในสังคมหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอและการให้ความสำคัญกับการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น” “Pink Ribbon Run เป็นมากกว่างานวิ่งการกุศล เพราะทุกก้าวของผู้เข้าร่วมงานคือพลังของการส่งต่อความหวังและกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและครอบครัว เราภูมิใจที่ได้เห็นทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้ โดยรายได้จากการจัดงานทั้งหมด 100% โดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะนำไปมอบให้แก่มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เราหวังว่ากิจกรรมนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองและคนที่รัก พร้อมร่วมกันส่งต่อความตระหนักรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมอย่างต่อเนื่อง” นางสาวทิพาภรณ์ กล่าวเสริม ภายในงาน Pink Ribbon Run 2026 ยังมีเหล่าคนดังที่มาร่วมส่งต่อพลังบวก นำโดย พลอย–เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, เกรท–วรินทร ปัญหกาญจน์ และพอลลีน–พิมลพัชร์ ธนสุตยาภรณ์ ที่มาร่วมเป็นกระบอกเสียงรณรงค์ให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ พลอย–เฌอมาลย์ ซึ่งมีประสบการณ์ตรงจากการรักษามะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ซึ่งมาร่วมวิ่งพร้อมแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อส่งต่อกำลังใจและเชิญชวนให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ โดย เกรท–วรินทร และพอลลีน–พิมลพัชร์ มาร่วมแบ่งปันแนวคิดการดูแลตัวเองในมิติต่าง ๆ ตั้งแต่การดูแลผิวพรรณและความงาม การเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี การออกกำลังกาย ไปจนถึงการสร้างสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ พร้อมตอกย้ำว่าการดูแลตัวเองไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงามภายนอก แต่คือการใส่ใจสุขภาพจากภายในและไม่ละเลยการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของงานคือการส่งต่อแนวคิด “Early Detection Saves Lives” หรือการตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา โดยเชิญชวนผู้หญิงและคนในสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ เพราะการใส่ใจสุขภาพตั้งแต่วันนี้ไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญของการดูแลตัวเองในระยะยาว แต่ยังเป็นการส่งต่อความห่วงใยให้แก่คนรอบข้าง ผ่านการแบ่งปันความรู้ที่ถูกต้องและการสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันในสังคม ภายในงานยังมีของ รางวัลพิเศษจาก ON Running ที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรม เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ให้กับนักวิ่ง โดย ON มอบรองเท้าวิ่ง Cloud X4 มูลค่าคู่ละ 6,200 บาท ให้แก่ผู้ทำเวลาได้อันดับที่ 1-10 ของการแข่งขันระยะทาง 10 กิโลเมตร ประเภทชายและหญิง รวม 20 รางวัล ขณะที่ผู้สมัครแพ็กเกจ VIP ยังได้รับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจาก Estée Lauder Advanced Night Repair Pink Collection พร้อมสิทธิประโยชน์พิเศษตามแพ็กเกจ สะท้อนความร่วมมือของพาร์ทเนอร์ในการสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริมทั้งสุขภาพและการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม การจัดงาน “Pink Ribbon Run 2026” เป็นส่วนหนึ่งของ Breast Cancer Campaign ของเอสเต ลอเดอร์ คอมพานีส์ ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้และสนับสนุนการต่อสู้กับมะเร็งเต้านม ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันผลักดันให้การดูแลสุขภาพและการตรวจคัดกรองกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากการส่งต่อกำลังใจแล้ว การเริ่มต้นดูแลตัวเองและการแบ่งปันความรู้ที่ถูกต้องยังเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคม --- ## บีโอไอไฟเขียว ‘โตโยต้า’ ลงทุน 1,490 ล้าน ผลิต Hilux ไฮโดรเจนในไทย 3,000 คันต่อปี เริ่มปลายปี 70 URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116437 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: TopTen สรุป: ‘โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย’ เตรียมขยายการลงทุน 1,490 ล้านบาท ตั้งสายการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (FCEV) รุ่น New Hilux ที่โรงงานบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา กำลังผลิต 3,000 คันต่อปี เริ่มผลิตเดือนธันวาคม 2570 เพื่อส่งออกไปยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ต่อยอดฐานการผลิตปิกอัพเดิมสู่เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด สำหรับโครงการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) รุ่น New Hilux นับเป็นโครงการผลิตรถปิกอัพ FCEV ครั้งแรกในประเทศไทย โครงการดังกล่าวมีมูลค่าลงทุน 1,490 ล้านบาท ใช้โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นฐานการผลิต โดยมีกำลังการผลิต 3,000 คันต่อปี และคาดว่าจะเริ่มสายการผลิตใหม่ในเดือนธันวาคม 2570 ในระยะแรก รถยนต์ที่ผลิตได้ทั้งหมดจะส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ต่อยอดฐานผลิต Hilux สู่เทคโนโลยีไฮโดรเจน การลงทุนครั้งนี้เป็นการต่อยอดสายการผลิตรถปิกอัพ Hilux ที่มีอยู่เดิมในไทย โดยโตโยต้าจะปรับปรุงกระบวนการผลิตและเพิ่มสถานีงานสำหรับประกอบชิ้นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อน FCEV ทั้งถังเก็บไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และชุดควบคุมพลังงาน รวมถึงมีแผนติดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนภายในโรงงาน เพื่อรองรับการผลิตและทดสอบรถยนต์ การเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพไฮโดรเจนสะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีอยู่เดิม โดยไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถปิกอัพ Hilux ที่สำคัญของโตโยต้า มีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนและบุคลากรที่มีประสบการณ์รองรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม นายนฤตม์กล่าวว่า การลงทุนครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของโตโยต้าที่มีต่อประเทศไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดยานยนต์โลก โดยบริษัทไม่ได้จำกัดบทบาทของไทยไว้เพียงการผลิตรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีเดิม แต่ยังนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาต่อยอดเพื่อผลิตสำหรับตลาดโลกด้วย “โตโยต้ายังคงมองไทยเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ และกำลังยกระดับไทยไปสู่ฐานเทคโนโลยีใหม่ การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน แต่ยังสร้างโอกาสในการพัฒนาบุคลากร ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์แห่งอนาคต” นายนฤตม์กล่าว ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 640 ล้านบาทต่อปี อีกส่วนสำคัญของโครงการคือการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทาน โดยโตโยต้าคาดว่าจะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 640 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมระบบปรับอากาศและระบายความร้อน เบาะนั่ง ล้อและยาง ชุดสายไฟ และชิ้นส่วนภายในรถยนต์ นอกจากนี้ บริษัทมีแผนพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทย ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ระดับโลก สำหรับโตโยต้า ซึ่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานาน 64 ปี มีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 200,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่ง ได้แก่ สำโรง เกตเวย์ และบ้านโพธิ์ รวมกำลังการผลิตกว่า 770,000 คันต่อปี และมีพนักงานโดยตรงกว่า 13,000 คน โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานส่งออกรถยนต์ไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โครงการ FCEV เป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง Multi-pathway ของโตโยต้า ซึ่งมุ่งลดการปล่อยคาร์บอนผ่านเทคโนโลยีขับเคลื่อนที่หลากหลาย แทนการพึ่งพาเทคโนโลยีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว บีโอไอเดินหน้าหนุนยานยนต์หลายเทคโนโลยี บีโอไอระบุว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมุ่งรองรับเทคโนโลยีที่หลากหลาย ตั้งแต่รถยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ไมลด์ไฮบริด (MHEV) รถยนต์ไฮบริด (HEV) รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ข้อมูลบีโอไอ ณ เดือนกันยายน 2569 ระบุว่า มีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมรวม 203 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 141,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายประเภท แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง การลงทุนผลิต Hilux FCEV ของโตโยต้าจึงเป็นอีกก้าวของการขยายขอบเขตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนที่มีอยู่เดิมไปสู่เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน โดยโจทย์สำคัญต่อจากนี้คือการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและระบบสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อให้ไทยสามารถรองรับเทคโนโลยีดังกล่าวได้ในระยะยาว --- ## Café Amazon x Singha Park เชียงราย ผนึกกำลังรุกตลาดชา เปิดตัวเครื่องดื่มภายใต้ Concept “Secret Garden” นำชาไทยคุณภาพระดับโลก สู่ 3 Signature Menu URL: https://positioningmag.com/pr-news/116436 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News Café Amazon ผนึกกำลัง Singha Park เชียงราย เดินหน้ารุกตลาดชา เปิดตัวเครื่องดื่ม 3 เมนูใหม่ภายใต้ Concept “Secret Garden” ถ่ายทอดคุณภาพชาไทยจาก World Winning Tea สู่ Signature Menu ในแบบ Café Amazon ภายใต้แนวคิด “FROM WORLD WINNING TEA TO SIGNATURE MENU” นำชาไทยคุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากเวทีระดับโลก มาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มในรูปแบบใหม่ ผสานกับท็อปปิงอย่างบุกบราวชูการ์และเจลลี่ยูซุ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การดื่มชาคุณภาพและรสชาติระดับโลก ผ่าน Signature Menu ที่เข้าถึงได้ในทุกวัน การร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์ โดย Singha Park นำความเชี่ยวชาญด้านการปลูกและผลิตชา ตั้งแต่การคัดเลือกใบชาไปจนถึงกระบวนการเตรียมชา โดยมี Tea Master ผู้เชี่ยวชาญด้านชาร่วมพัฒนาคาแรกเตอร์ของชา ขณะที่ Café Amazon นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเครื่องดื่มมาต่อยอดชาแต่ละชนิดให้กลายเป็น Signature Menu ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชา และตอบโจทย์รสนิยมของลูกค้า จาก World Winning Tea สู่แก้วเครื่องดื่ม Café Amazon ชาอัสสัมจากจังหวัดน่านของ Singha Park ที่ได้รับรางวัลด้านคุณภาพระดับ Gold Award สาขา New Regions และรางวัล Highly Commended Award จากเวที The Leafies International Tea Awards 2025 ถูกนำมาต่อยอดร่วมกับ ชาการ์ดิเนีย ผ่านการรังสรรค์อย่างเชี่ยวชาญของ Tea Master สู่ 3 Signature Menu ภายใต้ Concept “Secret Garden” ที่ตั้งใจถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของชา ผ่านรสชาติและสัมผัสที่แตกต่างกันในแต่ละเมนู หัวใจของการรังสรรค์ครั้งนี้ คือการออกแบบรสชาติให้ทุกองค์ประกอบ “ดึงเสน่ห์ของกันและกันออกมา” ตั้งแต่ชา นม ไปจนถึงท็อปปิง เพื่อให้แต่ละแก้วมีรสชาติที่กลมกล่อมและมีมิติ โดยชาการ์ดิเนียที่มีกลิ่นหอมละมุน ถูกจับคู่กับนมเพื่อเติมความนุ่มและความกลมกล่อม ก่อนตัดด้วยความหวานหอมและสัมผัสหนึบหนับของบุกบราวชูการ์ ขณะที่ชาอัสสัมซึ่งมีรสเข้มและชัดเจน ถูกบาลานซ์ด้วยนมให้รสนุ่มขึ้น และเติมบุกบราวชูการ์เพื่อเพิ่มความหวานหอมและความสนุกในการเคี้ยว ส่วนชาการ์ดิเนีย เจลลี่ยูซุ ถูกดึงความหอมสดชื่นของชาออกมา ด้วยรสเปรี้ยวหวานของยูซุที่ช่วยเติมความสดใสและทำให้รสชาติของชาโดดเด่นขึ้นในทุกจิบ ถือเป็นรสชาติใหม่ที่ลงตัวในแบบของ Secret Garden ชานมการ์ดิเนีย บุกบราวชูการ์ — 70 บาท ชานมการ์ดิเนียหอมละมุน นุ่มกลมกล่อมจากนม ก่อนเจอความหวานหอมและสัมผัสหนึบหนับของบุกบราวชูการ์ ชาการ์ดิเนีย เจลลี่ยูซุ — 65 บาท ชาการ์ดิเนียหอมสดชื่น ตัดด้วยรสเปรี้ยวหวานของเจลลี่ยูซุ ให้ความสดใสและมีชีวิตชีวาในทุกจิบ ชานมอัสสัม บุกบราวชูการ์ — 70 บาท ชาอัสสัมรสเข้มและหอมชัด ผสานนมให้กลมกล่อมขึ้น เติมด้วยบุกบราวชูการ์ที่ให้ทั้งความหวานหอมและสัมผัสเคี้ยวเพลิน Secret Garden สะท้อนอีกก้าวของ Café Amazon ในการนำคุณภาพจากต้นทางที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มาต่อยอดเป็น Signature Menu ที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้ในทุกวัน จาก World Winning Tea สู่ Signature Menu ในแบบ Café Amazon โดยทุกองค์ประกอบในแต่ละแก้วผ่านการคิดและรังสรรค์อย่างตั้งใจ เพื่อให้ชา นม และส่วนผสมต่าง ๆ ช่วยดึงเสน่ห์ของกันและกันออกมาได้อย่างเต็มที่ Café Amazon ขอชวนทุกคนมาเปิดประตูสู่ “Secret Garden” แล้วค้นพบเสน่ห์ของชาไทยคุณภาพในมิติใหม่ พร้อมเลือกแก้วที่ใช่สำหรับคุณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ณ ร้าน Café Amazon ทั่วประเทศ --- ## LINE จัดกิจกรรม "ซ้อมท่วม" จับมือชุมชนหาดใหญ่เปิดพื้นที่เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ พร้อมส่งต่อทักษะรับมือน้ำท่วมสู่ทุกครอบครัว URL: https://positioningmag.com/pr-news/116435 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News LINE ประเทศไทย เดินหน้าต่อยอดโครงการ “LIFELINE พร้อมก่อนวิกฤต” จากการสร้างความตระหนักรู้เรื่องภัยพิบัติสู่การลงมือฝึกปฏิบัติจริง ผ่านกิจกรรม “ซ้อมท่วม” ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยนำประสบการณ์และองค์ความรู้จากเครือข่ายชุมชนในพื้นที่มาผสานกับการออกแบบนิทรรศการเชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้ ทดลอง และฝึกตัดสินใจรับมือสถานการณ์น้ำท่วมก่อนเกิดเหตุจริง โดยตลอด 4 วันของการจัดงาน กิจกรรมสามารถเข้าถึงประชาชนได้ถึง 9,545 ครัวเรือน สะท้อนความสำคัญของการสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติให้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ด้วยตนเอง จากการสื่อสารในยามวิกฤต สู่การสร้างความพร้อมก่อนภัยพิบัติมาถึง แนวคิดของโครงการ LIFELINE เชื่อมโยงกับจุดกำเนิดของ LINE ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในปี 2554 ที่ทำให้ระบบการสื่อสารได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันในช่วงเวลาวิกฤต เมื่อมองกลับมายังประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นแทบทุกปี LINE จึงริเริ่มโครงการ LIFELINE เพื่อผลักดันให้คนไทยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ โดยเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมผนึกความร่วมมือกับพันธมิตร 15 องค์กร และส่งเสริมการใช้เครื่องมืออย่าง LINE ALERT และ LINE Safety Check ก่อนก้าวต่อมาสู่การสร้างประสบการณ์เรียนรู้ที่ให้ประชาชนได้ลงมือปฏิบัติจริง  ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “สิ่งที่เราเห็นจากภัยพิบัติที่ผ่านมา คือหลายครั้งคนเราจะเริ่มคิดถึงการเตรียมตัวก็ต่อเมื่อสถานการณ์กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมและการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ เราจึงอยากให้คนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้และทดลองรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ล่วงหน้า เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง การมีความรู้และประสบการณ์จากการฝึกฝนจะช่วยให้เราตั้งสติ ประเมินความเสี่ยง และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราอยากเปลี่ยนจากการให้ความรู้เรื่องน้ำท่วม มาเป็นการชวนทุกคน ‘ซ้อมท่วม’ ก่อนที่จะต้องเผชิญสถานการณ์จริง” จากบทเรียนของชุมชนหาดใหญ่ สู่นิทรรศการที่ทุกคนเรียนรู้ได้ การเลือกหาดใหญ่เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากการที่ทีม LINE ได้ลงพื้นที่และพูดคุยกับเครือข่ายชุมชนก่อนหน้านี้ ทำให้พบว่าคนในพื้นที่มีทั้งประสบการณ์ตรงในการรับมือน้ำท่วมและความเข้มแข็งในการช่วยเหลือกัน ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลสถานการณ์น้ำ การพัฒนาเว็บไซต์และระบบแจ้งเตือน ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประชาชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ทำให้ LINE มองเห็นว่าองค์ความรู้ในการรับมือภัยพิบัติไม่ได้มีอยู่เฉพาะในคู่มือหรือจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ยังอยู่ในประสบการณ์ของคนที่เคยผ่านสถานการณ์จริง ซึ่งสามารถนำมาถ่ายทอดและส่งต่อให้ผู้อื่นได้เรียนรู้ กิจกรรม “ซ้อมท่วม” ครั้งนี้ ยังได้รับความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และเครือข่ายชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมส่งเสริมให้การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และนอกจากนี้มี Hatyai Connext เป็นพันธมิตรสำคัญในพื้นที่ ที่นำความเข้าใจในบริบทของเมือง ประสบการณ์ และเครือข่ายความร่วมมือในท้องถิ่น ได้แก่ โรงแรม ลี การ์เดนส์ พลาซ่า หาดใหญ่, as scene as possible, SCCCRN, มูลนิธิชุมชนสงขลา และมูลนิธิอาสาสร้างสุข มาร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของชุมชน กิจกรรมภายในนิทรรศการ ถูกออกแบบเป็นเส้นทางการเรียนรู้ต่อเนื่อง เริ่มจากการสำรวจความเสี่ยงของบ้านและครอบครัว การติดตามและประเมินข้อมูลแจ้งเตือน ก่อนเข้าสู่ฐานฝึกทักษะที่ชวนให้ทดลองลงมือทำ ทั้งการซ้อมลุยน้ำเพื่อสัมผัสความยากลำบากและเรียนรู้อันตรายจากสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็นใต้ผิวน้ำ การจัดกระเป๋าฉุกเฉินภายใต้เวลาจำกัด การฝึกผูกเชือก การเตรียมบ้านและปิดระบบสำคัญ รวมถึงการวางแผนเคลื่อนย้ายรถและเส้นทางอพยพ ปิดท้ายด้วยสถานการณ์จำลองที่ให้ผู้เข้าร่วมตัดสินใจว่าจะ “อยู่ต่อ หรือ อพยพ” โดยใช้ความรู้ที่ได้เรียนรู้ตลอดกิจกรรมมาประกอบการตัดสินใจ หัวใจสำคัญของนิทรรศการคือการทำให้ทุกคนเข้าใจว่า การรับมือน้ำท่วมไม่มีสูตรสำเร็จเดียวที่ใช้ได้กับทุกครอบครัว เพราะผู้ที่อาศัยในบ้านชั้นเดียว บ้านหลายชั้น หรือคอนโดมิเนียม ย่อมมีความเสี่ยงและข้อจำกัดต่างกัน เช่นเดียวกับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือสัตว์เลี้ยง การเตรียมพร้อมที่ดีจึงเริ่มจากการเข้าใจสถานการณ์ของตนเอง ก่อนวางแผนรับมือให้เหมาะสมกับชีวิตจริง จากผู้ร่วมกิจกรรม สู่การแบ่งปันประสบการณ์และสร้างความพร้อมให้ครอบครัว ตลอด 4 วันของการจัดงาน กิจกรรม “ซ้อมท่วม” เข้าถึงประชาชนรวม 9,545 ครัวเรือน ทั้งจากผู้ร่วมงานโดยตรงและการส่งต่อความรู้สู่สมาชิกในครอบครัว ซึ่งต่างได้รับทั้งความรู้และประสบการณ์จากการทดลองรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะกิจกรรมซ้อมลุยน้ำและจัดกระเป๋าฉุกเฉินที่ช่วยให้เห็นว่า สิ่งที่ดูเหมือนง่ายในชีวิตประจำวันอาจกลายเป็นความท้าทายในช่วงวิกฤต และการเตรียมพร้อมล่วงหน้าสามารถสร้างความแตกต่างได้ อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือการมีส่วนร่วมของ LINERs หรือพนักงาน LINE ที่ลงพื้นที่ในบทบาทจิตอาสา ร่วมแนะนำฐานกิจกรรม ถ่ายทอดความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการส่งต่อความรู้จาก LINE สู่ชุมชน แต่ยังเป็นโอกาสให้ LINERs ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของชาวหาดใหญ่ที่เคยเผชิญสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งข้อจำกัดในการเตรียมตัว การตัดสินใจท่ามกลางสถานการณ์ฉุกเฉิน และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน ทำให้พนักงานได้มองเห็นความท้าทายของการรับมือภัยพิบัติในมิติที่ลึกซึ้งกว่าการเรียนรู้ผ่านข้อมูลหรือทฤษฎี ขณะเดียวกัน การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แบ่งปันบทเรียนและแนวทางรับมือที่ใช้ได้จริง ยังช่วยสร้างความภาคภูมิใจและตอกย้ำคุณค่าขององค์ความรู้จากชุมชน ซึ่งสามารถส่งต่อเพื่อเป็นประโยชน์แก่ครอบครัวอื่น ๆ ได้ กิจกรรมจิตอาสาครั้งนี้จึงไม่เพียงสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมให้แก่ LINERs ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริง จากการซ้อมครั้งหนึ่ง สู่การสร้างวัฒนธรรมพร้อมก่อนวิกฤต กิจกรรม “ซ้อมท่วม” ที่หาดใหญ่ไม่ใช่เพียงการนำความรู้ไปถ่ายทอดให้ประชาชน แต่เป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากชุมชนที่มีประสบการณ์ตรง เข้ากับเทคโนโลยีและการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้แต่ละคนสามารถนำสิ่งที่ได้รับกลับไปเตรียมความพร้อมให้ตนเองและครอบครัว LINE ประเทศไทยยังมีแผนสานต่อโครงการ LIFELINE อย่างต่อเนื่อง โดยนำบทเรียนจากการจัดกิจกรรมไปต่อยอดในพื้นที่อื่น ๆ ตามบริบทความเสี่ยงของแต่ละชุมชน และขยายประเด็นการเรียนรู้สู่ภัยพิบัติรูปแบบต่าง ๆ ทั้งแผ่นดินไหว อัคคีภัย และดินถล่ม เพราะแม้เราอาจไม่สามารถป้องกันภัยพิบัติไม่ให้เกิดขึ้นได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและความสูญเสียได้ด้วยการเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ และนั่นคือเป้าหมายที่ LINE ต้องการผลักดันผ่าน LIFELINE ให้ความพร้อมไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อวิกฤตมาถึง แต่เป็นความรู้และทักษะที่ทุกคนได้เรียนรู้ ฝึกฝน และส่งต่อจากคนหนึ่งคนไปสู่ครอบครัว และจากครอบครัวไปสู่ความพร้อมของทั้งชุมชน --- ## มูลนิธิกสิกรไทยผนึกผู้นำระดับโลกและระดับภูมิภาคในงานคู่ขนานการประชุมประจำปี IMF– World Bank Group 2026 ร่วมกำหนดทิศทางอนาคตการกุศลแห่งเอเชีย URL: https://positioningmag.com/pr-news/116434 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News มูลนิธิกสิกรไทยร่วมกับคณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย จัดการประชุมระดับสูงที่กรุงเทพฯ ที่รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการกุศล มุ่งสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศการกุศลที่เชื่อมโยงความร่วมมือระดับประเทศสู่ระดับภูมิภาค สอดรับกับวาระสำคัญระดับประเทศของไทยทั้งทางด้านนวัตกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม มูลนิธิกสิกรไทย ร่วมกับ คณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย (The Commission on Asian Philanthropy) จัดงาน “Asia’s Philanthropic Future: Catalyzing Growth and Partnership” เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ในฐานะงานคู่ขนานอย่างเป็นทางการ (Official Side Event) ของการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) โดยได้รับเกียรติจากผู้กำหนดนโยบายระดับสูง ผู้นำด้านการพัฒนาระดับโลก องค์กรการกุศล ตลอดจนผู้บริหารภาคธุรกิจกว่า 100 ท่าน เพื่อสนับสนุนกลไกในการขับเคลื่อนความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการเปิดตัว รายงานฉบับเฉพาะกาล (Interim Report) ของคณะกรรมาธิการฯ  ฉบับภาษาไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งรายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของเงินทุนเพื่อการกุศลในภูมิภาคที่จะช่วยสนับสนุนวาระการพัฒนาแห่งชาติ โดยจากการประมาณการของคณะกรรมาธิการ พบว่ายอดเงินบริจาคภายในเขตอำนาจรัฐภายในขอบเขตของคณะกรรมาธิการมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.9 ล้านล้านบาท) ณ ปี 2567 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเทียบเท่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 35 ล้านบาท) ภายในทศวรรษข้างหน้า นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังนำเสนอข้อมูลและแนวปฏิบัติ (playbook) ภายใต้บริบทของประเทศและเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ในภูมิภาคให้แก่ผู้กำหนดนโยบายและองค์กรการกุศลของไทย เพื่อให้การบริจาคเพื่อการกุศลสามารถสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาของประเทศได้ดียิ่งขึ้น ในการปาฐกถาพิเศษ ฯพณฯ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้นำเสนอประเด็นความต้องการด้านการพัฒนาของประเทศ (Demand Side) ซึ่งเป็นด้านที่ความร่วมมือเพื่อสาธารณกุศลมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญ ได้แก่ การรักษาธรรมชาติและพัฒนาชุมชนฐานราก ซึ่งเป็นด้านที่เงินทุนภาคเอกชนที่มีความยืดหยุ่นและมุ่งสนับสนุนผลลัพธ์ในระยะยาว สามารถช่วยต่อยอดและขยายผลโครงการริเริ่มของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่า สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และหน่วยงานด้านนวัตกรรม จะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการสนับสนุนเพื่อสาธารณกุศลให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพและการสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาที่สามารถขยายผลได้ในวงกว้าง นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการมูลนิธิกสิกรไทย กล่าวว่า เจตนารมณ์ที่ดีจะสร้างผลลัพธ์ได้กว้างไกลยิ่งขึ้น เมื่อมีระบบที่ดีคอยสนับสนุน และจากการดำเนินงานของมูลนิธิกสิกรไทย ผสานความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชีย เรากำลังนำองค์ความรู้ระดับภูมิภาคเข้ามาสู่การหารือที่ตอบโจทย์บริบทของประเทศ พร้อมนำศักยภาพและเครือข่ายที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน มาร่วมแก้ไขความท้าทายที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย ด้าน ดร. กาเบรียล เหลียง ผู้อำนวยการ Institute of Philanthropy และนายอิชิโร คาบาซาวะ กรรมการบริหาร มูลนิธินิปปอน ในฐานะประธานร่วม (Co-Convenors) ของคณะกรรมาธิการฯ ได้ร่วมเน้นย้ำถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ใช้ร่วมกันและเครือข่ายความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคที่คณะกรรมาธิการการกุศลแห่งเอเชียได้สร้างขึ้น รวมถึงแนวทางที่สิ่งเหล่านี้จะช่วยหนุนเสริมให้ความร่วมมือและการลงมือปฏิบัติทั่วเอเชียเข้มแข็งยิ่งขึ้น ดร. เซียว ลี่หมิง เลขาธิการ Tencent Charity Foundation ได้ยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีดิจิทัลหลักมาใช้เชื่อมโยงชุมชนและลดต้นทุนของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นของสังคมในระยะยาว ผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และองค์กรทางสังคม ขณะที่ นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย ได้นำเสนอโมเดล “น่านแซนด์บอกซ์” (Nan Sandbox) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการนำศักยภาพและความเชี่ยวชาญของภาคธุรกิจมาสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงการฟื้นฟูผืนป่าเข้ากับการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนของคนในพื้นที่ การศึกษาของเยาวชน และการดูแลสุขภาพของชุมชน ทั้งนี้ การดำเนินงานของโครงการน่านแซนด์บอกซ์นับเป็นต้นแบบสำคัญในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่าและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาระดับสูง โดยได้รับเกียรติจาก นายอาร์ตูโร ฟรังโก ผู้อำนวยการสำนักงานกลยุทธ์กลุ่ม ธนาคารโลก ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) NG Boon Heong กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิเทมาเส็ก และ Siti Kamariah Ahmad Subki กรรมการผู้จัดการและทรัสตี มูลนิธิยาซัน ฮาซานาห์ ซึ่งผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องว่า คุณค่าที่แท้จริงของงานการกุศลนั้นไปไกลกว่าการให้ทุน โดยอยู่ที่การนำสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น เครือข่ายของภาคธุรกิจและความไว้วางใจจากชุมชน มาใช้ประสานทรัพยากรและหนุนเสริมการดำเนินงานของภาครัฐ นอกจากนี้ ผู้ร่วมเสวนายังสรุปว่า การต่อยอดโครงการนำร่องในระดับท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จไปสู่แนวทางแก้ไขในระดับระบบอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือตั้งแต่เนิ่น ๆ ระหว่างภาคเอกชน ชุมชน และภาครัฐ เพื่อวางแนวทางการจัดหาเงินทุนระยะยาวที่เป็นไปได้จริง งานปิดท้ายด้วยการกล่าวสุนทรพจน์พิเศษโดย นายเฉิน กว่างเจ๋อ รองประธานฝ่าย Planet กลุ่มธนาคารโลก ซึ่งได้กล่าวถึงความร่วมมือสำคัญระหว่างธนาคารโลก มูลนิธิกสิกรไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในการนำร่องจัดทำบัญชีทุนธรรมชาติ (Natural Capital Accounting) ในจังหวัดน่าน “งานการกุศลมีศักยภาพเฉพาะตัวในการทดลองสิ่งใหม่ บ่มเพาะความสัมพันธ์กับชุมชน และสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จำเป็นต่อการดึงดูดเงินทุนจากภาครัฐและภาคเอกชนในวงกว้างยิ่งขึ้น” นายเฉินกล่าว --- ## ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ ไมเนอร์ ฟู้ด เปิดตัว Corporate Franchisee Model ครั้งแรก ผนึกกำลังขับเคลื่อน Happy & Healthy Mall สู่การเป็น Food & Lifestyle Destination URL: https://positioningmag.com/pr-news/116433 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส”  จับมือ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Minor Food หนึ่งในผู้นำธุรกิจร้านอาหาร ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เปิดตัวโมเดล Corporate Franchisee ร่วมกันเป็นครั้งแรก ผสานจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของทั้งสององค์กร เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ และต่อยอดประสบการณ์ด้านอาหารและไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้าและผู้ใช้บริการ นำ 5 แบรนด์ยอดนิยม ได้แก่ Dairy Queen, Swensen’s, GAGA, Bonchon และ Steak & More เพื่อเพิ่มทางเลือกและความหลากหลายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมเตรียมขยายโมเดลไปยังสาขาศักยภาพของโลตัสและแม็คโครทั่วประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ Happy & Healthy Mall เพื่อสร้างพื้นที่ความสุขของชุมชน นางสาวเบญจวรรณ อ่องศรี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งอย่างไมเนอร์ ฟู้ด ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนา Happy & Healthy Mall โดยความร่วมมือในโมเดล Corporate Franchisee ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยนำจุดแข็งด้านเครือข่ายสาขา พื้นที่ และฐานลูกค้า มาผสานกับความแข็งแกร่งด้านแบรนด์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจอาหารของไมเนอร์ ฟู้ด เพื่อสร้างการเติบโตในรูปแบบใหม่ และยกระดับ Food & Lifestyle Destination ให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าในทุกช่วงวัย” นายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไมเนอร์ ฟู้ด และซีพี แอ็กซ์ตร้า มีความร่วมมือกันมาอย่างยาวนาน และการเปิดตัว Corporate Franchisee ในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดความร่วมมือสู่รูปแบบใหม่ โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจอาหาร การบริหารร้าน และระบบแฟรนไชส์ ของไมเนอร์ ฟู้ด เข้ากับเครือข่ายสาขาและฐานลูกค้าของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า พร้อมนำแบรนด์ที่มีศักยภาพและเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ภายใต้โมเดล Corporate Franchisee ครั้งนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า จะเป็นผู้ลงทุนและผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ (Franchisee) โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายสาขากว่า 2,650 สาขา และฐานลูกค้าที่หลากหลาย ขณะที่ไมเนอร์ ฟู้ด จะเป็นผู้บริหารร้านและควบคุมการดำเนินงานตามมาตรฐานของแต่ละแบรนด์ พร้อมสนับสนุนด้วยความเชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจร้านอาหารและประสบการณ์ด้านแฟรนไชส์จากเครือข่ายร้านอาหารกว่า 3,000 สาขาใน 25 ประเทศทั่วโลก การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา Happy & Healthy Mall ของซีพี แอ็กซ์ตร้า โดยเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแกน Food & Lifestyle Destination ผ่านการนำแบรนด์ที่มีศักยภาพเข้ามาเติมเต็มความหลากหลายด้านอาหารและไลฟ์สไตล์ เพื่อเป็น Traffic Anchor ดึงดูดลูกค้าและเพิ่มเหตุผลในการเข้ามาใช้บริการและใช้เวลาในศูนย์การค้ามากขึ้น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแต่ละวัน พร้อมเสริมศักยภาพของสาขาในระยะยาว ความร่วมมือในรูปแบบ Corporate Franchisee ครั้งนี้ จึงไม่เพียงเพิ่มทางเลือกด้านอาหารและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายให้กับลูกค้า แต่ยังช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่และเพิ่มเหตุผลในการเข้ามาใช้เวลาในศูนย์การค้ามากขึ้น เสริมศักยภาพของสาขาและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับทั้งสององค์กร พร้อมสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า พันธมิตร และชุมชน และวางรากฐานการเติบโตร่วมกันในระยะยาว --- ## เต็ดตรา แพ้ค เสริมศักยภาพผู้ผลิตไทยด้วยเทคโนโลยีการผสม High Shear Mixing เร่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด URL: https://positioningmag.com/pr-news/116432 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News ปัจจุบันผู้ผลิตไทยกำลังขยายกำลังการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม  เต็ดตรา แพ้ค จึงนำเสนอศักยภาพของเทคโนโลยี High Shear Mixing ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่ามีส่วนช่วยให้ผู้ผลิตสามารถควบคุมกระบวนการผสมได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังรักษาสามารถคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผ่านงานสัมมนา “Advancing Mixing Performance Through Proven Technology” ซึ่งจัดขึ้น ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่างวันที่ 15–16 ตุลาคม ข้อมูลจาก Innova Market Insights ระบุว่า รสชาติและกลิ่นรสยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มของผู้บริโภคไทย สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารปรุงสำเร็จ ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับรสชาติ ผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากเรียบง่าย รวมถึงส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อความหลากหลายและความแปลกใหม่ของผลิตภัณฑ์ก็มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อเช่นกัน [1] เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ผลิตจำเป็นต้องพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย พร้อมควบคุมกระบวนการผลิตอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะกระบวนการผสม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อผลิตภัณฑ์โดยตรงทั้งในด้านคุณภาพ เนื้อสัมผัส ความคงตัว และรูปลักษณ์ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ของส่วนผสมในระหว่างการผลิต สุรพงศ์ กอบประดิษฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิต บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การผสมอาจดูเป็นกระบวนการที่ไม่ซับซ้อน แต่จริงๆ แล้ว การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยในกระบวนการผสมก็สามารถส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป การสาธิตการทำงานของเครื่องกับส่วนผสมจริงช่วยให้ผู้ผลิตของไทยได้เห็นผลที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผสมได้แบบเรียลไทม์ สามารถสอบถามผู้เชี่ยวชาญของเราได้ทันที และหารือถึงแนวทางนำข้อสังเกตและเทคโนโลยีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง การได้พูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง และเรียนรู้จากกันและกันเช่นนี้ คือสิ่งที่เราอยากเห็นเกิดขึ้นจากงานสัมมนาครั้งนี้” ภายในงานสัมมนา เต็ดตรา แพ้ค ได้สาธิตการทำงานของ เครื่องผสม Tetra Pak® High Shear Mixer รุ่น B200-250VAA ในหลากหลายการใช้งาน อาทิ การผลิตมายองเนสและซอสพริก โดยเทคโนโลยีการผสมนี้ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถควบคุมการกระจายตัวของส่วนผสม การทำอิมัลชัน และการผสมส่วนผสมต่าง ๆ ให้เข้ากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ในแต่ละสูตร การผสมรูปแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันด้านการแปรรูปของเต็ดตรา แพ้ค ซึ่งครอบคลุมเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญด้านการผสม การรวมส่วนผสม การกำหนดสูตร และการให้ความร้อนตลอดกระบวนการผลิตอาหาร โดยในงานสัมมนา ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการผลิตของเต็ดตรา แพ้ค ได้นำประสบการณ์และความรู้เชิงเทคนิคมาแลกเปลี่ยนมุมมองและให้คำแนะนำแก่โจทย์ของผู้เข้าร่วมงานแต่ละราย ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการขยายการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม การสาธิตในงานดังกล่าว ยังครอบคลุมถึงการผสมในหมวดหมู่ที่มีความซับซ้อนอื่น ๆ อย่าง อาหารเปียกสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งประกอบด้วยส่วนผสมหลากหลายประเภท ทั้งเนื้อสด ผง เส้นใย โปรตีน และส่วนผสมที่ไวต่อความร้อน ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น ครีม โลชั่น เจล และอิมัลชัน นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่าการควบคุมแรงเฉือน การกระจายตัวของส่วนผสมอย่างมีประสิทธิภาพ และการกวนที่ปรับได้อย่างยืดหยุ่น สามารถช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีความสม่ำเสมอและคงตัว พร้อมลดการแทรกตัวของอากาศและลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ระหว่างกระบวนการผลิตได้อย่างไร การใช้งานกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี High Shear Mixing รวมถึงศักยภาพในการทำงานร่วมกับโซลูชันและเทคโนโลยีด้านการแปรรูปอื่น ๆ ของเต็ดตรา แพ้ค ด้วยความสามารถในการจัดการกับส่วนผสมหลายประเภท ในรูปแบบที่ต่างกันไป ตั้งแต่วัตถุดิบที่เป็นของเหลว ของหนืด ชิ้นเนื้อไปจนถึงวัตถุดิบแบบผง และทำงานร่วมกับกระบวนการอื่น เช่น กระบวนการให้ความร้อนในการฆ่าเชื่อ เทคโนโลยีดังกล่าวจึงสามารถรองรับความต้องการด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน ช่วยให้ผู้ผลิตไทยมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการพัฒนาและขยายการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันกระบวนการผลิตอาหารสำเร็จรูป และเครื่องผสม Tetra Pak® High Shear Mixers ได้ที่ เว็บไซต์ของเต็ดตรา แพ้ค --- ## THE PALM ผนึก Be Fit Club และ รพ.วิมุต พหลโยธิน ส่งต่อประสบการณ์ Luxury Wellness จากผู้เชี่ยวชาญถึงลูกบ้าน เติมเต็มความหมายของ Lifetime Well-Living ในทุกวัน URL: https://positioningmag.com/pr-news/116431 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News THE PALM โครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม เดินหน้าถ่ายทอดนิยาม “Lifetime Well-Living อยู่ดี...ทั้งชีวิต ” ผ่านการรังสรรค์ Luxury Wellness Experience จับมือ Be Fit Club และ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เปิดพื้นที่ต้อนรับลูกบ้านและแขกคนสำคัญ ร่วมสัมผัสประสบการณ์การดูแลสุขภาพระดับเอ็กซ์คลูซีฟที่ถูกออกแบบมาให้เกิดขึ้นได้จริง “ถึงที่บ้าน” ตั้งแต่การออกกำลังกาย การพักผ่อน ไปจนถึงการทำความเข้าใจสุขภาพของตัวเองอย่างลึกซึ้งจากแพทย์เฉพาะทาง และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เติมเต็มทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิตให้สมดุลในทุกวัน เพราะ THE PALM เชื่อว่า “บ้านที่ดี” ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน การยกระดับคุณภาพชีวิตในครั้งนี้สะท้อนผ่าน 3 แกนหลักของการอยู่อาศัยที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด “Well Home” ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตในระยะยาว ออกแบบทุกองค์ประกอบให้โอบล้อมด้วยธรรมชาติ เปิดรับพลังงานบริสุทธิ์ พร้อมสเปซสำหรับพักผ่อนและเติมพลังกาย-ใจของทุกคนในครอบครัว “Well Care” เสิร์ฟนวัตกรรมและการดูแลสุขภาพเชิงลึก ส่งตรงองค์ความรู้จากแพทย์เฉพาะทางและผู้เชี่ยวชาญถึงในโครงการ เพื่อให้เรื่องการดูแลตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และ “Well Community” ออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้รองรับไลฟ์สไตล์ของคนทุกเจเนอเรชัน พร้อมจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ชวนลูกบ้านออกมาใช้ชีวิต พบปะ แลกเปลี่ยน และดูแลสุขภาพไปด้วยกันอย่างลงตัว สำหรับกิจกรรม THE PALM x Be Fit Club x ViMUT ในครั้งนี้ ได้ถ่ายทอดการดูแลสุขภาพผ่าน 3 ประสบการณ์ไฮไลต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ได้แก่ Well-Being Space Experience เปิดมุมมองใหม่ของการใช้พื้นที่เพื่อสุขภาวะที่ดี เชื่อมโยงสเปซภายในบ้านสู่พื้นที่ส่วนกลางระดับพรีเมียมของ THE PALM ไม่ว่าจะเป็น Clubhouse, Wellness Lounge, Pilates Studio และ Private Spa ที่ถูกดีไซน์มาเพื่อรองรับทั้งการผ่อนคลาย การดูแลตัวเอง และการสร้าง Active Lifestyle ได้อย่างเป็นธรรมชาติ Exclusive Workout Class with โค้ชเจส จาก Be Fit Club คลาสออกกำลังกายโดย โค้ชเจส เทรนเนอร์ส่วนบุคคลชื่อดังผู้ได้รับการรับรองระดับสากล (Certified Exercise Nutrition Coach) และผู้นำคอมมูนิตี้ Be Fit Club ที่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ ส่งต่อเทคนิคการออกกำลังกายที่สนุก เข้าถึงง่าย และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อเปลี่ยนการดูแลสุขภาพให้กลายเป็นความสุขในทุกๆ วัน ViMUT Metabolism Check ชวนลูกบ้านมาเช็กอินสุขภาพจากภายในด้วยการตรวจวิเคราะห์ระบบเผาผลาญ, วิเคราะห์องค์ประกอบร่างกายด้วยเครื่อง InBody และตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด (DTX) โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน พร้อมร่วมฟัง Wellness Talk สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ นพ.ปริญญา สมัครการไถ และ นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ที่มาร่วมเจาะลึกความรู้เรื่องระบบเผาผลาญ ช่วยให้ลูกบ้านเข้าใจร่างกายตัวเองอย่างแม่นยำ เพื่อวางแผนดูแลสุขภาพให้ฟิตและเฟิร์มเข้ากับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวได้อย่างตรงจุด นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความหมายของ “Lifetime Well-Living อยู่ดี...ทั้งชีวิต” ในแบบฉบับของ THE PALM ที่มอง Well-Living ไม่ใช่เพียงกิจกรรมชั่วคราว แต่เป็นการถอดรหัสความสุขเพื่อเชื่อมโยง “บ้าน สุขภาพ และคอมมูนิตี้” ให้กลายเป็นจังหวะชีวิตที่ลงตัวในทุกๆ วัน THE PALM พร้อมเดินหน้าส่งต่อประสบการณ์ “Lifetime Well-Living อยู่ดี...ทั้งชีวิต” ผ่านกิจกรรมพิเศษและเอกสิทธิ์เฉพาะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การมีสุขภาพดีและคุณภาพชีวิตที่พรีเมียมเกิดขึ้นได้จริงที่บ้านคุณ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเยี่ยมชมโครงการจากแบรนด์ THE PALM พร้อมติดตามข่าวสาร กิจกรรม และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ได้ที่ www.pruksa.com หรือ Facebook: THE PALM และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 1739 --- ## กลุ่มบริษัทพราว เปิดตัว BASE CAMP HOTEL HUA HIN คอนเซ็ปต์ “Sport & Active Lifestyle Hotel” ชูแนวคิด STAY • PLAY • RECHARGE ปักหมุดหัวหินสู่ Sport Destination URL: https://positioningmag.com/pr-news/116430 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News BASE CAMP HOTEL HUA HIN (เบส แคมป์ โฮเทล หัวหิน) บริหารงานโดย กลุ่มบริษัทพราว เปิดตัวโรงแรมรูปแบบใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Sport Active Lifestyle Hotel” ผสานการพักผ่อน กีฬา และกิจกรรมไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “STAY • PLAY • RECHARGE – THIS IS YOUR BASE.” มอบประสบการณ์การเข้าพักที่มากกว่าการพักผ่อนทั่วไป พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกตอบโจทย์สาย Active อาทิ Game Room, Heated Recovery Pool และ Ice Bath ด้วยห้องพักจำนวน 51 ห้อง ราคาเริ่มต้นเพียง 900 บาท รองรับทั้งนักท่องเที่ยว กลุ่มเพื่อน ครอบครัว ตลอดจนนักกีฬาและทีมกีฬาที่เดินทางมาฝึกซ้อมหรือจัด Training Camp พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยผลักดันหัวหินสู่การเป็น Sport Destination BASE CAMP HOTEL HUA HIN ได้รับการออกแบบโดยนำแรงบันดาลใจจากโลกของกีฬามาผสมผสานกับบรรยากาศการพักผ่อนที่ทันสมัย ถ่ายทอดผ่านการตกแต่งและพื้นที่ใช้สอยที่มีสีสันสดใส มีชีวิตชีวา และเป็นกันเอง สร้างความรู้สึกเสมือน Playground สำหรับการใช้เวลาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมกับกลุ่มเพื่อน การทำกิจกรรมกับครอบครัว หรือการผ่อนคลายหลังออกกำลังกาย โดยชื่อ “BASE CAMP” สื่อถึงพื้นที่สำหรับพัก เติมพลัง และเตรียมความพร้อมก่อนออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ สอดคล้องกับแนวคิด STAY – พักผ่อนอย่างเต็มที่, PLAY – สนุกกับกิจกรรมที่ชื่นชอบ และ RECHARGE – เติมพลังให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป อีกหนึ่งไฮไลต์ของโรงแรมคือสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อนและไลฟ์สไตล์สาย Active อาทิ Game Room พร้อม PlayStation 5 และ Nintendo Switch สำหรับกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน Heated Recovery Pool บ่อน้ำอุ่นเพื่อการผ่อนคลาย และ Ice Bath อ่างแช่น้ำเย็นเพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกาย เติมเต็มประสบการณ์การเข้าพักที่ผสานความสนุก การพักผ่อน และการดูแลสุขภาพไว้ในที่เดียว นอกจากนี้ โรงแรมยังมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการพบปะสังสรรค์ พื้นที่รับประทานอาหาร และห้องอเนกประสงค์รองรับได้สูงสุด 150 คน เหมาะสำหรับการจัดประชุม เวิร์กช็อป กิจกรรม Team Building และการเดินทางแบบหมู่คณะ ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวและกลุ่มองค์กรที่มองหาที่พักพร้อมพื้นที่จัดกิจกรรมครบครันในแห่งเดียว สำหรับห้องพักทั้ง 51 ห้อง ออกแบบให้ตอบโจทย์การเข้าพักที่หลากหลาย แบ่งเป็นห้องพักสำหรับ 2 ท่าน ได้แก่ Double Play Room ห้องพักเตียงคู่ และ Player King Room ห้องพักเตียงคิงไซซ์ พร้อมห้องน้ำส่วนตัว และห้องพักสำหรับ 4 ท่าน ได้แก่ Team Bunk Room ห้องพักเตียงสองชั้น พร้อมห้องอาบน้ำส่วนกลาง เหมาะสำหรับกลุ่มเพื่อน ครอบครัว และทีมกีฬา โดยห้องพักทุกประเภทเน้นความเรียบง่าย สะดวกสบาย และคุ้มค่า ในราคาเริ่มต้นเพียง 900 บาท ตอบโจทย์การพักผ่อนที่เข้าถึงได้สำหรับนักเดินทางทุกกลุ่ม อีกหนึ่งจุดเด่นของ BASE CAMP HOTEL HUA HIN คือทำเลที่ตั้งในย่านหนองแก อำเภอหัวหิน ใกล้แหล่งท่องเที่ยวและสถานที่จัดกิจกรรมสำคัญ อาทิ สวนน้ำวานา นาวา วอเตอร์ จังเกิ้ล, อารีน่า หัวหิน สปอร์ตคลับ, ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน, ตลาดซิเคด้า และตลาดแทมมารีน รวมถึงสนามฟุตบอลและพื้นที่กิจกรรมกีฬาในบริเวณใกล้เคียง ช่วยให้ผู้เข้าพักสามารถเชื่อมต่อการท่องเที่ยว กีฬา และไลฟ์สไตล์ได้อย่างสะดวก การเปิดตัวโรงแรมยังสอดรับกับเทรนด์ Sport Tourism และ Active Lifestyle ที่นักเดินทางยุคใหม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าการพักผ่อนเพียงอย่างเดียว โดยมุ่งตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยว กลุ่มเพื่อน ครอบครัว ทีมกีฬา และกลุ่มองค์กร พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมศักยภาพหัวหินสู่การเป็น Sport Destination ที่ครบครันทั้งด้านกีฬาและการท่องเที่ยว BASE CAMP HOTEL HUA HIN เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ตุลาคม 2569 พร้อมต้อนรับนักเดินทางสู่ประสบการณ์การพักผ่อนรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “STAY • PLAY • RECHARGE – THIS IS YOUR BASE.” พื้นที่แห่งการพักผ่อน ความสนุก และการเติมพลังสำหรับทุกการเดินทาง สำรองห้องพักและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.basecamphuahin.com --- ## Cardster เปิดโลก “การ์ดสะสมหลักล้าน” ไขเบื้องหลังคุณค่าที่มากกว่าราคา จาก Passion สู่ Collectible Culture ของคนรุ่นใหม่ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116429 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News เคยสงสัยไหมว่า ทำไม “การ์ด” ใบหนึ่ง ที่ดูเหมือนกระดาษธรรมดา จึงสามารถกลายเป็นของสะสมที่บางคนยอมจ่ายเงินหลักล้านเพื่อครอบครอง และอะไรทำให้การ์ดบางใบกลายเป็นของที่นักสะสมทั่วโลกต่างต้องการ? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “ราคา” เพียงอย่างเดียว เบื้องหลังการ์ดสะสมหนึ่งใบมีองค์ประกอบมากมาย ตั้งแต่ความหายาก (Rarity) ความนิยม (Popularity) สภาพของการ์ด (Condition) เรื่องราวและประวัติที่อยู่เบื้องหลัง (Story & History) ไปจนถึงความต้องการและคุณค่าที่เกิดขึ้นในกลุ่มนักสะสม สิ่งเหล่านี้ล้วนมีส่วนทำให้การ์ดแต่ละใบมีความหมายแตกต่างกันออกไป จากจุดเริ่มต้นที่อาจจะมาจาก “ความชอบ” ในตัวละคร เกม กีฬา หรือเรื่องราวบางอย่าง การสะสมสามารถพัฒนาไปสู่การค้นหา การแลกเปลี่ยน และการเชื่อมต่อกับผู้คนที่มีความสนใจเดียวกัน จนเกิดเป็น Community และวัฒนธรรมของการสะสม หรือ Collectible Culture จาก “กระดาษหนึ่งใบ” สู่ของสะสมหลักล้าน อะไรเป็นตัวกำหนดคุณค่า? ความหายาก (Rarity) เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ การ์ดที่ผลิตในจำนวนจำกัดหรือหาได้ยากย่อมสร้างความสนใจในหมู่นักสะสม ขณะที่ ความนิยม (Popularity) ของตัวละคร นักกีฬา เกม หรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการ์ด ก็สามารถมีส่วนสร้างความต้องการได้เช่นเดียวกัน อีกองค์ประกอบคือ สภาพของการ์ด (Condition) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่นักสะสมให้ความสำคัญ นอกจากนี้ เรื่องราวและประวัติ (Story & History) ที่อยู่เบื้องหลังการ์ดยังช่วยสร้างความหมายที่แตกต่างออกไปให้กับการ์ดแต่ละใบ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Community และ Demand เพราะท้ายที่สุดแล้ว โลกของ Collectibles จะมีความหมายได้ก็เมื่อมีผู้คนที่มองเห็นคุณค่า สนใจ และต้องการเชื่อมต่อกับของสะสมเหล่านั้น คุณอภิสัณห์ วงษ์ภิญญาวัธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ การ์สเตอร์ จำกัด และผู้จัดงาน Bangkok International Card Show กล่าวว่า “การ์ดสะสมทุกใบไม่ได้มีเพียงคุณค่าหรือมูลค่าทางการตลาดเท่านั้นแต่มีคุณค่าทางจิดใจ ทั้งในแง่มุมของความหายาก เรื่องราว ความทรงจำ และประสบการณ์ส่วนตัวของนักสะสมที่มีร่วมกับการ์ด ตัวละครหรือบุคคลในการ์ดใบนั้นๆ สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ที่ทำให้โลกของ Collectible Cards มีความน่าสนใจไม่เหมือนใครและมีเสน่ห์สำหรับนักสะสมจากทั่วทุกมุมโลกเสมอ” เพราะ “ราคา” และ “คุณค่า” อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หากมองจากภายนอก โลกของ Collectible Cards อาจถูกเชื่อมโยงกับเรื่อง “ราคา” โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวเกี่ยวกับการ์ดหายากที่มีมูลค่าสูง แต่สำหรับนักสะสมแล้ว การ์ดที่ “มีค่าที่สุด” อาจไม่จำเป็นต้องเป็นการ์ดที่ “แพงที่สุด” เสมอไป การ์ดใบสำคัญของใครบางคนอาจเป็นการ์ดใบแรกที่ทำให้เขาเริ่มต้นสะสม อาจเป็นตัวละครหรือนักกีฬาที่ชื่นชอบมาตั้งแต่วัยเด็ก หรืออาจเป็นการ์ดที่ใช้เวลาตามหามานานและมีเรื่องราวส่วนตัวอยู่เบื้องหลัง นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมคำว่า Value ในโลกของ Collectibles จึงมีมิติที่กว้างกว่าราคาซื้อขาย “สำหรับ Card Collector การ์ดที่มีค่าที่สุดอาจไม่ใช่ใบที่แพงที่สุดในคอลเลคชั่นสะสม แต่อาจเป็นใบแรกที่นักสะสมได้มา ใบที่ตามหามาหลายปีหรือใบที่มีเรื่องราวบางอย่างในความทรงจำของนักสะสม และนี่คือเสน่ห์ของ Collectible Cards ที่ราคาไม่ได้ชี้วัดคุณค่าเสมอไป” อภิสัณห์กล่าว เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ได้เพียง “สะสม” แต่กำลังมองหา Experience และ Community อีกหนึ่งมิติที่ทำให้โลกของ Collectible Cards น่าสนใจ คือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ การสะสม จุดเริ่มต้นของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนเริ่มต้นจากตัวละครที่ชื่นชอบ บางคนสนใจเกม กีฬา หรือ Pop Culture ขณะที่บางคนหลงใหลในความสนุกของการค้นหาการ์ดที่ต้องการ จากคำว่า “ชอบ” จึงนำไปสู่การ “สะสม” และเมื่อผู้สะสมเริ่มพบกับคนที่มีความชอบเดียวกัน การสะสมก็สามารถกลายเป็นกิจกรรมทางสังคมที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ทั้งผ่านการพูดคุย การค้นหา การแลกเปลี่ยน และการแบ่งปันเรื่องราวของ Collection ของแต่ละคน จากกิจกรรมที่ดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนบุคคล จึงสามารถพัฒนาไปเป็น Community ที่มี Passion ร่วมกันได้ Cardster กับแนวคิดทำให้โลก Collectibles เป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ท่ามกลางความสนใจที่เกิดขึ้น Cardster ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โลกของ Collectibles เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักสะสมที่อยู่ในวงการมานานหรือคนที่เพิ่งเกิดความสนใจและกำลังมองหาจุดเริ่มต้นของตัวเอง แนวคิดสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่การมองการ์ดเป็น “สินค้า” แต่คือการสร้างประสบการณ์ในการสะสม ความสนุกสนานและการสร้าง Community ของนักสะสมในระดับนานาชาติเพื่อเป็นพื้นที่ให้กับนักสะสมชาวไทยและชาวต่างชาติได้มาร่วมสนุก พบปะพูดคุย ซื้อ-ขาย และแลกเปลี่ยนการ์ดสะสม อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้และความชื่นชอบของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกันอีกด้วย Bangkok International Card Show ที่ที่ Passion และ Community เจอกัน หนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือ Bangkok International Card Show ซึ่งเปิดโอกาสให้คนที่มีความสนใจในโลกของการ์ดและ Collectibles ได้มาพบปะและสัมผัสบรรยากาศของ Community อย่างใกล้ชิด Cardster มองว่างานในลักษณะนี้สามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการเป็นพื้นที่สำหรับการ์ด แต่ยังเป็นจุดนัดพบของ Passion ที่หลากหลาย ให้ทั้งคนที่อยู่ในวงการและคนที่เพิ่งเริ่มสนใจได้เข้ามาทำความรู้จักกับโลก Collectibles ผ่านประสบการณ์จริง “Bangkok International Card Show” เกิดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้กับนักสะสมชาวไทย และจากทั่วทุกมุมโลกได้มาพบปะ พูดคุย และแชร์ประสบการณ์เรื่องการ์ดสะสม พร้อมทั้งซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนการ์ดสะสม นอกจากนี้ยังได้สัมผัส "THE ONE OF ONE EXPERIENCE" ประสบการณ์ใหม่ที่ผสานวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและเอกลักษณ์ของความเป็นไทยควบคู่ไปกับโลกของการ์ดสะสมอีกด้วย ท้ายที่สุดนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมมือใหม่หรือมือเก๋า พื้นที่ Bangkok International Card Show เปิดกว้างให้กับผู้คนในทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Community นี้ และได้รับประสบการณ์สุดพิเศษในโลกของการสะสมไปด้วยกันครับ” อภิสัณห์กล่าวทิ้งท้าย --- ## เบื้องหลัง Marshall ยุคใหม่ ขยายพอร์ตทั้งสินค้า ทั้งราคาให้เข้าถึงง่าย พร้อมสร้าง Music Ecosystem รุกตลาดในไทย URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116428 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: Lupang สรุป: เมื่อแบรนด์ระดับโลกอย่าง Marshall ไม่ได้มองไทยเป็นแค่ตลาด แต่คือศูนย์กลางทางดนตรีแห่งใหม่ เจาะเบื้องหลังแบรนด์เครื่องเสียงระดับตำนานที่กำลังรีเฟรชแบรนด์เพื่อมัดใจกลุ่ม Gen Z และ Alpha ที่นอกจากเปลี่ยนลุคด้วยดีไซน์สีสันสดใส การขยายพอร์ตสินค้า พร้อมเคาะราคาเริ่มต้นเบาๆ แล้ว ความน่าสนใจ คือ การสร้าง Music Ecosystem เชื่อมโยงผู้คน ดนตรีและแบรนด์ผ่านแคมเปญหรือจัดกิจกรรมต่างๆ  รวมถึงเลือก ‘ไทย’ เป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในโลก เปิดตัว Marshall Livehouse เพื่อผลักดันศิลปินไทยสู่ระดับโลก ทำไมต้องเป็น ‘ประเทศไทย’ ? ปัจจัยหลักที่เลือกบ้านเรา เป็นจุดเริ่มต้น Marshall Livehouse ทาง ‘ หทัยชนก อรรถบุรานนท์’ Head of Music and Culture Marshall Livehouse บอกว่า เพราะไทย เป็นตลาดที่แข็งแกร่งแห่งหนึ่งของ Marshall ในภูมิภาคเอเชียทั้งด้านภาพลักษณ์และยอดขาย โดยติด Top 3 เป็นรองเพียงแค่จีนและอินเดียเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมาจากอินไซต์ที่พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยมีความเปิดกว้างในการรับฟังสิ่งใหม่ๆ และพร้อมที่จะสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่อย่างเหนียวแน่น ซึ่งแตกต่างจากตลาดอื่นในเอเชีย เช่น มาเลเซียจะมีข้อจำกัดในเรื่องแนวเพลง หรือญี่ปุ่นที่แม้จะเป็นตลาดใหญ่ ทว่าเปิดใจรับวงใหม่ได้ยากกว่า ที่สำคัญจากการทำงานร่วมกับศิลปินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Marshall ค้นพบว่า แม้ในปัจจุบันศิลปินเอเชียทำเพลงเองได้ง่ายขึ้น แต่กลับยังขาดโอกาสและความรู้สำคัญ เช่น Music Marketing, Production, Networking รวมถึงการเชื่อมต่อกับค่ายเพลงชั้นนำ จึงเป็นที่มาของการสร้าง Marshall Livehouse ในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นพื้นที่ซัพพอร์ตศิลปินอย่างครบวงจร ซึ่งหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่นี้ได้เปิดเวทีต้อนรับศิลปินขึ้นแสดงคอนเสิร์ตไปแล้วกว่า 200 วง ขณะเดียวกัน ก็เป็นเวทีที่เปิดเป็นพื้นที่ต่อยอดให้ทีม Marshall ในระดับโลกได้รู้จักและเห็นฝีมือของศิลปิน แล้วนำไปต่อยอดสู่เวทีระดับโลก อย่างกรณีของ ‘เรย์’ แรปเปอร์ชาวไทย ซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้เซ็นสัญญาเข้าค่าย Marshall Records ในประเทศอังกฤษ เพื่อผลักดันให้เป็นที่รู้จักในเวทีสากล รวมถึงมีโอกาสจัด ‘เวิลด์ทัวร์’ ในอนาคต   นอกจากนี้ ภาพจำเดิมของ Marshall อาจเป็นเครื่องเสียงสำหรับคอร็อกรุ่นเก๋า แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา Marshall ได้เริ่มทำการรีเฟรชแบรนด์ให้ดูเด็กและเข้าถึงง่ายขึ้น ภายใต้สโลแกน Made of Loud และได้เปิดตัวแคมเปญระดับโลก Keep Live Music Alive เพื่อขยายเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่อย่าง Gen Z และ Alpha การรีเฟรชแบรนด์ดังกล่าว ได้มีการปรับ ‘โปรดักต์’ ให้มีความหลากหลาย และมีสีสัน เพื่อสอดรับกับความต้องการและไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ด้วยการออกแบบและวางตำแหน่งให้เป็น Fashion Accessory ผ่านการออกเฉดสีใหม่ๆ ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของกลุ่ม New Gen ขณะเดียวกัน ก็ได้เดินหน้า Collaboration กับแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Awake สตรีทแฟชั่นชั้นนำระดับโลก และพาร์ทเนอร์ในไทยอย่าง Carnival เปิดตัวสินค้าสีใหม่และรุ่น Limited Edition รวมถึงการขยายระดับราคาของสินค้าให้กว้างขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่น ‘ลำโพง’ จะมีราคาตั้งแต่ 4,000 –20,000 บาท ขณะที่ ‘หูฟัง’ มีราคาเริ่มต้นที่ 4,000 บาท ไปจนถึง 12,000 บาท สำหรับเป้าหมายการเติบโตในปี 2570 Marshall จะโฟกัสหมวด Party Category ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่แบรนด์เพิ่งลงมาเล่นได้ประมาณ 1 ปี ไฮไลต์สำคัญ คือ การเปิดตัว Bromley 150 ลำโพงปาร์ตี้รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งจุดเด่นไม่ได้เน้นแค่ความดังหรือฟังก์ชันคาราโอเกะทั่วไป แต่ยังคงเอกลักษณ์เสียงแบบ Marshall ไว้อย่างครบถ้วน พร้อมลูกเล่น แสงไฟเอฟเฟกต์หิ่งห้อย ที่พัฒนาจากเทคนิคไฟคอนเสิร์ตจริง และขยับตามจังหวะเพลงผ่านบลูทูธ ปัจจุบัน Marshall ในไทยมีช่องทางจัดจำหน่ายครอบคลุมหน้าร้าน Retailer กว่า 1,800 แห่งทั่วประเทศ และออนไลน์ ผ่านทาง Marketplace โดยมีสัดส่วนยอดขายระหว่างออฟไลน์และออนไลน์อยู่ที่ 60:40  ส่วนยอดขายทางผู้บริหาร Marshall ในไทย ยืนยันว่า เติบโตขึ้นทุกปี --- ## ‘ซอนทานา’ รุก Flex Rental ชี้ตลาดเช่าคอนโดยังแกร่ง! อัตราเช่าแตะ 85-90% ค่าเช่าหรูสูงสุด 2 แสนบาท/เดือน URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116427 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: my_bb ตลาดเช่าคอนโดมิเนียม ยังมีโอกาสเติบโต จากความต้องการที่พักอาศัยระยะกลางของชาวต่างชาติ กลุ่ม Digital Nomad และผู้เช่าที่ต้องการความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย ขณะที่คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีมีค่าเช่าสูงสุดถึง 200,000 บาทต่อเดือน สะท้อนโอกาสของตลาดเช่าที่ไม่ได้แข่งขันกันแค่ราคา แต่ยังรวมถึงคุณภาพห้องพักและบริการที่ตอบโจทย์ผู้เช่า หนึ่งในผู้เล่นที่เข้ามาจับโอกาสนี้คือ Sontana (ซอนทานา) ผู้ให้บริการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบ Flex Rental ซึ่งสามารถรักษาอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในพอร์ตไว้ที่ 85-90% และใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 10 วันในการหาผู้เช่าหลังเตรียมห้องพร้อมปล่อยเช่า Flex Rental เติมช่องว่างตลาดเช่า เปลี่ยนห้องว่างเป็นรายได้ ชัชกร พฤกษานานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซอนทานา จำกัด กล่าวว่า บริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา หลังมองเห็นโอกาสจากความต้องการที่พักอาศัยระยะยาวของชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานและใช้ชีวิตในไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Digital Nomad และ Seasonal Traveler ที่ต้องการเช่าที่พักตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ต้องการผูกสัญญารายปี Sontana จึงพัฒนาโมเดล Flex Rental บริหารคอนโดมิเนียมให้เช่าระยะกลางถึงระยะยาว โดยเน้นห้องตกแต่งพร้อมอยู่ พร้อมบริการดูแลผู้เช่าและซ่อมบำรุงตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ใกล้เคียงเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ จุดสำคัญคือการใช้โมเดล Asset-Light บริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์เอง แต่เข้าไปบริหารห้องชุดของเจ้าของสินทรัพย์ ตั้งแต่การเตรียมห้อง หาผู้เช่า ดูแลการเข้าพัก ไปจนถึงการกำหนดราคาเช่า โดยใช้รูปแบบแบ่งรายได้กับเจ้าของห้อง โมเดลนี้ยังเปิดโอกาสให้เจ้าของคอนโดมิเนียมที่มีหลายยูนิตสามารถสร้างรายได้จากสินทรัพย์ได้ โดยไม่ต้องจัดการผู้เช่าและงานบำรุงรักษาด้วยตัวเอง อัตราเช่า 85-90% ค่าเช่าสูงสุด 2 แสนบาท จับกำลังซื้อต่างชาติ สำหรับตลาดเช่าคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ห้องชุดภายใต้การบริหารของ Sontana มีค่าเช่าเริ่มต้นประมาณ 30,000 บาทต่อเดือนสำหรับห้อง 1 ห้องนอน และ 50,000 บาทต่อเดือนสำหรับห้อง 2 ห้องนอน ขณะที่ยูนิตระดับลักชัวรีมีค่าเช่าสูงสุดประมาณ 120,000-200,000 บาทต่อเดือน ฐานลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานออนไลน์และ Digital Nomad ที่เลือกเข้ามาพำนักในเอเชีย รวมถึงลูกค้าครอบครัวที่ต้องการห้องขนาดใหญ่ ซึ่งบริษัทพบว่าห้อง 2-3 ห้องนอนมีความต้องการจากกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก ขณะที่ซัพพลายยังมีจำกัด นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนไทยที่กลับจากต่างประเทศเพื่อเยี่ยมครอบครัวเป็นเวลา 3-6 เดือน รวมถึงผู้ที่เดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลหรือคลอดบุตรในโรงพยาบาลชั้นนำ Sontana ระบุว่า พอร์ตห้องเช่าสามารถรักษาอัตราการเข้าพักเฉลี่ยไว้ที่ 85-90% อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าการบริหารเช่าระยะกลางช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ เมื่อเทียบกับการปล่อยเช่าระยะยาวที่อาจมีช่วงห้องว่าง 2-3 เดือนระหว่างเปลี่ยนผู้เช่า ทั้งนี้ ผลตอบแทนจริงยังขึ้นอยู่กับต้นทุนและเงื่อนไขของแต่ละห้อง ผนึกแสนสิริบุกภูเก็ต ใช้ Dynamic Pricing ดันค่าเช่าช่วงไฮซีซัน หลังเริ่มต้นธุรกิจในกรุงเทพฯ ปี 2569 Sontana ขยายตลาดสู่จังหวัดท่องเที่ยว โดยร่วมมือกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) นำห้องชุดจากโครงการภายใต้แบรนด์ THE BASE และ CANVAS เข้ามาอยู่ในพอร์ตบริหารจัดการ ภูเก็ตเป็นตลาดที่มีความต้องการเช่าตามฤดูกาลอย่างชัดเจน โดยช่วง High Season ค่าเช่าสามารถปรับขึ้นได้ 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วง Low Season และมีค่าเช่าบางยูนิตสูงกว่า 100,000 บาทต่อเดือน บริษัทจึงนำระบบ Dynamic Pricing มาใช้วิเคราะห์และปรับราคาตามความต้องการในแต่ละช่วงเวลา เพื่อเพิ่มศักยภาพการสร้างรายได้จากห้องเช่า แทนการกำหนดราคาแบบคงที่ตลอดทั้งปี นอกจากความร่วมมือกับแสนสิริแล้ว บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจากับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลายราย เพื่อขยายพอร์ตในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ รวมถึงขยายบริการไปยังเจ้าของอะพาร์ตเมนต์และเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ที่ต้องการเพิ่มอัตราการเข้าพักและยกระดับการบริหารจัดการ ปักหมุด 500 ยูนิตปี 2570 ก่อนขยายตลาดอาเซียน สำหรับแผน 3-4 ปีข้างหน้า Sontana มุ่งขยายพอร์ตบริหารห้องเช่าในประเทศไทยให้ครอบคลุมทั้งหัวเมืองท่องเที่ยวและเมืองรองที่มีศักยภาพ โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนห้องภายใต้การบริหารให้มากกว่า 500 ยูนิตภายในปี 2570 พื้นที่เป้าหมายประกอบด้วยพัทยา หัวหิน และเชียงใหม่ ก่อนต่อยอดสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะถัดไป --- ## ทีทีบี รุกตลาดลูกค้าเริ่มสร้างความมั่งคั่ง Mass Affluent เปิดตัว “ttb superior” ต่อยอดความสำเร็จจากล้านแรกสู่ความมั่งคั่งในอนาคต URL: https://positioningmag.com/pr-news/116426 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News ทีทีบี เปิดตัว “ttb superior” เอกสิทธิ์และประสบการณ์ทางการเงินรูปแบบใหม่สำหรับลูกค้ากลุ่มเริ่มสร้างความมั่งคั่ง Mass Affluent (MAF) ที่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินรวมกับธนาคารตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ภายใต้แนวคิด “A Superior Path for Your Next Success - ก้าวที่เหนือกว่า สู่ความสำเร็จอีกระดับ” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของการก้าวสู่ “เงินล้านแรก” พร้อมส่งมอบประสบการณ์ด้านการเงิน การลงทุน ความคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกมิติเพื่อต่อยอดสู่เป้าหมายความมั่งคั่งในอนาคต นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี เปิดเผยว่า “ลูกค้ากลุ่ม Mass Affluent หรือ MAF เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลในระบบพบว่ามีบัญชีเงินฝากมูลค่า 1-5 ล้านบาท มากกว่า 1.47 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์รวม (AUM) กว่า 2.95 ล้านล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันทีทีบีมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายดังกล่าวประมาณ 600,000 ราย มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลรวมกว่า 2.8 แสนล้านบาท” อย่างไรก็ตาม ธนาคารพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้ยังมีช่องว่างสำคัญในการบริหารความมั่งคั่ง โดยกว่า 75% ยังถือครองสินทรัพย์ในรูปแบบบัญชีเงินฝากเป็นหลัก และกว่า 60% ของสินทรัพย์ยังอยู่ในบัญชีเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนในระดับต่ำ สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการต่อยอดความมั่งคั่งผ่านเครื่องมือบริหารความมั่งคั่ง พร้อมคำแนะนำ และโอกาสการลงทุนที่เหมาะสมยิ่งขึ้น นายฐากรกล่าวเพิ่มเติมว่า “ทีทีบีมองว่าลูกค้ากลุ่ม MAF หรือกลุ่มที่เริ่มสร้างความมั่งคั่งที่มี AUM1-5 ล้านบาทนี้ เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง แต่ยังไม่ได้รับการดูแลด้าน Wealth Management อย่างทั่วถึง เราจึงออกแบบเอกสิทธิ์ ttb superior เพื่อช่วยให้ลูกค้าต่อยอดความสำเร็จจาก “เงินล้านแรก” ไปสู่เป้าหมายทางการเงินที่ใหญ่กว่า ผ่านโซลูชันด้านการออม ประสบการณ์การลงทุนบนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ใช้งานง่าย และสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์รอบด้าน เพราะเราเชื่อว่าความสำเร็จทางการเงินไม่ได้สิ้นสุดที่เงินล้านแรก แต่สามารถเติบโตต่อยอดได้ด้วยเครื่องมือและโอกาสที่เหมาะสม” ด้านนางณัฐวรรณ อภิรัตนพิมลชัย ประธานกลุ่มกลยุทธ์และธุรกิจการขายลูกค้าบุคคล ทีทีบี กล่าวว่า “โดยทั่วไปการดูแลลูกค้ากลุ่ม MAF มักเริ่มต้นดูแลลูกค้าที่มี AUM ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป แต่ทีทีบีเลือกเริ่มต้นการดูแลตั้งแต่ระดับ 1 ล้านบาท (รวมเงินฝาก เงินลงทุนในกองทุนรวม หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง ประกันชีวิต และประกันวินาศภัย) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 75,000 บาทต่อเดือน และมีเป้าหมายสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว” ทีทีบีต้องการร่วมยินดีกับความสำเร็จของลูกค้าตั้งแต่วันที่ก้าวสู่เป้าหมายล้านแรก และสนับสนุนให้สามารถยกระดับความมั่งคั่งสู่กลุ่ม Wealth ที่มี AUM ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปก่อนอายุ 45 ปี จึงได้ออกแบบโซลูชันและประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุกมิติ ภายใต้ 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่ ·      Superior Solutions โซลูชันทางการเงินที่ช่วยต่อยอดความมั่งคั่ง ลูกค้า ttb superior จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า หรือเพิ่มเติมจากสิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าปกติจะได้รับ อาทิ บัญชีดิจิทัล ttb ME save ที่มอบดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.30% ต่อปี และดอกเบี้ยรวมโบนัสสูงสุด 1.50% ต่อปี บัตรเครดิต ttb absolute รับคะแนน X2 เพิ่มในหมวดท่องเที่ยวและร้านอาหารนอกเหนือจากหมวดออนไลน์ สิทธิใช้ห้องรับรองสนามบินฟรี 2 ครั้ง/ปี ไม่มีเงื่อนไขการใช้จ่าย พร้อมความคุ้มครองอย่างอุ่นใจด้วยแผนประกัน Superior Protect & Beyond จากพรูเด็นเชียล ประเทศไทย ·      Superior Digital Wealth Advisory บริการบริหารความมั่งคั่งผ่าน My Wealth บนแอป ttb touch ช่วยให้ลูกค้ามองเห็นภาพรวมสินทรัพย์ วางแผนการลงทุนตามเป้าหมาย ปรับสมดุลพอร์ต และเข้าถึงโอกาสลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ และ ETF ระดับโลกได้ในที่เดียว ·      Superior Privilege สิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ เติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตด้วยสิทธิประโยชน์จาก ttb privilege สถานะ Superior อาทิ ของขวัญวันเกิดสิทธิ์ชมภาพยนตร์ SF ฟรี รวมถึงบริการล้างรถและล้างเครื่องปรับอากาศฟรีตลอดปี นางณัฐวรรณกล่าวเพิ่มเติมว่า “ttb superior ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างความมั่งคั่ง ภายใต้แนวคิด “A Superior Path for Your Next Success - ก้าวที่เหนือกว่า สู่ความสำเร็จอีกระดับ” ด้วยการผสานทั้งโซลูชันทางการเงิน เครื่องมือบริหารความมั่งคั่งบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม และสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้การดูแลเรื่องการเงิน การลงทุน และการใช้ชีวิตเป็นเรื่องที่สะดวกและเข้าถึงได้มากขึ้น” พร้อมกันนี้ ทีทีบีได้จัดแคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์ ttb superior เพียงเปิดบัญชีใหม่หรือเพิ่มยอดเงินฝากในบัญชี ttb ME save และ/หรือมีการลงทุนในกองทุนรวมกับทีทีบี ยอดรวมตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ในช่วงระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม – 31 ธันวาคม 2569 ก็จะได้รับการอัปเกรดสถานะ Superior และรับเอกสิทธิ์เหนือระดับได้ภายในเดือนถัดไป นอกจากนี้ลูกค้ายังมีโอกาสได้รับดอกเบี้ย ttb ME save สูงสุด 1.50% ต่อปี เพียงมียอดเงินลงทุนในกองทุนรวมเฉลี่ยตั้งแต่ 300,000 บาทขึ้นไป หรือลงทุนในกองทุนรวมแบบสร้างวินัยการออมสม่ำเสมอ (DCA) ขั้นต่ำเพียง 3,000 บาท/เดือน ร่วมสัมผัสชีวิตที่เหนือกว่าในแบบของคุณกับ ttb superior ได้แล้ววันนี้ โดยลูกค้าปัจจุบันของธนาคารสามารถติดตามภารกิจและกดเข้ารับสิทธิ์แคมเปญได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน ttb touch สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ www.ttbbank.com/link/superior หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ทีทีบี ทุกสาขาทั่วประเทศ หมายเหตุ - เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด - เงื่อนไขผลิตภัณฑ์ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด - ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี --- ## PINK PARK RUN 2026 รวมพลังนักวิ่งส่งต่อพลังใจให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ยอดบริจาคกว่า 5.5 ล้านบาท สมทบทุน “โครงการบ้านพิงพัก” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116425 เผยแพร่: 2026-10-19 ผู้เขียน: PR News ผ่านไปแล้วอย่างสวยงามสำหรับงานวิ่งการกุศลแห่งปี PINK PARK RUN 2026 ซึ่งปีนี้    จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 พิธีเปิดงานนำโดย จาก นพ. กฤษณ์ จาฏามระ คุณหญิงฟิโนล่า จาฏามระ พร้อมตัวแทนผู้บริหารจากผู้สนับสนุนหลัก ร่วมด้วย  คุณแอน ทองประสม และคุณโอปอล สุชาตา ช่วงศรี  Miss World 2025 มาสร้างประวัติศาสตร์ปล่อยตัวนักวิ่งกว่า 2,000 คน   ในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 ณ สเตเดียมวัน กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อหารายได้สมทบทุนการก่อสร้างและการดำเนินงาน “โครงการบ้านพิงพัก” Hospice Centre แห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้การดูแลของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม จากความร่วมมือร่วมใจของทั้งนักวิ่งและผู้สนับสนุนทุกท่าน ส่งผลให้มียอดบริจาครวมหลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 5,593,900 บาท ซึ่งทางศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านมจะนำไปพัฒนาและช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่     ขาดโอกาสของโครงการบ้านพิงพัก  ต่อไป นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ผู้ก่อตั้งศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม กล่าวในพิธีเปิดงานว่า “ขอขอบคุณนักวิ่งผู้สนับสนุนและแขกผู้ร่วมงานทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมวิ่งการกุศลครั้งนี้ ทุกท่านมีส่วนในการพัฒนาโครงการบ้านพิงพัก ที่เราตั้งใจทุ่มเทพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ซึ่งเงินบริจาคจะนำไปสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ขาดโอกาส ณ บ้านพิงพักต่อไป” กิจกรรมการวิ่งเกิดจากแนวคิด “The Graceful Leap: ก้าวแห่งความหวังเหนือจิตนาการ” ในการส่งต่อพลังบวกให้กับผู้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ขาดโอกาส ด้วยท่วงท่าแห่งความหวังที่เปรียบนักวิ่งเหมือนดังนักบัลเล่ต์ ซึ่งการวิ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะ 9, 6 และ 3 กิโลเมตร โดยผู้ชนะเลิศในแต่ละระยะจะได้รับถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติที่เป็นสัญลักษณ์รูปทรงมงกุฏ พร้อม สายสะพาย จาก นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ผู้ก่อตั้งศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม และคุณโอปอล สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025 นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมความบันเทิง พร้อมสร้างบรรยากาศแห่งความสุข  อาทิ การแสดงบัลเล่ต์ กิจกรรมสอยดาว สนุกกับเครื่องเล่นม้าหมุนและชิงช้าสวรรค์ อิ่มอร่อยกับอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงคอนเสิร์ตสุดพิเศษจากค่าย LOVEiS นำทีมโดย RISA NARISA, Sarah Salola และวง Slapkiss ที่มาร่วมสร้างสีสันและเติมเต็มความประทับใจในงาน โครงการบ้านพิงพักไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์กับผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมที่ขาดโอกาส แต่ยังเป็นประโยชน์กับผู้หญิงทุกคน ซึ่งโครงการบ้านพิงพักตั้งอยู่บนพื้นที่ 121 ไร่ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร  ภายในโครงการประกอบด้วย 1. สถานดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย (Hospice Centre) 2. บ้านพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยที่กำลังทำการรักษา (Convalescence Centre) 3. ศูนย์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม (Breast Cancer Care Centre) 4. ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรม (Learning & Training Centre) 5. ศูนย์วิจัยและวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม (Diagnostic Centre) สำหรับผู้ที่สนใจบริจาคเพิ่มเติมสามารถบริจาคผ่านบัญชี มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 045-4-92405-0 --- ## สาวกHello Kitty เตรียมใจละลาย! MEYER (ไมย์เออร์) จับมือ ห้างเซ็นทรัลเปิดตัวเครื่องครัวลิขสิทธิ์สุดคิวต์ MEYER Hello Kitty Collection ครั้งแรกในประเทศไทย URL: https://positioningmag.com/pr-news/116424 เผยแพร่: 2026-10-18 ผู้เขียน: PR News เครื่องครัว MEYER (ไมย์เออร์) นำโดย คุณโจเซฟ โล ผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการ บริษัท ไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด และ บริษัท ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล โดย คุณกุลธิดา ยามวินิจ Head of Merchandising - Home Hardline and Small Appliance ร่วมเติมโมเมนต์แห่งความสุข ด้วยไอเทมเครื่องครัวคุณภาพคอลเลกชันพิเศษ MEYERHello Kitty Collection ออกแบบภายใต้แนวคิด The Cutest Cooking Companion เพื่อนคู่ครัวที่น่ารักที่สุด มาพร้อมความโดดเด่นในโทนสี Misty Pink พาสเทลแสนละมุน ผสานดีเทลความน่ารักอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hello Kitty ทั้งด้านในและด้านนอกได้อย่างลงตัวน่าใช้ น่าสะสม ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชันการใช้งาน โดย MEYERHello Kitty Collection ประกอบไปด้วยหม้อมีด้ามจับพร้อมฝา ขนาด 16 ซม. กระทะอเนกประสงค์พร้อมฝา ขนาด 24 ซม. หม้อเหล็กหล่อสองหูเคลือบอีนาเมลพร้อมฝา ขนาด 22 ซม. ชุดอุปกรณ์ประกอบอาหารซิลิโคน 7 ชิ้น พร้อมแท่นวาง ชุดเขียงไม้ธรรมชาติ 3 ชิ้น พร้อมแท่นวาง ชุดถุงมือกันความร้อนและที่รองหม้อ 3 ชิ้น และผ้ากันเปื้อน Hello Kitty สุดคิวต์ สำหรับสาวก Hello Kitty และนักแต่งครัวห้ามพลาด Pre-Booking : MEYERHello Kitty Collection ได้ที่แผนก Home เซ็นทรัลทุกสาขาทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ Central Chat & Shop และ Central App ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 6 พ.ย. 69 สามารถรับสินค้าตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 69 เป็นต้นไป Central App :  https://www.central.co.th/th/meyer Central Chat&Shop https://mkt.central.co.th/ChatShop --- ## 'Lenovo' ชี้ AI บูมดันชิปขาดแคลน ดันพีซีแพง 60% เซิร์ฟเวอร์พุ่ง 4 เท่า แต่องค์กรยังแห่ลงทุน แม้ต้นทุนพุ่ง URL: https://positioningmag.com/digital/116423 เผยแพร่: 2026-10-18 ผู้เขียน: TopTen สรุป: ท่ามกลางกระแสการลงทุน AI ที่เร่งตัวขึ้นทั่วโลก องค์กรธุรกิจกำลังเผชิญโจทย์ที่สวนทางกัน ด้านหนึ่งต้องเร่งลงทุนเพื่อไม่ให้เสียความสามารถในการแข่งขัน แต่อีกด้านกลับต้องรับมือกับต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่พุ่งสูงและข้อจำกัดของระบบเดิมที่ยังไม่พร้อมรองรับ AI องค์กร 96% เตรียมอัดงบ AI เพิ่ม วรพจน์ ถาวรวรรณ กรรมการผู้จัดการ Lenovo ประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า ผลสำรวจ CIO Playbook 2026 ที่ Lenovo ทำร่วมกับ IDC ระบุว่า 96% ของผู้ตอบแบบสำรวจวางแผนเพิ่มงบลงทุนด้าน AI เฉลี่ย 15% จากปีก่อน ขณะที่ 67% ของ CIO ในองค์กรชั้นนำได้นำ Agentic AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานแล้วในปี 2026 สะท้อนว่าการใช้ AI กำลังขยับจากเครื่องมือช่วยตอบคำถามไปสู่ระบบที่สามารถดำเนินงานตามเป้าหมายและทำงานหลายขั้นตอนได้มากขึ้น อย่างเช่น Waymo บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับในสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้ใช้งานราว 4 ล้านทริปต่อเดือน โดยมองว่าตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้งาน AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การถามตอบกับแชตบอต แต่กำลังเข้าไปอยู่ในระบบปฏิบัติการของธุรกิจที่ต้องประมวลผลข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เมื่อ AI ขยายตัวไปยังรถยนต์อัจฉริยะ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และระบบประมวลผลขององค์กร ความต้องการชิป หน่วยความจำ และเซิร์ฟเวอร์จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม การเพิ่มงบลงทุนและเริ่มนำ AI มาใช้ไม่ได้หมายความว่าทุกองค์กรพร้อมขยายการใช้งานได้ทันที เพราะยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุน และธรรมาภิบาล AI ราคา PC ขึ้นกว่า 60% เซิร์ฟเวอร์สูงขึ้น 4 เท่า การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลกำลังทำให้ความต้องการทรัพยากรประมวลผลเติบโตแบบก้าวกระโดดจนเกิดปัญหาขาดแคลนชิปและหน่วยความจำ โรงงานผลิตรายใหญ่ที่สุด 3 แห่งของโลกมีกำลังการผลิตรวมกันราว 200,000 เพตะไบต์ ขณะที่ปริมาณคำสั่งซื้อที่รอการผลิตและส่งมอบสูงถึง 800,000 เพตะไบต์ ส่งผลให้เห็นการปรับขึ้นราคาสินค้าในตลาดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 จนถึงปัจจุบัน ราคา PC ปรับขึ้นมาแล้วกว่า 60% ตัวอย่างที่เห็นชัดคือคอมพิวเตอร์สำหรับเล่นเกม ซึ่งปรับขึ้นจากประมาณ 24,000 บาท เป็น 44,000 บาท ขณะที่เซิร์ฟเวอร์สำหรับองค์กรซึ่งเคยมีราคาประมาณ 7 ล้านบาท ปรับขึ้นเป็น 28 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 4 เท่า เขาคาดว่าแนวโน้มนี้ยังไม่มีสัญญาณยุติในอนาคตอันใกล้ แม้อัตราการปรับขึ้นอาจไม่รุนแรงเท่าช่วงที่ผ่านมา เพราะความต้องการยังสูงกว่าซัพพลาย โดยราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2026 ส่วนช่วงต้นปี 2027 ราคาจะเริ่มทรงตัวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าจะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาเพิ่มกำลังการผลิตหรือไม่ รวมถึงความต้องการสินค้าจะลดลงมากน้อยเพียงใด เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมหันมาใช้ AI มากขึ้น ขณะที่จำนวนผู้ผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นทันกับความต้องการ "อาจต้องรออย่างน้อยถึงกลางปี 2027 ราคาสินค้าไอทีจึงมีโอกาสเริ่มปรับลดลง หากโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่เพิ่มปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาดได้จริง" วรพจน์ กล่าว องค์กรเร่งใช้ AI แต่ข้อมูลยังไม่พร้อม แม้โมเดล AI จะมีความสามารถสูงขึ้น แต่จากกรณีศึกษาที่ Lenovo ทำร่วมกับลูกค้าในหลายประเทศ วรพจน์พบว่า หลายองค์กรยัง ติดปัญหาตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน องค์กรจำนวนมากต้องการนำ LLM หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่เข้ามาใช้ แต่ข้อมูลยังอยู่ใน “ลิ้นชัก” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่จะเลือกโมเดลใด แต่ต้องถามก่อนว่าข้อมูลถูกแปลงเป็นดิจิทัลและจัดเก็บอยู่บนแพลตฟอร์มที่พร้อมใช้งานแล้วหรือยัง อีกปัญหาคือโครงสร้างพื้นฐานเดิมไม่สามารถรองรับรูปแบบการทำงานของ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีเก่าบางระบบทำงานร่วมกับระบบประมวลผลความเร็วสูงไม่ได้ ทำให้เกิดความหน่วง หรือ Latency และส่งผลต่อประสบการณ์ใช้งาน ยิ่งเมื่อ AI ขยับจากการตอบคำถามไปสู่ Agentic AI ที่สามารถดำเนินงานหลายขั้นตอน และ Physical AI ที่ทำงานร่วมกับอุปกรณ์จริง ความต้องการด้านการประมวลผลก็ยิ่งกระจายออกจากศูนย์ข้อมูลไปยังอุปกรณ์ปลายทางและพื้นที่ปฏิบัติงานมากขึ้น ผลสำรวจ CIO Playbook 2026 ระบุว่า 86% ของผู้ตอบต้องการสถาปัตยกรรม Hybrid Infrastructure สำหรับงาน AI ซึ่งผสมผสานการประมวลผลภายในองค์กรหรือ Edge เข้ากับระบบ Cloud ขณะที่ครึ่งหนึ่งของเงินทุนที่ใช้ลงทุน AI มาจากหน่วยธุรกิจที่ไม่ใช่ฝ่ายไอที สะท้อนว่า AI กำลังกลายเป็นเรื่องของทั้งองค์กร ไม่ใช่เฉพาะแผนกเทคโนโลยีอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม มีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ขององค์กรเท่านั้นที่มีแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาล AI ที่พัฒนาไปถึงระดับเติบโตเต็มที่ นั่นหมายความว่า เงินลงทุนอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การเตรียมข้อมูล การวางระบบควบคุม และการกำหนดผู้รับผิดชอบยังเป็นช่องว่างที่องค์กรต้องเร่งปิด ใช้ AI มากกว่า 4.3 ชั่วโมงต่อวัน อาจถึงจุดที่ Cloud ไม่คุ้ม อีกโจทย์ที่ทำให้ Hybrid AI มีความสำคัญมากขึ้นคือต้นทุน วรพจน์อ้างถึงงานวิจัยของ Lenovo ซึ่งระบุว่า หากองค์กรใช้งาน AI มากกว่า 4.3 ชั่วโมงต่อวัน การจ่ายค่าบริการ Cloud Subscription อาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการลงทุนระบบประมวลผลภายในองค์กร โดยเขาเรียกจุดนี้ว่า Tipping Point เหตุผลคือค่าใช้จ่ายของ AI ไม่ได้จบลงเมื่อองค์กรซื้อหรือเลือกใช้โมเดล แต่ยังมีต้นทุนจากการประมวลผลต่อเนื่องตามปริมาณการใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อระบบต้องรับคำขอจำนวนมากหรือทำงานตลอดวัน วรพจน์กล่าวว่า ต้นทุนยิ่งเป็นประเด็นสำคัญในช่วงที่ธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มภาษีที่สูงขึ้น และเงินเฟ้อ ทุกองค์กรจึงต้องประเมินให้ชัดว่าการลงทุน AI จะสร้างผลตอบแทนได้จริงหรือไม่ แนวคิด Hybrid AI ของ Lenovo จึงเป็นการเลือกใช้ทรัพยากรหลายรูปแบบร่วมกัน โดยให้งานที่ต้องการความยืดหยุ่นหรือกำลังประมวลผลสูงใช้ Cloud ขณะที่งานที่มีการใช้งานต่อเนื่องหรือต้องควบคุมข้อมูลเป็นพิเศษ อาจนำมาประมวลผลภายในองค์กรหรือบนอุปกรณ์ปลายทาง Lenovo AI Express แก้ปัญหารอเซิร์ฟเวอร์หลายเดือน เมื่อองค์กรต้องการลงทุน AI แต่ติดปัญหาการรอเซิร์ฟเวอร์และ GPU นานหลายเดือน ระยะเวลาส่งมอบจึงกลายเป็นอีกปัจจัยที่อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาส รวมถึงปัญหาในการดึงข้อมูลมาใช้ นี่จึงเป็นโจทย์ที่ Lenovo พยายามเข้าไปแก้ด้วยกลยุทธ์ Hybrid AI ซึ่งผสมผสานการประมวลผลบนอุปกรณ์ ภายในองค์กร และบน Cloud ให้เหมาะกับลักษณะการใช้งาน แทนที่จะพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว ดังนั้น Lenovo จึงพัฒนาโปรแกรม AI Express เพื่อเร่งส่งมอบเซิร์ฟเวอร์และโซลูชัน AI โดยวรพจน์ระบุว่าปัจจุบันบริษัทสามารถลดเวลารอเหลือประมาณ 25 วัน จากเดิมที่อาจนานถึง 8–9 เดือน เบื้องหลังบริการนี้คือ การบริหารซัพพลายเชนและโควตา GPU ร่วมกับ NVIDIA โดย Lenovo มีเครือข่ายโรงงาน 33 แห่งใน 30 ประเทศ และสามารถจัดส่งเซิร์ฟเวอร์ AI ได้ภายในประมาณ 15–25 วันทำการ หลังผ่านกระบวนการตรวจสอบและยืนยันความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ AI Express มีชุดติดตั้งและสเปกมาตรฐานที่ออกแบบและตรวจสอบไว้ล่วงหน้า รองรับตั้งแต่งาน AI Inferencing ไปจนถึงการพัฒนา Generative AI ขนาดใหญ่ เพื่อช่วยลดความซับซ้อนและระยะเวลาในการนำระบบไปใช้งาน วรพจน์ระบุว่าบริษัทตั้งเป้าให้ AI Express เป็นช่องทางส่งมอบที่รวดเร็ว และจะให้บริการต่อเนื่องแม้ซัพพลายกลับสู่ภาวะปกติ จาก Hybrid AI ถึง Small AI ทางเลือกสำหรับ SME Hybrid AI ไม่ได้หมายความว่าต้องดึงข้อมูลทั้งหมดกลับมาเก็บในองค์กร หรือเลิกใช้ Cloud โดยสิ้นเชิง แต่เป็นการจัดสรรงานระหว่างระบบ On-Premises, Edge Computing และ Cloud ตามความเหมาะสม ขณะเดียวกัน Lenovo ยังนำเสนอแนวคิด Small AI สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องการใช้ AI เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ไม่สามารถลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้เหมือนบริษัทข้ามชาติ “Data ที่อยู่กับเราคือ Data ที่ปลอดภัยที่สุด” ความปลอดภัยของข้อมูลเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้องค์กรต้องพิจารณาว่าจะให้ AI ประมวลผลข้อมูลที่ใด วรพจน์กล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI Agent และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม โดยมองว่าหากองค์กรไม่สามารถควบคุมข้อมูลและระบบที่เกี่ยวข้องได้ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญและความลับทางธุรกิจ แนวคิดนี้เป็นที่มาของการให้ความสำคัญกับ Responsible AI และ Hybrid AI ซึ่งช่วยให้องค์กรเลือกได้ว่างานใดควรประมวลผลในระบบภายใน งานใดสามารถใช้ Cloud และข้อมูลใดไม่ควรถูกส่งออกไปยังบริการภายนอก ในฝั่งผู้ใช้งานทั่วไป Lenovo กำลังผลักดันแนวคิด Personal AI Twins หรือฝาแฝดดิจิทัลส่วนตัว โดยมี Lenovo Qira เป็นหนึ่งในระบบที่บริษัทนำเสนอ โดย Qira ถูกออกแบบให้ประมวลผลบนอุปกรณ์ หรือ On-Device AI และสามารถทำงานบางอย่างแบบออฟไลน์ได้ เช่น ค้นหาไฟล์ วิเคราะห์ข้อมูล สรุปเนื้อหาการประชุม และแปลภาษา โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำหรับงานเหล่านั้น การประมวลผลบนอุปกรณ์ช่วยลดการส่งข้อมูลบางประเภทออกไปยังบริการภายนอก และอาจช่วยลดการพึ่งพาค่าบริการ Cloud ในงานที่รองรับ แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจะหมดไปทั้งหมด เพราะยังต้องพิจารณาการจัดเก็บข้อมูล การควบคุมสิทธิ์ และมาตรการรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ด้วย Lenovo รายได้ 26.9 พันล้านดอลลาร์ ธุรกิจ AI คิดเป็น 35% ของรายได้ ข้อมูลผลประกอบการระบุว่า ในไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2026/27 ซึ่งสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2026 Lenovo มีรายได้ 26,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 43% จาก 18,800 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการ (Adjusted Net Income) เพิ่มขึ้น 176% จาก 389 ล้านดอลลาร์ เป็นประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์ ทะลุหลัก 1,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ถือเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของกลุ่มบริษัท ส่วนรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI เติบโต 60% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคิดเป็น 35% ของรายได้รวมในไตรมาสดังกล่าว ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน AI, AI PC และอุปกรณ์ที่รองรับ AI “วันนี้เราไม่ใช่ PC Company อีกต่อไป แต่เรา… --- ## ผลิตไม่ทันแล้วพี่จ๋า! 'ASML' เผย เร่งผลิตเครื่องจักรแล้ว แต่อาจยังไม่พอถึงปี 2028 URL: https://positioningmag.com/digital/116422 เผยแพร่: 2026-10-18 ผู้เขียน: TopTen สรุป: กระแสลงทุน AI ยังสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การผลิตชิปให้เพียงพอกับความต้องการ เพราะแม้แต่เครื่องจักรที่ใช้ผลิตชิปขั้นสูงก็เริ่มมีไม่เพียงพอแล้ว ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก ยอมรับว่า กำลังการผลิตเครื่องจักรของบริษัทในปี 2027 และ 2028 อาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า แม้จะมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวของ AI ไม่ได้สร้างความต้องการเฉพาะชิปประมวลผลจากบริษัทอย่าง Nvidia เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงห่วงโซ่อุปทานที่อยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่ผู้ผลิตหน่วยความจำไปจนถึงเครื่องจักรที่ใช้ในโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ASML เพิ่มกำลังผลิต 30% แต่ยังเสี่ยงไม่พอ รายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ASML กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต ท่ามกลางคำสั่งซื้อเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ก่อนหน้านี้ บริษัทวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องจักรในปี 2027 อีก 30% และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นอีก 30% ในปี 2028 แต่ความต้องการจากลูกค้าที่เร่งตัวขึ้นทำให้แผนดังกล่าวอาจไม่เพียงพอ บริษัทจึงกำลังพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตให้มากกว่าเป้าหมายเดิม โดยเฉพาะในปี 2028 เป็นต้นไป หนึ่งในเครื่องจักรสำคัญของ ASML คือระบบ EUV Lithography ซึ่งใช้แสงอัลตราไวโอเลตสุดขั้วในการสร้างลวดลายวงจรขนาดเล็กบนแผ่นเวเฟอร์ เทคโนโลยีนี้เป็นส่วนสำคัญในการผลิตชิปขั้นสูงที่ใช้ในระบบประมวลผลและหน่วยความจำสำหรับ AI เครื่องจักร EUV มีราคาประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง ทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วเหมือนการเพิ่มกำลังผลิตสินค้าทั่วไป เพราะต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีขั้นสูง ชิ้นส่วนเฉพาะทาง และกระบวนการประกอบที่ซับซ้อน ASML เคยตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตเครื่องจักร EUV ให้ได้ประมาณ 110 เครื่องต่อปีภายในปี 2028 แต่ปัจจุบันกำลังพิจารณาเพิ่มจำนวนอีก ขณะที่โรงงานแห่งใหม่ในเมือง Eindhoven ประเทศเนเธอร์แลนด์ จะเริ่มรองรับกำลังการผลิตได้ในระยะแรกประมาณปี 2029 ซึ่งหมายความว่าบริษัทต้องหาวิธีเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงก่อนหน้านั้นด้วย ลูกค้าเริ่มมองข้ามปี 2028 ไปถึงปี 2030 สิ่งที่ทำให้ ASML ต้องเร่งขยายกำลังการผลิต ไม่ได้มีเพียงความต้องการในระยะสั้น แต่ยังรวมถึงแผนลงทุนระยะยาวของผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่เริ่มเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ลูกค้าของ ASML มีทั้ง TSMC ผู้ผลิตชิปให้ Nvidia และ Apple รวมถึง Samsung, Intel, SK Hynix และ Micron ซึ่งต่างมีแผนขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการชิปและหน่วยความจำที่เกี่ยวข้องกับ AI บริษัทระบุว่า ลูกค้าเริ่มส่งสัญญาณความต้องการเครื่องจักรสำหรับปี 2028 มากขึ้น และบางรายกำลังหารือเกี่ยวกับคำสั่งซื้อที่อาจยาวไปถึงปี 2029 หรือ 2030 อย่างไรก็ตาม ASML ยังไม่ได้เปิดรับคำสั่งซื้อสำหรับปี 2029 และ 2030 อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากต้องประเมินทั้งความพร้อมของลูกค้าและความสามารถของบริษัทในการส่งมอบเครื่องจักรในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงการรับคำสั่งซื้อมากเกินกว่าจะผลิตได้จริง ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมเปลี่ยนจากคำถามว่า AI จะสร้างความต้องการชิปได้มากเพียงใด ไปสู่คำถามว่าผู้ผลิตจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันกับความต้องการดังกล่าวหรือไม่ ผลประกอบการโตแรง แต่ยังต้องแก้ปัญหาคอขวด ความต้องการเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นสะท้อนอยู่ในผลประกอบการของ ASML เช่นกัน ในไตรมาส 3 ปี 2026 บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิประมาณ 11,700 ล้านยูโร และกำไรสุทธิประมาณ 4,960 ล้านยูโร พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายทั้งปีเป็น 44,000–45,000 ล้านยูโร จากกรอบคาดการณ์เดิมที่เริ่มต้นตั้งแต่ 43,000 ล้านยูโร นอกจากการเพิ่มกำลังผลิตเครื่องจักรใหม่ ASML ยังมีแผนลดระยะเวลาประกอบเครื่องจักร ปรับปรุงเครื่องจักรที่ติดตั้งอยู่ในโรงงานลูกค้าแล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และพัฒนาเครื่องจักรรุ่นใหม่ที่สามารถผลิตแผ่นเวเฟอร์ได้มากขึ้นในระยะเวลาเท่าเดิม บริษัทยังเตรียมปรับขึ้นราคาเครื่องจักรตั้งแต่ปี 2027 โดยผลกระทบจากการขึ้นราคาจะเห็นชัดขึ้นในปี 2028 แต่การที่บริษัทมีคำสั่งซื้อจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงทั้งหมดจะหมดไป เพราะการลงทุน AI ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับผลตอบแทนที่บริษัทเทคโนโลยีจะได้รับจากเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและข้อจำกัดด้านพลังงานก็อาจทำให้การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์บางโครงการล่าช้าหรือมีต้นทุนสูงกว่าที่คาด ดังนั้น แม้ความต้องการเครื่องจักรในช่วงสองปีข้างหน้าจะมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แต่ตลาดยังต้องประเมินต่อไปว่าการลงทุนจะเติบโตได้ต่อเนื่องหลังปี 2028 หรือไม่ เมื่อ AI โตเร็วกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่เบื้องหลัง กรณีของ ASML แสดงให้เห็นข้อจำกัดสำคัญของการขยายตัวของ AI เพราะการเพิ่มกำลังประมวลผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินลงทุนหรือความต้องการจากลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยกำลังการผลิตของผู้ผลิตชิปและผู้จัดหาเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง แม้บริษัทเทคโนโลยีจะพร้อมลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่ม แต่หากโรงงานผลิตชิปไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้ทัน หรือเครื่องจักรที่จำเป็นต่อการผลิตมีจำนวนไม่เพียงพอ การเพิ่มกำลังประมวลผลก็อาจติดข้อจำกัดตามไปด้วย ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการที่สูงกว่ากำลังการผลิตอาจเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเครื่องจักรมีอำนาจต่อรองด้านราคาและได้รับประโยชน์จากคำสั่งซื้อระยะยาว แต่ก็ทำให้ต้องเร่งลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต โดยไม่สามารถรับประกันได้ว่าความต้องการในระยะยาวจะเป็นไปตามที่ตลาดคาดหวังทั้งหมด โจทย์ของ ASML จึงไม่ใช่เพียงการผลิตเครื่องจักรให้ได้มากขึ้น แต่คือการเพิ่มกำลังการผลิตให้ทันกับการลงทุน AI ที่กำลังเร่งตัว โดยไม่ขยายกำลังผลิตมากเกินไปหากความต้องการชะลอตัวในอนาคต และนี่คืออีกด้านของการแข่งขัน AI ที่มักถูกมองข้าม เพราะเบื้องหลังการสร้างโมเดล AI ที่ฉลาดขึ้น ยังมีอุตสาหกรรมการผลิตชิปและเครื่องจักรเฉพาะทางที่ต้องเติบโตให้ทันกันด้วย --- ## เหงานะแต่ไม่ใช่ 'ใครก็ได้'! อินไซต์คนโสดไทย 72% หาความสัมพันธ์ที่มีความหมาย และ 46% เลือกเดตกับคนที่เห็นอนาคตร่วมกันเท่านั้น URL: https://positioningmag.com/insight/116421 เผยแพร่: 2026-10-18 ผู้เขียน: Lupang สรุป: ในยุคที่ชีวิตหมุนไว งานก็หนัก สังคมก็เหนื่อย... เชื่อว่าคนรุ่นใหม่หลายคนคงเคยตั้งคำถามกับตัวเองในวันที่กลับห้องมาเจอความเงียบว่า “ทำไมการหาคนที่ใช่ มันถึงยากขนาดนี้?” Tinder และ Match Group ได้เผยผลสำรวจ Match Group Asia Human Connection Survey จัดทำโดย Ipsos เพื่อทำความเข้าใจคนโสดในเอเชีย รวมถึงในไทยซึ่งสะท้อนภาพความจริงของคนโสดไทยในปัจจุบันไว้ได้อย่างน่าสนใจ   ผลสำรวจพบว่า 85% ของคนโสดไทยยอมรับว่ารู้สึก ‘เหงา’ แต่ความเหงาไม่ได้ทำให้คนโสดไทยยอมแพ้ เพราะ 62% ยังคงมุ่งมั่นพยายามสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ในชีวิตอย่างไม่ลดละ   ประเด็นน่าสนใจ คือ คนโสดไทยยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่ ‘ใครก็ได้ มาอยู่ข้างๆ โดย 72% ต้องการความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย มากกว่าการมีคอนเนกชันจำนวนมากแต่ผิวเผิน   ไม่ใช่แค่ความต้องการในการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากขึ้น คนโสดไทยยังตามหาความสัมพันธ์ที่โรแมนติกด้วย เพราะ 60% ของคนโสดไทยกำลังมองหาความสัมพันธ์โรแมนติกในปัจจุบัน และ 74% กำลังมองหาความสัมพันธ์โรแมนติกภายใน 5 ปีข้างหน้า   ขณะเดียวกัน คนโสดไทยยังให้ความสำคัญกับอนาคตของความสัมพันธ์ โดย 46% ระบุว่าจะเดตเฉพาะคนที่มองเห็นอนาคตร่วมกันในระยะยาวเท่านั้น และ 58% เชื่อว่า ตนเองจะได้พบ ‘คนที่ใช่’ และ 41% เชื่อว่าตนเองจะได้แต่งงานในอนาคตอีกด้วย สะท้อนให้เห็นว่า แม้คนโสดไทยจะเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความสัมพันธ์ แต่ก็ยังคงมองหาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง มีความหมาย และให้ความสำคัญกับความเข้ากันได้และอนาคตของความสัมพันธ์เช่นกัน   นอกจากนี้ 53% ของคนโสดไทยเลือกใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อรับมือกับความเหงา มากกว่าการติดต่อหาเพื่อนหรือครอบครัว , 60% มองว่า การใช้แอปหาคู่เป็นเรื่องปกติธรรมดา ในชีวิตประจำวันไปแล้ว   67% ยืนยันว่าแอปหาคู่ช่วยให้รู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นมากขึ้น และช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวลงได้จริง และ 46% มองว่าแอปหาคู่เป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพ ในการสร้างคอนเนกชันใหม่ๆ   อย่างไรก็ตาม เรื่องความปลอดภัยยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดย 46% ระบุว่า ฟีเจอร์ยืนยันตัวตน (Verified Profile) และมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด คือปัจจัยหลักในการเลือกใช้แอปหาคู่   สำหรับการสำรวจครั้งนี้เป็นการศึกษาคนโสดอายุ 18–45 ปี ประมาณ 1,000 คนในแต่ละประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และไทย ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 19 พฤษภาคม 2569 รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งภูมิภาคประมาณ 4,000 คน โดยแบบสำรวจนี้นับเป็นหนึ่งในการศึกษาระดับภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับวิธีที่คนโสดในเอเชียกำลังรับมือกับการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม --- ## คนไทยมองฟิตเนสคือ “การลงทุน” ดันยอดจ้างเทรนเนอร์พุ่ง 10% Fitness First คัมแบ็กขยายสาขาในรอบ 7 ปี เสริมทัพ HYROX - Pilates ครอบจักรวาล Wellness URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116420 เผยแพร่: 2026-10-18 ผู้เขียน: ratirita ตอนนี้คนไทยหัวใจเฮลท์ตี้กันมาก สิ่งที่แชร์ลงโซเชียลไม่วิ่ง ก็ HYROX ทุกคนมีกิจกรรมแอคทีฟเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ส่งผลให้ตลาดฟิตเนสไทยคึกคักรับเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ หลังพบพฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนทัศนคติจากการออกกำลังกายแก้เหงา สู่การลงทุนกับสุขภาพที่ต้องเห็นผลจริง ถ้าจ่ายเงินลงคอร์สฟิตเนสแล้วต้องเห็นผลกลับมา ส่งผลให้ยอดการจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัว (Personal Trainer) เติบโตกระโดดขึ้นถึง 10%  ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย (Fitness First) ที่ทำตลดในไทยมาแล้ว 25 ปี ประกาศกลับมาลงทุนขยายสาขาใหม่ และปรับโฉมครั้งใหญ่ในรอบ 7 ปี อัดฉีดงบ 330 ล้านบาท ปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่ พร้อมเสริมโซนยอดฮิตอย่าง HYROX และ Pilates Reformer ตอบโจทย์สุขภาพสาย Performance & Wellness ครบวงจร คนไทยมองการออกกำลังกายคือ “การลงทุน” ยอดจ้างเทรนเนอร์พุ่ง 27% จากข้อมูลสถิติของ Fitness First ประเทศไทย ระหว่างปี 2564–2569 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยสัดส่วนสมาชิกที่ตัดสินใจจ้าง เทรนเนอร์ส่วนตัว (Personal Trainer) เพิ่มขึ้นจาก 17% ในปี 2564 พุ่งขึ้นมาเป็น 27% ในปี 2569 หรือเติบโตขึ้น 10% การจ้างเทรนเนอร์ของ Fitness First ถือว่าสูงกว่าตลาดที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ราว 5-7%  จำนวนสมาชิกที่มีการจ้างเทรนเนอร์ก็เติบโตขึ้นจาก 6,000 คน ในปี 2564 เพิ่มเป็น 15,000 คน ในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้น 147% มีการคาดการณ์ว่ามีการใช้เทรนเนอร์รวม 1.5 ล้านชั่วโมง เพราะคนอยากเล่นแล้วเห็นผล จึงยอมจ่ายเพื่อให้ได้เห็นผลลัพธ์จริงๆ และมองว่าคือการลงทุนอย่างหนึ่ง  นอกจากนี้ สมาชิกยังมีความถี่ในการเข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 10 ครั้งต่อเดือน จากแต่เดิมเฉลี่ย 8 ครั้งต่อเดือน โดยที่มียอดเช็คอินรวมทั่วประเทศ 8 ล้านครั้งต่อปี หรือเฉลี่ย 22,000 ครั้งต่อวัน สะท้อนว่าคนไทยไม่ได้แค่สมัครฟิตเนสทิ้งไว้ แต่ตั้งใจเข้ามาใช้งานจริงจังเพื่อเป้าหมายด้านสุขภาพระยะยาว Fitness First คัมแบ็กลุยขยายสาขาใหม่ในรอบ 7 ปี  ปัจจุบัน Fitness First มีสาขารวม 32 คลับ มีสมาชิกเกือบ 60,000 คน การเปิดสาขาใหม่ครั้งล่าสุดปี 2562 ตอนนั้นขยายรวด 5 แห่ง มีทั้งแบรนด์ Fitness First และ Celebrity Fitness ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานก็เจอวิกฤต COVID-19 ธุรกิจฟิตเนสโดนล็อกดาวน์เป็นลำดับแรกๆ ทำให้หลังจากนั้นไม่ได้มีเงินทุนมากเท่าเดิม  ปีนี้ Fitness First ประกาศขยับทัพครั้งใหญ่ด้วยการกลับมาลงทุนขยายสาขาใหม่ในรอบ 7 ปี ใช้งบลงทุน 330 ล้านบาท เพื่อยกระดับคลับสู่เจเนอเรชันใหม่ (New Gen Design) ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนทำงานที่มี อายุ 28–36 ปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของสมาชิกทั้งหมด แผนการลงทุนเปิดสาขาใหม่ ดังนี้ Fitness First Central Northville เปิดบริการ 16 ต.ค. 2569 เป็นคลับคอนเซ็ปต์ใหม่ดีไซน์ใหม่ที่เน้นการสร้างคอมมูนิตี้ และการออกกำลังกายแบบกลุ่ม The Central by Fitness First สาขานี้จะเป็นแฟลกชิปคลับระดับพรีเมียมแห่งที่ 3 ต่อจากสาขาสุขุมวิท 39 และไอคอนสยาม บนถนนพหลโยธิน ณ ศูนย์การค้า The Central กำหนดเปิดปี 2570 ปรับโฉมสาขาใหญ่ที่มีผู้ใช้บริการระดับท็อปๆ ได้แก่ สาขา Q-house, Central World และ Mega Bangna  เพิ่มโซน HYROX – Pilates เสริมทัพ Wellness ครบวงจร มาร์ค เอลเลียต บิวคานันท์ CEO ของ Evolution Wellness Asia เล่าว่า  “ผู้บริโภควันนี้ไม่ได้มองว่าฟิตเนสเป็นแค่สถานที่มาออกเหงื่อ แต่เป็นพื้นที่สร้างคอมมูนิตี้ และพัฒนาคุณภาพชีวิต การลงทุนขยายสาขา และปรับโฉมในรอบ 7 ปีนี้ หลังจากที่ ไม่ได้เปิดมาระยะนึงแล้ว ต้องปรับแต่งสาขาไปตามเทรนด์ สร้างประสบการณ์ใหม่ มีโปรแกรมใหม่ๆ ให้ลูกค้าสนุกกับการออกกำลังกาย มาแล้วเห็นผลแล้วอยากมาเรื่อยๆ” มาร์คเสริมอีกว่า ตอนนี้ลูกค้าไม่ได้มาฟิตเนสเพื่อเล่นเวท กับคาดิโออย่างเดียว แต่มีรูปแบบการออกกำลังกายใหม่ๆ เยอะมาก แบบ Functional Training ทำให้ Fitness First ได้ปรับพื้นที่และเพิ่มโปรแกรมการออกกำลังกายให้ครอบคลุมทุกมิติ HYROX Training Zone รับเทรนด์การแข่งกีฬาขวัญใจมหาชนที่กำลังมาแรงทั่วโลก เพิ่มอุปกรณ์ และพื้นที่เฉพาะสำหรับสมาชิกที่ต้องการซ้อม และพัฒนาสมรรถภาพร่างกาย  Pilates Reformer & Mind & Body ตอบรับกระแสการออกกำลังกายแบบเน้นความยืดหยุ่น และแกนกลางลำตัว ซึ่งพบว่าคลาสกลุ่มประเภทนี้มีผู้เข้าร่วมเติบโตสูงขึ้นถึง 73% Full Wellness Experience ยกระดับประสบการณ์ในแฟลกชิปคลับด้วยบริการการฟื้นฟูร่างกาย (Recovery) เช่น บ่อน้ำร้อน-น้ำเย็น เพื่อผ่อนคลายจิตใจและกล้ามเนื้อ --- ## ดานอน ประเทศไทย กวาด 5 รางวัล HR Asia Awards 2026 ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงผ่านคน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน URL: https://positioningmag.com/pr-news/116419 เผยแพร่: 2026-10-17 ผู้เขียน: PR News ปีที่สามกับองค์กรดีเด่นที่น่าร่วมงานที่สุดในเอเชีย สู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ประเทศไทย ดานอน ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน คว้า 5 รางวัลจากเวที HR Asia Awards 2026 ได้แก่ องค์กรดีเด่นที่น่าร่วมงานที่สุดในเอเชีย (Best Company to Work for in Asia), องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (People Transformation Awards), องค์กรที่ส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการโอบรับความแตกต่าง (Diversity, Equity & Inclusion Award), สถานที่ทำงานที่ยั่งยืนแห่งปี (Sustainable Workplace Awards) และรางวัลล่าสุด องค์กรที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมพลังในการทำงาน (Tech Empowerment Awards) การได้รับทั้ง 5 รางวัลในปีนี้ สะท้อนแนวทางของดานอน ประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในองค์กร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพและสุขภาวะของพนักงาน การสร้างวัฒนธรรมที่โอบรับความแตกต่าง ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีและ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสในการเรียนรู้ เพื่อให้ทั้ง “คน” และ “องค์กร” พร้อมปรับตัวไปกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะดานอนเชื่อว่าการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นจากการมีบุคลากรที่ได้รับการสนับสนุนให้เติบโตและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยดานอนได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 60 องค์กรจาก 323 องค์กรในประเทศไทย องค์กรที่พร้อมรับอนาคตด้วยเทคโนโลยีและ AI หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นของดานอน ประเทศไทยในปีนี้ คือการได้รับรางวัล องค์กรที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมพลังในการทำงาน (Tech Empowerment Awards) เป็นครั้งแรก สะท้อนแนวทางการนำเทคโนโลยีมาใช้โดยมี “คน” เป็นหัวใจสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถทำงาน เรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพได้ดียิ่งขึ้น ดานอน ประเทศไทย สนับสนุนการนำเครื่องมือดิจิทัลและ AI มาใช้ในกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านดิจิทัล การจัดการข้อมูล และ AI ผ่าน Digital, Data and AI (DDAI) Academy E-Learning เพื่อให้พนักงานสามารถพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต พร้อมเข้าถึงเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน อาทิ Microsoft Copilot ที่ช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลและการทำงานเชิงกลยุทธ์ ตลอดจนแพลตฟอร์มดิจิทัล Founda ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานได้มากถึง 50% นายวินเซนต์ เต ผู้จัดการประจำประเทศไทย ดานอน ประเทศไทย กล่าวว่า “โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และดานอนเชื่อว่าคนคือผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างนวัตกรรม การดูแลผู้บริโภค หรือการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สำหรับดานอน การนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาใช้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่คือการทำให้พนักงานมีเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงขององค์กรจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน เมื่อคนของเราสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กร เทคโนโลยีจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการเสริมศักยภาพของคน ควบคู่ไปกับการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดกว้าง ใส่ใจ และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านบุคคลากร “เพราะพนักงานดานอนคือหัวใจขององค์กร” ยังคงเป็นแนวคิดสำคัญที่ดานอน ประเทศไทย ยึดมั่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าองค์กรจะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนและสังคมได้ในระยะยาว เมื่อพนักงานได้รับการสนับสนุนทั้งด้านศักยภาพ สุขภาวะ และโอกาสในการเติบโต แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านทั้งสวัสดิการ วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตลอดจนโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง อาทิ นโยบาย “Work From Anywhere” ที่เปิดโอกาสให้พนักงานทำงานได้อย่างยืดหยุ่นในทุกวันจันทร์และวันศุกร์ และโปรแกรม “Be-Well” ที่ดูแลสุขภาวะของพนักงานใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ โภชนาการ สุขภาพจิต และสุขภาพกาย ขณะเดียวกัน ดานอนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพและสร้างเส้นทางการเติบโตของบุคลากรผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ Talent Mobility, A Day in the Life, SEA Mentoring Program, Succession Planning และ Capability Enhancement Committee เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้จากประสบการณ์ใหม่ พัฒนาทักษะและความสามารถ ตลอดจนเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำในอนาคตและสร้างโอกาสในการเติบโตในระดับภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับการได้รับรางวัล องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (People Transformation Awards) ในปีนี้ องค์กรที่ยืนหนึ่งในด้านโอบรับความแตกต่าง อีกหนึ่งมิติที่ดานอน ประเทศไทย เดินหน้าผลักดันอย่างต่อเนื่อง คือ DEI (Diversity, Equity & Inclusion) หรือความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการโอบรับความแตกต่าง โดยมองว่าความแตกต่างของแต่ละบุคคลไม่ควรเป็นข้อจำกัดในการทำงาน แต่สามารถเป็นพลังสำคัญที่ช่วยสร้างมุมมองและศักยภาพใหม่ให้กับองค์กร หนึ่งในโครงการที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมคือ “Neurodiversity Internship” ที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางระบบประสาท (Neurodivergent) ได้เข้ามาเรียนรู้และทำงานจริงภายในองค์กร เปิดพื้นที่ให้แต่ละคนสามารถแสดงศักยภาพผ่านความสามารถและมุมมองที่แตกต่าง พร้อมสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายให้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งความเท่าเทียมและการเคารพสิทธิมนุษยชนจากภายใน ร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศไทย นอกจากการส่งเสริมศักยภาพและการเติบโตของพนักงานแล้ว ดานอน ประเทศไทย ยังเชื่อว่าพนักงานคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในองค์กรและต่อสังคมในวงกว้าง การสนับสนุนให้พนักงานเติบโต เรียนรู้ และมีส่วนร่วมอย่างเต็มศักยภาพจึงเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ “Danone Impact Journey” ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของดานอน ที่เชื่อว่าการเติบโตทางธุรกิจควรเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยพนักงานดานอนในประเทศไทยมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวผ่านการทำงานในทุกวัน ทั้งการนำความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการและสุขภาพมาสร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภคและชุมชน การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยแผนดำเนินงาน Triple zero ณ โรงงานของดานอนในนิคมอุตสาหกรรมบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการน้ำ และการบริหารจัดการของเสีย 5 รางวัลอันทรงเกียรติเพื่อเดินหน้าต่อไป สำหรับดานอน ประเทศไทย การได้รับรางวัลจากเวที HR Asia Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และเพิ่มขึ้นเป็น 5 รางวัลในปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการสะท้อนความสำเร็จขององค์กร แต่ยังเป็นอีกหนึ่งเสียงสะท้อนจากพนักงานและการยืนยันถึงทิศทางการพัฒนาองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “คน” ในทุกมิติ ตั้งแต่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี การดูแลสุขภาวะ การเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลาย การพัฒนาทักษะและสร้างโอกาสการเติบโต ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาเสริมศักยภาพในการทำงาน พร้อมเดินหน้าดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตของธุรกิจสามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าภายในองค์กร เพราะดานอนเชื่อว่าพันธกิจในการส่งมอบสุขภาพที่ดีผ่านอาหารให้กับผู้คนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เริ่มต้นจากการมีบุคลากรที่มีศักยภาพ มีแรงบันดาลใจ และได้รับโอกาสในการเติบโต พนักงานจึงเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งพันธกิจขององค์กรให้เกิดขึ้นจริงในทุกวัน --- ## HEYTEA ดึง LISA คอลแลบส์ระดับโลก ส่ง ‘เครื่องดื่มข้าวเหนียวมะม่วง’ เจาะคนรุ่นใหม่ เปลี่ยนพลังแฟนคลับเป็นยอดขาย URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116418 เผยแพร่: 2026-10-17 ผู้เขียน: my_bb HEYTEA แบรนด์ชาจีนระดับโลก ประกาศจับมือ LISA หรือ ลิซ่า - ลลิษา มโนบาล เปิดตัวแคมเปญระดับโลกเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 โดยนำเมนู Mango Coconut Sticky Rice เครื่องดื่มที่ได้แรงบันดาลใจจากข้าวเหนียวมะม่วงไทย วางจำหน่ายในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า และตลาดต่างประเทศอื่น ๆ ที่เข้าร่วม โดยการคอลแลบส์ครั้งนี้ไม่ได้จบแค่การใช้คนดังโปรโมตสินค้า แต่ต่อยอดความชื่นชอบที่เกิดขึ้นจริงระหว่างลิซ่ากับแบรนด์ สู่กลยุทธ์ที่เชื่อมเครื่องดื่ม วัฒนธรรมป๊อป และสินค้าสะสมเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนกระแสบนโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ จากลูกค้าตัวจริง สู่พาร์ตเนอร์ระดับโลก จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปในปี 2568 เมื่อลิซ่าโพสต์ภาพเครื่องดื่มมัทฉะของ HEYTEA ผ่าน Instagram ซึ่งได้รับยอดไลก์มากกว่า 6.7 ล้านครั้ง ก่อนเกิดกระแสอีกครั้งระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต BLACKPINK ที่ลอนดอน เมื่อลิซ่าโพสต์ภาพขณะถือ Cloud Coconut Blue เมนูที่จำหน่ายเฉพาะตลาดต่างประเทศของแบรนด์ ต่อมาในเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา เมื่อ HEYTEA เปิดสาขาแรกในไทยที่ CentralWorld ลิซ่ายังเดินทางไปเยี่ยมชม HEYTEA LAB ก่อนเปิดให้บริการ พร้อมทดลองเครื่องดื่มหลายเมนู รวมถึง Mango Coconut Sticky Rice ซึ่งกลายเป็นสินค้าไฮไลต์ของแคมเปญครั้งนี้ จากกระแสที่เริ่มต้นด้วยการเป็นผู้บริโภค สู่การร่วมมืออย่างเป็นทางการ HEYTEA จึงมีโอกาสต่อยอดความสนใจที่เกิดขึ้นแล้วให้เชื่อมกับสินค้าและการซื้อจริง เลือก ‘ข้าวเหนียวมะม่วง’ เชื่อมตัวตนลิซ่ากับตลาดโลก Heytea ระบุว่า Mango Coconut Sticky Rice ไม่ใช่เมนูใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อแคมเปญโดยเฉพาะ แต่เป็นเครื่องดื่มที่ HEYTEA เคยเปิดตัวในจีนเมื่อปี 2564 และนำกลับมาจำหน่ายในรูปแบบเมนูช่วงเวลาจำกัดหลายครั้ง โดยบริษัทระบุว่าได้รับเสียงเรียกร้องจากลูกค้าให้กลับมาจำหน่ายอีก เครื่องดื่มประกอบด้วยมะม่วง เกล็ดน้ำแข็งปั่นรสกะทิ และข้าวเหนียวมูนที่ใช้ข้าวเหนียวเมล็ดยาวนำเข้าจากประเทศไทย การเลือกเมนูนี้มาร่วมแคมเปญยังเชื่อมโยงกับตัวตนของลิซ่าในฐานะศิลปินชาวไทย ทำให้แบรนด์สามารถนำรสชาติที่มีแรงบันดาลใจจากไทยไปสื่อสารกับผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ ผ่านสินค้าที่มีฐานความนิยมอยู่แล้ว ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่ต่อยอดสู่ของสะสม HEYTEA ออกแบบภาพวาดลิซ่าด้วยลายเส้นเฉพาะของแบรนด์ นำไปใช้กับบรรจุภัณฑ์รุ่นพิเศษและสินค้าที่ระลึก โดยชุดคอลแลบส์ประกอบด้วยเครื่องดื่ม สติกเกอร์ และของสะสมที่เลือกได้ระหว่างเข็มกลัดหรือพวงกุญแจ ซึ่งเริ่มจำหน่ายวันที่ 16 ตุลาคม 2569 กลยุทธ์นี้ขยายโอกาสการขายจากเครื่องดื่มไปสู่สินค้าที่แฟนคลับซื้อเพื่อสะสมและแสดงความชื่นชอบต่อศิลปิน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้สินค้าและบรรจุภัณฑ์กลายเป็นเนื้อหาที่ผู้บริโภคนำไปแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย ที่ผ่านมา HEYTEA เคยร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่น ศิลปิน และธุรกิจบันเทิง อาทิ alexanderwang, Sandy Liang, Yayoi Kusama, POP MART และ Wicked โดยใช้สินค้าและงานออกแบบรุ่นพิเศษเชื่อมแบรนด์เข้ากับวัฒนธรรมร่วมสมัย การจับมือกับลิซ่าจึงเป็นการต่อยอดแนวทางดังกล่าวผ่านศิลปินที่มีฐานผู้ติดตามในระดับนานาชาติ HEYTEA ระบุว่าปัจจุบันมีร้านค้าต่างประเทศมากกว่า 120 สาขา ในเมืองต่างๆ อาทิ นิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส ลอนดอน โทรอนโต ซิดนีย์ เมลเบิร์น และกรุงเทพฯ การคอลแลบส์กับลิซ่าจึงเป็นอีกช่องทางที่แบรนด์ใช้เชื่อมการขยายตลาดต่างประเทศเข้ากับวัฒนธรรมป๊อป โดยไม่ได้สื่อสารเฉพาะเรื่องรสชาติ แต่เพิ่มองค์ประกอบด้านศิลปิน งานออกแบบ และสินค้าสะสมเข้ามาในประสบการณ์ของผู้บริโภค --- ## ทรู-ดีแทค 5G พร้อมให้ลูกค้าสั่งจอง iPhone Duo ล่วงหน้า ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม เวลา 19.00 น. URL: https://positioningmag.com/pr-news/116417 เผยแพร่: 2026-10-17 ผู้เขียน: PR News ทรู-ดีแทค 5G พร้อมให้ลูกค้าสั่งจอง iPhone Duo ล่วงหน้า ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม เวลา 19.00 น. และวางจำหน่าย วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม ลูกค้าทรู ดีแทค รับความคุ้มค่า การันตีราคาซื้อ iPhone Duo ได้ในราคาที่ดีที่สุด พร้อมรับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 28,800 บาท  โดยเฉพาะส่วนลดเพิ่มพิเศษ เมื่อนำเครื่องเก่ามาแลกเครื่องใหม่ และส่วนลดอีกมากมาย  รับความคุ้มครองกับโปรน่าล็อก เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจ True 5GX 1,699 บาทขึ้นไป รับฟรี True Value Care (มูลค่า 6,000+ บาท) คุ้มครองดูแลเครื่องฟรี ตลอด 1 ปี ไม่ว่าเครื่องตก หน้าจอแตก ก็ซ่อมหรือเปลี่ยนเครื่องได้ และล็อกราคารับซื้อเครื่องคืนในปีหน้า  นอกจากนี้ ลูกค้าที่ใช้แพ็กเกจ True 5GX จะได้ใช้งานบนอีกขั้นของเครือข่าย 5G ที่เร็วกว่า แรงกว่า เหนือกว่า แม้ในพื้นที่การใช้งานหนาแน่น กับ Priority Access ดูรายละเอียดราคาและการวางจำหน่ายเพิ่มเติมได้ที่ https://deal.true.th/apple/iphone-duo.html --- ## คอนโด กทม. ปี 69 คาดทรงตัว ซัพพลายเหลือขาย 6.5 หมื่นยูนิต เน้นเปิดตัวโครงการราคาต่ำลง URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116416 เผยแพร่: 2026-10-17 ผู้เขียน: my_bb ตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อคนไทยอ่อนแรง และผู้ซื้อชาวจีนลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ปัญหาฝนตกหนักและน้ำท่วมในบางพื้นที่ยังทำให้ผู้ประกอบการบางรายเลื่อนเปิดตัวโครงการใหม่ออกไป ส่งผลให้ภาพรวมคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ทั้งปีมีแนวโน้มใกล้เคียงปีก่อน สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ไตรมาส 3 ปี 2569 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 4,876 ยูนิต เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากไตรมาส 2 ส่งผลให้ยอดเปิดขายใหม่สะสม 3 ไตรมาสแรกอยู่ที่ 14,377 ยูนิต เพิ่มขึ้นประมาณ 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สะท้อนว่าผู้ประกอบการไม่ได้หยุดเปิดโครงการใหม่ทั้งหมด แม้ต้องเผชิญปัจจัยลบหลายด้าน โดยบางรายเลือกเปิดขายแบบไม่เป็นทางการ ให้ลูกค้าบางกลุ่มจองก่อนเพื่อประเมินกำลังซื้อ ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาส 4 ขณะที่บางโครงการตัดสินใจเลื่อนเปิดขายจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม คาดว่ายอดเปิดตัวใหม่ ปี 2569 จะอยู่ที่ 16,000-17,000 ยูนิต ทรงตัวเท่า ๆ กับปีก่อน ซัพพลายล้นตลาด กดดันผู้ประกอบการเร่งระบายสต๊อก โจทย์ใหญ่ของตลาดคอนโดมิเนียมยังอยู่ที่สต๊อกเหลือขายสะสม ซึ่งมีมากกว่า 65,300 ยูนิต มูลค่ารวมประมาณ 370,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นห้องชุดที่สร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ แต่ยังขายไม่ได้ประมาณ 25,700 ยูนิต หรือคิดเป็นราว 40% ของซัพพลายเหลือขายทั้งหมด สต๊อกส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มราคาที่เข้าถึงได้ โดยคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท หรือไม่เกิน 100,000 บาทต่อตารางเมตร มีสัดส่วนประมาณ 55% ของคอนโดมิเนียมเหลือขายทั้งหมด หากรวมกลุ่มราคา 100,001-150,000 บาทต่อตารางเมตรด้วย จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 76% เปิดใหม่เน้นราคาจับต้องได้ เปิดเช่าก่อนขอสินเชื่อ รับกำลังซื้อเปราะบาง ในภาวะที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน คอนโดมิเนียมระดับราคาไม่เกิน 150,000 บาทต่อตารางเมตรยังเป็นตลาดหลักของผู้ประกอบการ เนื่องจากเข้าถึงผู้ซื้อได้หลายกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะผู้มีรายได้ปานกลางหรือต่ำ อีกทั้งยังเป็นระดับราคาที่ผู้ซื้อชาวต่างชาติสามารถเข้าถึงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การตั้งราคาขายให้เข้าถึงง่ายไม่ได้หมายความว่าจะปิดการขายได้ทันที เพราะผู้ซื้อจำนวนหนึ่งยังติดข้อจำกัดด้านสินเชื่อ โดยเฉพาะโครงการราคาต่ำกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรที่เผชิญปัญหาการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผู้ประกอบการบางรายจึงปรับรูปแบบการขาย โดยเปิดให้ลูกค้าเข้าอยู่อาศัยในลักษณะเช่าก่อน แล้วจึงยื่นขอสินเชื่อเพื่อซื้อเมื่อมีความพร้อม ขณะเดียวกันยังใช้ส่วนลดและโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย แม้จะไม่ได้ลดราคาอย่างรุนแรงในทุกโครงการ แต่เริ่มเห็นมาตรการดังกล่าวในตลาดมากขึ้น สำหรับโครงการใหม่ กลยุทธ์จึงมีแนวโน้มเน้นราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อ ลดขนาดโครงการให้เหมาะสมกับความต้องการจริง และเลือกทำเลที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมใช้งาน เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีซัพพลายเหลือขายจำนวนมาก จีนหาย กำลังซื้อต่างชาติไม่เหมือนเดิม อีกแรงกดดันสำคัญมาจากตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ซื้อชาวจีนที่ลดลงต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดกระแสข่าวด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งมีส่วนทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยในปี 2568 ลดลงประมาณ 33.6% และ การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวจีนลดลงประมาณ 13% นอกจากนี้ การตรวจสอบเอกสารและแหล่งที่มาของเงิน รวมถึงการจัดตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นที่เข้มงวดขึ้น ยังส่งผลต่อการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยนำเงินจากการทำธุรกิจในประเทศอื่นมาซื้อคอนโดมิเนียมในไทย เมื่อกำลังซื้อจากต่างชาติอ่อนแรงลง ประกอบกับตลาดบ้านระดับราคาสูงเผชิญแรงกดดันเช่นกัน ผู้ประกอบการจึงต้องพึ่งพากำลังซื้อในประเทศและเลือกกลุ่มเป้าหมายอย่างระมัดระวังมากขึ้น น้ำท่วมอาจเปลี่ยนโจทย์เลือกที่อยู่อาศัย แม้ปัญหาน้ำท่วมจะกระทบต่อแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในระยะสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนหันมาสนใจคอนโดมิเนียมมากขึ้น เนื่องจากทรัพย์สินภายในอาคารส่วนใหญ่มีโอกาสได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมน้อยกว่าบ้านในบางลักษณะ และยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติ หากพื้นที่โดยรอบยังเอื้อต่อการเดินทางและการดำเนินชีวิต อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงทำเลที่ตั้ง ความใกล้สถานีรถไฟฟ้า สภาพแวดล้อมโดยรอบ และประสิทธิภาพการบริหารจัดการของนิติบุคคลอาคารชุด ในระยะยาว ปัจจัยเหล่านี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับโจทย์หลักของตลาด นั่นคือการระบายซัพพลายเดิมกว่า 65,300 ยูนิต ควบคู่กับการเปิดโครงการใหม่ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง --- ## ตลาดอสังหาฯ ลักชัวรี ยอดขายพุ่ง 368% บ้านหรู กทม.-ภูเก็ต-พัทยา มาแรงต่อเนื่อง URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116415 เผยแพร่: 2026-10-17 ผู้เขียน: my_bb อาทิตยา เกษมลาวัณย์ หัวหน้าแผนกซื้อขายโครงการที่พักอาศัย ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีและอัลตร้าลักชัวรีเติบโตต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 ปี 2026 ซัพพลายบ้านหรูเพิ่มขึ้น 315% ส่วนยอดขายขยายตัว 368% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดในปี 2019 ข้อมูลข้างต้นสะท้อนว่าความต้องการซื้อบ้านหรูยังเติบโตเร็วกว่าจำนวนสินค้าในตลาด โดยมีอัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 62% ผู้ขับเคลื่อนหลักคือ ผู้ซื้อไทยและต่างชาติ ซึ่งกรุงเทพฯ ยังคงเป็นตลาดหลัก ขณะที่ภูเก็ตกำลังขยับสู่จุดหมายปลายทางด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ส่วนพัทยาได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของตลาดคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม กรุงเทพฯ อัตราขายออกอสังหาลักชัวรีแตะ 93% สำหรับตลาดกรุงเทพฯ ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรียังคงอยู่ในระดับสูง โดยข้อมูล ณ ครึ่งแรกปี 2569 พบว่า คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ มียอดขายสะสมแล้ว 93% ขณะที่โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมียอดขายล่วงหน้า 84% ส่งผลให้ภาพรวมทั้งสองกลุ่มมีอัตราการขายเฉลี่ย 88% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าความต้องการซื้อไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโครงการที่พร้อมเข้าอยู่อาศัย แต่ยังครอบคลุมไปถึงโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา โดยตลาดมีซัพพลายใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ด้านบ้านระดับลักชัวรีขึ้นไปมียอดขายสะสม 62% ณ ครึ่งแรกปี 2569 สะท้อนว่าตลาดบ้านหรูยังมีแรงซื้อรองรับ ท่ามกลางสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมที่เผชิญความท้าทาย อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดระดับบนไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาทำเล คุณภาพโครงการ และความสามารถในการตอบโจทย์การอยู่อาศัยระยะยาวด้วย ภูเก็ตขยับสู่ฮับอสังหาฯ โลก ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ สู่การเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการอยู่อาศัยและถือครองอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว ดึงดูดทั้งผู้ซื้อบ้านพักตากอากาศ นักลงทุน และกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงจากหลายประเทศ หากย้อนดูตลาดคอนโดมิเนียมภูเก็ตในช่วงปี 2015-2019 มียอดขายเฉลี่ยมากกว่า 1,100 ยูนิตต่อปี ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 5,200 ยูนิตต่อปีในช่วงปี 2023-2025 หรือเติบโตประมาณ 350% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ทั้งนี้ กลุ่มคอนโดมิเนียมระดับราคา 8 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่ชายฝั่งตะวันตกตอนกลาง (West Coast Central) โดยมีลายันและบางเทาเป็นทำเลสำคัญ ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยครึ่งแรกปี 2569 อัตราการขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และทำสถิติสูงสุดใหม่ ด้วยทำเลดังกล่าวมีจุดเด่นจากการเดินทางที่เชื่อมต่อสนามบินนานาชาติภูเก็ต ชายหาด และสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับการใช้ชีวิตระดับสากล จึงตอบโจทย์ผู้ซื้อที่ต้องการทั้งที่อยู่อาศัยและบ้านพักตากอากาศ วิลล่าหรูภูเก็ตโตแรง ยอดขายกลุ่ม 90 ล้านขึ้นไปพุ่ง 50% ไม่ใช่แค่คอนโดมิเนียม ตลาดวิลล่าและบ้านพักระดับลักชัวรีในภูเก็ตยังเติบโตโดดเด่น โดยช่วงปี 2015-2019 มียอดขายเฉลี่ยมากกว่า 130 หลังต่อปี ก่อนเพิ่มเป็นมากกว่า 500 หลังต่อปีในช่วงปี 2023-2025 คิดเป็นการเติบโตประมาณ 261% ข้อมูลครึ่งแรกปี 2569 พบว่า ยอดขายวิลล่าระดับ Ultra-Luxury ราคา 90 ล้านบาทขึ้นไป เติบโตถึง 50% สะท้อนความต้องการในตลาดบ้านระดับราคาสูงที่ยังขยายตัว แรงหนุนสำคัญมาจากผู้ซื้อที่ต้องการบ้านพักตากอากาศ การอยู่อาศัยระยะยาว และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายสำหรับการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในฐานะเมืองสำหรับการใช้ชีวิตของผู้ซื้อจากต่างประเทศ พัทยารับแรงหนุน EEC ซัพพลายคอนโดฯ พรีเมียมโต 83% ชลบุรียังเป็นตลาดที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยพัทยาเป็นหนึ่งในทำเลที่มีการขยายตัวของตลาดคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม ท่ามกลางปัจจัยสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568 พบว่า ซัพพลายใหม่ของคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมในพัทยา ซึ่งมีมูลค่าเฉลี่ยต่อยูนิตของทั้งโครงการมากกว่า 6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 83% จากปีก่อนหน้า โดยโครงการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในย่านวงศ์อมาตย์ ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุน แม้จำนวนโครงการใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ความต้องการซื้อในตลาดพัทยายังมีความสม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำ สะท้อนการขยายตัวของตลาดที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมในจังหวัดชลบุรี โจทย์สำคัญของผู้พัฒนาโครงการจึงอยู่ที่การสร้างความแตกต่าง ท่ามกลางตัวเลือกที่เพิ่มขึ้น โดยทำเลที่เหมาะกับการอยู่อาศัยจริง ราคาเหมาะสม และศักยภาพของสินทรัพย์ในระยะยาว ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน --- ## CBRE x SC ชิงตลาดอสังหาลักชัวรี ขน 57 โครงการหรู ตั้งเป้ายอดขาย 1.5 พันล้าน URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116414 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: my_bb ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนยังมีแรงซื้อ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย จับมือ Global Partners Club by SC จัดงาน “CBRE Elite Living 2026” กลับมาในรอบ 10 ปี รวบรวม 57 โครงการระดับลักชัวรีถึงซูเปอร์ลักชัวรี ครอบคลุมกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และลอนดอน เปิดทางเลือกทั้งซื้ออยู่อาศัยและลงทุน พร้อมตั้งเป้ายอดขายจากงาน 1,500 ล้านบาท รีเทิร์นในรอบ 10 ปี เจาะกำลังซื้อระดับบน อาทิตยา เกษมลาวัณย์ หัวหน้าแผนกซื้อขายโครงการที่พักอาศัย ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรียังได้รับแรงสนับสนุนจากผู้ซื้อกำลังซื้อสูง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มองหาสินทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยและลงทุนระยะยาว ซีบีอาร์อีจึงจัดงาน “CBRE Elite Living 2026” ภายใต้แนวคิด A Curated Showcase of Thailand's Finest Properties and Overseas Investment Opportunities ระหว่างวันที่ 16-20 ตุลาคม 2569 ณ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน โดยร่วมมือกับ Global Partners Club by SC (GPC) เพื่อขยายการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ภายในงานรวบรวมบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียมหรู บ้านพักตากอากาศ Branded Residence และโครงการในลอนดอน พร้อมข้อเสนอพิเศษจากผู้พัฒนาโครงการและพันธมิตร เปิดพอร์ต 57 โครงการ ราคาเริ่ม 7.9 ล้านบาท โครงการที่นำมาจัดแสดงแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ บ้านเดี่ยวลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรี 44 โครงการ ราคา 15-300 ล้านบาท อาทิ บางกอก บูเลอวาร์ด, เดอะ เจนทริ, แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด, คอนนาเซอร์ พัฒนาการ, ไนน์ตี้ไฟว์ อีสต์วัน และซันเล เรสซิเดนเซส คอนโดมิเนียมซูเปอร์ลักชัวรี 3 โครงการ ราคา 45-528 ล้านบาท ได้แก่ สติลล์ สุขุมวิท 20, สโคป ทองหล่อ และสโคป หลังสวน บ้านพักตากอากาศ 5 โครงการ ราคา 7.9-157.5 ล้านบาท ได้แก่ เพย์ลา ภูเก็ต ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น เรสซิเดนซ์ส, สุนทรี วงศ์อมาตย์, คิอารา รีเซิร์ฟ เรสซิเดนเซส, ซี เธียเตอร์ ภูเก็ต และการ์เด้น แอทลาส เบย์วิว โครงการระดับพรีเมียมในลอนดอน 5 โครงการ จากเบิร์กเลย์ กรุ๊ป ราคา 560,000-4 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง หรือประมาณ 24.9-178.4 ล้านบาท ได้แก่ Trillium-Grand Union, White City Living, King's Road Park, South Quay Plaza-Canary Wharf และ Trent Park-Enfield SC ดึงเครือข่าย GPC ขยายฐานลูกค้าลักชัวรี พิชชากร มีศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานเครือข่ายและลูกค้าต่างประเทศ SC กล่าวว่า SC นำโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีเข้าร่วมจัดแสดง พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าภายในงาน โดยมองว่าความเชี่ยวชาญและฐานลูกค้าคุณภาพทั้งชาวไทยและต่างชาติของซีบีอาร์อี สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของบริษัท ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยเชื่อมพอร์ตโฟลิโอโครงการของ SC เข้ากับเครือข่าย Property Partners ของ Global Partners Club (GPC) เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้ซื้อทั้งเพื่ออยู่อาศัยและลงทุน ทั้งนี้ GPC ก่อตั้งในปี 2562 ปัจจุบันมีเครือข่าย Property Partners ในประเทศและต่างประเทศกว่า 2,000 ราย ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 3,000 รายภายในปี 2570 ขณะที่ยอดขายผ่านเครือข่ายเติบโตจาก 600 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 9,000 ล้านบาทในปี 2568 GPC สนับสนุนพันธมิตรผ่าน 4 ด้าน ได้แก่ Application สำหรับข้อมูลโครงการและติดตามยอดขาย Activities ผ่านกิจกรรม Open House และเยี่ยมชมโครงการ Advisors ทีมที่ปรึกษาและเครื่องมือการขาย Achievements โปรแกรมจูงใจและสิทธิประโยชน์สำหรับพันธมิตร อีกหนึ่งกลไกคือการจ่ายค่าคอมมิชชันภายใน 14 วัน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้พันธมิตรและสนับสนุนการทำธุรกิจร่วมกันในระยะยาว ตั้งเป้ายอดขาย 1,000 ล้านบาท สำหรับงาน CBRE Elite Living 2026 SC ตั้งเป้ายอดขายจากการเข้าร่วมงานไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ ซีบีอาร์อีตั้งเป้าหมายรายได้จากการจัดงานไว้ที่ 1,500 ล้านบาท โดยคาดหวังการตอบรับจากผู้ซื้อระดับบนที่สนใจโครงการหลากหลายทำเล ทั้งในไทยและต่างประเทศ --- ## “คิวเอสเอ” เปิดตัว “เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์” สาขาต้นแบบแห่งแรกในไทย นำร่องโมเดล QXR ยกระดับร้านอาหารบริการด่วนสู่ประสบการณ์รูปแบบใหม่ ชูเทคโนโลยีผสานการบริการที่ใส่ใจ ขับเคลื่อน KFC New Era URL: https://positioningmag.com/advertorial/116413 เผยแพร่: 2026-10-16 สรุป: เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย (QSA) หนึ่งในแฟรนไชส์ซีหลักของเคเอฟซี ประเทศไทย ประกาศก้าวสำคัญในการยกระดับธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน ด้วยการเปิดตัว “เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์” สาขาต้นแบบแห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Quality Experience Restaurant (QXR) ที่ยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารสู่รูปแบบใหม่ ครอบคลุมเมนูอาหาร ดีไซน์ร้าน เทคโนโลยี และการบริการที่ใส่ใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมตอกย้ำบทบาทในการร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ KFC New Era ให้เกิดขึ้นจริงผ่านการพัฒนารูปแบบร้านและประสบการณ์ลูกค้าในทุกจุดสัมผัส โดยการเปิดตัวสาขาต้นแบบครั้งนี้สะท้อนการปรับตัวของธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้มองหาเพียงความสะดวกและรวดเร็ว แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล โดย QSA นำแนวคิด QXR มาผสานเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการบริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สะดวก คล่องตัว และประทับใจยิ่งขึ้น   นางสาวอรณัฐร์ ผกาภรณ์รัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ คิวเอสเอ (QSA) กล่าวว่า “KFC New Era คือการยกระดับประสบการณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริงในทุก Touchpoint โดย ‘เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์’ ถือเป็นต้นแบบของแนวคิด Quality Experience Restaurant (QXR) ที่ผสานความสะดวก รวดเร็ว และเทคโนโลยี เข้ากับการบริการที่อบอุ่นและใส่ใจ ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ KFC หนึ่งในสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการเปิดตัวบทบาทใหม่อย่าง ‘Host’ ที่เข้ามาช่วยต้อนรับ ดูแล และสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น เพราะเราเชื่อว่าแม้เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยให้การใช้บริการสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น แต่หัวใจของประสบการณ์ที่ดียังคงเกิดจากความเข้าใจและการเอาใจใส่ลูกค้า”   สำหรับ “เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์” ได้รับการออกแบบให้เป็นสาขาต้นแบบที่ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าตลอดการใช้บริการ ตั้งแต่การต้อนรับ การเลือกเมนู การสั่งอาหาร ไปจนถึงการรับอาหาร ผ่านตู้สั่งอาหาร Kiosk บริการ Just Pick Up ที่เพิ่มความสะดวกและคล่องตัว ควบคู่กับพนักงานต้อนรับ Lobby Host ที่คอยดูแลและอำนวยความสะดวก สะท้อนแนวคิด QXR ที่ให้เทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการบริการ ขณะที่พนักงานยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความประทับใจและความใกล้ชิดกับลูกค้า   พร้อมกันนี้ ยังนำเสนอ New Brand Identity ผ่านดีไซน์ร้านที่ทันสมัย การปรับภาพลักษณ์ Colonel Sanders, Bucket, Logo, และ Finger Lickin’ Good ให้ร่วมสมัย รวมถึงยูนิฟอร์มพนักงานโฉมใหม่ “Us-niform” ที่ผสานความมีสไตล์และการใช้งานจริง โดยยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย   อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Modern Menu ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ด้วยเมนู Boneless หรือไก่ไม่มีกระดูก พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าปรับแต่งรสชาติได้ในแบบของตัวเองผ่าน “Season It” การคลุกผงปรุงรส “Dunk It” การดังก์ซอส และ “Dip It” การดิปซอส กับรสชาติใหม่ อาทิ Smoky BBQ, Seoul Hot, New Jai Ded, Garlic Parmesan, White Truffle, และ Zabb Spicy พร้อมดิปซอสใหม่อีก 5 รสชาติ รวมถึงเมนูยอดนิยมอย่าง Double Down, Zinger Burger, และ Twister ตลอดจนเมนูใหม่ Scoop Fries, และ Matcha Mochi Egg Tart เสริมประสบการณ์ด้วย Next-Gen Merchandise คอลเลกชันลิมิเต็ด อิดิชัน ที่เชื่อมโยงเคเอฟซีเข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น   “ในฐานะหนึ่งในแฟรนไชส์ซีหลักของเคเอฟซี ประเทศไทย ที่บริหารร้านมากกว่า 550 สาขา เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน KFC สู่มิติใหม่และร่วมสร้างการเติบโตของแบรนด์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดย QSA ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการลงทุนปรับปรุงร้านสาขาเดิมให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการทำให้ KFC ยังคงเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภคทุกยุคทุกสมัย” นางสาวอรณัฐร์ฯ กล่าวปิดท้าย   ทั้งนี้ การเปิดตัว “เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์” ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ KFC New Era ที่มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์ รูปแบบร้าน และประสบการณ์ผู้บริโภค ควบคู่กับการเดินหน้าขยายธุรกิจของเคเอฟซี ประเทศไทย ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขาทั่วประเทศสู่ 1,266 สาขาภายในสิ้นปี 2569 สะท้อนทิศทางการเติบโตของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับทั้งการขยายเครือข่ายและการพัฒนารูปแบบร้านให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่   “เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์” เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ และเตรียมให้บริการเดลิเวอรีตั้งแต่ 3 พฤศจิกายน 2569 ผ่าน Grab แบบ Exclusive เป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมถึง KFC Application เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงประสบการณ์ KFC รูปแบบใหม่ --- ## คนไทยกระแสเงินสดตึงตัว กลุ่มเงินเดือนไม่เกิน 1.5 หมื่นหนักสุด จ่ายหนี้ 40% ของรายได้ URL: https://positioningmag.com/insight/116412 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: my_bb ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยรายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2569 จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 84.0% ลดลงจากระดับ 86.8% ในปี 2568 ขณะที่ยอดคงค้างหนี้รวมในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 16.4 ล้านล้านบาท หรือเติบโตขึ้นเพียง 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สัดส่วนหนี้ยังสูงกว่ารายได้ แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2569 จะชะลอลงมาอยู่ที่ประมาณ 84.0% ลดลงจาก 86.8% ในปี 2568 อย่างไรก็ดี การลดลงนี้เกิดจากข้อจำกัดในการก่อหนี้ใหม่ท่ามกลางกำลังซื้อที่ซบเซา มากกว่าการที่ประชาชนมีฐานะทางการเงินดีขึ้นอย่างแท้จริง เมื่อเปรียบเทียบยอดหนี้กับรายได้ที่นำไปใช้จ่ายได้จริง (Disposable Income) พบว่า "หนี้ครัวเรือนไทยยังคงสูงถึง 1.5 เท่าของรายได้" ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 สะท้อนว่าความสามารถในการรองรับภาระทางการเงินของครัวเรือนยังปรับตัวดีขึ้นได้ช้ามาก กลุ่มรายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท แบกภาระหนักสุด ปัจจุบัน​ภาระจ่ายหนี้สูงลิ่ว ครัวเรือนไทยที่มีหนี้ มีสัดส่วนภาระการชำระหนี้ต่อรายได้ (DSR) เฉลี่ยอยู่ที่ 26.3% ทั้งนี้ กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน มี DSR เฉลี่ยสูงถึง 40.1% หมายความว่ารายได้เกือบครึ่งหนึ่งต้องนำไปจ่ายหนี้ในแต่ละเดือน ในภาพรวมมีครัวเรือนที่มีหนี้ถึง 23.8% ที่ประสบปัญหาเงินสดติดลบ (Cash Margin) หรือมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ทำให้เงินสดตึงมือ แต่ในกลุ่มรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท สัดส่วนนี้พุ่งสูงถึง 48.8% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มเลยทีเดียว เสี่ยงลามถึงชนชั้นกลาง หากเจอเหตุไม่คาดคิด ​รายงานยังระบุถึงผลการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) ว่า หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้รายจ่ายจำเป็นของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเพียง 10% เช่น ปัญหาน้ำท่วม หรือค่าครองชีพผันผวน จะส่งผลให้สัดส่วนครัวเรือนที่มี Cash Margin ติดลบพุ่งจาก 23.8% เป็น 36.0% นั่นหมายความว่าจะมี ครัวเรือนอีกราว 1.2 ล้านครัวเรือน ที่ต้องพลิกสถานะจากเงินพอใช้กลายเป็นรายได้ไม่พอจ่าย ที่น่าสนใจคือ กว่า 73% ของกลุ่มนี้ (ประมาณ 8.8 แสนครัวเรือน) เป็นกลุ่มรายได้ปานกลางช่วง 15,000 - 50,000 บาทต่อเดือน สะท้อนว่าชนชั้นกลางเองก็มีความเปราะบางต่อภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ไม่อาจดูแค่ตัวเลขหนี้ต่อ GDP ที่ลดลงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน (Financial Resilience) และการฟื้นตัวของรายได้ประชาชน เพราะหากหนี้ชะลอลงเพราะกู้เพิ่มไม่ได้ ในขณะที่รายได้และกระแสเงินสดของประชาชนยังคงตึงตัว ปัญหาหนี้เดิมก็จะกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งกำลังซื้อและการบริโภคในภาพรวมของเศรษฐกิจไทยต่อไป --- ## พักนี้ต้องซ่าส์! เป๊ปซี่® จับมือ ดังกิ้น เสิร์ฟโดนัทคู่เป๊ปซี่ ในแคมเปญ “DUNKIN’ FIZZ BREAK” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116411 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย ประกาศความร่วมมือ บริษัท โกลเด้น โดนัท (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะพันธมิตรรายใหม่ พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “DUNKIN’ FIZZ BREAK” ภายใต้แนวคิด “พักนี้ต้องซ่าส์” ชวนทุกคนมาเติมความอร่อยและสดชื่นในช่วงพักระหว่างวัน ด้วยการจับคู่ โดนัทดังกิ้น 2 ชิ้น พร้อมเป๊ปซี่ ขนาด 325 มล. 1 กระป๋อง ในราคาพิเศษเพียง 79 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ร้านดังกิ้น ทุกสาขาทั่วประเทศ* นางสาวปิยาภัสร์ สุขฑีฆะ รองประธานบริหารฝ่ายการขาย ช่องทางร้านอาหาร บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับดังกิ้นในการนำจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์มาสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและมอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภค ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวทางการดำเนินงานของซันโทรี่เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ภายใต้กลยุทธ์ ‘Win With Customers’ ที่มุ่งสร้างความสำเร็จทางธุรกิจร่วมกับคู่ค้า ผ่านการทำกิจกรรมทางการตลาดร่วมกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบทั้งความคุ้มค่าและช่วงเวลาดี ๆ ให้แก่ผู้บริโภค โดยเราได้นำความหวานอร่อยของโดนัทดังกิ้นผสานความซ่าสดชื่นของเครื่องดื่มเป๊ปซี่อย่างลงตัว เพื่อมอบช่วงเวลาพักแสนสนุกและประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ผู้บริโภค สอดคล้องกับภาพลักษณ์แบรนด์ซ่าสนุกสุดเหวี่ยงโดนใจ Gen Z ของเป๊ปซี่ ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกที่ ทุกเวลา” นายชัยพัชริ์ ถิรวัฒนาการ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกลเด้น โดนัท (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผู้บริโภคในปัจจุบันนิยมมองหาวิธีเติมความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันผ่านการเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มที่มี ‘ความอร่อยในราคาที่เข้าถึงได้’ หรือที่เรียกว่า ‘Affordable Indulgence’ ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ร่วมมือกับซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ ‘DUNKIN’ FIZZ BREAK’ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่กำลังมองหา ‘ช่วงพักสั้น ๆ ที่ทำให้เป็นวันที่สดชื่น’ โดยนำโดนัทดังกิ้นมาจับคู่เป๊ปซี่ เพื่อเพิ่มความซ่าสดชื่นและสีสันในช่วงพักจากการทำงานหรือการเรียน พร้อมกันนี้ เรายังได้เตรียมหลากหลายคอนเทนต์และกิจกรรมสุดมันส์บนช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมสนุกกับโมเมนต์ ‘พักนี้ต้องซ่าส์’ ไปพร้อมกัน” “เพราะทุกช่วงพัก...ควรพิเศษกว่าเดิม” มาร่วมสร้างนิยามใหม่ให้ช่วงพักธรรมดา กลายเป็นช่วงเวลาที่อร่อยกว่า สดชื่นกว่า และซ่าส์สนุกกว่าเดิมได้แล้ววันนี้ กับโปรโมชันพิเศษ โดนัทดังกิ้น 2 ชิ้น พร้อมเป๊ปซี่ ขนาด 325 มล. 1 กระป๋อง ในราคาพิเศษเพียง 79 บาท ที่ร้านดังกิ้นทุกสาขาทั่วประเทศ* *โปรโมชันพิเศษยกเว้นสาขาที่ไม่ร่วมรายการดังต่อไปนี้ สาขาเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ สาขาท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ สาขาจังซีลอน ภูเก็ต (ชั้น G และชั้น 2) สาขาเทอร์มินอล 21 พัทยา สาขาเดอะ พอร์ทอล เมืองทองธานี สาขาเมืองทองซาเลนเจอร์ 3 สาขาเมืองทองอารีนา สาขาเมืองทองฮอลล์ (ฮอลล์1, 5, และ 10) --- ## รู้ใจประกันภัย ตอกย้ำบริการที่ “รู้ใจ” ลูกค้า คว้ารางวัล The Best Contact Center of the Year พร้อมอีก 13 รางวัลองค์กรและบุคลากร จากเวที TCCTA Contact Center Awards 2026 URL: https://positioningmag.com/pr-news/116410 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News รู้ใจ บริษัทประกันภัยดิจิทัลชั้นนำของไทยที่ให้บริการลูกค้าโดยตรง ก้าวสู่ความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการคว้ารางวัล The Best Contact Center of the Year 2026 ประเภท Over 100 Seats เป็นครั้งแรก บนเวที TCCTA Contact Center Awards 2026 ซึ่งจัดโดย สมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย (TCCTA) พร้อม รางวัลประเภทองค์กรอีก 7 รางวัล และ รางวัลประเภทบุคคลอีก 6 รางวัล สะท้อนความสำเร็จในการผสานความเชี่ยวชาญด้านการบริการลูกค้าเข้ากับนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ สำหรับรางวัลประเภทองค์กร รู้ใจคว้ารางวัลในประเภท Over 100 Seats รวม 7 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลระดับ Gold 4 รางวัล ได้แก่ The Best Technology Innovation Contact Center The Best Workflow Contact Center The Best Business Contribution Contact Center The Best Customer Experience Contact Center พร้อมกันนี้ ยังได้รับ รางวัลระดับ Silver 1 รางวัล ในสาขา The Best Facilities Contact Center และ รางวัลระดับ Bronze อีก 2 รางวัล ในสาขา The Best Employee Engagement Contact Center และ The Best Contact Center Operations นอกจากความสำเร็จระดับองค์กรแล้ว ทีมงานรู้ใจยังคว้า รางวัลประเภทบุคคลรวม 6 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลระดับ Gold 2 รางวัล ได้แก่ The Best Contact Center Supervisor (Telesales) The Best Contact Center Agent (Telesales) รางวัลระดับ Silver 4 รางวัล ได้แก่ The Best Contact Center Supervisor (Tele-Service) The Best Contact Center Agent (Tele-Service) – จำนวน 2 รางวัล The Best Contact Center Agent (Telesales) รางวัลเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพ ความทุ่มเท และความเป็นมืออาชีพของทีมงานรู้ใจทั้งฝ่ายขายและฝ่ายบริการ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งมอบบริการที่มีคุณภาพและดูแลลูกค้าด้วยใจ TCCTA Contact Center Awards เป็นหนึ่งในเวทีรางวัลชั้นนำของอุตสาหกรรมศูนย์บริการลูกค้าในประเทศไทย ซึ่งมุ่งส่งเสริมคุณภาพการบริการและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ รางวัลที่รู้ใจได้รับทั้งระดับองค์กรและบุคลากรในครั้งนี้ ตอกย้ำศักยภาพด้านการบริหารศูนย์บริการลูกค้า และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่เป็นเลิศ พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นในการรับ และดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจอย่างแท้จริง แกรทเชียโน เหยิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายดูแลลูกค้า กลุ่มบริษัทรู้ใจ กล่าวว่า “รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้เป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจร่วมกันของทีมงานทุกคนที่ทุ่มเทดูแลและให้บริการลูกค้าอย่างเต็มกำลัง รู้ใจเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากเวที TCCTA Contact Center Awards อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2017 และได้รับรางวัลในหลากหลายสาขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปีนี้นับเป็นก้าวสำคัญของเรา ด้วยการคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ The Best Contact Center of the Year 2026 ประเภท Over 100 Seats เป็นครั้งแรก ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของทีมรู้ใจในการพัฒนาบริการอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคนที่ไว้วางใจเลือกรู้ใจ” “ที่รู้ใจ เราเชื่อว่าประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าเริ่มต้นจากการรับฟังอย่างใส่ใจและเข้าใจความต้องการอย่างแท้จริง เราจึงมุ่งปลูกฝังวัฒนธรรมการทำงานที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางทั่วทั้งองค์กร ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง และนำเทคโนโลยีมาเสริมให้ทีมงานดูแลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ความสำเร็จครั้งนี้เป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งยกระดับมาตรฐานการบริการต่อไป เพื่อให้ทุกครั้งที่ลูกค้าติดต่อกับรู้ใจเป็นประสบการณ์ที่สะดวกและรู้สึกมั่นใจทุกครั้ง” --- ## อีเลคโทรลักซ์ ปลุกพลังเยาวชนตัวน้อยเป็น Food Hero สร้างการกินอย่างรู้คุณค่าและลดขยะอาหาร ในสัปดาห์วันอาหารโลก 2026 URL: https://positioningmag.com/pr-news/116409 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News อีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย จัดโครงการ “Electrolux Thailand Food Heroes 2026” รวมพลังพนักงานจิตอาสากว่า 40 คน จัดกิจกรรมรณรงค์การเรียนรู้เกี่ยวกับอาหาร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษา 100 คน ที่โรงเรียนวัดอุทัยธาราม กรุงเทพมหานคร เนื่องในสัปดาห์วันอาหารโลก ซึ่งตรงกับเดือนตุลาคมของทุกปี โดยมุ่งเน้นให้เยาวชนตัวน้อยสร้างเสริมพฤติกรรมการกินและการเลือกทำอาหารอย่างรู้คุณค่า โดยการลดขยะอาหารเหลือทิ้ง การกินพืชผักที่มีประโยชน์ และการนำความรู้ใหม่ๆ กลับไปแบ่งปันให้กับครอบครัวและชุมชน เพื่อประโยชน์และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้จากรายงาน Food Waste Index Report 2024 ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า ในปี 2565 ครัวเรือนทั่วโลกทิ้งอาหารในปริมาณเทียบเท่ามากกว่า 1,000 ล้านมื้อต่อวัน Electrolux Food Foundation ได้ริเริ่มโครงการ Food Heroes สำหรับเยาวชนทั่วโลก ด้วยความตระหนักว่าการเรียนรู้เรื่องอาหารตั้งแต่วัยเด็กเล็กเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการสร้างแบบอย่างที่ดีให้กับสังคมในแต่ละประเทศ โดยจนถึงวันนี้ โครงการนี้ได้สร้างเยาวชน Food Hero มาแล้วกว่า 400,000 คน ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยซึ่งได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ในปีนี้ โครงการนี้ได้ช่วยให้ความรู้กับเด็กๆ โดยเริ่มต้นด้วยการสำรวจการเดินทางของอาหาร (Food Journey) ตั้งแต่การเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มสวนไร่นา การขนส่งไปยังจุดต่างๆ การเลือกซื้ออาหาร การประกอบอาหารในบ้าน พฤติกรรมการรับประทาน ไปจนถึงการลดอาหารเหลือทิ้ง เพื่อให้เด็กๆ เห็นว่าอาหารแต่ละมื้อต้องอาศัยทรัพยากรทั้งดิน น้ำ พลังงาน และแรงงานของผู้คน ก่อนเรียนรู้หลักการเป็น Food Hero ด้วยวิธีการต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน โดยมีพนักงานจิตอาสาของอีเลคโทรลักซ์ร่วมกันถ่ายทอดความรู้และนำกิจกรรมทำอาหารง่ายๆ ที่สนุกสนานประกอบการเรียนรู้ สำหรับกิจกรรมทำอาหารในปีนี้คือเวิร์กช็อป “สมูทตี้ผลไม้” ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ เลือกผลไม้ที่ชอบเพื่อสร้างสรรค์เครื่องดื่มของตัวเองที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีพนักงานจิตอาสาเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำอย่างใกล้ชิดและทำเครื่องดื่มที่อร่อยให้ทาน ซึ่งหลังจากนั้น เด็กๆ ก็ได้รับมอบประกาศนียบัตร I Am Food Hero จากอีเลคโทรลักซ์ สำหรับการเป็นแบบอย่างที่ดี นายเบอร์นาร์ด ชอง ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีเลคโทรลักซ์ กรุ๊ป กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการปลูกฝังความรู้และจิตสำนึกเกี่ยวกับคุณค่าของอาหารตั้งแต่วัยเยาว์ โครงการ Food Heroes ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อแนวคิดและแรงบันดาลใจจากโรงเรียนสู่ครอบครัวและชุมชนอีกด้วย เราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้เยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่ตระหนักถึงผลกระทบของการเลือกบริโภคและการทำอาหารในชีวิตประจำวัน พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม” --- ## โก โฮลเซลล์ สานต่อ “GO Food ส่งสุขให้ทุกรอยยิ้ม” ปีที่ 2 ชูกลยุทธ์ “เปลี่ยนการซื้อให้เป็นการให้” ซื้อผลไม้ไทยสนับสนุนเกษตรกร URL: https://positioningmag.com/pr-news/116408 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่มีความสดใหม่ตลอดเวลา เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าสนับสนุนการกระจายผลไม้ไทยและช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง สานต่อโครงการ “GO Food ส่งสุขให้ทุกรอยยิ้ม” ปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนการซื้อให้เป็นการให้” ชวนอุดหนุนผลไม้ไทยส่งต่อทุนอาหารกลางวันให้เยาวชน จากโรงเรียนในพื้นที่ที่สาขาตั้งอยู่ทั่วประเทศ หลังได้รับการตอบรับที่ดีจากโครงการในปีแรก พร้อมต่อยอดการมีส่วนร่วมของลูกค้าให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกรและชุมชน โดยดำเนินโครงการตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2569   นายริคาร์โด้ เบารอตโต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจเซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ กล่าวว่า จากความสำเร็จของโครงการ ‘GO Food ส่งสุขให้ทุกรอยยิ้ม’ ในปีแรก ทำให้เราเห็นถึงพลังของการมีส่วนร่วมจากลูกค้า สู่ความเป็นไปได้ในการสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรและชุมชนผ่านกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ในปีที่ 2 เราจึงสานต่อโครงการ ภายใต้แนวคิด ‘เปลี่ยนการซื้อให้เป็นการให้’ เพื่อให้ทุกการเลือกซื้อผลไม้ของลูกค้าเป็นอีกหนึ่งพลังในการสนับสนุนเกษตรกรไทย และร่วมส่งต่อโอกาสให้กับเด็กๆ ผ่านทุนอาหารกลางวันในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่สาขาของ โก โฮลเซลล์ เราเชื่อว่าการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจะช่วยสร้างคุณค่าที่ต่อเนื่องและส่งต่อความสุขให้กับทั้งผู้ให้และผู้รับ “การสานต่อโครงการในปีนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ภาครัฐเดินหน้ามาตรการบริหารสินค้าผลไม้ ปี 2569 เพื่อรองรับผลผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าในปีนี้ไทยมีผลผลิตผลไม้เศรษฐกิจสำคัญคาดการณ์รวมประมาณ 6.91 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5.8% จากปีก่อน หรือเพิ่มขึ้นราว 3.79 แสนตัน ทำให้การบริหารจัดการและกระจายผลผลิตสู่ตลาดเป็นอีกประเด็นสำคัญในช่วงฤดูกาลผลไม้ไทยออกสู่ตลาดจำนวนมาก” กลยุทธ์ของโครงการ “GO Food ส่งสุขให้ทุกรอยยิ้ม” คือการเปลี่ยนทุกการจับจ่ายในชีวิตประจำวันให้เกิดคุณค่าต่อสังคม โดยชวนลูกค้าทุกกลุ่ม ให้มีส่วนร่วมผ่านการเลือกซื้อผลไม้ที่ร่วมรายการ ทุก 1 กิโลกรัม หรือ 1 หน่วย (หวี/แพค) โก โฮลเซลล์ จะสมทบทุน  1 บาท เพื่อส่งต่อเป็นทุนอาหารกลางวันให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ที่สาขาตั้งอยู่ รวม 14 แห่งทั่วประเทศ สำหรับผลไม้ที่ร่วมโครงการ ประกอบด้วย แตงโม พันธุ์กินรี แตงโมพันธุ์ทอร์ปิโด และแตงโมพันธุ์ซอนญ่า, เมล่อนเนื้อเขียว, เมล่อนเนื้อส้ม, แคนตาลูปซันเลดี้, มะละกอฮอลแลนด์, สับปะรดศรีราชา, กล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า และลำไย เพื่อสนับสนุนการกระจายผลผลิตจากเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดในปริมาณมาก การสานต่อโครงการในปีที่ 2 จึงเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในปีแรก ด้วยการเชื่อมโยงการซื้อผลไม้ไทยเข้ากับการส่งต่อทุนอาหารกลางวันให้แก่เยาวชนในชุมชน ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลไม้ไทยในช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก สะท้อนบทบาทของ โก โฮลเซลล์ ในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้บริโภค เกษตรกร และชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่การสนับสนุนเกษตรกรต้นน้ำไปจนถึงการสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนปลายน้ำ โครงการ “GO Food ส่งสุขให้ทุกรอยยิ้ม” ปีที่ 2 เปิดให้ลูกค้าร่วมสะสมแต้มบุญทุนอาหารกลางวันให้เยาวชน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2569 เพียงเลือกซื้อผลไม้ที่ร่วมรายการ ณ โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา โดยเปิดโอกาสให้ทั้งผู้ประกอบการร้านอาหารและลูกค้าทั่วไปได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสสู่สังคม สะท้อนแนวคิด “Small Acts Together” ที่เชื่อว่าการลงมือทำสิ่งเล็กๆ ร่วมกันของทุกภาคส่วน สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยิ่งใหญ่ให้แก่สังคมได้อย่างยั่งยืน หลังสิ้นสุดโครงการ ในปี พ.ศ.2569 นี้ โก โฮลเซลล์ จะต่อยอดความช่วยเหลือไปสู่โรงเรียนในพื้นที่สาขาเพิ่มเติมอีก 14 แห่ง เพื่อสนับสนุนให้เยาวชน ให้ได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และเปลี่ยนทุกการจับจ่ายให้เป็นอีกหนึ่งพลังในการส่งต่อโอกาสและความสุขให้กับเด็กๆ และชุมชน โดยที่ผ่านมา โครงการ ‘GO Food ส่งสุขให้ทุกรอยยิ้ม’ ในปีแรก พ.ศ.2568 โก โฮลเซลล์ ได้ส่งมอบวัตถุดิบอาหารเพื่อเป็นอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนกว่า 3,270 คน ใน 14 โรงเรียนใกล้สาขาของ โก โฮลเซลล์ ทั่วประเทศ ประกอบด้วย โรงเรียนอนุบาลเทศบาลบางเมือง ย่านศรีนครินทร์, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก บ้านดอยปุย จ.เชียงใหม่, โรงเรียนวัดนาเขื่อน จ.ชลบุรี, โรงเรียนบ้านนอก พัทยา, โรงเรียนวัดนินสุขาราม ย่านพระราม2, โรงเรียนทองพูลอุทิศ รังสิต จ.ปทุมธานี, โรงเรียนวัดศรีบุญเรือง ย่านรามคำแหง, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านใสยวน จ.ภูเก็ต, โรงเรียนเกาะสิเหร่ จ.ภูเก็ต, โรงเรียนวัดลาดบัวขาว ย่านเจริญราษฎร์, โรงเรียนบ้านหนองน้ำเค็ม จ.อุดรธานี, โรงเรียนหนองบัวดีหมี (คุรุสามัคคี 3) จ.ขอนแก่น, โรงเรียนวัดควนเนียง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และโรงเรียนบ้านเขาหวาย จ.ระยอง --- ## Lodon JetX ฉลองความสำเร็จก้าวสู่ 50 สาขาร่วมกับบางจากฯ พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายสู่ 300 สาขาภายในปี 2571 URL: https://positioningmag.com/pr-news/116407 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News บริษัท ดีสแร็พเตอร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจแบรนด์ Lodon JetX (โลด้อน เจ็ตเอ็กซ์) ร้านล้างรถด่วนอัจฉริยะไร้คน (Unmanned Car Wash) รายแรกในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จร่วมกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการขยายบริการครอบคลุมสาขาภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ครบ 50 สาขา สาขารวมทั้งหมดเป็น 77 สาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ปี 2571 ปักหมุดขยายสู่ 300 สาขา เพื่อรองรับผู้ใช้รถทั่วประเทศ ด้วยบริการล้างรถอัตโนมัติที่รวดเร็ว สะดวก และคุ้มค่าในมาตรฐานเดียวกัน นายอภิรัตน์ ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lodon JetX กล่าวว่า “ Lodon JetX เกิดขึ้นจากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมล้างรถอัตโนมัติกว่า 8 ปี โดยมุ่งปฏิวัติรูปแบบการล้างรถในประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้บริการล้างรถมีความสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ร้านล้างรถด่วนอัจฉริยะ 24 ชั่วโมงที่ขับไปไหนก็เจอ ทางเลือกของคนไม่มีเวลา” จุดเด่นสำคัญของ Lodon JetX คือแนวคิด “Automated Intelligence Car Wash” ที่ผสานเทคโนโลยี AI และ IoT Smart Car Wash System เข้ากับกระบวนการให้บริการแบบไร้พนักงาน ตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังการล้างรถ เพื่อให้ระบบสามารถทำงานและบริหารจัดการร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการได้ตามความต้องการและช่วงเวลาที่สะดวก การบรรลุเป้าหมาย 50 สาขาร่วมกับปั๊มน้ำมันบางจาก ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจ สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของโมเดลธุรกิจล้างรถอัจฉริยะไร้คน ซึ่ง Lodon JetX ถือเป็นผู้บุกเบิก ทั้งยังช่วยยกระดับสถานีบริการน้ำมันสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้รถยุคใหม่ที่ต้องการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ” ชูจุดแข็ง ล้างรถอัจฉริยะ ผสาน AI และ IoT ใช้เวลา Express 3 นาที ราคา 69 บาท ท่ามกลางตลาดล้างรถอัตโนมัติในไทยที่มีอัตราค่าบริการเริ่มต้นตั้งแต่ 69 ถึง 220 บาท และใช้เวลาบริการ 3 ถึง 20 นาที Lodon JetX วางตำแหน่งแบรนด์เป็นผู้นำด้านความเร็วและความคุ้มค่า โดยออกแบบทางเลือกให้เหมาะกับเวลาและความต้องการของผู้ใช้รถ ตั้งแต่ Express ล้าง 3 นาที ราคา 69 บาท, Signature ล้าง 5 นาที ราคา 89 บาท และ Ultimate ล้าง 7 นาที ราคา 119 บาท รวมถึงแพ็กเกจล้างรถ 30 วัน สำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการเป็นประจำ โดยเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึงบริการให้กับผู้ใช้รถที่มีข้อจำกัดด้านเวลา และลูกค้ายังสามารถสั่งการและใช้บริการได้ด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมงผ่านแอปพลิเคชัน JetX Car Wash เบื้องหลังประสิทธิภาพดังกล่าว คือระบบ IoT Smart Car Wash โดยผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับเครื่องจักรอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การสแกนโครงสร้างรถแบบ 3 มิติเรียลไทม์เพื่อกำหนดทิศทางแปรงอย่างแม่นยำและป้องกันรอยขีดข่วน การปรับแรงดันน้ำ ปริมาณน้ำยา และแรงลมตามขนาดรถจริงเพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรตามแนวคิด Zero Waste ไปจนถึงระบบเฝ้าระวังสถานะเครื่องจักรและระบบตอบรับลูกค้าด้วย AI ตลอด 24 ชั่วโมง ด้านมาตรฐานอุปกรณ์ เครื่องล้างรถระบบ Rollover ในทุกสาขาผ่านการรับรองมาตรฐาน CE และขึ้นทะเบียน UL Listed ติดตั้งมอเตอร์ All-Weather มาตรฐาน IP67 กันน้ำและฝุ่น พร้อมเรดาร์อัลตราโซนิกตรวจจับวัตถุและบุคคล ระบบป้องกันการชน โครงสร้างเหล็กเคลือบสังกะสีหนาเกิน 55 ไมครอนที่ผ่านการทดสอบสเปรย์เกลือ และเครื่องเป่าแห้งดิจิทัลรุ่นที่ 5 ที่ทำงานเงียบและประหยัดพลังงาน ผนึกกำลังบางจากฯ เติมเต็มบริการดูแลรถในสถานีบริการ นาย ยศธร อรัญนารถ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและพันธมิตรค้าปลีก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บางจากฯ ขอแสดงความยินดีกับ Lodon ที่ขยายสาขาในสถานีบริการน้ำมันบางจากครบ 50 สาขา รองรับไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รถในปัจจุบัน ที่ต้องมีความสะดวก รวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ต้องมีคุณภาพที่คุ้มค่า ซึ่งธุรกิจล้างรถอัตโนมัติ Lodon JetX ตอบรับความต้องการเหล่านี้ของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี และสอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจากที่มุ่งเป็นจุดหมายปลายทางของคนทุกช่วงวัย Lodon JetX  ก็จะเป็นอีกหนึ่งบริการภายในสถานีบริการน้ำมันบางจากที่ตอบโจทย์นี้ ในโอกาสนี้ บางจากขอร่วมฉลองที่เปิดบริการครบ 50 สาขาในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ด้วยการมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ ใช้เพียง 50 คะแนน ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก รับสิทธิ์ล้างรถฟรีเมนู Signature ที่ Lodon ทุกสาขาภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก เพิ่มความคุ้มค่าและเติมเต็มประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น” อัดโปรโมชันฉลอง 50 สาขากับบางจาก  เพื่อฉลองความสำเร็จ 50 สาขาร่วมกับบางจาก Lodon JetX มอบโปรโมชันพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2569 ดังนี้  1.       สำหรับสมาชิกลูกค้าทั่วไป : ได้รับส่วนลดอัตโนมัติ 50 บาท ทุกเมนู ที่ Lodon (โลด้อน)ทุกสาขา เฉพาะในสถานีบริการน้ำมันบางจากเท่านั้น 2.       สำหรับสมาชิกกรีนไมลล์ : แลก 50 คะแนน ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก รับสิทธิ์ล้างรถฟรีเมนู Signature ที่ Lodon ทุกสาขาภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ผู้สนใจสามารถใช้บริการ Lodon JetX ได้แล้ววันนี้ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากและสาขาอื่น ๆ รวม 77 แห่งทั่วประเทศ เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สั่งการผ่านแอปพลิเคชัน JetX Car Wash (รองรับทั้ง iOS และ Android) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ·        https://washandgo-thailand.com/ ·        https://www.facebook.com/profile.php?id= 61555542212106      ·        https://linktr.ee/WashandGo_Thailand?utm_source=linktree_profile_share<sid=e8f5b3b5-ff78-4fdd-a61b-54e40e957f03 --- ## ทรู ชวนสายเทคสัมผัสนวัตกรรมสุดล้ำ ในงาน CP Innovation Exposition 2026 เปิดมิติ “BEYOND CONNECTIVITY” กระทบไหล่ผู้นำเทคระดับโลก ตื่นตาอินโนเวชั่นนวัตกรทรู URL: https://positioningmag.com/pr-news/116406 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่กำลังกลายเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมเปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจ การใช้ชีวิต และการดูแลโลกใบนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ชวนสายเทคร่วมค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในงาน CP Innovation Exposition 2026 มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด “RISE TOGETHER INNOVATE BEYOND” ระหว่างวันที่ 20 – 22 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ตอกย้ำบทบาท เทคคอมปานีไทย หนึ่งในองค์กรภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ก้าวข้ามการเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายเชื่อมต่อ สู่การวางรากฐานระบบนิเวศดิจิทัลอัจฉริยะ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านหลากหลายไฮไลต์ที่สะท้อนศักยภาพเทคโนโลยีและนวัตกรรมของทรู พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสและเปิดประสบการณ์ด้วยตัวเองภายในงาน เปิดมุมมอง “Beyond Connectivity” ในวันที่ AI กำลังขยายขีดความสามารถของคน เราจะเปลี่ยนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีให้กลายเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจได้อย่างไร? ร่วมเปิดมุมมองกับ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานการจัดงานมหกรรมนวัตกรรมบัวบาน เครือเจริญโภคภัณฑ์ 2026 ภายใต้หัวข้อ “AI Transformation = You and I Transformation” ที่จะชวนทุกคนมองไกลกว่าการนำ AI มาใช้ สู่การคิดใหม่เพื่อค้นหาโอกาสทางธุรกิจ พลิกวิธีการทำงาน และปลดล็อกศักยภาพของบุคลากร พร้อมชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของผู้นำและทุกคนในองค์กรที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง  พร้อมเจาะลึกทิศทางเทคโนโลยีผ่านมุมมองผู้บริหารจากองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ทั้ง AWS, Huawei, Microsoft และ Alibaba Cloud ก่อนเปิดพรมแดนเทคโนโลยีใหม่ใน Panel Talk “The New Frontier of Technology in Action” ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจาก AGIBOT, OYMotion, GalaxySpace และ IBM Thailand มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้าน AI หุ่นยนต์อัจฉริยะ ควอนตัม และเทคโนโลยีอวกาศ ที่กำลังสร้างความเป็นไปได้ใหม่ให้โลกธุรกิจและอุตสาหกรรม พบกันตลอดช่วงบ่ายวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 3 ทรู ดิจิทัล พาร์ค (ฝั่งเวสต์) จากพลังคนทรูสู่ 9 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม แก้โจทย์จริงจนคว้ารางวัล Chairman Awards เบื้องหลังทุกนวัตกรรมที่สร้างการเปลี่ยนแปลง คือพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนที่กล้าคิดต่างและท้าทายขีดจำกัดเดิม ทรู ชวนเปิดประสบการณ์ 9 บูธผลงานนวัตกรรมจากฝีมือคนทรู ที่เปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ให้เป็นโซลูชันตอบโจทย์ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมพูดคุยแบบเจาะลึกกับนวัตกรที่คว้ารางวัล Chairman Awards ได้แก่ นวัตกรรม Corgie: AI Rehab Robot for Zero-Contact Therapy หุ่นยนต์อัจฉริยะผู้ช่วยนักกายภาพบำบัด ที่นำ AI มาสร้างความเป็นไปได้ใหม่ในการดูแลสุขภาพ    EnergySense นวัตกรรม AI บริหารจัดการพลังงานโครงข่ายโทรคมนาคม ช่วยลดการใช้พลังงานโดยไม่กระทบคุณภาพบริการ และ ว่องไว (Wong-WAI) แพลตฟอร์ม AI คาดการณ์ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์แห่งแรกของไทย ช่วยให้องค์กรมองเห็นและรับมือความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งนวัตกรรม กล้องอัจฉริยะ AI Computer Vision วิเคราะห์ภาพภายในร้านค้าแบบเรียลไทม์ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งหมดเป็นตัวอย่างสะท้อนศักยภาพของนวัตกรทรูในการนำเทคโนโลยีมาแก้โจทย์จริง เพราะคุณค่าของนวัตกรรมไม่ได้อยู่ที่ความล้ำเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้จริง True Intelligence Infrastructure: เปิดโลก AI ที่เข้าใจชีวิต…สุขภาพ x ช้อปปิ้ง x บ้านแห่งอนาคต จะเป็นอย่างไรเมื่อ AI และ เทคโนโลยีอัจฉริยะช่วยดูแลทุกคนในบ้านได้โดยไม่ต้องสวมใส่อุปกรณ์ใดๆ  อยากลองเสื้อผ้าหลากสไตล์ ก็ทำได้ง่ายๆผ่านหน้าจอดิจิทัล โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชุดจริง และบ้านที่สามารถผู้ช่วยดูแลชีวิต? ทรู ชวนสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เกิดขึ้นจริง ณ บูธ “True Intelligence Infrastructure: Powering an AI-Driven Future” ก้าวข้ามการเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายเชื่อมต่อ สู่การวางรากฐานระบบนิเวศดิจิทัลอัจฉริยะที่ผสานโครงข่าย คลาวด์ บิ๊กดาต้า และ AI ระดับโลกเข้าด้วยกันอย่างปลอดภัย เพื่อปลดล็อกศักยภาพภาคธุรกิจ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ยุค AI ผ่าน 3 ไฮไลต์นวัตกรรม จัดแสดง ณ ชั้น 1 ทรู ดิจิทัล พาร์ค (ฝั่งเวสต์) เริ่มจาก Ambient Intelligence – เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ยกระดับการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยภายในบ้าน ผสานการตรวจจับแบบไร้การสัมผัสเข้ากับ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนไหว อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ และรูปแบบการนอนหลับ รวมถึงช่วยตรวจจับเหตุการณ์หกล้มที่อาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉิน ยกระดับการดูแลสมาชิกในครอบครัวด้วยการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที และ Smart Try-On – กระจก AI อัจฉริยะ เปลี่ยนห้องลองเสื้อให้เป็นประสบการณ์ช้อปปิ้งแห่งอนาคต เพียงยืนหน้ากระจกอัจฉริยะ ก็สามารถเลือกและทดลองเสื้อผ้าเสมือนจริง เปรียบเทียบสไตล์ และค้นหาลุคที่ตรงใจได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เติมเต็มประสบการณ์การช้อปปิ้งให้สนุกกว่าที่เคย และ TrueOnline Home Next – จากเน็ตบ้านไฟเบอร์ สู่บ้านอัจฉริยะที่เข้าใจและดูแลชีวิต ผ่าน TrueX Home Hub และ “เอมี่” (Ami) ผู้ช่วยอัจฉริยะที่รองรับคำสั่งเสียงภาษาไทย เชื่อมต่อการควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้าน ระบบความปลอดภัย และความบันเทิงไว้ในระบบนิเวศเดียว COE: ส่องโลกอนาคต AI กับ โซนนวัตกรรมหลากหลายหุ่นยนต์อัจฉริยะ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด กับ Experience Center, Digital and AI Research and Innovation Center by True ณ ชั้น 2 ทรู ดิจิทัล พาร์ค (ฝั่งเวสต์) ที่จะพาทุกคนก้าวเข้าสู่โลกแห่ง Physical AI สัมผัสอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการคิดและวิเคราะห์ แต่สามารถสื่อสาร เคลื่อนไหว และลงมือทำงานในโลกจริง ผ่าน 4 โซนนวัตกรรมหุ่นยนต์แห่งอนาคต ได้แก่ Embodied Reception ต้อนรับสู่โลกนวัตกรรมเครือซีพี ผ่านหุ่นยนต์อัจฉริยะที่สามารถสื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าชม Intelligent Brand Ambassador ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและการสื่อสารแบรนด์ ด้วย AI อัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบ ให้ข้อมูล และแนะนำบริการได้อย่างเป็นธรรมชาติ Autonomous Worker เปิดมิติใหม่ของการทำงาน ผ่านหุ่นยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้ วิเคราะห์ และปฏิบัติงานในโลกจริง และ Human Augmentation ขยายขีดความสามารถของมนุษย์ ด้วยการผสาน AI เทคโนโลยีประสาท และระบบหุ่นยนต์เข้ากับศักยภาพของมนุษย์  ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้แสดงถึงศักยภาพของ AI ที่พัฒนาก้าวหน้าจากเทคโนโลยีที่ช่วยคิด สู่เทคโนโลยีที่สามารถลงมือทำและทำงานเคียงข้างมนุษย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจและสังคม สายเทคห้ามพลาด! มาร่วมสัมผัสพลังนวัตกรรมและค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ของเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI กับทรู ในงาน CP Innovation Exposition 2026 วันที่ 20 – 22 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เข้าชมฟรี! ดูรายละเอียดกิจกรรมและลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://cpinnoexpo2026.com/welcome หรือสแกน QR Code ได้เลย --- ## งานเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง &ทัวร์ ครั้งที่ 18 (Visit Japan FIT Fair #18) งานทราเวลแฟร์เที่ยวญี่ปุ่นล้วนๆ ที่ใหญ่ที่สุดในไทยกับธีม “ญี่ปุ่นเมืองรองลองแล้วจะรัก..” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116405 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) สำนักงานกรุงเทพฯ จะจัด “งานเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง &ทัวร์ ครั้งที่ 18” (Visit Japan FIT Fair #18) ขึ้นระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม ถึง 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569 งานนี้ถือเป็นมหกรรมท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยครั้งนี้จะมีหน่วยงานทั้งจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยเข้าร่วมทั้งสิ้น 118 องค์กร รวม 171 บูธ  ซึ่งผู้ออกบูธมีทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่นการรถไฟโรงแรมสถานประกอบการท่องเที่ยวสายการบิน และบริษัทท่องเที่ยวจากไทย งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “ญี่ปุ่นเมืองรอง ลองแล้วจะรัก” โดยจะนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองรองต่างๆ ซึ่งล้วนมีความน่าสนใจหลากหลาย และสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยหลงรักเสน่ห์ของประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวไทยสนใจอยากจะกลับไปเที่ยวญี่ปุ่นซ้ำอีกหลายๆ ครั้ง ซึ่งกระแสท่องเที่ยวญี่ปุ่นยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงมกราคมถึงสิงหาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นแล้วกว่า 790,500 คน เติบโตขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา และเพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ JNTO จึงมุ่งเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองทั่วประเทศญี่ปุ่นผ่านการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้การเดินทางของชาวไทยมีความหมายยิ่งกว่าเดิม โดยในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการได้รับเกียรติจาก นางมากิโกะ คุโบะ รองประธานกรรมการบริหารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และ นายนาคาสุงิ ฮาจิเมะ ผู้อำนวยการบริหารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น ( JNTO) สำนักงานกรุงเทพฯ มาร่วมทำพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ นาง มากิโกะ คุโบะ รองประธานกรรมการบริหาร องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ได้กล่าวเปิดงานว่า “งานในครั้งนี้จะเป็นพื้นที่ถ่ายทอดความงดงามและความสนุกสนานของการเที่ยวญี่ปุ่นให้แก่ผู้ที่ไม่เคยไปเยือน และในขณะเดียวกัน ก็พร้อมให้ทุกท่านที่เคยไปเยือนญี่ปุ่นมาแล้ว ได้เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ และค้นพบจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ในการเดินทาง” ด้าน นายนาคาสุงิ ฮาจิเมะ ผู้อำนวยการบริหาร JNTO สำนักงานกรุงเทพฯได้กล่าวเสริมว่า ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจสำหรับการเดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่นครั้งถัดไปของทุกท่านและเป็นพื้นที่กระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ณ บัดนี้ขอเปิดงานเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง & ทัวร์ครั้งที่ 18 อย่างเป็นทางการ ” ไฮไลท์ในปีนี้ พบกับ ผู้ออกบูธจากญี่ปุ่นและไทย 118 หน่วยงานรวม 171 บูธ ที่มาพร้อมกับโปรโมชันบัตรโดยสารเครื่องบิน บัตรเหมาจ่ายรถไฟ ที่พัก บัตรเข้าสถานที่ รถเช่า ทัวร์ญี่ปุ่นประกันการเดินทาง Wi-Fi/ซิมอินเตอร์เน็ต และอื่นๆ รวมทั้งมีดีล exclusive สำหรับงานนี้โดยเฉพาะตลอดจนสามารถปรึกษาข้อมูลเที่ยวญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนท่องเที่ยว ข้อมูลสถานที่และการบริการในจังหวัดต่างๆ กับผู้เชี่ยวชาญโดยตรงได้อีกด้วยนอกจากนี้เมื่อช้อปสินค้าภายในงานตั้งแต่ 8,000 บาทขึ้นไป สามารถนำใบเสร็จแลกรับ “ซองจุ่มพวงกุญแจ Fujisan 4 ฤดู” สุดน่ารัก และยังมีแคมเปญสุดพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าที่เข้าร่วมรายการ แลกรับ “หมอนลายเกล็ดหิมะ” รวมถึงกิจกรรมการร่วมสนุกสำหรับผู้เข้าร่วมงานเพื่อรับของที่ระลึกสุดพิเศษจาก JNTO อีกมากมาย นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดเต็มด้วยกองทัพศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มาร่วมสร้างสีสัน สเปเชี่ยลสเตจจากภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่น และกิจกรรมไฮไลต์สุดฟินตลอด 3 วัน ที่รวบรวมมาไว้ครบทุกเรื่องเที่ยวญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น นุนิว ชวรินทร์ ศิลปินสุดฮอต จาก Domundi TV (ขึ้นแสดงวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม เวลา 14.00 – 15.00) รวมทั้งสองนักแสดงนำจาก คณะละครเพลงทาคาระซึกะคณะดวงดาว ที่บินตรงจากญี่ปุ่นเพื่อมาถ่ายทอดฉากสำคัญให้แฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัสด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรก (ขึ้นแสดงวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม เวลา 13.30 – 14.00) และ มิ้นท์ ปักหมุดชาแนล ยูทูบเบอร์สาวสายท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่จะมาเล่าประสบการณ์ท่องเที่ยวฮอกไกโดในแบบที่ไม่เหมือนใคร (ขึ้นแสดงวันเสาร์ที่ 17ตุลาคม เวลา 12.00 – 12.45) นอกจากนี้ ช่วงก่อนพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการยังมีการแสดง “Nebuta Bayashi” จากจังหวัดอาโอโมริ พร้อมด้วย “ระบำซันซะ” จากเมืองโมริโอกะจังหวัดอิวาเตะสองศิลปะการแสดงทรงคุณค่าที่ปกติชมได้เฉพาะในงานเทศกาลฤดูร้อนของภูมิภาคโทโฮคุเท่านั้น เพิ่มระดับความตื่นเต้น ท้าประลองแฟนพันธุ์แท้ ชิงตั๋วเครื่องบินไป-กลับญี่ปุ่นฟรี พิเศษสุดๆ สำหรับสาวกเจแปนตัวจริง ภายในงานคุณจะได้ร่วมสนุกไปกับกิจกรรมประลองปัญญา “Quiz ชิงตำแหน่ง กูรูเรื่องเที่ยวญี่ปุ่น ครั้งที่ 3” เวทีวัดระดับความรู้สุดท้าทายที่จะพาทุกคนมาเช็กอินความเป็นแฟนพันธุ์แท้เที่ยวญี่ปุ่น พร้อมโอกาสคว้า ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ประเทศญี่ปุ่น ฟรี! ใครหลงรักญี่ปุ่นต้องห้ามพลาด! ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของการเที่ยวญี่ปุ่นแบบต้นตำรับในใจกลางกรุงเทพฯ ได้อย่างใกล้ชิด เจอครบทั้งเมืองหลัก–เมืองรอง พร้อมโปรฯ สินค้าท่องเที่ยวพิเศษภายใน “งานเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง &ทัวร์ ครั้งที่ 18” ระหว่างวันที่ 16 - 18 ตุลาคม 2569 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 5 --- ## น้ำดื่มสิงห์ ฉลากรับซัมเมอร์ คอลเลกชั่น Sanrio Sun-Kissed คว้ารางวัลครีเอทีฟไอเดียยอดเยี่ยม URL: https://positioningmag.com/pr-news/116404 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News “น้ำดื่มสิงห์” ฉลากต้อนรับหน้าร้อน คอลเลกชั่น Sanrio Characters สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านคาแรกเตอร์ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก ในแคมเปญ “Singha Water สดชื่นรับหน้าร้อน เติมน้อนน่าเลิฟ” คว้ารางวัล Best Beverage Influencer Campaign จากเวที Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore หรือ TIA ในฐานะแบรนด์เครื่องดื่มที่สร้างสรรค์แคมเปญร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างโดดเด่น คอลเลกชั่นนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างน้ำดื่มสิงห์และ Sanrio คาแรกเตอร์ระดับโลก ภายใต้ธีม “Sanrio Sun-Kissed” ถ่ายทอดความสดใสผ่านดีไซน์ผิวแทน พร้อมเบลนด์เสน่ห์ความเป็นไทยลงบนขวดน้ำดื่มสิงห์ อาทิ มะม่วงอกร่อง ว่าวไทย พัดสาน เขาตะปู และเรือหัวโทง รวมทั้งหมด 16 ลวดลาย ทั้งฉลากแบบ Full Wrap ลิมิเต็ดเอดิชัน และฉลากทั่วไป โดยแคมเปญนี้สื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์หลากหลายสไตล์ มีผู้ติดตามรวมกว่า 30 ล้านราย ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้ทำหน้าที่แค่กระจายข่าวสาร แต่คือพาร์ตเนอร์ที่ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์ของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้แคมเปญโดดเด่นทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ กลยุทธ์การสื่อสาร ผลลัพธ์และการตอบรับจากผู้บริโภค พร้อมช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้างและเจาะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มนักสะสมและคนรุ่นใหม่ ที่ผ่านมา น้ำดื่มสิงห์ร่วมงานกับคาแรกเตอร์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง อาทิ Mickey Mouse, Frozen, Doraemon, Toy Story และ Care Bears เพื่อตอบโจทย์และตรงใจของผู้บริโภค โดยงาน Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เพื่อมอบรางวัลให้แก่อินฟลูเอนเซอร์ ครีเอเตอร์ แบรนด์ และเอเจนซีที่สร้างสรรค์ผลงานโดดเด่นและมีคุณภาพบนแพลตฟอร์มดิจิทัล --- ## AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026 เปิด 5 สถานการณ์ดิจิทัลคนไทย สุขภาวะขยับสู่ระดับก้าวหน้า แต่ทักษะรู้เท่าทันยังต้องเร่งพัฒนา URL: https://positioningmag.com/pr-news/116403 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News AIS ตอกย้ำภารกิจสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย เผยผลวิจัยดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของไทย หรือ Thailand Cyber Wellness Index 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสำรวจและติดตามความพร้อมของคนไทยในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัล พร้อมนำข้อมูลมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาทักษะและสร้างภูมิคุ้มกันให้ตรงกับความเสี่ยงของคนแต่ละกลุ่ม โดยพบว่า สุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 0.51 ในปี 2566 เป็น 0.724 ในปี 2569 ซึ่งเป็นการขยับสู่ระดับก้าวหน้า ขณะที่คนไทยใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่วแต่ทักษะการรู้เท่าทันและการตรวจสอบข้อมูลยังเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพัฒนาควบคู่กัน สะท้อนผ่าน 5 สถานการณ์สำคัญที่คนไทยกำลังเผชิญบนโลกดิจิทัล ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ผล Thailand Cyber Wellness Index ในปีนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่า คนไทยมีความพร้อมในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เราเห็นว่า การใช้เทคโนโลยีได้คล่อง ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้เท่าทันข้อมูลและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เสมอไป วันนี้โจทย์ของประเทศไทยจำเป็นต้องขยับจากการทำให้คนเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีเป็น ไปสู่การสร้างคนไทยให้คิดเป็น ตรวจสอบเป็น ปลอดภัยเป็น และรับผิดชอบต่อผู้อื่นเป็น เพราะทักษะเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิตในยุคที่AI ข้อมูลข่าวสาร และภัยออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผล TCWI 2026 ยังสะท้อนว่าการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกับคนทุกกลุ่ม เพราะเด็ก เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ต่างมีพฤติกรรมและความเสี่ยงไม่เหมือนกัน AIS จึงจะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้เป็นฐานในการออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับคนแต่ละช่วงวัย ผ่าน Digital Health Check หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy และความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน” สำหรับดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของคนไทย ประจำปี 2569 หรือ Thailand Cyber Wellness Index 2026 จัดทำขึ้นจากการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 77,492 คนทั่วประเทศ และวัดผลครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ 1) การใช้งานดิจิทัล 2) ทักษะดิจิทัล 3) การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน 4) อัตลักษณ์และสิทธิบนโลกดิจิทัล 5) ความปลอดภัยและความมั่นคง 6) การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ และ 7) ความสัมพันธ์ดิจิทัล โดยผล Thailand Cyber Wellness Index เผยให้เห็น 5 สถานการณ์สำคัญที่สะท้อนสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยในวันนี้ ดังนี้ 1. สุขภาวะดิจิทัลคนไทยสูงสุดในรอบ 4 ปี แต่ยังมีคนไทย 1 ใน 6 ที่ต้องเร่งพัฒนา คะแนนเฉลี่ยสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 0.51 ในปี 2566 และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 0.724 ในปี 2569 ทำให้ภาพรวมสุขภาวะดิจิทัลของประเทศขยับขึ้นสู่ระดับก้าวหน้า ขณะเดียวกัน คนไทย 1 ใน 6 ยังอยู่ในกลุ่มที่ต้องได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะดิจิทัลเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 2. คนไทยใช้งานเทคโนโลยีได้คล่อง แต่ทักษะการรู้เท่าทันและตรวจสอบข้อมูลยังต้องพัฒนาควบคู่กัน เมื่อพิจารณาสุขภาวะดิจิทัลทั้ง 7 ด้าน พบว่า ความสามารถในการใช้งานดิจิทัลมีคะแนนเฉลี่ย 0.720 ขณะที่ทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัลมีคะแนนต่ำที่สุด อยู่ที่ 0.653 สะท้อนถึงช่องว่างที่ต้องเร่งพัฒนาควบคู่กัน ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า การใช้อุปกรณ์ แพลตฟอร์ม หรือบริการดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่ว จำเป็นต้องพัฒนาควบคู่กับความสามารถในการตั้งคำถาม วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ และตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล โดยเฉพาะในยุค Generative AI ที่สามารถสร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอที่ดูสมจริงได้อย่างรวดเร็ว การหยุดคิดและตรวจสอบก่อนเชื่อหรือส่งต่อจึงกลายเป็นทักษะสำคัญของผู้ใช้งานทุกคน 3. ภัยหลอกลวงออนไลน์อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด คนไทย 1 ใน 5 เคยมีประสบการณ์เกี่ยวข้อง ผล TCWI 2026 พบว่า คนไทย 20.7% หรือประมาณ 1 ใน 5 เคยมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับภัยหลอกลวงออนไลน์อย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ ทั้งลิงก์ปลอม ข้อความหลอกลวง การปลอมตัวเป็นบุคคลหรือหน่วยงาน และการชักชวนให้เปิดเผยข้อมูลหรือโอนเงิน สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความปลอดภัยบนโลกดิจิทัลในวันนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายากหรือการป้องกันมัลแวร์ แต่ต้องรวมถึง “ความปลอดภัยในการตัดสินใจ” ตั้งแต่การตรวจสอบตัวตน แหล่งที่มา และความน่าเชื่อถือของข้อมูล ไปจนถึงการหยุดคิดก่อนคลิกลิงก์ เปิดเผยข้อมูลสำคัญ หรือโอนเงิน 4. เด็ก Gen Alpha อายุ 10–15 ปี แม้โตมากับเทคโนโลยี แต่สุขภาวะดิจิทัลยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ เด็ก Gen Alpha มีคะแนนสุขภาวะดิจิทัลเฉลี่ย 0.61 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดย 29.4% หรือเกือบ 3 ใน 10 ยังอยู่ในกลุ่มที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะด้านการรู้เท่าทันข้อมูล ความปลอดภัย ความสัมพันธ์บนโลกออนไลน์ และความเข้าใจเรื่องร่องรอยดิจิทัล หรือ Digital Footprint ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาคะแนนสุขภาวะด้าน Cyberbullying ตามช่วงวัย พบว่าคะแนนลดลงจาก 0.82 ในวัย 10–12 ปี เหลือ 0.76 ในวัย 13–15 ปี และ 0.75 ในช่วงอายุ 16–22 ปี สะท้อนว่า การป้องกันไม่ควรรอจนเด็กเข้าสู่ช่วงวัยที่ต้องให้ความสำคัญ แต่ควรเริ่มปูพื้นฐานตั้งแต่วัย 10–12 ปี ให้เด็กเข้าใจว่าทุกโพสต์ ความคิดเห็น และการส่งต่อข้อมูลสามารถสร้างผลกระทบและทิ้งร่องรอยบนโลกออนไลน์ได้ พร้อมเรียนรู้การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล คิดก่อนโพสต์หรือแชร์ เคารพสิทธิและความรู้สึกของผู้อื่น ไม่ร่วมขยายความรุนแรง และกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญ Cyberbullying 5. คนไทยใช้และเข้าใจ AI ดีขึ้น แต่ช่องว่างระหว่างช่วงวัยยังชัดเจน คะแนนเฉลี่ยด้านการใช้และความเข้าใจ AI ของคนไทยในปี 2569 อยู่ที่ 3.30 จาก 5 เพิ่มขึ้นจาก 3.18 ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มคุ้นเคยและนำ AI มาใช้มากขึ้น แต่เมื่อพิจารณาตามช่วงวัย พบว่ากลุ่มอายุ 23–29 ปีมีคะแนนสูงที่สุดที่ 3.61 ขณะที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีคะแนนต่ำที่สุดที่ 2.53 ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนถึงช่องว่างด้านการเข้าถึง ความรู้ และความสามารถในการใช้ AI ระหว่างคนแต่ละช่วงวัย หรือความเหลื่อมล้ำทาง AI (AI Divide) ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการมีหรือไม่มีโอกาสใช้เทคโนโลยี แต่รวมถึงความสามารถในการเลือกใช้ AI ให้เหมาะสมกับงาน ตั้งคำถาม ตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ และเข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยี เพราะ AI จะสร้างประโยชน์ได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้ใช้งานยังสามารถคิด ตรวจสอบ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง จากผล Thailand Cyber Wellness Index ทั้งหมด AIS จะนำข้อมูลไปต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะที่เหมาะกับบริบทและความเสี่ยงของคนแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่การวางรากฐานด้านการรู้เท่าทัน ร่องรอยดิจิทัล และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นสำหรับเด็ก การรับมือ Cyberbullying และแรงกดดันจากสังคมออนไลน์สำหรับเยาวชน การใช้ AI และป้องกันภัยหลอกลวงสำหรับวัยทำงาน ไปจนถึงการเสริมความมั่นใจด้าน AI และความปลอดภัยให้แก่ผู้สูงอายุ AIS ทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ครอบครัว สื่อมวลชน และพันธมิตร อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจากผลสำรวจให้เกิดการลงมือทำ ตั้งแต่การค้นหาช่องว่างผ่าน Digital Health Check การพัฒนาความรู้ผ่านหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy ไปจนถึงการร่วมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยและรับผิดชอบ ยังคงเดินหน้าในฐานะผู้นำที่เป็นเพื่อนคู่คิดที่ไม่เพียงเชื่อมต่อคนไทยเข้ากับเทคโนโลยี แต่ร่วมสร้างความพร้อมให้ทุกคนสามารถ “ใช้เป็น คิดเป็น ตรวจสอบเป็น ปลอดภัยเป็น และรับผิดชอบเป็น” เพื่อให้สุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเติบโตได้ทันกับเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน สามารถเรียนรู้ผ่านหลักสูตร AI Literacyเพื่อเสริมความเข้าใจในการเลือกใช้ ตรวจสอบข้อมูล และใช้ AI อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และรับผิดชอบ ได้ที่ https://aunjaicyber.ais.th/pathway/162 --- ## KEEN x Collina Strada เปลี่ยนมุมมองใหม่ เมื่อ OUTDOOR กลายเป็น FASHION STATEMENT URL: https://positioningmag.com/pr-news/116402 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News KEEN แบรนด์รองเท้าที่มีรากฐานจากการออกแบบเพื่อกิจกรรมกลางแจ้ง ร่วมกับ Collina Strada แฟชั่นเฮาส์จากนิวยอร์ก เปิดตัวคอลเลกชันลิมิเต็ดเอดิชัน Fall/Winter 2026 อย่างเป็นทางการ หลังจากเผยโฉมความร่วมมือครั้งแรกบนรันเวย์ในงาน New York Fashion Week เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยนำซิลูเอตต์อันเป็นเอกลักษณ์ของ KEEN มาตีความผ่านภาษาการออกแบบอันโดดเด่นของ Collina Strada คอลเลกชันนี้ประกอบด้วยรองเท้า2 รุ่น ได้แก่ Targhee EXP Collina Strada Boot และ Jasper Rocks Collina Strada Sneaker ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่อง “การเปลี่ยนแปลง” ผ่านการนำองค์ประกอบจากธรรมชาติและรายละเอียดที่ไม่คาดคิดมาสร้างมิติใหม่ให้กับรองเท้า ทั้งรูปทรงดอกไม้ การตกแต่งด้วยเชือก รังดุมแบบปัก ตลอดจนลวดลายสก็อตและดอกไม้ที่ผสานเข้ากับโครงสร้างของรองเท้าอย่างมีเอกลักษณ์ การออกแบบยังได้รับแรงบันดาลใจจากรองเท้าบู๊ตสไตล์ Victorian ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 โดยเลือกใช้วัสดุด้านบนแบบ Vegan ที่มีพื้นผิวคล้ายซาติน พร้อมซับในที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 100% ขณะที่องค์ประกอบด้านการใช้งานยังคงได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของความสบายและความทนทานตามแนวทางของ KEEN สำหรับ Targhee EXP Collina Strada Boot โดดเด่นด้วยดอกไม้ขนาดใหญ่ที่ทำด้วยมือ พร้อมระบบ Heel-Capture System ช่วยเสริมความกระชับบริเวณส้นเท้า และซิปด้านข้างเพื่อความสะดวกในการสวมใส่ ขณะที่ Jasper Rocks Collina Strada Sneaker มาพร้อมพื้นยางโปร่งแสงที่มีความยืดหยุ่น และดอกไม้แบบทำมือที่สามารถถอดออกได้ เติมลูกเล่นให้กับดีไซน์อย่างมีเอกลักษณ์ในแบบฉบับของ Collina Strada โดยรองเท้าทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบ Eco Anti-Odor ที่ใช้โปรไบโอติกจากธรรมชาติในการควบคุมกลิ่น Hillary Taymour ผู้ก่อตั้ง Collina Strada กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากความต้องการนำองค์ประกอบที่แตกต่างมาสร้างมุมมองใหม่ให้กับรองเท้า ผสานงานประติมากรรม สนีกเกอร์ และจินตนาการเข้าด้วยกัน พร้อมคงไว้ซึ่งความสบายและความทนทานของ KEEN” KEEN x Collina Strada คอลเลกชันพิเศษ Fall/Winter 2026 เตรียมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ณ KEEN Garage และ ENT คอนเซ็ปต์สโตร์มัลติแบรนด์แห่งใหม่ของ ELEMENT 72 ทั้ง 3 สาขา --- ## ‘VRANDA’ รับอานิสงส์อีเวนต์ใหญ่ปลายปี 69 ดันยอดจองห้องพักโรงแรม ‘พัทยา-กรุงเทพฯ’ Q4 พุ่ง URL: https://positioningmag.com/pr-news/116401 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News ‘บมจ.วีรันดา รีสอร์ท’ หรือ VRANDA ฉายภาพแนวโน้มยอดจองห้องพักไตรมาส 4/2569 ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ‘พัทยา-กรุงเทพฯ’ พุ่งแรงเกิน 30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รับอานิสงส์อีเวนต์ใหญ่ระดับโลก พร้อมเดินหน้าลุยตลาด MICE และกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ดันรายได้ทั้งปีเติบโตแข็งแกร่ง ด้านนักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ให้ราคาเป้าหมายใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 6.00 บาท คาดรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ทั้งปีโตแรง 19% นายภวัฒก์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA ผู้นำธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า ภาพรวมยอดจองห้องพักของโรงแรมและรีสอร์ทในเครือวีรันดาฯ ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตดี โดยเฉพาะโรงแรมในพื้นที่พัทยา ที่ได้รับปัจจัยบวกจากเทศกาลพลุนานาชาติ Pattaya International Fireworks Festival ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายนนี้ และการจัดมหกรรมดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland Thailand และ Wonderfruit ในระหว่างวันที่ 3–13 ธันวาคม 2569 ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเข้าสู่พื้นที่เป็นจำนวนมาก ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ ได้รับอานิสงส์จากการเป็นโฮสต์จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank Group - IMF Annual Meetings) ในเดือนตุลาคม 2569 ส่งผลให้ความต้องการห้องพักในพื้นที่กรุงเทพฯ คึกคักเป็นพิเศษ ตลอดจนส่งผลให้ยอดจองห้องพักล่วงหน้า (Advanced Booking) ของทั้ง 2 โลเคชัน ปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนมากกว่า 30% จากปัจจัยบวกดังกล่าวช่วงไฮซีซันในรอบนี้ วีรันดา รีสอร์ทฯ จึงมุ่งเน้นขยายตลาดกลุ่มประชุม สัมมนา และจัดแสดงสินค้า (MICE) ควบคู่กับการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีกำลังซื้อสูง โดยจากสถิติช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ากลุ่ม Long-haul มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้บริษัทฯ สามารถรักษาระดับราคาห้องพัก (Room Rate) และสร้างรายได้ที่มั่นคง “ บริษัทฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2569 เนื่องจากจะได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่ยังขยายตัวอย่างหนาแน่น ผสานกับอานิสงส์จากงานมหกรรมและอีเวนต์ระดับโลกอย่างการประชุม World Bank–IMF, เทศกาล Tomorrowland Thailand และ Wonderfruit ตลอดจนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐผ่านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในช่วง 4 เดือนสุดท้าย เช่น โครงการ “บินเที่ยวทั่วไทย ฮีลใจทุกทริป” ที่มอบส่วนลด 500 บาท สำหรับบัตรโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวในภาพรวมให้คึกคักยิ่งขึ้น” นายภวัฒก์ กล่าว ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KSEC ประเมินว่า รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่เปิดให้บริการ (RevPAR) ทั้งปี 2569 ของ VRANDA จะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 19% YoY พร้อมคาดการณ์อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) เฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 70% (ปรับเพิ่มขึ้นจาก 62% ในปีก่อนหน้า) ทาง KSEC จึงได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น VRANDA ขึ้นเป็น 6.00 บาท จากเดิม 5.88 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ก.ย. 2569) เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026-2028 ที่มีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง --- ## คนไทยแยกแชทส่วนตัว/แชทด้อม อินไซต์ในการโยก LINE OpenChat มาแท็บ 3 คนจอยด้อมศิลปิน - ห้องติว - หางาน สูงสุด URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116400 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: ratirita จะด้อมหมีเนย ของมัมหมี หรือศิลปินไอดอล ก็เข้าถึงได้ใน 2 คลิก ตอนนี้ LINE OpenChat แยกแท็บ 3 ให้แล้ว ดันยอดพุ่ง 24 ล้านคนต่อเดือน หมดยุคที่ต้องคอยกุมหัวเพราะข้อความไลน์เด้งแจ้งเตือนร้อยแปดพันเก้า ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว และเรื่องติ่งตีกันมั่วไปหมด เพราะวันนี้ LINE ประเทศไทย เขาลุกขึ้นมาปฏิวัติวงการคอมมูนิตี้ครั้งใหญ่ ย้ายบ้านให้ LINE OpenChat มาสิงสถิตอยู่ตรงแท็บ 3 หรือแท็บกลางบนแอปพลิเคชัน LINE อย่างเป็นทางการ แยกโลกส่วนตัวกับโลกแห่งความอินออกจากกันแบบเด็ดขาด  ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2018 จากวันแรกที่ยังเป็น LINE Square จนเติบโตกลายเป็นพื้นที่ที่รวมคนชอบอะไรเหมือนๆ กัน วันนี้ LINE OpenChat ในไทย ญี่ปุ่น และไต้หวัน ไม่ใช่แค่สถานที่เข้ามาคุยเล่นแก้เหงาอีกต่อไป แต่กลายเป็น "คอมมูนิตี้ในชีวิตประจำวัน" ของคนไทยที่ย่างเข้าปีที่ 9  การขยับบ้านมาอยู่แท็บ 3 เพียงแค่เดือนเดียว (ข้อมูล ณ 30 ก.ย. 2569) ก็พาเอายอดผู้ใช้งานรายเดือน (MAU) พุ่งกระฉูดจาก 20 ล้านคน เข้าสู่ 24 ล้านคนต่อเดือน! แถมมียอดการเข้าใช้งานรวมทะลุ 2,250 ล้านครั้งต่อเดือน ไปเป็นที่เรียบร้อย สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเอ็นจอยกับคอมมูนิตี้มาก ส่อง 5 หมวดฮิต  ใน LINE OpenChat มีห้องแชทเปิดอยู่เป็นแสนๆ ห้อง แต่ละวันมีผู้คนหมุนเวียนเข้ามาสร้างความสัมพันธ์ผ่าน 5 กลุ่มความสนใจหลัก Entertainment (สายแฟนด้อม) มีคนเข้ามาอัปเดตตารางงาน โหวตรางวัล และส่งกำลังใจให้ศิลปินที่รักถึง 1.3 ล้านคนต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นด้อมน้องเนย (Butterbear) ที่มีสมาชิกสิงอยู่ในห้องเกิน 40,000 คน หรือด้อมนนท์ ธนนท์ ที่ทะลุ 20,000 คนไปแล้ว Studies (สายติวด่วน) วัยเรียน และแก๊งเตรียมสอบเข้ามากว่า 1.2 ล้านคนต่อวัน เอาไว้แลกเปลี่ยนโน้ตติวหนังสือนอกห้องเรียน Job & Career (สายหางาน) แลกเปลี่ยนคอนเนกชัน และคำแนะนำอาชีพกว่า 7 แสนคนต่อวัน องค์กร และภาครัฐ มีการใช้สื่อสารภายในถึง 8 แสนคนต่อวัน ศูนย์รวมความช่วยเหลือยามวิกฤต ในวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ OpenChat กลายเป็นที่พึ่งแรกๆ ของคนไทย เช่น ช่วงโควิด-19 ที่มียอดวิสิทสูงถึง 30 ล้านครั้งต่อวัน, เหตุการณ์แผ่นดินไหว 3.4 ล้านครั้งต่อวัน หรือเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ที่สูงถึง 1.3 ล้านครั้งต่อวัน 3 ไฮไลต์ฟีเจอร์ใหม่ ถูกใจสายส่อง และสายคุย เพื่อไม่ให้แชทหนักขวาและอ่านตามไม่ทัน LINE OpenChat ได้จัดสรรฟีเจอร์เด็ดๆ มาเอาใจผู้ใช้ AI Summary ไม่ต้องเสียเวลาไถแชทอ่านย้อนหลังเป็นพันข้อความ เพราะมี AI ช่วยสรุปเนื้อหาสำคัญในห้องให้ Thread (แยกย่อยท็อปปิก) ไม่ต้องกลัวว่าคุยๆ อยู่แล้วหัวข้อจะตีกันเอง เพราะสามารถเปิด Thread แยกคุยเฉพาะเรื่องในห้องหลักได้เลย ระบบความปลอดภัย ฟังก์ชัน Fraud & Scam Protection ป้องกันมิจฉาชีพ พร้อมเตรียมอัปเดตดีไซน์ Avatar ใหม่ และระบบส่ง Emoji Reaction ในเร็วๆ นี้ --- ## CHAGEE และ Cinnamoroll ชวนจิบ Lemon Tea เติมความสดชื่นพร้อมเปิดโลก Cinnamoroll Lemon Sky URL: https://positioningmag.com/pr-news/116399 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News CHAGEE ชวนคนรักชาออกไปเติมสีสันและความสดชื่นให้วันธรรมดาด้วย “Lemon Tea” ที่หยิบเอาความเปรี้ยวและความหอมของเลมอนมาจับคู่กับชาพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน ออกมาเป็นเครื่องดื่มชา 3 รสชาติใหม่ พร้อมเติมความน่ารักไปอีกขั้นด้วยคาแรกเตอร์ชื่อดังสุดคิวต์ Cinnamoroll ที่จะมาสร้างโมเมนต์แห่งความน่ารักสดใสในแคมเปญ “Welcome to Cinnamoroll Lemon Sky” จิบชาพร้อมเติมความสดชื่นกับ Lemon Tea CHAGEE จะมาเปลี่ยนเมนูที่ทุกคนคุ้นเคยอย่าง Lemon Tea ให้เป็นประสบการณ์ใหม่ของการดื่มชาผลไม้ในรสสัมผัสที่แตกต่าง ผ่านการคัดสรรและเลือกใช้ใบชาพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันทั้งรสชาติและกลิ่น ก่อนเติมความสดชื่นจากรสเปรี้ยวและความหอมของเลมอนลงไป กับเมนูเครื่องดื่ม 3 รสชาติ 3 สไตล์ Lemon Da Hong Pao Fruit Tea เหมาะสำหรับคนที่ชอบรสชาที่ชัด โดยนำชา Da Hong Pao ที่มีกลิ่นหอมคั่วและเข้มข้นรสชา มาจับคู่กับรสเปรี้ยวของเลมอนที่ให้กลิ่นหอมซิตรัส เติมความสดชื่นขึ้นอีกระดับในทุกจิบ ราคา 105 บาท (ไซซ์ R) / 120 บาท (ไซซ์ L) Lemon Jasmine Green Fruit Tea ชาเขียวมะลิที่ให้ความรู้สึกเบา ๆ ผสานกับเลมอนที่ช่วยเพิ่มมิติของรสชาติ พร้อมกลิ่นหอมละมุนของดอกไม้ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรสสัมผัสเบา ๆ หอมกลิ่นดอกไม้ และได้ความสดชื่น ราคา 100 บาท (ไซซ์ R) / 115 บาท (ไซซ์ L) Lemon Glutinous Fruit Tea ชาเขียวจากพื้นที่สูงที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์คล้ายข้าวเหนียว จับคู่กับความหอมสดชื่นของเลมอน เหมาะสำหรับคนที่อยากลอง Lemon Tea ในแบบที่ไม่จำเจ ราคา 100 บาท (ไซซ์ R) / 115 บาท (ไซซ์ L) เปิดโลก Cinnamoroll Lemon Sky ความสดชื่นของ Lemon Tea ยิ่งลงตัวเมื่อได้มาเจอกับ Cinnamoroll คาแรกเตอร์สุดคิวต์ที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก และเป็นตัวแทนของมิตรภาพและความอบอุ่น การจับมือของ CHAGEE และ Cinnamoroll ในแคมเปญ Welcome to Cinnamoroll Lemon Sky ไม่ได้มีแค่ความน่ารักแบบโอเวอร์โหลด แต่จะพาทุกคนออกเดินทางสู่ Lemon Sky โลกที่เต็มไปด้วยก้อนเมฆบนท้องฟ้าที่มีเลมอนสีเหลืองสดใสมาเติมสีสันให้วันธรรมดาพิเศษยิ่งขึ้นพร้อมกับจิบ Lemon Tea และพบกับการตกแต่งร้าน สินค้าคอลเลกชันพิเศษ รวมถึงกิจกรรมอีกมากมาย คุณเรณุกา ญาวีระ Marketing Project Manager ของ CHAGEE ประเทศไทย กล่าวว่า “CHAGEE ได้เปิดตัว Lemon Tea ในหลายประเทศและเรามีความมุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย จึงได้รังสรรค์ประสบการณ์ใหม่ของชาดื่มชาเลมอน โดยยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพและรสชาติของชาที่ชัดเจนเป็นเอกลักษณ์ และครั้งนี้มาพร้อมกับ Cinnamoroll คาแรกเตอร์ที่เต็มไปด้วยความน่ารักอบอุ่น เพื่อนคู่ใจที่มอบความสบายใจ และเข้ากันได้ดีกับ Lemon Tea ที่ช่วยเติมความสดใสและความสดชื่นในทุกโมเมนต์ของวัน เพื่อให้ CHAGEE ได้เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ให้ทุกคนมาใช้เวลาดี ๆ ร่วมกับคนรอบตัว” ความน่ารักที่พกพาไปได้ทุกวัน CHAGEE ได้นำโลกของ Cinnamoroll มาเป็นแรงบันดาลใจออกแบบ Cup Sleeve รวมถึงสินค้าคอลเลกชันพิเศษที่ให้แฟน ๆ ได้พกความน่ารักติดตัวและนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน พบกับความน่ารักได้ตั้งแต่วันที่16 ตุลาคม 2569 กระจกพกพา Cinnamoroll Pocket Mirror แลกซื้อในราคา 80 บาท เมื่อซื้อ Lemon Tea เมนูใดก็ได้ 2 แก้ว ไซซ์ L กระเป๋าสะพาย Cinnamoroll Tote Bag เมื่อซื้อเครื่องดื่ม Lemon Tea เมนูใดก็ได้ 1 แก้ว ไซซ์ L และเพิ่มเงิน 500 บาท และตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป พบกับ สายคล้องโทรศัพท์ Cinnamoroll Phone Charm Lanyard มาในแบบกล่องสุ่มที่มีให้ลุ้นถึง 3 แบบ เมื่อซื้อเครื่องดื่ม Lemon Tea เมนูใดก็ได้ 1 แก้ว ไซซ์ L และเพิ่มเงิน 300 บาท ผ้าพันคอ Cinnamoroll Scarf เมื่อซื้อ Lemon Tea เมนูใดก็ได้ 1 แก้ว ไซซ์ L และเพิ่มเงิน 300 บาท เฉพาะบนแอป CHAGEE เท่านั้น ร่วมสนุกกับโมเมนต์พิเศษของ Cinnamoroll Lemon Sky CHAGEE ชวนสาวก Cinnamoroll สัมผัสโลก Cinnamoroll Lemon Sky กับ Mini-Pop Up ที่ ICONSIAM ชั้น G โซน The Veranda (บริเวณใกล้กับร้าน CHAGEE) ตั้งแต่วันที่ 16 - 18 ตุลาคม 2569 พบกับกิจกรรม CHAGEE Lemon Cart ชิมเครื่องดื่ม 3 รสชาติ แล้วทำแบบสอบถามสั้น ๆ เพื่อลุ้นรับรางวัลจากตู้กาชาปอง รวมถึงกิจกรรม Cinnamoroll Cloud Moment Photobooth ให้ทุกคนได้ถ่ายภาพเก็บโมเมนต์น่ารัก ๆ พร้อมกดติดตาม Facebook หรือ Instagram ของ CHAGEE Thailand และ Sanrio Thailand สำหรับสมาชิกใหม่เพียงดาวน์โหลด CHAGEE App ก็จะได้รับ Welcome Voucher 3 ใบ โบนัสพิเศษ! สำหรับแฟน ๆ รับ Reward Voucher เมื่อโพสต์ภาพลงโซเชียลมีเดียพร้อมแท็ก @ chagee.th นอกจากนี้ยังเพลิดเพลินกับมุมถ่ายรูปกันต่อได้อีกที่ร้าน CHAGEE ICONSIAM ชั้น G ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2569 มาเติมความสดชื่นด้วย Lemon Tea ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ติดตามโปรโมชันและข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมพิเศษตลอดแคมเปญได้ทาง Facebook , Instagram และ TikTok ของ CHAGEE Thailand --- ## “Happitat” ปลุกจอยักษ์ 50 เมตรด้วย IP “Metta’s” ผสาน AI และ Gamified Experience สร้างแม่เหล็กความบันเทิงใหม่ย่านบางนา URL: https://positioningmag.com/pr-news/116398 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News Happitat แลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์และความบันเทิงแห่งใหม่บนทำเลบางนา กม.7 จับมือ Idyllias บริษัทที่อยู่ใน  DreamCrafter   ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ดร.แตน ณัฐวัฒน์ และ  คุณทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์   นำโลกคาแรกเตอร์ “Metta’s” (เมตตา) ที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความสนุก และจินตนาการ มาสร้างประสบการณ์ความบันเทิงที่ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมได้จริง ผสานเทคโนโลยี AI และ Immersive Experience ชวนทุกคนเปลี่ยนบทบาทจากผู้ชมมาเป็นผู้เล่น พร้อมร่วมสนุกตลอดเดือนตุลาคม 2569 Metta’s ชวนผู้มาเยือนได้พบกับประสบการณ์ความสนุกที่ The Grand Stairs ในโครงการ Happitat ผ่านจอดิจิทัลขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความยาวกว่า 50 เมตร พื้นที่จอ 385 ตารางเมตร เปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับรูปแบบของ Immersive Experience เริ่มต้นด้วยการดาวน์โหลด Amaze Superapp และเลือก Happitat App เพื่อเข้าสู่โลกของ Metta’s พร้อมทำความรู้จักกับ 5 คาแรกเตอร์สุดน่ารัก ได้แก่ Maddox สุนัขสีดำสุดร่าเริง, Riley กระต่ายน้อยแสนสดใส, Piglet Pim ลูกหมูน้อยสวมหมวกฟาง, Maru แมวน้อยสวมแว่น และ Shogun ตัวเงินตัวทองสีฟ้าสุดน่ารัก โดยผู้เล่นสามารถเลือกเลี้ยงและดูแลคาแรกเตอร์ที่ชื่นชอบ ทั้งให้อาหาร แต่งตัว และร่วมสนุกกับมินิเกมเพื่อสะสมของรางวัล ต่อยอดความสนุกด้วย Immersive Experience บนจอยักษ์ ณ The Grand Stairs เพียงสแกน QR Code เพื่อพาคาแรกเตอร์จากหน้าจอโทรศัพท์มือถือออกมาสู่โลกแห่งการผจญภัยบนจอยักษ์ พร้อมร่วมสนุกกับภารกิจตามหาไอเทมลับ ณ METTA’s Kiosk (Information Kiosk) เพื่อนำไอเทมที่ค้นพบไปใช้กับคาแรกเตอร์ในเกม ก่อนปิดท้ายด้วยประสบการณ์พูดคุยและโต้ตอบกับ น้อง Happie กระต่ายน้อย AI แสนเป็นมิตร ที่ไม่เพียงสร้างความสนุกสนานผ่านการสนทนา แต่ยังสามารถให้ข้อมูลและแนะนำเส้นทางไปยังร้านค้าต่าง ๆ ภายใน Happitat ได้อีกด้วย นายภารุต เพ็ญพายัพ  ซีอีโอ บริษัท ไอดิลเลียส์ (Idyllias) กล่าวว่า   “ปัจจุบันการสร้าง IP Characterที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการทำให้ตัวละครเป็นที่รู้จักหรือได้รับความนิยม แต่หัวใจสำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้จริง เราจึงมองเห็นโอกาสในการนำเทคโนโลยี AI, Game และ Immersive Entertainment มาต่อยอดโลกของคาแรกเตอร์ให้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น การนำ Metta’s มาสู่ Happitat จึงเป็นการเปลี่ยนจอดิจิทัลขนาดใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการผจญภัยและการสร้างปฏิสัมพันธ์ ที่ผู้คนไม่ได้เพียงแค่มาชม แต่สามารถร่วมเล่นและเป็นส่วนหนึ่งของโลกคาแรกเตอร์ได้ด้วยตัวเอง เราหวังว่าประสบการณ์นี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้ Happitat เป็นจุดหมายปลายทางแห่งความบันเทิงที่ผู้บริโภคอยากเดินทางมาและกลับมาเยือนอีกครั้ง” มาร่วมสัมผัสความสนุกล้ำสมัยกับการเข้าสู่ประสบการณ์ที่เปิดให้ผู้เล่นเลือกเล่น สร้างตัวตน และเชื่อมต่อความสนุกระหว่างพื้นที่จริงกับโลกดิจิทัลนอกจากนี้ Metta’s ยังมีแผนต่อยอดประสบการณ์ความบันเทิงในช่วงปี 2569–2570 ด้วยการพัฒนาเกมบนโทรศัพท์มือถือเต็มรูปแบบ (Full-featured Mobile Game) พร้อมขยายประสบการณ์อินเทอร์แอ็กทีฟให้หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้เล่นได้ร่วมสนุกและผจญภัยในโลกของคาแรกเตอร์อย่างต่อเนื่อง --- ## “ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART เชื่อมร้านดอกไม้ไทยสู่ยุคดิจิทัล เพิ่มช่องทางขายผ่านเดลิเวอรี พร้อมเผยหมวดดอกไม้และของไหว้โต 1.5 เท่า URL: https://positioningmag.com/pr-news/116397 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News “ปากคลองตลาด” แหล่งค้าดอกไม้สำคัญของกรุงเทพฯ ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมาอย่างยาวนาน ยังคงปรับตัวตามเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากดอกไม้สำหรับพิธีกรรมดั้งเดิมสู่ดอกไม้ดีไซน์ร่วมสมัยที่ได้รับความนิยมบนโซเชียลมีเดีย ขณะที่ LINE MAN MART เข้ามาเชื่อมร้านดอกไม้ในปากคลองตลาดสู่ช่องทางการขายออนไลน์ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิทัล พร้อมเผยหมวดดอกไม้และของไหว้บนแพลตฟอร์มเติบโต 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีร้านค้าจากพื้นที่ปากคลองตลาด 1 และ 2 บนแพลตฟอร์มรวมกว่าหลักร้อยร้าน “ปากคลองไม่มีวันตาย” จากตลาดดอกไม้ดั้งเดิมสู่โอกาสในยุคดิจิทัล “ดอกไม้” อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่งานบวช งานแต่งงาน งานรับปริญญา ไปจนถึงงานอาลัย รวมถึงเทศกาลสำคัญตลอดปี ทั้งวันไหว้ครู วันแม่ วันพ่อ วันสงกรานต์ และวันวาเลนไทน์ แม้ความผูกพันกับดอกไม้จะไม่เปลี่ยนไป แต่รูปแบบความนิยมกลับเปลี่ยนตามยุคสมัย จากดอกไม้สำหรับพิธีกรรมและโอกาสสำคัญ สู่ช่อดอกไม้สไตล์มินิมอล ช่อดอกบัว มาลัยรัดเกล้า และมาลัยสะพายข้าง ที่ได้รับความสนใจบนโซเชียลมีเดีย สะท้อนให้เห็นว่า ปากคลองตลาดยังคงมีชีวิตชีวาและปรับตัวตามเทรนด์ใหม่อยู่เสมอ เมื่อเทรนด์ดอกไม้เปลี่ยนไป ช่องทางการขายก็ต้องปรับตามพฤติกรรมผู้บริโภค LINE MAN MART เข้ามาเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยเชื่อมร้านดอกไม้ดั้งเดิมในปากคลองตลาดเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล ขยายโอกาสทางการค้าจากหน้าร้านสู่โลกออนไลน์ ให้ผู้ประกอบการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ได้กว้างขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็สามารถเลือกซื้อดอกไม้สด พวงมาลัย และของไหว้จากร้านค้าในพื้นที่ผ่านบริการเดลิเวอรีได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาถึงตลาดด้วยตนเอง ปัจจุบัน LINE MAN MART มีร้านค้าจากพื้นที่ปากคลองตลาด 1 และ 2 เปิดให้บริการบนแพลตฟอร์มรวมกว่าหลักร้อยร้าน ขณะที่หมวดดอกไม้และของไหว้เติบโต 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ ของไหว้ พวงมาลัย ดาวเรือง กุหลาบ และทานตะวัน ตามลำดับ สะท้อนความต้องการดอกไม้และของไหว้ที่ยังคงมีบทบาททั้งในประเพณีและโอกาสต่าง ๆ ของคนไทย สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเลือกซื้อดอกไม้และพวงมาลัยจากปากคลองตลาด สามารถเลือกซื้อสินค้าได้หลากหลายบน LINE MAN MART ไม่ว่าจะเป็น ดอกไม้สด ดอกไม้จัดช่อ พวงมาลัย ของไหว้ บายศรี หมากพลู ฯลฯ พร้อมสั่งและจัดส่งถึงบ้าน อาทิ เจ้นาถดาวเรือง (ปากคลองตลาดสะพานพุทธ), พวงมาลัยดอกไม้สด ปากคลองตลาด-สะพานพุทธ, มาลัยไหว้พระ (ร้านปู-จิ๊บ ดอกดาวเรืองขายส่ง) และ ร้านลุงมังส์ช่อดอกไม้และพวงมาลัย ปากคลองตลาด เป็นต้น   จากตลาดดอกไม้ดั้งเดิมที่อยู่คู่สังคมไทยมาหลายยุคสมัย สู่การปรับตัวรับเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ปากคลองตลาดยังคงเป็นแหล่งค้าดอกไม้ที่มีชีวิตชีวา โดยมีเทคโนโลยีเป็นอีกหนึ่งช่องทางช่วยขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการ พร้อมเชื่อมเสน่ห์ของดอกไม้ไทยให้เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น --- ## PUMA เปิดภาพแคมเปญ ROSÉ กับถ่ายทอดเสน่ห์ของรองเท้าคอลเล็กชันใหม่ Speedcat Croc URL: https://positioningmag.com/pr-news/116396 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News PUMA เดินหน้าสร้างสรรค์นิยามใหม่ให้กับรองเท้าสนีกเกอร์ระดับไอคอนิกอย่าง Speedcat ด้วยการเปิดตัว Speedcat Croc รุ่นพิเศษล่าสุดที่นำดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าทรงโลว์โปรไฟล์ มายกระดับด้วยรายละเอียดพื้นผิวลายหนังจระเข้ เพิ่มความหรูหราและความโดดเด่นให้กับรองเท้าที่มีต้นกำเนิดจากโลกมอเตอร์สปอร์ต พร้อมดึง ROSÉ มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของคอลเล็กชันผ่านแคมเปญแฟชั่นที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับสไตล์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว โดยภาพแคมเปญถ่ายทอดบรรยากาศภายในห้องสไตล์เรโทร ที่ตกแต่งด้วยแสงไฟนุ่มนวล ช่วยขับเน้นความคลาสสิกของรองเท้าและเสน่ห์ของ ROSÉ ที่สะท้อนความมั่นใจอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับ PUMA Speedcat Croc โดดเด่นด้วยการนำวัสดุและพื้นผิวที่แตกต่างกันมาผสมผสานอย่างพิถีพิถัน โดยตัวรองเท้าผลิตจากหนังกลับเนื้อนุ่ม พร้อมตกแต่งแถบ PUMA Formstrip ด้านข้างรองเท้าและบริเวณแถบร้อยเชือกด้วยวัสดุผิวสัมผัสลายหนังจระเข้ที่มีความมันวาว สร้างความแตกต่างระหว่างพื้นผิวด้านของหนังกลับกับรายละเอียดที่สะท้อนแสงอย่างมีมิติ โดยยังคงรักษารูปทรงเพรียวบางและเส้นสายอันเป็นเอกลักษณ์ของ Speedcat ไว้ รองเท้าคอลเล็กชันนี้นำเสนอใน 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำ, สีน้ำตาลเข้ม และสีขาวออฟไวท์ ซึ่งล้วนสะท้อนความเรียบหรูและความคลาสสิกในแบบที่แตกต่างกัน พร้อมเสริมรายละเอียดด้วยโลโก้ PUMA แบบโทนสีเดียวกับตัวรองเท้า และเชือกรองเท้าสีเข้าชุดกัน ช่วยสร้างลุคที่ดูเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสนีกเกอร์ดีไซน์มินิมอลที่มีรายละเอียดโดดเด่น สามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมตช์กับการแต่งกายได้หลากหลายสไตล์ การเปิดตัว PUMA Speedcat Croc ในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของการนำดีไซน์รองเท้าระดับไอคอนิกมาตีความใหม่ ผ่านการผสมผสานรากฐานจากโลกมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นระดับพรีเมียม พร้อมสะท้อนความหลากหลายของ Speedcat ในฐานะสนีกเกอร์ที่สามารถก้าวข้ามขอบเขตของสนามแข่งสู่การเป็นไอเทมแฟชั่นสำหรับการแต่งกายในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว และยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของ PUMA ในการพัฒนาดีไซน์ผ่านการเลือกใช้วัสดุ พื้นผิว และรายละเอียดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมิติให้กับรองเท้ารุ่นระดับตำนาน โดยไม่สูญเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิม นอกจากการร่วมแคมเปญ Speedcat Croc ในครั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ PUMA และ ROSÉ ยังได้เปิดตัวคอลเล็กชันใหม่ “PUMA x ROSÉ Speedcat” ใน 2 เฉดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วง คือ สีน้ำตาลเอิร์ธโทน และสีเบอร์กันดีเข้ม โดดเด่นด้วยอัปเปอร์ที่ผลิตจากหนังนูบัคที่ให้ผิวสัมผัสนุ่มฟู ช่วยเพิ่มมิติให้กับตัวรองเท้า มาพร้อมเชือกรองเท้าแบบพันรอบอันเป็นเอกลักษณ์ของ ROSÉ และโลโก้ดีไซน์พิเศษบริเวณลิ้นรองเท้า พบกับคอลเล็กชัน Speedcat ได้ที่เว็บไซต์ PUMA.com และร้าน PUMA ติดตามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ใหม่ กิจกรรม และโปรโมชันต่างๆ ของ PUMA ประเทศไทย ได้ที่เว็บไซต์ https://th.puma.com เฟซบุ๊ก: www.facebook.com/PUMAThailandOfficial อินสตาแกรม: www.instagram.com/pumathailand และ TikTok: https://tiktok.com/@puma.officialth --- ## “โฮมโปร” ต่อยอดกลยุทธ์ Brand Collaboration จับมือ MILLIONSMONSTER สร้างความแตกต่างให้สินค้าเรื่องบ้าน ขยายทางเลือกสู่คนรุ่นใหม่ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116395 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News เปิดคอลเลกชันพิเศษ “ MILLIONSMONSTER ” นำคาแรกเตอร์สตรีตอาร์ตของไทยมาอยู่บนของใช้ในบ้านหลายประเภท ชวนแต่งบ้านให้เป็นตัวเอง พร้อมเติมสีสันให้ทุกมุมโปรดของการใช้ชีวิต โฮมโปร เดินหน้าขยายกลยุทธ์ Brand Collaboration จับมือ MILLIONSMONSTER คาแรกเตอร์มอนสเตอร์สี่ตาอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินไทย “กอล์ฟ” ฐิติภูมิ เพ็ชรสังข์ฆาต หรือ AnOfficerDies สร้างสรรค์คอลเลกชันพิเศษ “MILLIONSMONSTER” ที่ถ่ายทอดความสนุกและตัวตนของคาแรกเตอร์สู่สินค้าเรื่องบ้านและไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานได้จริง ตั้งแต่ห้องนอน ห้องทำงาน ห้องน้ำ ไปจนถึงกิจกรรมกลางแจ้ง ความร่วมมือครั้งนี้เป็นไปตามแนวทางของโฮมโปรในการหยิบความคิดสร้างสรรค์จากพาร์ตเนอร์มาสร้างเป็นสินค้าและประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค ช่วยเพิ่มความหลากหลายและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าเรื่องบ้าน ขณะเดียวกันก็ตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่อยากให้บ้านสะท้อนความชอบและตัวตนมากขึ้น โดยยังคงให้ความสำคัญกับการใช้งานจริง นางนงรัตน์ ฉัตรรัตนพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานสรรหาและพัฒนาสินค้า Private Brand บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร เล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังความร่วมมือครั้งนี้ว่า “โฮมโปรให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งด้านฟังก์ชัน คุณภาพ และดีไซน์ ขณะเดียวกันเราก็อยากเปิดทางเลือกให้กว้างขึ้น เพื่อให้ลูกค้าหาสินค้าที่เข้ากับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้มากกว่าเดิม การทำ Brand Collaboration กับ MILLIONSMONSTER จึงเป็นอีกแนวทางที่นำจุดเด่นของพาร์ตเนอร์มาพัฒนาเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคเข้าถึงและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน นอกจากการนำคาแรกเตอร์มาเป็นลวดลายบนสินค้า เรายังให้ความสำคัญกับการเชื่อมดีไซน์เข้ากับการใช้งาน เพื่อให้สินค้าเรื่องบ้านมีความน่าสนใจ และมีตัวเลือกสำหรับผู้บริโภคหลายกลุ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของโฮมโปรในการเป็น ‘เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต’ ที่ช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตในบ้านของลูกค้า” ด้าน “กอล์ฟ” ฐิติภูมิ เพ็ชรสังข์ฆาต หรือ AnOfficerDies ศิลปินผู้อยู่เบื้องหลัง MILLIONSMONSTER กล่าวว่า“MILLIONSMONSTER เริ่มต้นจากรอยสีที่ลอกอยู่บนประตูบ้าน ผมมองแล้วจินตนาการต่อจนกลายเป็นมอนสเตอร์ตัวนี้ขึ้นมา สำหรับคอลเลกชันนี้ ผมรู้สึกสนุกที่ได้เห็นตัวละครของผมก้าวออกจากงานศิลปะ มาอยู่บนของที่ทุกคนหยิบใช้ได้จริงในทุกวัน และอยากชวนทุกคนพาคาแรกเตอร์เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของแต่ละคน แล้วแต่งบ้านในแบบที่เป็นตัวเองมากที่สุด” “MILLIONSMONSTER” เติมคาแรกเตอร์ให้ทุกพื้นที่ของบ้าน คอลเลกชันนี้นำ MILLIONSMONSTER มาอยู่บนสินค้าหลายกลุ่ม ครอบคลุมทั้งการพักผ่อน การทำงาน การจัดระเบียบบ้าน และกิจกรรมกลางแจ้ง โดยพัฒนาร่วมกับแบรนด์สินค้าในเครือและแบรนด์ที่เกี่ยวข้อง เช่น SPRING, FURDINI, MOYA, SNAZZ, MATALL, EKONO, PLIM และ PORRIN เพื่อให้คาแรกเตอร์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันได้หลายรูปแบบ Bedroom & Living | เติมความสุขให้มุมพักผ่อน พบกับเฟอร์นิเจอร์ ผ้าห่ม หมอน พรม และ หมอนอิงรูปทรงมอนสเตอร์ ที่เติมความสนุกและสีสันให้ห้องนอนและห้องนั่งเล่น Work & Organize | สร้างพื้นที่ที่เป็นตัวเอง เพิ่มความโดดเด่นให้มุมทำงานและมุมจัดระเบียบ ด้วยแผ่นรองเมาส์  และตู้เก็บของ ที่ผสานดีไซน์เข้ากับการใช้งานได้อย่างลงตัว Bathroom & Everyday Living | เติมรายละเอียดให้ทุกวัน เพิ่มความน่าสนใจให้พื้นที่ใช้สอยด้วยม่านห้องน้ำ พรมเช็ดเท้า กระดาษเช็ดหน้า กระเป๋าอเนกประสงค์ และพัดลมพกพา ให้ MILLIONSMONSTER เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน Outdoor & Camping | พาความสนุกออกไปนอกบ้าน ขยายคาแรกเตอร์สู่สินค้าไลฟ์สไตล์กลางแจ้ง ทั้งเต็นท์ โต๊ะพับ เก้าอี้แคมป์ปิง กระติกเก็บความเย็น รถเข็น และเสื่อปิคนิค เอาใจสายเดินทางและสายแคมป์ โดยยังคงความเป็นคอลเลกชันเดียวกันไว้ครบทุกชิ้น ความร่วมมือกับ MILLIONSMONSTER ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้ Brand Collaboration สร้างสินค้าและประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ทำให้การแต่งบ้านเป็นเรื่องสนุกและสะท้อนตัวตนได้มากขึ้น พร้อมตอกย้ำแนวทางของโฮมโปรในการพัฒนาสินค้าและบริการให้รองรับการใช้ชีวิตในบ้านที่หลากหลาย เลือกชมสินค้าในคอลเลกชัน “MILLIONSMONSTER” ได้ที่โฮมโปรทุกสาขา และ HomePro Application ดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ www.homepro.co.th --- ## ASV เผยโฉม DNA ใหม่ ผ่านคอลเลกชัน Autumn/Winter 2026 ‘PART TIME PRINCESS’ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116394 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News ASV (เอเอสวี) เปิดบทใหม่ครั้งสำคัญผ่านการ Rebranding พร้อมปรับเปลี่ยนแนวคิดและโลโก้ไปจนถึงทิศทางการออกแบบการปรับโฉมครั้งนี้นับเป็นการก้าวออกจากกรอบเดิมๆ เพื่อสร้างตัวตนที่เข้าถึงง่ายและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น การ Rebrand ครั้งนี้ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ แต่เป็นการพาผู้หญิง ASV กลับไปเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ผ่อนคลาย ขี้เล่น และซุกซนมากยิ่งขึ้น โดยทิ้งภาพความเรียบร้อยและความสมบูรณ์แบบไว้ข้างหลัง เพื่อมุ่งสู่แนวคิด “Undone Femininity” ความเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องเป๊ะตลอดเวลา และไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อใคร คอลเลกชัน ASV Autumn/Winter 2026 ‘PART TIME PRINCESS’ ตีความ “Princess Energy” ใหม่ ให้เป็นเรื่องของทัศนคติ (State of Mind) โดยสาว ASV ได้ถ่ายทอดความเป็นผู้หญิงผ่านการแต่งตัวที่ “ตั้งใจแบบไม่ตั้งใจ” ดูเป็นธรรมชาติราวกับไม่ได้คิดมาก แต่จริง ๆ แล้วทุกชิ้นที่เธอเลือกสวมใส่ล้วนผ่านการคิดมาอย่างดี  ทั้งกระโปรง Tutu ทรงพลิ้วจับจีบ กระโปรงทรงพอง แขนเสื้อพอง และ โครงไหล่ที่ชัดเจน สร้างสมดุลด้วยสัดส่วนแบบ Androgynous รวมถึงชิ้นงานที่ได้แรงบันดาลใจจากชุดชั้นใน Bandeau Top และ Brief Shorts ซึ่งถูกนำมา Layer เข้ากับเสื้อฮู้ดทรงหลวม เสื้อยืด Oversized เพื่อรังสรรค์หลากลุคสำหรับหลายโอกาส สะท้อนแนวคิด Duality ที่เปิดให้ความแตกต่างอยู่ร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงด้านใดด้านหนึ่งโดยมี Symbol จากมงกุฎ (Tiara) ที่ถูกนำมาถ่ายทอดใหม่บน T-shirt, Hoodie, Knitwear และแอ็กเซสเซอรี เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า “ความเป็นเจ้าหญิงไม่จำเป็นต้องรอให้ใครคอยบอก” พบกับ ASVAutumn/Winter 2026 Collection ‘PART TIME PRINCESS’ ได้ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนชั้น 1, ห้างสรรพสินค้าดิเอ็มโพเรียมชั้น 1 โซนดีพาร์ทเมนท์สโตร์, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลมชั้น 2 และอาซาว่ากรุ๊ปแฟลกชิปสโตร์ซอยสุขุมวิท 45 รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่ Line Official: @asv_officialและ Central Online: https://www.central.co.th/th/asv --- ## วิกฤตมือถือขึ้นราคา! ฉุดยอดส่งมอบทั่วโลกร่วง 20% ต่ำสุดในรอบ 14 ปี รุ่นราคาประหยัดเสี่ยงหายจากตลาด URL: https://positioningmag.com/digital/116393 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: TopTen สรุป: ความต้องการชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังส่งแรงกระเพื่อมมาถึงตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลก เมื่อผู้ผลิตต้องเผชิญทั้งต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นและปัญหาขาดแคลนอุปทาน ขณะที่ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายเงินซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่แพงกว่าเดิม ข้อมูลประมาณการเบื้องต้นจาก Counterpoint Research ระบุว่า ยอดส่งมอบสมาร์ตโฟนทั่วโลกในไตรมาส 3 ปี 2026 ลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นระดับต่ำสุดของไตรมาส 3 ในรอบ 14 ปี หรือตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา โดยแรงกดดันสำคัญมาจากราคาชิปหน่วยความจำ DRAM และ NAND ที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนที่กระทบต่อการผลิตและการจัดส่งของผู้ผลิตหลายราย สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ของ IDC ซึ่งประเมินว่า ยอดส่งมอบสมาร์ตโฟนทั่วโลกตลอดปี 2026 อาจลดลง 12.9% เหลือ 1,120 ล้านเครื่อง จาก 1,260 ล้านเครื่องในปี 2025 หากเป็นไปตามคาด จะถือเป็นการหดตัวรายปีที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ เมื่อ AI ต้องการหน่วยความจำมากขึ้น มือถือจึงผลิตแพงขึ้น ต้นตอของปัญหามาจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงและดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องใช้ชิปหน่วยความจำจำนวนมาก ทำให้ตลาดหน่วยความจำเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานและราคาที่เพิ่มขึ้น ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์หรือบริษัทเทคโนโลยี แต่ส่งต่อไปยังสมาร์ตโฟนผ่านต้นทุนชิ้นส่วน หรือ Bill of Materials (BOM) ที่สูงขึ้น เมื่อชิปหน่วยความจำเป็นองค์ประกอบสำคัญของโทรศัพท์ ผู้ผลิตจึงต้องเลือกระหว่างรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเอง ปรับลดสเปกสินค้า หรือส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคา หยาง หวัง นักวิเคราะห์หลักของ Counterpoint Research ระบุว่า ผลกระทบจากวิกฤตหน่วยความจำมีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2027 เนื่องจากต้องใช้เวลาหลายไตรมาสกว่ากำลังการผลิตหน่วยความจำใหม่จะเพิ่มขึ้นและช่วยบรรเทาปัญหาได้ ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนบางรายเริ่มปรับขึ้นราคาแล้ว โดย Counterpoint พบว่าผู้ผลิต Android บางแบรนด์ขึ้นราคา 10-20% ในเดือนมกราคม 2026 ขณะที่คาร์ล เป่ย ซีอีโอของ Nothing เคยเตือนว่า ผู้ผลิตบางรายอาจต้องขึ้นราคามากกว่า 30% หรือไม่ก็ลดสเปกของอุปกรณ์ลง นั่นหมายความว่า แนวคิดที่ผู้บริโภคคุ้นเคยอย่างการได้สมาร์ตโฟนสเปกดีขึ้นในราคาที่ถูกลง อาจทำได้ยากกว่าเดิม โดยเฉพาะในตลาดระดับเริ่มต้นและระดับกลางที่มีอัตรากำไรไม่สูงนัก นอกจากนี้ IDC ยังเคยประเมินว่า ราคาขายปลีกเฉลี่ยของสมาร์ตโฟนจะเพิ่มขึ้น 14% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 523 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17,500 บาท) ขณะที่ Counterpoint ระบุว่า ราคาขายสมาร์ตโฟนทั่วโลกปรับขึ้นไปแล้วประมาณ 20% ในปี 2026 มือถือราคาประหยัดเสี่ยงหายจากตลาด ขณะที่ผู้บริโภคใช้เครื่องเดิมนานขึ้น กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ สมาร์ตโฟนราคาประหยัด เพราะมีพื้นที่ให้ผู้ผลิตดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้น้อยกว่า IDC เตือนว่าการผลิตสมาร์ตโฟนที่มีราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,000 บาท) อาจไม่คุ้มทุนอีกต่อไป ขณะที่ Counterpoint คาดว่ายอดส่งมอบในกลุ่มราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ (6,000 บาท) อาจลดลง 20% หากต้นทุนชิ้นส่วนยังอยู่ในระดับสูง ผู้ผลิตอาจลดจำนวนรุ่นที่วางจำหน่าย เลื่อนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ปรับลดสเปก หรือถอนตัวจากตลาดบางระดับราคา โดยเฉพาะแบรนด์ที่แข่งขันด้วยความคุ้มค่าและมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์น้อยกว่าแบรนด์รายใหญ่ ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็เริ่มปรับพฤติกรรมตามสถานการณ์ ชิลปี เจน นักวิเคราะห์อาวุโสของ Counterpoint Research ระบุว่า ผู้บริโภคกำลังใช้งานสมาร์ตโฟนเครื่องเดิมนานกว่าที่คาดไว้ และหันมาพิจารณาอุปกรณ์มือสองหรือเครื่องรีเฟอร์บิชมากขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าเดิม แนวโน้มนี้อาจเป็นโอกาสของตลาดสมาร์ตโฟนมือสองและเครื่องปรับสภาพ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ผู้ผลิตขายเครื่องใหม่ได้ยากขึ้น เพราะผู้บริโภคไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะเปลี่ยนโทรศัพท์ หากเครื่องเดิมยังใช้งานได้ดีและรุ่นใหม่มีราคาแพงขึ้น Samsung และ Apple ยังแข็งแกร่ง ตลาดพรีเมียมรับแรงกระแทกได้ดีกว่า แม้ตลาดสมาร์ตโฟนโดยรวมจะหดตัว แต่ผลกระทบไม่ได้กระจายเท่ากันทุกแบรนด์ ข้อมูลเบื้องต้นของ Counterpoint ในไตรมาส 3 ปี 2026 ระบุว่า Samsung ครองส่วนแบ่งตลาด 23% ตามด้วย Apple ที่ 22% ขณะที่ Xiaomi มีส่วนแบ่ง 12% และ OPPO กับ vivo อยู่ที่ 9% และ 8% ตามลำดับ Samsung ยังคงเป็นผู้นำตลาด แม้ยอดส่งมอบลดลง 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมและกระแสตอบรับช่วงแรกของ Galaxy Z Fold8 รวมถึงความสามารถในการจัดหาชิ้นส่วนที่ช่วยให้การส่งมอบสมาร์ตโฟนตระกูล Galaxy A ในตลาดเกิดใหม่ดำเนินต่อไปได้ ส่วน Apple มีส่วนแบ่งตลาด 22% ซึ่งสูงกว่า 20% เป็นครั้งแรกสำหรับไตรมาส 3 แม้ยอดส่งมอบลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ iPhone 18 Pro ได้รับการตอบรับช่วงเปิดตัวดีกว่ารุ่นก่อน โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย และ iPhone 17 ยังช่วยพยุงความต้องการได้ต่อเนื่อง ในทางกลับกัน Xiaomi, OPPO และ vivo ต่างเผชิญแรงกดดันมากกว่า โดยเฉพาะในตลาดราคาประหยัดและระดับกลางที่ผู้บริโภคอ่อนไหวต่อราคา Counterpoint ระบุว่า OPPO และ vivo มียอดส่งมอบลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Xiaomi ลดการพึ่งพาตลาดราคาต่ำและหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าที่สร้างกำไรได้มากกว่า ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า วิกฤตหน่วยความจำไม่ได้ทำให้ทุกแบรนด์อ่อนแอลงเท่ากัน ผู้ผลิตที่มีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน มีฐานลูกค้าระดับพรีเมียม และสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้ มีแนวโน้มรับมือได้ดีกว่าผู้ผลิตที่พึ่งพายอดขายปริมาณมากในตลาดราคาต่ำ วิกฤตนี้อาจเปลี่ยนโครงสร้างตลาดสมาร์ตโฟนในระยะยาว ทั้ง IDC และ Counterpoint มองว่าผลกระทบจากการขาดแคลนหน่วยความจำอาจไม่ได้จบลงด้วยยอดส่งมอบที่ลดลงเพียงปีเดียว แต่มีโอกาสเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรม ผู้ผลิตอาจหันไปเน้นสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียม ลดจำนวนรุ่นที่ไม่ทำกำไร และให้ความสำคัญกับการรักษาอัตรากำไรมากกว่าการเร่งเพิ่มยอดขาย สำหรับผู้บริโภค ผลที่เห็นได้ชัดคือโทรศัพท์เครื่องใหม่อาจแพงขึ้น ขณะที่ตัวเลือกในตลาดราคาประหยัดมีแนวโน้มลดลง หากราคาชิปหน่วยความจำยังไม่คลี่คลาย ผู้บริโภคอาจต้องเลือกระหว่างจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อเครื่องใหม่ ยอมรับสเปกที่ลดลง หรือใช้โทรศัพท์เครื่องเดิมต่อไปอีกระยะหนึ่ง IDC คาดว่าราคาหน่วยความจำ RAM อาจเริ่มมีเสถียรภาพในช่วงกลางปี 2027 แต่การกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลยังขึ้นอยู่กับการเพิ่มกำลังการผลิตและสถานการณ์อุปทานในตลาด --- ## “นิวทริไลท์” ชวนใส่ใจตัวเอง กับ “Nutrilite Vitamin D3 + K2” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116392 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News นิวทริไลท์ (Nutrilite) แบรนด์วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มียอดขายเป็นอันดับ 1* จาก แอมเวย์ เข้าใจวิถีชีวิตของผู้คนที่ใส่ใจตัวเอง ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “ นิวทริไลท์ วิตามินดี 3 + เค 2” (Nutrilite Vitamin D3 + K2) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผ่านการพัฒนาและพิถีพิถันในการคัดสรรส่วนผสมสำคัญ อย่าง Vitamin D3 ปริมาณ 400 IU ซึ่งวิตามินดีมีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกันและมีส่วนช่วยให้ระดับแคลเซียมในเลือดปกติ ควบคู่กับ Vitamin K2 ปริมาณ 50 mcg ซึ่งวิตามินเคมีส่วนช่วยคงสภาพปกติของกระดูกและมีส่วนช่วยในการแข็งตัวตามปกติของเลือด โดยทั้ง 2 ส่วนผสมรวมกัน เพื่อเสริมความต้องการวิตามินในแต่ละวัน ผลิตภัณฑ์ นิวทริไลท์ วิตามินดี 3 + เค 2 บรรจุ 30 แคปซูลต่อขวดในรูปแบบซอฟเจล แนะนำรับประทานวันละ 1 แคปซูลอย่างเป็นประจำ ราคาสมาชิก 990 บาท ราคาขายปลีก 1,090 บาท เริ่มใส่ใจตัวเองและให้ นิวทริไลท์ วิตามินดี 3 + เค 2 (Nutrilite Vitamin D3 + K2) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมไลฟ์สไตล์ของเราให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยสามารถรับประทานคู่กับ นิวทริไลท์ ไบโอซี พลัส (Nutrilite Bio C Plus), นิวทริไลท์ โพรไบโอติก มายด์ (Nutrilite Probiotic Mind), นิวทริไลท์ แคล แมก ดี (Nutrilite Cal Mag D), นิวทริไลท์ ทริปเปิล โอเมก้า (Nutrilite Triple Omega) และ นิวทริไลท์ โคคิวเท็น พลัส (Nutrilite CoQ10 Plus) ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แตกต่างกัน พร้อมกับการรับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ สินค้ารับประกันความพอใจ ไม่พอใจยินดีคืนเงิน สามารถสั่งซื้อสินค้าได้จากนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ หรือสมัครสมาชิกแล้วซื้อผ่านเว็บไซต์ www.amway.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Amway Contact Center 0-2725-8000 อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน อ้างอิง: *นิวทริไลท์ แบรนด์ยอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย ที่มา: Global Data https://gdretail.net/amway-claims/ จากการสำรวจยอดขายปลีกทุกช่องทางการจัดจำหน่ายปี 2024 ในหมวดแบรนด์วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ใบอนุญาตโฆษณาเลขที่ ฆอ. 3491/2569 --- ## Humanica คว้า “Bai Po Champ of the Champs” ตอกยํ้าสุดยอดผู้นํา HR Tech อาเซียน URL: https://positioningmag.com/pr-news/116391 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News Humanica คว้ารางวัลพิเศษในรอบ 20 ปี “Bai Po Champ of the Champs” หนึ่งใน รางวัลเกียรติยศสำหรับองค์กรไทยที่เคยได้รางวัล Baipo Awardsใน 20ปีที่ผ่านมา และยังสามารถต่อยอดความสําเร็จและสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จัดขึ้นเพื่อยกย่ององค์กรไทยที่สามารถต่อยอดความสําเร็จจากการได้รับรางวัล Bai Po Business Awards by Sasin และพัฒนาศักยภาพขององค์กรให้เติบโตอย่างโดดเด่น ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่าง รับผิดชอบและยั่งยืน โดยรางวัลนี้คัดเลือกจากบริษัทที่เคยได้รับรางวัลกว่า 100 บริษัท เหลือ 20 บริษัท และ ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 2 บริษัทที่เป็น Champ of the Champs นายสุนทร เด่นธรรม ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ฮิวแมนิก้า จํากัด (มหาชน) หรือ Humanica กล่าวว่า ฮิวแมนิก้า ได้รับรางวัลพิเศษ “Bai Po Champ of the Champs” ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของโครงการ Bai Po Business Awards by Sasin รางวัล ดังกล่าวผ่านการคัดกรองอย่างเข้มข้น ของคณะกรรมการจากSasin จนสามารถคว้าเอารางวัล Champs of The Champs ความสําเร็จครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Humanica จากจุดเริ่มต้นในฐานะผู้ให้บริการด้าน HR Technology สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันบริหารทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร โดยมุ่งนําเทคโนโลยีเข้ามา สะท้อนพัฒนาการจากผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านทรัพยากรบุคคล สู่การเป็นผู้นําด้านโซลูชันบริหารทรัพยากรบุคคลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์กร ในทุกมิติ ตั้งแต่วัฒนธรรมองค์กร การขาย การตลาด การทำงานข้ามสายงาน ไปจนถึงการนํา ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามายกระดับการดำเนินธุรกิจเบื้องหลังการเติบโตดังกล่าวมาจากการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร การเปลี่ยนแปลง Sales Transformation ตลอดจนการพัฒนาด้านการตลาดหรือCross-functional Collaboration และการนําAIมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการทำงานภายในองค์กร เพิ่มความคล่องตัวในการดําเนินงาน เปิดโอกาสให้บุคลากรจากหลายฝ่ายเข้ามา มีส่วนร่วมในการพัฒนาสินค้า บริการและประสบการณ์ของลูกค้าพร้อมวางรากฐานให้องค์กรสามารถรับมือ กับการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยยังคงให้ความสําคัญกับการสร้างคุณค่าแก่ลูกค้า บุคลากร พันธมิตร ผู้ ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม การพิจารณารางวัลครอบคลุมศักยภาพขององค์กรใน 3 มิติ 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ -  มิติภายในองค์กร ·      ด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมพัฒนาสินค้าและบริการ ·      ด้านการบริหารองค์กร ·      ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลภายในองค์กร -  มิติต่อลูกค้า ·      ด้านการพัฒนาการตลาด ·      ด้านการ ดูแลลูกค้า -  มิติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ·    ด้านความยั่งยืนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคู่ค้า ลูกค้า พนักงาน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณาร่วมกับความต่อเนื่องของผลการดําเนินงานและศักยภาพ การเติบโตในระยะยาว การได้รับรางวัลในครั้งนี้“Bai Po Champ of the Champs ไม่เพียงสะท้อนความสําเร็จการเติบโตของ Humanica ในอดีต แต่ยังตอกยํ้า ความสามารถของ Humanica ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยมีเทคโนโลยี นวัตกรรม และบุคลากรเป็นกลไกสำคัญ เราเชื่อว่าเทคโนโลยีที่ดีต้องช่วยลดภาระงานประจำ เปิดโอกาสให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น และสร้างประสบการณ์การทํางานที่ดี รวมถึงสามารถสร้างความสุขและคุณค่าให้แก่ ลูกค้าและพนักงานในองค์กรลูกค้า รางวัลนี้จึงเป็นแรงผลักดันให้ Humanica ยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรและ แพลตฟอร์ม เพื่อสนับสนุนองค์กรในภูมิภาคเอเชียให้สามารถปรับตัว เติบโต และแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่งและ ยั่งยืน” --- ## เลอโนโวชูกลยุทธ์ Hybrid AI ยกระดับธุรกิจไทยด้วยเทคโนโลยีครบวงจร ต่อยอดวิสัยทัศน์สู่การใช้งานจริง URL: https://positioningmag.com/pr-news/116390 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News ขณะที่ภาคธุรกิจทั่วไทยมุ่งเปลี่ยนผ่านจากการทดลองใช้ AI สู่การนำไปใช้งานจริง เลอโนโวได้จัดแสดงอุปกรณ์ โครงสร้างพื้นฐาน โซลูชัน และบริการ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติงานจริง นำโดยแนวคิดของเลอโนโวอย่าง Smarter AI for All ที่จะช่วยให้องค์กรเปลี่ยนแนวคิดและเป้าหมายด้าน AI สู่การใช้งานจริงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการดำเนินงาน เปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการเติบโตทางธุรกิจ สำหรับประเทศไทยยังคงเดินหน้าในการนำ AI และเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยภาคธุรกิจมีแนวโน้มที่จะนำ AI มาใช้ประโยชน์ภายในองค์กรมากขึ้น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยพิจารณาปัจจัยด้านราคา ผลตอบแทนจากการลงทุน ความปลอดภัย และความสาารถในการทำงาน ท่ามกลางบริบทดังกล่าว กลยุทธ์ Hybrid AI ของเลอโนโวได้รวบรวม Personal AI ที่ให้มากกว่าความอัจฉริยะ พร้อมประสบการณ์การใช้งานแบบไร้รอยต่อสำหรับผู้ใช้งานรายบุคคลและ AI สำหรับองค์กร ที่จะช่วยเปลี่ยนข้อมูลธรรมดาให้เป็นข้อมูลเชิงลึกและสร้างมูลค่าทางธุรกิจ  คุณวรพจน์ ถาวรวรรณ, กรรมการผู้จัดการ, เลอโนโว ประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า “สำหรับภาคธุรกิจไทย วันนี้โอกาสจาก AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทดลองใช้งานอีกต่อไป องค์กรต่าง ๆ กำลังมองหาโซลูชันที่สามารถนำมาใช้ได้จริง สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ ช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในฐานะพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจ เลอโนโวได้นำวิสัยทัศน์ Smarter AI for All  มาใช้งานจริงผ่านแนวทาง Hybrid AI ซื่งเป็นสิ่งที่เราได้นำมาจัดแสดงในวันนี้  เพื่อให้องค์กรสามารถปรับใช้ AI อย่างยืดหยุ่นผ่าน อุปกรณ์ โครงสร้างพิ้นฐาน โซลูชัน และบริการอัจฉริยะของเรา เพื่อรองรับความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กรและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่มีคุณค่าและเป็นรูปธรรม” Lenovo Qira: เชื่อมต่อประสบการณ์เฉพาะบุคคลข้ามอุปกรณ์ Lenovo Qira เผยความก้าวหน้าล่าสุดในงาน Lenovo Innovation World 2026 ที่ผ่านมา ด้วยการขยายการใช้งานให้ครอบคลุมอุปกรณ์ แอปพลิเคชัน และตลาดมากยิ่งขึ้น ทำให้วิสัยทัศน์ในการเชื่อมโยง AI ส่วนบุคคลให้ทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่องบนหลากหลายอุปกรณ์ ด้วยการขยายการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชันและบริการที่รองรับ รวมถึงอีเมล ปฏิทิน และเครื่องมือสำหรับการทำงานร่วมกัน Qira ได้รับออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ใช้งานค้นหาข้อมูล และจัดการงานต่างๆในชีวิตประจำวัน พร้อมลดความยุ่งยากในการสลับใช้งานระหว่างหลายแอปพลิเคชัน  ยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น Qira ยังคงให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวความปลอดภัยและการควบคุมโดยผู้ใช้เป็นหลัก ในรูปแบบ hybrid ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรมแบบ local-first ที่ให้ความสำคัญกับการประมวลผลบนอุปกรณ์เป็นหลักในกรณีที่อุปกรณ์รองรับ พร้อมรองรับการใช้งานที่ปลอดภัยเมื่อต้องเชื่อมต่อบนคลาวด์ อุปกรณ์ที่ขับเคลื่อนการทำงานด้วย AI: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานข้ามสถานที่อย่างชาญฉลาด เนื่องจากลักษณะการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง องค์กรต้องการเทคโนโลยีที่สามารถปรับเปลี่ยนและใช้งานได้ในหลากหลายรูปแบบตามความต้องการ รองรับการทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อ พร้อมช่วยพนักงานรักษาประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะทำงานจากที่ไหนก็ตาม โดยอุปกรณ์เชิงพาณิชย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของเลอโนโว ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ มอบความยืดหยุ่นที่มากขึ้น พร้อมความฉลาดและประสิทธิภาพในการทำงานในชีวิตประจำวัน เลอโนโวนำเสนออุปกรณ์ที่ตอบโจทย์การทำงานระดับมืออาชีพในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ ThinkPad X13 Detachable แล็ปท็อปที่มาพร้อมความคล่องตัวและความอเนกประสงค์ที่สามารถถอดแยกหน้าจอและคีย์บอร์ดได้ สู่ประสบการณ์การใช้งานแล็ปท็อปที่มาพร้อมหน้าจอหมุนได้อัตโนมัติตามการใช้งานอย่าง ThinkBook Plus Gen 7 Auto Twist หรือการทำงานระดับมืออาชีพในรูปแบบการใช้งานบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะกับ ThinkCentre X AIO Aura Edition รองรับงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูงและการทำงานร่วมกันอย่างอัจฉริยะ ยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพและเชื่อมต่อกันได้ดียิ่งขึ้นสำหรับการทำงานในสภาพแวดล้อมเชิงพาณิชย์ที่ท้าทาย ThinkTab X11 เป็นแท็บเล็ต Android™ แบบทนทานรุ่นแรกภายใต้แบรนด์ Think ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบันมาพร้อมความทนทานระดับ MIL-STD-810H และการรับรองมาตรฐาน IP68 ช่วยให้ผู้ใช้งานเชื่อมต่อได้อย่างต่อเนื่องและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.lenovo.com/us/en/pc/ โครงสร้างระบบพื้นฐานที่พร้อมรองรับการทำงาน AI: เสริมสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ในระดับองค์กร การมีรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการเปลี่ยนความสามารถของ AI สู่การใช้งานจริง กลุ่มผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐานสำหรับระดับองค์กรของเลอโนโว ช่วยวางรากฐานด้านการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลที่ต้องการพัฒนา ปรับใช้ และรองรับการประมวลผล AI ในสภาพแวดล้อมระดับองค์กร โดยมีโซลูชันเซิร์ฟเวอร์อย่าง ThinkSystem SR650a V4, SR675 V3 และ SR680a V4 ที่สามารถรองรับการประมวลผล AI สำหรับการใช้งานที่หลากหลาย ในขณะที่โซลูชันจัดเก็บข้อมูล ThinkSystem DE Series Storage ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการและเข้าถึงข้อมูลที่มากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงานกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินงานด้าน AI เทคโนโลยีระบบระบายความร้อน Lenovo Neptune Liquid Cooling จะเข้ามาช่วยลดภาระการระบายความร้อนของระบบ พร้อมปรับโครงสร้างพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการดำเนินงานระยะยาวที่ยั่งยืน เพื่อผลักดันให้องค์กรสามารถนำ AI มาใช้งานให้มากขึ้น Lenovo Hybrid AI 285 ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มพื้นฐาน AI ระดับองค์กร ในขณะที่ Lenovo AI Express ได้นำเสนอรูปแบบการติดตั้ง และบริการที่ผ่านการตรวจสอบและออกแบบให้เหมาะสมกับขนาดการใช้งานเพื่อช่วยลดความซับซ้อนในขั้นตอนการจัดหา การติดตั้งใช้งาน และการดำเนินงาน ทั้งนี้ AI Express ยังสามารถช่วยองค์กรเลือกโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานและความสามารถในการทำงานของ AI ที่ต้องการ รองรับการกำหนดค่าระบบได้ทั้งขนาดเล็กขนาดกลางและขนาดใหญ่โดยมีระยะเวลาตั้งแต่การสั่งซื้อจนถึงการจัดส่งที่รวดเร็วขึ้นให้เหลือเพียง 15 วันทำการหลังจากผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากการตรวจสอบที่จำเป็น นอกจากโครงสร้างพื้นฐานแล้วชุดโซลูชัน Lenovo xIQ ยังนำเสนอแพลตฟอร์มที่ได้รับการพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ AI เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการระบบไอที ครอบคลุมทั้ง AI agents สภาพแวดล้อมการทำงานดิจิทัลและระบบคลาวด์แบบไฮบริด ในขณะเดียวกัน ในฐานะผู้ให้บริการโซลูชันด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ Lenovo TruScale บริการที่ช่วยเสริมศักยภาพการดำเนินงานด้วยความยืดหยุ่น ช่วยให้ธุรกิจสอดคล้องกับความต้องการในรูปแบบการใช้เทคโนโลยีการจัดการงบประมาณและขอบเขตในการใช้งานทรัพยากรตามความต้องการขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.lenovo.com/us/en/servers-storage/ พื้นที่การทำงานแบบดิจิทัล: เปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ นอกเหนือจากอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานแล้ว เลอโนโวยังช่วยให้องค์กรต่อยอดการลงทุนด้านเทคโนโลยีให้เกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้นผ่านการพัฒนาประสบการณ์และรูปแบบการทำงานของพนักงาน การทำงานร่วมกัน และการดำเนินงานในชีวิตประจำวัน Lenovo Digital Workplace Solutions ช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับประสบการณ์ของพนักงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานผ่านการเชื่อมต่ออุปกรณ์ บริการ และความอัจฉริยะสู่รูปแบบการให้บริการที่สามารถขยายการรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.lenovo.com/us/en/solutions/ *ผลิตภัณฑ์ บริการ และโซลูชันของเลอโนโว ได้รับออกแบบโดยคำนึงถึงหลักการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบเพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายและจริยธรรม เช่น ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การลดอคติ และการกำกับดูแล โดยถูกผนวกไว้ในทุกขั้นตอนของการใช้งาน AI --- ## PepsiCo เดินหน้าต่อยอดโครงการ PepsiCo Greenhouse Program APAC 2026: The IMPACT Edition ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116389 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News PepsiCo เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนครั้งสำคัญ ประกาศลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LOI) ร่วมกับ 5 สตาร์ทอัพ จากโครงการ Greenhouse Accelerator 2026: The IMPACT Edition มุ่งปลดล็อกศักยภาพโซลูชันแห่งความยั่งยืนในอนาคต เร่งต่อยอดแนวทางจากโครงการนำร่องสู่การใช้งานจริงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโครงการ PepsiCo Greenhouse Program APAC 2026: The IMPACT Edition ดำเนินงานต่อเนื่องตลอด 7 เดือน เพื่อเร่งผลักดันนวัตกรรมต่อยอดจากขั้นตอนการค้นหาสตาร์ทอัพสู่การเตรียมความพร้อมลงสนามใช้งานจริงในภาคธุรกิจ พร้อมดึง 5 สตาร์ทอัพที่เคยเข้าร่วมโครงการกลับมาร่วมงานอีกครั้ง   ได้แก่ Adiona, Bali Waste Cycle, Beijing AIForce Tech (BAIFT), Takachar และ X-Centric Sciences โดยแต่ละทีมต่างพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ต่าง ๆ ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ เกษตรกรรมยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการเร่งขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โครงการนี้ขับเคลื่อนตามแนวทาง IMPACT Framework เพื่อปลดล็อกศักยภาพของสตาร์ทอัพจากขั้นทดลองโครงการนำร่องสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดยผู้ก่อตั้งทั้ง 5 ทีมได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายฝ่ายของ PepsiCo ทั้งด้านความยั่งยืน ซัพพลายเชน การจัดซื้อ การวิจัยและพัฒนา การดำเนินงาน การเงิน และกฎหมาย เพื่อประเมินความพร้อมด้านเทคโนโลยีและการดำเนินงาน ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ตลอดจนข้อกำหนดด้านกฎหมายและเกณฑ์มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมค้นหาและประเมินข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้นก่อนนำโซลูชันก้าวสู่การใช้งานจริง โครงการนี้ปิดฉากลงด้วยการลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงร่วมกับสตาร์ทอัพด้านความยั่งยืนทั้ง 5 ทีม สะท้อนถึงอีกก้าวสำคัญในการนำโซลูชันไปใช้งานจริง อย่างไรก็ตามการต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคตยังคงต้องผ่านการประเมิน และการทำข้อตกลงร่วมกันในขั้นตอนถัดไป “การขับเคลื่อนธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกให้เติบโตอย่างมั่นคงและพร้อมรับมือทุกความท้าทาย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความเชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน” คุณ Anne Tse ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ PepsiCo กล่าว “โครงการ Greenhouse Accelerator เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพได้ร่วมมือกับทีมงาน PepsiCo เพื่อพัฒนาและทดสอบโซลูชันใหม่ ๆ กับโจทย์ทางธุรกิจและการดำเนินงานจริงในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ความร่วมมือนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเทคโนโลยีรูปแบบเดียวหรือพาร์ทเนอร์รายใดรายหนึ่ง แต่ครอบคลุมการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพ นักลงทุน และพาร์ทเนอร์จากหลากหลายภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมให้มั่นคงยิ่งขึ้น  และส่งเสริมการพัฒนาโซลูชันที่มีศักยภาพให้การเติบโตในเชิงธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว” เจาะลึกความคืบหน้า 5 สตาร์ทอัพ ทดสอบศักยภาพก่อนลงสนามธุรกิจจริง  สตาร์ทอัพทั้ง 5 ทีมที่เข้าร่วมโครงการล้วนมีแนวทางพัฒนาโซลูชันที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากความพร้อมและศักยภาพทางเทคโนโลยี ความต้องการทางธุรกิจ ตลอดจนเงื่อนไขการดำเนินงานที่จำเป็นต่อการนำไปใช้จริง Adiona สตาร์ทอัพจากประเทศออสเตรเลียจากโครงการปี 2023 ต่อยอดความร่วมมือเดิมกับ PepsiCo ในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนเส้นทางและการขนส่ง และเมื่อจบกระบวนการทดสอบในโครงการรุ่น IMPACT Edition ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงร่วมกัน เพื่อสำรวจโอกาสในการยกระดับระบบขนส่งและโลจิสติกส์ในประเทศจีนต่อไป Beijing AIForce Tech (BAIFT) สตาร์ทอัพจากประเทศจีนจากโครงการปี 2025 ร่วมมือกับ PepsiCo ประเทศจีนพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรพลังงานไฟฟ้า ปัจจุบัน PepsiCo ประเทศจีนได้ตกลงเช่ารถแทรกเตอร์ไฟฟ้าขนาด 140 แรงม้าเป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อนำไปใช้เพาะปลูกมันฝรั่งในฟาร์มเกษตรกรเครือข่ายซัพพลายเชนของ PepsiCo ส่วนรถแทรกเตอร์ขนาด 180 แรงม้าอยู่ระหว่างการทดสอบซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ เมื่อจบกระบวนการทำงานในโครงการ IMPACT Edition ทาง PepsiCo และ BAIFT ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง เพื่อขยายการทำงานร่วมกันในประเทศจีน พร้อมสำรวจโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมทางการเกษตรร่วมกันในอนาคต Bali Waste Cycle สตาร์ทอัพจากประเทศอินโดนีเซียจากโครงการเมื่อปี 2025 ร่วมมือกับ PepsiCo อินโดนีเซียในการจัดเก็บและรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ชนิดยืดหยุ่น พร้อมศึกษาต่อยอดการนำวัสดุที่ผ่านการจัดเก็บและรีไซเคิลไปใช้ประโยชน์ในตลาดปลายทาง โดยในระหว่างดำเนินโครงการ Bali Waste Cycle ได้นำบรรจุภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวที่ใช้แล้วกลับมาแปรรูปเป็นส่วนประกอบของป้ายริมถนนในเมืองเดนปาซาร์และเกียนยาร์ พร้อมศึกษาความต้องการใช้งานวัสดุดังกล่าวในภาคการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจ นอกจากนี้ทาง PepsiCo และ Bali Waste Cycle ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง เพื่อพัฒนาแนวทางขยายการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์และต่อยอดการใช้ประโยชน์จากพลาสติกชนิดยืดหยุ่นที่ผ่านการใช้งานแล้วตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศอินโดนีเซีย Takachar สตาร์ทอัพจากประเทศไทยจากโครงการในปี 2024 เดินหน้าศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรูปแบบพกพาเพื่อแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นไบโอชาร์ (Biochar) ภายใต้โครงการ IMPACT Edition ทาง Takachar และ PepsiCo ร่วมประเมินความพร้อมด้านการดำเนินงานและด้านธุรกิจสำหรับการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตร (Agricultural value chain) พร้อมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของ Takachar ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก X-Centric Sciences สตาร์ทอัพจากออสเตรเลียจากโครงการในปี 2024 ทำงานร่วมกับ PepsiCo อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินแนวทางการนำเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลดิน (Soil Intelligence) มาใช้ในกระบวนการด้านการเกษตร เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพดินและปัจจัยการผลิตพืชให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากดำเนินการทดลองจริงในสถานที่เพาะปลูกร่วมกับทีมเกษตรกรรมของ PepsiCo ในออสเตรเลีย ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง เพื่อสำรวจแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลดินอย่างแม่นยำในประเทศออสเตรเลีย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือแสดงเจตจำนงของสตาร์ทอัพแต่ละทีมได้ในภาคผนวก A นอกจากนี้สตาร์ทอัพหลายทีมยังคงต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง แม้สิ้นสุดโครงการ IMPACT Edition ไปแล้ว โดย BAIFT สามารถระดมทุนรอบ Series B ได้ถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ X-Centric ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ Google DeepMind Accelerator: AI for the Planet ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความก้าวหน้าเหล่านี้สะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายระบบนิเวศนวัตกรรม (innovation ecosystem) เพื่อเปิดพื้นที่ร่วมผลักดันแนวคิด เทคโนโลยี และโซลูชันที่มีศักยภาพให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ตั้งแต่ปี 2023 โครงการ PepsiCo Greenhouse Program APAC ได้ร่วมงานกับสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพมากมายรวม 30 ทีม พร้อมสนับสนุนโครงการนำร่องไปแล้วกว่า 22 โครงการ ครอบคลุมทั้งด้านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เกษตรกรรมยั่งยืน และโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศ เผยทิศทางการต่อยอดความร่วมมือในอนาคต หลังงาน PepsiCo Greenhouse Program APAC 2026: IMPACT Edition Showcase เสร็จสิ้นลง ทาง PepsiCo และสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการจะเดินหน้าหารือร่วมกันภายใต้กรอบหนังสือแสดงเจตจำนงเพื่อมองหาโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ทั้งนี้การนำโซลูชันไปใช้งานจริงในอนาคตยังจำเป็นต้องผ่านการประเมินเพิ่มเติมอย่างรอบด้าน ทั้งด้านประสิทธิภาพการทำงาน (solution performance) คุณค่าทางธุรกิจ (business value) ความสอดคล้องกับระบบการดำเนินงาน (operational fit) ตลอดจนความต้องการของตลาด (market needs) โครงการ PepsiCo Greenhouse Program APAC เปิดตัวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเมื่อปี 2023 โดยเริ่มต้นในรูปแบบโครงการเร่งพัฒนาสตาร์ทอัพที่มอบเงินทุนสนับสนุน เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (circularity) เกษตรกรรมยั่งยืน (sustainable agriculture) และแนวทางการรับมือและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate solutions) ตลอดการจัดงานทั้ง 4 รุ่นที่ผ่านมา โครงการได้พัฒนาแนวทางการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการ IMPACT Edition ในปี 2026 มุ่งเน้นการศึกษาแนวทางการเชื่อมต่อนวัตกรรมเข้ากับระบบการดำเนินงานจริง การเตรียมความพร้อมทางธุรกิจ และเปิดโอกาสในการนำโซลูชันไปใช้งานจริงต่อไป โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายด้านการลงทุนเกษตรกรรมและนวัตกรรม (Venture Capital) ได้แก่ Artesian , AgFunder Asia , AgriFutures growAG , Better Earth Ventures , Circulate Capital , CM Venture Capital , Cooley , GC Ventures , SAIL (Singapore Agri-Food Innovation Lab at Nanyang Technological University) , และ Suntory PepsiCo Beverages เครือข่ายพาร์ทเนอร์กลุ่มนี้มีส่วนสำคัญในการช่วยให้สตาร์ทอัพเข้าถึงข้อมูลและความเชี่ยวชาญรอบด้าน ทั้งด้านการเข้าถึงตลาด การเตรียมความพร้อมด้านการลงทุน การพัฒนาต่อยอดธุรกิจ ไปจนถึงการนำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในระดับองค์กร --- ## “คิวเอสเอ” เปิดตัว “เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์” สาขาต้นแบบแห่งแรกในไทย นำร่องโมเดล QXR ยกระดับร้านอาหารบริการด่วนสู่ประสบการณ์รูปแบบใหม่ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116388 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย (QSA) หนึ่งในแฟรนไชส์ซีหลักของเคเอฟซี ประเทศไทย ประกาศก้าวสำคัญในการยกระดับธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน ด้วยการเปิดตัว “เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์” สาขาต้นแบบแห่งแรกในประเทศ ไทย ภายใต้แนวคิด Quality Experience Restaurant (QXR) ที่ยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารสู่รูปแบบใหม่ ครอบคลุมเมนูอาหาร ดีไซน์ร้าน เทคโนโลยี และการบริการที่ใส่ใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมตอกย้ำบทบาทในการร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ KFC New Era ให้เกิดขึ้นจริงผ่านการพัฒนารูปแบบร้านและประสบการณ์ลูกค้าในทุกจุดสัมผัส โดยการเปิดตัวสาขาต้นแบบครั้งนี้สะท้อนการปรับตัวของธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้มองหาเพียงความสะดวกและรวดเร็ว แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล โดย QSA นำแนวคิด QXR มาผสานเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการบริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สะดวก คล่องตัว และประทับใจยิ่งขึ้น นางสาวอรณัฐร์ ผกาภรณ์รัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ คิวเอสเอ (QSA) กล่าวว่า “KFC New Era คือการยกระดับประสบการณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริงในทุก Touchpoint โดย ‘เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์’ ถือเป็นต้นแบบของแนวคิด Quality Experience Restaurant (QXR) ที่ผสานความสะดวก รวดเร็ว และเทคโนโลยี เข้ากับการบริการที่อบอุ่นและใส่ใจ ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ KFC หนึ่งในสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการเปิดตัวบทบาทใหม่อย่าง ‘Host’ ที่เข้ามาช่วยต้อนรับ ดูแล และสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น เพราะเราเชื่อว่าแม้เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยให้การใช้บริการสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น แต่หัวใจของประสบการณ์ที่ดียังคงเกิดจากความเข้าใจและการเอาใจใส่ลูกค้า” สำหรับ “เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์” ได้รับการออกแบบให้เป็นสาขาต้นแบบที่ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าตลอดการใช้บริการ ตั้งแต่การต้อนรับ การเลือกเมนู การสั่งอาหาร ไปจนถึงการรับอาหาร ผ่านตู้สั่งอาหาร Kiosk บริการ Just Pick Up ที่เพิ่มความสะดวกและคล่องตัว ควบคู่กับพนักงานต้อนรับ Lobby Host ที่คอยดูแลและอำนวยความสะดวก สะท้อนแนวคิด QXR ที่ให้เทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการบริการ ขณะที่พนักงานยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความประทับใจและความใกล้ชิดกับลูกค้า พร้อมกันนี้ ยังนำเสนอ New Brand Identity ผ่านดีไซน์ร้านที่ทันสมัย การปรับภาพลักษณ์ Colonel Sanders, Bucket, Logo, และ Finger Lickin’ Good ให้ร่วมสมัย รวมถึงยูนิฟอร์มพนักงานโฉมใหม่ “Us-niform” ที่ผสานความมีสไตล์และการใช้งานจริง โดยยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Modern Menu ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ด้วยเมนู Boneless หรือไก่ไม่มีกระดูก พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าปรับแต่งรสชาติได้ในแบบของตัวเองผ่าน “Season It” การคลุกผงปรุงรส “Dunk It” การดังก์ซอส และ “Dip It” การดิปซอส กับรสชาติใหม่ อาทิ Smoky BBQ, Seoul Hot, New Jai Ded, Garlic Parmesan, White Truffle, และ Zabb Spicy พร้อมดิปซอสใหม่อีก 5 รสชาติ รวมถึงเมนูยอดนิยมอย่าง Double Down, Zinger Burger, และ Twister ตลอดจนเมนูใหม่ Scoop Fries, และ Matcha Mochi Egg Tart เสริมประสบการณ์ด้วย Next-Gen Merchandise คอลเลกชันลิมิเต็ด อิดิชัน ที่เชื่อมโยงเคเอฟซีเข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น “ในฐานะหนึ่งในแฟรนไชส์ซีหลักของเคเอฟซี ประเทศไทย ที่บริหารร้านมากกว่า 550 สาขา เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน KFC สู่มิติใหม่และร่วมสร้างการเติบโตของแบรนด์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดย QSA ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการลงทุนปรับปรุงร้านสาขาเดิมให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการทำให้ KFC ยังคงเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภคทุกยุคทุกสมัย” นางสาวอรณัฐร์ฯ กล่าวปิดท้าย ทั้งนี้ การเปิดตัว “เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์” ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ KFC New Era ที่มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์ รูปแบบร้าน และประสบการณ์ผู้บริโภค ควบคู่กับการเดินหน้าขยายธุรกิจของเคเอฟซี ประเทศไทย ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขาทั่วประเทศสู่ 1,266 สาขาภายในสิ้นปี 2569 สะท้อนทิศทางการเติบโตของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับทั้งการขยายเครือข่ายและการพัฒนารูปแบบร้านให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ “เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์” เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ และเตรียมให้บริการเดลิเวอรีตั้งแต่ 3 พฤศจิกายน 2569 ผ่าน Grab แบบ Exclusive เป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมถึง KFC Application เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงประสบการณ์ KFC รูปแบบใหม่ --- ## ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดงานใหญ่ส่งท้ายปี “แม็คโคร โชห่วย โชว์โปร ออนทัวร์ 2026” ที่แม็คโคร ศรีนครินทร์ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116387 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจ ‘แม็คโคร-โลตัส’ เดินหน้าส่งต่อความคุ้มค่าและพลังให้ร้าน      โชห่วยไทยทั่วประเทศ นำโดย นายจักรกฤษณ์ ชูติมันต์วงษ์ รองประธานการจัดงานฯ จัดงานใหญ่แห่งปี ‘แม็คโคร โชห่วย โชว์โปร ออนทัวร์ 2026’ ครั้งที่ 17 มาในแนวคิดสุดคึกคัก  ‘โปรไหน ใครๆ ก็มา’ โดยมี นายชาญศิลป์ ปานแก้ว ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ ให้เกียติเป็นประธานเปิดงาน งานนี้ถือเป็นจุดหมายสุดท้ายของการออนทัวร์ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 4 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 15 ถึง 18 ตุลาคมนี้ ณ แม็คโคร สาขาศรีนครินทร์   ไฮไลท์ รวบรวมโปรโมชันเด็ด นวัตกรรม และความบันเทิง ตลอดทั้ง 4 วัน โดยพบกับ One Day Deal สินค้าราคาพิเศษกว่า 50 รายการ ลดจัดหนักสูงสุดถึง 70% โดยจะสลับหมุนเวียนดีลใหม่ๆ ทุกวัน โอกาสทองปีละครั้งเท่านั้น  สีสันบรรยากาศของงาน เอาใจจขาช้อปกับกิจกรรม TOP SPENDER ใครทำยอดซื้อสูงสุดในแต่ละวัน รับไปเลย ‘รถเข็นทองคำ’ ขนสินค้าใส่รถได้เท่าไหร่ ยกกลับบ้านไปเลยฟรีๆ นอกจากนี้ ช้อปภายในงานยังได้ลุ้นโชคต่อที่สองกับ LUCKY DRAW ลุ้นรับรางวัลใหญ่อย่าง ‘รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า’  พิเศษ ลูกค้าใหม่ เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Makro PRO และสั่งซื้อครบ 1,000 บาท รับ ‘ตะกร้าทองคำ’ ไปขนสินค้าที่ร่วมรายการทันที  นอกจากโปรโมชันแล้ว ในงานยังขนทัพความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยเสริมศักยภาพร้านโชห่วย ทั้ง CLINIC โชห่วย และงานสัมมนาไขความลับเทคนิคการทำกำไร พร้อมชวนสัมผัสนวัตกรรม โชห่วย โชว์ PROMPT ทดลองออกแบบร้านโชห่วยในฝันให้เป็นภาพจริงด้วยระบบ AI  และพลาดไม่ได้กับความบันเทิงตลอดงาน อิ่มอร่อยกับขบวน Food Truck สตรีทฟู้ดจัดเต็ม และไฮไลท์สุดพิเศษใน วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมนี้ เวลา 5 โมงถึง 6 โมงเย็น ชมฟรีมินิคอนเสิร์ตจากนักร้องลูกทุ่งสาวชื่อดัง ‘ตั๊กแตน ชลดา’ ที่จะมาร่วมสร้างความสนุกกันแบบใกล้ชิด  ผู้ประกอบการร้านโชห่วยและผู้สนใจ มาพบกันได้ที่งาน ‘แม็คโคร โชห่วย โชว์โปร ออนทัวร์ 2026’     ครั้งที่ 17 ตั้งแต่วันที่ 15 ถึง 18 ตุลาคมนี้ ที่แม็คโคร สาขาศรีนครินทร์ หรือติดตามรายละเอียดและรับส่วนลดพิเศษได้ทาง Facebook และแอปพลิเคชัน Makro --- ## เสนาฯ รุก “ขายคอนโดพ่วงผู้เช่า” เปิดโมเดล Buy-to-Let ค่าเช่าชนะเงินกู้ จับกลุ่มนักลงทุน เงินเดือนเริ่มต้น 1.2 หมื่นบาทก็ลงทุนได้ URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116386 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: my_bb ตลาดคอนโดปล่อยเช่ากำลังมีโมเดลใหม่ เมื่อ “เสนาฯ” หันมาออกแบบการลงทุนให้คนซื้อไม่ต้องเริ่มต้นจากการหาห้อง คาดการณ์ค่าเช่า และลุ้นหาผู้เช่าด้วยตัวเอง แต่ใช้ประสบการณ์ของบริษัทคัดเลือกทำเลและห้องชุดที่มีผู้เช่า พร้อมนำเสนอโมเดล Buy-to-Let ที่ออกแบบให้รายได้ค่าเช่าสูงกว่าค่างวดผ่อนธนาคาร ช่วยลดภาระเงินส่วนต่างที่นักลงทุนอสังหาฯ ต้องจ่ายเพิ่มในแต่ละเดือน ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การลงทุนคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่าเป็นรูปแบบที่มีมานาน แต่ความท้าทายสำคัญคือผู้ซื้อแต่ละคนต้องประเมินความสามารถในการทำกำไรเอง ทั้งการเลือกทำเลที่มีความต้องการเช่า การคำนวณผลตอบแทนให้สูงกว่าต้นทุนดอกเบี้ย และการบริหารความเสี่ยงจากห้องว่าง ที่ผ่านมา นักลงทุนจึงต้องพึ่งพาความสามารถในการเลือกอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองค่อนข้างมาก บางคนลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนดี ขณะที่บางคนอาจพบว่ารายได้ค่าเช่าไม่เพียงพอกับภาระเงินกู้ เสนาฯ จึงต้องการนำประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์เข้ามาช่วยลดความยุ่งยากในการลงทุน เปลี่ยนจากการขายห้องชุดเพียงอย่างเดียว เป็นการนำเสนอสินทรัพย์ที่มีรายได้จากการเช่ารองรับ โดยวางบทบาทบริษัทให้ใกล้เคียงกับผู้จัดการการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือ Property Fund Manager เปิดโมเดล Buy-to-Let ค่าเช่ามากกว่าค่างวดทุกปี การันตีค่าเช่า 3 ปี ดร.เกษรา ระบุว่า หนึ่งในอุปสรรคของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์คือผู้ซื้อบางส่วนมักต้องจ่ายค่างวดธนาคารสูงกว่ารายได้ค่าเช่า ทำให้ต้องควักเงินส่วนตัวมาเติมทุกเดือน แม้จะมีผู้เช่าอยู่แล้วก็ตาม โมเดล Buy-to-Let จึงเข้ามาแก้โจทย์ดังกล่าว โดยอาศัยแนวคิดการจัดหาเงินทุนที่คำนึงถึงรายได้จากการเช่า เพื่อให้กระแสเงินสดจากค่าเช่าครอบคลุมภาระผ่อนชำระ โดยแนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบสินเชื่อที่พบในต่างประเทศอย่าง Buy-to-Let Mortgage เช่น ญี่ปุ่นและนิวยอร์ก ซึ่งมีแนวทางการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า ยกตัวอย่าง โครงการเสนาคิทท์ รังสิต-ติวานนท์ ห้องชุดขนาด 26 ตารางเมตร ราคาขาย 1.104 ล้านบาท มีค่าเช่า 8,200 บาทต่อเดือน หรือ 98,400 บาทต่อปี คิดเป็น Gross Rental Yield 8.91% เมื่อเปรียบเทียบรายได้ค่าเช่ากับค่างวดผ่อนชำระตามตัวอย่างที่บริษัทนำเสนอ พบว่า ปีที่ 1 ค่าเช่า 8,200 บาทต่อเดือน เทียบกับค่างวด 3,900 บาทต่อเดือน ปีที่ 2 ค่าเช่า 8,200 บาทต่อเดือน เทียบกับค่างวด 4,400 บาทต่อเดือน ปีที่ 3 ค่าเช่า 8,200 บาทต่อเดือน เทียบกับค่างวด 4,700 บาทต่อเดือน ปีที่ 4 ค่าเช่า 8,200 บาทต่อเดือน เทียบกับค่างวด 6,500 บาทต่อเดือน "จุดเด่นของโมเดลนี้คือเสนาฯ การันตีค่าเช่าต่อเนื่อง 3 ปี เพื่อสร้างรายได้ค่าเช่าแน่นอนกับลูกค้า เมื่อหลังจาก 3 ปีไปแล้ว เสนาฯ จะมีบริการซ่อมแซมห้องเช่าครั้งใหญ่ให้ สำหรับเตรียมพร้อมปล่อยเช่าต่อ" คัด 20 ทำเล เน้นแหล่งงานและดีมานด์เช่า เงินเดือน 1.2 หมื่นบาทก็ลงทุนได้ สำหรับการคัดเลือกห้องชุดโมเดล "คอนโดพ่วงผู้เช่า" เสนาฯ มีประมาณ 20 ทำเล จำนวน 880 ยูนิต โดยเน้นพื้นที่ที่มีความต้องการเช่าจากแหล่งงาน เช่น ย่านนิคมอุตสาหกรรม บางนา กม.29 เพชรเกษม รังสิต ตัวอย่างค่าเช่า ได้แก่ ย่านพระราม 9 ซึ่งมีค่าเช่าประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน และย่านคลองสี่ รังสิต ซึ่งมีค่าเช่าประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน สะท้อนให้เห็นว่าระดับรายได้จากการเช่าแตกต่างกันตามทำเล "ปัจจุบันโมเดลคอนโดปล่อยเช่ามี 880 ยูนิต มีผู้เช่าไปแล้ว 694 ยูนิต จากโครงการ RentNex คิดเป็นอัตราเช่า (Occupancy Rate) 80% โดยพอร์ตให้ผลตอบแทนจากการเช่าไม่น้อยกว่า 7% ต่อปี สำหรับโซนที่มีการเช่าสูงของเสนาฯ ได้แก่ เช่น โครงการเสนาคิทท์ รังสิต-ติวานนท์ จากกลุ่มโรงงานต่าง ๆ ส่วนโครงการเสนาคิทท์ รัตนาธิเบศร์-บางบัวทอง เป็นอีกทำเลมีปัจจัยสนับสนุนตลาดเช่าจากโรงพยาบาล "ปัจจุบันโมเดลซื้อคอนโดพ่วงผู้เช่า มียอดขายไปแล้ว 20-30 ยูนิต แม้ยังไม่ทำการตลาด ส่วนใหญ่ผู้ซื้อเป็นนักลงทุนที่วอล์กอินเข้าไซต์ และกลุ่มลูกค้าเก่าเสนา" อีกเป้าหมายของโมเดลนี้ คือ การเปิดโอกาสให้คนที่มีรายได้ระดับเริ่มต้นเข้าถึงการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ได้มากขึ้น แม้เป็นกลุ่ม First Jobber รายได้ประมาณ 12,000-15,000 บาทต่อเดือน (กรณีไม่มีภาระทางการเงิน) และซื้อคอนโดพ่วงผู้เช่าในราคาเริ่มต้น 1 ล้านบาท เสนาฯ วางโพซิชั่นเป็นธุรกิจบริการที่อยู่อาศัย ดร.เกษราระบุว่า ในระยะต่อไป เสนาฯ ต้องการขยายแนวคิดจากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นรายยูนิต ไปสู่การให้บริการที่อยู่อาศัย ซึ่งมีทั้งขายปกติ ขายพ่วงผู้เช่า ตลอดจนปล่อยเช่า โดยบริษัทยังมีพอร์ตห้องชุดราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท กว่า 10,000 ยูนิต เป็นโครงสร้างเสร็จพร้อมอยู่ 6,000 ยูนิต รวมถึงโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 4,000 ยูนิต "การขยายโมเดลลงทุนอสังหาริมทรัพย์ยังเชื่อมโยงกับการบริหารต้นทุนทางการเงินของบริษัท เพราะภาระดอกเบี้ยยังเกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร บริษัทจึงต้องให้ความสำคัญกับการสร้างกำไรและกระแสเงินสดที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ" --- ## ‘บู๊ทส์’ ในไทยยืนยันลุยธุรกิจต่อ หลังบริษัทแม่มีการเปลี่ยนมือ เร่งปั้น ‘เฮ้าส์แบรนด์’ ชิงตลาด 2.7 แสนล้าน URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116385 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: Lupang สรุป: หลังจากเป็นข่าวใหญ่ของวงการค้าปลีกระดับโลก เมื่อ Wittington Investments, Limited บริษัทโฮลดิ้งของตระกูลเวสตัน (Weston) ฝั่งแคนาดา ได้เข้าซื้อกิจการเครือร้านขายยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพชั้นนำอย่าง ‘บู๊ทส์’ (Boots) จาก Sycamore Partners และตระกูล Pessina คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 8,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 3 แสนล้านบาท การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ ครอบคลุมอาณาจักรค้าปลีกทั้งหมดของบู๊ทส์ทั้งสาขาในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์กว่า 1,800 แห่ง, ธุรกิจร้านแว่นตา Boots Opticians, แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามชื่อดัง No7 Beauty Company ตลอดจนธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเครือข่ายร้านบู๊ทส์ในประเทศไทยที่มีอยู่ราว 250 สาขา   ล่าสุด ‘ธิตินัทน์ สาระเขตต์’ ผู้อำนวยการฝ่ายแบรนด์ผลิตภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัท บู๊ทส์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้การเข้าซื้อกิจการยังอยู่ในระหว่างกระบวนการดำเนินการ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ และจะมีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งเมื่อมีความชัดเจนในอนาคต อย่างไรก็ตามยืนยันว่า บู๊ทส์ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้าในไทยตามปกติ โดยมุ่งมั่นมอบผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าต่อไป ภายใต้จุดยืน Health and Beauty Destination นอกจากนี้ การพัฒนา ‘เฮ้าส์แบรนด์’ หรือสินค้าแบรนด์ของตัวเอง นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างความแตกต่างและขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาดสุขภาพและความงามในประเทศไทย ปัจจุบันเฮ้าส์แบรนด์ของบู๊ทส์มีพอร์ตสินค้าครอบคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย สินค้านำเข้าจากสหราชอาณาจักร ได้แก่ แบรนด์ ‘No7’ สกินแคร์พรีเมียม ซึ่งเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในพอร์ตเฮ้าส์แบรนด์ และ ‘Soap & Glory’ แบรนด์ดูแลผิวพรรณและผิวกายสไตล์ UK Heritage สินค้าที่วิจัยพัฒนาขึ้นในประเทศไทย เช่น Boots Vitamin C ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใสยอดนิยมที่คู่อยู่กับคนไทยมายาวนาน ผู้บริโภคเปิดใจยอมรับมากขึ้น ในอดีตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์อาจเคยถูกมองว่า เป็นเพียงสินค้า Me too ที่มีจุดขาย คือ ราคาถูก ทำให้ผู้บริโภคอาจไม่มั่นใจในคุณภาพ ภาพจำดังกล่าวธิตินัทน์บอกว่า ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยทางบู๊ทส์ได้พลิกภาพจำนั้นอย่างสิ้นเชิง ยกอย่าง แบรนด์ No7 ที่ได้ยกระดับสู่การเป็นสกินแคร์มาตรฐาน Science-Backed ที่เน้นผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ จุดแข็งสำคัญของ No7 คือ การมีทีมวิจัยและพัฒนา พร้อมด้วยทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำการอยู่ที่สหราชอาณาจักร ควบคู่ไปกับการผนึกกำลังกับสถาบันวิจัยระดับโลก เช่น University of Manchester ในการคิดค้นและพัฒนาสูตร โดยผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์และวัดผลได้จริง และวางระดับราคาไว้เป็น Accessible Premium สกินแคร์คุณภาพสูงเทียบเท่าเคาน์เตอร์แบรนด์ในราคาที่จับต้องได้ กลยุทธ์ทั้งหมดไม่เพียงแต่ช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์เท่านั้น แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นจนเกิดเป็นแรงดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง ปรับกลยุทธ์รุก New Segment สำหรับเทรนด์ที่น่าสนใจในตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ก็คือ ผู้บริโภคหันมาใส่ใจการสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงและการชะลอวัยเชิงรุก มากกว่าแค่เรื่องผิวขาวกระจ่างใส นั่นทำให้บู๊ทส์ได้ขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่ม New Segment ซึ่ง ‘รัตติกาล เงาเงิน’ ผู้จัดการฝ่ายการพาณิชย์และการตลาดระดับภูมิภาค แบรนด์ No7 เล่าว่า เดิมทีกลุ่มผลิตภัณฑ์ชะลอวัย (Anti-Aging) ของ No7 จะโฟกัสกลุ่มวัย 35–40 ปีขึ้นไป แต่ตอนนี้ได้ขยายมาในกลุ่มผู้บริโภคที่เริ่มดูแลผิวตั้งแต่อายุ 25 ปี ด้วยการเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ No7 PRIME FOREVER ออกแบบมาสำหรับการดูแลผิวเชิงรุก ควบคู่กับการปกป้องผิวจากแสงแดดในชีวิตประจำวัน ครอบคลุม 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ Transformative Gel-Oil-Milk Cleanser, Preservation Serum, Weightless Moisturizer และ SPF50 Primer นอกจากนี้ ยังเจาะกลุ่มนักเรียนและวัยรุ่นด้วยไลน์ Good Intense ที่ตอบโจทย์เทรนด์ผิวฉ่ำวาวสไตล์เกาหลี พร้อมปรับดีไซน์บรรจุภัณฑ์ให้มีความสดใส น่ารัก เพื่อมัดใจคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ สาขาไม่เน้นจำนวนแต่เน้นคุณภาพ สำหรับสาขาของบู๊ทส์ในไทยปัจจุบันมีประมาณ 250 แห่ง ซึ่งกลยุทธ์ขยายสาขา จะไม่เน้นเพิ่มจำนวน แต่ให้ความสำคัญกับ Selective Store เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ยอดขาย และ Productivity ของแต่ละสาขาเป็นสำคัญ พร้อมกับรักษาจุดยืนที่เป็นจุดแข็งมาอย่างยาวนาน นั่นคือ การเป็น Health & Beauty Destination ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าไว้อย่างเหนียวแน่น  ขณะที่ ‘สงครามราคา’ ทางผู้บริหารบู๊ทส์ ประเทศไทย ยืนยันว่า ไม่ลงไปแข่ง แต่ก็มีทำโปรโมชันเป็นระยะๆ  เช่น โปรโมชัน 1 แถม 1 ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าคละรายการสินค้าข้ามหมวดหมู่ได้มากกว่า 1,000 รายการ โดยไม่ต้องซื้อสินค้าชนิดเดียวกัน รวมถึงการดูแลฐานสมาชิกหลายล้านคนผ่านระบบ CRM และแอปพลิเคชัน Boots Rewards Club นอกจากนี้ ยังปรับตัวเข้ากับเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ที่ลูกค้าต้องการ เช่น ให้บริการและคำปรึกษาในเรื่องปักปากกา หรือ ปากกาลดน้ำหนัก เนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาใส่ใจเรื่องการดูแลน้ำหนักและสุขภาพตัวมากขึ้น ฯลฯ ทั้งนี้ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า ตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในไทยมีมูลค่ากว่า 270,000 ล้านบาท เติบโต 6% ขณะที่ตลาดสกินแคร์มีมูลค่า 106,000 ล้านบาท เติบโต 7% --- ## งานเสวนาระดับโลก Global Perspectives: In Bangkok ที่จัดโดย CNN เป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ ปิดฉากลงอย่างสวยงาม URL: https://positioningmag.com/pr-news/116384 เผยแพร่: 2026-10-16 ผู้เขียน: PR News เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา CNN ได้จัดงานแฟรนไชส์ระดับโลก Global Perspectives ขึ้นเป็นครั้งแรกในเอเชีย ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จฯ ร่วมในงาน และมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีไทย เป็นประธานในพิธีเปิด งานดังกล่าวเป็นการรวมตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จำกัดเฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญ โดยรวบรวมเหล่าผู้นำ ผู้มีอำนาจตัดสินใจ และบุคคลผู้ทรงอิทธิพลจากทั้งในภูมิภาคและระดับสากล มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ผู้เข้าร่วมกว่า 500 คนเข้าร่วมสนทนา ณ โรงแรมริทซ์ คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โดยมีวิทยากรผู้ทรงเกียรติ อาทิ Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางยุโรป, Dr. Ngozi Okonjo-Iweala ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก, Anthony Tan ซีอีโอของแกร็บ, และ Maggie Kang ผู้สร้างและผู้กำกับร่วมภาพยนตร์เจ้าของรางวัลออสการ์เรื่อง KPop Demon Hunters ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเป็นผู้นำในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ความยืดหยุ่นของการค้า และอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ ดำเนินรายการโดยผู้ประกาศข่าวและผู้สื่อข่าวของ CNN ได้แก่ Dr. Sanjay Gupta , Richard Quest , Kristie Lu Stout , Will Ripley และ Hanako Montgomery การอภิปรายครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ไอเดียที่ขับเคลื่อนความเชื่อ พลังที่หล่อหลอมชีวิต และอนาคตของโลก CNN Global Perspectives: In Bangkok มีพันธมิตรเข้าร่วมได้แก่ B. Grimm, Dangote, JFOODO, Bank of America, กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์, Tencent, เซ็นทรัลพัฒนา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ผู้ที่สนใจสามารถติดตามเนื้อหาการสนทนาและประเด็นสำคัญจากงานได้ที่ cnn.com/globalperspectives และสามารถดูภาพบางส่วนได้ที่ https://bit.ly/3TRRUP6 ประเด็นสำคัญจากงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่า “ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้การต้อนรับงานเสวนา CNN Global Perspectives ซึ่งต่อยอดมาจากความสำเร็จของรายการ CNN Countdown เมื่อปีที่ผ่านมา งานนี้เปิดโอกาสให้เราได้รับฟังมุมมองที่หลากหลาย และร่วมหารือกันถึงการตัดสินใจด้านเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คน ผมหวังว่างานในวันนี้จะช่วยรวบรวมมุมมองที่แตกต่างเข้าไว้ด้วยกัน และนำไปสู่ทางออกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง” Christine Lagarde ประธานธนาคารกลางยุโรป กล่าวว่า “สถานการณ์โลกในตอนนี้คือสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและสร้างแรงกดดันต่อกำลังการผลิตของโรงกลั่น แต่นับตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2026 เป็นต้นมา สงครามในตะวันออกกลางก็เริ่มมีขึ้น และสร้างความตึงเครียดอย่างมากต่อการจัดหาและการเคลื่อนย้ายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ” Dr. Ngozi Okonjo-Iweala ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก ให้สัมภาษณ์กับ Richard Quest ผู้ประกาศข่าวของ CNN ว่าการค้าโลกกำลังเผชิญกับการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเผชิญมาในประวัติศาสตร์ 80 ปีขององค์การการค้าโลก แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่ทำให้เราไม่คาดหวังว่าจะได้เห็นกลับเป็นความยืดหยุ่นของการค้า Anthony Tan ซีอีโอของแกร็บ กล่าวว่า “AI ไม่ได้จะมาแย่งงานของใคร แต่คนที่รู้จักและใช้งาน AI เป็นต่างหากที่จะมาแย่งงานของเรา หากเราไม่ยอมลงทุนกับตัวเอง ไม่เรียนรู้ และไม่เปิดรับ AI คนที่มีความกระตือรือร้นที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราและเปิดรับ AI นั่นแหละ ที่จะมาแย่งงานเราไปแทน” Maggie Kang ผู้สร้างและผู้กำกับร่วมภาพยนตร์เจ้าของรางวัลออสการ์เรื่อง KPop Demon Hunters กล่าวว่า “เราได้สร้างจุดยืนในฐานะวัฒนธรรมย่อยในโลกภาพยนตร์และโทรทัศน์ไปแล้วผ่านซีรีส์เรื่อง Squid Game รวมถึงในวงการเพลงด้วยกระแส K-pop ซึ่งจากมุมมองของคน ๆ หนึ่งที่เติบโตมาในยุคที่วัฒนธรรมเกาหลีอาจจะยังไม่ได้เป็นที่นิยมหรือดูเท่เท่าไรนัก เวลาได้เห็นสิ่งเหล่านี้ ทำให้รู้สึกขึ้นมาว่าตอนนี้เรากลายเป็นวัฒนธรรมที่ดูเจ๋งไปแล้ว บางทีอาจถึงเวลาที่เราจะสร้างสรรค์ผลงานที่น่าสนใจในแวดวงแอนิเมชันบ้าง เพราะที่ผ่านมาคนเกาหลีมีส่วนร่วมในการผลิตแอนิเมชันให้กับผู้อื่นมามากมาย แต่ไม่เคยมีผลงานที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริงมาก่อนเลย” --- ## คนไทยสายฟิตออกกำลังกายฉ่ำ ดัน "ตลาดนมไฮโปรตีน" โต 30% มูลค่าแตะ 9,100 ล้านบาท URL: https://positioningmag.com/insight/116383 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: my_bb ตลาดนมไฮโปรตีน (High Protein Milk) ในไทยกำลังขยับจากสินค้าสำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม สู่ตลาดที่มีฐานลูกค้ากว้างขึ้น จากกระแส Longevity และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ไปจนถึงความต้องการโปรตีนเพื่อควบคุมน้ำหนักและรักษามวลกล้ามเนื้อ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ปี 2570 ตลาดนมไฮโปรตีน จะมีมูลค่า 9,100 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อน สูงกว่าภาพรวมตลาดนมพร้อมดื่มในไทย จากสายฟิตเนสสู่คนทั่วไป คนไทยออกกำลังกายเพิ่มเป็น 68% แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีอายุยืนยาวควบคู่กับสุขภาพที่ดี (Longevity) และการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ทำให้โปรตีนกลายเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ได้รับความสนใจมากขึ้น ขณะเดียวกัน ฐานผู้บริโภคที่ต้องการโปรตีนสูงยังขยายตัวตามพฤติกรรมการออกกำลังกาย โดย สัดส่วนคนไทยที่ออกกำลังกายเพิ่มจาก 57.5% ในปี 2564 เป็น 68.2% ในปี 2569 ซึ่งกลุ่มนี้มีความต้องการโปรตีนสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 1.5-2.5 เท่า นอกจากนี้ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และจำนวนผู้ป่วย NCDs ที่เพิ่มขึ้น ยังเปิดโอกาสให้ตลาดเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ได้มากขึ้น อีกปัจจัยคือความสะดวกในการบริโภคนมไฮโปรตีน ตอบโจทย์คนที่มีวิถีชีวิตเร่งรีบ ด้วยรูปแบบพร้อมดื่ม หาซื้อง่าย และมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับโปรตีนตามเป้าหมายในแต่ละวันโดยไม่ต้องเตรียมอาหารเอง เดิมตลาดนมไฮโปรตีน เจาะกลุ่มนักกีฬาและคนออกกำลังกายที่ต้องการโปรตีนเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังฝึกซ้อม แต่ปัจจุบันความต้องการขยายไปยังผู้บริโภคที่มีเป้าหมายด้านสุขภาพแตกต่างกัน ได้แก่ -พนักงานออฟฟิศ มองหาทางเลือกเสริมโปรตีนที่สะดวก หรือใช้ทดแทนมื้ออาหารในบางโอกาส -กลุ่มควบคุมน้ำหนัก ให้ความสำคัญกับความอิ่มนานและการควบคุมความอยากอาหาร -ผู้สูงอายุ ต้องการดูแลและรักษามวลกล้ามเนื้อ -ผู้ป่วย บางกลุ่มมีความต้องการโปรตีนเพื่อสนับสนุนภาวะโภชนาการและการดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ การขยายฐานลูกค้าจากสายฟิตเนสไปสู่ผู้บริโภคที่มีเป้าหมายด้านสุขภาพหลากหลาย ทำให้ตลาดมีโอกาสเติบโตในวงกว้างขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มที่ออกกำลังกายเป็นประจำอีกต่อไป ปี 70 มูลค่าตลาดแตะ 9,100 ล้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ในปี 2570 ตลาดนมไฮโปรตีนของไทยจะมีมูลค่า 9,100 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อน โดยแบ่งเป็นตลาดไฮโปรตีนนมวัวประมาณ 75% และนมไฮโปรตีนจากพืช 25% นอกจากนมวัวจะครองส่วนแบ่งตลาดหลักแล้ว ยังมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่านมจากพืชและภาพรวมตลาด สะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการโปรตีนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะขยายยอดขายได้ง่ายขึ้น เพราะการแข่งขันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบและกำลังซื้อยังเป็นโจทย์สำคัญ เปิด 3 โจทย์ใหญ่นมไฮโปรตีนโตเร็วแต่ต้นทุนและการแข่งขันกดดัน 1. แข่งเดือดท่ามกลางราคาที่สูงกว่านมทั่วไป นม High Protein มีราคาสูงกว่านมทั่วไปประมาณ 1.5-2 เท่า ทำให้ผู้บริโภคอาจเปรียบเทียบราคาและพิจารณาความคุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อยังเปราะบาง ขณะที่แบรนด์ที่มีความได้เปรียบด้านช่องทางจำหน่ายและราคามีโอกาสแข่งขันได้มากกว่า 2. ต้นทุน Whey Protein Isolate พุ่งต่อเนื่อง วัตถุดิบสำคัญอย่าง Whey Protein Isolate (WPI) มีต้นทุนสูงขึ้น สะท้อนจากราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 23% ต่อปี ในช่วงปี 2563-2568 (CAGR) ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญ มีแนวโน้มส่งออกลดลงจากการสำรองสินค้าเพื่อใช้ในประเทศมากขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ 3. เทรนด์โปรตีนเปลี่ยนเร็ว ต้องพัฒนาสินค้าให้ทัน ความต้องการของผู้บริโภคอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสุขภาพ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเทรนด์ที่ต้องจับตาคือการบริโภคโปรตีนอย่างสมดุล การให้ความสำคัญกับคุณภาพโปรตีน และการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการปรุงแต่งหรือแปรรูปน้อยลง ท้ายที่สุด แม้ตลาดนม High Protein จะมีโอกาสเติบโตสูง แต่การแข่งขันระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มปริมาณโปรตีนเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการยังต้องสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ ราคา และความเหมาะสมกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม เพื่อเปลี่ยนกระแสสุขภาพให้กลายเป็นการซื้อซ้ำในระยะยาว --- ## เสนาแจงที่ดินบึงน้ำคู้บอน เป็นแลนด์แบงก์เก่าถือครองตั้งแต่ปี 2552 รอพัฒนาหลายปี รับเจอภาษีที่ดินกดดัน URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116382 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: my_bb ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีที่ดินบริเวณบึงน้ำคู้บอนว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่บริษัทถือครองไว้เป็นแลนด์แบงก์ตั้งแต่ปี 2552 มีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ โดยใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มพิจารณานำมาพัฒนา ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของผังเมืองและแรงกดดันจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ผ่านมา บริษัทติดตามข้อมูลจากภาครัฐ โดยในปี 2561 มีการจัดประชาพิจารณ์และมีข้อมูลเกี่ยวกับผังเมืองออกมา อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาบึงรับน้ำหรือการเวนคืนที่ดิน โดยบริษัทพบข้อมูลผังเมืองในช่วงปี 2561, 2564 และ 2567 แต่ไม่ได้มีการระบุประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นอีกหนึ่งแรงกดดันต่อผู้ประกอบการ เนื่องจากวัตถุประสงค์ของภาษีส่วนหนึ่งคือการกระตุ้นให้เกิดการนำที่ดินมาพัฒนา ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวเป็นทำเลที่มีความเจริญ บริษัทจึงต้องกลับมาพิจารณาแนวทางการพัฒนาที่ดินอีกครั้ง ดร.เกษรากล่าวว่า บริษัทเพิ่งรับทราบเอกสารเรื่องดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อน และเมื่อพบว่าลูกบ้านในโครงการพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ดินบึงคู้บอนมีความกังวล จึงเร่งนัดหมายเข้าพบเพื่อชี้แจงในวันอังคารที่ผ่านมา โดยลูกบ้านมีข้อสงสัยสำคัญว่า บ้านที่อยู่ใกล้บึงจะได้รับผลกระทบหรือสามารถอยู่อาศัยได้ตามปกติหรือไม่ บริษัทจึงนำภาพตัวอย่างบึงหนองบอนที่เสร็จเรียบร้อยแล้วมาอธิบายให้ลูกบ้านเห็นภาพแนวทางการพัฒนาเบื้องต้น พร้อมระบุว่า หากมีการดำเนินการจริง ลูกบ้านในโครงการชุดแรกจะไม่อยู่ในแนวเขตเวนคืนตามข้อมูลที่บริษัทมี อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะมีการพัฒนาบึงน้ำคู้บอนหรือไม่ และจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไร โดยมองว่าการบริหารจัดการน้ำใน กทม. เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันพิจารณา --- ## แคมเปญแห่งปี LINE MAN “ถูกสุดทุกวัน GRAND SALE” ลดยกแอปฯ! ส่งไรเดอร์เฉย เตือนสติสายกิน “ระวังถูก!” แจกใบสั่งลดสูงสุด 50% URL: https://positioningmag.com/pr-news/116381 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News LINE MAN จัดมหกรรมเซลล์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีผ่านแคมเปญ “LINE MAN ถูกสุดทุกวัน GRAND SALE” สร้างปรากฏการณ์ความคุ้มทั่วไทย ชูไฮไลต์ ‘ดีลล็อกราคา’ เริ่มต้นเพียง 1 บาท* ซื้อเมนูโปรดได้ตามใจ ไว้ใช้สั่งเมื่อต้องการภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมจัดเต็มส่วนลดทั้งแอปฯ เพียงกรอกโค้ด “LINEMAN” รับส่วนลดสูงสุด 50%* และโปรส่งฟรี 0 บาท* เดินหน้าเตือนสติสายกิน "ระวังถูก!" เสริมทัพความตื่นเต้นด้วยกิมมิก  "ไรเดอร์เฉย" เดินสายแจกใบสั่งมอบส่วนลดทั่วกรุงฯ ตอกย้ำจุดยืน ถูกจริง คุ้มจริง ใช้ได้ทุกวัน ครบจบในแอปฯ เดียว ดีลใหญ่สุดคุ้มเริ่มต้น 1 บาท พร้อมส่วนลดทั้งแอปฯ LINE MAN มอบประสบการณ์ความถูกจริง ให้ผู้ใช้งานได้อิ่มทุกมื้อกับร้านแบรนด์ดังและร้านอร่อยใกล้บ้าน ผ่านไอคอน “ดีลล็อกราคา” เริ่มต้นเพียง 1 บาท* สามารถซื้อเก็บไว้แล้วเลือกใช้สั่งเมนูโปรดจากร้านที่ร่วมรายการได้ตามความสะดวก นอกจากนี้ยังมอบโปรโมชันลดทั้งแอปฯ ด้วยโค้ด "LINEMAN" รับส่วนลดสูงสุด 50%* โดยไม่มีขั้นต่ำ ครอบคลุมทั้งบริการสั่งอาหาร ช้อปสินค้าผ่าน LINE MAN MART บริการส่งของ บริการเรียกรถ และบริการเภสัชกรรมทางไกล (Telepharmacy) (สิทธิ์ส่วนลดไม่ครอบคลุมสินค้าในหมวดหมู่ที่กฎหมายไม่อนุญาต) รวมถึงทวีคูณความคุ้มเมื่อชวนเพื่อนสั่งเป็นกลุ่ม รับส่วนลดเพิ่ม! สูงสุด 100 บาท* พร้อมสิทธิ์ส่งฟรี 0 บาท* แคมเปญ "LINE MAN ถูกสุดทุกวัน GRAND SALE" นี้พร้อมให้ทุกคนช้อปคุ้มและรับดีลพิเศษได้ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 "ไรเดอร์เฉย" บุกทั่วกรุง แจกใบสั่ง ระวังถูก!  เพื่อเพิ่มประสบการณ์ความคุ้มจริงแบบถึงตัว LINE MAN ส่ง “ไรเดอร์เฉย ” ลงพื้นที่ย่านใจกลางเมือง เพื่อมอบส่วนลดผ่าน "ใบสั่ง LINE MAN" รับส่วนลดสูงสุด 80 บาท* สร้างความคึกคักให้กับพนักงานออฟฟิศและผู้สัญจร โดยเริ่มเดินสายแจกตั้งแต่วันที่15 - 18 ตุลาคม 2569 ปักหมุด 40 จุดย่านธุรกิจสำคัญทั่วกรุงเทพฯ เช่น สยาม, สีลม, สาทร, อโศก และห้วยขวาง สั่งแบรนด์ดัง ระวังได้กินฟรี 1 ปี! เอาใจสายกินและแฟนพันธุ์แท้แบรนด์ดัง ส่งกิจกรรม “สั่งแบรนด์ดัง ระวังได้กินฟรี 1 ปี” บนเพจ Facebook: LINE MAN ชวนผู้ใช้สั่งอาหารจากแบรนด์ที่ร่วมรายการ แล้วมาคอมเมนต์ใต้โพสต์กิจกรรมเพื่อลุ้นรับสิทธิ์กินฟรี โดยใช้ได้นาน 1 ปี รวมมูลค่าคูปองส่วนลดกว่า 60,000 บาท ไม่ว่าจะเป็น YOLK, Dairy Queen, Café Amazon, KFC และ Nose Tea ร่วมกิจกรรมได้แล้ววันนี้ ถึง 19 พฤศจิกายน 2569 และประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล วันที่ 23 พฤศจิกายน 2569 สั่งทุกวัน ลุ้นทุกออร์เดอร์ เตรียมมาเจอคู่จิ้น เตรียมมาฟินรับทอง เพิ่มความตื่นเต้นในทุกออร์เดอร์กับกิจกรรม "สั่งปั๊บ ลุ้นรับทอง" เพียงสั่ง LINE MAN FOOD หรือช้อปบน LINE MAN MART แล้วกรอกโค้ด "LUCKY" ก่อนชำระเงินทุกครั้ง สั่ง 1 ครั้ง รับ 1 สิทธิ์ลุ้นรางวัลรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท* ได้แก่ ทองคำแท่ง 1 บาท (1 รางวัล), ทองคำ 1 สลึง (4 รางวัล), คูปองส่วนลด Food & Mart มูลค่า 500 บาท (100 รางวัล) และสิทธิ์ใช้งาน LINE MAN VIP ฟรี 1 ปี* (100 รางวัล) ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 (กิจกรรมนี้ได้รับใบอนุญาตให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคเลขที่ 2491/2569 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2569 โดยกรมการปกครอง) นอกจากนี้ LINE MAN ยังจัดเต็มเอาใจสายฟิน ชวนแฟนคลับลุ้นเป็น Lucky Fans รับสิทธิ์ที่นั่งพิเศษกระทบไหล่คู่จิ้นสุดฮอตแบบใกล้ชิดใน LINE MAN Live ตลอดทั้งแคมเปญ แฟนคลับห้ามพลาดโอกาสร่วมสร้างความทรงจำสุด Exclusive โดยสามารถติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขการร่วมสนุกเพิ่มเติมได้ทางโซเชียลมีเดียของ LINE MAN ชวนครีเอเตอร์สายฟู้ดดี้ ส่งต่อดีลดีร้านอร่อย กับภารกิจพิเศษ LINE MAN Affiliate Program ขยายการรับรู้แคมเปญสู่โลกออนไลน์ผ่านเครือข่ายครีเอเตอร์สายฟู้ดดี้ด้วย LINE MAN Affiliate Program ชวนสร้างคอนเทนต์รีวิวเมนูและร้านเด็ดที่ร่วมรายการ เพียงโพสต์โปรโมตร้านค้าที่ร่วมรายการ และสะสมยอดคำสั่งซื้อให้ครบตามเงื่อนไขที่กำหนด มีสิทธิ์รับโบนัสพิเศษสูงสุดถึง 4,500 บาท*  สั่งของอร่อย ช้อปคุ้ม ๆ ด้วยการรับดีลพิเศษได้ทุกวัน กับแคมเปญ “LINE MAN ถูกสุดทุกวัน GRAND SALE” ให้ทุกมื้อและทุกการใช้จ่ายคุ้มยิ่งกว่าเดิมครอบคลุมทุกบริการในแอปฯ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569  *LINE MAN คือ แอปพลิเคชันผู้ให้บริการจัดส่งสินค้าที่มีอัตราค่าจัดส่งที่ถูกที่สุด (ปี 2025) ตามผลสำรวจโดย INTAGE Thailand การเปรียบเทียบค่าจัดส่ง เป็นไปตามวิธีการสำรวจและเงื่อนไขของ INTAGE Thailand ณ ช่วงเวลาที่ทำการสำรวจเท่านั้น *การร่วมกิจกรรม สิทธิ์ ของรางวัล วิธีการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล และเงื่อนไขอื่น ๆ ของแต่ละกิจกรรม เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขเฉพาะของกิจกรรมนั้น ๆ ที่บริษัทฯ กำหนด ซึ่งเผยแพร่ทาง https://lineman.line.me/lm-tooksud/ , https://lmwn.com/lineman/lm-tooksud-lucky-gold/ และ/หรือช่องทางที่ระบุในแต่ละกิจกรรม --- ## Getty Images เตรียมยื่นล้มละลาย หลังหนี้ท่วม 6.8 หมื่นล้าน เจอ AI ซ้ำเติมธุรกิจ แถมดีลควบรวมล่ม URL: https://positioningmag.com/digital/116380 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: TopTen สรุป: Getty Images บริษัทคลังภาพและภาพข่าวระดับโลก ประกาศแผนปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ โดยเตรียมเข้าสู่กระบวนการล้มละลายตามกฎหมาย Chapter 11 ของสหรัฐฯ พร้อมเปลี่ยนกลับไปเป็นบริษัทเอกชน หลังเผชิญภาระหนี้สูงถึง 2.1 พันล้านดอลลาร์ การแข่งขันจาก AI สร้างภาพ และความล้มเหลวของแผนควบรวมกิจการกับ Shutterstock มูลค่า 3.7 พันล้านดอลลาร์ แผนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว Getty ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท และ Koch Equity Development ที่ตกลงร่วมลงทุนใหม่สูงสุด 533 ล้านดอลลาร์ (ราว 17,900 ล้านบาท) พร้อมกับการปรับเงื่อนไขหนี้ของเจ้าหนี้ เพื่อให้บริษัทสามารถลดภาระทางการเงินและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2026 จากคลังภาพระดับโลก สู่บริษัทที่ต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้ Getty Images เปิดเผยว่า บริษัทบรรลุข้อตกลงปรับโครงสร้างทางการเงินกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทางการเงินรายใหญ่แล้ว โดยแผนดังกล่าวจะดำเนินการผ่านกระบวนการ Prepackaged Chapter 11 ซึ่งเป็นการเตรียมแผนฟื้นฟูและเจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้า ก่อนยื่นเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายล้มละลายของสหรัฐฯ ตามรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 Getty Images มีหนี้สินรวมประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 68,000 ล้านบาท) สะท้อนแรงกดดันทางการเงินที่บริษัทต้องรับมือในช่วงที่ธุรกิจภาพและคอนเทนต์ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายใต้ข้อตกลงครั้งนี้ บริษัทจะได้รับเงินลงทุนใหม่สูงสุด 533 ล้านดอลลาร์ (ราว 17,900 ล้านบาท) จากบริษัทในเครือของครอบครัว Getty และ Koch Equity Development ขณะที่เจ้าหนี้หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันตกลงยกเลิกหนี้จำนวน 270 ล้านดอลลาร์ (ราว 9,000 ล้านบาท) ส่วนเจ้าหนี้ที่มีหลักประกันจะปรับลดต้นทุนดอกเบี้ยและขยายระยะเวลาชำระหนี้ นอกจากนี้ Koch Equity Development ยังเตรียมจัดหาเงินทุนสูงสุด 143 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,800 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและกระบวนการปรับโครงสร้างในช่วงเปลี่ยนผ่าน เมื่อแผนเสร็จสิ้น บริษัทในเครือของครอบครัว Getty และ Koch Equity Development จะเป็นเจ้าของ Getty Images ทั้งหมด และบริษัทจะเปลี่ยนกลับไปเป็นกิจการเอกชน อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ประกาศแผน บริษัทระบุว่ายังอยู่ในขั้นตอนเตรียมเข้าสู่กระบวนการ Chapter 11 โดยคาดว่าจะเริ่มยื่นคำร้องในอีกไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่การประกาศปิดกิจการหรือหยุดดำเนินงานทันที Getty Images ระบุด้วยว่า การดำเนินงานจะยังเป็นไปตามปกติ พนักงาน ลูกค้า ผู้ผลิตและส่งมอบคอนเทนต์ ตลอดจนคู่ค้า จะไม่ได้รับผลกระทบจากแผนดังกล่าวตามที่บริษัทคาดการณ์ไว้ และผู้ขายสินค้าหรือบริการให้บริษัทจะยังได้รับชำระเงินตามปกติ AI สร้างภาพได้ กลายเป็นแรงกดดันต่อธุรกิจภาพสต็อก ปัญหาของ Getty Images ไม่ได้มีเพียงหนี้สินจำนวนมาก แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดภาพถ่ายและคอนเทนต์ภาพ ซึ่ง AI กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เดิมที Getty Images สร้างธุรกิจจากการรวบรวมภาพถ่าย ภาพข่าว ภาพบุคคล ภาพกีฬา และภาพประกอบจากช่างภาพมืออาชีพทั่วโลก ก่อนนำมาจำหน่ายสิทธิ์การใช้งานให้กับสื่อ บริษัทโฆษณา องค์กร และผู้ผลิตคอนเทนต์ โมเดลนี้ทำให้บริษัทมีคลังภาพจำนวนมหาศาล รวมถึงภาพเหตุการณ์สำคัญและบุคคลที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ด้วยการใช้เครื่องมือสร้างภาพเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อเครื่องมือ Generative AI สามารถสร้างภาพจากคำสั่งข้อความได้ ผู้ใช้จำนวนหนึ่งจึงมีทางเลือกใหม่ในการผลิตภาพประกอบสำหรับงานโฆษณา คอนเทนต์ออนไลน์ และงานออกแบบ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อภาพสต็อกทุกครั้งเหมือนในอดีต Axios รายงานว่า ธุรกิจภาพสต็อกแบบดั้งเดิมของ Getty Images กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตของภาพที่สร้างด้วย AI ขณะที่สื่อญี่ปุ่น ITmedia รายงานโดยอ้างข้อมูลจาก The Hollywood Reporter ว่า Getty Images เปิดเผยต่อผู้ลงทุนถึงความต้องการใช้ภาพจาก iStock ที่ลดลง iStock เป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญของบริษัทที่ให้บริการภาพถ่ายและสื่อภาพสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นตลาดที่ต้องเผชิญการแข่งขันโดยตรงกับเครื่องมือสร้างภาพและทางเลือกใหม่ในการผลิตคอนเทนต์ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ AI ไม่ได้หมายความว่าความต้องการภาพถ่ายจริงจะหายไปทั้งหมด ภาพข่าว ภาพการแข่งขันกีฬา ภาพบุคคลสำคัญ และภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงยังมีคุณค่าในฐานะหลักฐานและบันทึกทางประวัติศาสตร์ รายงานของ ITmedia ซึ่งอ้างข้อมูลจาก The Hollywood Reporter ระบุว่า Getty Images ยังมองเห็นโอกาสเติบโตในธุรกิจภาพข่าวและคลังภาพ โดยมีการประเมินว่ารายได้จากธุรกิจบรรณาธิการหรือ Editorial Business อาจเพิ่มขึ้นเป็น 400 ล้านดอลลาร์ (ราว 13,400 ล้านบาท) ภายในปี 2029 จาก 369 ล้านดอลลาร์ (ราว 12,400 ล้านบาท) ในปี 2025 ตัวเลขปี 2029 เป็นประมาณการที่รายงานข่าวเปิดเผย ไม่ใช่ผลประกอบการที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าธุรกิจภาพข่าวจะชดเชยแรงกดดันจากธุรกิจภาพสต็อกได้ทั้งหมด รายได้เกือบพันล้านดอลลาร์ แต่ทำไมหนี้ยังท่วม? หากมองเผิน ๆ Getty Images ไม่ใช่ธุรกิจที่กำลังหมดความต้องการเสียทีเดียว เพราะบริษัทยังมีรายได้จากการขายสิทธิ์ใช้ภาพถ่าย ภาพข่าว และคอนเทนต์วิดีโอให้กับลูกค้าทั่วโลก แต่ปัญหาคือ รายได้ที่ทำได้ยังต้องนำไปแบกรับต้นทุนดำเนินงาน ดอกเบี้ย และภาระทางการเงินอื่น ๆ ที่สะสมอยู่ ในปี 2025 Getty Images มีรายได้รวม 981.3 ล้านดอลลาร์ (ราว 32,900 ล้านบาท) หรือเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ แต่กลับขาดทุนสุทธิ 206.2 ล้านดอลลาร์ (ราว 6,900 ล้านบาท) หลังจากปี 2024 ยังมีกำไรสุทธิ 39.5 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,320 ล้านบาท) ตัวเลขนี้สะท้อนว่าบริษัทมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจจริง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนรายได้นั้นให้กลายเป็นกำไรสุทธิได้ในปีที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญคือภาระดอกเบี้ยจากหนี้จำนวนมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 บริษัทมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย 111.5 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,700 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจาก 69.2 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,300 ล้านบาท) ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 455.7 ล้านดอลลาร์ (ราว 15,300 ล้านบาท) ลดลงเล็กน้อยจาก 459.0 ล้านดอลลาร์ (ราว 15,400 ล้านบาท) ในปีก่อนหน้า กล่าวอีกอย่างคือ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 บริษัทมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของรายได้ทั้งหมด และยังต้องจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานอื่น ๆ อีกจำนวนมาก สถานการณ์ยิ่งตึงตัวเมื่อพิจารณาเงินสดที่เหลืออยู่ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 Getty Images มีเงินสดเพียง 51.6 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,730 ล้านบาท) ขณะที่มีหนี้รวม 2.1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 70,000 ล้านบาท) หรือประมาณ 40 เท่าของเงินสดในมือ นอกจากนี้ กระแสเงินสดอิสระในไตรมาส 2 ยังติดลบ 122.6 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,100 ล้านบาท) ส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายเงิน 110.9 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,700 ล้านบาท) ที่เกี่ยวข้องกับคดีความและดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้อง นี่จึงเป็นปัญหาที่มากกว่าการมีหนี้สูงเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเงินสดลดลง บริษัทจะมีพื้นที่รองรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและชำระภาระต่าง ๆ น้อยลง แม้ธุรกิจยังมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องก็ตาม ดีลควบรวม Shutterstock มูลค่า 3.7 พันล้านดอลลาร์ที่ไม่เกิดขึ้น อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่เพิ่มแรงกดดันให้ Getty Images คือการยุติแผนควบรวมกิจการกับ Shutterstock ซึ่งเป็นคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดภาพสต็อก ทั้งสองบริษัทประกาศข้อตกลงควบรวมกิจการในเดือนมกราคม 2025 โดยมีมูลค่าดีลประมาณ 3.7 พันล้านดอลลาร์ (ราว 124,000 ล้านบาท) หากสำเร็จ การควบรวมจะทำให้บริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้นและรวมคลังภาพ ฐานลูกค้า และบริการด้านคอนเทนต์ภาพเข้าด้วยกัน แต่แผนดังกล่าวเผชิญการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันของสหราชอาณาจักร หรือ Competition and Markets Authority (CMA) ในเดือนพฤษภาคม 2026 CMA ระบุว่าดีลสามารถดำเนินต่อได้ภายใต้เงื่อนไขให้ Shutterstock ขายธุรกิจภาพข่าวและคอนเทนต์บรรณาธิการออกไป เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาด Getty Images ตัดสินใจไม่รับเงื่อนไขดังกล่าว โดยบอร์ดมีมติเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2026 ว่าจะไม่เดินหน้า และแจ้งยกเลิกข้อตกลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 ก่อนหน้านั้น Getty ได้ระดมหนี้เพิ่มในปี 2025 เพื่อเตรียมรองรับดีลนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เมื่อดีลล้ม บริษัทจึงต้องหาทางจัดการโครงสร้างเงินทุนและภาระหนี้ของตัวเอง นอกจากนี้ Business Standard รายงานว่า Getty Images มีค่าใช้จ่ายด้านที่ปรึกษาวิชาชีพและต้นทุนทางการเงินจากความพยายามควบรวมกิจการมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,350 ล้านบาท) ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยในการประชุมนักลงทุนเมื่อเดือนสิงหาคม แม้ไม่อาจสรุปได้ว่าความล้มเหลวของดีลเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้บริษัทต้องปรับโครงสร้างหนี้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ Getty Images กำลังเผชิญปัญหาทางการเงินและการแข่งขันที่รุนแรงอยู่แล้ว หุ้นร่วงเกือบ 99% ก่อนเตรียมกลับเป็นบริษัทเอกชน ทั้งนี้ บริษัทกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นในปี 2022 ผ่านการควบรวมกับบริษัทเพื่อเข้าตลาดหุ้นที่เรียกว่า Special Purpose Acquisition Company (SPAC) ซึ่งในขณะนั้นทำให้กิจการมีมูลค่ากิจการประมาณ 4.8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 161,000 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ITmedia และ Business Standard รายงานว่า ราคาหุ้นของบริษัทลดลงเกือบ 99% นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ตลาดหุ้น ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเริ่มกระบวนการถอดหุ้นออกจากการจดทะเบียนในช่วงปลายเดือนกันยายน 2026 การปรับโครงสร้างครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดการหนี้ แต่ยังเป็นการเปลี่ยนสถานะความเป็นเจ้าของบริษัทครั้งสำคัญ โดย Getty Images จะออกจากตลาดหุ้นและอยู่ภายใต้การถือครองของกลุ่มผู้ลงทุนหลัก หลังดำเนินการตามแผนฟื้นฟูเสร็จสิ้น สำหรับบริษัท การเปลี่ยนกลับไปเป็นกิจการเอกชนอาจช่วยให้การปรับโครงสร้างและการตัดสินใจระยะยาวทำได้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการซื้อขายหุ้นในตลาดทุกวัน แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับควา… --- ## Primal ถอด 3 บทเรียนจาก Aura Bangkok Clinic, OWNDAYS และ Smooth E ร่วมเผยกลยุทธ์ปรับธุรกิจให้เติบโตในยุค AI URL: https://positioningmag.com/pr-news/116379 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News ในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามาเร่งการเปลี่ยนแปลงของโลกการตลาดดิจิทัล ควบคู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความท้าทายสำคัญของธุรกิจไม่ใช่การค้นหาสูตรสำเร็จทางการตลาด แต่คือการกล้าทบทวนแนวทางเดิม เรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงานสัมมนา DISRUPT THE DEFAULT 2027: Marketing for the AI Era จัดโดย Primal ผ่านเซสชัน Panel Discussion หัวข้อ ‘Three Brands on What They Got Wrong: What It Cost Us to Learn’ ซึ่งเปิดเวทีให้ผู้บริหารจาก 3 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ Aura Bangkok Clinic, OWNDAYS และ Smooth E ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การตัดสินใจทางธุรกิจ บทเรียนจากความผิดพลาด และแนวทางปรับตัวเพื่อสร้างการเติบโตในยุค AI โดยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูล การเข้าใจผู้บริโภค และการรักษาจุดแข็งของแบรนด์ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลง Aura Bangkok Clinic: ใช้ Data ควบคู่สัญชาตญาณ และโฟกัสในสิ่งที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจ  คุณบรีม พรกมล เพชรดาษดา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด Aura Wellness Group Holding บริษัทผู้ดูแล Aura Bangkok Clinic, Aura Xpress Clinic และ AURASOL กล่าวว่า “ทุกความผิดพลาดสามารถเปลี่ยนเป็นบทเรียนที่มีคุณค่าต่อองค์กรได้ หากนำมาทบทวนและปรับใช้กับการตัดสินใจทางธุรกิจ โดยหนึ่งในบทเรียนสำคัญของ Aura คือการทบทวนความคุ้มค่าของธุรกิจ Consumer Product ซึ่งเคยสร้างยอดขายได้ถึงหลักร้อยล้านบาท แต่เมื่อค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็นมากกว่า 20% ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงจนไม่ตอบโจทย์ความยั่งยืน องค์กรจึงตัดสินใจยุติธุรกิจดังกล่าวและหันกลับมาให้ความสำคัญกับธุรกิจคลินิกความงาม ซึ่งเป็นจุดแข็งหลักของแบรนด์" นอกจากนี้ การตัดสินใจทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การเลือกพรีเซนเตอร์ หรือการทำงานร่วมกับ KOLs ควรอาศัยข้อมูลเป็นพื้นฐานประกอบกับสัญชาตญาณทางธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้แบรนด์กล้าทดลองแนวทางใหม่ก่อนคู่แข่ง ขณะเดียวกัน การขยายสาขาไปยังพื้นที่ใหม่ เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดอุดรธานี และขอนแก่น จำเป็นต้องรักษามาตรฐานการบริการให้สม่ำเสมอ พร้อมปรับประสบการณ์หน้าร้านให้เหมาะสมกับผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพในระยะยาว OWNDAYS: เข้าใจความแตกต่างของแต่ละตลาด และมองข้อมูลให้รอบด้าน  คุณโอม ปริญวัฒน์ คณาพิบูลย์ผล นักวิเคราะห์ข้อมูลด้านการตลาดประจำภูมิภาค บริษัท OWNDAYS ประเทศไทย แบ่งปันประสบการณ์จากการวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ กัมพูชา และมาเลเซีย โดยชี้ให้เห็นว่า กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในตลาดหนึ่งอาจไม่สามารถนำไปใช้กับอีกตลาดได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น แคมเปญ Hello Kitty ที่ได้รับผลตอบรับดีในประเทศไทย แต่กลับให้ผลลัพธ์แตกต่างออกไปในสิงคโปร์ มาเลเซีย และกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านพฤติกรรมและปัจจัยการตัดสินใจของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ นักการตลาดจึงต้องปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับบริบทของตลาด แทนการยึดติดกับแผนเดียวกันทุกพื้นที่ สำหรับธุรกิจที่มียอดขายผ่านหน้าร้านออฟไลน์มากกว่า 99% การประเมินผลด้วยตัวชี้วัดออนไลน์เพียงอย่างเดียว เช่น ROAS อาจไม่สะท้อนภาพรวมของธุรกิจได้ครบถ้วน จึงจำเป็นต้องนำข้อมูลยอดขาย กระแสตอบรับบนโซเชียลมีเดีย และความคิดเห็นจากพนักงานหน้าร้านมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้การตัดสินใจมีความแม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ AI ยังทำให้บทบาทของนักการตลาดเปลี่ยนไป โดยงานจัดทำรายงานที่เคยใช้เวลาหลายวันสามารถดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นักการตลาดจึงต้องปรับจากการมุ่งเน้นงานรวบรวมข้อมูล ไปสู่การตรวจสอบความถูกต้อง วิเคราะห์ความหมายของข้อมูล และนำผลลัพธ์ไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ Smooth E: สื่อสารด้วยภาษาของผู้บริโภค พร้อมปรับตัวโดยไม่ทิ้งตัวตนของแบรนด์   คุณจูน ศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด Smooth E และ Siam Health Group ถ่ายทอดบทเรียนเรื่อง ‘Cost of Starting Slower’ หรือราคาของการเริ่มต้นช้า โดยระบุว่า แม้ข้อมูลยอดขายในช่วงโควิด-19 จะไม่ได้ส่งสัญญาณถึงการชะลอตัว แต่การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค Gen Z เชิงลึกกลับเผยให้เห็นช่องว่างสำคัญ แม้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจะรู้จักแบรนด์ แต่ส่วนใหญ่ยังเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะเมื่อมีปัญหาผิว และมีเพียง 10% ที่ตัดสินใจซื้อด้วยตนเอง สะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภครุ่นใหม่ให้มากกว่าการเป็นแบรนด์ที่คุ้นเคย Smooth E จึงปรับแนวทางการสื่อสารจากการส่งข้อความเดียวกันผ่านทุกช่องทาง มาเป็นการทำความเข้าใจภาษา ความสนใจ และความคาดหวังของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะ Gen Z พร้อมนำเสนอคุณค่าของผลิตภัณฑ์ผ่านผลลัพธ์ที่ชัดเจนควบคู่กับจุดเด่นด้านความอ่อนโยนของเวชสำอาง ตัวอย่างของการปรับตัวดังกล่าว ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบซองเพื่อวางจำหน่ายใน 7-Eleven และการร่วมงานกับคู่จิ้น GL อย่างหลิง-ออม เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคผ่านกระแสและช่องทางใหม่ ๆ โดยยังคงรักษาคุณภาพและคุณค่าหลักของแบรนด์ไว้ สะท้อนให้เห็นว่าการก้าวให้ทันเทรนด์ไม่จำเป็นต้องแลกกับการสูญเสียตัวตนของธุรกิจ 3 แนวคิดสำคัญ เตรียมธุรกิจให้พร้อมสำหรับปี 2027 จากประสบการณ์ของผู้บริหารทั้ง 3 แบรนด์ สามารถสรุปเป็นแนวคิดสำคัญสำหรับการปรับตัวในยุค AI ได้ 3 ประการ ได้แก่ Be an Empty Cup: เปิดรับความรู้และแนวคิดใหม่ พร้อมเรียนรู้จากความผิดพลาด และพร้อมเริ่มต้นใหม่เมื่อแนวทางเดิมไม่ตอบโจทย์ Move Fast: กล้าทดลองแนวทางใหม่ เรียนรู้จากผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว และนำสิ่งที่ได้ผลไปต่อยอดเพื่อสร้างการเติบโต ·        Same Legacy, New Playbook: รักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ พร้อมปรับเครื่องมือ กลยุทธ์ และวิธีสื่อสารให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป  บทเรียนจาก Aura Bangkok Clinic, OWNDAYS และ Smooth E สะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตในยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทั้งหมด แต่คือความสามารถในการเรียนรู้จากข้อมูล เข้าใจความต้องการของผู้บริโภค และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ทันต่อสถานการณ์ ธุรกิจที่พร้อมทบทวนแนวทางเดิมและลงมือปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน Primal มุ่งสนับสนุนธุรกิจไทยในการปรับกลยุทธ์การตลาดให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของ AI โดยผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แนวทาง AI Search สำหรับธุรกิจไทย เพื่อยกระดับการเข้าถึงผู้บริโภคและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในยุคดิจิทัล บริษัท ไพรมอล (Primal) ขอขอบคุณพาร์ตเนอร์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น Aura Bangkok Clinic, OWNDAYS, Smooth E, TWOOAK, Tipco, CoffeeWORKS, Difflam, EASE และ MASON Pattaya ที่ร่วมให้การสนับสนุนการจัดงานสัมมนา DISRUPT THE DEFAULT 2027: Marketing for the AI Era อย่างเป็นทางการในครั้งนี้ --- ## บู๊ทส์ ประเทศไทย เปิดตัว No7 PRIME FOREVER ชูแนวคิด Skin Preservation ปักหมุดการดูแลผิวเชิงรุกยุคใหม่ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116378 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News บู๊ทส์ ประเทศไทย เปิดตัว No7 PRIME FOREVER ผลิตภัณฑ์สกินแคร์กลุ่มใหม่ที่นำแนวคิด Skin Preservation หรือการดูแลผิวเชิงรุกเพื่อคงสภาพผิวที่ดูดีในระยะยาวมาสู่ผู้บริโภคชาวไทย มุ่งตอบโจทย์ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 25–35 ปี ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผิวตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อช่วยคงความแข็งแรงและความอ่อนเยาว์ของผิวให้ยาวนานยิ่งขึ้น ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านความงามมากกว่า 90 ปี No7 แบรนด์สกินแคร์อันดับ 1 ของสหราชอาณาจักร ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับนวัตกรรมการดูแลผิวล่าสุดกับ No7 PRIME FOREVER ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Glaciology™ ผสานสารต้านอนุมูลอิสระทรงประสิทธิภาพ 5 ชนิด เข้ากับเทคโนโลยีเปปไทด์ของ No7 เพื่อช่วยปกป้องผิวจากสัญญาณแห่งวัยที่มองเห็นได้ โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยังอ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาผู้บริโภคกว่า 22,000 คนในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาควบคู่กับองค์ความรู้จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์  No7 PRIME FOREVER ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิว 4 รายการ ได้แก่ Transformative Gel-Oil-Milk Cleanser, Preservation Serum, Weightless Moisturizer และ SPF50 Primer ซึ่งออกแบบมาให้สามารถใช้ร่วมกันในกิจวัตรการดูแลผิวประจำวัน โดยเน้นการดูแลผิวเชิงรุกควบคู่กับการปกป้องผิวจากแสงแดด มิสเตอร์ คุณมาร์ค โคโพรวัสกี กรรมการผู้จัดการ บู๊ทส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “บู๊ทส์เชื่อว่าทุกคนควรเข้าถึงผลิตภัณฑ์ความงามคุณภาพสูงที่ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม No7 ในฐานะแบรนด์สกินแคร์อันดับ 1 ของสหราชอาณาจักร ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน ด้วยความมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัว PRIME FOREVER ในครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจของบู๊ทส์ในการนำผลิตภัณฑ์ความงามนวัตกรรมใหม่จากสหราชอาณาจักรมาให้ผู้บริโภคชาวไทยเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมให้ผู้บริโภครุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผิวเชิงรุกตั้งแต่เนิ่น ๆ” คุณรัตติกาล เงาเงิน ผู้จัดการฝ่ายการพาณิชย์และการตลาดระดับภูมิภาค แบรนด์ No7 กล่าวเสริมว่า “No7 PRIME FOREVER นำเสนอมุมมองใหม่ของการดูแลผิวผ่านแนวคิด Skin Preservation โดยเราต้องการส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีทั้งความรู้ ผลิตภัณฑ์ และความมั่นใจในการเริ่มต้นสร้างพฤติกรรมการดูแลผิวที่ดีตั้งแต่วันนี้ เพื่อช่วยคงความอ่อนเยาว์ของผิวในระยะยาว” การเปิดตัว No7 PRIME FOREVER จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ณ อาคารวัน แบงค็อก ทาวเวอร์ 4 ภายในงานนำเสนอประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ พร้อมรับฟังมุมมองและความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิว รวมถึงกิจกรรมเสวนาพิเศษภายใต้หัวข้อ “Preserve Your Youthful Skin: STAY IN YOUR PRIME” โดยมีนักแสดงสาว มิ้นต์–ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง และเหล่าผู้นำทางความคิดด้านความงามร่วมแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์การดูแลผิว นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเปิดตัว Soap & Glory Fragrance Body Mist คอลเลกชันใหม่ล่าสุด ที่ชวนผู้บริโภคค้นพบกลิ่นหอมหลากหลายสไตล์ พร้อมสัมผัสแนวคิด Fragrance Layering หรือการผสมผสานกลิ่นหอมเพื่อสร้างกลิ่นเฉพาะตัวที่สะท้อนบุคลิกและความชื่นชอบของแต่ละคน การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จากทั้งสองแบรนด์สะท้อนความมุ่งมั่นของบู๊ทส์ ประเทศไทย ในการนำเสนอแบรนด์ความงามชั้นนำจากสหราชอาณาจักร ควบคู่กับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ด้านสุขภาพและความงามที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของบู๊ทส์ในฐานะ Health & Beauty Destination ที่ผู้บริโภคไว้วางใจ ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อ No7 PRIME FOREVER และ Soap & Glory Fragrance Body Mist ได้แล้ววันนี้ที่ร้านบู๊ทส์ 250 สาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ทุกช่องทางของบู๊ทส์ --- ## Solpreemm Design วางหมากใหม่ รุกตลาด Hospitality & Wellness ชู Design for Value ดันงานสถาปัตยกรรม–ออกแบบ สร้างมูลค่าให้ธุรกิจ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116377 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News Solpreemm Design เดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาด Hospitality และ Wellness & Spa เต็มตัว ขยับบทบาทจากผู้ให้บริการด้าน Interior Design สู่ “Strategic Architectural Partner” ที่เข้าร่วมพัฒนาโครงการกับเจ้าของธุรกิจตั้งแต่การวางแนวคิด การทำความเข้าใจแบรนด์และกลุ่มลูกค้า ไปจนถึงการออกแบบ ก่อสร้าง และส่งมอบพื้นที่ ภายใต้แนวคิด Design for Value ที่มองว่าทุกพื้นที่ต้องสร้างคุณค่าให้กับทั้งธุรกิจและผู้คนในระยะยาว การขยายตลาดครั้งนี้สอดรับกับการแข่งขันในธุรกิจ Hospitality และ Wellness ที่ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะด้านบริการเพียงอย่างเดียว แต่พื้นที่และประสบการณ์กำลังกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการสร้างความแตกต่างและการจดจำแบรนด์ ทำให้งานสถาปัตยกรรมและงานออกแบบภายในไม่ได้เริ่มต้นหลังจากโจทย์ธุรกิจถูกกำหนดเสร็จแล้ว แต่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแนวคิดของธุรกิจ นางสาวพัชรนันท์ อัศวไกรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซลพรีม ดีไซน์ จำกัด หรือ Solpreemm Design กล่าวว่า วันนี้งานออกแบบมีบทบาทกับธุรกิจมากกว่าเรื่องของภาพลักษณ์ เพราะสำหรับเจ้าของโครงการ ทุกตารางเมตรคือการลงทุนที่ต้องตอบโจทย์ทั้งแบรนด์ ผู้ใช้งาน และเป้าหมายทางธุรกิจ สำหรับเรา การออกแบบจึงไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าลูกค้าอยากได้พื้นที่แบบไหน แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจว่าธุรกิจต้องการสร้างอะไร พื้นที่นั้นมีบทบาทกับแบรนด์และลูกค้าอย่างไร แล้วจึงนำโจทย์เหล่านั้นมาพัฒนาเป็นงานออกแบบ แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่รูปแบบการทำงานของ Solpreemm Design ที่สรุปไว้เป็น 4 ขั้นตอน “เข้าใจ–คิด–ออกแบบ–สร้าง” (Discover – Define – Design – Develop) เริ่มจาก เข้าใจ ธุรกิจ แบรนด์ กลุ่มเป้าหมาย และการใช้งานจริงของพื้นที่ ก่อนนำมาสู่การ คิด ว่าพื้นที่จะตอบโจทย์และสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้อย่างไร จากนั้นจึง ออกแบบ โดยให้ความสำคัญกับทั้งฟังก์ชัน ประสบการณ์ และความสวยงาม เพื่อให้ทุกพื้นที่ใช้งานได้จริงและสะท้อนตัวตนของแบรนด์ และ สร้าง ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยคำนึงถึงการใช้งาน ความแข็งแรง ความปลอดภัย และการรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพื่อให้พื้นที่สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว หนึ่งในโครงการที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว คือ Tiwa Wellness by IONA พื้นที่ Wellness & Spa แห่งใหม่บนอาคารสินธร ถนนวิทยุ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตร โดยมีมูลค่างานออกแบบและก่อสร้างกว่า 35 ล้านบาทซึ่ง Solpreemm Design รับผิดชอบตั้งแต่การร่วมพัฒนาแนวคิด การออกแบบภายใน ไปจนถึงการก่อสร้างและส่งมอบพื้นที่ โจทย์สำคัญของโครงการไม่ได้อยู่ที่การสร้าง Wellness Space ให้เป็นไปตามรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยม แต่ต้องการสร้างเอกลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของ Tiwa Wellness และสามารถอยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ จึงนำมาสู่แนวคิด “The Art Museum of Timeless Beauty” ที่มองความงามเสมือนงานศิลปะเหนือกาลเวลา และใช้เป็นแกนหลักในการพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้พื้นที่ งานออกแบบนำเส้นสายของ Neoclassicism มาผสานกับความเรียบง่ายแบบ Modern Luxury โดยให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบตั้งแต่สัดส่วน แสงเงา วัสดุพรีเมียม และงานฝีมือสุดประณีต เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสงบ และผ่อนคลายตั้งแต่บริเวณโถงต้อนรับ ทางเดินที่ทอดยาว ไปจนถึงห้องทรีตเมนต์ และห้องเลานจ์พักผ่อน เพื่อให้ประสบการณ์ของลูกค้าเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ตลอดการเข้าใช้บริการ “เราไม่ได้ออกแบบ Tiwa Wellness เพื่อให้สวยที่สุดแค่ในวันเปิดตัว เพราะเทรนด์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เราถามตัวเองเสมอคือ ในอีกหลายปีข้างหน้า พื้นที่แห่งนี้จะยังคงมีคาแรกเตอร์ สะท้อนตัวตนของแบรนด์ สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้มาใช้บริการ และสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้หรือไม่ ซึ่งนั่นคือความหมายของ Design for Value สำหรับเรา ” พัชรนันท์ กล่าว สำหรับการขยายสู่ตลาด Hospitality และ Wellness & Spa นั้น Solpreemm Design มองว่าไม่ใช่เพียงการเพิ่มกลุ่มธุรกิจใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยบริษัทมีแผนต่อยอดรูปแบบการทำงานในฐานะ Strategic Architectural Partner ไปยังโครงการ Hospitality, Wellness & Spa รวมถึง Commercial Space มากขึ้น โดยมี Design for Value เป็นแนวคิดหลักในการพัฒนาโครงการ ขณะเดียวกันบริษัทวางเป้าหมายระยะยาวในการผลักดันงานออกแบบจากประเทศไทยสู่เวทีระดับนานาชาติ พร้อมพัฒนาทั้งแนวคิด วิธีการทำงาน และมาตรฐานการออกแบบให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ “เป้าหมายของเราไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นบริษัทออกแบบชั้นนำในประเทศไทย แต่เราต้องการเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีส่วนกำหนดอนาคตของงานสถาปัตยกรรมในเวทีระดับนานาชาติ ด้วยการสร้างแนวคิด วิธีการทำงาน และมาตรฐานที่ทำให้ต่างประเทศหันกลับมามองประเทศไทยได้ นั่นคือทิศทางที่ Solpreemm กำลังเดินไป” พัชรนันท์ กล่าวปิดท้าย --- ## กองทรัสต์ LHHOTEL เตรียมเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนหลัง ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง เดินหน้าเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 ใน “โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116376 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News กองทรัสต์ LHHOTEL ตอกย้ำการเป็นกองทรัสต์โรงแรมชั้นนำของประเทศไทย โชว์ศักยภาพทรัพย์สิน ภายใต้แบรนด์ “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์” ทั้ง 5 โครงการ เตรียมออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 190 ล้านหน่วย เพื่อเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 ในสิทธิการเช่า “โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์” หลังสำนักงาน ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง ชูคอนเซปต์ “The Power of Six” นำจิ๊กซอว์ทรัพย์สินแห่งที่ 6 เข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยทำเลที่แตกต่าง ขยายฐานลูกค้าใหม่ พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับ 5 ดาว ที่ผสานมนต์เสน่ห์ย่านสุรวงศ์เข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ชูจุดเด่นด้วยสระว่ายน้ำลอยฟ้า (sky pool) ท่ามกลางวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเข้าถึงอารมณ์ของนักเดินทางทั่วโลก นายสุขวัฒก์ ภวสันต์, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายธุรกิจกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ฯ เปิดเผยว่า LHHOTEL เป็นกองทรัสต์ที่มุ่งเน้นลงทุนในโรงแรมคุณภาพ ปัจจุบันมีทรัพย์สินที่ลงทุนรวมทั้งสิ้น 5 โครงการ รวม 2,287 ห้อง ได้แก่ โครงการโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21, โครงการโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ, โครงการโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 55, โครงการโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา และโครงการโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา ซึ่งล้วนตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพสูง รองรับดีมานด์จากการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดจะเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 ใน “โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์” ซึ่งเป็นทรัพย์สินโครงการที่ 6 ทั้งนี้ การลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำแนวคิด “The Power of Six” ที่จะนำโรงแรมแห่งที่ 6 เข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งเป็นการเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้ กระจายทำเล และขยายฐานลูกค้า เนื่องจากโครงการใหม่มีฐานลูกค้าที่แตกต่างจากความนิยมของนักท่องเที่ยวหลากหลายประเทศโดยเฉพาะชาวยุโรป และช่วยเติมเต็มความหลากหลายของกลุ่มลูกค้ายิ่งขึ้นกับทรัพย์สินเดิมในกรุงเทพฯ ที่เน้นทำเลศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ย่านสุขุมวิทเป็นหลัก อันเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเอเชีย นอกจากนี้ โครงสร้างรายได้ของกองทรัสต์ยังมีการผสมผสานทั้งค่าเช่าคงที่ (Fixed Rent) และค่าเช่าแปรผัน (Variable Rent) ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตามผลประกอบการของโรงแรมอีกด้วย “เรามองเห็นว่าทำเลสุรวงศ์มีศักยภาพที่โดดเด่นในการมอบประสบการณ์การการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและเข้าถึงอารมณ์ ซึ่งสามารถดึงดูดนักเดินทางกลุ่มใหม่ๆ ที่แตกต่างจากย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) อย่างสุขุมวิท การผนวกทรัพย์สินใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนี้เข้ามา จะช่วยให้ LHHOTEL ขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้นและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพากลุ่มนักท่องเที่ยวสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง เมื่อผสานเข้ากับโครงสร้างรายได้ของกองทรัสต์ที่ออกแบบไว้ให้มีทั้งค่าเช่าคงที่เพื่อลดความผันผวน และค่าเช่าแปรผันเพื่อเปิดรับโอกาสการเติบโต เราจึงเชื่อมั่นว่าการลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขับเคลื่อนกระแสเงินสดให้แข็งแกร่ง และมุ่งสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว” นายสุขวัฒก์ กล่าว นายกิตติ วรบรรพต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด (LHMH) ในฐานะผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แก่กองทรัสต์ LHHOTEL กล่าวว่า “โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์” ตั้งอยู่บนจุดตัดของถนนสุรวงศ์และถนนมเหสักข์ โดยย่านสุรวงศ์ถือเป็นย่านชุมชนที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตท้องถิ่นของกรุงเทพมหานคร รายล้อมด้วยย่านสีลม สาทร เจริญกรุง ทรงวาด และชุมชนตลาดน้อย รวมถึงบริเวณท่าเรือแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสามารถมอบประสบการณ์ที่เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสความงดงามทางศิลปะและวัฒนธรรมได้อย่างแท้จริง โครงการนี้เป็นอาคารโรงแรม จำนวนห้องพัก 399 ห้อง พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีบริการที่ครบครันและทันสมัย อาทิ สระว่ายน้ำและภัตตาคารบนชั้นดาดฟ้าที่รายล้อมด้วยทิวทัศน์แห่งมหานครริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงพื้นที่สปาจาก Let's Relax สปาที่ได้รับการันตีคุณภาพ โดยโรงแรมเปิดบริการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 และมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างโดดเด่น ซึ่งในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 มีรายได้รวมประมาณ 150 ล้านบาท เติบโตประมาณร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยไตรมาส 3 สูงถึงร้อยละ 84 ส่งผลให้ผลรวม 9 เดือนของปี 2569 มีรายได้รวมประมาณ 442 ล้านบาท เติบโตสูงถึงประมาณร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 9 เดือนสูงถึงร้อยละ 81 (ม.ค.-ก.ย.) สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของโครงการดังกล่าว นางสาวจิตติสา เจริญพานิช ผู้บริหารงานวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหน่วยทรัสต์ (Filing) ของ LHHOTEL เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 เพื่อเข้าลงทุนในสิทธิการเช่า “โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์” จะมีมูลค่าการลงทุนสูงสุดไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากการระดมทุนผ่านการเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมไม่เกิน 190,000,000 หน่วย และส่วนที่เหลือจะใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมระยะยาวไม่เกิน 1,265 ล้านบาท และเงินสดภายในของกองทรัสต์ โดยการเข้าลงทุนในทำเลที่มีศักยภาพแตกต่างและโดดเด่นในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กองทรัสต์สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว --- ## AIS PLAY ยิงสดมหกรรมกีฬา “เอเชียนพาราเกมส์ 2026” ต่อเนื่อง ชมจุใจมากสุด 14 ช่อง ชวนคนไทยร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยคว้าเหรียญทอง URL: https://positioningmag.com/pr-news/116375 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News AIS PLAY ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านบริการวิดีโอสตรีมมิงและศูนย์รวมคอนเทนต์กีฬาที่ครบวงจรที่สุดของไทย สานต่อความสำเร็จของทัพนักกีฬาไทยที่คว้ามาได้ถึง 18 เหรียญทองในศึกเอเชียนเกมส์ที่ผ่านมา ในฐานะที่ AIS PLAY ได้รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดเอเชียนพาราเกมส์ 2026 บนแพลตฟอร์ม OTT และ Online อย่างเป็นทางการ (Official Broadcaster) ชวนแฟนกีฬาชาวไทยร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาพาราทีมชาติไทยต่อเนื่อง ในมหกรรมกีฬา “เอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ไอจิ-นาโกย่า 2026” ณ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16-24 ตุลาคม 2569 ส่งตรงการแข่งขันแบบชิดขอบสนามสู่หน้าจอให้แฟนกีฬาได้รับชมอย่างจุใจ เต็มอรรถรสถึง 14 ช่อง ด้วยความคมชัดระดับ Full HD ผ่านแพ็กเกจ PLAY ALL สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น ตั้งเป้าหมายคว้าไม่น้อยกว่า 17 เหรียญทอง นำทัพโดยนักกีฬาระดับโลกอย่าง “กร” พงศกร แปยอ และ “ฟิวส์” อธิวัฒน์ แพงเหนือ 2 นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งที่พกสถิติโลกไปล่าแชมป์ ซึ่งคาดว่าจะคว้าได้อย่างน้อย 6 เหรียญทอง นอกจากนี้ยังมีลุ้นจาก “แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ ในกีฬาวีลแชร์ฟันดาบ รวมถึงกีฬาความหวังอย่าง กรีฑา, แบดมินตัน, ยิงปืน, และเทเบิลเทนนิส ที่พร้อมประชันฝีมือกับคู่แข่งสำคัญอย่าง จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อให้คนไทยได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ระดับชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ AIS PLAY จัดเต็มการถ่ายทอดสดมากถึง 14 ช่อง ประกอบด้วยช่องพากย์ไทย 2 ช่อง (ช่อง Asian Para Games 901 และ 902) โดยทีมพากย์มืออาชีพพร้อมวิเคราะห์เกมการแข่งขัน รับชมได้ตลอด 24 ชั่วโมง และอีก 12 ช่องที่รับสัญญาณตรงจากเมืองนาโกย่า (ช่อง Asian Para Games 903-914) โดยจะเริ่มถ่ายทอดสดตั้งแต่วันที่ 16-24 ตุลาคม 2569 และมีพิธีเปิดในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 แฟนกีฬาจะไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญ ทั้งแมตช์ที่นักกีฬาไทยลงแข่ง แมตช์ลุ้นเหรียญทั้งของไทยและชาติอื่นๆ รวมถึงสามารถรับชมไฮไลต์และรีรันได้แบบ ครบ จบ ที่เดียว สะท้อนศักยภาพของแพลตฟอร์มในการยกระดับการรับชมกีฬาให้ได้อรรถรสอย่างเต็มอิ่ม แฟนกีฬาชาวไทยสามารถรับชมการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 พร้อมด้วยกีฬาระดับโลกอีกมากมาย อาทิ ฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมนี, ฟุตบอลไทยลีก, บาสเกตบอล NBA, อเมริกันฟุตบอล NFL, เทนนิส ATP และทัวร์กอล์ฟระดับโลกอย่าง LPGA Tour, PGA Tour และ DP World Tour ผ่านแพ็กเกจ PLAY ALL นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยช่องความบันเทิงพรีเมียมถึง 24 ช่อง ครอบคลุมภาพยนตร์ ซีรีส์ ข่าวสาร และสารคดีชั้นนำระดับโลก สำหรับลูกค้า AIS: สมัครแพ็กเกจรายเดือน ราคาพิเศษเพียง 199 บาท (จากราคาปกติ 299 บาท ไม่รวม VAT) กด *898 โทรออก หรือ แพ็กเกจรายปี ราคาพิเศษเพียง 1,999 บาท (จากราคาปกติ 2,999 บาท ไม่รวม VAT) กด *898*1 โทรออก สำหรับลูกค้าทั่วไป: สมัครแพ็กเกจรายเดือน 299 บาท (ไม่รวม VAT) หรือ แพ็กเกจรายปี 2,999 บาท (ไม่รวม VAT) สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ais.th/playall ร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาพาราไทยลงแข่งขันแบบเรียลไทม์ได้ที่ AIS PLAY ช่อง Asian Para Games 901-910 บนทุกช่องทาง ทั้งแอปพลิเคชัน AIS PLAY (มือถือ/แท็บเล็ต), กล่อง AIS PLAYBOX, เว็บไซต์ https://aisplay.ais.th บน PC และ โน้ตบุ๊ก, Android TV, Samsung Smart TV, LG Smart TV และ Apple TV นอกจากนี้ยังสามารถติดตามตารางการแข่งขันของนักกีฬาไทย รวมถึงการแข่งขันอื่น ๆ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก AIS PLAY SPORTS คลิก www.facebook.com/AISPLAYSPORTS --- ## จาก “ข้าวหอมมะลิไทย” สู่ Rice Snack ดีไซน์ใหม่เพื่อคนรุ่นใหม่ MultiplyByEight (X8) เปิดตัวแบรนด์ “BITETO (ไบท์โตะ)”  ปั้นขนมข้าวอบกรอบผ่าน Character Marketing เจาะ Gen Y – Gen Z URL: https://positioningmag.com/pr-news/116374 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News บริษัท มัลติพลาย บาย เอท จำกัด หรือ MultiplyByEight (X8) ผู้พัฒนาและสร้างสรรค์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สำหรับคนรุ่นใหม่ เจ้าของแบรนด์ Pastel Creative, มหานคร และแบรนด์อื่น ๆ ในเครือ เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ตลาดขนมขบเคี้ยว  เปิดตัว “BITETO” แบรนด์ขนมข้าวอบกรอบที่นำ “ข้าวหอมมะลิไทย” มาต่อยอดในรูปแบบ Rice Snack พร้อมออกแบบทั้งสินค้า แบรนด์ และประสบการณ์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของทุกเจเนอเรชัน โดยมี คุณรวิ อิทธิระวิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นผู้นำการขับเคลื่อนแบรนด์ BITETO วางตำแหน่งเป็น Lifestyle Snack ที่สามารถรับประทานได้ในทุกโมเมนต์ ตั้งแต่ทำงาน เรียน ไปจนถึงพักผ่อน พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยเฉพาะ Gen Z ที่มองหาสินค้าที่มีทั้งรสชาติและตัวตนที่ชัดเจน Online First เปิดตลาดด้วยการฟังเสียงผู้บริโภคจริง BITETO เลือกเปิดตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เป็นลำดับแรก เพื่อสร้างการรับรู้ ทดลองตลาด และเก็บ Feedback จากผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ ก่อนนำข้อมูลมาพัฒนาสินค้า คอนเทนต์ และกลยุทธ์การตลาด แล้วจึงขยายสู่ Modern Trade ในระยะต่อไป ช่วยให้แบรนด์สามารถปรับตัวได้รวดเร็วและสอดคล้องกับพฤติกรรมตลาดจริง ไม่ได้ขายแค่ขนม แต่สร้าง “เพื่อน” ผ่าน Character Marketing อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้ BITETO มีภาพจำที่แตกต่างคือ “บิโตะซัง (Bito Sung)” ถือเป็นคาแรกเตอร์ประจำแบรนด์ที่สะท้อนบุคลิกสนุก เป็นกันเอง และเข้าถึงง่าย เปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจที่พร้อมสร้างสีสันในทุกโมเมนต์ของการกิน โดยถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ BITETO ยังเปิดตัวผ่าน Experience Event ที่ผสมผสานการชิมขนม เกม และกิจกรรม Interactive เพื่อให้ Gen Y และ Gen Z ได้สัมผัสตัวตนของแบรนด์ ผ่านประสบการณ์จริง สร้างการจดจำที่มากกว่าการเปิดตัวสินค้าแบบทั่วไป เมื่อ “ขนม” ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องรสชาติ ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ การเลือกซื้อสินค้าในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงรสชาติหรือราคาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพลักษณ์ ตัวตนของแบรนด์ และประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ  ต่อยอดวัตถุดิบไทย สู่แบรนด์แห่งอนาคต จากข้าวหอมมะลิไทย สู่ Rice Snack ที่พร้อมก้าวไปไกลกว่าเดิม BITETO จึงไม่ใช่เพียงการนำวัตถุดิบไทยมาแปรรูปเป็นขนมรูปแบบใหม่ แต่คือการหยิบ “ความเป็นไทย” มาตีความ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และมุมมองของตลาดยุคใหม่ พร้อมสร้างแบรนด์ที่มีทั้งตัวตน เรื่องราว และศักยภาพในการเติบโต เพื่อพิสูจน์ว่าวัตถุดิบไทยสามารถก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ และกลายเป็นแบรนด์ที่มีโอกาสไปได้ไกลในตลาดทั้งวันนี้และวันข้างหน้า สนใจติดต่อหรือสอบถามรายละเอียดได้ทาง Facebook : BITETOThailand Instagram : biteto.thailand Tiktok : biteto.thailand X : @BitetoThailand MULTIPLY BY EIGHT : https://www.multiplyby8.com Linktree : https://linktr.ee/biteto.thailand --- ## “ชเวปส์” ชวนสัมผัส 2 รสชาติใหม่ “มะนาวอัญชัน” และ “ลิ้นจี่ซากุระ” คราฟต์ความเฟรช ให้คนมีเทสได้สดชื่นตลอดวัน URL: https://positioningmag.com/pr-news/116373 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News “ชเวปส์” (Schweppes) โดยกลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่าในประเทศไทย  อันประกอบไปด้วย บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ชวนผู้บริโภคยกระดับประสบการณ์ความสดชื่นในทุกวัน ภายใต้แนวคิด “ชเวปส์ คราฟต์ความเฟรช ให้คนมีเทส” พร้อมเปิดตัวคราฟต์โซดา 2 รสชาติใหม่ “ชเวปส์ มะนาวอัญชัน สูตรไม่มีน้ำตาล”  และ “ชเวปส์ ลิ้นจี่ซากุระ สูตรไม่มีน้ำตาล” ที่ผสานรสชาติยอดนิยมของคนไทยเข้ากับแรงบันดาลใจจากรสชาติระดับสากลอย่างมีเอกลักษณ์ เพื่อเปลี่ยนช่วงเวลาธรรมดาในแต่ละวันให้กลายเป็นโมเมนต์แห่งความสดชื่นและการพักจากความจำเจในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงพักกลางวัน เติมความสดชื่นช่วงบ่าย ช่วงเวลาผ่อนคลายส่วนตัว หรือการสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน ชเวปส์ พร้อมเติมเต็มทุกโมเมนต์ด้วยรสชาติความสดชื่นอย่างมีสไตล์ ให้ผู้บริโภคได้ผ่อนคลายและมอบรางวัลเล็ก ๆ ให้ตัวเองได้ง่าย ๆ ทุกวัน ทุกเวลา นายกิติศักดิ์ มโนรัตนา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ คือ ความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภค ชเวปส์จึงนำความเชี่ยวชาญและเอกลักษณ์ด้านการรังสรรค์เครื่องดื่มคุณภาพระดับโลก มาผสานกับความเข้าใจในรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทยอย่างลึกซึ้ง ผ่านการจับคู่รสชาติที่คุ้นเคยและเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย เข้ากับแรงบันดาลใจจากรสชาติระดับสากล จนเกิดเป็นคราฟต์โซดา 2 รสชาติใหม่ ที่สะท้อนทั้งคุณภาพและความพิถีพิถันอันเป็นเอกลักษณ์ของชเวปส์ เราไม่ได้ต้องการเพียงมอบความสดชื่น แต่ยังมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภค เปลี่ยนช่วงเวลาเดิม ๆ ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นโมเมนต์แห่งการพักผ่อนและเติมความสุข พร้อมให้รางวัลเล็ก ๆ กับตัวเองได้อย่างง่ายดายในทุกที่ทุกโอกาส” คราฟต์โซดาทั้ง 2 รสชาติใหม่ โดดเด่นด้วยการจับคู่รสชาติที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ โดย “ชเวปส์ มะนาวอัญชัน สูตรไม่มีน้ำตาล” ผสานความเปรี้ยวซ่าสดชื่นของมะนาว เข้ากับกลิ่นรสอัญชันอันละเมียดละไม สร้างมิติใหม่ให้กับรสชาติที่คุ้นเคยในสไตล์คราฟต์โซดาพรีเมียม ขณะที่ “ชเวปส์ ลิ้นจี่ซากุระ สูตรไม่มีน้ำตาล” ผสานความหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของลิ้นจี่เข้ากับกลิ่นหอมละมุนของดอกซากุระ มอบประสบการณ์ความสดชื่นที่นุ่มนวล หรูหรา และมีมิติอย่างลงตัว พร้อมนำเสนอทั้ง 2 รสชาติในดีไซน์กระป๋องใหม่ที่สะดุดตา สะท้อนความพิถีพิถันและศิลปะแห่งการรังสรรค์เครื่องดื่มในแบบฉบับของชเวปส์ เพื่อถ่ายทอดแนวคิด “ชเวปส์ คราฟต์ความเฟรช ให้คนมีเทส” ให้เข้าถึงผู้บริโภคอย่างทั่วถึง ชเวปส์เตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้ผ่าน แคมเปญสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร 360 องศา ครอบคลุมภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ สื่อนอกบ้าน และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ณ จุดขาย พร้อมผนึกกำลังกับ ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจำนวนมาก เพื่อสร้างกระแสและถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนศิลปะการรังสรรค์เครื่องดื่มอย่างมีสไตล์ ชวนผู้บริโภคค้นพบวิธีใหม่ ๆ ในการดื่มด่ำกับความสดชื่นจากชเวปส์ได้ในทุกช่วงเวลาของวัน พร้อมเปลี่ยนทุกจิบให้เป็นโมเมนต์พิเศษแห่งการให้รางวัลตัวเองได้ง่าย ๆ ในทุกวัน “ชเวปส์ มะนาวอัญชัน สูตรไม่มีน้ำตาล” ’ ขนาด 330 มล. รูปแบบกระป๋อง วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ 7-Eleven “ชเวปส์ ลิ้นจี่ซากุระ สูตรไม่มีน้ำตาล” ขนาด 330 มล. รูปแบบกระป๋อง วางจำหน่ายแล้วในร้านค้าปลีกชั้นนำทั่วประเทศ รวมถึงบนช่องทางอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ สามารถติดตามกิจกรรมของ “ชเวปส์” และรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/SchweppesTH/ --- ## วัน แบงค็อก ชวนฉลองเทศกาล “ONE OKTOBERFEST” จัดเต็มเครื่องดื่มและอาหารนานาชาติ พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษและไลน์อัปศิลปินดังตลอดงาน 28 ต.ค. – 1 พ.ย. นี้ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116372 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News วัน แบงค็อก ชวนสัมผัสประสบการณ์เฟสติวัลครั้งยิ่งใหญ่กับงาน “ONE OKTOBERFEST” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Social Heart of Urban Lifestyle” นำแรงบันดาลใจจากเสน่ห์ของเทศกาลเฉลิมฉลองระดับตำนานสไตล์บาวาเรียนของเยอรมนีมาตีความใหม่ในมุมมองร่วมสมัย ตอกย้ำบทบาทของ วัน แบงค็อก ในฐานะเป็นศูนย์กลางแห่งการพบปะเชื่อมโยงผู้คน พร้อมนำสีสันของวัฒนธรรมจากทั่วโลกมาสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่และเติมชีวิตชีวาให้กรุงเทพฯ ภายในงานพบกับอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติกว่า 34 ร้านค้า เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีสดแนวสวิงแจ๊สและยิปซีแจ๊ส พร้อมการแสดงเต้นลินดี้ฮอป (Lindy Hop) ที่ชวนทุกคนมาร่วมสนุก เติมบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองตลอดงาน นอกจากนั้นยังพลาดไม่ได้กับกิจกรรมพิเศษต้อนรับเทศกาลฮาโลวีน งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ วัน แบงค็อก ปาร์ค    ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ เปิดงานด้วยพิธีเคาะถังไม้โอ๊ก (Ceremonial Keg Tapping): เริ่มต้นเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการกับพิธีเปิดเทศกาลแบบดั้งเดิม ที่ถือเป็น signature ของงาน Oktoberfest ในวันพุธที่ 28 ตุลาคม     เวลา 18.00 น. มหกรรมอาหารนานาชาติ: รวมร้านอาหาร และ Food Truck ชั้นนำทั้งเมนูเยอรมันคลาสสิก อาทิ เบอร์เกอร์หลากหลายรสชาติจากร้าน 25°, เมนูพาสต้าเส้นสดจาก Pete’s Pasta , ฮอทดอก และฮันนี่แฮม จาก Alexander’s German Eatery รวมถึงเมนูอื่นๆ จากหลากหลายร้านค้า อาทิ Quesadilla, ขาหมูเยอรมัน, ไส้กรอก Bratwurst, เพรตเซลยักษ์, เมนูบาร์บีคิวรมควัน, Fish & Chips  รวมถึงของหวานมากมายที่คัดสรรมาสำหรับเทศกาลนี้โดยเฉพาะ เครื่องดื่มพรีเมียมจากแบรนด์ดังระดับโลก: คัดสรรหลากหลายเครื่องดื่มชั้นนำจากเยอรมนี ยุโรป เอเชีย และประเทศไทย กว่า 20 รายการ พร้อมโซนที่นั่งแบบ Long Table เพื่อบรรยากาศในการสังสรรค์อย่างใกล้ชิด จัดเต็มไลน์อัปคอนเสิร์ตและดนตรีสด 5 วัน 5 สไตล์: เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีสด รวมถึง ดนตรีสวิงแจ๊สที่ให้ทุกคนร่วมเต้นไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น JAZZ BAND BY THE STUMBLRS, GYPSY JAZZ BY HOT CLUB OF SIAM, JELLY ROLL JAZZ CLUB, PENNY AND THE CATS และโชว์จาก THE HOP ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป พร้อมคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ   จากศิลปินแถวหน้าของเมืองไทยทุกค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 19.00 – 23.00 น. 28 ต.ค. 2569: 19.00 – 20.00 น. พบกับ H3F                          20.30 – 21.30 น. พบกับ PURPEECH                       21.30 – 23.00 น. พบกับ DJ BESTBOI 29 ต.ค. 2569: 19.00 – 20.00 น. พบกับ YENTED                        20.30 – 21.30 น. พบกับ THE PARADISE BANGKOK                        21.30 – 23.00 น. พบกับ DJ ABOUTTIME 30 ต.ค. 2569: 19.00 – 20.00 น. พบกับ ASIA 7                        20.30 – 21.30 น. พบกับ SAFEPLANET                         21.30 – 23.00 น. พบกับ DJ KENNY 31 ต.ค. 2569 (คืนวันฮาโลวีน): 19.00 – 20.00 น. พบกับ LANDOKMAI                                                20.30 – 21.30 น. พบกับ PHUM VIPHURIT                                                21.30 – 23.00 น. พบกับ DJ DEE IRIS              1 พ.ย. 2569: 19.00 – 20.00 น. พบกับ WIM                       20.30 – 21.30 น. พบกับ BURIN                       21.30 – 23.00 น. พบกับ DJ PM8 ** ตารางกิจกรรม รายชื่อศิลปิน และเวลาแสดงอาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม วัฒนธรรมชนแก้ว 2 สัญชาติ “Prost! × Chai Yo!”: สร้างโมเมนต์ความสนุกทุกชั่วโมงกับสัญญาณระฆัง “Ring Ring Ring It’s Beer O’Clock!” ให้ทุกคนคล้องแขนชนแก้ว พร้อมร่วมกล่าวคำทักทายภาษาเยอรมันและไทยอย่างสนุกสนาน ค้นหาตัวตนผ่าน “Drink Archetype”: กิจกรรมบน One Bangkok Application เปลี่ยนการชิมเครื่องดื่มให้เป็น Personalized Social Experience โดยผู้ร่วมกิจกรรมสามารถทดลองรสชาติ จัดอันดับความชื่นชอบ และค้นหา Social Archetype ที่สะท้อนตัวตนของตัวเอง กิจกรรมตลอดงานสำหรับสายกินและสายคอนเทนต์: สนุกกับ Stamp Passport เพื่อสะสมตราประทับจากการใช้จ่ายภายในงาน จุดถ่ายภาพและพร็อพขนาดใหญ่ รวมถึงกิจกรรมและสิทธิพิเศษอีกมากมายตลอดทั้ง 5 วัน ปาร์ตี้ฮาโลวีนสุดเซอร์ไพรส์ (30-31 ต.ค.): ชวนทุกคนมาร่วมสนุกแต่งกายเติมลุคให้เข้ากับบรรยากาศเทศกาลฮาโลวีน หรือลุ้นเป็นผู้โชคดีกับ Haunted Seat  เพื่อรับของรางวัลพิเศษมากมายภายในงาน เงื่อนไขการเข้าร่วมงาน ผู้เข้าร่วมงานต้องซื้อบัตรเข้าร่วมงานราคา 200 บาทต่อคนต่อวัน โดยผู้ร่วมงานจะได้รับ Event Credit มูลค่า 200 บาท สำหรับใช้แทนเงินสดในการซื้ออาหารและเครื่องดื่มภายในงาน พร้อมรับ Stamp Passport สำหรับร่วมกิจกรรมสะสมตราประทับตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ร่วมงานต้องแสดงหลักฐานการลงทะเบียนหรือชำระเงิน ณ จุดลงทะเบียน พร้อมผ่านขั้นตอนตรวจสอบอายุและรับสายรัดข้อมือก่อนเข้าพื้นที่ ทั้งนี้ การจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นไปตามกฎหมาย โดยสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไป และอาจมีการตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทางก่อนให้บริการ โปรโมชันและสิทธิพิเศษภายในงานสำหรับสมาชิก One Bangkok: Pre-Register: เเลกรับฟรี cash coupon มูลค่า 100 บาท สำหรับซื้ออาหาร เเละ เครื่องดื่มภายในงาน  เพียงลงทะเบียนล่วงหน้าผ่าน One Bangkok Application ระหว่างวันที่ 22 - 27 ต.ค. 69 เเละเเสดง QR Code ณ จุดลงทะเบียน พร้อมรับ cash coupon มูลค่า 100 บาท (จำกัด 1 สิทธิ์ / สมาชิก รวม 1,000 สิทธิ์ ตลอดรายการ) Burn Point & Get Discount: เเลกรับส่วนลด 100 บาท สำหรับซื้ออาหาร เเละ เครื่องดื่มภายในงาน เพียงแลก 30 คะแนน (จำกัด 100 สิทธิ์ / วัน เเละสูงสุด 500 บาท / วัน / สมาชิก) Collect Stamps: สะสมสแตมป์ครบ 25 ดวง เเลกรับของที่ระลึก OKTOBERFEST MUG หรือ OKTOBERFEST CHICKEN HAT (ทุก ๆ 100 บาท รับ 1 สแตมป์ เเละสงวนสิทธิ์การสะสมภายในวันเท่านั้น) ของรางวัลมีจำนวนจำกัด  ติดตามเงื่อนไขการเข้าร่วมงานและรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ เว็บไซต์ www.onebangkok.com หรือ Facebook Page: One Bangkok, Facebook Page: One Bangkok Retail IG: parade.onebangkok, thestoreys.onebangkok Line: @onebangkokretail --- ## เมื่อ Consumer กลายเป็น Co-Creator! “พันธุ์ไทย” ต่อยอดความสำเร็จ D.I.Y. ดึง “คุณเนย” นั่งแท่น “Friend of Punthai”คนแรก! สมมงตัวแม่วงการมัทฉะ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116371 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News ‘พันธุ์ไทย’ เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากแคมเปญ ‘พันธุ์ไทย D.I.Y.’ ที่เปลี่ยนผู้บริโภคจาก Consumer สู่ ‘Co-Creator’ จนเกิดปรากฏการณ์ User-Generated Content (UGC) บนโลกออนไลน์ พร้อมกลับมาปลุกกระแสมัทฉะฟีเวอร์อีกครั้ง ล่าสุดยกระดับประสบการณ์ชูกลยุทธ์ Friend of Brand เปิดตัว ‘คุณเนย’ (@bananoeii) อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังและ Matcha Lover ผู้คิดค้นเมนูสุดไวรัล ขึ้นแท่น ‘Friend of Punthai’ คนแรกอย่างเป็นทางการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘มัทฉะที่ถูกใจใช่เนย’ เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ พร้อมร่วมครีเอต 5 เมนูใหม่เอกซ์คลูซีฟเฉพาะที่พันธุ์ไทย โดยทยอยเปิดตัวให้คอมัทฉะลิ้มลองตลอดทั้งปี คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ตลาดมัทฉะในไทยเติบโตเป็นอย่างมากนับเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่และมีการแข่งขันสูง การจับมือกับคุณเนยจึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความผูกพันกับแบรนด์และขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งแคมเปญนี้มาจาก Insight ของ ‘คุณเนย’ สายมัทฉะตัวจริงผ่านการชิมมาแล้วทุกแบรนด์ แต่เลือก ‘พันธุ์ไทย’ เป็นอันดับหนึ่งในใจ เพราะตอบโจทย์จริต D.I.Y. ให้ใส่ท็อปปิ้งได้แบบจัดหนัก ล้นแก้ว สะใจ ชนิดที่ยอมงดอย่างอื่นเพื่อมาฟินกับมัทฉะแก้วโปรด ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากแบรนด์อื่น" "นอกจากนี้คุณเนยยังเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนความชอบส่วนตัวให้กลายเป็นความแปลกใหม่ที่จับต้องได้ ซึ่งตรงกับแนวคิดของแบรนด์ที่เชื่อว่าทุกไอเดีย D.I.Y. เป็นไปได้เสมอ และยังสามารถเชื่อม Consumer สู่ Co-Creator เริ่มจากการที่คุณเนยเลือกดื่มพันธุ์ไทยและครีเอตเมนูเองตามความชอบ จนได้มาออกแบบเมนูร่วมกับแบรนด์จริง เพราะพันธุ์ไทยเป็นแบรนด์ที่เปิดกว้างและให้ความสำคัญกับเสียงของผู้บริโภค นอกจากนี้ภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเองของคุณเนย บวกกับเอกลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่กล้าทดลองสิ่งใหม่ ทำให้เธอเป็นตัวแทนในการส่งต่อแรงบันดาลใจและเชื่อมต่อกับกลุ่ม Gen Z สามารถดึงดูดกลุ่ม Young Gen และคอมมูนิตี้คนรักมัทฉะให้เข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์มากยิ่งขึ้น” เปิดโลกมัทฉะแบบฉะใจกับ ‘คุณเนย’ Matcha Lover ตัวจริงที่มีทั้ง Passion และความคิดสร้างสรรค์ในการจับคู่ท็อปปิ้งครีเอตเมนู D.I.Y. ได้อย่างลงตัว จนเกิดปรากฏการณ์ “สั่งตามคุณเนย” ไปทั่วโซเชียล ตุลาคมนี้ พบกับเมนูแรกที่คุณเนยจัดให้แบบ เยอะ ล้น จัดเต็ม ตอบโจทย์สายเข้มนัว ทั้งอร่อย ทั้งสนุก และฟินไปด้วยกัน Created by คุณเนย “มัทฉะ ลาเต้ ร็อคกี้ เมาน์เทน” (MatchaLatte Rocky Mountain) ประเดิมความฟินกับเมนูพิเศษที่คุณเนยลงมือออกแบบเอง นมสดเย็นหวานน้อย ท็อปด้วยบุกหนึบๆ ด้านล่าง ราดช็อตมัทฉะลาเต้เน้นๆ ถึง 2 ช็อต ก่อนจัดเต็มด้วยวิปครีม บราวนี่ โอริโอ้ และราดคาราเมลไซรัปฉ่ำๆ หวานนัว เคี้ยวสนุก ครบจบในแก้วเดียว สัมผัสความอร่อยฉะใจกับเมนูพิเศษของคุณเนยได้ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขา และบริการเดลิเวอรีส่งตรงถึงบ้าน ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 – 31 ธันวาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด โดยสามารถติดตาม เมนู D.I.Y. ทั้ง 5 เมนูใหม่ที่ ‘คุณเนย’ จะมาครีเอตให้ได้ฉะใจกันตลอดทั้งปีผ่านหน้าร้านและโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง เพราะที่ พันธุ์ไทย...อะไรก็เป็นไปได้ #มัทฉะที่ถูกใจใช่เนย #พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee #CreativeThaiTaste #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ *เนื่องจากเป็นสินค้าเมนูราคาพิเศษ สมาชิกบัตร Max Card ทุกประเภท รวมถึงบัตร Max Card Plus/Max Card Plus EV, Max Card VIP และบัตรพนักงานเครือ PT ไม่สามารถใช้ส่วนลดสมาชิกในรายการเพิ่มท็อปปิ้งและช็อตของเมนูพิเศษนี้ได้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่: https://www.facebook.com/punthaicoffee https://www.instagram.com/punthaicoffee_official https://www.tiktok.com/@punthai_coffee_official https://x.com/Punthaiofficial https://www.youtube.com/@punthaicoffeeofficial https://www.punthaicoffee.com --- ## GULF x วิศว จุฬาฯปลุกพลังนวัตกรรมเยาวชนไทย รับมือวิกฤตโลกรวน ดันไอเดียจาก Green Mission ปี 3 สู่การทดลองใช้จริง URL: https://positioningmag.com/pr-news/116370 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในหลากหลายมิติ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการ “Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 3” ภายใต้แนวคิด “Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา” โดยนำแนวคิดด้านการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) ควบคู่กับการเสริมความสามารถในการปรับตัวและรับมือของชุมชน (Adaptation & Resilience) มาพัฒนาเป็นต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถนำไปทดลองใช้เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่จริง โครงการได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศ มีทีมสมัครเข้าร่วม 927 ทีม ก่อนคัดเลือก 20 ทีมเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะแนวคิดและพัฒนานวัตกรรม และเฟ้นหา 8 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบ Final Pitching เพื่อนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดโครงการ เยาวชนทั้ง 20 ทีมได้เรียนรู้นอกห้องเรียนและสัมผัสการประยุกต์ใช้พลังงานและเทคโนโลยีในพื้นที่จริง ผ่านการศึกษาดูงาน ณ โรงไฟฟ้าอุทัยของกลุ่มบริษัท GULF และสถานีบริการภาคพื้นดินของบริษัท กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) จ.ปทุมธานี ก่อนเข้าสู่ Bootcamp 3 วัน 2 คืน ณ ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จ.สระบุรี ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบ Carbon Neutral Event ภายใน Bootcamp เยาวชนได้พัฒนาความรู้ด้าน Climate Change และ Design Thinking ตั้งแต่การทำความเข้าใจปัญหาในชุมชน การพัฒนาแนวคิด ไปจนถึงการสร้างและทดสอบต้นแบบ ขณะที่ GULF ร่วมออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเกม “ใคร Made Change?” และ “Solar Slap” เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ธุรกิจพลังงาน และพลังงานสะอาดให้เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น พร้อมเปิดคลินิกที่ปรึกษาให้แต่ละทีมได้รับคำแนะนำจากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปต่อยอดผลงานก่อนเข้าสู่รอบ Final Pitching สำหรับรอบ Final Pitching นอกจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังได้รับเกียรติจาก ดร.อำนวยพร ประกอบนพเก้า กรรมการผู้จัดการ บริษัท กัลฟ์1 จำกัด และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน โดยพิจารณาทั้งความถูกต้องทางวิชาการ ความเป็นไปได้ในการนำไปประยุกต์ใช้จริง ความโดดเด่นของแนวทางการพัฒนา และความน่าสนใจของการนำเสนอ ผลการแข่งขันปรากฏว่า รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) กับผลงาน “ฟาง Work” แพลตฟอร์มเชื่อมโยงเกษตรกรที่ต้องการจำหน่ายฟางข้าวกับผู้ที่ต้องการนำฟางไปใช้ประโยชน์ เพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้สร้างมูลค่าและรายได้แก่เกษตรกร ควบคู่กับการลดการเผาฟางซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหา PM2.5 โดยนำข้อมูลดาวเทียมมาช่วยประเมินปริมาณฟางและคำนวณการลดการปล่อยคาร์บอนจากการไม่เผา พร้อมรับโล่รางวัลและทุนการศึกษา 40,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กับผลงานนวัตกรรมระบบเฝ้าระวังและตรวจจับการบุกรุกพื้นที่ป่า ผ่านเครือข่ายกล่อง IoT ขนาดเล็ก หรือ Node ที่สามารถตรวจจับกิจกรรมผิดปกติและส่งต่อข้อมูลระหว่างกัน เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีมโรงเรียนชลประทานวิทยา จ.นนทบุรี กับผลงาน “Root to Roof” แผ่นฉนวนกันความร้อนจากผักตบชวาสำหรับโรงเรือนไก่ไข่ขนาดเล็ก ซึ่งต่อยอดจากปัญหาในชุมชนปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เพื่อช่วยลดความร้อนภายในโรงเรือนและนำผักตบชวาที่เป็นปัญหาในชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ โครงการยังมอบ รางวัลที่ปรึกษาดีเด่น แก่ ครูนาฎอนงค์ เพชรสีดำ จากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย และ ครูวชิราภรณ์ อัครอธิมาตร จากโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) เพื่อยกย่องบทบาทของครูที่ร่วมให้คำปรึกษา พัฒนา และต่อยอดแนวคิดของเยาวชนตลอดโครงการ เป้าหมายของ Green Mission ไม่ได้หยุดอยู่ที่การมอบรางวัลบนเวที แต่ต้องการผลักดันให้แนวคิดของเยาวชนก้าวไปสู่การใช้งานจริงโดยทีมชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับ 1 และรองชนะเลิศอันดับ 2 จะได้รับทุนสนับสนุนทีมละไม่เกิน 20,000 บาท เพื่อนำต้นแบบนวัตกรรมไปทดลองใช้ในพื้นที่ ภายใต้คำปรึกษาจากคณาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญจาก GULF ตัวแทนทีมชนะเลิศจากโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของฟาง Work มาจากปัญหาที่เราเห็นจริงในชุมชน คือการเผาฟางข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยว พวกเราดีใจและภูมิใจมากที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจาก Green Mission เพราะทำให้เห็นว่า ปัญหาใกล้ตัวถ้าเราลองคิดและลงมือทำ ก็สามารถพัฒนาเป็นสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้ หลังจากนี้เราตั้งใจนำแพลตฟอร์มไปทดลองใช้จริงกับชุมชนในจังหวัดนครปฐม ก่อนพัฒนาต่อยอดไปยังพื้นที่อื่น รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงกับคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างคุณค่าให้กับเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” รศ. ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ผู้เข้าร่วมทั้ง 20 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ที่จะมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ผมเชื่อว่าทุกคนคือส่วนหนึ่งของ ‘Green Generation’ ที่จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต สิ่งสำคัญของ Green Mission จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันหรือรางวัล แต่คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และพัฒนาแนวคิดไปสู่การแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม เพราะความคิดเล็ก ๆ ในวันนี้ หากได้รับความรู้ โอกาส และการสนับสนุนที่เหมาะสม สามารถเติบโตเป็นนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน” นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สิ่งที่ผมประทับใจจาก Green Mission ในปีนี้ คือหลายไอเดียของน้อง ๆ เริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัว จากปัญหาที่เขาเห็นในบ้านหรือชุมชนของตัวเอง แล้วตั้งคำถามว่าเขาจะช่วยเปลี่ยน แปลงอะไรได้บ้าง ผมคิดว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ สำหรับ GULF เราอยากช่วยเปิดพื้นที่ให้น้อง ๆ ได้ลองคิด ลองทำ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ที่สำคัญ เราไม่อยากให้ไอเดียเหล่านี้จบลงหลังการแข่งขัน จึงสนับสนุนให้ทีมที่ได้รับรางวัลนำ Prototype ที่ได้นำเสนอ กลับไปทดลองทำจริงในพื้นที่ และค่อย ๆ พัฒนาต่อให้สามารถสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้ครับ” นอกจากรางวัลจากคณะกรรมการ โครงการยังเปิดให้ประชาชนร่วมโหวตผลงานนวัตกรรมที่ชื่นชอบผ่าน Popular Vote by GULF เพื่อมอบทุนการศึกษา 5,000 บาท จำนวน 2 รางวัล แก่ 2 ทีมที่ได้รับ Engagement สูงสุด โดยสามารถร่วมโหวตผ่านโพสต์บน Facebook - GULF SPARK และวิดีโอใน Instagram และ TikTok - GULF SPARK ระหว่างวันที่ 15-26ตุลาคม 2569 เวลา 12.00 น. และประกาศผลวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ติดตามข้อมูลข่าวสารของ GULF ได้ที่ เว็บไซต์ GULF , Facebook Page “Gulf Development” และ “Gulf SPARK”, TikTok “GULF SPARK” รวมถึง Instagram “gulfdevelopment.th” และ “gulfspark.th” --- ## SCBX และ SCB ผลักดันกรุงเทพฯ สู่เวทีเสวนาด้านกรีนไฟแนนซ์ระดับเอเชีย URL: https://positioningmag.com/pr-news/116369 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ นำโดย บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดงาน “Innovation and Trends in Sustainable Finance in Asia” เวทีเสวนาเชิงยุทธศาสตร์กับ ดร. หม่า จุน ผู้ก่อตั้งและประธาน Institute of Finance and Sustainability (IFS) ณ อาคารธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย งานดังกล่าวจัดขึ้นในฐานะ side event คู่ขนานการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ เพื่อสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะเวทีสำคัญระดับภูมิภาคด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยมีผู้นำจากภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และภาคนโยบายร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของกรีนไฟแนนซ์ในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว วางความยั่งยืนเป็นหัวใจของบทบาทผู้นำทางการเงิน ในการกล่าวเปิดงาน ดร. วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการความยั่งยืน SCBX วางกรอบการเสวนาครั้งนี้ผ่านสามแนวคิดสำคัญ ได้แก่ stewardship หรือการทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบ resilience หรือความสามารถในการรับมือและปรับตัว และ partnership หรือความร่วมมือ พร้อมเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลต่อความเสี่ยง การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบัน สำหรับ SCBX และ SCB ความยั่งยืนคือยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อทั้งลูกค้า สภาพภูมิอากาศ และสังคม โดย SCB ได้สนับสนุนวงเงินทางการเงินเพื่อความยั่งยืนแล้วเกือบ 300,000 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2566 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 ทำให้เป็นผู้ให้บริการด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และตั้งเป้าขยายเป็นอย่างน้อย 500,000 ล้านบาทภายในปี 2573 สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มในการสนับสนุนความสามารถในการปรับตัวและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยในระยะยาว “ความยั่งยืนต้องถูกผนวกเข้ากับบทบาทของภาคการเงินในการสนับสนุนเศรษฐกิจจริง” ดร. วิรไท กล่าว “เมื่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สถาบันการเงินจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่าน ปรับตัว และสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว สำหรับ SCBX และ SCB กรีนไฟแนนซ์ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนโครงการที่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่คือการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ ชุมชน และเศรษฐกิจโดยรวมไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น” บทเรียนระดับโลกในการขยายผลกรีนไฟแนนซ์ ดร. หม่า จุน อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Research Bureau ธนาคารกลางจีน และหนึ่งในผู้วางรากฐานสำคัญของกรีนไฟแนนซ์ระดับโลก ได้แบ่งปันบทเรียนจากประสบการณ์ระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนความมุ่งมั่นเชิงนโยบายให้เกิดผลในตลาดจริง โดยอ้างอิงบทบาทของเขาในการร่วมจัดทำแนวนโยบายกรีนไฟแนนซ์ของจีน และการสร้างฉันทามติระดับโลกผ่านเวที G20 ดร. หม่า ระบุว่า กรีนไฟแนนซ์ที่มีประสิทธิผลต้องอาศัยมากกว่าความตั้งใจเชิงนโยบาย หากแต่ต้องมี taxonomy ที่น่าเชื่อถือ การขับเคลื่อนนโยบายอย่างประสานสอดคล้อง การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีนวัตกรรม และแรงจูงใจที่ทำให้การลงทุนสีเขียวมีความน่าสนใจในเชิงพาณิชย์ การประสานงานทั้งระบบภาครัฐเป็นปัจจัยจำเป็น ดร. หม่า ระบุว่า กรีนไฟแนนซ์ไม่สามารถขับเคลื่อนได้โดยธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล หรือสถาบันการเงินเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานกำกับตลาด และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การเงิน เทคโนโลยี การวัดผลด้านสิ่งแวดล้อม และนโยบายอุตสาหกรรมเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ประสบการณ์ของจีนสะท้อนว่าการประสานงานระดับสูงสามารถเปลี่ยนกรีนไฟแนนซ์จากแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงในตลาด ขณะที่มาตรการสนับสนุนเฉพาะด้าน เช่น แรงจูงใจสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ มีส่วนช่วยเร่งอุปสงค์และลดอุปสรรคในระยะเริ่มต้นของตลาด มาตรฐานที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกันช่วยลดต้นทุนเงินทุน ดร. หม่า เน้นว่า taxonomy เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกัน greenwashing และช่วยให้ธนาคาร นักลงทุน และภาคธุรกิจมีภาษากลางในการนิยามกิจกรรมสีเขียว taxonomy ที่ชัดเจนตามเกณฑ์สามารถลดต้นทุนการตรวจสอบ เพิ่มความเชื่อมั่นของตลาด และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อสีเขียวและตราสารหนี้สีเขียว ขณะเดียวกัน การทำให้ taxonomy ของแต่ละเขตอำนาจเชื่อมโยงกันได้มากขึ้นยังช่วยอำนวยความสะดวกต่อการไหลเวียนของเงินทุนข้ามพรมแดน เขายกตัวอย่างการพัฒนา common taxonomy ระหว่างจีนและสหภาพยุโรป ซึ่งต่อมาขยายความร่วมมือกับสิงคโปร์ ว่าเป็นแนวทางที่ช่วยลดการติดฉลากซ้ำซ้อน ดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ และลดต้นทุนการระดมทุน สำหรับอาเซียน การเชื่อมโยง taxonomy ระหว่างกันจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาตลาดการเงินเพื่อความยั่งยืนของภูมิภาคให้ลึกและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น การพัฒนาศักยภาพคือคอขวดสำคัญ นอกเหนือจากกรอบนโยบาย ดร. หม่า เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางการเงิน กรีนไฟแนนซ์ไม่สามารถขับเคลื่อนได้จากระดับคณะกรรมการหรือผู้บริหารเท่านั้น แต่ผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (RM) เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทีมบริหารความเสี่ยง และลูกค้าเองต้องเข้าใจว่ากรีนไฟแนนซ์ทำงานอย่างไร และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร เขายกตัวอย่าง China Industrial Bank ซึ่งขยายการฝึกอบรมด้านกรีนไฟแนนซ์จากทีมผู้เชี่ยวชาญไปสู่พนักงานประมาณ 10,000 คน ในฐานะต้นแบบของการเปลี่ยนผ่านระดับองค์กร พร้อมกล่าวถึง Capacity-building Alliance of Sustainable Investment (CASI) ซึ่งพัฒนาหลักสูตรอบรมกว่า 100 โมดูล และฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกแล้วกว่า 10,000 คน ในฐานะแพลตฟอร์มที่สามารถสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพในประเทศไทยและภูมิภาคได้ เทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญในการปิดช่องว่างด้านความพร้อมต่อการระดมทุน ดร. หม่า ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรม เช่น โซลูชันผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ได้เมื่อได้รับการสนับสนุนจากเงินทุน เทคโนโลยี และการจัดโครงสร้างโครงการที่เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์การขาดแคลนโครงการสีเขียวที่มีความพร้อมต่อการระดมทุนในตลาดกำลังพัฒนา เขาได้ริเริ่ม Green Accelerator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มไม่แสวงหากำไรที่ผสานเงินทุนเพื่อการกุศล เทคโนโลยีสีเขียวที่มีต้นทุนเข้าถึงได้ และพันธมิตรด้านการเงิน เพื่อเปลี่ยนโอกาสระยะเริ่มต้นให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ สำหรับประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นนี้สะท้อนโอกาสในการใช้การเงินและเทคโนโลยีเพื่อปลดล็อกโครงการสีเขียวที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่น เพิ่มผลิตภาพ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน ดึง SMEs เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียว ดร. หม่า ยังกล่าวถึงหนึ่งในวาระสำคัญของกรีนไฟแนนซ์ที่ต้องเร่งขับเคลื่อน คือการขยายการเข้าถึงไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แม้โครงการขนาดใหญ่และองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากจะได้รับประโยชน์จากสินเชื่อสีเขียวแล้ว แต่ SMEs จำนวนมากยังอยู่นอกระบบ ทั้งที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจจริง เขาชี้ว่า green supply chain finance การถ่ายทอดองค์ความรู้ การค้ำประกัน และเงินทุนต้นทุนต่ำจากแหล่งพิเศษ เป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติที่ช่วยให้ SMEs สามารถนำโซลูชัน เช่น โซลาร์รูฟท็อป การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และเทคโนโลยี waste-to-energy มาใช้ได้ สำหรับประเทศไทย การดึง SMEs เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียวจะเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่ทั่วถึง แข่งขันได้ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น จากเวทีเสวนาสู่การลงมือปฏิบัติ ในช่วงกล่าวปิดงาน นายประสัณห์ เชื้อพานิช รองประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร SCBX ได้เชื่อมโยงสาระสำคัญของการเสวนากลับไปยังสามแนวคิดที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นงาน ได้แก่ stewardship, resilience และ partnership โดยระบุว่าการเสวนาครั้งนี้ทำให้แต่ละแนวคิดมีความหมายเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจน stewardship เริ่มต้นจากความชัดเจนผ่านมาตรฐานที่น่าเชื่อถือและกติกาตลาด resilience ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนความมุ่งมั่นด้านการเปลี่ยนผ่านให้เป็นโครงการที่มีความพร้อมทางการเงิน และ partnership ต้องอาศัยเทคโนโลยี เงินทุน และความเชี่ยวชาญที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบนิเวศเดียว นายประสัณห์ ยืนยันความพร้อมของกลุ่ม SCBX ในการร่วมมือกับ ดร. หม่า จุน Institute of Finance and Sustainability ตลอดจนเครือข่ายลูกค้า หน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน และสถาบันต่างๆ ของไทย เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้จากเวทีเสวนาให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมกล่าวว่าอาคารธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการให้บริการเศรษฐกิจไทยในยุคเริ่มต้นของระบบธนาคารพาณิชย์ ได้กลายเป็นเวทีที่มีความหมายในการหารือว่าภาคการเงินจะมีส่วนช่วยกำหนดเศรษฐกิจของคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร งานครั้งนี้จึงปิดท้ายด้วยการเรียกร้องให้เกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่มีความยืดหยุ่น แข่งขันได้ และยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไป “เวทีเสวนาในคืนนี้ตอกย้ำความเชื่อของเราว่า การเงินเพื่อความยั่งยืนสามารถเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตบทใหม่ของประเทศไทย” นายประสัณห์ กล่าว “ด้วยการผสานมาตรฐานที่ชัดเจน ขีดความสามารถที่แข็งแกร่งขึ้น นวัตกรรม และความร่วมมือ เราจะสามารถก้าวจากแนวคิดสู่การปฏิบัติ และเปลี่ยนกรีนไฟแนนซ์ให้เป็นผล… --- ## MAISON KITSUNÉ เปิดตัวแคมเปญ “KITSUNÉ PEOPLE” กับการรวมตัวเหล่าคนดัง 7 คาแรกเตอร์แห่งวงการแฟชั่น ดนตรี และไลฟ์สไตล์ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116368 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News ความสนุกของแฟชั่นอยู่ที่การหยิบไอเทมชิ้นโปรดมาแมทช์ในแบบที่ใช่ เติมลูกเล่นให้ลุคประจำวัน และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน ล่าสุด MAISON KITSUNÉ แบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมสัญชาติฝรั่งเศส-ญี่ปุ่น ชวนสัมผัสเสน่ห์ของการแต่งตัวผ่านแคมเปญ “KITSUNÉ PEOPLE” ที่รวม 7 คนดังจากแวดวงแฟชั่น ดนตรี และไลฟ์สไตล์ มาถ่ายทอดสไตล์เฉพาะตัวผ่านโลโก้สุนัขจิ้งจอกอันเป็นไอคอนิกของแบรนด์ ในหลากหลายลุคที่สะท้อนบุคลิกของผู้สวมใส่ เพื่อนำเสนอว่าแฟชั่นไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะโลโก้เดียวกันก็สามารถสนุกและโดดเด่นได้ในแบบฉบับที่แตกต่าง ไฮไลต์ของแคมเปญ “KITSUNÉ PEOPLE” คือการนำเสนอโลโก้ไอคอนิกของ MAISON KITSUNÉ ที่มีทั้ง Baby Fox, Fox Head, Double Fox Head, Profile Fox ไปจนถึง Red Profile Fox ผ่านมุมมองของผู้สวมใส่ทั้ง 7 คน ได้แก่ เจมีไนน์–นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์, วี–วิโอเลต วอเทียร์, นัท–ณัฏฐ์ กิจจริต, เอม–ภูมิภัทร ถาวรศิริ, เต–เตธนันท์ วงศ์ปรีชาโชค,  อาย–กมลเนตร เรืองศรี และ นุ๊ก–ภัทรพร บุนนาค ที่มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ผ่านสไตล์และบุคลิกที่แตกต่างกันได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นลุคสบายๆ ในชีวิตประจำวัน หรือการแต่งตัวที่สะท้อนคาแรกเตอร์ รวมไปถึงไอเทมชิ้นโปรด และเคล็ดลับการเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับตัวเอง  สำหรับนักแสดงชื่อดัง เจมีไนน์–นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์ มาในลุคสบายๆ กับเสื้อยืด DOUBLE FOX HEAD FADED COMFORT TEE SHIRT ที่เติมลูกเล่นด้วยโลโก้ Double Fox Head เพิ่มความโดดเด่นให้ไอเทมเรียบง่าย ถ่ายทอดความขี้เล่น สดใส และความเท่ในแบบฉบับของตัวเอง โดยเจมีไนน์เผยว่า “โลโก้ Double Fox Head จะมีความเชื่อมโยงกับชื่อเจมีไนน์ที่หมายถึงคนคู่ ทำให้รู้สึกว่าเข้ากับตัวเองดี ส่วนลุคนี้เราเลือกแต่งตัวแบบซ้อนเลเยอร์ ข้างในเป็นเชิ้ตแล้วทับด้วยเสื้อยืด เพิ่มความสนุกและลูกเล่นให้กับลุค ซึ่งสะท้อนตัวตนที่เป็นคนมีชีวิตชีวาและขี้เล่น แต่ก็มีมุมเท่ๆ ด้วย เราชอบการแต่งตัวที่ได้สนุกกับรายละเอียดและปรับเปลี่ยนไปตามอารมณ์ในแต่ละวัน โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสไตล์ใดสไตล์หนึ่ง ส่วน Everyday Look ก็จะเป็นอะไรที่เรียบง่ายอย่างเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์หรือกางเกงวอร์ม เพราะเป็นสไตล์ที่ใส่สบายและยังคงความเป็นตัวเองได้อย่างชัดเจน” ถัดมาที่ศิลปินสาวมากความสามารถ วี–วิโอเลต วอเทียร์ ในลุคที่ผสานความหวานเข้ากับความเซ็กซี่ผ่านเสื้อคาร์ดิแกน BABY FOX RIBBED CARDIGAN เติมเสน่ห์ด้วยโลโก้ Baby Fox ที่สะท้อนความน่ารักขี้เล่นและความมั่นใจในแบบฉบับของผู้หญิงที่สนุกกับการแต่งตัว โดยวีเผยว่า “สำหรับเรา Baby Fox ให้ความรู้สึกเหมือนลูกสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยที่ทั้งน่ารักและขี้เล่น แต่ก็มีความเซ็กซี่แบบผู้หญิงแฝงอยู่เล็กๆ เป็นคาแรกเตอร์ที่สดใสและมีเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน ส่วนไอเทมที่บอกความเป็นเราได้ดีที่สุดคือกางเกงยีนส์ เพราะคล่องตัวและเป็นสไตล์ที่ไม่มีวันตกยุค หยิบมาใส่ได้เสมอ อีกอย่างที่ชอบคือแว่น เพราะในวันที่แต่งหน้าไม่มาก แค่ใส่แว่นก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ทันที” ด้านนักแสดงหนุ่มและสถาปนิก นัท–ณัฏฐ์ กิจจริต มาในลุคเรียบเท่กับเสื้อยืด RED PROFILE FOX COMFORT TEE SHIRT ที่โดดเด่นด้วยโลโก้ Red Profile Fox ดีไซน์เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ สะท้อนสไตล์การแต่งตัวที่เน้นความสบายและความพอดีในแบบฉบับของตัวเอง โดยนัทเผยว่า “เรารู้สึกว่า Red Profile Fox เหมาะกับตัวเอง เพราะเป็นคาแรกเตอร์ที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ในตัว ซึ่งเข้ากับสไตล์การแต่งตัวของเราได้ดี ส่วนไอเทมที่ขาดไม่ได้คือกางเกงยีนส์ เพราะหยิบมาใส่ได้เสมอ แต่สิ่งสำคัญคือการเลือกทรงที่พอดีและเหมาะกับรูปร่างของเราในแต่ละช่วงเวลา เพราะสัดส่วนที่ลงตัวช่วยให้ลุคดูดีและสวมใส่ได้อย่างมั่นใจ” ต่อมาที่นักแสดงหนุ่มเจ้าบทบาท เอม–ภูมิภัทร ถาวรศิริ ในลุคเรียบเท่กับเสื้อ PROFILE FOX COMFORT MOCK NECK JUMPER ที่โดดเด่นด้วยโลโก้ Profile Fox ดีไซน์เรียบง่าย ถ่ายทอดสไตล์ที่ดูดีอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเอมเผยว่า “ปกติเราไม่ค่อยแต่งตัวหลายชิ้น ถ้าให้เลือกสไตล์ที่เป็นตัวเองก็คงเป็นลุคสบายๆ ที่ใส่ได้หลายโอกาส โดยยังคงความเป็นธรรมชาติ ไอเทมที่ขาดไม่ได้คือแว่นกันแดด แต่ละอันก็เหมาะกับโอกาสที่ต่างกันและช่วยสร้างคาแรกเตอร์ให้ลุคได้ไม่เหมือนกัน สำหรับเราแว่นเป็นมากกว่าเครื่องประดับ เพราะช่วยเติมเอกลักษณ์ให้การแต่งตัวได้ แม้จะใส่เสื้อผ้าเรียบๆ แต่ถ้าเลือกแว่นที่ใช่ ก็ทำให้ลุคดูน่าสนใจขึ้นได้” ถัดมาที่มือกลองหนุ่มจากวง Three Man Down เต–เตธนันท์ วงศ์ปรีชาโชค ในลุคเรียบเท่กับเสื้อ PROFILE FOX COMFORT MOCK NECK JUMPER ที่สะท้อนสไตล์เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ สอดคล้องกับตัวตนของคนรักดนตรีที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง โดยเตเผยว่า “เรามองว่า Fox Head เป็นสไตล์ที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งใครที่เคยไปดูคอนเสิร์ตของวงก็น่าจะคุ้นเคยกับการแต่งตัวแบบนี้ เพราะเป็นลุคที่สะท้อนความเป็นเราได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนเคล็ดลับที่ทำให้การแต่งตัวดูดีโดยไม่ต้องพยายามมาก เราคิดว่าอยู่ที่การเติมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้แต่ละวันมีความแตกต่างกัน เพราะแค่สนุกกับการแต่งตัวและเพิ่มลูกเล่นบางอย่าง ก็ช่วยให้ลุคดูสดใหม่และมีเอกลักษณ์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสไตล์ไปทั้งหมด” ด้านนักแสดงสาวและครีเอทีฟ อาย–กมลเนตร เรืองศรี มาในลุคสดใสกับเสื้อยืด BABY FOX BABY TEE-SHIRT ที่เติมความน่ารักขี้เล่นด้วยโลโก้ Baby Fox เข้ากับสไตล์เรียบง่ายที่ยังคงเสน่ห์เฉพาะตัว โดยอายเผยว่า “สำหรับเรา Baby Fox ให้ความรู้สึกสดใส ร่าเริง และน่ารัก แต่ยังคงความเรียบง่ายและสบายๆ ซึ่งลุคนี้ก็สะท้อนความเป็นเราได้ดี เพราะปกติชอบใส่เสื้อเบบี้ทีหรือเสื้อยืดทรงครอปอยู่แล้ว พอมีคาแรกเตอร์ Baby Fox ก็ยิ่งเพิ่มความน่ารักและความซนเล็กๆ ให้กับลุค เราชอบการแต่งตัวที่มีรายละเอียดน่าสนใจโดยไม่จำเป็นต้องเยอะ เพราะบางครั้งแค่ไอเทมชิ้นเดียวก็ทำให้ลุคธรรมดาดูมีเอกลักษณ์ขึ้นมาได้ และยังสะท้อนความเป็นตัวเองได้อย่างเป็นธรรมชาติ” ปิดท้ายที่ดีเจสาว นุ๊ก–ภัทรพร บุนนาค กับเสื้อ BABY FOX HALF ZIPPED SWEATSHIRT ที่ผสานความสบายเข้ากับความเท่ได้อย่างลงตัว เติมความน่ารักขี้เล่นด้วยโลโก้ Baby Fox สะท้อนสไตล์เรียบง่ายที่ยังคงมีลูกเล่น โดยนุ๊กเผยว่า “Baby Fox ให้ความรู้สึกถึงความเป็นเด็กที่อยู่กับเราได้เสมอ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ทุกคนก็ควรมีทั้งจินตนาการและความทะเล้นอยู่ในตัว เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยเติมความสุขให้กับชีวิตได้ ส่วนตัวเราเป็นคนชอบความสบาย ทั้งในแง่ของไลฟ์สไตล์และการแต่งตัว ขอแค่ใส่แล้วไม่อึดอัด แต่ยังดูเท่ด้วย สำหรับเสื้อ Baby Fox ตัวนี้ เรารู้สึกว่าเหมาะกับลุคเดินทางมากๆ เพราะสวมใส่สบาย คล่องตัว และหยิบมาใส่ได้หลายโอกาส เป็นไอเทมที่ไม่ต้องคิดเยอะ แต่ก็ช่วยให้แต่งตัวได้ดูดีและยังเป็นตัวเอง” ร่วมค้นพบความสนุกของการแต่งตัวไปกับ MAISON KITSUNÉ ที่ชวนทุกคนเปิดรับไอเดียใหม่ๆ และเติมลูกเล่นให้แต่ละลุคสะท้อนตัวตนได้อย่างอิสระ  ได้แล้ววันนี้ที่ MAISON KITSUNÉ ทั้ง 5 สาขา ได้แก่ The EmQuartier (ดิ เอ็ม  ควอเทียร์) ชั้น G, CentralWorld (เซ็นทรัลเวิลด์) ชั้น 1, ICONSIAM (ไอคอนสยาม)  ชั้น M, Central Ladprao (เซ็นทรัลลาดพร้าว) ชั้น 1, Central Chidlom (เซ็นทรัล ชิดลม) ชั้น 3 และช่องทางออนไลน์ทาง www.ppgroupthailand.com รวมถึง Line Official Account @maisonkitsune_th --- ## ไม่ต้องให้แพลตฟอร์มเดาใจ! Facebook ให้ผู้ใช้ปรับฟีดเองได้แล้ว อยากเห็นอะไร เลือกได้ผ่านฟีเจอร์ Your Algorithm URL: https://positioningmag.com/digital/116367 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: TopTen สรุป: เคยไหม? ดูคลิปแมวแค่คลิปเดียว แต่ Facebook กลับแนะนำคลิปแมวมาให้ดูไม่หยุด หรือบางวันอยากอ่านข่าวธุรกิจ แต่เปิดฟีดมากลับเจอแต่เรื่องที่ไม่ได้สนใจ ต่อไปผู้ใช้ Facebook อาจมีวิธีจัดการปัญหานี้ได้ง่ายขึ้น เพราะ Meta เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ให้ผู้ใช้บอกได้โดยตรงว่าอยากเห็นคอนเทนต์แบบไหน เพราะล่าสุด Meta บริษัทแม่ของ Facebook ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ ‘Your Algorithm’ เครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้ปรับแต่งเนื้อหาที่ระบบแนะนำในหน้า Feed และ Reels ได้ด้วยตัวเอง โดยสามารถระบุหัวข้อที่สนใจ รวมถึงบอกได้ว่าต้องการเห็นเนื้อหาประเภทใดมากขึ้นหรือน้อยลง ความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ จากเดิมที่ Facebook ต้องคาดเดาความสนใจของผู้ใช้ผ่านพฤติกรรม เช่น การกดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ หรือระยะเวลาที่ดูวิดีโอ ตอนนี้ผู้ใช้สามารถสื่อสารความต้องการกับระบบได้โดยตรงมากขึ้น อยากเห็นอะไร บอก Facebook ได้เลย วิธีใช้งานเริ่มจากเมนูจุดสามจุด (…) บนโพสต์ที่ปรากฏใน Facebook ซึ่ง Meta ปรับให้เข้าถึงเครื่องมือจัดการคำแนะนำคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น ผู้ใช้สามารถเข้าไปที่ Your Algorithm เพื่อเพิ่มหรือจัดการหัวข้อที่สนใจ เช่น หากชอบอ่านข่าวเทคโนโลยี การเงิน หรือธุรกิจ ก็สามารถระบุหัวข้อเหล่านี้เพื่อช่วยให้ระบบแนะนำเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจมากขึ้น ในทางกลับกัน หากรู้สึกว่า Facebook แนะนำวิดีโอประเภทเดิมซ้ำ ๆ หรือมีเนื้อหาบางอย่างที่ไม่อยากเห็น ก็สามารถเลือก Interested (สนใจ) หรือ Not interested (ไม่สนใจ) เพื่อส่งความคิดเห็นกลับไปยังระบบได้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้ยังสามารถอธิบายความต้องการด้วยภาษาของตัวเองได้ เช่น อยากเห็นข่าวเทคโนโลยีที่อธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจ หรืออยากเห็นคลิปทำอาหารมากกว่าวิดีโอบันเทิง Meta ระบุว่า ระบบอาจถามคำถามเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าผู้ใช้ชอบหรือไม่ชอบอะไร และจะนำข้อมูลดังกล่าวไปปรับคำแนะนำให้ตอบโจทย์มากขึ้นแบบเรียลไทม์ AI เข้ามาช่วยให้ Facebook เข้าใจความต้องการมากขึ้น เบื้องหลังฟีเจอร์นี้คือการนำโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLMs) เข้ามาช่วยระบบจัดอันดับและแนะนำคอนเทนต์ เดิมที อัลกอริทึมต้องอนุมานความสนใจจากสัญญาณต่าง ๆ ที่ผู้ใช้ทิ้งไว้บนแพลตฟอร์ม แต่เมื่อ AI สามารถทำความเข้าใจข้อความภาษาธรรมชาติได้ ผู้ใช้จึงมีช่องทางอธิบายความต้องการที่ละเอียดกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น การกดไม่สนใจคลิปหนึ่งอาจบอกระบบได้เพียงว่าผู้ใช้ไม่ต้องการเห็นคลิปนั้น แต่การอธิบายเพิ่มเติมว่าไม่ชอบคลิปแนวนี้เพราะมีเนื้อหาซ้ำ ๆ อาจช่วยให้ระบบเข้าใจความต้องการได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้จะเป็นผู้ควบคุมอัลกอริทึมทั้งหมด เพราะ Facebook ยังคงใช้สัญญาณอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมการรับชมและการมีส่วนร่วม มาประกอบการจัดอันดับคอนเทนต์เช่นเดิม แล้วผู้ใช้ Facebook ทั่วไปได้อะไร? ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ใช้มีเครื่องมือเพิ่มขึ้นในการจัดระเบียบประสบการณ์บนโซเชียลมีเดีย ไม่จำเป็นต้องรอให้ระบบเรียนรู้จากการใช้งานเพียงอย่างเดียว สำหรับคนที่ใช้ Facebook ติดตามข่าวสาร ฟีเจอร์นี้อาจช่วยให้การรับชมเนื้อหาตรงกับความสนใจมากขึ้น ส่วนคนที่ชอบดู Reels ก็สามารถส่งสัญญาณให้ระบบรู้ว่าต้องการดูคลิปประเภทใด และอยากลดเนื้อหาแบบไหน แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ การปรับคำแนะนำคอนเทนต์ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกำหนดทุกสิ่งที่ปรากฏบน Facebook ได้ทั้งหมด และยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าฟีเจอร์นี้จะเปลี่ยนแปลงการแสดงโฆษณาอย่างไร Meta ระบุว่ากำลังทยอยเปิดตัว Your Algorithm แต่ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดชัดเจนว่าผู้ใช้ในทุกประเทศจะเข้าถึงฟีเจอร์นี้ได้เมื่อใด ดังนั้น หากยังไม่พบเมนูดังกล่าวในบัญชีของตัวเอง ก็อาจต้องรอการทยอยเปิดใช้งาน ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการแนะนำคอนเทนต์มากขึ้น แพลตฟอร์มก็เริ่มเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สื่อสารกับระบบได้โดยตรง จากเดิมที่ต้องคอยปรับพฤติกรรมเพื่อให้ระบบเข้าใจ กลายเป็นว่าผู้ใช้สามารถบอกได้ชัดเจนขึ้นว่าอยากเห็นอะไรบนหน้าฟีดของตัวเอง --- ## ห้างเซ็นทรัล–ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ผสานศักยภาพผู้นำธุรกิจค้าปลีก ต้อนรับคณะคู่สมรสผู้แทน IMF–World Bank 2026 จัด Spouse & Partner Program URL: https://positioningmag.com/pr-news/116366 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News ห้างเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกของไทย ผนึกกำลัง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลัง ร่วมต้อนรับแขกคู่สมรสและผู้ติดตามของผู้แทนจากนานาประเทศทั่วโลกสู่กรุงเทพฯ ในวาระที่เดินทางมาร่วมการประชุม 2026 Annual Meetings of the IMF and the World Bank Group ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ ผ่าน Spouse & Partner Program “Thai Heritage, Global Standards” ในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ส่งมอบประสบการณ์หนึ่งวันเต็มที่เชื่อมเสน่ห์ความเป็นไทยเข้ากับมาตรฐานระดับโลก ตั้งแต่หัตถศิลป์ชุมชน อาหารไทย นาฏศิลป์ เวลเนส ไปจนถึงแฟชั่นและศิลปะระดับโลก ณ ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ ในฐานะห้างสรรพสินค้าของคนไทยที่อยู่คู่สังคมไทยมากว่า 79 ปี ห้างเซ็นทรัลนำประสบการณ์การดูแลลูกค้าจากทั่วโลกมาออกแบบโปรแกรมนี้อย่างพิถีพิถัน โดยมี ห้างเซ็นทรัลชิดลม ‘The Store of Bangkok’ ใจกลางเมือง เป็นหัวใจของการต้อนรับ การค้นพบงานสร้างสรรค์ และการช้อปปิ้งแบบเฉพาะบุคคล และ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี จุดหมายปลายทางด้านลักชัวรีไลฟ์สไตล์ใจกลางกรุงเทพฯ ที่รวมแฟชั่น อาหาร ศิลปะ และวัฒนธรรมไว้ด้วยกัน ผ่านแบรนด์และประสบการณ์ที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน โปรแกรมจัดขึ้นสำหรับแขกรับเชิญโดยเฉพาะ พร้อมบริการรับ–ส่งจากศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ตลอดวัน ต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ Personal Shopping Suite แขกได้รับการต้อนรับจากคณะผู้บริหารของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ณ Personal Shopping Suite ชั้น 1 ห้างเซ็นทรัลชิดลม พร้อมเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ “Chidlom Drink” และ Welcome Gift Set ที่คัดสรรเป็นพิเศษ เปิดวันด้วยมาตรฐานการบริการเหนือระดับที่ห้างเซ็นทรัลส่งมอบให้ลูกค้ามาอย่างยาวนานตลอด 79 ปี good goods ยกงานคราฟต์ชุมชนไทยสู่สายตานานาชาติ ที่ good goods ชั้น 6 ห้างเซ็นทรัลชิดลม แขกได้ชมผลิตภัณฑ์ที่นำภูมิปัญญาและหัตถศิลป์จากชุมชนทั่วประเทศมาตีความใหม่ด้วยดีไซน์ร่วมสมัย ผลกำไรทั้งหมดคืนสู่ชุมชน เพื่อสืบสานงานฝีมือและสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน สะท้อนบทบาทของห้างเซ็นทรัลในการนำพลัง Soft Power ไทยสู่เวทีโลก Vivienne Westwood & Jewellery นิทรรศการครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโปรแกรมคือนิทรรศการ Vivienne Westwood & Jewellery ณ ชั้น 2 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งเซ็นทรัลนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในภูมิภาค รวบรวมผลงานเครื่องประดับจากคลังผลงานกว่า 600 ชิ้น ใน 8 ห้องจัดแสดงตามธีม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจของดีไซเนอร์ชาวอังกฤษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของวงการแฟชั่น ตั้งแต่วัฒนธรรมพังก์ งานคราฟต์แบบ DIY การเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการตีความคอร์เซ็ตและเครื่องแต่งกายศตวรรษที่ 18 ที่หาชมได้ยาก ตอกย้ำศักยภาพของห้างเซ็นทรัลในการนำคอนเทนต์ศิลปะและแฟชั่นระดับโลกมาสู่กรุงเทพฯ Exclusive Personal Shopping การดูแลเฉพาะบุคคลในแบบเซ็นทรัล แขกแต่ละท่านมีผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนตัวดูแล คัดสรรสินค้าจากแบรนด์ไทยและแบรนด์ชั้นนำระดับโลกให้ตรงกับความสนใจเฉพาะตัว ลิ้มลองอาหารไทยและชมการแสดงนาฏศิลป์ ณ Eathai Eathai ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เปิดพื้นที่ต้อนรับคู่สมรสและผู้ติดตามของผู้แทน ให้ได้ลิ้มลองรสชาติอาหารไทยจากร้านอาหารและสตรีตฟู้ดเจ้าดัง ควบคู่ไปกับการต้อนรับอันอบอุ่นผ่านการแสดงนาฏศิลป์ไทยโดยกลุ่มเยาวชนไทย เพื่อสะท้อนถึงการสืบสานและการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตานานาชาติอย่างใกล้ชิด คัดสรรของที่ระลึกและศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบไทย ถ่ายทอดวิถีไทยผ่านการดูแลสุขภาวะและของฝากคุณภาพ คู่สมรสและผู้ติดตามของผู้แทนได้ร่วมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกและสินค้าไทยคัดสรร ณ Tops ซึ่งรวบรวมผลิตภัณฑ์แปรรูป วัตถุดิบท้องถิ่น และงานฝีมือไทยคุณภาพมาตรฐาน ก่อนไปผ่อนคลายด้วยบริการนวดเท้าแผนไทย ณ Let’s Relax Spa เพื่อคลายกล้ามเนื้อ บรรเทาความเมื่อยล้าจากการเดินทาง และฟื้นฟูความสดชื่นก่อนเดินทางกลับสู่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) การมอบเอกสิทธิ์และบริการต้อนรับระดับสากล เพื่อต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมประจำปีและโปรแกรมคู่สมรสอย่างเป็นทางการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้จัดแคมเปญสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่ม “Central Embassy Tourist Visitors: Special Privileges for IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 & IMF Spouse Program” ระหว่างวันที่ 10–20 ตุลาคม 2569 โดยมอบสิทธิพิเศษแก่ผู้เข้าร่วมงานที่แสดงหลักฐานการลงทะเบียน (ทั้งในรูปแบบเอกสารหรือดิจิทัล) มากมาย อาทิ Central Embassy Voucher, Central Embassy Dining Voucher พร้อมส่วนลดสำหรับค่าอาหาร ณ ร้านอาหารชั้นนำภายในศูนย์ฯ และ เครื่องดื่มต้อนรับจาก SIWILAI CITY CLUB รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ในฐานะห้างสรรพสินค้าของคนไทย เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมต้อนรับแขกจากนานาประเทศในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกครั้งนี้ วิสัยทัศน์ของเราคือการเป็น ‘Curated Retail Lifestyle Destination’ ที่คัดสรรสินค้า บริการ และประสบการณ์อย่างมีความหมาย โปรแกรมนี้จึงตั้งใจให้แขกทุกท่านได้รู้จักประเทศไทยผ่านงานฝีมือ อาหาร ศิลปะการแสดง และอัธยาศัยไมตรีแบบไทย ควบคู่กับประสบการณ์จากแบรนด์ไทยและแบรนด์ระดับโลก เพื่อให้ทุกท่านนำความประทับใจในกรุงเทพฯ กลับไป และอยากกลับมาอีกครั้ง” การต้อนรับครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของห้างเซ็นทรัลในฐานะผู้นำค้าปลีกไทย ที่พร้อมต้อนรับแขกระดับนานาชาติอย่างสมเกียรติ และร่วมเสริมภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกด้านไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และการจัดงานระดับนานาชาติ และพบกับหลากหลายช่องทางการช้อปปิ้งสุดสะดวกของห้าง ไม่ว่าจะเป็น Central Chat & Shop, Central Personal Shopper On Demand ผู้ช่วยส่วนตัวสำหรับทุกคน, Central App และ เว็บไซต์ central.co.th ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึง Facebook Page: Central Department Store --- ## heytea จับมือ LISA ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เดินหน้ารุกตลาดต่างประเทศ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116365 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News LISA (ลิซ่า) ป๊อปไอคอนระดับโลกและสมาชิกวง BLACKPINK และ heytea ผู้บุกเบิกชาสไตล์ใหม่ เปิดตัวความร่วมมือระดับโลกอย่างเป็นทางการในวันนี้ พร้อมนำเสนอเครื่องดื่ม Mango Coconut Sticky Rice ณ ร้าน heytea สาขาที่ร่วมรายการในประเทศจีน ฮ่องกง มาเก๊า ประเทศไทย และตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก ความร่วมมือครั้งนี้ยังมาพร้อมภาพวาด LISA ในสไตล์ลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ของ heytea บรรจุภัณฑ์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน และสินค้าพิเศษสำหรับแฟน ๆ โดยเฉพาะ ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากความชื่นชอบ heytea ของ LISA ซึ่งเคยไปใช้บริการและโพสต์ถึงแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย ทั้งในลอสแอนเจลิส ลอนดอน และกรุงเทพฯ แคมเปญครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการเปิดร้าน heytea lab ในกรุงเทพฯ พร้อมนำหนึ่งในเมนูเครื่องดื่มลิมิเต็ดเอดิชันยอดนิยมของแบรนด์ไปให้ผู้บริโภคในเมืองและประเทศต่าง ๆ ได้ลิ้มลองมากขึ้น โดยเมนูนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากข้าวเหนียวมะม่วง ขนมไทยที่สะท้อนรสชาติจากบ้านเกิดของ LISA นำมาผสานกับวัฒนธรรมการดื่มชาในแบบฉบับของ heytea ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่ จากเครื่องดื่มแก้วโปรดสู่ความร่วมมือระดับโลก ความผูกพันระหว่าง LISA กับ heytea เริ่มต้นขึ้นก่อนการประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ในปี 2568 LISA ได้โพสต์ภาพเครื่องดื่มมัทฉะของ heytea บน Instagram ซึ่งมียอดกดถูกใจมากกว่า 6.7  ล้านครั้ง ต่อมาในปีเดียวกัน ระหว่างทัวร์คอนเสิร์ตของ BLACKPINK ที่ลอนดอน เธอยังได้โพสต์ภาพขณะถือเครื่องดื่ม Cloud Coconut Blue ซึ่งเป็นเมนูที่มีจำหน่ายเฉพาะในตลาดต่างประเทศของ heytea โพสต์ดังกล่าวช่วยให้แบรนด์ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา LISA ยังได้แวะไปเยือนร้าน heytea lab ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ พร้อมทดลองเครื่องดื่มหลากหลายเมนู รวมถึง Mango Coconut Sticky Rice ซึ่งกลายเป็นที่พูดถึงบนโซเชียลมีเดียอีกครั้ง การที่ LISA ได้ลองสัมผัสผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ด้วยตัวเองก่อนการประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ จึงเป็นอีกหนึ่งจุดเชื่อมโยงที่นำไปสู่แคมเปญครั้งนี้ ร้าน heytea lab สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นสาขาแรกของ heytea ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดให้บริการในเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยนำเสนอเมนูที่ผสานเอกลักษณ์ของวัตถุดิบและรสชาติท้องถิ่นเข้ากับแนวคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์ อาทิ teaAir · Rock Oolong Jackfruit ทาร์ตไข่ครัวซองต์ชาไทย และเจลาโตชาไทยมะนาว สะท้อนการนำรสชาติที่คุ้นเคยของไทยมาตีความใหม่ในรูปแบบที่แตกต่าง เมนูไทยสุดคลาสสิกในมุมมองใหม่ พร้อมคอลเลกชันพิเศษจาก LISA Mango Coconut Sticky Rice เปิดตัวครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อปี 2564 และกลับมาให้บริการอีกหลายครั้งในช่วงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง หลังได้รับเสียงเรียกร้องจากลูกค้าที่อยากให้เมนูนี้กลับมาอีกครั้ง จนกลายเป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ตามฤดูกาลของ heytea เมนูนี้นำข้าวเหนียวมะม่วง ขนมไทยสุดคลาสสิก มาตีความใหม่ในรูปแบบเครื่องดื่มที่ผสานเกล็ดน้ำแข็งเนื้อนุ่มละมุนจากมะม่วงและมะพร้าว เพิ่มความสดชื่นด้วยเนื้อมะม่วงชิ้น พร้อมชั้นข้าวเหนียวมะพร้าวด้านล่าง มอบสัมผัสที่หลากหลายในทุกคำ ตั้งแต่รสหวานสดชื่นของมะม่วงไปจนถึงความนุ่มหนึบของข้าวเหนียว หัวใจสำคัญของเมนูนี้คือข้าวเหนียวเมล็ดยาวที่นำเข้าจากประเทศไทย โดยพนักงานของร้านจะเตรียมข้าวเหนียวมะพร้าวสดใหม่ด้วยมือทุกวัน ตั้งแต่การหุงและคัดแยกเมล็ดข้าว ไปจนถึงการค่อย ๆ คลุกเคล้ากับกะทิ เพื่อให้ได้ข้าวเหนียวที่นุ่มหนึบ พร้อมคงรูปทรงและเนื้อสัมผัสของเมล็ดข้าวไว้อย่างชัดเจน นอกจากเมนูเครื่องดื่มแล้ว heytea ยังสร้างสรรค์ภาพวาด LISA ชุดพิเศษด้วยลายเส้นวาดมืออันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยนำภาพวาดเหล่านี้มาใช้บนบรรจุภัณฑ์และสินค้าคอลเลกชันพิเศษ ซึ่งได้รับความชื่นชอบจาก LISA เป็นอย่างมาก สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นบ้านเกิดของ LISA คอลเลกชันพิเศษนี้ยังประกอบด้วยถุงกระดาษ ผ้าพันคอ หมวก และแก้วน้ำที่ออกแบบขึ้นสำหรับความร่วมมือครั้งนี้โดยเฉพาะ เพื่อตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่างคอลเลกชันนี้กับประเทศไทย เชื่อมโยงชา แฟชั่น ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย ความร่วมมือระหว่าง LISA × heytea เป็นอีกหนึ่งบทของการผสานแบรนด์เข้ากับโลกแห่งแฟชั่น ศิลปะ และวัฒนธรรมป๊อป ก่อนหน้านี้ heytea เคยร่วมงานกับแบรนด์และศิลปินหลากหลายราย อาทิ alexanderwang, Sandy Liang แบรนด์แฟชั่นจากนิวยอร์ก, Yayoi Kusama ศิลปินร่วมสมัยชื่อดัง, POP MART และภาพยนตร์ Wicked นอกจากนี้ heytea ยังเคยเข้าร่วมงาน YCC Party ของพิพิธภัณฑ์ Guggenheim ในนิวยอร์ก รวมถึงร่วมมือกับองค์กรและพันธมิตรในแวดวงวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ อาทิ Central Park Conservancy และ Levain Bakery ความร่วมมือเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำแคมเปญร่วมกัน แต่ยังครอบคลุมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ งานศิลปะต้นฉบับ สินค้ารุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน การออกแบบร้านในธีมพิเศษ และกิจกรรมในแต่ละประเทศที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสแนวคิดสร้างสรรค์เหล่านี้ด้วยตัวเอง สำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ เครื่องดื่มหนึ่งแก้วจาก heytea จึงเป็นมากกว่าเครื่องดื่ม แต่ยังสะท้อนความสนใจด้านการออกแบบ สไตล์ส่วนตัว และไลฟ์สไตล์ พร้อมเปิดโอกาสให้ได้มีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมร่วมสมัยในรูปแบบที่เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบัน heytea มีร้านในต่างประเทศมากกว่า 120 สาขา ครอบคลุมเมืองสำคัญ อาทิ นิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส ลอนดอน โตรอนโต ซิดนีย์ เมลเบิร์น และกรุงเทพฯ ในฐานะผู้บุกเบิกชาสไตล์ใหม่ heytea มุ่งสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ผสานวัฒนธรรมการดื่มชาเข้ากับวัฒนธรรมร่วมสมัย พร้อมเชื่อมโยงผู้บริโภครุ่นใหม่จากหลากหลายประเทศและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน --- ## ‘มากกว่าความอร่อย คือประสบการณ์’ เชสเตอร์ รีเฟรชภาพลักษณ์ จับมือ “ตี๋ตี๋–ป๋อ” ส่ง ‘สปาเกตตี๋ตี๋ ซอสมันป๋อ’ ชวนคนรุ่นใหม่เช็กอิน Flagship Store สยามสแควร์ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116364 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News เมื่อมื้อที่ดีต้องมีเรื่องให้เล่า มีภาพให้แชร์ และมีความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้อยากกลับมาอีกครั้ง โจทย์นี้เองที่ทำให้แบรนด์อาหารต้องคิดไกลกว่ารสชาติ และเป็นที่มาของแคมเปญล่าสุดจาก เชสเตอร์ (Chester’s) “โดนเส้น โดนใจ #อร่อยซู้ดดดเกินคาด” ที่ได้ “ตี๋ตี๋–ป๋อ” สองนักแสดงดาวรุ่งขวัญใจแฟนคลับ มารับบทพรีเซนเตอร์คู่ใหม่ของแบรนด์ พร้อมพลิกโฉม Flagship Store สาขาสยามสแควร์ ในรูปแบบ Store Takeover  พร้อมมุมถ่ายภาพและจุดเช็กอินพิเศษให้แฟน ๆ ได้เก็บโมเมนต์และแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย การเลือก “ตี๋ตี๋–ป๋อ” ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเชสเตอร์ในการเติมความสดใหม่และทันสมัยให้กับแบรนด์ และขยายการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ความสดใส และเคมีที่เข้ากันอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งคู่จึงสะท้อนภาพลักษณ์ที่เชสเตอร์ต้องการสื่อสารได้อย่างลงตัว และบทบาทของตี๋ตี๋และป๋อก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าโฆษณา แต่จะร่วมเล่าเรื่องความอร่อยผ่านคอนเทนต์และกิจกรรมการตลาดที่สนุกและเข้าถึงง่าย เชื่อมเข้ากับชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่การตามหาเมนูใหม่ การติดตามศิลปินคนโปรด ไปจนถึงการออกไปเช็กอินสถานที่ที่กำลังเป็นกระแส จากเคมีของ “ตี๋ตี๋–ป๋อ” สู่เมนูที่อร่อยเกินคาด ความรวมกันครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของเชสเตอร์ที่ต้องการเป็นมากกว่าร้านที่คนนึกถึงเวลาหิว แต่เป็นแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่รู้สึกใกล้ชิดและสนุกไปด้วยกัน พลังบวกและความเป็นธรรมชาติของตี๋ตี๋และป๋อ จึงเป็นตัวแทนที่ถ่ายทอดสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อสารได้อย่างชัดเจน พร้อมผสานอาหาร ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกมื้อที่เชสเตอร์มีความหมายมากขึ้น ไฮไลต์ของแคมเปญครั้งนี้คือเมนู “สปาเกตตี๋ตี๋ ซอสมันป๋อ” ที่หยิบชื่อของทั้งคู่มาเล่นคำได้อย่างลงตัว ชื่อที่ชวนยิ้มตั้งแต่แรกเห็นยังมาพร้อมรสชาติที่เหนือความคาดหมาย ด้วยเส้นสปาเกตตีคลุกเคล้าซอสมันปูอลาสก้าเข้มข้น หอมนัว และครีมมี่ ตัดรสด้วยความแซ่บจัดจ้านของน้ำจิ้มซีฟู้ด ก่อนท็อปด้วยไก่กรอบและไข่กุ้งที่เพิ่มความกรุบกรอบในทุกคำ การจับคู่รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ที่หาทานจากแบรนด์อื่นไม่ได้นี้เองคือหัวใจของแคมเปญ “อร่อยซู้ดดดเกินคาด” ที่เชสเตอร์ชวนทุกคนมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง Flagship Store ผสานอาหาร เข้ากับความบันเทิงและไลฟ์สไตล์ นอกจากเมนูใหม่ เชสเตอร์ยังพลิกโฉม Flagship Store สาขาสยามสแควร์ ในรูปแบบ Store Takeover ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยนำภาพโมเม้นท์ของตี๋ตี๋และป๋อมาสร้างบรรยากาศใหม่ทั้งภายในและภายนอกร้าน พร้อมมุมถ่ายภาพและจุดเช็กอินพิเศษให้แฟน ๆ ได้เก็บโมเมนต์และแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย เปลี่ยนการแวะมารับประทานอาหารให้กลายเป็นประสบการณ์ที่แฟนคลับได้ใกล้ชิดศิลปินคนโปรดในอีกรูปแบบหนึ่ง การเปิดตัว “ตี๋ตี๋–ป๋อ” ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแนะนำพรีเซนเตอร์คู่ใหม่ แต่ยังสะท้อนทิศทางของเชสเตอร์ที่มุ่งสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคมากกว่าการเสิร์ฟอาหาร ผ่านการผสานอาหาร ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เพื่อเป็นแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่รู้สึกใกล้ชิด อยากเข้ามาลอง และอยากกลับมาใช้เวลาร่วมกันอีกครั้ง ติดตามความสนุกและกิจกรรมพิเศษของ “ตี๋ตี๋–ป๋อ” พร้อมอัปเดตแคมเปญ “โดนเส้น โดนใจ #อร่อยซู้ดดดเกินคาด” ได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของ Chester’s ได้แก่ Facebook, Instagram, TikTok และ X คลิกชมคลิป ! จี๋จี๋ - ปิ๊ปป๋อ อร่อยซู้ดดดเกินคาด FB: https://www.facebook.com/reel/1662871185473195 TikTok: https://vt.tiktok.com/ZSgdEU6xq/ คลิป : https://drive.google.com/file/d/122fWAGyVzTbIeMbk3Xrs7rrnCm0nxOYq/view?usp=drivesdk --- ## ทรูคอฟฟี่ x มูลนิธิออทิสติกไทย x Artstory By Autistic Thai เปลี่ยนจินตนาการ ของศิลปินและบาริสต้าออทิสติกสู่คุณค่าที่จับต้องได้ ผ่าน “กระเป๋าผ้ากากกาแฟ” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116363 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News เมื่อความสามารถได้รับโอกาสให้แสดงออก... ทรูคอฟฟี่ สานต่อความร่วมมือกับ มูลนิธิออทิสติกไทย และ Artstory By Autistic Thai สนับสนุนศิลปินออทิสติกให้นำจินตนาการและความถนัดเฉพาะตัวมาต่อยอดสู่ผลงานจริง ภายใต้แนวคิด “จากกากกาแฟ สู่กระเป๋ารักษ์โลกที่สร้างคุณค่าให้สังคม” ผ่าน “กระเป๋าผ้ากากกาแฟ” ที่นำวัสดุเหลือใช้กลับมาเพิ่มมูลค่า ผสานลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของ “น้องไอซ์ซี่” ถ่ายทอดเส้นสายและสีสันสู่ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก พาเรื่องราวเบื้องหลังผลงานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน ควบคู่กับการส่งต่อความรู้สึกดีผ่านเครื่องดื่มที่สร้างด้วยหัวใจ สูตรพิเศษ 3 เมนู ได้แก่ “ส่งรัก” ผลไม้โซดาความสดใสที่พร้อมส่งต่อทุกวัน “ส่งสุข” ลิ้นจี่ชาไทยเติมสุขให้ทุกวัน ก่อนปิดท้ายด้วย “ส่งยิ้ม” สตรอว์เบอร์รี่เสาวรสส่งสุขให้กันไม่รู้จบ โดยบาริสต้าออทิสติกมีส่วนร่วมตั้งแต่การคิดเมนูจนถึงสาธิตการชง สะท้อนทั้งความตั้งใจ ตลอดจนทักษะที่สามารถพัฒนาไปสู่ประสบการณ์จริงในสายอาชีพ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของทรูคอฟฟี่ในการใช้พลังของแบรนด์ควบคู่กับธุรกิจ เพื่อเชื่อมความสร้างสรรค์ของน้อง ๆ สู่ผู้คนในวงกว้าง เปิดโอกาสให้ผลงานได้รับการมองเห็น พร้อมสร้างความภาคภูมิใจและคุณค่าที่จับต้องได้ นางสาวอัจฉรา โสตถิพัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทรู คอฟฟี่ กล่าวว่า “ทรูคอฟฟี่เชื่อว่าโอกาสที่มีความหมาย ไม่ได้เกิดจากการสนับสนุนเพียงครั้งเดียว หากเกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เรียนรู้ ลงมือทำ และมองเห็นคุณค่าในตัวเอง เราจึงเคียงข้าง Artstory By Autistic Thai มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยนำจินตนาการและความถนัดของน้อง ๆ ไปสู่ผลงานที่ผู้คนสัมผัสและเชื่อมโยงได้ ครั้งนี้เริ่มจากการนำ ‘กากกาแฟ’ มารีไซเคิลและแปรรูปเป็นเส้นใยรักษ์โลก ก่อนพัฒนาเป็น “กระเป๋าผ้ากากกาแฟ” ที่โดดเด่นด้วยลายเส้นเฉพาะตัวของศิลปินออทิสติก เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ในมิติใหม่ ควบคู่กับการส่งต่อความรู้สึกดีผ่านเครื่องดื่มสูตรพิเศษ ทรูคอฟฟี่ x บาริสต้าออทิสติก 3 เมนู ‘ส่งยิ้ม ส่งรัก ส่งสุข’ ที่รังสรรค์จากความตั้งใจ ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ แต่คือภาพสะท้อนของความฝัน ความภาคภูมิใจ และอีกหนึ่งก้าวที่ช่วยเปิดทางให้ความสามารถของน้อง ๆ เติบโต พร้อมสร้างคุณค่ากลับคืนสู่สังคม” นายวรัท จันทยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Artstory By Autistic Thai กล่าวว่า “สิ่งที่เราอยากเห็นมาตลอด คือการที่งานของน้อง ๆ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในพื้นที่จัดแสดง แต่สามารถก้าวออกไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน เพราะทุกครั้งที่มีใครหยิบกระเป๋าหนึ่งใบขึ้นมาใช้ หรือเลือกสนับสนุนสิ่งที่พวกเขาตั้งใจทำ นั่นคือการสะท้อนว่าความสามารถของคนออทิสติกได้รับการมองเห็นและยอมรับในสังคม ความร่วมมือกับทรูคอฟฟี่จึงมีความหมายมากกว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะช่วยเปิดทางให้น้อง ๆ ได้ถ่ายทอดตัวตนผ่านลายเส้น จินตนาการ และทักษะเฉพาะด้าน ก่อนต่อยอดสู่ประสบการณ์จริงที่จับต้องได้ ซึ่งไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจให้กับเจ้าของผลงานและครอบครัว แต่ยังทำให้สังคมได้เห็นว่า เมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ศักยภาพของพวกเขาสามารถเติบโต สร้างประโยชน์ และเชื่อมโยงกับผู้คนได้อย่างงดงาม” ทุกการเลือกสามารถสร้างความหมายได้มากกว่าที่คิด ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ออทิสติกได้พัฒนาทักษะและต่อยอดความถนัด ผ่าน “กระเป๋าผ้ากากกาแฟ” ลวดลายโดยน้องไอซ์ซี่ ราคา 690 บาท พร้อมสัมผัส 3 เมนูพิเศษ “ส่งยิ้ม ส่งรัก ส่งสุข” ราคา 85 บาท ได้ที่ทรูคอฟฟี่ทุกสาขา โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายกระเป๋าจะมอบแก่ มูลนิธิออทิสติกไทย เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านการเรียนรู้และเสริมสร้างศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพราะสำหรับทรูคอฟฟี่ ทุกแก้วที่เลือก ทุกชิ้นงานที่หยิบใช้ และทุกแรงสนับสนุน ล้วนมีส่วนเปลี่ยนความตั้งใจให้กลายเป็นความภาคภูมิใจ พร้อมพาความฝันของน้อง ๆ ก้าวต่อไปได้ไกลยิ่งขึ้น --- ## กสิกรไทยคว้า 3 รางวัลระดับโลกด้าน Cash Management และ Trade Finance ตอกย้ำผู้นำโซลูชันดิจิทัลครบวงจรเพื่อธุรกิจ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116362 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News ธนาคารกสิกรไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการทางการเงินสำหรับภาคธุรกิจ คว้า 3 รางวัลชั้นนำจาก Alpha Southeast Asia และ Global Finance ด้านบริการ Cash Management และ Trade Finance สะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนาโซลูชันดิจิทัลที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่อย่างครบวงจร ตั้งแต่การค้าระหว่างประเทศ การบริหารเงิน ไปจนถึงการเชื่อมต่อระบบธุรกิจแบบไร้รอยต่อ ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า รางวัลที่ได้รับไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของธนาคาร แต่สะท้อนถึงความไว้วางใจที่ลูกค้าธุรกิจมอบให้กับธนาคาร และยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อช่วยให้ลูกค้าธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริหารสภาพคล่อง การจัดการเงินรับ-จ่าย หรือการดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ ธนาคารยังคงเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มและนวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจ ทั้งบริการ Cash Management และ Trade Finance พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติเพื่อยกระดับประสบการณ์ในการใช้บริการของลูกค้า และพลิกบทบาทสู่การเป็น Trusted Strategic Partner ที่พร้อมเคียงข้างธุรกิจไทยในทุกช่วงการเติบโต บทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของธนาคารในการให้บริการกับลูกค้าธุรกิจในครั้งนี้ คือการได้รับ 3 รางวัลระดับสากล โดยได้รับรางวัล Best Cash Management Bank 2026 จาก Alpha Southeast Asia ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 13 ในรอบ 20 ปี รางวัลดังกล่าวเป็นหนึ่งในรางวัลชั้นนำของภูมิภาคที่มอบให้แก่สถาบันการเงินที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการเงินและการพัฒนาโซลูชันดิจิทัลสำหรับภาคธุรกิจ สะท้อนความสามารถของธนาคารในการช่วยให้ลูกค้าบริหารเงิน รับ-จ่ายเงิน และเชื่อมต่อข้อมูลทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลครบวงจร นอกจากนี้ ธนาคารยังได้รับอีก 2 รางวัลสำคัญด้านธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ Best Online Trade Facilitation Solution in Thailand จาก Alpha Southeast Asia และ The World's Best Trade Finance Providers 2026 - Thailand จาก Global Finance ซึ่งธนาคารได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยทั้งสองรางวัลสะท้อนความเป็นผู้นำในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรองรับธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ ช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจนำเข้า-ส่งออกได้คล่องตัว สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การยื่นคำขอ การจัดการเอกสาร ไปจนถึงการติดตามสถานะธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล ธนาคารพร้อมสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของลูกค้า เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในโลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม ด้วยการพัฒนาบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน --- ## ไลอ้อน ประเทศไทย ร่วมส่งต่อความห่วงใย เนื่องในวันล้างมือโลก สนับสนุนผลิตภัณฑ์ 6 หน่วยงาน มูลค่ารวม 2,282,200 บาท URL: https://positioningmag.com/pr-news/116361 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News เนื่องในวันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็น “วันล้างมือโลก” (Global Handwashing Day) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการล้างมืออย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคและสร้างสุขอนามัยที่ดีในชีวิตประจำวัน บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายพิภพ โชควัฒนา กรรมการบริษัทฯ เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของคนไทย ผ่านการจัดกิจกรรม “คิเรอิ คิเรอิ Global Handwashing Day Run วิ่งด้วยใจ ให้มือน้องสะอาด ปี 3” พร้อมสนับสนุนผลิตภัณฑ์โฟมล้างมือคิเรอิ คิเรอิ ให้แก่ 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า สถาบันบำราศนราดูร และมูลนิธิยุวรักษ์ รวมถึงมอบเงินสนับสนุนแก่กรมอนามัยอีก 1 หน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 6 หน่วยงาน คิดเป็นมูลค่ารวม 2,282,200 บาท เพื่อร่วมส่งต่อความสะอาดและสนับสนุนการสร้างสุขอนามัยที่ดีให้แก่ประชาชน การสนับสนุนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการล้างมืออย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการป้องกันโรคและลดความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของเชื้อโรค สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคม ผ่านการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์คุณภาพ ตลอดจนความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมสุขอนามัยและสุขภาวะที่ดีของคนไทย พร้อมร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน --- ## ไปรษณีย์ไทยเดินมาตรการประคอง SME ฝ่าวิกฤตภัยน้ำท่วม หนุนความต่อเนื่องผู้ประกอบการด้วย 5 “ตัวช่วย” ครบวงจร URL: https://positioningmag.com/pr-news/116360 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เดินหน้าช่วยเหลือ SME และผู้ประกอบการรับมือผล กระทบจากสถานการณ์ภัยน้ำท่วม โดยมุ่งลดข้อจำกัดที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การเข้ารับและนำสินค้าเข้าสู่ระบบ การบริหารเส้นทางขนส่งและนำจ่าย การเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่าน ThailandPostMart การดูแลรักษาสินค้าเพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหาย ตลอดจนการใช้บริการ THP Fulfillment 9 แห่งทั่วประเทศ ช่วยจัดเก็บ บริหารสต็อกและคำสั่งซื้อ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยส่งผลกระทบต่อการค้าขายและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุน การเดินทาง รวมถึงการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เส้นทางสัญจรมีข้อจำกัด ไปรษณีย์ไทยจึงมุ่งใช้เครือข่ายและศักยภาพด้านการขนส่งลดข้อจำกัดในการเดินทางและทำให้ภาคเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมี  5 แนวทางสำคัญในช่วงวิกฤต ประกอบด้วย ·            “ช่วยรับ” เพื่อลดข้อจำกัดจากต้นทาง โดยใช้ศักยภาพของเครือข่ายไปรษณีย์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 50,000 แห่ง และบริการ Pick up Service เข้ารับสินค้าถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดภาระและความจำเป็นในการเดินทางของผู้ประกอบการในพื้นที่ที่การสัญจรได้รับผลกระทบ และช่วยนำสินค้าเข้าสู่ระบบขนส่งได้อย่างต่อเนื่อง ·          “ช่วยส่ง” โดยปัจจุบันมีการติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการเส้นทางขนส่งและการนำจ่ายให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อช่วยให้สินค้าจากผู้ประกอบการสามารถส่งต่อถึงลูกค้าได้ ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนภารกิจการลำเลียงและกระจายสิ่งของจำเป็นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ สินค้าอุปโภคบริโภค ยา และเวชภัณฑ์ เพื่อช่วยรักษาการเข้าถึงสิ่งจำเป็นของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ·              “ช่วยจำหน่าย” ต่อช่องทางรายได้ให้ผู้ประกอบการ ผ่าน ThailandPostMart ซึ่งเป็นอีกช่องทางในการเชื่อมสินค้าจากผู้ประกอบการ ชุมชน และแบรนด์ไทยในภูมิภาคต่าง ๆ เข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศด้วยช่องทางออนไลน์ ลดข้อจำกัดจากการพึ่งพาการจำหน่ายเฉพาะในพื้นที่ และเพิ่มทางเลือกให้การซื้อขายยังสามารถเกิดขึ้นได้แม้สถานการณ์หน้าร้านหรือการเดินทางได้รับผลกระทบ ·          “ช่วยรักษาสินค้าตลอดเส้นทาง” เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายของสินค้าตั้งแต่รับฝากจนถึงการนำจ่ายถึงมือผู้รับ โดยมีการบริหารจัดการสินค้าให้เหมาะสมกับประเภทและเงื่อนไขการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อช่วยรักษาสภาพและคุณภาพของสินค้าให้สามารถส่งต่อถึงปลายทางได้อย่างเหมาะสม และความพึงพอใจของผู้บริโภคจากมาตรฐานสินค้าที่ได้รับทุกชิ้น ·             “ช่วยบริหารสินค้า–ออร์เดอร์” โดยลดภาระหลังบ้านให้ SME ในช่วงน้ำท่วม ผ่านบริการ THP Fulfillment 9 แห่งทั่วประเทศ ช่วยรองรับตั้งแต่การรับสินค้าเข้าคลัง การจัดเก็บและบริหารสต็อก การจัดการคำสั่งซื้อ การหยิบ–แพ็ก–จ่าหน้า ไปจนถึงการจัดส่งถึงผู้รับ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารสินค้าและคำสั่งซื้อได้อย่างต่อเนื่อง แม้การดำเนินงานหรือการเดินทางในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบ พร้อมใช้เครือข่ายคลังสินค้าในภูมิภาคต่าง ๆ เป็นอีกทางเลือกในการบริหารจัดการสินค้าและลดภาระด้านพื้นที่ บุคลากร และกระบวนการหลังบ้านของผู้ประกอบการ “ในสถานการณ์ที่การเดินทางและการค้าขายได้รับผลกระทบ สิ่งสำคัญคือการทำให้การเชื่อมต่อยังเดินหน้าต่อได้ ไปรษณีย์ไทยจึงใช้ความพร้อมของเครือข่ายทั่วประเทศเข้าไปช่วยลดข้อจำกัดในแต่ละจุด  ตั้งแต่การรับสินค้า การจัดเก็บและบริหารคำสั่งซื้อ การขนส่ง ไปจนถึงการเชื่อมต่อช่องทางจำหน่าย เพื่อให้สินค้ายังไปถึงปลายทาง ผู้ประกอบการยังค้าขายได้และประชาชนยังเข้าถึงสิ่งของที่จำเป็นซึ่งเป็นบทบาทที่ไปรษณีย์ไทยพร้อมทำอย่างต่อเนื่องทั้งในภาวะปกติและเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” ดร.ดนันท์ กล่าวทิ้งท้าย ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ :  www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด X : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post  ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel --- ## แพนโฟผู้นำการเรียนรู้สำหรับผู้บริหาร มอบประสบการณ์ดินเนอร์เหนือระดับท่ามกลางมิตรภาพเพื่อนผู้บริหาร พร้อมอัพเดทเทรนด์ AI 2027 URL: https://positioningmag.com/pr-news/116359 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา บริษัท แพน โฟ จำกัด (PAN PHO) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาศักยภาพเจ้าของธุรกิจ และผู้บริหาร มุ่งมั่นในการพัฒนาหลักสูตรอบรม สัมมนา และกิจกรรม ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับการบริหารธุรกิจ พร้อมนำองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขามาต่อยอดสู่การนำไปใช้จริง เราตระหนักดีว่า เจ้าของธุรกิจ ทายาทธุรกิจ และ ผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำ คือ ผู้เชี่ยวชาญ (The Expert) ที่มีทั้งองค์ความรู้และประสบการณ์อันล้ำค่า เราจึงมุ่งมั่นในการพัฒนาความรู้คุณภาพ พร้อมสร้างสรรค์กิจกรรมที่ช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จของผู้นำธุรกิจทั้งในด้านองค์ความรู้ มุมมอง และความสัมพันธ์ที่มีคุณค่าในระยะยาว   เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาศักยภาพบุคคลชั้นนำของไทย แพนโฟจึงได้เชิญลูกค้าผู้มีความเชี่ยวชาญ (The Expert) จากหลากหลายธุรกิจเข้าร่วมงาน BUSINESS EXPERTS EXCLUSIVE DINNER TALK  ณ โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆนี้  ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างคับคั่งจาก เจ้าของธุรกิจ ทายาทธุรกิจ และผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำ ที่มาร่วมสัมผัสประสบการณ์รับประทานอาหารค่ำ และฟังคำบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญ ในบรรยากาศที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับลูกค้าแพนโฟเท่านั้น  สำหรับแพนโฟการดูแลลูกค้าอยู่ในทุกรายละเอียด เราเตรียมงานนี้ด้วยความตั้งใจ ตั้งแต่การต้อนรับจนถึงการดูแลตลอดค่ำคืน เพื่อให้ทุกท่านได้ใช้เวลาอย่างสบายใจ ได้พูดคุยกับเพื่อนผู้บริหารอย่างเต็มที่ และได้รับประโยชน์จากทุกช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกัน สำหรับแพนโฟการดูแลเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเฉพาะงานพิเศษ แต่เป็นสิ่งที่ทำมาตลอด 26 ปี เช่นเดียวกับที่ดูแลลูกค้าในทุกหลักสูตร ไม่ว่าจะในห้องเรียน กิจกรรมทั้งในและต่างประเทศ หรือในทุกการพบกัน ไฮไลต์ของค่ำคืนนี้คือการบรรยายหัวข้อ “AI กับโอกาสในการสร้างการเติบโต และโมเดลธุรกิจใหม่ ” โดย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย และนักวิจัยอาวุโส NECTEC ผู้คลุกคลีกับการพัฒนา AI ของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ดร.เทพชัย ชวนผู้บริหารมองเห็นภาพ AI ในฐานะเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ และเป็นโจทย์ที่ผู้นำองค์กรทุกคนควรเริ่มทำความเข้าใจตั้งแต่วันนี้ การรับประทานอาหารค่ำพร้อมการบรรยายดำเนินไปในบรรยากาศที่เป็นกันเอง เต็มไปด้วยความอบอุ่น และทรงเกียรติท่ามกลางดินเนอร์สุดหรู ณ โรงแรม 5 ดาวใจกลางเมือง เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้นำมุมมองที่ได้รับรวมถึงประสบการณ์จากธุรกิจของตนเอง ไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนผู้บริหารภายในงาน ทำให้ความรู้ที่ได้ ไม่ใช่เพียงภาพกว้างของเทรนด์ แต่เชื่อมโยงกับโจทย์จริงของแต่ละองค์กร และช่วยเติมเต็มบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ร่วมกันของเหล่าผู้นำได้อย่างลงตัว นอกเหนือจาก BUSINESS EXPERTS EXCLUSIVE DINNER TALK ซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษประจำปี แพนโฟยังให้ความสำคัญกับการสานต่อความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดกิจกรรม Business Experts Community (BEC) ซึ่งเป็น "พื้นที่แห่งความปรารถนาดี" ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อดูแลลูกค้าของแพนโฟ โดยจัดเป็นประจำทุกเดือน และไม่มีค่าใช้จ่าย แพนโฟมุ่งหวังให้พื้นที่นี้เป็นสังคมแห่งการเกื้อกูลที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าของเราได้มาจิบกาแฟ พูดคุย ถ่ายทอดไอเดีย และกระชับมิตรภาพทางธุรกิจ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อเติบโตไปข้างหน้าพร้อมกันอย่างมั่นคง มากกว่าการทำความรู้จักแค่ในห้องเรียน ขณะเดียวกัน แพนโฟยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพผู้บริหารผ่านหลักสูตรระยะสั้น 4 Micro MBA for Executives ซึ่งออกแบบให้ครอบคลุมองค์ความรู้สำคัญในการบริหารธุรกิจ ได้แก่ YOUNG BOLD (หลักสูตรบริหารธุรกิจระยะสั้น 5 สัปดาห์), FAST (หลักสูตรบริหารการเงินระยะสั้น 4 สัปดาห์), SMART (หลักสูตรบริหารการตลาดระยะสั้น 4 สัปดาห์) และ GAIN (หลักสูตรบริหารธุรกิจด้วย AI ระยะสั้น 4 สัปดาห์) โดยแต่ละหลักสูตรมุ่งเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และมุมมองเชิงกลยุทธ์ที่ผู้บริหารสามารถนำไปปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจได้จริง เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา แพนโฟมุ่งมั่นสร้างสรรค์ทั้งหลักสูตรและกิจกรรมที่มีคุณค่า เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้บริหาร ควบคู่กับการสร้างพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองจากการทำธุรกิจ โดยเชื่อว่าความสำเร็จของผู้นำไม่ได้เกิดจากองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากประสบการณ์ที่ได้แบ่งปัน และความสัมพันธ์ที่ดีที่ช่วยสนับสนุนกันในระยะยาว แพนโฟจึงพร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ประสบการณ์ทรงคุณค่าด้วยมาตรฐานการดูแลที่เหนือระดับ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความสำเร็จของภาคธุรกิจไทย หากคุณคือผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจ หรือทายาทธุรกิจที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้ และกิจกรรมเหนือระดับของแพนโฟในอนาคต ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่: Website: www.panpho.com Line Official: @PANPHO  Facebook & Instagram: PanphoSeminars เบอร์โทรศัพท์: 094-242-4197, 099-397-4624 --- ## Turn Up the Spooky! เซ็นทรัลพัฒนา ผนึก Universal Music Thailand เปิด ‘Thailand’s Halloween Fest 2026’ Monster Beats หลอนสนุก สุดทุกบีท 23–31 ต.ค.นี้ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116358 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News เทศกาลฮาโลวีนปีนี้ เซ็นทรัลพัฒนา ขออัปเลเวลความหลอนให้สนุกกว่าเดิม จับมือ Universal Music Thailand เปิดแคมเปญ “Thailand’s Halloween Fest 2026” ในคอนเซ็ปต์ Monster Beats หลอนสนุก สุดทุกบีท ชวนทุกคนมา Turn Up ความหลอนในเวอร์ชันสนุก เปลี่ยนศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศเป็น Halloween Playground ที่รวม Music & Entertainment, Monsters และ Shopping ไว้ด้วยกัน ระหว่างวันที่ 23–31 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “สิ่งที่น่าสนใจของ Halloween วันนี้ คือการเปลี่ยนผ่านจาก Western Culture มาเป็นหนึ่งใน Global Pop Culture ที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกหยิบมาตีความในแบบตัวเอง โดยที่ Monster ไม่จำเป็นต้องน่ากลัว แต่ถูกนำไปต่อยอดเป็นแฟชั่น คาแรกเตอร์ และของสะสมที่สะท้อนตัวตน ขณะที่เสียงเพลงและโซเชียลมีเดียเข้ามาเติมสีสัน ทำให้ฮาโลวีนเป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้แสดงตัวตนและมีความ Creativity ในแบบตัวเองมากขึ้น ปีนี้เราจึงนำเทรนด์ Music-Led Entertainment มาต่อยอดในแคมเปญ โดยร่วมกับ Universal Music Thailand หยิบพลังของเสียงเพลงเป็นตัวขับเคลื่อนเทศกาล เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่สนุกกับฮาโลวีนในแบบของตัวเอง ทั้ง Dress Up, Meet Up และ Turn Up ไปด้วยกัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มองฮาโลวีนเป็นหนึ่งใน Culture Moments ของปี ได้สนุกกับการครีเอทคอนเทนต์ แชร์ไลฟ์สไตล์ และเชื่อมต่อความสนุกผ่านคอมมูนิตี้ อีกไฮไลต์ของฮาโลวีนจะขาดบ้านผีสิงไม่ได้ เพราะเป็น Halloween Classic ที่เราตั้งใจทำ ให้คนกลับมารอทุกปี ปีนี้จัดเต็ม 13 สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละสาขาสร้าง Storytelling ความหลอนในมุมใหม่ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละปี เพราะความสนุกของบ้านผีสิงคือ ต่อให้เคยเข้ามาแล้ว ก็เดาไม่ได้ว่าปีนี้จะต้องเจอกับอะไร รับรองว่ายังหลอนและน่ากลัวจริงทุกปี และเตรียมพบกับ ‘Spooky Boo’ ผียักษ์หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่สร้างปรากฏการณ์ไวรัลและ Talk of the Town เมื่อปีที่ผ่านมา ปีนี้เราเตรียมเซอร์ไพรส์ครั้งใหม่ เพื่อสร้างโมเมนต์ที่คนทั้งเมืองรอว่าฮาโลวีนปีนี้ เซ็นทรัลเวิลด์จะทำอะไรอีก” ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าว. รวมไฮไลต์ฮาโลวีนที่ห้ามพลาด! ชวนมา Remix ความหลอนให้สนุกสุดบีท Happening Beats จับมือ Universal Music Thailand ยกระดับเทศกาลฮาโลวีนสู่ Thailand's Largest Monster Music Festival ออกมาสนุกกับกิจกรรมสุดหลอนและปาร์ตี้ฮาโลวีน ที่เซ็นทรัลทั่วประเทศ Monster Beats Playlist : สนุกกับเพลย์ลิสต์พิเศษกว่า 50 เพลง สร้าง Halloween Vibes ภายในศูนย์ฯ Spotify Cover Album: Halloween is Universal 2026 x Central Pattana: สร้าง Music Experience ผ่านดีไซน์ Cover เพลย์ลิสต์ฮาโลวีน เชื่อมแคมเปญเข้ากับคนรุ่นใหม่ บนแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงและพอดแคสต์ระดับโลก https://shorturl.at/EqWlj เซ็นทรัลเวิลด์: แลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์เฟสทีฟระดับโลก กลับมาสร้างปรากฏการณ์ฮาโลวีนสุดไวรัลกับ Spooky Boo & Friends ต้นคริสต์มาสผียักษ์ พร้อม Halloween Night Run และไลน์อัปศิลปินดังตลอดเทศกาล อาทิ ต้าห์อู๋–พิทยา, ออฟโรด–กันตภณ, PROXIE และขุนพล–จินวุค จาก BUS 16 Monster Beats Dance: ชวนทุกคนมาชาเลนจ์ความสนุกกับ Random Dance, Dance Challenge และ Dance Performance อาทิ Cover Dance, Aerobic Dance เป็นต้น ผ่านเพลย์ลิสต์พิเศษที่ Curated โดย Universal Music Thailand ที่เซ็นทรัล 16 สาขาทั่วประเทศ 9 Monster Beats Live Stage : Drop the Beat! เปิดฟลอร์ความสนุกกับเสียงดนตรีและศิลปินจาก DJ Party และ Live Performance ตลอดเทศกาลฮาโลวีน ที่เซ็นทรัล 9 สาขาทั่วประเทศ Monster Academy : เปิดพื้นที่สำหรับ Kids & Family ตั้งแต่ Halloween Costume Contest ประกวดแต่งกายแฟนซี, Halloween Kids’ Parade จัดเต็มคอสตูมฮาโลวีน พร้อม Trick or Treat ทั่วศูนย์ฯ, เวิร์กช็อป Art & Craft, Face Painting, Cookies & Cupcake และ Halloween Kids Market พร้อมเติมสีสันให้ Pet Lovers อาทิ Halloween Pet Parade ที่เซ็นทรัล อีสต์วิลล์, เวสต์วิลล์ และศรีราชา พร้อมกิจกรรมไฮไลต์ อาทิ เซ็นทรัล พัทยา (31 ต.ค.) งานวิ่งริมชายหาด Pattaya International Bikini Beach Race 2026 พร้อมสนุกกับปาร์ตี้ฮาโลวีนริมบีช ใหญ่สุดในไทย ประชันคอสตูมสุดจัดเต็มในคืนฮาโลวีน, เซ็นทรัล โคราช (31 ต.ค.) กับ Halloween Monster Run วิ่ง หนี ผี! และ เอสพละนาด รัชดา (31 ต.ค.) ชมภาพยนตร์สยองขวัญรอบพิเศษในบรรยากาศ Halloween พร้อม After Movie Talk Haunted Beats เพิ่มดีกรีความหลอนกับ Monster Mansions บ้านผีสิงและ Monster Experiences ทั้งไทยและอินเตอร์ ท้าพิสูจน์คนกล้าสัมผัสประสบการณ์สุดระทึก เซ็นทรัล หาดใหญ่ (1-31 ต.ค.): LAB13 ห้องทดลองที่เต็มไปด้วยความเฮี้ยน เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ (9 ต.ค. -1 พ.ย.): The Haunted Challenge ห้องปริศนาล่าท้าวิญญาณ เซ็นทรัล พระราม3 (14-25 ต.ค.): The Haunted House ผีปอบ มัลติเวิร์ส เซ็นทรัล มหาชัย (15 ต.ค. -1 พ.ย.): Haunted Hospital ปริศนาโรงพยาบาลร้าง เซ็นทรัล อยุธยา (16-31 ต.ค.): Ayutthaya After Dark ตำนานลึกลับแห่งกรุงศรีอยุธยา เซ็นทรัล นครสวรรค์ (17-31 ต.ค.): Haunted Hospital โรง’บาลหลอน   และบ้านผีสิงที่เซ็นทรัลทั่วประเทศ: เซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี (21-29 ต.ค.): Horror Land เมืองหลอน (ซ่อน) ผี, เซ็นทรัล ชลบุรี (22 ต.ค.-1 พ.ย.): The Last Class กริ่งสุดท้าย, เซ็นทรัล อุดร (23-31 ต.ค.): ท้าพิสูจน์ความหลอนทัวร์บ้านผีสิง The Ward, เซ็นทรัล ศรีราชา (26 ต.ค.-4 พ.ย.): Yokai Village หมู่บ้านผีปีศาจโยไค, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต (27 ต.ค.-1 พ.ย.): The Castle of Nightmares ปราสาทแห่งฝันร้าย!, เซ็นทรัล อุบล (27 ต.ค.-2 พ.ย.): Spooky Pet Village หมู่บ้านสัตว์สุดหลอน และ เซ็นทรัล กระบี่ (28 ต.ค.-1 พ.ย.): The Haunted House of BUSSABA คำสาปของบุษบา Spooky Shopping Beats ช้อปดีลหลอน พร้อมโปรโมชันพิเศษ เพียงช้อป-กินภายในศูนย์ฯ และสะสมยอดใช้จ่ายผ่าน Central X Application ครบ 800 บาท* ขึ้นไป รับฟรี! โค้ดแลกบัตรชมภาพยนตร์ 1 ที่นั่ง จากโรงภาพยนตร์ Major Cineplex หรือ SF Cinema ที่ร่วมรายการ (จำกัด 1 สิทธิ์/ท่าน/ตลอดรายการ) ฮาโลวีนนี้มีดีลให้หวีด! เฉพาะ 29-31 ต.ค. 69 กับ Auntie Anne’s Original Pretzel เพียง 7 บาท!* (ราคาปกติ 35 บาท) กดรับสิทธิ์ง่ายๆผ่าน Central X Application จำนวน 1 สิทธิ์/ครั้ง/ท่าน (จำกัด 1,200 สิทธิ์ตลอดรายการ หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด) *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ และบริษัทฯพันธมิตรกำหนด ติดตามความเคลื่อนไหวเซ็นทรัลพัฒนา คลิก https://www.centralpattana.co.th/th/shopping/shopping-update/lifestyle-activities --- ## 16 ปี “ไทวัสดุ” ถอดรหัส Brand Trust เบื้องหลังการครองใจผู้บริโภค สู่แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ยกระดับ Service Standard–Omnichannel–Data URL: https://positioningmag.com/pr-news/116357 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News บนเส้นทาง 16 ปีของ “ไทวัสดุ” ผู้นำธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ที่เดินหน้าพัฒนาบทบาทของแบรนด์ให้ครอบคลุมทุกความต้องการเรื่องบ้าน พร้อมรักษาความไว้วางใจของผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้รับการจัดอันดับเป็น แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค หมวดร้านขายวัสดุก่อสร้างที่มีหลายสาขาทั่วประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากผลสำรวจ Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ตอกย้ำการสร้าง Brand Trust ผ่านมาตรฐานสินค้าและบริการ การพัฒนา Customer Experience และการใช้ Omnichannel–Data เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมเรื่องบ้านที่เปลี่ยนไป พร้อมเดินหน้าสู่  Total Home Solutions เบื้องหลังความเชื่อมั่นดังกล่าว ไทวัสดุเดินหน้าสร้าง Brand Trust ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ การยกระดับ Service Standard ตลอด Customer Journey การขยายสินค้าและบริการจาก Product Retail สู่ Total Home Solutions และการเชื่อม Omnichannel เข้ากับ Data & Insight จาก The 1 เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าให้ลึกขึ้น และนำข้อมูลไปพัฒนาสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตรงกับความต้องการที่หลากหลาย ตั้งแต่การสร้าง ซ่อม รีโนเวต ตกแต่งบ้าน ไปจนถึงการใช้ชีวิตในบ้าน พร้อมขับเคลื่อนประสิทธิภาพธุรกิจควบคู่ความยั่งยืน ผ่านแนวทาง Smart Green Retail 16 ปี Brand Trust สร้างจาก “มาตรฐานที่ลูกค้าคาดหวังได้” นายธนวัฒน์ จิรังคพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล โฮม กล่าวว่า “ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ไทวัสดุให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจจากประสบการณ์จริงของลูกค้า เพราะ Brand Trust ไม่ได้เกิดจากการสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถขององค์กรในการส่งมอบมาตรฐานที่ลูกค้าคาดหวังได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะใช้บริการที่สาขาใดหรือผ่านช่องทางใด หัวใจสำคัญคือการวาง Service Standard ให้ทำงานทั้งระบบใน 5 ด้าน ได้แก่ Product Standard ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน ความหลากหลาย และความพร้อมของสินค้า, Price Standard ที่สร้างความมั่นใจด้านความคุ้มค่าผ่านแนวคิด Everyday Low Price ภายใต้จุดขาย “ครบเรื่องบ้าน ถูกและดี”, People Standard ที่พัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมและมี Product Knowledge, Process Standard ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความรวดเร็วและความถูกต้องในการให้บริการ และ Fulfilment & After-sales ที่เชื่อมการรับสินค้า การจัดส่ง งานติดตั้ง และบริการหลังการขายให้เป็นประสบการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะเดียวกัน วันนี้โจทย์ของลูกค้าไม่ได้หยุดอยู่ที่การซื้อวัสดุก่อสร้างเป็นรายสินค้า แต่ขยายไปสู่ความต้องการ ที่ครอบคลุมทั้ง สร้าง ซ่อม รีโนเวต ตกแต่ง และการใช้ชีวิตในบ้าน ไทวัสดุจึงเดินหน้าพัฒนา Category Development โดยนำ Consumer Insight มาจัด Portfolio ให้สอดคล้องกับ Customer Mission ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่กลุ่มเครื่องมือสำหรับ DIY, Contractor และ Heavy User ไปจนถึง Home Décor, Functional Lighting, Tiles, EV Charger และ Private Label เป้าหมายคือทำให้ลูกค้า “เลือกง่ายขึ้น ได้ของตรงใจขึ้น และจบงานได้มากขึ้น” โดย Category Development ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มจำนวนสินค้าให้มากที่สุด แต่คือการสร้างทางเลือกที่ตรงกับลักษณะการใช้งานและความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม พร้อมยกระดับบทบาทของไทวัสดุสู่ Total Home Solutions ที่สามารถตอบโจทย์เรื่องบ้านได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น การรักษาความไว้วางใจในระยะยาวจึงไม่ใช่การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้โดดเด่น แต่คือการทำให้ทั้งสินค้า ราคา บุคลากร กระบวนการ และบริการทำงานไปในมาตรฐานเดียวกัน พร้อมปรับตัวให้ทันกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ไม่ว่าลูกค้าจะมีภารกิจเรื่องบ้านแบบใด ไทวัสดุสามารถช่วยให้เขาจบงานได้ง่ายขึ้นและมั่นใจได้มากขึ้น” นายธนวัฒน์กล่าว จาก Brand Experience สู่ Data-driven Experience เข้าใจลูกค้าให้ลึกและเชื่อมทุก Journey ด้านนางสาวชุติพร คงเจริญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “เมื่อความต้องการของลูกค้ามีความหลากหลายมากขึ้น การสร้าง Brand Experience จึงไม่ใช่เพียงการให้บริการที่ดี แต่ต้องเข้าใจว่าแต่ละกลุ่มมี Customer Mission แตกต่างกัน และทำให้สินค้า ช่องทาง และบริการสามารถเชื่อมต่อกันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการนั้นได้อย่างต่อเนื่อง” หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการพัฒนา Business Model ให้รองรับ Customer Mission ที่หลากหลาย โดยไทวัสดุเริ่มพัฒนา Hybrid Format ตั้งแต่ปี 2019 ผสานจุดแข็งของไทวัสดุและบีเอ็นบี โฮมไว้ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งถือเป็น Hybrid Store รายแรกของประเทศไทย เพื่อรองรับตั้งแต่ลูกค้าช่าง ผู้รับเหมา ไปจนถึงเจ้าของบ้าน และ ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงทั้งสินค้าและโซลูชันเรื่องบ้านได้ครบมากขึ้นในพื้นที่เดียว จาก Physical Experience สู่ Omni-Seamless Experience ไทวัสดุเดินหน้าพัฒนา Omnichannel อย่างต่อเนื่อง โดยมองลูกค้าเป็นคนเดียวกันไม่ว่าจะเข้ามาจากหน้าร้านหรือช่องทางออนไลน์ เพื่อให้การค้นหา เลือกซื้อ และรับบริการสามารถเชื่อมต่อกันเป็นประสบการณ์เดียว ไม่ว่าลูกค้าจะเริ่มต้นหรือจบ Customer Journey ผ่านช่องทางใดก็ตาม อีกก้าวสำคัญคือการเปลี่ยน Data ให้เป็นความเข้าใจลูกค้า ผ่าน The 1 Ecosystem ควบคู่กับ SVOC (Single View of Customer) ที่ช่วยเชื่อมข้อมูลลูกค้าให้เห็นเป็นภาพเดียว ตั้งแต่ Customer Identity, Purchase History พฤติกรรมการซื้อ ความสนใจ และการใช้บริการในแต่ละช่องทาง ทำให้ทีมสามารถนำ Insight ไปใช้ตั้งแต่การวางแผนสินค้า การบริหารสต็อก การออกแบบบริการ ข้อเสนอและโปรโมชัน ไปจนถึงการสื่อสาร รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ โดย SVOC ยังเชื่อมโยงกับ Ecosystem ในเครือเซ็นทรัล ทำให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่รอบด้านมากขึ้น ระยะต่อไป AI จะเข้ามาช่วยต่อยอดจาก Segmentation สู่ Personalization โดยนำพฤติกรรมและความสนใจของลูกค้ามาช่วยเลือกสินค้า คอนเทนต์ และข้อเสนอที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้ Data ไม่ได้จบเพียงการวิเคราะห์ แต่สามารถนำไปสู่ประสบการณ์ที่ตรงกับลูกค้าจริง “เราเปลี่ยน Data ให้เป็น Insight และเปลี่ยน Insight ให้เป็น Action เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การรู้ว่าลูกค้าซื้ออะไร แต่คือการเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร แล้วนำความเข้าใจนั้นกลับไปพัฒนาสินค้า บริการ การสื่อสาร และประสบการณ์ให้ตรงกับลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้ทุกครั้งที่ลูกค้ามีความต้องการ ไทวัสดุสามารถตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุดและต่อเนื่อง” นางสาวชุติพรกล่าว Customer Insight ยังถูกต่อยอดจากการพัฒนาประสบการณ์ ไปสู่ New Business Opportunity หนึ่งในตัวอย่างคือการขยายธุรกิจ Fast-Fit ภายใต้แบรนด์ ออโต้วัน (AUTO1) เพื่อรองรับความต้องการด้านรถยนต์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของฐานลูกค้า ปัจจุบันมีแผนขยายสู่ 80 สาขาทั่วประเทศ และ 200 สาขาภายใน 3 ปีข้างหน้า สะท้อนการนำความเข้าใจลูกค้ามาใช้ทั้งกับการพัฒนาธุรกิจเดิมและการมองหาโอกาสการเติบโตใหม่ อีกมิติของ Brand Trust: ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่สังคมและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากการพัฒนาสินค้า บริการ และประสบการณ์ของลูกค้า ไทวัสดุยังมองว่า การเติบโตของธุรกิจต้องเกิดควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเดินหน้าแนวทาง Smart Green Retail นำเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และ Green Logistics มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันสามารถ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 50,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้ประมาณ 95 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี และช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ได้มากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี สะท้อนการนำความยั่งยืนมาเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาว ขณะเดียวกัน การมีเครือข่าย ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม รวม 91 สาขาทั่วประเทศ ทำให้แต่ละสาขามีบทบาทมากกว่าจุดให้บริการทางธุรกิจ แต่ยังเป็น Local Touchpoint ที่เชื่อมความต้องการของแต่ละพื้นที่เข้ากับศักยภาพขององค์กร ทั้งบุคลากร ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายพันธมิตร ผ่านแนวคิด “ไทวัสดุ เคียงข้าง สร้างสุข” ภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจ CRC Care ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ Community, People, Well-being และ Environment โดยนำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญที่ธุรกิจมีอยู่มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนและชุมชน ซึ่งปัจจุบันโครงการต่าง ๆ สามารถส่งต่อประโยชน์แก่ประชาชนแล้วกว่า 350,000 คน นายธนวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทางการสร้างแบรนด์ของไทวัสดุที่ไม่ได้มอง Brand Trust เป็นเพียงผลลัพธ์ของการสื่อสาร แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นจากประสบการณ์จริงในทุกวัน ตั้งแต่สินค้าที่ลูกค้าเลือกซื้อ ความคุ้มค่าที่ได้รับ ความสะดวกในการใช้บริการ ไปจนถึงการเติบโตไปพร้อมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอด 16 ปี เราจึงไม่ได้มองเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโต แต่ทำอย่างไรให้ไทวัสดุยังเป็นแบรนด์ที่ลูกค้านึกถึงและไว้วางใจ พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น Total Home Solutionss ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเรื่องบ้านของลูกค้าได้อย่างครบวงจรและเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน” สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม และโปรโมชันดี ๆ ได้ที่ไทวัสดุ และบีเอ็นบี โฮม www.thaiwatsadu.com  Facebook Fanpage: Thai Watsadu และ LINE Official: @Thaiwatsadu หรือ โทร. 1308 และ BnB home: www.bnbhome.com , LINE Official: @bnbhometh, Facebook: BnB home หรือ โทร. 1308 --- ## SCB WEALTH ผนึก CIB ยกระดับดูแลเจ้าของธุรกิจครอบคลุม 3 มิติ มุ่งสร้างการเติบโต บริหารความมั่งคั่งและส่งต่อความสำเร็จข้ามรุ่น URL: https://positioningmag.com/pr-news/116356 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News SCB WEALTH ร่วมกับ CIB เชื่อมการดูแลเจ้าของธุรกิจใน 3 มิติ ได้แก่ การเติบโตของกิจการ การบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล และการวางรากฐานอนาคตของครอบครัว ไว้ในแผนเดียว ผ่านงาน Andaman Entrepreneurs Engagement โดยมีเจ้าของธุรกิจจาก 19 กลุ่มบริษัท เข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ “Mastering Wealth & Legacy : Navigating Markets, Unlocking Assets , and Securing the Future ” เจาะลึกมุมมองการลงทุน การต่อยอดสินทรัพย์เพื่อเสริมสภาพคล่อง และการวางแผนส่งต่อกิจการและความมั่งคั่งข้ามรุ่น เมื่อเร็วๆนี้  ณ โรงแรมบันยันทรี  ภูเก็ต นางสาวปรมาศิริ มโนลม้าย (ที่3จากซ้าย)   Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์   เปิดเผยว่า SCB WEALTH ร่วมกับ Corporate & Investment Banking (CIB) ผสานความร่วมมือกัน ภายใต้แนวคิด “SUCCESS BEYOND BOUNDARIES – From Corporate Success to Personal Legacy” เพื่อเชื่อมการดูแลลูกค้าธุรกิจสู่การบริหารความมั่งคั่งของเจ้าของกิจการและครอบครัว ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดตามสัมพันธ์ระยะยาว และความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าของทีม CIB มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการเงินและการลงทุนของ SCB WEALTH เพื่อสนับสนุนการเติบโตของกิจการ การบริหารสินทรัพย์และสภาพคล่อง ตลอดจนการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างเป็นระบบ สำหรับเจ้าของธุรกิจ ความสำเร็จของกิจการมักเชื่อมโยงกับทรัพย์สินส่วนตัว อสังหาริมทรัพย์  การลงทุน การวางแผนทางการเงินจึงต้องพิจารณาทั้งความต้องการของธุรกิจ เป้าหมายส่วนบุคคล และอนาคตของครอบครัว ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งช่วยให้ลูกค้ามองเห็นภาพรวมของความมั่งคั่ง การวางแผนสภาพคล่อง เพื่อจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับการต่อยอดธุรกิจ การลงทุน และการเตรียมความพร้อมสำหรับคนรุ่นถัดไป แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านงาน Andaman Entrepreneurs Engagement ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมบันยันทรี ภูเก็ต โดยมีเจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการเข้าร่วม 42 คน จาก 19 กลุ่มบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมและผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์ ภายในงานจัดสัมมนา หัวข้อ “Mastering Wealth & Legacy: Navigating Markets, Unlocking Assets, and Securing the Future” ครอบคลุมมุมมองตลาดการลงทุน การนำศักยภาพของสินทรัพย์มาต่อยอด และการวางแผนอนาคตทางการเงิน ด้วยความสัมพันธ์ที่ทีม CIB ดูแลลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง การแลกเปลี่ยนมุมมองภายในงานจึงต่อยอดจากความเข้าใจในกิจการและสินทรัพย์ สู่ประเด็นสำคัญของเจ้าของธุรกิจ ทั้งการบริหารความมั่งคั่งที่กระจุกตัวอยู่ในกิจการ การเตรียมทายาทให้พร้อมรับช่วงต่อ และการวางแผนเพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและความมั่นคงทางการเงินของครอบครัว SCB WEALTH ให้ความสำคัญกับการวางแผนส่งต่อกิจการและความมั่งคั่ง (Legacy & Succession Planning) โดยช่วยลูกค้าพิจารณาโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์ บทบาทของทายาท และแนวทางการส่งต่อที่สอดคล้องกับเป้าหมายของแต่ละครอบครัว เพื่อให้ความสำเร็จที่สร้างมาตลอดการดำเนินธุรกิจสามารถต่อยอดและส่งผ่านสู่คนรุ่นถัดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการบริหารสภาพคล่อง ทีมงานได้นำเสนอทางเลือกในการใช้สินทรัพย์ที่ลูกค้าถือครองเป็นหลักประกัน ทั้งสินเชื่อที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน และ Lombard Loan ซึ่งใช้สินทรัพย์ทางการเงินเป็นหลักประกัน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดสรรเงินทุนสำหรับโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน พร้อมเป็นทางเลือกในการสร้างสภาพคล่องโดยไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์เดิม ทั้งนี้ การเลือกใช้สินเชื่อต้องพิจารณาความเหมาะสมกับฐานะทางการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ และเงื่อนไขของธนาคาร ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง  SCB WEALTH และCIB จึงเป็นการเชื่อมการดูแลลูกค้าใน 3 มิติ ได้แก่ การเติบโตของกิจการ การบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล และการวางรากฐานอนาคตของครอบครัว พร้อมต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาวสู่บทบาทคู่คิดทางการเงินที่เข้าใจทั้งความสำเร็จของลูกค้าในวันนี้ และเป้าหมายที่ต้องการส่งต่อในอนาคต --- ## “เอพี ไทยแลนด์” ตอกย้ำแนวคิด “AP เราเห็นชีวิตคุณ” ขับเคลื่อน Sustainability ผ่าน Living Ecosystem ต่อยอดโครงการ “เปลี่ยนถุงเย็น เป็นถุงยา” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116355 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ภายใต้คำมั่นสัญญา “ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้” เดินหน้าขับเคลื่อนมิติความยั่งยืนผ่าน Living Ecosystem อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำแนวคิด “AP เราเห็นชีวิตคุณ” สู่การลงมือทำจริง ด้วยการต่อยอดโครงการ “เปลี่ยนถุงเย็น เป็นถุงยา” ร่วมกับ Grab - PlanB และพันธมิตร ผ่านการเชิญชวนลูกบ้านคอนโดเอพีร่วมตั้งจุดรับ “ถุงเก็บความเย็น” ในคอนโดมิเนียมเครือเอพีเพื่อนำถุงเก็บความเย็นที่เหลือจากการใช้งานกลับมาสร้างประโยชน์อีกครั้ง ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลและหน่วยงานทางการแพทย์ในกรุงเทพฯ ที่มีความต้องการ เพื่อใช้ในการขนส่งยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมุ่งขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตลูกบ้านสู่ความยั่งยืน จาก “APเราเห็นชีวิตคุณ” สู่ความยั่งยืนที่เริ่มจากพฤติกรรมจริง นายกิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาดองค์กรและดิจิทัล บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภายใต้แนวคิด ‘AP เราเห็นชีวิตคุณ’ เอพีเชื่อว่าความยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการมองเห็นและเข้าใจพฤติกรรมจริงของผู้คนในแต่ละวัน เอพีเข้าใจอินไซต์ของลูกบ้านคอนโดฯ ที่มีการใช้บริการเดลิเวอรีเป็นประจำ จนเกิดการสะสมของถุงเก็บความเย็นจำนวนมากขณะที่โรงพยาบาลยังมีความต้องการอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิสำหรับขนส่งยาและวัคซีนอยู่ตลอดเวลาโครงการ ‘เปลี่ยนถุงเย็น เป็นถุงยา’ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนของเหลือใช้ให้กลับมามีคุณค่าต่อสังคมอีกครั้ง” “เอพีจึงร่วมนำศักยภาพของพื้นที่และคอมมูนิตี้มาต่อยอดโครงการ ‘เปลี่ยนถุงเย็น เป็นถุงยา’ ให้เข้าถึงชีวิตลูกบ้านได้ง่ายขึ้น โดยจัดตั้งจุดรับบริจาคถุงเก็บความเย็นในพื้นที่ที่เหมาะสมของแต่ละโครงการ อาทิ ‘The Parlour’ เลานจ์ดีไซน์พิเศษของคอนโดเครือเอพี ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการพักผ่อน ทำงาน และรับประทานอาหารเดลิเวอรี รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ ภายในโครงการ การวางจุดรับบริจาคไว้ในพื้นที่ที่ลูกบ้านใช้งานจริงทุกวัน ทำให้การคัดแยกและส่งต่อถุงเก็บความเย็นเกิดขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องเก็บขึ้นห้องหรือเพิ่มขั้นตอนให้ยุ่งยาก สำหรับเอพี ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือการทำให้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเป็นเรื่องง่าย ใกล้ตัว และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพื่อส่งต่อ ‘ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้’ จากลูกบ้านเอพีไปสู่อีกหลายชีวิตในสังคม” นายกิตติเชษฐ์ กล่าวเสริม ขยายจากสำนักงานใหญ่ สู่คอมมูนิตี้ลูกบ้านคอนโดเอพี 9 โครงการ หลังจากเอพีได้เริ่มเปิดจุดรับ‘เปลี่ยนถุงเย็น เป็นถุงยา’ นำร่อง 6 จุดภายในสำนักงานใหญ่ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและจัดระบบการรวบรวมถุงเก็บความเย็นอย่างมีประสิทธิภาพในเฟสนี้ เอพีพร้อมเดินหน้าขยายสู่คอมมูนิตี้ลูกบ้านคอนโดเครือเอพี 9 โครงการ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15ธันวาคม 2569 ได้แก่ GOOD DAY สุขุมวิท 93, ASPIRE สุขุมวิท–พระราม 4, ASPIRE อ่อนนุช สเตชั่น, ASPIRE วิภา–วิคตอรี่, ASPIRE อิสรภาพ สเตชั่น, LIFE สาทร เซียร์รา, LIFE พระราม 4–อโศก, RHYTHM เอกมัย เอสเตท และ THE ADDRESS สยาม–ราชเทวี เพื่อเพิ่มปริมาณการรวบรวมถุงเก็บความเย็นกลับเข้าสู่ระบบการใช้งานจริง และสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง บูรณาการเครือข่ายโลจิสติกส์ ส่งต่อประโยชน์สู่ระบบสาธารณสุข ถุงเก็บความเย็นที่รวบรวมได้จากจุดรับบริจาคทั้งหมด จะผ่านกระบวนการคัดกรองและตรวจสอบความสะอาดอย่างเป็นระบบ ก่อนส่งมอบต่อให้โรงพยาบาลและหน่วยงานทางการแพทย์ปลายทางผ่านเครือข่ายขนส่งของ GrabExpress พร้อมการติดตามผลเชิงปริมาณอย่างโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรทุกชิ้นถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมจากของเหลือใช้ สู่สิ่งที่ยังสร้างประโยชน์ต่อได้ นายปิยะ เชาวภานันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารองค์กร แกร็บ ประเทศไทย กล่าวถึงการต่อยอดโครงการนี้ว่า “Grab ร่วมกับ PlanB พัฒนาโครงการ ‘เปลี่ยนถุงเย็นเป็นถุงยา’ ขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่จะส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการใช้ซ้ำ (Reuse) วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วเพื่อลดปริมาณขยะที่อาจเกิดขึ้นจากการบริโภคในชีวิตประจำวันและมุ่งเน้นให้คนในสังคมใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งยังช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ถุงเย็นเพื่อนำไปใส่ยาบางประเภท โดยเราได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานพันธมิตรที่ตระหนักถึงความสำคัญในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึง AP ผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเป็นเจ้าของโครงการที่อยู่อาศัยที่มีเครือข่ายลูกบ้านเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เราเชื่อมั่นว่าการเพิ่มจุดรับบริจาคในพื้นที่ต่างๆ การขยายระยะเวลาการร่วมโครงการฯ รวมถึงความร่วมมือในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของ AP จะช่วยเพิ่มจำนวนการบริจาคถุงเย็นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยสร้าง Impact ให้กับโครงการฯ นี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น” ต่อยอดพลังคอมมูนิตี้คอนโดเอพี สร้าง Impact ร่วมกัน สำหรับเอพี การเข้าร่วมขยายผลโครงการ “เปลี่ยนถุงเย็น เป็นถุงยา” ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่รับบริจาค แต่เป็นการนำศักยภาพของ คอมมูนิตี้คอนโดเอพี และช่องทางการสื่อสารกับลูกบ้าน มาช่วยขยายผลโครงการให้เกิดผลในวงกว้างขึ้น จากจุดเริ่มต้นภายในองค์กร สู่การเปิดพื้นที่ให้ลูกบ้านคอนโดเอพีได้เข้ามามีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมที่ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งการถ่ายทอดแนวคิด “ AP เราเห็นชีวิตคุณ” จากการมองเห็นและเข้าใจชีวิตจริงของผู้คน สู่การลงมือทำที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน พร้อมต่อยอดคำมั่นสัญญา “ ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้” ให้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในพื้นที่อยู่อาศัย แต่ขยายไปสู่คอมมูนิตี้ได้ร่วมส่งต่อสิ่งดีๆ และเปลี่ยนของที่อาจถูกมองว่าไม่มีคุณค่า ให้กลับมามีความหมายอีกครั้ง “เอพี ไทยแลนด์ - ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้” --- ## DIOR, VitalLife และ Upper House Residences Bangkokร่วมเปิดมุมมอง Longevity ผ่านความงาม สุขภาพ และการใช้ชีวิต URL: https://positioningmag.com/pr-news/116354 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News DIOR, VitalLife Scientific Wellness Center และ Upper House Residences Bangkok ร่วมถ่ายทอดมุมมองของ Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพผ่านความเชี่ยวชาญที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การดูแลผิวและความงาม การดูแลสุขภาพจากภายในบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด THE SCIENCE OF LONGEVITY & THE ART OF LIVING ความร่วมมือครั้งนี้นำเสนอ Longevity ในมุมที่ใกล้ตัวมากขึ้น เพราะการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับทั้งการดูแลตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย และวิถีชีวิตที่เราทำซ้ำในทุกวัน จาก Skin สู่ Health และ Living ทั้งสามพาร์ทเนอร์จึงนำความเชี่ยวชาญของตนเองมาร่วมเปิดมุมมองว่า การดูแลเพื่ออนาคตสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ DIOR จากพลังแห่งการปรับตัวของ Rose de Granville สู่ศาสตร์แห่ง Skin Longevity เรื่องราวเริ่มต้นที่เมือง Granville แคว้น Normandy ประเทศฝรั่งเศส ดินแดนอันเป็นรากฐานแห่งแรงบันดาลใจของ Christian Dior ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของ House of Dior หลายทศวรรษต่อมา Dior Science ได้ศึกษากุหลาบป่าเชิงผาริมชายฝั่ง Normandy ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ก่อนนำมาพัฒนาผ่านกระบวนการคัดเลือกและผสมพันธุ์ถึง 7 รุ่น จนถือกำเนิดเป็น Rose de Granville กุหลาบที่โดดเด่นด้วยความสามารถในการปรับตัว ความแข็งแกร่ง และการผลิบานอย่างอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบัน Rose de Granville ถือเป็นหัวใจสำคัญของ Dior Prestige และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญเบื้องหลังงานวิจัยด้านการดูแลผิวของ Dior โดยองค์ประกอบจากกุหลาบสายพันธุ์นี้ได้รับการศึกษาและต่อยอดผ่านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการดูแลสัญญาณแห่งวัยที่มองเห็นได้ของผิว คุณค่าของ Rose de Granville จึงไม่ได้อยู่เพียงความงดงามของดอกไม้ แต่ยังสะท้อนแนวคิดเรื่อง Resilience — ความสามารถในการปรับตัว ฟื้นคืนสมดุล และคงความแข็งแรงท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง แนวคิดเดียวกันนี้สะท้อนกลับมายังการดูแลผิวในระยะยาว เพราะผิวที่ดูสุขภาพดีไม่ได้เกิดจากการบำรุงเพียงครั้งเดียว แต่ต้องอาศัยการดูแลที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมองให้ลึกไปกว่าผิว หลักการเดียวกันนี้สามารถขยายไปสู่ร่างกายมนุษย์ทั้งระบบ จากการที่ Dior Science ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจพลังแห่ง resilience ของธรรมชาติ VitalLife นำแนวคิดของ science, consistency และ resilience มาต่อยอดสู่การทำความเข้าใจสุขภาพของมนุษย์ในระดับเฉพาะบุคคล “ สำหรับ Dior ความงามที่ยั่งยืนไม่ได้หมายถึงเพียงสิ่งที่มองเห็นในวันนี้ หากหมายถึงการดูแลผิวอย่างต่อเนื่องเพื่อคงไว้ซึ่งความแข็งแรง ความสมดุล และความงดงามในทุกช่วงวัย Rose de Granville คือสัญลักษณ์ของพลังแห่งการปรับตัวที่เป็นแรงบันดาลใจให้ Dior Science ต่อยอดองค์ความรู้จากธรรมชาติผ่านวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงโลกแห่งความงามเข้ากับแนวคิด Longevity และการดูแลคุณภาพผิวอย่างต่อเนื่อง” — ชิชกาญ องอาจชิญสุข International Dior Skincare Pro VitalLife จากการดูแลสิ่งที่มองเห็น สู่การเข้าใจสุขภาพจากภายใน หาก DIOR มอง Longevity ผ่านการเปลี่ยนแปลงของผิวตามกาลเวลา VitalLife Scientific Wellness Center ขยายมุมมองนั้นจากสิ่งที่มองเห็นภายนอก สู่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย เพื่อทำความเข้าใจว่าแต่ละคนกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และมีปัจจัยใดที่ควรได้รับการดูแลตั้งแต่วันนี้ เพราะอายุที่เท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะมีสภาวะสุขภาพเหมือนกัน ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปีด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและ Longevity VitalLife นำข้อมูลสุขภาพ การประเมินทางการแพทย์ เทคโนโลยี และข้อมูลด้านการใช้ชีวิตมาประกอบกัน เพื่อให้เห็นภาพสุขภาพของแต่ละบุคคลได้ละเอียดมากขึ้น การประเมินจึงไม่ได้พิจารณาเพียงอายุตามปีเกิด แต่ครอบคลุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพในระยะยาว อาทิ การเผาผลาญ องค์ประกอบของร่างกาย โภชนาการ การนอน ฮอร์โมน ความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงข้อมูลทางการแพทย์อื่น ๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถระบุประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ และนำไปสู่การวางแผนดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม โภชนาการ การออกกำลังกาย การนอน ไปจนถึงแนวทางการดูแลอื่น ๆ ตามความเหมาะสม สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการตรวจเพียงครั้งเดียว แต่คือการติดตามการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินว่าแนวทางที่เลือกใช้ได้ผลเพียงใด และควรปรับอย่างไรเมื่อร่างกายและวิถีชีวิตเปลี่ยนไป นี่คือความหมายของ Personalized Longevity ในมุมของ VitalLife — ไม่ใช่สูตรเดียวสำหรับทุกคน แต่เป็นการใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจสุขภาพของแต่ละคน และเปลี่ยนความเข้าใจนั้นให้เป็นสิ่งที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน พญ. วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ Chief Executive Officer บริษัท ไลฟ์สไตล์เทค โซลูชัน จำกัด และ Business Development Director ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ กล่าวว่า “ ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Longevity ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการดูแลสุขภาพเมื่อเกิดปัญหา แต่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราเลือกดูแลในทุกวัน ตั้งแต่ผิว สุขภาพภายในร่างกาย ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่เราใช้ชีวิต สำหรับ VitalLife บทบาทของเราคือการนำวิทยาศาสตร์และข้อมูลสุขภาพมาช่วยให้แต่ละคนเข้าใจตัวเองได้ดีขึ้น และสามารถวางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาวได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล” ด้าน พญ. สุวรรณา สุวรรณพงษ์ Program Director ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ กล่าวเสริมว่า “ คนที่มีอายุเท่ากันอาจมีภาวะสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงที่แตกต่างกัน การดูแลด้าน Longevity จึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจสุขภาพของแต่ละคนอย่างละเอียด ผ่านข้อมูลทางการแพทย์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต เช่น การเผาผลาญ องค์ประกอบร่างกาย โภชนาการ การนอน ฮอร์โมน และความเครียด ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถกำหนดสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ วางแผนดูแลแบบเฉพาะบุคคล และติดตามการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง” Upper House Residences เมื่อ Longevity กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต แม้เราจะเข้าใจและดูแลทั้งผิวและสุขภาพได้อย่างลึกซึ้ง แต่ Longevity ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเฉพาะผ่านผลิตภัณฑ์หรือในห้องตรวจเท่านั้น เพราะการดูแลสุขภาพยังเกิดขึ้นผ่านสิ่งที่เราทำซ้ำ ๆ ในทุกวัน และนั่นทำให้ “สถานที่ที่เราใช้ชีวิต” กลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ Longevity Ecosystem Upper House Residences โครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ Upper House แห่งแรกของโลกบนถนนวิทยุ เปิดรับทัศนียภาพของสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ ถ่ายทอดความพิถีพิถันในการออกแบบและการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของ Upper House ผ่านปรัชญา Houses not Hotels สู่ “บ้าน” ที่ใช้ชีวิตอยู่ได้จริง ผ่านงานสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน และภูมิสถาปัตยกรรมได้รับการออกแบบร่วมกัน เพื่อสร้างพื้นที่แห่งความสงบ เปิดรับแสงธรรมชาติ และให้สุขภาวะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน นอกจากพื้นที่สีเขียว แสงธรรมชาติ และการเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม โครงการยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ทั้งฟิตเนสและสตูดิโอออกกำลังกาย ห้องทรีตเมนต์ โปรแกรมบำบัดและฟื้นฟูด้วยอุณหภูมิน้ำ สระว่ายน้ำลอยฟ้า และพื้นที่เพื่อการพักผ่อน นอกจากนี้ผู้อยู่อาศัยยังจะได้สัมผัสประสบการณ์ ทั้งบริการด้านสุขภาพและโปรแกรมที่ออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการและความสนใจของแต่ละคน Upper House จึงเติมเต็มมิติที่สามของ ecosystem นี้ หาก DIOR ดูแล Skin และ VitalLife ดูแล Self Upper House คือ Space and Service ที่โอบล้อมการใช้ชีวิต สำหรับ Upper House Residences บ้านคือพื้นที่สำหรับการพักผ่อน การดูแลตัวเอง และการใช้ชีวิตในจังหวะของตนเอง ด้วยการออกแบบที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและการบริการที่ใส่ใจ เพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดี โครงการที่อยู่อาศัยแห่งนี้ต่อยอดแนวคิดของ Upper House ซึ่งให้ความสำคัญกับทำเล งานออกแบบ ผู้คน และการบริการที่ใส่ใจ โดย Upper House Hong Kong ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 10 ของ The 50 Best Hotels ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 พร้อมได้รับ Two MICHELIN Keys แนวคิดเดียวกันนี้ได้รับการถ่ายทอดสู่การสร้างบ้านที่ส่งเสริมสุขภาวะ การพักผ่อน และความสมดุลในชีวิตประจำวัน ความร่วมมือกับ DIOR และ VitalLife ยังสะท้อนแนวคิดที่มอง Beauty, Health และ Living เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน พร้อมนำแนวคิดเรื่อง Longevity มาผสานเข้ากับชีวิตประจำวันอย่างกลมกลืน เพื่อให้การดูแลตัวเองไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉพาะโอกาส แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในทุกวัน Skin. Health. Living. สามมุมมองที่เชื่อมโยงกันในชีวิตจริง แม้ DIOR, VitalLife และ Upper House Residences จะมีความเชี่ยวชาญต่างกัน แต่ความร่วมมือครั้งนี้ทำให้เห็นภาพของ Longevity ได้ชัดเจนขึ้นผ่านสามมิติที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนคนเดียวกัน DIOR — Skin ดูแลผิวและการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ตามกาลเวลา VitalLife — Health ทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายผ่านข้อมูลสุขภาพและการดูแลแบบเฉพาะบุคคล Upper House — Living สร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการพักผ่อน การเคลื่อนไหว และความเป็นอยู่ที่ดีให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จากสิ่งที่เกิดขึ้นบนผิว สู่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย และต่อเนื่องไปถึงพื้นที่ที่เราใช้ชีวิต Longevity จึงไม่ใช่เพี… --- ## SC ฟอร์มดีกระแสตอบรับแรง! “Reference BAIE River Bangpho” คอนโดเมกะโปรเจกต์ริมแม่น้ำแห่งแรก URL: https://positioningmag.com/pr-news/116353 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News SC จัดใหญ่เขย่าวงการคอนโดริมแม่น้ำเปิดตัว “Reference BAIE River Bangpho” ให้เป็น Riverside Livng Destination บนทำเลติดแม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่าโครงการกว่า 11,000 ล้าน ชูแนวคิด “Wellness Living Inspired by Vacation” ที่ผสานความโดดเด่นของทำเลริมน้ำกับดีไซน์และฟังก์ชัน พร้อมส่วนกลางกว่า 12,800 ตร.ม. ตอบโจทย์ในทุก Multi Generation  ดึง 2 ดาราดังรุ่นใหม่ วิน-เมธวิน และ ตู-ต้นตะวัน ขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์ สะท้อนความยิ่งใหญ่ของแบรนด์ ประกาศยอดขายสะสมกว่า 2,500 ล้าน เตรียมเปิดพรีเซลจริง 17-18 ต.ค.นี้ ราคาเริ่มต้น 2.89  ล้าน นางกนกอร หลิมกำเนิด กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวสูง และลูกค้าต่างประเทศ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า SC Condo ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในทำเลริมแม่น้ำย่านบางโพ ด้วยการเปิดตัวโครงการเมกะโปรเจกต์คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำแห่งแรกของ SC ภายใต้ชื่อ เรฟเฟอเรนซ์ เบย์ ริเวอร์ บางโพ (Reference BAIE River Bangpho) ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดประมาณ 13 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ MRT บางโพ มูลค่าโครงการ 11,000 ล้านบาท “ไม่บ่อยครั้งนักที่ SC จะพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ระดับเมกะโปรเจกต์มูลค่าโครงการระดับหมื่นล้านบาท แต่เราเลือกที่จะพัฒนา Reference BAIE River Bangpho เพราะเราเล็งเห็นแล้วว่า ทำเลริมน้ำเจ้าพระยายังมีความต้องการจากตลาดสูงมาก และทำเลบางโพก็ถือเป็นทำเลที่มีโอกาสเติบโตสูงจากทั้งโครงการในอนาคตทางด้านการแพทย์ สถานศึกษา แหล่งไลฟ์สไตล์และเส้นทางการเดินทางใหม่ๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา เมื่อมาผสมผสานกับคอนเซ็ปต์และการออกแบบของเราที่มุ่งมั่นตอบโจทย์การอยู่อาศัยร่วมกันของคนหลากหลายช่วงวัย ทำให้เรามั่นใจว่าโครงการนี้ จะเติมเต็มคุณค่าให้แก่ย่านบางโพ และช่วยให้ย่านนี้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น เป็น The New Era of Bangpho ”นางกนกอร กล่าว สำหรับ Reference BAIE River Bangpho ตั้งอยู่บนทำเลที่เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์และทุกความครบครันในชีวิตประจำวัน ห่างจาก MRT บางโพ เพียง 450 เมตร ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (แล้วเสร็จปี 2573) ใกล้หน่วยงานสำคัญอย่างรัฐสภา ใกล้แหล่งงานสำคัญทั้งอารีย์ จตุจักร ห้าแยกลาดพร้าว รวมถึงใกล้โรงพยาบาลชั้นนำระดับประเทศในอนาคตอย่างสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ (SI Next) ศูนย์บริการทางการแพทย์ครบวงจรที่มูลค่าการลงทุนกว่า 16,960 ล้านบาท ตัวโครงการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการออกแบบ “Cruise Collection The Art of Vacation”  ที่ออกแบบให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยแบบสุขภาวะที่ดีและการอยู่ร่วมกันของคนหลากหลายเจเนอเรชัน (Multi-Generation Living) ประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 3 อาคาร  รวม 1,742 ยูนิต แบ่งเป็น อาคาร Riviera 53 ชั้น อาคาร The Horizon 52 ชั้น และอาคาร Panorama (เลี้ยงสัตว์ได้ทั้งอาคาร) 10 ชั้น ขนาดห้องพักหลากหลาย ตั้งแต่แบบสตูดิโอ ถึง 3 ห้องนอน เริ่มต้น 23.80-176.00 ตร.ม.และแบบ Penthouse ขนาด 274.40 ตร.ม.   ภายในโครงการ ประกอบด้วยพื้นที่ส่วนกลางกว่า 12,800 ตร.ม. พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Designed for everyday wellness” ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านจิตใจ (Mind) ร่างกาย (Body) และจิตวิญญาณ (Soul) รวมถึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุกวัย อาทิ Sky Lounge, Bar Pantry, Entertainment Room, Theatre, Roof Garden, Fitness & Yoga & Pilates, Onsen, Wellness Garden, Co-working Space, Paddleboard, Multi-sport Court เริ่มก่อสร้างไตรมาส 1 /2570 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จไตรมาส 4/2572 ราคาเริ่มต้นที่ 2.89 ล้านบาท* นางกนกอร กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของเมกะโปรเจกต์คอนโดริมน้ำ บริษัทยังได้แต่งตั้งให้ วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร และ ตู-ต้นตะวัน ตันติเวชกุล 2 ศิลปินดังรุ่นใหม่จาก GMMTV เป็นพรีเซ็นเตอร์ของโครงการ Reference BAIE River Bangpho ในการสื่อสารภาพลักษณ์ของโครงการไปยังคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนหลากหลายช่วงวัย พร้อมทั้งเติมเต็มภาพลักษณ์ที่ทันสมัยมีชีวิตชีวาให้กับแบรนด์โครงการ “เรายังตั้งใจผสมผสานความโดดเด่นของย่านบางโพ ทั้งงาน Craft, Culture และ River ที่ได้วิวโค้งน้ำท้องมังกร ตรงตามหลักฮวงจุ้ย เข้ากับการออกแบบที่ตอบโจทย์ด้าน Wellness และการใช้ชีวิตร่วมกัน ของคนหลากหลายกลุ่ม หลากหลายช่วงวัย ออกแบบส่วนกลางให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเหมือนได้ Recharge ได้ดูแลตัวเอง ได้อยู่ในสังคมที่ใช่ เปลี่ยนวันธรรมดาให้เป็นวันที่ได้พักผ่อนจริงๆ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้โครงการได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีตั้งแต่ก่อนเปิดขายอย่างเป็นทางการ โดยมียอดขายสะสมแล้วกว่า 2,500 ล้านบาท” นางกนกอร กล่าว สำหรับ Reference BAIE River Bangpho จะเปิดขายรอบพรีเซล (Presale) อย่างเป็นทางการในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 17-18 ตุลาคม 2569 ราคาเริ่ม 2.89 ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนนัดเยี่ยมชมโครงการได้ที่ https://www.scasset.com/th/condominium/reference-baie-river-bangpho/ , Line : @ReferenceCondo หรือคลิก https://lin.ee/tjzpahH --- ## ‘POCARI SWEAT’ จับมือ ‘Carnival Running’ สร้างปรากฏการณ์สตรีทแฟชั่น x สปอร์ต ฉลองปีที่ 5 “POCARI SWEAT RUN Carnival 2027” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116352 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News โพคารี่สเวท (POCARI SWEAT) ตอกย้ำความสำเร็จเทศกาลวิ่งยอดนิยม ก้าวสู่ปีที่ 5 อย่างยิ่งใหญ่ ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ คาร์นิวาล รันนิ่ง Carnival Running) แบรนด์แอคทีฟแวร์ ในเครือเดียวกับ CARNIVAL ไอคอนิกสตรีทแวร์ชั้นนำของไทย ในงาน “POCARI SWEAT RUN Carnival 2027” ยกระดับสนามวิ่งสู่สตรีทไลฟ์สไตล์เฟสติวัลเต็มรูปแบบ ชูจุดเด่นการผสานวัฒนธรรมสตรีทแฟชั่น เข้ากับกิจกรรมกีฬา และการออกกำลังกาย เพื่อเชื่อมคอมมูนิตี้สายสตรีท แฟชั่น และนักวิ่งเข้าด้วยกัน ปักหมุดในวันที่ 16–17 มกราคม 2570 ณ ลานพลาซ่า สนามกีฬาอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก กรุงเทพฯ พร้อมเปิดรับสมัครรอบนักวิ่งเก่า (Loyalty) ในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 และรอบทั่วไป (Regular) ในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 คุณณัฐกิตติ์ เพ็งมีศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โอซูก้า นิวทราซูติคอล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา POCARI SWEAT RUN ได้รับความนิยม และกระแสตอบรับที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การันตีด้วยจำนวนนักวิ่งที่สมัครเข้าร่วมงานในปีที่แล้วกว่า 6,300 คน จนกระทั่งก้าวสู่ปีที่ 5 ในปี 2570 นี้ เราได้พันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างแบรนด์ Carnival Running เข้ามาเติมเต็มความน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์ที่ผสาน Fashion Lifestyle เข้ากับ Sport and Exercise ได้อย่างลงตัวที่สุด พร้อมเชื่อมโยงคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพ และสายสตรีทไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน โดยในปีนี้เราพร้อมรองรับนักวิ่งกว่า 7,000 คน เพื่อร่วมกันสร้างภาพจำและปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับวงการงานวิ่งในประเทศไทย  ด้าน คุณอนุพงศ์ คุตติกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์ Carnival Running  กล่าวว่า ปัจจุบันการออกกำลังกายไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสุขภาพ แต่กลายเป็นพื้นที่แสดงออกถึงตัวตนและไลฟ์สไตล์อย่างชัดเจน ซึ่งในวันนี้สตรีทแวร์กับสปอร์ตแวร์ถือเป็นเรื่องเดียวกัน ปัจจุบันคนต้องการไอเทมที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันการออกกำลังกาย และมีดีไซน์ที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน สำหรับการร่วมงานกับ  POCARI SWEAT ในครั้งนี้ Carnival Running จึงตั้งใจปลุกกระแส ‘Running Culture’ ของไทยให้มีชีวิตชีวาและสนุกยิ่งขึ้น ผ่านการถ่ายทอดดีเอ็นเอความเป็นสตรีทภายใต้คอนเซปต์ FLUID MOTION “ให้ทุกก้าวลื่นไหลเหมือนสายน้ำ” คอนเซ็ปต์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากจังหวะการวิ่งผสานการเคลื่อนไหวของน้ำ ด้วยกราฟฟิกที่เน้นเส้นสายและรูปทรงของน้ำผ่านเอกลักษณ์ของ POCARI SWEAT และ Logo Dna จาก Carnival Running ดีไซน์ลงในชุด Race Pack ทั้ง Official Running Shirt และกระเป๋า ที่เราใส่ใจตั้งแต่การเลือกเนื้อผ้าที่ใส่สบายไปจนถึงงานดีไซน์ที่ใส่ง่าย เพื่อให้ทุกคนรู้สึกเหมือนได้ครอบครองไอเทมลิมิเต็ดเอดิชันของ Carnival Running ที่คุ้มค่า รวมถึงรางวัลพิเศษสำหรับนักวิ่ง TOP 100 ทั้งประเภทชายและหญิง ในระยะ 21.1 KM และ 10 KM โดยในปีนี้ยังมี Bernie Doll ตุ๊กตามาสคอตอันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ CARNIVAL ร่วมเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานอีกด้วย ในด้านความพร้อมของมาตรฐานและการจัดการแข่งขัน คุณอลงกรณ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรซอัพ เวิร์ค จำกัด และผู้อำนวยการแข่งขัน กล่าวว่า POCARI SWEAT RUN Carnival 2027 ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพการจัดการแข่งขันในทุกด้าน โดยมีการตรวจวัดเส้นทางการแข่งขันร่วมกับ สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ เพื่อให้เส้นทางมีความถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานการแข่งขัน นอกจากนี้ ผู้จัดงานได้เตรียมความพร้อมด้านการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของนักวิ่งอย่างรอบด้าน โดยจัดเตรียม ทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อดูแลนักวิ่งทั้งในพื้นที่การแข่งขันและบริเวณจัดงาน พร้อมทั้งมี ประกันอุบัติเหตุสำหรับนักวิ่งทุกคนที่เข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อเพิ่มความมั่นใจตลอดการเข้าร่วมงาน ในส่วนของการดูแลนักวิ่งตลอดเส้นทาง ได้จัดเตรียม จุดรีเฟรชเมนต์ POCARI SWEAT สำหรับเติมความสดชื่นและดูแลร่างกายระหว่างการแข่งขัน รวมถึงให้ความสำคัญกับความเรียบร้อยและความปลอดภัยของเส้นทาง เพื่อให้นักวิ่งสามารถสนุกกับการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ สำหรับการจัดงาน POCARI SWEAT RUN Carnival 2027 แบ่งออกเป็น 2 วัน ได้แก่ วันรับอุปกรณ์การแข่งขัน (Expo Day) ในวันเสาร์ที่ 16 มกราคม 2570 และ วันแข่งขัน (Race Day) ในวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2570 ณ ลานพลาซ่า สนามกีฬาอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก กรุงเทพมหานคร การแข่งขันแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร, 10 กิโลเมตร และ Fun Run 5 กิโลเมตร เพื่อรองรับนักวิ่งหลากหลายระดับ ตั้งแต่นักวิ่งที่ต้องการท้าทายระยะฮาล์ฟมาราธอน ไปจนถึงผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การวิ่งในบรรยากาศสนุกสนานของ POCARI SWEAT RUN Carnival 2027 งาน POCARI SWEAT RUN Carnival 2027 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 16–17 มกราคม 2570 เปิดรับสมัคร สำหรับนักวิ่งเก่า (Loyalty) ในวันที่ 15 ต.ค. 2569 และ รอบทั่วไป (Regular) ในวันที่ 18 ต.ค. 2569 โดยปิดรับสมัคร วันที่ 30 พ.ย. 2569 หรือเมื่อเต็มจำนวน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดระยะวิ่ง กำหนดการเปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดียของ Pocari Sweat Thailand --- ## มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ปรับโฉมโลโก้ใหม่ ตอกย้ำพันธกิจ “เคียงข้างทุกครอบครัว” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116351 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ปรับโฉมโลโก้ใหม่ พร้อมเดินหน้ายึดมั่นในพันธกิจช่วยเหลือสังคม พร้อม “เคียงข้างทุกครอบครัว” ผู้ป่วยเด็กในประเทศไทย มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย มุ่งมั่นในการอยู่เคียงข้างครอบครัวผู้ป่วยเด็กทั่วประเทศมากว่า 25 ปี การปรับโลโก้ใหม่ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการดำเนินพันธกิจของมูลนิธิในระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 โครงการในการช่วยเหลือครอบครัวและส่งเสริมการรักษาผู้ป่วยเด็กแบบมีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ได้แก่ บ้านพักพิงโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ หรือ “บ้านแมค” บ้านพักภายในบริเวณโรงพยาบาล 4 แห่ง ได้แก่ บ้านแมคที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลศิริราช เปิดบริการ 24 ชั่วโมง มอบที่พักอบอุ่นเสมือนบ้านและมื้ออาหารฟรีแก่ครอบครัวผู้ป่วยเด็ก ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาบ้านแมคทั้ง 4 แห่งได้ดูแลไปแล้วกว่า 34,000 ครอบครัว พร้อมมอบ 24,000 มื้ออาหารต่อปี เพื่อช่วยเติมพลังให้ครอบครัวผู้ป่วยเด็กผ่านโครงการ “อิ่มท้อง อุ่นใจที่บ้านแมค” หน่วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ภายใต้โครงการ “ใต้ร่มพระบารมี” ผนึกกำลังภาคส่วนต่างๆ ออกเดินไปยังพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศไทย ด้วยตั้งเป้าหมายส่งมอบสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีให้เด็กๆ กว่า 67,000 คน ภายในปี 2569 ห้องสันทนาการเด็กโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ เพื่อช่วยบรรเทาความกังวล ลดความเครียด และเติมเต็มความสุขให้ผู้ป่วยเด็ก ในโรงพยาบาลรัฐ กว่า 40 แห่งทั่วประเทศ การปรับโลโก้ใหม่ในครั้งนี้ยังมาพร้อมกับการยกระดับประสบการณ์และการเข้าถึงมูลนิธิผ่านเว็บไซต์โฉมใหม่ www.ronaldmcdonaldhouse.or.th ซึ่งรวบรวมข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิ พร้อมระบบบริจาคออนไลน์ที่สะดวกและปลอดภัย รวมถึงการสนับสนุนสินค้าการกุศลผ่านร้านค้าออนไลน์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเด็ก และครอบครัวได้ง่ายๆ ที่ร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขาทั่วประเทศ ผ่านการบริจาคผ่านเครื่องสั่งอาหารอัตโนมัติ กล่องรับบริจาคภายในร้าน หรือกล่องรับบริจาคไดร์ฟทรู (Drive-Thru) หรือบริจาคผ่านเว็บไซต์เทใจ https://taejai.com/th/d/freedentaltreatment_ch/#donate (ลดหย่อนภาษีได้) สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ได้ที่ FB • IG • TikTok • LINE @rmh_th หรือ www.ronaldmcdonaldhouse.or.th --- ## อาดิดาส ออริจินอลส์ และ Edison Chen เปิดตัว CLOT Superstar Collection ถ่ายทอดเอลกลักษณ์ผ่านเครื่องแต่งกาย และรองเท้า URL: https://positioningmag.com/pr-news/116350 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News อาดิดาส ออริจินอลส์ และ เอดิสัน เฉิน (Edison Chen) กลับมาสานต่อความร่วมมืออีกครั้ง ผ่านคอลเลกชันใหม่ทั้งเครื่องแต่งกาย และรองเท้า adidas Originals x CLOT Superstar Collection โดยถ่ายทอดความเชื่อมโยงของ Edison Chen ที่มีต่อทั้งเมืองแวนคูเวอร์ และฮ่องกง ผ่านผลงานล่าสุดของความร่วมมือครั้งนี้ พร้อมนำแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมอันโดดเด่นของทั้งสองพื้นที่มาผสานเข้าด้วยกัน ภายใต้มุมมองด้านการออกแบบที่สะท้อนตัวตนร่วมกันของทั้งสองแบรนด์ ไลน์เครื่องแต่งกาผสานดีไซน์ที่เน้นฟังก์ชันการใช้งานเข้ากับวัสดุ และการตัดเย็บที่ยกระดับขึ้น ประกอบด้วย ชุดแจ็คเก็ตคาร์โก้ และกางเกงขาสั้นเข้าชุดกัน โดดเด่นด้วยรายละเอียดที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องแบบทหาร รวมถึง เสื้อฮอกกี้ดีไซน์กลิ่นอายวินเทจที่สะท้อนรากเหง้าของ Chen จากเมืองแวนคูเวอร์ นอกจากนี้ยังมี แทร็กแพนท์ดีไซน์ใหม่ที่เติมรายละเอียดเชือกถักเพื่อเพิ่มความโดดเด่นพรอมด้วยกระเป๋าอนเกประสงค์แบบบุนวมที่สามารถกลับด้านใช้งานได้สองสไตล์ ในส่วนของรองท้า คอลเลกชันนี้นำเสนอ adidas Originals x CLOT Superstar ในสองดีไซน์ใหม่ โดยรุ่น Superstar หนังกลับสีน้ำเงินโดดเด่นด้วยพื้นรองเท้าที่ออกแบบเป็นลายฟันเลื่อย พร้อมรายละเอียดพรีเมียมที่ช่วยยกระดับดีไซน์ให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น ขณะที่อีกรุ่นนำซิลูเอทของ Superstar มาปรับโฉมใหม่ในรูปแบบรองเท้าสวมแบบไม่ต้องผูกเชือก สะท้อนความคล่องตัว และความร่วมสมัยในอีกมิติหนึ่ง  ควบคู่ไปกับคอลเลกชันนี้ อาดิดาส ออริจินอลส์ และ CLOT ยังคงสานต่อแคมเปญที่ได้แรงบันดาลใจจากโลกของอนิเมะ ผ่านการร่วมงานกับ LNGSHOT กลุ่มศิลปินดนตรีจากเกาหลีใต้ โดยสมาชิกอย่าง Ohyul, Ryul, Woojin และ Louis ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ผ่านผลงานของ Annie Choi ศิลปิน และครีเอทีฟผู้ร่วมงานกับ CLOT มาอย่างยาวนาน พวกเขาเข้าร่วมแคมเปญเดียวกับ Edison Chen และเหล่านักกีฬาที่เคยร่วมแคมเปญก่อนหน้านี้ อาทิ Anthony Edwards, Raphinha และ Luis Díaz สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างแฟชั่น ดนตรี กีฬา และวัฒนธรรมร่วมสมัยภายใต้ภาษาภาพแบบอนิเมะของ adidas Originals x CLOT พบกับคอลเลกชัน adidas Originals x CLOT Superstar ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 ในราคา 7,200 บาท สำหรับรุ่น CLOT SUPERSTAR ราคา 6,500 บาท สำหรับรุ่น CLOT SAWTOOTH ราคา 4,400 – 7,200 บาท สำหรับเครื่องแต่งกาย ที่ร้านอาดิดาส แบรนด์เซ็นเตอร์ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และสยามพารากอน รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่  www.adidas.co.th , แอปพลิเคชัน adidas และ Line @adidasThailand --- ## ธนาคารกรุงเทพ จับมือ ฮั่วเซ่งเฮง เชื่อมต่อการลงทุนทองคำ ด้วย ‘โมบายแบงก์กิ้งธนาคารกรุงเทพ’ ร่วมยกระดับ Gold Ecosystem สะดวก ปลอดภัย ต่อยอดสู่การบริหารความมั่งคั่ง URL: https://positioningmag.com/pr-news/116349 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News เชื่อมโลกลงทุนดิจิทัลสู่ร้านทองตัวจริง – นายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง ร่วมเปิดตัวบริการ “ซื้อขาย-ลงทุนทองคำด้วยบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ FCD สกุลเงิน USD ผ่าน ‘โมบายแบงก์กิ้งธนาคารกรุงเทพ’” เพื่อยกระดับการลงทุนดิจิทัลและเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าธนาคารกรุงเทพที่ต้องการลงทุนทองคำได้อย่างสะดวกและมั่นใจ ผ่านการซื้อขายกับร้านทองชั้นนำโดยตรงบน ‘โมบายแบงก์กิ้งธนาคารกรุงเทพ’ พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวราคาทองคำในตลาดโลกแบบ Real-Time เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตการลงทุนและสภาพคล่องทางการเงิน โดยสามารถเริ่มซื้อขายทองคำได้ตั้งแต่ 0.05 ออนซ์ ไม่มีค่าธรรมเนียมการซื้อขายถึงวันที่  30 มิถุนายน 2570 และไม่มีข้อกำหนดเงินเปิดบัญชีขั้นต่ำสำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ FCD e-Savings ผ่าน ‘โมบายแบงก์กิ้งธนาคารกรุงเทพ’ ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ที่มองหาช่องทางการลงทุนที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย ภายใต้มาตรฐานการให้บริการและระบบรักษาความปลอดภัย และยังสอดรับกับ Gold Digitalization Trend ที่สร้างโอกาสต่อยอดไปสู่ความมั่งคั่ง (Wealth Management) อย่างยั่งยืนในระยะยาวด้วย ลูกค้าธนาคารกรุงเทพสามารถเข้าถึงการลงทุนทองคำได้อย่างสะดวกทุกที่ ผ่านบริการ “ซื้อขาย-ลงทุนทองคำด้วยบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ FCD สกุลเงิน USD ผ่าน ‘โมบายแบงก์กิ้งธนาคารกรุงเทพ’” เพียงเลือกเมนู ซื้อ-ขายทองคำ/Gold trading บนแอปพลิเคชัน จากนั้นเลือกร้านทองที่ต้องการทำรายการ ระบบจะเชื่อมต่อไปยังแพลตฟอร์มของร้านทองที่เข้าร่วมบริการ ลูกค้าสามารถซื้อขายทองคำ  99.99% ได้อย่างสะดวก โดยผูกบัญชี FCD สกุลเงิน USD กับบริการหักบัญชีอัตโนมัติ (Direct Debit) เพื่อรองรับการทำธุรกรรมอย่างไร้รอยต่อ พร้อมทางเลือกในการรับมอบทองคำที่สาขาร้านทอง หรือบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ (ตามเงื่อนไขที่ธนาคารและร้านทองกำหนด) ลูกค้าและผู้สนใจ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www.bangkokbank.com/goldtrading --- ## AIS ขึ้นแท่นสุดยอดองค์กรด้าน Workplace & Culture บนเวที Techsauce Awards 2026 URL: https://positioningmag.com/pr-news/116348 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News AIS คว้ารางวัล The Sauciest Workplace & Culture จากเวที Techsauce Awards 2026 ในหมวด People ที่มอบให้แก่องค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบ Workplace และวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมนวัตกรรม การทำงานร่วมกัน พร้อมการสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่าง เพื่อสะท้อนแนวทางการบริหารบุคลากรที่ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์การทำงาน การพัฒนาศักยภาพ และการเตรียมความพร้อมของพนักงานให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ดร.ปรง ธาระวานิช หัวหน้าหน่วยธุรกิจด้านบริหารทรัพยากรบุคคล AIS กล่าวว่า “วันนี้ เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราอย่างมาก แต่ในมุมองค์กร การนำเทคโนโลยีอะไรเข้ามาใช้ยังไม่สำคัญเท่าเราจะทำยังไงให้คนของเราปรับตัวและใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้จริง ๆ เพราะสิ่งที่ทำให้องค์กรเดินต่อไปได้ คือ คนที่พร้อมจะเรียนรู้ อยากจะเติบโต และกล้าที่จะสร้างอนาคตของตัวเอง “สำหรับ AIS เราจึงมองเรื่อง Workplace ที่เป็นมากกว่าสถานที่ที่คนเข้ามาทำงานในแต่ละวัน แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนรู้สึกว่างานที่ทำมีความหมาย ตัวของเขาได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ และโดยที่ยังเป็นตัวเองได้ เพราะเมื่อคนมีความพร้อมและมีพื้นที่ที่จะคิดและลงมือทำ ความรู้ เทคโนโลยี และไอเดียต่าง ๆ ก็สามารถต่อยอดไปสู่สิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กร ลูกค้า และสังคมได้” แนวทางการบริหารบุคลากรของ AIS ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ Learning Ecosystem สร้างพนักงานให้เป็นเจ้าของการเรียนรู้ ส่งเสริมให้บุคลากรรับผิดชอบต่อการพัฒนาตนเอง พร้อมเรียนรู้ทักษะใหม่ คิดใหม่ ปรับตัว และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพและต่อยอดความคิด เพื่อสร้างคุณค่าให้กับงาน Workplace & Culture สร้างพื้นที่ให้คนกล้าคิดและเติบโต ออกแบบทั้งประสบการณ์การทำงานและวัฒนธรรมองค์กรให้พนักงานสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ มีพื้นที่สำหรับการทดลองแนวคิดใหม่ ทำงานร่วมกัน และเรียนรู้จากการลงมือทำ ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโตและทำงานที่มีความหมาย Future Workforce เตรียมคนให้พร้อมสำหรับอนาคต พัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโลกการทำงาน สามารถปรับตัวต่อบทบาทและโอกาสใหม่ พร้อมนำความรู้และความสามารถมาขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในยุคดิจิทัล ทั้ง 3 กลยุทธ์เชื่อมโยงตั้งแต่การเปิดโอกาสให้พนักงานเรียนรู้ การสร้างพื้นที่ให้นำความรู้มาทดลองและต่อยอด ไปจนถึงการพัฒนากำลังคนที่พร้อมรับมือกับอนาคต โดยมี “คน” เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่านองค์กรในยุค AI สำหรับรางวัล The Sauciest Workplace & Culture พิจารณาจากความโดดเด่นด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ การนำแนวทางไปใช้และขยายผลได้ทั่วทั้งองค์กร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อพนักงานและองค์กร การสื่อสารวัฒนธรรมองค์กรทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนบทบาทความเป็นผู้นำที่สามารถสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมและสังคม --- ## AIS เปิดแคมเปญ “ให้ E-Waste ได้ตายดี” LET THE DEAD DO GOOD จุดประกายคนไทยส่งต่อขยะอิเล็กทรอนิกส์สู่การรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ปักหมุด AIS SIAM รับ International E-Waste Day 2026 URL: https://positioningmag.com/pr-news/116347 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News เพราะขยะ E-Waste ที่คุณยังคงเก็บไว้ ไม่ต่างอะไรจากขยะสารพิษ ที่พร้อมทำลายโลกอยู่ตลอดเวลา  ในปีนี้ AIS เล่นใหญ่! เปิดตัวแคมเปญ "ให้ E-Waste ได้ตายดี” “LET THE DEAD DO GOOD”  เนื่องในวันขยะอิเล็กทรอนิกส์สากล หรือ International E-Waste Day วันที่ 14 ตุลาคม 2569 เชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมเปนส่วนหนึ่งในการปลดปล่อย E-Waste หรือ “ของตาย” ในบ้าน เปลี่ยนสถานะขยะของตายในลิ้นชักที่บ้านคุณ เป็นของ “ตายดี”  ไปสู่สุคติด้วยการนํามาทําให้เกิดประโยชนผ่านการรีไซเคิล ทําให้โลกดีขึ้นอีกครั้ง   ในปีนี้ AIS ปักหมุด AIS SIAM เป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดตัวแคมเปญ "ให้ E-Waste ได้ตายดี” “LET THE DEAD DO GOOD” ผ่านการสื่อสารที่พลิกมุมมองต่อเทคโนโลยีที่หมดอายุการใช้งาน โดยเปลี่ยนภาพโฆษณามือถือเครื่องใหม่บนจอขนาดใหญ่ใจกลางสยามในช่วงเวลาที่ AIS Shop เปิดทำการ ให้กลายเป็นภาพมือถือเครื่องเก่าที่หมดสภาพหลังร้านปิดทำการ สร้างความแตกต่างที่สะดุดตาและชวนให้ผู้คนตระหนักถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกมองข้าม พร้อมจัดแสดงอุปกรณ์ที่เลิกใช้งานแล้วภายใน AIS SIAM เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนกลับไปสำรวจของเก่าในบ้าน และเริ่มต้นส่งต่อ E-Waste ได้อย่างถูกวิธี ซึ่งแคมเปญนี้ยังสอดรับกับธีม “Fast Tech: Don’t Bin It, Bring It!” ของ International E-Waste Day 2026 ซึ่งริเริ่มโดย WEEE Forum องค์กรเครือข่ายระดับนานาชาติด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่มุ่งสร้างความตระหนักถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กและราคาไม่สูงที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นหูฟัง สายชาร์จ USB Adapter พัดลมขนาดเล็ก และ Gadget ต่าง ๆ ที่หาซื้อได้ง่าย เปลี่ยนทดแทนได้รวดเร็ว แต่เมื่อเสียหรือเลิกใช้งานกลับมักถูกทิ้งรวมกับขยะทั่วไปหรือเก็บลืมไว้ในบ้าน ทั้งที่อุปกรณ์เหล่านี้ก็จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างถูกต้องเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน  แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้อุปกรณ์จะมีขนาดเล็กหรือมีราคาไม่สูง แต่เมื่อรวมกันเป็นจำนวนมากก็กลายเป็นประเด็นสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นจึงชวนให้ทุกคนเปลี่ยนจากการทิ้งหรือเก็บไว้โดยไม่เกิดประโยชน์ มาเป็นการนำอุปกรณ์ที่ไม่ใช้งานแล้วไปส่งต่อยังจุดรับทิ้ง E-Waste อย่างถูกวิธีเพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างเหมาะสม สำหรับแคมเปญ “ให้ E-Waste ได้ตายดี” LET THE DEAD DO GOOD”   AIS นำประเด็นนี้มาต่อยอดด้วยแนวคิดการคืนคุณค่าให้กับอุปกรณ์ที่หมดหน้าที่ใช้งาน โดยเลือกใช้พื้นที่ AIS SIAM ซึ่งเป็นจุดหมายของผู้คนที่สนใจเทคโนโลยีและการเลือกซื้ออุปกรณ์ใหม่ เป็นพื้นที่จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามกับพฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีของตัวเอง พร้อมขยายการรณรงค์ไปยัง AIS Shop สาขาต่าง ๆ ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 14–31 ตุลาคม 2569 การเปิดตัวแคมเปญครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารแคมเปญ โดย AIS เตรียมนำเสนอองค์ประกอบและกิจกรรมการสื่อสารอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายการรับรู้และชวนให้ผู้คนมีส่วนร่วมกับการจัดการ E-Waste มากยิ่งขึ้น ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของ FB AIS For Thais เพราะความรับผิดชอบต่อเทคโนโลยีไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อเราเลิกใช้งานอุปกรณ์ชิ้นนั้น แต่ยังรวมถึงการส่งต่อให้ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม แคมเปญนี้จึงเป็นอีกก้าวของ AIS ในการจุดประกายให้คนไทยเปลี่ยนความตระหนักรู้เป็นการลงมือทำ เพื่อให้สิ่งที่หมดหน้าที่ใช้งานแล้วไม่ถูกทิ้งให้สูญเปล่า แต่กลับมาสร้างคุณค่าและร่วมขับเคลื่อนสังคมดิจิทัลที่เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน --- ## Ren Clinic เขย่าวงการคว้า “วิลเลี่ยม LYKN” พรีเซนเตอร์คนแรก ชู The Right Solution ความงามเฉพาะบุคคล เจาะใจ Gen Z ยุคใหม่ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116346 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News เดินหน้ารุกตลาดความงามรับคนรุ่นใหม่ Ren Clinic (เรน คลินิก) คลินิกความงามที่มุ่งเน้นการปรับรูปหน้าและยกกระชับผิว จัดงาน The Right Solution For You เปิดตัว “ วิลเลี่ยม” จักรภัทร แก้วพันธุ์พงษ์ ศิลปินสมาชิกวง LYKN (ไลแคน) ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ สะท้อนการเติบโตของแบรนด์ที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 พร้อมขยายการสื่อสารสู่กลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และกลุ่มผู้ชาย ภายใต้แนวคิดสำคัญ “The Right Solution” หรือการนำเสนอแนวทางการดูแลความงามที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลพร้อมแผนขยาย 2–3 สาขาใน 2 ปี โดย Ren Clinic เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะตอบโจทย์ความต้องการสำคัญของผู้รับบริการให้ครบในที่เดียว ทั้งความเชี่ยวชาญด้านการยกกระชับ การบริการที่เข้าใจและใส่ใจลูกค้า ราคาที่เข้าถึงได้ ตลอดจนความน่าเชื่อถือที่สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ข้อมูลของเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ การประเมินโดยแพทย์ ไปจนถึงแผนการดูแลหลังทำหัตถการฐานลูกค้าหลักที่ผ่านมาเป็นกลุ่ม Gen Y และ Gen X  โดยได้จัดงาน The Right Solution For You ขึ้นที่ ลาน Eden ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานได้มีผู้บริหาร ทีมแพทย์ของ Ren Clinic และแขกผู้มีเกียรติรวมทั้งนางเอกสาว  ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์ ร่วมเปิดเคล็ดลับความงามเฉพาะบุคคลที่ทุกเพสทุกวัยต้องใส่ใจในยุคนี้อีกทั้งยังมีบรรดาอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังและสื่อมวลชนมาร่วมงานกันอย่างคึกคัก ท่ามกลางเหล่าแฟนคลับประชาชนให้ความสนใจมาร่วมชมงานอย่างล้นหลาม คุณณัฐกฤตา กิตติชญาน์ธรผู้บริหาร Ren Clinic  กล่าวว่า “ในวันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย เราเชื่อว่าลูกค้าไม่ควรต้องเลือกระหว่างความเชี่ยวชาญ การบริการที่ดี หรือราคาที่เข้าถึงได้ Ren Clinic จึงตั้งใจเป็นพื้นที่ที่รวมองค์ประกอบสำคัญเหล่านี้ไว้ด้วยกัน โดยมี ‘ความไว้วางใจ’ เป็นหัวใจสำคัญ เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจว่า ทุกสิ่งที่ได้รับจาก Ren สามารถสอบถามขอข้อมูลเพิ่มเติม และตรวจสอบได้เสมอ” ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา Ren Clinic วางรากฐานการดำเนินงานภายใต้แนวคิด 3 หลักการคือ “Real Expertise. Real Process. Real Results.” โดย Real Expertise หรือความเชี่ยวชาญจริงของทีมแพทย์ ที่ให้ความสำคัญกับการประเมินอย่างตรงไปตรงมา เพื่อแนะนำเฉพาะสิ่งที่เหมาะสมและจำเป็นสำหรับลูกค้าแต่ละราย ไม่ใช่การเสนอหัตถการให้มากที่สุดส่วน Real Process คือกระบวนการดูแลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ ครอบคลุมตั้งแต่การให้ข้อมูล การวิเคราะห์ปัญหา การทำหัตถการ ตลอดจนการติดตามผลหลังรับบริการ เพื่อให้ผู้รับบริการเข้าใจทุกขั้นตอนและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ขณะที่ Real Results คือผลลัพธ์ที่เหมาะกับปัญหา โครงสร้างใบหน้า และความต้องการของแต่ละบุคคล โดยเน้นความพึงพอใจอย่างเป็นธรรมชาติ “ความสำเร็จของ Ren Clinic ไม่ได้มาจากการทำให้คนรู้จักชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อประสบการณ์ที่ได้รับ การกลับมาใช้บริการซ้ำ และการบอกต่อจากลูกค้าจริง เราจึงพยายามส่งต่อ DNA ของ Ren ไปยังทีมงานทุกคน เพราะ Brand Experience เริ่มตั้งแต่ข้อความแรกที่ลูกค้าทักเข้ามา จนถึงการดูแลหลังใช้บริการ” หนึ่งในความเชี่ยวชาญหลักที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องของ Ren Clinic คือกลุ่มโปรแกรมยกกระชับ โดยเฉพาะเทรนด์ Personalized Combination หรือการออกแบบแผนดูแลเฉพาะบุคคล ด้วยการผสานเทคโนโลยีและหัตถการที่แตกต่างกันให้ตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละคน อาทิ โปรแกรม Ultravolmer V ซึ่งผสานการทำงานของ Ultraformer MPT, Ultraformer III และ Volnewmer เพื่อดูแลปัญหาความหย่อนคล้อยในหลากหลายมิติ นอกจากนั้นยังครอบคลุมเทรนด์ความงามของปีนี้ ที่มีการวางแผนรูปแบบ Lifting ร่วมกับ Injection หรือการผสานหัตถการกลุ่ม Injection เพื่อให้ผลลัพธ์สอดคล้องกับโครงสร้างใบหน้าและความต้องการของผู้รับบริการมากขึ้น สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ศึกษาข้อมูลเชิงลึก และต้องการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยวางลำดับการดูแลอย่างเหมาะสมนำโดยทีมแพทย์ “ หมอโต๊ด” นพ.กิตติภพ วรกุลดำรง ซึ่งคัดกรองเทคโนโลยีล้ำสมัยด้วยมาตรฐานและความปลอดภัยระดับสากล สำหรับการเลือก “ วิลเลี่ยม” จักรภัทร แก้วพันธุ์พงษ์ แห่งวง  LYKN เป็นพรีเซนเตอร์ Ren Clinic ในครั้งนี้ เนื่องจากวิลเลี่ยมเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเอง และมีภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับ Brand DNA ของ Ren ทั้งความสามารถ ความตั้งใจ และการเติบโตผ่านกระบวนการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง “วิลเลี่ยมไม่ได้สะท้อนเพียงภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่มีเสน่ห์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิด Real Expertise, Real Process และ Real Results ได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของเขาเกิดจากความสามารถ การฝึกฝน และความตั้งใจอย่างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับ Ren ที่เชื่อว่าผลลัพธ์ที่ดีต้องเริ่มจากความเชี่ยวชาญและกระบวนการที่มีคุณภาพ วิลเลี่ยมจึงเป็น The Right Solution สำหรับ Ren Clinic เช่นกัน” ผู้บริหารกล่าว การร่วมงานครั้งนี้ยังตอกย้ำแนวคิดที่ว่า การดูแลตัวเองไม่ควรถูกจำกัดด้วยเพศหรือวัย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือคนในทุกเจเนอเรชัน ต่างมีความต้องการและความกังวลที่แตกต่างกัน และสามารถค้นหาแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ปัจจุบัน Ren Clinic มีทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่พร้อมพงษ์, อารีย์, ราชพฤกษ์ และภูเก็ตพร้อมวางแผนขยายเพิ่มอีกประมาณ 2–3 สาขาในกรุงเทพฯ ภายใน 2 ปีข้างหน้า โดยมุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานทีมแพทย์ ทีมงาน และประสบการณ์ของผู้รับบริการอย่างต่อเนื่องในระยะยาว Ren Clinic ยังตั้งเป้าพัฒนาสู่ Ren Group ที่ครอบคลุมบริการด้านศัลยกรรมอย่างเป็นระบบโดยมีเป้าหมายในการเปิดโรงพยาบาลศัลยกรรมภายใต้แนวคิดและมาตรฐานเดียวกับที่ Ren Clinic ยึดถือมาโดยตลอด เพื่อเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับการดูแลความงามอย่างรับผิดชอบและน่าเชื่อถือในประเทศไทย ติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook - Ren Clinic IG - Renclinic.th TikTok - Renclinic.official X - renclinicth Line - @renclinic --- ## EssilorLuxottica และ Meta เปิดตัวแว่นตา AI ในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ Ray-Ban Meta และ Oakley Meta พร้อมรองรับ Meta AI ในภาษาไทย URL: https://positioningmag.com/pr-news/116345 เผยแพร่: 2026-10-15 ผู้เขียน: PR News EssilorLuxottica S.A. และ Meta Platforms, Inc. ประกาศเปิดตัว Ray-Ban Meta และ Oakley Meta ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2026 เป็นต้นไป นับเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีแว่นตา AI เข้ามาสู่ตลาดประเทศไทย พร้อมเปิดประสบการณ์การใช้งาน Meta AI  ในประเทศไทย ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบและเข้าถึงความสามารถของ AI ผ่านการสั่งงานด้วยเสียงได้อย่างง่ายดาย พร้อมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว จากความสำเร็จที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามทั่วโลก ด้วยยอดจำหน่ายแล้วหลายล้านชิ้น  EssilorLuxottica และ Meta เดินหน้าสานต่อความร่วมมือในการร่วมกำหนดอนาคตของวงการแว่นตาและเทคโนโยลีสวมใส่ พร้อมขยายการเปิดตัวสู่ตลาดใหม่ในหลากหลายประเทศทั่วโลก นับตั้งแต่การเปิดตัวทั่วโลก Ray-Ban Meta ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดแว่นตา AI ระดับโลก และกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม พร้อมนิยามมุมมองใหม่ที่ผู้คนมีต่อแว่นตา สำหรับประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ Ray-Ban จะประกอบด้วย Ray-Ban Meta (Gen 3) ในดีไซน์ Wayfarer, Aviator และ Zena “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์แว่นตา AI มาสู่ประเทศไทยด้วยการเปิดตัว Ray-Ban Meta (Gen 3), Ray-Ban Meta Optics และ Oakley Meta ซึ่งมาพร้อมความสามารถที่เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับประสบการณ์ทีในชีวิตประจำวันให้ดียิ่งขึ้น เราร่วมกับ Meta ขอเชิญทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์การเชื่อมต่อกับโลกและผู้คนรอบตัวได้อย่างราบรื่นและง่ายดายยิ่งขึ้น ตั้งแต่การถ่ายภาพและวิดีโอแบบแฮนด์ฟรี ไปจนถึงการติดตามประสิทธิภาพด้านกีฬาแบบเรียลไทม์ การเปิดตัวครั้งนี้จะนำเสนอแว่นตา AI ที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบแว่นกันแดดและแว่นสายตา เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แตกต่างกัน เราขอเชิญทุกคนมาลองสวมแว่นและสัมผัสความแตกต่างด้วยตัวเอง” กล่าวโดย คุณศุภชัย อาชีวระงับโรค ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท EssilorLuxottica ประเทศไทย จำกัด Ray-Ban Meta (Gen 3) ในดีไซน์ Wayfarer, Zena และ Aviator Ray-Ban Meta ผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับ Meta AI การบันทึกภาพและวิดีโอแบบแฮนด์ฟรี และระบบเสียงแบบเปิดหู (Open-ear) ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่มองเห็น ฟังเพลงและพอดแคสต์ รับสายโทรศัพท์ แปลบทสนทนา ส่งข้อความ และบันทึกช่วงเวลาต่าง ๆ จากมุมมองของตนเองได้โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา Jennie สวมใส่แว่น Ray-Ban Meta Blayzer Optics (Gen 2) คอลเล็กชั่นนี้ยังให้ความสำคัญกับการมองเห็นและสไตล์ส่วนบุคคล โดยมีเลนส์ใสและเลนส์กันแดดให้เลือกหลากหลายรูปแบบ รวมถึงเลนส์ Transitions®, เลนส์โพลาไรซ์ และเลนส์กรองแสงสีฟ้า พร้อมตัวเลือกเลนส์สายตาที่รองรับความต้องการได้อย่างหลากหลาย นอกจากนี้ Blayzer Optics (Gen 2) และ Scriber Optics (Gen 2) ซึ่งออกแบบมาเพื่อการใช้งานเป็นแว่นสายตาโดยเฉพาะ ยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ที่ต้องสวมแว่นสายตา Oakley Meta มาพร้อมในดีไซน์ HSTN และ Vanguard ซึ่งเปิดประสบการณ์สู่ยุคใหม่ของแว่นตา Performance AI โดยทั้งสองดีไซน์ได้รับการออกแบบเพื่อการเคลื่อนไหว การใช้งานอย่างต่อเนื่อง และการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่จดจ่อกับกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ พร้อมผสานเอกลักษณ์ด้านการออกแบบของ Oakley เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยของ Meta เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถแบ่งปันช่วงเวลาแห่งชัยชนะและความสำเร็จครั้งสำคัญ ทั้งในและนอกสนาม Oakley Meta HSTN (Gen 2) สีดำ พร้อมเลนส์ Transitions® สี Amethyst Oakley Meta HSTN ผสานดีไซน์อันโดดเด่นเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมให้ผู้สวมใส่บันทึกทุกช่วงเวลาของกิจกรรมได้แบบแฮนด์ฟรี ด้วยกล้องในตัวความละเอียด 3K Ultra HD และลำโพงแบบเปิดหูประสิทธิภาพสูงที่ผสานเข้ากับตัวแว่นได้อย่างลงตัว อีกทั้งมาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำระดับ IPX4 ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดและท้าทายศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ สำหรับ Oakley Meta HSTN บางรุ่น มาพร้อมเทคโนโลยีเลนส์ Oakley PRIZM™ หนึ่งในนวัตกรรมด้านการออกแบบเลนส์ขั้นสูงที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการมองเห็นและเพิ่มความความแตกต่างของสีและแสงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แม้ในสภาพแสงและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง Kylian Mbappe สวมใส่แว่น Oakley Meta Vanguard (Gen 2) Oakley Meta Vanguard เปิดประสบการณ์สู่ยุคใหม่ของ Athletic Intelligence มาพร้อมเลนส์ PRIZM™ อันเป็นเอกลักษณ์ของ Oakley กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12MP ที่ให้มุมมองกว้างถึง 122° ระบบเสียงแบบเปิดหู (Open-ear) ที่ให้เสียงทรงพลัง และเทคโนโลยีลดเสียงลมขั้นสูง โดยออกแบบมาเพื่อรองรับกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือการฝึกซ้อม ช่วยลดสิ่งรบกวนเพื่อให้ผู้สวมใส่ตื่นตัวและมีสมาธิกับกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ สำหรับ Oakley Meta Vanguard ตัวแว่นได้รับการออกแบบให้สวมใส่สบาย แม้ต้องออกกำลังกายเป็นเวลานาน และสามารถใช้งานร่วมกับหมวกกันน็อกจักรยานและหมวกทั่วไปได้ อีกทั้งยังทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ท้าทายด้วยคุณสมบัติกันน้ำและฝุ่นระดับ IP67 จึงพร้อมรับมือกับสภาพอากาศและสภาพภูมิประเทศที่หลากหลาย ตั้งแต่แสงแดดและหิมะ ไปจนถึงเส้นทางที่ท้าทายได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ Oakley Meta Vanguard ยังรองรับการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันด้านฟิตเนสอย่าง Strava และ Garmin เพื่อให้สามารถติดตามประสิทธิภาพการออกกำลังกายได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้นักกีฬาจดจ่อกับกิจกรรมตรงหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่เทคโนโลยีทำงานอยู่เบื้องหลัง แว่นตาทั้งสองรุ่นมาพร้อมตัวเลือกสีและเลนส์แบบใหม่ที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่เลือกจับคู่และปรับแต่งได้ตามต้องการ เพื่อสะท้อนตัวตนและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล "เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ส่วนบุคคลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเทคโนโลยีนี้เข้าใกล้ผู้คนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ผ่านแว่นตา AI ระดับแนวหน้าของวงการซึ่งพัฒนาร่วมกับ EssilorLuxottica ปัจจุบันผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกได้ใช้งานแว่นตา AI นี้เพื่อฟังเพลง รับสายโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรี รับคำแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และบันทึกช่วงเวลาสำคัญในชีวิตได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้งาน พร้อมดีไซน์หลากหลายสไตล์ที่ตอบโจทย์ทุกคน” กล่าวโดย คุณแพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ประเทศไทย จาก Meta ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 17,490 บาท สำหรับ Ray-Ban Meta Optics (Gen2), 16,690 บาท สำหรับ Ray-Ban Meta (Gen 3), 20,390 บาท สำหรับ Oakely Meta Vanguard, และ 16,290 บาท สำหรับ Oakley Meta HSTN ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม เป็นต้นไป ผลิตภัณฑ์ Ray-Ban Meta และ Oakley Meta จะวางจำหน่ายทั่วประเทศที่ร้านตัวแทนจำหน่าย Ray-Ban ค้นหาร้านที่ใกล้คุณได้ที่ https://stores.ray-ban.com/thailand และที่ร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายของ Oakley ค้นหาร้านที่ใกล้คุณได้ที่ https://th.oakley.com/th/store-locator --- ## Take Toys เจ้าของ ‘แคร์แบร์-ม่อนชิชิ’ จากธุรกิจเด็กจบใหม่ ขายเดือนละ 10 ตัว สู่รายได้เกือบ 800 ล้านใน 5 ปี URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116344 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: my_bb จากจุดเริ่มต้นที่ขาย Care Bears ได้เพียงเดือนละไม่กี่สิบตัว ก่อนต่อยอดธุรกิจคาแรกเตอร์ไปสู่ลิขสิทธิ์ระดับโลก อาทิ Disney, Monchhichi และ Snoopy สร้างรายได้แตะ 800 ล้านบาท ภายในเวลา 5 ปี เส้นทางของ Take Toys สะท้อนโอกาสในตลาดคาแรกเตอร์ที่ผู้บริโภคหลายวัยพร้อมจ่ายเพื่อฮีลใจตัวเอง จากเด็กจบใหม่ สู่ธุรกิจคาแรกเตอร์ ทำรายได้เกือบ 800 ล้าน เบื้องหลังอาณาจักร Take Toys คือ “คุณแก้ม - อักษร จันทรโรจน์วานิช” ผู้บริหารบริษัท เทค ทอยส์ จำกัด (Take Toys) และบริษัท ซีก แอนด์ คีป คลับ จำกัด (SEEK 'N KEEP CLUB) วัย 28 ปี ซึ่งเริ่มสนใจธุรกิจตั้งแต่สมัยเรียน โดยรับพรีออเดอร์และทำธุรกิจเทรดดิ้งสินค้า ก่อนนำเงินจากธุรกิจเดิมมาลงทุนสร้าง Take Toys ในปี 2021 หลังเรียนจบหลักสูตร EBA จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณแก้มเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนล็อตแรกระดับหลักแสนบาท จากความชื่นชอบในคาแรกเตอร์และมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ จึงติดต่อขอสิทธิ์ Care Bears จากผู้ถือสิทธิ์เดิม ในช่วงที่แบรนด์ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักในไทย จากยอดขายช่วงแรกเพียงเดือนละประมาณไม่กี่ 10 ตัว ธุรกิจค่อย ๆ เติบโตจากการสร้างฐานลูกค้าและขยายพอร์ตลิขสิทธิ์ ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมา เธอจะลาออกจากงานประจำเพื่อมาทุ่มเทให้กับ Take Toys อย่างเต็มตัว ปัจจุบันธุรกิจขยายเป็น 3 บริษัท ได้แก่ Take Toys ผู้ทำตลาดสินค้าลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์, SEEK 'N KEEP CLUB ร้านจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์และของสะสม และ Make Joy บริษัทที่ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์โดยเฉพาะ เปิดรายได้ 3 บริษัทในเครือ เติบโตจากหลักสิบสู่หลักร้อยล้าน 1. Take Toys เป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้เติบโตต่อเนื่อง จาก 17.9 ล้านบาทในปี 2021 สู่ 670 ล้านบาทในปี 2025 ปี 2021 รายได้ 17.9 ล้านบาท ปี 2022 รายได้ 44 ล้านบาท เติบโต 148% YoY ปี 2023 รายได้ 257 ล้านบาท เติบโต 503% YoY ปี 2024 รายได้ 542 ล้านบาท เติบโต 110% YoY ปี 2025 รายได้ 670 ล้านบาท เติบโต 23% YoY 2. SEEK 'N KEEP CLUB ร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ อาร์ตทอย และของสะสมในเครือ เริ่มสร้างรายได้ในปี 2022 ก่อนขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีถัดมา ปี 2022 รายได้ 7.43 ล้านบาท ปี 2023 รายได้ 77 ล้านบาท เติบโต 937% YoY ปี 2024 รายได้ 162 ล้านบาท เติบโต 110% YoY ปี 2025 รายได้ 113 ล้านบาท ลดลง 29.9% YoY 3. Make Joy บริษัทที่ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์โดยเฉพาะ มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 5.76 ล้านบาทในปี 2024 เป็น 11.7 ล้านบาทในปี 2025 เติบโตประมาณ 103% YoY เมื่อนำรายได้ของทั้ง 3 บริษัทมารวมกัน ปี 2025 อยู่ที่ 794.7 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตจากธุรกิจคาแรกเตอร์ขนาดเล็กไปสู่ธุรกิจที่มีทั้งการจัดจำหน่ายสินค้า การค้าปลีก และการบริหารลิขสิทธิ์ สำหรับปี 2026 บริษัทตั้งเป้าให้ Take Toys และ SEEK 'N KEEP CLUB เติบโตต่อเนื่อง 20% พร้อมผลักดันยอดขายรวมทั้งเครือสู่ 1,200 ล้านบาท ไม่ได้ขายแค่ตุ๊กตา แต่ขายความสุขทางใจ ดึงคาแรกเตอร์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน หัวใจสำคัญของ Take Toys คือ การเปลี่ยนคาแรกเตอร์ที่ผู้บริโภคชื่นชอบให้กลายเป็นสินค้าที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่จำกัดอยู่แค่ตุ๊กตาสำหรับเด็ก แต่ขยายไปถึงชาร์ม พวงกุญแจ กิ๊บติดผม หมอน ผ้าห่ม เคสโทรศัพท์ และสินค้าอีกหลายรูปแบบ กลยุทธ์นี้ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าหลายกลุ่ม ตั้งแต่เด็กและวัยเรียน ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่ชื่นชอบการสะสมหรืออยากกลับไปสัมผัสความรู้สึกแบบวัยเด็กอีกครั้ง “Care Bears แตกต่างจากของเล่นทั่วไป เพราะผู้ซื้อไม่ได้มองเป็นเพียงสินค้าสำหรับเด็ก แต่ให้คุณค่ากับความรู้สึกและความผูกพันที่มีต่อคาแรกเตอร์ ทำให้เกิดพฤติกรรมซื้อสะสมและยอมใช้จ่ายมากขึ้น” ฐานลูกค้าของ Take Toys จึงครอบคลุมตั้งแต่ Gen Z ไปจนถึงกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยัง Young at Heart โดยมีระดับราคาสินค้า อาทิ กลุ่มตุ๊กตาราคาตั้งแต่ 199 บาท ไปจนถึงมากกว่า 1,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าหลายระดับเข้าถึงได้ ขณะที่ผู้ซื้อมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 1,000 บาทต่อบิล (อ้างอิงยอดซื้อจากร้าน SEEK 'N KEEP CLUB) อีกหนึ่งกลไกคือการออกแบบสินค้าให้มีความหลากหลายและมีเรื่องราวเฉพาะตัว เช่น Care Bears ที่มีหลายสี แต่ละสีมีความหมายแตกต่างกัน รวมถึงคอลเลกชันตามเทศกาลอย่างฮาโลวีน ช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการซื้อซ้ำ ส่วน Monchhichi อาศัยความหลากหลายของคอลเลกชันสร้างความสนใจจากแฟนคลับและกระแสบนโลกออนไลน์ เมื่อมีสินค้าให้ติดตามหลายรุ่น ก็เปิดโอกาสให้คาแรกเตอร์กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ตลาดคาแรกเตอร์มีวัฏจักรความนิยมเป็นของตัวเอง ย้อนกลับไปประมาณ 4 ปีก่อน Care Bears เคยได้รับความนิยมสูงจนมีลูกค้าต่อแถวซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า ก่อนที่กระแสกล่องจุ่มจะโดดเด่นขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน และปัจจุบัน Monchhichi กลายเป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น Take Toys จึงเลือกกระจายพอร์ตสินค้า ไม่ยึดติดกับคาแรกเตอร์ใดคาแรกเตอร์หนึ่ง แต่เดินหน้าทำตลาดทุกคาแรกเตอร์ในมือ เช่น Care Bears, Monchhichi, Disney, Snoopy, Animal Party, Esther Bunny Teletubbies เป็นต้น เพื่อรองรับกระแสความนิยมที่เปลี่ยนไป ต่อยอดอาร์ตทอยสายมู จับตลาดความเชื่อผ่านดีไซน์ที่พกพาได้ นอกจากคาแรกเตอร์ลิขสิทธิ์ระดับโลก อีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลตอบรับดี คือ คาแรกเตอร์สายมู ซึ่งนำความเชื่อเรื่องโชคลาภ ความรัก และความสำเร็จมาผสมกับดีไซน์น่ารักในรูปแบบตุ๊กตาและชาร์ม ตัวอย่างคาแรกเตอร์ที่อยู่ในกระแส ได้แก่ เจ้าแม่กวนอิม ไฉ่ซิงเอี๊ย พระตรีมูรติ พระแม่ลักษมี และพระพิฆเนศ สะท้อนความสนใจในความเชื่อจากทั้งวัฒนธรรมจีนและอินเดีย จุดขายอยู่ที่การทำให้สินค้ามีทั้งคุณค่าด้านการออกแบบและความหมายทางความเชื่อ โดยมีตั้งแต่สินค้าสำหรับตั้งโชว์ไปจนถึงชาร์มสำหรับห้อยกระเป๋าหรือใช้เป็นเครื่องประดับ ลูกค้าบางส่วนเลือกซื้อสินค้าสายมูครั้งละ 2-3 ชิ้นขึ้นไป เพื่อสะสมคาแรกเตอร์ที่สื่อถึงความเป็นสิริมงคลในหลายด้าน เช่น พระตรีมูรติที่เชื่อมโยงกับความสมหวัง พระแม่ลักษมีที่โดดเด่นด้านความรัก และพระพิฆเนศที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จ การผสมผสานระหว่างของสะสมกับความเชื่อจึงเป็นอีกทางเลือกในการสร้างความแตกต่างให้สินค้า ท่ามกลางตลาดที่มีคาแรกเตอร์ให้เลือกมากขึ้น ปั้นคาแรกเตอร์ไทย ‘น้องตุ๊ตา’ ลดการพึ่งพาลิขสิทธิ์ต่างประเทศ เมื่อธุรกิจเติบโตจากการทำตลาดคาแรกเตอร์ลิขสิทธิ์ อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของ Take Toys คือการสร้างสินทรัพย์ทางธุรกิจของตัวเอง ผ่านการพัฒนาคาแรกเตอร์ภายในบริษัท หรือ In-house Character ปี 2026 บริษัทเปิดตัว “น้องตุ๊ตา” คาแรกเตอร์ที่พัฒนาจากฝีมือคนไทย พร้อมวางแผนเปิดตัว In-house Character เพิ่มอีก 2 คาแรกเตอร์ในปี 2027 การสร้างคาแรกเตอร์ใหม่ไม่ใช่เพียงการออกแบบสินค้าแล้วนำไปวางขาย แต่ต้องทำให้ผู้บริโภครู้จัก จดจำ และเกิดความผูกพันกับตัวละครด้วย Take Toys จึงใช้กิจกรรมออฟไลน์เข้ามาช่วยสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า หนึ่งในนั้นคือป๊อปอัพคอนเซ็ปต์ “Taste Toys Pharmacy” หรือ “ตุ๊ตาร้านยา” ในย่านทรงวาด ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภคเข้ามาถ่ายรูป ทำกิจกรรม และเลือกซื้อสินค้า เปลี่ยนคาแรกเตอร์จากสิ่งที่อยู่บนตัวสินค้าให้กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้ กิจกรรมลักษณะนี้ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z นำภาพถ่ายและประสบการณ์ไปแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย ช่วยขยายการรับรู้ผ่านการบอกต่อ ในปี 2026 บริษัทเพิ่มงบการตลาด 30% โดยเน้นทั้งคอนเทนต์ออนไลน์และกิจกรรมออฟไลน์ พร้อมเปิดรับความคิดเห็นจากทีมการตลาดและคอนเทนต์รุ่นใหม่ เพื่อนำมาปรับใช้กับแคมเปญให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น บุก Mass Market ดันยอดขายผ่าน 7-Eleven-Big C พร้อมขยายร้าน SEEK 'N KEEP ครบ 11 แห่งปีนี้ อีกกลยุทธ์สำคัญคือการขยายช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมผู้บริโภคมากกว่ากลุ่มนักสะสมที่เดินห้างสรรพสินค้าหรือร้านเฉพาะทาง Take Toys ขยายเข้าสู่ตลาด Mass Market ผ่าน Big C และ 7-Eleven ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของยอดขาย ช่วยให้สินค้าคาแรกเตอร์เข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น โดยกระแส Monchhichi ในร้านสะดวกซื้อเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการนำคาแรกเตอร์มาขยายตลาดสู่ผู้บริโภควงกว้าง ขณะที่ยอดขายประมาณ 65% มาจากช่องทางค้าปลีกและช่องทางออนไลน์ ครอบคลุมห้างสรรพสินค้าอย่างเดอะมอลล์ เซ็นทรัล สนามบิน และคิง เพาเวอร์ ส่วนอีกประมาณ 15% มาจาก SEEK 'N KEEP CLUB ร้านค้าปลีกในเครือ สำหรับการขยายสาขา SEEK 'N KEEP ในปีนี้ บริษัทเพิ่มสาขาที่เซ็นทรัล ขอนแก่น และย่านทรงวาด พร้อมเดินหน้าศึกษาตลาดต่างจังหวัด โดยใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียและฐานลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินความต้องการ หลังทดลองขยายไปเชียงใหม่และนำข้อมูลตอบรับจากตลาดมาประกอบการตัดสินใจ โดยปี 2026 วางเป้าขยาย 2 สาขา ในรูปแบบพื้นที่ร้านประมาณ 100-200 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนราว 5 ล้านบาทต่อสาขา ทำให้ในปีนี้จะมีสาขารวม 11 แห่ง ตลาดโตไว แต่ต้องรับมือ 3 ความเสี่ยง ทั้งเทรนด์ กำลังซื้อ และลิขสิทธิ์ แม้ตลาดคาแรกเตอร์จะมีโอกาสเติบโตจากพฤติกรรมการซื้อเพื่อสะสมและคุณค่าทางอารมณ์ แต่ธุรกิจยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากความนิยมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คาแรกเตอร์ที่ได้รับความสนใจในช่วงหนึ่งอาจถูกกระแสใหม่เข้ามาแทนที่ได้ อีกด้านคือกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากสินค้าคาแรกเตอร์และของสะสมอาจไม่ใช่รายจ่ายจำเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อผู้บริโภคต้องระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างมาจากการพึ่งพาลิขสิทธิ์ของผู้อื่น หากสัญญาสิ้นสุดและไม่ได้รับการต่ออายุ บริษัทอาจไม่สามารถจำหน่ายสินค้าคาแรกเตอร์นั้นต่อไปได้ อ… --- ## กสิกรไทย จับมือ Techsauce จัดเวทีคู่ขนานการประชุม IMF–World Bank ปี 2569 URL: https://positioningmag.com/pr-news/116343 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News ธนาคารกสิกรไทยร่วมกับ Techsauce สื่อด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ จัดงาน “KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนาน (Affiliated Program) ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำภาครัฐ ภาคการเงิน และองค์กรชั้นนำระดับโลก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตผ่านการเชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพคน โดยได้รับเกียรติจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมผู้บริหารระดับสูงจาก International Finance Corporation (IFC) ในเครือกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group), Standard Chartered, Microsoft และ Accenture ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ณ C asean Rama IV อาคาร ThaiBev Quarter นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลิกโฉมการค้าแห่งอนาคต: สร้างโอกาสในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ (Reimagining Trade for the Future: Unlocking Growth in a Changing Global Economy)” โดยชี้ว่าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไทยต้องคิดเรื่องการค้าใหม่ เพื่อเปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาสในการเติบโต พร้อมเสนอ 4 แนวทางสำคัญเสมือนกุญแจ 4 ดอก ได้แก่ การคิดใหม่เรื่องพันธมิตรทางการค้า การนิยามคุณค่าใหม่ของสินค้าและบริการ การเชื่อมโยงการค้ากับเงินทุน เทคโนโลยี และคน และการสร้างความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่น เพื่อเปิดตลาดใหม่ สร้างมูลค่าที่สูงขึ้น และสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยและ SMEs เข้าถึงตลาดโลกได้มากขึ้น พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนไทยและนานาชาติร่วมมือกับไทยในฐานะพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ (Trusted Partner) โดยย้ำว่า ไม่มีประเทศใดถือกุญแจครบทุกดอกได้เพียงลำพัง ประเทศไทยถือกุญแจบางดอก ทั้งที่ตั้ง ตลาด และความเป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย ขณะที่ภาคเอกชนและพันธมิตรระหว่างประเทศถือกุญแจอีกหลายดอก ทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายทั่วโลก ประตูแห่งการเติบโตจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อร่วมกันไขไปพร้อมกัน นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “ทิศทางเศรษฐกิจโลกกำลังถูกกำหนดขึ้นใหม่ ทั้งการค้าที่ถูกจัดระเบียบใหม่ AI  ที่เปลี่ยนวิธีสร้างคุณค่าของธุรกิจ และความยั่งยืนที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุน และเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นส่วนสำคัญของคำตอบ ทั้งฐานการผลิตและบริการ เครือข่ายผู้ประกอบการ และที่ตั้งที่เชื่อมโยงกับตลาดอาเซียนทั้งนี้ เศรษฐกิจแห่งอนาคตไม่ใช่สิ่งที่เรารอให้เกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนมีส่วนร่วมสร้างขึ้นได้ ธนาคารกสิกรไทยตั้งใจที่จะเป็นพันธมิตรตลอดเส้นทางของทุกท่าน เพื่อร่วมกันเปลี่ยนโอกาสให้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน สำหรับเวทีเสวนาหัวข้อ “Powering the Future Economy – Growth, Technology, and Sustainability” ผู้บริหารจาก 4 องค์กรชั้นนำระดับโลกได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ นายซาร์เวช ซูรี รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) กลุ่มธนาคารโลก เน้นเรื่องการระดมเงินทุนภาคเอกชนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน นายยาน เม็ตซ์เกอร์ หัวหน้าสายงาน Coverage Banking ระดับโลก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ชี้โอกาสเชื่อมโยงธุรกิจและเงินทุนสู่ตลาดโลก นายอาซาร์ คูลิบาลี รองประธานประจำภูมิภาคและรองที่ปรึกษากฎหมายทั่วไป ฝ่ายกิจการองค์กร กิจการภายนอกและกฎหมาย Microsoft Asia กล่าวถึงการขยายโอกาสเข้าถึง AI และการพัฒนาทักษะดิจิทัล และ นายอะนูป ซากู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Accenture ชูการนำ AI มายกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ งานในวันนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงมุมมองจากภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ และผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อร่วมกันเปลี่ยนความท้าทายของโลกให้เป็นโอกาสการเติบโต ให้กับประเทศไทย และสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน --- ## คนโสดไทยเหงาแต่ไม่ยอมแพ้ Tinder เผย 85% ของคนโสดไทยรู้สึกเหงา และ 62% ยังคงพยายามสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ในชีวิต URL: https://positioningmag.com/pr-news/116342 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News Tinder และ Match Group เผยผลสำรวจ Match Group Asia Human Connection Survey ซึ่งจัดทำโดย Ipsos เพื่อทำความเข้าใจคนโสดในเอเชีย พบว่าวิถีชีวิตสมัยใหม่ทั่วเอเชียกำลังทำให้คนโสดรุ่นใหม่สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายได้ยากขึ้น แม้คนรุ่นใหม่ในเอเชียยังคงมองหาความสัมพันธ์ทางสังคมและความรัก แต่แรงกดดันจากการใช้ชีวิตและการทำงาน ความเหนื่อยล้า ความวิตกกังวลทางสังคม และช่องว่างระหว่างการมีปฏิสัมพันธ์บนโลกออนไลน์กับการเชื่อมต่อในชีวิตจริง ล้วนมีส่วนทำให้ผู้คนรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวมากขึ้น โดยจากผลสำรวจพบว่า 25% ของคนโสดในเอเชียรู้สึกเหงา และ 75% ยังคงพยายามมองหาความสัมพันธ์ทางสังคมใหม่ ๆ การสำรวจครั้งนี้ศึกษาคนโสดอายุ 18–45 ปี ประมาณ 1,000 คนในแต่ละประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และไทย ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 19 พฤษภาคม 2569 รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งภูมิภาคประมาณ 4,000 คน โดยแบบสำรวจนี้นับเป็นหนึ่งในการศึกษาระดับภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับวิธีที่คนโสดในเอเชียกำลังรับมือกับการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ในส่วนของประเทศไทย ที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและรูปแบบการสร้างความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ รวมถึงอัตราการเกิดที่ลดลง ความเหงาจึงกำลังเป็นความท้าทายสำคัญในกลุ่มคนโสดในเมือง อย่างไรก็ตาม คนโสดไทยยังคงต้องการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ และมองหาความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น โดยจากผลสำรวจพบว่า 85% ของคนโสดไทยยอมรับว่ามีช่วงที่รู้สึกเหงาบ้างในบางเวลา และในขณะเดียวกัน 62% ยังคงพยายามสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ในชีวิต สะท้อนว่าแม้คนโสดไทยกำลังเผชิญกับความเหงา แต่ก็มีความต้องการเชื่อมต่อกับผู้อื่นอยู่อย่างชัดเจน  คนโสดไทยมองหาความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น สำหรับคนโสดไทย ความต้องการสร้างความสัมพันธ์ไม่ได้หมายถึงการมีคนรอบตัวจำนวนมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการได้สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายด้วยเช่นกัน โดย 72% ระบุว่าต้องการความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย มากกว่าการมีความสัมพันธ์จำนวนมากแต่ผิวเผิน นอกจากนี้ 53% ของคนโสดไทยระบุว่าใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อรับมือกับความเหงา แทนที่จะติดต่อหาเพื่อนหรือครอบครัว ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของทั้ง 4 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของช่องทางดิจิทัลในการรับมือกับความรู้สึกโดดเดี่ยวของคนโสดไทย ซึ่งจะเห็นว่าความท้าทายของคนโสดไทยไม่ได้อยู่เพียงการได้พบผู้คนใหม่ ๆ เพียงเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การค้นหาความสัมพันธ์ที่รู้สึกเชื่อมโยงอย่างแท้จริงและมีความหมาย ไม่ใช่แค่การสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น ความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกก็สำคัญ ไม่ใช่แค่ความต้องการในการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากขึ้น คนโสดไทยยังตามหาความสัมพันธ์ที่โรแมนติกด้วย โดย 60% ของคนโสดไทยกำลังมองหาความสัมพันธ์โรแมนติกในปัจจุบัน และ 74% กำลังมองหาความสัมพันธ์โรแมนติกภายใน 5 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกัน คนโสดไทยยังให้ความสำคัญกับอนาคตของความสัมพันธ์ โดย 46% ระบุว่าจะเดตเฉพาะคนที่มองเห็นอนาคตร่วมกันในระยะยาว และ 58% เชื่อว่าตนเองจะได้พบ “คนที่ใช่” และ 41% เชื่อว่าตนเองจะได้แต่งงานในอนาคตอีกด้วยโดยจะเห็นว่าแม้คนโสดไทยจะเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความสัมพันธ์ แต่พวกเขายังคงมองหาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง มีความหมาย และให้ความสำคัญกับความเข้ากันได้และอนาคตของความสัมพันธ์เช่นกัน แอปหาคู่ ไอเทมจำเป็นสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ ท่ามกลางความท้าทายในการสร้างความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน แอปหาคู่กลายเป็นหนึ่งในช่องทางที่คนโสดใช้เพื่อพบปะและสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ โดย 46% ของคนโสดไทยเคยใช้แอปหาคู่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และ 60% ระบุว่าแอปพลิเคชันหาคู่เป็นเรื่องปกติของชีวิตในปัจจุบัน นอกจากนี้ 67% ยังระบุว่าแอปพลิเคชันหาคู่ช่วยให้รู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นมากขึ้นและรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง ขณะที่ 46% มองว่าแอปพลิเคชันหาคู่เป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน ความไว้วางใจและความปลอดภัยยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้แอปหาคู่ โดย 46% ระบุว่าโปรไฟล์ที่ผ่านการยืนยันตัวตนและมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มแข็งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ในการเลือกแอปหาคู่ รณัสถ์ ศรีรุ่งเรืองเดชา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย Tinder Thailand กล่าวว่า “ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้คนโสดไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับภาวะความเหงา แต่ความต้องการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นยังคงมีอยู่อย่างชัดเจน และที่น่าสนใจคือ ผู้คนไม่ได้มองหาเพียงการมีคนอยู่รอบตัวมากขึ้น แต่กำลังมองหาความสัมพันธ์ที่มีความหมายและลึกซึ้งมากขึ้น เราเชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถมีบทบาทในการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบและสร้างคอนเนคชันใหม่ ๆ และช่วยให้พวกเขารู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นมากขึ้น ขณะเดียวกัน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างปลอดภัยและมีความหมายก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ด้วยเหตุนี้ Match Group, Tinder, AIS, กรมสุขภาพจิต, TIMS และ GILC จึงร่วมกันขับเคลื่อนแคมเปญ Human Connection เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาความเหงา และส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและแข็งแรงในประเทศไทย เราหวังว่าแคมเปญนี้จะเป็นอีกหนึ่งส่วนในการสนับสนุนให้ผู้คนมีโอกาสสร้าง Human Connection ที่มีความหมายมากขึ้นในชีวิตจริง” เคธี่ ปีเตอร์ส รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายกิจการองค์กร Match Group กล่าวว่า “แม้วันนี้เราจะสามารถติดต่อใครสักคนได้ง่ายกว่าที่เคย แต่ในขณะเดียวกันกลับรู้สึกว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงนั้นยากขึ้นกว่าเดิม ผู้คนกำลังรู้สึกเหงามากขึ้น และนี่เป็นปัญหาสำคัญของสังคม ในฐานะผู้นำด้านการหาคู่ออนไลน์ เราเชื่อว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทในการช่วยรับมือกับปัญหานี้นี่คือเหตุผลที่เราจัดทำงานวิจัยนี้ขึ้น เพื่อทำความเข้าใจจากข้อมูล ไม่ใช่จากข้อสันนิษฐานว่าปัจจัยใดคือสิ่งที่ผลักดันให้คนโสดในเอเชียรู้สึกขาดการเชื่อมต่อกับผู้อื่นอย่างแท้จริง และข่าวดีคือ คนรุ่นใหม่ในเอเชียไม่ได้ละทิ้งความต้องการในการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง พวกเขาเพียงมีความตั้งใจและพิถีพิถันมากขึ้นในการมองหาความสัมพันธ์เหล่านั้น” ระเบียบวิธีวิจัย การสำรวจ Match Group Asia Human Connection Survey จัดทำโดย Ipsos ในนามของ Match Group โดยสำรวจคนโสดอายุ 18–45 ปี ประมาณ 1,000 คนในแต่ละประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และไทย ผ่าน Ipsos Online Panel ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 19 พฤษภาคม 2569 --- ## การ์ทเนอร์ชี้ 4 เทรนด์สำคัญกำหนด Future of Work ยุค AI คาดใน 3 ปี พนักงาน 30% ที่เคยถูกเลิกจ้างโดย AI จะถูกจ้างกลับมาทำงานใหม่ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116341 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำด้านธุรกิจและเทคโนโลยีเปิดเผยว่าขณะที่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเร่งสปีดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างก้าวกระโดด ผู้บริหารไอทีจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ 4 เทรนด์การเปลี่ยนแปลงสำคัญเพื่อรับมือโลกการทำงานในอนาคต โทรี พอลแมน (Tori Paulman) รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เมื่อผู้บริหารธุรกิจและไอทีมองย้อนกลับไปยุคเริ่มต้น AI พวกเขาจะพบความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุด นั่นคือ การคิดว่าเป้าหมาย AI คือการเอามาทำงานแทนคน ทั้งที่โอกาสแท้จริงคือการนำมาเสริมศักยภาพให้กับทีมงานต่างหาก ความได้เปรียบในการแข่งขันจะตกเป็นของผู้บริหารที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้สอดรับกับยุค AI ได้อย่างแท้จริง และมูลค่า AI จะทวีคูณขึ้นจากการปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงาน และทลายกรอบกระบวนการทำงานแบบเดิม ช่วยเพิ่มความเร็วและลดอุปสรรคการขับเคลื่อนธุรกิจ” การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายใน พ.ศ. 2572 พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากการนำ AI มาแทนที่ ราว 30% จะถูกจ้างกลับเข้ามาทำงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดให้กับองค์กร  แม้การลดขนาดทีมงานจะช่วยสร้างผลกำไรทางการเงินระยะสั้นให้องค์กร แต่เป็นการทำลายกระบวนการคัดสรรบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Pipelines) และทำให้องค์ความรู้ที่สะสมภายในองค์กรถูกลบเลือนไป ประกอบกับอัตราการเติบโตของกำลังแรงงานทั่วโลกที่เริ่มทรงตัวหรือลดลง การแข่งขันเพื่อแย่งชิงบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการขององค์กรนั้นจะยิ่งทวีความรุนแรง ท้ายที่สุดจะส่งผลให้ต้นทุนการสรรหา การฝึกอบรม และการรับพนักงานใหม่เข้าทำงานพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย “ผู้บริหารธุรกิจและไอทีที่มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือลดต้นทุน เสี่ยงที่จะปลดพนักงานรวดเร็วและมากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโมเดลทางธุรกิจ รวมถึงการลงแข่งในตลาดใหม่ ๆ ขณะที่ AI ยังพัฒนารุดหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้บริหารควรหันมาใช้กลยุทธ์ 'การปรับสัดส่วนบุคลากร' (Talent Remix) โดยนำ AI มาช่วยปรับบทบาทหน้าที่ และโยกย้ายทีมงานจากงานที่สร้างผลผลิตได้น้อย ไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่มีมูลค่ามากกว่าแทน” Paulman กล่าวเพิ่มเติม รายงาน Gartner 2026 Hype Cycle for the Future of Work ชี้ให้เห็นว่า เมื่อการลงทุนใน AI ยุคแรกเริ่มก้าวเข้าสู่ Trough of Disillusionment ซึ่งเป็นจุดที่กระแสความนิยมเริ่มลดลง ความท้าทายสำคัญของผู้บริหารจึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการใช้ AI เข้ามาขยายขีดความสามารถทางด้านสติปัญญา เพิ่มความเชี่ยวชาญและไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้กับมนุษย์ต่างหาก” Paulman กล่าว รูปที่ 1: วงจรเทคโนโลยีสำหรับอนาคตการทำงาน ปี 2569  ที่มา: การ์ทเนอร์ (กันยายน 2569) Gartner Hype Cycle นำเสนอภาพสะท้อนระดับการเติบโตและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ตลอดจนศักยภาพในการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจจริงและการต่อยอดโอกาสใหม่ ๆ โดยแนวทางวิจัยของ Gartner Hype Cycle ช่วยให้เห็นทิศทางการพัฒนาของเทคโนโลยีตามช่วงเวลา จึงเป็นแหล่งข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและน่าเชื่อถือสำหรับผู้บริหาร เพื่อวางแผนปรับใช้เทคโนโลยีให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจได้ตรงจุด  เพื่อนำพาองค์กรก้าวพ้นสภาวะการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานระหว่างมนุษย์กับ AI ผู้บริหารธุรกิจและไอทีต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้ ที่อาจส่งผลต่อวิธีการทำงาน และจุดที่องค์กรจะสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงที่ 1: สร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพให้คนทำงาน (Expand Human Capability Through the Human-AI Relationship) เมื่อ AI วิวัฒนาการกลายมาเป็น Toolmate องค์กรจำเป็นต้องสร้างรูปแบบการทำงานร่วมกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อช่วยเสริมขีดความสามารถมนุษย์พร้อมรักษาความรับผิดชอบในผลงานไว้ องค์กรที่ประสบความสำเร็จที่สุดจะใช้ AI เพื่อเสริมสร้างการใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำและการตัดสินใจของพนักงานมากกว่าที่จะนำมันมาใช้เพื่อทดแทน  เทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่: AI Avatar of the Employee, AI Toolmate, Digital Coaching Applications, Employee Digital Twin และ Emotion AI การเปลี่ยนแปลงที่ 2: หนุน AI-Ready Workforce โดยมุ่งเน้น 'การปรับตัว' มากกว่าแค่ 'นำมาใช้งาน' (Empower an AI-Ready Workforce That Adapts, Not Just Adopts)  สปีดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด กำลังเผยให้เห็นถึงช่องว่างครั้งใหญ่ ทั้งในเรื่องทักษะ ความสามารถในการปรับตัวและความพร้อมของบุคลากร ส่งผลให้องค์กรยุคนี้ต้องการพนักงานที่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทำงานร่วมกันข้ามสายงานได้อย่างไม่สะดุด และเติบโตไปกับบทบาทหน้าที่ที่มีความยืดหยุ่นสูงขึ้นเรื่อย ๆ  องค์กรที่เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตจะลงทุนพัฒนา AI Literacy ให้กับพนักงาน, นำ AI มาใช้บริหารจัดการทักษะ, เสริมสร้างความคล่องแคล่วทางดิจิทัล (Digital Dexterity) รวมถึงวิเคราะห์รูปแบบการทำงานของพนักงาน พร้อมส่งเสริมผู้บริหารให้มีความเชี่ยวชาญ AI        การเปลี่ยนแปลงที่ 3: การเข้าใจบริบท การใช้วิจารณญาณ และการตีความความจะลึกยิ่งขึ้น (Deepen Context, Judgment and Meaning)  เมื่อ AI ถูกนำเข้าไปผสานกับกระบวนการทางธุรกิจมากขึ้น องค์กรยิ่งต้องเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นที่บริบทของการทำงาน การใช้วิจารณญาณของมนุษย์ และความรู้สะสมในองค์กร (Institutional Knowledge) อาจสูญหายไป บริษัทที่พร้อมรับมือกับอนาคตจึงต้องออกแบบระบบที่ช่วยยกระดับคุณภาพการตัดสินใจ โดยยังคงให้มนุษย์เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมสร้างความเข้าใจแก่พนักงาน ไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจวิธีปฏิบัติ แต่ต้องเข้าใจถึงเหตุผลและที่มาของกระบวนการทำงานนั้น ๆ อย่างแท้จริง   เทคโนโลยีที่ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ CIO ควรพิจารณา ได้แก่ อินเทอร์เฟซที่ให้มนุษย์โต้ตอบกับระบบ (Conversational user interfaces), แพลตฟอร์มการวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ (Decision intelligence platforms) และหน้าจอหรืออินเทอร์เฟซที่ AI เป็นผู้สร้างและปรับเปลี่ยนองค์ประกอบ (Generative UI) การเปลี่ยนแปลงที่ 4: วางรากฐานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทวีคูณ (Build a Foundation for Compound Value)  ความสำเร็จระยะยาวไม่ได้หยุดอยู่แค่การนำเครื่องมือ AI ทั่วไปมาใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้การปรับใช้ AI ให้เหมาะสมในแต่ละยูสเคสการใช้งานเพื่อให้ดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น มีต้นทุนต่ำลงและปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2570 องค์กร 75% ที่มุ่งเน้นแต่การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากผลผลิต AI ในรูปของการลดต้นทุนจะถูกบดบังและแพ้ให้กับคู่แข่งที่นำผลกำไรเหล่านั้นไปลงทุนต่ออย่างจริงจังทั้งในด้านนวัตกรรม การปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัยและการยกระดับทักษะแรงงาน  โดยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ ผู้บริหารรับมือการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-powered wearables), โมเดลปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์เฉพาะโดเมน (Domain-specific GenAI models), ระบบ AI ที่ผสานรวมเข้ากับระบบกายภาพเพื่อให้รับรู้และโต้ตอบกับโลกความจริงได้ (Embodied AI) และการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้ AI Agents เป็นผู้ลงมือเขียนโค้ด (Vibe coding) --- ## สยามพิวรรธน์ร่วมเป็นพันธมิตร งาน FUTURE-READY ECONOMY 2026 เวทีคู่ขนานการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 จัดโดย BRANDi และ BiOST URL: https://positioningmag.com/pr-news/116340 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ตอกย้ำผู้นำในการพัฒนา Global Landmark ที่ร่วมขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยบนเวทีโลก ร่วมเป็นพันธมิตรงาน FUTURE-READY ECONOMY 2026 ภายใต้แนวคิด “Designing Capital for the Future” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานอย่างเป็นทางการ (Official Affiliated Programme) ของการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) จัดโดย BRANDi and Companies และ BiOST, Institute of Systematic Transformation ณ สยามพารากอน กรุงเทพฯ ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี Mathias Cormann เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และ นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BRANDi and Companies และ Chief Sustainomist, BiOST, Institute of Systematic Transformation ร่วมเปิดงาน โดยมี คุณชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ คุณมยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายองค์กรสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร พร้อมคณะผู้บริหารสยามพิวรรธน์ และผู้นำระดับนานาชาติเข้าร่วมงาน งานดังกล่าวเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้นำภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ในการกำหนดทิศทางการจัดสรรทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ผ่านทุน 5 มิติ ได้แก่ ทุนเพื่อความมั่นคง (Capital for Security) ทุนเพื่อการพัฒนาคน (Capital for People) ทุนเพื่อการเติบโต (Capital for Growth) ทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Capital for Transition) และทุนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน (Capital for Resilience) เพื่อสร้างความมั่นคง ยกระดับศักยภาพคน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของสยามพิวรรธน์ในฐานะผู้บุกเบิกการสร้างแลนด์มาร์ก ระดับโลกและแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ที่เชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจ ชุมชน และวัฒนธรรม เพื่อสร้างคุณค่าร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมยกระดับศักยภาพและภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีโลก สยามพิวรรธน์ เป็นหนึ่งใน 8 พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partners) ที่สนับสนุนเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต พันธมิตรอื่นๆ ได้แก่ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัทบริหารสินทรัพย์เกาหลี (Korea Asset Management Corporation: KAMCO) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) --- ## ผิวแห้งแค่โลชั่นธรรมดาอาจไม่พอ! นีเวีย เปิดตัว Repair & Care 3 สูตรใหม่ กู้ผิวแห้ง ฟื้นบำรุงปราการผิวให้แข็งแรง URL: https://positioningmag.com/pr-news/116339 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News นีเวีย แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับโลก ภายใต้บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว NIVEA Repair & Care ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย 3 สูตรใหม่ที่พัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนัง เพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวแห้งที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ผิวแห้งกร้าน คัน ระคายเคืองง่าย ไปจนถึงผิวแห้งมากและหยาบเป็นขุย ชูแนวคิดการดูแลผิวแบบ Immediate Repair & Long-Term Care ที่ไม่เพียงมุ่งบรรเทาความไม่สบายผิวตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ แต่ยังฟื้นบำรุงปราการผิวให้แข็งแรง พร้อมล็อกความชุ่มชื้นยาวนานถึง 72 ชั่วโมง โดยวางจำหน่ายเฉพาะที่ร้านวัตสัน วราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด  เปิดเผยว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายกำลังสะท้อนโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจ โดยนีเวียมีอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดถึง 3 เท่า ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์เติมความชุ่มชื้นของนีเวียเติบโตสูงกว่าตลาดถึง 6 เท่า สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ตอบโจทย์เฉพาะด้านมากขึ้น “ตลอดกว่า 100 ปี นีเวียมุ่งพัฒนานวัตกรรมดูแลผิวที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง จากผลิตภัณฑ์กลุ่ม Daily Nourishment ที่เน้นการบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้นในชีวิตประจำวัน และ Skin Refining Body Serum ที่เป็นสูตร Ultra light ซึมซาบเร็วไม่เหนียวเหนอะหนะ เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย วันนี้เราต่อยอดสู่ NIVEA Repair & Care เพื่อขยายทางเลือกสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งซึ่งต้องการการดูแลมากกว่าการเติมความชุ่มชื้น โดยผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผิวหนังเข้ากับการพัฒนาสูตรที่ช่วยบรรเทาปัญหาผิวแห้ง พร้อมฟื้นบำรุงปราการผิวให้แข็งแรงในระยะยาว” ผิวแห้งไม่ใช่แค่ขาดความชุ่มชื้น รู้ทัน 5 สัญญาณเตือนปราการผิวอ่อนแอ ภายในงานเปิดตัว  สุรักษ์สวรรค์ วงศ์เกียรติขจร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ หรือ หมออุ๋ม Olivia จาก SUAYSTORIES  ชวนทำความเข้าใจว่า ปัญหาผิวแห้งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงอากาศหนาว แต่สามารถเกิดได้ตลอดปีจากหลายปัจจัย ทั้งอายุและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน รวมถึงมลภาวะ ฝุ่น PM2.5 การอยู่ในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน และการอาบน้ำอุ่นจัด ซึ่งล้วนส่งผลต่อการรักษาความชุ่มชื้นและการทำงานของปราการผิวได้ “ปราการผิวเปรียบเสมือนกำแพงที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและปกป้องผิวจากสิ่งกระตุ้นภายนอก เมื่อปราการผิวอ่อนแอ น้ำในผิวจะสูญเสียได้ง่ายขึ้นและเกิดการระคายเคืองตามมา โดยสังเกตได้จาก 5 สัญญาณสำคัญ ได้แก่ ผิวแห้งกร้าน ผิวแห้งคัน ผิวระคายเคือง ผิวแห้งตึง และผิวหยาบขรุขระ โดยเฉพาะอาการคันที่ทำให้ต้องเกาบ่อย ๆ เพราะยิ่งเกาก็ยิ่งทำร้ายปราการผิว จนอาจเกิดเป็นวงจรผิวแห้งซ้ำ หรือ Dry Skin Cycle ดังนั้น การดูแลผิวแห้งจึงไม่ใช่เพียงการทาโลชั่นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น แต่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบรรเทาความไม่สบายผิว พร้อมฟื้นบำรุงปราการผิวอย่างต่อเนื่อง โดยควรเลือกให้เหมาะกับลักษณะปัญหาผิวของแต่ละคน” กู้ผิวแห้งให้ตรงจุดด้วย NIVEA Repair & Care 3 สูตรใหม่ เพราะสัญญาณของผิวแห้งไม่ได้มีลักษณะเดียวกัน  นีเวียจึงพัฒนา NIVEA Repair & Care 3 สูตรที่ผสานส่วนผสมบำรุงผิวแตกต่างกัน เพื่อตอบโจทย์ตั้งแต่ผิวแห้งระคายเคืองง่าย ไปจนถึงผิวแห้งมากและหยาบขรุขระเป็นขุย โดยทุกสูตรมุ่งช่วยฟื้นบำรุงปราการผิวให้แข็งแรงในระยะยาว พร้อมเติมความชุ่มชื้นยาวนาน 72 ชั่วโมง  ได้แก่ NIVEA Repair & Care Intensive Care Serum (เซรั่มซิก้า)   สำหรับผิวแห้งสากและระคายเคืองง่าย  ด้วยส่วนผสมบำรุงผิว 12% ที่ผสาน Cica, Glycerin และ Natural Oils ช่วยปลอบประโลมผิว ลดความรู้สึกระคายเคือง และดูแล 5 สัญญาณผิวแห้ง พร้อมเสริมความแข็งแรงของปราการผิวในระยะยาว จุดเด่นคือเนื้อเซรั่มบางเบา ซึมเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ โดย 95% ของผู้ทดสอบยืนยันว่าผิวได้รับการปลอบประโลมตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ขนาด 200 มล. ราคา 269 บาท NIVEA Repair & Care Intensive Care Lotion (โลชั่นแถบแดง)   สำหรับผิวแห้งกร้านและคัน  ด้วยส่วนผสมบำรุงผิว 10% ที่ผสาน Glycerin, Provitamin B5 และ Niacinamide ช่วยเติมความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก ลดความรู้สึกคันและระคายเคืองจากผิวแห้ง พร้อมฟื้นบำรุงปราการผิวให้แข็งแรง เนื้อโลชั่นซึมง่าย เหมาะสำหรับใช้ทุกวัน โดย 98% ของผู้ทดสอบยืนยันว่าช่วยลดความรู้สึกระคายเคืองจากผิวแห้งได้ทันที ขนาด 400 มล. ราคา 329 บาท NIVEA Repair & Care Advanced Repair Lotion (โลชั่นยูเรีย)   สำหรับผิวแห้งมาก หยาบ ขรุขระ เป็นขุย  และไม่เรียบเนียน ด้วยส่วนผสมบำรุงผิว 12% ที่ผสาน Urea, AHA, BHA และ Natural Moisturizing Factor ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าอย่างอ่อนโยน ควบคู่กับการเติมความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึกและฟื้นบำรุงปราการผิว ให้ผิวกลับมานุ่มและเรียบเนียนขึ้น โดย 98% ของผู้ทดสอบยืนยันว่าผิวเรียบเนียนและนุ่มขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ขนาด 400 มล. ราคา 459 บาท NIVEA Repair & Care ทั้ง 3 สูตรที่พัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนัง จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลปัญหาผิวแห้งอย่างตรงจุด ด้วยการบรรเทาความไม่สบายผิวควบคู่กับการฟื้นบำรุงปราการผิวให้แข็งแรงในระยะยาว เพื่อให้ผิวได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องในทุกวัน วางจำหน่ายแล้วเฉพาะที่ร้านวัตสัน --- ## ส่งต่อความสุข! มอนเดลีซ ประเทศไทย ฉลอง 'Purpose Month' รวมพลังทำครัวจิตอาสา ส่งกำลังใจให้กับเด็กและสตรี ณ บ้านพักฉุกเฉิน URL: https://positioningmag.com/pr-news/116338 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) เดินหน้าส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่สังคมเนื่องในโอกาสครบรอบวันก่อตั้งบริษัทในเดือนตุลาคมของทุกปี กับโครงการ เพอร์เพิส มันธ์ (Purpose Month) รวมใจพนักงานจิตอาสา ทำกิจกรรมตอบแทนสังคม ย้ำ ความมุ่งมั่นในการส่งเสริมด้านโภชนาการและสุขภาวะที่ดี โดยตัวแทนพนักงานกว่า 30 คน ของ มอนเดลีซ ประเทศไทย ได้ร่วมกันประกอบอาหารกลางวันให้แก่ผู้พักพิง ณ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ กรุงเทพมหานคร ขับเคลื่อนเจตนารมณ์ขององค์กรในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม และส่งต่อความช่วยเหลือสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม นางไอดารา หวัง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ที่มอนเดลีซ เราคุ้นเคยกับการสร้างสรรค์ขนมที่เติมเต็มความสุขเล็กๆ ให้กับผู้คนในทุกวัน แต่สิ่งดีๆ ที่เราทำได้นั้นไปได้ไกลกว่าสิ่งที่เราผลิต และ Purpose Month เตือนใจเราว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ต้องรอจังหวะยิ่งใหญ่ เมื่อเราพร้อมใจกันลงมือทำ นำพลังและความตั้งใจมาส่งต่อให้ชุมชนรอบข้าง หลอมรวมน้ำใจจากทุกคน คนละไม้คนละมือ พลังเล็กๆ เหล่านี้ ก็กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ และนี่คือพลังของทีมมอนเดลีซ ที่มุ่งมั่น ร่วมใจ ลงมือ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคม” Purpose Month เป็นเดือนแห่งการรวมพลังของพนักงานมอนเดลีซทั่วโลกในการขับเคลื่อนเป้าหมายเดียวกัน โดยดึงพลังจิตอาสา ใช้ทักษะมาร่วมลงมือทำประโยชน์และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับชุมชน กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเป็นประจำในเดือนตุลาคมของทุกปี โดยในปี 2569 นี้ มีธีมหลักเป็น "Game-Changer” ปลุกพลังแห่งการคิดใหม่ ทำจริง เพราะทุกคนคือพลังเปลี่ยนเกม จุดประกายให้พนักงานได้มีเวลาคิดทบทวน กำหนดเป้าหมาย และลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยมีพนักงานจิตอาสาหลายหมื่นคนในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งผ่านกิจกรรมเพื่อชุมชน อาทิ ครัวจิตอาสา บริจาคอาหารและสิ่งของจำเป็น และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะที่ดี สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ หรือที่รู้จักกันในชื่อ บ้านพักฉุกเฉิน ดอนเมือง  เป็นองค์กรด้านมนุษยธรรมที่มีรากฐานมั่นคงและเป็นที่ยอมรับ โดยให้ที่พักพิงชั่วคราวและการดูแลที่จำเป็นรอบด้านให้แก่สตรีและเด็กที่อยู่ในสภาวะเปราะบาง ทั้งด้านที่พักอาศัย การให้คำปรึกษา การดูแลสุขภาวะ ตลอดจนการสนับสนุนด้านการศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ ซึ่งนับตั้งแต่การก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2517 บ้านพักฉุกเฉินได้เปิดประตูแห่งโอกาสให้ผู้คนจากทั่วประเทศไทยได้เริ่มต้นชีวิตใหม่มาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ครัวจิตอาสาจากพลังใจของพนักงานมอนเดลีซในวันนี้ เป็นสัญลักษณ์แห่งกำลังใจที่มอบโอกาสให้สตรีและเด็กในภาวะพึ่งพิงได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง และนี่คือหัวใจของการเป็น Game-Changer อย่างแท้จริง --- ## LINE ฉลอง 15 ปี เปิดประสบการณ์ “Your Life on LINE” ยกระดับ 5 แท็บหลัก ให้ทุกเรื่องในชีวิตเข้าถึงง่าย ตรงใจกว่าเดิม URL: https://positioningmag.com/pr-news/116337 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา LINE เติบโตเคียงข้างและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทย จากจุดเริ่มต้นของแพลตฟอร์มการสื่อสารที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านแชท สู่พื้นที่ดิจิทัลที่ครอบคลุมหลากหลายโมเมนต์ของชีวิต ทั้งความสัมพันธ์ คอมมูนิตี้ คอนเทนต์ ข่าวสาร และบริการที่หลากหลาย วันนี้ LINE เดินหน้าสู่บทใหม่ด้วยแนวคิด “Your Life on LINE” ยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ทุกเรื่องสำคัญในชีวิตเข้าถึงได้ง่าย และตรงใจกว่าเดิม การปรับประสบการณ์ใหม่ตามแนวคิด Your Life on LINE ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการปรับหน้าตาดีไซน์แอปฯ LINE แต่คือการจัดสรรประสบการณ์การใช้งาน LINE ให้สอดคล้องกับโมเมนต์ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ ที่ LINE สามารถเติมเต็มชีวิตบนดิจิทัลในแต่ละบริบทให้ได้ ผ่าน 5 แท็บหลัก ได้แก่ Home (หน้าหลัก), Chat (แชท), OpenChat (โอเพนแชท), TODAY และ Wallet แต่ละพื้นที่จะทยอยการปรับเปลี่ยนเพื่อสะท้อนบทบาทที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้ ให้ Your Life on LINE ครบครันในทุกมิติของชีวิตและเชื่อมโยงกันอย่างลงตัว แท็บ Home – จุดเริ่มต้นในทุกวัน กับทุกเรื่องสำคัญที่ไม่ควรพลาด แท็บ Home (หน้าหลัก) เตรียมมุ่งสู่การเป็นพื้นที่ของการเริ่มต้นในแต่ละวัน ช่วยให้ผู้ใช้เห็นเรื่องสำคัญและบริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันได้ใกล้ตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเตือนวันสำคัญ ปฎิทินนัดหมาย การแจ้งเตือนไฟล์ที่กำลังหมดอายุ ตลอดจนบริการแนะนำตามความสนใจในช่วงเวลานั้น ๆ ช่วยให้ผู้ใช้ไม่พลาดทุกเรื่องสำคัญ เริ่มต้นแต่ละวันบน LINE ได้สะดวก ตรงใจ และสนุกขึ้นกว่าเดิม *การปรับดีไซน์แท็บ Home รูปแบบใหม่ จะเตรียมทยอยอัปเดตสู่ผู้ใช้ในอนาคต โดยผู้ใช้อาจได้รับการอัปเดตในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แท็บ Chat – จากพื้นที่แชท สู่ศูนย์กลางทุกความสัมพันธ์ แม้ประสบการณ์บน LINE จะขยายไปในหลากหลายมิติ แต่หัวใจสำคัญยังคงเป็นการเชื่อมโยงผู้คนให้ติดต่อสื่อสารกันได้ แท็บ Chat (แชท) โฉมใหม่ จะช่วยให้ผู้ใช้บริหารจัดการ และติดตามทุกความสัมพันธ์รอบตัวได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการแบ่งพื้นที่เป็น 2 แท็บย่อย ได้แก่ รายการแชท และ รายการเพื่อน ให้ผู้ใช้สามารถเข้าดูทั้งรายการแชทที่กำลังดำเนินอยู่ และรายการเพื่อนที่ต้องการติดต่อได้สะดวก ครบจบได้ในแท็บเดียว ไม่ต้องสลับแท็บไปมาอีกต่อไป และเพราะความสัมพันธ์ไม่ได้มีเพียงข้อความในห้องแชท แท็บ Chat ยังถูกปรับให้แสดงผลเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมหรือนัดหมายกับเพื่อนที่ตั้งไว้ อัลบั้มความทรงจำร่วมกัน ตลอดจนความเคลื่อนไหวอย่างการอัปเดตโปรไฟล์ล่าสุดของเพื่อน ให้เห็นได้ง่ายๆ ตอกย้ำบทบาทจากพื้นที่สำหรับ ‘คุยกัน’ สู่พื้นที่เชื่อมต่อและดูแลทุกความสัมพันธ์ได้สะดวกกว่าเดิม ดูรายละเอียดการปรับเปลี่ยนแท็บ Chat ได้ที่ https://lin.ee/83w3DlG   แท็บ OpenChat – แหล่งรวมคอมมูนิตี้ “เรื่องที่อิน” ร่วมกัน หนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ OpenChat (โอเพนแชท) ที่เข้ามาเป็นแท็บที่ 3 บน LINE ด้วยคอนเซ็ปต์ “เพื่อนอินหาง่าย จอยได้แท็บสาม” เปิดทางให้ผู้ใช้เข้าถึงโลกแห่งคอมมูนิตี้ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ภายในแท็บ OpenChat ยังรวบรวมคอนเทนต์และคอมมูนิตี้ที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้การค้นพบเรื่องที่สนใจเป็นเรื่องง่าย ตั้งแต่ Editor’s Picks ห้องโอเพนแชทที่ทีมงานคัดสรรมาแนะนำ, ห้องสุดยอดโอเพนแชทและโอเพนแชททางการใหม่ ๆ, หัวข้อที่กำลังเป็นกระแสในไทย, การค้นหาคอมมูนิตี้ตามหมวดหมู่ความสนใจ ไปจนถึงลิสต์กิจกรรม Live Talk ที่กำลังเกิดขึ้น สะท้อนบทบาทแท็บ OpenChat ในการเป็นพื้นที่ช่วยเชื่อมผู้ใช้เข้ากับผู้คนและคอมมูนิตี้ที่มีความสนใจเดียวกัน ให้ทุกคนได้แชร์ทุกความชอบ คุยเรื่องที่อิน และจอยกับเพื่อนอินได้ง่ายกว่าเดิมบนแท็บสาม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแท็บ OpenChat ได้ที่ https://lin.ee/5P7Oynf/pr แท็บ TODAY – รู้ทันข่าวสารและเรื่องราวรอบตัว สำหรับแท็บ TODAY ยังคงมุ่งเป็นพื้นที่ให้ผู้ใช้งานได้ติดตามข้อมูลข่าวสาร เรื่องราวรอบด้าน ทันครบทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันได้ง่าย ผ่านหลากหลายมุมมองจากแหล่งข่าวชั้นนำที่เชื่อถือได้ รวมถึงเนื้อหาหลากหลายหมวดหมู่ให้เลือกอ่านและชมได้ภายในพื้นที่เดียว พร้อมด้วยฟีเจอร์และฟังก์ชันมากมายที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งาน “มีส่วนร่วม” กับเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ ‘Poll’ ให้ร่วมโหวตในประเด็นน่าสนใจ หรือ ‘Quiz’ ในเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงพื้นที่ ‘ชวนคุย’ ให้ผู้ใช้งานแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นที่เป็นกระแสในขณะนั้น โดยแท็บ TODAY มีแผนเตรียมปรับโฉมใหม่เพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้นเร็วๆ นี้เช่นกัน แท็บ Wallet – จัดการเรื่องการเงิน การใช้จ่ายให้ง่ายขึ้น สำหรับแท็บ Wallet ทาง LINE ยังคงมุ่งพัฒนาให้เป็นพื้นที่สำหรับจัดการเรื่องการเงินและการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงบริการด้านการเงิน การชำระเงินได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ครอบคลุมไปถึงการเริ่มต้นลงทุนเองได้ง่าย ๆ  ด้วยการเชื่อมต่อบริการทางการเงินที่หลากหลาย โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับ ฮั่วเซ่งเฮง เพิ่มช่องทางการซื้อ–ขายทองได้ผ่านแท็บ LINE Wallet เพื่อเพิ่มทางเลือกในการออมและการลงทุน สะท้อนบทบาทการเป็นพื้นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทางการเงินของผู้ใช้ ผ่านการนำเสนอข้อมูลและบริการที่เข้าถึงและจัดการได้ง่ายผ่านแท็บ Wallet จากแพลตฟอร์มที่เริ่มต้นด้วย “แชท” สู่บริการมากมายที่เข้าไปอยู่ในหลากหลายโมเมนต์ของชีวิตคนไทย การปรับดีไซน์เพื่อยกระดับประสบการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวของ LINE ในการจัดพื้นที่ต่าง ๆ บนแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับพฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่าน 5 แท็บสำคัญ 5 พื้นที่ที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเพื่อให้ทุกเรื่องในชีวิตดิจิทัลบน LINE เข้าถึงและจัดการได้ง่าย เป็นธรรมชาติ และตรงใจกว่าเดิม LINE จะเริ่มทยอยอัปเดตประสบการณ์ใหม่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยผู้ใช้ควรอัปเดต LINE เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่ผู้ใช้แต่ละรายได้รับการอัปเดตดีไซน์พร้อมประสบการณ์ใหม่เหล่านี้อาจแตกต่างกันตามลำดับกำหนดการปรับเปลี่ยนของแต่ละแท็บ --- ## แสนสิริ แคปิตอล ประสบความสำเร็จ ปิดดีล “The Lake Como EDITION” โรงแรมอัลตราลักชัวรีริมทะเลสาบโคโม URL: https://positioningmag.com/pr-news/116336 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News แสนสิริ แคปิตอล ทรอฟี่ฟันด์ (Sansiri Capital Trophy Fund) กองทุนไพรเวตอิควิตีด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ประกาศความสำเร็จในการปิดดีลเข้าซื้อ “The Lake Como EDITION” โรงแรมระดับอัลตราลักชัวรีริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี จากกลุ่มผู้ร่วมทุนระหว่าง Bain Capital บริษัทด้านการลงทุนชั้นนำระดับโลก และ Omnam Group ผู้พัฒนาธุรกิจโรงแรมและการบริการ ทั้งนี้ แสนสิริ แคปิตอล พร้อมปลดล็อกมูลค่าของสินทรัพย์ด้วยความสามารถในการบริหารสินทรัพย์เชิงรุก ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มแสนสิริซึ่งมีประสบการณ์ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงแรมกว่า 40 ปี รวมถึงผลงานความสำเร็จในการพลิกโฉมสินทรัพย์ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ณภัทร ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ แสนสิริ แคปิตอล กล่าวว่า “การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกของแสนสิริ แคปิตอล ที่มุ่งเน้นกลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มและผลตอบแทนให้กับกลุ่มนักลงทุนสถาบันและกลุ่มนักลงทุนผู้มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth) The Lake Como EDITION เป็นสินทรัพย์ระดับ Trophy Asset ซึ่งตั้งอยู่ในจุดหมายปลายทางด้านการพักผ่อนที่ทรงคุณค่าและเป็นที่ต้องการสูงสุดแห่งหนึ่งของโลกและด้วยข้อจำกัดที่เข้มงวดในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ รอบทะเลสาบแห่งนี้ ทำให้เกิดปราการการแข่งขันโดยธรรมชาติ (High Barriers to Entry) และทำให้สินทรัพย์มีคุณลักษณะของการหาทดแทนได้ยาก ซึ่งเราเชื่อว่าจะเอื้อต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดช่วงระยะเวลาของการลงทุน การเข้าถือครองสินทรัพย์ที่โดดเด่นและล้ำค่าแห่งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแสนสิริ แคปิตอล ซึ่งเน้นการสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนผ่านการบริหารจัดการสินทรัพย์เชิงรุกอันเป็นสิ่งที่ทำให้ แสนสิริ แคปิตอล มีความแตกต่างอย่างแท้จริง” ภายใต้การนำของผู้บริหารและทีมงานมืออาชีพ แสนสิริ แคปิตอล ตั้งเป้าเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการระดับโลก ที่สามารถส่งมอบมูลค่าอย่างยั่งยืนให้กับผู้ลงทุน โดยมีบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (แสนสิริ)  ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรม และไลฟ์สไตล์ เป็นผู้ให้การสนับสนุน ทำให้มีความพร้อมในการสร้างมูลค่าที่เหนือกว่าการลงทุนที่อาศัยเพียงเม็ดเงินลงทุน โมเดลธุรกิจ Trophy Asset แสนสิริ แคปิตอล มุ่งเข้าถือครองสินทรัพย์ระดับลักชัวรีที่หาทดแทนได้ยากทั่วโลก รวมถึงสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการรีโพซิชัน (Repositioning) ด้วยแนวทางการพัฒนาต่อยอดอย่างมีวินัยบนจุดแข็ง อาทิ การมีปราการการแข่งขันสูง (High Barriers to Entry) การมีพันธมิตรผู้ดำเนินงาน (Operating Partners) ชั้นนำ และการสร้างมูลค่าในระดับสินทรัพย์ (Asset-Level Value Creation) เพื่อสร้างพอร์ตโฟลิโอระดับโลกที่มีความสมดุล กลยุทธ์การลงทุนของ แสนสิริ แคปิตอล มุ่งเน้นที่ธุรกิจโรงแรมระดับลักชัวรีและไลฟ์สไตล์ในเมืองที่เป็นเกตเวย์ระดับโลก และจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีข้อจำกัดด้านการพัฒนาอย่างเข้มงวด เช่น ปารีส โรม มิลาน นิวยอร์ก และทะเลสาบโคโม โดยมีแสนสิริเป็นผู้สนับสนุนขับเคลื่อนการแปลงกลยุทธ์สู่การปฏิบัติผ่านการบริหารสินทรัพย์เชิงรุกอย่างใกล้ชิดและความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ ในส่วนของ The Lake Como EDITION ซึ่ง Marriott International ยังคงเป็นผู้บริหารจัดการ ภายใต้สัญญาบริหารโรงแรม (Hotel Management Agreement) ที่มีอยู่นั้น แสนสิริ แคปิตอล มีแผนการพัฒนาต่อยอดจากจุดแข็งเดิมที่มีอยู่แล้ว อาทิ การร่วมมือกับเชฟมิชลินสตาร์ Mauro Colagrecoและเครือข่ายเวลเนสชั้นนำเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพักและเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้ รวมถึงการพัฒนา Lido Beach Club และพื้นที่ริมน้ำสำหรับจัดงานแต่งงานระดับลักชัวรี การจัดกิจกรรมสร้างแบรนด์ (Brand Activations) และโปรแกรมทางสังคมที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากสระว่ายน้ำลอยน้ำ (Floating Pool) และท่าเทียบเรือส่วนตัวเพื่อรังสรรค์ประสบการณ์ที่แตกต่างและพัฒนาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ รายได้สกุลยูโรจากโรงแรมนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้กับพอร์ตโฟลิโอการลงทุน การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ยังสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มลักชัวรีทั่วโลก จากการเน้นสะสมสินค้าแบรนด์เนมไปสู่การแสวงหาประสบการณ์เฉพาะตัวและไม่เหมือนใคร (Experiential Luxury) โดยอัตราการเข้าพักของ The Lake Como EDITION ที่สูงกว่า 70% ในช่วงไฮซีซันล่าสุด ถือเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการต่อยอดเทรนด์ความต้องการที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ดังกล่าว ทีมผู้บริหารของ แสนสิริ แคปิตอล มีผลงานที่พิสูจน์แล้วทั้งในด้านการลงทุนและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจโรงแรมระดับลักชัวรี เสริมทัพด้วยประสบการณ์ของแสนสิริในฐานะเจ้าของ นักลงทุน และพันธมิตรของแพลตฟอร์มด้านโรงแรมและบริการระดับลักชัวรีชั้นนำ รวมถึงผลงานด้านกิจกรรมส่งเสริมและสร้างแบรนด์ และการสร้างสรรค์พื้นที่ (Placemaking) ผลงานความสำเร็จที่ผ่านมา รวมถึงการพลิกโฉมโรงแรม The Manner ในมหานครนิวยอร์ก ผ่านการใช้งบลงทุนและการยกระดับการดำเนินงานอย่างตรงจุด (Targeted Capex & Operational Upgrades) และการจัดวางตำแหน่งแบรนด์ใหม่ ซึ่งทำให้สามารถเพิ่มราคาห้องพักกว่า 3 เท่า และความสำเร็จในการขยายขอบข่ายธุรกิจของ Standard International ซึ่งแสนสิริได้ช่วยสนับสนุนการขยายกิจการในระดับนานาชาติ จนนำไปสู่การขายกิจการเชิงกลยุทธ์ให้กับ Hyatt Hotels Corporation ซึ่ง แสนสิริ แคปิตอล จะได้นำแนวทางเดียวกันนี้มาปรับใช้กับ The Lake Como EDITION ผ่านการร่วมมือประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ Marriott International “เป้าหมายของเราคือการต่อยอดจากตำแหน่งทางการตลาดและจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่งของ The Lake Como EDITION  ผ่านการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับ Marriott International  นอกเหนือจากการลงทุนในบริเวณทะเลสาบโคโมแล้ว เราจะยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างคัดสรรในสินทรัพย์ธุรกิจโรงแรมที่หาทดแทนได้ยาก เพื่อส่งมอบคุณค่าอย่างยั่งยืน”ณภัทร กล่าวสรุป ทั้งนี้ ผู้ลงทุนใน แสนสิริ แคปิตอล ประกอบด้วย บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) โดย The Lake Como EDITION นับเป็นการลงทุนลำดับแรกของ แสนสิริ แคปิตอล การเข้าซื้อกิจการ The Lake Como EDITION ได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อจำนวน 165 ล้านยูโร (ประมาณ 6,340 ล้านบาท) จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของธนาคารที่มีต่อแนวทางการลงทุน (Investment Thesis) รวมถึงศักยภาพ และความเชี่ยวชาญของ แสนสิริ แคปิตอล ในการลงทุนสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) --- ## LINE MAN Wongnai เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วม กทม.–ต่างจังหวัด หนุนร้านอาหาร–ดูแลไรเดอร์–ส่งต่อความช่วยเหลือถึงชุมชน URL: https://positioningmag.com/pr-news/116335 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News LINE MAN Wongnai  ร่วมบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร และไรเดอร์ในหลายพื้นที่ ผ่านการสนับสนุนรายได้ให้ร้านอาหาร ส่งต่ออาหารกว่า  1,300 กล่อง  ให้ผู้ประสบภัยย่าน ลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ควบคู่กับการมอบอุปกรณ์ครัวและมาตรการช่วยเหลือร้านค้าผ่าน Wongnai POS ให้กับร้านที่อุปกรณ์เสียหายจากน้ำท่วม ตลอดจนประสานความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อดูแลสุขภาพ ความปลอดภัย และการประกอบอาชีพของไรเดอร์ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ทำให้ร้านอาหารบางส่วนไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ ประชาชนในชุมชนยังต้องการความช่วยเหลือ LINE MAN Wongnai จึงได้สนับสนุนซื้ออาหารจากร้านค้าในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในราคาปกติ เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ และนำอาหารส่งให้ประชาชนและไรเดอร์ที่ประสบภัยโดยมีเครือข่ายไรเดอร์ร่วมกระจายอาหารถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ แนวทางดังกล่าวช่วยให้ร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบยังมีรายได้ พร้อมมีส่วนร่วมส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่ชุมชน นอกจากนี้ LINE MAN Wongnai ยังเตรียมมอบ  ชุดอุปกรณ์ครัว Lucky Flame จำนวน 20 ชุด ให้แก่ร้านอาหาร 20 แห่ง  ที่ได้รับผลกระทบหนัก เพื่อทดแทนอุปกรณ์ที่เสียหายและลดภาระค่าใช้จ่ายในการกลับมาเปิดร้าน ขณะเดียวกัน  Wongnai POS  ได้มีมาตรการดูแลร้านค้าที่อุปกรณ์ได้รับความเสียหาย ด้วยการจัดหาเครื่องทดแทนที่พร้อมใช้งานให้แก่ร้านค้าที่เข้าเงื่อนไข โดยไม่คิดค่ามัดจำหรือค่าดำเนินการเปลี่ยนเครื่อง เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ระบบบริหารจัดการร้านอาหารได้โดยเร็ว   นอกจากนี้  LINE MAN Wongnai ได้ประสานความร่วมมือกับสภาเภสัชกรรม  เพื่อส่งต่อชุดเวชภัณฑ์ที่จำเป็นอย่างน้อย  500 ชุด  ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลอาการน้ำกัดเท้าและผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง เพื่อช่วยดูแลสุขอนามัยและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของไรเดอร์ที่ประสบภัย นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับ  PTT Lubricants   จัดบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตรวจเช็กสภาพ และซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ฟรี โดยได้รับการสนับสนุนสถานที่จาก  กรุงเทพมหานคร(กทม.)  ซึ่งครอบคลุมการให้บริการทั้งไรเดอร์ทุกแพลตฟอร์ม ผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์ และประชาชนทั่วไปช่วยฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม รวมกว่า  600 คัน  เมื่อวันที่ 5-6 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมเตรียมขยายพื้นที่ความช่วยเหลือไปยังจังหวัดอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ไรเดอร์และประชาชนทั่วไปสามารถกลับมารับงานและสร้างรายได้ได้อย่างมั่นใจและรวดเร็วที่สุดเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ พร้อมออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อยกระดับความปลอดภัยและสวัสดิภาพของไรเดอร์ โดยเปิดให้ยกเลิกงานได้ทันทีเมื่อพบเส้นทางที่น้ำท่วมและไม่ปลอดภัยโดยไม่กระทบต่อสถิติการทำงาน พร้อมทั้งพักการเรียกเก็บค่างวดผ่อนชำระ ตลอดจนแจ้งเตือนข้อมูลพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมผ่านแอปพลิเคชันไรเดอร์แบบเรียลไทม์ เพื่อใช้ประเมินสถานการณ์ก่อนออกปฏิบัติงาน โดยรวมมูลค่าการช่วยเหลือทุกโครงการในครั้งนี้กว่า 300,000 บาท LINE MAN Wongnai ตั้งใจนำทรัพยากรและเครือข่ายที่มีอยู่มาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนตามความจำเป็นของแต่ละกลุ่ม ทั้งการดูแลผู้ประกอบการ ไรเดอร์ และประชาชนในชุมชน พร้อมสนับสนุนให้ทุกฝ่ายสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด --- ## “สเวนเซ่นส์” ฉลองครบรอบ 40 ปี ดึง Mickey & Minnie ตัวแทนความสุขครองใจทุกเจน ดีไซน์เมนู สินค้าเอ็กซ์คลูซีฟแบบจัดเต็ม! URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116329 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: ratirita ถ้าพูดถึงร้านไอศกรีมในดวงใจที่โตมาด้วยกัน เชื่อว่า “สเวนเซ่นส์ (Swensen’s)” ต้องเป็นชื่อแรกๆ ในใจใครหลายคนแน่นอน และปี 2569 นี้ สเวนเซ่นส์อยู่คู่เมืองไทยมาครบ 40 ปีเต็มแล้วเรียบร้อย งานนี้จะจัดธรรมดาได้ยังไง สเวนเซ่นส์เลยจัดใหญ่ภายใต้คอนเซ็ปต์สุดอบอุ่นอย่าง “40 ปีแห่งความสุขที่ไม่มีวันละลาย” ความว้าวคือ เขาดึงเอาสองตัวการ์ตูนไอคอนิกระดับโลกอย่าง Mickey Mouse และ Minnie Mouse มาร่วมเฟรมฉลองวันเกิดด้วยกัน สาวกเจ้าหนูมิกกี้ และมินนี่ต้องเตรียมพุ่งตัวไปด่วนๆ ทำไมต้อง Mickey & Minnie? สองตัวตึงแห่งวงการความสุข กัลลฎา แจ้งพินิจพร Head of Brand ของ Swensen’s แอบเล่าอินไซต์ให้ฟังว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็ก Gen Z เจนวายที่เริ่มจะเข้าวัยหลักสี่กันแล้ว หรือจะเป็นรุ่นวัยเก๋า ทุกคนล้วนมีความทรงจำดีๆ กับสเวนเซ่นส์กันทั้งนั้น และถ้านึกถึงคาแรกเตอร์ที่เป็นตัวแทนของความสุขระดับสากล ไม่ว่าเจนไหนเห็นก็ต้องยิ้ม ก็ต้องยกให้คู่หู Mickey & Minnie นี่แหละ การจับคู่กันครั้งนี้เลยไม่ใช่แค่เรื่องของแบรนด์ไอศกรีมกับภาพการ์ตูน หรือคาแรกเตอร์เท่านั้น แต่เป็นการดึงเอาความทรงจำในวัยเด็ก และความสุขในปัจจุบันมารวมกันไว้ในถ้วยเดียว ส่อง 3 หมัดเด็ด มีอะไรให้แฟนๆ ได้กรี๊ดบ้าง 1. EXCLUSIVE ลายเส้นใหม่สุดลิมิเต็ด ทาง Disney ลงมือสะบัดปลายแปรงออกแบบลายเส้น Mickey & Minnie เวอร์ชันพิเศษเพื่อสเวนเซ่นส์โดยเฉพาะ มีเฉพาะที่ประเทศไทย และในโอกาสฉลอง 40 ปีนี้เท่านั้น แฟนคลับ และนักสะสมบอกเลยว่าของมันต้องมี 2. EVERYDAY น่ารักแบบใช้ได้จริง ไม่เน้น Hard Sell! รอบนี้สินค้าเมอร์เชนไดส์เขาทำการบ้านมาดีมาก เลือกไอเทมที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น หมอนผ้าห่มสุดนุ่ม สำหรับชาวออฟฟิสที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ยางมัดผมคิวท์ๆ มัดผมทีแบบเห็นได้แต่ไกล และบัตรสมาชิกลายพิเศษ โดยเน้นดีไซน์ที่ละมุน สอดแทรกไอคอนลูกเชอร์รี่อันเป็นเอกลักษณ์ของสเวนเซ่นส์ลงไปคู่กับ Mickey & Minnie เอาไว้ฮีลใจสายไลฟ์สไตล์ได้ทุกวัน 3. EXPERIENCE ชิมไอศกรีม แชะโพลารอยด์ ย้อนวันวาน ใครทันยุคที่กินสเวนเซ่นส์แล้วได้ถ่ายรูปโพลารอยด์บ้าง? งานนี้เขายก Signature Experience ในตำนานกลับมาอีกครั้ง เพียงสั่งเมนูพิเศษ “Magic Moment Sundae” ณ สาขาที่กำหนด ก็รอถ่ายรูปโพลารอยด์พร้อมกรอบรูป Mickey & Minnie สุดน่ารักเก็บกลับบ้านไปเลย แถมหน้าร้านยังตกแต่งจุดถ่ายรูปให้ฟินกันเต็มที่ ใครอยากไปร่วมย้อนวันวาน และสร้างความทรงจำใหม่กับความสุขที่ไม่เคยละลาย รีบพาคนรู้ใจ  เพื่อนสนิท หรือครอบครัวไปจัดกันได้แล้วที่ Swensen’s ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป! --- ## แกร็บ ผนึก OpenAI ต่อยอดโครงการ GrabAcademy อัปสกิล AI คนขับ-ร้านค้า เสริมโอกาสทางธุรกิจ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116334 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผนึกกำลัง OpenAI บริษัทวิจัยและพัฒนาระบบ AI ชั้นนำของโลก ประกาศความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับคนไทย โดยเปิดหลักสูตรอบรมการใช้ ChatGPT ให้กับคนขับ ไรเดอร์ และผู้ประกอบการร้านอาหารกว่า 3,000 คน เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ และพัฒนาไอเดียใหม่ๆ สู่โอกาสในการสร้างรายได้ พร้อมสานต่อโครงการ GrabAcademy ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Level Up Your Skills” โดยเสริมทัพด้วยคอร์สอบรมพิเศษที่ช่วยอัปสกิลให้ก้าวทันโลก โดยกูรูจากหลากหลายวงการ อาทิ คอร์สบริหารการเงิน และการลงทุน โดย เฟิร์น - ศิรัถยา อิศรภักดี จาก Wealth Me Up และ คอร์สการทำ Affiliate Marketing โดย โค้ชบี พลิกชีวิต ด้วยเสื้อผ้า Online โดยหวังจุดประกายการเรียนรู้และยกระดับขีดความสามารถของคนในอีโคซิสเต็ม ให้สามารถนำเทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในยุคดิจิทัลไปปรับใช้ในการสร้างรายได้และพัฒนาตัวเอง นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “แกร็บให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ พร้อมเสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการร้านค้าและคนขับมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนา ฟีเจอร์ ‘ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ’ (GrabMerchant AI Assistant ) นับตั้งแต่ปี 2568 เพื่อใช้ในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนธุรกิจ โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการร้านค้ากว่า 275,000  รายนำฟีเจอร์นี้มาช่วยพัฒนาธุรกิจ รวมถึง ฟีเจอร์ ‘ผู้ช่วย AI’ (Driver AI Assistant) แชตบอทอัจฉริยะบนแอปพลิเคชันของคนขับที่เราพัฒนาร่วมกับ OpenAI เพื่อช่วยตอบคำถามและให้คำแนะนำทั้งในด้านการให้บริการและเทคนิคการเพิ่มรายได้ โดยปัจจุบันมีคนขับกว่า 120,000 คน ใช้งานแล้วหลังจากที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา” “เพื่อเป็นการสานต่อความมุ่งมั่นในการพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับคนในอีโคซิสเต็ม ในปีนี้เราจึงได้ร่วมมือกับ OpenAI เปิดตัวโปรเจกต์ ‘GO Forward with AI’ ในระดับภูมิภาค พัฒนาหลักสูตรการใช้ ChatGPT ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับคนขับและผู้ประกอบการร้านค้าโดยเฉพาะ โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำ ตั้งแต่การวิเคราะห์อินไซต์ของลูกค้าเพื่อวางแผนธุรกิจ ไปจนถึงการพัฒนาไอเดียใหม่เพื่อหาช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่ๆ ในอนาคต โดยได้เริ่มนำร่องแล้วในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายสู่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย” นายคิรัน มานิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น OpenAI กล่าวว่า “ในวันที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI การเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ แต่จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจในการใช้งาน เพื่อให้ทุกคนสามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคง ปัจจุบันเราเห็นคนไทยจำนวนมากเริ่มหันมาให้ความสนใจและลองใช้ AI กันมากขึ้น เราจึงได้จับมือกับ Grab เพื่อริเริ่มโปรเจกต์ GO Forward with AI เพื่อส่งเสริมทักษะ AI ให้แก่คนขับและผู้ประกอบการร้านค้าในประเทศไทย ให้สามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ให้ตอบโจทย์ชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการงบประมาณ การขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต หรือการต่อยอดไอเดียใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสที่ดีกว่าให้กับตนเองและครอบครัว” เพื่อเป็นการประกาศความร่วมมือกับ OpenAI อย่างเป็นทางการ แกร็บได้จัดงาน GrabAcademy 2026 ภายใต้แนวคิด “Level Up Your Skills”   พร้อมจัดอบรมในรูปแบบออฟไลน์เพื่อเสริมทักษะด้าน AI ให้กับคนขับ ไรเดอร์ และผู้ประกอบการร้านค้า ซึ่งประกอบด้วย หลักสูตร “Grow Your Business with ChatGPT: Attract, Engage & Retain Your Customers” การอบรมการใช้ ChatGPT สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง โดยเน้นการวิเคราะห์อินไซต์ของลูกค้า การปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ การวางแผนคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการสร้างความภักดีในกลุ่มลูกค้า (Customer Loyalty) เพื่อช่วยสร้างการเติบโตในธุรกิจของผู้ประกอบการ หลักสูตร “Grow Your Earnings with AI: Smarter Shifts, Better Service & New Opportunities” การอบรมการใช้ ChatGPT สำหรับคนขับและไรเดอร์ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานให้กับคนขับ ไม่ว่าจะเป็น การวางแผนเวลาทำงาน และการแปลภาษาเพื่อสื่อสารกับผู้ใช้บริการ นอกเหนือจากการส่งเสริมการทำงานบนแพลตฟอร์ม การอบรมในครั้งนี้ ยังมีการสอนการใช้ AI ในการช่วยวางแผนทางการเงิน การเฟ้นหาไอเดียเพื่อนำมาต่อยอดสู่โอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ และการพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง โดยผู้เข้าร่วมจะได้ลงมือพัฒนาคู่มือในการพัฒนาตัวเองที่มาพร้อมแผนการดำเนินงาน 30 วัน เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมก่อนนำไปปฏิบัติจริงด้วยตนเอง นอกจากนี้ แกร็บยังได้ดึงกูรูจากหลากหลายสาขามาร่วมพัฒนาทักษะและเสริมความรู้ในการสร้างรายได้เสริม อาทิ คอร์ส “Grab Your Money 6 ขั้นสู่สุขภาพการเงินที่ดีฉบับคนขับ Grab” ที่มาให้ความรู้ด้านการบริหารเงิน การเก็บออม และการลงทุน โดย เฟิร์น-ศิรัถยา อิศรภักดี ผู้ดำเนินรายการและกูรูชื่อดังด้านการเงินส่วนบุคคล เจ้าของเพจ Wealth Me Up คอร์ส “Affiliate Marketing สำหรับมือใหม่ตามฉบับคนขับ Grab” โดย โค้ชบี-มรุต วันทนากร เจ้าของเพจ “พลิกชีวิต ด้วยเสื้อผ้า Online” ซึ่งมาร่วมถ่ายทอดความรู้ในการเลือกสินค้าและทำคอนเทนต์ติดตะกร้าเพื่อสร้างรายได้ รวมไปถึงคอร์ส “เสริมทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) ในสถานการณ์ฉุกเฉิน” โดยเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดจะถูกพัฒนาเป็นคอร์สอบรมออนไลน์ เพื่อให้คนขับและไรเดอร์ที่สนใจสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชันของคนขับ --- ## ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ คว้าการรับรองสถานะ OECM อย่างเป็นทางการ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116333 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ (CROSSROADS Maldives) จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรชั้นนำแห่งมหาสมุทรอินเดีย และโครงการเรือธงของ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมและการบริการระดับนานาชาติในกลุ่ม บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทในเครือ กลุ่มบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้รับการรับรองสถานะ OECM (Other Effective Area-Based Conservation Measures) หรือ “พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง” อย่างเป็นทางการจากกระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และพลังงานแห่งสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ครอบคลุมพื้นที่ทางทะเล 1.71 ตารางกิโลเมตร นับเป็นพื้นที่ OECMs ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในมัลดีฟส์ และเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การรับรองสถานะ OECMs โดยกระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และพลังงานแห่งสาธารณรัฐมัลดีฟส์ เป็นกรอบการอนุรักษ์ที่มุ่งคุ้มครองและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นอกเขตคุ้มครองตามกฎหมายโดยพื้นที่ CROSSROADS OECM ถือเป็นพื้นที่ OECM ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในมัลดีฟส์ ครอบคลุมบริเวณทะเลสาบเอ็มบูดู (Emboodhoo Lagoon) ในเซาท์มาเล่อะทอลล์ (South Malé Atoll) รวมพื้นที่กว่า 1.71 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอยู่ติดกับ โรงแรม ฮาร์ดร็อค โฮเทล มัลดีฟส์ (Hard Rock Hotel Maldives) ทราย ลากูน มัลดีฟส์, คิวริโอ คอลเล็กชัน บาย ฮิลตัน (SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton) และ โซ/ มัลดีฟส์ (SO/ Maldives) การบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวดำเนินการโดยหน่วยงาน OECMs ของครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ ร่วมกับชุมชนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2562 ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ ได้นำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น โดรน กล้องสำรวจใต้น้ำ และระบบ GPS มาใช้ในการติดตามและบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ ปัจจุบันพื้นที่ยังคงความสมบูรณ์ของแนวปะการัง โดยพบปะการังมากกว่า 37 สกุล ปลาประจำแนวปะการังกว่า 177 สายพันธุ์ และสัตว์ทะเลหายากในบัญชีแดง IUCN จำนวน 24 ชนิด อาทิ ปลากระเบนนกรางกระแส ฉลาม และเต่าทะเล นอกจากนี้ ยังเป็นเส้นทางอพยพของโลมาสปินเนอร์และโลมาปากขวด ซึ่งมีโอกาสพบเห็นสูงถึง 86% สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลที่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อ นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การได้รับการรับรองเป็นพื้นที่ OECM ของครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ (CROSSROADS Maldives) เป็นมากกว่าความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อม แต่นับเป็นบทพิสูจน์ว่า แนวทางการพัฒนาธุรกิจที่ผนวกเรื่องธรรมชาติไว้ในทุกกระบวนการตัดสินใจตั้งแต่เริ่มต้น สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้จริง เราเชื่อว่าการพัฒนาในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ต้องไม่เริ่มจากคำถามว่าจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้มากเพียงใด แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจว่า 'คุณค่า' ของพื้นที่ และเติบโตควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่านั้นไว้อย่างยั่งยืน“ “แนวคิดดังกล่าวทำให้เราทำงานร่วมกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ภาครัฐ พันธมิตร และชุมชนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจ การท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับ สิงห์ เอสเตท ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ ไม่ใช่เพียงแค่มิติทางสิ่งแวดล้อม แต่คือสินทรัพย์และทุนสำคัญของจุดหมายปลายทาง (Destination) รวมถึงเป็นรากฐานในการสร้างคุณค่าทางธุรกิจในระยะยาว การรับรอง OECM ครั้งนี้จึงเป็นทั้งผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นที่เราลงมือทำมาโดยตลอด และเป็นอีกก้าวสำคัญในการร่วมผลักดันเป้าหมายระดับโลกอย่าง 30x30 ตลอดจนตอกย้ำเจตนารมณ์ในการสร้างการเติบโตที่ส่งต่อคุณค่าอย่างแท้จริง ทั้งต่อธุรกิจ ธรรมชาติ สังคม และชุมชนในทุกพื้นที่ที่เราเข้าไปดำเนินธุรกิจ” “สำหรับเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท การอนุรักษ์เป็นส่วนหนึ่งของวิธีดำเนินธุรกิจที่เรายึดถือในทุกวัน” นายไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าว “การที่ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ ได้รับการรับรองเป็นพื้นที่ OECM นับเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนของ SHR และความมุ่งมั่นในการปกป้องพื้นที่สำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้ถึงร้อยละ 30 สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามระยะยาวในการทำความเข้าใจ ปกป้อง และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลโดยรอบ กำลังสร้างผลลัพธ์ที่มีความหมาย ตั้งแต่การติดตามความหลากหลายทางชีวภาพ การดูแลแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต ไปจนถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เข้าพักและชุมชนท้องถิ่น ทุกการดำเนินงานล้วนมีส่วนสนับสนุนความมุ่งมั่นนี้ การรับรองครั้งนี้จึงเป็นทั้งเครื่องยืนยันถึงสิ่งที่เราทำสำเร็จ และแรงผลักดันให้เราก้าวต่อไป เพื่อยกระดับการอนุรักษ์และสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้คน ธรรมชาติ และจุดหมายปลายทางที่เราดำเนินธุรกิจ” การได้รับการรับรองสถานะดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลากหลายภาคส่วน ทั้งชุมชนท้องถิ่น เกาะใกล้เคียง หน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย ผู้เข้าพัก และนักลงทุน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้แก่การอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการปกป้องแหล่งดำน้ำสำคัญอย่างเอ็มบูดู แคนยอน (Emboodhoo Canyon) อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักเรียนและนักวิจัยชาวมัลดีฟส์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานด้านการอนุรักษ์และศึกษาวิจัยทางทะเล ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการดูแลและปกป้องระบบนิเวศทางทะเลของมัลดีฟส์ให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนในระยะยาว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม http://www.crossroadsmaldives.com และ https://protectedareas.environment.gov.mv/en/protected-areas/crossroads-potential-oecm --- ## เน็ตแอพ ยกระดับองค์กรยุคใหม่ สู่ Hybrid Multi-Cloud ขับเคลื่อนนวัตกรรมได้ทุกที่อย่างไร้รอยต่อ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116332 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News เน็ตแอพ® (NASDAQ: NTAP) บริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอัจฉริยะ ประกาศเปิดตัวขีดความสามารถใหม่ด้าน Hybrid Multi-Cloud พร้อมระบบควบคุมอัตโนมัติ ช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพสูงสุดในการรองรับทุกเวิร์กโหลด พร้อมช่วยให้องค์กรนำกลยุทธ์ด้านข้อมูลสมัยใหม่มาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งบนระบบภายในองค์กร (On-Premises) และคลาวด์ พร้อมคำนึงถึงอธิปไตยของข้อมูล การกำกับดูแล และการควบคุมการใช้ทรัพยากร ปัจจุบันแอปพลิเคชันระดับองค์กรและเวิร์กโหลดด้าน AI มีการทำงานครอบคลุมบนสภาพแวดล้อมที่หลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่ระบบภายในองค์กร (On-Premises) คลาวด์สาธารณะ (Public Clouds) คลาวด์ในเขตอธิปไตยเฉพาะ (Sovereign Regions) ไปจนถึงสถาปัตยกรรม AI Factory ที่กำลังเกิดขึ้น ส่งผลให้องค์กรต้องการมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น แต่ยังต้องมีรูปแบบการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน เพื่อรองรับความต้องการด้านการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมรองรับข้อกำหนดด้านการกำกับดูแล ความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ประสิทธิภาพ และการควบคุมข้อมูลให้เป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละพื้นที่ ในขณะเดียวกัน การบริหารจัดการที่ยังอาศัยคนดำเนินการ เครื่องมือที่แยกส่วน และกลยุทธ์ด้านข้อมูลที่ขาดการเชื่อมโยง อาจส่งผลให้องค์กรดำเนินงานและพัฒนานวัตกรรมล่าช้า เพิ่มความเสี่ยงในการดำเนินงาน และทำให้ควบคุมต้นทุนได้ยากขึ้นเมื่อการใช้งานขยายตัวในระดับองค์กร Sandeep Singh รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ฝ่าย Platform ของ เน็ตแอพ กล่าวว่า “สถาปัตยกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลเป็นตัวกำหนดว่าแต่ละเวิร์กโหลดจะทำงานอย่างไร ลูกค้าไม่ควรต้องเลือกระหว่างประสิทธิภาพและความสามารถในการควบคุมระบบจากโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กร กับความยืดหยุ่นของคลาวด์ ขีดความสามารถใหม่ด้าน Hybrid Multi-Cloud ของเน็ตแอพ ช่วยให้องค์กรทลายข้อจำกัดระหว่างสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้ระบบทำงานได้ด้วยตนเองมากขึ้น และวางกลยุทธ์ด้านข้อมูลโดยมีประสิทธิภาพ อธิปไตยของข้อมูล และการควบคุมเป็นหัวใจสำคัญ” ขีดความสามารถใหม่ที่เปิดตัวในวันนี้ช่วยต่อยอด NetApp Platform ทั้งด้านการควบคุมระบบอัตโนมัติ ความคุ้มค่าที่มากขึ้น บริการ Storage-as-a-Service ที่คำนึงถึงอธิปไตยของข้อมูล และการบริหารจัดการที่ครอบคลุมสภาพแวดล้อม Hybrid Multi-Cloud ได้กว้างขึ้น ความสามารถเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์สาธารณะได้อย่างสอดคล้องกันมากขึ้น ลดความเสี่ยงด้านต้นทุนเมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น และยังคงควบคุมได้ว่าข้อมูล การสนับสนุน ข้อมูล Telemetry และการดำเนินงานต่าง ๆ จะอยู่ภายใต้พื้นที่และเงื่อนไขที่องค์กรกำหนด ขีดความสามารถใหม่ด้าน Hybrid Multi-Cloud ประกอบด้วย: NetApp Keystone Sovereign ช่วยให้องค์กรมีกรอบการกำกับดูแลข้อมูลในระดับภูมิภาคที่ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมเสริมความเชื่อมั่นในการตอบสนองความคาดหวังด้านอธิปไตยของข้อมูล รวมถึงข้อกังวลของลูกค้าเกี่ยวกับถิ่นที่ตั้งของข้อมูล หรือ Data Residency และการเข้าถึงระบบเพื่อการดำเนินงาน โดยลูกค้าที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) สามารถใช้กลไกควบคุมด้านอธิปไตยของข้อมูลได้แล้ว เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดในแต่ละภูมิภาคและการจัดการถิ่นที่ตั้งของข้อมูล ซึ่งครอบคลุมมากกว่าการกำหนดสถานที่จัดเก็บข้อมูล โดยรวมถึงปัจจัยด้านถิ่นที่ตั้งของข้อมูล ประเด็นทางเทคนิค และข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละภูมิภาค NetApp Console Autonomous Operations เข้ามาช่วยลดภาระงานซ้ำ ๆ ในการตามแก้ปัญหาจากการบริหารเครื่องมือที่แยกส่วนในสภาพแวดล้อม Hybrid ขนาดใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนจากกระบวนการอนุมัติด้วยคน ไปสู่ระบบอัตโนมัติที่ทำงานตามผลลัพธ์ที่กำหนด ซึ่งสร้างคุณค่าให้ธุรกิจ และทำงานได้อย่างปลอดภัยแม้ในสภาพแวดล้อมแบบ Air-Gapped โดยช่วยให้ระบบดำเนินงานได้ด้วยตนเองโดยมี AI เข้ามาช่วยสนับสนุนภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์ พร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการควบคุมสำหรับ NetApp Platform ช่วยให้ทีมสามารถคาดการณ์ปัญหา แก้ไขเหตุขัดข้องได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และบริหารความจุและต้นทุนได้อย่างเหมาะสม ด้วยการออกแบบอย่างชาญฉลาดที่เน้น API เป็นหลัก และการประสานการทำงานของระบบด้วย Agentic AI NetApp Console Fleet Management ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเสมือนเป็นระบบเดียว พร้อมความมั่นใจว่าจะสามารถดูแลระบบให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยโซลูชันใหม่นี้มอบความสามารถด้านการบริหารจัดการระบบทั้งหมด การติดตามและวิเคราะห์สถานะการทำงาน และ AI ผ่านรูปแบบการใช้งาน Console ทางเลือกที่สอง ซึ่งติดตั้งโดยตรงในสภาพแวดล้อมของลูกค้า ทำให้ NetApp Console รองรับการใช้งานในรูปแบบโซลูชันเดียวผ่าน 2 รูปแบบการให้บริการ เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรไม่ว่าข้อมูลจะถูกจัดเก็บและประมวลผลอยู่ที่ใด NetApp Console AI ChatOps Interface ยกระดับการทำงานที่ต้องดำเนินการด้วยคน สู่ระบบอัตโนมัติที่ปลอดภัยและสามารถสั่งงานผ่านการสนทนา และทำงานตามผลลัพธ์ที่กำหนด ช่วยลดภาระของผู้ดูแลระบบไอทีองค์กรที่ต้องบริหารจัดการเครื่องมือที่แยกส่วนกันในสภาพแวดล้อม Hybrid ขนาดใหญ่ พร้อมรักษาการกำกับดูแลและการควบคุมไว้อย่างครบถ้วน อินเทอร์เฟซ ChatOps ใน NetApp Console ที่สั่งงานผ่านการสนทนา ช่วยให้ระบบจัดเก็บข้อมูล ONTAP ดำเนินงานได้ด้วยตนเอง จัดสรรทรัพยากรตามเป้าหมายที่ผู้ใช้ระบุ และทำงานภายในขอบเขตที่นโยบายกำหนด พร้อมรองรับการจัดทำรายงานด้วย AI การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ และการแก้ไขปัญหาโดยอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้ทำงานผ่าน Open LLM Gateway ซึ่งช่วยให้ลูกค้าใช้ LLM ของตนเองเพื่อดำเนินงานด้วย AI ได้อย่างปลอดภัย โดยทุกการทำงานยังอยู่ภายใต้ประเภทการจัดเก็บข้อมูล นโยบาย และกรอบการกำกับดูแลที่กำหนดไว้ Nutanix และเน็ตแอพ เดินหน้าความร่วมมือเพื่อช่วยให้องค์กรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และเพิ่มความยืดหยุ่นด้านสถาปัตยกรรม ความร่วมมือนี้ช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพสภาพแวดล้อมเสมือน พร้อมรักษาคุณค่าของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเดิม ด้วยความยืดหยุ่นในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น การผสาน NetApp ONTAP เข้ากับ Nutanix Cloud Infrastructure ช่วยรองรับความต้องการด้านการขยายระบบ ความปลอดภัย และความคล่องตัวที่จำเป็นสำหรับเวิร์กโหลดแบบเสมือน โดยความสามารถแบบบูรณาการดังกล่าวมีกำหนดเปิดให้ใช้งานทั่วไปในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ การเปิดตัวขีดความสามารถใหม่ในครั้งนี้ช่วยให้ เน็ตแอพ เดินหน้ากลยุทธ์ด้านแพลตฟอร์มที่เน้นการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน การควบคุมข้อมูลภายใต้กรอบการกำกับดูแล และขยายโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างคุ้มค่าเพื่อรองรับการเติบโตของเวิร์กโหลดสมัยใหม่ โดยการรวมการบริหารจัดการจากหลากหลายสภาพแวดล้อมไว้ด้วยกัน พร้อมเปิดให้ดำเนินงานได้ด้วยตนเองภายใต้ขอบเขตที่องค์กรกำหนด และขยายการใช้งานแบบ As-a-Service ไปยังตลาดที่ให้ความสำคัญกับอธิปไตยของข้อมูล ช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการเลือกพัฒนาและใช้งานระบบในสภาพแวดล้อมที่ต้องการ พร้อมดูแลข้อมูลให้พร้อมใช้งาน ปลอดภัย และอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กร  Dave McCarthy รองประธานกลุ่มฝ่าย Cloud and Datacenters, Enterprise Infrastructure จาก IDC กล่าวว่า “ผู้นำด้านไอทีขององค์กรกำลังเผชิญความกดดันในการรองรับเวิร์กโหลดยุค AI บนสภาพแวดล้อมที่กระจายตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องรักษาสมดุลระหว่างการกำกับดูแล การควบคุมต้นทุน และความต่อเนื่องในการดำเนินงาน กลยุทธ์ Hybrid Multi-Cloud ของเน็ตแอพเข้ามาตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าวด้วยการรวมความสามารถในการดำเนินงานโดยอัตโนมัติ บริการข้อมูลที่สอดคล้องกัน การรับประกันประสิทธิภาพ และรูปแบบการใช้บริการที่คำนึงถึงอธิปไตยของข้อมูลไว้บนแพลตฟอร์มเดียว แนวทางนี้ช่วยให้องค์กรเลือกใช้งานเวิร์กโหลดในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมรักษาการควบคุมและความสอดคล้องในการดำเนินงานที่จำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐานซึ่งรองรับงานสำคัญขององค์กร” ข้อมูลที่เน็ตแอพระบุเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่ยังไม่เปิดตัว รวมถึงแผนงานในอนาคต มีไว้เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น โดยอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า จึงไม่ควรนำไปใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจซื้อหรือการตัดสินใจอื่นใด ข้อมูลดังกล่าวไม่ถือเป็นคำมั่น ข้อผูกพัน การรับรอง หรือการรับประกันใด ๆ จากเน็ตแอพ รวมถึงในด้านความพร้อมในการวางจำหน่ายหรือให้บริการ ฟังก์ชันการทำงาน ราคา หรือกำหนดเวลา --- ## Beauty Shift! เทรนด์ความงามเปลี่ยน หัตถการยุคใหม่มาแรง หนุน THE KLINIQUE GROUP เติบโตเด่น URL: https://positioningmag.com/pr-news/116331 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News จับตาทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมความงามไทย เมื่อผู้บริโภคเปิดรับเทคโนโลยีและหัตถการทางการแพทย์มากขึ้น หนุนโอกาสธุรกิจ Medical Aesthetics ในยุค New Beauty Economy ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามปี 2569 ขยายตัวราว 1% ขณะที่ THE KLINIQUE GROUP โชว์ผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง ยอดขายเงินสดไตรมาส 3/2569 เติบโต 44% จากปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่ พร้อมยอดขายสาขาเดิมเติบโต 29.2% สะท้อนการเติบโตจากทั้งการขยายเครือข่ายและการเพิ่มยอดขายจากสาขาเดิม เมื่อนิยามและความงามยุคใหม่ไม่ได้มีคำตอบเดียวอีกต่อไป ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองในหลากหลายมิติ ตั้งแต่คุณภาพผิว การลดริ้วรอย การยกกระชับ ไปจนถึงการดูแลรูปหน้าให้มีความสมดุลและดูเป็นธรรมชาติ ขณะที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยเพิ่มทางเลือกในการดูแลความงามให้หลากหลายขึ้น สะท้อนกระแส Beauty Shift ที่ผู้บริโภคเริ่มมองการดูแลความงามเป็นเรื่องของการวางแผนและเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับปัญหา เป้าหมาย รวมถึงความต้องการของแต่ละบุคคล มากกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์หรือวิธีการประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังเปิดโอกาสใหม่ภายใต้แนวคิด New Beauty Economy หรือเศรษฐกิจความงามยุคใหม่ ที่ผู้ดำเนินธุรกิจต้องให้ความสำคัญ มากกว่าการมุ่งนำเสนอเทคโนโลยีและหัตถการใหม่ ๆ เป็นครั้งคราว โดยมุ่งทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค พัฒนาคุณภาพบริการ และออกแบบแนวทางการดูแลที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความแตกต่างของธุรกิจ Medical Aesthetics ในระยะยาว ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2568 ประเมินว่า ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 75,200 ล้านบาท เติบโต 1.6% จากปีก่อน และคาดว่าจะขยายตัวอีกราว 1.0% ในปี 2569 โดยอุตสาหกรรมยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะยาวจากความต้องการดูแลสุขภาพและรูปลักษณ์ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงโอกาสจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทย สำหรับ THE KLINIQUE GROUP ผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยบริษัทมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จำนวน 2,213 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.93% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KS) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจากฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทว่า KLINIQ มียอดขายเงินสด (Cash Sales) ไตรมาส 3/2569 ประมาณ 1,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth: SSSG) เติบโต 29.2% สะท้อนการขยายตัวของธุรกิจทั้งจากการเพิ่มเครือข่ายสาขาและการสร้างยอดขายจากสาขาที่เปิดดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งนี้ ยอดขายเงินสดเป็นข้อมูลการดำเนินงานที่แตกต่างจากรายได้ทางบัญชี และยังไม่ใช่ผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ผ่านการสอบทานแล้ว ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคยังสะท้อนผ่านรูปแบบการใช้บริการที่หลากหลายมากขึ้น โดยข้อมูลจาก International Society of Aesthetic Plastic Surgery (ISAPS) ที่ KResearch นำมาอ้างอิง พบว่าสัดส่วนหัตถการแบบไม่ผ่าตัด (Non-surgical Aesthetics) ที่ดำเนินการโดยศัลยแพทย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 21% ในปี 2566 เป็น 26% ในปี 2567 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบหัตถการภายในกลุ่มที่ศึกษา ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวไม่ครอบคลุมหัตถการที่ดำเนินการโดยแพทย์สาขาอื่น อีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยอธิบายทิศทางความต้องการของผู้บริโภคคือรายงาน Layered Beauty: The New Aesthetic Mindset ของ Allergan Aesthetics ซึ่งเผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2569 จากการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับบริการความงามและหัตถการจำนวน 12,286 คน ใน 9 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย พบว่า 71% เปิดรับการใช้หัตถการหลายประเภทเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความงาม ขณะที่ 81% ให้ความสำคัญกับแผนการดูแลเฉพาะบุคคล และ 78% เข้าใจประโยชน์ของการวางแผนดูแลระยะยาวร่วมกับผู้ให้บริการ สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจยังพบว่า 81% ของกลุ่มตัวอย่างเปิดรับการใช้หัตถการหลายประเภท และ 82% เข้าใจว่าการผสมผสานหัตถการสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ สะท้อนความสนใจต่อแนวคิด Layered Beauty หรือการดูแลความงามแบบผสมผสาน ซึ่งให้ความสำคัญกับการเลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยยังต้องคำนึงถึงการประเมินทางการแพทย์และความปลอดภัยเป็นสำคัญ นพ.อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ ให้มุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรมความงามว่า “เรามองว่า New Beauty Economy เป็นโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมความงาม เพราะผู้บริโภคในวันนี้มีความต้องการที่หลากหลายและเฉพาะบุคคลมากขึ้น สำหรับ THE KLINIQUE GROUP การเติบโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเทคโนโลยีหรือหัตถการใหม่ ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเข้าใจลูกค้า การพัฒนาคุณภาพบริการ และการสร้างประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง เราจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม” นพ.อภิรุจกล่าวเพิ่มเติมว่า “การเติบโตของธุรกิจคลินิกความงามไม่ได้วัดจากจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าสาขาเดิมสามารถเติบโตได้อย่างไร และเราจะสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร ขณะเดียวกัน บทบาทของแพทย์ก็สำคัญมากขึ้นในการให้คำปรึกษาและแนะนำทางเลือกที่เหมาะสม เพราะความงามที่ดีไม่ใช่การทำหัตถการให้มากที่สุด แต่เป็นการดูแลอย่างพอดี ปลอดภัย และตอบโจทย์แต่ละบุคคล” ในด้านกลยุทธ์ธุรกิจ THE KLINIQUE GROUP เดินหน้าพัฒนาพอร์ตธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการด้านความงามและสุขภาพของผู้บริโภค ผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจความงามและเวลเนส (Aesthetic & Wellness) ครอบคลุมแบรนด์ THE KLINIQUE, L.A.B.X, L’CLINIC, ACNE LABS CLINIC และ KLINIQ WELLNESS SPA กลุ่มธุรกิจศัลยกรรม (Surgery) ภายใต้ THE KLINIQUE SURGERY และ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ (Products) ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skincare) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Supplements) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลความงามและสุขภาพ ทั้งจากบริการภายในคลินิกและการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน โดยมีบริการทางการแพทย์เป็นธุรกิจหลัก และกลุ่มผลิตภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดธุรกิจในระยะต่อไป ในด้านตลาดทุน หุ้น KLINIQ ปิดการซื้อขายวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่ 32.25 บาท เพิ่มขึ้น 50.70% จากราคาปิดสิ้นปี 2568 ท่ามกลางการติดตามแนวโน้มผลประกอบการและทิศทางการเติบโตของบริษัทจากนักลงทุน กระแส Beauty Shift และ New Beauty Economy กำลังเปิดโอกาสให้กับอุตสาหกรรมความงามไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่สามารถผสานความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ เทคโนโลยี และความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ขณะที่ THE KLINIQUE GROUP แสดงให้เห็นถึงศักยภาพผ่านผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ทั้งยอดขายสาขาเดิมและการขยายเครือข่ายธุรกิจ พร้อมเดินหน้าพัฒนาพอร์ตธุรกิจทั้ง 3 กลุ่ม เพื่อรองรับความต้องการด้านความงามและสุขภาพที่หลากหลาย และสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว --- ## SCB ผนึก NETbay และ TACBA เปิดเวที “Growth in Logistics 2027” ขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ยุคซัพพลายเชนอัจฉริยะ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116330 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับ บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) (NETbay) และสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย (TACBA) จัดงานสัมมนา “Growth in Logistics 2027” ภายใต้แนวคิด Connecting Trade, Driving Growth เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองด้านการค้า การขนส่ง และซัพพลายเชนไทยยุคดิจิทัล ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวและสร้างโอกาสการเติบโตผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทานและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายธนวัฒน์ กิตติสุวรรณ Head of Transaction Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมด้วย ดร.ฉัตรชัย ธนาฤดี Chief Executive Officer บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) และ นายอนันต์ ทินะพงศ์ นายกสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย (TACBA) ร่วมเปิดงาน เมื่อเร็วๆ นี้ นายธนวัฒน์ กิตติสุวรรณ Head of Transaction Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยและการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย SCB EIC คาดว่าในปี 2570 รายได้ธุรกิจโลจิสติกส์ยังมีแนวโน้มเติบโตสู่ 1.1 ล้านล้านบาท ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยมีแรงหนุนจากการขยายตัวของการค้าโลกและการขนส่งสินค้ากลุ่มดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น สำหรับ SCB เรามองว่าธุรกิจโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นเพียงภาคธุรกิจหนึ่ง แต่เป็นโครงสร้างสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการในทุกภาคส่วนและขับเคลื่อนห่วงโซ่การค้าไทย ดังนั้น หากเราต้องการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่เข้าใจผู้ประกอบการอย่างแท้จริง สิ่งแรกที่เราต้องทำไม่ใช่การเริ่มจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจว่าธุรกิจของลูกค้าดำเนินไปอย่างไร และปัญหาที่แท้จริงของผู้ประกอบการคืออะไร เราจึงให้ความสำคัญกับการลงไปเรียนรู้ธุรกิจโลจิสติกส์อย่างจริงจัง ทั้งการพูดคุยกับลูกค้า ศึกษากระบวนการทำงานจริง และทำความเข้าใจการเคลื่อนตัวของธุรกรรมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อให้สามารถออกแบบโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างตรงจุด จึงเป็นที่มาของแนวคิด ‘Connecting Trade, Driving Growth’ ที่ผสานผู้ประกอบการ พันธมิตร และองค์ความรู้เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยน ‘การเชื่อมโยง’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางธุรกิจ’ และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของลูกค้าอย่างยั่งยืน ” --- ## MK GROUP ‘เติมใจ’ เติมความสุขให้คนไทยตลอดเดือนตุลาคม URL: https://positioningmag.com/pr-news/116328 เผยแพร่: 2026-10-14 แม้ MK GROUP จะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม แต่ยังคงเดินหน้าส่งต่อความห่วงใยผ่านแคมเปญ  “เติมใจ”  เริ่มจากการดูแลพนักงานภายในองค์กรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม สู่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผ่านการส่งมอบวัตถุดิบสด เครื่องปรุง และน้ำดื่ม ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมต่อยอดจากการ  “เติมท้อง” ในยามจำเป็น สู่การ “เติมใจ” ในช่วงฟื้นตัว  ด้วยการผนึกกำลังแบรนด์ในเครือ จัดโปรโมชันและสิทธิพิเศษทั้งที่ร้าน, Delivery และ Catering เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและส่งต่อรอยยิ้มให้คนไทย MK Restaurants “เติมใจ” เติมสุขทุกมื้อ MK Restaurants ส่งต่อความอิ่มคุ้มผ่านแคมเปญ ข้าวกล่องชูใจ ราคาพิเศษ สามารถซื้อกลับบ้านได้ทุกวัน พร้อมแคมเปญ  “MK คุ้มสุดใจ”  ยกชุดอาหารสุดคุ้มมาให้ลูกค้าเลือกอิ่มในราคา  เริ่มต้นเพียง 199 บาท  ตลอดเดือนตุลาคม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและเติมรอยยิ้มให้ทุกครอบครัว นอกจากนี้ ยังเอาใจลูกค้าที่ต้องการสั่งอาหารจำนวนมากผ่าน Catering กับโปรโมชัน  ส่งพลังใจ Big Order ส่งฟรี ซื้อ 30 กล่อง ฟรี 5 กล่อง  เพิ่มความคุ้มค่าให้ทุกมื้อแห่งการแบ่งปัน แหลมเจริญซีฟู้ด “เติมใจ” อิ่มอร่อยกับซีฟู้ดราคาพิเศษ แหลมเจริญซีฟู้ด ร่วมส่งต่อความอิ่มและความสุขผ่านแคมเปญ  “แหลมเจริญเติมใจ”  กับเซตอาหารราคาพิเศษ  299 บาท เฉพาะวันจันทร์–ศุกร์  เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้อิ่มอร่อยกับมื้อซีฟู้ดคุณภาพในราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมเติมความสุขให้ทุกมื้ออาหาร Yayoi “เติมใจ” อิ่มคุ้ม จัดเต็ม Yayoi ร่วมเติมความสุขและความอร่อยแบบญี่ปุ่นครบเซตด้วยโปรโมชัน “ซื้อ 1 ฟรี 1” เมื่อซื้อเซตเมนูหลัก 1 เซตที่ร่วมรายการ เลือกรับฟรีเมนูทานเล่น 1 เมนู ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่  12 ตุลาคม 2569 – 13 พฤศจิกายน 2569  (เฉพาะวันจันทร์–ศุกร์ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) และโปรโมชันพิเศษสำหรับสาขาในศูนย์การค้า Big C กับ “ซื้อ 1 ฟรี 2” เลือกรับฟรีเมนูทานเล่น 1 เมนู พร้อมไอศกรีม 1 ลูก เมื่อซื้อเซตเมนูหลัก 1 เซตที่ร่วมรายการ อีกทั้งยังสั่ง Big Order ส่งฟรี ซื้อ 30 กล่อง ฟรี 5 กล่อง  ได้ด้วยเช่นกัน MK GROUP “ชุบชูใจพี่ไรเดอร์” ส่งต่อความห่วงใยถึงคนส่งความอร่อย นอกจากการเติมความสุขให้ลูกค้าแล้ว MK GROUP ยังผนึกกำลังทั้ง 3 แบรนด์ ชวนลูกค้าร่วมส่งต่อความห่วงใยผ่านแคมเปญ  “ชุบชูใจพี่ไรเดอร์”   พร้อมส่วนลดสูงสุด 50% เปิดโอกาสให้ลูกค้ามีส่วนร่วมแบ่งปันให้ไรเดอร์ผ่านช่องทางเดลิเวอรี เพื่อส่งต่อกำลังใจให้ไรเดอร์ที่คอยส่งมอบอาหารถึงมือลูกค้า เติมใจสมาชิก “เคียงข้างทุกสถานการณ์” MK GROUP มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิกภายใต้แนวคิด  “เคียงข้างทุกสถานการณ์”  กับคูปองส่วนลด  100 บาท  ให้สมาชิก MK ONE เลือกใช้กับหนึ่งใน 3 แบรนด์ ได้แก่ MK Restaurants เมื่อมียอดใช้จ่ายครบ 800 บาท, Yayoi 700 บาท และแหลมเจริญซีฟู้ด 900 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายและตอบแทนสมาชิกที่อยู่เคียงข้างแบรนด์มาโดยตลอด แคมเปญ  “เติมใจ”  จึงไม่ใช่เพียงการรวมโปรโมชันจากแบรนด์ในเครือ แต่เป็นการเชื่อมโยงความช่วยเหลือของ MK GROUP ให้เกิดขึ้นในหลายมิติ ตั้งแต่  ผู้ประสบภัย ชุมชน ลูกค้า สมาชิก ผู้ที่ต้องการส่งต่อความอิ่ม ไปจนถึงไรเดอร์   โดย “การเติมใจ” สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกมื้อ และเมื่อทุกภาคส่วนช่วยกันเติมคนละเล็กละน้อย ก็สามารถกลายเป็นกำลังใจที่ส่งต่อไปได้ไกลกว่าที่คิด --- ## ของดีใกล้บ้าน ไปได้ไกลกว่าเดิม เซเว่นฯ เปิดพิกัด 7 สินค้าชุมชนไทย เชื่อมโอกาสสร้างอาชีพ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116327 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News กระเป๋าหนึ่งใบอาจบอกเล่าภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมาหลายรุ่น น้ำพริกหนึ่งกระปุกอาจเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพ และกล้วยหอมทองหนึ่งลูกอาจเชื่อมผลผลิตจากสวนกับผู้บริโภคทั่วประเทศ เบื้องหลังสินค้าชุมชนแต่ละชิ้น จึงมีทั้งฝีมือ ความตั้งใจ และเรื่องราวของผู้คนที่น่ารู้จัก บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าร่วมมือกับผู้ประกอบการและชุมชน สนับสนุนการพัฒนามาตรฐานสินค้า เพิ่มช่องทางจำหน่าย และเชื่อมสินค้าท้องถิ่นกับผู้บริโภค ผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่น All Online และเซเว่น เดลิเวอรี่ ตามช่องทางจำหน่ายของสินค้าแต่ละประเภท ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” ปัจจุบัน มีสินค้า SME สินค้าชุมชน และสินค้าเกษตร จำหน่ายผ่านช่องทางดังกล่าวรวมกว่า 20,000 รายการ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้รู้จักของดีจากหลากหลายพื้นที่ พร้อมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทย พร้อมชวนเปิดพิกัด 7 สินค้าเด่นจากชุมชนและเกษตรกรไทย ที่มีเสน่ห์มากกว่าความอร่อยหรือประโยชน์ใช้สอย เพราะทุกชิ้นมีเรื่องราวของคนอยู่เบื้องหลัง 1. กระเป๋าจักสานกระจูดทะเลน้อย จ.พัทลุง — ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะพายไปได้ทุกวัน จาก “กระจูด” พืชท้องถิ่นในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง สู่กระเป๋าจักสานที่นำวัสดุธรรมชาติมาเติมเสน่ห์ให้การแต่งตัวในชีวิตประจำวัน ชาวชุมชนบ้านทะเลน้อย ซึ่งเดิมประกอบอาชีพประมง นำกระจูดมาจักสานเป็นของใช้ ก่อนพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ของชุมชน การเพิ่มช่องทางจำหน่ายจึงช่วยให้ฝีมือท้องถิ่นได้พบกับผู้บริโภคกลุ่มใหม่ และให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมเดินต่อไปกับวิถีชีวิตปัจจุบัน  กระเป๋าจักสานกระจูดทะเลน้อย มีให้เลือก 2 ลวดลาย ได้แก่ กระเป๋าสะพายเซเว่น และกระเป๋าสะพายเซเว่น ลายขาว–ดำ ราคา 479 บาท  ตรวจสอบสาขาที่จำหน่ายได้ที่ https://www.7eleven.co.th/campaign-privilege/campaign/4144-bag7 2. แม่แย้ม หมอนขิด จ.ยโสธร — ส่งต่อฝีมือจากชุมชน สู่มุมพักผ่อนของคนรุ่นใหม่ ลวดลายเป็นเอกลักษณ์และสีสันโดดเด่นของ “หมอนขิด” คือเสน่ห์ของหัตถกรรมพื้นบ้านที่อยู่คู่ชุมชนบ้านศรีฐาน จังหวัดยโสธรมาอย่างยาวนาน “แม่แย้ม หมอนขิด”  นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นธุรกิจ พร้อมพัฒนาสินค้าและเรียนรู้การบริหารจัดการให้สอดรับกับความต้องการของตลาด มีทั้ง OTOP หมอนหนุนลายขิด สีชมพู และ OTOP Maeyam ที่นอนปิคนิคแบบใยฝ้าย เมื่อของใช้พื้นบ้านเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น จึงเป็นโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักและนำงานฝีมือไทยมาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน พร้อมส่งต่อคุณค่าของภูมิปัญญาชุมชนผ่านการใช้งานจริง 3. ไข่เค็มไชยา จ.สุราษฎร์ธานี — ของดีประจำถิ่นที่เชื่อมรสชาติ กับรายได้เสริมของชุมชน “ไข่เค็มไชยา” จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไข่เค็ม อสม. จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เกิดจากการรวมกลุ่มของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีงานทำและมีรายได้เสริมในช่วงว่างเว้นจากอาชีพเกษตรกรรม ผลิตด้วยกรรมวิธีและวัตถุดิบธรรมชาติ โดยคัดเลือกไข่เป็ดคุณภาพ นำมาคลุกกับดินจอมปลวกและขี้เถ้าแกลบ จนได้เอกลักษณ์ไข่แดงร่วนเป็นทราย มีความมัน ไข่ขาวนุ่ม และรสไม่เค็มจัด อีกทั้ง “ไข่เค็มไชยา” ยังเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI  ของอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี การเพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์ช่วยให้ผู้บริโภคต่างพื้นที่เข้าถึงของดีเมืองไชยาได้สะดวกขึ้น พร้อมเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวและฝีมือของชุมชนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง 4. กล้วยหอมทองจากสวนไทย 43 จังหวัด — ผลไม้ใกล้ตัวที่เชื่อมโอกาสให้เกษตรกร 2,010 คน เบื้องหลังกล้วยหอมทองที่ผู้บริโภคหยิบซื้อในเซเว่นฯ คือผลผลิตจาก เกษตรกร 2,010 คน ใน 43 จังหวัดทั่วประเทศ  ที่ร่วมส่งต่อผลไม้จากสวนสู่ชีวิตประจำวันของผู้คน ปัจจุบัน เซเว่นฯ รับซื้อกล้วยหอมทองจากเกษตรกร มากกว่า 15 ล้านลูกต่อเดือน หรือกว่า 190 ล้านลูกต่อปี  เป็นอีกหนึ่งช่องทางรองรับผลผลิต และเชื่อมเกษตรกรไทยกับตลาดผู้บริโภคทั่วประเทศ มีให้เลือกทั้ง แพ็กเดี่ยวและแพ็กคู่ จำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทุกสาขาทั่วประเทศ  ความสะดวกในการเลือกซื้อจึงเชื่อมโยงกับโอกาสจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรไทยไปพร้อมกัน 5. น้ำพริกกากหมู แม่แอ๊ว จ.ลำพูน — ความกรุบกรอบที่มีอาชีพของ 40 ครัวเรือนอยู่เบื้องหลัง ข้าวสวยร้อนๆ กับน้ำพริกรสชาติถูกใจ อาจเป็นความสุขง่ายๆ ของหลายคน สำหรับ “น้ำพริกกากหมู แม่แอ๊ว”  ยังมีเรื่องราวของการสร้างงานให้ 40 ครัวเรือน  จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแคบหมูหนองช้างคืน จังหวัดลำพูนอยู่เบื้องหลัง        แบรนด์นำประสบการณ์ด้านรสชาติกว่า 20 ปี มาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีการผลิตแคบหมูไร้มันแบบเฉพาะตัว โดยผู้ผลิตระบุว่าสินค้าคงความกรอบ เก็บได้นาน 1 ปี คงรสชาติสดใหม่ ไม่เกิดกลิ่นเหม็นหืน และไม่ใส่สารกันเสีย รับประทานได้ทั้งเป็นเครื่องเคียงหรือของว่าง มีหลายรสชาติ ได้แก่ รสต้นตำรับ รสต้มยำ และรสปูผัดผงกะหรี่  เป็นตัวอย่างของการนำความรู้ท้องถิ่นมาพัฒนาให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมเชื่อมโอกาสสร้างรายได้ให้คนในชุมชน 6. น้ำพริกป้าแว่น จ.ชลบุรี — จากฝีมือทำอาหารของเกษตรกร สู่การสร้างอาชีพในท้องถิ่น จากคำชมว่า “ทำอาหารอร่อย” กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ คุณบังอร วันน้อย หรือ “ป้าแว่น” เกษตรกรจากอำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี ที่เริ่มนำน้ำพริกไปขายตามตลาด ก่อนพัฒนาเป็นแบรนด์ “น้ำพริกป้าแว่น”  ซึ่งอยู่คู่เซเว่นฯ มาอย่างยาวนานจุดเด่นคือรสชาติจัดจ้าน เข้มข้น ถึงเครื่องแบบไทย ใช้วัตถุดิบสดใหม่จากท้องถิ่น ทั้งพริกขี้หนู ข่า และตะไคร้ จากชุมชนในอำเภอเกาะจันทร์และอำเภอใกล้เคียงในจังหวัดชลบุรี จากฝีมือของคนหนึ่งคน สู่การรวมกลุ่มสร้างอาชีพและพัฒนาสินค้าชุมชนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เรื่องราวของน้ำพริกป้าแว่นจึงสะท้อนการเติบโตของธุรกิจที่เชื่อมโยงกับงาน รายได้ และผู้คนในพื้นที่ 7. จั๊บจั๊บ ก๋วยจั๊บอุบลกึ่งสำเร็จรูป จ.อุบลราชธานี — ต่อยอดเมนูพื้นบ้าน ให้เข้าถึงได้สะดวกขึ้น ความตั้งใจอยากให้คนไทยได้ชิมก๋วยจั๊บญวนแบบดั้งเดิมของอุบลราชธานี เป็นจุดเริ่มต้นของ “จั๊บจั๊บ ก๋วยจั๊บอุบลกึ่งสำเร็จรูป”  ที่นำเมนูขึ้นชื่อประจำถิ่นมาพัฒนาเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ เส้นทำจากข้าวที่ปลูกในท้องถิ่น มีเอกลักษณ์เหนียวนุ่ม พร้อมน้ำซุปสูตรต้นตำรับจากอุบลฯ ช่วยให้ผู้บริโภคได้สัมผัสรสชาติท้องถิ่นในรูปแบบที่สะดวกขึ้น จั๊บจั๊บ  จึงเป็นอีกตัวอย่างของการผสานภูมิปัญญาอาหารกับนวัตกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสให้เมนูพื้นบ้านเข้าถึงผู้คนได้ไกลกว่าเดิม ทั้ง 7 สินค้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวผู้ประกอบการ ชุมชน และเกษตรกรไทยที่เชื่อมต่อกับผู้บริโภคผ่านเซเว่นฯ       ซีพี ออลล์ มุ่งร่วมพัฒนาสินค้าและเพิ่มช่องทางจำหน่าย เพื่อให้ของดีท้องถิ่นมีโอกาสเติบโต และให้การเติบโตนั้นเชื่อมโยงกับการสร้างอาชีพและรายได้ของคนในชุมชน ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”  เพราะของดีจากชุมชนมีคุณค่าอยู่แล้ว การเพิ่มโอกาสให้ผู้คนได้รู้จักและเลือกซื้อ คืออีกแรงสนับสนุนให้ฝีมือไทยเดินทางต่อไปได้ไกลขึ้น --- ## ‘Healing is the New Luxury’ เมื่อ Wellness ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือ New Growth Engine ของการท่องเที่ยวไทย URL: https://positioningmag.com/pr-news/116326 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย ผลักดันประเทศไทยสู่หมุดหมาย Global Healt& Wellness Destination ภายใต้แคมเปญสื่อสาร ‘Healing is the New Luxury’ นำเสนอการท่องเที่ยวไทยเชิงคุณค่าและมีมูลค่าสูงของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการเดินทางเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่มีความหมาย ไปพร้อมกับการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ เป็นมากกว่าแค่การเกาะเทรนด์ไลฟ์สไตล์ลักซูรี แต่เป็นเครื่องมือผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน จากรายงานของ Global Wellness Institute (GWI) ปี 2024 ระบุว่า มูลค่าเศรษฐกิจด้านส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Economy) ทั่วโลก เติบโตร้อยละ 7.9 จากปีที่ผ่านมา รวมประมาณ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 225 ล้านล้านบาท โดยทาง GWI คาดการณ์ว่าแนวโน้มการเติบโตยังมีต่อเนื่องร้อยละ 7.6 ต่อปี และในปี 2571 มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 325 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตด้านเศรษฐกิจสุขภาวะสูงที่สุดในโลก มีสถิติการเติบโตถึงร้อยละ10 มูลค่าเศรษฐกิจด้านสุขภาพรวมประมาณ 42,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท รั้งอันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิกและอันดับที่ 24 ของโลกและมีสถิติการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 36.4 จัดอยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงการเปิดแคมเปญ Healing is the New Luxury เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ปลายทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกในปีนี้ว่า “ทิศทางของการท่องเที่ยวไทยในปี 2570 สอดคล้องกับเรื่องสุขภาพอย่างชัดเจน เรามุ่งเน้นตลาด high-value โดยมุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ มอบประสบการณ์ที่มีคุณค่า ระยะเวลาพำนักที่นานขึ้น และค่าใช้จ่ายต่อคนเพิ่มขึ้น ซึ่งไทยไม่ใช่แค่ปลายทางท่องเที่ยวอย่างเดียวแต่มีต้นทุนด้าน Health & Wellness ที่สามารถสร้างคุณค่าและเพื่มมูลค่าได้ และแคมเปญ Healing is the New Luxury ชวนให้นักท่องเที่ยวกลับมาค้นหาสมดุลในชีวิต คำว่า high-value ในที่นี้ ไม่ได้หมายความแค่ว่า ต้องเป็นนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูง แต่หมายถึงนักท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่ากับระบบเศรษฐกิจไทยสูง เช่น พำนักระยะยาว การใช้บริการหลายประเภท เดินทางเป็นครอบครัว มีการกลับมาใช้บริการซ้ำ และเชื่อมโยงรายได้ไปยังหลายภาคส่วน“ ทั้งนี้ เศรษฐกิจด้าน Health & Wellness ไม่จำกัดเฉพาะธุรกิจสปาหรือการรักษาพยาบาล แต่เป็นระบบเศรษฐกิจครบวงจร เชื่อมโยงสถานบริการรักษาพยาบาล โรงพยาบาล เวชศาสตร์ชะลอวัย อาหารสุขภาพ สมุนไพรไทย โรงแรมที่พักคุณภาพ การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ สุขภาวะที่ดีแบบองค์รวมของชุมชนท้องถิ่น และการรองรับนักท่องเที่ยวสายสุขภาพที่ต้องการดูแลสุขภาพในระยะยาว (Longevity Tourism หรือ การท่องเที่ยวยืดอายุ) เป็นเทรนด์ของโลกปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้ามากขึ้น มนุษย์มีแนวโน้มอายุขัยเพิ่มขึ้นได้ถึง 120 ปี คนทุกเจนเนอเรชันมองหาการมีชีวิตอยู่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ นักเดินทางที่ต้องการพำนักระยะยาว แสวงหาพื้นที่ประสบการณ์สัมผัสกับ Blue Zones หมายถึงเขตชุมชนหรือย่านที่อยู่อาศัย ที่ประชากรมีอัตราการป่วยเป็นโรคเรื้อรังน้อย และมีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่าที่อื่น ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในปลายทางที่มีศักยภาพ ในการรองรับนักท่องเที่ยวสายสุขภาพที่ต้องการดูแลสุขภาพในระยะยาว การยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism แบบเดิม ขานรับกับเทรนด์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ของประชากรโลก ซึ่งหลายประเทศในยุโรป รวมถึง สวีเดน ได้นำบูรณาการ “การเดินทางออกไปสัมผัสธรรมชาติ ศิลปะ วัฒนธรรมและปฏิสัมพันธกับผู้คนฉันท์มิตร” เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสร้างเสริมสุขภาวะฟื้นฟูด้านสุขภาวะกายใจและการเยียวยา ข้อมูลจากโครงการสำรวจเพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ปี 2568 โดย ททท. พบว่า นักท่องเที่ยวด้านเชิงสุขภาพและการรักษาพยาบาล (Medical & Wellness Tourism) ที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย มีการใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 102,438 บาทหรือราว 1 แสนบาทต่อคนต่อทริป ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวทั่วไป และมีวันพำนักเฉลี่ย 12 วัน ถือเป็นการเข้าพักระยะยาว สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะปลายทางท่องเที่ยว รองรับเทรนด์การดูแลสุขภาพ (Wellness) ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการใช้ชีวิต การเดินทาง และการลงทุน โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินความสำเร็จในงานมหกรรม Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2026 ที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คาดว่าเกิดการเจรจาธุรกิจกว่า1,632 นัดหมาย และสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 929.62 ล้าน โดย ททท.ตั้งเป้าดันรายได้จากการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท ในปี 2570 “แนวคิดนี้เหมาะแก่การนำมาปรับใช้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในระยะยาว และปัจจุบัน ทาง ททท. มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่หมุดหมายปลายทางแห่งสุขภาวะและสุขภาพที่ดีระดับโลก Global Health & Wellness Destination ในปี 2570 โดยมีแผนการดำเนินงานจัด Thailand Wellness Valley เพื่อรวบรวมและถ่ายทอดอัตลักษณ์อันโดดเด่นด้านการให้บริการสุขภาพของทั้ง 5 ภูมิภาคของไทย พร้อมผลักดันจุดแข็งด้าน Wellness ไทย สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาวะระดับโลก ชูการบริการด้านสุขภาพ ทั้งทางการรักษาพยาบาลและสร้างสุขภาวะที่ดี (Medical&Wellness) ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ด้านการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากล (Medical Excellence) ด้านการส่งเสริมสุขภาวะดีตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-Based Wellness) และการต่อยอดภูมิปัญญาไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม (Science-Based Local Wisdom Wellness) ขณะที่เราส่งเสริมการออกแบบจัดการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเยียวยากายใจควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับประสบการณ์การเดินทางสู่เทรนด์ใหม่ ที่ให้คุณค่าความหรูหรา ที่พลังแห่งการฮีลลิ่งหรือดูแลกายใจและได้ดูแลธรรมชาติให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นางสาวฐาปนีย์ ผู้ว่าฯ ททท. กล่าว ในด้านสื่อสารทาง ททท. ขยายความร่วมมือกับสื่อมวลชนและอินฟลูอินเซอร์นานาชาติสายสุขภาพ การดึงเซเลบริตี้ระดับโกลบอลของประเทศต่างๆ ช่วยกระตุ้นการสื่อสารสร้างแรงจูงใจ ในรูปแบบ Celebrity Marketing พร้อมจัดกิจกรรมการสื่อสารส่งเสริมการขายทั้งในระดับ B2B และ B2C ขยายฐานการรับรู้เปิดช่องทางเสนอสินค้าและบริการ Health & Wellness กระจายสู่ปลายทางอื่นๆ นอกเหนือจากกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพสูง อาทิ พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต หัวหิน นอกจากนี้ยังมีกำหนดจัดงานมหกรรม Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2027 เพื่อเปิดเวทีเจรจาธุรกิจ นำเสนอนวัตกรรมและสินค้าด้านสุขภาพ และนำเสนอกิจกรรมต่อยอดประสบการณ์ที่สถานประกอบการในประเทศไทย สร้างโอกาสและขยายเครือข่ายสู่ตลาดนานาชาติ ผลักดันสู่โอกาสทางการขายและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูงอย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2570 --- ## วัตสัน ประเทศไทย ฉลอง 185 ปี เอเอส วัตสัน กรุ๊ป รวมพลังปลูกป่าชายเลน 18,500 ต้น ในโครงการ “Watsons Grow To Green” ขับเคลื่อนความยั่งยืน “Grow as One” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116325 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นพันธกิจสำคัญขององค์กรระดับโลก วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศ ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงการดำเนินงานตามพันธกิจหลัก 3P (People, Planet, Product) ของวัตสัน ด้วยการจัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลนกว่า 18,500 ต้น ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศในโครงการ “Watsons Grow To Green”เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 185 ปี ของ เอเอส วัตสัน กรุ๊ป (AS Watson Group) โดยกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างวัตสัน พนักงานจิตอาสา และแบรนด์พันธมิตรชั้นนำ ที่ร่วมกันปลูกต้นโกงกางและพันธุ์ไม้ป่าชายเลนณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบกบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก และคืนความสมบูรณ์ให้กับธรรมชาติอย่างยั่งยืนสะท้อนความมุ่งมั่นของวัตสันในการเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตร ผู้คน และชุมชน พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกที่มีความหมายต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย นวลพรรณ ชัยนาม กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “การครบรอบ 185 ปีของ เอเอส วัตสัน ไม่เพียงสะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านสุขภาพและความงามในระดับโลก แต่ยังรวมถึงความรับผิดชอบที่เรามีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง สำหรับวัตสัน ประเทศไทย การฉลอง 185 ปีจึงมีความหมายมากกว่าการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา และเราเชื่อว่าความยั่งยืนเกิดจากการรวมพลังกันของทุกคนดังนั้นกิจกรรม Watsons Grow To Green ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำพลังจากพันธมิตรและพนักงานมารวมกัน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกที่วัดผลได้จริงให้กับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย พร้อมส่งต่อโลกที่สมบูรณ์ให้กับคนรุ่นหลังต่อไปในอนาคต” ทั้งนี้ระบบนิเวศชายฝั่ง บริเวณป่าชายเลนถือเป็นหนึ่งในแหล่งกักเก็บคาร์บอน หรือ Blue Carbon ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าป่าบนบกหลายเท่า กิจกรรมปลูกป่าชายเลน ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปู จึงไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชายฝั่งทะเลไทย แต่ยังเป็นปราการธรรมชาติที่ช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนรอบข้างอย่างยั่งยืน ความสำเร็จของโครงการ Watsons Grow To Green ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวัตสัน ประเทศไทย ที่ตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรยุคใหม่ที่ดำเนินธุรกิจด้วยหัวใจสีเขียว พร้อมที่จะขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน สอดคล้องกับทิศทางของ เอเอส วัตสัน กรุ๊ป ที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตและการสร้างคุณค่าในระยะยาว โดยยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อผู้คน ชุมชน และโลกอย่างเป็นรูปธรรม --- ## ‘เซ็นทรัล ทำ’ ดัน Melody Of Life สู่อีเวนต์ต้นแบบ ‘ด้านความยั่งยืน’ เปลี่ยนดนตรีเป็นพลังเพื่อโลก URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116324 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: Lupang สรุป: เมื่อดนตรีไม่ได้เป็นเพียงแค่ความบันเทิง แต่กำลังกลายเป็นพลังขับเคลื่อนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รู้จัก Melody Of Life เทศกาลดนตรีรักษ์โลกใจกลางเมือง ซึ่ง ‘เซ็นทรัล ทำ’ ต้องการผลักดันให้กลายเป็น ‘อีเวนต์ต้นแบบ’ ด้านความยั่งยืนระดับประเทศ ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้  Melody Of Life ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากความร่วมมือระหว่าง ‘สไปร์ซซี่ ดิสก์’ ของ ‘พิชัย จิราธิวัฒน์’ กับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด โดยเริ่มแรกต้องการสร้างพื้นที่ใจกลางเมืองให้เป็นเวทีแสดงดนตรีของศิลปินหลากหลายแนว เพื่อเชื่อมโยงคนรักเสียงเพลงเข้าด้วยกัน ต่อมาเทศกาลดังกล่าวเติบโตและมีการจัดต่อเนื่อง รวมถึงได้พัฒนารูปแบบสู่การเป็นเทศกาลดนตรีเชิงสรรค์สรรค์และรักษ์โลกแบบ Carbon Neutral Event ที่การจัดงานให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยทุกกิจกรรมภายในงานจะถูกประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แล้วนำมาชดเชยให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเท่ากับศูนย์ รวมถึงออกแบบโครงสร้างเวที, บูธ, โต๊ะ และเก้าอี้ที่ทำมาจากวัสดุรีไซเคิล โดยจับมือกับพันธมิตรอย่าง SCG พร้อมกับจัดตั้งจุดแยกขยะโดยมีอาสาสมัครคอยแนะนำ ‘พิชัย จิราธิวัฒน์’ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สไปร์ซซี่ ดิสก์ จำกัด บอกว่า นอกจาก Melody Of Life จะเป็นเทศกาลดนตรีที่เปิดกว้างให้ทุกค่ายเพลง ยังเปิดเวทีประกวดภาพถ่าย หนังสั้น และงานศิลปะ เพื่อใช้ดนตรีและศิลปะเป็นสื่อกลางในการปลูกฝังเรื่องความยั่งยืน ผ่านการมีส่วนร่วมของเยาวชนและคนรุ่นใหม่ให้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยปีที่ผ่านมาตลอด 3 วันของการจัดงานมีผู้เข้าร่วมประมาณ 500,000 คน และยังสามารถรวบรวมและคัดแยกขยะได้รวม 2,081.07 กิโลกรัม หรือกว่า 2 ตัน แบ่งเป็น ขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ 1,424.68 กิโลกรัม (68.5%) ซึ่งถูกนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง เศษอาหาร 458.7 กิโลกรัม (22%) ขวด PET 134.1 กิโลกรัม (6.4%) ขยะรีไซเคิลประเภทอื่น 63.59 กิโลกรัม (3.1%) โดยขยะรีไซเคิลไม่ได้ถูกส่งไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง สำหรับปีนี้จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 17 (ที่นับเป็นครั้งที่ 17 เพราะบางปีงดจัดไปจากเหตุความไม่สงบทางการเมือง น้ำท่วม และการระบาดของโควิด-19) ภายใต้แนวคิด Music for Tomorrow ระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด คาดการณ์ว่า จะปริมาณขยะไว้ในระดับใกล้เคียงกันที่ ประมาณ 2.1 ตัน ซึ่งจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยก ชั่งน้ำหนัก และเข้าสู่กระบวนการ Carbon Neutral Event ตามมาตรฐานอย่างเข้มงวดเช่นเดิม สิ่งที่เกิดขึ้น พิชัยย้ำว่า Melody Of Life เป็นเทศกาลดนตรีรักษ์โลกที่ไม่ได้มีเพียงความสุขจากเสียงเพลงเท่านั้น แต่ยังได้มีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมโดยเริ่มจากสิ่งที่ทุกคนสามารถร่วมกันทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้ทรัพยากร การคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง หรือการสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านโครงการ Plant Together เพราะเขาเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกคน และทุกการลงมือทำจริง --- ## Taobao คว้าตัว “จางหลิงเฮ่อ” นักแสดงหนุ่มสุดฮอต ร่วมแคมเปญ Double 11 ระดับโลก ชวนแฟนๆ สัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งโฉมใหม่ 6 มิติ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116323 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News สร้างความคึกคักให้กับวงการบันเทิงและนักช้อปทั่วโลก เมื่อTaobao Tmall World (“Taobao”) แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ชั้นนำ ประกาศจับมือกับ “จางหลิงเฮ่อ” เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาแบรนด์ชุดใหม่พร้อมกันทั่วโลก พร้อมกันกับแคมเปญโฆษณากลางแจ้งตามแลนด์มาร์กสำคัญทั่วโลกผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ ทั้งภาพยนตร์โฆษณา ภาพนิ่งขนาดใหญ่ ขบวนรถไฟใต้ดินในธีมพิเศษ และจอดิจิทัลสามมิติ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองมหกรรมช้อปปิ้งประจำปี Taobao 11.11 Sale หรือ Double 11 โดย Taobao ชวนผู้ใช้งานจากทั่วโลกมาร่วมสำรวจสินค้าหลากหลาย พร้อมเปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งโฉมใหม่ทั้ง 6 มิติได้แก่ QUALITY (คุณภาพ), TASTE (สไตล์), LIFESTYLE (ไลฟ์สไตล์), TRENDY (เทรนด์), SMART (ความอัจฉริยะ)และ SURPRISE (เซอร์ไพรส์) พิเศษยิ่งกว่านั้น ภายในแอปพลิเคชัน Taobao ยังเนรมิตหน้าจอในธีมจางหลิงเฮ่อ พร้อมกิจกรรมตามขุดสมบัติประจำวันให้ผู้ใช้งานได้ร่วมสนุกและปลดล็อกรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ออกแบบมาเพื่อแฟนๆ โดยเฉพาะ และในช่วง Double 11แฟนๆ ยังมีโอกาสพบกับจางหลิงเฮ่อผ่านไลฟ์สตรีมสุดพิเศษภายในแอปพลิเคชัน ที่จะเชื่อมต่อกับแฟนๆ จาก 11ตลาดทั่วโลกแบบเรียลไทม์ เติมเต็มบรรยากาศการช้อปปิ้งให้พิเศษยิ่งกว่าที่เคย ค้นพบทุกสิ่ง เติมเต็มทุกความสุข เปิดโลกช้อปปิ้งบน Taobao ไปกับจางหลิงเฮ่อ ท่ามกลางกระแสความนิยมของซีรีส์จีนที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก “จางหลิงเฮ่อ” นักแสดงหนุ่มมากฝีมือได้สร้างฐานแฟนคลับในระดับนานาชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในประเทศไทยและมาเลเซีย ซึ่งเขาได้รับความรักและการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้ชมในฐานะนักแสดงที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ นอกจากบทบาทที่หลากหลายบนหน้าจอแล้ว ไลฟ์สไตล์นอกจอของเขายังเผยให้เห็นตัวตนที่เข้าถึงง่าย ผ่านบุคลิกอันอบอุ่นเป็นธรรมชาติและความสนใจใคร่รู้ในสิ่งใหม่ๆเสน่ห์เหล่านี้ของเขาสอดคล้องกับแนวคิดของ Taobaoที่มุ่งเปิดโลกให้ผู้ใช้งานได้สำรวจไลฟ์สไตล์อันหลากหลาย พร้อมค้นพบความสุขจากสิ่งใหม่ๆ ทุกครั้งที่เลือกช้อป จางหลิงเฮ่อ กล่าวว่า “การได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ และใช้เวลากับงานอดิเรกที่ชอบช่วยให้ผมค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในชีวิต และยังเป็นแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดตัวละครที่ผมได้รับบทบาทอีกด้วย ผู้คนทั่วโลกต่างมีไลฟ์สไตล์ในแบบที่ตัวเองใฝ่ฝัน แต่การค้นหาสินค้าที่ตรงกับรสนิยมของตัวเองก็อาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายหากมีตัวเลือกจำกัด แต่แอปพลิเคชัน Taobaoช่วยให้เราค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ค้นพบสิ่งใหม่ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนอีกด้วย สินค้าที่หลากหลายบน Taobaoสามารถสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายไอเดียให้กับชีวิตประจำวันได้ ผมจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับ Taobaoและอยากชวนทุกคนทั่วโลกเปิดแอปพลิเคชันมาสำรวจสิ่งใหม่ ๆ และสนุกไปกับการช้อปปิ้งที่มีเซอร์ไพรส์รอให้ค้นพบอยู่เสมอ” ภายใต้แนวคิดแบรนด์ “ Find Everything and Anything on Taobao”แพลตฟอร์มได้มุ่งนำเสนอสินค้าคุณภาพที่หลากหลายในราคาที่เข้าถึงได้ ควบคู่กับการพัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์สำหรับการจัดส่งข้ามพรมแดนที่เชื่อถือได้ รวมถึงบริการที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในแต่ละตลาด เพื่อให้ผู้บริโภคค้นพบสินค้าที่ตรงกับความต้องการและสะท้อนสไตล์ของตัวเองได้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อตอบรับความคาดหวังของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าจากต่างประเทศซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Taobaoจึงนำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ทั้ง 6 มิติ เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในแต่ละตลาดได้ดียิ่งขึ้น ได้แก่ 1.   Quality: ช้อปของดี คัดสรรเพื่อคุณ 2.   Taste:ดีไซน์หลากหลายที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์ 3.   Lifestyle:ครบทุกไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ 4.   Trendy:ทันทุกเทรนด์ฮิตก่อนใคร 5.   Smart:อัปเกรดชีวิตให้สมาร์ทยิ่งขึ้น 6.   Surprise:เปิดโลกการช้อปและค้นพบไอเทมใหม่ๆ Taobao เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาแบรนด์ชุดใหม่พร้อมกันทั่วโลกวันนี้ สัมผัส 6 มิติใหม่แห่งการช้อปปิ้งบนTaobao ผ่านเสน่ห์ของจางหลิงเฮ่อ ภาพยนตร์โฆษณาแบรนด์ชุดใหม่ของ Taobaoเตรียมเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 14 ตุลาคม 2026 เวลา 08.00น. ( GMT+8)ถ่ายทอด “ความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัด”ผ่านการผสานโลกแห่งการค้นพบของ Taobaoเข้ากับเสน่ห์ของจางหลิงเฮ่อนักแสดงหนุ่มที่เผยแง่มุมใหม่ ๆ ให้แฟน ๆ ได้รู้จัก พร้อมชวนผู้ใช้งานออกสำรวจสินค้าและไอเดียที่คาดไม่ถึงเติมความสนุกและเซอร์ไพรส์ให้กับทุกประสบการณ์ช้อปปิ้ง ภาพยนตร์เริ่มต้นด้วยฉากแตะไอคอนแอปพลิเคชัน Taobaoก่อนพาผู้ชมเข้าสู่โลกแห่งสินค้า ไอเดีย และความเป็นไปได้ที่รอให้ค้นพบ ด้วยเทคนิคการถ่ายทำด้วยแขนกล้องหุ่นยนต์ควบคุมการเคลื่อนไหว (MOCO)ภาพจึงเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องและลื่นไหล เสมือนพาผู้ชมเข้าไปสัมผัสประสบการณ์การเลือกชมสินค้าด้วยตนเอง ภายในโฆษณา จางหลิงเฮ่อปรากฏตัวพร้อมสินค้าและไอเทมหลากหลายสไตล์ ตั้งแต่สินค้าที่ใส่ใจทุกรายละเอียด เสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างประณีต ไปจนถึงแฟชั่นล้ำสมัย สะท้อนทั้งTASTE (สไตล์)QUALITY (คุณภาพ) และTRENDY (เทรนด์)นอกจากนี้ ไอเทมที่สะท้อนความสนใจส่วนตัวของจางหลิงเฮ่อไม่ว่าจะเป็นกีฬาการดูแลสัตว์เลี้ยง หรืออนิเมะก็ช่วยเติมเต็มมิติด้าน LIFESTYLE (ไลฟ์สไตล์) ยิ่งขึ้นโดยมีอุปกรณ์อัจฉริยะมานำเสนอมิติSMART (ความอัจฉริยะ) ซึ่งการค้นพบสินค้าแปลกใหม่จะมาเพิ่มสีสันและ SURPRISE (เซอร์ไพรส์)ให้กับประสบการณ์ช้อปปิ้งได้อย่างเหนือความคาดหมาย เรื่องราวทั้งหมดเผยให้เห็นแง่มุมที่หลากหลายของจางหลิงเฮ่อ พร้อมชวนผู้ชมออกไปค้นหาสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบและเปิดรับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ผ่าน Taobao ก่อนปิดท้ายด้วยฉากที่จางหลิงเฮ่อแตะเปิดแอปพลิเคชันอีกครั้ง ราวกับกำลังส่งต่อคำชวนให้ทุกคนออกไปค้นพบสิ่งใหม่ด้วยตัวเองภายใต้แนวคิดแบรนด์ “ Find Everything and Anything on Taobao”ที่เชื่อว่าทุกการช้อปปิ้งไม่ได้มีแค่สิ่งที่ตามหา แต่ยังอาจมีเรื่องราวและเซอร์ไพรส์ดีๆ รอให้ค้นพบอยู่เสมอ รับชมภาพยนตร์โฆษณาแบรนด์ Taobaoชุดใหม่ได้ที่: Instagram , Facebook , และ TikTok ร่วมสนุกกับกิจกรรมตามขุดสมบัติประจำวัน พร้อมรับของรางวัลลิมิเต็ดธีมจางหลิงเฮ่อ ตั้งแต่วันที่ 14ตุลาคม ถึง 13พฤศจิกายน 2026ผู้ใช้งานใน 5ตลาด ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศไทย สามารถร่วมกิจกรรม “ Daily Treasure Hunt”ผ่านแอปพลิเคชัน Taobao ได้ง่ายๆ เพียงทำภารกิจประจำวัน เช่น เข้าใช้งานแอปพลิเคชัน เลือกชมสินค้า สั่งซื้อสินค้า หรือชวนเพื่อนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อรับโอกาสในการขุดสมบัติและสะสมคะแนน “ Ling Points” นอกจากนี้การเช็กอินสะสมยังช่วยให้ผู้ใช้งานทยอยปลดล็อกวิดีโอเบื้องหลังสุดเอ็กซ์คลูซีฟของจางหลิงเฮ่อได้ทั้งหมด8คลิป   ผู้ใช้งานสามารถสะสมคะแนนเพื่อนำไปแลกรับของขวัญดิจิทัล คูปองTaobaoและสินค้าคอลเลกชันพิเศษที่ออกแบบในธีมจางหลิงเฮ่อได้ โดยของขวัญดิจิทัลมีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นธีมตกแต่งภายในแอปพลิเคชัน สติกเกอร์ วอลเปเปอร์โทรศัพท์มือถือ และข้อความเสียงอวยพรจากจางหลิงเฮ่อ นอกจากนี้ ผู้ใช้งานที่ทำคะแนนได้สูงสุดยังมีโอกาสลุ้นรับของขวัญพร้อมลายเซ็นและรางวัลลิมิเต็ดเอดิชันอื่นๆ อีกด้วย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กติกาแคมเปญ [link]. อีกหนึ่งไฮไลต์ของแคมเปญDouble11 ที่แฟนๆไม่ควรพลาดคือไลฟ์สตรีมสุดพิเศษของจางหลิงเฮ่อบนแอปTaobaoที่จะเปิดโอกาสให้แฟน ๆ จากทั้ง 11ตลาดได้ร่วมพูดคุยกับเขาแบบเรียลไทม์ พร้อมสัมผัสความใกล้ชิดแม้อยู่ห่างกันคนละมุมโลกติดตามกำหนดการและรายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมได้ทางบัญชีInstagramของ Taobaoและภายในแอปพลิเคชัน   Taobao x Zhang Linghe: ยกทัพแคมเปญบุกแลนด์มาร์กสำคัญสู่กิจกรรมพบปะแฟน ๆ สุดพิเศษ นอกจากภาพยนตร์โฆษณาแบรนด์ชุดใหม่แล้ว แคมเปญ Taobao x Zhang Lingheยังเตรียมสร้างสีสันตามแลนด์มาร์กสำคัญในหลายเมืองทั่วเอเชีย ทั้งมงก๊ก จิมซาจุ่ย และคอสเวย์เบย์ในฮ่องกง รวมถึงกัวลาลัมเปอร์ กรุงเทพฯ และสิงคโปร์ โดยจัดเต็มกับสื่อโฆษณาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นป้ายวิดีโอและป้ายภาพนิ่งขนาดใหญ่ ขบวนรถไฟใต้ดินในธีมพิเศษ ไปจนถึงจอดิจิทัลสามมิติ เปลี่ยนพื้นที่คุ้นตาใจกลางเมืองให้เต็มไปด้วยสีสันและความสนุก พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ช้อปปิ้งโฉมใหม่ทั้ง 6มิติของ Taobaoให้ผู้คนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ความสนุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะ Taobaoเตรียมจัดกิจกรรมสุดพิเศษในธีมจางหลิงเฮ่อ ให้แฟน ๆ ได้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตัวเอง โดยเริ่มต้นที่ฮ่องกงในวันที่ 15ตุลาคม ก่อนเดินทางต่อมายังกรุงเทพฯ และกัวลาลัมเปอร์ในวันที่ 24ตุลาคม ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกิจกรรมเปิดตัวภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ล่าสุดของ Taobaoพร้อมโอกาสที่จะได้รับของที่ระลึกคอลเลกชันพิเศษในธีมจางหลิงเฮ่ออีกด้วย สำหรับสถานที่จัดงาน เวลาเปิดให้เข้าร่วม และรายละเอียดกิจกรรม สามารถติดตามประกาศเพิ่มเติมได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของ Taobaoในแต่ละประเทศ --- ## เปิดตัว LifeBar “สลัดกระป๋อง” เจ้าแรกของเมืองไทย บุกเบิกไลฟ์สไตล์แนวใหม่เปลี่ยน “อาหารสุขภาพ” เป็นเรื่องสนุกและ “พกไปทานได้ทุกที่” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116322 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News แพร-อนัญญา ธนมนพงศกร เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “LifeBar” นวัตกรรมสลัดกระป๋องเจ้าแรกของเมืองไทยที่มอบประสบการณ์ทั้งด้าน Food-Function-Fashion ไว้ในแบรนด์เดียว บุกเบิกสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ให้การทาน “อาหารสุขภาพ” เป็นเรื่องสนุกและสะดวกสบาย “พกไปทานได้ทุกที่” คุณอนัญญา ธนมนพงศกร ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท เดอะ ไลฟ์ แพร์นิคเคิล จำกัด ประกาศเปิดตัวแบรนด์ “LifeBar” (ไลฟ์บาร์) อย่างเป็นทางการ โดยวางจุดเด่นผลิตภัณฑ์เป็นนวัตกรรม “สลัดกระป๋อง” เจ้าแรกของเมืองไทย เพียงแค่ฉีกซองน้ำสลัดเทลงในกระป๋อง ปิดฝา เขย่า รับประทานได้ทันที คุณอนัญญากล่าวว่า แบรนด์ LifeBar ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Food-Function-Fashion” ที่ส่งให้แบรนด์เป็นสลัดรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ด้วยแนวคิด “Food” ซึ่งหมายถึงการสร้างสรรค์สลัดทางเลือกที่ใช้วัตถุดิบผัก ผลไม้ ธัญพืช ฯลฯ ในระดับพรีเมียม ออกแบบส่วนผสมและน้ำสลัดได้อย่างลงตัว ให้รสชาติอร่อย ไม่จืดชืด แตกต่าง และไม่จำเจ แต่ได้รับโภชนาการที่ครบถ้วน อิ่มได้ในกระป๋องเดียว ขณะที่ “Function ” คือการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งในรูปแบบกระป๋องและการรับประทานด้วยตะเกียบ เพื่อให้สลัดเป็นอาหารที่พกไปทานได้ทุกที่ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะยามเช้าที่เร่งรีบ ก่อนออกกำลังกาย ระหว่างแฮงเอาต์กับเพื่อนๆ หรือทานเป็นมื้อดึกที่บ้าน พร้อมด้วยการซีลฝากระป๋องอย่างมิดชิดที่ช่วยให้ไม่หกเลอะเทอะ และเก็บความสดใหม่ของผักผลไม้ได้นานขึ้น สุดท้ายคือ “ Fashion” หมายถึงแบรนด์และแพ็กเกจจิ้งที่เน้นประสบการณ์และภาพลักษณ์ความทันสมัย สนุกสนาน ทำให้การทานอาหารสุขภาพเป็นเรื่องง่ายและสร้างไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ส่งให้แบรนด์ LifeBar เป็น “Buddy CAN Go” สลัดกระป๋องที่จะเป็นเพื่อนคุณในทุกๆ ที่ หลังเปิดตัวมาเพียง 1 เดือน สลัดกระป๋อง LifeBar สามารถพลิกวงการการรับประทานสลัด พิสูจน์ได้จากเสียงตอบรับในกลุ่มลูกค้า และความนิยมที่เกิดขึ้นในกลุ่มเซเลบบริตี้จนเกิดเป็นแฮชแท็กสุดฮิต #สลัดพี่ดารา ที่ช่วยสร้างกระแสให้กับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง และช่วยผลักดันยอดขายให้กับเมนูขายดี เช่น “The Berry Burst Buddy” เติมความสดชื่นด้วยสลัดผลไม้เบอร์รี่ฉ่ำเต็มคำ “The Energy Booster Buddy” บูสต์พลังให้วันของคุณพร้อมไปต่อ และ “The Pure Detox Buddy” เติมผักผลไม้สีเขียวให้ร่างกายได้รีเซ็ต โดยจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 169 บาท มาพร้อมกับเมนูน้ำสลัดที่แตกต่าง เช่น น้ำสลัดจิ้มบ๊วย น้ำสลัดเสาวรสเลมอนมัสตาร์ด น้ำสลัดมัทฉะคลอโรฟิลด์  ช่วยสร้างรสชาติใหม่ในการทานอาหารสุขภาพ เหล่า Buddy ที่สนใจลองชิมสลัดกระป๋องแบบนี้ สามารถสั่งผ่านเดลิเวอรีได้ที่ Grab และ LINE MAN หรือเลือกซื้อที่หน้าร้าน LifeBar รูปแบบป๊อป-อัป สโตร์ได้ที่ EmQuartier ชั้น B และ Siam Center ชั้น G  โดยหลังจากนี้ LifeBar จะขยายสาขาทั้งรูปแบบป๊อป-อัป สโตร์และสาขาถาวรอีกจำนวนมากที่คนรักสุขภาพไม่ควรพลาด! “แบรนด์ LifeBar เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงของแพรเองที่ต้องการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างหนัก และควบคุมอาหาร แต่เรากลับพบว่าอาหารสุขภาพที่มีในตลาดมีตัวเลือกไม่มากนักและยังไม่ตรงใจ โดยเฉพาะ ‘สลัด’ เป็นอาหารที่พกไปทานได้ยากและมักจะหกเลอะเทอะ ทำให้เราเริ่มมองหาดีไซน์แพ็กเกจจิ้งและวิธีทานสลัดแบบใหม่ที่จะทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น จนได้ไอเดียที่จะนำสลัดมาอยู่ในกระป๋อง ซึ่งเชื่อว่า LifeBar เราคือเจ้าแรกของเมืองไทยที่พัฒนาแพ็กเกจจิ้งลักษณะนี้ขึ้น” คุณอนัญญากล่าว ด้วยพื้นฐานของคุณอนัญญาที่ผ่านหลักสูตรการเรียนทำอาหารจาก มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สาขา Culinary และเป็นผู้ประกอบการในแวดวงบิวตี้มานานมากกว่า 10 ปี ทำให้ตัดสินใจลงมือเปิดธุรกิจ LifeBar เพื่อตอบโจทย์ช่องว่างที่ยังมีอยู่ในตลาดอาหารสุขภาพและกระแสคนรักสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว “ความท้าทายต่อจากนี้ของ LifeBar คือการเปลี่ยนมุมมองของลูกค้าในหลายๆ ด้านเกี่ยวกับสลัดกระป๋อง ทั้งการเปลี่ยนความคิดผู้บริโภคที่มีต่อวิธีการทานอาหารในกระป๋อง เปลี่ยนมุมมองให้เห็นว่าสลัดของเราเป็นสลัดทางเลือกที่อร่อยและสุขภาพดีไปพร้อมกัน รวมถึงการเปลี่ยนให้การทานอาหารสุขภาพไม่ใช่เรื่องยากแต่เป็นไลฟ์สไตล์ที่สนุกสนานที่ทุกคนเข้าถึงได้” คุณอนัญญากล่าวปิดท้าย --- ## AIS ผนึกกำลัง จุฬาฯ หนุน “จามจุรี ยูไนเต็ด” ลุยศึกไทยลีก 3 นำองค์ความรู้ยกระดับอุตสาหกรรมกีฬารอบด้าน ปั้นเยาวชนและบุคลากรมืออาชีพ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116321 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของสโมสรฟุตบอลจามจุรี ยูไนเต็ด เพื่อเตรียมสู้ศึกฟุตบอลไทยลีก 3 ฤดูกาล 2026/27 โดยมีเป้าหมายยกระดับสโมสรให้เป็นมากกว่าทีมฟุตบอล แต่เป็นศูนย์กลางพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระบบนิเวศกีฬาอย่างเต็มรูปแบบ การผนึกกำลังกันในฤดูกาลนี้ ได้ขยายขอบเขตความร่วมมือให้ครอบคลุมและยกระดับด้วยการผสานองค์ความรู้ทางวิชาการของจุฬาฯ เข้ากับศักยภาพดิจิทัลของ AIS เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพในทุกมิติของวงการกีฬา การเดินหน้าสร้างองค์ความรู้และจัดการฝึกอบรมเชิงลึกเพื่อพัฒนานักกายภาพบำบัด และนักจิตวิทยากีฬา ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานวงการฟุตบอลไทยให้เทียบเท่าระดับสากล ส่งเสริมทุนการศึกษาให้กับเยาวชนที่มีความสามารถโดดเด่นและผ่านการคัดเลือกจากโครงการระดับสากลที่ทำร่วมกันอย่าง “บุนเดสลีกา ดรีม” เพื่อปูทางสู่เส้นทางอาชีพนักกีฬาและการศึกษาที่มั่นคง ร่วมมือกันในโครงการ “Creator on the Pitch” เพื่อบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพบุคลากรกีฬาด้านสื่อสารมวลชน, อินฟลูเอนเซอร์ หรือนักวิเคราะห์เกม ให้ก้าวทันเทรนด์โลกยุคดิจิทัล ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานสโมสร กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยมองบริบทของกีฬาเป็นมิติเชิงโครงสร้างในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคม การร่วมมือกับ AIS ทำให้เราสามารถบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และวิทยาศาสตร์การกีฬามาพัฒนาศักยภาพนักเตะซึ่งเป็นนิสิตจุฬาฯ ให้มีมาตรฐานสู่ระดับอาชีพ พร้อมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของบุคลากร นิสิต ศิษย์เก่า และชุมชนโดยรอบ เพื่อผลักดันระบบนิเวศของจามจุรี ยูไนเต็ด ให้แข็งแกร่ง เป็นโมเดลต้นแบบที่ยั่งยืนของวงการกีฬาไทย” ด้านนางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “AIS มีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า กีฬาคือกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมและประเทศ การร่วมมือกับสโมสรจามจุรี ยูไนเต็ด ในครั้งนี้ เราไม่ได้มองเพียงแค่การปั้นนักกีฬาอาชีพ แต่ยังมองการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระบบนิเวศของกีฬา การใช้กีฬาหล่อหลอมวินัย การทำงานเป็นทีม ความมุ่งมั่น และความยืดหยุ่นในการก้าวข้ามขีดจำกัด ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อเยาวชนไทยที่จะก้าวออกไปเป็นกำลังหลักของชาติ” “ขณะเดียวกัน AIS พร้อมนำศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มคอนเทนต์ มาเป็นสะพานเชื่อมต่อพลังและแรงบันดาลใจจากขอบสนามไปสู่ประชาชนในวงกว้าง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของแฟนบอล และเปิดโอกาสให้แฟนกีฬาไทยสามารถเข้าถึงและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนี้ผ่าน AIS PLAY เราเชื่อมั่นว่าการลงทุนในเยาวชนและกีฬา คือการลงทุนที่สร้างผลลัพธ์คุ้มค่าที่สุดต่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน” มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันและส่งแรงเชียร์ให้กับสโมสรจามจุรี ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2026/27 ไปด้วยกัน ผ่านการสมัครแพ็กเกจ PLAY ALL สำหรับลูกค้า AIS มือถือและเน็ตบ้าน รับสิทธิ์ราคาพิเศษรายเดือนเพียง 199 บาท/เดือน นาน 12 เดือน (จากปกติ 299 บาท/เดือน) สมัครกด *898 โทรออก หรือรายปี 1,999 บาท/ปี (จากปกติ 2,999 บาท/ปี) สมัครกด *898*1 โทรออก ลูกค้าเน็ตบ้านสมัครที่แอปพลิเคชัน myAIS สำหรับลูกค้าทั่วไป สามารถสมัครแพ็กเกจรายเดือน ราคา 299 บาท/เดือน หรือแบบรายปี 2,999 บาท/ปี (ราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สมัครที่ www.ais.th/playall --- ## กลุ่มทิสโก้เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรก ปี 2569 กำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่ง 5.7% URL: https://positioningmag.com/pr-news/116320 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News 14 ต.ค.69-กลุ่มทิสโก้ประกาศผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,805 ล้านบาท เติบโต 4.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า จากการเติบโตของรายได้ในทุกธุ รกิจหลัก ควบคู่กับการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ พร้อมรักษาคุณภาพสินทรัพย์และฐานะการเงินในระดับแข็งแกร่ง ด้วย NPL Coverage Ratio ในระดับสูงที่ 192.5% ตอกย้ำศักยภาพการเติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว   นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออก กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ตลาดรถยนต์มีสัญญาณบวกต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่   ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว กลุ่มทิสโก้ยังคงดำเนินธุรกิจตามแนวทาง Sustainable Growth โดยมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROAE) ที่ 16.4% ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า   การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจหลักหลายด้าน โดยธุรกิจสินเชื่อยังขยายตัวได้ดี จากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เกี่ยวเนื่อง ด้านธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เติบโตอย่างโดดเด่น ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนภายใต้ Open Architecture Platform ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงกองทุนและการลงทุนที่หลากหลายจากผู้จัดการกองทุนชั้นนำ นอกจากนี้ ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนได้รับอานิสงส์จากมูลค่าการซื้อขายในตลาดทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ควบคู่กับการขยายตัวของธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งทิสโก้ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมของธุรกิจตลาดทุนเติบโตได้ดีและช่วยเสริมความสามารถในการสร้างรายได้ในระยะยาว  ด้านคุณภาพสินทรัพย์และฐานะการเงิน กลุ่มทิสโก้ยังคงรักษามาตรฐานการบริหารความเสี่ยงและการตั้งสำรองอย่างรอบคอบและรัดกุม ส่งผลให ้อัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% ขณะที่ NPL Coverage Ratio ยังคงแข็งแกร่งที่ 192.5% สะท้อนความเพียงพอของเงินสำรองต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.1% ตอกย้ำความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน ความสามารถในการรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และศักยภาพในการขยายธุรกิจในอนาคต  สำหรับทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป กลุ่มทิสโก้ยังคงมุ่งตอกย้ำบทบาทการเป็น Your Trusted Financial Advisor หรือที่ปรึกษาทางการเงินที่ลูกค้าไว้วางใจ โดยเดินหน้าพัฒนา TISCO Wealth Ecosystem เพื่อเชื่อมโยงบริการด้านการเงิน การลงทุน การบริหารความเสี่ยง และการวางแผนความมั่งคั่งเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด Holistic Advisory ตลอดจนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในด้านต่าง ๆ ภายใต้ธีม Friends for Well-being เพื่อเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและเติมเต็มการวางแผนชีวิตให้แก่ลูกค้าอย่างรอบด้าน  “นอกจากนี้ จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยช่วงปลายไตรมาส กลุ่มทิสโก้ได้เร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิดผ่านมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ทั้งการลดภาระค่างวดชั่วคราว การปรับโครงสร้างหนี้ และการเสริมสภาพคล่องเมื่อจำเป็น เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถฟื้นตัวและก้าวผ่านสถานการณ์ดังกล่าวไปด้วยกัน” นายศักดิ์ชัยกล่าว  สรุปผลประกอบการสำหรับงวด 9 เดือนแรก และไตรมาส 3 ของปี 2569   ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเติบโตของรายได้รวมจากการดำเนินงาน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.2% ตามต้นทุนเงินฝากที่ทยอยปรับลดลงในช่วงดอกเบี้ยขาลง ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2.7% จากทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) เพิ่มขึ้น 6.3% ประกอบกับธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเติบโตจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในช่วงที่ตลาดทุนฟื้นตัว นอกจากนี้ รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่กลับมาขยายตัว และรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้นจากการเติบโตธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและธุรกิจกองทุนรวม ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 3.9% โดยยังคงดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและรอบคอบ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) อยู่ที่ 1.0% ของสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROAE) อยู่ที่ 16.4%  สำหรับกำไรสุทธิของบริษัทงวดไตรมาส 3 ของปี 2569 มีจำนวน 1,805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากไตรมาส 3 ของปีก่อนหน้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) ปรับตัวลดลง สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่รายได้รวมจากการดำเนินงานอ่อนตัวลง โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ที่ลดลงจากปีก่อนหน้า ในส่วนของธุรกิจหลัก รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 6.2% จากต้นทุนเงินฝากที่ลดลง ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นตัวจากธุรกิจตลาดทุนที่ขยายตัวตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มขึ้น  เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 มีจำนวน 238,493 ล้านบาท เติบโต 1.2% จากสิ้นปี 2568 จากสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV)  และส่วนแบ่งตลาดของธนาคารทิสโก้ที่ขยายตัวมาอยู่ที่ 7.0% นอกจากนี้ สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อ SME ขยายตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เติบโต ทั้งนี้ สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% ของสินเชื่อรวม สะท้อนแผนการเติบโตของสินเชื่อที่รัดกุม และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้บริษัทมีค่าเผื่อสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงที่ 192.5%   ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.1% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 18.0% และ 2.1% ตามลำดับ --- ## ห้างเซ็นทรัลจับมือ ITA ดัน “CENTRAL DOLCE ITALIA 2026” ตั้งเป้ายอดขายโต 23% ยกระดับจากแคมเปญ สู่การเป็นจุดหมายด้านไลฟ์สไตล์อิตาเลียนแบบครบมิติ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116319 เผยแพร่: 2026-10-14 ผู้เขียน: PR News ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าต่อยอด “CENTRAL DOLCE ITALIA 2026” มหกรรมอิตาเลียนไลฟ์สไตล์ครั้งใหญ่แห่งปี ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย และสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย หรือ Italian Trade Agency (ITA/ICE) โดยปีนี้ยกบทบาทสู่ “จุดหมายด้านไลฟ์สไตล์ที่คัดสรรความเป็นเลิศจากอิตาลี” ที่เชื่อมแฟชั่น บิวตี้ โฮม ดีไซน์ อาหาร งานฝีมือ และวัฒนธรรมเข้าไว้ในประสบการณ์เดียว พร้อมตั้งเป้ายอดขายสินค้าอิตาลีเติบโต 23% แคมเปญจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กันยายน–24 พฤศจิกายน 2569 รวม 57 วัน โดยโปรโมชันของ CENTRAL DOLCE ITALIA 2026 ครอบคลุมทั้งห้างเซ็นทรัลชิดลม, ห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ และห้างเซ็นทรัลภูเก็ตตลอดช่วงแคมเปญ ขณะที่กิจกรรม Roadshow จะจัดเพิ่มเติมที่ห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ วันที่ 10–16 ตุลาคม 2569 และห้างเซ็นทรัลภูเก็ต วันที่ 22–28 ตุลาคม 2569 เพื่อขยายการเข้าถึงลูกค้านอกกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย เปาลา กุยด้า ข้าหลวงพาณิชย์ประจำสำนักงานพาณิชย์อิตาลี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยและอิตาลีมีความสัมพันธ์ทางการค้ามาอย่างยาวนาน และตัวเลขล่าสุดในปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของการค้าระหว่างสองประเทศอีกครั้ง นอกเหนือจากภาพรวมของมูลค่าการค้าแล้ว สินค้าอิตาลียังคงได้รับการยอมรับอย่างดีในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่สำคัญ โดยเฉพาะในหมวดแฟชั่นและแว่นตา ซึ่งอิตาลียังคงเป็นหนึ่งในแหล่งนำเข้าหลักของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ตลาดอิตาลีกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การท่องเที่ยว ประสบการณ์ระดับพรีเมียม ตลอดจนความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของแนวคิดด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นระหว่างภาคธุรกิจและผู้บริโภคของทั้งสองประเทศ เราหวังว่า Dolce Italia จะเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมโยงดังกล่าว ผ่านการนำเสนอความหลากหลาย ตลอดจนพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของสินค้าและธุรกิจจากอิตาลี” หัวใจของปีนี้คือการเชื่อมการค้นพบสินค้าเข้ากับประสบการณ์และการเลือกซื้อ โดยห้างเซ็นทรัลทำหน้าที่มากกว่าพื้นที่ขายสินค้า แต่เป็นผู้คัดสรรและเชื่อมเรื่องราวของแบรนด์อิตาลีเข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ตั้งแต่สินค้าที่มีดีไซน์และงานฝีมือโดดเด่น ไปจนถึงกิจกรรมที่ทำให้ลูกค้าได้สัมผัสวัฒนธรรมอิตาเลียนผ่านอาหาร ดนตรี ความงาม และเวิร์กชอป ธาพิดา นรพัลลภ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารสินค้าออมนิชาแนล ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “CENTRAL DOLCE ITALIA 2026 ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญที่รวบรวมสินค้าอิตาลี แต่เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสำคัญที่สะท้อนบทบาทของห้างเซ็นทรัลในฐานะจุดหมายด้านไลฟ์สไตล์ที่คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดจากทั่วโลกให้กับลูกค้า เรานำทั้งแฟชั่น บิวตี้ โฮม ดีไซน์ อาหาร และวัฒนธรรมมาเชื่อมโยงเป็นประสบการณ์เดียว เพื่อให้การค้นพบสินค้าของอิตาลี รวมถึงสินค้าใหม่ ๆ ต่อยอดไปสู่การมีส่วนร่วมกับลูกค้าและการเลือกซื้อ เป้าหมายของเราคือสร้างทั้งประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ความแข็งแรงให้กับแบรนด์ และการเติบโตทางธุรกิจไปพร้อมกัน” “Architecture in Style” เปลี่ยนห้างเซ็นทรัลชิดลมให้เป็น A Living Gallery CENTRAL DOLCE ITALIA 2026 นำเสนอภายใต้แนวคิด “ Architecture in Style ” ถ่ายทอดเสน่ห์ของอิตาลีผ่านมุมมองด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ พร้อมเปลี่ยนพื้นที่ห้างเซ็นทรัลชิดลมให้เป็นเสมือน “ A Living Gallery ” ที่สินค้าอิตาลีหลากหลายแบรนด์ถูกนำเสนอเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมงานดีไซน์ ไม่ได้จำกัดเพียงแฟชั่นหรือแอ็กเซสซอรี แต่ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ในหลายมิติ องค์ประกอบด้านภาพและบรรยากาศการตกแต่งภายในห้างถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันทั้งแคมเปญ ผ่านดีไซน์ซุ้มโค้ง ลวดลาย และมุมมองที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเป็นอิตาเลียน เพื่อให้ลูกค้ารับรู้ถึงความประณีต งานฝีมือ และเอกลักษณ์ด้านดีไซน์ของ Made and Designed in Italy ในภาษาที่ร่วมสมัยและเข้าถึงง่าย พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตและการใช้งานจริงของลูกค้า เปิดตัว 5 แบรนด์อิตาลีใหม่ เติมความสดใหม่ตั้งแต่แฟชั่นถึงไลฟ์สไตล์ แบรนด์อิตาลีชั้นนำที่ครอบคลุม 5 หมวดสินค้า แฟชั่น แว่นตา บิวตี้ ของใช้ในบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ไว้ครบครันแล้ว อาทิ ABERT, ALESSI, ARMANI BEAUTY, AX ARMANI EXCHANGE, BALLARINI, BIALETTI, BORMIOLI, BOTTEGA VENETA, BRUNELLO CUCINELLI, BROGGI, BVLGARI, COCCINELLE, DE'LONGHI, DIESEL, DOLCE&GABBANA, DOUCAL'S, DR.VRANJES, EA7, PUCCI, EMPORIO ARMANI, EMPORIO ARMANI JUNIOR, FENDI, FERRAGAMO, FLONAL, FLORINDA, FURLA, GAGGIA, GASSA D'AMANTE, GIORGIO ARMANI, GIUSEPPE ZANOTTI, GUCCI, GUCCI BEAUTY, ILLY, INZU, KIKO MILANO, LORISTELLA, MARNI KIDS, MISSONI, MIU MIU, MOSCHINO, MOSCHINO KIDS, OKKIA, PEDRINI, PRADA, PRADA BEAUTY, PRADA LINEA ROSSA, RCR, RENE CAOVILLA, SMEG, TOD'S, VALENTINO BEAUTY, VERSACE, VERSACE KIDS, WEEKEND MAX MARA, XERJOFF อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้ค้นพบ 5 แบรนด์อิตาลีที่เข้ามาเติมความคึกคักให้กับห้างเซ็นทรัล ครอบคลุมตั้งแต่แว่นตา ชุดว่ายน้ำ กระเป๋า ไปจนถึงแฟชั่นเด็ก ได้แก่ 1.       OKKIA แบรนด์แว่นตาจาก Prato ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ร่วมสมัย สีสันรูปทรงหลากหลาย น้ำหนักเบา และมีจำหน่ายแล้วในกว่า 35 ประเทศ 2.       GASSA D’AMANTE แบรนด์ Swimwear และ Beach Accessories สำหรับผู้ชาย ที่ผสานดีไซน์อิตาเลียนเข้ากับแนวคิดด้านความยั่งยืน โดยเลือกใช้ผ้า Recycled Polyester 3.       INZU แบรนด์กระเป๋าจากร้านใกล้ Venice ที่มีจุดเด่นด้านการออกแบบด้วยแรงบันดาลใจจากศิลปะ ธรรมชาติ สถาปัตยกรรม ผ่านการใช้วัสดุคุณภาพ ให้กลายเป็นกระเป๋าทรงประติมากรรมและรูปทรงเรขาคณิตที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน จนเกิดเป็นแนวคิดเสมือน “Wearable Architecture” 4.       LORISTELLA แบรนด์กระเป๋าที่เน้นความประณีตของงานออกแบบอิตาเลียน วัตถุดิบคุณภาพ และงานฝีมือที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด 5.       MARNI KIDS กลุ่มแฟชั่นเด็กจาก Marni ที่ถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ผ่านลวดลาย สีสัน และการใช้วัสดุในแบบสนุกและสร้างสรรค์ เจาะอินไซต์ลูกค้าสินค้าอิตาลี พบแฟชั่นยังเป็นหมวดหลักของยอดขาย ขณะที่สัดส่วนลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้น ด้านพฤติกรรมลูกค้า ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าสัดส่วน Fashion ยังคงเป็นหมวดหลักของยอดขายสินค้าอิตาลี คิดเป็นประมาณ 70% ตามด้วย Beauty และ Home นอกจากนี้ มูลค่าการใช้จ่ายต่อใบเสร็จของสินค้า Italian brands เพิ่มขึ้นในทุกหมวด โดยเฉพาะในกลุ่ม Fashion ที่เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดทั้งด้านสินค้า ประสบการณ์ และบริการสำหรับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง นอกจากลูกค้าชาวไทยแล้ว สัดส่วนลูกค้าต่างชาติในกลุ่มผู้ซื้อสินค้า Italian brands เพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนบทบาทของ International customers ที่เพิ่มขึ้น โดยความต้องการของนักท่องเที่ยวต่อสินค้าอิตาลีกระจุกตัวในหมวด Fashion เป็นหลัก ซึ่งเปิดโอกาสให้ห้างฯ ต่อขยายทั้งในเชิงสินค้า การบริการ และประสบการณ์สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “เราเห็นชัดว่าสินค้าอิตาลียังมีโอกาสเติบโตได้อีก โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูง ลูกค้าชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยว รวมถึงลูกค้าประจำ และลูกค้าใหม่ จากอินไซต์ลูกค้าที่มีแนวโน้มใช้จ่ายต่อครั้งสูงขึ้น และแฟชั่นยังคงเป็นหมวดหลักของยอดขายสินค้าอิตาลี ปีนี้เราจึงเน้นการคัดสรรสินค้าแบรนด์ใหม่และสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้า เพื่อนำความสนใจในไลฟ์สไตล์แบบอิตาเลียนให้เกิดเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน” โปรโมชันและของสมนาคุณต่อเนื่องตลอดแคมเปญ ด้านโปรโมชัน ลูกค้าสามารถร่วมสิทธิประโยชน์ของ CENTRAL DOLCE ITALIA 2026 ได้ที่ทั้งห้างเซ็นทรัลชิดลม พร้อมโรดโชว์ที่เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ และเซ็นทรัลภูเก็ตตลอดช่วงแคมเปญ 29 กันยายน–24 พฤศจิกายน 2569 พร้อมของสมนาคุณที่ร่วมกับ NABA (สถาบัน Nuova Accademia di Belle Arti) ออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับแคมเปญ เพื่อเชื่อมประสบการณ์หลังการช้อปปิ้งให้ต่อเนื่อง ·        พิเศษรับ Italian Beach Towel มูลค่า 990 บาท เมื่อช้อปแบรนด์ที่ร่วมรายการครบ 7,000 บาท ผลิตด้วยเทคนิคพิมพ์ลายแบบ Sublimation ถ่ายทอดลวดลายได้คมชัด และออกแบบให้สะท้อนอัตลักษณ์ของ CENTRAL DOLCE ITALIA 2026 ผ่านงานกราฟิกที่ได้แรงบันดาลใจจากความงามแบบอิตาเลียน ·        พิเศษรับ Italian Scarf มูลค่า 1,490 บาท เมื่อช้อปแบรนด์ที่ร่วมรายการครบ 10,000 บาท ให้เนื้อสัมผัสเรียบลื่นและดูพรีเมียม พร้อมดีไซน์ลวดลายที่สะท้อนเสน่ห์และภาษาการออกแบบแบบอิตาเลียน Weekly Happenings เปิดประสบการณ์อิตาเลียนไลฟ์สไตล์ให้ค้นพบทุกสัปดาห์ ค้นพบ Italian Lifestyle ทุกสัปดาห์ตลอดแคมเปญ โดยกิจกรรมถูกคัดสรรภายใต้ 4 มิติหลัก ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม: TOPS Wine Tasting, illy, De’Longhi, Cioccolatitaliani และ Mozza by Cocotte ความงาม: Armani Beauty, Prada Beauty และ Valentino Beauty งานฝีมือ: Italian Embroidery, Leather Workshop และ Rubber Stamp Workshop วัฒนธรรมและดนตรี: FIVERA, DJ STRAVIA N., Tony Ardawan และ DJ Teamsure  กิจกรรมสำค… --- ## เปลี่ยนอาคารเก่าเป็นรายได้ นักลงทุน 'เซ้งตึกแถวเก่า' ปรับปรุง-ปล่อยเช่าช่วง ฟันส่วนต่างค่าเช่าทำกำไร URL: https://positioningmag.com/insight/116318 เผยแพร่: 2026-10-13 ผู้เขียน: my_bb ตึกแถวเก่าที่เคยเป็นหน้าร้านทำมาหากินของครอบครัว กำลังเปลี่ยนบทบาทเป็นสินทรัพย์สร้างรายได้ของคนรุ่นใหม่ เมื่อทายาทได้รับมรดกเป็นอาคารพาณิชย์ แต่ไม่ต้องการสานต่อธุรกิจเดิม เลือกปล่อยเช่าหรือให้คนอื่นเซ้งต่อแทนการลงมือทำธุรกิจเอง ขณะเดียวกัน นักลงทุนรายย่อยมองเห็นโอกาสจากการรับเซ้งตึกในต้นทุนต่ำ นำมาปรับปรุงแล้วปล่อยเช่าช่วง เพื่อสร้างรายได้จากส่วนต่างค่าเช่าโดยไม่ต้องซื้ออาคารเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง จากมรดกตึกแถว สู่รายได้ประจำ ไม่ต้องทำธุรกิจเอง "Positioning" ลงพื้นที่สัมภาษณ์เจ้าของตึกแถวย่านจรัญสนิทวงศ์ หนึ่งกรณีที่น่าสนใจ คือ เจ้าของตึกแถว อายุ 28 ปี (ขอสงวนชื่อ-นามสกุล) ซึ่งได้รับตึกแถวเป็นมรดก ให้ข้อมูลว่า สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ได้รับมรดกเป็นตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ การสานต่อกิจการของครอบครัวอาจไม่ใช่ทางเลือกเดียวอีกต่อไป โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีประสบการณ์ทำธุรกิจ ไม่ต้องการแบกรับต้นทุนการดำเนินงาน หรือไม่มีเวลาบริหารจัดการด้วยตัวเอง การนำอาคารออกปล่อยเช่าหรือให้ผู้อื่นเซ้งต่อจึงเป็นอีกทางเลือกในการสร้างรายได้ประจำจากทรัพย์สินที่มีอยู่ "แม้รายได้จากค่าเช่าอาจไม่สูงเท่ากับการลงมือทำธุรกิจเอง แต่ช่วยลดภาระในการดำเนินงานและความเสี่ยงจากการประกอบธุรกิจโดยตรง ขณะเดียวกัน เจ้าของยังคงถือครองกรรมสิทธิ์ในอาคารของตัวเอง" อีกด้านหนึ่ง การมีตึกแถวเก่าที่เจ้าของต้องการปล่อยเช่า กลายเป็นช่องทางให้ "ผู้ประกอบการรายย่อย" เข้ามารับช่วงสิทธิการเช่าหรือเซ้งพื้นที่ โดยเฉพาะอาคารที่มีต้นทุนเริ่มต้นไม่สูงมาก จากนั้นจึงปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะกับการใช้งาน ก่อนนำไปปล่อยเช่าต่อ ทั้งในรูปแบบที่อยู่อาศัย ร้านอาหารขนาดเล็ก ร้านข้าวแกง และธุรกิจบริการต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของทำเล ตัวอย่างหนึ่งอยู่ที่ย่านจรัญสนิทวงศ์ 65 เป็นตึกแถวอายุมากกว่า 30 ปี มีการเสนอเซ้งในราคา 105,000 บาทต่อคูหา สัญญา 3 ปี และมีค่าเช่าที่จ่ายให้เจ้าของอาคารเดือนละ 2,500 บาท ขณะที่ผู้รับเซ้งนำอาคารไปปรับปรุงและ "ปล่อยเช่าช่วง" (การนำทรัพย์สินที่ตนเองเช่ามาไปปล่อยเช่าต่ออีกทอด) ได้เดือนละ 10,000 บาท เมื่อคำนวณจากตัวเลขดังกล่าว ผู้ประกอบการมีส่วนต่างค่าเช่าก่อนหักต้นทุนอื่นเดือนละ 7,500 บาท หรือ 90,000 บาทต่อปี หากสามารถปล่อยเช่าได้ต่อเนื่องครบ 36 เดือน จะมีรายได้จากการเช่าช่วงรวม 360,000 บาท หักค่าเช่าที่จ่ายเจ้าของอาคารตลอดสัญญา 90,000 บาท เหลือส่วนต่างสะสม 270,000 บาท และเมื่อหักค่าเซ้ง 105,000 บาท จะเหลือเงิน 165,000 บาทตลอด 3 ปี เงินจำนวนนี้ยังไม่หักค่าปรับปรุงอาคาร ค่าซ่อมบำรุง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จึงยังไม่ใช่กำไรสุทธิที่แท้จริง หากคิดเฉพาะส่วนต่างค่าเช่า ผู้ประกอบการจะใช้เวลาประมาณ 14 เดือนจึงจะสะสมส่วนต่างได้เท่ากับเงินค่าเซ้งเริ่มต้น โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีผู้เช่าอย่างต่อเนื่องและไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นเข้ามาเพิ่มเติม กรณีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า การเซ้งตึกแถวเก่ามาปล่อยเช่าช่วงอาจเป็นช่องทางสร้างรายได้โดยไม่ต้องซื้ออาคารเอง แต่ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงจะขึ้นอยู่กับเงินลงทุนปรับปรุง สภาพอาคาร และความสามารถในการรักษารายได้ค่าเช่าตลอดอายุสัญญา ตึกเก่าไม่ได้ปล่อยเช่าได้ทุกทำเล โอกาสกระจุกตัวในย่านการค้า อย่างไรก็ตาม การนำตึกแถวเก่ามาสร้างรายได้ไม่ได้หมายความว่าทุกอาคารจะมีผู้เช่ารองรับ สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเจ้าของที่ได้รับมรดกเป็นตึกแถวมีจำนวนมากที่เลือกปล่อยเช่าแทนการทำธุรกิจเอง อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนรายย่อยที่อยากเซ้งตึกเก่าเพื่อมาทำธุรกิจ หรือปรับปรุงและปล่อยเช่าช่วงต่อ อาจต้องพิจารณาศักยภาพของทำเลเป็นหลัก ทั้งโอกาสในการทำธุรกิจ จำนวนคนสัญจร ความนิยมของย่าน และความสะดวกในการเดินทาง รวมถึงที่จอดรถของอาคารหรือพื้นที่จอดรถสาธารณะที่รองรับผู้มาใช้บริการ สำหรับโมเดลรับเซ้งตึกเก่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเห็นรูปแบบนี้เกิดขึ้นในบางทำเล แต่ไม่ได้กระจายตัวทั่วตลาด ตัวอย่างย่านที่ยังได้รับความสนใจ ได้แก่ ตลาดน้อย ทรงวาด ตลาดพลู เยาวราช สุขุมวิทบางช่วง และจรัญสนิทวงศ์บางช่วง เช่น บางขุนนนท์ ปัจจัยที่ช่วยดึงดูดผู้เช่าไม่ใช่เพียงตัวอาคาร แต่รวมถึงการเกิดขึ้นของกลุ่มร้านค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ เมื่อผู้ประกอบการหลายรายเข้ามาเปิดร้านในย่านเดียวกันและช่วยกันประชาสัมพันธ์ ก็มีโอกาสสร้างความน่าสนใจให้พื้นที่โดยรวม ดึงดูดทั้งลูกค้าและนักท่องเที่ยว และเพิ่มโอกาสให้ร้านค้าแต่ละรายมีผู้ใช้บริการ นอกจากย่านที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือมีคนเดินผ่านจำนวนมากแล้ว ทำเลใกล้ชุมชนขนาดใหญ่ โครงการที่อยู่อาศัย สถาบันการศึกษา และแหล่งงาน ก็เป็นอีกกลุ่มพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างความต้องการเช่าได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณารูปแบบการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ด้วย เช่น ทำเลที่พึ่งพาคนทำงานหรือนักศึกษาอาจมีจำนวนผู้ใช้บริการลดลงในช่วงเย็น วันหยุดสุดสัปดาห์ หรือช่วงปิดภาคการศึกษา "โมเดลนี้ยังมีแนวโน้มจำกัดอยู่ในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย มากกว่าจะขยายตัวในวงกว้างเหมือนการลงทุนคอนโดมิเนียม เพราะการทำให้ตึกแถวเก่ากลับมาสร้างรายได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายด้าน ทั้งสภาพแวดล้อม ที่จอดรถ และแนวโน้มเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว" รถไฟฟ้า เร่งตึกแถวต้องเปลี่ยนบทบาท อีกปัจจัยที่ทำให้ตึกแถวบางส่วนต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ คือการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าออกไปทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการเดินทางและพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภค โดยเฉพาะตึกแถวในย่านการค้าเดิมที่เคยพึ่งพาลูกค้าซึ่งเดินทางด้วยรถยนต์และจอดหน้าร้านได้สะดวก เมื่อการจอดรถหน้าบ้านหรือหน้าร้านทำได้ยากขึ้น การดำเนินธุรกิจแบบเดิมจึงต้องปรับตัว พื้นที่ที่เจ้าของตึกแถวต้องการปล่อยเช่าหรือเซ้งมีอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าหลายสาย โดยเฉพาะสายสีเขียว สีน้ำเงิน สีชมพู และสีเหลือง รวมถึงชุมชนที่เคยเป็นแหล่งงานขนาดใหญ่หรือจุดต่อรถโดยสารประจำทางในอดีต เช่น วงเวียนใหญ่ ท่าพระ สี่แยกบ้านแขก ลาดหญ้า ดาวคะนอง คลองสาน และปิ่นเกล้า อย่างไรก็ตาม การอยู่ใกล้รถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าตึกแถวจะปล่อยเช่าได้ดี เพราะผู้เช่ายังคงพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่กับประเภทธุรกิจ สภาพอาคาร การเข้าถึงของลูกค้า และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยความต้องการเช่าในปัจจุบันครอบคลุมธุรกิจหลายประเภท ทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขนม และธุรกิจบริการ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง ค่าเช่าต่างกันหลายเท่า ขึ้นอยู่กับศักยภาพของย่าน ความแตกต่างของค่าเช่าตึกแถวในแต่ละทำเลสะท้อนให้เห็นว่า มูลค่าของอาคารไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือสภาพตึกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการเช่าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรอบด้วย โดยทำเลที่ได้รับความสนใจมีค่าเช่า ดังนี้ 1.ทรงวาดและตลาดน้อย ย่านที่ได้รับความสนใจในช่วงนี้ โดยค่าเช่าตึกแถวมีช่วงกว้างตั้งแต่ 30,000-150,000 บาทต่อเดือน -หากเป็นตึกแถวเก่า 2 ชั้น ค่าเช่าอาจอยู่ที่ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน -อาคารอายุประมาณ 20-30 ปี สูง 3-4 ชั้น อาจมีค่าเช่ามากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน -บางอาคารซึ่งมีที่ดินว่างขนาดใหญ่สามารถมีค่าเช่าสูงถึง 150,000 บาทต่อเดือน 2.ตลาดพลู -ย่านชุมชนเก่า ค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 10,000-35,000 บาทต่อเดือน -ทำเลติด BTS ตลาดพลู ค่าเช่าอาจสูงกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับอายุและจำนวนชั้นของอาคาร 3.เยาวราช -ค่าเช่าตึกแถวในทำเลที่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าสถานีวัดมังกรอาจอยู่ที่ 60,000-120,000 บาทต่อเดือน -พื้นที่ซึ่งมีคนพลุกพล่านอาจมีค่าเช่าสูงถึง 120,000-300,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ ค่าเช่าที่กล่าวมาไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างกันตามเงื่อนไขของเจ้าของและสภาพอาคาร ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงโอกาสในการสร้างรายได้จากตึกแถวเก่าในทำเลที่มีความต้องการเช่าสูง แต่ก็สะท้อนด้วยว่าต้นทุนในการเข้าถึงทำเลเหล่านี้อาจสูงตามไปด้วย นักลงทุนจึงต้องประเมินทั้งค่าเซ้ง ค่าเช่า เงินลงทุนปรับปรุง และระดับค่าเช่าที่ผู้เช่าปลายทางยอมรับได้ ก่อนตัดสินใจรับช่วงสิทธิการเช่า เซ้งตึกแถวเก่าต้องคิดให้ครบ ไม่ใช่ดูแค่ส่วนต่างค่าเช่า สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้ามาในตลาดนี้ อาจต้องประเมินความคุ้มค่าต้องเริ่มจากการสำรวจค่าเช่าและค่าเซ้งของอาคารโดยรอบ ก่อนนำต้นทุนปรับปรุงมาคำนวณร่วมกัน แล้วทดลองปล่อยเช่าเพื่อทดสอบความต้องการของตลาด หากมีผู้สนใจเช่าในระดับราคาที่ตั้งไว้ ก็อาจรักษาเงื่อนไขเดิมไว้ในช่วงแรก และพิจารณาปรับค่าเช่าหรือค่าเซ้งเมื่อครบสัญญา แต่หากมีผู้สนใจน้อยหรือมีการต่อรองราคามาก ก็อาจสะท้อนว่าราคาที่ตั้งไว้สูงเกินไปเมื่อเทียบกับศักยภาพของทำเล ความเสี่ยงสำคัญอีกด้านคือการลงทุนรีโนเวตที่สูงเกินไป เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ต้องตั้งค่าเช่าในระดับสูงตามไปด้วย และหากผู้เช่าไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ ก็อาจไม่ต่อสัญญาหรือขอยกเลิกก่อนครบกำหนด ส่งผลให้ผู้ลงทุนต้องรับภาระค่าเช่าและเงินลงทุนที่ยังไม่คืนทุน นอกจากนี้ การพิจารณาสภาพอาคารยังเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า ประปา ห้องน้ำ การรั่วซึม และการทรุดตัวของฐานราก ซึ่งอาจนำไปสู่ค่าซ่อมแซมหรือรีโนเวตจำนวนมาก และทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่ประเมินไว้ตั้งแต่ต้น แม้การเซ้งตึกแถวเก่าจะเป็นอีกช่องทางให้คนรุ่นใหม่และนักลงทุนรายย่อยเข้ามาสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ต้องซื้ออาคารเอง แต่ไม่ใช่โมเดลที่ใช้เงินลงทุนน้อยหรือทำกำไรได้ง่ายเสมอไป เพราะยังต้องแบกรับต้นทุนการเช่าระยะยาว การปรับปรุง และความเสี่ยงจากการหาผู้เช่า --- ## ห้างเซ็นทรัลฉลอง 79 ปี “มีให้มากกว่าความพิเศษ” ส่ง “WHERE WONDERS BLOOM” สร้างสีสัน CITY TAKEOVER ผลิบานทั่วไทยสู่ TIMES SQUARE NEW YORK URL: https://positioningmag.com/pr-news/116317 เผยแพร่: 2026-10-13 ผู้เขียน: PR News 79 ปี มีให้มากกว่าความพิเศษ! ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ฉลองครบรอบ 79 ปี กับแคมเปญ “CENTRAL ANNIVERSARY 2026 – WHERE WONDERS BLOOM” ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจาก “สวนในฝัน” สู่โลกแห่งดอกไม้ ศิลปะ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ พร้อมส่งต่อความมหัศจรรย์ให้ผลิบานไปทั่วประเทศ ผ่านสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ ข้อเสนอสุดพิเศษ สิทธิประโยชน์ และหลากหลายประสบการณ์แห่งการเฉลิมฉลอง ตอกย้ำการเป็น “จุดหมายแห่งไลฟ์สไตล์ที่คัดสรรเพื่อทุกช่วงเวลาของชีวิต (The Curated Lifestyle Destination) ” ที่พร้อมคัดสรรสิ่งพิเศษ สร้างประสบการณ์ และส่งต่อแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าในทุกช่วงเวลาของชีวิต พร้อมขยายสีสันของ “WHERE WONDERS BLOOM” ให้ผลิบานออกไปนอกพื้นที่ห้างฯ ผ่าน CITY TAKEOVER บนสื่อนอกบ้านในหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ถ่ายทอดสีสันและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองให้เป็นส่วนหนึ่งของเมือง ก่อนส่งต่อความมหัศจรรย์จากประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก โดย ห้างเซ็นทรัลร่วมกับ Plan B นำแคมเปญ “CENTRAL 79TH ANNIVERSARY – WHERE WONDERS BLOOM” ไปปรากฏบนจอดิจิทัล ณ TIMES SQUARE, NEW YORK หนึ่งในแลนด์มาร์กระดับโลก ถ่ายทอดสีสัน จินตนาการ และแรงบันดาลใจจากการฉลองครบรอบ 79 ปีของห้างเซ็นทรัลสู่มหานครนิวยอร์ก สร้างภาพจำในระดับโลก พร้อมนำเสน่ห์ของเทศกาลดอกไม้จากประเทศไทยออกไปสู่สายตานานาชาติ และร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยผ่านความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ จากสีสันของ WHERE WONDERS BLOOM ที่ปรากฏทั่วไทยและ TIMES SQUARE NEW YORK สู่ประสบการณ์จริงของ “สวนในฝัน” กับเทศกาลดอกไม้แห่งปี ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลม ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2569 เนรมิตพื้นที่ตั้งแต่ ชั้น G – 5 ให้กลายเป็น 6 โลกแห่งดอกไม้และจินตนาการ ได้แก่ WHITE VIBE, SWEET BREEZE, GOOD MOOD, THE HIDDEN WONDER OF TREE ROOTS, HANG HANG และ KEEP SMILING ชวนทุกคนดื่มด่ำกับบรรยากาศ GOOD MOOD & GOOD VIBES และค้นพบความมหัศจรรย์ผ่านดอกไม้ ศิลปะ และจินตนาการในหลากหลายมิติ พร้อมชม ART & FLOWER INSTALLATION จากการร่วมสร้างสรรค์กับ OKUDA YUTA ศิลปินร่วมสมัยชาวญี่ปุ่น ที่นำเอกลักษณ์ทางศิลปะมาผสานกับความงดงามของดอกไม้ ถ่ายทอดผ่านผลงานสร้างสรรค์ที่เปลี่ยนห้างเซ็นทรัลชิดลมให้กลายเป็น “สวนในฝัน” เชื่อมโยงศิลปะ ดอกไม้ และจินตนาการเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พิเศษ! วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลดอกไม้แห่งปีกับ “น้ำตาล – ทิพนารี วีรวัฒโนดม” และ “ฟิล์ม – รชานันท์ มหาวรรณ์” ที่จะมาร่วมเติมสีสันและสร้างช่วงเวลาพิเศษท่ามกลางบรรยากาศของ WHERE WONDERS BLOOM พร้อมกิจกรรม ประมูลภาพวาดของน้ำตาล – ฟิล์ม โดยรายได้จากการประมูลมอบให้ มูลนิธิที่ ส่งต่อโอกาสและสนับสนุนผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษให้สามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสังคมอีกครั้ง และไม่เพียงที่ห้างเซ็นทรัลชิดลมเท่านั้น เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน 29 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2569 สีสันของ WHERE WONDERS BLOOM ยังผลิบานไปยัง อีก 4 สาขาในภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่, ขอนแก่น, อุดรธานี และเซ็นทรัล เฟสติวัล หาดใหญ่ ชวนลูกค้าในแต่ละภูมิภาคมาร่วมสัมผัสบรรยากาศของเทศกาลดอกไม้ และร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 79 ปีไปพร้อมกันทั่วประเทศ นอกจากประสบการณ์ของเทศกาลดอกไม้แล้ว ตลอดแคมเปญ “CENTRAL ANNIVERSARY 2026 – WHERE WONDERS BLOOM” ยังเต็มไปด้วยสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ ข้อเสนอสุดพิเศษ สิทธิประโยชน์ และกิจกรรมมากมาย พร้อมให้ร่วมลุ้นของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 8 ล้านบาท เติมเต็มการฉลองครบรอบ 79 ปีให้ “มีให้มากกว่าความพิเศษ” ในทุกโมเมนต์ของการช้อปและการใช้ชีวิต มาร่วมฉลอง “79 ปี มีให้มากกว่าความพิเศษ” กับแคมเปญ “CENTRAL ANNIVERSARY 2026 – WHERE WONDERS BLOOM” ตั้งแต่วันนี้ – 2 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้างเซ็นทรัลทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมปักหมุด เทศกาลดอกไม้แห่งปี “สวนในฝัน” ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลม และอีก 4 สาขาในภูมิภาค ได้แก่ เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่, ขอนแก่น, อุดรธานี และเซ็นทรัล เฟสติวัล หาดใหญ่ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2569 ร่วมสัมผัสสีสันของ “WHERE WONDERS BLOOM” ที่ขยายการเฉลิมฉลองจากเทศกาลดอกไม้และ CITY TAKEOVER ทั่วประเทศไทย สู่ TIMES SQUARE NEW YORK หนึ่งในแลนด์มาร์กระดับโลก สะท้อนอีกก้าวของห้างเซ็นทรัลในการส่งต่อความสุขและแรงบันดาลใจจากประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก --- ## เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมต้อนรับผู้ร่วมประชุม IMF–World Bank 2026 จาก 191 ประเทศทั่วโลก ชูทิศทาง Future-Led Mixed-Use เชื่อมธุรกิจและคุณภาพชีวิต รองรับการลงทุนและท่องเที่ยว URL: https://positioningmag.com/pr-news/116316 เผยแพร่: 2026-10-13 ผู้เขียน: PR News บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ยินดีต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 จาก 191 ประเทศทั่วโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยประเทศไทยได้กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงความพร้อมของประเทศต่อผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารสถาบันการเงิน และนักลงทุนจากทั่วโลก พร้อมต่อยอดสู่ความเชื่อมั่น ความร่วมมือทางธุรกิจ และโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติเห็นศักยภาพกรุงเทพฯ ในฐานะ Global City ผ่านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ย่านธุรกิจ และมาตรฐานการบริการ ควบคู่กับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของผู้คน ประสบการณ์เหล่านี้มีส่วนสร้างภาพจำของประเทศไทยในฐานะประเทศที่พร้อมรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับโลก การพัฒนาเมืองเพื่อรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ เซ็นทรัลพัฒนา ในการขับเคลื่อน Future-Led Mixed-Use เชื่อม Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทั้งธุรกิจและคุณภาพชีวิต โดยเป็นพื้นที่ที่เชื่อมผู้คน ธุรกิจ และบริการ พร้อมสร้างโอกาสให้แบรนด์ ผู้ประกอบการ และพันธมิตรเติบโตไปพร้อมกับเมือง เซ็นทรัลพัฒนา พร้อมนำศักยภาพเครือข่าย 44 ศูนย์การค้าทั่วประเทศ ร่วมต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ติดตาม พร้อมเชื่อมโอกาสจากการเดินทางและการใช้จ่ายสู่ร้านค้า ร้านอาหาร และผู้ประกอบการไทย ผ่านสินค้า แบรนด์ไทย อาหารไทย และรสชาติท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่กรุงเทพฯ สู่เมืองเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศ เซ็นทรัลพัฒนา ชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ในฐานะเจ้าภาพเวทีเศรษฐกิจโลกครั้งสำคัญ เพื่อสร้างความประทับใจและโอกาสทางธุรกิจ สนับสนุนภาพลักษณ์ประเทศไทยที่มีความพร้อมและศักยภาพในการเติบโตบนเวทีนานาชาติ --- ## กลุ่มเซ็นทรัลร่วมเป็นเจ้าบ้าน ต้อนรับ “2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116315 เผยแพร่: 2026-10-13 ผู้เขียน: PR News กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลังธุรกิจในเครือ ร่วมเป็นเจ้าบ้านต้อนรับคณะผู้แทน คู่สมรส และผู้ติดตามจากทั่วโลก ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม “2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings” ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์พร้อมนำศักยภาพด้านค้าปลีก ศูนย์การค้า และโรงแรม มาร่วมสนับสนุนงานสำคัญระดับชาติ ถ่ายทอดความพร้อมและความก้าวหน้าของประเทศไทย ควบคู่กับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและน้ำใจของคนไทย ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยใจกลางกรุงเทพฯ สู่มรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชุมชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในโอกาสนี้ เซ็นทรัล รีเทล เซ็นทรัลพัฒนา และโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ร่วมจัดแคมเปญ Exclusive Privileges ระหว่างวันที่ 10–20 ตุลาคม 2569 มอบสิทธิพิเศษด้านการช้อปปิ้ง อาหาร และการพักผ่อนแก่ผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ติดตาม ณ เซ็นทรัลชิดลม เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล พาร์ค และโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาไทย แบรนด์ลักชูรี่และแฟชั่นชั้นนำ ร้านอาหารหลากหลายสไตล์ ตลอดจนบริการด้านสุขภาพและความงาม เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสความหลากหลายและศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติ นอกจากนี้ เซ็นทรัลพัฒนา   ยัง จัดบริการรถรับส่งฟรีระหว่างศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์กับเซ็นทรัลเวิลด์และเซ็นทรัล พาร์ค ตลอดวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง และช่วยให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ใช้เวลาสัมผัสประสบการณ์ในกรุงเทพฯ อย่างเต็มที่ อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ Spouses & Partners Program ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลเตรียมจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน สำหรับคณะคู่สมรสและผู้ติดตามบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมการประชุม โดยออกแบบประสบการณ์ให้สะท้อนประเทศไทยทั้งในมิติของความร่วมสมัย มรดกทางวัฒนธรรม และความอบอุ่นของการต้อนรับแบบไทย โดยในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 โปรแกรมเริ่มขึ้นที่ ห้างเซ็นทรัลชิดลม 'The Store of Bangkok'       เป็นหัวใจของการต้อนรับ เริ่มจากการต้อนรับโดยคณะผู้บริหารของห้างฯ ณ Personal Shopping Suite ชั้น 1 พร้อมเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ "Chidlom Drink" และ Welcome Gift Set ก่อนพาชมงานหัตถศิลป์ชุมชนไทยที่ good goods ชั้น 6 ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยนำผลกำไรทั้งหมดกลับไปพัฒนาชุมชน และนิทรรศการ Vivienne Westwood & Jewellery ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ชั้น 2 ที่รวบรวมผลงานเครื่องประดับจากคลังกว่า 600 ชิ้นใน 8 ห้องจัดแสดง พร้อมบริการ Exclusive Personal Shopping ที่มีผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนตัวดูแลแขกแต่ละท่าน จากนั้นต่อยอดสู่ประสบการณ์ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี จุดหมายปลายทางด้านลักชูรี่ไลฟ์สไตล์ใจกลางกรุงเทพฯ ที่รวมแฟชั่น อาหาร ศิลปะ และวัฒนธรรมไว้ด้วยกัน ผ่านแบรนด์และประสบการณ์ที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน พร้อมส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษทั้งอาหารไทยจากร้านอาหารและสตรีตฟู้ดเจ้าดัง และชมการแสดงนาฏศิลป์ไทยโดยนักเรียนที่ Eathai พร้อมเลือกซื้อของที่ระลึกสะท้อนอัตลักษณ์ไทยที่ Tops และนวดเท้าตามแบบวิถีไทยที่ Let's Relax Spa พร้อมบริการรับ–ส่งจากศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ตอกย้ำบทบาทของห้างเซ็นทรัลในฐานะห้างสรรพสินค้าของคนไทยที่อยู่คู่สังคมไทยมากว่า 79 ปี และผู้นำค้าปลีกไทยที่พร้อมต้อนรับแขกระดับนานาชาติ เพื่อเสริมภาพลักษณ์กรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกด้านไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรม วันที่ 15 ตุลาคม 2569 กลุ่มเซ็นทรัลเตรียมนำคณะฯ เดินทางสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้โปรแกรม “Ayutthaya Heritage: A Curated Cultural Journey” เยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ซึ่งรวบรวมผลงานหัตถศิลป์ไทยชั้นสูงอันทรงคุณค่า ก่อนร่วมรับประทานอาหารกลางวันริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ โรงแรมศาลาอยุธยา พร้อมรับฟังเรื่องราวของ “Smile Melon” วิสาหกิจชุมชนเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากการรวมตัวของเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนจากการทำนาสู่การปลูกเมล่อนคุณภาพ ชุมชนแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Central Tham (เซ็นทรัล ทำ) ทั้งด้านการพัฒนาการผลิตและการขยายช่องทางจำหน่าย  จนสามารถนำผลผลิตเข้าสู่ท็อปส์และขยายตลาดส่งออกไปยังสิงคโปร์ นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมาเลเซีย  เรื่องราวของ Smile Melon จึงสะท้อนพลังของเกษตรกรไทยและความร่วมมือที่ช่วยต่อยอดศักยภาพท้องถิ่น สร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมให้ผู้มาเยือนได้รู้จักประเทศไทยผ่านผู้คนและวิถีชีวิตของชุมชน จากนั้น คณะฯ จะเดินทางไปเยี่ยมชม วัดไชยวัฒนาราม โบราณสถานสำคัญของอดีตราชธานีไทย เพื่อสัมผัสความงดงามของสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ไทย และร่วมสร้างความประทับใจจากการเดินทางสู่เมืองมรดกโลก ตลอดกว่า 79 ปีที่เติบโตเคียงข้างสังคมไทย กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและบริการสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการ แบรนด์ไทย และชุมชน ผ่าน Central Tham (เซ็นทรัล ทำ)     เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพ เพิ่มรายได้ และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เติบโตไปพร้อมกับประเทศ การร่วมต้อนรับ “2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings” ครั้งนี้ จึงเป็นอีกบทบาทของกลุ่มเซ็นทรัลในฐานะองค์กรไทยที่ร่วมสนับสนุนภารกิจสำคัญของชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าบ้าน พร้อมถ่ายทอดประเทศไทยทั้งความก้าวหน้าของธุรกิจและบริการ ความงดงามของวัฒนธรรม และน้ำใจของผู้คน ให้ทุกประสบการณ์ของผู้มาเยือนเป็นความทรงจำที่มีคุณค่า และเป็นเรื่องราวที่นำกลับไปบอกต่อ เพื่อส่งต่ออัตลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก --- ## S.Pellegrino Young Chef Academy ประกาศจัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคเอเชีย ณ กรุงเทพฯ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116314 เผยแพร่: 2026-10-13 ผู้เขียน: PR News สรุป: เชฟผู้เข้ารอบ 10 คนเตรียมแข่งขัน ณ โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต วันที่ 20 ตุลาคม 2026 พร้อมคณะกรรมการ 7 คน และเชฟจากการแข่งขันครั้งก่อนที่กลับมาร่วมงาน S.Pellegrino Young Chef Academy ประกาศจัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคเอเชีย ประจำปี 2026-27 ในวันที่ 20 ตุลาคม 2026 ณ โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ เชฟผู้เข้ารอบ 10 คนจากฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม จะนำเสนออาหารจานซิกเนเจอร์ เพื่อคว้าสิทธิ์เป็นตัวแทนภูมิภาคเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับโลก ณ เมืองมิลาน ในปี 2027 ระหว่างวันที่ 18-20 ตุลาคม เชฟผู้เข้ารอบและเชฟที่ปรึกษาจะร่วมกิจกรรมกับเชฟจาก Academy ที่กลับมาร่วมงาน อาทิ William Yee, Ardy Ferguson และ Louis Han เพื่อร่วมยกย่องความสามารถด้านอาหารและความสัมพันธ์ที่สานต่อจากการแข่งขันแต่ละครั้ง S.Pellegrino เชื่อมโยงเชฟรุ่นใหม่กับเชฟที่ปรึกษาผู้มากประสบการณ์และเพื่อนร่วมวิชาชีพ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาฝีมือและสร้างความสัมพันธ์ทางวิชาชีพที่ยั่งยืน เชฟ 7 คนร่วมคัดเลือกตัวแทนคนใหม่ของเอเชีย คณะกรรมการระดับภูมิภาคเอเชียประกอบด้วย Garima Arora จาก Gaa และ Chudaree “Tam” Debhakam จาก Baan Tepa กรุงเทพฯ, LG Han จาก Labyrinth และ Sun Kim จาก Meta Restaurant สิงคโปร์, Ryogo Tahara จาก Logy ไทเป, Sam Tran จาก Gia ฮานอย และ Luigi Troiano จาก Noi ฮ่องกง คณะกรรมการชุดนี้มีเชฟที่คุ้นเคยกับ Academy กลับมาร่วมสนับสนุนเชฟรุ่นใหม่หลายคน โดย Garima Arora และ Tam Debhakam เคยร่วมตัดสินการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ LG Han เคยเป็นเชฟที่ปรึกษาให้ Xu Yu Chan และ William Yee ในการแข่งขันครั้งก่อน ๆ และ Sun Kim เคยเป็นเชฟที่ปรึกษาให้ Kevin Wong ผู้ชนะระดับภูมิภาคเอเชียในการแข่งขันปี 2019-21 “Academy มอบทั้งเวทีให้เชฟรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดแนวคิด และชุมชนที่พร้อมสนับสนุนพวกเขาต่อไปแม้การแข่งขันจะสิ้นสุดลง เมื่อเชฟกลับมาปรุงอาหาร เป็นที่ปรึกษา หรือร่วมตัดสิน พวกเขานำประสบการณ์กลับมาสู่ชุมชนนี้ และช่วยให้เชฟรุ่นใหม่ก้าวต่อไป เราภูมิใจที่ได้นำจิตวิญญาณนี้มาสู่กรุงเทพฯ” Giacomo Giacani หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Nestlé Waters & Premium Beverages กล่าว.    เชฟจาก Academy กลับมาปรุงอาหารและแบ่งปันประสบการณ์ เชฟ 3 คนจากการแข่งขันครั้งก่อนจะร่วมปรุงอาหารในงานค็อกเทลรีเซปชันและกาล่าดินเนอร์ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ วันที่ 20 ตุลาคม พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์บนเส้นทาง Academy ผ่านอาหาร William Yee จะเป็นเชฟรับเชิญในงานค็อกเทลรีเซปชัน เจ้าของรางวัล Acqua Panna Connection in Gastronomy Award ระดับภูมิภาคเอเชีย ประจำปี 2024-25 กลับมาปรุงอาหารในครั้งนี้ ขณะที่ LG Han อดีตเชฟที่ปรึกษาของเขาเข้าร่วมเป็นกรรมการในปีนี้ ในงานกาล่าดินเนอร์ Ardy Ferguson ผู้ชนะระดับโลกของการแข่งขัน S.Pellegrino Young Chef Academy Competition 2024-25 จะร่วมปรุงอาหารกับ Louis Han จาก Nae:um สิงคโปร์ Louis เคยเข้าแข่งขันในปี 2017 ก่อนกลับมาเป็นเชฟที่ปรึกษาให้ Ian Goh ผู้ชนะรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคเอเชียในปี 2022 และผู้ได้รับรางวัล Fine Dining Lovers Food for Thought Award ระดับโลกในปี 2023 การร่วมงานของเชฟทั้งสองสะท้อนประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การเป็นผู้เข้าแข่งขัน การเป็นที่ปรึกษา ไปจนถึงการกลับมามีส่วนร่วมในชุมชน Academy   Ardy Ferguson ขณะปรุงอาหารในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับโลก ปี 2025 สายสัมพันธ์ระหว่างเชฟและที่ปรึกษาที่สานต่อข้ามรุ่น Christian Martena จะเป็นผู้จัดเตรียมอาหารค่ำต้อนรับ ณ CLARA ในวันที่ 18 ตุลาคม Christian เป็นเชฟที่ปรึกษาที่กลับมาร่วมงานอีกครั้ง โดยเคยดูแล Simone Scarparo ในการแข่งขันปี 2024-25 ซึ่ง Simone ได้รับรางวัล S.Pellegrino Social Responsibility Award ระดับภูมิภาคเอเชีย ในปีนี้ Christian จะเป็นเชฟที่ปรึกษาให้ Kittitee Kamonnawin เพื่อมอบอีกมุมมองหนึ่งของเส้นทาง Academy ให้แก่ผู้เข้ารอบปีนี้ Gerard Villaret ซึ่งเคยเป็นผู้เข้าแข่งขัน กลับมาเป็นเชฟที่ปรึกษาให้ Patnarin Posiri จาก Elements, inspired by Ciel Bleu ขณะที่ Chudapa “Joy” Chansaming อดีตเชฟในความดูแลของเขาและผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคเอเชียปี 2022-23 จะกลับมาร่วมกิจกรรมในฐานะแขกรับเชิญด้วย สายสัมพันธ์เหล่านี้ทำให้กรุงเทพฯ เป็นจุดนัดพบของเชฟในแต่ละช่วงของการเติบโตทางวิชาชีพ โดยมีความตั้งใจแบ่งปันประสบการณ์เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกัน พื้นที่แห่งการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านอาหาร โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ในฐานะสถานที่จัดการแข่งขัน นำรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคมาสู่สภาพแวดล้อมที่มุ่งเน้นการศึกษาด้านอาหาร ห้องครัวของโรงเรียนจะเป็นเวทีให้ผู้เข้ารอบแสดงฝีมือ เชื่อมโยงบทบาทด้านการศึกษาของโรงเรียนกับพันธกิจของ Academy ในการช่วยเชฟรุ่นใหม่พัฒนาทักษะและถ่ายทอดเอกลักษณ์ทางอาหารของตนเอง โรงเรียนก่อตั้งขึ้นในปี 2007 จากความร่วมมือระหว่าง Le Cordon Bleu International และ Dusit International เปิดสอนการประกอบอาหารฝรั่งเศสและขนมอบ ควบคู่กับหลักสูตรวิชาการครัวไทย ตั้งอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยผสานการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติเข้ากับคำแนะนำของเชฟผู้สอนที่มีประสบการณ์ เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับอาชีพในอุตสาหกรรมบริการระดับโลก เชฟผู้เข้ารอบ 2 คนจากร้านอาหารในกรุงเทพฯ จะลงแข่งขันบนเวทีในเมืองที่ตนทำงาน ได้แก่ Kittitee Kamonnawin จาก CLARA กับจาน “Kha Kai Mandorla” และ Patnarin Posiri จาก Elements, inspired by Ciel Bleu กับจาน “Refined Southern Thai Cuisine” รายชื่อผู้เข้ารอบทั้ง 10 คนและเชฟที่ปรึกษาอยู่ในส่วนข้อมูลสำหรับบรรณาธิการ ยกย่องความสามารถและอนาคตของวงการอาหาร คณะกรรมการระดับภูมิภาคจะพิจารณาอาหารจานซิกเนเจอร์ของผู้เข้ารอบตามเกณฑ์ 3 ด้าน ได้แก่ ทักษะทางเทคนิค ความคิดสร้างสรรค์ และความเชื่อส่วนบุคคลที่อยู่เบื้องหลังอาหารแต่ละจาน โดยจะประกาศรางวัลในพิธีมอบรางวัลและงานกาล่าดินเนอร์ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ในค่ำวันที่ 20 ตุลาคม ดังนี้ • S.Pellegrino Young Chef Academy Award - คัดเลือกโดยคณะกรรมการระดับภูมิภาค ผู้ชนะจะได้เข้าแข่งขันปรุงอาหารในรอบชิงชนะเลิศระดับโลกปี 2027 • S.Pellegrino Social Responsibility Award - คัดเลือกโดย Sustainable Restaurant Association • Acqua Panna Connection in Gastronomy Award - ลงคะแนนโดยเชฟที่ปรึกษาของการแข่งขัน • Fine Dining Lovers Award - ลงคะแนนโดย Fine Dining Lovers Insiders ติดตามข่าวสารการแข่งขันและชุมชน Academy ได้ที่ sanpellegrinoyoungchefacademy.com --- ## กลุ่มเศรษฐีกรุงเทพฯ พลิกวิกฤตน้ำท่วม จ่อซื้อบ้านหลังที่สองในภูเก็ต บริหารความเสี่ยงสินทรัพย์ URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116313 เผยแพร่: 2026-10-13 ผู้เขียน: my_bb เหตุการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อาจกำลังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ จากเดิมเน้นพิจารณาทำเล ราคา และสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นหลัก สู่การให้น้ำหนักกับความเสี่ยงของพื้นที่และความสามารถในการรักษามูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาวมากขึ้น วรัตถ์ สิริศักดานุกูล ผู้จัดการอาวุโส แผนกตลาดทุนและการลงทุน คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ความกังวลเรื่องน้ำท่วมอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง ทั้งกลุ่ม HNWI (มีทรัพย์สิน 1-5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และ UHNWI (มีทรัพย์สินมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์) ที่มีความพร้อมทางการเงินในการถือครองอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง และสามารถซื้อบ้านหลังที่สองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสินเชื่อเป็นหลัก "ภูเก็ต" จึงมีโอกาสรับอานิสงส์จากกลุ่มผู้ซื้อระดับบนในกรุงเทพฯ ที่ต้องการกระจายการถือครองสินทรัพย์ออกจากเมืองหลวง โดยตลาดภูเก็ตมีฐานความต้องการจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวรัสเซียและจีนในพื้นที่ฝั่งตะวันตกอยู่แล้ว "หากความกังวลเรื่องน้ำท่วมฝังอยู่ในความคิดของผู้บริโภคในระยะยาว ภูเก็ตจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการกระจายการถือครองสินทรัพย์ของคนกรุงเทพฯ" อย่างไรก็ตาม การซื้อบ้านหลังที่สองครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการย้ายหนีน้ำออกจากเมืองหลวง แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกในการใช้ชีวิตและบริหารความเสี่ยง โดยยังคงมีบ้านหลักอยู่ในกรุงเทพฯ หนี้ครัวเรือนสูง จำกัดโอกาสซื้อบ้านหลังที่สอง ส่วนบ้านหรูลุ้นรับอานิสงส์น้ำท่วม แม้ความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมต่ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่การย้ายฐานการซื้อบ้านหลังที่สองไปต่างจังหวัดอาจไม่คึกคักเท่าช่วงหลังมหาอุทกภัยปี 2554 เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับตัวลดลงติดต่อกัน 2 ไตรมาส แต่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ผู้บริโภคที่ต้องพึ่งพาเงินกู้มีข้อจำกัดในการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่ม HNWI และ UHNWI ซึ่งมีความพร้อมทางการเงิน กลายเป็นกลุ่มอุปสงค์สำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับ Luxury ในระยะต่อไป หากความต้องการซื้อบ้านหลังที่สองในภูเก็ตเพิ่มขึ้น และไม่มีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ปีนี้ สินค้าที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ คอนโดมิเนียมลักชูรี, พูลวิลล่าหรู และ Branded Residence เนื่องจากตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย การพักผ่อน และการสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า อสังหา กทม. ในอนาคต ผู้ซื้อสอบประวัติน้ำท่วมเข้ม ขณะเดียวกัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านการประเมินมูลค่า โดยผู้ซื้อจะตรวจสอบประวัติน้ำท่วม ระดับความสูงของพื้นที่ และระบบระบายน้ำของโครงการอย่างเข้มงวดขึ้น วรัตถ์ ประเมินว่า เหตุการณ์น้ำท่วมอาจไม่ได้ทำให้ราคาที่ดินและบ้านในพื้นที่เสี่ยงลดลงทั้งหมด แต่มีโอกาสเกิดส่วนต่างราคาระหว่างทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูง กับโครงการที่มีระบบบริหารจัดการน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการอาจมีต้นทุนป้องกันน้ำท่วมเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการประเมินราคาเสนอซื้อที่ดินในอนาคต แนะเจ้าของที่ดินที่รับผลกระทบน้ำท่วมอย่ารีบขายที่ดิน สำหรับเจ้าของที่ดินในพื้นที่ได้รับผลกระทบ แนะนำว่าไม่ควรรีบขายเพราะความกังวลเพียงอย่างเดียว แต่ควรเตรียมข้อมูลประวัติน้ำท่วมและมาตรการป้องกันให้ชัดเจน โดยยังมีทางเลือกในการลงทุนระบบป้องกัน เช่น การสร้างคันดินหรือกำแพงป้องกันน้ำ การถมที่ดิน และการวางระบบระบายน้ำและสูบน้ำภายในโครงการ รวมถึงการร่วมทุน (Joint Venture) หรือปรับรูปแบบการพัฒนาให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ ท้ายที่สุด วิกฤตน้ำท่วมอาจทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านทำเลและราคา ไปสู่การพิสูจน์ความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและรักษามูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว ขณะที่ภูเก็ตมีโอกาสเป็นอีกหนึ่งทำเลที่ผู้ซื้อระดับบนเลือกใช้กระจายการถือครองอสังหาริมทรัพย์นอกเมืองหลวง --- ## "GULF" กวาด 6 รางวัลด้าน HR 2 เวทีใหญ่ ตอกย้ำสุดยอดองค์กรน่าทำงานระดับเอเชีย 3 ปีซ้อน URL: https://positioningmag.com/advertorial/116312 เผยแพร่: 2026-10-12 สรุป: บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ตอกย้ำแนวทางองค์กรที่ให้ความสำคัญกับคน ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ และมุ่งสร้างองค์กรที่เปิดโอกาสให้พนักงานเติบโตและพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ด้วยการคว้า 6 รางวัลด้านทรัพยากรบุคคลจาก 2 เวทีสำคัญระดับประเทศและภูมิภาค ครอบคลุมมิติสำคัญตั้งแต่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้างและเท่าเทียม การส่งเสริมความยั่งยืน การพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีและ AI มายกระดับการบริหารบุคลากร Best Company to Work for in Asia 3 ปีซ้อน โดย GULF ได้รับ 5 รางวัลจากเวที HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2026 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร HR Asia สื่อสิ่งพิมพ์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลชั้นนำของเอเชีย ประกอบด้วยรางวัล Best Company to Work for in Asia ซึ่งได้รับต่อเนื่องเป็น ปีที่ 3 โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่องค์กรที่น่าทำงานด้วยที่สุดในเอเชีย พิจารณาจากวัฒนธรรมองค์กร สภาพแวดล้อมการทำงาน และการสนับสนุนพนักงานให้เติบโตอย่างยั่งยืน, รางวัล  Diversity, Equity & Inclusion ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม, รางวัล Sustainable Workplace สะท้อนแนวทางการบริหารจัดการพนักงานภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของกลุ่มบริษัท, รางวัล People Transformation ซึ่งได้รับเป็นครั้งแรก จากแนวทางการยกระดับทักษะแห่งอนาคตผ่านการ Upskill และ Reskill เพื่อเตรียมความพร้อมของพนักงานสำหรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และ รางวัล Tech Empowerment ซึ่งสะท้อนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้กับการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับประสบการณ์ของพนักงาน และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร ซึ่งช่วยให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกลยุทธ์และการเติบโตขององค์กร นอกจากนี้ GULF ยังได้รับรางวัล Excellence in Use of HR Tech (Bronze) จากเวที HR Excellence Awards 2026 Thailand ซึ่งจัดโดย Human Resources Online สื่อและแพลตฟอร์มด้านทรัพยากรบุคคลชั้นนำของเอเชีย ตอกย้ำแนวทางการบริหารบุคลากรที่เชื่อมโยงทั้งวัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาคน ความยั่งยืน และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยก่อนหน้านี้ GULF เคยได้รับรางวัลสาขา Excellence in Talent Acquisition จากเวทีนี้มาแล้วเมื่อปี 2565   6 รางวัลสะท้อน GULF สร้างโอกาสเติบโต พัฒนาทักษะ ใช้เทคโนโลยีเสริมศักยภาพพนักงาน นางอุราภา สว่างฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านทรัพยากรบุคคล GULF กล่าวว่า เราภูมิใจที่ในปีนี้ GULF ได้รับถึง 6 รางวัลจาก 2 เวทีสำคัญ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของเราในการพัฒนาองค์กรและบุคลากรอย่างรอบด้าน การได้รับรางวัล Best Company to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ควบคู่ไปกับรางวัลเฉพาะด้านอย่าง Diversity, Equity & Inclusion, Sustainable Workplace, Tech Empowerment และ People Transformation รวมถึง Excellence in Use of HR Tech (Bronze) แสดงให้เห็นว่าแนวทางการดูแลคนของ GULF ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างโอกาสให้พนักงานเติบโต การพัฒนาทักษะสำหรับอนาคต และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพของทั้งบุคลากรและองค์กร   “GULF มุ่งสร้างองค์กรที่เปิดกว้างและให้โอกาสทุกคนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรม เช่น นโยบายสิทธิมนุษยชน นโยบายการไม่เลือกปฏิบัติและการล่วงละเมิด นโยบายความหลากหลาย ขณะเดียวกัน เรายังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของบุคลากรสำหรับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะรางวัล People Transformation ที่ได้รับเป็นครั้งแรก ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการยกระดับทักษะแห่งอนาคตผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่มีหลักสูตรหลากหลายตามสายอาชีพ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI Solution เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงานด้าน HR เพราะเราเชื่อว่าพนักงานทุกคนคือหัวใจสำคัญและเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” ทั้งนี้การประกาศรางวัลในเวที HR Asia Best Companies to Work for in Asia จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยนิตยสาร HR Asia เพื่อเชิดชูองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการบุคลากร โดยประเมินจากผลสำรวจความคิดเห็นของพนักงานแบบองค์รวม การนำเสนอแนวทางในการดูแลและพัฒนาพนักงาน ขณะที่ HR Excellence Awards จัดโดย Human Resources Online เพื่อยกย่ององค์กร ทีมงาน และบุคลากรด้านทรัพยากรบุคคลที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารคน กลยุทธ์องค์กร และนวัตกรรมการทำงาน   สนใจติดตามข่าวสารและรายละเอียดกิจกรรมของ GULF เพิ่มเติมได้ทาง www.gulf.co.th , Facebook Page “Gulf Development” และ “Gulf SPARK”, Tiktok “GULF SPARK” และ Instagram “gulfdevelopment.th” และ “gulfspark.th” --- ## สัปดาห์แห่งความสำเร็จของนักกีฬา Nike สู่ก้าวต่อไปของวงการวิ่งระดับโลก URL: https://positioningmag.com/pr-news/116311 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News จากชิคาโก โคนา สู่เมลเบิร์น, นักกีฬาไนกี้ได้สร้างผลงานโดดเด่นบนเวทีระดับโลก ทั้งการทำลายสถิติระดับประเทศ การคว้าแชมป์โลกไอรอนแมน และการสร้างสถิติใหม่ในสนามมาราธอน ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการก้าวข้ามขีดจำกัดและผลักดันวงการกีฬาให้ก้าวไปข้างหน้า ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นักกีฬาไนกี้ได้สร้างผลงานโดดเด่นในการแข่งขันที่ชิคาโก โคนา และเมลเบิร์น โดย คีริน ตันติเวทย์ สร้างสถิติประเทศไทยในการแข่งขันมาราธอนครั้งแรก เกเลน รัปป์ ทำสถิติมาราธอนชายรุ่นมาสเตอร์สของสหรัฐฯ ขณะที่ ฆอร์เฆ หลุยส์ ครูซ เปเรซ ทำลายสถิติมาราธอนของเม็กซิโกที่ยืนยาวมาถึง 31 ปี ด้าน วินเซนต์ ลุยส์ คว้าแชมป์ไตรกีฬาโลก (ไอรอนแมน เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ) ที่โคนา ในการลงแข่งขันรายการนี้เป็นครั้งแรก ส่วน เอลีอูด คิปโชเก กลับมาคว้าชัยชนะในการแข่งขันมาราธอนได้อีกครั้งในรายการ ไนกี้เมลเบิร์น มาราธอน เฟสติวัล พร้อมทั้งทำลายสถิติสนาม ผลงานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าไม่ได้วัดกันแค่ผลแพ้ชนะหรือสถิติที่ทำได้ แต่เกิดจากการเรียนรู้ความมุ่งมั่นและการกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ สำหรับไนกี้การพัฒนานั้นไม่เคยหยุดอยู่เพียงแค่การแข่งขันนักกีฬาจะนำประสบการณ์จากการฝึกซ้อมการลงแข่งและการฟื้นฟูร่างกายมาพัฒนาตัวเอง ขณะที่นักวิจัยจะศึกษาการเคลื่อนไหวและสมรรถนะของนักกีฬาเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆโดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้นักกีฬาทำผลงานได้ดียิ่งขึ้น และเมื่อจบการแข่งขันกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เพราะทุกเส้นชัยคือจุดเริ่มต้นของความท้าทายครั้งต่อไป การแข่งขันที่ชิคาโก โคนา และเมลเบิร์น ทั้งการคว้าแชมป์การทำลายสถิติระดับประเทศและการสร้างสถิติสนามใหม่ล้วนสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาทั่วโลก และสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาวงการกีฬาให้ก้าวไปข้างหน้ายังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง สามสถิติใหม่ที่ชิคาโก คีริน ตันติเวทย์ สร้างประวัติศาสตร์ในการลงแข่งขันมาราธอนครั้งแรกด้วยเวลา 2:08:01 ชั่วโมงในรายการชิคาโกมาราธอน พร้อมสร้างสถิติใหม่ของประเทศไทยโดยทำเวลาได้เร็วกว่าสถิติเดิมเกือบ 9 นาทีซึ่งยืนหยัดมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2561 รองเท้าที่สวมใส่ในการแข่งขัน: Nike Apex ผลงาน:สถิติมาราธอนชายประเทศไทยเวลา 2:08:01 ชั่วโมง เกเลน รัปป์ ทำเวลาได้ 2:06:55 ชั่วโมงในการแข่งขันชิคาโกมาราธอน พร้อมสร้างสถิติมาราธอนชายรุ่นมาสเตอร์สของสหรัฐฯ และทำเวลาได้ดีที่สุดของตัวเองนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2564 ตอกย้ำเส้นทางนักกีฬาที่โดดเด่นด้วยความสม่ำเสมอ ความมุ่งมั่น และความเป็นเลิศตลอดหลายยุคของการแข่งขัน รองเท้าที่สวมใส่ในการแข่งขัน: Nike Apex ผลงาน:สถิติมาราธอนชายรุ่นมาสเตอร์สของสหรัฐฯ เวลา 2:06:55 ชั่วโมง ฆอร์เฆ หลุยส์ ครูซ เปเรซ สร้างสถิติใหม่ให้วงการมาราธอนเม็กซิโกด้วยเวลา 2:08:13 ชั่วโมงในการแข่งขันชิคาโกมาราธอน ทำลายสถิติเดิมของประเทศที่ 2:08:30 ชั่วโมงซึ่งยืนยาวมานานถึง 31 ปี และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับนักวิ่งมาราธอนชายของเม็กซิโก รองเท้าที่สวมใส่ในการแข่งขัน: Alphafly 4 ผลงาน:สถิติมาราธอนชายเม็กซิโกเวลา 2:08:13 ชั่วโมง ตำแหน่งแชมป์โลกที่โคนา วินเซนต์ ลุยส์ คว้าแชมป์โลกไอรอนแมนประเภทชายที่โคนา ด้วยเวลา 7:47:27 ชั่วโมงเพิ่มอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญให้กับเส้นทางนักกีฬาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นในตัวเอง ในการลงแข่งขันที่โคนาเป็นครั้งแรก ลุยส์วางแผนการแข่งขันอย่างอดทนตลอดทั้งวัน ก่อนเร่งความเร็วในช่วงวิ่งมาราธอนได้อย่างยอดเยี่ยมและค่อยๆ ไล่ตามผู้นำแม้จะตามหลังคู่แข่งมาเกือบตลอดช่วงวิ่ง แต่เขาก็แซงขึ้นเป็นผู้นำในช่วงประมาณไมล์ที่ 21 (ราว 34 กิโลเมตร) และรักษาตำแหน่งไว้จนเข้าเส้นชัยคว้าแชมป์โลกไอรอนแมนได้สำเร็จ รองเท้าที่สวมใส่ในการแข่งขัน: Nike Apex ผลงาน:แชมป์โลกไอรอนแมนเวลา 7:47:27 ชั่วโมง จุดเริ่มต้นครั้งใหม่ที่เมลเบิร์น เอลีอูด คิปโชเก เดินหน้าสร้างผลงานบนเวทีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง โดยคว้าชัยชนะในรายการ ไนกี้ เมลเบิร์น มาราธอน เฟสติวัล พร้อมสร้างสถิติสนามใหม่ด้วยเวลา 2:09:10 ชั่วโมง นับเป็นการแข่งขันครั้งแรกของเขากับการสวมรองเท้า Nike Apex นับตั้งแต่เปิดตัวรองเท้ารุ่นนี้ คิปโชเก เป็นนักกีฬาผู้มีส่วนสำคัญในการเปิดศักราชใหม่ของการแข่งขันมาราธอน เขากลับมาลงแข่งขันอีกครั้งพร้อมเป้าหมายใหม่ นั่นคือการได้มาร่วมวิ่งกับกลุ่มนักวิ่งกลุ่มใหม่และส่งต่อความเชื่อมั่นที่เขายึดถือมาโดยตลอดว่า ไม่มีมนุษย์คนไหนถูกจำกัดด้วยขีดความสามารถของตัวเอง รองเท้าที่สวมใส่ในการแข่งขัน: Nike Apex ผลงาน:แชมป์ไนกี้ เมลเบิร์น มาราธอน เฟสติวัล ด้วยเวลา 2:09:10 ชั่วโมง พร้อมสร้างสถิติสนามใหม่ ติดตามข่าวสารและไฮไลต์ผลงานล่าสุดของนักกีฬาไนกี้ได้ที่ swoosh.racing --- ## VITAMILK HIGH PROTEIN จับมือ ARI เปิดตัวแคมเปญ “Vitamilk Beat Yesterday” ชวนยกระดับความฟิตด้วย VITAMILK HIGH PROTEIN โปรตีนสูงขึ้น 30 กรัม URL: https://positioningmag.com/pr-news/116310 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News VITAMILK HIGH PROTEIN จับมือ Ari เปิดตัวแคมเปญ “Vitamilk Beat Yesterday เริ่มท้าทายกว่าเดิม ต้องเติมไวตามิ้ลค์ ไฮโปรตีน” ชวนทุกคนมาออกกำลังกายและพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าเมื่อวานในแบบของตัวเอง พร้อมยกระดับความฟิตให้เต็มกว่าเดิมด้วย ไวตามิ้ลค์ ไฮโปรตีน ตอบโจทย์สายแอ็กทีฟที่ต้องการเติมโปรตีนในทุกวัน และมองหาแพลนเบสโปรตีนที่ อร่อย ดื่มง่าย ลื่นคอ และไฮไลต์สำคัญของงานนี้กับการเปิดตัวเสื้อผ้าออกกำลังกายคอลเลกชันพิเศษ “Vitamilk x Ari Beat Yesterday Collection” ที่มาพร้อมดีไซน์โดดเด่นและคาแรกเตอร์ของคนแอ็กทีฟ สะท้อนพลังของการก้าวข้ามขีดจำกัดและพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าเมื่อวาน พร้อมต่อยอดแนวคิด Beat Yesterday สู่ “Vitamilk Beat Club” คอมมูนิตี้สำหรับคนรักสุขภาพและการออกกำลังกาย ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมาแชร์เป้าหมาย เติมแรงบันดาลใจ และสนุกไปกับการพัฒนาตัวเองผ่านหลากหลายกิจกรรม VitamilkBeat Yesterday ตลอดทั้งปี โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณอนันต์ ธีรวิชญกุล (ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท กรีนสปอต จำกัด) พร้อมด้วย คุณ สรายุทธ โพธิ์กลั่น ( หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการและการพัฒนาศักยภาพด้านการวิ่ง บริษัท บูทรูม จำกัด / BOOT ROOM CO., LTD. (Ari) ร่วมเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการ โดยมี มิกกี้ – นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร Strenght & Conditioning Coach, นักกีฬา และ Nike Coach แห่งประเทศไทยร่วมถ่ายทอดความรู้เรื่องโปรตีนและการดูแลร่างกาย พร้อมด้วย แพม – ปาเมล่า ปาสิเนตตี้ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2017 ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์การพัฒนาตัวเอง ทั้งการฝึกซ้อมและการดูแลร่างกายในชีวิตประจำวัน เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนลุกขึ้นมาแอ็กทีฟ ดูแลสุขภาพ และพัฒนาตัวเองให้ก้าวไปอีกขั้นอย่างต่อเนื่อง ณ ARI @ One Bangkok เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา แคมเปญนี้ถูกจัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “Vitamilk Beat Yesterday Training Camp” พื้นที่ที่ชวนทุกคนมาออกสตาร์ท ท้าทายตัวเองผ่านหลากหลายกิจกรรมที่ออกแบบมาให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ของ Beat Yesterday อย่างเต็มรูปแบบเริ่มด้วยกิจกรรมสุดแอ็กทีฟ อย่าง First Beat Run วิ่งระยะทาง 3 กิโลเมตร ที่ชวนทุกคนมาออกสตาร์ท ปล่อยพลังให้สุดและสนุกไปกับทุกก้าว แล้วมาฉลองทุกความสำเร็จหลังเข้าเส้นชัยกับกิจกรรม “Vitamilk High Protein After-Party” เติมพลังที่ “Protein Refuel Station” พร้อมปล่อยจอย โยกให้สุดไปกับเสียงเพลงจาก DJ สนุกกับเกมและร่วมลุ้นรับของรางวัลมากมาย ปิดท้ายด้วยการเปิดตัว Vitamilk Beat Yesterday Challenge ชวนทุกคนไปต่อให้สุดกับภารกิจพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปด้วยกัน สำหรับแคมเปญ “VitamilkBeat Yesterday” ได้สะท้อนแนวคิดว่า การแข่งขันที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การเอาชนะผู้อื่น แต่คือการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองในทุก ๆ วัน เพื่อพัฒนาตัวเองไปสู่เวอร์ชันที่ดียิ่งขึ้น และพร้อมเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟ ด้วย VITAMILK HIGH PROTEIN ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ช่วยเติมพลังให้ทุกคนสนุกพร้อมลุยในทุกกิจกรรมที่รัก และเดินหน้าพัฒนาตัวเองไปทีละก้าวในทุกวัน และเพื่อซัพพอร์ตทุกความตั้งใจในการพัฒนาตัวเอง VITAMILK HIGH PROTEIN จึงปรับสูตรเพิ่มโปรตีนให้สูงขึ้น เป็น 30 กรัม ในขนาด 500 มล. โดยมีให้เลือกถึง 3 รสชาติ ได้แก่ รสออริจินัล รสงาดำคั่ว และขอแนะนำรสชาติใหม่ชานมไต้หวัน  นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวขนาดใหม่ ไซซ์ 300 มล. โดยมีโปรตีนสูงถึง  18 กรัม เพื่อให้ทุกคนเลือกเติมโปรตีนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ พร้อมลุยและพัฒนาตัวเองไปได้ไกลกว่าเมื่อวาน จากแนวคิดดังกล่าว VITAMILK HIGH PROTEIN จึงต่อยอด “Beat Yesterday” สู่การสร้าง “Vitamilk Beat Club” แพลตฟอร์มและคอมมูนิตี้สำหรับคนรักสุขภาพและการออกกำลังกาย ที่รวบรวมทั้งความรู้ เครื่องมือ และแรงสนับสนุน เพื่อให้ทุกคนได้ตั้งเป้าหมาย ลงมือทำ และก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้คอมมูนิตี้นี้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม VITAMILK HIGH PROTEIN จึงจับมือกับ ARI ผสานจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์ เพื่อเติมทั้งความรู้และแรง สนับสนุนให้ทุกคนได้พัฒนาศักยภาพ พร้อมไปให้ถึงเป้าหมายของตัวเอง โดย ARI นำความเชี่ยวชาญด้านการวิ่ง โปรแกรมจากโค้ช และ Running Community มาช่วยให้ผู้เข้าร่วมพัฒนาการวิ่ง ขณะที่ Vitamilk High Protein เติมโปรตีนจากแพลนต์เบสที่เข้าถึงง่าย เพื่อดูแลความพร้อมของร่างกายควบคู่กับการออกกำลังกาย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “GOOD TRAINING × GOOD PROTEIN = BETTER PROGRESS” เพื่อชวนทุกคนมาเปิดโหมดแอ็กทีฟ หันมาใส่ใจสุขภาพผ่านการวิ่งและการออกกำลังกาย พร้อมสร้างคอมมูนิตี้ที่ชวนมาแชร์เป้าหมาย แบ่งปันแรงบันดาลใจ และเติบโตไปด้วยกัน ดังนั้น Vitamilk Beat Yesterday จึงไม่ใช่แค่แคมเปญ แต่คือจุดเริ่มต้นของ Vitamilk Beat Club แพลตฟอร์มและคอมมูนิตี้ที่ชวนทุกคนตั้งเป้า ลงมือทำ พัฒนาตัวเอง และก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้นเพื่อเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่าเมื่อวานไปด้วยกัน สำหรับใครที่อยากเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อร่วมพัฒนา ฝึกซ้อม ให้ก้าวได้ดีกว่าเมื่อวานเตรียมพบกับกิจกรรมจาก Vitamilk Beat Club ผ่านกิจกรรมมากมาย ทั้ง Running Workshop, City Run / Run Club การฝึกซ้อมกับ Coach และ Pace Leader รวมถึง Mission ที่ช่วยเสริมทักษะการวิ่ง พร้อมความรู้ด้าน Training, Protein และ Recovery เพื่อให้ทุกคนพัฒนาตัวเองและก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม – 28 พฤศจิกายน 2569 สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมฟรีได้ ผ่านช่องทาง www.facebook.com/vitamilkthailand --- ## Ukiyo ธุรกิจที่เริ่มจากคนวัย 62 ปี ที่ไม่ยอมให้อายุมาเป็นอุปสรรค URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116309 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: Lupang สรุป: ในยุคที่เรามักได้ยินคำว่าเกษียณก่อนกำหนดหรือการเร่งรีบสร้างชีวิตให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย หลายคนอาจมองว่า เมื่ออายุก้าวสู่วัย 60 ปีคือช่วงเวลาของการหยุดพัก ทว่าไม่ใช่สำหรับ ‘สรัญญา ถวิลวิทู’ ผู้ก่อตั้ง Massage & Spa ซึ่งเริ่มทำธุรกิจนี้ในวัย 62 ปี โดยเปิดมา 9 เดือนรีวิวทะลุ 700 ลูกค้ากลับมาใช้ซ้ำ 70% และสร้างรายได้ให้หลักแสนต่อเดือน “ตอนที่ตัดสินใจทำไม่ได้คิดเรื่องอายุเลย เพราะไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้เป็นอุปสรรค แต่เริ่มจากความชอบส่วนตัวที่ชอบการนวดมากจนสามารถนวดได้ทุกวัน ประกอบกับอยากดูแลสุขภาพของตัวเอง พ่อแม่ และน้องๆ ในครอบครัว” เดิมทีครอบครัวของสรัญญาทำธุรกิจเอเย่นต์ลอตเตอรี่และให้เช่าพื้นที่ย่านถนนตะนาว และหลังจากทุ่มเทเวลาซัพพอร์ตลูกชายจนเติบโตเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว ทำให้เธอในวัย 62 ปีมีเวลาว่างมากขึ้น และเลือกจะไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไร้ความหมาย ด้วยการนำเอาความชื่นชอบส่วนตัวในการนวดผ่อนคลายมาเปลี่ยนเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ครั้งใหม่ เดิมทีครอบครัวของสรัญญาทำธุรกิจเอเย่นต์ลอตเตอรี่และให้เช่าพื้นที่ย่านถนนตะนาว และหลังจากทุ่มเทเวลาซัพพอร์ตลูกชายจนเติบโตเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว ทำให้เธอในวัย 62 ปีมีเวลาว่างมากขึ้น และเลือกจะไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไร้ความหมาย ด้วยการนำเอาความชื่นชอบส่วนตัวในการนวดผ่อนคลายมาเปลี่ยนเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ครั้งใหม่ หลังจากตัดสินใจแล้ว สรัญญาเริ่มเตรียมความพร้อมด้วยการไปสมัครเรียนหลักสูตรผู้จัดการสปา 100 ชั่วโมง ของกระทรวงสาธารณสุขได้เรียนรู้ครบทุกมิติตั้งแต่การบริหารจัดการ การนวดหน้านวดน้ำมัน การเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อการฮีลใจ การคิดต้นทุน ไปจนถึงงานประชาสัมพันธ์ จนสอบผ่านและได้รับใบประกาศนียบัตรอย่างถูกต้อง ชูกลยุทธ์ ‘Accessible Luxury’ ดึงความหรูหราสู่ชุมชน สำหรับชื่อ Ukiyo แปลว่า ‘มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน’ ถูกวางคอนเซปต์ให้โลกอีกใบหนึ่งที่เปิดต้อนรับผู้คนที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหรือการใช้ชีวิตมาผ่อนคลาย ผ่านการสร้างประสบการณ์รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส เนื่องจากการทำธุรกิจเอเย่นต์ลอตเตอรี่และการทำสปามีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นอกจากแพชชั่นพร้อม ความรู้พร้อมแล้ว สรัญญายังมีทีมงานและผู้บริหารสปามืออาชีพที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี เข้ามาร่วมบริหารจัดการด้วย โดยวางโมเดลธุรกิจ ที่มุ่งเน้นการสร้างความแตกต่างจากสปาในย่านใกล้เคียง ด้วยการวางตำแหน่งเป็น Accessible Luxury ที่นำมาตรฐานสปาระดับ 5 ดาวลงมาไว้ในระดับชุมชนให้คนทั่วไปและนักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย พร้อมกับคัดสรรผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยเกรดเดียวกับที่โรงแรม 5 ดาวเลือกใช้ เช่น น้ำมันนวดตัว Alodia และผลิตภัณฑ์ทรีทเมนต์ผิวหน้าจาก ‘สาธิตา’ ขณะที่พนักงานนวดทุกคนในร้านต้องผ่านการรับรองใบประกาศนียบัตร และเข้ารับการฝึกอบรมจากเทรนเนอร์ประจำร้าน เพื่อควบคุมเทคนิคการนวดให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีบริการปิดท้ายด้วยการเสิร์ฟข้าวเหนียวมะม่วงจากร้านชื่อดังอย่าง แม่วารี เพื่อสร้างความประทับใจเอกลักษณ์ไทยแก่ผู้ใช้บริการได้เติมพลังก่อนออกไปเผชิญโลกภายนอกอีกครั้ง ผลตอบรับโตเกินคาด ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 98% แม้ในตอนแรกจะตั้งเป้าหมายให้บริการกลุ่มคนไทย โดยเฉพาะคนในย่านตะนาว แต่ด้วยกลยุทธ์การสื่อสารและการขอรีวิวแบบจริงจังตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ ทำให้เกิดกระแสบอกต่อแบบ ‘ปากต่อปาก’ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ จนส่งผลให้สัดส่วนลูกค้ากลายเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 80–98% โดยกลุ่มหลักมาจากประเทศแถบยุโรป อาทิ ฝรั่งเศส อิตาลี รวมถึงเกาหลีและจีน ส่วนผลตอบรับตลอด 9 เดือนที่เปิดมาได้รับการรีวิวบน Google ไปแล้วมากกว่า 700 รีวิว มีอัตราการกลับมาใช้บริการซ้ำสูงถึง 70% และสามารถสร้างรายได้มากถึงหลักแสนต่อเดือนเลยทีเดียว “เราใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอนและออกแบบบริการตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน เช่น หากเป็นลูกค้าที่ไม่เคยนวดไทยจะเน้นให้ทดลองประสบการณ์นวดไทย แต่หากเป็นลูกค้าที่มีความเครียดหรือเคยนวดมาแล้ว จะแนะนำทรีตเมนต์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลิ บวกกับราคาที่เหมาะสม ไม่แพงเกินไป ทำให้ลูกค้าสามารถกลับมาใช้บริการได้เรื่อยๆ” แผนต่อยอด Ecosystem ชุมชนถนนตะนาว สำหรับก้าวต่อไปของ Ukiyo สรัญญาบอกว่า ไม่เน้นเพิ่มสาขา ทว่าจะคงรักษาคุณภาพสาขาที่มีให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงมีแผนจะขยายธุรกิจเกี่ยวเนื่องบนถนนตะนาวเพื่อสร้าง Ecosystem สำหรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น Grab & Go Bakery, Co-working Space พร้อมจุดชาร์จแบตเตอรี่, ห้องน้ำสะอาดมาตรฐาน นอกจากนี้ จะมีการจัดกิจกรรม Cooking Class สอนทำอาหารไทย อาทิ ส้มตำ และลาบ เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาในชุมชนนานขึ้นและกระจายรายได้สู่ร้านค้าท้องถิ่นให้มากกว่าเดิม อย่าให้อายุหรือข้อจำกัดมาหยุดเริ่มต้นใหม่ สำหรับสิ่งที่สรัญญาอยากส่งต่อให้กับผู้ประกอบการคนอื่นๆ หรือคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เธอบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีความตั้งใจ และมีความพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยอย่ามองว่าอายุหรืออุปสรรคใดๆ เป็นข้อจำกัด หากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ให้ทำธุรกิจจากความชอบสิ่งที่ทำให้มีความสุข ลงมือทำให้ดีที่สุด มุ่งมั่น และอย่ายอมแพ้ แล้วผลลัพธ์ที่ดีจะตามมาเอง --- ## SCB WEALTH เปิดมุมมองเศรษฐกิจ-ค่าเงินหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย ชูกองทุนหุ้นสหรัฐฯ - EM รับคลื่น AI พร้อมกองทุนดอลลาร์กระจายความเสี่ยง URL: https://positioningmag.com/pr-news/116308 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News SCB WEALTH จัดงานเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ “Fed, Dollar and Beyond” เปิดมุมมองเศรษฐกิจ  ค่าเงิน และกลยุทธ์ลงทุนหลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย   โดย SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลก และสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อ  ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายไทยคาดว่าจะทรงตัวที่ 1% จนถึงปี 2570 เพื่อประคองเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า  ด้าน SCB  FM  คาดเงินบาทในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าเคลื่อนไหวในกรอบ  33.30 -33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยสู่กรอบ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายปีนี้ พร้อมแนะนักลงทุนระยะสั้นป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากความผันผวนของค่าเงินมีโอกาสสูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุน  ส่วนการลงทุนระยะยาวอาจไม่จำเป็นต้องป้องกันความเสี่ยงทั้งหมด  ด้าน SCB CIO มองวัฏจักรลงทุน AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ชูหุ้นสหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเกาหลีใต้ และไต้หวัน ได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน AI  พร้อมแนะกระจายพอร์ตผ่านกองทุนสกุลดอลลาร์ SCBUSDGMCORE , SCBUSDUSFOCUS และ SCBUSDGOLD เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนและบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด นายนนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา เรามองว่า ตลาดคาดการณ์ไปมากแล้วบนประเด็นนี้ สะท้อนได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) สหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นไปก่อนหน้าการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ขณะที่ โลกเคยเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยระดับนี้เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน โดยเมื่อพิจารณาโมเมนตัมเศรษฐกิจสหรัฐฯ พบว่า แม้ช่วงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น เศรษฐกิจก็มีการเติบโตได้ดีกว่า ทำให้เรามองว่า หลังการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อได้ ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า จากปัจจัยพื้นฐานที่ค่อนข้างดี ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีมาตั้งแต่ก่อนเกิดกระแส AI ขณะที่ ในระยะหลังประเด็นนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่าอัตราดอกเบี้ย   สำหรับเศรษฐกิจโลกโดยรวม มีแนวโน้มขยายตัวต่อได้ แต่การขยายตัวแต่ละประเทศค่อนข้างแตกต่างกัน เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางต่างๆ อาจต้องทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งบางประเทศที่ได้รับผลดีจากวัฏจักรการลงทุน AI ที่เติบโต เช่น เกาหลีใต้ แม้ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่เศรษฐกิจจะยังค่อนข้างแข็งแรง ขณะที่ เศรษฐกิจหลายประเทศมีความน่าเป็นห่วง เพราะเผชิญประเด็นเสถียรภาพค่าเงิน จากค่าเงินอ่อนค่าลง ส่วนเศรษฐกิจไทย เป็นประเทศที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) โดย SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังอยู่ในระดับ 1% ต่อไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากค่าเงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพ ขณะที่เงินเฟ้อไม่สูงมากเท่ากับประเทศอื่น นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังเติบโตช้า และไม่ทั่วถึง จึงมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย เพื่อประคองเศรษฐกิจ ขณะที่ ต้องจับตา ความผันผวนในตลาดการเงินที่มากขึ้น  นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทในช่วงที่ผ่านมาได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่า อย่างไรก็ตาม เงินบาทยังมีปัจจัยช่วยประคองจากทิศทางค่าเงินในภูมิภาค ตามเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) เข้าแทรกแซงค่าเงิน พร้อมมีข่าวการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น จากเดิมเคยปรับขึ้นครึ่งปี 1 ครั้ง อาจเหลือไตรมาสละ 1 ครั้ง พร้อมกับข่าวกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและพนักงานรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่น (GPIF) โยกเงินที่เคยลงทุนในต่างประเทศกลับมาลงทุนตลาดตราสารหนี้ในประเทศ    ในระยะสั้น 1-2 เดือนข้างหน้า SCB FM ประเมินเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.30-33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และยังมีโอกาสอ่อนค่าได้เล็กน้อย จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงด้านสงครามการค้า และทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ยังแข็งค่า จากประเด็นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งจากสถิติ  5-6 ครั้งในอดีต เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มักแข็งค่าขึ้นช่วงเข้าใกล้เลือกตั้งกลางเทอม ยิ่งในภาวะที่คะแนนนิยมของพรรคเดโมแครตขึ้นนำพรรครีพับลิกันพอสมควร และอาจทำให้ชนะทั้งสภาบนและสภาคล่าง จึงอาจทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นต่อ ซึ่งก็จะกดดันเงินบาทได้ งเฟส่วนปลายปี คาดว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นมาอยู่ในกรอบ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยฤดูกาลท่องเที่ยว ดุลการค้าที่มีแนวโน้มดีขึ้น ราคาทองคำที่ยังมีโอกาสปรับขึ้น และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจผ่อนคลายลงบางส่วน สำหรับนักลงทุน เรามองว่า การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน เป็นประเด็นสำคัญ โดยปัจจุบันต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging cost) อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เช่น Hedging cost ระยะ 1 ปีข้างหน้า อยู่ที่ประมาณ 3.6% สูงกว่าอดีตมาก จากการที่อัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐฯ ที่ห่างกันมาก ดังนั้นหากมีสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ หรือสนใจลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หากเป็นการลงทุนระยะสั้น การ Hedging อาจจำเป็นอยู่ เนื่องจากความผันผวนของค่าเงินอาจสูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนที่มีโอกาสได้รับ แต่หากเป็นการลงทุนระยะยาว เช่น 10 ปีขึ้นไป อาจไม่จำเป็นต้อง Hedging เพื่อลดต้นทุนที่เกิดจาก Hedging cost ให้โอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีกว่า เนื่องจากค่าเฉลี่ยของค่าเงินบาท 10 – 20 ปีย้อนหลัง อยู่ในระดับ 33.40 – 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน  น.ส.นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ Head of Wealth and Investment Advisory, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า SCB CIO มองว่าเศรษฐกิจโลกในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อ โดยมีการลงทุนด้าน AI เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก คาดว่ามูลค่าการลงทุนใน AI จะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ และอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3-4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 ส่งผลให้เกิดโอกาสการลงทุนในหลายส่วนของห่วงโซ่อุปทาน AI ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำ ศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมการลงทุนในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต จากความต้องการใช้เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะใน AI พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ความแตกต่างของผลประกอบการ ระดับมูลค่า และคุณภาพของธุรกิจ มีความสำคัญต่อผลตอบแทนการลงทุนมากขึ้น นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกการลงทุน (Selectivity) โดยมุ่งเน้นบริษัทที่มีผลประกอบการแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดที่ดี และสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนในระยะถัดไป โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดหลักของพอร์ตการลงทุน จากบทบาทการเป็นศูนย์กลางของ AI Ecosystem ความแข็งแกร่งของผลประกอบการ และฐานะการเงินของบริษัทขนาดใหญ่ โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะเติบโตประมาณ 20% ขณะที่ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่โดดเด่นราว 34% และระดับมูลค่าที่ยังน่าสนใจกว่า โดยซื้อขายที่ระดับ P/E ประมาณ 10 เท่า เทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ประมาณ 22 เท่า ทั้งนี้ SCB CIO ให้น้ำหนักเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเฉพาะในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำ สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน SCB CIO มองว่า การสร้างพอร์ตที่มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (Portfolio Resilience) เพื่อรองรับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มีความสำคัญมากกว่าการพยายามคาดการณ์ทิศทางตลาดในระยะสั้น โดยใช้แนวทาง Core Portfolio เป็นแกนหลักในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโต รายได้ และการกระจายความเสี่ยง พร้อมเปิดโอกาสเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธีมหรือสินทรัพย์ที่มีปัจจัยสนับสนุนโดดเด่นในแต่ละช่วงเวลา ในส่วนของการเติบโต ยังคงให้น้ำหนักกับตลาดหุ้นเป็นเครื่องยนต์หลักของพอร์ต แต่กระจายแหล่งที่มาของการเติบโตให้กว้างขึ้น ทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง ธุรกิจที่สนับสนุนการขยายตัวของ AI เช่น Data Center พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงธุรกิจที่มีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตเฉพาะตัว เพื่อให้พอร์ตมีแหล่งที่มาของการเติบโตที่หลากหลายมากขึ้น ด้านการสร้างรายได้ SCB CIO ยังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้คุณภาพดีอายุเฉลี่ยระยะสั้นถึงปานกลาง เพื่อสร้างกระแสรายได้อย่างสม่ำเสมอและช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ท่ามกลางสภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังมีความผันผวน ขณะที่การกระจายความเสี่ยงยังมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความแข็งแกร่งให้พอร์ตการลงทุน โดยสามารถพิจารณาสินทรัพย์ที่มีปัจจัยขับเคลื่อนผลตอบแทนแตกต่างจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ เช่น ทองคำ และการลงทุนทางเลือก เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สำหรับ Opportunistic Portfolio นักลงทุนสามารถพิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธีมที่มีปัจจัยสนับสนุนโดดเด่น โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่ม Semiconductor, Memory, Data Center, Power & Grid รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การลงทุนในสินทรัพย… --- ## ที่ดินนิคมฯ ฮอต เหลือว่างแค่ 5% ราคาแตะ 8.65 ล้านบาท/ไร่ “โรงงานให้เช่า” ยอดจองทะลุ 90-100% ก่อนสร้างเสร็จ URL: https://positioningmag.com/insight/116307 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: my_bb ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมในไทยกำลังเข้าสู่ภาวะซัพพลายตึงตัว หลังความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานให้เช่ายังขยายตัวต่อเนื่อง แต่พื้นที่ใหม่เข้าสู่ตลาดมีจำกัด! ที่ดินนิคมฯ เหลือว่าง 5.49% ราคาขยับ 8.65 ล้านบาท/ไร่ พัฒนาเพิ่ม 2 หมื่นไร่ใน 2 ปีนี้ พงษ์พันธ์ พลอยเพ็ชร หัวหน้าฝ่ายโลจิสติกส์และอุตสาหกรรม คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 3 ปี 2569 ยังเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการของนักลงทุนไทยและต่างชาติ ทั้งการย้ายฐานการผลิต การกระจายห่วงโซ่อุปทาน และการขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์และอีคอมเมิร์ซ ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการยังระมัดระวังการลงทุนใหม่ ทำให้อุปทานเข้าสู่ตลาดไม่ทันกับความต้องการ ข้อมูล ณ ไตรมาส 3 ปี 2569 พบว่า ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศมีพื้นที่รวม 222,388 ไร่ โดยอัตราพื้นที่ว่าง (VACANCY RATE) ลดลงเหลือ 5.49% จาก 5.73% ในไตรมาส 2 คิดเป็นพื้นที่ว่างประมาณ 12,210 ไร่ ขณะที่ ราคาที่ดินเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 8.65 ล้านบาทต่อไร่ จาก 8.40 ล้านบาทต่อไร่ในไตรมาสก่อน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3% จำแนกตามรายพื้นที่พบว่ามีราคาและอัตราว่างต่างกันดังนี้ 1.Central Zone พื้นที่รวม 38,670 ไร่ มีพื้นที่ว่างต่ำสุดที่ 1.41% และราคาเฉลี่ย 7.75 ล้านบาท/ไร่ แบ่งออกเป็น -อยุธยา ราคาที่ดินเฉลี่ย 6 ล้านบาท/ไร่ พื้นที่ว่าง 1.96% -กรุงเทพ ราคาที่ดินเฉลี่ย 14 ล้านบาท/ไร่ พื้นที่ว่าง 0% -ปทุมธานี ราคาที่ดินเฉลี่ย 7.5 ล้านบาท/ไร่ พื้นที่ว่าง 0% -สระบุรี ราคาที่ดินเฉลี่ย 3.5 ล้านบาท/ไร่ พื้นที่ว่าง 2.04% 2.Eastern Zone พื้นที่รวม 74,028 ไร่ มีพื้นที่ว่างต่ำสุดที่ 8.08% และราคาเฉลี่ย 10.62 ล้านบาท/ไร่ (สูงสุดในทุกโซน) แบ่งออกเป็น -ฉะเชิงเทรา ราคาที่ดินเฉลี่ย 8.6ล้านบาท/ไร่ พื้นที่ว่าง 11.45% -ชลบุรี ราคาที่ดินเฉลี่ย 9.75 ล้านบาท/ไร่ พื้นที่ว่าง 4.12% -สมุทรปราการ ราคาที่ดินเฉลี่ย 13.5 ล้านบาท/ไร่ พื้นที่ว่าง 8.71% 3.Eastern Seaboard Zone พื้นที่รวม 109,689 ไร่ มีพื้นที่ว่าง 5.18% และราคาเฉลี่ย 7.5 ล้านบาท/ไร่ แบ่งออกเป็น -แหลมฉบัง ราคาที่ดินเฉลี่ย 6.5 ล้านบาท/ไร่ พื้นที่ว่าง 6.72% -ระยอง ราคาที่ดินเฉลี่ย 8.5 ล้านบาท/ไร่ พื้นที่ว่าง 4.7% นอกจากนี้ ยังมีที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมประมาณ 20,286 ไร่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในปี 2569 - 2570 ประกอบด้วย ปี 2569 (เปิดตัวไตรมาส 4 ปีนี้ทั้งหมด) -โรจนะ อยุธยา เฟส 10 จำนวน 2,296 ไร่ -อารยะ จำนวน 1,700 ไร่ -อมตะซิตี้ ระยอง 2 (หนองละลอก) จำนวน 1,547 ไร่ -อมตะซิตี้ ชลบุรี 2 (บ้านบึง) 2,213 ไร่ -ทีเอฟดี 2 (ขยายพื้นที่) จำนวน 1,240 ไร่ ปี 2570 -ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 5 (WHA ESIE 5) จำนวน 6,490 ไร่ (เปิด Q1/2570) -บลิวเอชเอ สระบุรี 2 (SIL 2) จำนวน 2,400 ไร่ (เปิด Q4/70) ยังไม่ทราบปีอีก 1 แห่ง คือ เฟรเซอร์ส หนองเสือช้างชลบุรี จำนวน 2,400 ไร่ อานิสงส์มูลค่า FDI พุ่ง ดิจิทัล-ดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งนี้ ที่ดินนิคมอุตสาหกรรม ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติโครงการลงทุนรวม 1,300 โครงการ ลดลง 14% จากปีก่อน แต่มีมูลค่าลงทุนรวม 1.31 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% ในจำนวนนี้เป็นโครงการลงทุนจากต่างประเทศ 900 โครงการ ลดลงประมาณ 15% แต่มีมูลค่ารวม 1.14 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 87% ของมูลค่าการลงทุนที่ BOI อนุมัติทั้งหมด อุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดที่ 839,231 ล้านบาท หรือประมาณ 74% ของ FDI ทั้งหมด โดยมีโครงการ Data Hosting และ Data Center ขนาดใหญ่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่สิงคโปร์เป็นแหล่งเงินลงทุนต่างชาติอันดับ 1 ด้วยมูลค่า 883,343 ล้านบาท คิดเป็น 78% ของ FDI ทั้งหมด ส่วนจีนมีจำนวนโครงการลงทุนมากที่สุด 308 โครงการ หรือ 34% ของโครงการ FDI ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ในกลุ่มดิจิทัลไม่ได้หมายความว่าจะกระจายประโยชน์สู่เศรษฐกิจและแรงงานไทยในวงกว้างเท่ากับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เนื่องจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์มีการใช้บุคลากรค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าการลงทุน ขณะเดียวกัน การพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ยังเผชิญข้อจำกัดด้านผังเมืองและระบบไฟฟ้า รวมถึงความไม่ชัดเจนของเกณฑ์กำกับดูแลจากภาครัฐ ทำให้ผู้ลงทุนบางส่วนชะลอการตัดสินใจ แม้จะมีความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยก็ตาม โรงงานให้เช่าฮอต ยอดจอง 90-100% ก่อนสร้างเสร็จ แหลมฉบังพื้นที่ว่างต่ำสุด 2% ไม่ใช่แค่ตลาดที่ดินที่ตึงตัว แต่ตลาดโรงงานสำเร็จรูปให้เช่า (Ready Built Factories: RBFs) กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่พร้อมใช้งานเช่นกัน โดยไตรมาส 3 ปี 2569 ไม่มีอุปทานโรงงานสำเร็จรูปใหม่เข้าสู่ตลาด ทำให้พื้นที่รวมคงที่ 3.42 ล้านตารางเมตร แต่อัตราพื้นที่ว่างลดลงเหลือ 9.95% จาก 10.45% ในไตรมาสก่อน แบ่งออกเป็น 1.ทำเล Central Zone (กทม. อยุธยา ปทุมธานี และสระบุรี) -พื้นที่รวม 614,669 ตร.ม. -พื้นที่ว่าง 34,720 ตร.ม. (อัตราว่าง 5.65%) -ค่าเช่า 176 บาท/ตร.ม./เดือน 2.ทำเล Eastern Zone (ชลบุรี,สมุทรปราการ,ฉะเชิงเทรา) -พื้นที่รวม 1,878,921 ตร.ม. -พื้นที่ว่าง 280,037 ตร.ม. (อัตราว่าง 14.9%) -ค่าเช่า 207 บาท/ตร.ม./เดือน 3.ทำเล Eastern Seaboard Zone (แหลมฉบัง,ระยอง) ถือเป็นทำเลดีที่สุดในไตรมาสนี้ ด้วยอัตราว่างต่ำสุด และค่าเช่าสูงที่สุด -พื้นที่รวม 923,233 ตร.ม. -พื้นที่ว่าง 25,105 ตร.ม. (อัตราว่างต่ำสุด 2.72%) -ค่าเช่า 219 บาท/ตร.ม./เดือน อย่างไรก็ดี ค่าเช่าโรงงานสำเร็จรูปอาจปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หากพื้นที่ใหม่ยังมีไม่เพียงพอ โดยค่าเช่าในบางกรณีอาจขยับขึ้นไปถึง 250 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน แต่หากมีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาดมากเพียงพอ ค่าเช่าอาจอยู่ในระดับประมาณ 230 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินยังไม่ใช่ค่าเช่าเฉลี่ยที่เกิดขึ้นแล้วในตลาด "ปัจจุบันโรงงานให้เช่าในหลายทำเลได้รับความสนใจสูง โดยบางโครงการมียอดจองแตะ 90% ตั้งแต่ก่อนก่อสร้างแล้วเสร็จ ขณะที่บางพื้นที่ โดยเฉพาะโซนแหลมฉบังพื้นที่โรงงานในโครงการบางแห่งถูกจองเต็ม 100% ตั้งแต่ก่อนเปิดตัว" ทั้งนี้ ก ลุ่มที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือโรงงานขนาดใหญ่ประมาณ 10,000-20,000 ตารางเมตร ไปจนถึง 20,000-30,000 ตารางเมตร ซึ่งหาพื้นที่พร้อมใช้งานได้ยากขึ้น โดยมีผู้ประกอบการบางรายแสดงความต้องการเช่าตั้งแต่เริ่มตอกเสาเข็ม แม้โรงงานจะยังสร้างไม่เสร็จ ขณะที่โรงงานขนาดประมาณ 5,000 ตารางเมตรก็เริ่มมีผู้สนใจจองตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อสร้างเช่นกัน ความต้องการดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการตั้งฐานการผลิตในไทย ประกอบกับผู้ผลิตบางรายต้องการเพิ่มสินค้าคงคลังเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ความต้องการพื้นที่โรงงานไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ครอบคลุมหลายกลุ่มอุตสาหกรรม สำหรับปี 2569 คาดว่าจะมีโรงงานสำเร็จรูปใหม่เข้าสู่ตลาดเพียง 1 โครงการ ประมาณ 50,000 ตารางเมตร คือโครงการอารยะของเฟรเซอร์สฯ --- ## The Na ฉลอง 20 ปี เปิดเกมรุกครั้งใหม่ ดึง "เกรซ กาญจน์เกล้า" นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ ชู Duo Shot พร้อมปั้น Community สาย Healthy URL: https://positioningmag.com/pr-news/116306 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News "The Na" แบรนด์สุขภาพและความงามที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 20 ปี เดินหน้าสู่บทใหม่ของแบรนด์ด้วยการ Rebranding ครั้งใหญ่ ปรับภาพลักษณ์และแนวทางการสื่อสารให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการชวนคนรักสุขภาพและความงามขยับร่างกาย เติมพลัง จัดงาน "Olivy & Friends Community" ชูผลิตภัณฑ์ Duo Shot "OLIVY PRO SHOT" ซอฟต์เจลน้ำมันมะกอกธรรมชาติ พร้อมดึง "เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า" เป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของแบรนด์ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ Seesarin Studio โดยงานนี้ "The Na" เดินหน้าสร้าง Target Community ของตัวเอง ผ่านกิจกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ซึ่งภายในงานแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ กิจกรรม Yoga ที่ชวนผู้เข้าร่วมมาขยับร่างกาย ผ่อนคลาย และเติมพลัง ก่อนเข้าสู่ช่วง Dinner ที่เปิดพื้นที่ให้ลูกค้า Creator, Affiliate และ Partner ได้พบปะ พูดคุย และทำความรู้จักกันมากขึ้น  ทั้งนี้ "The Na" วางแผนต่อยอด Community อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ในหลากหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และจังหวัดอื่นๆทั่วประเทศไทย เพื่อขยาย Healthy Community ของ "The Na" ให้กว้างขึ้น โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะทำหน้าที่เป็น Community Hub ที่เดินทางไปพบผู้คนในหลากหลายพื้นที่ สำหรับการ Rebranding ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ "The Na" โดยมีเป้าหมายในการทำให้เรื่องของ Innovation ด้านสุขภาพและความงามเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น โดยนำเสนอ "OLIVY PRO SHOT" ในรูปแบบ Duo Shot ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในประเทศเกาหลี ซึ่ง "The Na" ถือเป็นแบรนด์แรกในไทยที่นำ Innovation ดังกล่าวมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคไทย ไฮไลท์สำคัญ "คุณเกรซ ปิยธิดา บำรุงรักษ์" CEO The Na Thailand เปิดตัว "เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า" เป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของแบรนด์ เพื่อเป็นตัวแทนของแนวคิดการดูแลตัวเองในแบบ Better health made simple โดย "เกรซ กาญจน์เกล้า" มีความสนใจและความรู้ด้าน Anti-Aging รวมถึงเป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์สอดคล้องกับ Brand Identity ทำให้การสื่อสารเรื่องสุขภาพและความงามสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเข้าถึงง่าย เมื่อ "CEO เกรซ" มาเจอกับ "พรีเซนเตอร์ เกรซ" จึงเป็น "Double Grace" ได้อย่างลงตัว "คุณเกรซ ปิยธิดา บำรุงรักษ์" CEO The Na Thailand กล่าวว่า "วันนี้ The Na เรากำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของแบรนด์ผ่านการ Rebranding ครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้เรื่องสุขภาพและความงามเป็นเรื่องง่าย ภายใต้แนวคิด Better health made simple เราให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของผู้บริโภค ขณะเดียวกันเราเชื่อว่าการสร้างแบรนด์ไม่ได้จบลงที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคด้วย จึงจัดงานนี้เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Healthy Community ที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านกิจกรรมสุขภาพและไลฟ์สไตล์ และจะจัดกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ The Na เป็นมากกว่าแบรนด์ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การดูแลตัวเองของผู้บริโภคในระยะยาวค่ะ" ด้าน "เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า" พรีเซนเตอร์ เผยว่า "เกรซรู้สึกยินดีมากที่ได้ร่วมงานกับ The Na เพราะเกรซมองว่าการดูแลสุขภาพและความงามเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ และไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องยุ่งยาก สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเกรซคือแนวคิดของ Duo Shot ที่นำเสนอนวัตกรรมในรูปแบบใหม่ ทำให้การดูแลตัวเองเป็นเรื่องง่ายและสะดวกขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ เกรซหวังว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อแนวคิดการดูแลสุขภาพและความงามที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน และชวนทุกคนมาเป็นส่วนหนึ่งของ Community นี้ไปด้วยกันค่ะ" สำหรับปีนี้ "The Na" เปิดตัวผลิตภัณฑ์ฮีโร่ในกลุ่ม Duo Shot จำนวน 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ "OLIVY PRO SHOT" ซอฟต์เจลน้ำมันมะกอกธรรมชาติจากเยอรมัน ผสานใยอาหารและ 3 ไบโอติก ในรูปแบบที่รับประทานง่าย และล่าสุด "GLOWY PRO SHOT" ที่มาพร้อมเทคโนโลยี SEPISMART™ จากฝรั่งเศส และส่วนผสม TRIPLE TOMATO ผสาน L-Glutathione 250 mg โดยทั้งสองผลิตภัณฑ์ถูกวางให้เป็นนวัตกรรมที่ช่วยทำให้การดูแลสุขภาพและความงามเป็นเรื่องง่ายในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่าเป็น Liquid Skincare เจ้าแรกในไทยอีกด้วย การจัดงาน "Olivy & Friends Community" เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของทิศทางใหม่ของ The Na ที่กำลังเปลี่ยนจากการเป็นแบรนด์สุขภาพและความงาม สู่การเป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยง Innovation + People + Community เข้าด้วยกัน เพื่อทำให้เรื่องสุขภาพและความงามเป็นเรื่องง่าย สนุก และสามารถเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน --- ## เช็กลิสต์ก่อนเลือกซื้อ! มือถือจอพับที่ใช่ ต้องเลือกยังไงให้คุ้มค่า? URL: https://positioningmag.com/pr-news/116305 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News ใครกำลังเล็งมือถือจอพับอยู่ มาดูกันว่ายุคนี้ นวัตกรรมจอพับพัฒนาแก้โจทย์เรื่องความหนา รอยพับ และจุดที่ผู้ใช้กังวลกันไปอย่างไรบ้าง? การจะซื้อมือถือจอพับสักเครื่องควรตรวจดูจุดไหน และจะกลายมาเป็นเพื่อนคู่ใจในชีวิตประจำวันได้จริงไหม มาเช็กลิสต์กัน! 1. ตัวเครื่องบาง น้ำหนักเบา พกพาง่ายแค่ไหน? เน้นดีไซน์บางเบาพกพาง่ายใกล้เคียงสมาร์ทโฟนทั่วไป พร้อมเสริมฟิล์มไทเทเนียมระดับไมครอน ลดรอยพับให้สัมผัสลื่นไหล บอกลาภาพจำมือถือจอพับหนาเตอะไปได้เลย! หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ลังเลเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนจอพับ คือความหนาและรอยพับบนหน้าจอ แต่ในเจเนอเรชันนี้ ซัมซุงได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยวิศวกรรมการออกแบบที่ลดน้ำหนักและขนาดลงได้อย่างก้าวกระโดด จะเอามือถือจอพับพกใส่กระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าที่ใช้งาน everyday ก็ได้หมด บางและเบาลงมาก : Galaxy Z Fold8 เป็นจอพับที่เบาและบางมาก น้ำหนักเพียง 201 กรัม บางเพียง 9.7 มม. แม้แต่รุ่นพี่อย่าง Galaxy Z Fold8 Ultra ก็บางเพียง 4.1 มม. เมื่อกางออก (หนา 8.9 มม. เมื่อพับ) หนักเพียง 215 กรัม ยิ่ง Galaxy Z Flip8 ยิ่งพกพาสะดวกและถือถนัดมือสุด ๆ Tips: ลองพับ ถือมือเดียว จับใส่กระเป๋าคู่ใจของคุณ ดูว่ารุ่นไหน ลงตัวที่สุด 2. ทำงาน Multi-tasking ได้สะดวกสบาย ตอบโจทย์แค่ไหน? ทำงานพร้อมกันทีเดียวได้เลยไม่ต้องรอ เปิด 3 แอปแนวตั้งเต็มตาบนหน้าจอใหญ่ สายทำงานแบบมัลติทาสก์ (Multitasking) ต้องเลิฟ จอใหญ่สะใจ โดยเฉพาะรุ่น Ultra ที่กว้างถึง 8 นิ้ว ให้พื้นที่หน้าจอระดับแท็บเล็ต ช่วยจัดวาง Multi Window เปิด 3 แอปพลิเคชันในแนวตั้งพร้อมกันได้แบบเต็มตาโดยไม่ต้องบีบอัด จะคุยงาน เทียบข้อมูล หรือจะเปิดดูซีรีส์ไปพร้อมตอบแชตก็ทำได้สบาย ๆ ไม่ต้องสลับแอปไปมาให้เสียเวลา พื้นที่หน้าจอระดับแท็บเล็ต: Galaxy Z Fold8 Ultra ให้พื้นที่เต็มตา พอเหมาะกับทั้งเรื่องงานและความบันเทิง ด้วยหน้าจอหลักขนาดใหญ่ถึง 8 นิ้ว พร้อมขยายขนาดตัวหนังสือได้ตามต้องการ Tips: ทดลองใช้การทำงานหลายหน้าต่างว่าถนัดมือหรือไม่ อ่านจอสะดวกหรือไม่ สัดส่วนหน้าจอใหม่ แสดงผลกว้างขวาง: สัดส่วนหน้าจอใหม่ 4:3 สำหรับ Galaxy Z Fold8 และจอนอก 10:16 ไซซ์ใหม่ที่จุใจจริง ๆ แสดงผลได้เต็มตา เหมาะกับการจัดวางหน้าต่างแอปทำงานควบคู่กัน หรือการใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ AI Tips: ทดลองใช้การทำงานหลายหน้าต่างว่าลื่นไหลหรือไม่  3. ยกระดับการทำงานและไลฟ์สไตล์ด้วย AI และ Flex Mode อย่างไร? ผสานฟีเจอร์ AI ช่วยจัดระเบียบงาน แบตเตอรี่ความจุสูงรองรับชาร์จเร็ว และ Flex Mode ที่กางตั้งเครื่องทำงานได้อิสระ สาย Productivity ต้องไม่พลาด! วันนี้คุณใช้มือถือจอพับช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและจัดระเบียบชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่แค่จอใหญ่ขึ้น แต่ทำให้ชีวิตและงานง่ายขึ้น คลิกเพื่อดูวิดีโอ ฟีเจอร์อัจฉริยะ Gemini Notebook & Now Nudge: รองรับ Gemini Notebook ที่ช่วยรวบรวมโน้ต เอกสาร ไฟล์เสียง และรูปภาพไว้ในพื้นที่ทำงานเดียว ต่อยอดความคิดได้ทันที แถมสะดวกยิ่งขึ้นด้วย Now Nudge ที่ช่วยคาดการณ์และแนะนำขั้นตอนการทำงานถัดไปให้อัตโนมัติ Tips: ลองใช้ Gemini Notebook รวบรวมข้อมูล จัดไอเดีย เติมเต็มความสร้างสรรค์ด้วย Galaxy AI & Auto Tracking: หน้าจอใหญ่เต็มตาช่วยเปิดประสบการณ์การใช้งานฟีเจอร์ใน Galaxy AI ได้อย่างสะดวก ครบครัน เช่น Generative Edit , Audio Eraser , Interpreter (แปลภาษา) รวมถึงฟีเจอร์ My Fancam สำหรับถ่ายวิดีโอระดับโปร พร้อมระบบจับการเคลื่อนไหวได้อย่างสมูท แบตอึด ชาร์จไว ทำงานได้ต่อเนื่อง: ลุยงานยาว ๆ ได้ตลอดวันในตัวเครื่องบางเฉียบ ด้วยแบตเตอรี่ความจุสูงและระบบชาร์จเร็วครอบคลุมทุกรุ่น Galaxy Z Fold8 Ultra: มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุใหญ่พิเศษ 5,000 mAh รองรับชาร์จเร็ว 45W (ชาร์จได้ 67% ใน 30 นาที) Galaxy Z Fold8: มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,800 mAh รองรับชาร์จเร็ว 45W Galaxy Z Flip8: มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,300 mAh รองรับชาร์จเร็ว 25W (ชาร์จได้ 50% ใน 30 นาที) Tips: ทดลอง เปิดใช้งานหลายแอป หรือชาร์จเร็ว ให้แน่ใจว่าเครื่องไม่ร้อนระหว่างวัน คล่องตัวกว่ากับ Flex Mode : จุดเด่นของทั้ง Galaxy Z Flip8 และ Fold8  คือความสามารถในการพับตั้งได้หลายองศา จะถ่ายวิดีโอ ประชุมงาน หรือบันทึกภาพแบบแฮนด์ฟรีก็ทำได้สะดวกโดยไม่ต้องพกขาตั้งกล้อง Tips: ลองใช้ FlexCam แฮนด์ฟรี พับตั้งโต๊ะถ่ายคลิป หรือเปิดกล้องประชุมงานได้เลย 4. บานพับ หน้าจอทนทาน และรอยพับเนียนตาแค่ไหน? โครงสร้าง Advanced Armor Aluminum และบานพับ Dual Rail ผ่านการทดสอบสภาวะจำลองมากกว่า 100 รูปแบบ เปิดพับซ้ำ ๆ จะทนไหม? คงเป็นความในใจของคนที่กำลังลังเล แต่ด้วยการพัฒนาสมาร์ทโฟนจอพับอย่างต่อเนื่องมาจนถึงเจเนอเรชันที่ 8 ผ่านทุกโจทย์ ทุกการทดสอบ ตอบโจทย์ทั้งความทนทานและความเนียนตาของหน้าจอ รอยพับเนียนขึ้น สัมผัสลื่นไหล: เทคโนโลยี Flex Titanium ที่มีฟิล์มไทเทเนียมบางระดับไมโครเมตรใต้จอ (ประมาณ 1 ใน 3 ของเส้นผมมนุษย์) ช่วยลดรอยพับให้เรียบเนียนขึ้นมาก เวลาปัดนิ้วผ่านแทบไม่รู้สึกสะดุด Tips: ลองพับ-กาง และทดลองปัดหน้าจอว่าเรียบเนียน ลื่นไหล และทำงานได้อย่างมั่นใจหรือไม่ ทดสอบความทนทานมากกว่า 100 รูปแบบ : ผ่านการทดสอบในสถานการณ์จำลองการใช้งานจริงโหด ๆ มากกว่า 100 รูปแบบ ทั้งการตกหล่น แรงกด ฝุ่น และความชื้น มั่นใจได้เรื่องอายุการใช้งานระยะยาว Tips: ใช้จอพับของซัมซุงตามไลฟ์สไตล์ที่สมบุกสมบัน หรือลุยงานต่อเนื่อง บานพับกระจายแรง เปิด-ปิดซ้ำได้มั่นคง: วิศวกรซัมซุงได้ออกแบบบานพับเฉพาะเจาะจงตามสถาปัตยกรรมของแต่ละรุ่น (เช่น บานพับ Dual rail ที่แน่นหนา พรีเมียม และมีแรงต้านที่มั่นคงในตอนกาง) เพื่อกระจายแรงกระแทกจากการพับและกางซ้ำ ๆ ทั่วทั้งโครงสร้างอย่างสมดุล Tips: ทดลองเปิด-ปิด ดูความสนิทและมั่นคง โครงสร้างแกร่ง วัสดุเกรด Advanced Armor Aluminum : ภายนอกใช้วัสดุแกร่ง ขณะที่ชิ้นส่วนใต้หน้าจอผ่านกระบวนการผลิตไฮบริดทั้งการกัดสารเคมีและการเจาะเลเซอร์ความแม่นยำสูง Tips: ทดลองจับเครื่องจริง เพื่อสัมผัสวัสดุที่แตกต่าง 5. จอแสดงผลให้ภาพคมชัดเต็มอิ่มแต่ยังสบายตาหรือไม่? เทคโนโลยีชั้นเคลือบตัดแสงสะท้อนรุ่นใหม่ ร่วมกับ Flex Titanium ให้ภาพคมชัด สบายตาแม้อยู่กลางแจ้ง คุณภาพของหน้าจอแสดงผลในสมาร์ทโฟนเจเนอเรชันล่าสุด มอบประสบการณ์ที่เต็มอิ่มยิ่งขึ้น และตอบโจทย์การเป็นจอพับคู่ใจ ที่สามารถพกพาไปนั่งทำงานริมหน้าต่างคาเฟ่หรือกลางแจ้ง ก็มองจอได้ชัดเจน ไม่แสบตา การเคลือบป้องกันแสงสะท้อน: เทคโนโลยี Flex Titanium ทำงานร่วมกับการเคลือบชั้นป้องกันแสงสะท้อนรุ่นใหม่ ช่วยตัดแสงรบกวนภายนอก ทำให้มองเห็นรายละเอียดหน้าจอและสีสันได้อย่างชัดเจน สบายตา แม้ใช้งานกลางแจ้งหรือในสภาพแสงที่จ้า Tips: ทดลองใช้มือถือจอพับในที่แสงจ้า ประสบการณ์การรับชมที่เต็มตาและเรียบเนียน: หน้าจอหลักสัดส่วน 4:3 ให้มุมมองที่เต็มอิ่มสำหรับการอ่าน E-Book ทำงาน หรือดูวิดีโอคอนเทนต์ Tips: ลองพกมือถือจอพับไปทริป หรือทำงานนอกสถานที่ สรุป: ก่อนเลือกมือถือจอพับเพื่อใช้งานระยะยาว ควรพิจารณาอะไรบ้าง? สรุปว่านอกจากการไปทดลองจับ ทดสอบการใช้งาน ก่อนจะตัดสินใจซื้อ ควรพิจารณาอะไรอีกบ้าง เพื่อให้ใช้มือถือจอพับได้อย่างคุ้มค่า ยาวนาน ซอฟต์แวร์และแอป: ดูว่าแอปที่เราใช้ประจำ รองรับการแสดงผลหน้าจอสัดส่วนใหม่และการเปิดหลายแอปพร้อมกัน (Multi Window) ได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ผิดเพี้ยนหรือไม่ บริการหลังการขายและการรับประกัน: เพราะหน้าจอพับมีชิ้นส่วนซับซ้อน ควรดูเรื่องประกันหน้าจอ ศูนย์บริการ และความสะดวกในการส่งซ่อมไว้ด้วย ไม่ควรมองข้ามเรื่องความเชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษา ความต่อเนื่องใน Ecosystem และฟังก์ชัน AI: ทดสอบดูว่าฟีเจอร์ตัวช่วยอย่าง Galaxy AI (เช่น Gemini Notebook, Now Nudge, Generative Edit, Interpreter) หรือการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ ช่วยประหยัดเวลาการทำงานของเราได้จริงไหม เพื่อให้การส่งต่อไฟล์ จัดระเบียบงาน และเชื่อมโยงชีวิตประจำวันทำได้ง่ายและคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว หวังว่าจะเจอกันนะ...ยินดีต้อนพับ! ชมเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ ‘A Billion Reasons to Switch’ https://www.youtube.com/watch?v=r_pdkYr-IYo --- ## เซ็นทรัลพัฒนา ผู้นำอสังหาฯ ไทย ชูพอร์ต Central Pattana Office แข็งแกร่ง พร้อมฉลองความสำเร็จครบ 1 ปี Central Park Offices URL: https://positioningmag.com/pr-news/116304 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้นำเบอร์หนึ่งอสังหาริมทรัพย์ไทยยั่งยืนระดับโลก ภายใต้วิสัยทัศน์ Imagining better futures for all และผู้พัฒนาธุรกิจ Retail-Residence-Hotel-Office เดินหน้าตอกย้ำศักยภาพธุรกิจอาคารสำนักงานในฐานะผู้พัฒนา Workplace ระดับโลก ที่ผสานทำเลศักยภาพ มาตรฐานอาคาร และความแข็งแกร่งของ Retail-Led Mixed-Use Development เพื่อสร้างพื้นที่ทำงานที่ตอบโจทย์ทั้งการเติบโตขององค์กรและคุณภาพชีวิตของคนทำงาน ภายใต้แนวคิด “Your Future Work/Life” พร้อมฉลองความสำเร็จครบรอบ 1 ปี Central Park Offices หนึ่งใน Flagship สำคัญของ Central Pattana Office ที่สะท้อนศักยภาพการพัฒนา World-Class Workplace ใจกลางกรุงเทพฯ ภายในโครงการมิกซ์ยูสระดับโลกที่เชื่อมโยงการทำงาน ธุรกิจ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยความสำเร็จในปีแรกสะท้อนผ่านความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำทั้งไทยและระดับโลกที่เลือกตั้งสำนักงาน อาทิ adidas, Bayer, Bualuang Securities, Deutsche Bank และ GSK ตอกย้ำบทบาทของ Central Park Offices ในฐานะ Workplace ที่รองรับทั้งการเติบโตขององค์กร คุณภาพชีวิตของคนทำงาน และการยกระดับย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล President & CEO บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “ธุรกิจ Office เป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของเซ็นทรัลพัฒนาที่เติบโตควบคู่กับ Retail-Led Mixed-Use Development ของเรา โดยเราเชื่อว่า Future of Workplace ต้องเป็นมากกว่าสถานที่ทำงาน แต่ต้องเป็นสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือใหม่ๆ สำหรับ Central Park Offices ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เป็นโครงการระดับ Flagship ของเราที่สะท้อนทั้งมาตรฐานการพัฒนาระดับโลก และความแข็งแกร่งของ Ecosystem ด้วยจุดแข็งของการตั้งอยู่ทำเลใจกลางสีลม เชื่อมต่อทั้ง BTS และ MRT และการเชื่อมพื้นที่สีเขียวจากสวนลุมพินีเข้าสู่ Roof Park ภายในโครงการมิกซ์ยูส โดยเราตั้งใจให้ที่นี่เป็นมากกว่า Workplace แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากมาใช้ชีวิต พบปะ และใช้เวลาร่วมกัน” นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ CFO & President Hotel and Office Businesses บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “เซ็นทรัลพัฒาเริ่มต้นพัฒนาอาคารสำนักงานเคียงคู่กับศูนย์การค้าและโครงการมิกซ์ยูสมาตั้งแต่อาคารสำนักงานแห่งแรกที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว จนปัจจุบันมีพอร์ต 11 โครงการบนทำเลศักยภาพทั่วกรุงเทพฯ สิ่งสำคัญที่ทำให้เราเติบโตมาได้อย่างแข็งแกร่ง คือ ความไว้วางใจจากพันธมิตรผู้เช่าที่อยู่และเติบโตไปกับเรามาอย่างยาวนาน เราจึงให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานอาคาร             การดูแลในทุกรายละเอียด และการรับฟังความต้องการของพันธมิตร เพื่อพัฒนา Workplace ที่ตอบโจทย์ธุรกิจและคนทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด ‘Your Future Work/Life’ เราจะเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ในทุกอาคาร ทั้งด้านเทคโนโลยี, ฟีเจอร์ และบริการใหม่ๆ รวมถึง Privilege บน Central Pattana Office Application ที่เชื่อมกับ Ecosystem ของเซ็นทรัลพัฒนา เพื่อให้การทำงานและการใช้ชีวิตสะดวกยิ่งขึ้น พร้อมขยายพื้นที่ทำงานแห่งอนาคต ในทำเลพระราม 9 ภายในโครงการมิกซ์ยูส Central GR9 และเตรียมเปิด Future-Ready Workplace ในโครงการ ‘CenTRal cENtrAL’ ที่สี่แยกปทุมวันในไตรมาส 4 ปี 2570 เพื่อรองรับองค์กรและ Global Talent รุ่นใหม่” Central Pattana Office มุ่งขับเคลื่อนพอร์ตอาคารสำนักงานภายใต้แนวคิด “Your Future Work/Life” ด้วยอาคารสำนักงาน 11 อาคาร บนทำเลศักยภาพทั้ง CBD, New CBD และ Strategic Growth Districts โดยต่อยอดความแข็งแกร่งจากโมเดล Retail-Led Mixed-Use Development เชื่อมพื้นที่ทำงานเข้ากับ Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทั้งธุรกิจและคุณภาพชีวิต พร้อมรักษา Occupancy Rate เฉลี่ยของทั้งพอร์ตสูงกว่า 90% อย่างต่อเนื่อง และได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำ อาทิ Henkel, Maybank Securities, MSD, Nestlé, Huawei, Krungthai-AXA และ Trip.com โดยมี centralwOrld Offices และ Central Park Offices เป็น Flagship สำคัญที่สะท้อนความสามารถในการยกระดับทำเลสู่Global Business & Lifestyle Destination Districts ควบคู่กับมาตรฐานระดับสากลด้าน Sustainability, Well-being และ Connectivity เพื่อเป็น Workplace Partner ที่เติบโตไปพร้อมกับพันธมิตร และรองรับการทำงานแห่งอนาคต 6 จุดแข็ง Central Pattana Office ภายใต้แนวคิด “Your Future Work/Life” ได้แก่ 1)    Strategic Locations ทำเลศักยภาพในย่านธุรกิจ: ครอบคลุมทำเลสำคัญของเมือง ทั้ง CBD, New CBD และ Strategic Growth Districts เชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ ขณะเดียวกัน Central Pinklao Tower A และ Central Pinklao Tower B เชื่อมต่อกับเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, Central City Tower เชื่อมต่อกับเซ็นทรัล บางนา, Central Chaengwattana Tower เชื่อมต่อกับเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ยังรองรับการเติบโตของ Urban Development 2)    Integrated Mixed-Use Ecosystem เชื่อมออฟฟิศ ศูนย์การค้า และไลฟ์สไตล์ : ต่อยอดจุดแข็ง Retail-Led Mixed-Use Development เชื่อมโยงประสบการณ์ Shop • Eat • Work • Play • Stay • Live เ พื่อสร้างพื้นที่ Work-Life Integration ให้คนทำงานได้เติมเต็มชีวิตก่อน-ระหว่าง-หลังเวลาทำงานในพื้นที่เดียว พร้อมพื้นที่สีเขียวและพื้นที่กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต ให้คนทำงานสามารถใช้ชีวิตได้สะดวกยิ่งขึ้น และสร้าง Community ของบุคลากรจากองค์กรชั้นนำ พร้อม ‘At Work’ Model ที่ให้บริการ Co-working Space พื้นที่ประชุม และพื้นที่จัดงานอีเวนต์ รองรับการใช้งานที่หลากหลาย 3)    Quality & International Standards อาคารคุณภาพ พร้อมมาตรฐานสากล : ให้ความสำคัญกับคุณภาพพื้นที่และมาตรฐานอาคาร โดยมี Central Park Office s ได้รับรอง LEED Gold 2026, WiredScore Platinum พร้อมมุ่งสู่ WELL Platinum Certification, centralwOrld Offices ได้รับรอง LEED Gold 2023, WELL Health-Safety Rating 2026 และ WiredScore Gold, G Tower ได้รับรอง LEED Platinum 2026, WELL Health-Safety Rating 2026 และ WiredScore Gold, The 9th Towers ได้รับรอง LEED Gold 2026, WELL Health-Safety Rating 2026 และ WiredScore Gold 4)    Smart Technology เทคโนโลยีเพื่อการใช้งานที่สะดวก : นำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการอาคารและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน พร้อม Central Pattana Office Application แที่เชื่อมต่อบริการ สิทธิพิเศษ และกิจกรรมภายใน Office Community ไว้ในที่เดียว ช่วยให้ทุกวันทำงานสะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น 5)    Sustainability & Well-Being ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต : พัฒนาและบริหารอาคารโดยคำนึงถึงการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการออกแบบพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริม Well-being และ Quality of Life เพื่อยกระดับประสบการณ์และคุณภาพชีวิตของคนทำงานในทุกวัน 6)    Services & Everyday Convenience – บริการที่ตอบโจทย์ทุกวันทำงาน : ดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เช่าอย่างรอบด้าน พร้อมบริการ กิจกรรม และสิทธิพิเศษที่ช่วยสร้างประสบการณ์และเชื่อมโยง Community ภายในอาคาร ให้ทุกวันทำงานสะดวก ราบรื่น และเติมเต็ม Work/Life ได้มากยิ่งขึ้น เกี่ยวกับ Central Pattana Office Central Pattana Office ผู้นำด้านการพัฒนาอาคารสำนักงานบนทำเลศักยภาพ ทั้ง CBD, New CBD และ Strategic Growth Districts ภายใต้โมเดล Retail-Led Mixed-Use Development ของเซ็นทรัลพัฒนา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญกว่า 45 ปี ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำทั้งไทยและนานาชาติ ด้วยจุดแข็งของ Office Ecosystem ที่เชื่อมต่อธุรกิจ การทำงาน และการใช้ชีวิต ภายใต้แนวคิด “Your Future Work/Life” พร้อม Smart Technology และมาตรฐานอาคารระดับสากลที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความยั่งยืน และ Well-being เพื่อยกระดับประสบการณ์คนทำงานและสนับสนุนศักยภาพของบริษัทยุคใหม่ ปัจจุบัน มีพอร์ตอาคารสำนักงาน 11 อาคาร รวมพื้นที่ให้เช่ากว่า 400,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย Central Park Offices, centralwOrld Offices, G Tower, The 9th Towers, Central Rama 9 Tower, R House, Central Ladprao Tower, Central Chaengwattana Tower, Central City Tower และ Central Pinklao Tower A และ B โดยทุกอาคารเชื่อมต่อกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล รองรับความต้องการขององค์กรที่หลากหลาย ทั้งด้านทำเล พื้นที่ และรูปแบบการใช้งาน ติดตามความเคลื่อนไหวเซ็นทรัลพัฒนาคลิก https://www.centralpattana.co.th/th/shopping/shopping-update/lifestyle-activities และเซ็นทรัลพัฒนาออฟฟิศที่เพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/CentralpattanaOffice --- ## VISTRA ก้าวสู่บทใหม่ ผสานอินไซต์คนไทยกับองค์ความรู้จาก Suntory Wellness URL: https://positioningmag.com/pr-news/116303 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News “วิสทร้า” (VISTRA) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและความงามชั้นนำของประเทศไทย ประกาศเดินหน้าครั้งสำคัญในวาระก้าวสู่ปีที่ 28 ด้วยการเปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่ “The New Era of VISTRA”  ภายใต้ บริษัท ซันโทรี่ เวลเนส (ประเทศไทย) จำกัด มุ่งผสานความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยอย่างลึกซึ้งของ VISTRA เข้ากับศักยภาพด้านงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ตลอดจนมาตรฐานคุณภาพระดับสากลจาก Suntory Group องค์กรชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 100 ปี ตอบรับเทรนด์สุขภาพเชิงป้องกันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน คุณสาธิกานต์ ศิริมงคล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด แบรนด์ VISTRA บริษัท ซันโทรี่ เวลเนส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “การรีแบรนด์ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดบทใหม่ของ VISTRA เพื่อสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในตลาด Health & Wellness ยุคใหม่ โดยดึงจุดแข็งของ VISTRA ที่อยู่เคียงข้างและเข้าใจไลฟ์สไตล์คนไทยมาตลอด 28 ปี ผสานกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม R&D ระดับสากล และมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัยขั้นสูงจาก Suntory Wellness เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ของแบรนด์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกจังหวะชีวิต ภายใต้แนวคิด ‘ศาสตร์แห่งความพร้อม เพื่อไปให้สุดในทุกวัน’ (Feel Brilliant. Live Bright)” กางแผนกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ ชูเป้าหมายเบอร์ 1 ตลาดอาหารเสริมไทย จากข้อมูลการตลาดระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และคาดว่าจะแตะมูลค่า 100,000 ล้านบาท ในปี 2568* จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการดูแลตัวเองแบบองค์รวมมากขึ้น VISTRA จึงวาง ทิศทางการเติบโตเฉลี่ยที่ 7–9% ต่อปี ต่อเนื่องถึงปี 2576 และตั้งเป้าหมายก้าวขึ้นเป็น   “แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม ยอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย ภายใน 5 ปี” ผ่าน          3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้ 1.  Brand Identity & Position Upgrade: ปรับอัตลักษณ์แบรนด์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Japanese Lively” สะท้อนความพิถีพิถัน น่าเชื่อถือด้วยมาตรฐานญี่ปุ่น ผสานความสดใส มีพลัง และเข้าถึงง่าย พร้อมชูสัญลักษณ์ “เส้นโค้งพระอาทิตย์ขึ้น” ใต้โลโก้ใหม่ สื่อถึงการเริ่มต้นวันใหม่และความพร้อมในการขับเคลื่อนชีวิต 2.  Product Innovation & All Day & Night Routine: นวัตกรรมดูแลสุขภาพและความงามตลอด 24 ชั่วโมง โดยดึงงานวิจัยจดสิทธิบัตรและเทคโนโลยีระดับสากลมาพัฒนาร่วมกับ 4 ผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ ได้แก่ o   Day Routine (เติมพลังระหว่างวัน) § VISTRA Omega Concentrate x3 rTG: โอเมก้า-3 เกรดพรีเมียมจากนอร์เวย์ เข้มข้น 3 เท่า ในฟอร์ม rTG ที่ดูดซึมได้ดีกว่าที่สุดในตลาด ณ เวลานี้ ช่วยเสริมในเรื่องของสมอง ความจำ และสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด § VISTRA Astaxanthin 8mg Ultra Plus: Astaxanthin จาก AstaReal ประเทศญี่ปุ่น สารต้านอนุมูลอิสระ ระดับ Max Dose (8 มก.) ผสานด้วย MCT Oil และ Tocotrienol (Super Vitamin E) มีส่วนช่วยในการดูดซึม Astaxanthin ช่วยเสริมและฟื้นบำรุงผิวจากภายใน และปกป้องผิวจากรังสียูวีและมลภาวะ o   Night Routine (เตรียมร่างกายสู่การพักผ่อนลึก) § VISTRA Sesamin Night Time: ต่อยอดนวัตกรรมวิจัยเซซามินกว่า 30 ปีจาก Suntory Japan โดดเด่นด้วยสารสกัดเซซามินเข้มข้น 10 มก. ผสาน L-Theanine ช่วยปรับสมดุลการนอนหลับ หลับสนิท ไร้ส่วนผสมของยานอนหลับหรือเมลาโทนิน § VISTRA Magnesium Bisglycinate Plus: แมกนีเซียมสูตร Triple Form เป็นฟอร์มที่ดูดซึมได้ดีและอ่อนโยน ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและความเครียด ช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนได้สมบูรณ์แบบ 3.  360-Degree Marketing & Presenter Strategy: ดึงตัวแทนคนรุ่นใหม่ “กลัฟ–คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์” นั่งแท่นแบรนด์พรีเซนเตอร์ ด้วยภาพลักษณ์ที่สดใส มั่นใจ และมีผลงานในระดับนานาชาติโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่การรุกการตลาดแบบครบวงจร ทั้งออนไลน์ โซเชียลมีเดีย KOL อินฟลูเอนเซอร์ และหน้าร้านค้าปลีกทั่วประเทศ “การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Suntory Wellness ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือและศักยภาพด้าน R&D ของ VISTRA เท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการพิสูจน์ว่า เราพร้อมจะเป็นแบรนด์สุขภาพและความงามยุคใหม่ที่ผู้บริโภคตั้งใจเลือก เพื่อพาแบรนด์เติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดประเทศไทย” คุณสาธิกานต์ ศิริมงคล กล่าวสรุป ติดตามข่าวสาร และกิจกรรม จาก VISTRA ได้ที่ www.VISTRA.co.th *ที่มา: ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank) – 30 มกราคม 2569 --- ## LUMi (ลูมิ) Modern Soda 20 บาทก็ซ่าได้! LUMi กระแสแรงไม่หยุด! เปิดตัว “Strawberry Kiss” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116302 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News LUMi (ลูมิ) เครื่องดื่ม Modern Soda จากบริษัท ซีพี บีแอนด์เอฟ จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)  เดินหน้าเติมสีสันให้ตลาดเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง หลังเปิดตัวรสชาติแรก “Orange Twist” ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ ซ่า สดชื่น มีประโยชน์ สารสกัด 6 ชนิด มีส่วนช่วยเรื่องการโฟกัส ล่าสุดส่ง รสชาติใหม่ “Strawberry Kiss” สตรอว์เบอร์รีผสมกีวี พร้อมยกระดับความซ่าไปอีกขั้นด้วยคอนเซ็ปต์ “Prebiotic Soda” โซดาที่มาพร้อม High-Fiber ตอบโจทย์คนที่อยากดูแลตัวเองในแบบที่ง่ายและสนุกกว่าเดิม ซ่า สดชื่น มีประโยชน์ กับ Prebiotic Soda  High-Fiber จุดเด่นของ LUMi Strawberry Kiss คือการผสานรสชาติหอมหวานอมเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รีและกีวี เข้ากับความซ่าสดชื่น พร้อมเติม Fiber 5 กรัม ให้ทุกการดื่มเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนที่ใส่ใจเรื่องการดูแลระบบการย่อยและสุขภาพในชีวิตประจำวัน ด้วยแนวคิด Prebiotic Soda High-Fiber LUMi ต้องการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับตลาดเครื่องดื่มซ่า เปลี่ยนจากเครื่องดื่มที่เน้นเพียงความสดชื่น ให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ทั้ง Taste + Function + Lifestyle ในกระป๋องเดียว การเปิดตัว Strawberry Kiss สะท้อนแนวคิดของ LUMi (ลูมิ) ที่ต้องการยกระดับภาพจำของ “เครื่องดื่มซ่า” ให้มากกว่าความสดชื่น ด้วยการเติมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทำให้การเลือกเครื่องดื่มในแต่ละวันสามารถสนุก อร่อย และดูแลตัวเองไปพร้อมกันได้ จาก Orange Twist ที่ตอบโจทย์เรื่อง Focus สู่ Strawberry Kiss ที่มาพร้อม Fiber 5 กรัม LUMi ยังคงเดินหน้าพัฒนา Modern Soda ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการ “ความสดชื่นที่มากกว่าเดิม” ในทุกช่วงเวลาของวัน วางจำหน่ายแล้วที่ 7-Eleven ในราคาเพียง 20 บาท ให้ทุกคนได้สัมผัสรสชาติใหม่ได้ง่าย ๆ ใกล้ตัว --- ## เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ จับมือ BART LAB มหิดลร่วมลงนาม LOI ขับเคลื่อนรีเทลแห่งอนาคต URL: https://positioningmag.com/pr-news/116301 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ (Central Retail Property หรือ CRP) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ ( Center for Biomedical and Robotics Technology ) หรือ BART LAB ภายใต้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้าความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทำพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) เพื่อร่วมพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้าน Humanoid Robotics เชื่อมศักยภาพด้านการศึกษา งานวิจัย เทคโนโลยี และพื้นที่ใช้งานจริงเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การพัฒนา Coding และ AI ไปจนถึงการทดลองและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในสถานการณ์จริง  ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ก้าวออกจากห้องเรียนสู่การเรียนรู้จากโจทย์จริง ผ่านการทดลอง พัฒนา และต่อยอดองค์ความรู้ด้าน Robotics และ AI ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมสร้างโอกาสในการนำเทคโนโลยี Humanoid Robotics มาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ผู้บริโภคสามารถสัมผัสได้ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว แต่ละองค์กรจะนำจุดแข็งมาร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ โดยมหาวิทยาลัยมหิดล มีบทบาทด้านการพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรรุ่นใหม่ ขณะที่ BART LAB สนับสนุนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้าน Robotics, AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยเซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ จะเชื่อมโยงองค์ความรู้และนวัตกรรมสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ภายใต้การบริหารขององค์กร อาทิ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ และท็อปส์ พลาซ่า เป็นต้น เพื่อสร้างโอกาสในการทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานและไลฟ์สไตล์ในอนาคต คุณเลิศวิทย์ ภูมิพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวคิดของ CRP ในการมองพื้นที่ศูนย์การค้าฯมากกว่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่สามารถเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ทดลอง และต่อยอดนวัตกรรม โดยเชื่อมคนรุ่นใหม่ นักวิจัย เทคโนโลยี และโลกธุรกิจเข้าหากัน เราหวังว่าการเปิดพื้นที่จริงให้เทคโนโลยีได้ถูกนำมาทดลองและพัฒนา จะช่วยสร้างทั้งประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค และโอกาสใหม่ให้กับนักพัฒนาเทคโนโลยีของไทยพร้อมทั้งพลิกโฉมโลกค้าปลีกด้วยการส่งมอบนวัตกรรมอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานการให้บริการที่ล้ำสมัย และขับเคลื่อน Seamless Customer Experience รูปแบบใหม่ เพื่อสร้างมิติการช้อปปิ้งแห่งอนาคตที่ไม่เคยมีมาก่อนให้แก่ผู้บริโภคไทย” รองศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและผู้ก่อตั้งและผู้แทนบริษัท บาร์ทแล็บ กล่าวว่า “ความร่วมมือจะครอบคลุมตั้งแต่ รายละเอียดหลักสูตร/การพัฒนา Coding & AI, รูปแบบการทำงานของนักศึกษา,และการพัฒนา Humanoid Robot ฯลฯ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการเรียนรู้แบบ Real-world Learning และการพัฒนานวัตกรรมจากโจทย์ที่เกิดขึ้นจริงจาก “ห้องเรียน → ห้อง Lab →พื้นที่จริง” ซึ่งความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล BART LAB และเซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้แล้ว ยังเป็นก้าวสำคัญในการผสานภาคการศึกษา เทคโนโลยี และธุรกิจรีเทลเข้าด้วยกัน เพื่อปั้นบุคลากรสายเทคฯที่ตอบโจทย์ธุรกิจจริงและร่วมเปิดมิติใหม่ให้ภาครีเทลได้เห็นศักยภาพการต่อยอดเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้บริโภคในอนาคตได้เป็นอย่างดี”   พิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) ในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างพื้นที่และโมเดลต้นแบบให้นักศึกษาได้มีโอกาสทดลอง เรียนรู้เทคโนโลยีทันสมัย ในรูปแบบที่จับต้องได้ ควบคู่ไปกับการ               ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรีเทลไทย ให้พร้อมส่งมอบประสบการณ์อัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ในเวทีระดับสากลต่อไป --- ## MISTINE ผนึกพลัง ทีมขายทั่วประเทศ สู่เป้าหมายไตรมาส 4 “รวมพลังทีมขาย สู่เป้าหมายเดียวกัน” URL: https://positioningmag.com/pr-news/116300 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News MISTINE เดินหน้ารวมพลังทีมขาย จัดประชุม  Area Sales Executive (ASE) ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “รวมพลังทีมขาย สู่เป้าหมายเดียวกัน” เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00–22.00 น. ณ โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น โดยได้รับเกียรติจาก คุณดนัย ดีโรจนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมเปิดการประชุมและให้การต้อนรับเจ้าหน้าที่บริหารงานขาย (ASE) ทุกคนอย่างอบอุ่น สะท้อนถึงความใส่ใจของผู้บริหารที่มีต่อบุคลากรฝ่ายขาย    ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างการเติบโตให้กับองค์กร การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีสำหรับสื่อสารทิศทางการดำเนินงานและเป้าหมายในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้บริหารและทีมขายได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด สร้างความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน พร้อมเสริมสร้างขวัญกำลังใจและความพร้อมให้เจ้าหน้าที่บริหารงานขายทุกคนเดินหน้าปฏิบัติงานอย่างเต็มศักยภาพ โดย MISTINE ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรและการสร้างพลังความร่วมมือ เพราะเชื่อว่าความสำเร็จขององค์กรเกิดจากการผสานพลังของคนทุกคนที่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน และเป็นการร่วมฉลองความสำเร็จจากผลการดำเนินงานด้านยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ไตรมาสที่ผ่านมาในปี 2569 นับเป็นความภาคภูมิใจที่เกิดจากความมุ่งมั่น ทุ่มเท และพลังความร่วมมือของทีม ASE ทุกคน โดยมีคณะผู้บริหารร่วมแสดงความยินดีและส่งกำลังใจให้กับทีมขาย พร้อมเดินหน้าสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี เพื่อก้าวสู่เป้าหมายเดียวกันและผลักดันการเติบโตของ MISTINE อย่างแข็งแกร่ง เพิ่มดีกรีความพิเศษให้กับงานด้วยเซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เมื่อทีม ASE ได้พบปะและกระทบไหล่  “อนันดา    เอเวอริงแฮม” พรีเซนเตอร์สุดเท่ของ Top Country อย่างใกล้ชิด เปิดประสบการณ์สุดประทับใจให้ทีมขายได้สัมผัสเสน่ห์และความเป็นกันเองของนักแสดงหนุ่มชื่อดังแบบใกล้ชิด สร้างสีสันและรอยยิ้มให้กับผู้ร่วมงาน พร้อมเติมพลังบวกให้ทุกคนกลับไปเดินหน้าสร้างผลงานอย่างเต็มกำลัง การรวมตัวในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการประชุมประจำไตรมาส แต่เป็นการตอกย้ำความสำคัญของทีมขายในฐานะกำลังหลักที่เชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภค พร้อมส่งต่อพลังความร่วมมือจากผู้บริหารสู่ทีมปฏิบัติงานทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อน MISTINE ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน และสร้างความสำเร็จร่วมกันในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 --- ## RWS x LEO SODA WATER ต่อยอดความร่วมมือ รุกสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งผ่าน RWS SPECIAL EVENT : RWS KNOCKTOBERFEST URL: https://positioningmag.com/pr-news/116299 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News บริษัท โกลเบิล สปอร์ต เวนเจอร์ส จำกัด (GSV) ผู้บริหารรายการ RWS และเวทีมวยราชดำเนิน ร่วมกับ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ต่อยอดความร่วมมือผ่านแบรนด์ LEO SODA WATER จัดรายการมวยไทยนัดใหญ่แห่งปี RWS KNOCKTOBERFEST powered up by LEO SODA WATER เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2569 ที่เวทีมวยราชดำเนิน ผสานการแข่งขันกับกิจกรรมการตลาด ให้แฟนมวยร่วมสนุกตั้งแต่หน้าสนาม และกิจกรรมในสนามตลอดการแข่งขัน  ความร่วมมือครั้งนี้มีรายการมวยไทย RWS หนึ่งในรายการมวยไทยชั้นนำของโลก เป็นแกนในการจัดกิจกรรมร่วมกับ LEO SODA WATER ทั้งการร่วมฉลองเมื่อนักมวยน็อกเอาต์และกิจกรรมทดสอบพลังหมัดเพื่อให้แบรนด์เข้าถึงแฟนกีฬาพร้อมต่อยอดสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งผ่านกิจกรรมสุดฮอต ร่วมพัฒนากิจกรรม ใช้มวยไทยต่อยอดการตลาด RWS และ LEO SODA WATER นำการแข่งขันและกิจกรรมสำหรับผู้ชมมาทำงานร่วมกัน โดย RWS รับบทบาทด้านรายการมวยและการจัดงานที่เวทีราชดำเนิน ส่วน LEO SODA WATER ร่วมเติมกิจกรรมภายใต้แนวคิดของแบรนด์ ให้การทำตลาดเข้ากับบรรยากาศการชมมวยและการเชียร์ในสนาม นายเธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลเบิล สปอร์ต เวน เจอร์ส จำกัด (GSV) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรายการ RWS – Rajadamnern World Series และกรรมการบริหารเวทีมวยราชดำเนิน กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ LEO SODA WATER เปิดโอกาสให้เราในฐานะ รายการ RWS เวทีราชดำเนินซึ่งเป็นจุดหมุดหมายของทั้งแฟนกีฬาทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกที่ต้องการประสบการณ์การรับชกกีฬาที่ดีที่สุด นำการแข่งขันรายการมวยไทยนัดใหญ่แห่งปีมาต่อยอดร่วมกับกิจกรรมของแบรนด์ เราเริ่มจากสิ่งที่แฟนมวยสนใจทั้งความมันส์ของคู่มวยและประสบการณ์การรับชม  แล้วร่วมกันพัฒนากิจกรรมให้เข้ากับการชมการแข่งขัน ทั้งก่อนเข้าสนามและระหว่างการชก RWS KNOCKTOBERFEST นำคู่มวยไทยสุดดุเดือดทั้งคู่กระแสร้อนแรง ชิงแชมป์และซุปเปอร์ไฟต์ถึง 7 คู่มาผนวกกับกิจกรรมของ LEO SODA WATER แฟนมวยได้ร่วมสนุกกับรายการ ส่วนพันธมิตรก็มีโอกาสทำการตลาดกับผู้ชมผ่านกีฬาที่พวกเขาชื่นชอบ เป็นรูปแบบความร่วมมือที่เราสามารถพัฒนาร่วมกันได้จากจุดแข็งของแต่ละฝ่าย” ด้านนายธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (Chief Marketing Officer) บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด   กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือกับ RWS ว่า “มวยไทยมีทั้งความมุ่งมั่นของนักกีฬาและความสนุกของการเชียร์ เรานำแนวคิดนี้มาใช้กับกิจกรรมที่แฟนมวยร่วมสนุกได้ ตั้งแต่การวัดพลังหมัดกับเพื่อนจนถึงการร่วมฉลองจังหวะน็อกเอาต์” เป้าหมายของเราคือสร้างความใกล้ชิดกับแฟนมวย ให้ผู้ชมจดจำ LEO SODA WATER จากกิจกรรมที่ได้ร่วมเล่นและช่วงเวลาที่ได้สนุกไปด้วยกัน ความร่วมมือกับ RWS ทำให้เราสามารถนำกิจกรรมเหล่านี้มาอยู่ในบรรยากาศของการแข่งขันได้อย่างเหมาะสม” KNOCKTOBERFEST มวยเดือด 7 คู่ เอาใจคอน็อกเอาต์ ศึก RWS KNOCKTOBERFEST มาพร้อมแนวคิดเอาใจคอมวยที่ชื่นชอบความดุเดือดและการน็อกเอาต์ โดยมีนักมวยขึ้นชกทั้งหมด 7 คู่ตั้งแต่คู่กระแสร้อนแรงไปจนถึงชิงแชมป์และซุปเปอร์ไฟต์ ทุกคู่เปิดเกมแลกอาวุธกันอย่างเต็มที่ สร้างความสนุกตื่นเต้นสมกับเป็นค่ำคืนแห่งการน็อกเอาต์ ขณะที่บรรยากาศภายในเวทีราชดำเนินเต็มไปด้วยแฟนมวยที่เข้ามาร่วมชมการแข่งขันกันอย่างคึกคัก นอกจากการแข่งขันในรายการ RWS และ LEO SODA WATER ยังร่วมกันจัดกิจกรรมสร้างสีสันตลอดงาน เพิ่มความสนุกให้กับการชมมวยไทยและเอาใจผู้ชมยุคใหม่ ทั้งในสนามและกิจกรรมหน้าสนาม ร่วมฉลองทุกน็อกเอาต์ ต่อความสนุกตลอดตุลาคม บริเวณด้านหน้าสนาม LEO SODA WATER จัดกิจกรรมตู้ประลองกำปั้น เปิดโอกาสให้แฟนมวยได้ทดสอบพลังหมัดของตัวเองและชวนเพื่อนมาร่วมวัดพลังกัน ให้ผู้ชมได้ร่วมสนุกกับแบรนด์ก่อนเข้าสู่การแข่งขัน ขณะที่ภายในสนาม ทุกครั้งที่เกิดการน็อกเอาต์บนเวที RWS และ LEO SODA WATER ร่วมกันจัดกิจกรรมสร้างความสนุกและเฉลิมฉลองไปพร้อมกับแฟนมวย เพิ่มสีสันให้การเชียร์ตลอดค่ำคืน กิจกรรมตู้ประลองกำปั้นเปิดให้ร่วมสนุกได้ตลอดทุกวันเสาร์ในเดือนตุลาคม 2569 ที่บริเวณหน้าเวทีราชดำเนิน แฟนมวยที่เดินทางมาชมการแข่งขันในช่วงอื่นของเดือนยังสามารถแวะมาทดสอบพลังหมัดและร่วมกิจกรรมกับ LEO SODA WATER ได้ต่อเนื่องจากค่ำคืน RWS KNOCKTOBERFEST --- ## ไทยประกันชีวิต–แอทเลติโก้ ต่อยอด Sports Showcase ปีที่ 8 มอบทุนสมทบมูลค่า 1.34 ล้านบาท URL: https://positioningmag.com/pr-news/116298 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News โครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase ในปี 2569 ภายหลังจากประสบความสำเร็จกับกิจกรรมกีฬาบาสเก็ตบอล มาสู่การสนับสนุนนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนไทย ภายใต้กิจกรรม “Sports Showcase 18: Thai Life Insurance Soccer 2026” เพื่อคัดเลือกสำหรับนักฟุตบอลเยาวชนชายรุ่น U14 และ U16 รับทุนการศึกษาหรือทุนกีฬาจากประเทศสหรัฐอเมริกา อันเป็นการส่งมอบประสบการณ์ สร้างโอกาสทางการศึกษา และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นนักกีฬามืออาชีพ พร้อมทุนสนับสนุนเพิ่มเติมจากไทยประกันชีวิตในปีนี้รวมมูลค่า 1.34 ล้านบาท ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยประกันชีวิตในการส่งเสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่ และขยายโอกาสทางการศึกษาเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน นางสาวฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่าย กลุ่มสื่อสารและความยั่งยืนองค์กร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยประกันชีวิตเชื่อมั่นว่าการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพเยาวชน คือรากฐานสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็น “หลักประกันอนาคต” โดย Thai Life Insurance Sports Showcase เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงความสามารถด้านกีฬา ควบคู่กับการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาในต่างประเทศ และเปิดมุมมองถึงเส้นทางการเติบโตในระดับนานาชาติ ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา โครงการฯ ได้สร้างโอกาสให้เยาวชนไทยก้าวสู่เส้นทางนักเรียนนักกีฬาในต่างประเทศ รวม 416 คน คิดเป็นมูลค่าโอกาสทางทุนการศึกษาสูงถึง 2.08 พันล้านบาท  ขณะที่บริษัทฯ ได้มอบทุนสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับนักเรียนนักกีฬาในโครงการแล้วกว่า 7.8 ล้านบาท สะท้อนความมุ่งมั่นในการนำกีฬาเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสทางการศึกษา และส่งเสริมให้เยาวชนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ “ไทยประกันชีวิตมองว่าคุณค่าของกีฬาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสำเร็จในสนามแข่งขัน แต่ยังเป็นโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และสร้างทางเลือกให้แก่อนาคต โครงการ Sports Showcase จึงเป็นอีกหนึ่งเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ในการตระหนักถึงคุณค่าของทุกชีวิต ด้วยการสนับสนุนให้เยาวชนไทยได้ใช้ศักยภาพด้านกีฬาเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่กว้างขึ้น ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อสร้างรากฐานชีวิตที่มั่นคง สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของไทยประกันชีวิตในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี และร่วมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างยั่งยืน” นางสาวฐิติมา กล่าว สำหรับปี 2569 ไทยประกันชีวิตสนับสนุนทุนเพิ่มเติมรวมมูลค่า 1.34 ล้านบาท แบ่งเป็นทุนสำหรับนักกีฬาบาสเกตบอลจากกิจกรรม Sports Showcase 17 ซึ่งจัดขึ้นในช่วงกลางปี มูลค่า 670,000 บาท และทุนสำหรับนักกีฬาฟุตบอลจากกิจกรรม Sports Showcase 18 อีก 670,000 บาท โดยกิจกรรมครั้งนี้มุ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีศักยภาพด้านฟุตบอลได้แสดงความสามารถ พร้อมเรียนรู้แนวทางการเตรียมตัวในเส้นทางการศึกษาและการแข่งขันในระดับ NCAA ของสหรัฐอเมริกา นายอัตนันท์ อัศวธเรศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอทเลติโก้ จำกัด กล่าวว่า ฟุตบอลถือเป็นกีฬาที่ได้รับความสนใจจากเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 มีการแข่งขัน FIFA World Cup 2026 ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพร่วม และมีการแข่งขันในสหรัฐอเมริกาถึง 78 นัด จากทั้งหมด 104 นัดของทัวร์นาเมนต์ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เยาวชนได้เห็นเส้นทางของฟุตบอลในระดับนานาชาติ รวมถึงโอกาสในการต่อยอดด้านการศึกษาในสหรัฐฯ โครงการ Sports Showcase ต้องการให้เยาวชนได้เห็นว่า ฟุตบอลสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการศึกษาในต่างประเทศได้ โดยการเตรียมตัวไม่ได้มีเพียงทักษะด้านกีฬา แต่ยังรวมถึงผลการเรียน ภาษา และการวางแผนอนาคต กิจกรรมนี้จึงเป็นโอกาสให้เยาวชนและผู้ปกครองได้เรียนรู้และเริ่มต้นวางแผนเส้นทางนักเรียน-นักกีฬาอย่างเป็นระบบ โครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอทเลติโก้ จำกัด โดยกิจกรรม Sports Showcase 18: Thai Life Insurance Soccer 2026” กำหนดจัดขึ้น 2 วัน ได้แก่ กิจกรรมสัมมนาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “Future Growth: Smart Money Moves & Elite Pathway to NCAA” ในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 ณ อาคารไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่ เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านการวางแผนการเงินเพื่อการศึกษาและแนวทางการเตรียมความพร้อมสู่เส้นทางนักเรียน-นักกีฬาในสหรัฐอเมริกา ก่อนเข้าสู่กิจกรรมแคมป์และการแข่งขันฟุตบอล ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 ณ Park Arena กรุงเทพฯ โดยผู้สมัครต้องสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ครบทั้ง 2 วัน จึงจะสามารถเข้าร่วมโครงการและรับการพิจารณาทุนสนับสนุนเพิ่มเติม ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารโครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase เพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Sportsync Thailand ( https://www.facebook.com/sportsyncth ) หรือสอบถามรายละเอียดที่อีเมล info@atletigoth.com --- ## ดอกบัวคู่ ยกทัพรถทันตกรรมเคลื่อนที่ ยึดพื้นที่โลตัส พร้อมบริการตรวจฟัน-ขูดหินปูนฟรี URL: https://positioningmag.com/pr-news/116297 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News ดอกบัวคู่ ลุยตลาดตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ผู้นำนวัตกรรมจากธรรมชาติ ด้านผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากจากสมุนไพรธรรมชาติ เปิดตัวกิจกรรมเชิงรุกส่งตรงถึงผู้บริโภค ณ โลตัส 5 สาขาทั่วกรุงเทพฯ นำเสนอไฮไลท์ "ยาสีฟันดอกบัวคู่ สูตรเกลือสมุนไพร" ที่มีประสิทธิภาพในการดูแลเหงือกและฟัน การันตีด้วยรางวัลเหรียญทองระดับโลกจากประเทศโปเเลนด์  โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมในการดูแลเหงือกและฟัน โดยเฉพาะการดูแลแผลในช่องปาก ช่วยบรรเทาอาการปวด และช่วยให้เหงือกกระชับ มาเป็นไฮไลท์หลักของกิจกรรมครั้งนี้ ภายในงาน ดอกบัวคู่ ได้เนรมิตพื้นที่ลานกิจกรรมหน้าโลตัสให้กลายเป็นคลินิกทำฟัน ให้บริการตรวจสุขภาพช่องปากและฟันระดับพรีเมียม นำรถทันตกรรมเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ที่ติดตั้งนวัตกรรม และอุปกรณ์ทันตกรรมครบครันได้มาตรฐาน เหมือนยกคลินิกมาไว้บนรถ ให้บริการตรวจฟัน และขูดหินปูนฟรีแก่ลูกค้าดอกบัวคู่ เพียงช้อปสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงาม(HBA) ครบ 199 บาท (รวมยาสีฟันสูตรเกลือสมุนไพร 150 กรัม 1กล่อง)  คุณบัณฑิต ลีเลิศพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอกบัวคู่ จำกัด เปิดเผยถึงปณิธานในการจัดงานครั้งนี้ว่า "ดอกบัวคู่มีความมุ่งมั่น และตั้งใจจริงในการคัดสรรสมุนไพรธรรมชาติต่างๆ ที่ดีที่สุด ผสานกับนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนคำขอบคุณ และเป็นการตอบแทนลูกค้าดอกบัวคู่ทุกท่านที่ไว้วางใจเรามาโดยตลอด เราอยากให้ทุกคนได้สัมผัสถึงผลลัพธ์ของการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น พร้อมได้รับบริการทันตกรรมที่มีคุณภาพ ซึ่งเราตั้งใจส่งมอบถึงผู้บริโภคด้วยความใส่ใจในทุกขั้นตอน และหลังจากนี้ดอกบัวคู่ยังเตรียมแผนที่จะลงพื้นที่มอบบริการดีๆ แบบนี้ในพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการดูเเลสุขภาพช่องปากที่ดีได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น โดยสามารถติดตามข่าวสาร และความเคลื่อนไหวของกิจกรรม ครั้งต่อไปได้ทาง Facebook Fanpage ดอกบัวคู่ ครับ" นอกจากบริการทันตกรรมตรวจฟันและขูดหินปูนฟรีแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้ร่วมสนุกกับบูธ กิจกรรมเกมรับของรางวัลติดมือกลับบ้านอีกมากมาย --- ## ตลาดออฟฟิศแข่งเดือด “รัชดาฯ-พระรามเก้า” อัตราเช่าเหลือ 30% หั่นราคาลงเกือบครึ่ง URL: https://positioningmag.com/insight/116296 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: my_bb ตลาดออฟฟิศ กทม. ยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะพื้นที่เช่าล้นตลาด เมื่อองค์กรทยอยลดขนาดพื้นที่สำนักงานและย้ายไปสู่อาคารที่ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น ทำให้ความต้องการเช่าพื้นที่สุทธิที่ลดลง อุกฤษฏ์ พรพัฒนไพโรจน์ หัวหน้าฝ่ายพื้นที่สำนักงานให้เช่า คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ไตรมาส 3 ปี 2569 กทม. มีพื้นที่ออฟฟิศให้เช่าในย่าน CBD อยู่ที่ 4.83 ล้านตารางเมตร ในจำนวนนี้เป็น ออฟฟิศเกรด A ประมาณ 2.53 ล้านตารางเมตร โดยมีอัตราพื้นที่ว่างเฉลี่ย 23.5% เพิ่มขึ้นจาก 22.8% ในไตรมาส 2 แม้ไม่มีอาคารใหม่เข้าสู่ตลาดก็ตาม สาเหตุสำคัญมาจากองค์กรที่ต่อสัญญาเช่าหรือย้ายสำนักงานภายในย่านเดิม แต่เลือกใช้พื้นที่น้อยลงกว่าที่เคยเช่า ขณะที่ ค่าเช่าออฟฟิศเกรด A ปรับลดลงเล็กน้อยจาก 943 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ในไตรมาส 2 มาอยู่ที่ 941 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือนในไตรมาส 3 “รัชดา-พระรามเก้า” หั่นราคาสู้ อัตราเช่าเหลือ 30-40% ฟาก "บางนา" น่าห่วง หนึ่งในทำเลที่เผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันคือ ย่านรัชดา-พระรามเก้า ซึ่งมีการทยอยย้ายออกของผู้เช่าบางส่วน ขณะที่อาคารสำนักงานต้องแข่งขันกันด้วยราคาและเงื่อนไขการเช่าที่จูงใจมากขึ้น "ออฟฟิศทำเลรัชดา-พระรามเก้า มีอัตราการเช่าเพียง 30-40% และมีการปรับลดค่าเช่าลงประมาณ 30-50%" สำหรับระดับค่าเช่าในย่านรัชดาฯ -ออฟฟิศเกรด C ค่าเช่าลงมาอยู่ที่ประมาณ 300-350 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน -ออฟฟิศเกรด A เกรดเออยู่ที่ราว 600 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน สะท้อนความแตกต่างของราคาและคุณภาพอาคาร รวมถึงแรงกดดันที่เจ้าของอาคารต้องเผชิญเพื่อรักษาฐานผู้เช่า "รัชดา-พระรามเก้า ที่ Occupancy น้อยลง มาจากการย้ายออกของผู้เช่าเดิม ไปยังทำเลหรือาคารอื่นเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในย่านนี้ยังไม่ถึงขั้นน่ากังวลทั้งหมด แต่มีแนวโน้มที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะอาคารที่ต้องการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เช่น อาคารจูบิลี่ที่มีแผนรีโนเวตและคาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในตลาดเช่า ส่วนอีกทำเลที่น่าห่วง คือ "บางนา" ที่ซัพพลายค่อนข้างน้อย เพราะไม่ค่อยเป็นที่นิยม เพราะไกลจากในเมือง ซึ่งโดยปกติบริษัทที่จะย้ายออฟฟิศมักจะย้ายตึกในรัศมีไม่เกิน 5 กม. เพื่อไม่ให้กระทบพนักงาน ทำให้ออฟฟิศให้เช่าที่ขึ้นใหม่ในบางนาได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าว โดยมีอัตราค่าเช่าต่ำประมาณ 300 บาท/ตร.ม./เดือน สำหรับออฟฟิศเกรด C และ 600-700 บาท/ตร.ม./เดือน สำหรับออฟฟิศเกรด A โดยปัจจุบันมีอัตราครอบครองพื้นที่ (Occupancy Rate) 70% ผู้ประกอบปรับโมเดล "ออฟฟิศพร้อมเฟอร์นิเจอร์แต่งครบพร้อมย้าย" เรียกค่าเช่าเพิ่ม 300 บาท/ตร.ม./เดือน กดดันกลุ่ม Co-Working Space อีกหนึ่งปัจจัยที่เปลี่ยนโครงสร้างตลาดคือแนวโน้ม Flight-to-Quality หรือการย้ายสำนักงานไปสู่อาคารที่มีคุณภาพสูงกว่า ผู้เช่าไม่ได้มองเพียงค่าเช่าต่อตารางเมตร แต่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ การออกแบบอาคาร และความสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนขององค์กร อาคารรุ่นใหม่ที่ออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยยืดหยุ่นและลดข้อจำกัดจากเสาอาคาร ช่วยให้ผู้เช่าจัดสรรพื้นที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงอาจไม่จำเป็นต้องเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่เท่าเดิม "ออฟฟิศระดับพรีเมียม เช่น วัน แบงค็อก และดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มีระดับค่าเช่าสูงกว่า 1,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ทำให้ตลาดแบ่งชัดเจนขึ้นระหว่างอาคารที่แข่งขันด้วยคุณภาพและบริการ กับอาคารที่ต้องใช้ราคาเป็นเครื่องมือดึงดูดผู้เช่า" ขณะเดียวกัน ออฟฟิศเก่าและใหม่ เริ่มหันมาตกแต่งพร้อมเข้าใช้งานเพิ่ม ซึ่งยังมีโอกาสเรียกค่าเช่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยเดิมได้ประมาณ 200-300 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน "จากการทำออฟฟิศพร้อมเข้าอยู่ อีกทางหนึ่งก็กดดันตลาดโคเวิร์กกิงสเปซให้แข่งขันกันสูงขึ้น ท่ามกลางความต้องการพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นและการบริหารต้นทุนขององค์กร" ซัพพลายใหม่ยังทยอยมา ตลาดต้องแข่งกันอีกหลายปี แม้การชะลอเปิดอาคารใหม่ในระยะสั้นจะช่วยลดแรงกดดันตลาด แต่ออฟฟิศ กทม. ยังมีพื้นที่ใหม่รอเข้าสู่ตลาดอีกมาก โดยในช่วงปี 2569-2574 คาดว่าจะมีซัพพลายใหม่รวม 616,128 ตารางเมตร ในจำนวนนี้เป็นสำนักงานเกรดเอในย่าน CBD ถึง 338,310 ตารางเมตร หรือคิดเป็น 55% ของอุปทานใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ข้อมูลตลาดยังระบุถึงโครงการสำนักงานใหม่ที่จะทยอยเข้ามาในช่วงปีต่อ ๆ ไป รวมถึงการกลับมาของเดอะปาร์คตามแผนงานเดิม และโครงการ CR9 ที่มีแผนเริ่มก่อสร้างในปีหน้า คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปี 2572-2573 พร้อมพื้นที่รีเทลเพิ่มเติม ภาพดังกล่าวทำให้เจ้าของอาคารต้องวางกลยุทธ์มากกว่าการลดค่าเช่าเพียงอย่างเดียว ทั้งการปรับปรุงอาคาร การเพิ่มความพร้อมเข้าใช้งาน และการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เช่า เช่น ระยะเวลาปลอดค่าเช่า (Rent-Free Period) และเงินสนับสนุนค่าตกแต่งสำนักงาน (Fit-out Allowance) เพื่อปิดดีลเช่า ในระยะต่อไป ตลาดสำนักงานจึงไม่ได้แข่งขันกันแค่จำนวนตารางเมตร แต่เป็นการแข่งขันเพื่อดึงดูดผู้เช่าที่มีคุณภาพ ท่ามกลางพฤติกรรมองค์กรที่ใช้พื้นที่น้อยลง และความต้องการอาคารที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพการทำงานและเป้าหมาย ESG มากขึ้น --- ## Toyota พลิกตำราสู้ EV จีน ส่งหมัดเด็ดสินเชื่อ ‘จ่ายเบาลง 30%’ แก้เกมสงครามราคา รั้งบัลลังก์เจ้าตลาดรถยนต์ในไทย URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116295 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: Lupang สรุป: เมื่อค่ายรถ EV จากแดนมังกรเดินเกมรุกด้วยกลยุทธ์ราคาถูก จนส่วนแบ่งตลาดของยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นเริ่มสั่นคลอน งานนี้ Toyota เจ้าพ่อตลาดรถยนต์เมืองไทยที่มีส่วนแบ่งยืนหนึ่งมาเกือบ 50 ปี จึงอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ ต้องงัดหมัดเด็ดส่งตรงจากญี่ปุ่นมาขัดตาทัพกับกลยุทธ์ล่าสุดที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง ‘การผ่อนรถ’ แบบเดิม ๆ ด้วยการนำโมเดลสินเชื่อยอดฮิตจากประเทศญี่ปุ่นที่เรียกว่า Zankure มาเริ่มเสนอเป็นสินเชื่อรถยนต์ประเภทใหม่ในประเทศไทยที่ช่วยลดค่างวดรายเดือน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อรักษาฐานลูกค้าและมาร์เก็ตแชร์   โมเดลนี้ จะมีการกำหนดมูลค่าคงเหลือของรถยนต์ ณ วันสิ้นสุดสัญญาไว้ล่วงหน้า ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 3-5 ปี ให้ผู้ซื้อชำระเงินตามส่วนต่างระหว่างราคารถกับมูลค่าคงเหลือที่กำหนดไว้ แทนการผ่อนชำระจากราคาเต็มเหมือนกับสินเชื่อรถยนต์ทั่วไป ส่งผลให้ภาระรายเดือนลดลง   ยกตัวอย่างเช่น หากทำสัญญา 5 ปี กำหนดมูลค่าคงเหลือของรถไว้ที่ 30% ของราคา และคิดอัตราดอกเบี้ย 4% ค่างวดรายเดือนอาจต่ำกว่าสินเชื่อรถยนต์ปกติราว 30% และเมื่อครบกำหนด ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่า จะคืนรถกับผู้ให้บริการ, เปลี่ยนคันใหม่ หรือจะซื้อรถคันเดิมและเคลียร์ยอดมูลค่าคงเหลือตามที่กำหนดไว้   กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการนำรูปแบบการสนับสนุนทางการเงินที่แพร่หลายในญี่ปุ่นมาปรับใช้ในไทย เพื่อช่วยลดภาระค่างวดผ่อนชำระของผู้บริโภค เนื่องจากตลาดรถยนต์ในประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งของค่ายรถญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน   โดยข้อมูลจาก ‘องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น’ หรือ JETRO ระบุว่า ในปี 2026 ส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์ญี่ปุ่นในไทยลดลงมาอยู่ที่ 64% ขณะที่ค่ายรถจีนพุ่งทะยานขึ้นมาถึง 26%   ตัวแปรสำคัญคือ ความร้อนแรงของรถยนต์ EV จีนอย่าง BYD ที่เข้ามาทำราคาได้สะเทือนวงการ ยกตัวอย่างเช่น Atto 3 รถเอสยูวีที่เปิดราคามาประมาณ  670,000 บาท ซึ่งต่ำกว่ารถอเนกประสงค์เครื่องยนต์สันดาป/ไฮบริดของค่ายญี่ปุ่นในระดับเดียวกัน 20% ทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความคุ้มค่าและเทคโนโลยีล้ำสมัยหันไปซบอกรถจีนกันมากขึ้น   อย่างไรก็ตาม การขยับตัวครั้งนี้ของ Toyota ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เพิ่มยอดขายรายเดือนเท่านั้น แต่กำลังมองภาพใหญ่ไปที่ Value Chain โดยตั้งเป้าดันรายได้กลุ่มธุรกิจบริการทางการเงินและรถยนต์มือสองให้โตขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายในปี 2030 . ที่มา . https://asia.nikkei.com/business/automobiles/toyota-offers-low-cost-financing-in-thailand-to-ward-off-cheap-chinese-evs --- ## 21 ปีแห่งการแบ่งปัน “Central Group Women Cancer ชวนทำดี ช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี” ระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบให้สถาบันมะเร็งแห่งชาติ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116294 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News โรคมะเร็งยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพ การตรวจคัดกรอง และการสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาอย่างเหมาะสม ตลอดระยะเวลากว่า 21 ปี กลุ่มเซ็นทรัล เดินหน้าสานต่อโครงการ “Central Group Women Cancer ชวนทำดี ช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี”  เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งสตรี โดยผสานพลังของธุรกิจในเครือร่วมระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่ให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ รวมถึงสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยและส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่าการช่วยเหลือสังคมเกิดขึ้นได้จากพลังของทุกคน โครงการ Central Group Women Cancer ดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ที่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งสตรี ผ่านการระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ รวมถึงสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และประชาชนได้ร่วมส่งต่อความห่วงใย ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคหรือร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เพราะทุกการมีส่วนร่วมล้วนมีคุณค่า และสามารถสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัวได้” เรืออากาศเอก นพ. สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า มะเร็งเต้านมยังคงเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย โดยในแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 22,000 ราย หรือเฉลี่ยประมาณ 61 รายต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3 ต่อปี อย่างไรก็ตาม มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ โดยเฉพาะเมื่อพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นผู้ป่วยจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดี และมีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่าร้อยละ 95 ในช่วงระยะเวลา 5 ปีหลังการรักษา จึงเห็นได้ว่าการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รวมถึงการได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว มีความสำคัญอย่างมากต่อโอกาสในการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ขณะเดียวกัน การเข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะภายใต้บริบทที่ระบบสุขภาพของประเทศต้องบริหารจัดการทรัพยากรและงบประมาณอย่างจำกัด การได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยเพิ่มศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย และทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม สถาบันมะเร็งแห่งชาติขอขอบคุณกลุ่มเซ็นทรัล บริษัทในเครือ พันธมิตร และประชาชนทุกภาคส่วน ที่ร่วมสนับสนุนโครงการ Central Group Women Cancer อย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมีส่วนสำคัญในการส่งต่อโอกาสในการรักษา กำลังใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งสตรีและครอบครัว              ปีนี้ Central Group Women Cancer ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านแนวคิด “Bloom Beyond Fear” ซึ่งตีความผ่านผลงานศิลปะของน้อง ๆ จาก ARTSTORY By Autistic Thai โดยใช้ “ดอกไม้” เป็นตัวแทนของผู้หญิงแต่ละคนที่มีความงดงามและเอกลักษณ์แตกต่างกัน สื่อถึงความเข้มแข็งของผู้หญิงที่แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายหรือโรคภัย ก็ยังสามารถผลิบานและก้าวต่อไปในแบบของตัวเอง  ความพิเศษในปีนี้ยังเป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่าง กลุ่มเซ็นทรัล และ ARTSTORY By Autistic Thai ธุรกิจเพื่อสังคมภายใต้มูลนิธิออทิสติกไทย ซึ่งร่วมสนับสนุนผลงานศิลปะของน้อง ๆ มาอย่างต่อเนื่องกว่า 6 ปี โดยนำลายเส้นที่มีเอกลักษณ์มาต่อยอดเป็น Key Visual ของโครงการ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผลงานศิลปะและความสามารถของน้อง ๆ ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมต่อยอดสู่โอกาสในการสร้างอาชีพและรายได้ในอนาคต ภายในงาน Central Group Women Cancer ครั้งที่ 21 พบกับกิจกรรมพิเศษมากมาย อาทิ ช้อปสินค้าในราคาพิเศษจากแบรนด์ชั้นนำ กิจกรรมหมุนกาชาปองรับของรางวัลพิเศษ, เวิร์กช็อปพวงกุญแจ Key Cap, บูธเวิร์กช็อป จาก ARTSTORY by Autistic Thai  กิจกรรมประดับตกแต่งหมวกผ้าเพื่อส่งมอบให้ผู้ป่วยมะเร็ง ร่วมกับ WACOAL พร้อมพบกับสินค้าคอลเลกชันพิเศษ “Central Group Women Cancer x ARTSTORY Collection” ที่สามารถเลือกไอเทมที่ชื่นชอบและ “Make It Yours. Make It Meaningful” ด้วยการ Personalize ผ่านเทคโนโลยีจาก POD LAB by SwagOn และ Live Acoustic จาก มาเรียม B5 และ Story & Feel ที่จะมาร่วมสร้างสีสันและส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งสตรี นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือยังเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบริจาคผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ดังนี้ ช่องทางร่วมบริจาค บริจาคออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Thamdee ที่ www.tham-dee.com/projects/women-cancer-2026 ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2569 สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า สแกน QR Code ผ่าน Mobile Banking จากสื่อต่าง ๆ ของธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล หรือโอนเงินผ่านบัญชีมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 118-0-58203-1 ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2569 สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า ร่วมบริจาคผ่านกล่องรับบริจาค บริเวณจุดแลกซื้อ จุดประชาสัมพันธ์ หรือจุดชำระเงินในห้างร้านของเครือกลุ่มเซ็นทรัลกว่า 491 จุดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2569 แลกคะแนน The 1 เป็นเงินบริจาค ผ่าน The 1 APP โดยใช้ 800 คะแนน แลกเป็นเงินบริจาค 100 บาท พร้อมร่วมแลกคะแนน “ปันความสุขทั้งปี” ผ่าน The 1 APP เพื่อสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของเซ็นทรัล ทำ ร่วมสมทบทุนผ่านโปรโมชั่นจากธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือร่วมจัดโปรโมชั่นพิเศษ เปิดโอกาสให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งสตรี โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการซื้อสินค้าและบริการที่ร่วมรายการสมทบทุนเข้าโครงการ Central Group Women Cancer ชวนทำดี ช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี ครั้งที่ 21 ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2569 ดังนี้ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมบริจาค 1% ของยอดขายจากการช้อปตลอดแคมเปญ “Mom Moments” เฉพาะแบรนด์ที่ร่วมรายการ ท็อปส์ ชวนลูกค้าช้อปสินค้าที่ร่วมรายการทุก 200 บาท ร่วมส่งต่อ 10 บาท เพื่อสมทบทุนโครงการ ระหว่างวันนี้ ตุลาคม 2569 เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป ร่วมบริจาค 200 บาทต่อการซื้อ Dyson Corrale รุ่นไร้สาย 1 เครื่อง ณ สาขาที่ร่วมรายการ ระหว่างวันนี้ – 31 ตุลาคม 2569 ไทวัสดุ และบีเอ็นบี โฮม ร่วมสมทบทุน 10 บาท ทุกใบเสร็จที่ซื้อสินค้าจากแผนกห้องน้ำ ห้องครัว และเฟอร์นิเจอร์ ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ระหว่างวันนี้  – 15 ตุลาคม 2569 เพาเวอร์บาย ร่วมบริจาค 10 บาท ทุกการซื้อเครื่องซักอบผ้าทุกช่องทาง ยกเว้นการซื้อเหมาล็อต ระหว่างวันนี้ – 31 ตุลาคม 2569 ซูเปอร์สปอร์ต ร่วมบริจาค 100 บาท เมื่อซื้อสินค้า IENERGETICS, FIREFLY และ MCKINLEY ครบ 1,000 บาทต่อใบเสร็จ ระหว่างวันนี้  – 31 ตุลาคม 2569 ร้านอาหารในเครือเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) ร่วมบริจาคสูงสุด 10 บาท ทุกการสั่งซื้อเมนูที่ร่วมรายการ ระหว่างวันนี้  – 15 ตุลาคม 2569 Good Goods ร่วมสมทบทุน 10 บาท ทุกการซื้อเครื่องดื่ม 1 แก้ว จำกัด 1,000 แก้ว เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ กลุ่มเซ็นทรัลขอเชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งสตรี ผ่านการบริจาคและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการ “Central Group Women Cancer ชวนทำดี ช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี” ครั้งที่ 21 เพื่อร่วมสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และร่วมสร้างโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วยต่อไป --- ## AIS ชูพลัง AI ยกระดับโครงข่ายอัจฉริยะสู่เวทีโลก คว้ารางวัลผู้นำ Autonomous Network Operator จาก FutureNet Asia Awards 2026 ต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน URL: https://positioningmag.com/pr-news/116293 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News AIS คว้ารางวัล “Autonomous Network Operator Leadership Award” จากเวที FutureNet Asia Awards 2026 ตอกย้ำความก้าวหน้าในการพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะ โดยเป็นการคว้ารางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 จากการนำ AI และ Automation มาใช้ยกระดับการบริหารจัดการเครือข่ายอย่างเป็นระบบ พร้อมเดินหน้าสู่ Autonomous Network ระดับ 4/5 เพื่อวางรากฐาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะระดับชาติ (National Intelligent Infrastructure) รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของประเทศไทย หนึ่งในพัฒนาการสำคัญ คือการยกระดับโครงข่ายสู่มาตรฐานใหม่อย่าง 5G-ADVANCED ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการนำ AI ผสานเทคโนโลยีรวมคลื่น 3CC และ 2CC เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่าย รองรับทั้งความเร็ว ความหนาแน่นของการใช้งาน และรูปแบบบริการดิจิทัลแห่งอนาคต โดยปัจจุบันโครงข่าย 5G Uplink 2CC (ผ่านคลื่น 2600 MHz และ 700 MHz) ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 100% ทำให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งแรกของโลกที่มีการครอบคลุมเทคโนโลยีดังกล่าวทั่วพื้นที่ รวมถึงพื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญในการวางรากฐานโครงข่ายให้มีทั้งศักยภาพ ความชาญฉลาด และความพร้อมสำหรับการพัฒนาไปสู่Autonomous Network ในระดับที่สูงขึ้น นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส   กล่าวว่า “หัวใจของการพัฒนาโครงข่ายในวันนี้ คือการก้าวข้ามบทบาทจากระบบที่ทำหน้าที่เพียงเชื่อมต่อไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ ที่พร้อมรองรับเศรษฐกิจและสังคมในยุค AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ AIS จึงนำ AI และ Automation เข้ามาเสริมศักยภาพการบริหารโครงข่ายในหลายมิติ ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาการใช้งานของลูกค้า เพื่อค้นหาสาเหตุและจัดการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การตรวจจับและแก้ไขความผิดปกติของเครือข่ายโดยอัตโนมัติ ไปจนถึงความสามารถในการวิเคราะห์และปรับการทำงานของโครงข่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์และรูปแบบการใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง รางวัลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ AIS เดินหน้ามาอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาโครงข่ายสู่ Autonomous Network ที่มีความชาญฉลาดและอัตโนมัติมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความต่อเนื่องในการให้บริการ และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า พร้อมรองรับการเติบโตของบริการดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ในอนาคต” สำหรับ FutureNet Asia Awards 2026 จัดขึ้นโดย FutureNet World องค์กรผู้จัดงานด้านเทคโนโลยีเครือข่ายและระบบอัตโนมัติระดับนานาชาติ โดยรางวัล “Autonomous Network Operator Leadership Award” มอบให้แก่องค์กรที่มีวิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำ และความก้าวหน้าในการพัฒนาโครงข่ายสู่ Autonomous Network ระดับ 4/5 รวมถึงสามารถนำ AI และ Automation มาประยุกต์ใช้งานจริงในระดับองค์กร การได้รับรางวัลครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความก้าวหน้าของ AIS ในการยกระดับโครงข่ายจากระบบการสื่อสาร สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบและอัตโนมัติมากขึ้น โดยเป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับ Huawei เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายให้พร้อมรองรับความต้องการของลูกค้า เศรษฐกิจดิจิทัล และการเติบโตของ AI ในอนาคต --- ## เอพี ไทยแลนด์ สรุปผลงาน 9 เดือน ยอดขายสุทธิ (Net Presales)36,900 ล้านบาท เดินหน้าตามแผน URL: https://positioningmag.com/pr-news/116292 เผยแพร่: 2026-10-12 นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร (President) บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เอพี ไทยแลนด์ ดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้คำมั่นสัญญา ‘ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้’ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพ ที่เริ่มต้นจากความเข้าใจชีวิตและการใช้ชีวิตจริงของผู้คนอย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม – กันยายน) บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายสุทธิ(Net Presales) รวมได้ที่ 36,900 ล้านบาท คิดเป็น 75% ของเป้าหมายยอดขายสุทธิทั้งปีที่ตั้งไว้ 49,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อคุณภาพและมาตรฐานของโครงการในเครือเอพีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากการเปิดตัวโครงการใหม่” สำหรับภาพรวมยอดขาย 9 เดือนแรก พอร์ตสินค้าเครือเอพีมีการกระจายตัวและเติบโตอย่างสมดุล โดยกลุ่มสินค้าแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม สามารถทำยอดขายสุทธิรวมได้ถึง 30,145 ล้านบาท จากการตอบรับที่ดีของกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ ขณะที่กลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียมสร้างการเติบโตของยอดขายได้อย่างมั่นคง จากการเปิดตัวโครงการใหม่บนทำเลศักยภาพใกล้แนวรถไฟฟ้า อาทิ ASPIRE สาทร–ตากสิน พรีว่า และ GOOD DAY มอร์ บางมด ซึ่งได้รับการตอบรับจากทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงและกลุ่มนักลงทุนระยะยาว โครงการเอพีได้รับการตอบรับอย่างดีในตลาดภูมิภาค พอร์ตโครงการต่างจังหวัดภายใต้แบรนด์ “อภิทาวน์” ภายใต้แนวคิด “บ้านที่สร้างความหมายที่ยิ่งใหญ่ให้ชีวิต” มีการเติบโตอย่างมั่นคงตามแผนงานที่วางไว้ โดยเฉพาะความสำเร็จของโครงการเปิดใหม่ในไตรมาส 3 ได้แก่ โครงการ “อภิทาวน์ จันทบุรี” ติด รพ.พระปกเกล้า ใกล้บิ๊กซี ราคาเริ่ม 2.39–6.39 ล้านบาท* สามารถทำยอดขายช่วงเปิดตัวได้ 656 ล้านบาท และโครงการ “อภิทาวน์ บุรีรัมย์” ทำเลติดถนนใหญ่ ถนนบุรีรัมย์ – นางรอง ตรงข้ามบิ๊กซี ใกล้โรบินสัน ราคาเริ่ม 2.49–6.59 ล้านบาท*โดยสามารถทำยอดขายในช่วงเปิดตัววันที่ 3 – 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ถึง440 ล้านบาท สำหรับไตรมาส 4/2569 บริษัทฯ เดินหน้าเปิดตัว 15 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 14,190 ล้านบาท เพื่อรองรับดีมานด์คุณภาพ ครอบคลุมไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ กลุ่มบ้านเดี่ยว 4 โครงการใหม่ มูลค่า 4,200 ล้านบาท นำทัพโดย THE CITY รามอินทรา – วงแหวน 3 คฤหาสน์หรูโครงการใหม่ Exclusive Zone หน้าสวนและคลับเฮาส์ บนผืนที่ดินใหญ่ 100 ตร.ว.ขึ้นไป ราคาเริ่มต้น 16.99–30 ล้านบาท*, THE CITY พระราม 9 – อ่อนนุช บ้านเดี่ยว New Function & New Design ราคาเริ่ม 13.9 – 25 ล้านบาท*และ CENTRO เพชรเกษม – บางบอน บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่พร้อม COURTYARD ที่ดินใหญ่ 100 ตร.ว. ขึ้นไป ราคาเริ่ม 9.99–15 ล้านบาท* กลุ่มบ้านแฝดและทาวน์โฮม 5 โครงการใหม่ มูลค่า 3,740 ล้านบาท ได้แก่ GRANDE PLENO ปิ่นเกล้า– จรัญ 2 บ้านแฝดฟังก์ชันใหญ่ดีไซน์ล่าสุด ใกล้เซ็นทรัลปิ่นเกล้าและทางด่วน ยูนิตน้อยเป็นส่วนตัว พร้อมส่วนกลางเหนือระดับ 24 ชม.เริ่มต้น 6.99 ล้านบาท* และ PLENO ราชพฤกษ์ – นครอินทร์ ทาวน์โฮมดีไซน์ใหม่ ใจกลางพระราม 5 เชื่อมต่อทางด่วนศรีรัชและรถไฟฟ้า 3 สาย ใกล้ Central Westville ฟังก์ชันครบ คลับเฮาส์ ฟิตเนส 24 ชม. ทำเลเชื่อมต่อนครอินทร์–ราชพฤกษ์ ทาวน์โฮม เริ่มต้น 2.99 ล้านบาท* กลุ่มโครงการต่างจังหวัด 4 โครงการใหม่ มูลค่า 4,250 ล้านบาท ขยายอาณาจักรแบรนด์อภิทาวน์สู่ 4 ทำเลศักยภาพ ได้แก่ อภิทาวน์ บุรีรัมย์ , อภิทาวน์ สุพรรณบุรี 2 , อภิทาวน์ โคราช และ อภิทาวน์ ตรัง เสริมพอร์ตต่างจังหวัดสิ้นปี 2569 สู่ 26 โครงการใน 22 จังหวัด มูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท กลุ่มคอนโดมิเนียม 2 โครงการใหม่ มูลค่า 2,000 ล้านบาท ปักหมุดคอนโดมิเนียมร่วมทุน (JV) ดีไซน์ใหม่ ‘เลี้ยงสัตว์ได้’ (PetAllowed) บนทำเลรถไฟฟ้า ได้แก่ ASPIRE เกษตร –เสนาฯ 600 ม. จาก BTS เสนานิคม ต่อเดียวถึงสยาม เข้าเมืองสะดวก เพียง 5 นาทีถึง ม.เกษตรฯ และ SCB PARK (รัชโยธิน)1 ห้องนอนไซส์ XL พิเศษ 2.29 ล้านบาท* 50 ท่านแรกที่ลงทะเบียน รับเฟอร์นิเจอร์ครบชุด* และ GOOD DAY สุขุมวิท 101 เพียง 5 นาทีถึง BTS ปุณณวิถี และ 6 นาทีถึง True Digital Park1 ห้องนอนแต่งครบ พิเศษ 1.89 ล้านบาท* 50 ท่านแรกที่ลงทะเบียน รับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท* เอพี ไทยแลนด์ ให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงขององค์กรในระยะยาว ซึ่งได้รับการยืนยันความเชื่อมั่นผ่านการจัดอันดับเครดิตองค์กรระดับ ‘A’ แนวโน้ม ‘Stable’ จาก TRIS Rating ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 รวมถึงการได้รับการจัดอันดับใน FORTUNE Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่ง แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เอพีมีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งการส่งมอบโครงการคุณภาพ เพื่อให้ทุกครอบครัวได้มีชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้” นายรัชต์ชยุตม์ กล่าวสรุป  อัปเดตข่าวสารของทุกโครงการใหม่จากเอพี กับ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม บ้านแฝด และคอนโดฯ ตลอดปี 2026 นี้ คลิก https://apthai.ly/APThai26 “ เอพี ไทยแลนด์ –ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้” --- ## เชลล์ชวนชิมเปิดเว็บไซต์โฉมใหม่พลิกตำนาน 65 ปี ยกระดับแพลตฟอร์มค้นหาร้านอร่อยทั่วไทย ต่อยอดความอร่อยสู่ Shell Café URL: https://positioningmag.com/pr-news/116291 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เดินหน้าต่อยอดตำนาน ”เชลล์ชวนชิม” สัญลักษณ์ความอร่อยที่คนไทยไว้ใจมากว่า 65 ปี เปิดตัวเว็บไซต์โฉมใหม่ “ เชลล์ชวนชิม” ผ่าน www.ShellShuanShim.com และ www.เชลล์ชวนชิม.com ) ยกระดับแพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาร้านอาหารที่ได้รับการรับรองจากเชลล์ชวนชิมกว่า 2,300 ร้านทั่วประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมนำความอร่อยที่ผ่านการคัดสรรมาต่อยอดสู่เชลล์ คาเฟ่ (Shell Café) ผ่านเมนูเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการและชุมชนไทยเพื่อเชื่อมโยงความอร่อยจากท้องถิ่นสู่ผู้บริโภคในระหว่างการเดินทาง โครงการเชลล์ชวนชิมเริ่มต้นขึ้นในปีพ.ศ. 2504 จากความร่วมมือระหว่าง บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เพื่อแนะนำร้านอาหารอร่อยทั่วประเทศ โดยยึดหลักการคัดเลือกจาก “ความอร่อยจริง” และไม่มีการรับผลประโยชน์ตอบแทนจากร้านอาหาร เป็นสัญลักษณ์แห่งความน่าเชื่อถือด้านอาหารที่อยู่คู่คนไทย จากคอลัมน์แนะนำร้านอาหารพัฒนาสู่สัญลักษณ์ชามลายครามที่คนไทยคุ้นเคย และสืบทอดบทบาทนักชิมโดย ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน จวบจนถึงวันนี้เชลล์ชวนชิมยังคงรักษาหัวใจสำคัญของการคัดสรรความอร่อย ขณะเดียวกันก็พัฒนาให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ผ่านเว็บไซต์โฉมใหม่ที่ช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาร้านอาหารที่ได้รับการรับรองได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทำความรู้จักเรื่องราวของร้านอาหารและผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันยังสามารถสัมผัสความอร่อยที่คัดสรรจากเชลล์ชวนชิมได้อีกทางผ่านเมนูและผลิตภัณฑ์ที่ร่วมจำหน่ายใน Shell Café นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ ประธานกรรมการบริหารบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ในวาระที่เชลล์ก้าวสู่ปีที่ 135 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เราภูมิใจที่เชลล์ชวนชิมยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความอร่อยที่เชื่อถือได้ อยู่คู่คนไทยมากว่า 65 ปี การเปิดตัวเว็บไซต์โฉมใหม่ในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการนำมรดกอันทรงคุณค่านี้มาต่อยอดสู่ประสบการณ์ดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น นอกจากการช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาร้านอาหารคุณภาพจากทั่วประเทศได้สะดวกขึ้นแล้ว เรายังต่อยอดความอร่อยที่ผ่านการคัดสรรแล้วจากเชลล์ชวนชิมมาสู่ Shell Café ผ่านเมนูและผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการและชุมชนไทย เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมเชื่อมโยงความอร่อยจากท้องถิ่นสู่ผู้บริโภคให้รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งสะท้อนแนวทางการสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้บริโภค คู่ค้า ชุมชน และสังคมไทย ตามพันธกิจ Powering Progress ของเชลล์” เว็บไซต์โฉมใหม่ของเชลล์ชวนชิมได้รับการออกแบบให้ผู้บริโภคสามารถ ค้นหาและค้นพบร้านอาหารที่ได้รับการรับรองจากเชลล์ชวนชิมกว่า 2,300 ร้านทั่วประเทศ พร้อมทำความรู้จักเรื่องราวของร้านอาหารและผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถวางแผนการเดินทางและค้นพบร้านอร่อยในพื้นที่ต่าง ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้นนอกจากนี้ ผู้บริโภคยังสามารถติดตามคอนเทนต์และเรื่องราวความอร่อยใหม่ ๆ จากร้านอาหารและผู้ประกอบการท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเชลล์ชวนชิม ได้แก่ TikTok, Facebook, YouTube และ Instagram ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการนำเสนอเรื่องราวอาหารและผู้ประกอบการให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ กล่าวว่า “ ตลอดเวลากว่า 65 ปีที่ผ่านมา เชลล์ชวนชิมยึดมั่นในหลักการคัดสรรร้านอาหารจากคุณภาพและรสชาติที่แท้จริง เพื่อแนะนำร้านอร่อยจากทั่วประเทศให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง หลายร้านไม่ได้มีเพียงอาหารที่โดดเด่น แต่ยังสะท้อนเรื่องราว วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของผู้คนในแต่ละท้องถิ่นอีกด้วยเว็บไซต์โฉมใหม่นี้จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงร้านอาหารที่ได้รับการรับรองจากเชลล์ชวนชิมได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ค้นพบร้านเล็ก ๆ และเมนูพื้นถิ่นที่อาจยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผมเชื่อว่าการช่วยให้ผู้คนมองเห็นคุณค่าของอาหารท้องถิ่นมากขึ้น ไม่เพียงช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นการร่วมกันรักษาและส่งต่อมรดกอาหารไทยให้คงอยู่กับคนไทยและประเทศไทยต่อไป” จากร้านอร่อยทั่วไทย สู่ความอร่อยที่สัมผัสได้ใน Shell Café เชลล์ยังต่อยอดความอร่อยสู่ Shell Café ผ่านเมนูและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากเชลล์ชวนชิมรวม 7 รายการ อาทิ หมูปิ้งและไก่ปิ้งสูตรเชลล์ชวนชิม เมนูไข่ออมเล็ตและข้าวต้มมัดจากเศรษฐชล รวมถึงกล้วยตากและกล้วยม้วนแม่โสม สินค้า OTOP จากชุมชนไทย เพื่อมอบทางเลือกอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพแก่ลูกค้าระหว่างการเดินทาง และเชื่อมผู้ประกอบการท้องถิ่นกับผู้บริโภคในวงกว้าง ร่วมค้นพบร้านอร่อยที่เชลล์ชวนชิมคัดสรรกว่า 2,300 ร้านทั่วประเทศ พร้อมเรื่องราวความอร่อยจากทั่วไทย และเมนูที่ได้รับการรับรองจากเชลล์ชวนชิมใน Shell Café ได้ที่ www.ShellShuanShim.com หรือ www.เชลล์ชวนชิม.com --- ## Coway ประเดิมตลาดเครื่องลดความชื้นในไทย ส่ง “COZY FIT” รับช่วงฝนตกต่อเนื่อง URL: https://positioningmag.com/pr-news/116290 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News โคเวย์ (Coway) แบรนด์เครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศอันดับหนึ่งจากประเทศเกาหลีใต้ ยกระดับพอร์ตโฟลิโอด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ก้าวเข้าสู่ตลาดเครื่องลดความชื้นเป็นครั้งแรก เปิดตัว COZY FIT ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เคลียร์ความชื้น คืนความสบาย” รับช่วงฝนตกต่อเนื่องและความชื้นสูง ชูประสิทธิภาพ ลดความชื้นสูงสุด 39 ลิตรต่อวัน 1 ครอบคลุมพื้นที่สูงสุด 50 ตารางเมตร พร้อม 4 โหมดการทำงาน รองรับตั้งแต่การดูแลความชื้นในบ้านไปจนถึงการช่วยให้เสื้อผ้าที่ตากในร่มแห้งได้ง่ายขึ้น พร้อมโปรโมชันเปิดตัวในราคาสุดคุ้ม เดือนที่ 1 เพียง 99 บาท เดือนที่ 2-7 เพียง 199 บาท และหลังจากนั้น 590 บาทต่อเดือนตลอดระยะสัญญา 2 เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงอีกหนึ่งตัวช่วยรับมือความชื้นในชีวิตประจำวันได้ง่ายยิ่งขึ้น 2 เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ยงจุน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ ช่วงนี้ประเทศไทยมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัญหาความชื้นภายในบ้านกลายเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคสัมผัสได้ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอากาศภายในบ้านที่ชื้น เสื้อผ้าที่แห้งช้า หรือปัญหากลิ่นอับ การเปิดตัว COZY FIT ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเราในประเทศไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่เรานำเครื่องลดความชื้นเข้ามาทำตลาด ต่อยอดจากเครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศที่ผู้บริโภคคุ้นเคย สู่การขยายการดูแลสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ปัญหาและการใช้ชีวิตจริงของผู้บริโภค” 4 โหมดการทำงาน รับมือความชื้นได้ทุกสถานการณ์ COZY FIT มาพร้อม 4 โหมดการทำงาน ที่เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์ ตั้งแต่การดูแลความชื้นภายในบ้านในแต่ละวัน ช่วงเวลาพักผ่อน ไปจนถึงวันที่ต้องตากผ้าในร่ม พร้อมตั้งค่าระดับความชื้นได้ตั้งแต่ 30–70% โหมดอัตโนมัติ: เหมาะสำหรับเปิดใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเครื่องจะตรวจจับระดับความชื้นภายในห้องและปรับการทำงานให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ช่วยดูแลความชื้นภายในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องปรับการทำงานด้วยตัวเอง โหมดเงียบ: ลดระดับเสียงการทำงานเหลือเพียง 35 เดซิเบล เงียบกว่าบรรยากาศภายในห้องสมุด ช่วยจัดการความชื้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่รบกวนช่วงเวลาพักผ่อน เหมาะสำหรับห้องนอนหรือการใช้งานในเวลากลางคืน โหมดเร่งลดความชื้น: เหมาะสำหรับช่วงที่ความชื้นภายในห้องสูงกว่าปกติ เช่น หลังฝนตกต่อเนื่อง หรือห้องที่ปิดไว้นาน โดยเครื่องจะเร่งการทำงานเพื่อช่วยดึงความชื้นออกจากอากาศได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ก่อนกลับมาใช้งานในโหมดปกติตามต้องการ โหมดช่วยให้ผ้าแห้ง: ตัวช่วยสำหรับวันที่ฝนไม่เป็นใจ ด้วยการกระจายลมไปยังเสื้อผ้าที่ตากภายในบ้าน ควบคู่กับการลดความชื้นในอากาศ ช่วยให้ผ้าแห้งได้ง่ายขึ้นและลดโอกาสเกิดกลิ่นอับจากการตากผ้าในพื้นที่ปิด ลดความชื้นได้ทั้งห้อง พร้อมดูแลจุดอับชื้นเฉพาะจุด นอกจาก 4 โหมดการทำงาน COZY FIT ยังมาพร้อมกับ ระบบ Dual Inverter Compressor ช่วยประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สามารถลดความชื้นได้สูงสุด 39 ลิตรต่อวัน 1 ครอบคลุมพื้นที่สูงสุด 50 ตารางเมตร พร้อมยกระดับการดูแลความสะอาดภายในเครื่องด้วย ระบบ UV-C ช่วยฆ่าเชื้อในตัวเครื่อง ลดการสะสมเชื้อและกลิ่นอับภายใน รวมถึง ระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ (Auto Defrost) และ ระบบเป่าแห้งภายในตัวเครื่อง (Internal Drying) ช่วยลดความชื้นตกค้างและดูแลความสะอาดในส่วนที่เข้าถึงได้ยาก ด้านการออกแบบ COZY FIT มาใน ดีไซน์เรียบง่ายและขนาดกะทัดรัด จัดวางเข้ากับพื้นที่ต่าง ๆ ภายในบ้านได้ง่าย พร้อมล้อเลื่อน 360 องศาและมือจับแบบซ่อนในตัว ช่วยให้เคลื่อนย้ายไปใช้งานได้สะดวก ตั้งแต่ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ไปจนถึงบริเวณตากเสื้อผ้า นอกจากนี้ ยังมาพร้อมถังเก็บน้ำจุใจ 6.1 ลิตร รองรับการลดความชื้นต่อเนื่อง พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อถังเก็บน้ำเต็ม สามารถตั้งเวลาการทำงานได้ 1-8 ชั่วโมง สำหรับจุดที่ต้องการจัดการความชื้นโดยเฉพาะ ยังสามารถใช้งานร่วมกับ SPOT DRY KIT ชุดท่อเป่าแห้งสำหรับรองเท้าหรือภายในตู้เสื้อผ้า 3 ช่วยจัดการความชื้นในพื้นที่ขนาดเล็กและจุดที่เครื่องหลักเข้าไม่ถึง COZY FIT มาพร้อมบริการดูแลหลังการขาย ทั้งการทำความสะอาดเครื่องทุก 6 เดือน และการเปลี่ยนอะไหล่ตามเงื่อนไขของแพ็กเกจ เพื่อดูแลผลิตภัณฑ์ให้พร้อมใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอดระยะสัญญา ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่จุดขายและตัวแทนจำหน่าย Coway ทั่วประเทศ หรือโทร 1421 พร้อมติดตามข่าวสารและกิจกรรมล่าสุดจาก Coway ได้ที่เว็บไซต์ www.coway.co.th และเฟซบุ๊ก CowayThailandOfficial  1 ความสามารถในการลดความชื้น 39 ลิตร/วัน ทดสอบที่อุณหภูมิ 30°C และความชื้นสัมพัทธ์ 80% RH ตามมาตรฐาน GB/T 19411-2023 3 SPOT DRY KIT เป็นของสมนาคุณฟรีจากบริษัท ไม่สามารถเปลี่ยนหรือรับประกันสินค้าได้ --- ## FRED PERRY ชวนฉลองคอนเซปต์สโตร์ใหม่ ณ ชั้น 1 ไอคอนสยาม พร้อมแคมเปญพิเศษร่วมกับ TUKTUK RADIO ผสาน British Subculture สู่ Bangkok Nights URL: https://positioningmag.com/pr-news/116289 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News FRED PERRY (เฟร็ด เพอร์รี่) แบรนด์แฟชั่นระดับตำนานสัญชาติอังกฤษ ที่โดดเด่นด้วยสไตล์อันมีเอกลักษณ์และความคลาสสิกที่ร่วมสมัย โดยมี ยัสปาล กรุ๊ป เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายในประเทศไทย ชวนเหล่าศิลปินและสาวกชาว FRED PERRY ร่วมเฉลิมฉลองคอนเซปต์สโตร์โฉมใหม่ ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ที่ปรับย้ายตำแหน่งร้านเพื่อสร้างมิติใหม่ให้กับประสบการณ์การช้อปปิ้งของทุกคน พร้อมคอลเลกชั่นล่าสุด FRED PERRY DNA ที่ถ่ายทอดความคลาสสิก ชัดเจน และทรงพลังเหนือกาลเวลา พร้อมนับถอยหลังครบรอบ 75 ปีในปีหน้านี้ เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวสโตร์แห่งใหม่ในครั้งนี้ FRED PERRY ยังคงสานต่อ DNA ของแบรนด์ที่เชื่อมโยงระหว่างแฟชั่น ดนตรี และ Subculture อย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับ TUKTUK RADIO นำเสนอแคมเปญสุดพิเศษที่พาทุกคนออกเดินทางผ่านค่ำคืนของกรุงเทพฯ ด้วยเสียงดนตรีแนว Drum and Bass (DnB) หนึ่งในวัฒนธรรมดนตรีที่มีรากฐานจากประเทศอังกฤษ ก่อนนำมาผสานเข้ากับเสน่ห์และพลังของกรุงเทพมหานคร ผ่าน “รถตุ๊กตุ๊ก” สัญลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองไทย พร้อมเติมเต็มความตื่นเต้นด้วยแคมเปญล่องเรือหางยาวมุ่งหน้าสู่ไอคอนสยาม สัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศและการตกแต่งภายในคอนเซปต์สโตร์โฉมใหม่ ออกแบบให้สะท้อนความเท่สไตล์มินิมัลร่วมสมัย ถ่ายทอดความคลาสสิกที่ยังคงชัดเจน ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยพลังและทัศนคติของ FRED PERRY ผ่านโทนสีและวัสดุที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดดเด่นด้วย Laurel Wreath Wall สัญลักษณ์ช่อมะกอกอันเป็นเอกลักษณ์และเกียรติยศของ FRED PERRY สัมผัสและค้นพบตัวตนผ่าน คอลเลกชั่นล่าสุด FRED PERRY DNA ได้แล้ววันนี้ที่ ร้าน FRED PERRY ชั้น 1 ไอคอนสยาม อัปเดตข่าวสารและเทรนด์แฟชั่นล่าสุดของ “FRED PERRY” เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: @fredperrythailand LINE Official Account: @fredperrythailand --- ## จากธุรกิจสลากครอบครัวสู่เวลเนส เคทีซีถอดบทเรียนผู้ประกอบการวัย 62 เปลี่ยนอาคารเดิมเป็นธุรกิจใหม่ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116288 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News เมื่อ “แพชชั่น” มาพบกับประสบการณ์และสินทรัพย์ที่มีอยู่ อายุอาจไม่ใช่ข้อจำกัดของการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชวนมองกรณีศึกษาของ Ukiyo Massage & Spa พันธมิตรร้านค้าบนถนนตะนาว ย่านพระนคร ที่เกิดจากการตัดสินใจของ สรัญญา ถวิลวิทู ผู้ประกอบการวัย 62 ปี ผันเส้นทางจากธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลของครอบครัว มาสู่ธุรกิจสปาและเวลเนส ด้วยการนำความชอบส่วนตัว ประสบการณ์ และอาคารเดิมของครอบครัวมาต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ท่ามกลางการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการมองเห็นเทรนด์แล้วเข้าสู่ตลาดทันที แต่เริ่มจากการที่สรัญญาเป็นคนชอบนวด ก่อนค่อยๆ ศึกษาและเรียนรู้เรื่องสปาและเวลเนสอย่างจริงจัง จนมองเห็นว่าความชอบสามารถพัฒนาเป็นธุรกิจได้ ประกอบกับครอบครัวมีอาคารบนถนนตะนาวในย่านพระนคร จึงตัดสินใจลงทุนปรับพื้นที่เดิมให้เกิดมูลค่าใหม่ จากสถานที่ที่เคยรองรับธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล สู่บริการที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ การพักผ่อน และการท่องเที่ยว การออกแบบกลายเป็นหนึ่งในหัวใจของโมเดลธุรกิจ โดยมี นราทิป ผลบุณยรักษ์ คู่ชีวิตของสรัญญา ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการออกแบบ ร่วมกับทีมสถาปนิกดูแลตั้งแต่การจัดพื้นที่ไปจนถึงการเลือกวัสดุ หนึ่งในองค์ประกอบเด่นคือการคัดสรรไม้ไผ่จากภาคเหนือมาใช้ในงานออกแบบ เพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบ อบอุ่น และร่วมสมัย เมื่อก้าวจากความคึกคักของถนนตะนาวเข้าสู่ Ukiyo จึงให้ความรู้สึกราวกับได้วางความวุ่นวายไว้ด้านนอก แล้วเข้าสู่พื้นที่ของการพักผ่อน ความแตกต่างของ Ukiyo จึงไม่ได้อยู่ที่การตกแต่งเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมตั้งแต่สถานที่ อุปกรณ์ที่ใช้ในสปา นักบำบัด (Therapist) ที่ผ่านการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการบริการและอัธยาศัยไมตรีของทีมงาน ภายใต้แนวคิด “Luxury Within Reach” หรือประสบการณ์ระดับลักชัวรี่ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยตีความความลักชัวรี่ผ่านคุณภาพและความใส่ใจในรายละเอียด มากกว่าความหรูหราหรือราคาเพียงอย่างเดียว ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับความสนใจด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ในปี 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ใช้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ในการผลักดันตลาด Health & Wellness และคาดการณ์ว่าการเจรจาธุรกิจภายในงาน Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2026 จะสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 929.62 ล้านบาท สะท้อนโอกาสของบริการสุขภาพและเวลเนสไทยในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังเปิดให้บริการประมาณ 7 เดือน Ukiyo ระบุว่า ลูกค้าราว 95% เป็นชาวต่างชาติ และได้รับคะแนนรีวิวระดับ 5 ดาวบน Google จากผู้ใช้บริการประมาณ 700 รีวิว ความสำเร็จในช่วงเริ่มต้นทำให้โจทย์ต่อไปเปลี่ยนจากการดึงลูกค้าเข้าร้าน ไปสู่การรักษามาตรฐานให้ได้ทุกครั้งที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ทั้งคุณภาพของ Therapist ความสะอาด บรรยากาศ และการบริการ เพราะสำหรับธุรกิจบริการในยุคที่ผู้บริโภคค้นหา เปรียบเทียบ และตัดสินใจจากประสบการณ์ของผู้ใช้จริงได้ทันที “รีวิว” กลายเป็นสินทรัพย์ของแบรนด์ที่สร้างด้วยโฆษณาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จากกรณีของ Ukiyo เคทีซีมองเห็น 3 บทเรียนที่ผู้ประกอบการรายอื่นนำไปปรับใช้ได้ ได้แก่ การเริ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่แทนการเริ่มใหม่ทั้งหมด การเปลี่ยนความชอบหรือความเชี่ยวชาญให้เป็นจุดต่างที่ลูกค้ายอมจ่าย และการออกแบบประสบการณ์ให้ครบทั้งเส้นทาง ไม่ใช่เฉพาะตัวสินค้าและบริการ สำหรับธุรกิจที่รองรับลูกค้าต่างชาติ เรื่องการชำระเงินที่สะดวกและปลอดภัยก็เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดของประสบการณ์ ซึ่งช่วยลดรอยต่อระหว่างการเลือกใช้บริการจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการใช้จ่าย อีกบทเรียนสำคัญคือ ธุรกิจหนึ่งแห่งสามารถเติบโตไปพร้อมกับพื้นที่รอบตัวได้ เป้าหมายของสรัญญาไม่ได้หยุดอยู่ที่ Ukiyo แต่ยังมองถึงการต่อยอดพื้นที่บนถนนตะนาวไปสู่ธุรกิจที่เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ที่พักหรือโฮสเทล และบริการสำหรับนักเดินทาง เพื่อให้แต่ละธุรกิจช่วยส่งต่อผู้คนถึงกัน และมีส่วนสร้างความคึกคักให้กับย่านอีกครั้ง จากธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาลของครอบครัว สู่ธุรกิจเวลเนสในวัย 62 เรื่องของสรัญญาจึงสะท้อนว่า โอกาสทางธุรกิจใหม่บางครั้งไม่ได้เริ่มจากการมองหาสิ่งที่ยังไม่มี แต่เริ่มจากการกลับมามองสิ่งที่มีอยู่ด้วยสายตาใหม่ ทั้งประสบการณ์ ความชอบ สินทรัพย์ คนรอบตัว และศักยภาพของพื้นที่ เมื่อเชื่อมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ ธุรกิจใหม่ก็สามารถเกิดขึ้นจากต้นทุนเดิม และเติบโตไปพร้อมกับย่านที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งได้ --- ## Private Aviation (การบินส่วนบุคคล) โตต่อเนื่อง ผลสำรวจพบระดับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นเป็น 86.4% ในไตรมาส 2/2569 URL: https://positioningmag.com/pr-news/116287 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: PR News MJets เปิดเบื้องหลังความสำเร็จด้วย “People of MJets” Mjets ผู้ให้บริการการบินส่วนบุคคลชั้นนำของเอเชียและรายแรกในประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ “People of MJets” ถ่ายทอดเรื่องราวของทีมผู้เชี่ยวชาญเบื้องหลังการเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนบุคคล ตั้งแต่การวางแผนและให้บริการเที่ยวบิน การดูแลความพร้อมของอากาศยาน ไปจนถึงการรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละการเดินทาง สะท้อนบทบาทของ “คน” ในฐานะหัวใจสำคัญที่ทำให้ทุกเที่ยวบินดำเนินไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ผู้โดยสาร การเติบโตของ Private Aviation กับความสำคัญของ “คน” เบื้องหลัง รายงาน Asian Sky Quarterly Q2 2026 สะท้อนสัญญาณเชิงบวกของอุตสาหกรรมการบินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยระดับความเชื่อมั่นของผู้ตอบแบบสำรวจเพิ่มขึ้นจาก 70.2% ในไตรมาสแรก เป็น 86.4% ในไตรมาส 2 ขณะที่สัดส่วนผู้ที่มีแผนซื้ออากาศยานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 แตะระดับ 78.4% ข้อมูลเที่ยวบินสะสมย้อนหลัง 12 เดือน ณ ไตรมาส 2 ปี 2026 ยังพบว่า กรุงเทพฯ มีเที่ยวบินเครื่องบินธุรกิจขาออก 2,952 เที่ยว สูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ และอันดับ 6 ของเอเชีย ขณะที่ภูเก็ตมีเที่ยวบินขาออก 743 เที่ยว และยังคงอยู่ในอันดับ 7 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่รองรับทั้งการเดินทางเพื่อธุรกิจและการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม เมื่อความต้องการใน Private Aviation เพิ่มขึ้น ความพร้อมของผู้ให้บริการจึงไม่ได้วัดจากจำนวนเครื่องบินหรือความหรูหราของห้องโดยสารเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความสามารถของทีมงานในการบริหารจัดการรายละเอียด ความซับซ้อน และสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ในแต่ละเที่ยวบิน นายจิรัฏฐ์ เสรีเชษฐพงษ์ General Manager MJets Maintenance หนึ่งในทีมงาน กล่าวว่า “การเดินทางที่ทุกอย่างดูราบรื่นและเป็นไปตามแผนนั้น เบื้องหลังความราบรื่นมีรายละเอียดที่ต้องคิดและเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ก่อนเครื่องออกไปจนถึงปลายทาง หน้าที่ของผมคือการดูแลเครื่องบินให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับทุกภารกิจ เพราะในแต่ละภารกิจอาจมีสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ความตั้งใจของพวกเราคือทำให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลกับสิ่งเหล่านั้น และสามารถเดินทางได้อย่างมั่นใจและสบายใจที่สุด” เมื่อคำว่า “Personalised” หมายถึงการแก้โจทย์ที่ไม่มีสูตรสำเร็จ หนึ่งในความแตกต่างสำคัญของ Private Aviation คือ แทบไม่มีเที่ยวบินใดเหมือนกันทั้งหมด ผู้โดยสารแต่ละรายมีตารางเวลา จุดหมายปลายทาง และความต้องการที่แตกต่างกัน ขณะที่เงื่อนไขในการปฏิบัติการบินสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทำให้การให้บริการแบบ Personalised ไม่ได้หมายถึงเพียงการจดจำความต้องการของผู้โดยสาร แต่รวมถึงความสามารถในการหาทางออกให้กับโจทย์ที่ไม่มีสูตรสำเร็จ ด้าน นางสาวเบญจมาศ อัตตะสาระ Head of Charter Sales ทีม Charter ของ MJets กล่าวว่า “งานของเราแทบไม่มีวันไหนหรือเที่ยวบินไหนที่เหมือนกัน เพราะความต้องการของลูกค้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บางครั้งเราได้รับคำขอเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเดินทางรวมไปถึงต้องยืดหยุ่นและพร้อมต่อความต้องการพิเศษต่างๆ อยู่เสมอ สิ่งสำคัญคือเราต้องคิดให้เร็ว ประสานงานกับทุกฝ่าย และหาทางออกที่ดีที่สุดภายใต้เวลาที่มี เพื่อให้ความซับซ้อนทั้งหมดจบอยู่ที่หลังบ้าน และสิ่งที่ผู้โดยสารได้รับยังคงเป็นการเดินทางที่ราบรื่นและไร้กังวล” ส่วนทีม Trip Support และ Operations ต้องติดตามปัจจัยตั้งแต่สภาพอากาศ การปิดน่านฟ้า ข้อกำหนดของสนามบิน ไปจนถึงเอกสารและสิทธิการบินในแต่ละประเทศ เพื่อวางแผนและหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ขณะที่ทีม Technical และ CAMO ทำหน้าที่อยู่เบื้องหลังความพร้อมของอากาศยาน ตั้งแต่การติดตามสถานะทางเทคนิค ประวัติการซ่อมบำรุง ไปจนถึงข้อกำหนดด้านความสมควรเดินอากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รายละเอียดต่าง ๆ ได้รับการตรวจสอบและจัดการอย่างเหมาะสมก่อนการเดินทาง สำหรับ MJets ประสบการณ์ระดับพรีเมียมจึงไม่ได้หมายถึงเพียงสิ่งที่ผู้โดยสารมองเห็นหรือสัมผัสได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึง รายละเอียดมากมายที่ทีมงานได้เตรียมการไว้อย่างถี่ถ้วนแล้ว  People of MJets: เบื้องหลังคำว่า “A hundred details, A seamless operation” ในปี 2026 MJets ยังเดินหน้าขยายบทบาทในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเติบโตดังกล่าว MJets ยังคงวาง “คน” ไว้เป็นหัวใจสำคัญของการให้บริการ เพราะไม่ว่าเทคโนโลยี อากาศยาน หรือโครงสร้างพื้นฐานจะพัฒนาไปไกลเพียงใด สิ่งที่ทำให้ทุกองค์ประกอบสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ยังคงเป็นประสบการณ์ การตัดสินใจ และการประสานงานของผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง แคมเปญ People of MJets ถ่ายทอดเรื่องราวของบุคลากรจากหลากหลายสายงาน ผ่านเหตุการณ์และโจทย์ที่เกิดขึ้นจริงในโลกของ Private Aviation เพื่อเปิดให้เห็นอีกด้านหนึ่งของอุตสาหกรรมที่ผู้โดยสารอาจไม่เคยได้สัมผัส นั่นคือ โลกที่ความราบรื่นของทุกเที่ยวบิน เริ่มต้นจากผู้คนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังนั่นเอง ติดตามเรื่องราวจากแคมเปญ People of MJets ได้ที่ https://www.instagram.com/flymjets/ --- ## แรดแวร์ (Radware) รุกตลาด Cybersecurity ไทย เปิดศูนย์ Cloud Security แห่งใหม่ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116286 เผยแพร่: 2026-10-12 ผู้เขียน: Admin แรดแวร์ (Radware) (NASDAQ: RDWR) ผู้ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เดินหน้าขยายธุรกิจในประเทศไทย เปิดศูนย์บริการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ (Cloud Security Service Center) แห่งใหม่ กับเครือข่ายความมั่นคงปลอดภัยบนคลาวด์ระดับโลกของแรดแวร์ เพื่อยกระดับการปกป้องแอปพลิเคชันและ API ตลอดจนการรับมือภัยคุกคามที่ใช้ AI สำหรับองค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐ โดยการลงทุนในครั้งนี้มุ่งรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลตามทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และช่วยให้องค์กรรองรับการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ควบคู่กับการเสริมขีดความสามารถในการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ที่ทวีความซับซ้อนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นายยานีฟ ฮอฟฟ์แมน (Yaniv Hoffman) รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของ Radware เปิดเผยว่า การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ขยายเครือข่าย Cloud Security ระดับโลกของบริษัท โดยมุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้าในประเทศไทย ลดความหน่วงในการรับส่งข้อมูล (Latency) และสนับสนุน การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านข้อมูลและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร ไทยในระยะยาว การขยายธุรกิจดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการเติบโตของ Radware ในกลุ่มลูกค้าภาครัฐและองค์กรธุรกิจในประเทศไทย สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดไทยต่อกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ท่ามกลางความต้องการ บริการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยกำลังพึ่งพาแอปพลิเคชันและบริการบนคลาวด์เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยี AI มาใช้อย่างรวดเร็วได้สร้างทั้งโอกาสใหม่ ๆ และความ ท้าทายด้านความปลอดภัยรูปแบบใหม่ เราเล็งเห็นว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญและมีศักยภาพในการเติบโต การลงทุนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความ เชื่อมั่นของเราต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจดิจิทัลและการขับเคลื่อนด้วย AI ของประเทศไทย การขยายเครือข่าย Cloud Security ภายในประเทศจะช่วยให้เราสามารถนำบริการปกป้องระบบเข้าใกล้ลูกค้าได้ มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเสริมความสามารถของแอปพลิเคชันในการรับมือและฟื้นตัวจากภัยคุกคาม พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพ ในการสนับสนุนพันธมิตร ตลอดจนลูกค้าภาครัฐและองค์กรธุรกิจที่เราให้บริการทั่วประเทศไทย” นายยานีฟกล่าว รับความต้องการ Cybersecurity ไทย ท่ามกลางภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้น การขยายธุรกิจของ Radware ในประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงที่องค์กรต่าง ๆ กำลังเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะระบบคลาวด์ แอปพลิเคชัน และ API ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมต่อข้อมูลและการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีการยกระดับมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับระบบคลาวด์ โดยข้อมูลที่บริษัท ระบุในต้นฉบับข่าวระบุว่า มาตรฐาน Cloud Cybersecurity Standard ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความ มั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) มีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน 2569 โดยกำหนดหลักเกณฑ์ด้านความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์สำหรับสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่ใช้งานโดยหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทาง สารสนเทศ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้องค์กรต้องให้ ความสำคัญกับการลงทุนด้าน Cybersecurity มากขึ้น รายงาน H1 2026 Global Threat Analysis Report ของ Radware ซึ่งจัดทำจากข้อมูลภายในและระเบียบวิธีการวิเคราะห์ ของบริษัท ระบุว่า ในปี 2568 กิจกรรมการโจมตีแบบ Web DDoS ที่มุ่งเป้าไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นถึง 485% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยภูมิภาคดังกล่าวมีสัดส่วนการโจมตี Web DDoS คิดเป็น 24% ของกิจกรรมการโจมตีทั่วโลก สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วนการโจมตี Web DDoS คิดเป็น 18.5% ของกิจกรรมการโจมตี ทั่วโลก ขณะเดียวกัน จำนวนธุรกรรมที่เป็นอันตรายต่อเว็บแอปพลิเคชันและ API เพิ่มขึ้น 104% เมื่อเทียบกับระดับของปี 2568 และมีจำนวนมากกว่า 14,000 ธุรกรรมที่เป็นอันตรายต่อแอปพลิเคชันต่อวัน ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายในการปกป้องระบบดิจิทัลขององค์กร โดยเฉพาะแอปพลิเคชันและ API ซึ่งมีบทบาท เพิ่มขึ้นในการเชื่อมโยงระบบธุรกิจ การให้บริการออนไลน์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ขยายเครือข่าย Cloud Security กว่า 65 แห่งทั่วโลก เสริมศักยภาพการให้บริการในประเทศไทย นายยานีฟเปิดเผยว่า ศูนย์บริการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์แห่งใหม่ในประเทศไทยจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย Cloud Security ระดับโลกของ Radware ซึ่งประกอบด้วยศูนย์บริการมากกว่า 65 แห่งทั่วโลก โดยบริษัทเป็นเจ้าของและบริหาร จัดการศูนย์บริการ รวมถึงอุปกรณ์ที่ติดตั้งภายในศูนย์ด้วยตนเอง ทำให้สามารถกำกับดูแลขีดความสามารถ คุณภาพ และ ประสิทธิภาพการให้บริการได้โดยตรง เครือข่ายดังกล่าวได้รับการออกแบบให้สามารถรับมือและบรรเทาการโจมตีทางไซเบอร์ ณ จุดที่อยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดการ โจมตีมากที่สุด เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อระบบและเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อภัยคุกคาม สำหรับศูนย์บริการแห่งใหม่ในประเทศไทย มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองของแอปพลิเคชันสำหรับการ รับส่งข้อมูลภายในภูมิภาค ลดระยะเวลาในการตอบสนองและบรรเทาการโจมตี พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนด เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศหรือพื้นที่ที่กำหนด (Data Residency) การขยายเครือข่ายครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการให้บริการของ Radware เพื่อรองรับ ความต้องการขององค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐที่กำลังขยายการใช้งานระบบคลาวด์และ AI ชูเทคโนโลยี AI ยกระดับการปกป้องแอปพลิเคชันและ API แบบเรียลไทม์ ในด้านเทคโนโลยี Radware นำระบบรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผสานกับเทคโนโลยีวิเคราะห์พฤติกรรม (Behavior-based Technologies) มาใช้ในการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์โดยอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องแอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขององค์กร เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการออกแบบให้รองรับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อน ครอบคลุมการโจมตีเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน การโจมตีแบบ Distributed Denial of Service (DDoS) การใช้ API ในทางที่ผิด ตลอดจนการโจมตีจากบอตอันตราย ปัจจุบัน Radware มีผลิตภัณฑ์และบริการด้าน Cloud Security ครอบคลุม Cloud DDoS Protection, Cloud Application Protection, API Security, Bot Manager และโซลูชันรักษาความปลอดภัยด้าน AI เพื่อรองรับความต้องการ ขององค์กรที่มีการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการรักษาความปลอดภัย API แบบครบวงจร ตั้งแต่การค้นหาและระบุ API (Discovery) การบริหาร จัดการสถานะความปลอดภัย (Posture Management) การทดสอบ (Testing) ไปจนถึงการปกป้องขณะระบบทำงาน (Runtime Protection) พร้อมเทคโนโลยีปกป้องขั้นสูงสำหรับ AI Agents และโมเดล AI การเปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ในประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยของ Radware เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการลูกค้าและพันธมิตรในประเทศไทย รองรับความต้องการด้าน Cybersecurity ที่เปลี่ยนแปลง อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนองค์กรในการนำเทคโนโลยีคลาวด์และ AI มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ --- ## ดาต้าเซ็นเตอร์-นิคมฯ มาแรง ดันธุรกิจระบบน้ำโต SN Group ตั้งเป้าปี 69 กวาดรายได้ 4,000 ล้านบาท URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116285 เผยแพร่: 2026-10-11 ผู้เขียน: my_bb ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทย กลายเป็นหมุดหมายการลงทุนของทุนต่างชาติ สะท้อนจากการเติบโตของ 2 เซกเมนต์ ได้แก่ 1.นิคมอุตสาหกรรม ช่วงครึ่งแรกปี 2569 มียอดซื้อขายที่ดินอุตสาหกรรม (Land Take-up) จำนวน 5,503 ไร่ เพิ่มขึ้น 17.5% YoY ส่งผลให้ซัพพลายที่ดินอุตสาหกรรม (SILP) มีพื้นที่รวมสะสม 191,292 ไร่ เติบโต 3.1% YoY โดยกว่า 64.6% ของพื้นที่ทั้งหมดขยายตัวอยู่ในโซน EEC (อ้างอิงข้อมูล ไนท์แฟรงค์) 2.นิคมอุตสาหกรรม ในช่วงปี 2567-2569 มีแผนลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จำนวน 57 โครงการ มูลค่ารวม 1.7 ล้านล้านบาท และได้รับการอนุมัติแล้ว 25 โครงการ มูลค่า 3.6 แสนล้านบาท (อ้างอิงข้อมูล ซาวิลส์) การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุนภาคการผลิต เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจระบบน้ำที่อยู่เบื้องหลังโรงงานและโครงการขนาดใหญ่ ตั้งแต่ระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย ไปจนถึงการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่งผลให้ SN Group ผู้บริหารจัดการระบบน้ำครบวงจรได้รับอานิสงส์เชิงบวกไปด้วย ธุรกิจระบบน้ำบูม รับจีน-ไต้หวันย้ายฐานผลิตมาไทย สุทธิพัณ พิศาลบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ส.นภา (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ SN Group ผู้บริหารจัดการระบบน้ำครบวงจร กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจมา 67 ปี ผ่าน 3 โครงสร้างบริษัท คือ 1.ส.นภา ออกแบบก่อสร้าง น้ำพุ น้ำตก ระบบรีไซเคิลน้ำ สัดส่วน 40% ของพอร์ตฯ รายได้ 2.GUSCO บริหารจัดการสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรม (เปรียบเสมือนนิติของนิคม ดูน้ำ แสงสว่าง ถนน ภายใต้การอุตสาหกรรมทั้งหมด) สัดส่วน 55% ของพอร์ตฯ รายได้ 3.GEM บริหารจัดการน้ำ บำบัดน้ำเสียให้ โรงงานและนิคมอุตสาหกรรม เป็นการร่วมทุนกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ปัจจุบันดูนิคมฯ ทั้งหมด 14 แห่ง สัดส่วน 5% ของพอร์ตฯ รายได้ สำหรับปี 2569 หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจระบบน้ำ มาจาก การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะความต้องการลงทุนใหม่และการย้ายฐานการผลิตจากทุนจีนและไต้หวันมายังพื้นที่ EEC ของไทย ทำให้ความต้องการระบบสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งระบบน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย ส่งผลให้พอร์ตฯ น้ำสำหรับอุตสาหกรรมเติบโต 20-30% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ธุรกิจที่เอื้อการขยายตัวระบบน้ำของบริษัทฯ อาทิ -กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม -การลงทุน "ดาต้าเซ็นเตอร์" ยังเป็นอีกตลาดที่ต้องใช้ระบบน้ำและการจัดการน้ำเสียเพื่อรองรับการดำเนินงาน -กลุ่มอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่มีความต้องการระบบสาธารณูปโภคสำหรับโรงงาน "ปัจจุบันธุรกิจระบบน้ำทั้งน้ำดีและน้ำเสียมีผู้เล่นอย่างละ 6 ราย แต่เราเป็นเจ้าเดียวที่ดูแลเรื่องน้ำครบวงจร จึงมีความได้เปรียบกว่าคู่แข่ง โดยเรามีทั้งงานภาครัฐและเอกชน สัดส่วนมูลค่า 50 : 50 เช่น ระบบน้ำนิคมอุตสาหกรรมอมตะ และสวนอุตสาหกรรมสหพัฒน์, การทำระบบบำบัดน้ำเสียของเทศบาลทั่วประเทศขององค์การจัดการน้ำเสีย เป็นต้น" ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมีรายได้จาก การเติบโตของธุรกิจสระน้ำ เพิ่มขึ้น 20-30% (YoY) ทั้งความนิยมในการทำสระน้ำในโครงการอสังหาริมทรัพย์ (บ้าน/คอนโด/พูลวิลล่า) และโรงแรมในพื้นที่ท่องเที่ยวสมุยและภูเก็ต ตลอดจนการทำสระในบ้านของผู้บริโภคทั่วไป เติบโต 10% (YoY) ทั้งสระทั่วไป วารีบำบัด และสวิมเจ็ต จากเทรนด์คนรักสุขภาพ และสังคมสูงวัย มี 2 ราคา คือ -งบเริ่มต้น 50,000-100,000 บาท (สำหรับวารีบำบัด) -งบ 200,000-300,000 บาท (สำหรับสระขนาด 6×8 เมตร *เฉพาะค่าเครื่อง/งานระบบ ไม่รวมค่าก่อสร้าง) รวมไปถึงการทำน้ำพุดนตรีในกลุ่มศูนย์การค้าและรีเทล อย่างโครงการวันแบงค็อก และงานน้ำเพื่อการเอนเตอร์เทนเมนต์อย่างงาน S2O เป็นต้น บริษัทคาดว่ารายได้ปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท เติบโต 4% YoY ก่อนตั้งเป้าเพิ่มอัตราการเติบโตเป็น 6-7% ในปี 2570 โดยมีแรงสนับสนุนจากงานระบบน้ำในนิคมอุตสาหกรรม งานภาครัฐ และการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนการต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์การใช้น้ำเฉพาะทางมากขึ้น แตกไลน์เวลเนส-ระบบน้ำร้านกาแฟ นอกเหนือจากงานระบบน้ำในภาคอุตสาหกรรม SN Group ยังมองหาโอกาสเพิ่มรายได้จากธุรกิจเวลเนส ซึ่งบริษัทระบุว่าเติบโต 100% ในปีที่ผ่านมา หลังเริ่มดำเนินธุรกิจมาได้ประมาณ 2 ปี ตลาดนี้เกี่ยวข้องกับความต้องการระบบน้ำและอุปกรณ์เฉพาะทางในโรงพยาบาล โรงแรม และสถานประกอบการที่พัฒนาศูนย์สุขภาพของตัวเอง โดยบริษัทต้องการขยายบทบาทจากการติดตั้งระบบ ไปสู่การเป็นพาร์ตเนอร์ที่ให้บริการและดูแลระบบแก่ผู้ประกอบการ บริการในกลุ่มเวลเนสครอบคลุมระบบน้ำสำหรับสปาและสถานพยาบาล เช่น น้ำสำหรับล้างไต และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับบริการสุขภาพ เช่น Red Light เตียง Zero Bed และ Ice Room ซึ่งบริษัทมีบริการดูแลระบบที่เกี่ยวข้องด้วย ในแผนระยะ 3-5 ปี บริษัทตั้งใจผลักดันธุรกิจสปาและเวลเนสให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านระบบน้ำเป็นฐานในการต่อยอดไปสู่ตลาดที่ต้องการบริการเฉพาะทางมากขึ้น อีกหนึ่งธุรกิจที่บริษัทต้องการขยายคือ "เครื่องกรองน้ำดื่ม" หลังมองเห็นความต้องการที่กลับมาเพิ่มขึ้น โดยมีแผนเจาะกลุ่มสำนักงาน โรงงาน โรงอาหาร และร้านกาแฟ SN Group มีธุรกิจเครื่องกรองน้ำดื่มภายใต้กลุ่ม Water for Life และเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์คาลิแกนซ์ โดยมองว่าลูกค้าแต่ละประเภทมีความต้องการด้านคุณภาพน้ำแตกต่างกัน จึงต้องเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับลักษณะการใช้งาน โดยเฉพาะร้านกาแฟ ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทให้ความสนใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องการระบบน้ำที่เหมาะกับการใช้งานของร้าน แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบ Reverse Osmosis (RO) ในทุกกรณี การขยายตลาดเครื่องกรองน้ำจึงเป็นอีกแนวทางในการเพิ่มรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าโดยตรง นอกเหนือจากธุรกิจรับงานออกแบบและก่อสร้างระบบน้ำตามโครงการ --- ## โซนิค วิชั่น เปิดตัว CANVAS SPACE โชว์รูม CANVAS HiFi แห่งใหม่ ใจกลาง วัน แบงค็อก URL: https://positioningmag.com/pr-news/116284 เผยแพร่: 2026-10-10 สรุป: บริษัท โซนิค วิชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ ในประเทศไทยมากว่า 30 ปี เปิด “CANVAS Space” โชว์รูมแห่งแรกของ CANVAS HiFi อย่างเป็นทางการ ณ โซน The Storey ภายในโครงการ One Bangkok ร่วมกับพันธมิตรอย่าง บริษัท คอปเปอร์ ไวร์ด จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด และบริษัท เฟลเทค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เพื่อให้เป็นพื้นที่พบปะ ของคนรักเสียงเพลง งานดีไซน์ และไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัย อย่างมีสไตล์ พร้อมเผยโฉมครั้งแรก “The HiFi Frame Carsten Beck Edition” หน้ากากซาวด์บาร์ลายพิเศษ ออกแบบโดย Carsten Beck ดีไซน์เนอร์และศิลปินร่วมสมัยชื่อดังชาวเดนมาร์ก CANVAS Space เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการเปิดตัว CANVAS HiFi เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ ในดีไซน์มินิมอลจากประเทศเดนมาร์กเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากกลุ่มคนรักการตกแต่ง บ้านและงานดีไซน์ ภายใต้แนวคิด “Sound Décor” ซาวน์บาร์มิติใหม่ที่ผสานงานออกแบบกับพลังเสียงระดับ Hi-Fi เข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยออกแบบให้เสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งของบ้าน กลมกลืนกับผนังและทีวีได้อย่างเรียบหรู แบบสแกนดิเนเวียน โดยในปีนี้ โซนิค วิชั่น จึงสร้าง CANVAS Space ให้เป็นมากกว่าโชว์รูมแสดงสินค้า แต่คือ Experience Space รูปแบบใหม่ ที่สะท้อนแนวคิด “New Perspective, New Space, New Product” เพื่อเปิดมุมมองให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสสุนทรียภาพแห่งเสียงระดับ Hi-Fi ที่หลอมรวมเข้ากับการออกแบบที่อยู่อาศัยอย่างแนบเนียน โดยพิสูจน์ให้เห็นว่าเครื่องเสียงคือส่วนสำคัญของศิลปะการตกแต่ง ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ถูกนำมาจัดวางในภายหลังอีกต่อไป   นายนาวิน วิจิตรธนาสิน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โซนิค วิชั่น จำกัด ได้เน้นย้ำถึงก้าวสำคัญครั้งนี้ว่า "หลังจากที่เราได้ริเริ่มแนวคิดที่ปลดล็อกเครื่องเสียงให้ออกจากกรอบห้องฟังเพลงแบบเดิมๆ เพื่อก้าวสู่ทุกพื้นที่ในบ้านเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ในปีนี้เราตั้งเป้าที่จะนำวิสัยทัศน์นั้นมาทำให้จับต้องได้จริงมากยิ่งขึ้น เราจึงผนึกกำลังกับ Tech House ในการรังสรรค์ CANVAS Space ให้เป็นจุดบรรจบที่สมบูรณ์แบบระหว่าง 'Sound' และ 'Design' ให้เป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ (Experience Space) ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสงานดีไซน์สไตล์สแกนดิเนเวียนของ CANVAS ที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง และรับฟังคุณภาพเสียงระดับ Hi-Fi ด้วยตัวเอง พร้อมเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า สุนทรียะแห่งเสียงและศิลปะแห่งการออกแบบสามารถอยู่ร่วมกันในพื้นที่จริงได้อย่างไร้ที่ติ"     พร้อมกันนี้ นายชนก ภัสราเยี่ยงยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก บริษัท คอปเปอร์ ไวร์ด จำกัด (มหาชน)     ยังได้แบ่งปันมุมมองและวิสัยทัศน์ว่า “เราตั้งใจให้ CANVAS Space เป็นยิ่งกว่าสถานที่จัดแสดงสินค้า แต่เป็น Destination แห่งใหม่ใจกลาง วัน แบงค็อก ที่พร้อมต้อนรับผู้ที่ชื่นชอบงานดีไซน์และเสียงเพลงให้มาพบปะ ตลอดจนร่วมเปิดมุมมองใหม่ ๆ ด้านเสียงและงานออกแบบไปด้วยกันอย่างแท้จริง เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับทางโซนิค วิชั่น ในการต่อยอดถ่ายทอดประสบการณ์สุนทรียะแห่งเสียงจากประเทศเดนมาร์กมาสู่ผู้บริโภคคนรักเสียงเพลงในตลาดของประเทศไทย”   CANVAS Space ยังได้รับการสนับสนุนจาก นายชวพจน์ เทียนทอง Head of VD Business บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ในการจัดแสดงทีวีของซัมซุงภายในโชว์รูมเพื่อนำเสนอการทำงานร่วมกัน อย่างสมบูรณ์แบบระหว่างเทคโนโลยีภาพระดับโลกและเสียงระดับไฮเอนด์ โดยทีวีของซัมซุงถูกออกแบบมาให้ กลมกลืนกับดีไซน์ของ CANVAS HiFi เสมือนงานศิลปะที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ Home Entertainment ในบ้านสมบูรณ์แบบที่สุด นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมกับพันธมิตรอย่าง บริษัท เฟลเทค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด นำโดย นายเฉลิมชัย พัวพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ที่นำนวัตกรรมวัสดุดูดซับเสียงของเฟลเทคมาใช้ทั่วทั้งโชว์รูม เพื่อลดเสียงสะท้อน และดึงศักยภาพของลำโพง CANVAS ออกมาให้ได้มาตรฐาน Audiophile สูงสุด   อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานคือเวทีเสวนา "Sound & Design Talk" ที่พาผู้ร่วมงานเจาะลึกในมิติของเสียงและ ดีไซน์ที่มาบรรจบกับสุนทรียแห่งไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยยุคใหม่ โดยมี นายธนฤทธิ์ พันธุเมธา หรือ ดีเจ เด่น เดนเวอร์ (DJ & Music Curator) มาร่วมแชร์มุมมองของเสียงที่ดี มีผลต่ออารมณ์และความทรงจำ พร้อมร่วมพูดคุย.          กับกูรู ด้านเทคโนโลยีเสียง อย่าง อาจารย์วิจิตร บุญชู (Audio Specialist) ที่มาร่วมเจาะลึกด้านนวัตกรรมและ เทคโนโลยีเสียงระดับ Hi-Fi ของ CANVAS และ จือ จิณัฎฐ์ณิชา สุนทรวิเนตร์ อินทีเรีย ดีไซน์เนอร์ และ CEO Double V Space ผู้เชี่ยวชาญด้าน Living & Lifestyle Trend ที่มาให้มุมมองเกี่ยวกับศิลปะการจัดวางเครื่องเสียงให้เป็นเสมือน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกให้มุมโปรดของบ้าน   ภายในงานยังได้มีการเผยโฉมครั้งแรกกับสินค้ารุ่น The HiFi Frame Carsten Beck Edition ซาวน์บาร์พร้อมหน้ากากตกแต่งที่ออกแบบโดย Carsten Beck  ดีไซน์เนอร์และศิลปินร่วมสมัยชื่อดังชาวเดนมาร์ก พร้อมทั้งการเปิดตัวสินค้ารุ่นพิเศษอย่าง Samsung | CANVAS HiFi - The HiFi Frame ซาวน์บาร์รุ่นพิเศษจาก CANVAS ที่ออกแบบมาเพื่อทีวีซัมซุงขนาดตั้งแต่ 55” ถึง 85” โดยเฉพาะ และขาตั้งจอทีวีรุ่น CANVAS Swivel Stand ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสและยลโฉมเป็นครั้งแรก พร้อมเปิดพื้นที่ "CANVAS Music Showcase" ให้ทดลองฟังเสียง ในพื้นที่จริง และสาธิตการเปลี่ยนหน้ากาก (Front Cover) ของ CANVAS ซาวด์บาร์ ที่สามารถเลือกดีไซน์และ ปรับให้เข้ากับสไตล์การตกแต่งของแต่ละบ้านได้ ทั้งนี้ผู้ที่สนใจและหลงใหลในเสียงและงานออกแบบ สามารถแวะเวียนมาเยี่ยมชม และเปิดประสบการณ์การฟังเสียงอย่างมีสไตล์ได้ทุกวัน ณ CANVAS Space โซน The Storey โครงการ One Bangkok โดยมีโปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดโชว์รูม ซื้อสินค้า CANVAS รุ่นใดก็ได้ รับฟรีทันที หูฟัง Bowers&Wilkins รุ่น Px7S3 มูลค่า 17900.- ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โซนิค วิชั่น กรุ๊ป โทร 02 681 7500 --- ## เดิมพันครั้งใหม่ในศึก 1.2 หมื่นล้าน เมื่อ Domono’s Pizza ประกาศรับ CEO ในไทย ส่งสัญญาณท้าชนเจ้าถิ่น The Pizza Company - Pizza Hut URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116283 เผยแพร่: 2026-10-10 ผู้เขียน: Lupang สรุป: หรือสมรภูมิพิซซ่าเมืองไทยมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท กำลังจะเดือดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ Domino's Pizza ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ประกาศเปิดรับเสนอชื่อ CEO ประเทศไทยคนใหม่ เพื่อจะเข้ามามีส่วนร่วมกับการตัดสินใจครั้งสำคัญและช่วยกำหนดอนาคตของแบรนด์ในประเทศไทย  แม้ตอนหลังจะเฉลยว่า CEO ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึง Chief Executive Officer  แต่คือตำแหน่ง Chief Eating Officer ซึ่งจะมาร่วมคิดค้นพิซซ่าสูตรใหม่ให้กับ Domino's Pizza  ทว่านี่นับเป็นการส่งสัญญาณบุกตลาดไทยอีกครั้งของแบรนด์พิซซ่าอันดับหนึ่งของโลก เพราะที่ผ่านมาแบรนด์เลือกเคลื่อนไหวแบบไม่หวือหวา และไม่ร้อนแรงเท่ากับสองยักษ์ใหญ่เจ้าถิ่น อย่าง ‘The Pizza Company’ และ ‘Pizza Hut’ หากมองไปยังเวทีระดับโลก Domino's Pizza ถือเป็นเบอร์ 1 ของตลาดพิซซ่า ด้วยการสาขาทั่วโลกรวมกว่า 17,000 แห่งใน 80 ประเทศ แต่บนเส้นทางในไทยที่ได้เข้ามาทำตลาด 30 ปี กลับต้องเผชิญกับมรสุมเปลี่ยนผ่านผู้ถือสิทธิ์หลายครั้ง และมีการเติบโตค่อนข้างช้า สาเหตุเกิดจากอะไร? จุดกำเนิดแบรนด์จากเงิน 900 ดอลลาร์ ย้อนกลับไปในปี 2503 Domino's Pizza  ถือกำเนิดขึ้นจากสองพี่น้องตระกูล Monaghan ที่กู้เงินเพียง 900 ดอลลาร์ไปซื้อร้านพิซซ่าเล็กๆ ชื่อ DomiNick’s ใกล้มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นมิชิแกน ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Domino's Pizza ในปีต่อมา พร้อมสร้างจุดขายด้วยการเป็นผู้บุกเบิกบริการจัดส่งถึงบ้าน (Delivery) เป็นเจ้าแรก และในปี 2516 ได้สร้างปรากฏการณ์แคมเปญส่งใน 30 นาที หากส่งช้าจะได้กินฟรี (ก่อนยกเลิกไปเนื่องจากความปลอดภัยในการขับขี่) สำหรับกลยุทธ์สร้างการเติบโต นอกจากจะนำเทคโนโลยีสุดล้ำมาประยุกต์ ตั้งแต่การสั่งออนไลน์ ระบบติดตามสถานะจัดส่ง ไปจนถึงการทดลองใช้โดรนและรถยนต์ไร้คนขับส่งพิซซ่าแล้ว แบรนด์ยังให้ความสำคัญกับการขยายแฟรนไชส์ และได้ปักหมุดสู่ตลาดต่างประเทศ  ปัจจุบัน Domino's Pizza  มีสาขาทั่วโลกมากกว่า 17,000 แห่ง ในกว่า 80 ประเทศ รวมถึงในไทย  30 ปีในไทย เปลี่ยนมือ 4 รอบ  การเข้ามาทำธุรกิจในไทย Domino's Pizza ได้เปิดสาขาแรกเมื่อปี 2537 ณ สาขาสุขุมวิท 22 โรงแรม Holiday Inn โดยการนำเข้ามาของ ‘มอนเทอเรย์ พิซซ่า’ ในเครือมอนเทอเรย์กรุ๊ป แต่ต้องปิดตัวลงในปี 2542 จากวิกฤตต้มยำกุ้ง ก่อนจะหวนคืนตลาดอีกครั้งในปี 2555 ภายใต้การดูแลของ ‘บริษัท ฟู้ดแคปปิตอล จำกัด (มหาชน)’ ด้วยจุดขายชูด้านความเร็วในการจัดส่งภายใน 15-20 นาที แต่หลังจากนั้น 2-3 ปี ข่าวคราวของแบรนด์ดังแบรนด์นี้ในไทยกลับพลันเงียบหายไป ท่ามกลางการแข่งขันที่ร้อนแรงเป็นอย่างมากระหว่าง The Pizza Company และ Pizza Hut ในปี 2563 ‘บริษัท วาวแฟกเตอร์ จำกัด (มหาชน)’ ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ โดยให้ ’บริษัท โดมิโน่ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด’ รับโอนกิจการเป็นเงิน 430 ล้านบาท กระทั่งปี 2565 Domino's Pizza ในไทยได้เปลี่ยนเจ้าของอีกครั้ง โดยได้ ‘บริษัท เอธธิคอล กูร์เมต์ จำกัด’ ร่วมกับการลงทุนของ ‘บริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)’ ซึ่งปัจจุบัน Domino's Pizza ในไทยมีสาขา 36 แห่ง ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยวหลักเท่านั้น ทำไมเบอร์ 1 ของโลก ถึง ‘โตช้า ’ ในตลาดไทย? สาเหตุที่ทำให้ Domino's Pizza ขยายตัวได้ช้าในบ้านเรา ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการเข้าสู่ตลาดที่ล่าช้ากว่าคู่แข่ง เพราะ The Pizza Company เปิดตัวในปี 2544 ขณะที่ Pizza Hut เข้ามาตั้งแต่ปี 2523 ทำให้เจ้าถิ่นทั้งสองแบรนด์ครองฐานลูกค้าและยึดทำเลทองไว้หมดแล้ว อีกทั้งภาพจำเรื่องสินค้ามีราคาค่อนข้างสูง บวกกับรสชาติเมนูหลักที่เน้นความเป็นอเมริกันมากเกินไป ซึ่งอาจไม่ตรงกับจริตคนไทยที่ชอบความคุ้มค่าและรสชาติที่จัดจ้าน แม้ระยะหลังจะเริ่มปรับตัวออกเมนูไทยๆ ก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญอีกประการคือจำนวนสาขาที่มีเพียงหลักสิบ และไม่ได้ทำการตลาดแบบแมสมากนัก ทำให้การรับรู้แบรนด์อยู่ในระดับต่ำและไม่สามารถครอบคลุมพื้นที่จัดส่งได้อย่างทั่วถึง ส่งผลให้เสียโอกาสทางการขายไป สงครามปรับตัวยุคไม่ได้วัดกันแค่ ‘ลดราคา’ เมื่อมองไปข้างหน้าสมรภูมิตลาดพิซซ่าไทยกำลังทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยผู้เล่นแต่ละรายต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้น ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ระมัดระวังการใช้จ่ายและมองหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ สำหรับโปรโมชัน ‘1 แถม 1’ ตอนนี้ได้กลายเป็นมาตรฐานพื้นฐานของตลาดไปแล้ว ขณะที่ผู้บริโภคปัจจุบันไม่ได้ตัดสินใจซื้อจาก ‘ราคาถูกที่สุด’ เพียงอย่างเดียว แต่มองหาความคุ้มค่าและและประสบการณ์ที่ได้รับ ทำให้แบรนด์ต่างๆ หันมาแข่งขันกันด้วยการสร้างคุณค่ามากกว่าการทำสงครามราคา นอกจากนี้ จากแข่งขันจากเชนใหญ่ด้วยกันแล้ว ตลาดพิซซ่าไทยกำลังถูกกดดันจากร้านพิซซ่าโฮมเมดและคราฟต์พิซซ่าที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเข้ามาแย่งชิงฐานลูกค้ารุ่นใหม่ (New Gen) ที่ให้ความสำคัญกับความพิถีพิถัน ใส่ใจในวัตถุดิบ และมองหารสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เจ้าตลาดเร่งเครื่องไม่หยุด ในส่วนของผู้เล่นหลักอย่าง The Pizza Company เจ้าตลาดอันดับหนึ่งที่ครองส่วนแบ่งเกินครึ่งและมีสาขาทั่วประเทศถึง 428 แห่ง ได้ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ด้วยการทำ Category Expansion ข้ามสายไปเปิดตัวเมนูไก่ทอด 'Longzilla' เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดไก่ทอด QSR ขณะเดียวกันได้พยายามล้างภาพจำเดิมๆ ที่พิซซ่าต้องกินเป็นกลุ่ม ด้วยการออกเมนูพิซซ่าและของหวานขนาดยาว 30 เซนติเมตรสำหรับทานคนเดียว รวมถึงการปรับโฉมสู่ Digital Store ที่นำตู้คีออสก์และระบบสแกนคิวอาร์โค้ดมาใช้เต็มรูปแบบ ด้าน Pizza Hut ภายใต้การบริหารของ ‘พีเอช แคปปิตอล’ ซึ่งมีสาขา 212 แห่ง ก็ได้รีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่คอนเซ็ปต์ 'Feed Good Times' เพื่อเปลี่ยนภาพจำให้พิซซ่ากลายเป็นมื้ออาหารในชีวิตประจำวันที่ทานคนเดียวได้ ผ่านนวัตกรรมสินค้าอย่าง 'Pizza Melts' และ 'Sourdough Pizzone' พร้อมกับขยายเมนูให้หลากหลาย ทั้งพาสต้า สเต๊ก และของกินเล่น พร้อมกับเลือกที่จะหลีกเลี่ยงสงครามราคา แต่หันมาใช้ Data มอนิเตอร์ยอดขายแบบวันต่อวัน ขณะที่การขยายสาขา จะเน้นปรับคุณภาพสาขามากกว่าการไล่เพิ่มจำนวน สิ่งที่น่าจับตาหลังจากนี้ คือ นอกจากการเปิดตัวแคมเปญสร้างกระแสด้วยการแต่งตั้ง CEO หรือ Chief Eating Officer เข้ามาร่วมคิดค้นพิซซ่ารสชาติใหม่ๆ แล้ว Domino's Pizza จะงัดกลยุทธ์ใดมาเดินเกมรุกต่อจากนี้ เพื่อเร่งสร้างการเติบโตและทวงคืนพื้นที่ในใจผู้บริโภค ท่ามกลางสมรภูมิตลาดพิซซ่าไทยที่ไม่มีคำว่า ง่ายอีกต่อไป --- ## “เหนียง” เรื่องเล็กที่กลายเป็น Big Business เมื่อ Jawline กลายเป็นพื้นที่แข่งขันใหม่ของตลาดความงาม URL: https://positioningmag.com/pr-news/116282 เผยแพร่: 2026-10-10 ผู้เขียน: PR News ครั้งหนึ่ง “กรอบหน้าชัด” อาจเป็นเพียงคำที่ใช้บรรยายใบหน้าของนายแบบหรือนางแบบ แต่วันนี้ Jawline กำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมความงาม ตั้งแต่เครื่องยกกระชับ สารฉีด การลดไขมัน ดูดไขมัน ไปจนถึงศัลยกรรมบริเวณใบหน้าและลำคอ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคไม่ได้สนใจเพียงว่าจะ “หน้าเด็กลง” เท่านั้น แต่เริ่มให้ความสำคัญกับรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรอบหน้า มุมคาง หรือรอยต่อระหว่างใบหน้ากับลำคอ Positioning Magazine เคยรายงานถึงเทรนด์ความงามที่ให้ความสำคัญกับ Jawline หรือกรอบหน้าที่ชัดเจน ขณะที่ตลาดความงามไทยเองก็ยังมีขนาดใหญ่ โดยข้อมูลจาก ttb analytics ที่ Positioning รายงานในปี 2569 ระบุว่า ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามไทยในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 75,000 ล้านบาท และเติบโตประมาณ 2.7% จากปีก่อน เมื่อ “พื้นที่ใต้คาง” ซึ่งดูเหมือนเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ สามารถเชื่อมโยงบริการตั้งแต่หัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด ไปจนถึงการศัลยกรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่ Jawline กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิสำคัญของ Beauty Business จาก Beauty Standard สู่ Jawline Economy เหตุผลหนึ่งที่ทำให้กรอบหน้าถูกจับตามองมากขึ้น คือวิธีที่ผู้บริโภคมองเห็นตัวเองเปลี่ยนไป เราไม่ได้เห็นใบหน้าตัวเองเฉพาะในกระจกอีกต่อไป แต่เห็นผ่านกล้องหน้า โทรศัพท์ วิดีโอคอล และ Social Media ทั้งภาพหน้าตรง และ Side Profile American Society of Plastic Surgeons (ASPS) กล่าวถึงปรากฏการณ์นี้เช่นกัน โดยระบุว่าการใช้ Smartphone, Selfie และ Video Conference ทำให้ผู้คนรับรู้รายละเอียดของใบหน้าตนเองมากขึ้น และ Double Chin เป็นหนึ่งในบริเวณที่ได้รับความสนใจจากทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดนี้น่าสนใจในเชิงธุรกิจคือ “เหนียง” หนึ่งปัญหา สามารถมี Solution ได้หลายระดับ ผู้ที่มีไขมันใต้คางไม่มากอาจมองหาวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด ผู้ที่มีไขมันชั้นตื้นชัดเจนอาจพิจารณาการดูดไขมัน ขณะที่ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อน ไขมันชั้นลึก หรือโครงสร้างกล้ามเนื้อร่วมด้วย อาจจำเป็นต้องพิจารณารักษาด้วยการ ตัดเหนียง ตลาด Jawline จึงไม่ได้มี Winner เพียงเทคโนโลยีเดียว แต่กำลังกลายเป็น Ecosystem ของหลาย Treatment ที่แข่งขันกันด้วยคำถามสำคัญว่า “วิธีไหนเหมาะกับปัญหาของใคร?” การแข่งขันอาจไม่ได้อยู่ที่ “เครื่องใหม่ที่สุด” แต่อยู่ที่การวินิจฉัยให้ถูกชั้น ปัจจุบันผู้บริโภคพบทางเลือกตั้งแต่ Energy-based Devices, Injectable Treatments, Fat Reduction, Liposuction ไปจนถึง Surgery โดยหลายกลุ่มต่างสื่อสารถึงผลลัพธ์เรื่อง “กรอบหน้าชัด” คล้ายกัน แต่ในมุมทางการแพทย์ ปัญหาบริเวณใต้คางไม่ได้เกิดจากโครงสร้างเดียว งานทางกายวิภาคด้าน Neck Rejuvenation แบ่งโครงสร้างสำคัญบริเวณลำคอออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat), กล้ามเนื้อ Platysma ไปจนถึงไขมันและโครงสร้างที่อยู่ลึกกว่ากล้ามเนื้อ รวมถึงต้องประเมินคุณภาพและความยืดหยุ่นของผิวหนังร่วมด้วย นั่นหมายความว่า คนสองคนที่มองจากภายนอกแล้วดูเหมือน “มีเหนียง” เหมือนกัน อาจไม่ได้มีสาเหตุทางกายวิภาคเหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาแบบเดียวกัน นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของตลาด จากยุค Technology-led Beauty ไปสู่ Diagnosis-led Beauty เทคโนโลยียังคงสำคัญ แต่คำถามก่อนเลือกเทคโนโลยีควรเป็น “ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างชั้นไหน?” Non-Surgical โต แต่ Surgery ไม่ได้หายไป อีก Trend ที่เห็นชัดคือความต้องการ Treatment ที่กระทบชีวิตประจำวันน้อยลง ข้อมูลที่ Positioning รายงานในปี 2569 ระบุว่า สัดส่วนกลุ่มไม่ผ่าตัดหรือหัตถการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 21% เป็น 26% ขณะที่การยกกระชับใบหน้าและลำคออยู่ในกลุ่มที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับต้น ๆ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ Non-Surgical ไม่ได้หมายความว่า Surgery กำลังหายไป American Society of Plastic Surgeons รายงานว่า Cosmetic Surgical Procedures ในสหรัฐอเมริกาปี 2025 เพิ่มขึ้นประมาณ 7% จากปีก่อน และ Liposuction ยังคงอยู่ในกลุ่มหัตถการศัลยกรรมที่มีความต้องการสูง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงอาจไม่ใช่การแข่งขันว่า “ผ่าตัด” หรือ “ไม่ผ่าตัด” ใครจะชนะ แต่เป็นการแบ่งตลาดตามระดับของปัญหาและโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขมากขึ้น ในกรณีที่ปัญหาหลักเป็นไขมันใต้ผิวหนังและผิวยังมีความยืดหยุ่นดี การลดไขมันหรือดูดไขมันอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่หากมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย เช่น ไขมันชั้นลึก ผิวหนังส่วนเกิน หรือกล้ามเนื้อ Platysma การประเมิน ผ่าตัดเหนียง อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่แพทย์พิจารณาเพื่อจัดการโครงสร้างมากกว่าชั้นไขมันเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ แนวทางการรักษาจำเป็นต้องพิจารณาจากกายวิภาค สุขภาพ ความคาดหวัง และความเหมาะสมของแต่ละบุคคล จาก “เอาเหนียงออก” สู่การออกแบบ Neck Contour อีกความเปลี่ยนแปลงหนึ่งคือ เป้าหมายกำลังเคลื่อนจากการ “ไม่มีเหนียง” ไปสู่การสร้างความสมดุลระหว่างใบหน้า คาง กราม และลำคอ ใน Facial Aesthetics มีคำว่า Cervicomental Angle หรือมุมระหว่างบริเวณใต้คางกับลำคอ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ Neck Contour งานวิชาการด้าน Neck Rejuvenation ระบุว่า Neck Contour และ Cervicomental Angle มีบทบาทต่อภาพรวมด้านสัดส่วนของใบหน้า ดังนั้น การเอาไขมันออกให้มากที่สุดจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุดเสมอไป การประเมินควรมองภาพรวม ไม่ใช่มองเฉพาะก้อนไขมันใต้คาง เพราะ Chin Projection, Jawline, Skin Quality รวมถึงโครงสร้างของลำคอ ล้วนมีผลต่อ Profile ของใบหน้า แนวคิดนี้ทำให้ตลาดค่อย ๆ เคลื่อนจาก Fat Removal ไปสู่ Facial & Neck Contouring เมื่อ Surgery เองก็พยายาม “เล็กลง” ในขณะที่ฝั่ง Non-Surgical มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฝั่ง Surgery เองก็พัฒนาไปในทิศทางที่พยายามใช้แผลผ่าตัดอย่างจำกัด และเพิ่มความสามารถในการมองเห็นโครงสร้างระหว่างการผ่าตัด หนึ่งในเครื่องมือที่นำมาใช้คือ Endoscope หรือกล้องส่อง ซึ่งถูกใช้ในศัลยกรรมหลายสาขามาเป็นเวลานาน และถูกประยุกต์ใช้กับ Facial Plastic Surgery ในบางเทคนิค ในประเทศไทย หนึ่งในแนวทางที่เริ่มถูกพูดถึงคือ “ตัดเหนียงส่องกล้อง” หรือ Endoscopic Neck Lift ซึ่งใช้กล้อง Endoscope ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างภายในผ่านแผลผ่าตัดบริเวณใต้คาง แต่คำว่า “ส่องกล้อง” ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีเหนียงทุกคนจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ผู้ที่เหมาะสมต้องผ่านการประเมินก่อนว่าปัญหาเกิดจากโครงสร้างใด และมีข้อบ่งชี้ที่จะต้องจัดการโครงสร้างที่อยู่ลึกกว่าชั้นไขมันใต้ผิวหนังหรือไม่ ในเชิงตลาด สิ่งนี้สะท้อน Trend ที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือแม้ผู้บริโภคต้องการ Intervention ที่น้อยลง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการ Treatment ที่เฉพาะเจาะจงกับปัญหาของตัวเองมากขึ้น เมื่อตลาดใหญ่ขึ้น พื้นที่ของ “Specialist” ก็ใหญ่ขึ้น การแข่งขันในตลาดความงามจึงไม่ได้เกิดเฉพาะเรื่องราคาและจำนวนเครื่องมือ แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละแบรนด์ HERS clinic เป็นหนึ่งในคลินิกที่เลือกวาง Positioning ทางด้าน Facial Plastic & Neck Surgery โดยเน้นการประเมินโครงสร้างใบหน้าและลำคอเป็นรายบุคคล นพ.นฤชิต เลาหไทยมงคล หรือ คุณหมอโจ้ HERS clinic แพทย์เฉพาะทางด้าน Otolaryngology Head and Neck Surgery และผู้ให้บริการด้าน Facial Plastic Surgery อธิบายหลักการประเมินผู้ที่มีปัญหาเหนียงว่า ควรเริ่มต้นจากการหาว่า “โครงสร้างใดเป็นสาเหตุของปัญหาเหนียงในคนไข้ท่านนั้น” มากกว่าการเริ่มต้นจากการเลือกหัตถการว่ามีเหนียงแล้วจะทำอะไรดี บางคนอาจมีปัญหาที่ไขมันชั้นตื้นเป็นหลัก ขณะที่บางคนอาจมีปัญหาจากไขมันชั้นลึก Deep Submental Fat, ผิวหนังส่วนเกิน หรือ Platysma ร่วมด้วย การรักษาจึงไม่ควรถูกออกแบบด้วยสูตรเดียวสำหรับทุกคน สำหรับ ตัดเหนียงส่องกล้อง แนวคิดจึงไม่ได้อยู่เพียงการนำกล้องเข้ามาใช้ แต่เป็นการใช้ Endoscope เป็นเครื่องมือช่วยมองเห็นโครงสร้างภายในขณะทำศัลยกรรม เพื่อประกอบการจัดการโครงสร้างตามแผนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย นี่สะท้อนทิศทางของ Aesthetic Medicine ในภาพใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนจากการขาย Procedure เพียงอย่างเดียว ไปสู่การออกแบบ Treatment ตาม Anatomy และข้อบ่งชี้ของแต่ละบุคคลมากขึ้น จากเรื่องเล็กใต้คาง สู่สนามแข่งขันใหม่ของ Beauty Industry Jawline อาจเป็นเพียงเส้นเล็ก ๆ บนใบหน้า แต่ในมุมธุรกิจ เส้นนี้กำลังเชื่อมหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ Skincare, Injectable, Medical Device, Liposuction ไปจนถึง Plastic Surgery และเมื่อผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น การแข่งขันในอนาคตอาจไม่ได้ตัดสินกันเพียงว่าใครมีเครื่องใหม่ที่สุด หรือใครเสนอราคาต่ำที่สุด แต่จะอยู่ที่ว่าใครสามารถตอบคำถามให้ผู้บริโภคได้ชัดเจนที่สุดว่า “ปัญหาของฉันอยู่ที่ชั้นไหน และจำเป็นต้องแก้แค่ไหน?” เพราะท้ายที่สุด ในตลาดความงามที่เต็มไปด้วยทางเลือก ความสามารถในการบอกผู้บริโภคว่า อะไรควรทำ และอะไรไม่จำเป็นต้องทำ อาจกลายเป็นความน่าเชื่อถือรูปแบบใหม่ที่มีค่ามากกว่าเทคโนโลยีชิ้นล่าสุดเสียอีก --- ## Apple สะดุด? รายงานชี้ iPhone 18 Pro อาจไม่ปังอย่างที่คิด หลังลดคำสั่งซื้อชิ้นส่วน 15% เซ่นต้นทุนชิปแพง URL: https://positioningmag.com/digital/116281 เผยแพร่: 2026-10-10 ผู้เขียน: TopTen สรุป: Apple กำลังเผชิญคำถามเกี่ยวกับความต้องการ iPhone รุ่นใหม่ หลังมีรายงานว่าบริษัทขอให้ซัพพลายเออร์บางรายลดคำสั่งซื้อชิ้นส่วนสำหรับ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ลงอย่างน้อย 15% ในเดือนตุลาคม เมื่อเทียบกับคำสั่งซื้อที่วางแผนไว้แต่แรก ท่ามกลางต้นทุนชิปหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้นและราคาขายที่ปรับตัวขึ้นตามต้นทุน ลดคำสั่งซื้อชิ้นส่วน หลังประเมินความต้องการตลาดใหม่ ตามรายงานของ Nikkei Asia Apple เริ่มระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับการส่งมอบ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายน โดยคำสั่งซื้อชิ้นส่วนสำหรับเดือนตุลาคมลดลงอย่างน้อย 15% จากระดับที่เคยร้องขอไว้ในตอนแรก แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องระบุว่า ยังไม่ชัดเจนว่าการปรับลดคำสั่งซื้อครั้งนี้จะดำเนินต่อไปในเดือนพฤศจิกายนหรือไม่ และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อซัพพลายเออร์บางรายเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนทุกราย ประเด็นที่น่าจับตาคือ การปรับลดคำสั่งซื้อเกิดขึ้นหลัง iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max เปิดตัวได้ไม่นาน ซึ่งตามปกติแล้วช่วงแรกหลังการเปิดตัวถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ตลาดจับตาความต้องการซื้อสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ แม้รายงานจะระบุว่ายอดขายในจีนดูแข็งแกร่งในช่วงหลายสัปดาห์แรกหลังเปิดตัว แต่ความต้องการในตลาดโลกโดยรวมกลับมีสัญญาณอ่อนตัวลง ทำให้ Apple ต้องประเมินแผนการผลิตและการจัดส่งสินค้าอย่างระมัดระวังมากขึ้น เมื่อชิปแพงขึ้น ราคาขายก็สูงขึ้นตาม หนึ่งในปัจจัยที่ถูกจับตามองคือ ต้นทุนชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการของอุตสาหกรรม AI โดยเฉพาะการลงทุนสร้าง Data Center ซึ่งต้องใช้ชิปและหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ผลิตต้องตัดสินใจว่าจะรับภาระต้นทุนไว้เอง หรือส่งผ่านต้นทุนบางส่วนไปยังผู้บริโภค สำหรับ iPhone 18 Pro มีราคาเริ่มต้นที่ 1,199 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วน iPhone 18 Pro Max เริ่มต้นที่ 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นรุ่นละ 100 ดอลลาร์จากราคาเริ่มต้นของ iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max รุ่นก่อนหน้า เมื่อสมาร์ตโฟนเรือธงมีราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคบางส่วนอาจชะลอการซื้อหรือพิจารณาความคุ้มค่าอย่างละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคต้องรับมือกับค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีที่สูงขึ้น สถานการณ์นี้จึงสะท้อนโจทย์ที่ Apple ต้องเผชิญว่า บริษัทจะสามารถรักษาความต้องการซื้อสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมได้มากน้อยเพียงใด เมื่อราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิต ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า iPhone 18 ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม การลดคำสั่งซื้อชิ้นส่วนไม่ได้หมายความว่า iPhone 18 Pro ขายไม่ดีอย่างแน่นอน เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงแผนการผลิตครั้งนี้ Nikkei Asia ระบุว่า ความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อ่อนตัวลงในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม อาจเกี่ยวข้องกับการปรับตารางเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ของ Apple ด้วย โดยครั้งนี้บริษัททยอยเปิดตัวรุ่นเรือธงก่อน แทนที่จะเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ทั้งหมดพร้อมกันตามรูปแบบที่คุ้นเคย นอกจากนี้ Apple ยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขยอดขาย iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max อย่างเป็นทางการ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าความต้องการซื้อที่อ่อนตัวลงจะส่งผลต่อรายได้และกำไรของบริษัทมากน้อยเพียงใด ถึงกระนั้น รายงานดังกล่าวก็เป็นสัญญาณที่น่าจับตาสำหรับ Apple เพราะสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่แบรนด์ที่มีฐานลูกค้าระดับพรีเมียมก็อาจต้องเผชิญข้อจำกัด เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นในช่วงที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า iPhone 18 Pro มีฟีเจอร์ใหม่มากพอที่จะดึงดูดผู้บริโภคหรือไม่ แต่ยังรวมถึงว่า ผู้บริโภคยินดีจ่ายแพงขึ้นอีกแค่ไหน เพื่อแลกกับการอัปเกรดสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ --- ## สยามพิวรรธน์ พร้อมต้อนรับผู้ร่วมประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 URL: https://positioningmag.com/pr-news/116280 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: PR News กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้นำในการพัฒนาแลนด์มาร์กระดับโลกของประเทศไทย พร้อมร่วมเป็นส่วนสำคัญในการต้อนรับผู้เข้าร่วม การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ The IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งสำคัญระดับโลก ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 โดยเตรียมมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตาผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย นักธุรกิจ นักลงทุน และผู้แทนจาก 191 ประเทศทั่วโลก ตลอดเดือนตุลาคม 2569 ในฐานะผู้บุกเบิกการสร้าง Global Destination และผู้พัฒนาโครงการต้นแบบที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศ กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีสำคัญระดับนานาชาติที่จัดขึ้นในช่วงการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพมหานคร โดยคุณ ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ เข้าร่วมงาน CNN Global Perspectives: In Bangkok เวทีที่รวบรวมผู้นำและผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของเมือง เศรษฐกิจ และบทบาทของประเทศไทยในบริบทโลก พร้อมนำเสนอมุมมอง ภายใต้แนวคิด “Cities That Win the Future” ว่าด้วยปัจจัยที่จะทำให้เมืองสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต เปลี่ยนศักยภาพของเมืองให้เป็นทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมสร้างเอกลักษณ์และแรงดึงดูดที่ทำให้เมืองเป็นที่จดจำในเวทีโลก ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ยังร่วมเป็น Partner ของงาน Future-ready Economy 2026: Designing Capital for the Future ณ NEXHALL สยามพารากอน จัดโดย BRANDi ซึ่งได้รับการจัดให้เป็น Official Affiliated Program of the 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings เพื่อร่วมขับเคลื่อนบทสนทนาเกี่ยวกับอนาคตของเศรษฐกิจ การลงทุน และการจัดสรรเงินทุนที่จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาวพร้อมเตรียม กิจกรรมและประสบการณ์พิเศษ ณ สยามพารากอน และ ไอคอนสยาม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความประทับใจและแสดงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สยามพิวรรธน์มุ่งมั่นสร้างปรากฏการณ์ที่ก้าวข้ามขอบเขตของธุรกิจค้าปลีก ด้วยการพัฒนาโครงการระดับโลกที่สร้างคุณค่าร่วมแก่ทุกภาคส่วน พร้อมเป็นเวทีนำเสนอศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์สู่ผู้คนจากทั่วโลก ภายใต้แนวคิดการร่วมสร้าง (Co-Creation & Collaboration) กับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของโลก ในโอกาสการประชุมระดับโลกครั้งสำคัญที่จัดขึ้นในกรุงเทพมหานครในครั้งนี้ สยามพารากอน และ ไอคอนสยาม พร้อมให้การต้อนรับบุคคลสำคัญจากนานาประเทศ ทั้งด้านการเข้มงวดด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย และการมอบประสบการณ์แปลกใหม่ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน สยามพารากอน หนึ่งในแลนด์มาร์กระดับโลกใจกลางกรุงเทพมหานคร เตรียมจัดมหกรรม “The Art of Royal Craft  : Explore Thai Heritage Experience” ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 เพื่อเปิดประตูสู่การเรียนรู้และสัมผัสความงดงามของมรดกวัฒนธรรมไทยในมิติใหม่ ที่ผสานคุณค่าของภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย ตอกย้ำบทบาทของสยามพารากอนในฐานะ Luxury Global Destination ที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกเข้ากับเอกลักษณ์ไทยอันทรงคุณค่า ในงานนี้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถร่วมชมนิทรรศการ "Thai Heritage and Artistry Exhibition" โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ณ ลิฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 นิทรรศการนำเสนอความประณีตของงานศิลป์และหัตถศิลป์ไทย ผ่านเรื่องราว 50 ปีศิลปาชีพ, สถาบันสิริกิติ์ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน (Arts of the Kingdom Museum) จัดแสดงผลงานหัตถศิลป์ไทยชั้นสูง และผลงานจากช่างฝีมือระดับครู, อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน, พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงชุดไทยผลงานของคุณ ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) พ.ศ. 2562  และยังได้รับเกียรติจากอาจารย์ สุดสาคร ชายเสม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์ – เครื่องประกอบฉาก) พ.ศ. 2566 ซึ่งสะท้อนความงดงามของงานช่างฝีมือไทยที่สืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน นอกจากการชมนิทรรศการ ผู้ร่วมงานยังสามารถสัมผัสวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิดผ่านประสบการณ์ที่หลากหลาย เวิร์กชอปลงมือทำจริง ได้แก่ การสร้างสรรค์กระเป๋าผ้าลายหน้ากากโขน การประดิษฐ์ตุ๊กตากระดาษแต่งกายไทย และการสร้างสรรค์กลิ่นหอมแบบไทยจากพรรณไม้และสมุนไพรไทย ผู้ร่วมงานจะได้นำผลงานของตนกลับไปเป็นที่ระลึก นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการ “Amazing Thailand Global Thai Silk Exhibition” หรือ “นิทรรศการไหมไทยสู่สากล” โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย นำผ้าไหมไทยเชื่อมโยงงานออกแบบจากดีไซเนอร์นานาชาติ 5 ภูมิภาค กว่า 100 ประเทศ ถ่ายทอดอัตลักษณ์และวัฒนธรรม และประเพณีของแต่ละประเทศผ่านผ้าไหมไทย เกิดเป็นผลงานแฟชั่นที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมผ่านมุมมองของนักออกแบบจากทั่วโลกโดยจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 11-18 ตุลาคม 2569 ณ ชั้น 1 และชั้น 3 สยามพารากอน  พร้อมกันนี้ ณ  NEXTOPIA ชั้น 5 สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ยังจัดงาน “Future Craft Experience: Craft to Impact: Ten Wisdoms, One Sustainable Future” นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มงานหัตถศิลป์ไทยที่สะท้อนพลังแห่งภูมิปัญญาไทยในการสร้างอาชีพ สร้างชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่าน workshop จักสาน โดยวัสดุธรรมชาติ พร้อมทั้งการจัดแสดงผลงานศิลปะจาก Eco material ระหว่างวันที่ 17-18 ตุลาคม 2569 ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะมีการจัดเวิร์กชอประดับเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแขกผู้ลงทะเบียนพิเศษ โดยความร่วมมือกับแบรนด์ลักชัวรีระดับโลก เพื่อนำเสนอแนวคิดด้าน Craftsmanship และความเป็นเลิศทางงานฝีมือ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ระดับโลกกับคุณค่าของมรดกไทยได้อย่างงดงาม ขณะเดียวกัน ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เตรียมต้อนรับผู้ร่วมประชุมจากทั่วโลกภายใต้แนวคิด “Discover Thailand's Timeless Heritage at ICONSIAM” ผ่านการนำเสนอเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยบนทำเลอันเป็นหัวใจแห่งประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตไทย หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ The Royal Barge Experience “นิทรรศการ สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง วันนี้ – 8 พฤศจิกายน 2569  ณ  ไอคอนลักซ์ ชั้น M นิทรรศการที่ถ่ายทอดความงดงามและความยิ่งใหญ่ของพระราชพิธีขบวนพยุหยาตราทางชลมารค การจัดแสดง “ริ้วขบวนเรือพระราชพิธีจำลอง” แสดงโมเดลเรือพระราชพิธี 52 ลำ ที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตงดงาม จัดเรียงในรูปแบบประเภทและหน้าที่ของเรือพระราชพิธี  พร้อมเนื้อหาประวัติความเป็นมาของเรืออย่างละเอียดครบถ้วนและการจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของประเพณีอันทรงคุณค่านี้ โดยผู้ร่วมประชุมยังสามารถสัมผัสประสบการณ์ Must Visit Experiences ภายในไอคอนสยาม ไม่ว่าจะเป็น ALANGKARN Waterfall น้ำตกอลังการ ความสูง 15 เมตร, SOOKSIAM เมืองสารพัดสุขสนุกแบบไทย ที่รวบรวมของดีและวัฒนธรรมจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย และ ICONCRAFT พื้นที่รวบรวมผลงานคราฟต์ร่วมสมัยจากช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ ซึ่งล้วนเป็นตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์และ Soft Power ไทยที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก นอกจากนี้ ในวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ไอคอนสยามยังได้จัดกิจกรรมเวิร์กชอปและประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมสำหรับคู่สมรสของผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ติดตาม อาทิ การสาธิตงานปักผ้าไทย การสานงานหัตถกรรม การเรียนรู้ศาสตร์แห่งความผ่อนคลายแบบไทย การสร้างสรรค์เทียนหอม และประสบการณ์ด้านอาหารไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมซึมซับความงดงามของวิถีไทยในรูปแบบที่เข้าถึงได้อย่างลึกซึ้งและร่วมสมัย บทบาทของสยามพิวรรธน์ในการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม The IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 สะท้อนวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้สร้างคุณค่าร่วมและแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน พร้อมสนับสนุนประเทศไทยในการต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากทั่วโลกอย่างสมศักดิ์ศรีผ่านการนำเสนอประสบการณ์ระดับโลกที่ผสานความเป็นไทยเข้ากับมาตรฐานสากลอย่างลงตัว สยามพิวรรธน์มุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้สัมผัสความงดงามของประเทศไทยในทุกมิติ ทั้งด้านวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ การบริการ และการต้อนรับอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของโลกสำหรับการท่องเที่ยว การลงทุน และการจัดงานระดับนานาชาติ พร้อมเป็น Grand Stage of The World --- ## "กระทิง พูนผล" กลั่นบทเรียนจากความล้มเหลวตลอดเส้นทางชีวิต สู่หนังสือ "Unbeatable" คู่มือ How-To 10 บท ตั้งแต่จัดการปัญหา - อารมณ์รายวัน เยียวยาฟื้นฟูจิตใจ ไปจนถึงเปลี่ยนตัวตนจากภายใน URL: https://positioningmag.com/pr-news/116279 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: PR News "กระทิง" เรืองโรจน์ พูนผล เปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ "Unbeatable วิธีบ่มเพาะตัวตนและจิตใจของผู้ชนะ ในทุกสถานการณ์" จากสำนักพิมพ์ KOOB ภายใต้แนวคิด "ต่อให้โลกโหดร้ายแค่ไหน ฉันจะไม่พ่ายแพ้" ต่อยอดจากหนังสือเล่มแรก "Move Heaven and Earth" ด้วยการกลั่นบทเรียนจากความล้มเหลว ตลอดเส้นทางการทำงานมาเป็นคู่มือลงมือทำที่วางระบบคิดเป็นพีระมิด 3 ระดับ ตั้งแต่การจัดการปัญหาและอารมณ์รายวัน การเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านตัวตน พร้อมต่อยอดทักษะ "Unbeatable" ผ่านชุมชนออนไลน์ ให้เป็นทักษะที่จำเป็นในปี 2570 สำหรับคนไทยที่ต้องรับมือกับโลกที่ผันผวน หนังสือเปิดให้สั่งจองแล้ว นายเรืองโรจน์ พูนผล ผู้ร่วมก่อตั้ง H.O.W. (House of Wisdom) เปิดเผยว่า "Unbeatable" เป็นหนังสือที่ ตั้งใจให้ผู้อ่านนำไปลงมือทำได้จริง เนื้อหากว่า 200 หน้า แบ่งเป็น 10 บท เขียนในรูปแบบ How-To ที่ผู้อ่าน ฝึกได้ทีละขั้น ต่อยอดจากหนังสือเล่มแรก "Move Heaven and Earth" ซึ่งเล่าเส้นทางชีวิตของเขาตั้งแต่วัยเด็ก จนถึงวันที่ประสบความสำเร็จ ทั้งสองเล่มจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ KOOB นายเรืองโรจน์ กล่าวว่า "หลังจากเล่มแรกออกไป คำถามที่ผมได้รับมากที่สุดคือ แล้วจะเริ่มทำอย่างไร Unbeatable จึงเป็นคำตอบที่ผมอยากให้ทุกคนหยิบไปใช้ได้ตั้งแต่วันแรกที่อ่าน ทุกบทในหนังสือกลั่นมาจากความล้มเหลวที่ผมเจอตลอดเส้นทางการทำงาน ทั้งในวงการเทคโนโลยี การปั้นสตาร์ทอัพ และการบริหารองค์กร ผมล้มมาเยอะกว่าที่คนส่วนใหญ่เห็น สิ่งที่ทำให้ผมยังยืนอยู่ได้ไม่ใช่โชค แต่เป็นระบบคิดที่ฝึกซ้ำจนติดตัว หนังสือเล่มนี้คือระบบนั้น ซึ่งผมจัดเรียงไว้ให้ผู้อ่านเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องล้มเองทุกครั้ง" เนื้อหาของ "Unbeatable" วางเป็นพีระมิด 3 ระดับที่ต่อยอดกัน เพื่อดูแลสภาวะจิตใจตั้งแต่ปัญหารายวันไปจนถึงวิกฤตชีวิต ระดับฐานรากคือการจัดการอารมณ์ในแต่ละวัน เริ่มจากกฎ 90 วินาที ที่ใช้ตัดจบความหงุดหงิดเล็ก ๆ อย่างการถูกขับรถปาดหน้า ก่อนที่ความหุนหันพลันแล่นจะสร้างความเสียหาย ควบคู่กับการเติมพลังบวก การฝึกวินัย (Discipline) และการเรียนรู้จากความผิดพลาดอย่างรวดเร็ว (Ultra Learning) ระดับกลางคือการเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจ (Healing & Recovery) สำหรับปัญหาที่หนักขึ้น ซึ่งมีกฎ 9 นาทีและกฎ 90 นาทีเป็นเครื่องมือ พร้อมแนวคิดการอยู่กับความทุกข์โดยไม่จมปลัก (Suffer Well) และความยืดหยุ่นทางใจ (Resiliency) ที่ช่วยให้กลับมายืนได้อย่างมั่นคง ส่วนยอดของพีระมิดคือการเปลี่ยนผ่านตัวตน (Identity Transformation) ซึ่งไปไกลกว่าการกลับมาจุดเดิม เพราะเป็นการเติบโตและค้นพบศักยภาพใหม่จากวิกฤต โดยหนังสือถ่ายทอดผ่านกรณีศึกษาต่าง ๆ นายเรืองโรจน์ ระบุว่า เป้าหมายของ "Unbeatable" ไปไกลกว่าการเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม เขาตั้งใจต่อยอดให้เป็นทักษะที่ผู้อ่านฝึกได้จริง ผ่านชุมชนของคนที่ต้องการพัฒนาตัวเองไปด้วยกันบนดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างเพจเฟซบุ๊ก Unbeatable กับกิจกรรมอื่น ๆ ในอนาคต ทั้งนี้ เขามองว่า "Unbeatable" คือทักษะที่จำเป็นในปี 2570 ในวันที่คนไทยต้องเผชิญโลกที่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็วจนไม่มีสูตรสำเร็จให้เดินตาม ความสามารถในการยืนหยัดและลุกขึ้นใหม่ได้เร็วจึงสำคัญไม่แพ้ความรู้หรือทักษะวิชาชีพ นายเรืองโรจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า "ผมอยากให้ Unbeatable เป็นทักษะที่คนไทยมีติดตัวเข้าสู่ปี 2570 เพราะต่อให้โลกโหดร้ายแค่ไหน เราเลือกได้ว่าจะไม่พ่ายแพ้" หนังสือ "Unbeatable วิธีบ่มเพาะตัวตนและจิตใจของผู้ชนะในทุกสถานการณ์" อยู่ในหมวด จิตวิทยาพัฒนาตนเอง จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ KOOB ราคา 219 บาท เปิดให้สั่งจองแล้ว ที่ https://www.facebook.com/share/p/1DsjxhKcf5/ และจะวางจำหน่ายที่ร้านหนังสือทั่วประเทศตั้งแต่ 23 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นอกจากนี้ นายเรืองโรจน์ จะร่วมพบผู้อ่านพร้อมมอบลายเซ็นในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ในวันที่ 25 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่บูธสำนักพิมพ์ KOOB ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้สนใจติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊กUnbeatable https://www.facebook.com/profile.php?id=61594650181118 --- ## กรุงเทพประกันภัยร่วมบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ออกมาตรการดูแลลูกค้า พนักงาน และช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง URL: https://positioningmag.com/pr-news/116278 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: PR News จากสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เดินหน้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเสียหายเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัย พร้อมดำเนินมาตรการดูแลครอบคลุมทั้งลูกค้า พนักงาน และสังคม เพื่อช่วยลดความเดือดร้อนและสนับสนุนการฟื้นฟูต่างๆ โดยแบ่งมาตรการช่วยเหลือออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ ด้านลูกค้า: อำนวยความสะดวกด้วยบริการที่รวดเร็ว กรุงเทพประกันภัยพร้อมดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างเต็มที่ ผ่านการเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าได้รับความความสะดวกและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที มาตรการเร่งด่วนในเบื้องต้น ·      แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการรับบริการเคลมและการติดต่อ ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆของบริษัทฯ ·      เปิดแจ้งเคลมน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการใช้บริการรถยกได้อย่างสะดวก ผ่าน LINE @bangkokinsurance และโทรสายด่วน1620 โดยกด 1เพื่อเคลมประกันภัยรถยนต์ หรือกด 2เพื่อเคลมประกันภัยบ้านที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการ มาตรการช่วยเหลือลูกค้าในระยะยาว ·      ขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยทุกประเภท สูงสุด 90 วัน สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ·      ขยายระยะเวลาผ่อนชำระเบี้ยประกันภัย ดอกเบี้ย 0% สูงสุด 10 เดือน สำหรับบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ และ 0% สูงสุด 6 เดือน สำหรับบัตรเครดิตอื่นๆ ที่ร่วมรายการ ด้านพนักงาน: ใส่ใจดูแลบุคลากรอย่างเต็มที่ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการความช่วยเหลือพนักงานอย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการเยียวยาและสวัสดิการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้พนักงานสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ดังกล่าวได้ โดยมีมาตรการดังนี้ ·        เงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมและฟื้นฟูที่อยู่อาศัย ตามจริงหรือสูงสุด 20,000 บาท เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายในเบื้องต้น ·        เงินกู้สำหรับการซ่อมแซมบ้านเรือนของพนักงาน คู่สมรส หรือบิดามารดา ดอกเบี้ย 0% วงเงินสูงสุด 300,000 บาทระยะการผ่อนชำระ 3 ปี ·        วันลาหยุดพิเศษ เพื่อให้พนักงานทำความสะอาด ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และจัดการภารกิจส่วนตัวต่างๆ ·      เงินช่วยเหลือค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ สำหรับเจ้าหน้าที่สำรวจอุบัติเหตุหรือพนักงานที่ปฏิบัติงานให้บริการลูกค้าและคู่ค้าในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม ด้านสังคม: ส่งต่อความช่วยเหลือสู่ชุมชน กรุงเทพประกันภัยร่วมกับมูลนิธิกรุงเทพประกันภัย ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ รวมจำนวนกว่า 1,300 ชุด พร้อมน้ำดื่ม 400 แพ็ก และเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในกรุงเทพฯ รวมถึงจังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และนครนายก กรุงเทพประกันภัยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อกำลังใจและความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมสนับสนุนการฟื้นฟูให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยบริษัทฯ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงในปัจจุบัน ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการบริการและการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของลูกค้า คู่ค้า ชุมชน พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกัน --- ## 6 ต.ค.นี้มาแน่ Paramount X Warner Bros. สู่ยุคใหม่ ‘Skydance’ อาณาจักรบันเทิง ที่จะมาท้าชน Netflix และเขย่าวงการฮอลลีวูด URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116277 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: Lupang สรุป: การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการบันเทิงโลกกำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 ต.ค.นี้ หลังการควบรวมกิจการครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสองยักษ์ใหญ่ Paramount Skydance และ Warner Bros. ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.1 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท ใกล้จะเสร็จแล้ว ในชื่อใหม่ Skydance มหากาพย์การดีลครั้งนี้จบลงได้เมื่อพาราเมาท์ผ่านปราการทางกฎหมายสุดหิน หลังผู้พิพากษาอนุมัติข้อตกลงร่วมกับกลุ่ม 12 รัฐในสหรัฐฯ โดยแลกกับคำมั่นสัญญาว่า จะรักษากำลังการผลิตภาพยนตร์ลงโรงฉายอย่างน้อยปีละ 30 เรื่องต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 ปี เพื่อพยุงอุตสาหกรรมโรงหนังและการันตีความหลากหลายของคอนเทนต์ในตลาด ล่าสุด David Ellison ซีอีโอแห่งพาราเมาท์ ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า หลังจากสองยักษณ์ใหญ่รวมตัวกันจะใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘Skydance Corporation’ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า ‘Skydance’ พร้อมเตรียมเปลี่ยนตัวย่อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเป็น ‘SKYD’ ทันทีที่กระบวนการควบรวมกิจการเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในวันที่ 6 ต.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นการปิดฉากมหากาพย์การเจรจาอันดุเดือดที่สั่นสะเทือนวงการฮอลลีวูดตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การเลือกใช้ชื่อ ‘Skydance’ เป็นชื่อบริษัทแม่ Ellison อธิบายว่า เพื่อสร้างตัวตนและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับองค์กรใหม่ โดยไม่ไปลดทอนคุณค่าหรือกลบรัศมีของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Paramount หรือ Warner Bros. ที่สั่งสมชื่อเสียงและอยู่ในใจผู้ชมมาหลายชั่วอายุคน โดย Skydance จะทำหน้าที่เป็นร่มคันใหญ่ที่คุมทั้งสตูดิโอหนัง โทรทัศน์ และสำนักข่าวระดับโลก รวมเอา IP แฟรนไชส์ระดับบล็อกบัสเตอร์อย่าง Mission: Impossible, Harry Potter ฯลฯ ตลอดจนแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง CBS, CNN, Paramount+ และ HBO Max มาไว้ใต้ชายคาเดียวกัน ในส่วนของการบริหารภายใน Ellison ได้ดึง Ynon Kreiz อดีตซีอีโอฝีมือดีจาก Mattel มารับตำแหน่งซีอีโอร่วม เพื่อเข้ามากุมบังเหียนการบริหารงานและการรวมโครงสร้างองค์กร ช่วยปลดล็อกให้ Ellison ได้ใช้พลังกับงานสร้างสรรค์และกลยุทธ์ภาพรวมได้อย่างเต็มที่ แต่เส้นทางข้างหน้าก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะสองผู้นำต้องแบกรับโจทย์หินอย่างการลุยแผนลดต้นทุนให้ได้ตามเป้า 6,000 ล้านดอลลาร์ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการภาระหนี้สินรวมของสองฝั่งที่สูงแตะ 80,000 ล้านดอลลาร์ การรวมตัวของสองจักรวาลบันเทิงในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในการงัดข้อกับเจ้าตลาดสตรีมมิ่งอย่าง Netflix เท่านั้น แต่ยังทำให้ทั้งแฟนหนังและคนทำงานเบื้องหลังต่างจับตามองกันอย่างตาไม่กะพริบว่า ความเคลื่อนไหวของ Skydance ในครั้งนี้ จะสร้างแรงสั่นสะเทือนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และการจ้างงานในฮอลลีวูดไปในรูปแบบใดต่อจากนี้ --- ## IT CITY เผย AI PC และ Gaming โตแรง ดันตลาดไอทีปลายปีคึกคัก URL: https://positioningmag.com/pr-news/116276 เผยแพร่: 2026-10-09 สรุป: IT CITY ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอทีแบบครบวงจรของประเทศไทย เผยแนวโน้มตลาดไอทีในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม AI PC, AI Notebook และอุปกรณ์ Gaming ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนผ่านผลตอบรับของงาน “IT CITY TECH PLAYGROUND 2026” มหกรรมเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ดิจิทัลแห่งปี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กันยายน – 13 ตุลาคม 2569 ณ Promotion Area ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต หลังเปิดงานมาแล้วกว่าครึ่งทาง IT CITY TECH PLAYGROUND 2026 ยังคงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา เกมเมอร์ และผู้ที่กำลังมองหาอุปกรณ์ดิจิทัลสำหรับการทำงาน การเรียน และความบันเทิง โดยมีผู้เข้าใช้บริการภายในศูนย์การค้ารวมกว่า 300,000 คน ขณะที่ยอดขายโดยรวมสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนกำลังซื้อและความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่ยังแข็งแกร่งในช่วงปลายปี โสภณ อิงค์ธเนศ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลตอบรับของงานในปีนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์ไอทีของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม AI Notebook และ AI PC ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การเรียน และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ขณะเดียวกันกลุ่ม Gaming ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความนิยมที่ขยายตัวในทุกช่วงวัย” “แม้ผู้บริโภคจะศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น แต่การได้ทดลองใช้งานจริงและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ นี่คือแนวคิดสำคัญของการจัดงาน TECH PLAYGROUND ที่ต้องการสร้างพื้นที่ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่จากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมรับข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุดในช่วงโค้งสุดท้ายของงาน” ข้อมูลจากการจัดงานพบว่าลูกค้าที่เข้าร่วมงานมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 12,000–15,000 บาทต่อบิล และมีสัดส่วนลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิมในระดับใกล้เคียงกัน สะท้อนศักยภาพของงานในการเข้าถึงทั้งฐานลูกค้าเดิมและผู้บริโภครุ่นใหม่ กลุ่ม AI PC และ AI Notebook เป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในงาน โดย Notebook ที่รองรับ AI ถือเป็นหนึ่งในสินค้าขายดีของปีนี้ จากความต้องการอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การเรียน และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการทดลองใช้งานจริงและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจซื้อ ทำให้โซนสาธิตสินค้าและพื้นที่ทดลองใช้งานได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องตลอดการจัดงาน IT CITY มองว่าตลาดสินค้าไอทีในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตจากความต้องการอัปเกรดอุปกรณ์เพื่อการทำงาน การเรียน และความบันเทิง ประกอบกับแคมเปญส่งเสริมการขายและเทศกาลปลายปี โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมภายในงาน ได้แก่ Notebook, Gaming Gear, เครื่องเล่นเกม Nintendo และ PlayStation, จอคอมพิวเตอร์, คอมพิวเตอร์จัดเซ็ตและคอมประกอบ DIY รวมถึงสมาร์ทโฟน ขณะที่กลุ่ม Gaming Gear และ Notebook เป็นหมวดสินค้าที่เติบโตโดดเด่นที่สุดภายในงาน โดยแบรนด์ที่ได้รับการตอบรับดีจากผู้บริโภคภายในงาน ได้แก่ Lenovo, Intel, AMD, HP และ Samsung ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ชั้นนำที่นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ รองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัล สำหรับช่วงโค้งสุดท้ายของงาน IT CITY TECH PLAYGROUND 2026 IT CITY ยังคงจัดเต็มโปรโมชั่นสำหรับสินค้าไอทีหลากหลายประเภท ทั้ง Notebook, Gaming Gear, สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ดิจิทัลยอดนิยม ด้วยส่วนลดสูงสุด 70% พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสำหรับคอมพิวเตอร์ประกอบ DIY ของแถมมูลค่าพิเศษ และทางเลือกการชำระเงินที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น  ลูกค้าที่มียอดซื้อครบ 10,000 บาทภายในงาน ยังสามารถรับฟรี Custom Keycap Keychain หรือ AI Magnet มูลค่า 250 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด ขณะที่ภายในงานยังมีกิจกรรมร่วมสนุกและสิทธิพิเศษจากแบรนด์ชั้นนำตลอดระยะเวลาการจัดงาน อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ ฟรีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินคนดัง NONT TANONT (นนท์ ธนนท์) ในวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569 พร้อมกิจกรรมพิเศษภายในงานเพื่อสร้างสีสันและมอบประสบการณ์ความบันเทิงให้กับผู้ร่วมงานในช่วงโค้งสุดท้าย สำหรับผู้สนใจที่กำลังมองหาสินค้าไอที เทคโนโลยี AI และอุปกรณ์ดิจิทัลในราคาพิเศษ สามารถร่วมช้อปสินค้าไอทีลดสูงสุด 70% พร้อมรับสิทธิประโยชน์และกิจกรรมพิเศษภายในงาน IT CITY TECH PLAYGROUND 2026 ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ณ Promotion Area ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต --- ## ‘ทาสสายเปย์’ พร้อมไหม? Hermès เปิดตัว Poopy pouch for waste bags กระเป๋าเก็บอึลูกรักใบละ 44,000 บาท URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116275 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: Lupang สรุป: ในยุคที่ ‘ลูกรักสี่ขา’ มาแรง และสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องฟังก์ชัน แต่กำลังก้าวเข้าสู่โลกของแฟชั่นระดับไฮเอนด์อย่างเต็มตัว เมื่อ Hermès ได้เปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ของการพกถุงเก็บมูลสุนัข ด้วยการนำเสนอ ‘Poopy pouch for waste bags’ กระเป๋าหนังใบจิ๋วที่ออกแบบมาเพื่อใช้ใส่ถุงเก็บอึสุนัขโดยเฉพาะ วางราคาจำหน่ายไว้ที่ 44,000 บาท คำถามชวนคิดที่ตามมาทันทีคือ บรรดาทาสสายเปย์พร้อมหรือไม่? กับการจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อแลกกับการดูแลสุขอนามัยของลูกรักสี่ขาอย่างมีสไตล์ที่สุด แนวคิดของไอเทมชิ้นนี้ ทาง Hermès ต้องการยกระดับของใช้จำเป็นระหว่างพาน้องหมาออกไปเดินเล่นให้กลายเป็น Accessory สุดเก๋ที่พกติดตัวได้อย่างมีรสนิยม โดยตัวกระเป๋าขนาดกะทัดรัดเพียง 6.8 × 3.5 เซนติเมตร ทำมาจากหนัง Swift calfskin ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสัมผัสนุ่มและผิวเรียบเนียน มาพร้อมสายหนังสำหรับนำไปเกี่ยวเข้ากับกระเป๋าถือ สายจูง หรือเข็มขัดได้อย่างลงตัว และมีช่องด้านหลัง เพื่อให้ดึงถุงเก็บอึออกมาใช้งานได้ทันที ขณะที่ด้านหน้าตกแต่งด้วยดีเทล Clou de Selle สลักตัวอักษร Hermès Sellier ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดอยู่ในระดับเดียวกับ Accessory ของแบรนด์ แม้จะเป็นสินค้าสำหรับเก็บอึของสุนัขก็ตาม นอกจากนี้ Poopy pouch for waste bags จากแบรนด์ Hermès ยังผลิตในฝรั่งเศส มีสนนราคาวางจำหน่ายในประเทศไทยอยู่ที่ 44,000 บาท (ไม่รวมถุงเก็บอึสุนัขแต่อย่างใด) โดยไอเทมชิ้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในไลน์ผลิตภัณฑ์สำหรับสุนัขของ Hermès ที่ครอบคลุมตั้งแต่ปลอกคอ สายจูง เสื้อกันฝน ไปจนถึงชามอาหาร เรียกว่าดูแลสัตว์เลี้ยงตัวโปรดตั้งแต่ยามออกเดินเล่นไปจนถึงมื้ออาหาร แล้วคุณ... พร้อมหรือไม่ที่จะจ่าย 44,000 บาท เพื่อยกระดับภารกิจเก็บอึของลูกรักให้หรูหรากว่าที่เคย? --- ## เคทีซีชวนมองสุขภาพในมิติใหม่ผ่าน “โภชนจิตเวช” เมื่ออาหาร สุขภาพใจ และสภาพแวดล้อม กำหนดคุณภาพชีวิตกว่าที่คิด URL: https://positioningmag.com/pr-news/116274 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: PR News ทำไมคนไทยรู้เรื่องสุขภาพมากขึ้น แต่โรค NCDs ความเครียด และปัญหาสุขภาพจิตยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง? คำถามนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเวทีเสวนา KTC FIT Talk 28 "โภชนจิตเวช: กินดี คิดดี ชีวิตดี เราเลือกเองได้จริงหรือ?" ที่จัดขึ้นโดยเคทีซีร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงสาธารณสุข สสส. และ Healthi Life Longevity Center เพื่อชวนสังคมมองสุขภาพในมิติใหม่ผ่านศาสตร์ “โภชนจิตเวช” (Nutritional Psychiatry) ซึ่งชี้ว่าอาหารไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อร่างกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับสมอง อารมณ์ การนอน ความเครียดและคุณภาพชีวิตในระยะยาว คนไทยไม่เคยเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพได้ง่ายเท่าวันนี้ เรารู้ว่าควรกินอะไร ออกกำลังกายแบบไหน และนอนกี่ชั่วโมงจึงจะดีต่อร่างกาย แต่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของประเทศไทย โดยสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นเกือบ 10% ของ GDP ประเทศ (ข้อมูลจาก WHO Thailand, UNDP และรายงาน NCD Investment Case for Thailand) คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “เราควรดูแลตัวเองอย่างไร” แต่รวมถึง “ระบบอาหาร สภาพแวดล้อม การทำงาน และวิถีชีวิตในปัจจุบัน เอื้อให้ผู้คนมีสุขภาวะที่ดีได้จริงมากน้อยเพียงใด” จากความรู้เรื่องอาหาร สู่ระบบที่ทำให้คนไทยกินดีได้จริง ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึงร้อยละ 74 ของการเสียชีวิตทั้งหมดของคนไทย ทั้งที่ปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะเรื่องอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต สะท้อนว่าความรู้ด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประเทศ” “หลายคนรู้ว่าควรลดหวาน ลดเค็ม เพิ่มผักและผลไม้ แต่การตัดสินใจเรื่องอาหารในชีวิตจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้หรือความตั้งใจเพียงอย่างเดียว หากยังเกี่ยวข้องกับราคา เวลา ความสะดวก และสิ่งที่เข้าถึงได้ในแต่ละวัน การสร้างสุขภาวะที่ดีจึงต้องก้าวข้ามการรณรงค์เปลี่ยนพฤติกรรมรายบุคคล ไปสู่การสร้างระบบอาหารที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และมีราคาที่เหมาะสมมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนคือมาตรการภาษีความหวานที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้ผลิตปรับสูตรลดปริมาณน้ำตาลและเพิ่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพในตลาด สะท้อนว่ากลไกนโยบายสามารถเปลี่ยนทั้งการผลิตและการบริโภคได้ในวงกว้าง ดังนั้นโจทย์สำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ทำอย่างไรให้คนไทยรู้มากขึ้น แต่คือทำอย่างไรให้ ‘ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ’ กลายเป็น ‘ทางเลือกที่ง่ายที่สุด’ สำหรับทุกคน” ผลตรวจปกติ ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงยังไม่เริ่ม พญ.สรัสวดี สุวรรณจินดา ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการแพทย์ (CMO) Healthi Life Longevity Center กล่าวว่า “โรคเรื้อรังไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ผลตรวจข้ามเกณฑ์ แต่ความเสี่ยงอาจสะสมมาก่อนหน้านั้นหลายปี หลายคนมีผลตรวจพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณผ่านอาการที่มักถูกมองข้าม เช่น ตื่นมาแล้วยังเหนื่อย นอนไม่สดชื่น สมองไม่แล่น อ้วนลงพุงทั้งที่กินเท่าเดิม หรือรู้สึกว่าแรงกายแรงใจลดลง อาการเหล่านี้ไม่ควรถูกสรุปว่าเป็นเพียงผลจากงานหนักหรืออายุที่เพิ่มขึ้นเสมอไป แต่อาจสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิกที่กำลังเกิดขึ้น หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ เมื่อผลตรวจยังไม่ผิดปกติ ก็คิดว่ายังไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ความจริงแล้วภาวะอย่างดื้ออินซูลิน ไขมันพอกตับ หรือการอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง อาจเกิดขึ้นแล้วโดยที่ร่างกายยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจน เป้าหมายของสุขภาพในอนาคตจึงไม่ใช่แค่มีอายุยืน แต่คือการมี Healthy Years หรือจำนวนปีที่ยังแข็งแรง เคลื่อนไหวได้ สมองแจ่มใส ใช้ชีวิตได้เต็มศักยภาพ และพึ่งพาตนเองได้ให้นานที่สุด" เมื่อยังไหว ไม่ได้หมายความว่าสุขภาพใจยังดี ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “ความท้าทายของคนยุคปัจจุบันคือ หลายคนยังสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ จึงเชื่อว่าตนเองยังมีสุขภาพดี ทั้งที่อาจกำลังเผชิญภาวะ ความเครียดสะสมและการฟื้นตัวที่ไม่เพียงพอ ความเครียดเรื้อรังไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับอารมณ์ แต่ยังส่งผลต่อการนอน พฤติกรรมการกิน ระบบเผาผลาญ ภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายชนิด สุขภาพกายและสุขภาพใจจึงไม่สามารถแยกออกจากกันได้ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ การพักผ่อนแล้วไม่รู้สึกสดชื่น ความเหนื่อยล้าสะสม สมาธิลดลง หงุดหงิดง่าย หรือหมดความสนใจกับสิ่งที่เคยมีความหมาย เพราะการฟื้นตัวไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่เป็นส่วนสำคัญของสุขภาพที่ดี ความตั้งใจมี แต่จะทำอย่างไรให้ลงมือทำได้ต่อเนื่อง นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผู้บริโภคไทยในวันนี้ไม่ได้รอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยเข้าสู่ระบบสุขภาพอีกต่อไป แต่กำลังลงทุนกับคุณภาพชีวิตของตัวเองมากขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซีในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) พบว่าหมวดสุขภาพยังคงเป็นหนึ่งในหมวดที่มีการใช้จ่ายในอันดับต้นๆ ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมที่เปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การป้องกัน ดูแลสุขภาพองค์รวม และการฟื้นฟูสุขภาพทั้งกายและใจ โดยกลุ่มอายุ 30-49 ปีเป็นช่วงวัยที่มีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านสุขภาพมากที่สุด ขณะที่สมาชิกในต่างจังหวัดมีการใช้จ่ายด้านสุขภาพเติบโตสูงกว่ากรุงเทพฯ สะท้อนว่าเรื่องสุขภาพกำลังกลายเป็นวาระสำคัญของผู้บริโภคในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนเมืองหรือผู้สูงวัยอีกต่อไป” “อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยาก แต่ความท้าทายคือการทำให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนมีความรู้ มีแรงบันดาลใจ และพร้อมลงทุนกับสุขภาพ แต่ยังติดข้อจำกัดเรื่องเวลา ค่าใช้จ่าย และการเข้าถึงบริการที่เหมาะกับตนเอง เคทีซีจึงพัฒนาแนวคิด KTC Wellness: The Journey to Well-being โดยเชื่อมโยงพันธมิตรด้านสุขภาพกว่า 5,700 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสุขภาพ การป้องกันโรค การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพใจ ไปจนถึงการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อช่วยให้สมาชิกเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น ลดอุปสรรคในการดูแลสุขภาพ และเปลี่ยนความตั้งใจให้กลายเป็นพฤติกรรมที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะท้ายที่สุด สุขภาพที่ดีไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องพยายามเพียงลำพัง แต่ควรมีระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้คนดูแลตัวเองได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” เวที KTC FIT Talk 28 สะท้อนให้เห็นว่า การมีสุขภาพดีไม่ใช่เพียงเรื่องของความรู้หรือความตั้งใจ แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบรอบตัวที่ส่งผลต่อทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่การเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ การรับรู้ความเสี่ยงก่อนเกิดโรค คุณภาพการนอน การฟื้นตัว ไปจนถึงภาระทางเศรษฐกิจและความกดดันในการใช้ชีวิต เพราะท้ายที่สุดแล้ว “กินดี คิดดี ชีวิตดี” อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของการเลือก แต่คือการร่วมกันสร้างเงื่อนไขที่ทำให้คนไทยเลือกสิ่งที่ดีให้กับตัวเองได้จริงในทุกวัน --- ## AWC ผนึกความพิเศษร่วมกับ Top Banks รวมพลังให้ตลาดทุนไทย นำ AWR REIT IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย สู่นักลงทุน เสริมพลังให้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ URL: https://positioningmag.com/pr-news/116273 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: PR News บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มุ่งสร้างจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ประกาศความร่วมมือกับสถาบันการเงินชั้นนำของไทย ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารทหารไทยธนชาต ร่วมกับ และ บริษัทหลักทรัพย์ แบงก์ออฟอเมริกา ด้วยความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไลฟ์สไตล์และท่องเที่ยวไทย ที่ AWC ได้พัฒนาโครงการคุณภาพ ผนึกพลังร่วมกับ ความเชี่ยวชาญด้านการเงิน ตลาดทุน และเครือข่ายของพันธมิตรทั้ง 7 แห่ง เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงอสังหาริมทรัพย์กรรมสิทธิ์ Freehold คุณภาพระดับแลนด์มาร์กของประเทศไทย ผ่านโครงสร้างการลงทุนที่มีการกำกับดูแลตามมาตรฐานระดับสากล AWC ได้จัดเตรียม AWR - AWC Lifestyle Property Real Estate Investment Trust มุ่งสู่การเป็นกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์แบบกรรมสิทธิ์ Freehold ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 51,388 ล้านบาท โดยพอร์ตการลงทุนเริ่มต้นประกอบด้วย 5 Landmark Assets ในทำเลศักยภาพ ทั้งกรุงเทพฯ สมุย กระบี่ และพัทยา ได้แก่ The Empire, Banyan Tree Koh Samui Hotel, Banyan Tree Krabi, Meliá Koh Samui และ Pattaya Marriott Resort and Spa ด้วยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง รวมถึงโอกาสเติบโตจากสัญญาให้สิทธิในการลงทุนโครงการต่างๆ ของ AWC's Integrated Sustainable Growth Platform เพื่อเป็นโอกาสการลงทุนคุณภาพที่สร้างผลตอบแทนเติบโตมั่นคง ต่อเนื่อง ก้าวกระโดดและยั่งยืน PERFORMANCE GROWTH – เติบโตมั่นคง  การเติบโตจากผลการดำเนินงานของสินทรัพย์ โดยทรัพย์สินเริ่มต้นทั้ง 5 แห่งมี EBITDA เติบโตแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง APPRECIATION GROWTH – เติบโตต่อเนื่อง โอกาสจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์กรรมสิทธิ์ Freehold บนทำเลศักยภาพที่หาได้ยาก ACQUISITION GROWTH – เติบโตก้าวกระโดด โอกาสในการขยายพอร์ตผ่านสัญญาให้สิทธิในการปฏิเสธก่อน (Right of First Refusal: ROFR) ครอบคลุมสินทรัพย์ศักยภาพสูงที่ AWC คัดเลือกไว้เบื้องต้น 9 แห่ง พร้อมโอกาสจากโครงการอีก 48 แห่ง ในพอร์ตปัจจุบันของ AWC ต่อเนื่องไปถึงโครงการคุณภาพในอนาคต พร้อมโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่มุ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมี กรรมการอิสระมากกว่า 60% ซึ่งร่วมแต่งตั้งโดยทรัสตี และโครงสร้างค่าธรรมเนียมการบริหารที่เชื่อมโยงกับการเติบโตของผลตอบแทนต่อหน่วยทรัสต์ (DPU Growth) เพื่อสนับสนุนการสร้างผลประโยชน์ที่สอดคล้องกันระหว่างผู้จัดการกองทรัสต์ AWC และผู้ถือหน่วยทรัสต์ ความร่วมมือของ AWC ร่วมกับ 7 สถาบันการเงินชั้นนำ นับเป็นก้าวสำคัญของพลังพิเศษระดับประเทศและระดับโลกให้ตลาดทุนไทย ได้ร่วมนำการลงทุนคุณภาพ REIT ของประเทศ สู่นักลงทุนโดย AWR เชื่อมโยงแพลตฟอร์ม AWC นำสินทรัพย์คุณภาพ ด้วยโครงสร้างการลงทุนและการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อการเติบโตแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนให้ตลาดทุนและ REIT ไทยเป็นโอกาสการเติบโตสำหรับนักลงทุนในระยะยาว บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป รีทท์ จำกัด ได้ยื่น แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหน่วยทรัสต์และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 AWR - The Largest Freehold Best-in-class Sustainable REIT, Thailand  โอกาสเป็นเจ้าของ AWR Coming soon ติดตามข้อมูลที่ www.assetworldcorp-th.com และ www.assetworldcorpreit.com --- ## สมาคมโรงแรมไทย ค้านเก็บภาษีออกนอกประเทศ 1 พันบาท ห่วงต้นทุนท่องเที่ยวพุ่ง ชี้ครอบครัว 4 คนเที่ยวทีจ่ายเพิ่ม 10,280 บาท URL: https://positioningmag.com/insight/116272 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: my_bb วันนี้ (9 ต.ค.69) สมาคมโรงแรมไทย ร่อนเอกสาร คัดค้านหลักการร่าง พ.ร.บ.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หลังกรมสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอจัดเก็บภาษีผู้เดินทางออกนอกประเทศทางอากาศทุกสัญชาติ เบื้องต้น ครั้งละ 1,000 บาท และกำหนดเพดานไม่เกิน 5,000 บาทต่อครั้ง ห่วงเพิ่มต้นทุนการเดินทาง บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของไทย และกระทบรายได้ธุรกิจท่องเที่ยวตลอดห่วงโซ่ สมาคมโรงแรมไทยระบุว่า การจัดเก็บภาษีดังกล่าวอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้เดินทาง และส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางระหว่างประเทศ ทั้งยังอาจกระทบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่โรงแรม สายการบิน บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้า ไปจนถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น ชี้ภาระค่าใช้จ่ายพุ่ง 2,570 บาทต่อคน หนึ่งในข้อกังวลสำคัญคือ ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น โดยหากมีการจัดเก็บภาษีตามข้อเสนอ ผู้เดินทางอาจมีภาระค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกี่ยวข้องรวม 2,570 บาทต่อคนต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง ประกอบด้วย -ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) 1,120 บาท ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 -ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการ -ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 1,000 บาท ตามร่างกฎหมายที่เสนอ ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาท และภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 1,000 บาท ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา ไม่ใช่ภาระที่มีการเรียกเก็บครบทั้ง 3 รายการแล้วในปัจจุบัน สมาคมฯ ประเมินว่า หากครอบครัวนักท่องเที่ยว 4 คนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว จะมีค่าใช้จ่ายรวมสูงถึง 10,280 บาท โดยยังไม่รวมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ภายในประเทศ รวมถึงค่าธรรมเนียมบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากผู้เข้าพักโรงแรมในบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ห่วงกระทบเที่ยวบินระหว่างประเทศ นักท่องเที่ยวเข้าไทยอาจลดลง สมาคมฯ มองว่า การเดินทางระหว่างประเทศมีความเชื่อมโยงกันทั้งขาเข้าและขาออก หากภาษีดังกล่าวทำให้คนไทยเดินทางไปต่างประเทศลดลง ความต้องการเดินทางโดยรวมอาจชะลอตัว กระทบความคุ้มค่าในการให้บริการเที่ยวบิน โดยเฉพาะเส้นทางที่มีผู้โดยสารไม่มากเพียงพอ เมื่อความต้องการเดินทางลดลง สายการบินอาจปรับลดความถี่เที่ยวบินหรือชะลอการเปิดเส้นทางใหม่ ส่งผลให้จำนวนที่นั่งและทางเลือกในการเดินทางมายังประเทศไทยลดลงตามไปด้วย ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจต้องเผชิญค่าโดยสารที่สูงขึ้น หรือเปลี่ยนไปเลือกจุดหมายปลายทางอื่นที่เดินทางสะดวกและคุ้มค่ากว่า ผลกระทบจึงอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเดินทางของคนไทยไปต่างประเทศ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ รายได้จากการเข้าพักโรงแรม และการใช้จ่ายในธุรกิจท่องเที่ยวตลอดห่วงโซ่อุปทาน หวั่นซ้ำเติมท่องเที่ยวเปราะบาง เสนอรัฐทบทวนร่างกฎหมาย อีกประเด็นที่สมาคมฯ กังวลคือ สถานการณ์ท่องเที่ยวยังเผชิญความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นอยู่แล้ว การเพิ่มภาษีอีก 1,000 บาทต่อครั้งจึงอาจกระทบการตัดสินใจเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะใกล้และกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ซึ่งอาจหันไปเลือกประเทศที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า สมาคมฯ เห็นว่า การพิจารณานโยบายดังกล่าวไม่ควรมุ่งเฉพาะรายได้ภาษีที่รัฐจะได้รับ แต่ควรประเมินผลกระทบต่อจำนวนผู้เดินทาง ความคุ้มค่าของเส้นทางบิน รายได้จากนักท่องเที่ยว การจ้างงาน และรายได้ภาษีจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปรียบเทียบกับมาตรการของประเทศคู่แข่งในภูมิภาค สำหรับข้อเสนอถึงกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง สมาคมโรงแรมไทยขอให้ทบทวนและยุติการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรในหลักการปัจจุบัน หากยังมีความจำเป็นต้องดำเนินการต่อ ควรเปิดเผยผลการศึกษาผลกระทบและประมาณการรายได้อย่างชัดเจน ครอบคลุมทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ สายการบิน ธุรกิจโรงแรม และเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ ยังเสนอให้พิจารณามาตรการทางเลือกที่ไม่เพิ่มภาระให้ผู้เดินทางเกินความจำเป็น โดยทบทวนทั้งขอบเขตผู้เสียภาษี อัตราภาษี และเพดานภาษี เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย สมาคมฯ ย้ำว่า สนับสนุนนโยบายการคลังที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน แต่การกำหนดมาตรการภาษีจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับนานาชาติ --- ## เดอะมอลล์ กรุ๊ป รับ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ชู Retail Destination เชื่อม Global Visitors URL: https://positioningmag.com/pr-news/116271 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: PR News เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในฐานะหนึ่งในผู้นำธุรกิจค้าปลีกของประเทศไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมและคู่สมรสจากนานาประเทศ โดยนำศักยภาพของ EM DISTRICT ได้แก่ Emporium, EmQuartier และ Emsphere มาร่วมสร้างประสบการณ์ที่สะท้อนความเป็นกรุงเทพฯ ประเทศไทย ผ่าน Shopping, Dining, Wellness, Culture และ Thai Lifestyle พร้อมเชื่อมโยงผู้มาเยือนจากทั่วโลกเข้าสู่ประสบการณ์ร่วมสมัยในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund (IMF) and the World Bank Group ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์(QSNCC) จาก Global Meetings สู่ Visitor Economy การเข้ามามีส่วนร่วมของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ในครั้งนี้ เกิดขึ้นสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการสร้าง “Value over Volume” โดยมุ่งเพิ่มคุณค่าจากคุณภาพของนักท่องเที่ยว การใช้จ่าย และประสบการณ์ มากกว่าการมองเพียงจำนวนผู้เดินทาง แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของ Visitor Economy ที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวเข้ากับ Destination ธุรกิจ และประสบการณ์ตลอด Visitor Journey ซึ่งในมุมของเดอะมอลล์ กรุ๊ป  ศูนย์การค้าฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการจับจ่าย แต่เป็นหนึ่งใน Destination ที่สามารถเชื่อมโยง Shopping, Dining, Fashion, Wellness, Culture และ Thai Lifestyle เข้าไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะ EM DISTRICT ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ และสามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่การประชุมและย่านสำคัญของเมือง จึงเป็นอีกหนึ่ง Touchpoint ที่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัส “Bangkok Experience” ในหลากหลายมิติ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมต้อนรับ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ผ่าน Experience Destination หนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือการจัดทำ IMF-World Bank Group Welcome Package จำนวน 15,000 ชุด สำหรับผู้เข้าร่วมการประชุม ครอบคลุมสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมและเข้าพักในโรงแรมที่เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ รวมถึงชุดสำหรับ High-Ranking Spouse พร้อม Platinum Tourist Card และ สิทธิประโยชน์จากแบรนด์ชั้นนำที่ให้บริการในศูนย์การค้าเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป พร้อมกันนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังจัด Shuttle Service ระหว่างศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และ EM DISTRICT จำนวน 7 รอบต่อวัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประชุมในการเดินทางเข้าสู่ย่าน Shopping & Lifestyle ใจกลางกรุงเทพฯ สำหรับคู่สมรสของผู้เข้าร่วมประชุม ได้จัด Spouse Program ในวันที่ 12 และ 14 ตุลาคม ภายใต้แนวคิด From Thai Heritage to Modern Bangkok ที่ออกแบบประสบการณ์ให้ครอบคลุมทั้ง Beauty & Wellness, Dining, Thai Craft และ Lifestyle อาทิ Aromatic Massage, Facial Treatment, Hair & Scalp Treatment, Hair Styling, Scalp Care รวมถึงกิจกรรมเชิงประสบการณ์ได้แก่การทำข้าวแต๋น ขนมไทย และถุงเครื่องหอมบุหงารำไป Experience Thailand Beyond Shopping อีกหนึ่งไฮไลต์ คือความร่วมมือกับ Jim Thompson เพื่อนำเสนอเรื่องราวของศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมโยง Heritage – Craftsmanship – Food – Lifestyle โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้สัมผัสเรื่องราวของสถาปัตยกรรมไทย ศิลปะเอเชีย และภูมิปัญญาด้านผ้าไหมไทย ณ Jim Thompson House Museum ก่อนต่อยอดประสบการณ์สู่การเรียนรู้และลงมือทำอาหารไทยด้วยตนเองที่ You Hunt, We Cook ณ Emsphere ขณะเดียวกัน EM DISTRICT ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสสินค้าและภูมิปัญญาไทยผ่านกิจกรรมเชิงประสบการณ์ ทั้งการทำข้าวแต๋น การทำถุงเครื่องหอมบุหงารำไป การนวดผ่อนคลาย สปา และ Hair Treatment เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของ Thai Culture & Contemporary Lifestyle ผ่านประสบการณ์จริง สัญญาณบวกจาก Global Visitors สะท้อนศักยภาพ Retail Destination การเข้ามามีส่วนร่วมในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการในธุรกิจของเดอะมอลล์ กรุ๊ป โดย ตั้งแต่ ไตรมาส 2 - ไตรมาส 3 ปี 2569 จำนวนลูกค้าต่างชาติเติบโต 14% ขณะที่ยอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโต 15% และมียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 9,500  บาทต่อบิล  โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ จีน อาหรับ พม่า อินเดีย สิงค์โปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน โดยมีการใช้บริการครอบคลุมทั้ง Fashion, Beauty, Dining, Gourmet, Wellness และ Thai Lifestyle Products ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า พฤติกรรมของ Global Visitors ในปัจจุบัน ไม่ได้มองศูนย์การค้าเพียงในมิติของการซื้อสินค้า แต่ให้ความสำคัญกับ Experience, Convenience และ Lifestyle ที่สามารถสัมผัสและจดจำได้ ซึ่งเป็นโอกาสของธุรกิจรีเทล ในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Visitor Economy และ เพิ่มมูลค่าตลอด Customer Journey สำหรับเดอะมอลล์ กรุ๊ป การมีส่วนร่วมใน 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings  จึงไม่ได้เป็นเพียงการมอบสิทธิประโยชน์หรืออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประชุม แต่เป็นอีกหนึ่งบทบาทของภาคเอกชนในการ ร่วมต้อนรับอาคันตุกะจากทั่วโลก และถ่ายทอดภาพประเทศไทยผ่านประสบการณ์จริง ตั้งแต่ Shopping, Dining, Wellness ไปจนถึงศิลปวัฒนธรรม อาหารไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุกองค์ประกอบสามารถเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ผู้มาเยือนมีต่อประเทศไทย และต่อยอดไปสู่การกลับมาเยือน การบอกต่อ และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว เดอะมอลล์ กรุ๊ป จึงมุ่งเดินหน้าบทบาทของ “Retail as a Destination” ที่เชื่อมโยง Global Visitors – Thai Experiences – Local Identity – Business Ecosystem เข้าด้วยกัน เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ประเทศไทยในมุมที่ร่วมสมัยและมีความหมายสำหรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก --- ## อิเกียเปิดตัวคอลเลกชัน ALPTALL/อัลพ์ทัลล์ ชวนท่องธรรมชาติหิมาลัย ผนึกมูลนิธิสืบฯ ปีที่ 2 แท็กทีม “กาย-ฮารุ” ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการเล่น URL: https://positioningmag.com/pr-news/116270 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: PR News อิเกีย ประเทศไทย ย้ำแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ผ่านการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กและความอบอุ่นในครอบครัว จัดงานเปิดตัวคอลเล็คชั่นใหม่ล่าสุด  ALPTALL/อัลพ์ทัลล์  ชวนเด็ก ๆ และครอบครัวร่วมสำรวจความงดงามของระบบนิเวศและสัตว์ป่าหายากแห่งเทือกเขาหิมาลัย ผ่านผลิตภัณฑ์ตุ๊กตาผ้า ของใช้ และของตกแต่งห้องนอนเด็กที่ออกแบบมาเพื่อจุดประกายจินตนาการและการเรียนรู้ร่วมกัน ภายในงานแถลงข่าว ณ อิเกีย บางนา ยังได้เปิดตัวความร่วมมือต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 กับ  มูลนิธิสืบนาคะเสถียร  นำโดย  คุณวัชรบูล ลี้สุวรรณ  กรรมการมูลนิธิฯ  ที่มาร่วมถ่ายทอดมุมมองเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ วิกฤตภาวะโลกร้อน และการร่วมมือกับอิเกีย พร้อมด้วยครอบครัวเซเลบริทีขวัญใจโซเชียล  คุณกาย – รัชชานนท์  และ  คุณฮารุ สุประกอบ  ที่ควงคู่ลูก ๆ ทั้งสาม  น้องคิริน น้องไนร่า และน้องเอเดน  มาร่วมแชร์ประสบการณ์การเลี้ยงลูกด้วยกิจกรรมการเล่นเสริมสร้างทักษะ พร้อมสร้างสีสันความน่ารักบนเวที ที่อิเกีย เราเชื่อว่าเด็ก ๆ คือบุคคลที่สำคัญที่สุดในโลก และในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก อิเกียให้ความสำคัญกับการมองโลกผ่านมุมมองของเด็ก เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่และประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้เด็กได้เล่นและเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ จากรายงานการศึกษา IKEA Play Report และผลการวิจัยตลอดหลายปีของอิเกีย ชี้ให้เห็นว่า “การเล่น” คือเส้นทางการเรียนรู้ตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กในการค้นพบตัวตน เข้าใจผู้อื่น และเรียนรู้โลกรอบตัว การเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เล่นสนุกอย่างเต็มที่ ไม่เพียงช่วยสร้างความสุขและเสียงหัวเราะในทุก ๆ วัน แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาทักษะชีวิต ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ไปพร้อมกับการสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นในครอบครัว  คุณคณิศร์ อุนจะนำ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ อิเกีย ประเทศไทย กล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังคอลเล็คชั่นว่า “อิเกียเชื่อว่าการเล่นและการเรียนรู้เป็นเรื่องเดียวกัน คอลเล็คชั่น ALPTALL/อัลพ์ทัลล์ เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘From Himalayan Peaks to Growing Minds’ ที่นำเรื่องราวความหลากหลายทางชีวภาพบนยอดเขาหิมาลัยมาเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ผ่านการเล่นสำหรับเด็ก ๆ ขณะเดียวกัน อิเกียยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นผ่านการลงมือทำในทุก ๆ วัน เพราะเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยการเลือกใช้วัสดุโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล 100% ในคอลเล็คชั่นนี้ และการสานต่อความร่วมมือกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเป็นปีที่ 2 เพื่อชวนลูกค้าอิเกียร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านแคมเปญบริจาค ทั้งหมดนี้สะท้อนความตั้งใจของอิเกียที่อยากให้การเล่นเป็นมากกว่าความสนุก แต่เป็นการเล่นที่มีความหมายและมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ เติบโต และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับโลกไปพร้อมกัน” เพื่อขับเคลื่อนการดูแลผู้คนและโลกอย่างต่อเนื่อง (Caring for People and Planet) อิเกีย ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในการจัดแคมเปญบริจาคสมทบทุนระหว่างวันที่  1 – 31 ตุลาคม 2569  โดยทุก ๆ การซื้อตุ๊กตาผ้าในคอลเล็คชั่น ALPTALL/อัลพ์ทัลล์ 1 ตัว อิเกียจะมอบเงินบริจาค  100 บาท  ให้แก่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อนำไปใช้ในภารกิจคุ้มครองผืนป่า ปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพที่กำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  คุณวัชรบูล ลี้สุวรรณ  กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร  กล่าวว่า “แรงสนับสนุนจากการจำหน่ายตุ๊กตาผ้าของอิเกียในปีที่ผ่านมา ได้ถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนภารกิจอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสนับสนุนการทำงานด้านการปกป้องผืนป่าและแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การเฝ้าระวังชนิดพันธุ์ที่กำลังถูกคุกคาม ตลอดจนการสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่สังคม การได้ต่อยอดความร่วมมือต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 กับอิเกียในคอลเล็คชั่น ALPTALL/อัลพ์ทัลล์ ถือเป็นแรงสนับสนุนและกำลังใจสำคัญให้กับเจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบฯ ในการเดินหน้าปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างภาวะโลกร้อน เราเชื่อว่าพลังแห่งการเรียนรู้ผ่านการเล่นในครั้งนี้ จะช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เด็ก ๆ และครอบครัวได้รู้จัก เห็นคุณค่า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องธรรมชาติและสัตว์ป่าทั้งในไทยและระดับโลกอย่างยั่งยืน”  บรรยากาศงานแถลงข่าวที่ อิเกีย บางนา เต็มไปด้วยความอบอุ่นและสนุกสนาน โดยครอบครัว  คุณกาย – รัชชานนท์  และ  คุณฮารุ สุประกอบ  ได้มาร่วมแบ่งปันเทคนิคการสร้างบรรยากาศในบ้านให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ผ่านการเล่น พร้อมนำทีม  น้องคิริน น้องไนร่า และน้องเอเดน  ร่วมแข่งขันในกิจกรรม Interactive Family Quiz ค้นหาเรื่องราวน่ารู้ของสัตว์ป่าแห่งหิมาลัย 5 ชนิด ได้แก่ เสือโคร่งเบงกอล อูฐสองโหนก หมีควาย หนูเจอร์บัวหูยาว และแพนด้าแดง ซึ่งคุณกายและคุณฮารุเน้นย้ำว่า การเล่าเรื่องราวธรรมชาติผ่านตัวการ์ตูนและตุ๊กตาผ้าหลากสัมผัส ช่วยปลูกฝังความเมตตาต่อสัตว์และความรักในธรรมชาติให้กับเด็ก ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติและเป็นช่วงเวลาคุณภาพของครอบครัวอย่างแท้จริง  คอลเล็คชั่น ALPTALL/อัลพ์ทัลล์ ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยอันเข้มงวด ผลิตภัณฑ์ตุ๊กตาผ้าทุกชิ้นผลิตจากโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล 100% ทั้งผ้าภายนอกและเส้นใยภายใน ซึ่งให้สัมผัสนุ่มฟูและคงรูปได้ดีแม้ผ่านการซักเครื่องหลายครั้ง นอกเหนือจากนี้ยังมีการใช้เทคนิคสร้างสรรค์ขนสังเคราะห์ที่มีความยาวและเนื้อสัมผัสต่างกันในตุ๊กตาตัวเดียวกัน เพื่อเลียนแบบลักษณะจริงของสัตว์ป่า เช่น ขนสั้นนุ่มผสมขนยาวชี้ฟูของจามรี และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็กเล็ก อิเกียได้เลือกใช้วิธีปักดวงตาด้วยไหมแทนการใช้ลูกปัดพลาสติก ซึ่งเป็นมาตรฐานที่อิเกียถือปฏิบัติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 พร้อมผ่านการทดสอบแรงดึงตะเข็บ (Pull test) และการตรวจจับโลหะ (Metal detection) ในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อเฉลิมฉลองเดือนแห่งเด็ก ๆ ตลอดเดือนตุลาคม 2569 อิเกีย ขอเชิญชวนทุกครอบครัวมาร่วมสนุกและเรียนรู้ไปพร้อมกัน โดยในวันที่ 10–11 ตุลาคม 2569 พบกับกิจกรรมพิเศษ ณ ทุกสโตร์อิเกีย ทั้ง กิจกรรมเพ้นท์หน้า (Face Painting) และ กิจกรรมแรลลี่ตามล่าหาความรู้เรื่องสัตว์ป่าหิมาลัย (Scavenger Hunt) นอกจากนี้ ตลอดเดือนตุลาคม อิเกียยังมีกิจกรรมและสิทธิพิเศษสำหรับเด็ก ๆ และครอบครัว ได้แก่ ช้อปเฟอร์นิเจอร์โปรโมชั่นสุดพิเศษและอร่อยกับอาหารฟรีสำหรับคุณหนู ๆ ระหว่างวันที่ 1–31 ตุลาคม 2569 และ Wildlife Edutainment Session กิจกรรมเรียนรู้เรื่องชีวิตสัตว์ป่าและการรับมือกับภาวะโลกร้อนร่วมกับพี่ ๆ จากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งจัดหมุนเวียน ณ สโตร์อิเกีย บางนา อิเกีย สุขุมวิท และ อิเกีย บางใหญ่ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอดเดือนตุลาคม --- ## โก โฮลเซลล์ เร่งเติมสต๊อกผัก-สินค้า รับ Seasonal Demand เทศกาลกินเจ 2569 เผย 5 ประเภทธุรกิจอาหารคว้าโอกาสสร้างรายได้ “ร้านตามสั่ง” มาแรงสุด URL: https://positioningmag.com/pr-news/116269 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: PR News โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่มีความสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผย 5 ธุรกิจอาหารตั้งรับโอกาสทองช่วงเทศกาลเจ 2569  ‘ร้านอาหารตามสั่ง’ นำโด่ง เร่งวางแผนบริหารสินค้าและซัพพลายเชนรัดกุม แม้เจอภาวะน้ำท่วม โดยเฉพาะ ‘ผัก’ จัดหาแหล่งผลิตทดแทนจากเกษตรกรป้อนตลอดเทศกาลถือศีลกินผัก เติมสต๊อกต่อเนื่อง พร้อมจับมือพันธมิตรผลิตวัตถุดิบอาหารเจจัดโปรโมชั่นพิเศษ ช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้าเจ ล่าสุดร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเทศกาล “ไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569” โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์   และ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เยี่ยมชมบูทสินค้าเจของ โก โฮลเซลล์ โดยมี นางสาวอรวรรณ ศิริโชติรัตน์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสสายงานสื่อสารองค์กรและรัฐสัมพันธ์  ภายใต้ เซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ นางซันนี่ ซิดิค รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหารสินค้าธุรกิจค้าส่ง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด กล่าวว่า เทศกาลกินเจ 2569 แม้ว่าจะอยู่ในช่วงที่ประเทศไทยยังเผชิญกับภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ แต่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินว่า ปีนี้ยังมีความคักคักอยู่ และคาดว่าจะมีเงินสะพัดในช่วงนี้รวม 46,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จากปีก่อน ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างรายได้ในช่วงเทศกาลนี้ โดย โก โฮลเซลล์ ได้วางแผนเชิงรุกในการบริหารจัดการสินค้าและ  ซัพพลายเชน เพื่อเติมสต๊อกอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น “ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ โก โฮลเซลล์ ให้ความสำคัญกับการจัดหาสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั่วไป (Seasonal Demand)  ไม่ว่าจะเป็น ผัก วัตถุดิบอาหาร อาหารแปรรูป- อาหารพร้อมทานแช่เย็นและแช่แข็ง  นมถั่วเหลือง โปรตีนเกษตร และกลุ่มเครื่องปรุงต่างๆ  ซึ่งพบว่ามี 5 ประเภทธุรกิจอาหารที่มุ่งหวังกับการสร้างยอดขายจากเทศกาลนี้ หลังจากมีคำสั่งซื้อวัตถุดิบเจเพื่อเตรียมความพร้อม ได้แก่ ร้านอาหารตามสั่ง ร้านอาหารทั่วไป ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟ-เบเกอรี่ และร้านข้าวราดแกง” ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงภาวะวิกฤติน้ำท่วมที่เกษตรกรปลูกผักต้องประสบภัย โก โฮลเซลล์ ยังได้วางแผนเชิงรุกในการบริหารจัดการสินค้าและซัพพลายเชน ตลอดจนหาแหล่งผลิตทดแทน โดยเฉพาะผักใบจากแหล่งเพาะปลูกในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และปทุมธานี ที่ได้รับผลกระทบ ด้วยการจัดหาแหล่งผลิตในพื้นที่นครปฐม กาญจนบุรี และราชบุรี ทดแทน เพื่อบริหารจัดการสต๊อกไม่ให้ขาดช่วง มีความต่อเนื่องตลอดเทศกาล ไม่ว่าจะเป็น กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ฟักทอง เผือก และเห็ดทุกชนิด “โก โฮลเซลล์ เข้าใจความต้องการที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลเจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องการวัตถุดิบ เครื่องปรุง และอื่นๆ ในราคาคุ้มค่า สามารถนำไปบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ร่วมกับแบรนด์พันธมิตรทุกกลุ่มสินค้า อาทิ เครื่องปรุง นมถั่วเหลือง คัดสรรมากว่า 153 รายการ จัดโปรโมชั่นพิเศษ ภายใต้แคมเปญ ‘เทศกาลกินเจ อิ่มบุญ อิ่มใจ ได้สุขภาพ’ ที่ โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา” นางซันนี่ กล่าว แคมเปญ เทศกาลกินเจ อิ่มบุญ อิ่มใจ ได้สุขภาพ ของ โก โฮลเซลล์ จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ - 31 ตุลาคม 2569  โดยมีสินค้าสำคัญประจำเทศกาลร่วมรายการกว่า 153 รายการ จัดโปรโมชั่นพิเศษในรูปแบบต่างๆ  อาทิ ซื้อ 1 แถม 1, ซื้อเยอะยิ่งถูก, ส่วนลดเพิ่มเติม On Top Discount และส่วนลดเพิ่มเติมจากแบรนด์พันธมิตร พร้อมโปรโมชั่นที่เน้นกลุ่มผักและผลไม้ไทย ได้แก่ “ซื้อผักถุงใหญ่ ครบ 300 บาท ลด 90 บาท” และ “ผักทุกชนิดครบ 250 บาท รับฟรีกล้วยหอม 1 แพ็ค มูลค่า 29 บาท” ตั้งแต่วันที่ 7 - 20 ตุลาคม 2569 ที่ โก โฮลเซลล์ ทั้ง 14 สาขาทั่วประเทศ หรือจะสั่งซื้อผ่าน GO WHOLESALE ออนไลน์ ก็ส่งฟรี เลือกเวลาได้ --- ## ย้อนรอยการล่มสลายของ Three Arrows Capital กองทุนเฮดจ์ฟันด์คริปโตสุดฉาว ที่เคยทรงอิทธิพลที่สุดในโลก URL: https://positioningmag.com/digital/116121 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: ratirita ย้อนรอย Three Arrows Capital หรือ 3AC กองทุนเฮดจ์ฟันด์คริปโตที่เคยใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนจะกลายเป็นต้นเหตุของวิกฤตสินเชื่อที่ใช้เวลาเพียงราว 6 สัปดาห์ในปี 2022 พลิกจากกองทุนที่บริหารสินทรัพย์ระดับหมื่นล้านดอลลาร์ สู่การล้มละลายพร้อมเจ้าหนี้ 154 ราย และมูลหนี้ราว 3.5 พันล้านดอลลาร์ ชื่อของ 3AC กลายเป็นกระแสที่คนไทยพูดถึงมื่อฝ่ายค้านเปิดกางบัญชีทรัพย์สินของ สส. สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ที่มีมูลค่ารวม 1,975 ล้านบาท โดยจุดสนใจพุ่งเป้าไปที่สามีชาวออสเตรเลียเชื้อสายจีนอย่าง ไทหยาง ซาง (Taiyang Zhang) ผู้ถือครองทรัพย์สินกว่า 1,845 ล้านบาท และได้มอบเงินให้บริษัท Three Arrows Capital แห่งนี้กู้ยืม มูลค่าประมาณ 44.55 ล้าน USDC หรือราว 1,440 ล้านบาท Three Arrows Capital เป็นเฮดจ์ฟันด์สัญชาติสิงคโปร์ ก่อตั้งปี 2012 โดย ซู จู (Su Zhu) และ ไคล์ เดวีส์ (Kyle Davies) จุดเริ่มจากการเทรดอนุพันธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ก่อนหันมาลงทุนในคริปโตเต็มตัวราวปี 2017 และสร้างชื่อจากการเดิมพันสูงด้วยเลเวอเรจหนัก ซึ่งเลเวอเรจ หรือ Leverage คือการใช้เงินกู้หรือเงินทุนของผู้อื่นมาเพิ่มขนาดการลงทุน เพื่อหวังกำไรที่มากขึ้นจากเงินทุนของตัวเองที่เท่าเดิม ในสายตาของนักลงทุนสถาบันช่วงเวลานั้น 3AC มีภาพเหมือน Goldman Sachs แห่งวงการคริปโต วิธีทำเงินของ 3AC คือการทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะการฉวยโอกาสจาก Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) premium ซึ่งในช่วงเวลานั้น การนำ Bitcoin ไปแลกเป็นหุ้น GBTC สามารถสร้างผลตอบแทนไร้ความเสี่ยงได้สูงถึง 20-30% ทันที กองทุนนี้สร้างประวัติศาสตร์การทำกำไรที่สม่ำเสมอจนกลายเป็นเหมือนที่หลบภัย ที่ให้ผลตอบแทนสูงสำหรับเงินทุนระดับสถาบัน ภายในต้นปี 2022 กองทุนบริหารสินทรัพย์หมื่นล้านดอลลาร์ จนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกองทุนคริปโตที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ความน่าเชื่อถือของผู้ก่อตั้งที่อยู่ในวงการมานานนับทศวรรษ ในอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยหน้าใหม่ ทำให้ 3AC ถูกคาดหวังโดยเซียนการลงทุนบางคน ให้เป็นเบอร์ใหญ่ในตลาด ล้มได้อย่างไร? 1 ใน 4 ปัจจัยที่สื่อต่างประเทศมองว่าเป็นแรงดันให้โดมิโนตัวใหญ่ล้มในอุตสาหกรรม คือ กลยุทธ์ที่เสี่ยงโดยโครงสร้าง เพราะ 3AC กู้ยืมจากผู้ให้กู้และแพลตฟอร์มทั่วอุตสาหกรรม แล้วนำเงินไปลงทุนต่อในโครงการคริปโตหน้าใหม่ ซึ่งเป็นการขยายกำไรด้วยเงินกู้ ที่อาตจะขยายขาดทุนได้เท่ากัน ปัจจัยที่ 2 คือชนวนจากเหรียญ Terra และ Luna หากย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม 2022 สเตเบิลคอยน์ TerraUSD (UST) ที่พึ่งพาโค้ดซับซ้อนมากกว่าเงินสดหนุนหลัง ได้พังทลายลง ตามมาด้วยเหรียญ Luna ผลตอบแทน 20% ต่อปีบนแพลตฟอร์ม Anchor นั้นไม่ยั่งยืน ทำให้นักลงทุนสูญเงินราว 60,000 ล้านดอลลาร์ ส่งให้นักวิเคราะห์บางส่วนเรียกเหตุการณ์นี้ว่า "โดมิโนตัวแรก" ที่ส่งให้ทุกอย่างล้มเป็นทอด 3AC เคยแถลงว่าลงทุนใน Luna ราว 200 ล้านดอลลาร์ โดยข้อมูลจาก Learnsignal ระบุว่าลงทุนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 แต่รายงานบางแห่งประเมินว่ามูลค่าความเสี่ยงอาจสูงถึงราว 560 ล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตัวเลขใดก็ตาม มูลค่าล้วนหดหายแทบเป็นศูนย์ภายในไม่กี่วัน ปัจจัยที่ 3 คือภาวะที่ตลาดทั้งกระดานร่วงซ้ำ สื่อต่างประเทศชี้ว่่การขาดทุนจาก Luna อาจรับมือได้สำหรับกองทุนขนาดนี้ แต่ราคาคริปโตเกือบทั้งตลาดดิ่ที่งพร้อมกัน ทำให้สถานะที่ใช้เลเวอเรจอื่นเสียหายตามไปด้วย มูลค่าตลาดคริปโตหายไปมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เดือนเมษายน ปัจจัยที่ 4 คือภาวะเงินขาดมือ หากย้อนไปในช่วงวันที่ 16 มิถุนายน 2022 เวลานั้น 3AC ผิดนัดการเรียกหลักประกันจากผู้ให้กู้ และศาลหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (BVI) สั่งให้ชำระบัญชีวันที่ 27 มิถุนายน 2022 ต่อมาพบเจ้าหนี้ 154 ราย มูลหนี้รวม 3,500 ล้านดอลลาร์ และกองทุนขาดทุนสะสมในปี 2021–2022 มากกว่า 4,200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในความสูญเสียของเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ผลกระทบของภาวะที่เกิดขึ้นคือโดมิโนที่ล้มต่อเนื่อง  เมื่อ 3AC จ่ายหนี้ไม่ได้ ผู้ให้กู้ทุกรายที่มีเงินผูกอยู่กับกองทุนก็ถูกลากเข้าสู่วิกฤต  ตามข้อมูลของ CNBC:  พบว่า Voyager Digital นายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล ให้ 3AC ยืมราว 670 ล้านดอลลาร์ และยื่นล้มละลายตามกฎหมายบทที่ 11 ของสหรัฐฯ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วันยืนยันว่าสถานะยังปกติ  รายงานจาก Blockchain.com ระบุว่าสถานการณ์นี้นำไปสู่ความเสี่ยงเงินสูญราว 270 ล้านดอลลาร์จากเงินกู้ให้ 3AC ทั้ง Genesis, BlockFi, BitMEX และ FTX ต่างได้รับผลกระทบจากความสูญเสียเช่นกัน ด้าน Learnsignal ระบุว่าเหตุการณ์นี้ยังเพิ่มแรงกดดันที่ส่งผลต่อการล่มของ Celsius Network ด้วย นักวิเคราะห์อธิบายถึงภาพรวมตลาดในเวลานั้นว่าสินเชื่อถูกทำลาย เกณฑ์การปล่อยกู้เข้มขึ้น และทุกคนถอนสภาพคล่องจากผู้ให้กู้คริปโต  ผู้ที่เจ็บที่สุดคือนักลงทุนรายย่อย ซึ่งเมื่อมองที่ตลาดคริปโต จะพบว่ามีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคน้อยมากจนไม่รู้ว่าสุดท้ายจะได้ครอบครองอะไร  เวลานั้นมีการแจ้งลูกค้า Voyager ว่าอาจได้รับเงินคืนในรูปแบบผสม ทั้งคริปโตที่ถืออยู่ หุ้นของ Voyager ที่ปรับโครงสร้างแล้ว โทเคนของ Voyager และเงินที่เรียกคืนจาก 3AC  ต้นปี 2022 ทนายของเจ้าหนี้ระบุหลังพิษล้มละลายว่าผู้ก่อตั้งยังไม่ให้ความร่วมมืออย่างมีนัยสำคัญ และกระบวนการชำระบัญชียังไม่เริ่ม จนช่วงมิถุนายน 2023 ผู้ชำระบัญชีที่ศาล BVI แต่งตั้ง เตรียมเรียกคืน 1,300 ล้านดอลลาร์ จากซู จูและเดวีส์ โดยกล่าวหาว่าทั้งสองทำให้กองทุนเพิ่มเลเวอเรจในช่วงพฤษภาคม–มิถุนายน 2022 ทั้งที่ล้มละลายแล้ว ข้อมูลจากแหล่งข่าวของ Reuters ชี้ว่ามีการยื่นคดีคู่ขนานที่แมนฮัตตันเพื่อปกป้องทรัพย์สินในสหรัฐฯ ด้วย สินทรัพย์ที่เหลือในเวลานั้นคือ NFT ที่ 3AC เคยซื้อไว้ ถูกจับขายที่ Sotheby's นิวยอร์ก ได้ 10.9 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินก้อนเล็กเมื่อเทียบกับมูลหนี้ จนมากันยายน 2023 ซู จูถูกจับที่สนามบินชางงีขณะพยายามออกนอกประเทศ และถูกตัดสินจำคุก 4 เดือนฐานไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ชำระบัญชี ซึ่งเป็นความผิดลักษณะดูหมิ่นศาล ไม่ใช่การฉ้อโกง  ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่าบทลงโทษดังกล่าวเบากว่าคดีฉ้อโกงโดยตรง โดยโด ควอน (Terra) และอเล็กซ์ แมชินสกี (Celsius) และผู้ก่อตั้งทั้งสองยังเปิดธุรกิจคริปโตใหม่ภายในเวลาไม่นาน บทเรียนใหญ่ที่นักธุรกิจและผู้ลงทุนได้รับในเวลานั้น  คือเลเวอเรจนั้นขยายทั้งกำไรและความเสี่ยง กรณีของ 3AC นั้นไม่ได้ล่มสลายเพราะการปลอมบัญชีหรือโครงสร้างไร้การจัดการ แต่เพราะหนี้สูงและการกระจุกตัวของการลงทุน  อีกบทเรียนคือเรื่องความเสี่ยงคู่สัญญา (Counterparty Risk) เพราะเมื่อลูกหนี้รายใหญ่ล้ม ผู้ให้กู้หลายรายขาดทุนพร้อมกัน ทำให้ความเสียหายลามเป็นระบบ  ขณะเดียวกัน ชื่อเสียงของธุรกิจยังไม่ใช่หลักประกันถึงความมั่นคงในอนาคต เห็นได้จากกรณีความน่าเชื่อถือของผู้ก่อตั้ง 3AC ที่ทำให้ตลาดมองข้ามความโปร่งใส โดยที่ความเสี่ยงที่แท้จริงของ 3AC นั้นแทบมองไม่เห็นจนกองทุนเริ่มล้ม  การล่มสลายของสถาบันที่ดูเหมือนจะไม่มีวันล้มอย่าง 3AC ได้นำไปสู่เสียงเรียกร้องด้านกำกับดูแลที่ออกผลมาถึงวันนี้ จากที่หน่วยงานในหลายประเทศเรียกร้องให้เฮดจ์ฟันด์และผู้ให้กู้คริปโตเปิดเผยข้อมูลและรายงานเลเวอเรจ ใกล้เคียงสถาบันการเงินดั้งเดิม ภาพจำของการบริหารเงินทุนในโปรเจกต์คริปโตเพื่อรับดอกเบี้ยก็ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป ที่มา CNBC , Learn Signal , Reuters , Hedgeweek --- ## McDonald’s USA งานเข้า! ถูกฟ้องปมใช้ AI กำหนดราคา หลังลูกค้าพบ “เมนูเดียวกัน แต่ละสาขาราคาไม่เท่ากัน” หวั่นจ่ายแพงขึ้นไม่รู้ตัว URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116268 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: TopTen สรุป: กลายเป็นคดีเฉย เมื่อ McDonald’s เชนร้านฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่ของโลก กำลังเผชิญคดีฟ้องร้องในสหรัฐฯ หลังผู้บริโภคกล่าวหาว่า บริษัทใช้เครื่องมือกำหนดราคาที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อประสานราคาจำหน่ายอาหารระหว่างร้านแฟรนไชส์ ซึ่งอาจเข้าข่ายการจำกัดการแข่งขันและทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าอาหารแพงขึ้น อย่างไรก็ตาม McDonald’s ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่า AI ไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาของ Big Mac หรือเมนูอื่น ๆ แต่ผู้ประกอบการแฟรนไชส์แต่ละรายยังคงเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องราคาขายด้วยตัวเอง  เมื่อลูกค้าสังเกตว่าราคาอาหารร้านเดียวกันไม่เท่ากั น คดีดังกล่าวถูกยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ โดยผู้ยื่นฟ้องคือ Michael Thomas ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเมือง DeKalb รัฐอิลลินอยส์ ซึ่งระบุว่าเขาเป็นลูกค้าประจำของ McDonald’s และมักสั่ง Quarter Pounder with Cheese พร้อมเฟรนช์ฟรายส์และ Coca-Cola ตามคำฟ้อง Thomas สังเกตเห็นว่าราคาอาหารของ McDonald’s แต่ละสาขาในละแวกบ้านของเขาแตกต่างกัน จึงตั้งคำถามถึงวิธีการกำหนดราคาของบริษัท คดีนี้กล่าวหาว่า McDonald’s พัฒนาแพลตฟอร์มแบ่งปันข้อมูลและแนะนำราคามาใช้งานเป็นเวลาหลายปี โดยระบบรวบรวมข้อมูลจากธุรกรรมจำนวนมหาศาลในร้านอาหารหลายพันแห่งทั่วสหรัฐฯ แล้วนำข้อมูลมาช่วยกำหนดราคาเมนู โจทก์มองว่า การนำข้อมูลการขายที่ร้านแฟรนไชส์อาจไม่ได้แบ่งปันกันตามปกติมารวมไว้ในระบบเดียวกัน ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ร้านซึ่งควรแข่งขันกันจะใช้ข้อมูลและคำแนะนำด้านราคาในลักษณะที่บั่นทอนการแข่งขัน คำฟ้องจึงไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่าเหตุใดอาหารในแต่ละสาขาจึงมีราคาไม่เท่ากัน แต่ตั้งคำถามถึงบทบาทของบริษัทแม่ในการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านราคาของร้านแฟรนไชส์ด้วย  AI ของ McDonald’s ทำงานอย่างไร? ประเด็นนี้มีที่มาจากการรายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 ซึ่งเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับระบบแนะนำราคาของ McDonald’s โดยอาศัยการตรวจสอบภาพหน้าจอของระบบและการสัมภาษณ์แหล่งข่าว 9 รายที่มีความรู้โดยตรงเกี่ยวกับกลยุทธ์ของบริษัท รายงานระบุว่า ระบบดังกล่าวใช้ Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูลจากธุรกรรมหลายล้านรายการต่อวันของร้าน McDonald’s เกือบ 14,000 สาขาในสหรัฐฯ เพื่อคำนวณราคาที่บริษัทเรียกว่า “ราคาที่เหมาะสมที่สุด” สำหรับเมนูแต่ละรายการในแต่ละสาขา ระบบพิจารณาปัจจัยหลายอย่าง เช่น ข้อมูลยอดขาย: เพื่อประเมินประสิทธิภาพของสินค้าแต่ละเมนูในแต่ละพื้นที่ ความอ่อนไหวต่อราคา: เพื่อประเมินว่าลูกค้าในพื้นที่นั้นมีแนวโน้มตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างไร ความเต็มใจที่จะจ่าย: ระบบมีข้อมูลประเมินว่าลูกค้าในพื้นที่หนึ่ง ๆ สามารถยอมรับราคาสินค้าได้มากน้อยเพียงใด ราคาของคู่แข่ง: แพลตฟอร์มยังรวบรวมข้อมูลราคาสาธารณะจากเมนูออนไลน์ของคู่แข่งใกล้เคียง เช่น Wendy’s และ Burger King ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาประมวลผลเพื่อแนะนำราคาให้แต่ละสาขา ซึ่งอาจทำให้สินค้าชนิดเดียวกันมีราคาต่างกัน แม้ร้านจะตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันก็ตาม Reuters รายงานว่า ภาพหน้าจอของระบบมีข้อความประเมินความอ่อนไหวต่อราคา เช่น ลูกค้าในพื้นที่มีความอ่อนไหวต่อราคาอยู่ในระดับปานกลาง โดยพิจารณาจากปัจจัยอย่างความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคในพื้นที่นั้น  อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดคือ ระบบนี้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์และแนะนำราคา ไม่ใช่หลักฐานว่า AI เปลี่ยนราคาทันทีตามลูกค้าแต่ละคนในขณะสั่งซื้อ และการที่แต่ละสาขาขายสินค้าในราคาต่างกันก็ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเองว่ามีการฮั้วราคา ข้อกล่าวหาในคดีมุ่งไปที่การใช้ข้อมูลและระบบแนะนำราคา ซึ่งอาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการกำหนดราคาของร้านแฟรนไชส์ ทำไมเรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นทางกฎหมาย? หัวใจของข้อพิพาทอยู่ที่รูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ของ McDonald’s ที่ร้านอาหารเกือบ 95% จากประมาณ 14,000 สาขาของ McDonald’s ในสหรัฐฯ ดำเนินงานโดยผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ไม่ใช่บริษัทแม่โดยตรง แม้ร้านเหล่านี้จะใช้แบรนด์ ระบบปฏิบัติการ และมาตรฐานร่วมกัน แต่ผู้ประกอบการแต่ละรายยังมีธุรกิจและต้นทุนของตัวเอง จึงมีเหตุผลที่จะต้องแข่งขันกันในบางด้าน รวมถึงการกำหนดราคาขาย ฝ่ายโจทก์กล่าวหาว่า McDonald’s ใช้ระบบแนะนำราคาและอำนาจที่มีเหนือผู้ประกอบการแฟรนไชส์ เพื่อผลักดันให้ร้านต่าง ๆ ปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าว ซึ่งอาจลดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ข้อกล่าวหายังระบุว่า McDonald’s มีอำนาจต่อรองกับแฟรนไชส์อย่างมีนัยสำคัญ เพราะบริษัทมีบทบาทต่อการต่ออายุสัญญาและการอนุญาตให้เปิดสาขาใหม่ แต่ McDonald’s โต้แย้งว่า เครื่องมือดังกล่าวเป็นเพียงทางเลือกสำหรับช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น โดยอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับยอดขาย ทำเล และราคาของคู่แข่ง บริษัทระบุว่าเครื่องมือไม่ได้ทำให้เกิดการกำหนดราคาโดยอัตโนมัติ ไม่ได้ประสานราคา และไม่ได้บังคับให้ร้านตั้งราคาเท่ากัน  ดังนั้น ประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาไม่ใช่แค่ AI สามารถคำนวณราคาได้หรือไม่ แต่รวมถึงการใช้ข้อมูลร่วมกันและอำนาจของบริษัทแม่ส่งผลให้ผู้ประกอบการอิสระสูญเสียความเป็นอิสระในการแข่งขันหรือไม่ คดีนี้เรียกร้องอะไรจาก McDonald’s? โจทก์ยื่นฟ้องในลักษณะที่ต้องการให้คดีได้รับการรับรองเป็นคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ซึ่งหากศาลอนุมัติ ก็อาจเปิดทางให้ผู้บริโภคจำนวนมากที่เข้าเกณฑ์เข้าร่วมเรียกร้องสิทธิได้ ข้อเรียกร้องประกอบด้วยการขอให้ศาลสั่งให้ McDonald’s ชดใช้ค่าเสียหายแก่กลุ่มผู้บริโภค และระงับการบังคับใช้ข้อตกลงหรือแนวปฏิบัติที่โจทก์เห็นว่าจำกัดการแข่งขันอย่างผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การยื่นฟ้องไม่ได้หมายความว่าศาลตัดสินแล้วว่า McDonald’s กระทำผิด และข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วราคาผ่าน AI ยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาทางกฎหมายต่อไป McDonald’s ระบุว่าข้อกล่าวหาเต็มไปด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และบริษัทจะต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยยืนยันอีกครั้งว่าการกำหนดราคาเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ไม่ใช่ AI --- ## ไทยช่วยไทยพลัสจบ ร้านอาหารไปต่ออย่างไร? ถอดสูตร ‘3S’ จากเจ้าของร้าน ‘หอมมัน ข้าวมันไก่’ เพิ่มยอดต่อบิล สร้างลูกค้าซื้อซ้ำ URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116267 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: TopTen สรุป: ปี 2569 เป็นอีกปีที่ธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ข้อมูลจาก LINE MAN Wongnai ที่เผยแพร่ในปี 2568 ระบุว่า ร้านอาหารเปิดใหม่ในไทยราว 50% ปิดตัวภายในปีแรก และ 65% ปิดตัวภายใน 3 ปี สะท้อนให้เห็นว่าความท้าทายของธุรกิจร้านอาหารไม่ได้อยู่แค่การเปิดร้าน แต่คือการทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอดในระยะยาว โจทย์นี้ยิ่งสำคัญเมื่อมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างไทยช่วยไทยพลัสสิ้นสุดลง ผู้ประกอบการจะทำอย่างไรให้ยอดขายเดินหน้าต่อได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาส่วนลดจากโครงการเพียงอย่างเดียว คุณาพงศ์ เตชวรประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและที่ปรึกษาธุรกิจร้านอาหาร และเจ้าของร้านหอมมัน ข้าวมันไก่ ชวนผู้ประกอบการกลับมาทบทวนวิธีทำธุรกิจ ตั้งแต่การออกแบบเมนู การตั้งราคาและทำโปรโมชั่น ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีบริหารร้าน โดยย้ำว่าร้านอาหารจำเป็นต้องสร้างคุณค่าที่ทำให้ลูกค้ายังเลือกซื้อ แม้ไม่มีมาตรการช่วยเหลือเหมือนเดิม คนยังกิน แต่เลือกมากขึ้น คุณาพงศ์ กล่าวว่า แม้ผู้บริโภคยังต้องกินและยังใช้จ่าย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพวกเขาเลือกมากขึ้น เงินทุกบาทมีความสำคัญ และต้องการความคุ้มค่าจากสิ่งที่จ่ายไป ร้านอาหารจึงไม่อาจหวังพึ่งเพียงรสชาติอาหารเพื่อให้ลูกค้ากลับมาอีกต่อไป แต่ต้องทำให้ลูกค้ามองเห็นร้าน ตัดสินใจซื้อได้ง่าย และรู้สึกว่าคุ้มค่ามากพอที่จะกลับมาซื้อซ้ำ “เรารู้สึกว่าเราเลือกมากขึ้นไหม เหมือนเงินทุกบาทของเราค่อนข้างมีความสำคัญ และเราก็รู้สึกว่าเราจะต้องใช้ยังไงให้มันคุ้มค่าที่สุด” สำหรับร้านอาหาร นี่หมายถึงการต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จะทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกว่าการจ่ายเงินให้ร้านนั้นคุ้มค่า ทั้งในแง่ปริมาณอาหาร ราคา ประสบการณ์ และความสะดวกในการสั่งซื้อ คุณาพงศ์มองว่า ผู้ประกอบการบางรายอาจยังเชื่อว่าการทำอาหารให้อร่อยก็เพียงพอแล้ว เพราะสุดท้ายลูกค้าจะกลับมาเอง แต่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ความคิดเช่นนี้อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ทั้งความคุ้มค่า การทำให้ร้านเป็นที่รู้จัก และการตลาดที่ช่วยให้ลูกค้ามองเห็นร้าน ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ สูตร 3S: เล็ก พิเศษ และเลือกเมนูให้คุ้มค่า หนึ่งในแนวคิดที่คุณาพงศ์แนะนำคือเทคนิค 3S ประกอบด้วย Small, Specialty และ Select ซึ่งเป็นแนวทางตั้งแต่การควบคุมต้นทุน การพัฒนาสินค้า ไปจนถึงการทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น S แรก Small: ทำร้านให้เล็กเพื่อควบคุมต้นทุน การทำร้านอาหารไม่จำเป็นต้องเริ่มจากร้านขนาดใหญ่ แต่ควรเลือกขนาดธุรกิจที่เหมาะสมกับกำลังและทรัพยากรที่มี เพื่อให้ควบคุมต้นทุนได้ง่าย ทั้งค่าเช่า ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ในช่วงที่ต้นทุนสูงขึ้น การมีภาระค่าใช้จ่ายมากเกินไปอาจทำให้ร้านรับมือกับความผันผวนของยอดขายได้ยาก การเริ่มจากขนาดที่เหมาะสมจึงเป็นพื้นฐานของการบริหารธุรกิจ S ที่สอง Specialty: ทำเมนูหลักให้พิเศษขึ้น การมีเมนูหลักเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ปัญหา แต่โจทย์คือจะทำอย่างไรให้เมนูนั้นมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปขายอาหารประเภทอื่น ตัวอย่างเช่น ร้านข้าวมันไก่อาจพัฒนาเนื้อไก่ให้นุ่มขึ้น เพิ่มความหลากหลายของน้ำจิ้ม หรือเพิ่มเมนูตับเป็นกับข้าว รวมถึงเมนูของกินเล่นที่ช่วยให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการสั่งอาหารเพิ่มขึ้น คุณาพงศ์มองว่า การต่อยอดเมนูจากความเชี่ยวชาญเดิมช่วยให้ร้านเพิ่มโอกาสในการขายได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจทั้งหมด “ร้านอาหารข้าวมันไก่ส่วนใหญ่ที่ขายแค่บิลละ 50-60 บาท อาจจะอยู่รอดไม่ได้ สาเหตุก็เพราะว่าต้นทุนมันสูงขึ้น” เขาเสนอว่า หากร้านสามารถทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าเพิ่มต่อคน จนยอดใช้จ่ายต่อบิลขยับขึ้นไปอยู่ที่ 100-200 บาท ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มยอดต่อบิลไม่ได้หมายถึงการเพิ่มเมนูให้มากที่สุด แต่ต้องเลือกสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าด้วย S ที่สาม Select: เลือกสิ่งที่คุ้มค่ามานำเสนอ คุณาพงศ์ย้ำว่า ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องทำเมนูเป็นร้อยหรือสองร้อยรายการแล้วนำมาขายทั้งหมด แต่ควรเลือกสิ่งที่คุ้มค่ากับลูกค้าจริง ๆ เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายที่สุด “ถ้าลูกค้าตัดสินใจไม่ได้ ลูกค้าจะเปลี่ยนไปกินร้านอื่น” โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรีที่ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบร้านอาหารได้หลายร้านภายในเวลาไม่นาน ภาพอาหารที่สะดุดตา การตั้งราคาที่น่าสนใจ และการทำการตลาดให้ตรงกลุ่มเป้าหมายจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ หัวใจของ 3S จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มความหลากหลาย แต่คือการต่อยอดเมนูหลักให้มีความแตกต่าง ก่อนเลือกนำเสนอเมนูที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ออกแบบเมนูให้ลูกค้าตัดสินใจง่าย เพิ่มยอดต่อบิล เพื่อให้เห็นภาพ คุณาพงศ์หยิบเมนูจากร้านหอมมัน ข้าวมันไก่ มาอธิบายว่าการออกแบบเมนูสามารถช่วยกระตุ้นการซื้อได้อย่างไร แม้ร้านจะขายข้าวมันไก่เป็นหลัก แต่เขาเลือกเพิ่มเมนูน่องไก่ทอดราคา 39 บาท นอกเหนือจากไก่ทอดชิ้นใหญ่ราคา 129 บาท เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกในหลายระดับราคา และสามารถสั่งอาหารเพิ่มได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนมาก ตัวอย่างเมนูยอดนิยม 4 รายการที่เขานำเสนอ ได้แก่ ข้าวมันไก่หอมมัน (ละโพก) ราคา 79 บาท จากปกติ 99 บาท ข้าวมันไก่แน่น (ไก่ 2 เท่า) ราคา 109 บาท จากปกติ 129 บาท ข้าวมันไก่สามเซียน ซึ่งประกอบด้วยข้าวมันไก่ เลือด และตับนุ่ม ราคา 95 บาท น่องไก่ทอด 1 ชิ้น ราคา 39 บาท คุณาพงศ์อธิบายว่า ป้าย Popular บนแพลตฟอร์มช่วยแสดงให้เห็นว่าเมนูใดมีการสั่งซื้อบ่อย โดยข้อมูลดังกล่าวมาจากพฤติกรรมการสั่งซื้อของลูกค้า ไม่ใช่สิ่งที่ร้านกำหนดขึ้นเอง สำหรับเขา เมนูยอดนิยมจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการออกแบบหน้าร้าน เพราะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นว่าลูกค้าสนใจอะไร ก่อนนำข้อมูลนั้นมาต่อยอดด้วยการตั้งราคาและจัดชุดเมนูให้เหมาะสม คุณาพงศ์เรียกการจัดการเมนูยอดนิยมให้ดีว่าเป็น “กระดุมเม็ดแรก” พร้อมเสนอแนวทาง 4 ข้อ 1. ใช้ส่วนลดดึงดูดความสนใจ การแสดงราคาโปรโมชั่นบนเมนูที่ลูกค้าสนใจช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการสั่งซื้อ โดยเฉพาะเมื่อส่วนลดทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับความคุ้มค่ามากขึ้น 2. เพิ่มปริมาณให้สอดคล้องกับราคาที่จ่าย ร้านสามารถออกแบบเมนูให้ลูกค้ารู้สึกว่า การเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยทำให้ได้รับอาหารมากขึ้นและอิ่มกว่าเดิม เป็นการเพิ่มมูลค่าการซื้อแทนที่จะพึ่งการลดราคาเพียงอย่างเดียว 3. ตั้งชื่อเมนูให้มีเอกลักษณ์ คุณาพงศ์ยกตัวอย่างการใช้ชื่อ “ข้าวมันไก่สามเซียน” แทนชื่อที่บอกเพียงว่าเป็นข้าวมันไก่เพิ่มตับ เพื่อสร้างความน่าสนใจและทำให้ลูกค้าจดจำเมนูได้ง่ายขึ้น 4. เพิ่มท็อปปิงเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกอิ่มและคุ้มค่า การขายอาหารผ่านเดลิเวอรีไม่ได้จบลงที่การทำให้ลูกค้ากดสั่งซื้อ แต่ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกดีเมื่อได้รับอาหารด้วย คุณาพงศ์มองว่าปริมาณอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ และยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของเขาว่า ปริมาณข้าวมากกว่า 180 กรัมเป็นแนวทางที่ใช้พิจารณาเพื่อช่วยลดความรู้สึกว่าได้รับอาหารน้อยเกินไป ประเด็นนี้สะท้อนว่า ความคุ้มค่าไม่ได้เกิดจากราคาที่ถูกลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปริมาณและประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับจริง ซึ่งอาจส่งผลต่อรีวิวและโอกาสในการกลับมาซื้อซ้ำ ทำโปรโมชั่นอย่างไรให้ลูกค้าจ่ายเพิ่ม โดยร้านไม่ขาดทุน เมื่อออกแบบเมนูได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการตั้งราคาและทำโปรโมชั่นให้เหมาะสม เพราะการลดราคาโดยไม่เข้าใจต้นทุนอาจทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้ร้านมีกำไรมากขึ้น คุณาพงศ์เสนอหลักการคำนวณต้นทุนที่เรียกว่า CPG โดยนำต้นทุนอาหาร (Cost of Food) บวกค่าบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรีหรือ GP รวมกันแล้ว ควรไม่เกิน 60% ของราคาขาย ตัวเลขนี้เป็นเกณฑ์ที่เขาแนะนำจากประสบการณ์ในการทำร้านอาหาร เพื่อใช้ประกอบการตั้งราคาและวางแผนโปรโมชั่น โดยผู้ประกอบการต้องคำนวณต้นทุนจริงของตัวเอง และพิจารณาค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าเช่า ค่าแรง และค่าสาธารณูปโภคเพิ่มเติมด้วย เพราะต้นทุนที่อยู่ในกรอบดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าร้านจะมีกำไรสุทธิโดยอัตโนมัติ เมื่อเข้าใจต้นทุนแล้ว ร้านสามารถออกแบบโปรโมชั่นได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ การลดราคาพิเศษ การซื้อหนึ่งแถมหนึ่งหรือจัดชุดสินค้าแบบ Combo การทำเซตโปรโมชั่นที่มีมูลค่าสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น หากต้องการเพิ่มยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลไปอยู่ที่ 200-250 บาท ร้านอาจออกแบบเซตโปรโมชั่นราคา 199-249 บาท เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่า ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มมูลค่าการซื้อในแต่ละครั้ง อย่างไรก็ตาม คุณาพงศ์เตือนว่า การทำโปรโมชั่นไม่ควรลดราคาเฉพาะเมนูที่ถูกที่สุด เพราะอาจทำให้ร้านต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้นโดยไม่ได้เพิ่มมูลค่าการซื้อ ทางเลือกคือการออกแบบเมนูที่มีองค์ประกอบมากขึ้น มีความพิเศษ หรือสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง แล้วเสนอส่วนลดบนเมนูนั้น เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ทั้งความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่ดีขึ้น ตัวอย่างจากร้านหอมมันคือ “ชุดจักรพรรดิ” ซึ่งประกอบด้วยไก่ราดซอสสไตล์สิงคโปร์ เลือด ตับ และไข่พะโล้โชยุ ในราคา 145 บาท จากราคาปกติ 155 บาท การนำเสนอเมนูในลักษณะนี้ทำให้ลูกค้ามองเห็นองค์ประกอบของอาหารได้ชัดเจน และรู้สึกว่าได้รับตัวเลือกที่ครบถ้วนมากกว่าการสั่งเมนูพื้นฐานเพียงจานเดียว อีกตัวอย่างคือการจับคู่ข้าวมันไก่กับหมูกรอบ ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างจากร้านที่ขายเมนูแยกกัน หากลูกค้าต้องการกินทั้งสองอย่างในมื้อเดียว ร้านที่มีเมนูนี้ก็มีโอกาสเป็นตัวเลือกที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น ส่วนการทำเซตขนาดใหญ่ก็ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อมากกว่าที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก เช่น การเสนอราคาพิเศษเมื่อซื้อไก่ทอดหลายชิ้น แทนที่จะขายแยกเป็นชิ้นเพียงอย่างเดียว “การทำโปรโมชั่นคือการทำให้ลูกค้ายอมจ่ายเพิ่ม ไม่ใช่การทำโปรเพื่อทำให้เราขาดทุนลง” ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีบริหารร้าน ลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มโอกาสเติบโต นอกจากการเพิ่มยอดขายแล้ว การควบคุมต้นทุนและวางแผนการดำเนินงานก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ร้านอาหารเติบโตได้อย่างยั่งยืน คุณาพงศ์ระบุว่า การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลช่วยให้เขาวิเคราะห์การทำธุรกิจ… --- ## จาก “มือสะอาด” สู่พลังของสังคม ไลอ้อน ประเทศไทย ส่ง “คิเรอิคิเรอิ” ชวนคนไทย “วิ่งด้วยใจ ให้มือน้องสะอาด ปี 3” สร้างสุขอนามัยที่ดี เนื่องในวันล้างมือโลก URL: https://positioningmag.com/pr-news/116266 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: PR News 15 ตุลาคมของทุกปี คือ “วันล้างมือโลก” (Global Handwashing Day) วันที่ชวนให้คนทั่วโลกหันกลับมาใส่ใจเรื่องง่าย ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวอย่าง “การล้างมือ” เพราะมือเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายและแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ การล้างมืออย่างถูกวิธีจึงเป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วย และเป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างสุขอนามัยที่ดีในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อ “มือสะอาด” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง การสร้างความตระหนักเรื่องสุขอนามัยจึงก้าวไปไกลกว่าการดูแลตัวเอง สู่การสร้างพฤติกรรมที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคม และนี่คือที่มาของกิจกรรม “Kirei Kirei Global Handwashing Day Run วิ่งด้วยใจ ให้มือน้องสะอาด ปี 3”  ที่ชวนผู้คนมารวมพลังผ่านการวิ่ง พร้อมส่งต่อแนวคิดเรื่องความสะอาดและการล้างมืออย่างถูกวิธี เนื่องในวันล้างมือโลก ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย มาร่วมเป็นประธานเปิดงานและปล่อยตัวทัพนักวิ่ง เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา จากก้าวแรกของนักวิ่ง สู่ “มือสะอาด” ของทุกคน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยพลังของผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 900 คนที่มาร่วมกันสร้างความหมายให้กับทุกก้าวที่วิ่ง เพราะกิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเป้าหมายเรื่องสุขภาพ หากยังต้องการให้ “การล้างมือ” กลายเป็นพฤติกรรมที่ทุกคนสามารถทำได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน แนวคิดของกิจกรรมครั้งนี้คือ “สรรค์สร้างมือสะอาด เพื่อโลกปลอดโรค ลดการระบาดแก่สังคม” สะท้อนความตั้งใจของคิเรอิคิเรอิในการนำเรื่องใกล้ตัวอย่างการล้างมือ มาสร้างเป็นพลังร่วมของคนในสังคม เพราะความสะอาดไม่ใช่เรื่องส่วนตัว บนเวที “ภูมิชาญ สิงหรัตน์” ผู้จัดการบริหารธุรกิจสหพัฒน์ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด  ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อคนไทยมายาวนาน 57 ปี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมย้ำถึงแนวคิดสำคัญว่า “ความสะอาดไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของสังคมและส่วนรวม” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คิเรอิคิเรอิ อยู่เคียงข้างครอบครัวไทยมายาวนานกว่า 20 ปี พร้อมมุ่งส่งเสริมพฤติกรรมการล้างมืออย่างถูกต้อง เพื่อให้สุขอนามัยที่ดีเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากชีวิตประจำวัน ดังนั้น การรวมตัวกันในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการออกกำลังกาย แต่เป็นการใช้พลังของผู้คนที่มาร่วมกิจกรรม เพื่อส่งต่อแนวคิดเรื่องสุขอนามัยที่สะอาดและปลอดภัย พร้อมสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม 20 ปีของคิเรอิคิเรอิ กับการส่งต่อความสะอาด จากจุดเริ่มต้นในประเทศญี่ปุ่น สู่การอยู่เคียงข้างคนไทยตลอด 20 ปี คิเรอิ คิเรอิยังคงเดินหน้าส่งต่อความรู้และพฤติกรรมด้านความสะอาด พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับการดูแลสุขอนามัยของทุกคนในครอบครัว กิจกรรมนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของบทบาทแบรนด์ที่ต้องการนำเรื่อง “มือสะอาด” ออกจากพื้นที่ของผลิตภัณฑ์ ไปสู่การสร้างความเข้าใจและพฤติกรรมที่ดีในชีวิตจริง โดยเฉพาะการปลูกฝังวินัยเรื่องการล้างมือให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จากความสะอาด สู่การส่งต่อโอกาสให้สังคม นอกจากการรณรงค์เรื่องการล้างมือและการสร้างสุขอนามัยที่ดีแล้ว กิจกรรม “Kirei Kirei Global Handwashing Day Run วิ่งด้วยใจ ให้มือน้องสะอาด ปี 3” ยังมุ่งสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ สุรัตนเมธากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนมอบเงินสนับสนุนจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ กรมอนามัย เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการส่งเสริมสุขอนามัยของประชาชน พร้อมกันนี้ยังได้มอบผลิตภัณฑ์คิเรอิคิเรอิ ให้แก่มูลนิธิยุวรักษ์ เพื่อนำไปช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน การส่งต่อในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของคิเรอิคิเรอิ ที่ต้องการให้ “ความสะอาด” ไม่ได้หมายถึงเพียงการดูแลสุขอนามัยของแต่ละคน แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างประโยชน์และส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมได้อีกด้วย ล้างมือหนึ่งครั้ง อาจส่งต่อสุขอนามัยได้ไกลกว่าที่คิด เพราะการล้างมือเป็นเรื่องง่ายที่ทุกคนทำได้ และยังเป็นหนึ่งในวิธีลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคและการแพร่กระจายของเชื้อผ่านการสัมผัส รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางเดินหายใจและโรคทางเดินอาหาร เมื่อทุกคนเริ่มต้นจาก “มือสะอาด” และทำอย่างสม่ำเสมอ เรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันจึงสามารถกลายเป็นนิสัยด้านสุขอนามัยที่ดีได้ วิ่งด้วยใจ เพื่อส่งต่อความสะอาด จากหนึ่งก้าว สู่หลายพันก้าว จากมือของคนหนึ่ง สู่มือของคนจำนวนมาก ภาพของการวิ่งในวันนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงเรื่องของสุขภาพ แต่เป็นความตั้งใจของ คิเรอิคิเรอิ ที่ต้องการผลักดันภารกิจหลัก “Make Handwashing a Routine Habit” เพื่อยกระดับการล้างมือให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Lifestyle Routine และสร้าง “วัฒนธรรมสุขอนามัย” พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่มีความหมายต่อส่วนรวม เพราะสุดท้ายแล้ว “มือสะอาด = สุขภาพดี” และการดูแลสุขอนามัยของสังคม อาจเริ่มต้นได้ง่าย ๆ เพียงแค่ทุกคน “ล้างมือ” ให้ถูกวิธีและทำอย่างสม่ำเสมอ --- ## รู้จักเทรนด์ "Maybe Later" คนรุ่นใหม่เลื่อนความฝันแต่งงาน-มีลูก-เรียนต่อ เพราะปัญหาการเงิน URL: https://positioningmag.com/people/116265 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: my_bb ปัจจุบันแรงกดดันด้านการเงิน ทำให้คนรุ่นจำเป็นต้องละทิ้งความฝันชั่วคราว ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Maybe Later” หรือแนวคิด “เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน” สะท้อนคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ขาดความทะเยอทะยานหรือไม่ต้องการมีอนาคตที่ดี แต่ต้องชะลอการตัดสินใจเรื่องสำคัญ เพราะยังไม่พร้อมรับภาระทางการเงินที่ตามมา รายงาน Deloitte Global 2026 Gen Z and Millennial Survey ชี้ให้เห็นว่า แรงกดดันทางการเงินยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดวิธีคิดเกี่ยวกับการทำงาน ความมั่นคง และการวางแผนชีวิตของคนรุ่น Gen Z และ Millennials โดย Gen Z 38% และ Millennials 42% ระบุว่า “ค่าครองชีพ” เป็นประเด็นที่น่ากังวลมากที่สุด (เป็นอันดับต้น ๆ ต่อเนื่อง 5 ปี) ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่าความกังวลเรื่องอาชญากรรม ความปลอดภัยส่วนบุคคล และการว่างงาน มากกว่าครึ่งยอมรับ เลื่อนแผนชีวิตเพราะเงินไม่พร้อม ข้อมูลจากรายงานระบุว่า Gen Z จำนวน 55% และ Millennials 52% เคยเลื่อนการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต เนื่องจากสถานะทางการเงิน อาทิ -การแต่งงาน -การเริ่มต้นสร้างครอบครัว -การทำธุรกิจ -การศึกษาต่อ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาการเงินไม่ได้กระทบเพียงความสามารถในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ยังขยายไปถึงการตัดสินใจระยะยาวที่อาจกำหนดทิศทางชีวิตของคนคนหนึ่งด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง คนรุ่นใหม่อาจยังต้องการแต่งงาน มีบ้าน หรือเริ่มธุรกิจ แต่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะรู้สึกว่าตนเองมีฐานะทางการเงินที่รองรับการตัดสินใจเหล่านั้นได้ เงินเดือนชนเดือน ซื้อบ้านไม่ไหว ความมั่นคงยังเป็นโจทย์ใหญ่ แม้คนรุ่นใหม่จะทำงานและมีรายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะรู้สึกมั่นคงทางการเงิน รายงานพบว่า Gen Z และ Millennials ต่างมีสัดส่วน 47% (ลดลงจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 52%) ที่ระบุว่าตนเองใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน หรือมีรายได้เข้ามาแล้วต้องนำไปใช้จ่ายจนแทบไม่เหลือเงินสำรอง นอกจากนี้ ทั้งสองกลุ่มยังมีสัดส่วน 34% ที่ระบุว่าประสบปัญหาในการจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็นทั้งหมดในแต่ละเดือน ขณะที่ Gen Z 51% และ Millennials 40% มองว่าตนเองไม่สามารถซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้ เรื่องที่อยู่อาศัยจึงไม่ได้เป็นเพียงความฝันที่ต้องใช้เวลาสะสมเงิน แต่ยังส่งผลต่อการเลือกเส้นทางอาชีพและสถานที่ทำงาน โดย Gen Z 69% และ Millennials 64% ระบุว่า ความพร้อมในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยหรือความสามารถในการจ่ายค่าที่อยู่อาศัยมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเรื่องงานและสถานที่ทำงาน "เมื่อค่าใช้จ่ายพื้นฐานกินสัดส่วนรายได้จำนวนมาก การวางแผนซื้อบ้าน แต่งงาน หรือมีลูกจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น เพราะแต่ละการตัดสินใจมาพร้อมภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวที่ไม่สามารถมองข้ามได้" แนะองค์กรช่วยลดแรงกดดันการเงินพนักงาน Deloitte เสนอให้องค์กรช่วยลดแรงกดดันทางการเงิน และไม่ควรมองปัญหาการเงินเป็นเรื่องส่วนตัวที่พนักงานต้องจัดการเองทั้งหมด แต่ควรพิจารณามาตรการที่สอดคล้องกับข้อจำกัดในการใช้ชีวิต เช่น -ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่แข่งขันได้ -ความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยหรือค่าใช้จ่ายในการย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงาน -ความช่วยเหลือในการชำระหนี้การศึกษา -ความยืดหยุ่นในการจัดสรรผลตอบแทน -รูปแบบการทำงานแบบ Hybrid และความยืดหยุ่นด้านสถานที่หรือเวลา -การสื่อสารเรื่องแรงกดดันทางการเงินอย่างเปิดเผย "การรักษาพนักงานในยุคนี้อาจต้องเริ่มจากการเข้าใจต้นทุนชีวิตของพวกเขา เพราะความสามารถในการจ่ายค่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายพื้นฐานส่งผลต่อทั้งการตัดสินใจเลือกงานและความสามารถในการทำงานระยะยาว" “Maybe Later” ไม่ได้แปลว่าเลิกฝัน แต่ขอรอให้พร้อมกว่านี้ อย่างไรก็ตาม รายงานไม่ได้สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่หมดหวังกับอนาคตเสียทีเดียว เพราะ Gen Z 53% และ Millennials 45% ยังคาดหวังว่าสถานะทางการเงินของตนเองจะดีขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นจาก 49% และ 41% ตามลำดับในปี 2025 สัดส่วนคนที่ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือนก็ลดลงจากปีก่อน ซึ่งทั้งสองกลุ่มเคยมีสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 52% เท่ากัน เหลือ 47% ในปี 2026 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพที่มีทั้งความหวังและข้อจำกัด แม้บางคนจะเริ่มมองเห็นโอกาสที่สถานะทางการเงินจะดีขึ้น แต่แรงกดดันด้านค่าครองชีพและความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายยังเป็นตัวแปรสำคัญในการวางแผนชีวิต เทรนด์ “Maybe Later” จึงอาจมองได้ว่าเป็นภาพสะท้อนของคนรุ่นใหม่ที่ต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการประคองสถานะทางการเงินและสร้างความมั่นคงก่อนจะก้าวไปสู่เป้าหมายชีวิตขั้นต่อไป --- ## โรงเรียนนานาชาติแข่งเดือด เปิดใหม่แซงจำนวนนักเรียน ค่าเทอมเพิ่ม 5% คาดปี 70 รายได้แตะ 1.41 แสนล้านบาท URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116264 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: my_bb ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติไทย กำลังเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันมากขึ้น หลัง "จำนวนโรงเรียนขยายตัวเร็วกว่าจำนวนนักเรียน" ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งหากลยุทธ์ดึงดูดและรักษาฐานนักเรียน ท่ามกลางต้นทุนและการแข่งขันที่สูงขึ้น ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ระบุว่า ปี 2026 จำนวนโรงเรียนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.3% ขณะที่จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเพียง 3.8% สะท้อนซัพพลายเปิดใหม่ เริ่มแซงดีมานด์ ดังนี้ ปี 2022 -รร.นานาชาติ มีจำนวน 234 แห่ง -จำนวนนักเรียน 66,352 คน ปี 2023 -รร.นานาชาติ มีจำนวน 236 แห่ง (+0.85%yoy) -จำนวนนักเรียน 70,539 คน (+6.31%yoy) ปี 2024 -รร.นานาชาติ มีจำนวน 249 แห่ง (+5.51%yoy) -จำนวนนักเรียน 77,732 คน (+10%yoy) ปี 2025 -รร.นานาชาติ มีจำนวน 266 แห่ง (+6.83%yoy) -จำนวนนักเรียน 82,908 คน (+6.6%yoy) ปี 2026 -รร.นานาชาติ มีจำนวน 280 แห่ง (+5.2%yoy) -จำนวนนักเรียน 86,056 คน (+3.8%yoy) ปี 2027 (คาดการณ์) -รร.นานาชาติ มีจำนวน 293 แห่ง (+4.6%yoy) -จำนวนนักเรียน 89,200 คน (+3.6%yoy) แม้ทั้งจำนวนโรงเรียนและนักเรียนยังเติบโต แต่การขยายตัวของโรงเรียนที่เร็วกว่าฐานนักเรียนเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนขึ้น โดย "จำนวนนักเรียนเฉลี่ยต่อโรงเรียนลดลง" -จาก 312 คน/รร. ในปี 2025 -เหลือ 307 คน/รร. ในปี 2026 -คาดว่าจะลดลงต่อเนื่องเหลือ 304 คน/รร. ในปี 2027 "สะท้อนการแข่งขันเพื่อดึงนักเรียนเข้าสู่แต่ละโรงเรียนที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น" ค่าเทอมเร่งตัวขึ้น 5% พยุงรายได้กลุ่มธุรกิจ รร.นานาชาติ ปีหน้าแตะ 1.4 แสนล้านบาท เมื่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักเรียนไม่ทันกับการขยายตัวของโรงเรียน การปรับขึ้นค่าเทอมจึงมีบทบาทมากขึ้นในการรักษาการเติบโตของรายได้ โดยค่าเทอมเฉลี่ยต่อปีของโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น ดังนี้ -ปีการศึกษา 2024/2025 เฉลี่ย 776,887 บาท -ปีการศึกษา 2025/2026 เฉลี่ย 799,818 บาท (+3%yoy) -ปีการศึกษา 2026/2027 เฉลี่ย 839,184 บาท (+5%yoy) แนวโน้มดังกล่าวช่วยหนุนรายได้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติให้เติบโตต่อเนื่อง แม้จำนวนนักเรียนเฉลี่ยต่อโรงเรียนจะลดลง โดย KResearch คาดว่ารายได้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติจะเพิ่มจาก 1.28 แสนล้านบาทในปี 2026 เป็น 1.41 แสนล้านบาทในปี 2027 หรือเติบโตประมาณ 10% แนะโรงเรียนต้องสร้างจุดต่างมากกว่าแค่หลักสูตร อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการกระจุกตัวของโรงเรียนนานาชาติ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งมีสัดส่วนโรงเรียนมากกว่า 45% ของทั้งประเทศ ทำให้การแข่งขันเพื่อดึงดูดนักเรียนมีความเข้มข้นกว่าพื้นที่อื่น ในระยะต่อไป ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงชื่อเสียงหรือหลักสูตรการศึกษาเพื่อสร้างความได้เปรียบ แต่ต้องพัฒนาความแตกต่างให้ครอบคลุมประสบการณ์การเรียนรู้ ทั้งคุณภาพการศึกษา หลักสูตรเฉพาะทาง กิจกรรม สภาพแวดล้อม ความปลอดภัย และสังคมภายในโรงเรียน เพื่อดึงดูดนักเรียนใหม่และรักษาฐานนักเรียนเดิม ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติไทยยังมีโอกาสเติบโตด้านรายได้ แต่การขยายตัวของอุปทานที่เร็วกว่าจำนวนนักเรียนกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการ การรักษาความสามารถในการแข่งขันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มค่าเทอมหรือเปิดโรงเรียนใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างคุณค่าที่ทำให้ผู้ปกครองเลือกและพร้อมจ่ายในระยะยาว --- ## NARA Group ปรับทัพใหญ่ มี 14 แบรนด์ เจาะตลาดแมส-เด็กลง ดึง "แอน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่" เข้าพอร์ตด้วย ปีนี้รายได้แตะ 2,500 ล้าน URL: https://positioningmag.com/strategic-move/116263 เผยแพร่: 2026-10-09 ผู้เขียน: ratirita NARA Group ภายใต้ ยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา ปีนี้ 22 ปี สลัดภาพเครือร้านอาหารพรีเมียม จัดทัพใหม่ ขยาย 14 แบรนด์ เจาะตลาดแมส ดึงลูกค้าเด็กลง มองว่าง่ายกว่าการรีแบรนด์แบรนด์ที่มีอยู่ ที่จับกลุ่มพรีเมียม ยูกิ นราวดี เริ่มเพิ่มบทบาทการเป็น Angel Investor ลงทุนตามแบรนด์ร้านอาหารที่สนใจ จนเพิ่มแบรนด์ใหม่ที่เจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ปีนี้รายได้แตะ 2,500 ล้าน เติบโต 17% ขยายใหม่ ง่ายกว่ารีแบรนด์ Diversify เล่นตลาดแมส ตลาดร้านอาหารในไทยยังคงแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทั้งรายเล็ก และเชนใหญ่ต่างงัดกลยุทธ์มาเพื่อชิงส่วนแบ่งในกะเพาะของลูกค้า บ้างก็ออกแบรนด์ใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้าจากเดิมที่มีอยู่ หรือเพิ่มแบรนด์แมสในราคาย่อมเยา เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น NARA Group (นารา กรุ๊ป) หนึ่งในกลุ่มธุรกิจอาหารในไทย ที่วันนี้ไม่ขออยู่แค่ธุรกิจอาหารไทย แต่เป็นเชนร้านอาหารเต็มตัว พร้อมปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญในการบริหารพอร์ตด้วยการขยายแบรนด์ลงสู่ตลาดแมส เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเด็กลง ดันผลประกอบการปี 2569 ยอดขายรวมพุ่งแตะ 2,500 ล้านบาท เติบโตขึ้น 17% ยูกิ - นราวดี ศรีกาญจนา ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือร้านอาหาร นารา กรุ๊ป เริ่มเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกลุ่มว่า แต่เดิมที่ NARA Group เป็นที่รู้จักในฐานะร้านอาหารไทยระดับพรีเมียมจับกลุ่มลูกค้าระดับบน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างร้านอาหารไทยนารามีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติถึง 80% การจะขยายธุรกิจให้เติบโตแบบเท่าตัว ลำพังที่ต้องพึ่งพาเพียงอาหารไทยพรีเมียมอย่างเดียวอาจมีข้อจำกัด ต้องขยายพอร์ตสู่กลุ่มอื่นๆ และขยายฐานลูกค้า การขยายแบรนด์ใหม่เลยง่ายกว่าการรีแบรนด์แบรนด์ที่มีอยู่ให้เด็กลง นารา กรุ๊ป จึงปรับกลยุทธ์ไดเวอร์ซิฟายลงมาระดับแมสมากขึ้น พร้อมพัฒนาแบรนด์ให้มีความเด็กลง เข้าถึงง่าย ราคาจับต้องได้ เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นความสะดวก ความคุ้มค่า และการสั่งเดลิเวอรี่ โดยปัจจุบันในพอร์ตโฟลิโอมีแบรนด์ และคอนเซ็ปต์รวมกัน 14 แบรนด์ จำนวน 84 สาขา ใน 9 ประเทศ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 1. แบรนด์หลัก 5 แบรนด์ ได้แก่ นาราไทย คูซีน, อภินารา, เลดี้ นารา, บ้านนอกเข้ากรุง (Baannok Bangkok), และเอลเมอคาโด (El Mercado) 2. แบรนด์พันธมิตร 8 แบรนด์ คือ แบรนด์ที่เป็นการร่วมทุน หรือทางนารา กรุ๊ปเป็นผู้ลงทุน หรือเป็น Angel Investor ได้แก่ โค ลิมิเต็ด (Co Limited), แอนคั่วไก่, ชานอนตอนไหน, SASA ข้าวต้มบาร์, แกงเกินนน, One Star Rating Pasta Bar, Bite Me และ Bad Salad 3. แบรนด์ที่พัฒนาคอนเซ็ปต์ใหม่ 1 แบรนด์ ได้แก่ La Kóka Pizza  เริ่มเปลี่ยนสมัยโควิด แต่เดิมแบรนด์ที่เป็นเสาหลักที่อยู่ตั้งแต่ต้นมี 4 แบรนด์ ได้แก่ นาราไทย คูซีน, อภินารา, เลดี้ นารา และบ้านนอกเข้ากรุง แต่ธุรกิจร้านอาหารมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากช่วงโควิด-19 ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกขึ้น ยูกิจึงปรับแผนทำแบรนด์พาร์ทเนอร์ในช่วงหลังโควิด-19 เป็นต้นมา แบรนด์พาร์ทเนอร์มีทั้งร่วมทุนแบบ JV หรือเป็นผู้ลงทุนหลักแบบ Angel Investor ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ของนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มีแพชชั่นในการทำธุรกิจ แต่อาจจะขาดเงินทุน และประสบการณ์ในการบริหาร "หลักการเลือกแบรนด์ เราต้องดูว่าแบรนด์นั้นต้องสเกลได้ ดูเจ้าของแบรนด์ด้วยว่ามีประสบการณ์การในการทำอาหารหรือไม่ มีแพชชั่นเดียวกัน และที่สำคัญแบรนด์ต้องไม่ซับซ้อนกันในกลุ่ม ไม่กินกันเอง ไม่แย่งลูกค้ากันเอง ที่จริงเราอยากทำตลาดที่เด็กลง แมสได้ ราคาต้องลงมาหน่อย แต่ก่อนร้านในกลุ่มมันพรีเมียมหมด จะขยายด้วยพรีเมียมมันก็ยาก ต้องขยายลงมาข้างล่าง"  แค่ปี 2569 ปีเดียวนารา กรุ๊ปมีแบรนด์ใหม่เข้ามาเติมในพอร์ตถึง 7 แบรนด์ ทำให้ตอนนี้มีครอบคลุมตั้งแต่อาหารไทยพรีเมียม สตรีทฟู้ด อาหารยุโรป อาหารใต้ เครื่องดื่ม แต่ละแบรนด์มี Positioning และกลุ่มลูกค้าชัดเจน ไม่ทับซ้อนกันเอง ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักยังคงมาจาก นาราไทย คูซีน 65%, โค ลิมิเต็ด 25%, บ้านนอกเข้ากรุง 5% และแอน คั่วไก่ 5% โดยแบรนด์ "แอนก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่" แม้เพิ่งเข้ามาเสริมทัพได้เพียง 1 ปี แต่สามารถสเกลอย่างรวดเร็วจนขยายไปแล้วกว่า 30 สาขา นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอสผัดและเครื่องปรุงรสปรุงสำเร็จส่งตรงจากไทย เพื่อวางมาตรฐานรสชาติอาหารให้คงที่ในทุกสาขาทั่วโลก เร่งสปีดต่างประเทศ ปักธงโมร็อกโก-อเมริกา ด้านแบรนด์นาราไทย คูซีน ที่เป็นหัวหอกหลัก ปัจจุบันมี 37 สาขาทั้งใน และต่างประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง เมียนมา ฟิลิปปินส์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ศรีลังกา อินเดีย มาเลเซีย โดยตลาดใหญ่สุดอย่าง ไต้หวัน เปิดให้บริการแล้วถึง 3 แบรนด์ ได้แก่ นาราไทย คูซีน, อภินารา, เลดี้ นารา รวม 21 สาขา และในปี 2570 มีแผนขยายเพิ่มอีก 2 ประเทศใหม่ ได้แก่ โมร็อกโก และสหรัฐอเมริกา ยูกิบอกว่าแต่เดิมปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 2,300 ล้านบาท แต่ตอนนี้ได้ปรับเป้ารายได้เป็น 2,500 ล้านบาท โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากยอดขายสาขาเดิมที่เติบโต 17% และการขยายสาขาใหม่ในไตรมาส 4 ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 35% สำหรับเป้าหมายในอนาคต ยูกิบอกว่า อยากเป็น International F&B & Lifestyle Group ที่มีร้านอาหารหลากหลายในเครือ ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม “เริ่มต้นจากนาราไทย คูซีนเพียงหนึ่งร้านอาหาร ปัจจุบันกลายเป็น นารา กรุ๊ป ซึ่งมีแพลนในอีก 3–5 ปี ต้องการให้นารา กรุ๊ป เป็นที่จดจำในตลาดว่า เราเป็นกลุ่มธุรกิจอาหาร และไลฟ์สไตล์ ระดับนานาชาติ ที่เกิดจากประเทศไทย และสามารถสร้างแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ให้เติบโตในระดับโลกได้”