กาชาปอง – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 09 Jan 2026 10:52:22 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 คุยกับ ‘Motmo Studio’ ผู้ชุบชีวิตประติมากรรมพื้นบ้าน สู่ผลงาน ‘หิมพานต์มาร์ชเมลโล่’ สุดไวรัล https://positioningmag.com/1554479 Thu, 08 Jan 2026 21:18:34 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554479 หลายคนน่าจะเคยเห็นผลงานกาชาปองสุดไวรัลของคนไทยอย่าง หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ สัตว์ในวรรณคดีไทยที่ถูกทำออกมาน่ารักตะมุตะมิ โดย Positioning มีโอกาสได้พูดคุยกับ โม่ – คมกฤษ เทพเทียน แห่ง หมดโม่ สตูดิโอ (Motmo Studio) เจ้าของผลงาน ถึงความเป็นมาเป็นไป แนวคิด และมุมมองต่อผลงานศิลปะ และอนาคตของวงการอาร์ตทอยไทย

ของเล่น – พระเครื่อง สู่ความสนใจศิลปะ

“พ่อผมเป็นนักสะสมพระเครื่อง” ประโยคเริ่มต้นที่ โม่ – คมกฤษ เริ่มเล่าเมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของ หมดโม่สตูดิโอ (Motmo Studio) โดยเขาเล่าต่อว่า เขาเป็นคนสุพรรณ ในวัยเด็กพ่อเขามักจะพาไปตลาดพระเครื่องเป็นประจำ รวมกับความชื่นชอบ ของเล่น เหมือนกับเด็กทั่ว ๆ ไปในสมัยยุค 90 

ทั้งการสะสมพระเครื่อง และของเล่นในวัยเด็กนั้น กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่พาให้เขาเข้าสู่โลกของประติมากรรม โดยเขาได้เข้าศึกษาภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะนำไปสู่การก่อตั้งหมดโม่  สตูดิโอ

“ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่า สองสิ่งนี้จะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราขนาดไหน”

นับแต่นั้น โม่เดินทางมาในเส้นทางศิลปะมาโดยตลอด โดยมีผลงานจัดแสดงทั้งในและต่างประเทศ เช่น Ganecha (2016) รูปปั้นพระพิฆเนศที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนประติมากรรมหลากหลายเทคนิค Conversation (2017) งานศิลปะจัดวางที่นำเทวรูปหลากหลายรูปแบบมาเติมต่อด้วยชิ้นส่วนเลโก้ และ Open the World (2017) เทวรูปปางเปิดโลกที่ใช้เลโก้แทนศีรษะ ซึ่งเป็นงานธีสิสชุดแรกในช่วงที่เขาเรียนปริญญาโท

ผลงาน Open the World ของ โม่ – คมกฤษ เทพเทียน

อับเฉาไม่อับเฉา จุดเปลี่ยนสำคัญ

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2018 เขาได้แสดงผลงาน Giant Twin (2018) ประติมากรรมรูปยักษ์ไทยกับยักษ์จีนที่ตัวติดกันเหมือนแฝดอิน-จัน ภายในงาน Bangkok Art Biennale ครั้งแรกของไทย โดยภายในงาน โม่ได้ทำ กาชาปองอับเฉา เพื่อใช้เป็น ของที่ระลึก ในงาน

“ช่วงนั้นผมเพิ่งไปงานศิลปะต่างประเทศมา เห็นว่าพวกเขาแจกแต่โปสต์การ์ดกับพวงกุญแจ ผมคิดว่า ถ้าเราได้ไปงานศิลปะ แล้วได้ของเล่นสักชิ้น เราคงจะจำมันไปตลอดชีวิตเลย ผมเลยทำกาชาปองอับเฉา”

มากกว่าการเป็นของที่ระลึก แต่โม่อยากให้คนที่ได้ไป ทำความรู้จัก กับอับเฉาให้มากขึ้น “ก่อนจะทำผลงาน ผมค้นคว้าเยอะมาก และคิดว่า เรื่องของอับเฉามันน่าสนใจมาก แต่คนไม่ค้นหรอก ถ้าแค่เขียนบทความ เลยอยากทำให้เป็นของเล่น พร้อมคิวอาร์โค้ดที่สแกนแล้วจะได้อ่านประวัติศาสตร์”

แม้ว่าความตั้งใจแรกจะทำเพียงแค่ 100 ชิ้น เพื่อแจกฟรีในงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเกินคาดหมาย เพราะเกิดเป็นไวรัลบนโซเชียลฯ จน คนมาต่อคิวกันตั้งแต่ตีสี่ เพื่อที่จะได้เป็นเจ้าของกาชาปองอับเฉา หลังจากนั้น คนเริ่มขอซื้อ และ กาชาปองอับเฉานี้เองทำให้เกิดเป็นหมดโม่สตูดิโอ

“ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่า มันจะเปลี่ยนชีวิตผมขนาดไหน แต่คิดแค่ว่า ถ้าจะขายก็ขายในราคาที่คนทั่วไปซื้อได้ ไม่ใช่แค่คนรวย เลยตั้งราคาไว้ชิ้นละ 100 บาท” 

กาชาปองอับเฉาไม่อับเฉา

สู่ปรากฏการณ์ หิมพานต์มาร์ชเมลโล่

จนกระทั่งในปี 2020 ช่วงที่ COVID-19 ระบาด ในโลกโซเชียลฯ คนต่างก็แชร์อะไรที่ฮา ๆ ขำ ๆ เพื่อระบาดความเครียดที่ต้องอยู่แต่บ้าน จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนแชร์รูป สัตว์หิมพานต์ที่ชาวบ้านปั้นตามวัดต่างจังหวัด บางตัวดูตลก บางตัวดูน่ารัก นั่นทำให้ โม่ เกิดไอเดียในการทำกาชาปองคอลเลกชั่น หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ 

“มันดูเหมือนโปเกมอน เหมือนมอนสเตอร์น่ารัก ๆ ในเกม แล้วมีแฮชแท็กว่า อยากให้คนทำอับเฉาทำอันนี้บ้างจัง ผมเห็นแล้วนึกขึ้นมาทันทีว่า เฮ้ย! ตัวพวกนี้ผมเคยเห็นนะ ตอนเรียนศิลปะ เขาเรียกว่า นาอีฟ อาร์ต (Naive Art) หรือศิลปะชาวบ้าน”

จากนั้นก็เริ่มปั้นต้นแบบ และเริ่มเปิดพรีออเดอร์ จากนั้นก็มีออเดอร์มา หลายพันตัว นั่นเองที่ทำให้โม่ต้องเปลี่ยนจาก มือสมัครเล่น มาเป็นมืออาชีพ ในชั่วข้ามคืน เพราะคนรออยู่ เราต้องผลิตให้ได้ ต้องส่งให้ได้

“ตอนแรกผมคิดว่าจะขายได้สัก 10-20 ชุด ก็เยอะแล้ว แต่กลายเป็นว่ามีคนสั่งเป็นพัน ๆ ตัว จากตอนแรกที่ทำกับแฟนสองคน เลยต้องโทรเรียกน้อง ๆ ที่เรียนด้วยกัน คนที่เคยช่วยทำงานศิลปะกับผมมาช่วย”

ภาพจำร่วม กุญแจสู่ความสำเร็จ

อีกปัจจัยสำคัญที่ โม่ มองว่า ผลงานหิมพานต์มาร์ชเมลโล่มันแมสก็คือ จังหวะที่กระแส อาร์ตทอย ในไทยกำลังมา แต่อาร์ตทอยตัวไหนจะขายได้ไม่ได้ โม่มองว่ามันมีหลายปัจจัย แน่นอนว่า ความน่ารัก เป็นส่วนสำคัญ แต่จุดสำคัญที่เขาเรียนรู้มาจากการทำงานศิลปะก็คือ ภาพจำร่วม

“ก่อนหน้านั้นผมเคยทำอาร์ตทอยเป็นยักษ์ที่ผสมดาร์ธ เวเดอร์ มีคนจองแค่ 2 หัว เพราะมันไม่มีภาพจำร่วม ภาพจำมีมูลค่าและคุณค่าสูงมาก เหมือนที่โดราเอมอนไม่เคยตกยุค เพราะทุกยุคสมัยมีเด็กแบบโนบิตะ มีเด็กอวดรวยอย่างซุเนโอะ มันเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่แค่จินตนาการ”

นอกจากความน่ารัก และภาพจำร่วมแล้ว โม่มองว่าหิมพานต์มาร์ชเมลโล่มัน สะท้อนความหลากหลายของความเป็นไทย ที่ไม่จำเป็นต้องทำตามมาตรฐาน แต่ ทำจากใจ ทำด้วยความรัก ทำด้วยความเชื่อ และนั่นคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ คือ การยอมรับว่าเราต่างกันได้ เราไม่ต้องเหมือนกัน แต่เราก็ยังเป็นไทยได้

“ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราก็จะเข้าใจว่าทำไมหิมพานต์มาร์ชเมลโล่ถึงประสบความสำเร็จ เพราะมันไม่ได้แค่ขายของน่ารัก มันขายความภาคภูมิใจในความเป็นตัวเอง ในความหลากหลาย ในความเป็นไทยที่ไม่ต้องเหมือนใคร”

อนาคตอาร์ตทอยไทยต้องมีความหมาย

“ผมเชื่อว่าตลาดอาร์ตทอยยังมีอนาคต แต่ต้องเป็นของที่มีเนื้อหา” โม่มองไปข้างหน้า เพราะถ้าต้องแข่งขันกับ POP MART ที่มีทุน มีระบบการผลิตและการตลาดระดับโลก อาจแข่งขันได้ยาก และต่อไป คนอาจจะเริ่มเบื่อของที่แค่สวย แต่ไม่มีอะไร พวกเขาต้องการเรื่องราว ต้องการความหมาย ต้องการการเชื่อมโยง และนั่นคือจุดแข็งของศิลปินไทย

“ของจีนบางอย่างที่เข้ามา มันป๊อปเพราะน่ารัก แต่ไม่มีเรื่องราว พอคนเบื่อก็จบ แต่ไทยเรามีวัฒนธรรมที่ลึก มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีเรื่องราวมากมาย แค่เราต้องรู้จักนำเสนอให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ และอยากเป็นเจ้าของ”

ฝันใหญ่ โลคอล คาแรกเตอร์ ทุกจังหวัด

ญี่ปุ่นมี Kumamon – ตัวการ์ตูนหมีจากจังหวัดคุมาโมโต ที่ถูกออกแบบมาเพื่อโปรโมตรถไฟชินคันเซ็น แก้มแดงเพราะมะเขือเทศที่นั่นอร่อย ตอนนี้ Kumamon ขายได้ทั่วโลก ทำให้โม่มองเห็นศักยภาพของอาร์ตทอยว่ามันสามารถเป็น ซอฟต์เพาเวอร์ ของไทยได้

“ถ้าทุกจังหวัดในไทยมีตัวการ์ตูนประจำจังหวัด ที่ออกแบบจากเอกลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อมกับกรมเกษตร พาณิชย์ การท่องเที่ยว มันจะไม่มีเมืองรองอีกต่อไป”

ทุกคนจะต้องไปเที่ยวทุกจังหวัดเพื่อสะสมให้ครบ และถ้าครบ 77 จังหวัด รัฐบาลอาจมีประกาศเกียรติคุณให้ ลองคิดดูว่าเงินจะหมุนเวียนในประเทศเท่าไหร่

“นี่คือเมกะโปรเจกต์เชิงวัฒนธรรมที่รัฐควรทำ เพราะตอนนี้เราโดนอาณานิคมเชิงวัฒนธรรมเข้ามาแล้ว ทำไมเราถึงเริ่มกินไก่ทอดกับเบียร์ เริ่มกินกิมจิ? เพราะเกาหลีทำให้วัฒนธรรมของเขาร่วมสมัย”

ข้อคิดสำหรับศิลปินรุ่นใหม่

เมื่อถูกถามว่ามีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่อยากทำอาร์ตทอยหรือศิลปะที่เป็นธุรกิจ โม่ตอบอย่างตรงไปตรงมา:

  1. เริ่มจากความรักที่แท้จริง “อย่าเริ่มด้วยการคิดว่าจะรวย สิ่งที่ถูกดีไซน์มาเพื่อเงินก่อนมักไม่ประสบความสำเร็จ ให้เริ่มจากสิ่งที่เราชอบ เราสนใจจริงๆ”
  2. ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง “ทุกคนมีตัวตนไม่เหมือนกัน มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่าง นั่นคือจุดแข็งของเรา ถ้าเราเลียนแบบคนอื่น เราจะไม่มีวันเหนือกว่า”
  3. เรียนรู้ทุกมิติของธุรกิจ “ศิลปินต้องเป็นนักบัญชี ผู้บริหาร และคนทำการตลาดด้วย ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ เราจะอยู่ไม่ได้”
  4. เริ่มเล็ก แล้วค่อยโต “อย่าคิดใหญ่แล้วย่อมาเล็ก ให้คิดเล็กแล้วค่อยโตขึ้น อย่าไปกู้เงินแสนมาทำครั้งแรก ถ้าพลาด จะเจ็บมาก อาจทำให้เกลียดสิ่งที่เรารัก”
  5. อย่าลืมว่าศิลปะคือเครื่องมือแก้ปัญหา “ศิลปะไม่ใช่แค่การวิพากษ์วิจารณ์ แต่เป็นเครื่องมือที่เข้าไปแก้ปัญหาได้จริง คิดว่าเราจะทำอย่างไรให้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่แค่ชี้ว่ามันแย่”

ศักยภาพของศิลปะคือ คนต้องเข้าถึงได้

จากอับเฉาสู่หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ โม่มองว่า สิ่งที่เขาเรียนรู้และตกผลึกก็คือ ศักยภาพของศิลปะไม่ได้อยู่แค่สวยหรือลึกซึ้ง แต่อยู่ที่การที่มันเข้าถึงคนได้ จุดประสงค์ที่แท้จริงของศิลปะ ไม่ใช่แค่การทำให้ศิลปินรวย แต่เป็นตัวจุดประกายให้เกิดการคุย การแลกเปลี่ยน การทำความเข้าใจ

“ผมเคยนั่งคิดกับตัวเองว่า ถ้างานผมดีจริงระดับโลก แต่ไม่มีคนมาดู ไม่มีคนเข้าใจ… แล้วมันจะมีความหมายอะไร? ผมพยายามเรียกร้องเรื่องพระที่ไม่มีเศียรมาตลอด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากแค่เรียกร้อง แต่พอมีอับเฉา กลับจุดประกายให้คนเริ่มคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์”

การทำให้ศิลปะเข้าถึงง่ายที่สุด ก็คือเครื่องมือในการปลูกฝังความรัก ความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของ ศิลปะในท้องถิ่น หรือทำให้เกิด รายได้ ให้คนในชุมชน

“ของเล่นแต่ละชิ้นของผมคือเครื่องมือในการปลูกฝังความรัก ความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น เมื่อมีคนซื้อไป เขาไม่ได้ซื้อแค่ของเล่น แต่เขาซื้อเรื่องราว ซื้อการเชื่อมโยง ซื้อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์”

ปัจจุบัน ผลงานของหมดโม่สตูดิโอ มีจุดจำหน่ายที่ BACC ชั้น 5, มิวเซียมสยาม, พิพิธภัณฑ์รัตนโกสินทร์ และกำลังขยายไปยังพิพิธภัณฑ์มนุษยวิทยา สามารถติดตามผลงานใหม่ ๆ ได้ที่เพจ MOTMO Studio 

]]>
1554479
ย้อนรอย ‘กาชาปอง’ แคปซูลของเล่น 1.3 หมื่นล้าน ที่ ‘ญี่ปุ่น’ กำลังดันไปโตต่อในต่างประเทศ https://positioningmag.com/1481445 Fri, 05 Jul 2024 06:04:45 +0000 https://positioningmag.com/?p=1481445 แม้ยุคนี้ กล่องสุ่มอาร์ตทอย จะเป็นกระแสแรงในบ้านเรา แต่จริง ๆ แล้ว รูปแบบการสุ่มของเล่นนั้นมีมานาน และเชื่อว่าหลายคนก็น่าจะคุ้นเคยกันดีกับตู้ กาชาปอง หรือ แคปซูลของเล่น แม้จะดูเหมือนเป็นอะไรที่เล็กน้อย แต่เจ้ากาชาปองนี้ทำรายได้กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ให้กับญี่ปุ่นเลยทีเดียว

หากจะพูดถึงจุดเริ่มต้นของ ตู้กาชาปอง (Gashapon) หรือ แคปซูลของเล่น ต้องย้อนไปไกลถึงยุค 1960 ซึ่งในตอนนั้น Ryuzo Shigeta เจ้าของร้านของเล่น Penny Shokai ได้นำ ตู้กดหมากฝรั่งและของเล่น จากสหรัฐอเมริกา มาวางขายที่ร้าน ก่อนที่จะดัดแปลงเครื่องดังกล่าวให้กด แคปซูลบอลพลาสติก เพื่อลุ้นว่าจะได้อะไร

จนมาปี 1977 แบรนด์ของเล่นรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง บันได (Bandai) ก็ได้จดเครื่องหมายการค้ากาชาปอง ซึ่งเป็นคำที่เลียนแบบเสียงของที่จับที่หมุนเวลาไขตู้ และเสียงกระแทกเมื่อแคปซูลหล่นลงมา แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กาชาปองฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองเกิดในปี 1983 เมื่อบันไดออกตู้กาชาปองจากการ์ตูนเรื่อง คินิคุแมน (Kinnikuman) ทำให้เกิดกระแสคลั่งไคล้ในหมู่เด็ก ๆ ส่งผลให้บันไดสามารถขายกาชาปองได้ถึง 180 ล้านชิ้น

สมาคมของเล่นญี่ปุ่น เคยประมาณการว่า ตลาดของเล่นกาชาปองในปี 2022 มีมูลค่า 61,000 ล้านเยน (ราว 1.3 หมื่นล้านบาท) เติบโตประมาณ 35.6% และคาดว่าจะยังสามารถเติบโตได้อีก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจ้าตู้กาชาปองนั้นยังสามารถดึงดูดฐานลูกค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะผู้ใหญ่

โดยจากการสำรวจผู้บริโภคในเดือนเมษายนโดยบริษัท Happinet Corp. ซึ่งดำเนินกิจการเครือร้านขายของเล่น Gashacoco พบว่า ผู้หญิงมากกว่าครึ่งหนึ่งในช่วงวัย 20-30 ปี ซื้อกาชาปองอย่างน้อย 1 ชิ้นนับตั้งแต่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และจากจำนวนการเกิดที่ลดลง ทำให้ผู้ผลิตหันมาผลิตสินค้าจับกลุ่มผู้ใหญ่มากขึ้น

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีบริษัทผู้ผลิตกาชาปองประมาณ 60 ราย และจะมีสินค้าประมาณ 600-700 รายการ ที่ออกสู่ตลาดในทุก ๆ เดือน แสดงให้เห็นว่าตลาดกาชาปองในญี่ปุ่นนั้นมีความหลากหลายมาก รวมถึงจะมีตู้กาชาปองที่ขายเฉพาะในท้องถิ่นนั้น ๆ หรือแม้แต่ตัวสินค้าก็มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นและผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันในรูปแบบย่อส่วน เช่น ผงซักฟอก และมันฝรั่งทอดกรอบ

นอกจากนี้ เทรนด์ กาชาปองอาร์ตทอย ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน โดย ไดสุเกะ โมริคุนิ ผู้อำนวยการแผนกของเล่นกาชาปองของ Yell Co. เล่าว่า แม้ว่ากาชาปองที่ทำจากตัวละครอนิเมะจะทำกำไรได้ดี แต่การขายในต่างประเทศนั้นจะยุ่งยากในเรื่องของลิขสิทธิ์ ดังนั้น พวกสินค้าอาร์ตทอยที่มีความน่ารัก และเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะเข้าไปทำตลาดในต่างประเทศได้ง่ายกว่า ซึ่งปัจจุบันรายได้จากต่างประเทศของบริษัท Yell คิดเป็น 10% ของยอดขายบริษัท

ปัจจุบัน ผู้เล่นในตลาดหลายรายมุ่งเป้าไปที่ การขยายกิจการไปยังต่างประเทศ เพราะแม้ว่าตลาดญี่ปุ่นจะยังเติบโตได้แต่ว่า พื้นที่เริ่มเป็นข้อจำกัด ในการขยายตู้กาชาปอง โดยบางบริษัทกำลังสนใจขยายไปในตลาด ตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นตลาดที่ตอบรับต่อสินค้าญี่ปุ่น อีกทั้งใน ซาอุดีอาระเบียยังมีแผนจะจัดสวนสนุกธีม ดราก้อนบอล (Dragonball) แห่งแรกของโลก

เราอาจยังมีช่องว่างในตลาดญี่ปุ่นอีกประมาณ 2 ปี เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ในการตั้งตู้กาชาปอง ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับการเปิดในศูนย์การค้า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่กาชาปองยังเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใหญ่ก็คือ มันเป็นของเล่นราคาถูกที่สามารถมอบความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ และความสนุกสนานให้กับผู้คน” ไดสุเกะ โมริคุนิ ทิ้งท้าย

Source

]]>
1481445
“กาชาปอง-ชาตรามือ” แม่เหล็กใหม่ “ลอว์สัน108” เสริมทัพสมรภูมิ “ร้านสะดวกซื้อ” https://positioningmag.com/1200958 Mon, 03 Dec 2018 07:39:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1200958 หนึ่งในคัมภีร์การทำธุรกิจค้าปลีกให้ประสบความสำเร็จ ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสำคัญกับ “ทำเล ทำเล และทำเล” เพราะหากได้ทำเลทอง มีกลุ่มเป้าหมายรายล้อมห้าง การเดินทางสะดวก โอกาสที่จะได้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเข้ามาใช้บริการย่อมมีสูง

ขณะที่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ โมเดิร์นเทรด ศูนย์การค้าขับเคี่ยวกันดุเดือด แต่ที่แข่งแรงไม่แพ้ห้างบิ๊กไซส์ คือค้าปลีกไซส์เล็ก ร้านสะดวกซื้อ มูลค่า แสนล้านบาท ก็กินกันไม่ลง 

เพราะ 3 ค่ายทุนหนา ทั้ง เซเว่นอีเลฟเว่น ใต้เงาของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ มีสาขาทะลุหมื่น และพยายามขยายสาขาทิ้งห่างคู่แข่งเบอร์รองมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วน แฟมิลี่มาร์ท ใต้อาณาจักรเซ็นทรัล ของตระกูล จิราธิวัฒน์ พยายามขยายสาขาให้มากขึ้น มีร้านคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เพื่อหนีเบอร์ 3 แม้จะตามเบอร์ 1 จากการเป็นเบอร์ 3 ของ ลอว์สัน108” ของสหลอว์สันใน เครือสหพัฒน์ ที่ร่วมทุนกับญี่ปุ่น จึงเหนื่อยหืดจับ

การหาทำเลทองเปิดสาขาของลอว์สัน108 ปรับกลยุทธ์แล้วปรับอีก เพื่อให้เจอคำตอบที่ใช่ ซึ่งต้นปี 2561 ทางผู้บริหารลอว์สัน108 ตัดสินใจจิ้มทำเลย่านอาคารสำนักงาน (ออฟฟิศเป็นแหล่งเปิดสาขา เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายวัยทำงาน (White Collar) มีทำเลรองตามรถไฟฟ้าใต้ดิน โรงงาน ฯลฯ ส่วนสินค้าภายในร้านเน้นนำเสนอความเป็นญี่ปุ่นมาเป็นจุดขาย สร้างจุดแข็งและความแตกต่างให้กับร้าน เช่น เมนูของทอด เบนโตะ ไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ เป็นต้น

แต่การเติมจุดขายความเป็นญี่ปุ่นให้ครบเครื่องหน่อย เห็นจะเป็นการนำ กาชาปอง มาเอาใจสาวกผู้คลั่งไคล้คาแร็กเตอร์การ์ตูนน่ารักๆ สะสมกัน

กาชาปองเริ่มติดตั้งในร้านลอว์สัน108 ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันครอบคลุม 12-13 สาขาแล้ว เป็นสาขาอยู่ใจกลางเมือง เช่น ในศูนย์การค้าเมอร์คิวรี่ วิลล์ แอท ชิดลม เป็นต้น ซึ่งมีประมาณ 6 เครื่อง สนนราคาเริ่มต้น 100-150 บาท ถือเป็นราคาที่ไม่แตกต่างจากการหยอดกาชาปองในประเทศญี่ปุ่นเลย

ส่วนไฮไลต์สุดๆ คือการนำ ร้านชาตรามือ มาเสิร์ฟลูกค้า ประเดิมสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเมอร์คิวรี่ วิลล์ แอท ชิดลม เพื่อรับกระแสความร้อนแรงของสินค้า

เราพยายามนำกาชาปอง ชาตรามือมาให้บริการแก่ลูกค้า เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นแม่เหล็กในการช่วยดึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง แหล่งข่าวจากเครือสหพัฒน์ กล่าว  

แม่เหล็ก ของร้านสะดวกซื้อลอว์สัน108 ยังมีอีกหลายรายการ เช่น การมีเครื่องถ่ายเอกสารจากดั๊บเบิ้ลเอ ให้บริการเพียงแค่สแกนคิวอาร์โค้ดด้วยตัวเอง มีเครื่องพิมพ์ภาพถ่ายขนาด 4X6 นิ้ว ให้บริการบางสาขา เช่น อุดมสุข เป็นต้น

ลอว์สัน108 เป็นเบอร์ 3 ที่ยังมีสาขาเพียง 99 แห่งเท่านั้น แม้ต้นปีจะฉลองการเปิดสาขาที่ 100 ไปแล้ว แต่การปิดสาขาที่ Perfomance ไม่เป็นไปตามเป้ายังมีสลับกับการเปิดสาขาใหม่

ดังนั้น การอาศัยแม่เหล็ก” เป็นตัวช่วยดึงกลุ่มเป้าหมาย และสร้างความแข็งแรงรับมือการแข่งขัน จึงจำเป็น เพราะสู้ด้วยสาขากับเบอร์ 1 และ 2 ไม่ไหวก็ต้องหาช่องว่างสร้างโอกาสธุรกิจให้ได้ ส่วนจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ผู้บริโภคที่เข้าไปใช้บริการ และยอดขายคือคำตอบ!

]]>
1200958