แต่ 2-3 วันที่ผ่านมา หากใครเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ “เซเว่นอีเลฟเว่น” ไม่ต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา แค่ตรงไปที่ตู้แช่เครื่องดื่ม ก็จะได้พบกับ “ซาสี่” ในบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว เรียงรายในชั้นเดียวกับ “น้ำอัดลม” ทั้ง “โค้ก” และ “เอส”
นับเป็นการสิ้นสุดการรอคอย สำหรับคอเครื่องดื่มรูทเบียร์ “ซาสี่”
เหตุผลของแบรนด์เก่าแก่ในอดีตกลับมาทำตลาดอีดครั้ง “เจษฎากร โคชส์” รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด ในฐานะบริษัทในเครือของไทยเบฟเวอเรจ รับหน้าที่ในการทำตลาด เพราะเห็นโอกาสของตลาดรูทเบียร์ที่เติบโตต่อเนื่อง 16% ยิ่งช่องทางขายที่เป็นร้านสะดวกซื้อตลาดโตมากถึง 24%
สวนทางกับภาพรวมตลาดน้ำอัดลมมูลค่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นขาลง! เพราะปี 2560 ที่ผ่านมาตลาดติดลบประมาณ -2.4% (ที่มาข้อมูล : บริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) 1 มิ.ย. 2560 – 31 พ.ค. 2561)
เมื่อ “รูทเบียร์” มีความต้องการ (Demand) แต่ตลาดมีผู้เล่นน้อยมาก! หลักๆ ที่ผู้บริโภคจะนึกถึงคงหนีไม่พ้น “เอแอนด์ดับบลิว (A&W)” แต่การทำตลาดเรียกว่ามีน้อยมาก เมื่อมีแบรนด์และสินค้าอยู่บ้างแต่ไม่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย กลายเป็น “ช่องว่าง” ให้ไทยดริ้งค์เปิดฉากส่งสินค้า “ซาสี่” เข้ามาสู้ศึกได้ง่าย
สำหรับการทำตลาดของ “ซาสี่” ได้วาง Positioning สินค้าในกลุ่มเดียวกับ “ตลาดน้ำอัดลม” พร้อมเจาะกลุ่มเป้าหมาย “วัยรุ่น” จนถึง “วัยทำงาน” เพราะเชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ชอบลองของใหม่ ที่มีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตลาด รวมถึงกลุ่มคนที่ชื่นชอบและคิดถึงรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของซาสี่ ซึ่งคนกลุ่มนี้แน่นอนว่าอายุอานามไม่ต่ำกว่า 30-40 ปีขึ้นไป ต่างล้วน “โหยหา” รสชาติที่คุ้นเคยลิ้มลองในอดีตอยู่แล้ว
พูดถึงรสชาติ “ซาสี่” เสียงสะท้อนที่ผู้บริโภคมักพูดถึงมีครบทั้งกลิ่นที่บ้างว่าเหมือนยาสีฟัน ส่วนรสชาติ “ยาหม่อง” มีฟองจะนุ่มเนียนกว่าน้ำอัดลมทั่วไป แต่ทั้งหมดกลับเป็น “จุดขาย” ที่ทำให้ซาสี่ครองใจผู้บริโภคได้ ขนาดหายไปจากตลาดเป็นหลาย “สิบปี” ยังมีการกล่าวถึง ตั้งกระทู้ถามหาบนโลกออนไลน์อย่าง “พันทิป” เป็นต้น
ส่วนช่องทางขายที่เลือก “เซเว่นอีเลฟเว่น” นำร่อง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นช่องทางที่มีร้านจำนวนมากกว่า 10,000 สาขาทั่วประเทศ ช่วงต้นออกไซส์เล็ก ขนาด 250 มล. ราคา 12 บาท โดยจัดโปรโมชั่น “ราคา 10 บาท” และระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม ถึง 23 เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการ “ทดลองดื่ม”
แม้ไทยดริ้งค์ของเครือไทยเบฟจะเป็นผู้นำ “ซาสี่” กลับมาทำตลาดอีกระลอก แต่ป็นที่รู้กันพอสมควรว่าผลิตภัณฑ์และแบรนด์ดังกล่าว มาจาก “เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ” หรือ เอฟแอนด์เอ็น ยักษ์ใหญ่เครื่องดื่มในอาเซียน ซึ่ง “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” ทุ่มเงินร่วม “แสนล้านบาท” ไปซื้อกิจการมา 4-5 ปีแล้ว การได้บริษัทใหญ่ที่มีแบรนด์เครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ที่ “แข็งแรง” และเป็นที่รู้จักในตลาดหลายแบรนด์ ทำให้ไทยเบฟหยิบจับมาต่อยอดในตลาดประเทศไทยได้
ก่อนหน้านี้ ไทยเบฟ นำ “ฮันเดรสพลัส” มาทำตลาดในกลุ่มเครื่องดื่มอัดลมเพื่อสุขภาพ ซึ่งใช้เวลาไม่นานนักก็ติดตลาดได้พอสมควร ส่วนหนึ่งเพราะคนไทยที่มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศทั้งสิงคโปร์ และมาเลเซีย เคยดื่มและชื่นชอบสินค้ามีอยู่บ้าง เช่นกันกับ “ซาสี่” เป็นอีกแบรนด์ที่นำมาเสริมทัพกลุ่มนอนแอลกอฮอล์ ที่สำคัญเป็นการ “เติมพอร์ตโฟลิโอน้ำอัดลม” ให้ใหญ่และหลากหลายพอจะ “สู้ศึก” กับแบรนด์ระดับโลก ทั้ง “โค้ก” และ “เป๊ปซี่” จากเดิมปล่อยให้น้ำดำ “เอสโคล่า” และน้ำสี “เอสเพลย์” ต่อสู้กันไม่กี่รายการ (เอสเคยู)
“ซาสี่” ผลิตออกมาในบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว และวางราคาขาย 12 บาท เฉพาะช่องทาง “ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น” เท่านั้น แต่ในบรรจุภัณฑ์นอกจาก “ยี่ห้อ” ที่โชว์หรา กลับไม่มีข้อความหรือรายละเอียดอื่นระบุบนฉลากหรือตัวสินค้า แต่จากการสอบถามผู้ประกอบการแวดวงเครื่องดื่ม พบว่า “เสริมสุข” รับบทบาทผลิตให้นั่นเอง
คืนสังเวียนในรอบทศวรรษ เป้าหมายของซาสี่ ย่อมไม่ธรรมดา เพราะงานนี้ แม่ทัพการตลาด “เจษฎากร” ลั่นชัด “เรามั่นใจว่าการกลับมาสู่ตลาดรูทเบียร์ของซาสี่ พร้อมสื่อสนับสนุนแบบจัดเต็มทั้งการชงชิมทั่วประเทศ สื่อนอกบ้าน และสื่อออนไลน์ จะสร้างการเติบโตให้ตลาดรูทเบียร์พร้อมผลักดันให้ซาสี่ครองตำแหน่งผู้นำตลาดได้อย่างแน่นอน”
ส่วนจะทำได้ไหม เกมนี้ต้องดูยาวๆ เพราะตลาดน้ำอัดลมหิน!
]]>โดยเฉพาะการ “เพิ่มพอร์ตโฟลิโอ” สินค้าเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ อย่างการนำ “ฮันเดรดพลัส” (100Plus) เข้ามาเปิดตลาดเซ็กเมนต์ใหม่ “เครื่องดื่มเกลือแร่อัดลม” เพราะเชื่อว่า ฮันเดรดพลัส เป็นหนึ่งในสินค้าที่คนรุ่นเก่าที่เดินทางไปเยือนประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเซีย กัมพูชา หรือเมียนมา จะต้อง “โหยหา”
อีกหนึ่งสินค้าที่จะไทยเบฟจะนำเข้ามาทำตลาดในเร็วนี้ คือ “ซาสี่” (Sarsi) ที่ผู้บริโภครุ่นเดอะ วัยเก๋า อายุ 30 ปีขึ้นไป จะต้องจดจำแบรนด์ รสชาติ การทำตลาดและโฆษณาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะประโยค “เลี้ยวขวาเจอซาสี่” แคมเปญที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อ และนำสติกเกอร์ใต้ฝาไปแลกแก้วน้ำลวดลายต่างประเทศ
“ฐาปน สิริวัฒนภักดี” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวสั้นๆ ว่าปีหน้ากำลังวางแผนนำซาสี่เข้ามาทำตลาด โดยทีมงานก็พร้อมรับลูก เพราะขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดในการนำซาสี่เข้ามาจำหน่ายและทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งจะต้องมีการเสียภาษีและได้แสตมป์สรรพสามิตมาแปะบนฝาขวดเครื่องดื่มนั่นเอง
ก่อนหน้านี้ “ซาสี่” เคยเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเป็นเวลานาน โดยมี “บริษัท กรีนสปอต จำกัด” เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย ต่อมาได้หยุดทำตลาดไป
ถึงแม้แบรนด์ “ซาสี่” ของเอฟแอนด์เอ็นจะหายไปจากตลาดไทยนานแล้ว แต่ “น้ำอัดลมซ่าสไตล์ซาสี่” ยังอยู่ งงล่ะสิ! เพียงที่เห็นนั้นเป็น น้ำอัดลมโบราณ น้ำอัดลมจรวดที่ขายและในตลาดนัด ที่ฮิตในระดับหนึ่งสำหรับผู้บริโภค และยังพอทำให้หายคิดถึงซาสี่ไปได้บ้าง
นอกจากนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “แบรนด์เก่าแก่” หรือ retro brand ถูกพูดถึงกันเป็นระยะๆ และแน่นอนไม่พลาดที่แบรนด์จะ “สบโอกาส” นำสินค้ามาปลุกกระแสอีกครั้ง
อย่าง “เมาเท่นดิว” น้ำอัดลมในขวดสีนีออน ซึ่งอดีตเคยฮิตมาแล้ว เมื่อเป๊ปซี่นำกลับมาทำตลาดอีกครั้งในปี 2556 นับว่าประสบความสำเร็จได้อย่างดี ทั้งในแง่ยอดขาย และเป็นกระแสให้กับตลาดน้ำอัดลม
แม้แต่ “คิกคาปู้ จอย จูซ” เครื่องดื่มน้ำอัดลมต้นตำรับจากอเมริกา เคยหายไปจากตลาดร่วม 35 ปี ก็กลับมาทำตลาดในประเทศไทยเมื่อปี 2557 โดยบริษัท หยู่ฮงอาหารและเครื่องดื่ม จำกัด เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย และทำการนำเข้าสินค้าแบบกระป๋องจากประเทศมาเลเซีย
ที่ผ่านมา “ซาสี่” ทำตลาดในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย อย่างไรก็ตามจังหวะและเวลาที่ซาสี่จะเข้ามาทำตลาดในไทยปีหน้า ไตรมาสไหนยังต้องลุ้น แต่จากการสอบถามทีมงานพบว่า ภายในไตรมาส 2 ก็ยังไม่น่าจะทันการณ์
ที่แน่ๆ เกมนี้คงสนุก เพราะแว่วว่า ตลาดน้ำอัดลม เจ้าสัวน้อยฐาปน จะลงมาดูเองด้วย
ส่วนในมุมผู้บริโภค ถ้าซาสี่กลับมาจริง..แฟนๆ ว่ายังไงบ้าง สามารถแบ่งปันความคิดเห็นผ่านทาง >> facebook.com/positioningmag/
]]>