ทรูวิชั่นส์ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 25 Mar 2026 12:21:31 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ผ่าแผน NTT DOCOMO x TrueVisions เมื่อญี่ปุ่นปักหมุด ‘ไทย’ เป็นสปริงบอร์ดสู่อาเซียน ในสมรภูมิ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ https://positioningmag.com/1566048 Wed, 25 Mar 2026 06:13:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566048 ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิง ถือเป็นหนึ่งใน ซอฟต์พาวเวอร์ ที่หลายประเทศพยายามแข่งขันกันผลักดัน ญี่ปุ่น เองก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นผลักดันนโยบาย “New Cool Japan Strategy” อย่างจริงจัง เพื่อส่งออกวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้อยู่ในใจคนทั่วโลก และหนึ่งในภูมิภาคที่ญี่ปุ่นต้องการเข้าถึงก็คือ อาเซียน ที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของโลก และ ทรูวิชั่นส์ ได้ถูกเลือกให้เป็นประตูที่จะพาซอฟต์พาวเวอร์ของญี่ปุ่น ไปในระดับอาเซียน

New Cool Japan คืออะไร?

New Cool Japan Strategy คือยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศใช้เมื่อช่วงกลางปี 2024 และมีผลขับเคลื่อนเข้มข้นในปี 2025-2026 เพื่อยกระดับ Soft Power ของญี่ปุ่นให้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล โดยกระทรวงที่ได้รับมอบหมายให้เดินหน้ายุทธศาสตร์ดังกล่าวก็คือ กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสารของญี่ปุ่น (MIC) ซึ่งมี NTT DOCOMO (เอ็นทีที โดโคโม) บริษัทโทรคมนาคมอันดับ 1 ของประเทศเป็นพันธมิตรหลักในการส่งออกซอฟต์พาวเวอร์ และคอนเทนต์คุณภาพของญี่ปุ่น สู่ตลาดโลก

ภายใต้นโยบายนี้ NTT DOCOMO ได้ตัดสินใจเลือก ประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์หลักของภูมิภาคอาเซียน โดยมีการลงนามความร่วมมือระดับชาติ (Joint Statement) และเลือก ทรูวิชั่นส์ (TrueVisions) เป็นพันธมิตรระยะยาวในการส่งต่อคอนเทนต์ญี่ปุ่นแบบถูกลิขสิทธิ์ โดยใช้ TrueVisions NOW เป็นแพลตฟอร์มหลักในการเผยแพร่

โดยผู้ชมชาวไทยจะได้รับชมคอนเทนต์ญี่ปุ่นจาก Lemino Japanese Collection จาก 76 พันธมิตรชั้นนำทั่วญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์ในโตเกียว โอซาก้า และนาโกย่า โดยในช่วงเปิดตัว 25 มีนาคมนี้ จะมีคอนเทนต์ให้ชมฟรีมากกว่า 125 เรื่อง ครอบคลุม:

  • Live-Action Broadcast Content: คอนเทนต์การแสดงสดที่ครบครัน
  • J-Drama: ซีรีส์ญี่ปุ่นยอดนิยมที่ได้รับความนิยมสูงสุด
  • Variety & Culture: รายการวาไรตี้และเนื้อหาด้านการท่องเที่ยว อาหาร และวัฒนธรรม
  • Top 10 Hits: ผลงานยอดนิยม 10 อันดับแรกในญี่ปุ่น และคอนเทนต์ที่เปิดตัวครั้งแรกในไทย

ทำไม NTT DOCOMO จึงเลือกทรูวิชั่นส์?

ประเทศไทยมีผู้รับชมวิดีโอออนดีมานด์กว่า 28 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน ขณะที่ตลาดวิดีโอ OTT (Over-the-Top) ในไทยปี 2568 เติบโตอย่างโดดเด่น คาดว่าจะมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 21% เป็น 33,862 ล้านบาท แต่ที่น่าสนใจคือ คนไทยมีความต้องการเพิ่มการใช้จ่ายบริการ OTT สูงที่สุดในเอเชียที่ Positive Index 69% เทียบกับญี่ปุ่นที่มีจำนวนเพียง 26%

แต่สิ่งที่ทำให้ไทยโดดเด่นกว่า ในมุมมองของ ทาเคชิ ไซโต้ รองประธานบริหาร บริษัท เอ็นทีที โดโคโม ก็คือ พฤติกรรมความ หลงใหล ที่พร้อมจะ บอกต่อ หากคอนเทนต์ไหนได้รับการยอมรับจากคนไทย จะเกิดการแชร์คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย และถูกส่งไปต่อยังประเทศในภูมิภาค

นอกจากนี้ คนไทยยังมีความ ผูกพันลึกซึ้งกับคอนเทนต์ของญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่อนิเมะ แต่รวมถึงซีรีส์ และวาไรตี้    ดังนั้น พฤติกรรมดังกล่าวจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทย ถูกเลือกเป็นประเทศแรกในอาเซียน เพื่อเป็นฐานในการ กระจายคอนเทนต์ญี่ปุ่นเข้าสู่ภูมิภาค

ทาเคชิ ไซโต้ รองประธานบริหาร บริษัท เอ็นทีที โดโคโม

ขณะที่ทรูวิชั่นส์เริ่มต้นในฐานะ Pay TV ที่คนไทยรู้จักมานานกว่า 30 ปี และถือเป็นผู้บุกเบิกการนำคอนเทนต์ญี่ปุ่นคุณภาพเข้าสู่ไทยที่บางคอนเทนต์ ยังคงเป็นที่รู้จักจนถึงทุกวันนี้ เช่น รายการทีวีแชมป์เปี้ยน ปัจจุบันทรูวิชั่นส์ทรานส์ฟอร์มตัวเองมาเป็น TrueVisions NOW แพลตฟอร์ม OTT ที่รวม Free-to-Air TV, Live Sports และ VOD ไว้ในที่เดียว ซึ่งเป็นจุดแข็งที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งรายอื่นยังทำได้ไม่ครบ 

ทรูวิชั่นส์มีฐานสมาชิกกว่า 1.1 ล้านราย ทั่วไทย พร้อมคลังคอนเทนต์กว่า 41,000 ชั่วโมง และถ่ายทอดสดกีฬาอีกกว่า 17,000 ชั่วโมงต่อปี โครงสร้างคอนเทนต์กระจายตัวด้วยสัดส่วนคอนเทนต์ไทย (รวมกีฬาไทย) ที่ 40% กีฬาสากล 35% และคอนเทนต์นานาชาติอีก 25% 

นอกจากนี้ ทรู ยังมีกลุ่มธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต และบริการดิจิทัลหลากหลาย และมีประสบการณ์ตรงในการจัดอีเวนต์เกี่ยวกับคอนเทนต์ญี่ปุ่นมาก่อน ทำให้สามารถ ต่อยอดความร่วมมือได้อีกหลากหลายในอนาคต

คนไทยได้คอนเทนต์คุณภาพ ทรูได้ Know-How มาต่อยอด

องอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์และมีเดีย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เล่าว่า ปัจจุบัน คอนเทนต์ญี่ปุ่น มียอดการรับชมมากเป็น อันดับ 3 รองจากคอนเทนต์เกาหลี และจีน มีฐานแฟนคลับรวมประมาณ 2 แสนราย บนแพลตฟอร์มทรูวิชั่นส์นาว

ดังนั้น การที่ได้คอนเทนต์ญี่ปุ่นจาก Lemino Japanese Collection เข้ามาสู่แพลตฟอร์มจะช่วย เสริมความแข็งแกร่งของคอนเทนต์ญี่ปุ่น และช่วยดึงดูด ฐานผู้ชมอายุน้อย หรือ Gen Z เข้ามาใช้งานแพลตฟอร์ม โดย องอาจ คาดว่า ยอดการรับชมคอนเทนต์ญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50%  

ขณะเดียวกัน แฟน ๆ ชาวไทยที่ชื่นชอบคอนเทนต์จากญี่ปุ่น จากนี้ก็จะเข้าถึงคอนเทนต์คุณภาพแบบถูกลิขสิทธิ์ หมดปัญหาเรื่องคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นความคมชัด หรือคุณภาพซับไตเติ้ล ซึ่งในส่วนนี้ทางทรูวิชั่นส์ย้ำว่า ให้ความสำคัญ เพื่อแฟน ๆ ได้อรรถรสอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ในระยะยาวทรูวิชั่นส์ยังมองโอกาส ส่งออกคอนเทนต์ไทยกลับสู่ญี่ปุ่น ผ่านช่องทางของ NTT DOCOMO ที่เป็น Network Operator อันดับ 1 ในตลาดที่มีทั้งขนาดและกำลังซื้อสูง เพราะในปีนี้ TrueVisions NOW ได้ทั้งผนึกผู้จัดกว่า 20 สตูดิโอชั้นนำ เพื่อผลิตออริจินัลคอนเทนต์กว่า 30 เรื่อง อัดแน่นด้วยภาพยนตร์ ซีรีส์ รายารไทยกว่า 500 เรื่อง

ดังนั้น ภาพที่กำลังก่อตัวขึ้นจึงไม่ใช่แค่การนำเข้าคอนเทนต์ แต่คือ Creative Ecosystem แบบสองทิศทางระหว่างไทยและญี่ปุ่น ที่อาจยกระดับทั้งวงการสื่อ ครีเอเตอร์ และผู้ชมชาวไทยไปพร้อมกัน

องอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์และมีเดีย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

จับตาเฟสถัดไปของการร่วมมือ

ความร่วมมือนี้มีมิติที่น่าติดตามในระยะถัดไป เพราะในเฟสต่อมา ทาง NTT DOCOMO วางแผนจะขยายออกนอกจอไปสู่การจัดกิจกรรมที่เชื่อมต่อแฟน ๆ คอนเทนต์ญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง Community ที่แชร์ความหลงใหลร่วมกันและกลายเป็น Organic Amplifier บนโซเชียลมีเดีย รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ไทยรุ่นใหม่ได้สัมผัสกระบวนการคิดและการเล่าเรื่องแบบญี่ปุ่นโดยตรง ซึ่งอาจนำไปสู่การ Co-creation ข้ามวัฒนธรรมในอนาคต

เมื่อมองในภาพใหญ่ การนำเสนอคอนเทนต์ผ่านทรูวิชั่นส์นาว เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น และการที่ NTT DOCOMO เลือกทรูวิชั่นส์เป็นหมุดหมายแรกในอาเซียน เนื่องจากฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่กว้างและลึกในระดับที่สำคัญมาก เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ญี่ปุ่นเข้าใจได้อย่างแม่นยำว่าคนไทยกลุ่มใดชอบคอนเทนต์แนวใด ซึ่ง Insight เหล่านี้มีคุณค่าสูงมากสำหรับการปรับกลยุทธ์คอนเทนต์ที่จะส่งออกไปยังตลาดอื่นในอาเซียนต่อไป

ขณะที่ทรูวิชั่นส์กำลังวางตำแหน่งตัวเองในฐานะ Content Gateway ระหว่างญี่ปุ่นและอาเซียน ด้วยฐานสมาชิก 1.1 ล้านราย ประสบการณ์ 30 ปีในตลาดไทย และความสัมพันธ์กับพาร์ทเนอร์ญี่ปุ่นที่สั่งสมมายาวนาน คำถามที่น่าติดตามหลังจากนี้คือ โมเดลนี้จะเป็นต้นแบบให้แพลตฟอร์มท้องถิ่นในประเทศอื่นในภูมิภาคนำไปปรับใช้ได้หรือเปล่า ต้องรอดูกัน

]]>
1566048
ค่ายไหนดี? ‘AIS Play’ หรือ ‘TrueVisions Now’ เทียบกันชัด ๆ ใครเสิร์ฟคอนเทนต์โดนใจที่สุด https://positioningmag.com/1522902 Thu, 22 May 2025 09:05:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1522902 นับตั้งแต่ที่ JAS หรือ บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-2028 ด้วยการลงทุนกว่า 19,000 ล้านบาท หลายคนก็น่าจะเดาได้ว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จํากัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส (AIS) น่าจะเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ในการถ่าย ทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก แล้ว TRUE ที่ไม่มีพรีเมียร์ลีก ยังน่าเป็นสมัครสมาชิกอยู่ไหม หากเทียบกับเอไอเอส?

King of Sports ที่ไม่มี พรีเมียร์ลีก

ตำแหน่ง King of Sports ที่ TrueVisions มักจะย้ำอยู่เสมอ ไม่ได้หมายถึงแค่การมี พรีเมียร์ลีก แต่หมายถึง ความหลากหลายของกีฬาด้วย ไม่ว่าจะเป็นลีกลาลีกา, บุนเดสลีกา, ลีกซาอุฯ, ลีกสหรัฐฯ, รวมถึงรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก, ยูโรป้าลีก ส่วนกีฬาอื่น ๆ ก็มีครบ ทั้ง NFL, NBA,F1, มอเตอร์สปอร์ต, เทนนิส, กอล์ฟ, UFC, MLB ฯลฯ เป็นต้น และมีความเป็นไปได้ที่ True Visons จะคว้าสิทธิ์ ไทยลีก ในปีนี้

ดังนั้น แม้ว่า True Visons ในวันที่เสียพรีเมียร์ลีกไป จึงยังคงมองว่าตัวเองเป็น King of Sports อยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า แม้ว่าจะมีรายการกีฬาแทบจะทั้งโลกมัดรวมไว้แล้ว แต่รายการที่มีผู้ชมมากที่สุด และถูกพูดถึงมากที่สุดในไทย อย่างไรก็ยังเป็นพรีเมียร์ลีก ดังนั้น เอไอเอส ถือว่ายังชิงความได้เปรียบอยู่

TrueVisions เน้นลงทุนผลิตและซื้อคอนเทนต์เอง

แน่นอนว่าการเสียพรีเมียร์ลีกไป ย่อมส่งผลกับ จำนวนสมาชิก โดยเฉพาะแฟนพรีเมียร์ลีกที่ไหลออกไป แต่จะมากน้อยแค่ไหนคงต้องรอดดูกัน อย่างไรก็ตาม เราปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้หมวดหมู่กีฬาจะได้รับความนิยมแค่ไหน แต่ก็ยัง น้อยกว่าบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ ละคร การ์ตูน รวมถึงรายการวาไรตี้ ที่คนดูมากกว่ากีฬาอยู่แล้ว

ซึ่ง TrueVisons ก็นำงบที่เคยใช้กับพรีเมียร์ลีกมาลงทุนกับคอนเทนต์บันเทิง ทำให้คอนเทนต์ที่เป็น เอ็กซ์คลูซีฟ หรือ ออริจินอล ดูเหมือนจะเปรียบกว่า โดยมีภาพยนตร์ และซีรีส์ที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ รวมถึงมีรูปแบบคอนเทนต์ที่หลากหลายกว่า เช่น ซีรีส์ในรูปแบบวิดีโอสั้นแนวตั้ง

AIS Play เน้นจับมือพาร์ทเนอร์

ในฝั่งของ AIS Play แม้จะเคยทำออริจินอลของตัวเองบ้าง แต่ปัจจุบันทางแพลตฟอร์มไม่ได้เน้นอีกต่อไป แต่จะกลยุทธ์ จับมือพาร์ทเนอร์ แทนที่จะผลิตคอนเทนต์เอง เพราะมองว่าตัวเองไม่ได้ถนัด ดังนั้น AIS Play จึงมี แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งแทบทุกรายเป็นพาร์ทเนอร์ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งไทย เอเชีย และตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Max, Prime Video, Disney+ Hotstar, iQiYi, Viu, WeTV, Mono Max เป็นต้น

ส่วนฝั่ง TrueVisions เองก็มีพาร์ทเนอร์แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ได้แก่ Max, iQiYi, Viu, WeTV ซึ่งมีมากไม่เท่า AIS Play แต่ก็มีเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์ และออริจินอลคอนเทนต์ของตัวเอง ดังนั้น จะเห็นว่าทั้ง TrueVisions และ AIS Play ต่างก็มีกลยุทธ์ที่ต่างกัน

ราคา อีกปัจจัยสำคัญในการเลือก

สำหรับ TrueVision จะมีให้เลือก 4 แพ็กเกจหลัก ได้แก่

  • TrueVisions NOW POP: ราคา 119 บาทต่อเดือน แพ็กเกจเน้นคอนเทนต์ไทย เช่น ซีรีส์ ภาพยนตร์ และกีฬาไทย
  • TrueVisions NOW PLUS: ราคา 249 บาทต่อเดือน แพ็กเกจสำหรับคอซีรีส์ไทย จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น,    อนิเมะ และกีฬาดัง เช่น F1, ฟุตบอลลีก และถ้วยยุโรปชั้นนำ และชมฟรีซีรีส์ดังจากแอปฯ IQIYI
  • TrueVisions NOW PRIME: ราคา 449 บาทต่อเดือน รับชมภาพยนตร์ วาไรตี้ สารคดี กีฬาดังระดับโลก MOTO GP, NBA, NFL สามารถดูซีรีส์จีน และอนิเมะจากแอปฯ IQIYI และ We TV
  • TrueVisions NOW MAX: ราคา 2,155 บาทต่อเดือน ดูฟรีแพลตฟอร์มพาร์ทเนอร์ดัง ได้แก่ IQIYI, We TV, MAX, VIU

ส่วนฝั่ง AIS Play มีให้เลือก 5 แพ็กเกจหลัก ได้แก่

  • Play Family: ราคา 119 บาทต่อเดือน ชมช่องพรีเมียมคุณภาพ เช่น Mono29 Plus, Warner TV, Cartoon Network เป็นต้น
  • Play Asian: ราคา 159 บาทต่อเดือน สามารถรับชม 3 แพลตฟอร์มดังฝั่งเอเชีย ได้แก่ IQIYI, We TV และ VIU นอกเหนือจากช่องพรีเมียม
  • Play Premium: ราคา 199 บาทต่อเดือน แพ็กเกจสำหรับคอกีฬา โดยนอกจากช่องกีฬาพรีเมียม ยังรับชมกีฬาจาก beIN Sports ด้วย
  • Play Premium Plus: ราคา 299 บาทต่อเดือน แพ็กเกจสำหรับคอภาพยนตร์และซีรีส์ มัดรวม 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Prime Video, MAX, IQIYI, We TV, และ VIU
  • Play Ultimate: ราคา 999 บาทต่อเดือน ดูหนัง และ ซีรีส์ จาก 6 แพลตฟอร์ม ได้แก่ NETFLIX, Max, Disney+ Hotstar, iQIYI, Viu และ WeTV

อย่างไรก็ตาม AIS ยังไม่มีการเปิดเผยถึงแพ็กเกจ พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025-2026 แต่มีการคาดการณ์ว่าราคาอยู่ที่ 329 บาท โดยสามารถดูได้ครบ 380 แมตช์ และได้ดูเอฟเอคัพอีกด้วย

สรุปฝั่ง AIS Play จะมีแพ็กเกจให้เลือกระหว่าง บันเทิง กับ กีฬา ไปเลย และไม่ได้เน้นการซื้อคอนเทนต์มาป้อนลงแพลตฟอร์ม แต่ใช้การ จับมือกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ส่วนฝั่ง TrueVisions จะเป็นการ มัดรวมความบันเทิงและกีฬา และหา คอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟ มาป้อนลงในแพลตฟอร์มของตัวเอง ก็ลองพิจารณาดูกัน ว่าแพ็กเกจไหน คุ้มค่ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากที่สุด

]]>
1522902
‘True’ รับอาจ ‘เสียลูกค้า’ เมื่อไม่มี ‘พรีเมียร์ลีก’ เตรียมโยกงบไปเน้น ‘บันเทิง’ ชดเชย ใช้ความหลากหลายยื้อลูกค้า https://positioningmag.com/1520765 Thu, 08 May 2025 07:18:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1520765 หลังจากที่ JAS หรือ บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-2028 ด้วยการลงทุนกว่า 19,000 ล้านบาท ล่าสุด บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ก็เคลื่อนไหว พร้อมเปิดตัว TrueVisions NOW ที่ยังคงความเป็น King of sports และเพิ่มความบันเทิงเพื่อชดเชย พรีเมียร์ลีก ที่หายไป

รู้ว่าจ่ายเท่าไหร่ถึงขายได้ เลยต้องยอม

องอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์ และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เปิดใจถึงกรณีที่ทรูชวดลิขสิทธิ์ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-2028 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรายการฟุตบอล ยอดนิยม ของคนไทย โดยยอมรับว่า เสียดาย และอาจจะส่งผลกระทบให้ จำนวนผู้ใช้ และรายได้ลดลง จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.3 ล้านราย มีรายได้รวม 6,000 ล้านบาท และ ARPU (Average Revenue Per User) เฉลี่ย 290 บาท/เดือน แต่ในวิกฤตอาจมีโอกาส เพราะต้นทุนการลงทุนคอนเทนต์ก็ลดลง ดังนั้น ต้องรอดูที่ กำไร ว่าดีขึ้นหรือลดลง

“จะเห็นว่าทีวีแทบไม่มีใครซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลมาถ่ายทอด เพราะรายได้จากโฆษณามันไม่พอ และตอนนี้พรีเมียร์ลีกกำลังเป็นแบบนั้น เพราะดีที่สุด แต่ก็แพงสุด ซึ่งเราจ่ายมา 20 ปี เรารู้ว่ามันขายได้เท่าไหร่ เราจ่ายได้เท่าไหร่ แพงกว่านี้มันขายไม่ได้ ซึ่งคู่แข่งเขาชนะเราด้วยราคามากกว่าเรา 2 เท่าครึ่ง ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าใครได้ แต่คิดว่าขอให้โชคดี” 

ไม่ได้พรีเมียร์ลีก ก็มีเงินมาทุ่มบันเทิง

กลยุทธ์ของทรูวิชั่นส์ในวันที่ไม่มีพรีเมียร์ลีก ก็คือนำงบลงทุนไปเน้นที่คอนเทนต์ บันเทิง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ ที่เป็น Top-Tier รวมถึงการผลิต ออริจินัลคอนเทนต์ ซึ่ง องอาจ มองว่าเป็น ตลาดที่ใหญ่กว่า และทรูก็มี พาร์ทเนอร์ ที่พร้อมขายคอนเทนต์ดี ๆ ให้

“เงินที่จ่ายซื้อพรีเมียร์ลีกอาจจะเสิร์ฟลูกค้าได้แค่กลุ่มเดียว แน่นอนว่าเป็นกลุ่มใหญ่ แต่ในกลุ่มบันเทิงมันใหญ่กว่า โดยเมื่อดูจากจำนวนชั่วโมง ลูกค้าเราส่วนใหญ่ก็ดูบันเทิงมากกว่ากีฬา ดังนั้น การมาเน้นบันเทิงอาจทำให้เราได้กลุ่มลูกค้าที่ใหญ่กว่า อาจทำรายได้มากกว่าที่ได้”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ กีฬา ทางทรูมั่นใจว่ายังคงเป็น King of Sports โดยยังมีกีฬาระดับโลกอื่น ๆ เช่น F1, MotoGP, NFL, NBA, ฟุตบอลลาลีกา, บุนเดสลีกา, ซาอุดิลีก, ยูฟ่าแชมเปียนส์ ลีก, ยูโรปา ลีก, คอนเฟอเรนซ์ ลีก, ฟุตซอลไทยลีก และกำลังเจรจาถึงลิขสิทธิ์ ไทยลีก 

เราไม่ทิ้งคำว่า King of Sports เราอาจไม่มีพรีเมียร์ลีก แต่ยังมีกีฬาอื่น ๆ ที่กว้างและลึก ซึ่งลูกค้าระดับท็อปเขายอมจ่าย และใช้ความหลากหลายของคอนเทนต์ฮุกเขา ให้เขารู้สึกว่าคุ้มค่า ไม่ได้จ่ายแล้วดูได้แค่อย่างเดียว”

ไม่ได้ปิดโอกาสร่วมกับ JAS

แม้ว่าล่าสุด JAS จะได้ AIS หรือ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส เป็น พาร์ทเนอร์ ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ฤดูกาล 2025-26 ไปแล้ว แต่ทางทรูก็ พร้อมเปิดกว้าง หาก JAS หาพาร์ทเนอร์ใหม่ในอนาคต 

“เราเข้าใจว่า AIS น่าจะเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์กับ JAS แต่เราก็เปิดกว้าง เรายินดีที่จะมีส่วนร่วม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับทาง JAS ไม่ใช่เรา ดังนั้น ต้องดูกันยาว ๆ”

สำหรับแพ็กเกจ ทรูวิชั่นส์ นาว (TrueVisons NOW) มีทั้งหมด 4 แพ็กเกจ ได้แก่

  • TrueVisions NOW POP ราคา 119 บาทต่อเดือน แพ็กเกจที่คนไทยต้องดู เพลิดเพลินไปกับซีรีส์ หนังสุดฮิตจากไทย และเชียร์ทัพนักกีฬาไทยไปด้วยกัน
  • TrueVisions NOW PLUS ราคา 249 บาทต่อเดือน แพ็กเกจสำหรับคอซีรีส์ไทย จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น      อนิเมะ และกีฬาดัง เช่น F1, ฟุตบอลลีก และถ้วยยุโรปชั้นนำ และชมฟรีซีรีส์ดังจากแอปฯ IQIYI
  • TrueVisions NOW PRIME ราคา 449 บาทต่อเดือน รับชมภาพยนตร์ วาไรตี้ สารคดี กีฬาดังระดับโลก MOTO GP, NBA, NFL สามารถดูซีรีส์จีน และอนิเมะจากแอปฯ IQIYI และ We TV
  • TrueVisions NOW MAX ราคา 2,155 บาทต่อเดือน ดูฟรีแพลตฟอร์มพาร์ทเนอร์ดัง ได้แก่ IQIYI, We TV, MAX, VIU และ NETFLIX

]]>
1520765
“ทรูวิชั่นส์” ลั่นกลับมาบริหาร “พรีเมียร์ลีก” รอบ 6 ปี ต้อง “คุ้มทุน” ชู “ออมนิ แชนแนล” หนุนรายได้ ยิงสด PPTV 30 แมตช์ https://positioningmag.com/1241633 Wed, 07 Aug 2019 10:35:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1241633 ประกาศคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20 – 2021/22 ในประเทศไทยถือเป็น King of Content ในฝั่งกีฬาฟุตบอลไปเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา นับเป็นการกลับมาบริหารลิขสิทธิ์เต็มรูปแบบอีกครั้งในรอบ 6 ปี ของ “ทรูวิชั่นส์” ที่ปั้นฐานแฟนฟุตบอล EPL มาเกือบ 30 ปีตั้งแต่เริ่มธุรกิจเพย์ทีวี

“พรีเมียร์ลีก อังกฤษ” ถือเป็นลีกการแข่งขันฟุตบอลที่ได้รับความนิยมและมีผู้ติดตามชมมากที่สุดในโลก “ทรูวิชั่นส์” ถือลิขสิทธิ์ลีกดังตั้งแต่ทำธุรกิจเพย์ทีวีเกือบ 30 ปี เว้น 3 ฤดูกาลปี 2013 – 2016 ที่อยู่ในมือ CTH ด้วยการทุ่มประมูลกว่า 9,000 ล้านบาท เป็นครั้งแรกที่ พรีเมียร์ลีก ไม่ได้อยู่ในเพย์ทีวี “ทรูวิชั่นส์” และท้ายที่สุดธุรกิจเพย์ทีวี CTH ก็ไปไม่รอด แม้มี King of Content ในมือ

จากนั้น 3 ฤดูกาลในปี 2016 – 2019 ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตกอยู่ในมือ beIN Sports ที่ร่วมเป็นพันธมิตรถ่ายทอดสดช่องทาง “เพย์ทีวี” ผ่านทรูวิชั่นส์ ถือเป็นการคืนสู่แพลตฟอร์มอีกครั้งของลีกดัง แต่การบริหารยังอยู่ในมือ beIN Sports

หลังจากดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลใหม่ ปี 2019 – 2022 ในประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ของ “เฟซบุ๊ก” ที่ประกาศคว้าลิขสิทธิ์ลีกดังต้อง “ล่ม” จนต้องมีการเปิดประมูลใหม่ ครั้งนี้ “ทรูวิชั่นส์” เป็นผู้คว้าลิขสิทธิ์ด้วยราคาต่ำกว่าที่เฟซบุ๊กเสนอ และเป็นราคาที่ “พอใจ”

พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา

หวังพรีเมียร์ลีกหนุนธุรกิจ “คุ้มทุน”

พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลใหม่ ถือเป็นการกลับมาบริหารลิขสิทธิ์ลีกดัง แบบ All Right จากพรีเมียร์ลีก อังกฤษโดยตรงอีกครั้งในรอบ 6 ปี สามารถออกอากาศครบทั้ง 380 แมตช์ตลอดฤดูกาล ได้ทุกแพลตฟอร์มทั้งเพย์ทีวี ฟรีทีวี ออนไลน์ OTT รับชมผ่านจอทีวีและสมาร์ทดีไวซ์ ทั้งชมสดและรีรัน

“การกลับสู่ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ปของลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ครั้งนี้ วางเป้าหมายผลักดันลีกดังให้กลับมาได้รับความนิยมสูงสุดอีกครั้ง และจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีของทรูวิชั่นส์ ที่กล้าตั้งเป้าหมายคุ้มทุน”

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง แต่การทำตลาดในช่วงที่ไม่ได้อยู่กับทรูวิชั่นส์ อาจไม่ครอบคลุมฐานผู้ชมทั้งหมดที่เคยเข้าถึงลีกดัง แต่คนที่ชื่นชอบพรีเมียร์ลีกยังมีอยู่จำนวนมาก

ชู Omni Channel เจาะ 20 ล้านผู้ชม

กลยุทธ์การทำตลาด พรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลใหม่ เป็นรูปแบบ Omni Channel Omni Platform เป็นการ Synergy การรับชมลีกดังในทุกช่องทางทั้ง ออฟไลน์และออนไลน์ ผ่านทุกแพลตฟอร์มในเครือทรู ทั้งเพย์ทีวี ทรูออนไลน์ ทางเว็บไซต์บนโน้ตบุ๊คหรือแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ผ่าน ทรูไอดี และ TrueID Box ที่สามารถรับชมได้ทุกที่ทุกเวลา ส่วนทีวีดิจิทัล ทรูโฟร์ยูและทีเอ็นเอ็น จะเป็นช่องทางนำเสนอคลิปคอนเทนต์ก่อนเกมและและหลังเกมแข่งขัน เพื่อช่วยโปรโมตลีกดัง

ขณะที่การถ่ายทอดสดทาง “ทีวีดิจิทัล” PPTV เป็นผู้ได้รับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดรวม 30 แมตช์ตลอดฤดูกาล

ความแตกต่างของการบริหารลิขสิทธิ์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ครั้งนี้ อยู่ที่แพลตฟอร์ม OTT ทรูไอดี ที่สามารถรับชมได้ทุกเครือข่ายมือถือ ปัจจุบันมีผู้ดาวน์โหลด ทรูไอดี ไปแล้วกว่า 15 ล้านราย โดยเป็นแอปที่สามารถดูพรีเมียร์ลีกบนมือถือได้ฟรี 100 แมตช์ตลอดฤดูกาล

นอกจากนี้ ทรูไอดี ยังมีแพ็กเกจดูครบตลอดฤดูกาล 2,500 บาท รายเดือน 319 บาท รายสัปดาห์ 179 บาท และรายวัน 99 บาท ส่วนแพ็คเกจ ทรูออนไลน์ พร้อมกล่องทรูไอดีทีวี ดูพรีเมียร์ลีกฟรีทุกสัปดาห์ ราคา 999 บาทต่อเดือน

ส่วน ทรูวิชั่นส์ ซึ่งปัจจุบันมีฐานสมาชิก 4 ล้านราย แพ็กเกจแพลตินัมดูฟรีทั้ง 380 แมตช์ตลอดฤดูกาล แพ็กเกจเสริม ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล เอชดี พลัส ราคา 399 บาทต่อเดือน โกลด์ 199 บาทต่อเดือน และแพ็กเกจอื่นๆ 299 บาทต่อเดือน

“การบริหารลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกทุกแพลตฟอร์มตลอด 3 ฤดูกาลใหม่ ทำให้ลีกดังเข้าถึงผู้ชมกว่า 20 ล้านรายในประเทศไทย โดยเฉพาะ OTT และจะผลักดันรายได้ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป ให้กลับมาเติบโตอีกครั้งตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป”

นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ชิป 6 พันธมิตร คือ ทรู คอร์ปอเรชั่น, สิงห์ คอร์เปเรอชั่น, ซีพี ออลล์, เอ.พี. ฮอนด้า, ซีพีเอฟ และสยามแมคโคร ที่จะทำแคมเปญการตลาดทั้งบนหน้าจอ ออนไลน์ และจัดกิจกรรมร่วมกันตลอด 3 ฤดูกาล

สำหรับนัดเปิดสนามเป็นโปรแกรม “ฟรายเดย์ไนท์” คืนวันศุกร์ที่ 9 ส.ค. ระหว่าง ลิเวอร์พูล พบกับ นอริช ซิตี้ ต่อด้วยโปรแกรมวันเสาร์ที่ 10 ส.ค. อีก 7 คู่ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, บอร์นมัธ พบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, เบิร์นลีย์ พบ เซาแธมป์ตัน, คริสตัล พาเลซ พบ เอฟเวอร์ตัน, เลสเตอร์ ซิตี้ พบ วูล์ฟแฮมป์ตัน, วัตฟอร์ด พบ ไบรจ์ตัน, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ พบ แอสตัน วิลลา ปิดท้ายด้วยเกมวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2 คู่ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด พบ อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ เชลซี ถ่ายทอดสดผ่านทรูวิชั่นส์ 6 ช่อง

]]>
1241633
ทรูวิชั่นส์ ดันแพ็ก “Enjoy Extra Kids” จัดช่องดิสนีย์ต้อนรับปิดเทอม พร้อมเอาใจทั้งบ้าน สมัครวันนี้! แถมแพ็กหนังดัง ดูฟรี 24 ช.ม. นาน 3 เดือน https://positioningmag.com/1223484 Thu, 04 Apr 2019 06:29:34 +0000 https://positioningmag.com/?p=1223484 บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด ดันแคมเปญ “Enjoy Extra Kids” ต้อนรับปิดเทอม ซื้อ 1 แพ็ก แถม 1 แพ็ก ฟรี 3 เดือน “สมัครแพ็กเกจ Enjoy Extra Kids แถมแพ็กเกจ Enjoy Extra Movies” หรือ “สมัครแพ็กเกจ Enjoy Extra Movies แถมแพ็กเกจ Enjoy Extra Kids” เพียง 150 บาท/เดือน พร้อมเอาใจคุณน้องๆ หนูๆ เต็มที่ในแคมเปญ “Enjoy Extra Kids” ยกขบวนรายการเด็ก การ์ตูนคุณภาพเสริมทักษะ เรียนภาษากันได้ตลอดปิดเทอม พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมโรงภาพยนตร์เด็กแห่งเดียวในไทย Kids Cinema ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

Enjoy Extra Kids pack ชม 3 ช่องการ์ตูนดังจากดิสนีย์ Disney XD, Disney Channel, Disney Junior และ Enjoy Extra Movies pack ดูหนังดัง 3 ช่อง True Film HD2, Fox Action Movies, Warner TV โปรโมชั่นวันนี้ ถึง 31 พ.ค. 62 ซื้อ 1 แพ็ก แถมฟรี 1 แพ็ก นาน 3 เดือน ทั้งสองแพ็กเปิดโอกาสให้ลูกค้าทรูวิชั่นส์ และทรูออนไลน์ที่มีกล่องทรูวิชั่นส์สามารถซื้อเพิ่มได้ แค่ใช้เบอร์ทรูมูฟเอช สมัครเพียง 150 บาท/เดือน สมัคร Enjoy Kids กด *482*841*หมายเลขสมาร์ทการ์ด# โทรออก หรือสมัคร Movies Pack : *482*821*หมายเลขสมาร์ทการ์ด# โทรออก หรือที่แอ๊ป ทรูไอเซอร์วิส เพิ่มเติมติดต่อศูนย์บริการลูกค้า 1242 ทรูช้อป ทรูพาร์ทเนอร์และตัวแทนทรูวิชั่นส์ทั่วประเทศ

นอกจากโปรโมชั่นแรงๆ แล้วทรูวิชั่นส์ขอเชิญสมาชิกร่วมเล่นกิจกรรมทางเฟสบุ๊คทรูวิชั่นส์ชิงตั๋วชมภาพยนตร์ในโรง คิดส์ ซีนีม่า เมเจอร์ ซีนิเพล็กซ์ ตลอดเดือนเมษายนนี้

]]>
1223484