ธุรกิจสุราเบียร์ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 14 Sep 2023 13:24:45 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 “เหมาไถ” คอลแลปแบรนด์นอก “Mars” ผลิต “ช็อกโกแลตผสมเหล้า” เจาะคนจีนรุ่นใหม่ https://positioningmag.com/1444275 Thu, 14 Sep 2023 11:47:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1444275 ก่อนหน้านี้ “เหมาไถ” เหล้าจีนชื่อดัง เพิ่งจะทำแคมเปญคอลแลปกับร้านกาแฟ “Luckin Coffee” สัญชาติจีน ล่าสุดเหมาไถมีแคมเปญใหม่อีกแล้ว โดยงานนี้ขอคอลแลปกับแบรนด์นอกอย่าง “Dove” ช็อกโกแลตในเครือ “Mars” บริษัทขนมสัญชาติอเมริกันระดับโลก

แบรนด์ “เหมาไถ” นั้นเป็นแบรนด์สุราไป่จิ๋วจากเมืองกุ้ยโจวที่มีชื่อเสียงมากในจีน นับเป็นสุราที่คนจีนมีติดโต๊ะงานเลี้ยงทุกงานจนถูกเรียกว่าเป็น “เหล้าแห่งชาติ” เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้รายได้ของเหมาไถจะสูงมาก แต่ถ้ามองในอนาคตอันไกล เหมาไถกำลังเผชิญวิกฤตเพราะฐานตลาดของเหมาไถส่วนใหญ่เป็นชายชาวจีนวัย 40-60 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยให้ความสนใจดื่ม

นั่นทำให้เหมาไถต้องหาทางเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวเองและหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

เริ่มจากเมื่อปีที่แล้ว บริษัทเริ่มคอลแลปกับแบรนด์ผลิตภัณฑ์นม Mengniu ซึ่งเป็นแบรนด์ท้องถิ่นจีน ผลิตไอศกรีมผสมเหล้าออกจำหน่ายในราคากล่องละ 60 หยวน (ประมาณ 300 บาท) ซึ่งก็ทำให้วัยรุ่นจีนเริ่มพูดถึงเหมาไถพอสมควร

ต่อมาปีนี้ เหมาไถประกาศการคอลแลปกับร้านกาแฟยอดฮิตในจีนอย่าง Luckin Coffee เมื่อ 10 วันก่อน แคมเปญนี้เรียกว่า ‘ปังมาก’ เพราะทำให้เกิดกระแสความสนใจมหาศาลในจีน ขณะที่เมนู “ลาเต้ผสมเหล้าเหมาไถ” ซึ่งขายในราคาเพียง 19 หยวน (ประมาณ 95 บาท) ก็ขายเกลี้ยงไปในหลายๆ เมืองด้วย

เหมาไถ
แคมเปญสินค้าร่วมกันของ Luckin Coffee กับเหมาไถ

ล่าสุดวันนี้เหมาไถประกาศผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับช็อกโกแลตแบรนด์ “Dove” ของ Mars, Inc. โดยจะออกสินค้า “ช็อกโกแลตผสมเหล้า” แบบลิมิเต็ด เอดิชั่น เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนนี้

ตั้งแต่เริ่มประกาศสินค้าใหม่ออกไป สินค้าคอลแลปนี้ติดเทรนด์การพูดคุยบนโซเชียลมีเดีย Weibo ของจีนทันที ทั้งที่ยังไม่บอกว่าจะขายราคาเท่าไหร่

อันที่จริงแล้ว แม้แบรนด์เหมาไถจะถูกวัยรุ่นจีนมองว่า ‘แก่’ แต่ด้วยราคาของเหล้ายี่ห้อนี้ที่ค่อนข้างสูง ตกขวดละ 1,499 หยวน (ประมาณ 7,500 ​บาท) ต่อขวดขนาด 500 มล. ก็ทำให้ทุกคนรับรู้ว่านี่คือเหล้าราคาแพงระยับ

ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่ผสมเหล้าเหมาไถจึงมีมูลค่าในตัวเอง เมื่อมีโอกาสได้ลิ้มรสเหมาไถผ่านสินค้าราคาไม่สูงมากอย่างไอศกรีม กาแฟ หรือช็อกโกแลต ผู้บริโภคจีนจึงสนใจกันมาก และเมื่อคอลแลปกับแบรนด์ที่มีความเป็นคนรุ่นใหม่ เหมาไถจึงอาจจะปรับภาพลักษณ์ของตัวเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา: Reuters

]]>
1444275
เหล้าจีน “เหมาไถ” ขึ้นอันดับ 1 บริษัท “สุรา” ที่ใหญ่ที่สุดของโลก! https://positioningmag.com/1323413 Mon, 15 Mar 2021 09:45:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1323413 หากไม่เคยร่วมงานฉลองของชาวจีน เป็นไปได้สูงว่าคุณจะไม่รู้จักสุรา “เหมาไถ” แต่บริษัทผู้ผลิตสุราแบรนด์นี้คือ “กุ้ยโจวเหมาไถ” กลับมีมูลค่าบริษัทพุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกไปแล้ว ทั้งที่ยอดขายเกือบทั้งหมดคือ 97% มาจากประเทศจีน มีการขายนอกประเทศต้นกำเนิดน้อยมาก

เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา ราคาหุ้นบริษัท “กุ้ยโจวเหมาไถ” ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้พุ่งขึ้นถึง 70% จนมูลค่าบริษัทวิ่งแซง 4 ธนาคารยักษ์ของจีนทั้งหมด และเคยขึ้นไปพีคสุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2021 ก่อนเทศกาลตรุษจีน ทำให้มูลค่าบริษัทวิ่งขึ้นไปถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ!

แม้ขณะนี้ราคาหุ้นจะปรับลดลงมาแล้ว แต่มูลค่าบริษัทที่ยังสูง 3.81 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ณ วันที่ 15 มีนาคม 2021) ก็ทำให้เหมาไถกลายเป็นบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ถูกตีมูลค่าไว้สูงที่สุดในโลก แซงหน้า “เอบีอินเบฟ” ผู้ผลิตเบียร์ “บัดไวเซอร์” ที่มีมูลค่าตลาด 1.23 แสนล้านเหรียญสหรัฐไปแบบไม่เห็นฝุ่น

เหล้าเหมาไถ

สุราที่ถูกยกเป็น “เหล้าประจำชาติ”

เหมาไถคืออะไร? แบรนด์นี้คือสุราชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “เหล้าไป่จิ๋ว” เป็นเหล้าสีขาวใสที่มีระดับแอลกอฮอล์ 43-53% รสชาติจึงแรงบาดคอดังที่มีคนให้นิยามไว้ว่าเป็นเหล้าที่ “แรงเหมือนมีดโกน” หรือ “สุราไฟ”

แม้เหล้าจะแรงแต่กลับเป็นที่นิยมมากในจีน โดยถูกยกให้เป็นเหล้าประจำชาติ และเป็นเหล้าแห่งความสัมพันธ์ทางการทูต มักจะถูกวางไว้ตามโต๊ะจีนในงานเลี้ยงสำคัญ และเสิร์ฟในร้านอาหารหรูกับโรงแรมห้าดาว มีประวัติเป็นเหล้าที่ใช้เสิร์ฟเพื่อต้อนรับ ปธน. ริชาร์ด นิกสัน ในปี 1972 รวมถึง ปธน. บารัค โอบามา ในปี 2013 เมื่อคราวที่ทั้งคู่มาเยือนประเทศจีน

เหมาไถมีสีขาวใส

นอกจากจะเสิร์ฟบนโต๊ะงานเลี้ยงแล้ว เหมาไถยังเป็นทั้งของขวัญและของสะสม แม้ว่าราคาขายของรุ่นพรีเมียมจะสูงถึง 8,500 บาทต่อขวดขนาด 500 ml ก็ตาม ทำให้ซัพพลายการผลิตไม่เพียงพอ โดยการเร่งผลิตนั้นทำได้ยาก เพราะเหมาไถก็เป็นเหมือนแอลกฮอล์อื่น เช่น แชมเปญ ที่ต้องผลิตในพื้นถิ่นนั้นๆ เท่านั้น ในกรณีของเหมาไถคือจะต้องผลิตที่ “กุ้ยโจว” ซึ่งมีดิน น้ำ และอุณหภูมิเหมาะสม และการเก็บเกี่ยวข้าวฟ่างมาใช้ผลิตก็ทำได้แค่ปีละครั้ง ทั้งยังต้องหมักบ่มนาน 3-5 ปี จึงทำให้เหมาไถคือของหายาก

แม้กระทั่งในช่วงโรคระบาดเมื่อปีก่อน เหมาไถก็ยังขายได้เกลี้ยงชั้นวาง เพราะคนจีนถือว่าสุราแบรนด์นี้เทียบได้กับกระเป๋าแบรนด์เนมต่างๆ ทำให้เศรษฐีที่อัดอั้นไม่ได้ใช้เงินเที่ยวต่างประเทศ หันมาซื้อสินค้าลักชัวรีเหล่านี้เพื่อเก็บไว้แทน โดยนักวิเคราะห์บริษัท Bernstein คาดว่า รายได้ของกุ้ยโจวเหมาไถปี 2020 น่าจะไปแตะ 9.77 หมื่นล้านหยวน เติบโต 10% จากปีก่อนหน้า ทั้งที่เกิดโรคระบาดและมีงานฉลองลดน้อยลง

 

อนาคตของ “เหมาไถ” ต้องเร่งขยายตลาด

ดังที่กล่าวไปว่า ถ้าคุณไม่เคยไปเมืองจีนหรือร่วมฉลองกับคนจีน เป็นไปได้สูงที่คุณจะไม่รู้จัก “เหมาไถ” เพราะรายได้ของบริษัท 97% ยังมาจากประเทศจีนเป็นหลัก (ข้อมูลจากผลประกอบการบริษัทปี 2019)

ในแง่อนาคตของเหมาไถ บริษัทนี้จึงกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะทำให้บริษัทขยายตัวได้อย่างยั่งยืน โดยต้องทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากขึ้น แม้จะมีตัวแทนจำหน่ายไปหลายประเทศทั่วโลกแล้วก็ตาม

ตัวอย่างโฆษณาบนโซเชียลมีเดียของเหมาไถ เริ่มรุกตลาดสหรัฐฯ

CNN รายงานว่า ก่อนหน้านี้เหมาไถมีความพยายามที่จะทำตลาดหลักนอกประเทศในแอฟริกาและอเมริกามาแล้ว และเคยเซ็นสัญญาพาร์ตเนอร์กับทีมฟุตบอล “อินเตอร์ มิลาน” ในการช่วยโปรโมตสินค้าด้วย แต่เป็นสัญญาทำตลาดเฉพาะประเทศจีน ทวีปอเมริกาเหนือ เอเชียตะวันออก และเอเชียใต้ ไม่รวมทวีปยุโรป รวมถึงช่องทางโซเชียลมีเดียของเหมาไถก็เริ่มสร้างสรรค์เมนูให้เข้ากับสากลมากขึ้น เช่น แนะนำเมนู Sunset Cocktail สูตรค็อกเทลที่ใช้เหมาไถเป็นส่วนประกอบ เป็นต้น

หากเหมาไถสามารถสร้างแบรนด์ในตลาดโลกสำเร็จ ก็จะเป็นเหมือนกับสุราที่มีถิ่นกำเนิดเฉพาะที่กลายเป็นเหล้าระดับโลก เช่น เตกีล่าของเม็กซิโก หรือ วอดก้าของรัสเซีย

สูตรค็อกเทลเป็นหนึ่งในกุญแจเบิกทางสู่สากลและคนรุ่นใหม่

อีกประเด็นหนึ่งที่เหมาไถต้องวางแผนการตลาดคือ จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจแบรนด์นี้มากขึ้น เพราะปัจจุบันลูกค้าหลักคือผู้ชายจีนวัย 40-60 ปี โดย “Spiros Malandrakis” ผู้จัดการฝ่ายอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ Euromonitor International มองว่าปัญหานี้คือความเสี่ยงที่สำคัญกับเหมาไถยิ่งเสียกว่าตลาดต่างประเทศ

“เจนเนอเรชันถัดไปไม่มีใครอยากจะทำเหมือนคนรุ่นพ่อแบบเป๊ะๆ แล้ว” เขาอธิบาย “และมันไม่ดีต่ออนาคตเลย ถ้าคุณไม่เริ่มทำให้มีผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ เข้ามา”

Malandrakis เปรียบเทียบกับ “เชอร์รี่” ผลไม้ที่เคยเป็นที่นิยมมากมานับร้อยปี แต่วันหนึ่งกลับเสื่อมความนิยมไป เพราะเริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “อาหารที่คนสูงวัยชอบรับประทาน”

อนาคตของเหมาไถจะรุ่งหรือจะร่วงยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ บางคนเชื่อว่าประวัติศาสตร์ที่แข็งแกร่งของเหมาไถจะทำให้เหล้ายี่ห้อนี้ได้รับความนิยมสืบไป แต่บางรายก็มองว่าเหมาไถต้องเร่งปรับตัวให้เร็วที่สุด ก่อนที่คนรุ่นใหม่จะลืมเลือน

ที่มา: CNN, CNBC, Yahoo Finance
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน = 0.15 ดอลลาร์สหรัฐ

]]>
1323413
ดิอาจิโอ : ในที่สุดแล้ว คนจะยังต้องการ “ประสบการณ์นอกบ้าน” เพื่อพบปะสังสรรค์กัน https://positioningmag.com/1285694 Tue, 30 Jun 2020 03:48:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1285694 “ดิอาจิโอ” บริษัทเจ้าของแบรนด์สุรานอก เช่น Johnnie Walker, Smirnoff, Hennessy ฯลฯ ลงทุนการตลาด 6 แสนบาทประเดิมคลายล็อกดาวน์ผับบาร์ มั่นใจผู้บริโภคยังต้องการ “ประสบการณ์” การดื่มนอกบ้าน โดยการท่องเที่ยวภายในประเทศจะเป็นปัจจัยบวก อย่างไรก็ตาม ด้วยความเข้มงวดการควบคุมการระบาดภายในผับบาร์ ธุรกิจกลุ่มนี้จะฟื้นตัวได้ช้ากว่าร้านอาหารทั่วไป

“อเล็กซานเดอร์ แคร์โรลล์” ผู้อำนวยการด้านผลิตภัณฑ์รีเสิร์ฟ บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตั้งแต่เกิดสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ว่าเริ่มมีผลกระทบกับบริษัทตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม โดยเริ่มจากธุรกิจการท่องเที่ยว ทำให้เกิดผลเป็นโดมิโนต่อร้านอาหารและผับบาร์ จนในที่สุด ร้านอาหารและผับบาร์ต้องปิดชั่วคราวเมื่อประเทศไทยมีมาตรการล็อกดาวน์ดังที่ทราบกันดี

อย่างไรก็ตาม หลังภาครัฐเริ่มผ่อนคลายล็อกดาวน์ ปัจจุบันร้านอาหารสามารถกลับมาจำหน่ายสุราได้แล้ว และร้านประเภทผับบาร์ได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดทำการในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ทำให้บริษัทต้องการสนับสนุนเพื่อช่วยร้านค้าพันธมิตรผ่านแคมเปญ Welcome Back Offers เป็นโปรโมชันที่จัดผ่านร้านค้าพันธมิตร และแคมเปญที่่ช่วยสนับสนุนบาร์เทนเดอร์ ด้วยการจัดส่งผลิตภัณฑ์สุราให้กับบาร์เทนเดอร์ 100 คน รวมมูลค่าแคมเปญทั้งหมดนี้ประมาณ 6 แสนบาท

แบรนด์บางส่วนในพอร์ตของ ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย)

นอกจากนี้ บริษัทยังจัดทำแผ่นพับคำแนะนำสำหรับร้านค้าเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วง COVID-19 โดยเป็นไกด์ไลน์ที่เหมาะกับร้านที่ขายสุราโดยเฉพาะ เพราะจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเตรียมเครื่องดื่มที่บาร์ให้ปลอดภัย การจัดจุดสูบบุหรี่ การปรับมาตรการลานจอดรถ เป็นต้น

 

ผลกระทบหนักที่สุดอย่างน้อยในรอบทศวรรษ

อเล็กซานเดอร์กล่าวกับ Positioning ว่า ผลกระทบครั้งนี้หนักที่สุดอย่างน้อยในรอบสิบปีที่เขาอยู่กับบริษัทมา หนักมากกว่าช่วงโรคซาร์สระบาดมาก

แม้จะไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขแน่ชัดได้ แต่เขากล่าวว่า ปกติยอดขายของดิอาจิโอ จะมาจากช่องทาง On Premise หรือกลุ่มร้านอาหาร ผับบาร์ ราว 40% ส่วนช่องทาง Off Premise คือซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้า ออนไลน์ มีสัดส่วนราว 60%

“อเล็กซานเดอร์ แคร์โรลล์” ผู้อำนวยการด้านผลิตภัณฑ์รีเสิร์ฟ บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด

ที่ผ่านมานับตั้งแต่เริ่มล็อกดาวน์ปิดร้านอาหารแบบนั่งทานจนถึงอนุญาตให้ขายสุราแบบนั่งทานภายในร้านอาหารได้ กินเวลายาวนานเกือบ 3 เดือน ในระหว่างนั้นยังมีช่วงที่ภาครัฐงดขายสุราทุกช่องทางในหลายจังหวัดนาน 10-20 วัน การปิดช่องทางขายเช่นนี้ก็พอจะบอกได้ว่า ยอดขายบริษัทเหล้าเบียร์ทุกแห่งจะหล่นไปมากขนาดไหน

ช่องทางที่พอจะดีขึ้นบ้างคือ การขายออนไลน์ โดยอเล็กซานเดอร์กล่าวว่า ช่วงที่ปิดร้านอาหารไป ทำให้ยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นสูง โดยเฉพาะสุราที่ใช้ในการทำอาหาร เช่น Bailey’s ซึ่งสามารถปรับใช้กับการทำขนม ชงกาแฟได้

 

ร้านอาหารฟื้นแล้ว ผับบาร์ต้องใช้เวลา

มองไปในอนาคตว่าการฟื้นตัวจะกลับมาเป็นปกติเมื่อไหร่ อเล็กซานเดอร์ตอบว่า “บอกยาก” แต่ถ้ายกตัวอย่างในประเทศจีนซึ่งเริ่มคลายล็อกดาวน์ก่อนไทย จะเห็นได้ว่าร้านอาหารแบบ “ร้านนั่งชิล” กลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ผับบาร์ยังต้องใช้เวลา

เขามองว่าในเมืองไทยน่าจะคล้ายกัน โดยร้านอาหารที่ขายสุราได้ บรรยากาศจะค่อนข้างคล้ายเดิม เพราะมีโต๊ะเก้าอี้ สามารถจัดระยะห่างได้ แต่สำหรับผับบาร์จะเปลี่ยนไปจากเดิมมากด้วยมาตรการที่เข้มงวด เช่น ต้องมีโต๊ะที่นั่งชัดเจน ห้ามลุกขึ้นเต้น ห้ามส่งเสียงร้องเพลง ห้ามย้ายโต๊ะไปรวมกลุ่มกับโต๊ะอื่น ซึ่งทำให้บรรยากาศไม่เหมือนเดิม จึงอาจจะต้องใช้เวลากว่าที่คนจะต้องการกลับมาเที่ยวอีกครั้ง

แต่ภาพรวมแล้วเขายังมองในแง่บวกว่าสถานการณ์หลังจากนี้จะดีขึ้น แต่แน่นอนว่ายังเป็นปีที่ยากลำบากอยู่

“ในที่สุดแล้ว คนเราต้องการประสบการณ์ การดื่มที่บ้านหรือดื่มผ่านออนไลน์ก็ไม่เหมือนกับการมาพบปะ มีปฏิสัมพันธ์กัน ดังนั้นเชื่อว่าผู้คนต้องการบรรยากาศเหล่านี้อย่างยิ่ง” อเล็กซานเดอร์กล่าว

เจน แก้วยอด บาร์เทนเดอร์จากร้าน Sorrento

เขาเสริมด้วยว่า คาดว่าการเปิดให้ท่องเที่ยวภายในประเทศได้ และมีการทำข้อตกลงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาได้บางกลุ่ม (Travel Bubble) จะเป็นตัวช่วยสำคัญเช่นกัน เชื่อว่าการเดินทางไปจุดหมายปลายทาง เช่น ภูเก็ต เกาะสมุย นักท่องเที่ยวจะต้องการกินดื่มมากขึ้น

ด้าน “เจน แก้วยอด” บาร์เทนเดอร์จากร้าน Sorrento Sathorn ให้ข้อมูลว่าหลังร้านอาหารสามารถขายสุราได้ทำให้ลูกค้ากลับมาที่ร้านจนเกือบจะเป็นปกติแล้ว จากช่วงก่อนหน้านี้ที่ร้านเปิด 1 เดือนแรกยังค่อนข้างเงียบเหงา

สอดคล้องกับเทรนด์จาก Google Mobility Report รายงานเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 63 พบว่าการเดินทางไปยังสถานที่ในกลุ่มรีเทล เช่น ศูนย์การค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ ฯลฯ อยู่ในระดับน้อยกว่าปกติก่อนสถานการณ์ COVID-19 เพียง 11% เท่านั้น เทียบกับช่วงต้นเดือนมิถุนายนซึ่งการเดินทางไปสถานที่เหล่านี้น้อยกว่าปกติราว 20%

อนาคตของธุรกิจสุรายังไม่แน่ชัด ต้องรอดูหลังการเปิดผับบาร์ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ว่าผู้บริโภคจะให้การตอบรับแค่ไหนภายใต้กฎใหม่ รวมถึงต้องช่วยกันรักษาระเบียบเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดรอบสอง ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งด้วย

]]>
1285694
“ไทยเบฟ” รายได้ ปี 61 ทะลุ 2.2 แสนล้าน แต่กำไรลดฮวบ เหล้า-เบียร์ เจอเศรษฐกิจซบ ภาษีเหล้า https://positioningmag.com/1201379 Wed, 05 Dec 2018 11:30:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1201379 Thanatkit

นับเป็นปีที่ท้าทายอยู่ไม่น้อยสำหรับ “บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด  (มหาชน)” เมื่อผลประกอบการปีงบประมาณ 2018 (ตุลาคม 2017 – กันยายน 2018) แม้จะมีรายได้ที่ “เพิ่มขึ้น” เป็นตัวเลข 2 หลัก แต่ผลกำไรกลับ “ลดลง” เป็นตัวเลข 2 หลัก

ภาพรวมผลประกอบการปีที่ผ่านมามีรายได้รวมทั้งสิ้น 229,695 ล้านบาท เติบโต 20.9% จากปีก่อนหน้าที่มีรายได้ 189,997 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 20,726 ล้านบาท ลดลง 40.2% หรือหายไปหมื่นกว่าล้านจากกำไร 34,681 ล้านบาทที่เคยทำได้ในปี 2017

ไทบเบฟ” ให้เหตุผลที่ทำให้ตัวเลขกำไรลดลงอย่างน่าตกใจเกิดจากธุรกิจสุราเบียร์และธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายโดยเฉพาะกลุ่มที่รายได้น้อย

ยิ่งไปกว่านั้นรายได้ 60% ของไทบเบฟมาจากเมืองไทย การจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอัตราใหม่ ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อปลายปี 2017 และเก็บภาษีเพิ่มอีก 2% เข้ากองทุนสูงอายุ นับเป็นอีกปัจจัยที่เข้ามากระทบพอสมควร เพราะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกับสุรา ที่ถือเป็นรายได้หลัก

แต่ทั้งนี้ก็มีเรื่องให้ไทยเบฟหายใจคล่องขึ้นมาบ้างจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 20% เป็นผลดีต่อเนื่องมาจากการ “ซื้อกิจการ” เหล้า เบียร์ และธุรกิจอาหารในต่างประเทศและไทย 4 ดีล รวมมูลค่า 2 แสนล้านบาท แม้จะทำให้ไทยเบฟต้องออกหุ้นกู้ตามในไตรมาสถัดมาอีก 2 ล็อต รวมมูลค่า 127,000 ล้านบาท เพื่อนำไปปรับโครงสร้างหนี้ก็ตาม

เมื่อดูโครงสร้างรายได้ที่เกิดขึ้นในปี 2018 จะพบว่า “สุรา” ยังครองสัดส่วนสูงสุด 46.1% ตามมาติดๆ ด้วยเบียร์ 41.1%, เครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ 7.1%, อาหาร 5.8% และอื่นๆ -0.1% ในขณะที่กำไรสุทธิ กลุ่มสุรามีสัดส่วน 89.3% เบียร์ 14.2% เครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ -6.3% อาหาร 2.8% (ไม่รวมเอฟแอนด์เอ็น)

ตัวเลขกำไรของเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ติดลบ 6.3% มากกว่าปีก่อนที่ติดลบ 3.8% เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เพราะเป็นกลุ่มธุรกิจเดียวที่เป็นตัวแดง ซึ่งไทยเบฟให้เหตุผลเมื่อครั้งแถลงทิศทางปี 2019 เมื่อต้นเดือนตุลาคมว่าธุรกิจนี้กำลังเผชิญศึกรอบด้านทั้งการแข่งขันที่รุนแรงและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพทิศทางของไทยเบฟจึงต้องมุ่งออกสินค้าใหม่กับเจาะตลาดที่มีช่องว่างอยู่ทั้งในและต่างประเทศ

เมื่อแยกยอดรายได้เป็นรายเซ็กเมนต์พบว่า กลุ่มสุรา มียอดขาย 105,900 ล้านบาท ลดลง 3.1% กำไรสุทธิ 17,720 ล้านบาท ลดลง 13.2%, หลักๆ เกิดจากปริมาณการขายที่ลดลง เบียร์ 94,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.8% กำไรสุทธิ 2,805 ล้านบาท ลดลง 10.4% ยอดขายเพิ่มขึ้นเพราะได้รับอานิสงส์จากซาเบโคที่เพิ่งไปเข้าซื้อกิจการมา ด้านกำไรที่ลดลงเกิดการกระบวนการผลิตเบียร์ของบริษัทเอง

กลุ่มเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ ทำยอดขายไปทั้งสิ้น 16,184 ล้านลิตร ลดลง 3.5% ขาดทุน 1,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.5% จากปีก่อนขาดทุน 855 ล้านบาท เหตุที่ยังขาดทุนเรื้อรังเป็นเพราะ “ไทยเบฟ” ยังเล่นไปตามเกมตลาดเพื่อแข่งกับรายอื่นๆ อัดงบโหมสร้างแบรนด์ดุเดือดมากในทุกแบรนด์ ทั้งโออิชิ เอส และน้ำดื่มคริสตัลที่ผลัดกันกับสิงห์ในการขึ้นเป็นเบอร์ 1

ด้านธุรกิจอาหารมียอดขาย 13,265 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96.8% กำไรสุทธิ 554 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 432.7% การ “โตแรง” เกิดขึ้นด้วยฝีมือของ “เคเอฟซี” เบอร์ 1 ที่แข็งเกร่งอยู่แล้วในตลาดร้านอาหารจานด่วน แต่ละปีเข้าถึงลูกค้าคนไทยได้กว่า 70 ล้านคน ซึ่งได้เข้ามาเสริมพอร์ตกว่า 252 สาขา และไทยเบฟได้วางแผนขยายเพิ่มอีก 20 สาขาหลังเข้าซื้อกิจการมา ไม่นับรวมการใช้เงินอีก 115 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้น 76% ของกิจการร้านอาหารไทยของ Spice of Asia จำนวน 10 สาขา

เมื่อหันมาดูตัวเลขยอดขายตามเชิงปริมาณซึ่งเป็นดัชนีที่เข้ามาสะท้อนการ  บริโภค” ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง พบว่า กลุ่มสุราอยู่ที่ 612 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 1.2%, เบียร์ 2,034 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 140.6โซดา 48 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 15.4% ซึ่งกระตุ้นต่อเนื่องจากแบรนด์ “ร็อค เมาเท็น” ที่เข้าไปตีตลาดในหลายๆ ช่องทาง

เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1,647 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 0.2% แต่เมื่อมองเข้าไปในกลุ่มชาเขียวพร้อมดื่มและจับใจ กลับมียอดขาย 260 ล้านลิตร ลดลง 18.2% น้ำดื่ม 1,110 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 5.7% น้ำอัดลมเอส และฮันเดรส พลัส 268 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 2.5% และอื่น อาทิ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ ลดลง 38%

ภาพรวมของปีนี้ดีขึ้นในทุกเซ็นเมนต์ทั้งแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มอัดลมซึ่งปีที่ผ่านมาติดลบ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอยู่ที่กลุ่มชาเขียวที่ลดลงต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากการที่ถูกเซ็นเมนต์อื่นเข้ามาเบียดและชิงลูกค้าไป ขณะที่การออกแคมเปญชิงโชคที่ครั้งหนึ่งเคยดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาซื้อจำนวนมากก็ไม่ได้น่าสนใจเหมือนเดิมอีกแล้ว ซึ่งก็เกิดขึ้นกับคู่แข่งอย่างอิชิตันเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกันเมื่อหันไปดู “ธุรกิจต่างประเทศ” กำลังไปได้ดี เพราะมียอดขาย 56,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 820% ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นผลจากเอารายได้ของแกรนด์ รอยัล กรุ๊ป ที่เกิดขึ้นในรอบ 12 เดือน และซาเบโคช่วง 9 เดือน เข้ามาด้วย

กลุ่มสุราในต่างประเทศเติบโต 273% ซึ่งหลักๆ แล้วได้ “แกรนด์รอยัลกรุ๊ป” เข้ามาช่วยเสริมการรับจ้างผลิตกลับมาเติบโต ขณะที่สินค้ากลุ่มพรีเมียมเติบโตดีในตลาดอาเซียนกับเอเชียโซนเหนือ และยอดขายสุราในอังกฤษกับเอเชียแปซิฟิกบางที่ขยายตัวดี

ส่วนเบียร์ต่างประเทศยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 1,711% อันเกิดจากผลงานของ “ซาเบโค” ซึ่งแม้จะไปได้ดีหากยอดขายของแบรนด์อื่นกลับลดลง เพราะมีความท้าทายเกิดขึ้นในตลาดอาเซียน

ภาพรวมรายได้ของ “ไทบเบฟ” ยังคงเติบโต แต่กำไรน่าห่วงเพราะโจทย์ “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” ต้องเร่งหาเงินสดเข้ามาชำระหนี้ จากการซื้อกิจการสองแสนล้านบาท ต้องมาลุ้นกันปีหน้า ยอดขายจะเป็นยังไง โปรดติดตามตอนต่อไป.

]]>
1201379