ฟินเทค – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 18 Apr 2023 06:00:36 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 อีกก้าวสู่ฟินเทค? ‘Apple’ เปิดตัว “บัญชีออมทรัพย์” ให้ดอกเบี้ยสูง 4.15% ต่อปี https://positioningmag.com/1427638 Tue, 18 Apr 2023 05:41:44 +0000 https://positioningmag.com/?p=1427638 หลังจากที่เคยเปิดตัว Apple Card บัตรเครดิตของบริษัทแอปเปิล ที่ออกโดยธนาคารโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ล่าสุด Apple ก็เข้าใกล้ความเป็นฟินเทคไปอีกขั้น โดยเพิ่มบริการใหม่ให้ลูกค้าสามารถ เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์โดยให้ผลตอบแทนสูงถึง 4.15%

หรือนี่จะเป็นอีกก้าวของ Apple ที่กำลังขยับไปสู่การเป็น Fintech เพราะล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวบริการ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของ Apple Card พร้อมอัตราผลตอบแทน 4.15% ต่อปี โดยไม่จำเป็นต้องฝากขั้นต่ำหรือข้อกำหนดยอดเงินขั้นต่ำ เพียงแต่ผู้ใช้ต้องมี Apple Card เพื่อเปิดบัญชีออมทรัพย์ โดยสามารถตั้งค่าบัญชีจากแอป Wallet บน iPhone ได้เลย

โดยบริการบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของ Apple Card ผู้ใช้สามารถโอนเงินจากบัญชีธนาคารเพิ่มเติมเข้าสู่บัญชีของ Apple Card ได้โดยตรง รวมถึงยังเป็นช่องทางในการรับเงินคืนจาก Daily Cash หรือ cash back ซึ่งเป็นการมอบเงินคืนสูงสุด 3% จากการซื้อผลิตภัณฑ์แอปเปิล ซึ่งจะถูกโอนเข้าสู่บัญชีเงินฝากโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม การบริการ Apple Pay บนอุปกรณ์แอปเปิล เช่น iPhone, iPad, Apple Watch หรือ Mac จะสามารถเปิดบัญชีได้บนเครื่อง iPhone ที่มีระบบปฏิบัติการตั้งแต่ iOS 16.3 ขึ้นไป และจะเริ่มบริการเฉพาะในสหรัฐฯ ก่อนเท่านั้น

การให้ดอกเบี้ยถึง 4.15% โดยไม่มีขั้นต่ำถือเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก เพราะตามข้อมูลของ Federal Deposit Insurance Corporation พบว่า ค่าเฉลี่ยของ Annual Percentage Yield (APY) บางประเทศอยู่ที่ 0.35% เท่านั้น แปลว่า Apple ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 10 เท่า

ขณะที่ CIT Bank เสนอบัญชีออมทรัพย์พร้อม APY อยู่ที่ 4.75% เมื่อลูกค้าฝากเงินขั้นต่ำ 5,000 ดอลลาร์ (1.7 แสนบาท) ส่วน Marcus by Goldman Sachs มี APY 3.9% โดยไม่มียอดเงินขั้นต่ำหรือค่าธรรมเนียมรายเดือน

Source

]]>
1427638
ดีลเเพง! Visa ซื้อกิจการ Plaid สตาร์ทอัพพัฒนา API การเงิน มูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท https://positioningmag.com/1260572 Tue, 14 Jan 2020 21:02:08 +0000 https://positioningmag.com/?p=1260572 ยักษ์ใหญ่ธุรกิจผู้ให้บริการชำระเงินผ่านบัตรอย่าง Visa ประกาศเข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพฟินเทคดาวรุ่ง “Plaid” ด้วยมูลค่ากว่า 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.6 เเสนล้านบาท) เเพงขึ้นเป็นเท่าตัวจากการเพิ่มทุนครั้งล่าสุด เมื่อปี 2018 ที่บริษัทเคยมีมูลค่า 2,700 ล้านเหรียญ

สำหรับ Plaid เป็นสตาร์ทอัพผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ API เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลบัญชีธนาคารของผู้ใช้งานเข้ากับแอปพลิเคชั่นบริการทางการเงินต่าง ๆ เป็นที่รู้จักกันอย่างเเพร่หลายในเหล่าผู้พัฒนาฟินเทค (fintech) เเต่คนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยรู้จักกัน

Plaid มีลูกค้าเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงอย่าง Venmo แอปพลิเคชั่นชำระเงินยอดนิยม, Robinhood แอปฯ สำหรับซื้อขายหุ้น เเละ Coinbase ที่ให้บริการซื้อขายเงินคริปโต เป็นต้น

ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผู้มีบัญชีธนาคารกว่า 1 ใน 4 ของอเมริกาเชื่อมต่อสู่บริการแอปฯ ฟินเทคต่าง ๆ ด้วย Plaid

บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่เเข่งกันทั้ง Visa, Mastercard, Citi, American Express รวมถึง Goldman Sachs ต่างก็ร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพ Plaid

อ่านเพิ่มเติม : Mastercard ซื้อกิจการ RickRecon สตาร์ทอัพประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

Photo : plaid.com

 

ในปี 2018 ทาง Plaid ระดมทุนได้ 250 ล้านเหรียญเเละได้รับการประเมินมูลค่าบริษัทเป็น 2,700 ล้านเหรียญ มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นสองเท่าจากปี 2017 ถึง 2018 เเละกำลังขยายไปยังสหราชอาณาจักรและแคนาดา

Al Kelly ซีอีโอของ Visa เปิดเผยว่า Plaid มีการเติบโตต่อเนื่องจากปี 2015 ด้วยอัตราเฉลี่ยกว่า 100% โดยข้อตกลงนี้จะช่วยในการวางเเผนอนาคตของ Visa ในระยะยาว เเละจะช่วยขยายตลาดเเละเพิ่มรายได้ของบริษัท พร้อมเชื่อมความสัมพันธ์กับกลุ่มฟินเทคด้วย

ด้าน Zach Perret ซีอีโอของ Plaid บอกกับ CNBC ว่า แบรนด์ของ Visa จะช่วยให้บริษัทพัฒนาความสามารถ พร้อมขยายขนาดบริษัทเเละผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลกได้ เเละรู้สึกโชคดีที่จะได้มีส่วนช่วยพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของ
เทคโนโลยีฟินเทค

 

ที่มา : cnbc

]]>
1260572
ผู้ประกอบการฟินเทคจากไทยชู “Customer First” เป็นวัฒนธรรมองค์กรเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างก้าวกระโดด หลังจากเข้าร่วมหลักสูตร eFounders Fellowship Program กับอาลีบาบา https://positioningmag.com/1223510 Thu, 04 Apr 2019 08:50:42 +0000 https://positioningmag.com/?p=1223510 สุพิชญา สูรพันธุ์ ผู้ประกอบการหญิงรุ่นใหม่ ผู้ก่อตั้ง Piggipo สตาร์ทอัพฟินเทคจากประเทศไทย ผู้มีความสนใจในธุรกิจฟินเทคมาตลอด จึงเริ่มก่อตั้งธุรกิจ เมื่อ 4 ปีก่อน สุพิชญาเล็งเห็นช่องว่างของตลาดเมื่อพบว่าคนจำนวนมากมีปัญหากับการบริหารเครดิตของตน

“การเข้าถึงโซลูชั่นส์การจ่ายเงิน อาทิ บัตรเครดิต ก้าวล้ำหน้ากว่าระบบการติดตามรายจ่าย (tracking systems) เราจึงมีแนวคิดว่า ผู้บริโภคควรจะสามารถจัดการบริหารเงินของตัวเองได้ง่ายพอกับตอนที่ใช้จ่าย” สุพิชญาอธิบายถึงวิสัยทัศน์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Piggipo ที่เป็นสตาร์ทอัพฟินเทคแห่งแรกของประเทศไทย

ยิ่งสังคมเปลี่ยนถ่ายไปสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดมากขึ้นเท่าใด แนวโน้มของการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะผู้บริโภคมีการมุมมองของการบริหารงบใช้จ่ายและรูปแบบการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป สุพิชญาและทีมงาน Piggipo จึงคิดค้นและออกแบบแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถเข้าดูข้อมูลบัตรเครดิตตามเวลาใช้จ่ายจริง (real-time) รูปแบบที่สนุกสนานและน่าสนใจ

สุพิชญาตั้งใจที่จะเรียนรู้จากบริษัทฟินเทคชั้นนำอย่าง แอนท์ ไฟแนนเชียล บริษัทในเครืออาลีบาบา กรุ๊ป เพื่อการเรียนรู้แบบคลุกวงในและโอกาสที่จะสัมผัสประสบการณ์นวัตกรรมดิจิทัลรูปแบบใหม่ จึงได้สมัครและได้รับคัดเลือกให้ร่วมหลักสูตร eFounders Fellowship Programme ในเดือนพฤศจิกายน 2561

อังค์ถัด และอาลีบาบา บิซิเนส สคูล จัดหลักสูตร eFounders Fellowship Programme เป็นครั้งที่ 6 โดยครั้งนี้จะเน้นการเปิดโอกาสให้ผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพทางด้านอีคอมเมิร์ซและนวัตกรรมดิจิทัล จากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย ไทย กัมพูชา อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์และเวียดนาม โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจากความไม่เท่าเทียมกันจากการพัฒนาด้านดิจิทัล สำหรับกลุ่มผู้ริเริ่มและประกอบการสตาร์ทอัพในเอเชียและแอฟริกา

หลักสูตร eFounders ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ได้สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ พัฒนาผู้ประกอบการสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ สร้างผู้นำเศรษฐกิจใหม่ เป็นแรงบันดาลใจและสร้างโมเดลใหม่ในการพัฒนาด้านดิจิทัล ตามแนวทางเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของแต่ละประเทศ โดยผู้ประกอบการจากไทยได้รับคัดเลือกเข้าร่วมหลักสูตรที่ผ่านมา 11 ราย โดยผู้สนใจยังมีเวลาสมัครเข้าร่วมถึง 7 เมษายนนี้

“ผู้เข้าร่วมหลักสูตรจะได้เรียนรู้เบื้องหลังความสำเร็จ รวมไปถึงอุปสรรคและสิ่งท้าทายที่เกิดขึ้นกับอาลีบาบา ตลอดจนได้เรียนรู้และเข้าใจถึงอุตสาหกรรมนี้ของจีน พร้อมดูงานอย่างใกล้ชิดที่หน่วยงานภายใต้อีโคซิสเท็มของอาลีบาบากรุ๊ป” สุพิชญา กล่าวเพิ่มเติม

สุพิชญา มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่และเรียนรู้เกี่ยวกับอีโคซิสเท็มของอาลีบาบาตลอดระยะเวลา 10 วัน พร้อมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของจีนที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่า ก่อนเดินทางไปประเทศจีน สุพิชญาจะเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการข้อมูล (data management) แต่ก็ยังตื่นตาตื่นใจเมื่อได้เห็นว่าการที่นำข้อมูลมาใช้อยากถูกหลัก จะก่อให้เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างน่าพิศวง

นอกจากนี้สุพิชญายังค้นพบสิ่งสำคัญที่ส่งผลให้ธุรกิจของเธอพัฒนายิ่งขึ้นไปอีกขั้น นั่นคือ การมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ซึ่งเธอได้นำมาปรับใช้กับทีมงานของ Piggipo เมื่อกลับมายังประเทศไทย สุพิชญาและทีมงานได้ทำงานร่วมกันในการปรับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และค่านิยม เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าต้องมาก่อน หรือ “Customer comes first”

ทีม Piggipo ยังได้เพิ่มองค์ประกอบใหม่ในการให้บริการ ได้แก่ การให้ความรู้แก่ลูกค้า เพื่อสร้างความเชื่อถือในการใช้แอพพลิเคชั่นที่มีความเกี่ยวเนื่องกับข้อมูลดาต้า ด้วยตระหนักดีว่า สิ่งนี้คือประเด็นที่บริษัทสตาร์ทอัพต่าง ๆ ต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งนี้ ความสำคัญของการมีพันธมิตรทางธุรกิจ ก็เป็นอีกสิ่งที่เธอเรียนรู้จากไปทริปที่เมืองหังโจว

ธุรกิจของ Piggipo มีส่วนในการช่วยผู้บริโภคชาวไทยในการบริหารและจัดการรายจ่ายบัตรเครดิตของตน ในอนาคต สุพิชญาตั้งเป้าว่าPiggiPo จะเพิ่มบริการให้คะแนนสินเชื่อ หรือ Credit scoring ที่ช่วยในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ จนไปถึงการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ซึ่งการเข้าถึงการใช้ดาต้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดนับเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำสู่ความสำเร็จ สมัครตอนนี้ที่ https://activity.alibaba.com/supplier/efounders-fellowship-class-6.html

เกี่ยวกับ eFounders Fellowship Programme

อังค์ถัด ร่วมกับ อาลีบาบา บิซิเนส สคูล เพื่อมุ่งหวังลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากการพัฒนาทางดิจิทัลในแอฟริกาและเอเชีย และสนับสนุนผู้ร่วมหลักสูตร eFounders ในประเทศกำลังพัฒนา ให้เป็นผู้นำเศรษฐกิจใหม่ ความร่วมมือดังกล่าวริเริ่มมาจากแนวคิดของ ดร.มากีซา คีทูยี เลขาธิการอังค์ถัด และแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบา ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษประจำอังค์ถัดด้านผู้ประกอบการรุ่นใหม่และธุรกิจขนาดเล็ก

]]>
1223510
สึนามิ “ฟินเทค” ธนาคารญี่ปุ่นต้านไม่ไหวลดพนักงาน ปิดสาขาเพียบ https://positioningmag.com/1146893 Thu, 16 Nov 2017 05:32:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1146893 3 ธนาคารใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นประกาศผลกำไรลดลงอย่างถ้วนหน้า โดยกลุ่มมิซูโฮ ไฟแนนเชียล ตัดลดพนักงานเกือบ 20,000 คน และลดสาขา 100 แห่ง เนื่องจากนวัตกรรมการการเงิน หรือ “ฟินเทค” จะเข้ามาแทนที่การบริการแบบเดิมของธนาคาร

ธนาคารยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น หรือ “เมกะแบงก์” 3 ใน 5 แห่ง คือ ธนาคารมิซุโฮ, ธนาคารสุมิโตโม มิตซุย และธนาคารโตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ประกาศผลประกอบการรอบ 6 เดือน โดยมีผลกำไรลดลง เนื่องจากนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่กดดอกเบี้ยจนต่ำติดลบ และแนวโน้มที่ลูกค้าหันไปใช้เทคโนโลยีทางการเงินออนไลน์ หรือที่เรียกว่า “ฟินเทค” (Financial Technology)

กลุ่มมิซูโฮ ไฟแนนเชียล ประกาศแผนลดจำนวนพนักงานลง 20% ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า โดยคิดเป็นจำนวนพนักงานที่ถูกลดราว 19,000 คน และลดสาขา 100 แห่ง ตามแผนปรับโครงสร้างที่ประกาศเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ทางธนาคารจะลดการจ้างพนักงานใหม่ และผลักดันโครงการเกษียณอายุโดยสมัครใจของพนักงานสูงวัยที่ร่วมงานกับธนาคารมาตั้งแต่ยุครุ่งเรือง นอกจากนี้ ยังจะลดขนาดของสาขาต่างๆ ลงร้อยละ 20 ภายในเดือนมีนาคม ปี 2025

ทางด้าน โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ กลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ก็จะลดจำนวนพนักงานลง 9,500 คน และลดจำนวนสาขาลง 10-20% เช่นกัน แต่ถึงแม้ธุรกิจในญี่ปุ่นจะยากลำบาก แต่กลุ่มโตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากกิจการนอกประเทศ โดยหนึ่งในนั้นคือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ธนาคารของญี่ปุ่นซึ่งเคยได้ชื่อว่าสั่งสมความมั่นคั่งไว้มากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก จนสามารถขยายธุรกิจข้ามไปยังอุตสาหกรรมและบริการทั้งในและต่างประเทศ แต่ทุกวันนี้ต้องเผชิญความยากลำบากจนไม่สามารถเป็น “เสือนอนกิน” ได้อีกต่อไป  ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เมกะแบงก์เคยเป็นอาณาจักรที่คนญี่ปุ่นจำนวนมากใฝ่ฝันจะเข้าไปทำงาน แต่ต่อไปในอนาคตสิ่งที่เคยใหญ่อาจไม่มั่นคง ใครจะรู้ในภายภาคหน้าธนาคารใหญ่อาจต้องกลายเป็นธุรกิจที่เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche market) ให้มากอย่างที่ธนาคารท้องถิ่นทำอยู่

ส่วนบรรดาลูกค้าก็ต้องไปใช้บริการธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือตู้ ATM โดยบริการจากพนักงานก็จะน้อยลงเรื่อยๆ หรือจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพงขึ้นหากต้องการบริการที่สาขาธนาคาร.

ธนาคารเซเว่น ซึ่งมีตู้ ATM ที่ร้าน 7-11 เกือบทุกสาขา

ที่มา : mgronline.com/japan/detail/9600000115608

]]>
1146893