หนัง – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 05 Feb 2026 12:12:11 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘M Studio’ ฉายภาพวงการ ‘หนังไทย’ เข้าสู่ยุคทอง จนทุนจากนอกอุตสาหกรรมหลั่งไหลเข้ามาร่วมวง! https://positioningmag.com/1558116 Thu, 05 Feb 2026 07:20:00 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558116 หลายคนน่าจะเห็นข่าวที่ Big C บริษัทรีเทลรายใหญ่ของไทย ผนึกกับช่อ One 31 จัดตั้งบริษัทตั้ง บริษัท บิ๊ก วัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (BIG ONE ENTERTAINMENT COMPANY LIMITED) เพื่อทำธุรกิจคอนเทนต์ แต่ไม่ใช่แค่ Big C เท่านั้น แต่ดูเหมือนตอนนี้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกลับกลายเป็นจุดหมายของนักลงทุนจากทุกอุตสาหกรรม ทาง M Studio ก็ได้มาฉายภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ที่ดูเหมือนกำลังเข้าสู่ ยุคทอง แบบสุด ๆ 

จุดเปลี่ยนสำคัญคือโควิด

สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) ฉายภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยว่า นับตั้งแต่ปี 2022 ที่ บุพเพสันนิวาส 2 จากค่าย GDH ทำรายได้สูงกว่า 390 ล้านบาท ทั่วประเทศ และถือเป็นหนังไทยเรื่องเดียวในปีนั้นที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท จากนั้นก็มีหนังที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาทมาต่อเนื่อง บางปีมีถึง 5-8 เรื่อง

“อย่างในปี 2023 มีภาพยนตร์ 100 ล้านถึง 4 เรื่อง มาปี 2024 มีมากถึง 8 เรื่อง และในปี 2025 ที่แม้จะเผชิญกับความท้าทายทั้งจากภัยพิบัติ ภาวะสงคราม แต่ก็มีหนังไทยเกิน 100 ล้านถึง 5 เรื่อง ทำรายได้รวมกว่า 1,500 ล้านบาท”

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยคึกคักขึ้น สุรเชษฐ์ มองว่า เป็นเพราะ COVID-19 เพราะทั้ง ผู้บริโภคเองก็ได้ใช้เวลาเสพคอนเทนต์ไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ผลิตก็มีเวลาในการขัดเกลาบท พัฒนาโปรดักส์ ชั่น เมื่อคอนเทนต์ไทยดีขึ้น ผู้บริโภคก็กลับมาดู

“คนดูยุคนี้เราทิ้งเขาไม่ได้ เพราะเขาพร้อมทิ้งเรา ดังนั้น จะเห็นว่าหนังไทยสมัยนี้มีแต่จะเพิ่มงบ เน้นคุณภาพ จากเดิมงบทำหนังลดลงตามการเติบโตของเศรษฐกิจ”

ใคร ๆ ก็อยากเข้ามาเพราะเห็นโอกาส

จากการที่อุตสาหกรรมเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ในปี 2025 นี้ จะเริ่มเห็นธุรกิจจากอุตสาหกรรมอื่น ตบเท้าเข้ามาในอุตสาหกรรมบันเทิงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค้าปลีก หรือ สื่อ เข้ามาร่วมลงทุนในภาพยนตร์มากขึ้น เป็นเพราะปัจจุบัน คอนเทนต์สามารถทำรายได้จาก หลายมิติ มากขึ้น ไม่ใช่แค่รายได้จากโรงภาพยนตร์เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการ ขายไปต่างประเทศ, การขายให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง รวมถึงใช้ Product Placement 

ปัจจุบัน M Studio มีพันธมิตรในประเทศที่ร่วมลงทุนประมาณ 9 ราย ได้แก่ ช่อง 3, ช่อง 7, Mono (โมโน), Workpoint (เวิร์คพอยท์), Plan B (แพลน บี), Kantana (กันตนา), T&B Media, CP Group และอื่น ๆ นอกจากนี้ กำลังพูดคุยกับพันธมิตรจากต่างประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

“เมื่อพวกเขาเชื่อว่าหนังไทยมีโอกาส พวกเขาก็ลงทุน ในทางตรงกันข้าม หากธุรกิจไหนเบาลง การลงทุนก็อาจจะน้อยลง นี่คือเทรนด์ ซึ่งหนังไทยตอนนี้มีโอกาสจากช่องทางจำหน่ายอื่น ๆ ค่อนข้างเยอะ”

ต่างชาติสนใจหนังไทยขึ้นมาก

“ปกติไปนัดเขาเป็นปีก็ยังไม่ให้เจอเลย แต่ตอนนี้เขาเปิดรับ” สุรเชษฐ์ เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของคอนเทนต์ไทย โดย สุรเชษฐ์ เล่าถึงความสำคัญในการเป็นพันธมิตรกับต่างชาติว่า การได้พันธมิตรระดับโลกอย่างเกาหลีและญี่ปุ่น สามารถช่วยเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้ ครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • เงินทุน
  • เรื่องสตอรี่และความคิดสร้างสรรค์
  • การพาหนังไทยเข้าสู่ตลาดโลคอล
  • การจัดจำหน่ายไปทั่วโลก

“มันช่วยทุกด้าน อย่างเกาหลีเขาก็มีจุดแข็งเรื่องบท เงินทุนเขาก็มี แต่ที่สำคัญคือ หนังไทยจะเข้าสู่ประเทศเขาได้ เพราะปกติญี่ปุ่นและเกาหลีมีตลาดภายในประเทศที่แข็งแรงมาก ยังไม่เคยมีหนังไทยเข้าไปฉายในญี่ปุ่นหรือเกาหลีทุกปีอย่างจริงจัง เราอยากได้โลคอลมาร์เก็ตที่แข็งแรงและใหญ่”

2026 หนังไทยทำรายได้มากกว่าหนังนอก

สำหรับภาพรวมปี 2026 นี้ มีโอกาสที่ หนังไทยจะมีสัดส่วนรายได้มากกว่าหนังต่างประเทศ เนื่องจากปีนี้มีภาพยนตร์ไทยลงโรงฯ กว่า 60 เรื่อง ซึ่งถือว่าเยอะกว่าปีก่อน ในส่วนของ M STUDIO เองวางแผนส่งภาพยนตร์เข้าฉายรวมกว่า 17 เรื่อง ได้แก่ 

1.กิ่งแก้ว (ร่วมทุนกับ MI GROUP และแม่เรียงฟิล์ม)

2.ราคี (ร่วมทุนกับ Be On Cloud)

3.GhostBoard กล่องผีสุ่มวิญญาณ (ร่วมทุนกับ สะดวกรัชโยธิน)

4.อ้ายต้าวเอวหวาน (ร่วมทุนกับ MONO Original)

5.ยายสปีด (ร่วมทุนกับ Media Studio ในเครือช่อง7)

6.เห้งเจีย แจ๊ส (ร่วมทุนกับ MONO Original)

7.เหมรุย 2 (ร่วมทุนกับแม่เรียงฟิล์ม)

8.สาปเมือง (ร่วมทุนกับ KLK Studio)

9.ของแขก 2 (ร่วมทุนกับมณวิจิตร)

10.สุขสุดท้าย (ร่วมทุนกับ ช่อง 3)

11.คำสารภาพของหมอผี (ร่วมทุนกับ MI Group และ The Ghost Radio)

12.God Skin (ร่วมทุนกับ Workpoint ในนาม คาร์แมนไลน์)

13.สมิงเขาขวาง (ร่วมทุนกับ ช่อง 3)

14.นาคี 3 (ร่วมทุนกับ ร่วมทุนกับ MONO Original)

15.EXCHANGE เรียน แลก ผี (ร่วมทุนกับ Plan B Media)

16.อีเรียมซิ่ง

17.Bitbybit (ร่วมทุนกับ Bitkub)

รัฐบาลสนับสนุนดีแล้ว แต่ต้องสานต่อ

เมื่อถามว่าอยากให้ รัฐบาลใหม่ ที่กำลังจะจัดตั้งในปีนี้สนับสนุนด้านไหน สุรเชษฐ์ มองว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ถือว่าสนับสนุนอย่างดีแล้ว ตัวอย่างเช่น งาน Cannes Film Festival รัฐบาลสนับสนุนให้ไปสร้าง Thailand Pavilion โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าบูธ และการทำ Pavilion ขนาดใหญ่ก็ทำให้ดึงดูดความสนใจได้มากกว่าบูธเล็ก ๆ กระจัดกระจาย นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังพยายามทยอยหามาตรการส่งเสริมสนับสนุนเรื่องการผลิต ดังนั้น อยากให้รัฐบาลใหม่สานต่อมากกว่า

“ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ให้ความรักและสนับสนุนคอนเทนต์ เรียกว่าดีมากแล้ว แต่ถ้าถามว่าอยากได้เพิ่ม ยินดีเลย อยากให้ครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาถ่ายทำในไทย สนับสนุนด้านการตลาดและจัดจำหน่าย และสุดท้าย ด้านการศึกษา นี่คืออาจจะเป็นข้อแรกที่อยากได้มากที่สุด เพราะมองระยะยาวไกลๆ เกาหลีมันเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องเริ่มจากคนก่อน”

ครองเบอร์ 1 หนังไทย 3 ปีซ้อน

ในปี 2025 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 1,518.25 ล้านบาท โดยรายได้ของ M STUDIO ที่รวมหนังไทยที่สตูดิโอรับจัดจําหน่ายรวมประมาณ 930.9 ล้านบาท ซึ่งครองสัดส่วนรายได้เป็น 61% ของตลาดรวม ส่งผลให้ M STUDIO เป็น สตูดิโอผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทยอันดับ 1 ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน 

“วันนี้หนังไทยไม่ได้แข่งกันแค่จำนวนเรื่อง แต่แข่งกันที่ ‘คุณค่าของคอนเทนต์’ และความสามารถในการต่อยอดในระยะยาว”

]]>
1558116
มองตลาด ‘หนังไทย’ ในช่วงขาขึ้น ที่ทำให้ ‘ช่อง 3’ กลับมาลงทุนอีกครั้งในรอบเกือบ 20 ปี https://positioningmag.com/1464441 Thu, 29 Feb 2024 05:20:44 +0000 https://positioningmag.com/?p=1464441 ขนาดในวงการ สตาร์ทอัพ ยังเคยล้อวงการ หนัง ว่ากู้เงินมาลงทุนยากพอ ๆ กัน เพราะความเสี่ยงสูง แต่ดูเหมือนว่าหลังช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา วงการ หนังไทย หรือ ภาพยนตร์ไทย ก็เริ่มกลับมาได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะปี 2023 ที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้ของหนังไทยสามารถแซงหน้าหนังฮอลลีวูดที่ 55% : 45% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในวงการ 

โรงภาพยนตร์มากขึ้น ก็ทำรายได้มากขึ้น

ในช่วง 20 ปีมานี้ จำนวนหนังไทยที่ฉายต่อปีมีอยู่ราว 50 เรื่อง ส่วนภาพยนตร์จากต่างประเทศฉายประมาณ 200-300 เรื่อง ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วหนังไทยถือว่ามีสัดส่วนน้อยมาก แม้จำนวนจะน้อยกว่าหลายเท่า แต่ปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีแรกที่สัดส่วนรายได้หนังไทยสูงกว่าหนังฮอลลีวูด ด้วยสัดส่วน 55 : 45 จากในอดีตที่สัดส่วนจะหนังฮอลลีวูดจะอยู่ที่ 80 : 20

โดยหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้รายได้ของหนังไทยเติบโตมากขึ้นก็เป็นผลมาจาก จำนวนโรงภาพยนตร์ ที่มีมากขึ้น สามารถกระจายไปถึงระดับชุมชน อย่างใน เครือเมเจอร์ฯ มีโรงภาพยนตร์ทั้งหมด 180 สาขา รวม 838 โรงภาพยนตร์ ส่วนเครือ SF มีโรงภาพยนตร์อยู่ในเครือ 66 สาขา รวม 400 โรงภาพยนตร์ ด้วยจำนวนโรงภาพยนตร์ที่มากขึ้น ก็ทำให้หนังไทยมีโอกาสทำรายได้ได้มากขึ้น ดังนั้น จะเห็นว่ามีหนังไทยหลายเรื่องทำรายได้หลัก 100 ล้านบาทในวันเดียว

“เราเริ่มเห็นเทรนด์ในหลายประเทศที่รายได้จากหนังโลคอลเริ่มมีแชร์สูงขึ้น เนื่องจากคุณภาพที่สูงขึ้น และคนโลคอลก็ยังสนับสนุนหนังของตัวเอง” สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M Studio กล่าว

ผู้ชมเปิดใจกับภาพยนตร์โลคอล

การมาของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งไม่ได้เป็นคู่แข่งกับโรงภาพยนตร์ เพราะหลังจากหมด COVID-19 โรงภาพยนตร์ก็กลับมาอีกครั้ง เพราะโรงหนังเป็นการ ขายประสบการณ์ บางคนมาดูหนังกับเพื่อน กับแฟน กับครอบครัว นอกจากนี้ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งก็มีส่วนช่วยให้คนเปิดใจรับชมโลคอลคอนเทนต์ หรือคอนเทนต์จากประเทศอื่น ๆ ไม่ใช่ฮอลลีวูดมากขึ้น

“เราจะเห็นว่าคอนเทนต์อันดับ 1 ในหลายแพลตฟอร์มไม่ใช่คอนเทนต์จากฝั่งฮอลลีวูด แต่มีทั้งเกาหลีใต้, ตุรกี, อเมริกาใต้ ผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มเปิดใจกับคอนเทนต์ของประเทศอื่น ๆ มากขึ้น”

ดังนั้น ทิศทางการเติบโตของหนังไทยก็มาจากการยอมรับของคนไทยที่เปิดใจมากขึ้นด้วย อาทิ ภาพยนตร์ สัปเหร่อ หรือ ของแขก ที่ดูเป็นภาพยนตร์เฉพาะกลุ่มแต่ก็สามารถประสบความสำเร็จได้

พลังนักแสดงและมีเดียของพาร์ตเนอร์

อีกปัจจัยที่ทำให้หนังไทยมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นก็คือ การที่บริษัทผู้ผลิตหนังได้ พาร์ตเนอร์ ที่แข็งแรง อย่างเช่น ช่อง 3 ที่เป็นพาร์ตเนอร์กับ M STUDIO ทำให้ภาพยนตร์ที่สร้างนั้น ๆ ได้ ศิลปิน ระดับแม่เหล็กของช่อง 3 รวมถึงได้ มีเดียของช่อง 3 ด้วย ซึ่งในส่วนนี่ก็จะช่วยดึงดูดกลุ่มแฟนคลับของศิลปิน ช่วยโปรโมตให้ภาพยนตร์เข้าถึงวงกว้าง รวมถึงการดึงแบรนด์มาเป็นสปอนเซอร์ได้อีกด้วย

ที่น่าสนใจคือ ช่อง 3 หรือ BEC world ได้ร้างราจากการลงทุนทำหนังไปเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่บริษัทในเครืออย่าง ฟิล์มบางกอก ที่ผลิตภาพยนตร์คุณภาพ อาทิ ฟ้าทลายโจร, บางระจัน ได้ปิดตัวไปในปี 2005 จนมาปี 2022 ที่ช่อง 3 ได้ลงทุนในการทำหนังอีกครั้ง ผ่านการเป็นพาร์ตเนอร์กับ M Pictures ผลิตภาพยนตร์ บัวผันฟันยับ และในปี 2023 เรื่อง ธี่หยด

ไม่ใช่แค่ขาขึ้น แต่ทีวีต้องหาโอกาสใหม่ ๆ

การที่ผู้ผลิตหนังจะหาพาร์ตเนอร์จากทีวีถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากประโยชน์ที่ได้รับก็มีส่วนช่วยให้หนังประสบความสำเร็จง่ายขึ้น ขณะที่สื่อทีวีเองก็ต้องพยายามหารายได้ใหม่ ๆ เข้ามา เพราะ รายได้โฆษณาของทีวี ลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากผู้บริโภคย้ายไปอยู่บนออนไลน์ ขณะที่คอนเทนต์ที่เคยเป็นจุดเด่นของทีวีอย่าง ละคร ก็ไม่ได้เป็นคอนเทนต์หลักที่ใช้ดึงดูดผู้ชม กลายเป็นรายการ ข่าว ที่เป็นคอนเทนต์ที่ขายได้ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ช่อง 3 จะกลับมาลงทุนในธุรกิจภาพยนตร์อีกครั้ง เพื่อหาโอกาสสร้างรายได้ใหม่ ๆ

สำหรับปี 2024 นี้ ช่อง 3 ได้ร่วมลงทุนกับ M STUDIO ในการผลิตภาพยนตร์ 2 เรื่อง ได้แก่ ธี่หยด 2 และ มานะแมน โดย เทรซี แอนน์ มาลีนนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่ม บมจ.บีอีซี เวิลด์ เปิดเผยว่า ช่อง 3 จะร่วมทุนแบบ 50:50 กับบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ และพร้อมจะร่วมทุนกับทุกค่ายถ้าภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ น่าสนใจ และช่อง 3 ก็มองว่า รายได้จากภาพยนตร์อาจเป็นขาสำคัญในอนาคต โดยปัจจุบันรายได้ 85% ของบริษัทมาจากโฆษณา อีก 15% มาจากอื่น ๆ รวมถึงภาพยนตร์

ปั้นจักรวาลภาพยนตร์ตามรอยฮอลลีวูด

สุรเชษฐ์ มองว่า อีกเทรนด์ที่เห็นของวงการหนังไทยก็คือ เริ่มเป็น แฟรนไชส์หรือจักรวาลภาพยนตร์ เช่น จักรวาลไทบ้าน เดอะ ซีรีส์ ดังนั้น การต่อยอดจากหนังที่ประสบความสำเร็จ ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะทำให้หนังไทยเติบโตได้ เหมือนกับหนังฮอลลีวูดที่เมื่อหนังประสบความสำเร็จก็จะทำเป็นแฟรนไชส์หรือจักรวาลภาพยนตร์ออกมา เพราะตอนนี้หนังไทยเริ่มสร้างแฟนคลับ ดังนั้น แนวคิดการทำภาพยนตร์จากนี้ต้องต่อยอดเป็นแฟรนไชส์ได้ด้วย

“อย่างธี่หยดที่ประสบความสำเร็จไป เราเลยทำธี่หยด 2 ซึ่งเราก็คาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในระดับเดียวกันกับภาคแรกที่ทำรายได้แตะ 500 ล้านบาท ซึ่งเรามองว่ามันต่อยอดไปได้อีก เช่น สปินออฟของตัวละครในหนัง”

สุดท้ายกลับมาเรื่องคุณภาพ

สุรเชษฐ์ ทิ้งท้ายว่า ตอนนี้โอกาสของภาพยนตร์เปิดกว้างไม่ใช่แค่ฉายในไทย แต่สามารถนำไปขายในต่างประเทศรวมถึงแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งได้ หนังบางเรื่องสามารถขายได้ทุนคืนตั้งแต่ยังไม่ฉาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณภาพต้องดี ซึ่งถ้าหนังไทยในยุคที่ประสบความสำเร็จแบบนี้ก็จะยิ่งดึงดูดคนเก่ง ๆ ให้มาทำหนัง ดังนั้น มั่นใจว่ารายได้จากหนังไทยปีนี้จะมากกว่าหนังฮอลลีวูด อย่างในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2023 มีภาพยนตร์ 3 เรื่องที่มีคนดูมากกว่า 20 ล้านคน ทำรายได้รวมกันกว่าพันล้านบาท ได้แก่ สัปเหร่อ, ธี่หยด และ 4 King 2

“ตอนนี้หนังไทยเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน อย่างธี่หยดก็ขึ้นอันดับ 1 ในเวียดนาม ต่างประเทศยอมรับหนังไทยเนื่องจากเนื้อหาที่สดใหม่ มีความลึกซึ้ง ดังนั้น โจทย์แรกที่จะทำให้หนังไทยประสบความสำเร็จในตลาดโลกได้คือ ต้องเป็นคอนเทนต์คุณภาพ พอประสบความสำเร็จ ต่างชาติก็จะหันมาเสพผลงานของไทย”

]]>
1464441
สะเทือนวงการ! ‘นักแสดงฮอลลีวูด’ กว่า 1.6 แสนคน หยุดงานประท้วงในรอบ 60 ปี คาดยืดเยื้อถึงสิ้นปี https://positioningmag.com/1437784 Fri, 14 Jul 2023 04:45:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1437784 ย้อนไปปี 2523 เคยมีเหตุการณ์ที่ นักแสดงฮอลลีวูดหยุดงานประท้วง 60 ปีผ่านไป เกิดการหยุดงานประท้วงอีกครั้ง ตามรอยการหยุดงานประท้วงของ นักเขียนบท เนื่องจากไม่สามารถเจรจากับสตูดิโอยักษ์ใหญ่และบริการสตรีมมิ่งได้

นักแสดงฮอลลีวูด ประมาณ 160,000 คน ที่อยู่ในสหภาพแรงงาน SAG-AFTRA ได้ประท้วง นัดหยุดงาน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี ที่สมาชิกของสมาคมหยุดงานผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ประท้วงหยุดงานนับตั้งแต่ปี 2523 โดยมีสาเหตุมาจาก 4 ปัญหาหลัก

  • ความเท่าเทียมกันทางรายได้
  • ค่าตอบแทนจากการนำผลงานไปใช้ซ้ำ (residual)
  • การกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์
  • ลดภาระของนักแสดงที่ต้องอัดเทปส่งไปออดิชั่นเอง

SAG-AFTRA ระบุว่า สัญญาปัจจุบันนั้นถือว่าล้าหลังเมื่อเทียบกับวิวัฒนาการของธุรกิจสื่อ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนตอนของซีรีส์ที่ลดลง, การเว้นช่วงระหว่างซีซั่นที่นานขึ้น, การมาของสตรีมมิ่งที่ทำให้คอนเทนต์ถูกฉายซ้ำ ๆ ขณะที่ส่วนแบ่งรายได้ของนักแสดงจะได้เพิ่มจากยอดขาย โฆษณา กับยอดขาย DVD ดังนั้น สมาคมจึงต้องการเรียกร้องให้เพิ่มค่าตอบแทน และสวัสดิการณ์อื่น ๆ เช่น สิทธิด้านสุขภาพ, แผนเงินบำนาญหลังเกษียณ

โดย SAG-AFTRA ประเมินว่า สมาชิกกว่าครึ่ง จากทั้งหมด 171,000 คน เคยไม่ได้รับเงินจากการแสดงเลยในบางปี และมีเพียง 5-15% เท่านั้นที่มีรายได้มากพอ ทำประกันสุขภาพ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 26,470 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ การต้องอัดเทปส่งไปออดิชั่นเองก็ต้องใช้เงินสูงถึงประมาณ 250 ดอลลาร์ เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจากันไม่ลงตัวในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้อง ค่าตอบแทนที่เหมาะสม โดย Fran Drescher ประธานสหภาพแรงงาน SAG-AFTRA กล่าวว่า ข้อเสนอของผู้บริหารสตูดิโอนั้น ดูหมิ่นและไม่สุภาพ ขณะที่ ตัวแทนฝ่ายสตูดิโอ ก็กล่าวหาว่า ฝ่ายสหภาพเดินออกจากการเจรจา แม้ว่าพวกเขาเสนอ เพิ่มผลตอบแทนครั้งประวัติศาสตร์ รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ให้แล้ว

“แทนที่จะเจรจากันต่อไป SAG-AFTRA ทำให้เราอยู่ในทางที่จะสร้างผลกระทบทางการเงินให้กับคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อีกหลายพันคนทำ” แถลงจาก Alliance of Motion Picture and Television Producers (AMPTP)

ไม่ใช่แค่เหล่าสมาชิก SAG-AFTRA ที่หยุดงานประท้วง แต่ช่วง 2 เดือนก่อนหน้านี้เหล่า นักเขียนบท ที่อยู่ใน  สมาคมนักเขียนแห่งอเมริกากว่า 11,000 คน ซึ่งการนัดหยุดงานดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ต้องชะงักตัวลง โดยเฉพาะในส่วนของสตูดิโอใหญ่ และยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนในการยุติการประท้วงดังกล่าว แต่มีการประมาณการว่า การหยุดงานประท้วงของนักแสดงและนักเขียนบท อาจยืดเยื้อไปตลอดไปจนถึง สิ้นปี

Source

]]>
1437784
‘Warner Bros’ ประกาศ หนังใหม่ทุกเรื่องปี 2021 จะฉายโรงและลง ‘สตรีมมิ่ง’ พร้อมกัน https://positioningmag.com/1309097 Fri, 04 Dec 2020 04:22:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1309097 หลังจาก ‘Warner Bros’ สร้างเซอร์ไพรส์ใหญ่ปลายปีโดยการฉายหนัง ‘Wonder Woman 1984’ ในช่วงสิ้นปีนี้ พร้อมกับจะลงใน ‘HBO Max’ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งไปพร้อมกันด้วย ล่าสุด Warner Bros ก็ประกาศว่าหนังใหม่ในปี 2021 ทุกเรื่องจะฉายโรงพร้อมกับลงใน HBO Max ในวันเดียวกันทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ Disney เองก็ได้นำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง ‘Mulan’ เข้าฉายใน ‘Disney+’ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่กำลังโตแบบติดจรวด ส่งผลให้ Warner Bros เองก็เดินตามรอยโดยส่ง ‘Wonder Woman 1984’ ลงฉายในช่วงสิ้นปี พร้อมกับปล่อยลง HBO Max พร้อมกัน และตามมาด้วยหนังใหม่ในปี 2021 ทั้งหมดจะทำตามโมเดลนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพยนตร์จะถูกสตรีมบน HBO Max พร้อมกันกับวันที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ทั้งในรูปแบบของ 4K Ultra HD และ HDR แต่การภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ จะมีอายุเพียง 1 เดือน ส่วนภาพยนตร์ที่ฉายโรงก็จะอยู่จนกว่าจะหมดโปรแกรม ซึ่งปัจจุบันค่าแพ็กเกจของ HBO Max อยู่ที่เก็บเงิน 15 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 465 บาทต่อเดือน ในขณะที่ข้อมูลของ National Association of Theatre Owners ระบุว่า ราคาเฉลี่ยของตั๋วภาพยนตร์ 2 ใบในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 18.32 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 568 บาท ซึ่งแปลว่าการดูผ่านสตรีมมิ่งนั้นประหยัดกว่า

สำหรับรายชื่อภาพยนตร์ในปี 2021 ที่จะลง HBO Max ได้แก่ The Little Things, Judas and the Black Messiah, Tom & Jerry, Godzilla vs. Kong, Mortal Kombat, Those Who Wish Me Dead, The Conjuring: The Devil Made Me Do It, In The Heights, Space Jam: A New Legacy, The Suicide Squad, Reminiscence, Malignant, Dune, The Many Saints of Newark, King Richard, Cry Macho และ Matrix 4

“ไม่มีใครต้องการให้ภาพยนตร์กลับมาฉายบนจอใหญ่ไปมากกว่าเราอีกแล้ว และเราทราบดีว่าภาพยนตร์เรื่องใหม่ ๆ เป็นส่วนสำคัญของธุรกิจโรงภาพยนตร์ แต่เราต้องสร้างสมดุลให้กับความเป็นจริงที่ว่าโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะให้บริการได้ไม่เต็มที่ ด้วยมาตรการการเว้นระยะห่างในปี 2021” Ann Sarnoff ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของของ Warner Bros กล่าว

The AMC theatre is pictured during the outbreak of the coronavirus disease (COVID-19), in Burbank, California, U.S., June 30, 2020. Picture taken June 30, 2020. REUTERS/Mario Anzuoni

ทั้งนี้ หลังจากที่ Warner Bros ได้เปิดเผยทิศทางนี้ออกมา หุ้นของ AMC Entertainment เจ้าของโรงภาพยนตร์รายใหญ่ที่สุดของโลกลดลงเกือบ 16% ส่วนคู่แข่งอย่าง Cinemark ลดลงประมาณ 22% โดยซีอีโอของ AMC ก็ได้ออกมาแถลงการณ์ในทันทีว่า “Warner Bros กำลังสละผลกำไรจากโรงภาพยนตร์เพื่อเพิ่มยอดให้กับ HBO Max”

Source

]]>
1309097
วันขอบคุณพระเจ้าไม่ช่วย! ยอดขายตั๋วหนังจาก 250 ล้านเหรียญเหลือไม่ถึง 20 ล้านเหรียญ https://positioningmag.com/1308225 Mon, 30 Nov 2020 05:14:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1308225 โดยปกติแล้วสัปดาห์แห่งวันขอบคุณพระเจ้าเป็นช่วงเวลาที่ดีในบ็อกซ์ออฟฟิศ แต่ในปีนี้การระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์โคม่าอย่างไม่ต้องสงสัย แม้กระทั่งวันหยุดสำคัญอย่าง ‘วันขอบคุณพระเจ้า’ ในเดือนพฤศจิกายนก็จะประสบชะตากรรมเดียวกันกับครึ่งปีแรก

แม้ภาพยนตร์ใหม่ ๆ ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันขอบคุณพระเจ้าปีนี้จะไม่ได้มีหนังฟอร์มยักษ์เข้าฉายจนได้รับการจัดอันดับให้แย่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แต่การที่รายได้ยังไม่แตะถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐก็ถือว่าน้อยเกินกว่าที่คาดไว้มาก เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปกติตลอดวันหยุด 5 วันจะมียอดขายตั๋วได้มากกว่า 250 ล้านเหรียญในแต่ละปี มีเพียงปี 2011 และ 2014 เท่านั้นที่ยอดไม่ถึงแต่สามารถทำได้ที่ 230 ล้านเหรียญสหรัฐ

“การระบาดใหญ่ส่งผลกระทบในทางลบในทุกวันหยุด ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่วันขอบคุณพระเจ้าจะได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งปกติแล้วครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ๆ จะแห่กันไปที่โรงภาพยนตร์เพื่อฉายภาพยนตร์แอนิเมชั่น ส่วนคนอื่น ๆ จะมองหาภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่สามารถเพลิดเพลินได้ทุกเพศทุกวัย” Paul Dergarabedian นักวิเคราะห์ของ Comscore กล่าว

ปีที่แล้ว ‘Frozen 2’ ‘Knives Out’ และ ‘Ford Vs. Ferrari’ ครองตำแหน่งสูงสุดในบ็อกซ์ออฟฟิศซึ่งทำรายได้ไป 5 วันถึง 263.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพียงแค่ดูที่วันศุกร์เสาร์และอาทิตย์ของสุดสัปดาห์นั้นก็มีรายได้ถึง 181.4 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ในปีนี้ภาพยนตร์หลักเรื่องเดียวที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์คือ ‘The Croods: A New Age’ ของ Dreamwork ความคาดหวังคือภาพยนตร์เรื่องนี้จะดึงดูดผู้ชมบางส่วนเนื่องจากเป็นภาพยนตร์เรื่องใหม่ แต่จะไม่ส่งผลกระทบทางการเงินมากนักในบ็อกซ์ออฟฟิศปี 2020 บทวิจารณ์ยังไม่แจ่มชัดพอว่าจะคุ้มค่าให้ผู้บริโภคบางรายยอมออกมาดูแม้จะเสี่ยงติดเชื้อ COVID-19

ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเมื่อเชนโรงหนังรายใหญ่เปิดอีกครั้งจนถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน บ็อกซ์ออฟฟิศสามารถเก็บเงินได้เพียง 279 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วบ็อกซ์ออฟฟิศทำรายได้ถึง 2.86 พันล้านดอลลาร์ โดยเมื่อสองสัปดาห์ก่อนมีโรงภาพยนตร์ 2,800 แห่งเปิดให้บริการในสหรัฐอเมริกาสุดสัปดาห์ ล่าสุดนี้ มีโรงภาพยนตร์ประมาณ 2,100 แห่งที่เปิดให้บริการ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีโรงภาพยนตร์เปิดให้บริการในช่วงสุดสัปดาห์วันขอบคุณพระเจ้าจำนวนเท่าใด แต่หากจำนวนดังกล่าวลดลงอีก ก็เป็นไปได้ที่จำนวนโรงภาพยนตร์ก็มีส่วนกับบ็อกซ์ออฟฟิศเช่นกัน

นักวิเคราะห์ประเมินว่าอย่างดีที่สุด ‘The Croods: A New Age’ อาจสามารถทำรายได้ระหว่าง 10-15 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 5 วันแรก Doug Stone ประธานของ Box Office Analyst กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนว่าตัวเลขดังกล่าวถูกต้องเพียงใดเมื่อพิจารณาว่าตลาดในปีนี้แตกต่างกันมาก วิธีการทำนายแบบดั้งเดิมสำหรับการเข้าร่วมและการขายตั๋วไม่สามารถใช้ได้

Source

]]>
1308225
หมดยุคมิวสิกเฟสติวัลแบบเดิม ยุคนี้ต้องมี วิดีโอเกม หนัง ถึงจะเอาอยู่ https://positioningmag.com/1153236 Thu, 11 Jan 2018 00:15:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1153236 แกนหลักจัดงานนี้คือ เมลาณี ตันติวานิช เอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์บริษัทดรอปโซน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด 

เมลาณี เปิดเผยว่า จากแนวโน้มงานเทศกาลดนตรี หรือมิวสิกเฟสติวัลแนวอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยเติบโตถึง 60% และไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพ จึงรวมกลุ่มกับเพื่อนที่เป็นโปรดิวเซอร์ และทำงานทางด้านหนังเพลง วิดีโอเกม ทั้งต่างชาติและไทย  จัดมิวสิกเฟสติวัลแนวใหม่ ที่คนมาร่วมงานจะได้ประสบการณ์ใหม่ไม่ใช่ด้านเพลงอย่างเดียว เช่น คนมาร่วมงานได้เล่นเกมเป็นหนึ่งในตัวละครวิดีโอเกม มีเพลงป็นอาวุธ โดยฉากเสมือนในหนัง Sci-fi

ทีมงานที่มีผลงานระดับโลกเช่น Switch Audiovisuals เบื้องหลัง Sonor Barcelona ร่วมกับ Ledscontrol ผู้สร้างเวที Garuda ของ DWP และคลับดังอย่าง Zouk สิงคโปร์ Space และ Amnesia ที่อีบีซา ในสเปน และยังมีผู้ร่วมสร้าง Tomorrowland และ Primavera Sound

งานนี้ไม่ใช่จัดแค่ปีเดียว แต่วางแผนจัดต่อเนื่อง 5 ปี ปี 2561-2565 ใช้งบปีแรก 100 ล้านบาท พอมีสปอนเซอร์แล้ว คาดไม่ขาดทุน และตั้งเป้าปี 2 ขึ้นไป มีรายได้เพิ่มเท่าตัว 

เมลาณีกล่าว 

5 ปีนี้มีความหมาย เพราะธุรกิจมิวสิกเฟสติวัลต้องมีความต่อเนื่อง โดยปีแรกหวังผลเรื่องการสร้างมิวสิกเฟสติวัลแนวนี้ให้เป็นที่รู้จัก มีกลุ่มเป้าหมายเป็นทั้งที่เป็นคอเกม ชอบหนัง ทั้งไทยและต่างชาติ และจะมีแผนไปจัดในต่างประเทศด้วย

งานนี้บัตรราคาเริ่มต้น 3,500 บาท จัดขึ้น 2-3 มีนาคมนี้ ที่วันเดอร์เวิร์ล เอ็กซ์ตรีม ปาร์ค ถนนรามอินทรา คาดมีผู้ร่วมงาน 20,000 คน สำหรับสปอนเซอร์รายใหญ่ขณะนี้ คือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ไทยแอร์เอเชีย ทรูวิขั่นส์ ธนาคารกรุงเทพ

เมลาณี เพิ่งจบด้านฟิล์ม จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ออสเตรเลีย เป็นบุตรสาวของ วิเชฐ ตันติวานิช อดีตรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาองค์กรธุรกิจใหญ่หลายแห่งรวมทั้งบริษัทไทยเบฟเวอเรจ โดย วิเชฐ บอกว่าได้คำแนะนำว่าการทำงานนี้อาจเจอเรื่องไม่คาดมาก่อน ก็ให้ค่อยๆ แก้ปัญหา โดยส่วนตัวก็ช่วยให้คำปรึกษาบ้าง ในส่วนสปอนเซอร์ก็ยังต้องหาเพิ่มเติม

**หมดยุคมหกรรมดนตรีแบบเดิม 

... รุจยาภา อาภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายปฏิบัติการ บริษัทเฟรชแอร์ เฟสติวัล กล่าวว่า ถึงเวลาของเจนเนอเรชั่นใหม่ ไอเดียใหม่ ที่ตนเองและคุณวินิจอาจไม่เคยคิดมาก่อน และสมัยนี้ One Time Event ก็จบแล้ว งานมหกรรมดนตรีต้องต่อเนื่องหลายปี ในแบบที่มีเนื้อหาใหม่และต้องออกนอกประเทศ

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้รู้ได้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร ต้องใช้เพื่อหาข้อมูลได้ถูกต้อง

วินิจ เลิศรัตนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล ผู้ร่วมจัดงานนี้ เปิดเผยว่า มิวสิกเฟสติวัลแบบเดิมหมดยุค เพราะผู้ชมไม่ว่าวัยใด กลุ่มเป้าหมายใด ก็ต้องการคอนเทนต์ใหม่จากในงาน ไม่ใช่มีลักษณะเหมือนเดิมทุกปี เพราะยุคนี้เปลี่ยนไปมาก คนมีไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่คนสนใจ อย่างเฟรชแอร์ก็ไม่จัดมานาน 4-5 ปีแล้ว ส่วนงานนี้ของดรอปโซน เฟรชแอร์ร่วมช่วยทางด้านการจัดการอีเวนต์ในประเทศ เช่น โลจิสติกส์ สถานที่ เป็นต้น.

]]>
1153236
เดือดจอ “โมโน” อัดหนังลงผัง 12 ชั่วโมง ชิงเรตติ้งที่ 3 แซงเวิร์คพอยท์ https://positioningmag.com/1151340 Fri, 22 Dec 2017 04:13:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1151340 สถานการณ์ของทีวีดิจิทัลบอกเลยว่าต้องจับตาดูกันชนิดไม่กะพริบตา เมื่อช่องโมโนที่กำลังทำเรตติ้งขึ้นมาเป็นที่ 3 แซงหน้าช่องเวิร์คพอยท์มาได้เป็นระยะแล้ว

เมื่อดูจาก เรตติ้งช่องประจำสัปดาห์ช่วงวันที่ 11-17 ธันวาคม 2560 นับเป็นสัปดาห์ที่สองของเดือนนี้ที่ โมโน ยึดตำแหน่งเรตติ้งสูงเป็นที่ 3 ไว้ด้วยตัวเลข 0.806 ชนะเวิร์คพอยท์อย่างเฉียดฉิวที่มาติด ๆ ด้วยตัวเลข 0.802 แม้เป็นรองจากช่อง 3 ที่อยู่ในอันดับ 2 ด้วย ตัวเลข 1.265 โดยมีแชมป์อย่างช่องทิ้งห่างไปด้วยตัวเลข 2.072 แต่โมโนได้สัมผัสที่ 3 ในที่สุด 

นี่เป็นการสะสมผลงานที่โมโนทำได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะชั่วโมงทองไพรม์ไทม์ทุกวัน อย่างเช่นวันที่ 14 .. ขณะที่ช่องอื่นกำลังสู้กันแย่งผู้ชมละครไทย แต่โมโนเลือกยิงภาพยนตร์ฝรั่งยาวกว่า 2 ชั่วโมง เรื่องเดียวที่เริ่มก่อน 2 ทุ่ม และคั่นเวลาด้วยข่าวพระราชสำนัก และออนแอร์ต่อจนจบ ทำให้ได้ประสิทธิผลในการดันเรตติ้ง 

อย่างหนังพรีเมี่ยม บล็อกบัสเตอร์ ภาพยนตร์ฝรั่งเรื่อง Escape Plan ที่เริ่มช่วงแรกเวลา 18.20-20.12 . ได้เรตติ้งไป 2.706 พอช่วงสองเวลา 20.25-20.45 .ได้ไป 3.972 หายใจรดต้นคอจี้ติดละครไทย เรื่อง วังนางโหง ของช่อง 7 ที่มีเรตติ้ง 4.110 และชนะหนุมาน สงครามมหาเทพของช่อง 8 ที่ตามมาเป็นอันดับ 3 ด้วยเรตติ้ง 3.587 โดยมีเดอะแมสก์ซิงเกอร์ 3 ได้ที่ 4 ด้วยเรตติ้ง  3.320 ส่วนอันดับ 5 ของวันนั้นเป็นของช่องวัน เรื่องชายไม่จริงหญิงแท้ 2.565

หลังจาก 20.45 .โมโนยังต้องการดึงเรตติ้งต่อด้วยหนังยาว ต่อจาก Escape Plan จึงจัด Blade II มาต่อจนถึง 23.01 ได้เรตติ้งไป 1.868

หากย้อนไปสัปดาห์ก่อนหน้านั้น โมโนก็อยู่ในอันดับ 3 โดยมีการจัดความหลากหลายของหนังจากพรีเมี่ยม บล็อกบัสเตอร์ ลงผังในแต่ละวันของสัปดาห์ อย่างเช่นวันที่ 6 .จัดเรื่อง Fearless จอมคนผงาดโลก (.จีน) ที่ได้เรตติ้งในช่วง 2 เวลา 20.15-20.38 . ไป 2.929 และใช้วิธีการตรึงผู้ชมต่อด้วยหนังพรีเมี่ยม บล็อกบัสเตอร์เรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะฮิตน้อยกว่า แต่ก็ได้เรตติ้ง

จบจากหนังจีนแล้ว จึงต่อด้วยเรื่อง Prince of Persia : The Sands of Time ช่วงเวลา 20.38 -22.55 . ทำเรตติ้งได้ 2.092

ทำให้ใช่ช่วงหลัง 6 โมงเย็นจนเกือบเกือบ 5 ทุ่ม พยุงเรตติ้งไว้ได้เฉลี่ย 2 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเรตติ้งช่องที่ไม่ถึง 1 ในแต่ละวัน

หากดูผังทั้งวันของช่องโมโน มีหนังจากทั้งบล็อกบัสเตอร์ และหนังดัง ๆ รวม 6 เรื่อง ตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึงตี 1 กว่า บางเรื่องรีรันบ้างในช่วงกลางวัน เรียกได้ว่าครึ่งหนึ่งของผังรายการ 24 ชั่วโมง หรือหากไม่นับ 6 ชั่วโมงหลังเที่ยงคืน เท่ากับว่า 2 ใน 3 ของเวลาออนแอร์ที่ทำเรตติ้ง และขายเวลาโฆษณาได้ คือหนัง นอกจากนี้ยังมีซีรี่ส์อีกในบางช่วง

การวางจุดยืนให้เป็นช่องหนัง ประกอบกับการอัดฉีดหนังดังลงจอต่อเนื่อง ทำให้เรตติ้งของโมโนทำท่าอาจจะแซงเวิร์คพอยท์ ที่มีรายการวาไรตี้โชว์เป็นหลักในเดือนธันวาคมนี้ 

นอกจากนี้ยังสะท้อนว่าตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมาที่โมโน มีเรตติ้งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และชนะช่อง 8 ในปี 2559 และปัจจุบัน เดินถูกทางที่ในกลุ่มผู้ชมมีความต้องการที่หลากหลาย และมีผู้ชมของช่องแน่นอน หากมีคอนเทนต์ที่ดีจริงมานำเสนอ

นั่นคือสิ่งที่แม้ว่าจะมีช่องอื่น ๆ เดินตามทั้งไทยรัฐทีวี ทรู4ยู ที่พยายามนำหนังมาเติมผังในบางเวลา แต่สำหรับโมโนแล้ว บอกได้ว่าไม่สะเทือน

ไทยรัฐทีวี เพิ่งร่วมมือกับค่ายกันตนาและเมเจอร์ปั้นรายการช่วง เอ็มเธียเตอร์ ออนแอร์ศุกร์ 4 ทุ่ม และวันอาทิตย์เที่ยง นำหนังจากทั้งฮอลลีวู้ด บอลลีวู้ด และไทยมาออนแอร์ ส่วนช่องทรู4ยู ก็มีหนังมูฟวี่เวิลด์ ทุกวัน ช่วง 9 โมงเช้า มีหนังไทยมูฟวี่ฮิต วันพุธ 3 ทุ่มครึ่ง และศุกร์อาทิตย์ 3 ทุ่ม

***สัญญาลิขสิทธิ์หนังพรีเมี่ยมยาว 7-8 ปี

นวมินทร์  ประสพเนตร  กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด กล่าวว่า โมโนมีคลังหนังพรีเมี่ยม บล็อกบัสเตอร์ที่ใหม่ที่สุด หลังออกจากโรงหนังไม่เกินปีครึ่ง ใครที่มาทีหลัง ก็ได้หนังที่โมโนเลือกไม่เอาแล้ว เรียกได้ว่าโมโนได้ของดีมาหมดแล้ว 

นี่คือบทพิสูจน์วิธีคิดที่ว่า เมื่อมีช่องทีวีมาก ก็ต้องทำ Positioning ให้แตกต่าง และมีจุดเด่น เพราะตลาดกว้างพอ จุดแข็งของโมโนคือเรานำหนังมาฉายอยู่แล้ว พอมีช่องก็ปักธง ตลาดนี้เราทำเซ็กเมนต์ใหม่ขึ้นมา คือกลุ่มที่ไม่ดูละคร ส่วนคนดูละครก็ไม่ได้ชอบดูทุกเรื่อง บางเรื่องไม่โดน ผู้ชมก็หาอย่างอื่นดูทันที” 

สำหรับงบลงทุนคอนเทนต์ทั้งหมดปีหน้ายังคงไม่ต่างจากช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยปีละ 600-800 ล้านบาท โดยในผัง 65% เป็นหนัง ซีรี่ส์ 25% เป็นข่าวสารสาระ และ 10% เป็นวาไรตี้

เมื่อเรตติ้งดีขึ้นต่อเนื่อง โมโนจึงเตรียมขึ้นอัตราค่าโฆษณา ตามเรตการ์ดไพรม์ไทม์สูงสุดเฉลี่ยปัจจุบัน 1.2 แสนบาท จะเพิ่มเป็น 1.5 แสนบาท 

ความมั่นใจของโมโนคือมีพันธมิตรสตูดิโอหนังเกือบทั้งหมด ในฝั่งฮอลลีวู้ด ทั้งวอร์เนอร์ บราเธอร์ส , วอลท์ ดิสนีย์ , ยูนิเวอร์แซล , พาราเม้าท์ , โซนี่ , ซีบีเอส , มิราแม็กซ์ สัญญาผูกขาดนาน 7-8 ปี

สำหรับระดับของหนัง แบ่งเป็นพรีเมี่ยม บล็อกบัสเตอร์หนังฟอร์มใหญ่ ที่ได้รับความนิยมสูงจากฮอลลีวู้ด ฮิต มูวี่ส์หนังหลากหลายแนว  และเมกะ มูวี่ส์หนังภาคต่อ

ที่มีการผลิตออกมาหลายภาค รวมคลังหนังของโมโนมีอยู่กว่า 1,000 เรื่อง

นวมินทร์ กล่าวว่าในแต่ละสัปดาห์ที่จัดหนังลงผัง แต่ละเรื่องจะได้กลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ชมวัยทำงาน ผู้ใหญ่ และอยู่ในต่างจังหวัดมากกว่า ดังนั้นการจัดผังโดยยิงหนังยาว จึงเริ่มหลัง 6 โมงเย็นที่คนต่างจังหวัดส่วนใหญ่กลับถึงบ้านแล้ว

อย่างเช่นเรื่อง พรีเมี่ยม บล็อกบัสเตอร์ ภาพยนตร์ฝรั่ง เรื่อง Iron Man 3 ที่ออนแอร์วันที่ 5 ..2560 เริ่มช่วงแรก เวลา 18.18-20.15 น. ได้เรตติ้ง 3.001 ช่วงสอง เวลา 20.20-21.03 . ได้เรตติ้ง 3.682

หนังพรีเมี่ยม บล็อกบัสเตอร์ ช่วงเย็นบางวันอาจเป็นหนังจีน หรือหนังฮอลลีวู้ด เมื่อจบแล้วอาจต่อด้วยพรีเมี่ยม บล็อกบัสเตอร์ เช่นกัน หรือ พรีเมี่ยมซีรี่ส์ เช่นวันที่ 6 ..โมโนเลือกเรื่อง Prince of Persia : The Sands of Time ออนแอร์เวลา 20.38-22.55 . ต่อจากเรื่องหนังจีน เรื่อง Fearless จอมคนผงาดโลก 

Prince of Persia : The Sands of Time ที่ชนกับเวลาละครช่องใหญ่โดยตรง แม้เรตติ้งไม่ชนะช่องใหญ่ แต่ก็ยังเก็บกลุ่มผู้ชมหลักไว้ได้ โดยเฉลี่ยเกิน 2 เรื่องนี้ได้เรตติ้ง 2.092 ในต่างจังหวัด 2.157 กทม. 1.715 กลุ่มผู้ชมชาย 2.583 หญิง 1.624 ได้เรตติ้ง 2 ขึ้นไป จากกลุ่มอายุมากกว่า 30 ปี

ผลงานของช่องโมโน ซึ่งใช้หนังเป็นอาวุธปูพรมในผังถึง 12 ชั่วโมง ทำให้เรตติ้งของช่องโมโนในปี 2558 อยู่ที่ 0.301 อยู่ในอันดับ 4  แต่ปี 2559 และ 10 เดือนแรกของปี 2560 ขยับมาที่ 0.536 และ 0.688 แซงช่อง 8 มาเป็นที่ 4 เป็นที่เรียบร้อย และในเดือน พ..ที่ผ่านมาโมโนได้เรตติ้งเฉลี่ยทั้งเดือน 0.739 ตามเบียดช่องเวิร์คพอยท์ที่ได้ที่ 3 ด้วยเรตติ้ง 0.784

การแข่งขันของธุรกิจทีวีดิจทัลมีหลายโมเดลที่ทำให้แต่ละช่องสำเร็จได้ในแง่ของเรตติ้งและรายได้ สำหรับโมโนแล้ว รู้ตัวว่าจุดแข็งที่มีของตัวเองคืออะไร เริ่ม และทำต่อเนื่องจริง ผู้ชมก็พร้อมเป็นแฟนของช่องได้ทันที.

]]>
1151340