เครือเจริญโภคภัณฑ์ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 01 Sep 2021 03:35:55 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ซีพีเตรียมเร่งขยายต่างประเทศ ปรับโครงสร้างธุรกิจกลุ่มค้าปลีก ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนร้านทั่วภูมิภาค ต่อยอดออนไลน์ออฟไลน์ https://positioningmag.com/1349545 Wed, 01 Sep 2021 03:30:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1349545 “ธุรกิจค้าปลีกเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยบนเวทีโลก

และเป็นธุรกิจที่ประเทศไทยสามารถประสบความสำเร็จบนเวทีโลกได้”

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานกรรมการ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)

 

“เราต้องการให้ธุรกิจค้าปลีกของเราทั่วโลกทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มให้กับเกษตรกร ผู้ผลิตและ SME ไทย ให้สามารถนำผลผลิตและสินค้าไปขายในต่างประเทศได้”

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานกรรมการ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)

 

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) โดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ประกาศว่าเครือซีพีตั้งเป้าขยายร้านค้าปลีกและร้านค้าส่งของเครือให้ได้อย่างรวดเร็ว ทั่วภูมิภาค ซึ่งรวมถึงสาขาของสยามแม็คโคร และศูนย์ค้าปลีกค้าส่งรูปแบบอื่นๆ ในเครือซีพี

ปัจจุบัน เครือซีพีมีธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจค้าส่งอยู่ในประเทศจีน มาเลเซีย อินเดีย กัมพูชา เมียนมา ภายใต้แบรนด์และรูปแบบร้านค้าที่หลากหลาย รวมจำนวนประมาณ 337 ร้านค้า

นายศุภชัย กล่าวว่า “ธุรกิจค้าปลีกเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยบนเวทีระดับโลก และเป็นธุรกิจที่ประเทศไทยสามารถประสบความสำเร็จบนเวทีโลกได้ นี่คือวิสัยทัศน์ร่วมกันของธุรกิจในกลุ่มค้าปลีกและค้าส่งในเครือซีพี”


เพิ่มความคล่องตัวและเพิ่มประสิทธิภาพ

“เพื่อที่จะประสบความสำเร็จบนเวทีโลกที่ซับซ้อน เราต้องตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เพื่อนำบริษัทในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกของเครือซีพีขยายธุรกิจและแข่งขันกับผู้ประกอบธุรกิจในเวทีระดับโลก หากเมื่อมีการปรับโครงสร้างธุรกิจต่างๆ หลังได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นแล้ว จะทำให้สยามแม็คโคร กลายเป็นบริษัทแม่ของ บริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด”

“การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความคล่องตัวในการตัดสินใจต่างๆ และยังมีประโยชน์อื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นด้วย ก็คือ จะช่วยทำให้แม็คโคร และโลตัสส์ มีความคล่องแคล่ว รวดเร็ว (Agility) ในการเดินหน้าสู่ความสำเร็จบนเวทีระดับนานาชาติ” นายศุภชัย กล่าว


เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วไป

ในการประชุมคณะกรรมการบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 31 สิงหาคม คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบที่จะนำเสนอต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ที่จะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนตุลาคม เพื่อให้อนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียน บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จากปัจจุบัน 2,400 ล้านบาท เป็น 5,586 ล้านบาท โดยการเปิดขายหุ้นใหม่ จำนวน 6,372,323,500 หุ้น ที่ราคาพาร์ หุ้นละ 0.5 บาท ซึ่งในจำนวนนั้น จะเป็นการเปิดขายให้กับประชาชนทั่วไป จำนวน 1,362,000,000 หุ้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเดินหน้าตามแผนการขยายธุรกิจในต่างประเทศ และแผนธุรกิจอื่นๆ

นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจสยามแม็คโคร กล่าวว่า “เราต้องการเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจที่มีอนาคตการเติบโตที่น่าตื่นเต้นบนเวทีระดับนานาชาติ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนที่มากขึ้นให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของแม็คโคร โดยบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการเป็นเจ้าของบริษัทฯ ให้กับประชาชนทั่วไป ถึง 2 เท่า จากเดิมสัดส่วนที่ประชาชนทั่วไปร่วมเป็นเจ้าของ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) อยู่ที่ 7% จะเพิ่มเป็นมากกว่า 15% ในขณะที่ จำนวนการถือหุ้นของเครือซีพี ในบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จะลดลงจาก 93% เหลือประมาณ 85%”

การปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทต่างๆ ครั้งนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินการของ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) และบริษัทอื่นๆ ที่ดำเนินการอยู่

“พนักงานทั้งหมด ผู้บริหาร การจัดการและงานประจำวัน ฟอร์แมตธุรกิจ การวางตำแหน่งทางธุรกิจ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และซัพพลายเออร์ จะยังคงอยู่และดำเนินการเช่นเดิม โดยการปรับโครงการธุรกิจครั้งนี้จะไม่มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องบุคลากร และจะไม่มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมของบริษัทฯ ทั้งนี้การดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ตามแนวทางการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งนี้ ยังคงต้องผ่านการเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น รวมถึงการอนุมัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายศุภชัยกล่าว


‘แพลตฟอร์มแห่งโอกาส’

นายศุภชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดโครงสร้างใหม่ของธุรกิจค้าปลีกเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือซีพีบนเวทีนานาชาติครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุนกลยุทธ์ ‘แพลตฟอร์มแห่งโอกาส’ ที่เครือซีพีเพิ่งประกาศไปก่อนหน้านี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในระบบเศรษฐกิจโลกยุคหลังวิกฤตโควิดด้วย “การสร้างแพลตฟอร์มให้กับบริษัทอื่นๆ จากประเทศไทย และผลิตภัณฑ์ของคนไทย เพิ่มศักยภาพการทำธุรกิจของพวกเขาให้ได้มากที่สุด”

“เราต้องการให้ธุรกิจค้าปลีกของเราทั่วโลกทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มให้กับเกษตรกร ผู้ผลิต และ SME ไทยนับหมื่นๆ ราย ให้สามารถนำผลผลิตและสินค้าไปขายในต่างประเทศ”

“การขยายช่องทางค้าปลีกในตลาดโลกให้มากขึ้นสำหรับสินค้าไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลผลิตทางการเกษตร และอาหารสด คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยสานฝันของประเทศไทยในการเป็น ‘ครัวของโลก (Kitchen of the World)’ โดยร้านค้าของเครือซีพีจะทำหน้าที่เสมือนท่อธุรกิจที่ลำเลียงนำธุรกิจขนาดเล็กๆ จากประเทศไทย ให้เข้าสู่ตลาดใหม่ได้ พร้อมกับนำผลผลิตและสินค้าของไทยไปนำเสนอ สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของเขาเอง ตลอดจนเสริมสร้างความแข็งแกร่งในทุกสถานการณ์ (Resilience) ให้กับธุรกิจของเรา” นายศุภชัย กล่าว


ยักษ์ใหญ่ระดับโลก

ประเทศไทยได้รับการยอมรับในวงการค้าปลีกระดับสากล จากการที่ธุรกิจค้าปลีกของไทยสามารถคว้ารางวัลยอดเยี่ยมด้านนวัตกรรม จากสมาคมค้าปลีกที่มีชื่อเสียงระดับโลก และยังเป็นเจ้าของกิจการค้าปลีกระดับแลนด์มาร์คในหลายประเทศ อย่างไรก็ดี อาจจะยังไม่สามารถเทียบกับยักษ์ใหญ่ของวงการค้าปลีกระดับโลกได้

“ขนาดของธุรกิจ (scale) ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของธุรกิจค้าปลีกระดับโลก นั่นคือเหตุผลที่ในโลกปัจจุบัน บริษัทค้าปลีกระดับโลกจะเป็นบริษัทขนาดยักษ์ใหญ่ ยกตัวอย่างผู้ค้าปลีก 2 รายที่ใหญ่ที่สุดของโลก สามารถสร้างยอดขายของแต่ละรายได้มากกว่าขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศไทย จึงเป็นความท้าทายของธุรกิจค้าปลีกของไทยในการไปแข่งขันในระดับโลก”

“ผมมั่นใจว่า การร่วมมือกับธุรกิจอื่นๆ ในประเทศไทย การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีเป้าหมายชัดเจน ตลอดจนมีเงินทุนที่เพียงพอ จะส่งผลให้ประเทศไทยมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศที่ค่อนข้างใหญ่ และมีนัยสำคัญได้ในอนาคตอันใกล้นี้” นายศุภชัย กล่าว

นางสุชาดากล่าวว่า “แม็คโคร ได้สนับสนุนลูกค้าผู้ประกอบการต่างๆ มากมายในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย เช่น ร้านโชห่วย มินิมาร์ท ตลอดจนโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยงอย่างแข็งขัน มาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 32 ปี ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด เราได้คัดสรรสินค้าที่หลากหลาย ครบครัน มีคุณภาพดี ในราคาขายส่ง เพื่อให้ลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อยสามารถลดต้นทุน ประกอบธุรกิจได้อย่างมีกำไร และเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้เรายังมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่คู่ค้าทุกคนวางใจ พร้อมสนับสนุนลูกค้าผู้ประกอบการของเราให้พัฒนาธุรกิจและเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเร่งขยายธุรกิจต่างประเทศของเราในอนาคต จะสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตสินค้ารายย่อย (เอสเอ็มอี) และเกษตรกร ผู้ผลิตอาหารสด สินค้าสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการขยายตลาดและเติบโตในเวทีโลกต่อไป” นางสุชาดา กล่าว

]]>
1349545
“แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ” ในเครือ CP ปิดดีลเข้าซื้อกิจการ Chilindo มูลค่า 558 ล้านบาท https://positioningmag.com/1291532 Fri, 07 Aug 2020 09:33:59 +0000 https://positioningmag.com/?p=1291532 แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเครือ CP ประกาศเข้าซื้อกิจการ “Chilindo” แบรนด์อีคอมเมิร์ซรูปแบบประมูล เสริมแกร่งแพลตฟอร์มห้างสรรพสินค้าออนไลน์วีมอลล์ We Mall

เสริมพอร์ตอีคอมเมิร์ซให้ CP

บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด เป็นบริษัทหนึ่งในเครือ CP ดูแลธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งตั้งเป้าหมายเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันได้บริหาร “WeMall” ห้างสรรพสินค้าออนไลน์สินค้าแบรนด์เนมระดับพรีเมียม รวมไปถึงร้านค้าออนไลน์ Weloveshopping

ล่าสุดได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Chilindo เข้าไปอีกหนึ่งแพลตฟอร์ม จะช่วยเสริมศักยภาพให้เครือเจริญโภคภัณฑ์มีฐานธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่แข็งแกร่งมากขึ้น

Chilindo เป็นเว็บไซต์ประมูลสินค้าออนไลน์ มีบริษัทแม่อยู่ที่ฮ่องกง ใช้รูปแบบของ Gamification หรือ การเล่นเกมการประมูล และจะซื้อก็ต่อเมื่อชนะประมูลในราคาที่ตนเองต้องการ โดยกำหนดราคาประมูลขั้นต่ำที่ 1 บาท จึงทำให้ผู้ที่เข้ามาใช้แพลตฟอร์มนี้แตกต่างจากการเข้าใช้งานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ

chilindo

โดย Chilindo มีความโดดเด่นในด้านราคา เน้นการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ผู้บริโภคยอมรับได้ ไม่ใช่ราคาที่ร้านค้าเป็นผู้กำหนดไว้ อย่างแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์อื่นๆ ในปัจจุบัน อีกทั้งการซื้อสินค้าทุกชิ้นยังสามารถทำการตรวจสอบย้อนกลับไปได้

โดยการลงทุนครั้งนี้ให้บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด เข้าไปซื้อหุ้น 100% มูลค่าประมาณ 18 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณกว่า 558 ล้านบาท จาก Chilindo

อีคอมเมิร์ซคืออนาคต

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เปิดเผยว่า

“วิกฤต COVID-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทั้งเศรษฐกิจ การค้าขาย และการใช้ชีวิตของผู้คน แต่ก็แฝงไว้ด้วยโอกาสให้กับผู้ประกอบการหากปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เข้าสู่สังคมปกติวิถีใหม่ หรือ New Normal และสร้างโอกาสให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซกลายเป็นช่องทางหลักหรือ Mainstream ในการทำธุรกิจ เป็นอีกหนึ่งความหวังในการช่วยกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย และที่สำคัญอีคอมเมิร์ซคือธุรกิจแห่งอนาคตของโลกยุค 4.0”

ทั้งนี้แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ ในปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม WeMall ซึ่งเป็นเสมือนห้างสรรพสินค้าออนไลน์ จึงตัดสินใจเข้าไปลงทุนใน Chilindo มีเป้าหมายที่จะยกระดับให้เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ซึ่งจะเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยจากการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ นอกจากนี้ได้วางแผนนำ Chilindo บุกตลาดอีคอมเมิร์ซในต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างแบรนด์อีคอมเมิร์ซของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ปัจจุบันธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยในประเทศไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท และนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในปี 2563 ส่งผลให้มีมูลค่าการเติบโตสูงขึ้นไปอีก ซึ่งคาดว่าตัวเลขมูลค่าการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซในปี 2563 จะเติบโตถึง 19% โดยประมาณการมูลค่าการซื้อขายออนไลน์ในประเทศคิดเป็น 1.5% ของการบริโภคภาคเอกชน หรือ 0.8% ของ GDP ทั้งปี

]]>
1291532
เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี พร้อมบุกตลาดเมืองไทยเต็มตัว เผยโฉมรถใหม่ภายใต้แบรนด์ MG รุ่นแรก ปี 2557 https://positioningmag.com/57418 Wed, 20 Nov 2013 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=57418

“เซี่ยงไฮ้ ออโตโมทีฟ” หรือ SAIC ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ร่วมทุนกลุ่มซีพี (CP) ตั้งบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์แบรนด์อังกฤษ “MG” บุกตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในไทยและอาเซียน พร้อมอัดฉีดเงินกว่า 9,000 ล้านบาทตั้งฐานการผลิตในไทย ด้วยกำลังการผลิตสูงสุดถึง 50,000 คันต่อปี โดยจะเริ่มจำหน่ายรุ่นแรก คือ MG6 ในปี 2557

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ร่วมกับ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโต้โมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Shanghai Automotive Industry Corporation – SAIC) แถลงข่าวการจัดตั้งบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ MG แบรนด์เก่าแก่จากประเทศอังกฤษ ภายใต้ชื่อบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด (SAIC Motor-CP Co., Ltd) ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 51% เป็นของ SAIC และ 49% เป็นของซีพี

นายธนากร เสรีบุรี รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์และประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม เครือซีพี และประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด กล่าวว่า “ตลาดรถยนต์เมืองไทยถือเป็นตลาดที่มีความตื่นตัวและมีผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีคุณภาพและมีความหลากหลาย เมื่อเราจะเข้าสู่ตลาด เราจึงมองหาแบรนด์รถยนต์ระดับโลกที่โดดเด่นทั้งในด้านเทคโนโลยีและการออกแบบ รวมทั้งพันธมิตรธุรกิจที่มีความเป็นมืออาชีพ ซึ่ง MG และ SAIC ตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี”

“เอ็มจีเป็นรถยนต์สัญชาติอังกฤษที่มีประวัติยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ แม้ในปี 2548 บริษัทเซี่ยงไฮ้ ออโตโมทีฟฯ ได้เข้าควบรวมกิจการ แต่ยังคงดำเนินงานการพัฒนาและออกแบบ รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ด้านวิศวกรรมยานยนต์ ในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เอ็มจีจึงเป็นรถยนต์เทคโนโลยียุโรป เพียงแต่ดึงความเชี่ยวชาญของการหาแหล่งชิ้นส่วนและการควบคุมคุณภาพของเซี่ยงไฮ้ฯ ซึ่งมีหุ้นส่วนธุรกิจอยู่ทั่วโลก มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งมอบสินค้าและบริการ ของเซี่งไฮ้ออโตโมทีฟฯ เพื่อให้ เอ็มจี เข้าถึงตลาดและลูกค้าในไทยได้อย่างรวดเร็ว” นายธนากรกล่าวเสริม

มร. หวู่ ฮวน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด กล่าวว่า ก้าวต่อไปของบริษัทฯ คือการสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ ทั่วประเทศ โดยในเบื้องต้นจะแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอย่างน้อย 30 ราย นอกจากนี้ยังได้เตรียมความพร้อมสำหรับการวางกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สอดรับกับกลุ่มเป้าหมายที่ทาง เอ็มจี ได้วางเอาไว้ในการรุกตลาดช่วงแรก รวมถึงการเตรียมการสำหรับตลาดแต่ละเซ็กเมนต์ และการตอกย้ำความเป็นแบรนด์รถยนต์สปอร์ตชั้นเยี่ยมของอังกฤษที่ได้รับการยอมรับมาเกือบ 9 ทศวรรษ

เมื่อปีที่ผ่านมา เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี ได้ตั้งโรงงานประกอบรถยนต์พวงมาลัยขวาในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์น ซีบอร์ด ซึ่งอยู่ใกล้กับท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อความสะดวกในการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ

“โรงงานแห่งนี้จะเป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่งของเอ็มจี ตั้งแต่ประเภทซับคอมแพ็กต์เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี. ขึ้นไป โดยคาดว่าจะสามารถรองรับการผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศและส่งออกได้ภายในช่วง 2 ปีแรก หลังจากนั้นเมื่อมีการขยายกำลังการผลิตในเฟสสองจึงจะสร้างโรงงานแห่งใหม่”

มร. หวู่ ฮวน กล่าวทิ้งท้ายว่า รถยนต์ เอ็มจี ที่จะออกสู่ตลาดเมืองไทยในปี 2557 นั้น มุ่งเจาะกลุ่มผู้ใช้รถกลุ่มใหญ่ในตลาด โดยบริษัทฯ มีความเชื่อมั่นในคุณภาพของรถซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อลูกค้าในไทยโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ทีมงานทุกฝ่ายต่างทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อให้ได้รถยนต์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งในด้านคุณภาพ ราคา การบริการหลังการขาย และการซ่อมบำรุง

เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี เตรียมจัดแสดงรถยนต์ เอ็มจี จำนวน 4 รุ่น ทั้งรถยนต์รุ่นเก่าแก่ที่เป็นที่รู้จักกันมานาน เพื่อให้ทุกคนได้หวนรำลึกถึงอดีตอันรุ่งเรืองของแบรนด์ เอ็มจี และรถยนต์ตัวแทนแห่งอนาคตของ เอ็มจี ทั้งคอนเซ็ปต์คาร์ และรถยนต์ไฟฟ้า ในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2013 ที่จะถึงนี้อีกด้วย

]]>
57418
เครือเจริญโภคภัณฑ์ ทำสัญญาซื้อหุ้นทรูทั้งหมดจาก KfW https://positioningmag.com/53600 Tue, 09 Nov 2010 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=53600

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพีกรุ๊ป จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยจะซื้อหุ้นทรูทั้งหมดจาก Kreditanstalt Fur Wiederaufbau หรือ KfW ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา ประเทศเยอรมัน

บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้รับแจ้งจาก บริษัท เครือโภคภัณฑ์ จำกัด และ Kreditanstalt Fur Wiederaufbau หรือ KfW ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นทรู โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์จะซื้อหุ้นทรูทั้งหมดจาก KfW โดยคาดว่าจะดำเนินการซื้อหุ้นได้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2553 และจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นในทรู โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 55.7 เป็น 64.7

KfW เข้าถือหุ้นในทรูตั้งแต่ปี 2543 ปัจจุบัน KfW มีหุ้นบุริมสิทธิ์จำนวน 699,333,982 หุ้น หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 9.0 ของหุ้นที่จดทะเบียนและเรียกชำระแล้วของทรู ซึ่งในการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ จะมีการแปลงสภาพหุ้นบุริมสิทธิ์จำนวนดังกล่าวเป็นหุ้นสามัญ และในขณะเดียวกันจะทำให้สิทธิ์ในการรับเงินปันผลสะสมค้างจ่ายของ KfW สิ้นสุดลง

บริษัท ขอขอบคุณที่ KfW ได้มีส่วนในการพัฒนาธุรกิจของบริษัท จนมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ และเชื่อมั่นว่า การลงนามเพื่อซื้อหุ้นจาก KfW โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของทรูในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมความมั่นคงให้กับทรูเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงความเชื่อมั่นของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยโดยรวมอีกด้วย

]]>
53600
ซีพีทุ่ม 40 ล้าน เปิดบูธ CP Food Pavilion จำหน่ายอาหารไทย ในงาน “The World Expo 2010 Shanghai China” https://positioningmag.com/52787 Wed, 04 Aug 2010 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=52787

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ลงทุนกว่า 40 ล้านบาท เปิดตัว CP Food Pavilion จำหน่ายอาหารไทยและอาเซียน ในงานระดับโลก “The World Expo 2010 Shanghai China” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 ตุลาคม 2553 ณ นคร เซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

การเข้าร่วมงานระดับโลกครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายแบรนด์ CP สู่ตลาดจีนและตลาดโลก และเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น “ครัวของโลก” ซึ่งผู้บริหารในเครือซีพีได้ให้ความสำคัญกับงานนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะในด้านของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และ การออกแบบตัวอาคารที่แสดงถึงภาพลักษณ์ที่ทันสมัย เนื่องจากงานดังกล่าวมีความยิ่งใหญ่และเป็นมหกรรมโลกซึ่งทางรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกมากกว่า 70 ล้านคน

CP Food Pavilion เป็นอาคาร 2 ชั้น ขนาดพื้นที่อาคาร 650 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในโซน B (Southeast Asia) ใกล้กับศาลาไทย โดยชั้นล่างเป็นร้านอาหารแบบ Fast Food ส่วนชั้นบนเป็นร้านอาหารแบบ Dining Style ออกแบบโดยบริษัท ดีไอ ดีไซน์ และควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างโดย บริษัท ดีแพลนส์ (เซี่ยงไฮ้) ซึ่งทั้งสองบริษัทอยู่ภายใต้กลุ่ม ดีที บริษัทอสังหาฯ ครบวงจรระดับสากล

CP Food Pavilion ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในแง่คุณภาพของอาหาร และการออกแบบตกแต่งที่สวยงาม สำหรับร้านอาหารทั้งหมดในงาน World Expo 2010 Shanghai China มีร่วม 130 ร้าน ร้านอาหารส่วนใหญ่เป็นของแบรนด์ดังระดับโลกและของในจีน ซึ่งแต่ละร้านต่างลงทุนในการออกแบบเพื่อดึงดูดความสนใจ และแสดงเอกลักษณ์ของแบรนด์ตนเองต่อสายตาชาวโลก

]]>
52787
เครือเจริญโภคภัณฑ์ รับรางวัล สถานประกอบกิจการดีเด่น https://positioningmag.com/49040 Wed, 26 Aug 2009 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=49040

เมื่อเร็วๆนี้ บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยมี คุณเจริญ แก้วสุกใส (ขวา) รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาด จำกัด และ คุณเจิมจันทน์ รัตนกาญจน์ (ซ้าย) ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้ารับประทานรางวัล สถานประกอบกิจการดีเด่น ด้านการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน ประจำปี 2552 จาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ณ ลานกิจกรรม ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์

]]>
49040
ใหม่! มินิเปา จาก “เจด ดราก้อน” https://positioningmag.com/47240 Tue, 07 Apr 2009 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=47240

เปิดตัวกันไปแล้ว สำหรับมินิเปา จาก “เจด ดราก้อน” ที่นำเอาซาลาเปา 2 ไส้ยอดนิยมมาปรับขนาดให้เล็กพอดีคำ รับประทานง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เพียงนำเข้าไมโครเวฟ 30 วินาที ก็พร้อมรับประทาน มีให้เลือกทั้ง “มินิเปา ไส้หมูสับ” และ “มินิเปา ไส้คัสตาร์ดครีม” บรรจุ 6 ชิ้นลงในถุงสวยงาม ราคาเพียง 22 บาทเท่านั้น มีวางจำหน่ายที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ และเตรียมพบกับน้องใหม่ “มินิเปา ไส้หมูแดง” เร็วๆนี้

]]>
47240
นักศึกษา MBA มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดบินลัดฟ้าจากสหรัฐอเมริกาพบเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ https://positioningmag.com/45571 Thu, 08 Jan 2009 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=45571

ปิดท้ายก่อนสิ้นปี 2551 นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วย ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการ เครือฯ และ ดร.สารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือฯ ได้ต้อนรับคณะนักศึกษาMBAจำนวนประมาณ 30 คน จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาและของโลก

ทั้งนี้นายธนินท์ ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาดังกล่าวเข้าพบและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ห้องประชุม อาคารทรู ทาวเวอร์ นอกจากนี้ยังได้เลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะนักศึกษาMBAจากม.สแตนฟอร์ดอีกด้วย

การเข้าพบนายธนินท์ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในหลักสูตรMBAของนักศึกษาม.สแตนฟอร์ด ซึ่งคณะนักศึกษาดังกล่าวเลือกเดินทางมาประเทศไทยเพื่อศึกษาถึงความเป็นมาแห่งความสำเร็จบนเวทีการค้าโลกของเครือเจริญโภคภัณฑ์

]]>
45571
เม็ดเงินโฆษณาของ RTE สื่อหลักต้องมี สื่อ Transit ตัวช่วยสำคัญ https://positioningmag.com/11468 Mon, 05 Jan 2009 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=11468

ภาพรวมของ Ready to Eat ประเภท Frozen Food นั้น มีการใช้งบโฆษณาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีนี้ คือนับตั้งแต่ปี 2006-2008 เพิ่มจาก 135,040,000 บาท เป็น 184,866,000 บาท ต่อด้วย 280,807,000 บาท หรือเติบโตขึ้น 37% และ 52% ตามลำดับ

สะท้อนให้เห็นว่า “อาหารพร้อมรับประทาน” เป็นอีกธุรกิจที่มาแรงขึ้นเรื่อยๆ

แบรนด์ที่ใช้งบโฆษณาสูงสุด 3 อันดับแรก คือ CP Food Frozen Food (51%) พรานทะเล (27%) และไก่จ๊อ 5 ดาว (18%) ตามลำดับ ทั้งนี้ 3 แบรนด์ดังกล่าวใช้งบโฆษณาคิดเป็นสัดส่วนรวมกันสูงถึง 96%

เมื่อจำแนกตามประเภทสื่อแล้วพบว่า จำนวน Frozen Food 10 กว่าแบรนด์นั้น นิยมใช้สื่อหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ขณะที่แบรนด์ใหญ่ๆ นิยมใช้สื่อแบบครบวงจร และที่ขาดไม่ได้คือ TVC โดยสื่อที่พบเห็นการเติบโตอย่างเด่นชัดคือสื่อ Transit

อันเป็นผลมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์รีบเร่ง แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางหรืออยู่บนท้องถนนนานเนื่องจากการจราจรติดขัด รวมถึงการโดยสารด้วยรถไฟฟ้า BTS และ MRT มีปริมาณสูงขึ้น ทำให้สื่อ Transit ถูกจับจองจากบรรดาแบรนด์ RTE ทั้งหลายเป็นจำนวนมาก

CP Food Frozen Food ใช้สื่อ Transit ในปี 2007 เพิ่มขึ้นจากปี 2006 ถึง 3,299% คือ จาก 450,000 บาท เพิ่มเป็น 15,294,000 บาท แม้ในปี 2008 เทียบกับปี 2007 จะติดลบ 7% ก็ตาม ขณะที่แบรนด์คุณหรีด ใช้สื่อ Transit เป็นหลัก ด้วยเม็ดเงิน 823,000 บาทในปี 2007 ซึ่งเท่ากับในปี 2008

ขณะที่ S&P Quick Meal Foods เริ่มใช้สื่อ Transit ใน 11 เดือนแรกของปี 2008 เป็นครั้งแรก

CP Food Frozen Food ใช้งบโฆษณาครบวงจรที่สุดทั้ง TVC วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร สื่อนอกบ้าน สื่อ In-store และสื่อ Transit โดยเม็ดเงินในปี 2006 ใช้ไปทั้งสิ้น 79,404,000 บาท ขณะที่ปี 2007 ใช้เพิ่มขึ้น 46% เป็น 116,090,000 บาท ขณะที่ใน 11 เดือนแรกของปี 2008 ใช้ไปทั้งสิ้น 142,548,000 บาท เพิ่มขึ้นจากรอบเดียวกันของปีที่ผ่านมา 23% โดยใช้เม็ดเงินกับ TVC มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 40% กระนั้นก็เป็นสัดส่วนที่ลดน้อยลงในแต่ละปี โดยในปี 2006 TVC มีสัดส่วนสูงถึง 69% ขณะที่ในปี 2007 ลดเหลือ 42%

Ezy Go Frozen Food แม้จะเป็นแบรนด์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้บริโภคขาประจำของ 7-eleven เนื่องจากเป็น Exclusive Brand ของคอนวีเนียนสโตร์แห่งนี้ แต่กลับเป็นแบรนด์ที่ใช้งบโฆษณาน้อยมากในปี 2006 เพียง 5,000 บาทในสื่อหนังสือพิมพ์เท่านั้น ขณะที่ปี 2007 และ 2008 ไม่มีเม็ดเงินที่ใช้ในการโฆษณาแต่อย่างใด

พรานทะเล เป็นแบรนด์เดียวที่ใช้สื่อโรงภาพยนตร์ ซึ่งมุ่งจับกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นหลัก โดยเริ่มใช้ใน 11 เดือนแรกของปี 2008 ด้วยเม็ดเงิน 6,429,000 บาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 9% ของงบโฆษณาทั้งหมดของพรานทะเล และยังคงใช้ TVC เป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 73%

S&P Quick Meal Foods ใช้สื่อ Transit คิดเป็น 19% ของงบโฆษณาทั้งหมด โดยสื่ออื่นๆ ที่ใช้คือนิตยสารมากที่สุด คิดเป็น 55% รองลงมาคือวิทยุ คิดเป็น 26% แต่ก็ถือเป็นแบรนด์ที่ใช้งบโฆษณาน้อยมาก เพียง 1,225,000 บาท เท่านั้น

ไก่จ๊อ 5 ดาว ถือเป็นแบรนด์ Frozen Food ที่ทุ่มงบกับ TVC มาก โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 96% ในปี 2008 โดยเจียดไปให้กับสื่อหนังสือพิมพ์ 2% และวิทยุ 1% เท่านั้น โดยไม่ได้ใช้สื่อ Transit แต่อย่างใด

]]>
11468
ไขรหัส “การตลาด” สูตร CP “เราไม่ได้ขายอาหาร แต่ขาย Moment ในการกิน” https://positioningmag.com/11469 Mon, 05 Jan 2009 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=11469

มืออาชีพนักการตลาดด้านอาหารประสบการณ์กว่า 15 ปี บวกกับเชฟจากโรงแรมระดับ 5 ดาว นักชิมวีไอพี พร้อมทีมวิจัยและพัฒนา กับการทำ Consumer Insight ชนิดลึกถึงรูป รส กลิ่น ดีไซน์ถาดอาหาร ไปจนถึงตกแต่งแพ็กเกจที่ต้องดึงดูดสายตา กับงบที่พร้อมอัดโฆษณาเต็มที่ ทำให้ RTE แต่ละเมนูภายใต้แบรนด์ CP ณ วันนี้เริ่มถูกออเดอร์ทุกวันจากลูกค้า

“เราไม่ได้ขายเส้น ไม่ได้ขายข้าว หรือขายอาหารในถาดเท่านั้น แต่จริงๆ เราขาย Moment การกิน เป็น Emotional กินแล้วมีความสุข RTE ของ CP จึงเน้นที่คุณภาพ สะอาด ปลอดภัย รสชาติ และความหลากหลายของเมนู ให้แต่ละมื้อลูกค้าสามารถเลือกเมนูได้ไม่ซ้ำ ให้ Food เป็น Enjoyment กินเพื่อ Relax ไม่ใช่แค่หายหิว หรือให้พลังงาน แต่กินแล้ว Happy”

เป็น Positioning ที่ชัดเจนของ RTE ภายใต้แบรนด์ CP ณ วันนี้ จนมาถึงสโลแกนที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อปี 2008 ว่า “ชีวิตที่อร่อยทุกวัน” ที่ “สุพัฒน์ ศรีธนาธร” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านการตลาดซีพีเอฟพยายามสื่อสารเพื่อสร้างความต่างของ CP ให้ต่างจาก RTE แบรนด์อื่นในตลาด

คุณภาพอาหารมาจากความแข็งแกร่งด้านฐานเงินทุนของซีพีเอฟที่สามารถลงทุนโรงงานและกระบวนการผลิตได้เต็มที่ กับความได้เปรียบในการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบตั้งแต่อาหารสัตว์ ผลิตเนื้อสัตว์ และประสบการณ์รับจ้างผลิตอาหารแบบ OEM (Original Equipment Manufacturing) ส่งให้แบรนด์อาหารดังๆ ทั่วโลกมาก่อน เมื่อต้องการนำสินค้าที่อยู่ปลายทางของธุรกิจอาหารเพื่อเสิร์ฟให้ลูกค้ารับประทานได้ตามยุทธศาสตร์ “From Farm to Table” จึงไม่ใช่เรื่องยาก

รสชาติอาหาร และความหลากหลายของเมนูได้มาจากทีมวิจัยและพัฒนาด้านอาหาร โดยมีอดีตเชฟใหญ่ของโรงแรมระดับ 5 ดาวปรุงส่วนผสม มีนักชิม และผู้เสนอเมนูคือผู้บริหาร พนักงานในบริษัท และลูกค้าทุกคน และที่สำคัญคือการนำหลัก Consumer Research มาใช้อย่างสมบูรณ์แบบ

กระบวนการทำตลาดโฆษณาประสัมพันธ์ที่ครบวงจร โดยมีเอเยนซี่ “โอกิลวี่ฯ” เป็นที่ปรึกษา โดยเฉพาะการใช้สื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นโลนออนไลน์ สื่อทีวี หรือบนท้องถนน ยิ่งทำให้ RTE ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่เป็ด สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า ผัดไทกุ้ง ยิ่งน่ารับประทานมากขึ้น

เพียง 2 ปีครึ่ง RTE ของ CP มีส่วนแบ่งตลาด RTE ในไทยแล้วประมาณ 20% และแน่นอนเป้าหมายต้องเกิน 50% และภายใน 5-10 ปีข้างหน้า “สุพัฒน์” บอกว่าแบรนด์ CP จะเป็น Global Brand ด้านอาหารของโลก เมื่อผู้บริโภคนึกถึงอาหาร จะมีแบรนด์ CP อยู่ในใจ

5 ปีที่แล้ว “สุพัฒน์” Walk in มาสมัครงานที่ซีพีเอฟ ท่ามกลางวิกฤตไข้หวัดนกที่ส่งผลต่อการขาย “เนื้อไก่” ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของซีพีเอฟ ขณะที่วิกฤตกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นโยบายจากเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ก็ชัดเจนว่าการสร้างแบรนด์จะทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นมากขึ้น นอกเหนือจากเป้าหมายเดิมที่เคยวางไว้ว่า “แบรนด์” จะทำให้ซีพีเป็นครัวโลก พร้อมกับการเพิ่มไลน์การผลิตมาที่ RTE จึงต้องเน้นกลับมาสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง เพราะในช่วงนั้นผู้บริโภคต่างรู้จักชื่อของซีพี แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครจำโลโก้ได้ ทั้งที่โลโก้เดิมซึ่งเป็นรูปลูกเจี๊ยบ และตัวอักษร “ซีพี” ถูกใช้อยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารสดมานานกว่า 50 ปี

ช่วงนั้น “สุพัฒน์” ต้องคุยกับ “แม่บ้าน” สื่อสารให้กลุ่มนี้ซึ่งเป็นฐานลูกค้าเดิมของเนื้อไก่ซีพีมั่นใจว่าปลอดเชื้อ พร้อมกับการดีไซน์แพ็กเกจใหม่เน้นสีแดง และใส่โลโก้ใหม่ที่จดจำง่าย มีเพียงตัวอักษร CP สีแดงบนพื้นเหลืองเท่านั้น มาจนถึงไก่ปรุงสุก ที่ยอดขายดีขึ้นเรื่อยๆ การนำ Consumer Research มาใช้อย่างจริงจัง สำรวจทุกเดือนจนพบว่า RTE ที่เป็น Complete Meal หรืออาหาร 1 ที่ก็อิ่มได้ กำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค จากนั้นเมนู RTE ก็ทยอยเข้าสู่ตู้แช่ในโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ และขึ้นเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร ขณะที่ “สุพัฒน์” ต้องเพิ่มกลุ่มที่ต้องพูดคุยด้วยตั้งแต่เด็ก และคนรุ่นใหม่มากขึ้น

กว่าจะได้ 1 เมนูพร้อมเสิร์ฟ

1 เมนูสำหรับ CP ต้องใช้เวลาพัฒนา 4-6 เดือน นับตั้งแต่มีผู้เสนอเมนูซึ่งอาจมาจากผู้บริหารที่ไปเจอระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ หรือบนเครื่องบิน มาจากการวิจัยความต้องการของผู้บริโภค มาจากฝ่ายตลาด ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ซึ่ง “สุพัฒน์” บอกว่าเมนูมาได้จากทุกทาง แต่โดยขั้นตอนหลักๆ ทุกเมนูต้องผ่านการพิจารณาของคณะทำงานพัฒนาสินค้าใหม่ (New Product Development Committee) ซึ่งมีผู้แทนจากหลายส่วน ทั้งวิจัยและพัฒนา ฝ่ายโรงงาน การตลาด การเงิน โลจิสติกส์ ฝ่ายจัดซื้อ เพราะแต่ละส่วนต้องช่วยกันตอบโจทย์ เช่น การตลาดต้องบอกว่าเมนูนี้สนองความต้องการของลูกค้าและการขายได้หรือไม่ โรงงานดูความเป็นไปได้ในการผลิต การเงินดูเรื่องต้นทุน โลจิสติกส์เรื่องการขนส่ง ฝ่ายจัดซื้อพิจารณาวัสดุอุปกรณ์ตั้งแต่ส่วนประกอบอาหาร ไปจนถึงถาดใส่อาหาร

หลักในการผลิตสินค้าด้านอาหารนั้น “สุพัฒน์” บอกว่าต้องเน้นความสำคัญเรื่องความปลอดภัย (Food Safety) เพราะสิ่งที่ผู้บริโภครับประทานต้องไม่ให้เกิดความผิดพลาด RTE ต้องเสนอเมนูให้ถูกใจลูกค้า การวิจัยและพัฒนาต้องลบจุดอ่อนของอาหารนั้น เช่น เนื้อเป็ด โดนความร้อนแล้วเก็บไว้จะกลายเป็นสีเขียว ผู้บริโภคจะนึกว่าเสีย R&D ก็ต้องพยายามแก้ปัญหาให้เป็ดไม่กลายเป็นสีเขียว เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจมากขึ้น

สุดท้ายก่อนนำสินค้าวางตลาดต้องทดสอบกับกลุ่มลูกค้าอย่างละเอียดโดยเฉพาะการทำ “Blind Test” คือการนำอาหารมาให้ลูกค้าชิม โดยไม่บอกว่าเป็นสินค้าแบรนด์ใด โดยตั้งคำถามกับลูกค้า ตั้งแต่รูปลักษณ์แพ็กเกจ ลักษณะอาหาร รสชาติ และราคา
กระบวนการต้องชัดเจนตั้งแต่ต้น ซีพีเอฟต้องละเอียด เพราะจะมีผลต่อไลน์การผลิต หากต้องเปลี่ยนแปลงภายหลังจะมีต้นทุนเพิ่มเพื่อปรับไลน์การผลิต ซึ่งหมายถึงความไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ

ทดลองจนถึงลอยัลตี้

เป้าหมายของ CP นับจากนี้คือการขยายฐานลูกค้า ดึงกลุ่มลูกค้าใหม่ให้เข้ามาทดลองสินค้า กลายเป็นลูกค้าประจำ และภักดีของแต่แบรนด์ (Brand Trial to Brand Loyalty)

“สุพัฒน์” ย้ำว่า การทำให้เกิดการซื้อซ้ำมีลูกค้าประจำได้นั้นต้องมีเมนูใหม่ต่อเนื่อง เพื่อดึงลูกค้าไว้ตลอดเวลา เพราะหากลูกค้าหันไปทดลองแบรนด์อื่นๆ แล้วติดใจ ก็ยากที่จะกลับมา หลักการคือต้องโปรโมชั่นบ่อย สื่อสารได้ถูกทางและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งที่ผ่านมา CP สำรวจพบว่า กลุ่มลูกค้าใหม่ที่ได้เข้าทดลองมีประมาณ 50-60% ที่กลับมาซื้อซ้ำ

CP มีที่ปรึกษาในการสร้างแบรนด์ ทำสื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และซื้อสื่อ คือกลุ่มโอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์มาโดยตลอด เพราะความคุ้นเคยกับ “สุพัฒน์” ตั้งแต่เคยทำแบรนด์อาหารอื่นมาก่อนหน้านี้

อีกกลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ลอยัลตี้คือการทำบัตรสมาชิก ให้ส่วนลดแก่ลูกค้าเมื่อซื้อสินค้าในร้านซีพี เฟรชมาร์ท

สื่อสารครบวงจร

องค์ประกอบสุดท้ายที่สำคัญคือโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่ง “สุพัฒน์” ย้ำว่าต้องไม่โฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างแบรนด์จนรู้สึกว่าเป็นการบอกเกินจริง (Over Claim) เข้าใจง่าย และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ในช่วงเริ่มแรก CP ใช้สื่อทีวี เพื่อนเน้นย้ำแบรนด์ และโลโก้ใหม่ โดยเฉพาะในช่วงไข้หวัดนก ที่เน้นสินค้าไก่สด และไก่ปรุงสุก เพื่อสื่อสารให้กลุ่มเป้าหมายมั่นใจว่าภายใต้แบรนด์ CP เป็นอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย

หลังจากนั้นเมื่อมีผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุง หรืออาหารกลุ่ม Snack และ RTE ได้เข้าไปเป็นสปอนเซอร์หลักให้กับเรียลลิตี้โชว์ AF ซึ่งผลตอบรับดี เพราะสามารถสร้างความจดจำให้กับคนรุ่นใหม่ได้

ในช่วงปี 2008 เริ่มใช้สื่อนอกบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มขนส่ง เคลื่อนที่ (Transit) มากขึ้น เช่นในรถไฟฟ้า “มัปปี้”ตามป้ายรถเมล์ ริมถนน ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย RTE ส่วนใหญ่จะอยู่นอกบ้าน และเห็นสื่อเหล่านี้มากขึ้น นอกจากนี้เริ่มใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งมีทั้งผ่านเว็บไซต์ของ CP เอง ภายใต้เว็บ cpbrandsite.com และเว็บไซต์ของฮอตเมลมากขึ้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มหมายที่ทำงานออฟฟิศมากขึ้น

ณ วันนี้แม้ยอดขาย CP วิ่งมาอย่างรวดเร็ว แต่ “สุพัฒน์” บอกว่าทีมของซีพีเอฟยังมีโจทย์ที่ต้องทำอีกมาก เพื่อให้ CP บรรลุเป้าหมาย นับจากนี้ CP จึงเตรียมเมนูอีกมากมายลงตลาด เตรียมการสื่อสารโฆษณาอย่างเต็มที่ นี่คือสัญญาณที่บอกว่าการแข่งขันในธุรกิจ RTE กำลังออกรสเป็นอย่างยิ่ง

วิจัยลึกให้รู้รสนิยม

สำหรับกระบวนการวิจัย Consumer Research Product Test แบบ Blind Test ของ CP มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

1. การเลือกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมีหลายกลุ่ม ทั้งโสด ไม่โสด มีบุตร และไม่มีบุตร เคยกินอาหารประเภทนี้หรือไม่ภายใน 1 เดือน ซื้อที่ไหน เลือกมา 5-6 กลุ่ม กลุ่มละ 8-10 คน ทำ Group Discussion ครั้งละประมาณ 3 ชั่วโมง

2. ข้อมูลต้องการจากกลุ่มเป้าหมาย

แพ็กเกจและภาชนะ จะครอบคลุมทั้งเรื่องของความสวยแพ็กเกจและภาชนะ ขนาดที่จะจัดเก็บเปลืองพื้นที่ในตู้เย็น และลักษณะของภาชนะ

รสชาติอาหาร จะดูความเหมาะสมของรสชาติกรณีที่ซื้อทานเอง และกับคู่แข่งเพื่อดูว่าแพ้หรือชนะตรงไหน เช่น ลักษณะเนื้อไก่ รสชาติ เช่น แกงไก่ มีเนื้อไก่ ระหว่างมีหนังกับไม่มีหนังชอบแบบไหนมากกว่ากัน

ลักษณะของอาหาร เช่น เกี๊ยวกุ้ง ความหนาหรือบางของแป้ง การจับจีบเกี๊ยว หากจีบเยอะผู้บริโภครู้สึกว่าสวยดี แต่หากจีบไม่ดี แป้งจะแข็ง ไส้เกี๊ยวของเกี๊ยวกุ้งที่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขาย โดยเฉพาะที่ต่างประเทศ เพราะเห็นกุ้งเป็นตัวที่ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่ากว่า ต่างจากที่อยู่ในตลาดอาหารประเภทกุ้งที่ไม่ค่อยเห็นตัวกุ้ง หรืออย่างเกี๊ยวหมู ถ้าปั้นเป็นก้อนกลม ผู้บริโภคจะรู้สึกว่ามีไส้เยอะ ถ้าปั้นแบนจะรู้สึกว่าได้ไส้น้อย หรือแม้แต่การวางเส้นในถาดวางแบบรายเรียบ และวางแบบนูนความรู้สึกก็ต่างกัน

ราคาอาหาร จะดูเรื่องของ Purchase Intention ราคาเท่าไหร่จึงยอมตัดสินใจซื้อโดยหลักการแล้วราคาที่แตกต่างกันทุก 5 บาท หรือขึ้นราคาเพียง 5 บาท ก็มีผลต่อยอดขายถึง 10%

แพ็กเกจ ถาดอาหารดีไซน์ดี พร้อมน้ำจิ้ม เพิ่มยอดขาย

“เกี๊ยวกุ้ง” เป็นกรณีศึกษา ที่ “CP” ใช้กระบวนการตลาดอย่างครบถ้วน คิดตั้งแต่ตัวอาหารไปจนถึงดีไซน์แพ็กเกจ จนทำให้ “เกี๊ยวกุ้ง” ประสบความสำเร็จสูงทั้งในไทยและตลาดโลก ซึ่ง “สุพัฒน์” บอกว่า “เกี๊ยวกุ้ง”มีจุดเด่นตั้งแต่ตัวอาหาร ไปจนถึงลวดลายแพ็กเกจ คือ
1.ใส่กุ้งเป็นตัว
2.กุ้งเป็นเมนูที่คนทั่วโลกทานได้
3.เป็นเมนูอาหารแสดงถึงความเป็นตะวันออก
4.การดีไซน์แพ็กเกจคือถ้วยที่ใส่เป็นขนาดที่เหมาะมือ ถือรับประทานได้สะดวก
5.ลวดลายแพ็กเกจสะท้อนความเป็นตะวันออก

สิ่งที่เครือซีพียึดหลักในการดีไซน์แพ็กเกจห่ออาหาร คือไม่ใช้สีดำเป็นหลัก ห่อส่วนใหญ่ใช้สีที่สีเงิน เหลือง ทอง สะท้อนให้เห็นถึงความทันสมัย เพื่อดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่

สีดำเหมาะที่จะใช้เป็นสีของถาดอาหารมากกว่าสีขาว เพราะจะทำให้อาหารดูน่ารับประทานมากขึ้น

อาหารแม้จะพยายามปรุงรสอย่างดีแล้ว แต่ใช่ว่าจะถูกใจลูกค้าทุกคน เพราะฉะนั้นแต่ละเมนูต้องไม่ลืมเครื่องปรุง เพื่อให้ผู้บริโภคเติมรสได้เพิ่มเติมตามต้องการ “อร่อย” ในแบบที่ตัวเองต้องการ

สื่อให้ทุกที่ทุกเวลา

การโฆษณาสื่อสาร แบรนด์ “CP” เน้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เกิดทั้งการซื้อครั้งแรกเพื่อทดลอง และเกิดการซื้อซ้ำ (Brand Trial to Brand Loyalty) โดย CP ใช้งบประมาณปีละ 100 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงไปกับทีวีโดยใช้หลักการดังนี้

1. ไม่ Over Claim

2. เข้าใจง่าย ซึ่ง “สุพัฒน์” อธิบายว่า อย่างข้อความที่ใช้ เช่น คำว่า “อร่อย” ก็พอไหว หมายถึงสื่อถึงกลุ่มเป้าหมายได้บ้างแต่ก็ยังถือว่ากลางๆ CP จึงเน้น Theme และสื่อออกมาว่า “ชีวิตอร่อยทุกวัน” เพราะมีอาหารหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเมนูสำหรับวันทำงาน และวันหยุด

3. ด้วยหลักการสินค้า 1 ตัว เป็น Regional Project หมายความว่าสินค้า 1 ตัวขายทุกประเทศในภูมิภาค เพื่อให้เกิด Brand Impact ดังนั้นการออกแบบสื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ จึงยูนิฟอร์ม คือเหมือนกันหมด

4. สื่อที่ใช้หลากหลาย ตั้งแต่ TVC เพื่อเข้าถึง Mass สื่อนอกบ้าน และสื่อนออนไลน์เพื่อถึง Segment เฉพาะ เช่นในฮอตเมล ที่มีแบนเนอร์โชว์ในช่วงใกล้เที่ยง เช่นเดียวกับการยิงทีวีซี

5. สร้างความสดใสให้แบรนด์ และดู Young มากขึ้น ผ่านพรีเซ็นเตอร์ที่ไม่ต้องมีชื่อเสียงโด่งดังมากนัก แต่มี Look ที่เป็นคนรุ่นใหม่

สุพัฒน์ ศรีธนาธร
MISSION : RTE
สุพัฒน์ ศรีธนาธร จบปริญญาตรีและโทด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีประสบการณ์ด้านการตลาดและด้านปฏิบัติการกับบริษัทชั้นนำของประเทศไทยมาแล้วกว่า 15 ปี เช่นที่พิซซ่า ฮัท ไอศกรีมสเวนเซ่นส์ ไอศกรีมฮาเก้นดาส โรงพยาบาลพญาไท และเดลี่ ฟรอง

ปี 2547 “สุพัฒน์” บอกว่าเขา Walk in เข้ามาสมัครงานที่ซีพีเอฟ ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ ดูแลกำกับงานด้านการตลาดกลางของซีพีเอฟ ซึ่งเป็นช่วงที่ซีพีเอฟกำลังสร้างแบรนด์ CP หลังวิกฤตไข้หวัดนก และปรับไลน์การผลิตเข้าสู่สินค้า RTE ปี 2549 เลื่อนตำแหน่งเป็น รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส

“สุพัฒน์” ยังทำหน้าที่เลือกพนักงานฝ่ายการตลาดเข้ามาในทีม และเมื่ออยู่ในธุรกิจอาหารแล้ว เขาบอกว่าคำถามแรกๆ ที่ใช้สัมภาษณ์พนักงานที่นี่คือ ชอบทำอาหารหรือไม่ ถ้าไม่ชอบทำแล้วชอบทานอาหารหรือไม่ เพราะถือเป็นคุณสมบัติสำคัญ หากไม่ชอบทำหรือทาน และไม่มีคุณสมบัติใดโดดเด่น ก็ไม่ผ่านการคัดเลือก เพราะหากไม่มี Sense “อาหาร” เลย เวลาประชุมพูดคุยกันนั้นจะเข้าใจกันได้ยาก และที่สำคัญที่นี่ต้องชิมอาหารเยอะมาก โดยเฉลี่ยทีมการตลาดที่นี่อายุ 25-35 ปีเท่านั้น

สำหรับ “สุพัฒน์” แล้วเมนูที่ทำเองบ่อยคือพะโล้ และแกงต่างๆ ส่วน RTE ประจำมีเกี๊ยวกุ้ง บะหมี่

]]>
11469