เฟซบุ๊ก – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 27 Jul 2023 06:28:20 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 Meta ฆ่าไม่ตาย! ฟันรายได้ Q2 ทะลุ 3 หมื่นล้านโต 11% ผู้ใช้รวมกันกว่า 3.88 พันล้าน/เดือน https://positioningmag.com/1439201 Thu, 27 Jul 2023 04:43:40 +0000 https://positioningmag.com/?p=1439201 ดูเหมือนขาลงของ Meta จะหมดไปแล้ว เพราะล่าสุด หุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นเกือบ 7% ในการซื้อขายระยะยาวในวันพุธหลังจากผลประกอบการดีกว่าที่คาดไว้ โดยกลับมาเติบโตได้ 2 หลัก ขณะที่จำนวนผู้ใช้งาน Facebook ก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

สำหรับรายได้ของ Meta ใน Q2/2023 อยู่ที่ 31,999 ล้านดอลลาร์ เติบโต 11% มีกำไรสุทธิ 7,788 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม รายได้ในส่วนของ Reality Labs ซึ่งเป็นส่วนของการพัฒนา Metaverse อยู่ที่ 276 ล้านดอลลาร์ ลดลง 39% ซึ่งอาจไม่น่าแปลกใจ เพราะที่ผ่านมาส่วนในการพัฒนาด้าน Metaverse นั้นขาดทุนมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

ด้านจำนวนผู้ใช้งานแพลตฟอร์มของตระกูล Meta ทั้งหมด ได้แก่ Facebook, WhatsApp, Instagram, Messenger และ Threads มีผู้ใช้งานรวมกันกว่า 3.88 พันล้านคนต่อเดือน หรือ เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม Facebook มีผู้ใช้งานมากกว่า 3 พันล้านคนต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์ม Facebook ที่ดูจะเสื่อมความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น แต่ปัจจุบันแพลตฟอร์มนี้ก็ยังห่างไกลจากความตาย จากที่จำนวนผู้ใช้รายวันลดลงทุกไตรมาสนับตั้งแต่ Q4/2021 แต่ใน Q2/2023 จำนวนผู้ใช้ที่ใช้งานรายวันก็เติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 2.037 พันล้านคนต่อวัน เป็น 2.064 พันล้านคนต่อวัน

ที่น่าสนใจคือ การเติบโตดังกล่าวอาจถูกขับเคลื่อนโดย Reels ซึ่งเป็นฟีเจอร์วิดีโอสั้นเหมือนกับของ TikTok ที่ Meta พยายามผลักดันอย่างหนักทั่วทั้งในแพลตฟอร์ม Instagram และ Facebook โดย Mark Zuckerberg CEO ของ Meta เปิดเผยว่า Reels มีการใช้ถึง 2 แสนล้านครั้งต่อวัน

ด้านแพลตฟอร์มใหม่ถอดด้ามอย่าง Threads ก็มีผู้ใช้ถึง 100 ล้านคนภายใน 5 วัน และ ผู้ใช้ราว 10 ล้านคนเข้ามาใช้งานทุกวัน ซึ่ง Mark Zuckerberg มองว่าตัวเลขดังกล่าวค่อนข้างน่าประทับใจ

ในส่วนของต้นทุนและค่าใช้จ่ายของ Meta ใน Q2/2023 ทั้งหมดอยู่ที่ 2.221 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนจำนวนพนักงานในปัจจุบันอยู่ที่ 71,469 คน ลดลง 14% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา หุ้นของ Meta เติบโตขึ้นกว่า 160%

TechCrunch/CNBC

]]>
1439201
ผู้บริหาร ‘Instagram’ ยืนยันต้องไป ‘วิดีโอสั้น’ และจะไม่ยกเลิกฟีเจอร์ ‘แนะนำโพสต์’ จากผู้ที่ ‘ไม่ได้ติดตาม’ https://positioningmag.com/1394171 Wed, 27 Jul 2022 07:19:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1394171 หลังมีคำวิจารณ์จากเซเลบอย่าง Kylie Jenner และ Kim Kardashian รวมถึงกระแสการเรียกร้องจากชาวโซเชียลทั่วโลกที่ต้องการให้แพลตฟอร์ม Instagram (อินสตาแกรม) กลับมาเป็นอย่างที่เคยเป็น ไม่ใช่พยายามเป็น TikTok ล่าสุด Adam Mosseri หัวหน้า Instagram แชร์วิดีโอบน Twitter เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่ออธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงล่าสุดในแพลตฟอร์ม

สืบเนื่องจากที่ Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta ซึ่งเป็นเจ้าของ Facebook และ Instagram ได้พยายามจะเน้นไปที่คอนเทนต์ประเภท วิดีโอสั้น ซึ่งเป็นตลาดที่ TikTok ครองตลาด ทำให้ผู้ใช้หลายคนไม่โอเคกับการเปลี่ยนแปลงนี้ และเริ่มมีการเรียกร้องให้ Instagram กลับไปเน้นที่รูปภาพและมองเห็นโพสต์ของเพื่อนมากขึ้น ซึ่งโพสต์ดังกล่าวก็มียอดไลก์มากกว่า 1.6 ล้านไลก์ และส่งผลให้มีผู้ลงนามในคำร้องเกือบ 140,000 ราย

ทางด้าน Adam Mosseri หัวหน้า Instagram ก็ได้ออกมายอมรับผ่านวิดีโอส่วนตัวว่า เขารู้ว่า Instagram มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย และแพลตฟอร์มจะยังคงเน้นที่รูปภาพต่อไป แต่ยังไงแพลตฟอร์ม Instagram ก็จะเน้นไปที่วิดีโอมากขึ้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผู้คนชื่นชอบ แชร์ และบริโภคบนแพลตฟอร์ม

Mosseri กล่าวต่ออีกว่า เขาเคยได้ยินข้อกังวลมากมายเกี่ยวกับคำแนะนำโพสต์ที่ปรากฏในฟีดของผู้ใช้จากบัญชีที่พวกเขาไม่ได้ติดตาม ซึ่งเขาได้ชี้แจงว่า คำแนะนำมีขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ค้นพบเนื้อหาใหม่ และเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพและสำคัญที่สุดในการช่วยให้ผู้สร้างเข้าถึงผู้คนมากขึ้น และหากผู้ใช้ไม่สนใจโพสต์เหล่านี้ พวกเขาสามารถปิดหรือปิดเสียงแนะนำทั้งหมดได้นานถึงหนึ่งเดือน

Adam Mosseri อัดวิดีโอชี้แจงประเด็น Instagram พยายามเป็น TikTok

สำหรับการเปลี่ยนแปลงของ Instagram ที่ทำให้หลายคนไม่พอใจเนื่องจากแพลตฟอร์มเน้นที่วิดีโอมากเกินไป จากเดิมที่เป็นแพลตฟอร์มไว้ลงรูป นอกจากนี้ แพลตฟอร์มกำลัง ปลี่ยนวิดีโอโพสต์ให้กลายเป็น Reels รูปแบบการนำเสนอวิดีโอแบบใหม่ของทางบริษัททั้งหมดอีกด้วย และอีกสิ่งที่หลายคนไม่ชอบใจก็คือ การแนะนำโพสต์จากคนที่ไม่ได้ติดตาม

ขณะที่ Facebook เองก็มีการปรับหน้าตาฟีดใหม่ โดยจะมีทั้ง Home ที่จะแสดงโพสต์เหมือนเดิม และ Feed ที่จะแสดงโพสต์ล่าสุด โดยผู้ใช้สามารถได้ว่าจะให้โชว์โพสต์จากหมวดไหน อาทิ เพื่อน, กลุ่ม และเพจ เป็นต้น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเห็นโพสต์ล่าสุดที่ต้องการได้โดยไม่โดนรบกวนจากโพสต์อื่น ๆ

ทั้งนี้ Meta กำลังจะรายงานผลประกอบการเร็ว ๆ นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่ารายรับรายไตรมาสจะลดลงเป็นครั้งแรกเมื่อเทียบเป็นรายปี

Source

]]>
1394171
แบรนด์เตรียมตัว! ‘Facebook’ เล็ง “ห้ามกำหนดเป้าหมายโฆษณา” ในกลุ่ม ‘ละเอียดอ่อน’ https://positioningmag.com/1361428 Wed, 10 Nov 2021 15:41:47 +0000 https://positioningmag.com/?p=1361428 บริษัท Meta หรือ Facebook ได้มีแผนที่จะจำกัดความสามารถของผู้โฆษณาในการกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ ในหมวดหมู่ที่ละเอียดอ่อนบางประเภทโดยเริ่มในปีหน้า โดยจะลบ “การกำหนดเป้าหมายโดยละเอียด” ออกหลายพันรายการเพื่อกำหนดเป้าหมายโฆษณาไปยังผู้ใช้เฉพาะในหมวดหมู่ต่าง ๆ เช่น สุขภาพ เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ ความเกี่ยวพันทางการเมือง ศาสนา และรสนิยมทางเพศ

การโฆษณาที่ตรงเป้าหมาย ถือเป็นจุดแข็งธุรกิจโฆษณาดิจิทัลของบริษัทมาอย่างยาวนาน แต่เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ Facebook เผชิญกับข้อวิจารณ์ที่อนุญาตให้มีการกำหนดเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงสูง เช่น อนุญาตให้ผู้โฆษณา นำโฆษณาที่เหยียดผิวไปส่งยังผู้ใช้บนแพลตฟอร์มของตน

Graham Mudd รองประธาน Meta (FB) ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับโฆษณา กล่าวว่า การลบหัวข้อการกำหนดเป้าหมายดังกล่าวเป็น “การตัดสินใจที่ยากลำบาก” แต่ก็เพื่อ “ป้องกันไม่ให้ผู้ลงโฆษณาใช้ตัวเลือกการกำหนดเป้าหมายที่มีให้ในทางที่ผิด”

แม้หลังจากการประกาศเมื่อวันอังคาร แต่ก็ยังมีหมวดหมู่การกำหนดเป้าหมายโดยละเอียดอื่น ๆ อีกหลายพันหมวดหมู่ที่ไม่ถือว่ามีความละเอียดอ่อน เช่น ผู้ใช้ที่สนใจฟุตบอลหรือหมวดหมู่ทั่วไป เช่น อายุ เพศ และสถานที่ ที่ผู้โฆษณาจะยังใช้งานได้ ซึ่งสามารถทำให้มีความเป็นไปได้ที่คำสัมผัสจะถูกใช้เพื่อกำหนดเป้าหมายผู้ชมกลุ่มเดิมที่เคยเข้าถึง โดยใช้คำหลักที่ละเอียดอ่อน

“เราเชื่ออย่างยิ่งว่าประสบการณ์การโฆษณาที่ดีที่สุดนั้นได้รับการปรับให้เป็นส่วนตัว ผู้โฆษณาจะมีตัวเลือกอื่น ๆ สำหรับการกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ เช่น การนำโฆษณาไปยังผู้ที่มีส่วนร่วมกับเพจหรือวิดีโอของพวกเขา

การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลทั่วโลกกับแอป Facebook, Instagram และ Messenger โดยในวันที่ 19 มกราคม 2022 ผู้โฆษณาจะไม่สามารถเลือกคำหลักจากหมวดหมู่ที่ละเอียดอ่อนสำหรับแคมเปญโฆษณาได้อีกต่อไป และในเดือนมีนาคม แคมเปญที่มีอยู่ซึ่งอาศัยคำหลักดังกล่าวจะไม่ทำงานอีกต่อไป

นอกจากนี้ Meta ยังมีแผนที่จะให้ ผู้ใช้งานสามารถควบคุมการเห็นโฆษณาในแต่ละประเภทได้ดีกว่าเดิม โดย Graham Mudd กล่าวว่า “วันนี้ ผู้คนสามารถเลือกดูโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การเลี้ยงดู แอลกอฮอล์ และสัตว์เลี้ยงน้อยลง และต้นปีหน้า เราจะให้ผู้คนควบคุมเนื้อหาโฆษณาประเภทต่าง ๆ ได้มากขึ้น รวมถึงการพนันและการลดน้ำหนัก และอื่น ๆ”

ทั้งนี้ มีการสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทกำลังเผชิญกับการตรวจสอบหลังจากที่เอกสารภายในของ Facebook ถูกเปิดเผยให้เห็นว่าทาง Facebook ไม่สนใจความปลอดภัยของผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม ซึ่งมันได้กลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท

และก่อนหน้านี้ Facebook ได้ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะ หยุดใช้ซอฟต์แวร์จดจำใบหน้า ที่สามารถจดจำผู้คนในรูปภาพและวิดีโอบนแอป Facebook ได้โดยอัตโนมัติ (แม้ว่าบริษัทอาจยังคงใช้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวในผลิตภัณฑ์อื่นทั้งในปัจจุบันและอนาคต)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงการกำหนดเป้าหมายโฆษณาจะมีผลกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ของ Meta แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าบริษัทจะใช้กฎเดียวกันกับแพลตฟอร์มในอนาคตหรือไม่ เนื่องจากบริษัทดำเนินการตามแผนที่จะสร้าง ‘metaverse’ ซึ่งเป็นเวอร์ชันใหม่ของอินเทอร์เน็ตโดยใช้ VR และ AR

Source

]]>
1361428
‘Facebook’เตรียมเดิมเกมใหม่เน้นเอาใจ ‘วัยรุ่น’ หลังผลสำรวจชี้ 71% ของผู้ใช้อายุมากกว่า 56 ปี https://positioningmag.com/1358267 Tue, 26 Oct 2021 06:40:35 +0000 https://positioningmag.com/?p=1358267 ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่ไทยที่ Facebook จะเจอปัญหา ‘วัยรุ่น’ หันไปใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ แทน ทำให้ Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ได้เปิดเผยว่าเขากำลัง ‘ปรับปรุง’ แพลตฟอร์มให้กับคนหนุ่มสาวหันมาใช้งานแพลตฟอร์มมากขึ้น

Facebook เพิ่งเปิดเผยผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โดยเปิดเผยว่า มียอดผู้ใช้งานต่อวัน (Daily Active Users) 1,930 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 22 ล้านบัญชี เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ส่วนยอดผู้ใช้งานต่อเดือน (Monthly Active Users) 2,910 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 15 ล้านบัญชี เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

อย่างไรก็ตาม การสำรวจล่าสุดที่เผยแพร่โดย Piper Sandler พบว่า กลุ่มวัยรุ่นใช้ Facebook น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับโซเชียลมีเดียอื่น ๆ โดยจากการสำรวจวัยรุ่น 10,000 คนพบว่า 81% ใช้ Instagram ซึ่งสูงสุดจาก 6 แพลตฟอร์ม 77% ใช้ Snapchat และ 73% ใช้ TikTok เพียง 27% ใช้ Facebook โดยปัจจุบัน Facebook ได้รับความนิยมในกลุ่ม Baby Boomers ซึ่ง 71% ของผู้ใช้มีอายุมากกว่า 56 ปี

จากปัญหาที่กลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นเริ่มใช้งานน้อยลง Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ได้ระบุว่า Facebook จะพยายามปรับบริการให้เหมาะกับกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวัย 18-29 ปี แทนที่จะปรับให้เหมาะกับกลุ่มผู้สูงอายุ Zuckerberg ระบุว่า วิธีหนึ่งที่ Facebook ทำได้คือการเพิ่มคุณลักษณะ Reels ที่เป็นฟีเจอร์วิดีโอสั้นคล้าย ๆ กับ TikTok ลงใน Facebook ด้วย จากเดิมที่มีใช้แค่ใน Instagram และจากนี้จะเน้นไปที่ ‘วิดีโอ’ มากขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มเห็นในปีหน้า

ทั้งนี้ ผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ของ Facebook อยู่ที่ 29,010 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีกำไร 9,194 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% โดยสำหรับสัดส่วนรายได้ของบริษัท 97% มาจากค่าโฆษณา เพิ่มขึ้น 33% ราบได้จากอุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ Oculus คิดเป็น 3% เติบโตขึ้น 195%

businessinsider / cnbc

]]>
1358267
กลุ่ม G7 หนุนชาติต่างๆ เก็บภาษีรายได้ทางออนไลน์ขั้นต่ำ 15% บ.เทคข้ามชาติกระทบแน่ https://positioningmag.com/1335534 Sun, 06 Jun 2021 17:01:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1335534 พวกบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ อย่าง กูเกิล, แอมะซอน, เฟซบุ๊ก ได้รับผลกระทบแน่นอน จากการที่กลุ่ม 7 ประเทศอุตสาหกรรมสำคัญของโลก (G7) ตกลงเห็นพ้องกันที่จะสนับสนุนให้ทั่วพิภพจัดเก็บภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำอย่างน้อยที่สุด 15% เพื่อป้องปรามการที่บริษัทนานาชาติทั้งหลายหลีกเลี่ยงภาษี ด้วยวิธีการโยกย้ายเอาผลกำไรไปไว้ในหมู่ประเทศซึ่งเก็บภาษีอัตราต่ำๆ

ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีคลังของกลุ่ม G7 ณ กรุงลอนดอนคราวนี้ ยังรับรองข้อเสนอที่จะทำให้พวกบริษัทใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรวมไปถึงประดาเทคยักษ์ใหญ่ที่มีรากฐานอยู่ในสหรัฐฯ ด้วย ต้องจ่ายภาษีในประเทศต่างๆ ที่พวกเขาทำยอดขายรายรับทางออนไลน์ได้มากมาย ทว่าไม่ได้มีสำนักงานแบบตัวเป็นๆ ตั้งอยู่

พวกกลุ่มรณรงค์เรียกร้องเรื่องนี้หลายๆ กลุ่ม ยังคงมีความเห็นว่า สิ่งที่ขุนคลัง G7 ตกลงกันได้นี้ยังคงไม่เพียงพอ เป็นต้นว่า องค์การการกุศล “ออกซ์แฟม” บอกว่า อัตราภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำสุดซึ่งเห็นพ้องกันอยู่ที่ระดับ 15% นั้น “ต่ำเกินไปนักหนา” จากที่จะสามารถสร้างความแตกต่างอะไรขึ้นมาได้

สำหรับรัฐมนตรีคลังสหราชอาณาจักร ริชิ สุนัค ผู้เป็นเจ้าภาพการประชุมหนนี้ เขาแถลงว่าข้อตกลงที่โอเคกันได้คราวนี้ จะ “ปฏิรูประบบภาษีทั่วโลก เพื่อทำให้มันเหมาะสมสอดคล้องกับยุคดิจิตอลโลก และมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการทำให้ระบบภาษีมีความยุติธรรม ให้บริษัทที่ถูกต้องสมควร ต้องจ่ายภาษีที่ถูกต้องสมควร ในสถานที่ซึ่งถูกต้องสมควร”

ด้านรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เจเนต เยลเลน กล่าวว่า ดีลที่ผ่านจากกลุ่ม G7 นี้ “เป็นการสร้างโมเมนตัมอย่างมหาศาล” สำหรับการทำข้อตกลงระดับทั่วโลกให้สำเร็จ ซึ่ง “จะยุติการแข่งขันกันเพื่อกำหนดอัตราภาษีนิติบุคคลให้ลงต่ำที่สุด และก็เป็นการรับประกันให้เกิดความเป็นธรรมสำหรับชนชั้นกลางและชนชั้นผู้ใช้แรงงานในสหรัฐฯ และทั่วทั้งโลก”

Photo : Shutterstock

ชาติต่างๆ กำลังปลุกปล้ำหาทางกันมาเป็นแรมปีแล้ว สำหรับจัดการกับคำถามที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะป้องปรามพวกบริษัทต่างๆ ไม่ให้หลีกเลี่ยงการชำระภาษีแบบถูกต้องตามกฎหมายซึ่งใช้ในปัจจุบัน ด้วยการใช้แผนอุบายทางบัญชี และทางกฎหมายที่ยักย้ายรายรับผลกำไรของพวกตนไปยังกิจการสาขาซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งหลบภัยภาษี

อันมักหมายถึงพวกประเทศเล็กๆ ซึ่งจัดเก็บภาษีจากบริษัทต่างๆ ในอัตราต่ำ หรือกระทั่งไม่เก็บเลย ถึงแม้วิสาหกิจเหล่านี้แทบไม่ได้มีกิจการธุรกิจอะไรจริงๆ ที่นั่น การถกเถียงอภิปรายระดับนานาประเทศว่าด้วยประเด็นปัญหาภาษีเช่นนี้ บังเกิดความคึกคักและดูมีทางตกลงกันได้ขึ้นมา หลังจาก โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ หนุนหลังไอเดียเรื่องให้ทั่วโลกกำหนดอัตราภาษีต่ำสุดอย่างน้อยที่สุด 15% จากผลกำไรของภาคบริษัท

การหารือของเหล่ารัฐมนตรีคลังนี้ มีขึ้นก่อนหน้าการประชุมซัมมิตประจำปีของบรรดาผู้นำชาติ G7 ซึ่งปีนี้กำหนดจัดระหว่างวันที่ 11-13 มิ.ย. ในเทศมณฑลคอร์นวอลล์ อังกฤษ ของสหราชอาณาจักร การรับรองจากกลุ่ม G7 น่าจะช่วยสร้างโมเมนตัมให้เกิดดีลขึ้นได้ ทั้งในการเจรจาระหว่างชาติต่างๆ มากกว่า 135 ชาติซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส และทั้งในการประชุมระดับรัฐมนตรีคลังของกลุ่ม G20 ที่กำหนดจัดขึ้นในเมืองเวนิส อิตาลี เดือนกรกฎาคมนี้

มานัล คอร์วิน หุ้นส่วนระดับหัวหน้าทางด้านภาษี ของเคพีเอ็มจี บริษัทสอบบัญชี และบริการทางวิชาชีพต่างๆ รวมทั้งเธอยังเคยเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ด้วย ให้ความเห็นว่า การประชุมขุนคลัง G7 ครั้งนี้ สร้างความชัดเจนขึ้นมาว่า พวกประเทศสำคัญๆ เหล่านี้มีจุดยืนอย่างไรในประเด็นปัญหาหลักๆ จำนวนมาก รวมทั้งเรื่องอัตราขั้นต่ำ 15%

“การส่งสัญญาณว่ามีความเห็นเป็นฉันทามติกันแล้วในด้านหลักๆ บางประการของสิ่งที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในทั่วโลกเวลานี้ เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ เพื่อทำให้เกิดโมเมนตัมสำหรับการเข้าสู่ระยะต่อไปของเรื่องนี้ ในที่ประชุม G20”

(Photo by Sean Gallup/Getty Images)

ข้อเสนอด้านภาษีที่ผ่านการรับรองเมื่อวันเสาร์ที่ 5 มิ.ย. มีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วนหลักๆ ส่วนแรกเป็นการเปิดทางให้ประเทศต่างๆ จัดเก็บภาษีจากส่วนของกำไรที่บริษัทต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีการปรากฏตัวทางกายภาพในประเทศของตน ทว่ามียอดขายมีรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ตัวอย่างเช่น รายได้จากการขายโฆษณาทางดิจิตอล

ฝรั่งเศสถือเป็นผู้นำเปิดฉากการอภิปรายถกเถียงในประเด็นปัญหานี้ ด้วยการออกกฎหมายของตนเองเพื่อจัดเก็บภาษีบริการดิจิตอล จากรายรับต่างๆ ของพวกบริษัทอย่างเช่น กูเกิล, แอมะซอน, และเฟซบุ๊ก ซึ่งแดนน้ำหอมพิจารณาเห็นว่ามีขึ้นมาได้จากการทำธุรกิจในฝรั่งเศส ทว่าทางด้านสหรัฐฯ คัดค้านหนัก โดยมองว่าภาษีระดับชาติเช่นนี้เป็นมาตรการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากมีลักษณะมุ่งเล่นงานเก็บภาษีจากพวกบริษัทอเมริกันเท่านั้น

ส่วนหนึ่งของข้อตกลงก็คือ ประเทศอื่นๆ จะเพิกถอนยกเลิกการจัดเก็บภาษีดิจิตอลฝ่ายเดียวของพวกตน เพื่อหันมายอมรับดีลในระดับทั่วโลก

ทางด้าน นิก เคล็กก์ รองประธานฝ่ายกิจการทั่วโลกของเฟซบุ๊ก แถลงว่า ข้อตกลงนี้เป็นก้าวเดินก้าวใหญ่ในเส้นทางมุ่งสู่การทำให้มีความแน่นอนทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อระบบภาษีทั่วโลก แต่เขายอมรับว่า มันอาจทำให้เฟซบุ๊กต้องจ่ายภาษีมากขึ้น

“เราต้องการให้กระบวนการปฏิรูปภาษีระหว่างประเทศประสบความสำเร็จ และยอมรับว่าเรื่องนี้อาจหมายถึงว่า เฟซบุ๊กต้องจ่ายภาษีมากขึ้น และต้องจ่ายในหลายๆ สถานที่ต่างๆ กัน” เคล็กก์โพสต์ข้อความเช่นนี้ทางทวิตเตอร์

Photo : Shutterstock

คำแถลงของขุนคลัง G7 ที่ออกมาหลังการประชุม มีน้ำเสียงที่เป็นการสะท้อนข้อเสนอประการหนึ่งของสหรัฐฯ ที่เปิดทางให้ประเทศต่างๆ สามารถจัดเก็บภาษีจากส่วนหนึ่งของรายรับของ “พวกวิสาหกิจนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและทำกำไรได้มากที่สุด” ไม่ว่าจะเป็นกิจการดิจิตอลหรือไม่ก็ตาม ถ้าหากบริษัทเหล่านี้กำลังทำธุรกิจอยู่ภายในเขตแดนของประเทศเหล่านี้ สหรัฐฯ ยังสนับสนุนให้ประเทศดังกล่าวเหล่านี้มีสิทธิที่จะจัดเก็บภาษีได้ในอัตรา 20% หรือกว่านั้นจากผลกำไรซึ่งเกิดขึ้นในท้องถิ่น ที่ล้ำเกินจากอัตราผลกำไรระดับ 10%

สำหรับส่วนหลักอีกส่วนหนึ่งของข้อเสนอนี้ ได้แก่ การที่ประเทศต่างๆ จะจัดเก็บภาษีผลกำไรในต่างประเทศซึ่งพวกบริษัทในบ้านเกิดของตนเองทำได้ ในอัตราขั้นต่ำอย่างน้อยที่สุด 15% นี่จะเป็นการป้องปรามไม่ให้ใช้วิธีปฏิบัติ ซึ่งวางแผนอุบายทางการบัญชีเพื่อโยกย้ายผลกำไรไปยังพวกประเทศจัดเก็บภาษีต่ำสุดๆ ไม่กี่แห่ง เนื่องจากรายได้ซึ่งไม่ถูกจัดเก็บภาษีในต่างแดน ก็จะถูกนำมารวมเป็นรายได้ในประเทศที่ตั้งสำนักงานใหญ่ และถูกเก็บในอัตราอย่างต่ำที่สุด 15% อยู่ดี

ในสหรัฐฯ นั้น ไบเดนกำลังเสนอให้จัดเก็บภาษีในอัตรา 21% จากรายได้ในต่างประเทศของบริษัทต่างๆ อันเป็นการเพิ่มขึ้นจากระดับ 10.5% – 13.125% ซึ่งตราเป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่แม้กระทั่งว่าอัตราของสหรัฐฯ ลงท้ายแล้วสู่งกว่าอัตราขั้นต่ำสุดของโลก ความแตกต่างของเม็ดเงินภาษีที่เกิดขึ้นก็ยังจะเล็กน้อยมาก จนกระทั่งน่าจะสามารถกำจัดช่องโหว่ส่วนใหญ่สำหรับการหลบหลีกภาษีไปได้ ทั้งนี้ข้อเสนอของไบเดนยังต้องผ่านการอนุมัติออกเป็นกฎหมายจากรัฐสภาสหรัฐฯ

คอร์วิน แห่ง เคพีเอ็มจี บอกว่า ในคำแถลงสุดท้ายยังไม่ได้กล่าวถึงจุดสำคัญต่างๆ อีกหลายจุด เป็นต้นว่า คำนิยามของบริษัทนานาชาติ “ใหญ่ที่สุดและมีกำไรมากที่สุด” ซึ่งระบุเอาไว้ในข้อตกลงขุนคลัง G7 จะครอบคลุมไปถึงขนาดไหนแน่ๆ และมีวิธีการอย่างไรในการคุ้มครองไม่ให้บริษัทต่างๆ ถูกเก็บภาษีซ้ำซ้อน ถ้าหากประเทศต่างๆ มีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องที่ว่าใครควรมีสิทธิเก็บภาษีจากพวกเขา จุดที่ละเอียดซับซ้อนเหล่านี้กำลังถูกส่งไปเป็นสิ่งที่การเจรจาของ G20 ตลอดจนการหารือในกรุงปารีสซึ่งจัดโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) จะต้องถกเถียงกันต่อไป

Source

]]>
1335534
ถอดรหัสคำพูด “ทิม คุก” วิจารณ์โซเชียลเรื่อง Privacy โหมไฟขัดแย้ง Facebook แรงขึ้น https://positioningmag.com/1317296 Mon, 01 Feb 2021 04:49:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1317296 เด็ดขาดจริงๆ สำหรับคำพูดของ “ทิม คุก” (Tim Cook) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิล (Apple) ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแบ่งขั้วแยกข้าง และการระบาดของข้อมูลเท็จบนโซเชียลมีเดียอย่างถึงพริกถึงขิง กลายเป็นความเผ็ดร้อนที่โหมไฟให้ความขัดแย้งระหว่างผู้ผลิตไอโฟนและยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) ยิ่งทวีความชัดเจนกว่าเดิม ทำให้ผู้คนทั่วโลกจับตามองใกล้ชิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดตามมาหรือไม่

Tim Cook ออกแถลงการณ์ผ่านการประชุมออนไลน์เรื่อง Computers, Privacy and Data Protection conference ซึ่งมีเนื้อหาเรื่องความเป็นส่วนตัว และการปกป้องข้อมูลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา

ในแถลงการณ์ Cook วิพากษ์วิจารณ์ว่าหลายแอปพลิเคชันที่รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินไป และให้ความสำคัญกับ “ทฤษฎีสมคบคิดและการยั่วยุที่รุนแรง” เพียงเพราะประเด็นเหล่านี้สามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในอัตราที่สูง จุดนี้ Cook ย้ำว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้อีกต่อไป

“ในช่วงเวลาที่การบิดเบือนข้อมูล และทฤษฎีสมคบคิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะอัลกอริทึม เราไม่สามารถหลับหูหลับตาเชื่อทฤษฎีของเทคโนโลยีที่บอกว่าทุก engagement หรือการมีส่วนร่วมทั้งหมดคือ engagement ที่ดี หรือ engagement ยิ่งนานเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น และทั้งหมดนี้มีเป้าหมายในการรวบรวมข้อมูลให้มาก เท่าที่จะทำได้” เจ้าพ่อ Apple กล่าว

แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อ Facebook แต่ทั้งสองบริษัทมีข้อพิพาทกันชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือ Apple กำลังเตรียมที่จะใช้การแจ้งเตือนความเป็นส่วนตัว (privacy notifications) ที่หลายบริษัทในอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัล เชื่อว่าจะทำให้ผู้ใช้บางส่วนปฏิเสธที่จะอนุญาตให้ระบบใช้เครื่องมือ เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณา

เช่นในเร็วๆ นี้ที่ Apple จะกำหนดให้แอปต้องขออนุญาตจากผู้ใช้ก่อนติดตามข้อมูลในแอปฯ หรือเว็บไซต์ที่บริษัทอื่นเป็นเจ้าของ โดยผู้ใช้จะสามารถดูได้ภายใต้หัวข้อการตั้งค่าว่าแอปฯ ไหนขออนุญาตติดตามและทำการเปลี่ยนแปลงตามเห็นสมควร ข้อกำหนดนี้จะเปิดให้ใช้งานอย่างแพร่หลายในต้นฤดูใบไม้ผลิพร้อมกับการเปิดตัวการอัปเดตไอโอเอสใหม่ iOS 14, ไอแพดโอเอส iPadOS 14 และทีวีโอเอส tvOS 14

Apple ยังเปิดตัวเทคโนโลยีมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ และช่วยรักษาข้อมูลของผู้ใช้ให้ปลอดภัยอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น ซาฟารี (Safari) เป็นเบราว์เซอร์ตัวแรกที่บล็อกคุกกี้ของบริษัทอื่นเป็นค่าเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2005

ส่วนใน iOS 11 และ macOS High Sierra นั้น Safari ก็ได้เพิ่มคุณสมบัติ “การป้องกันการติดตามอัจฉริยะ” เพื่อจำกัดการติดตามมากขึ้นไปอีกในขณะที่เว็บไซต์ยังคงทำงานได้ปกติ ต่อมาในปี 2018 ทาง Apple ได้เพิ่มมาตรการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการสะกดรอย Mac ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัทอื่นใช้ในการระบุอุปกรณ์ของผู้ใช้โดยอ้างอิงจากข้อมูลอย่างฟอนต์และปลั๊กอิน

แม้ Apple จะย้ำว่าได้รับการสนับสนุนจากผู้รณรงค์ด้านความเป็นส่วนตัวทั่วโลก แต่ Facebook กล่าวหา Apple ว่ามีพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขัน เนื่องจาก Apple เดินหน้าขยายแคตตาล็อก paid app หรือแอปฯ ที่ต้องซื้อให้เพิ่มจำนวนขึ้น รวมถึงมีธุรกิจโฆษณาดิจิทัลของตัวเอง

โดยมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Facebook ตัดสินใจออกสื่อเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า Apple มี “แรงจูงใจ” ในการใช้ฐานะแพลตฟอร์มที่โดดเด่นของตัวเอง เพื่อขัดขวางการทำงานของแอปพลิเคชันอื่น รวมถึงแอปฯ ของ Facebook

Mark Zuckerberg

อีกประเด็นที่ Cook วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาคือ แนวทางการปฏิบัติของโซเชียลมีเดียที่ทำลายความไว้วางใจในวัคซีนของสาธารณชน และยังสนับสนุนให้ผู้ใช้เข้าร่วมกลุ่มหัวรุนแรงหลากหลายด้วย

Cook เชื่อว่าโลกควรหยุดได้ตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะการแสร้งทำเป็นว่าสื่อโซเชียลไม่ได้มาพร้อมกับความเสียหายมากมายของการแบ่งขั้ว การทำลายความไว้วางใจ และความรุนแรง ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางสังคม ไม่สามารถปล่อยให้กลายเป็นหายนะทางสังคมได้อีกต่อไป

เพื่อตอบโต้คำพูดของ Cook เจ้าพ่อสื่อโซเชียลอย่าง Facebook ออกแถลงการณ์บ้างโดยบอกว่า “Apple มีพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขัน โดยใช้อำนาจการควบคุม App Store เพื่อสร้างประโยชน์ต่อผลกำไรของตัวเอง บนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้พัฒนาแอปฯ และธุรกิจขนาดเล็ก”

ไม่ว่าข้อกล่าวหาของใครจะเป็นเรื่องจริง แต่ความขัดแย้งระหว่าง Apple และ Facebook นั้นรุนแรงขึ้นอย่างแท้จริงแน่นอน

Source

]]>
1317296
วิเคราะห์แถลงการณ์ Facebook ทิ้งปุ่ม Like โฟกัสที่ผู้ติดตาม… จะดีจริงไหม? https://positioningmag.com/1313451 Fri, 08 Jan 2021 13:50:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1313451 ไม่ต้องสนแล้วว่าเพจเฟซบุ๊ก (Facebook) ของศิลปิน หรือบริษัทใดมียอดไลก์เท่าไหร่ เพราะใจความที่ Facebook ต้องการบอกโลกผ่านการออกแบบใหม่ล่าสุดว่า ทุกคนควรจะมองคุณค่าของเพจบน Facebook ที่ยอดผู้ติดตาม หรือฟอลโลเวอร์มากกว่าการวัดคะแนนกดไลก์ที่สร้างความสับสนได้ง่ายกว่า

ต้นเรื่องของกรณีนี้มาจาก คำประกาศของ Facebook ที่จะเอาปุ่มไลก์ออกจากหน้าเพจ ผลคือหน้าเพจของบุคคล หรือบริษัทต่างๆ จะเหลือแค่ปุ่มกดติดตาม (Follow) แทน ดีไซน์ใหม่เริ่มใช้งานแล้วตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา

ในแถลงการณ์ Facebook อธิบายว่า กำลังลบไลก์ออก และมุ่งเน้นไปที่ผู้ติดตาม เพื่อลดความซับซ้อนในการเชื่อมต่อกับเพจโปรดของผู้ใช้ การคิดใหม่ทำใหม่ของ Facebook ทำให้ลักษณะและการทำงานของหน้าเพจเปลี่ยนมุมมองไป

แม้จะไม่ได้พูดเรื่องการปั่นยอดไลก์ที่ทำได้ง่าย แต่ Facebook มองว่าการ Follow ไม่เหมือนกับการกดไลก์ เพราะผู้ติดตามเพจเป็นตัวแทนของผู้ที่สามารถรับการอัปเดตจากเพจ ตัวเลข Follow จึงช่วยให้ไอดอล บุคคลสาธารณะ หรือองค์กรบริษัทสามารถบ่งชี้ฐานแฟนคลับของตัวเองได้ดีขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดีไซน์เพจ Facebook จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งสำหรับนักการตลาดที่ต้องปรับตัวกันอีกรอบ แม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงที่รู้กันมานานแล้วว่า การวัดผู้ชมที่มีส่วนร่วมนั้นสำคัญกว่าการนับไลก์แบบง่ายๆ

อีกสิ่งที่น่าสนใจจากการปรับดีไซน์เพจรอบนี้ คือ ฟีดข่าวเฉพาะสำหรับเพจซึ่ง Facebook ระบุว่าจะช่วยให้เจ้าของเพจค้นพบและเข้าร่วมการสนทนา รวมถึงติดตามเทรนด์ โต้ตอบและมีส่วนร่วมกับแฟนคลับได้ดีกว่าเดิม

ที่สำคัญ ข้อความความคิดเห็นจากเจ้าของเพจจะถูกใส่ไว้ที่ด้านบนสุดของบทสนทนาเหล่านี้ เพื่อให้คอมเมนต์สามารถถูกมองเห็นได้มากขึ้น ผู้ชมในวงกว้างจะอ่านได้ทั่วถึงเพราะข้อความจะปรากฏบ่อยขึ้นใน “ฟีดข่าว” ของผู้ติดตาม ซึ่งอาจกระตุ้นให้เจ้าของเพจมีโอกาสแสดงความเป็นมิตรและออกความคิดเห็นถึงกันและกัน ส่งให้โพสต์คึกคักได้มากที่สุด

ลาก่อนนะปุ่มไลก์!

Source

]]>
1313451
อวสานการ ‘vาย’ เมื่อ Facebook ปิดกั้นไม่เลือก ‘ช่องทาง’ แต่เป็น ‘บริบท’ ในการโพสต์ https://positioningmag.com/1287741 Wed, 15 Jul 2020 14:11:51 +0000 https://positioningmag.com/?p=1287741 เพราะพฤติกรรมที่โดดเด่นที่สุดของนักช้อปไทยคือ ‘สายไถ’ ไม่มีจุดหมายว่าจะซื้ออะไร โดยกว่า 76% รู้จักผลิตภัณฑ์และแบรนด์ใหม่ ๆ จากช่องทางออนไลน์ และราว 60% ได้ลองซื้อสินค้าจากร้านออนไลน์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ดังนั้น ‘การมองเห็น’ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการขายของบน ‘Facebook’

“แบรนด์ขนาดใหญ่ที่ต้องแข่งขันกับแบรนด์ใหม่ต้องใช้จุดแข็ง คือ ความเชื่อมั่นของลูกค้า ส่วนแบรนด์ขนาดเล็กก็ต้องแสดงตัวให้คนค้นพบ อย่างคนไทย 57% พบแบรนด์ใหม่ผ่านโซเชียล อีกทั้ง 40% ยังชอบใช้การทักแชทเพื่อซื้อของ ซึ่งแปลว่าคนไทยมีโอกาสได้รู้จักแบรนด์ใหม่มากขึ้น”

แน่นอนว่าการมองเห็นเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายขึ้น หลังจากที่ Facebook ได้ปรับอัลกอริธึม (Algorithm) โดยจะลดการมองเห็นโพสต์ของเพจลง ไม่ว่าจะเป็นเพจธุรกิจ, เพจข่าวสาร, เพจขายของออนไลน์, เพจอื่น ๆ เพื่อให้ความสำคัญกับเพื่อนและครอบครัวมากกว่า แต่ล่าสุด ดูเหมือนว่าการลดการมองเห็นนั้นอาจไม่ได้อยู่แค่กับเพจ แต่เกิดขึ้นกับ ‘โพสต์’ ที่มีลักษณะของการ ‘ขายของ’

ช่วงที่ผ่านมา หลายคนคงเคยเห็นรูปแบบการขึ้นแคปชั่นขายของ ไม่ว่าจะเป็นจากเพจหรือจากโปรไฟล์ทั่วไปที่ขายของในลักษณะที่แปลกตาไป โดยเริ่มมีการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ทดแทนตัวอักษรภาษาไทย อาทิ vาย, sาคา เป็นต้น โดยพ่อค้า-แม่ค้าหลายรายระบุว่า ถ้าพิมพ์ตรง ๆ ไปเลย จะถูก ‘ลดการมองเห็น’ โพสต์นั้น ๆ หรือเพียงแค่มี Comment ในลักษณะ ‘ถามราคา’ ก็จะถูกลดการมองเห็นเช่นกัน

กล้า ตั้งสุวรรณ ซีอีโอแห่งไวซ์ไซท์ (WISESIGHT) ผู้ให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียล ระบุว่า ปัจจุบัน แพลตฟอร์มเปลี่ยนเร็วมากจนไม่สามารถฟันธงได้ว่าใช้เครื่องมือไหนแล้วจะดีหรือได้เอนเกจเมนต์มากที่สุด เพราะขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มต้องการจะผลักดันฟีเจอร์ไหน โดยช่วงหนึ่งการไลฟ์หรือวิดีโอจะได้เอนเกจเมนต์ดีกว่า จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นโพสต์ใน Group ได้รับการมองเห็นที่ดีกว่า ขณะที่ปัจจุบันแพลตฟอร์มไม่ได้มองแค่ ‘ช่องทาง’ แต่มอง ‘บริบท’ ของการโพสต์

ดังนั้น อาจตอบไม่ได้ชัดว่า ลดหรือไม่ลดการมองเห็น เพราะคนที่รู้ดีสุดคงเป็น Facebook แต่แน่นอนว่า Social Media ไม่ใช่ Free Media ในการขายของ ดังนั้น Facebook ก็จะมีเครื่องมือในการขายของ ส่วนพ่อค้า-แม่ค้าก็พยายามหาช่องว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อาจจะได้ผลแค่ในระยะสั้น เพราะยังไง Facebook ก็ต้องปรับอัลกอริทึมใหม่เพื่อตรวจจับอยู่ดี สุดท้าย ถ้าอยากทำธุรกิจได้ดี ร้านค้าก็ต้องขายของที่ถูกต้อง โพสต์สินค้าแบบไม่เอาเปรียบผู้บริโภค คิดคอนเทนต์แบบมีคุณภาพ ถ้าทำแบบนี้ยังไงก็ได้ผลในระยะยาว

“คงบอกไม่ได้ว่าได้ผลแค่ไหน แต่เชื่อว่าแพลตฟอร์มเห็นและคงมีตัวเลขว่าประโยชน์ได้ไปมากน้อยแค่ไหน ถ้าสุดท้ายแพลตฟอร์มเสียประโยชน์ ยังไงเขาก็ต้องหาทางจับ แต่สุดท้ายต้องอยู่อย่างเกื้อกูลกัน เพราะบางอย่างหากแพลตฟอร์มได้ประโยชน์มากเกินไป แม่ค้าก็จะออก แพลตฟอร์มก็ต้องลด แต่บางอย่างถ้าแม่ค้าได้ประโยชน์มากไป แพลตฟอร์มก็ต้องปรับ”

ฟีเจอร์ Facebook Shops

ที่ผ่านมา Facebook ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘Facebook Shops’ ที่ช่วยให้ SME ‘เปิดร้านค้าออนไลน์’ ทั้งบน Facebook และ Instagram ได้ง่ายยิ่งขึ้น แม้ว่าไทยจะยังไม่มีฟีเจอร์ดังกล่าวให้ใช้งาน เเต่มีความเป็นไปได้ว่า Facebook จะพยายามดันร้านค้าให้ใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว เหมือนกับที่ผ่านมาที่ดันฟีเจอร์ Live และ Group โดยการเพิ่มการมองเห็น เพราะเเม้ว่าฟีเจอร์ Facebook Shops จะให้ใช้ฟรี เเต่ Facebook ก็ระบุตั้งเเต่ต้นเเล้วว่า รูปแบบธุรกิจ คือ โฆษณา ดังนั้นหากลูกค้า ขายได้ ก็จะซื้อโฆษณาเอง

อ่าน >>> ทำความรู้จัก ‘Facebook Shops’ ฟีเจอร์ใหม่ช่วย SME ที่จะมาเขย่าตลาดอีคอมเมิร์ซ

ทั้งนี้ เเพลตฟอร์มจะลดหรือไม่ลดการมองเห็น หรืออาจเป็นเพียงการคิดไปเองของร้านค้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแพลตฟอร์มมีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเงื่อนไขต่าง ๆ มากขึ้น เพราะเป็นพื้นที่ที่ให้ใช้ฟรี ดังนั้น การมีเครื่องมือหรือช่องทางเพิ่มเติมเป็นเรื่องจำเป็น มากกว่าที่จะหาช่องว่างของ Facebook อย่างเดียว ยิ่งตอนนี้อีคอมเมิร์ซกำลังเติบโตมาก ใคร ๆ ก็อยากเข้ามาในตลาดนี้ หลายแพลตฟอร์มก็พยายามทำตัวเองให้เป็น e-Marketplace

]]>
1287741