ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 13 Mar 2026 06:24:12 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” อยากจะขายชานมเพิ่ม ปีนี้เปิดแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ ปั้นยอดขายสู่ 200 ล้านบาท https://positioningmag.com/1564044 Thu, 12 Mar 2026 09:10:55 +0000 https://positioningmag.com/?p=1564044
  • ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ปีที่แล้วขายชาเย็นได้ 1 ล้านแก้ว เฉลี่ยเดือนละ 100,000 แก้ว
  • ปีนี้เตรียมเปิดแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ เป็นแบรนด์ชานมไต้หวัน และแบรนด์เครื่องดื่มอีกแบรนด์ 
  • ตั้งเป้ารายได้ 200 ล้านบาท โดยมาจากชาเย็น 150 ล้านบาท เตรียมขยายสาขาเพิ่มอีก 30 แห่งด้วย
  • เริ่มต้นจากจ๊อดแฟร์ แจ้งเกิดจาก TikTok

    “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” แบรนด์ชาไทยคลื่นลูกใหม่ที่สร้างปรากฏการณ์บนโลกโซเชียล เพียงแค่ 3 ปี สามารถสร้างรายได้ระดับ 140 ล้าน และขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ภายใต้การบริหารของนักธุรกิจรุ่นใหม่วัยเพียงแค่ 28 ปีเท่านั้น

    วิว – พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ CEO บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด เริ่มสร้างแบรนด์ฉันจะกินชาเย็นทุกวันตั้งแต่อายุ 24 ปี ตอนนั้นเพิ่งผ่านช่วง COVID-19 มาพอดี ธุรกิจแรกทำเป็นร้านกาแฟทั่วไปก่อน เป็นร้านธรรมดาแต่เริ่มต้นที่ย่านบรรทัดทอง เพราะคุ้นเคย และเติบโตมากับที่นี่ เพราะครอบครัวทำธุรกิจเสื้อผ้าอยู่ในย่านบรรทัดทองเป็นทุนเดิม จึงได้จับจองพื้นที่ในย่านนี้ก่อนที่จะบูมขึ้นมาในภายหลัง

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    เมื่อทำร้านกาแฟแต่พบว่าเมนูเด่นของร้านคือ ชาไทย หรือชาเย็น ลูกค้ามาซื้อซ้ำค่อนข้างเยอะ เลยลองเอาแค่ชาไทยมาออกบูธขายที่ตลาดจ๊อดแฟร์ ตอนแรกลูกค้าก็งงๆ เพราะตอนนั้นชาเย็นยังไม่แมสขนาดนี้ แต่พอเริ่มทำคอนเทนต์บน TikTok ก็เริ่มมีคนรู้จักจนแมสในที่สุด

    พันธ์ทิพย์ เริ่มเล่าว่า เป็นคนชอบกินชาเย็นอยู่แล้ว กินตั้งแต่เด็กๆ คิดค้นสูตรเองเป็นสูตรนครฯ เป็นชาใต้ แต่ได้ปรับสูตรกลางๆ เป็นชาใต้ ผสมชาไทย จึงได้รสชาติเข้มข้น แต่เข้าถึงได้ง่าย ใช้จุดเด่นที่เมนูชาเย็นปั่น และมีไข่มุกเม็ดเล็ก ซึ่งชาเย็นปกติราคาเริ่มต้น 70 ปี เป็นราคาที่เข้าถึงง่าย

    ปี 2566 เริ่มจากบูทเล็กๆ ที่ตลาดจ๊อดแฟร์ พอแบรนด์เริ่มจุดติดเลยขยายมาเปิดหน้าร้านที่บรรทัดทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ของร้านกาแฟเดิมที่เคยทำ ใช้งบลงทุน 1 ล้านบาท 

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    จุดเปลี่ยนที่สำคัญของแบรนด์อยู่ในช่วงปี 2567 ที่แบรนด์เติบโตไว ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว 10 กว่าสาขา รวมถึงมีโอกาสที่เข้ามาหาเยอะ ทั้งพื้นที่จุดขายดีๆ และแบรนด์ใหญ่ที่เข้ามาคอลแลปด้วย ปัจจุบันมีคอลแลปไปแล้ว 4-5 แบรนด์ 

     

    สำหรับชื่อแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” พันธ์ทิพย์บอกว่าก็มาจากอินไซต์ล้วนๆ เพราะขายหน้าร้านได้เห็นพฤติกรรมลูกค้า บางคนกินชาเย็นแล้วติด ต้องกินทุกวัน เหมือนคนกินกาแฟ เลยเอามาตั้งชื่อแบรนด์เลย

    อยากจะขายชานมเพิ่มอีกแบรนด์

    ปัจจุบันฉันจะกินชาเย็นทุกวันมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 100,000 แก้ว หรือ 1 ล้านแก้วต่อปี โดยกลุ่มลูกค้าชอบระดับความหวานที่ 50-70% เป็นหลัก สาขาที่ขายดีที่สุด ได้แก่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เมกา บางนา และซีคอนบางแค 

    หลังจากประสบความสำเร็จกับแบรนด์ชาเย็นไปแล้ว ก็ได้เปิดแบรนด์ที่ 2 ก็คือ “เข้ม” ยกระดับกาแฟโบราณให้โมเดิร์น เมนูหลักได้แก่กาแฟโบราณ โกโก้ ราคาเริ่มต้น 60 บาท ปัจจุบันมี 2 สาขา บรรทัดทอง และแฟชั่นไอส์แลนด์ 

    เข้ม กาแฟโบราณ

    พันธ์ทิพย์ บอกว่า ปีนี้มีแผนที่จะเปิดแบรนด์ใหม่อีก 2 แบรนด์ เป็นแบรนด์เครื่องดื่มทั้งคู่ แบรนด์แรกเป็นชานมไต้หวัน น่าจะเปิดได้ช่วงไตรมาส 2-3 ส่วนอีกแบรนด์ยังไม่แน่ใจจะเป็นกลุ่มไหน น่าจะเปิดช่วงไตรมาส 4 ของปี แต่ทั้งคู่วางจุดยืนในระดับพรีเมียมแมส ราคาประมาณ 100 บาท 

    ตอนนี้ฉันจะกินชาเย็นทุกวันมีสาขารวม 22 สาขา เริ่มขยายไปต่างจังหวัดแล้ว เช่น นครปฐม และชลบุรี ปีนี้ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 30 สาขา 

    โดยกำลังศึกษาโมเดลแฟรนไชส์อยู่ จะช่วยทำให้ขยายสาขาได้เร็วขึ้น รวมถึงการขยายสาขาไปต่างประเทศก็มองโมเดลการขายมาสเตอร์แฟรนไชส์ 

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    เป้ารายได้สู่ 200 ล้านบาท

    ปี 2568 ที่ผ่านมา ฉันจะกินชาเย็นทุกวันมีรายได้รวม 140 ล้าน มีรายได้มาจากทั้งหน้าร้าน, B2B, ขายวัตถุดิบ และออนไลน์ โดยช่องทางเดลิเวอรี่มีสัดส่วน 40% 

    ปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวมทั้งหมด 200 ล้าน เป็นกลุ่มชาเย็น 150 ล้านบาท และแบรนด์อื่นๆ อีก 50 ล้านบาท

     

    ในเดือนมีนาคมนี้ ฉันจะกินชาเย็นทุกวันเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 3 ปี ด้วยการ โอนถ่ายชาเย็นไปสู่รูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่รวมถึงขนม เสียง และคอมมูนิตี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

    ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

    ปีนี้พันธ์ทิพย์อายุ 28 ปี ขึ้นแท่นอายุน้อยร้อยล้านตัวจริง ถ้าถามว่าอะไรคือความยากกับการเป็นนักธุรกิจอายุน้อย เธอบอกว่า

    “แม้จะเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย และมีประสบการณ์ไม่มากแต่ข้อดีก็คือ มีความกล้าที่จะเรียนรู้และขอความช่วยเหลือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจโตไว”

    เจ้าตัวยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมามีนายทุน หรือเชนเจ้าใหญ่ๆ มาพูดคุยเพื่อซื้อกิจการเช่นกัน แต่ส่วนตัวยังอยากบริหารอยู่ ยืนยัน “ไม่อยาก Exit” เป้าหมายในตอนนี้คือ ต้องการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งจนเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า ต้องการสร้างภาพจำ Iconic ของชาเย็น ที่ถ้านึกถึงชาเย็น ต้องนึกถึงแบรนด์นี้เท่านั้น

    ]]>
    1564044
    ตลาดชา ปี 68 ระอุ แบรนด์ไทย-ต่างชาติ บุกหนัก บิ๊กเนมระดับโลกคัมแบ็ก https://positioningmag.com/1552316 Thu, 18 Dec 2025 03:07:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552316 ปี 2568 คือปีที่ “ตลาดชา” ระอุต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าตลาดชา 26,000 ล้านบาท แต่มีจำนวนร้านชาทั่วไทยกว่า 30,000 แห่ง ทำให้สมรภูมินี้ กลายเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดของธุรกิจเครื่องดื่มในไทย

    และแรงหนุนสำคัญก็มาจากฝั่งผู้บริโภค

    ข้อมูลจาก Grab ชี้ว่า ปี 2568 เครื่องดื่มที่ถูกสั่งมากที่สุดแห่งปีคือ “ชาเย็น” (รวมชาไทย + ชานมไข่มุก) กว่า 11 ล้านแก้ว ตามมาติด ๆ ด้วย ชาเขียว 9 ล้านแก้ว จากกระแสมัตจะฟีเวอร์ ส่งผลให้แชมป์เก่าอย่างอเมริกาโนเย็น หล่นไปอยู่อันดับ 3 อย่างเป็นทางการ

    ร้านชาโกยรายได้ต่อเนื่อง

    เมื่อดีมานด์สูง รายได้ของร้านชาเบอร์ท็อปไทยก็เติบโตตาม แต่ตัวเลขกำไรสะท้อนว่า ‘เกมนี้ไม่ง่ายนัก’

    ชาตรามือ : บริษัท ทิพย์ธารี จำกัด

    • รายได้ 1,831 ล้านบาท เติบโต 43%
    • กำไรสุทธิ 268 ล้านบาท เติบโต 37%

    NOSE TEA : บริษัท โนส ที (ประเทศไทย) จำกัด

    • รายได้ 297 ล้านบาท เติบโต 512%
    • กำไรสุทธิ 30 ล้านบาท เติบโต 496%

    Bearhouse : บริษัท 21ซันแพสชั่น จำกัด

    • รายได้ 420 ล้านบาท เติบโต 31%
    • กำไรสุทธิ 3.6 ล้านบาท ลดลง 13%

    Karun : บริษัท การัน เบฟเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด

    • รายได้ 154 ล้านบาท เติบโต 52%
    • กำไรสุทธิ 2.9 ล้านบาท ลดลง 67%

    ชา

    ผู้เล่นต่างชาติสบช่อง บิ๊กเนมทยอยคัมแบ็ก

    ความร้อนแรงของตลาดชาในไทย ไม่ได้ดึงดูดแค่แบรนด์ในประเทศ แต่ยังเรียกบิ๊กเนมต่างชาติให้หวนคืนสนาม

    CHAGEE จากจีน

    ชาจี ภายใต้การบริหารของ บริษัท ชาเอ็กซ์พลอเรอร์ จำกัด ถือหุ้น 49% (ผู้ถือหุ้นเดิม) ก่อนที่กลุ่มมาม่า (ผู้ถือหุ้นใหม่) จะเข้าลงทุน 51% มูลค่า 142 ล้านบาท

    ปี 2568 เร่งเปิดมากกว่า 5 สาขาในโลเกชันหลัก ทั้ง The Parq, เซ็นทรัลพระรามสาม และโรบินสันลาดกระบัง

    Gong Cha

    แบรนด์ไต้หวัน สุดไวรัลในเกาหลีใต้ ที่เคยถอนทัพจากไทยเมื่อ 10 ปีก่อน กลับมาอีกครั้งในปี 2568 ภายใต้การนำเข้าของ Thai Outdoor Group (TOG) ปัจจุบันเปิดแล้ว 2 สาขา ที่เซ็นทรัลเวิลด์ และสยามพารากอน

    HEYTEA

    เจ้าของตำนานชาชีสและชาองุ่น หลังเคยเปิด Heekcha ในไทย และปิดตัวไปเมื่อปี 2563

    ล่าสุด ส่งสัญญาณกลับมาไทย จากการเปิดรับสมัครพนักงานตำแหน่ง Store Manager ประจำสาขากรุงเทพ ผ่าน LinkedIn

    คาดว่าเตรียมกลับมาลุยตลาดไทยอีกครั้งในปี 2569

    ตลาดชา

    แบรนด์ไทยรุกหนัก แตกไลน์–แจ้งเกิดน้องใหม่รัว ๆ

    ฝั่งแบรนด์ไทยเองก็ขยับเกมเร็วไม่แพ้กัน

    “ชาตรามือ” นอกจากขยายแบรนด์หลักเฉลี่ย 30 สาขา/ปี ยังรุกเซกเมนต์พรีเมียม ด้วยแบรนด์ใหม่ CTM (ย่อมาจาก Captivating Tea Muse) จับเทรนด์ชา Specialty ที่กำลังโต และวางหมากขยายในอัตราเดียวกับแบรนด์แม่

    ขณะเดียวกัน ตลาดชา ก็เปิดพื้นที่ให้ “น้องใหม่” แจ้งเกิดต่อเนื่อง อาทิ

    “ชงดี” (Chongdee) กับซิกเนเจอร์ ชาใต้เข้มข้น มาพร้อมปาท่องโก๋ เปิดเพียง 2 ปี ขยายแล้ว 13 สาขา รายได้ปี 2567 กว่า 36 ล้านบาท

    “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” เริ่มจากแผงเล็ก ๆ ในตลาดนัดจ๊อดแฟร์ ภายใน 2 ปี ขยายมากกว่า 22 สาขา จากพลังไวรัลและแบรนด์ดิ้งชัด

    ตลาดชา

    อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 คาดว่า การแข่งขันยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง เมื่อผู้เล่นใหม่เข้ามาไม่หยุด และบิ๊กเนมระดับโลก เริ่มกลับมาเคาะประตูอีกครั้ง

    คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “ตลาดชาจะโตไหม“ แต่คือ แบรนด์ไหนจะได้ไปต่อ และแบรนด์ไหนจะถูกคัดออกจากเกม…

    ]]>
    1552316