ซาอุ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 30 Apr 2026 02:44:00 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘UAE’ ออกจาก ‘OPEC’ แล้ว… จะเกิดอะไรต่อไปกับตลาดพลังงานโลก? https://positioningmag.com/1571295 Thu, 30 Apr 2026 02:43:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1571295 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2026 โลกพลังงานสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวออกจาก OPEC และ OPEC+ เพื่อมุ่งเน้น ผลประโยชน์แห่งชาติ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน การตัดสินใจนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2026

ปิดฉาก 57 ปีสมาชิก OPEC ก้าวข้ามพันธนาการโควตา

UAE เข้าร่วมกับ OPEC มาตั้งแต่ปี 1967 ปัจจุบัน UAE มีกำลังผลิตประมาณ 3.2 – 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) ภายใต้โควต้า แต่มีกําลังการผลิตสํารองเกือบ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 12.5% ของกำลังการผลิตรวมทั้งกลุ่ม ซึ่งการถอนตัวครั้งนี้ทำให้ UAE เจริญรอยตามกาตาร์ (ถอนตัวปี 2019) และแองโกลา (ถอนตัวปี 2024) 

โดยสาเหตุสำคัญของการเดินจากไปในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก UAE ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่ม OPEC เดียวกัน อีกทั้งอิหร่านยังพยายามปิดกั้นช่องทางยุทธศาสตร์อย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อขีดความสามารถในการส่งออกน้ำมันของ UAE สู่ตลาดโลก

ที่ผ่านมา UAE สะสมความไม่พอใจมาหลายปี จากการถูกบังคับให้ลดการผลิตตามนโยบายของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่อิรักและรัสเซียมักผลิตเกินโควต้าที่ตกลงกันไว้ นอกจากนี้ UAE และซาอุดีอาระเบียมีการแข่งขันกันเพิ่มขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลแดง

โดย UAE ชี้แจงว่าการตัดสินใจครั้งนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และเศรษฐกิจระยะยาวของ UAE รวมถึงการลงทุนเร่งด่วนในการผลิตพลังงานภายในประเทศ เนื่องจาก UAE ต้องการอิสระในการตัดสินใจด้านการผลิตโดยไม่ถูกข้อจำกัดจาก OPEC

ภาพจาก Shutterstock

เดินหน้าผลิตน้ำมันเต็มสูบ

ทุก ๆ บาร์เรลที่ซาอุฯ ยอมลดการผลิตเพื่อพยุงราคา หมายถึง รายได้ที่สูญเสียไป ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น การออกจาก OPEC ทำให้ ซาอุฯ สามารถเดินหน้าผลิตน้ำมันได้เต็มสูบ เพื่อเร่งนำเงินมาเป็นงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และขับเคลื่อนโครงการ Vision 2030 เช่น NEOM เมืองแห่งอนาคตมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ในระยะยาว

ฮอร์เก เลออน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์จาก Rystad Energy ระบุว่า UAE ถือเป็นสมาชิกที่มีอิทธิพลสูงสุดเป็น อันดับสอง รองจากซาอุดีอาระเบีย และเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่มีกำลังการผลิตสำรอง (Spare Production Capacity) ที่มีนัยสำคัญต่อการควบคุมราคาและรับมือกับภาวะช็อกด้านอุปทาน

อย่างที่บอกว่าจริง ๆ แล้ว UAE มีศักยภาพการผลิตสูงถึงเกือบ 4.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ต้องผลิตต่ำกว่านั้นเพราะโควต้า OPEC ซึ่งเป้าหมายต่อไปคือ บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ADNOC ลงทุนหนักเพื่อดันกำลังการผลิตให้ถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2027 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิม 3 ปี และมีความเป็นไปได้ว่า พอช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง คาดว่า UAE จะเร่งผลิตน้ำมันจากกำลังสำรองที่กักไว้ให้เต็มที่ทันที

ในอนาคต UAE สามารถขยายศักยภาพการผลิตน้ำมันไปถึง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากตลาดมีความต้องการ หากทำได้ตามแผน UAE จะกลายเป็น ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา, ซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย

Photo : Shutterstock

ซาอุฯ เสียหน้า และ OPEC อ่อนแอลงอย่างถาวร

แม้ว่า กาตาร์ และแองโกลา จะเคยถอนตัวออกจาก OPEC มาแล้ว แต่ผลกระทบครั้งนี้รุนแรงกว่ามาก เนื่องจาก UAE เปรียบเสมือน รองหัวหน้า ในกลุ่ม เป็นรองเพียงซาอุดีอาระเบียเท่านั้น โดย เดวิด โกลด์วิน อดีตทูตพิเศษด้านพลังงานระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า นี่คือ หมัดหนัก สำหรับซาอุดีอาระเบีย เพราะ UAE ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าแม้แต่น้อย และตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาประเทศอื่นใดในกลุ่มเลย

ดังนั้น ซาอุฯ ไม่เพียง เสียหน้า แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจการบริหารจัดการองค์กร แม้ซาอุฯ จะยังคงมีศักยภาพในการควบคุมตลาดให้คงที่ ด้วยกำลังการผลิตของตนเอง แต่อำนาจต่อรองจะลดน้อยลงเมื่อไม่มี UAE เคียงข้างขณะที่ Rystad Energy ระบุชัดว่า OPEC ที่ อ่อนแอลง การปรับสมดุลอุปทานและรักษาเสถียรภาพราคา ก็จะยิ่ง ยากขึ้น เรื่อย ๆ 

เพราะในอดีตกลุ่มพันธมิตรนี้เคยควบคุมอุปทานน้ำมันโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ในปัจจุบันกลับถือครองสัดส่วนไม่ถึง 1 ใน 3 ของตลาดโลกแล้ว

ราคาน้ำมันโลกจากนี้ จะยิ่งผันผวนหนักขึ้น 

รัฐมนตรีพลังงาน UAE ให้เหตุผลที่เลือกถอนตัวในเวลานี้ว่า เพราะจะ กระทบตลาดน้อยที่สุด เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดกั้นจากการโจมตีของอิหร่าน ทำให้น้ำมันของ UAE ออกสู่ตลาดโลกได้น้อยอยู่ดี

ดังนั้น ในระยะสั้น นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดจะยังไม่ตื่นตระหนกนัก แต่เมื่อสงครามจบและช่องแคบเปิด นั่นแหละคือจุดที่ทุกอย่างเปลี่ยน เพราะในระยะยาว การขาดความสมานฉันท์ในกลุ่มผู้ผลิตจะทำให้การพยุงราคาในช่วง น้ำมันล้นตลาด ทำได้ยากขึ้น แปลว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะ ลดต่ำลงเล็กน้อย แต่จะมีความ ผันผวนมากขึ้น

“ผลที่ตามมาคือความผันผวนของราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าในอนาคต UAE อาจจะยังให้ความร่วมมือกับ OPEC เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสมของสถานการณ์ตลาดก็ตาม” โกลด์วิน กล่าว

Photo : Shutterstock

อานิสงส์ต่อยักษ์ใหญ่พลังงานสหรัฐฯ

การถอนตัวจาก OPEC ไม่ได้ส่งผลดีต่อ UAE เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเป็นข่าวดีสำหรับบริษัทพลังงานข้ามชาติที่ร่วมทุนอยู่ในพื้นที่ ได้แก่

  • ExxonMobil (XOM): หนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดจากสหรัฐฯ ใน UAE โดยสินทรัพย์ใน UAE และกาตาร์ถือเป็น 20% ของกำลังการผลิตทั่วโลกของบริษัท แม้ในไตรมาสแรกของปีจะได้รับผลกระทบจากไฟสงครามจนการผลิตลดลง 6% แต่การที่ UAE เป็นอิสระจากโควตา OPEC จะเปิดโอกาสให้ Exxon เร่งการผลิตเพื่อเพิ่มผลกำไรได้มากขึ้น
  • Occidental Petroleum (OXY): ผู้ดำเนินการโครงการก๊าซยักษ์ใหญ่อย่าง Al Hosn Gas และถือครองสิทธิการสำรวจบนพื้นที่กว่า 2.5 ล้านเอเคอร์ใน UAE การที่ UAE ออกจาก OPEC จะช่วยเปิดช่องทางให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ และการขยายโครงการสำรวจขุดเจาะ (Exploration) ในพื้นที่ได้อย่างเสรีมากขึ้น

สรุป UAE ออกจาก OPEC ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน มันคือการประกาศอิสรภาพจากซาอุดีอาระเบีย เป็นสัญญาณว่า OPEC กำลังสูญเสียความน่าเชื่อถือ และกำลังเริ่มต้นยุคที่น้ำมันโลกจะผันผวน คาดเดาได้ยากกว่าเดิม

CNBC / The Motley Fool / DW.com

]]>
1571295