ญี่ปุ่น – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 21 Jan 2026 11:07:46 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ถึงเวลา ‘ร้านอาหารญี่ปุ่น’ ปรับตัว ต้องสร้าง story-เกาะเทรนด์ รับมือตลาดอิ่มตัว https://positioningmag.com/1556012 Wed, 21 Jan 2026 11:04:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1556012 เมื่อธุรกิจ ‘ร้านอาหารญี่ปุ่น’ ถึงยุคอิ่มตัว เจโทรฯ แนะหากแบรนด์อยากอยู่รอด จะมีจุดขายแค่ ‘ต้นตำรับแท้’ ไม่พอ และขาย ‘แพง’ ก็ไม่ดี ต้องปรับตัวหันมาสร้าง story, เน้นความคุ้มค่า และเกาะเทรนด์ให้อยู่ในกระแส เพื่อให้เป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเลือก

 

องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ เปิดเผยถึงผลการสำรวจ ‘ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย’ ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นปีแรกที่ร้านอาหารญี่ปุ่นมีจำนวนลดลง นับตั้งแต่สำรวจมาเมื่อปี 2550 โดยมีจำนวน 5,781 ร้าน ลดลง 135 ร้าน หรือลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ เป็นการลดลงของร้านอาหารญี่ปุ่นเกือบทุกประเภท

 

1.Yakiniku/BBQ : -9%

2.Donburi : -8.6%

3.Curry/Omu-rice : -6.4%

4.อาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่น : -5.3%

5.Izakaya : -4.4%

6.Soba/Udon : -2.8%

7.ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น : -2.8%

8.Suki/Shabu : -2.5%

9.Sushi : -2.3%

10.อาหารทอด : -2%

 

ยกเว้น ‘ร้านคาเฟ่’ และ ‘ร้านราเมง’ ที่ยังเติบโต โดยร้านคาเฟ่ โต 6.4% และร้านราเมง โต 2.6% ขณะที่ ‘เทปันยากิ’ มีจำนวนร้านไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

เมื่อวิเคราะห์ตามจำนวนสาขาพบว่า แบรนด์ที่มีสาขาเดียวและแบรนด์ที่มีหลายสาขา โดยเฉพาะแบรนด์ขนาดเล็กที่มีร้าน 2-5 สาขาลดลงชัดเจน ส่วนแบรนด์ขนาดใหญ่มีสาขามากกว่า 51 แห่งขึ้นไปยังคงมีจำนวนคงที่

ตลาดเข้าสู่ยุคอิ่มตัวต้องมีจุดขายมากกว่า ‘ต้นตำรับแท้’

 

ทางเจโทรให้เหตุผลที่ทำให้ปี 2568 มีจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นลดลง หลักๆ มาจากภาวะเศรษฐกิจ และการแข่งขันที่ดุเดือด ยกตัวอย่าง ร้าน Yakiniku และ BBQ ที่มีจำนวนลดลงมากที่สุด ก็พราะว่า เป็นร้านที่เริ่มต้นธุรกิจใหม่ได้ง่าย ทำให้คนสนใจเข้ามามาก ประกอบกับมีร้านปิ้งย่างจากเกาหลีเข้ามาแข่งขัน ทำให้ร้านประเภทนี้ได้รับผลกระทบมากสุด

 

ส่วนสถานการณ์และแนวโน้มร้านอาหารญี่ปุ่นในอนาคต ทางเจโทรได้วิเคราะห์จากการสำรวจและพูดคุยกับคนในแวดวงร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย สรุปออกมาเป็นประเด็นน่าสนใจดังต่อไปนี้

 

1.ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว : จากสถานการณ์เศรษฐกิจในไทยที่ยังชะลอตัว ได้กระทบต่อการขยายตัวของร้านอาหาร ขณะเดียวกันผู้บริโภคไทยมีได้ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่นมากขึ้น บวกกับรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ดังนั้น การขยายตลาดด้วยการเปิดร้านใหม่หรือการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว จึงเป็นเรื่องยาก และการขายความเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น ‘ต้นตำรับ’ หรือ ‘รสชาติญี่ปุ่นแท้ๆ’ ไม่สามารถนำมาสร้างความแปลกใหม่และดึงดูดผู้บริโภคได้

 

2.ต้องเน้น ‘ความคุ้มค่า’ ทั้งราคาและประสบการณ์ : ปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความคุ้มราคาและคุณค่าทางประสบการณ์ มากกว่าการเลือกโดยให้คุณค่าแก่ความ ‘พรีเมียม’ เพียงอย่างเดียว

 

3.ร้านอาหาร ‘เฉพาะทาง’ จะมีเพิ่มมากขึ้น : จากการที่คนไทยไปเที่ยวและรับประทานอาหารญี่ปุ่นจากแหล่งกำเนิด ทำให้ตอนนี้มีแนวโน้มให้ความสนใจร้านอาหารที่มีเมนูอาหารญี่ปุ่นเฉพาะทางเช่น ร้านราเมง ร้านคาเฟ่ ร้านหมูทอดทงคัตสึ ร้านแฮมเบิร์ก และร้านที่มีความพิถีพิถันเป็นพิเศษ เช่น ร้านที่เลือกใช้วัตถุดิบอย่างข้าวญี่ปุ่น ฯลฯ

 

4.ด้วยเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนของผู้บริโภค : มีผลต่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีแนวโน้มเลือกร้านอาหารตามการดูรีวิวและกระแสเทรนด์ในโลกโซเชียล

 

บทสรุปหากอยากเป็นผู้รอด

 

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แบรนด์จำเป็นต้องปรับตัว โดยต้องเน้นบอกเล่าเรื่องราวหรือ Story ต่างๆ ของแบรนด์ทั้งที่แหล่งที่มา คุณภาพ และส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้า เพื่อสร้างคุณค่าที่แตกต่าง เพราะเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

 

ขณะเดียวกันต้องชู ‘ความคุ้มค่า’ มาเป็นจุดขาย และที่ขาดไม่ได้ คือ การ Localized ซึ่งในที่นี้หมายถึง ‘วัตถุดิบ’ เพื่อปรับเมนูและราคาให้เหมาะกับคนไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ

]]>
1556012
ยอด ‘ล้มละลาย’ ในญี่ปุ่นพุ่งทะลุ 1 หมื่นราย 2 ปีติด จากพิษต้นทุนพุ่งและขาดแคลนแรงงาน https://positioningmag.com/1555399 Fri, 16 Jan 2026 06:05:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555399 ดูเหมือนสถานการณ์ธุรกิจรายย่อยของญี่ปุ่นยังกู่ไม่กลับ เพราะอัตรา ล้มละลาย ทะลุ 10,000 แห่ง เป็นปีที่สองติดต่อกัน ท่ามกลางการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนที่สูง และอัตราเงินเฟ้อ

ข้อมูลจาก Tokyo Shoko Research ระบุว่า ในปี 2025 ญี่ปุ่นมีจำนวนบริษัทที่ ล้มละลาย ที่ 10,300 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2013 และเพิ่มขึ้น +2.9% จากปีก่อนหน้า ถือเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แม้ว่าจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับการพุ่งสูงถึง 15.1% ในปี 2024

76.6% ของบริษัทที่ล้มละลาย เป็น ธุรกิจขนาดเล็ก มีหนี้สินรวมอยู่ที่ 1.59 ล้านล้านเยน ลดลง 32.1% โดยอุตสาหกรรม ภาคบริการ รวมถึงร้านอาหาร มีจํานวนการล้มละลายสูงสุดที่ 3,478 ราย เพิ่มขึ้น 4.5% ตามด้วย ธุรกิจก่อสร้างที่ 2,014 4.7% และ การผลิตที่ 1,186 เพิ่มขึ้น 3.9% 

ผลสํารวจแสดงให้เห็นว่า การล้มละลายที่เกิดจากการ ขาดแคลนแรงงานสูงถึง 397 รายเพิ่มขึ้น 36% นอกจากนี้ ความล้มเหลวทางธุรกิจที่เกิด ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น อยู่ที่ 767 ราย เพิ่มขึ้น 9.3% โดยทาง Tokyo Shoko Research คาดการณ์ว่า การล้มละลายของบริษัทขนาด ปานกลาง จะเพิ่มขึ้นในปี 2026 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ผลกระทบของภาษีสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนที่ย่ำแย่ ทำให้ยังไม่มีสัญญาณบวกจากนักท่องเที่ยวชาวจีน

นอกจากนี้ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลอย่างมากต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค เพราะ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น กำลังกดดันการบริโภค ส่งผลให้ ดัชนีความเชื่อมั่น ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 48.6 จุด ถือเป็นการ ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ในเดือนธันวาคม

ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า ภาวะเงินเฟ้อ จาก การอ่อนค่าของเงินเยน และ ตลาดแรงงานที่ตึงตัว กำลังกลายเป็นความท้าทายใหม่สำหรับบริษัทต่าง ๆ ซึ่งสถานการณ์นี้อาจกลายเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

Source

]]>
1555399
‘รัฐบาลญี่ปุ่น’ เตรียมทุ่มงบ 1 ล้านล้านเยน หนุนจัดตั้งบริษัทพัฒนา AI สัญชาติญี่ปุ่น เพื่อแข่งขันกับจีนและสหรัฐฯ https://positioningmag.com/1552754 Mon, 22 Dec 2025 05:35:28 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552754 ในยุคที่แทบทุกประเทศมุ่งหน้าสู่ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดย ญี่ปุ่น ก็เป็นอีกประเทศที่เตรียมเข้าสู่สนามเพื่อแข่งขัน ล่าสุด มีข่าวว่า รัฐบาลเตรียมสนับสนุนงบประมาณราว 1 ล้านล้านเยน (ประมาณ 6.34 พันล้านดอลลาร์) ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อช่วยเหลือบริษัทแห่งใหม่ที่มีแผนจะจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนา AI ภายในประเทศ

แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า บริษัทใหม่นี้จะเกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทประมาณ 10 แห่ง รวมถึง SoftBank Group Corp โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแบบจำลอง AI พื้นฐาน (Base AI Model) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

โดยโครงการสนับสนุนดังกล่าว จะเริ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2026 หรือในเดือนเมษายนปีหน้า โดยบริษัทด้าน AI ใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ คาดว่าจะมี ทีมวิศวกรประมาณ 100 คน จากทั้ง SoftBank และบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI อย่าง Preferred Networks Inc. เข้าร่วมในบริษัทใหม่นี้ และหวังว่าจะสามารถจัดหาทรัพยากรที่จำเป็น โดยเฉพาะการจัดซื้อ เซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาล

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในการพัฒนา AI ของตนเองนี้ เกิดขึ้นจากความหวังที่จะ แข่งขันกับจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำในเทคโนโลยีด้านนี้ เนื่องจาก AI ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ และปัจจุบันญี่ปุ่นยังตามหลังในการใช้งาน AI รัฐบาลจึงตั้งเป้าที่จะจัดทำแผนแม่บทพื้นฐาน ซึ่งคาดว่าจะได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในเร็ว ๆ นี้

โดยแผนดังกล่าวจะเน้นที่ การพัฒนา AI ในประเทศ และการรักษาฐานข้อมูล (Data Centers) เพื่อเสริมสร้างอำนาจของชาติและลดการขาดดุลทางดิจิทัล อีกส่วนคือ การพัฒนา Physical AI ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับหุ่นยนต์ (Robotics) โดยระบุไว้ในร่างแผนว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับญี่ปุ่นที่ยังตามหลังในด้านนี้อยู่

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ ก็พึ่งประกาศแผนพัฒนา AI ของประเทศ โดยมีเป้าหมายเป็น 1 ใน 3 ประเทศชั้นนำด้านเทคโนโลยี AI ของโลก (G3 AI Power) โดยต่อยอดจากความแข็งแกร่งด้านเซมิคอนดักเตอร์ (Samsung/SK Hynix) มาเป็นฐานในการครองตลาด AI พร้อมประกาศลงทุน 9.4 ล้านล้านวอน (ประมาณ 6.9 พันล้านดอลลาร์) ภายในปี 2027

Source

]]>
1552754
จีน-ญี่ปุ่น ตึงเครียดหนัก! ล่าสุด ลามถึงอนิเมะถูก ‘ห้ามฉาย’ และสั่ง ‘ยกเลิกทริป’ ไปญี่ปุ่น https://positioningmag.com/1547766 Wed, 19 Nov 2025 02:56:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1547766 หลายคนน่าจะรู้ว่า จีน และ ไต้หวัน เป็น 2 ประเทศที่มีประเด็นความขัดแย้งกันอยู่ เนื่องจากจีนอ้างความเป็นเจ้าของเกาะไต้หวัน ซึ่งที่ผ่านมา ญี่ปุ่น เองก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงสถานการณ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน เพื่อไม่ให้เป็นการยั่วยุจีน

จนกระทั่งการมาของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ที่​​กล่าวต่อสมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า “หากจีนโจมตีไต้หวัน จนคุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น ก็อาจกระตุ้นให้ประเทศของเธอมีการตอบสนองทางทหาร” และความเห็นนี้เองที่เป็นชนวนสำคัญของความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น

ล่าสุด แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเปิดเผยว่า บริษัทนำเที่ยวรายใหญ่หลายแห่งของจีนได้ หยุดขายแพ็กเกจทัวร์ไปญี่ปุ่น หลังจากที่ รัฐบาลจีนเรียกร้องให้พลเมืองไม่เดินทางไปประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้โรงแรมบางแห่งในญี่ปุ่นเริ่มมีการยกเลิกการจองจากนักท่องเที่ยวจีน

ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ผลกระทบดังกล่าวได้ลุกลามไปถึง อุตสาหกรรมบันเทิง โดยมีการเลื่อนการฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นในจีน เช่น Crayon Shin-chan the Movie: Super Hot! Scorching Kasukabe Dancers หรือ Cells at Work

นับตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายนปีนี้ ญี่ปุ่นต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 31.65 ล้านคน โดยประมาณ 7.49 ล้านคนมาจากจีน เพิ่มขึ้น 42.7% จากปีก่อน และนับเป็นประเทศที่มีการเดินทางมาญี่ปุ่นมากที่สุด โดยในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน การบริโภคของนักท่องเที่ยวชาวจีนในญี่ปุ่นมีมูลค่าประมาณ 590,000 ล้านเยน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวทุกประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทางหัวหน้าสมาพันธ์ธุรกิจ 3 แห่งในญี่ปุ่นได้พบ มาซาอากิ คานาอิ (Masaaki Kanai) อธิบดีกรมเอเชียและโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เพื่อเรียกร้องให้มีการเจรจากับจีนเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางการทูต

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า มาซาอากิ คานาอิ จะเดินทางไปเจรจากับ หลิวจินซง (Liu Jinsong) รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจีนในสัปดาห์นี้ แต่ปรากฏว่า เมื่อวานนี้ (18 พฤศจิกายน) กระทรวงการต่างประเทศจีนเปิดเผยว่า หลี่เฉียงไม่มีแผนพบทาคาอิจิในการประชุม G20 ที่ประเทศแอฟริกาใต้

]]>
1547766
รายย่อย ‘ญี่ปุ่น’ อาการหนัก! ‘ล้มละลาย’ ทะลุ 1 หมื่นราย สูงสุดในรอบ 11 ปี จากปัญหาเงินอ่อนค่า-ขาดแคลนแรงงาน https://positioningmag.com/1506472 Wed, 15 Jan 2025 05:04:44 +0000 https://positioningmag.com/?p=1506472 ดูเหมือนไม่ใช่แค่ ร้านราเม็ง ของญี่ปุ่นที่ ล้มละลาย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เป็นบริษัทรายย่อยแทบทั้งประเทศที่แห่กันล้มละลาย จนทำสถิติสูงสุดในรอบ 11 ปี เนื่องจากเจอกับ ต้นทุนที่สูง ปัญหาแรงงาน และไร้ผู้สานต่อธุรกิจ

โดยจากการสำรวจของ Tokyo Shoko Research บริษัทวิจัยสินเชื่อ เปิดเผยว่า ในปี 2024 มีจำนวนบริษัทที่ล้มละลายในญี่ปุ่นพุ่งถึง 10,006 บริษัท พิ่มขึ้นจากปี 2023 ถึง +15.1% ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดในรอบ 11 ปี โดยจำนวน 10,004 บริษัท ที่ล้มละลายเป็น บริษัทขนาดกลาง-เล็ก มีหนี้สินรวมอยู่ที่ 2.34 ล้านล้านเยน ถือว่าลดลง 2.4% จากปี 2023

ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้บริษัทล้มละลายสูงเป็นสถิติเป็นเพราะ ค่าเงินเยนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 37 ปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ ต้นทุนการนำเข้าของธุรกิจสูงขึ้น ปัญหา ขาดแคลนแรงงาน ที่หนักขึ้นจากประชากรสูงอายุในญี่ปุ่นที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการนำกฎระเบียบการ ทำงานล่วงเวลา ที่เข้มงวดยิ่งขึ้นมาใช้ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การก่อสร้างและบริการต้องเผชิญกับความตึงเครียดมากขึ้น

นอกจากนี้ มาตรการเลื่อนภาษีพิเศษ ที่นำมาใช้ในช่วงการระบาดของ COVID-19 ได้ยุติลงในปี 2024 ทำให้ภาระทางการเงินของบริษัทเล็ก ๆ ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

เมื่อแบ่งตามอุตสาหกรรมพบว่า ภาคบริการ รวมถึงร้านอาหาร มีจำนวนการล้มละลายสูงสุดที่ 3,329 ราย เพิ่มขึ้น 13.2% สูงเกิน 3,000 คดีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ตามมาด้วย ภาคก่อสร้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการปฏิรูปเวลาการทำงาน โดยมีการล้มละลาย 1,924 คดี เพิ่มขึ้น 13.6%

นอกจากนี้ การล้มละลายซึ่งมีสาเหตุจากการ ขาดแคลนแรงงาน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ระดับสูงสุดที่ 289 คดี ในขณะที่การล้มละลายที่เกิดจาก ไม่สามารถหาผู้มาดำเนินกิจการต่อได้ นั้นมีทั้งหมด 462 คดี ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด เช่นกันส่วนจำนวนการล้มละลายเนื่องจาก ภาระทางการเงินที่เกิดจากค่าประกันสังคมและภาษี เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเป็น 176 คดี จาก 92 คดี

Source

]]>
1506472
“ญี่ปุ่น” ใกล้วิกฤต! อัตราการเกิดในปี 2024 ลดลงต่ำกว่า 700,000 เป็นครั้งแรก https://positioningmag.com/1501389 Fri, 29 Nov 2024 09:02:47 +0000 https://positioningmag.com/?p=1501389 ข้อมูลขอตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เผยจํานวนการเกิดในญี่ปุ่น ครึ่งปีแรกของ 2024 ลดลง 6.3% จากปีก่อนเป็น 329,998 และคาดว่าภายในปี 2024 จะมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่า 700,000 เป็นครั้งแรก

โดยตัวเลขจํานวนการเกิดในครึ่งปีแรกยังไม่รวมจํานวนการเกิดของเด็กจากพ่อหรือแม่ที่เป็นชาวต่างชาติ สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเกิดที่ยังคงลดต่ำอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้คนจํานวนมากเลือกที่จะไม่แต่งงานหรือเลื่อนการแต่งงานและมีลูก จนกว่าจะรู้สึกถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

นอกจากอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องแล้ว ญี่ปุ่นยังมีจํานวนผู้เสียชีวิตในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 ที่มีตัวเลขเพิ่มขึ้น 1.8% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเป็น 800,274 ราย หักลบจากจํานวนการเกิดของประชากรอยู่ที่ 470,276

ด้วยจํานวนประชากรที่ลดลงเป็นปีที่ 15 ติดต่อกันในปี 2023 ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับการขาดแคลนแรงงานที่คุกคามความยั่งยืนของระบบประกันสังคม เช่น การดูแลสุขภาพและเงินบํานาญ รวมถึงการบริการของหน่วยงานท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบไปด้วย

ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นมีความพยายามในการเพิ่มอัตราการเกิด ด้วยการขยายเบี้ยเลี้ยงเด็กและการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร รวมถึงมาตรการอื่นๆ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าภายในต้นทศวรรษ 2030 อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของญี่ปุ่นที่จะแก้วิกฤตประชากรในประเทศ

โดยจํานวนการเกิดที่เทียบเคียงได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 คือ 352,240 คน โดยมียอดรวมทั้งปีอยู่ที่ 727,277 คนเท่านั้น

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเผยแพร่โดยกระทรวงฯ ในเดือนสิงหาคมแสดงให้เห็นว่า จํานวนเด็กที่เกิดในญี่ปุ่น รวมถึงชาวต่างชาติและพลเมืองญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ลดลง 5.7% จากปีก่อนเป็น 350,074 ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน

ที่มา : KYODO NEWS

]]>
1501389
ราคาข้าวญี่ปุ่นเดือนตุลาคม พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ กระทบหนักผู้ค้าและภาคครัวเรือน https://positioningmag.com/1500460 Fri, 22 Nov 2024 12:54:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1500460 ข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่น เผยว่า ราคาเฉลี่ยของข้าวญี่ปุ่นที่ขายให้กับผู้ค้าส่งโดยซัพพลายเออร์ในเดือนตุลาคม ทําสถิติราคาพุ่งสูงที่สุด เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นแม้จะมีการคาดการณ์ว่าราคาจะลดลงหลังจากการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง

โดยราคาขายของข้าวญี่ปุ่นแบบไม่ขัดสีที่เก็บเกี่ยวที่พุ่งสูงในปีนี้ ส่งผลต่อราคาขายปลีกที่เพิ่มขึ้น 57 % จากปีก่อนเป็น 23,820 เยนต่อ 60 กิโลกรัม หรือราว 5,339 บาทต่อ 60 กิโลกรัม นับเป็นราคาข้าวที่พุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ที่กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง เริ่มมีการสํารวจและเก็บข้อมูลในปี 2549

อีกทั้งความต้องการอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางการท่องเที่ยวขาเข้าที่เติบโตขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคาข้าวในประเทศญี่ปุ่นยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินค้าคงคลังของภาคเอกชนปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในช่วงฤดูร้อนนี้ 

จากสถานการณ์ราคาข้าวญี่ปุ่นที่พุ่งสูงขึ้น ได้เพิ่มแรงกดดันต่อภาคครัวเรือน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพลังงาน อาหาร และค่าครองชีพอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ที่มา : Japan Today

 

]]>
1500460
โอซาก้า ออกฎหมาย ห้ามสูบบุหรี่ริมถนนทั่วเมือง มีผลบังคับใช้ ม.ค. 2025  https://positioningmag.com/1498866 Wed, 13 Nov 2024 14:48:50 +0000 https://positioningmag.com/?p=1498866 Hideyuki Yokoyama นายกเทศมนตรีโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศในระหว่างการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบพิเศษของเทศบาลว่า จะออกกฏหมายห้ามสูบบุหรี่ริมถนนทั่วเมือง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2025 เป็นต้นไป เพื่อรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงรูปลักษณ์ของเมือง

เนื่องจากทางนครโอซาก้า กำลังเตรียมการสำหรับงาน Osaka-Kansai World Expo ที่กำลังจะมาถึงในปี 2025 ที่กําหนดไว้ในเดือนเมษายน ดังนั้นจึงมีการออกกฎหมายขยายการห้ามสูบบุหรี่ริมถนนให้ครอบคลุมทั่วทั้งเมือง และกำลังดำเนินการสร้างพื้นที่สูบบุหรี่มากกว่า 140 แห่งทั่วเมืองโอซาก้า เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ง่ายขึ้น

ก่อนหน้านั้นในปี 2007 ทางนครโอซาก้ามีการออกกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ตามท้องถนน โดยครอบคลุม 6 พื้นที่รวมถึงบริเวณใกล้เคียงของสถานี JR Osaka สถานที่ท่องเที่ยว Ebisubashi-suji และ Shinsaibashi-suji ที่มีคนพลุกพล่านให้เป็นพื้นที่เขตปลอดบุหรี่ โดยมีกําหนดค่าปรับ 1,000 เยน หรือประมาณ 230 บาท สําหรับผู้ที่ทำการละเมิดกฏหมายดังกล่าว ต่อมาในเดือนมีนาคม 2024 สมัชชาเทศบาลนครโอซาก้าได้ผ่านพระราชกฤษฎีกาฉบับแก้ไข เพื่อขยายพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ จาก 6 พื้นที่ให้ครบคลุมไปทั่วเมืองโอซาก้า 

ทั้งนี้ นายกเทศมนตรรีนครโอซาก้ายังกล่าวว่า เมื่อถึงเวลาที่พระราชกฤษฎีกาฉบับแก้ไขมีผลบังคับใช้ อย่างเป็นทางการ ทางนครโอซาก้าวางแผนจะสร้างสถานีใหม่เพิ่มเติมและปรับปรุงสถานีที่มีอยู่ โดยจํานวนสถานีสูบบุหรี่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 300 แห่งเมื่อถึงเวลาเปิดงาน Expo

ที่มา : THE MAINICHI NEWSPAPERS

 

]]>
1498866
ขอกลับมาผงาด! ‘ญี่ปุ่น’ เตรียมทุ่ม 10 ล้านล้านเยน ฟื้นอุตสาหกรรม ‘เซมิคอนดักเตอร์’ https://positioningmag.com/1498850 Wed, 13 Nov 2024 12:14:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1498850 ในยุค AI แบบนี้ อุตสาหกรรมที่คึกคักเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้น เซมิคอนดักเตอร์ หรือ ชิป ซึ่งปัจจุบัน ไต้หวัน กลายเป็นประเทศเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรม แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ในอดีต ญี่ปุ่น ถือเป็นผู้เล่นเบอร์ต้น ๆ และรัฐบาลญี่ปุ่นก็ต้องการพาประเทศกลับมาผงาดในอุตสาหกรรมอีกครั้ง

รัฐบาลญี่ปุ่น ได้ประกาศแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่ของประเทศ โดยเตรียมทุ่มงบสนับสนุนมูลค่า 10 ล้านล้านเยน (ราว 2.25 ล้านล้านบาท) หรือมากกว่า ภายในปีงบประมาณ 2030 เพื่อใช้เป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนกว่า 50 ล้านล้านเยน (ราว 11.27 ล้านล้านบาท) ตลอด 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมาตรการทั้งหมดคาดว่า จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวม 160 ล้านล้านเยน (ราว 36.12 ล้านล้านบาท) 

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ไต้หวัน และหลายประเทศในสหภาพยุโรป โดยเน้นที่การวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์รุ่นต่อไป

“เราจะกําหนดกรอบความช่วยเหลือใหม่เพื่อดึงดูดการลงทุนภาครัฐและเอกชนมากกว่า 50 ล้านล้านเยนในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามการฟื้นฟูอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์” Shigeru Ishiba นายกรัฐมนตรี กล่าว 

หนึ่งในบริษัทที่จะได้รับผลประโยชน์จากเงินทุนนี้ ก็คือ Rapidus ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 โดยรัฐบาลญี่ปุ่น ที่เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทชิป 8 บริษัท และบริษัทชิปเจ้าอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Toyota Motor และ Sony Group และกําลังร่วมมือกับ IBM ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ซึ่งที่ผ่านมา Rapidus บริษัทได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ แล้ว เนื่องจากตั้งเป้าที่จะผลิตชิปขนาด 2 นาโนเมตร ภายในปี 2027 ซึ่งชิปดังกล่าวจะนำไปใช้ในการพัฒนา AI

ทั้งนี้ ในปี 1988 ญี่ปุ่นเคยเป็นเป็นประเทศที่ครองส่วนแบ่งในตลาดชิปถึง 50% แต่หลังจากปี 1990 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นต้องประสบกับปัญหาจากนโยบาย ข้อตกลงด้านเซมิคอนดักเตอร์ระหว่างญี่ปุ่น-อเมริกา ส่งผลให้ต้องปรับราคาสินค้าและต้องเปิดตลาดให้บริษัทจากต่างประเทศเข้ามาลงทุน จนในปี 2017 สัดส่วนของญี่ปุ่นในตลาดชิปลดเหลือไม่ถึง 10%

ขณะเดียวกัน ประเทศอย่าง ไต้หวัน และ เกาหลีใต้ ก็หันมาลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของตัวเอง โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ผลักดัน จนปัจจุบัน บริษัท TSMC ของไต้หวันกลายเป็นบริษัทผู้ผลิตชิปอันดับ 1 ของโลก ส่วนฝั่งเกาหลีใต้ก็มี ซัมซุง (Samsung) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทวางแผนที่จะเริ่มผลิตชิป 2 นาโนเมตรในเชิงพาณิชย์ภายในปี 2025

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า เงินอุดหนุนเป็นสิ่งจําเป็น แต่ไม่สามารถรับประกันความสําเร็จได้ เพราะสถาปัตยกรรมของชิป 2 นาโนเมตรแตกต่างจากชิป 3 นาโนเมตร โดยเฉพาะการผลิตจํานวนมาก ถือเป็นความท้าทายสําหรับผู้เล่นทุกคน

Source

]]>
1498850
“ญี่ปุ่น” เปิดสถิติปี 2023 ส่งออก “โชยุ” กว่า หมื่นล้านเยน ส่งไป “สหรัฐอเมริกา” มากสุด  https://positioningmag.com/1498234 Sat, 09 Nov 2024 02:40:59 +0000 https://positioningmag.com/?p=1498234 “ญี่ปุ่น” เปิดสถิติปี 2023 ส่งออก “โชยุ” กว่า หมื่นล้านเยน ส่งไป “สหรัฐอเมริกา” มากสุด 

หากใครเป็นสายกินอาจจะรู้ว่า “วาโชกุ” คืออาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ที่มีการใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลอย่างชำนาญ และได้รับการยอมรับจาก UNESCO ในปี 2013 ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติอีกด้วย 

อานิสงส์เทรนด์อาหารแบบวาโชกุได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ “ซีอิ๋ว” หรือ “โชยุ” (Shoyu) (ซอสถั่วเหลือง) ของญี่ปุ่นมีอัตราการส่งออกที่เติบโตขึ้นเช่นกัน โดยข้อมูลของศุลกากรโตเกียว รายงานว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม มีตัวเลขการส่งออกโชยุเกิน 6.85 พันล้านเยน เนื่องจากความนิยมของวาโชกุยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระแสการจดทะเบียนฯยูเนสโก

นอกจากนั้นข้อมูลศุลกากรโตเกียวยังเผยว่า ในปี 2023 การส่งออกโชยุเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านเยน นับเป็นครั้งแรกที่มีการส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์เทียบเท่ากับในปี 1988 ซึ่งสมาคมโชยุญี่ปุ่นได้ระบุเพิ่มเติมว่า จํานวนร้านอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกโชยุเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สหรัฐอเมริกา ถือเป็นตลาดส่งออกโชยุอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น โดยมูลค่าส่งออกในปี 2023 คิดเป็น 17.9% ของการส่งออกโชยุทั้งหมด ตามด้วยส่งออกไปจีน 8.2% และเกาหลีใต้ 7.0%

ผู้ผลิตโชยุรายใหญ่ของญี่ปุ่น อย่าง Kikkoman Corp. กล่าวว่า โชยุส่วนใหญ่ทํามาจากถั่วเหลือง ข้าวสาลี และเกลือ และใช้วิธีการผลิตแบบดั้งเดิมในสมัยเอโดะ (1603-1867) ที่มีความซับซ้อน ทำให้โชยุมีหลากหลายประเภทขึ้น โดยหลักๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิด คือ โชยุอุสุคุจิ โชยุชนิดอ่อน , โชยุทามาริ (เข้มข้นกว่าโคอิคุจิ) ,โชยุชิโระ (ชนิดอ่อน มีรสหวานที่สุด) , โชยุไซชิโคมิ ที่เป็นการหมักซ้ำกันสองครั้ง  และ โชยุโคอิคุจิ ที่มีความเข้มข้น เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายที่สุด โดยคิดเป็น 84.9% ของการส่งออกโชยุทั้งหมดในปี 2022 และ 2023 

ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกโชยุของญี่ปุ่นมีมากถึง 26,542 กิโลลิตรใน 7 เดือนแรกของปี 2024 แซงหน้าอัตราการส่งออกสูงสุดในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2022 และปริมาณการส่งออกในปี 2023 อยู่ที่ 41,114 กิโลลิตร 

ที่มา : Japan Today

 

]]>
1498234