ตลาดชาบู – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 19 Jan 2026 13:52:16 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 เจาะเคสธุรกิจ “กินกันจังชาบู” สวนกระแสบุฟเฟ่ต์ด้วยอะลาคาร์ต รายได้ปี 69 คาดทะลุ 100 ล้านบาท https://positioningmag.com/1555682 Wed, 14 Jan 2026 03:49:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555682 ปัจจุบัน ตลาดชาบู-สุกี้ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ยังคงดุเดือดอย่างต่อเนื่อง จากผู้เล่นรายใหญ่เปิดศึกบุฟเฟต์หม้อร้อน ไม่ว่าจะเป็น เอ็มเค สุกี้ตี๋น้อย หรือกระทั่งลัคกี้สุกี้

ทว่ามี แบรนด์ชาบู ที่เติบโตสวนกระแส ด้วยโมเดลอะลาคาร์ต นั่นคือ “กินกันจังชาบู” ด้วยจุดเด่นราคาเริ่มต้น 19 บาท และไม่เคยขึ้นราคาตั้งแต่เปิดทำการมา อะไรคือเบื้องหลังให้กินกันจังชาบู เติบโตเงียบ ๆ

  • ปี 2566 รายได้ 1.6 ล้านบาท
  • ปี 2567 รายได้ 20 ล้านบาท
  • ปี 2568 รายได้ 59 ล้านบาท
  • ปี 2569 คาดว่าทำรายได้ 100 ล้านบาท

จากโบรกเกอร์หุ้นที่อยากรวย สู่เจ้าของร้านชาบู

พชร เรืองพีระกุล หรือ คุณเมย์ กรรมการ บริษัท เคจีเจ เรสเตอรองท์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้าน “กินกันจังชาบู” กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์เกิดขึ้นช่วง 10 ปีก่อน ช่วงคุณเมย์อายุ 26 ปี มีอาชีพโบรกเกอร์รายได้ 12,000 บาท

ทำให้มีความคิดอยากรวยขึ้น จึงเริ่มลุยธุรกิจร้านอาหาร นำร่องด้วย “ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำแตก” ด้วยเงินลงทุนราว 1 แสนบาท หลังทำร้านนาน 2 ปีจนธุรกิจไปได้ดี ได้แตกไลน์ร้านชาบู “กินกันจังชาบู” (ชื่อเดิมชาบูชีส) ใช้งบลงทุน 7 แสนบาท มีโต๊ะ 7-8 ที่นั่งเท่านั้น

จุดเริ่มต้นร้านกินกันจังชาบู มาจากเราสังเกตเห็นร้านหมูกระทะข้าง ๆ ทำบุฟเฟ่ต์มีทราฟฟิกสูง ลูกค้ามักมาเป็นกลุ่มใหญ่ และเป็นธุรกิจทุ่นแรง ลูกค้าทำกินกันเอง จึงทำให้เราลองเปิดร้านชาบูขึ้นมา ซึ่งสมัยนั้นยังมีผู้เล่นน้อย กระแสจุดติดใน 2 เดือน ตัดสินใจเซ้งกิจการก๋วยเตี๋ยวเรือ และลุยชาบูเต็มกำลัง

พชร เรืองพีระกุล หรือ คุณเมย์ กรรมการ บริษัท เคจีเจ เรสเตอรองท์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้าน “กินกันจังชาบู”

สวนกระแสบุฟเฟ่ต์ โตด้วยอะลาคาร์ต

แม้ขณะนั้น ธุรกิจบุฟเฟ่ต์เฟื่องฟูในไทย ด้วยแนวคิดความคุ้มค่าสูง แต่คุณเมย์กลับ ‘มองต่าง’ ด้วยจบจากสายคณิตศาสตร์การเงิน ทำให้ประเมินว่า ‘บุฟเฟต์อาจคุมต้นทุนยาก’

กินกันจังชาบู จึงวาง Positioning แบรนด์เป็นอะลาคาร์ต เพื่อคุมต้นทุนและคุณภาพอาหารได้ง่ายกว่า โดยมีราคาเริ่มต้น 19 บาท ปัจจุบันมีมากกว่า 30 รายการ เปิดขายตั้งแต่ 15.00–02.00 น.

ลูกค้าหลักคือ นักศึกษาและครอบครัว ที่มาทานเป็นกลุ่ม มีค่าใช้จ่ายต่อบิล 300-800 บาทหรือค่าเฉลี่ยต่อหัวราว 200 บาท มีลูกค้าต่อโต๊ะ 2–8 คน

ชาบูปี 69 ไม่ง่าย คู่แข่งประกบร้าน-กำลังซื้อหด

ปัจจุบันกินกันจังชาบูมีทั้งหมด 12 สาขา อาทิ จรัญสนิทวงศ์ 61, ท่าพระ, ประตูน้ำ, ตลาดพลู, บางซ่อน, กัลปพฤกษ์ แบ่งเป็น สาขาที่เปิดในนามบุคคล 6 แห่ง และในนามบริษัท 6 แห่ง

สำหรับ Top 3 สาขาทำรายได้สูงสุด คือ

  • บางซ่อน
  • ถนนจันทร์ 39
  • บางขุนนนท์

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจชาบูเผชิญความท้าทายสูง จากการแข่งขันตรง ๆ จากเชนบุฟเฟ่ต์รายใหญ่ที่มา “ประกบข้างแทบทุกสาขา”

ขณะที่ กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว โดยช่วงหลังโควิด ทราฟฟิกลูกค้าลดลง จากมากินเฉลี่ย 4 ครั้ง/เดือน เหลือ 2–3 ครั้ง/เดือน

แต่แบรนด์เลือก ไม่ลดราคา ไม่อัดโปร เพราะจุดแข็งคือ “ราคาประหยัดตั้งแต่ต้น ด้วยคุณภาพที่สม่ำเสมอ”

กินกันจังชาบู สาขาถนนจันทน์ 9

ปี 2569 ไม่สปีดสาขา เน้นเติบโตอย่างมั่นคง รีโนเวตสาขาเดิม

แผนการดำเนินงาน ปี 2569 กินกันจังชาบู ยังไม่โฟกัสการขยายสาขา เตรียมรีโนเวต 10 สาขาเดิม ใช้งบเฉลี่ย 1.5–2 ล้านบาท/สาขา

“เมื่อรีโนเวตเสร็จ และร้านเปิดให้บริการเต็มศักยภาพ ในปี 2569 คาดว่ารายได้ทะลุ 100 ล้านบาท จากการนำ 6 สาขาภายใต้การลงทุนส่วนบุคคล เข้าสู่ระบบบริษัท หลังจากนั้นตั้งเป้าเติบโตปีละ 10% และในอนาคตอาจขยายสาขาแบบค่อยเป็นค่อยไปปีละ 1-2 สาขา”

]]>
1555682
Mo-Mo-Paradise ชู ‘ความคุ้มค่า+คุณภาพ’ สู้ศึกตลาดชาบู-สุกี้เดือด https://positioningmag.com/1532302 Mon, 04 Aug 2025 09:16:32 +0000 https://positioningmag.com/?p=1532302 ขณะที่เราได้เห็นการสาด ‘สงครามราคา’ ในธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะตลาดสุกี้และชาบูอย่างดุเดือด แต่ทาง Mo-Mo-Paradise ได้ประกาศชัดว่า ไม่สนใจลงไปเล่นในสงครามนี้ และขอโตตามเส้นทางของตัวเอง นั่นคือ ใช้ ‘ความคุ้มค่า+คุณภาพ’ สไตล์ญี่ปุ่นแท้ เป็นจุดแข็งเพื่อสร้าง Brand Love มัดใจลูกค้า

 

“เราอยากให้ลูกค้ามา Mo-Mo-Paradise เพราะรักในแบบที่เราเป็น ไม่ใช่มาเพราะมีการอัดโปรฯ แรง ๆ หรือลดราคา”

 

เป็นคำตอบของ ‘สุรเวช เตลาน’ ซีอีโอ บริษัท โนเบิล เรสเตอท์รองต์ จำกัด ผู้บริหาร Mo-Mo-Paradise ในไทย เมื่อถูกถามว่า ทางแบรนด์จะมีโปรโมชั่นเด็ดอะไรออกมาสำหรับเพิ่มยอดขายและดึงกำลังซื้อผู้บริโภคในยุคที่เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างหนัก

 

สำหรับการให้ลูกค้ารักในแบบที่ Mo-Mo-Paradise เป็น ก็คือ จะชู ‘ความคุ้มค่า’ และ ‘คุณภาพ’ ตามแบบฉบับชาบูสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ มาเป็นทั้งจุดขายและจุดแข็ง ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่สุรเวชใช้สร้างธุรกิจนับตั้งแต่นำแบรนด์นี้เข้ามาในไทยเมื่อ 18 ปีก่อน

 

ขณะที่การขยายสาขา ในปีนี้ยังไม่มีแผนขยายสาขาใหม่ แต่จะหันมาเน้นสร้างการเติบโตของยอดขายในร้านเดิม (Same store sale growth) ให้มากขึ้นแทน ผ่านการปรับปรุงคุณภาพการบริการ นำเทคโนโลยี อาทิ ระบบ POS, ERP, AI ฯลฯ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ควบคู่ไปกับการมีเงินทุนสำรองและกระแสเงินสดที่เหมาะสม

 

“18 ปี เรามี 30 สาขา ถือว่าน้อยนะเมื่อเทียบกับจำนวนปีที่ทำธุรกิจ ทว่าอย่างที่บอกเราอยากโตในแบบของเรา อย่างก่อนหน้านี้ช่วงที่ร้านชาบูแข่งกันเดือด ๆ จะเห็นหลายแบรนด์นำสินค้าอื่นเข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะซูชิและปลาแซลมอน แต่เราไม่ทำ เนื่องจากไม่ใช่ตัวตนและทางของแบรนด์เรา ซึ่งเราไม่เคยเขว้ ทำให้เราเดินได้อย่างแข็งแรงมาถึงทุกวันนี้”

 

เศรษฐกิจมีลงก็มีขึ้นได้

 

ส่วนสภาพเศรษฐกิจ สุรเวชบอกว่า มีขึ้นก็มีลง เมื่อลงก็มีโอกาสขึ้น โดยตั้งแต่เขาทำธุรกิจมานาน 18 ปี ไม่เคยมีปีไหนที่คนบอกว่า ‘เศรษฐกิจดี’ ที่สำคัญวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก แม้ดูจะลากยาวและมีความท้าทายเป็นอย่างมากก็ตาม

 

ขณะที่ ‘สงครามราคา’ เราจะเห็นการเล่นกลยุทธ์นี้ไปอีกสักระยะ แต่คงไม่รุนแรงไปมากกว่านี้ เพราะแต่ละแบรนด์รู้ดีว่า ในระยะยาวกลยุทธ์ดังกล่าสไม่ได้ส่งผลดีต่อธุรกิจ ทั้งกระทบภาพลักษณ์และมีผลในเรื่องรายได้อย่างแน่นอน

 

สำหรับการดำเนินงานของ Mo-Mo-Paradise ช่วง 6 เดือนแรก ของปี 2568 ยังเห็นการเติบโต ซึ่งทั้งปี 2568  ทางบริษัทฯวางเป้ายอดขายไว้ประมาณ 2,000 ล้านบาท จากปีก่อนทำไป 1,700 ล้านบาท มาจากแบรนด์ Mo-Mo-Paradise เป็นหลัก

 

ส่วนอีก 3 แบรนด์ในเครือ ได้แก่ Nabezo Premium ร้านชาบูและสุกี้ยากี้ระดับพรีเมียม, Gyukatsu Kyoto Katsugyu ร้านเนื้อทอดสไตล์ญี่ปุ่น และ Guljak Topokki & Chicken ร้านต๊อกบกกีและไก่ทอดเกาหลี ที่ตอนนี้มีสาขารวม 8 แห่ง คาดว่า จะสร้างยอดขายให้ราว 100 ล้านบาท

]]>
1532302