ตึกสตง. – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 19 Dec 2025 04:33:11 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘ที่สุดของปรากฏการณ์แห่งปี 2025 ของคนไทย’ มีอะไรบ้าง? https://positioningmag.com/1552456 Thu, 18 Dec 2025 15:05:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1552456 LINE TODAY ได้เผยอินไซต์การเสพข่าวของคนไทยตลอดปี 2025 ผ่าน A YEAR IN REVIEW 2025 รวบรวมทุกเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนภาพ ‘ปีแห่งความสั่นสะเทือน’ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งเปิดให้คนร่วมโหวตในช่วงวันที่ 1-30 พ.ย. 2568 ด้วยคะแนนโหวตรวมกว่า 1.2 ล้านคะแนน

 

1.บรรยากาศแห่งความอาลัย พระพันปีหลวงเสด็จสวรรคต

 

การเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความโศกาดูรและสะเทือนใจคนไทยทั้งแผ่นดิน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนต่างร่วมกันแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน และจะสถิตอยู่ในใจของปวงชนตราบนิรันดร์

 

2.จากแผ่นดินไหวถึงมหาอุทกภัย ปีแห่งภัยพิบัติที่หนักหนาที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

 

ต้นปี 2568 ประเทศไทยต้องเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี ส่งแรงสะเทือนรับรู้ได้ตั้งแต่ภาคเหนือจรดกรุงเทพฯ อาคารสูงหลายแห่งต้องเร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย แต่ความเสียหายรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นกับ “อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่” ที่พังถล่มลงมาอย่างไม่คาดคิด เหตุการณ์นี้คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก พร้อมมีผู้บาดเจ็บและสูญหายอีกหลายราย กลายเป็นเหตุสะเทือนใจไปทั่วประเทศ และถูกจารึกไว้เป็นหน้าหนึ่งในความทรงจำของคนไทย

 

เหตุสะเทือนใจในครั้งนี้ยังสะท้อนให้สังคมหันกลับมาตระหนักถึงมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารทั่วประเทศอีกครั้ง หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างเร่งทบทวนมาตรการตรวจสอบและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคตอย่างจริงจัง ทำให้ประเด็นข่าวนี้ได้รับความสนใจจากผู้ใช้บน LINE TODAY จนมียอดการเข้าชมกว่า 155 ล้านครั้ง และได้รับการโหวตให้เป็น “ข่าวแห่งปี 2025” ด้วยคะแนนสูงถึง 17.61%

 

ปี 2025 ประเทศไทยต้องรับมือกับภัยธรรมชาติหลายระลอก เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เมื่อพายุหลายลูกพัดถล่มเข้าประเทศ ทำให้เกิดฝนตกหนัก ดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลาง รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก

 

ต่อเนื่องในเดือนพฤศจิกายน พื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยต้องเผชิญกับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่จากปรากฏการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังครอบคลุม 9 จังหวัด ประชาชนกว่า 1 ล้านครัวเรือนประสบความสูญเสียทั้งทรัพย์สิน บ้านเรือน และสมาชิกในครอบครัว ความเสียหายทางเศรษฐกิจประเมินเบื้องต้นกว่า 25,000 ล้านบาท นับเป็นหนึ่งในวิกฤตน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

 

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้คนไทย คือกรณีถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักและได้รับความสนใจจากผู้ใช้งาน LINE TODAY กว่า 12 ล้านครั้ง

 

เมื่อรวมเหตุการณ์ภัยพิบัติทั้งหมดตลอดปี เนื้อหาหมวด “ภัยพิบัติ” บน LINE TODAY มียอดการติดตามสูงถึง 295 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 133% จากปีก่อน สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “ปี 2025 คือปีแห่งการสั่นสะเทือนอย่างแท้จริง”

 

3.ฉาววงการผ้าเหลือง ปมศรัทธาที่สังคมตั้งคำถาม

 

วงการศาสนาร้อนแรงไม่แพ้การเมือง เมื่อเกิดคดีฉาวต่อเนื่องสะเทือนศรัทธาคนไทยทั่วประเทศ เริ่มจากกรณี “วัดไร่ขิง” ที่ถูกตรวจสอบพบการยักยอกเงินวัดกว่า 300 ล้านบาท ไปเล่นพนันออนไลน์ ต่อด้วยคดี “เจ้าคุณอาชว์” เจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ ถูกแฉสัมพันธ์สีกากอล์ฟ ซึ่งมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 385 ล้านบาท

 

อีกหนึ่งคดีใหญ่คือกรณี “หลวงพ่ออลงกต” และ “หมอบี” ที่ถูกโยงเข้ากับการยักยอกและฟอกเงินวัดพระบาทน้ำพุ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถยึดทรัพย์คืนได้มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท รวมแล้วหมวดข่าว “ศาสนา” บน LINE TODAY มียอดการเข้าชมทะลุ 144 ล้านครั้ง ตอกย้ำว่า “ปี 2025” คือปีที่ความศรัทธาถูกตั้งคำถามมากที่สุดในรอบหลายปี

 

4.เศรษฐกิจสั่นคลอน – ทองคำพุ่งแตะจุดสูงสุดในประวัติการณ์

 

ปีนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากหลายปัจจัย ทั้งสงครามการค้าโลกและมาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หรือ “ภาษีทรัมป์” ที่ได้เปิดศึกกับประเทศหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งประเทศไทยโดนไปเต็ม ๆ ถึง 36% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ข่าวนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงบน LINE TODAY มียอดการติดตามกว่า 65 ล้านครั้ง และถูกโหวตให้เป็นหนึ่งใน “ข่าวต่างประเทศแห่งปี” ด้วยคะแนนสูงถึง 25.4%

 

ภาคท่องเที่ยวของไทยก็เผชิญภาวะซบเซาต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นสวนทางกับเศรษฐกิจ แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 2” และ “คนละครึ่งพลัส” ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงต้อง “รัดเข็มขัด” อย่างต่อเนื่อง

 

ในอีกด้านหนึ่ง คนไทยหันไปมองหาช่องทางเพิ่มรายได้ จากการลงทุนใน “ทองคำ” ที่ราคาพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์บาทละกว่า 60,000 บาท ทำให้ฟีเจอร์การ “เช็กราคาทองแบบเรียลไทม์” กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้คนกว่า 29,000 ครั้งต่อวัน และได้รับการโหวตเป็นหนึ่งในข่าวยอดนิยมแห่งปี ด้วยคะแนน 21.52% อีกทั้งกระแสการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีก็ได้รับความสนใจและถูกจับตามองอีกครั้ง จากความทำสถิติราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ในรอบหลายปี

 

5.สงครามทั่วโลกร้อนแรง ด้านไทย-กัมพูชา ดุเดือดไม่แพ้กัน

 

ปี 2025 โลกยังคงเผชิญความร้อนแรงของสงครามหลายสมรภูมิ ทั้งสงครามรัสเซีย–ยูเครนที่ยังไม่สิ้นสุด ความขัดแย้งในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส รวมถึงการปะทะระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ยังคงเป็นจุดปะทะเชิงอำนาจระหว่างสหรัฐฯ และจีน

 

ด้านภูมิภาคอาเซียน ความขัดแย้งตามแนวชายแดน ไทย–กัมพูชา ยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรง มีการใช้อาวุธหนักตอบโต้กันหลายครั้ง ส่งผลให้ทั้งทหารและพลเรือนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นกระแสเดือดบนโลกโซเชียล ผู้คนรวมพลังภายใต้แฮชแท็ก #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด สะท้อนพลังความรักชาติและความห่วงใยต่อบ้านเมือง

 

แม้นายกรัฐมนตรีจากทั้งสองประเทศจะร่วมลงนามใน “ปฏิญญาสันติภาพ” เพื่อยุติความรุนแรงและถอนกำลังอาวุธหนักออกจากพื้นที่ แต่สถานการณ์ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ข่าวหมวดนี้ได้รับการโหวตจากผู้ใช้งาน LINE TODAY ถึง 13.41% ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุดในปี 2025

 

6.การเมืองไทยปีนี้ ไม่เหมือนชาติใดในโลก

 

ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาปะทุขึ้น หลังมีคลิปเสียงหลุดระหว่าง “อดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร” และ “ฮุน เซน” เผยแพร่ในโลกออนไลน์ ส่งผลให้คำว่า “อุ๊งอิ๊ง” ถูกค้นหาบน LINE TODAY ถึง 106 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 72 ล้านครั้งจากปีก่อน กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของปี และนำไปสู่คำวินิจฉัยของศาลให้ “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่สุด

 

จากสถานการณ์ดังกล่าวนำมาสู่ ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ เมื่อพรรคประชาชนจับมือกับพรรคภูมิใจไทยและพรรคพันธมิตร จัดตั้ง “รัฐบาลเฉพาะกิจ” เสนอชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และขณะเดียวกัน ทักษิณ ชินวัตร ที่เพิ่งกลับประเทศได้ไม่นาน ก็ถูกศาลตัดสินจำคุก 1 ปี หลังลูกสาวพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ทั้งหมดนี้ทำให้ประเด็นเกี่ยวกับ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับความสนใจสูงสุดบน LINE TODAY มียอดเข้าชมกว่า 190 ล้านครั้ง

 

ปิดท้ายด้วยการประกาศยุบสภาของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหญ่ในช่วงต้นปี 2026

 

7.กระแสมาสคอตมาแรงแห่งปี ครองกระแสไวรัลปี 2025

 

แม้ปี 2025 จะเต็มไปด้วยข่าวหนักและความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังมีพลังสดใสจากซอฟต์พาวเวอร์ตัวจิ๋วที่เข้ามาเติมรอยยิ้มให้คนไทยทั้งประเทศ กระแสมาสคอตมาร์เก็ตติ้งกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกแบรนด์ต้องมี ไม่ว่าจะเป็น “หมีเนย” “โพก้าซัง” และอีกหลากหลายมาสคอตไอดอลขวัญใจโซเชียล ที่กลายเป็นเทรนด์ไวรัลพูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง จนได้รับการโหวตสูงสุด 34.19% คว้าตำแหน่ง “ปรากฏการณ์แห่งปี 2025” ไปครอง

 

อีกหนึ่งพลังแห่งความน่ารักที่ยึดหัวใจคนไทยที่ตามมาในอันดับ 2 คือ “น้องเกล” หรือ “เจ๊เกล” ลูกสาววัย 3 ขวบของ “ชมพู่ อารยา” ที่ไม่ว่าจะขยับตัว พูดคำไหน หรือทำท่าใด ก็กลายเป็นกระแสทันที จนคำว่า “เติมเกล” กลายเป็นคีย์เวิร์ดประจำปี ภาพและคลิปไวรัลอย่าง “มอสมีแม่ไหม” หรือท่าเต้นโก๊ะ ๆ ในเพลง When I’m with You ของ “ลิซ่า – ลลิษา” ต่างถูกแชร์ต่ออย่างถล่มทลาย ด้วยคาแรกเตอร์ใส ๆ ปนความกวนเบา ๆ ที่ทำให้ “เจ๊เกล” เป็นที่รักของแฟนคลับ

 

8.แฟนนางงามเฮลั่น! “โอปอล” คว้ามงฟ้า – “วีนา” คว้ารองจักรวาล

 

ทางฟากนางงามก็มีเรื่องให้คนไทยได้เฮ เมื่อ “โอปอล–สุชาตา” สร้างประวัติศาสตร์คว้ามงกุฎ Miss World 2025 ให้ประเทศไทยสำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 57 ปี สร้างความปลื้มปีติให้แฟนนางงามทั่วประเทศ จนได้รับการโหวตให้เป็น ข่าวบันเทิงแห่งปี ด้วยคะแนนสูงสุดกว่า 35.05%

 

ขณะเดียวกัน เวที Miss Universe 2025 ซึ่งประเทศไทยรับหน้าที่เจ้าภาพ ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน เมื่อ “วีนา–ปวีนา” ตัวแทนสาวไทยคว้าตำแหน่ง รองชนะเลิศอันดับ 1 มาครองอย่างงดงาม สะกดทุกสายตาทั่วโลก

 

ความสำเร็จจากทั้งสองเวทีใหญ่ ทำให้ปีนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการนางงามไทย และตอกย้ำศักยภาพของตัวแทนสาวไทยที่ก้าวไกลขึ้นบนเวทีระดับโลกอย่างสง่างาม

 

9.ลุ้นสนุก! นักกีฬาไทยสร้างประวัติศาสตร์ต่อเนื่อง

 

ทางฝั่งกีฬาปีนี้ถือเป็นปีทองของวงการกีฬาไทย เมื่อนักกีฬาหลายคนสร้างผลงานระดับโลกอย่างต่อเนื่อง“บิว–คีริน” คว้าเหรียญเงินกรีฑาชิงแชมป์เอเชีย “จีโน่–อาฒยา” ทวงบัลลังก์โปรกอล์ฟหญิงมือ 1 ของโลก ขณะที่ “สมเกียรติ” สร้างประวัติศาสตร์นักบิดไทยหนึ่งเดียวผงาดคว้าแต้มแรก MotoGP และ “วิว–กุลวุฒิ” ทำสถิติเป็นนักแบดมินตันเดี่ยวมือ 1 คนแรกของไทย คว้าทั้งตำแหน่ง “ข่าวกีฬาแห่งปี” ด้วยคะแนนโหวต 31.65% และ “นักกีฬาแห่งปี” ด้วยคะแนนสูงสุด 44.33%

 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในรอบ 18 ปี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการกีฬาไทย ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความภาคภูมิใจของคนทั้งชาติ

 

10.หนัง ซีรีส์ไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

 

วงการภาพยนตร์ไทยยังคงสร้างชื่อเสียงบนเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ภาพยนตร์เรื่อง “ผีใช้ได้ค่ะ” กลายเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่คว้ารางวัลสูงสุดในสาย Critics’ Week จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ขณะที่ซีรีส์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ “สงครามส่งด่วน” ก็กระแสแรงไม่แพ้กัน ขึ้นแท่นอันดับ 1 บน Netflix ประเทศไทย และติดอันดับ 4 ซีรีส์ Non-English ที่มียอดชมสูงสุดทั่วโลก

 

ด้านซีรีส์ Boy Love และ Girl Love ของไทยยังคงครองกระแสทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย “เขมจิราต้องรอด” จากค่าย Domundi คว้าตำแหน่ง ซีรีส์ Boy Love แห่งปี ไปพร้อมกับ “เก่ง–หฤษฎ์” และ “น้ำปิง–นภัสกร” ที่คว้ารางวัล คู่จิ้นแห่งปี ด้วยคะแนน 38.77%

 

ขณะที่ฝั่ง Girl Love สองนักแสดงสาว “หลิง–ออม” จากซีรีส์ “เพียงเธอ” คว้ารางวัล ซีรีส์ Girl Love แห่งปี ด้วยคะแนนสูงถึง 57.09% และสร้างวลีฮิต “ไอร่ารู้ไหม..” ที่กลายเป็นคำพูดยอดนิยมแห่งปี สะท้อนถึงพลังของคอนเทนต์ไทยที่ยังคงครองใจผู้ชมทั่วโลกได้อย่างงดงาม

 

11.T-POP ฟีเวอร์ แรงไม่ตก กวาดครบทุกกระแส

 

อุตสาหกรรมเพลงและอีเวนต์ไทยก็ร้อนแรงไม่แพ้กันเมื่อกระแส T-POP กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์สำคัญที่ผลักดันศิลปินไทยให้ก้าวสู่เวทีสากล ขณะเดียวกันประเทศไทยยังกลายเป็น ศูนย์กลางคอนเสิร์ตระดับภูมิภาค ดึงดูดทั้งศิลปินไทยและต่างชาติให้จัดแสดงอย่างคึกคัก ถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้ศิลปินสาวไทยที่มีชื่อบนเวทีโลกอย่าง “ลิซ่า – ลลิษา” ก็ได้รับบทบาทในซีรีส์ระดับโลก The White Lotus ซีซัน 3 จุดกระแสแฟนทั่วโลกให้มาตามรอยสถานที่ถ่ายทำในไทย ทั้งภูเก็ต สมุย และกรุงเทพฯ คว้าอันดับ 1 ข่าวบันเทิงต่างประเทศแห่งปี ด้วยคะแนนโหวต 24.44%

 

เช่นเดียวกับ “แบมแบม – กันต์พิมุกต์” ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการเพลงไทย ด้วยการนำเพลงไทยขึ้นแสดงในคอนเสิร์ต Grace for the World ณ นครรัฐวาติกัน ถือเป็นการ “ส่งเสียงของประเทศไทยให้ดังก้องไปทั่วโลก” ได้อย่างภาคภูมิ และ คว้ารางวัล “ความภูมิใจแห่งปี” ด้วยคะแนนโหวตสูงสุดถึง 60.72%

นอกจากนี้ยังมีการจัดที่สุดแห่งปี แบ่งออกเป็น

  • ข่าวแห่งปี: ตึก สตง.ถล่ม ด้วยผลโหวต 17.61%
  • ข่าวกีฬาแห่งปี: วิว กุลวุฒิ ขึ้นมือ 1 โลกแบดมินตันชายเดี่ยวคนแรกของไทย ด้วยผลโหวต 31.65%
  • นักกีฬาแห่งปี: วิว กุลวุฒิ ด้วยผลโหวต 44.33%
  • ประโยคเด็ดแห่งปี: ชีเสิร์ฟ ด้วยผลโหวต 55.72%
  • เมนูฮิตแห่งปี: มัตจะ ด้วยผลโหวต 27.44%
  • เพลงแห่งปี: สมมติ – NAMPING ด้วยผลโหวต 34.37%
  • ข่าวต่างประเทศแห่งปี: ภาษีทรัมป์ ด้วยผลโหวต 25.4%
  • ความภาคภูมิใจแห่งปี: Banbam ร้องเพลงที่วาติกัน ด้วยผลโหวต 60.72%
  • ผู้ทรงอิทธิพลโลกโซเชียล: หนุ่ม กรรชัย ด้วยผลโหวต 44.1%
  • ปรากฎการณ์แห่งปี: มาสคอตไอดอล ด้วยผลโหวต 34.19%
  • ข่าวบันเทิงแห่งปี: โอปอลคว้ามงฟ้าคนแรกของไทย ด้วยผลโหวต 35.05%
  • ดาราชายแห่งปี: พีพี กฤษฏ์ ด้วยผลโหวต 57.3%
  • ดาราหญิงแห่งปี: เจนิส เจณิสตา ด้วยผลโหวต 71.13%
  • ศิลปินยอดนิยมแห่งปี: Bambam ด้วยผลโหวต 32.38%
  • ข่าวบันเทิงต่างประเทศแห่งปี: ปรากฏการณ์ลิซ่าครองโลก ด้วยผลโหวต 24.44%
  • ซีรีส์ Girl Love แห่งปี: เพียงเธอ ด้วยผลโหวต 57.09%
  • คู่จิ้น Girl Love แห่งปี: หลิงออม ด้วยผลโหวต 55.01%
  • ซีรีส์ Boy Love แห่งปี: เขมจิรา ต้องรอด ด้วยผลโหวต 53.02%
  • คู่จิ้น Boy Love แห่งปี: เก่งน้ำปิง ด้วยผลโหวต 38.77%
  • นักร้องลูกทุ่งแห่งปี: นุ๊ก ธนดล ด้วยผลโหวต 49.66%
]]>
1552456
เพราะการสื่อสารคือ หัวใจของการช่วยเหลือ! เจาะลึกบทบาทของ ‘AIS’ ในภารกิจกู้ภัยอาคาร ‘สตง.’ 49 วันแห่งการต่อสู้ที่ไม่ได้มีแค่ทีมกู้ภัย https://positioningmag.com/1524668 Thu, 05 Jun 2025 08:12:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1524668 เชื่อว่าคนไทยหลายคนคงไม่มีวันลืมวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 เนื่องจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่มีศูนย์กลางในประเทศเมียนมาได้ส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะกรณีที่ อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างถล่มลง นำไปสู่ภารกิจการช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัยที่ใช้เวลาทั้งสิ้น 49 วัน โดย Positioning จะพาไปเจาะลึกภารกิจช่วยเหลือผ่านมุมมองของ เอไอเอส (AIS) อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในภารกิจค้นหาผู้ประสบภัยครั้งนี้

หนึ่งในภารกิจซับซ้อนที่สุดของกทม. 

ย้อนไปเมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.2 ริกเตอร์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองลอยกอ ใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ลึกลงไปประมาณ 10 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งนี้รุนแรงมากจนส่งผลกระทบแผ่ขยายมาถึงประเทศไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร

ผลจากแรงสั่นสะเทือนดังกล่าวได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อ อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเป็นอาคารสูง ตั้งอยู่ในเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร อาคารได้พังถล่มลงมาทั้งหลังในลักษณะแพนเค้ก (Pancake Collapse) ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นคนงานก่อสร้างที่กำลังทำงานอยู่ภายในอาคาร 

นำไปสู่ภารกิจการช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัย โดยภารกิจดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการที่ยาวนานและซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ความไม่มั่นคงของโครงสร้างอาคารที่ถล่มลงมา ความซับซ้อนของพื้นที่ และความจำเป็นในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ยังรวมถึงฝุ่น และสภาพอากาศที่ทั้งร้อน และฝน

ในที่สุด เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ภารกิจช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัยก็ยุติลง โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 49 วัน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุอาคาร สตง.ถล่ม ล่าสุดอยู่ที่ 89 คน และอยู่ระหว่างติดตามอีกจำนวน 7 คน

การสนับสนุนไม่ใช่แค่เรื่องการสื่อสาร

ทันทีที่เกิดเหตุ เอไอเอส (AIS) ถือเป็นคนแรก ๆ ที่เข้าไปยังพื้นที่เพื่อเตรียมให้การสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัย โดยได้ส่งทีมวิศวกรพร้อมรถโมบายล์และอุปกรณ์สถานีฐานเคลื่อนที่พิเศษ (Base Station) เข้าไปในพื้นที่เพื่อตรวจสอบและประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบสื่อสารยังคงทำงานได้ปกติในสถานการณ์ฉุกเฉิน

“ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ ทีมวิศวะของเราต้องเดินจากออฟฟิศไปยังพื้นที่ เพราะรถติด ทุกอย่างวุ่นวายมาก และเราคุยกันทันทีเลยว่า เราอยากช่วยคนเราทำอะไรได้บ้าง ต้องใช้เทคนิคอะไรบ้าง ใช้เทคโนโลยีอะไรได้บ้าง ดังนั้น นอกจากดูแลโครงข่ายแล้ว เราอยู่เคียงข่างทุกท่านในทุกเหตุการณ์ แม้ว่าตอนนั้นเราเองก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบภัย” วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS เล่า

วสิษฐ์ เล่าต่อว่า สิ่งแรกที่ทีม AIS คิดก็คือ “ทำอย่างไรให้แบตเตอรี่ของผู้ประสบภัยในอาคารอยู่ได้นานที่สุด” เพราะเป้าหมายแรกก็คือ หาผู้รอดชีวิต ดังนั้น ต้องยืนยันให้ได้ว่า ผู้ประสบภัยอยู่ตรงส่วนไหนในตัวอาคาร ทำให้ทีมวิศวะของเอไอเอสได้ใช้เทคนิค Small Cellular Pinpointing เพื่อ ปรับแต่งการยิงสัญญาณเพื่อให้เซฟแบตเตอรี่มือถือให้ได้มากที่สุด

“ตอนนั้นเราไม่ได้ต้องการความเร็วแรงของสัญญาณ เพราะจะยิ่งทำให้แบตฯ หมดเร็ว ดังนั้น เราจึงเน้นการปรับแต่งการยิงสัญญาณเพื่อเซฟแบตเตอรี่ให้นานที่สุด เพื่อยื้อจนกว่าจะสามารถยืนยันจุดที่อยู่ของผู้ที่ติดในตัวอาคาร”

และเนื่องจากภายในพื้นที่เกิดเหตุมีทั้งเจ้าหน้าที่ และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ภารกิจต่อมาคือ การยืนยันตัวตน ผู้ที่ติดในอาคาร ทำให้เอไอเอสจำเป็นต้องใช้เทคนิค Network Data Analytics เพื่อแยกตัวเจ้าหน้าที่และผู้ประสบภัย ก่อนจะประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

“ตอนนั้นเราต้องเร่งมือทำ เพราะถ้าแบตฯ หมดภายใน 2 วัน ดังนั้น เราต้องเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด ดังนั้น เราต่องแข่งกับเวลาอย่างมาก” วสิษฐ์ อธิบาย

โดย พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ยอมรับว่า การเกิดภัยพิบัติในไทยไม่ได้เกิดบ่อย ดังนั้น เมื่อมีเหตุทำให้เกิดความโกลาหล ทำให้การที่ AIS เข้ามาช่วยเรื่องการยืนยันตัวตนผู้ประสบเหตุ จึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก

“AIS สามารถคัดกรองสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ ทำให้สามารถระบุหมายเลขที่เกี่ยวข้อง 249 เลขหมาย ซึ่งเราก็ประสานญาติผู้สูญหายเพื่อตรวจสอบข้อมูลจนพบ 46 หมายเลขที่ยังมีสัญญาณโทรเข้าได้ ข้อมูลนี้ช่วยให้เราจัดลำดับจุดค้นหาที่สำคัญและเร่งด่วนอย่างแม่นยำ เพิ่มโอกาสในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ” พล.ต.ต.โชติวัฒน์ อธิบาย

การสื่อสาร หัวใจของการช่วยเหลือ

หลังผ่านภารกิจค้นหาและยืนยันตัวตนในช่วง 3 วันแรก ก็เข้าสู่ภารกิจ สนับสนุนเจ้าหน้าที่กู้ภัย ด้วย High-Speed Fiber และ เทคโนโลยี 5G เพื่อให้การทำงานของหน่วยกู้ภัยและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ราบรื่น และปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุมีความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะ ความไม่มั่นคงของโครงสร้างอาคารที่ถล่มลงมา และความซับซ้อนของพื้นที่

“ตอนแรกเราไม่ปล่อย 5G เลย เพราะกลัวว่าจะไปทำให้แบตฯ ของผู้ประสบภัยหมดเร็ว แต่พอผ่านไป 3 วัน ซึ่งเราคาดว่าแบตฯ น่าจะหมดทุกเบอร์ เราก็ On 5G ทันที เพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้ทำงานได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะการใช้โดรนและหุ่นยนต์กู้ภัย”

สิทธิพล คงยิ่งหาร หัวหน้าทีมปฏิบัติการสมาคม ตอบโต้ภัยพิบัติ (ประเทศไทย) เล่าเสริมว่า ในการค้นหาผู้ประสบภัย โดรนจะถูกใช้ในจุดที่อันตรายหรือเข้าถึงยาก โดยจะทำหน้าที่เก็บข้อมูลภาพในระดับความละเอียดสูง เพื่อส่งมาใช้สร้างแผนภาพ 3 มิติ ของพื้นที่ รวมถึงโดรนจะทำหน้าที่ รักษาความปลอดภัยของทีมช่วยเหลือ เพราะโดรนจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับ ปูนทุกชิ้น เพื่อประเมินความเสี่ยงของอาคารที่อาจถล่มลงมา

อินเตอร์เน็ตสำคัญมาก เพราะการถ่ายทอดภาพ การไลฟ์สตรีมมิ่ง กล้องติดตัว และต้องเชื่อมต่อกับทีมช่วยเหลือเพื่อยืนยันพิกัด ต้องใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมด ดังนั้น ระบบการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ห้ามล่ม และถ้าสปีดต่ำ ภาพมันไม่ชัดเขาจะมองไม่เห็น สิทธิพล อธิบาย

ปฎิบัติการณ์จะไม่ลุล่วง หากไม่มีความร่วมมือจากทุกส่วน

วัชระ อมศิริ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะ ผู้วางแผนและดำเนินการ กรณีเกิดภัยพิบัติของประเทศ ย้ำว่า ที่ผ่านมา ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มักจะมีผลกระทบต่อ ระบบสื่อสาร ทำให้วิกฤตด้านการสื่อสารเมื่อเกิดภาวะวิกฤตจึงเป็นปัญหาอย่างมากในหลาย ๆ กรณีที่ผ่านมา ดังนั้น หลังจากผ่านช่วง 72 ชั่วโมงแรก การสร้างความเชื่อมั่นว่า ในพื้นที่มีระบบสื่อสารเพียงพอที่จะใช้ ทั้งใช้ในการสื่อสารในการปฎิบัติงาน สื่อสารกับภายนอก จึงเป็นสิ่งสำคัญ

“การค้นหาผู้ประสบเหตุไม่ได้ใช้เวลาแค่ 2-3 ชั่วโมงจบ แต่ใช้เวลาถึง 45 วัน ดังนั้น จากการสนับสนุนของทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมถึงทีมกู้ภัยจากหลายประเทศ ทำให้เราสามารถกู้คืนพื้นที่ได้ในเวลาไม่ถึง 50 วัน แสดงให้เห็นว่า เราไม่สามารถทำงานด้วยตัวเองได้” 

49 วันแห่งการช่วยเหลืออาจจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่บทเรียนที่ได้จากภารกิจครั้งนี้จะยังคงอยู่ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต และเป็นบทพิสูจน์ของพลังในการร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐ และเอกชน รวมถึงตอกย้ำให้เห็นว่า เครือข่ายดิจิทัลเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงชีวิต โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่การสื่อสารคือ หัวใจของการช่วยเหลือ

]]>
1524668