ท๊อป จิรายุส – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 29 Jan 2026 10:23:31 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 “ท๊อป จิรายุส” สรุป 5 กระแสโลกเปลี่ยนทิศจากเวที WEF 2026 ชี้ทางรอดที่ประเทศไทยต้องรู้ https://positioningmag.com/1557332 Fri, 30 Jan 2026 04:30:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557332

ก้าวเข้าสู่ปีใหม่พร้อมกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลก การเมือง และสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่าในแต่ละปีต้องมีการคาดการณ์เทรนด์ หรือกระแสต่างๆ ของโลก หนึ่งในเวทีสำคัญแห่งหนึ่งก็คือ World Economic Forum การประชุมใหญ่ประจำปีที่มีส่วนชี้ชะตาสำคัญในการกำหนดนโยบาย หรือเสนอแนะแนวทางทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นเวทีใหญ่ที่บุคคลสำคัญ ในหลากหลายด้าน ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ นักวิชาการ สื่อมวลชน และบุคคลที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลกมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยน และนำเสนอแนวคิด

ในปีนี้ “ท๊อป – จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นตัวแทนนักธุรกิจชาวไทยที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum 2026 หรือการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เมื่อวันที่ 19-23 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โดยที่ ท๊อป จิรายุส ได้สรุปประเด็นสำคัญจากเวทีการประชุม World Economic Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “A Spirit of Dialogue” เน้นย้ำถึง 5 ประเด็นหลักที่คนไทยทุกคนจำเป็นต้องรู้

  1. เข้าสู่ยุคแห่งการสะสมอำนาจ (Power Accumulation Era)

หากย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ทศวรรษก่อน โลกดำเนินไปภายใต้ “ยุค Rule-based Era” หรือยุคที่ยึดถือระเบียบโลกเป็นบรรทัดฐาน เน้นความไว้วางใจและการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ทางการค้าเพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุด ดังนั้น ประเทศที่มีอำนาจคือ ประเทศที่มีประสิทธิภาพทางการซื้อขายและสามารถทำกำไรได้ดี 

แต่วันนี้ กฎเกณฑ์เหล่านั้นกำลังถูกเขียนใหม่ เราเข้าสู่ “ยุค Power Accumulation Era” หรือยุคที่อำนาจไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการควบคุม 3 ทรัพยากรสำคัญ คือ พลังงาน (Energy), ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด (Critical Infrastructure)

สรุปง่ายๆ ก็คือ โลกเปลี่ยนจากการค้าเสรีตามกฎเกณฑ์ มาเป็นการสะสมทรัพยากรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ใครคุม 3 สิ่งนี้ได้คือผู้ชนะ

สภาวะดังกล่าวส่งผลให้ทุกประเทศเร่งสร้าง “เกราะป้องกัน” เพื่อลดการพึ่งพาประเทศอื่น ผ่านการลงทุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ 

1) งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ (Defense Spending) โดยเฉพาะในแถบยุโรปกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและศักยภาพในการปกป้องตนเองโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว

2) โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งยวด (Critical Infrastructure) โดยเฉพาะ AI Model ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ทั้งระบบการทำงาน การศึกษา และการสื่อสาร ทำให้ประเทศที่มีทรัพยากรมนุษย์เชี่ยวชาญด้าน AI จะได้เปรียบและดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก

  1. วัฒนธรรมการค้าโลกเปลี่ยนจาก Global เป็น Regional

รูปแบบการค้าระหว่างประเทศกำลังเผชิญกับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นระบบโลกาภิวัตน์ (Globalization) หมดยุคที่เน้นแค่ “สินค้าถูกและดี” แต่เปลี่ยนมาเน้น “ความปลอดภัยและความเชื่อใจ” นำไปสู่แนวคิดใหม่ 3 ข้อ ได้แก่

1) การเปลี่ยนผ่านจากยุค Globalization สู่ Regionalization รูปแบบการซื้อขายระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมที่เป็น Globalization เน้นประสิทธิภาพทางการแลกเปลี่ยน ไปสู่ระดับภูมิภาค Regionalization ที่เน้นความปลอดภัย เป็นการค้าที่ไม่ได้มองหาแค่ประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่มองหาความปลอดภัยและความไว้วางใจระหว่างประเทศต่างๆ โดยจะเลือกซื้อขายกับพันธมิตรในภูมิภาคหรือกลุ่มที่มีค่านิยมร่วมกัน เช่น กลุ่มเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศอำนาจปานกลางฝั่งยุโรป

2) จากการพึ่งพาสู่ “การกระจายความเสี่ยง” คือ การที่หลายประเทศในโลกเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพามหาอำนาจ จึงเกิดแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงด้วยการแสวงหาพันธมิตรและคู่ค้าทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อน เพื่อสร้างจุดยืนที่มั่นคงด้วยขาของตนเอง ไม่มีใครอยากพึ่งพามหาอำนาจใดประเทศเดียวอีกต่อไป การหาพันธมิตรหลายทิศทางจึงกลายเป็นกลยุทธ์หลัก

3) การส่งเสริมการบริโภคของท้องถิ่น (Local Consumption) ทุกประเทศพยายามผลักดันการผลิตในประเทศให้ได้มากที่สุด เพื่อเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น “ประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน” (Efficiency Supply Chain) ไปสู่ยุคที่เน้น “ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน” (Resilience Supply Chain) แม้ความยืดหยุ่นที่สูงขึ้นจะทำให้ประสิทธิภาพทางการค้าลดลงก็ตาม

  1. โมเดล “5-Layer Cake” เทคโนโลยีคือ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ในยุคที่การลงทุนล่วงหน้าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทุกประเทศต้องลงทุนใน “5-Layer Cake” เพื่อความอยู่รอด ประกอบด้วยชั้นแรกคือ “พลังงาน” ซึ่งเป็นรากฐานของทุกสิ่ง ชั้นที่สองคือ “ชิปคอมพิวเตอร์” ที่เปรียบเสมือนสมองของโลกดิจิทัล ชั้นที่สามคือ “ระบบคลาวด์” ที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลางของข้อมูล ชั้นที่สี่คือ “AI Model” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ขับเคลื่อนอนาคต และชั้นบนสุดคือ “แอปพลิเคชันที่พัฒนาจาก AI Model” ที่เป็นช่องทางสู่ผู้ใช้งานจริง

แต่นี่ไม่ใช่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทันที กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF เตือนว่าโลกอาจเผชิญภาวะเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะเงินทุนมหาศาลถูกดึงไปสร้างอนาคต ความท้าทายที่แท้จริงคือการเปลี่ยนต้นทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นกำไรและการจ้างงานที่เป็นรูปธรรม ถือเป็นโจทย์สำคัญของทุกประเทศที่ต้องพยายามสร้างผลกำไรจากการลงทุนเหล่านั้น และหาโอกาสทางการเติบโตผ่านเทคโนโลยี AI ให้ได้

  1. AI ฟองสบู่ หรือยุคสมัยใหม่?

ในทุกยุคสมัยจะมีเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ตั้งแต่การเข้ามาของเว็บไซต์ไปสู่สมาร์ทโฟน ตลอดจนการมาถึงของโซเชียลมีเดีย และตอนนี้คือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ในทุกก้าวเดิน 

AI ไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีการทำงาน แต่กำลังเปลี่ยน “ผืนผ้าของสังคม” ทั้งหมด ตั้งแต่วิธีที่เราเรียนรู้ สื่อสาร จนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและการบริหารราชการ โดย AI เปลี่ยนแปลงผืนผ้าของสังคมผ่านการแทรกซึมในชีวิตประจำวัน โครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการบริหารงานของภาครัฐ

แต่คำถามสำคัญ คือ การลงทุนใน AI ที่เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งยวดนี้ต้องลงทุนล่วงหน้าด้วยเม็ดเงินมหาศาล หลายประเทศต้องกู้เงินมาลงทุน หาเงินดึงดูดนักลงทุนเข้าประเทศ จึงเป็นการลงทุนที่นักลงทุนหลายคนเตือนว่าตอนนี้เปรียบเสมือน “ฟองสบู่” ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะสร้างกำไรได้จริง การลงทุนหลายล้านล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI นี้จะกลายเป็นฟองสบู่ที่แตก หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กันแน่ สิ่งนี้คือโจทย์สำคัญของทุกประเทศที่ต้องหาคำตอบ

  1. แผนที่อำนาจใหม่ของโลก

ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ในปัจจุบัน โลกแบ่งขั้วอำนาจชัดเจนขึ้นเป็น 3 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่

1) ประเทศมหาอำนาจ (Great Power) คือ กลุ่มผู้เขียนกฎเกม เป็นกลุ่มประเทศที่มีอำนาจมหาศาล ทั้งในด้านการป้องกันประเทศ มีเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง เป็นศูนย์กลางทางอำนาจ ได้เปรียบทาง

พลังงาน มีความมั่นคงทางอาหาร และมีเทคโนโลยีเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ที่ครอบครองทั้งพลังงาน เทคโนโลยี และอำนาจทางทหาร

2) ประเทศอำนาจปานกลาง (Middle Power) คือ กลุ่มผู้สร้างพันธมิตร เป็นกลุ่มประเทศที่มีอำนาจระดับภูมิภาคหรือระหว่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป ที่พยายามรวมตัวกันเป็นพันธมิตรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ไม่ต้องพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศก็ยังมีความต้องการพึ่งพาตนเองเป็นหลักอยู่

3) ประเทศด้อยอำนาจ (Small Power) คือ กลุ่มผู้รับราคา เป็นประเทศที่ยังขาดอิทธิพลในเวทีโลก อยู่กันตามภูมิภาค ไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากมาย มักมีสถานะเป็นผู้รับราคา (Price Taker) แทนที่จะเป็นผู้กำหนดราคา (Price Maker) และยังคงขาดเสียงในเวทีโลก

4 หัวใจสำคัญ : ทางรอดของประเทศไทย

สุดท้าย ท๊อป จิรายุส ได้เน้นย้ำถึง 4 หัวใจสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยในยุคแห่งการแย่งชิงอำนาจ (Power Accumulation Era) นี้

1) สร้างความน่าเชื่อถือ และขยายเครือข่ายพันธมิตร ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกและเร่งสร้างพันธมิตรทางการค้าที่หลากหลาย ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งจนเกินไป อย่าผูกตัวเองเข้ากับมหาอำนาจใดประเทศเดียวจนเกินควร

2) สร้างความมั่นคง และความยั่งยืนในทุกมิติ ประเทศไทยต้องสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่พลังงาน อาหาร ไปจนถึงเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

3) สร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยต้องสร้างเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะการมีโครงสร้างพื้นฐานแบบ 5-Layer Cake เป็นของตนเอง ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อยืนหยัดด้วยขาตนเอง 

4) ปรับตัวให้เร็ว ประเทศไทยต้องพัฒนาขีดความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันกระแสโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เพราะโลกหมุนเร็ว ใครปรับตัวไม่ทันจะตกขบวน

“หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนทั้ง 4 ปัจจัยนี้ได้พร้อมกัน เราจะไม่ได้แค่รอดในยุค Power Accumulation Era แต่เราจะเติบโตและเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาค เราจะสามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายและประสบความสำเร็จในยุค Power Accumulation Era ที่แต่ละประเทศในโลกขับเคลื่อนไปด้วยการสะสมอำนาจได้” คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กล่าวทิ้งท้าย

ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนและการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับตัวเล็กน้อย แต่เป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานของระเบียบโลกทั้งหมด คำถามไม่ใช่ว่าเราจะเปลี่ยนหรือไม่ แต่คือเราจะเปลี่ยนได้เร็วพอหรือไม่ และจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า

จากเวทีดาวอสในครั้งนี้ ข้อความที่ชัดเจน คือ ยุคของการพึ่งพาและรอคอยได้สิ้นสุดลงแล้ว ยุคใหม่เป็นของผู้ที่กล้าลงทุน กล้าเปลี่ยนแปลง และพร้อมสร้างอำนาจของตัวเอง ประเทศไทยจะเลือกเดินไปข้างหน้าหรือจะยืนดูคนอื่นผ่านไป คำตอบอยู่ที่การตัดสินใจและการลงมือทำของเราในวันนี้

]]>
1557332
“ท๊อป จิรายุส” ขยายคอมมูนิตี้ด้านสุขภาพ StayGold Meetup 3 งานสัมมนาที่จะไขรหัสลับสู่การอายุยืนอย่างมีคุณภาพ https://positioningmag.com/1531727 Thu, 31 Jul 2025 01:40:59 +0000 https://positioningmag.com/?p=1531727

ยุคสมัยนี้ไม่มีประเด็นไหนร้อนแรงไปเท่าประเด็นเรื่องสุขภาพอีกต่อไปแล้ว ผู้คนมีความตระหนักรู้ และใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ผู้ประกอบการก็สรรหาสินค้าที่มาตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเช่นกัน เพราะการลงทุนในสุขภาพ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดนั่นเอง

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากตกขบวนกระแสเฮลท์ตี้นี้อย่างแน่นอน ล่าสุด “บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์” หรือ Bitkub นำโดย CEO หนุ่มอย่าง “จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ได้จัดงาน StayGold Meetup เป็นงานสัมมนาใหญ่ด้านสุขภาพที่จะมาไขรหัสลับสู่การมีอายุยืนอย่างยั่งยืนที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้

ในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ภายใต้แนวคิด “Recode Your Life. Naturally.” หรือการเขียนโปรแกรมชีวิตใหม่ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญในวงการสุขภาพและเทคโนโลยีมาร่วมแบ่งปันความรู้และแนวคิดของการมีชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) อย่างเป็นธรรมชาติ

StayGold Meetup 3 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ ทรูดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคับคั่งทั้งเนื้อหาสาระความรู้และผู้สนใจเข้าร่วมงานที่ลงทะเบียนเข้ามากว่า 2,000 คน เป็นคอมมูนิตี้ที่รวบรวมคนรักสุขภาพอย่างยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งเลยทีเดียว

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เปิดเผยว่า 

“งาน StayGold Meetup นี้ เป็นความตั้งใจที่อยากเปิดพื้นที่เชื่อมต่อคนที่สนใจในเรื่องสุขภาพเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ด้านสุขภาพและการมีชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) ได้ โดยมุ่งหวังให้งานนี้เป็นแรงบันดาลใจใหม่ให้คนไทยอยากลงทุนในสุขภาพอย่างจริงจัง และสามารถ ‘Recode Your Life. Naturally.’ ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการจัดงานนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วและได้รับความสนใจมากขึ้นในทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความสนใจของคนไทยที่ยังให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพและการดูแลตัวเอง”

งาน StayGold Meetup เปิดฉากด้วยวิสัยทัศน์จาก “ปริวรรต วงษ์สำราญ” รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่กล่าวถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพว่าเป็นสิ่งที่คนทุกช่วงวัยต้องหันมาใส่ใจ โดย NIA มุ่งหวังที่จะส่งเสริมนวัตกรรมที่ไม่ใช่เพียงแค่การป้องกันหรือการรักษาเท่านั้น แต่ต้องการสร้างระบบนิเวศของนวัตกรรมการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับการเติบโตได้ในระยะยาวอีกด้วย


สรุปไฮไลท์สำคัญสู่การดูแลสุขภาพอย่างเป็นธรรมชาติ

งาน StayGold Meetup 3 ครั้งนี้ นำเสนอแนวคิดที่เน้นการดูแลสุขภาพอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นการวางรากฐานชีวิตเพื่ออายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ โดยเริ่มด้วยเวทีเสวนาแรกในหัวข้อ “Recode Your Life. Naturally.” ซึ่งวิทยากรแต่ละท่านได้แบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ ดังนี้

ศ.ดร.นพ.วิปร วิประกษิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ATGenes เน้นย้ำว่าในเรื่องสุขภาพสูตรเดียวไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับร่างกายของทุกคน สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ คือ ระบบซอฟต์แวร์ของตนเอง เพื่อที่เราจะสามารถออกแบบการกินและการใช้ชีวิตที่เข้ากับเราเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว

นพ.จิรรุจน์ ชมเชย กุมารแพทย์โรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤต แนะนำแนวคิด “Longevity 0 บาท” ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการมีสุขภาพได้ดีโดยเริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมพื้นฐานของตนเอง โดยให้ความสำคัญเรื่องการใช้ชีวิตที่เหมาะสมกับช่วงเวลากลางวัน-กลางคืน, การกินอาหารให้เหมาะสม เน้นอาหารที่มาจากแหล่งธรรมชาติและกินอย่างพอดี, การขยับร่างกายเมื่อโอกาส ท้ายที่สุดให้ความสำคัญกับมนุษยสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความคิดเชิงบวก

พญ.สุวรรณี ศิริวิมลานันท์ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน สถาบันสุขภาพและความงามตรัยญา โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวถึงความเข้าใจผิดเรื่องการออกกำลังกายของคนไทยที่คุ้นชินกับ “ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์” แต่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องความถี่และระยะเวลา คือ การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะเปราะบาง (Frailty) เมื่อมีอายุที่มากขึ้น

Build Health Conscious Mindset เสริมสร้างแนวคิดสุขภาพ

หลังจากเติมความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพแล้ว ต่อด้วยเวทีแบ่งปันความรู้ในหัวข้อ “Build Health Conscious Mindset” เพื่อนำเสนอแนวคิดการดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้เพื่อชีวิตที่ยืนยาวจากอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในแต่ละด้านและดำเนินรายการโดย เฟื่องลดา สรานี สงวนเรือง CEO & Founder of Flourish Digital LDA ลดา – Ladies of Digital Age โดยมีสาระแนวคิดต่างๆ ดังนี้

พญ.พิศศรี คุ้มอนุวงศ์ เจ้าของเพจ Dr.Mom – หมอแม่ กล่าวในมุมมองของการมีชีวิตที่ยืนยาวเพื่อคนที่เรารักไว้ว่า เมื่อก่อนเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เขาโตพอจะดูแลตัวเองแล้ว ก็ถึงเวลาหันมาดูแลตัวเองเพื่อที่จะยืดเวลาในการอยู่กับคนที่เรารักให้นานยิ่งขึ้น

เจสซิก้า คูนี่ เทรนเนอร์และเจ้าของช่อง Be Fit With Jess ให้เทคนิคสำหรับคนที่มองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องยาก โดยแนะนำให้ลองจับคู่การออกกำลังกายกับกิจกรรมที่เราชอบ เช่น ชอบดูหนัง ดังนั้นแรงขับเคลื่อนที่ดีในการออกกำลังกายก็คือ ถ้าอยากดูหนัง ก็ดูระหว่างเดินบนลู่วิ่ง การทำเช่นนี้จะทำให้เราทำเป็นไลฟ์สไตล์ได้ง่ายขึ้น

โจ-พงศ์พรหม ยามะรัต นักธุรกิจด้านเทคโนโลยี เปรียบเปรยว่าการนอนไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนการลงทุนให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี รวมไปถึงชี้ให้เห็นความสำคัญของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การกินอาหารที่สดใหม่และการจัดการความเครียดโดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อนนอน โดยเน้นย้ำว่าการมีสุขภาพที่ดีนั้นเป็นพื้นฐานที่ทำให้เราไปสู่เป้าหมายในชีวิตได้

นอกจากสาระความรู้ที่คับคั่งแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมตรวจเช็กสุขภาพที่มีหลากหลายศาสตร์จากพันธมิตรให้ผู้ร่วมงานได้เลือกสัมผัสประสบการณ์กับเทคโนโลยีด้านสุขภาพและอาหารเพื่อสุขภาพต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับตนเอง ไม่ว่าจะเป็น R3 Life Wellness Center, Gentix, TRIA Medical Wellness Center, Dr.Orn Clinic : Medical Hair, CH9 Wellness Center, Avocado Health Products by My Avocado, Paleo Robbie, ปราชญา เวลเนส สหคลินิก และ RegenCell Clinic อีกด้วย

งาน StayGold Meetup 3 จึงไม่เป็นเพียงแค่เวทีการแบ่งปันความรู้ แต่ยังเป็นการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนรักสุขภาพอย่างแท้จริง ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเพื่อการมีอายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ผ่านแนวทางที่เป็นธรรมชาติและยั่งยืน พร้อมก้าวเข้าสู่สังคมคนรักสุขภาพไปด้วยกัน

สามารถติดตาม StayGold Meetup ครั้งต่อไปได้ที่ https://www.facebook.com/staygoldofficial

]]>
1531727
สถานีต่อไป KUB Coin โดนแขวน?!! https://positioningmag.com/1397997 Mon, 29 Aug 2022 05:00:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1397997 บทความโดย ibit ผู้จัดการออนไลน์
สถานีต่อไป KUB Coin โดนแขวน?!! หลังพบเหรียญไม่ตรงปก ถ้ายิ่งแก้เหรียญยิ่งแย่ ก.ล.ต.ห้ามใช้เหรียญซื้อขายสินค้าและบริการ มูลค่าลดฮวบ หลัง “SCBX” ล่มดีลซื้อหุ้น “บิทคับ” มูลค่า 1.78 หมื่นล้าน ย้อนแย้ง “ท๊อป จิรายุส” เสนอรัฐบาลส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ก้าวสู่ Digital Hub แต่กลับแหกกฎเอง วัดใจ ก.ล.ต.ต้องเพิกถอน “KUB Coin” เพื่อมาตรฐานที่ถูกต้องโปร่งใส และเป็นธรรมกับผู้ลงทุนรายย่อย พร้อมตั้งข้อสังเกตผู้บริหาร “PROEN” ทราบดีลเอสซีบีเอกซ์ล่มก่อนรีบชิ่งหรือไม่

หลังจากที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ประกาศยกเลิกการลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (บิทคับ) ในสัดส่วน 51% มูลค่ากว่า 17,850 ล้านบาท โดยระบุเหตุผลที่ชัดเจนว่า เนื่องจากบิทคับยังมีประเด็นคงค้างที่ต้องดำเนินการหาข้อสรุปตามคำแนะนำและสั่งการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

โดยประเด็นสำคัญที่ บิทคับ ยังคงค้างอยู่ที่ ก.ล.ต. และไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ตามคำสั่ง จนกลายเป็นที่มาของการล้มบิ๊กดีลครั้งนี้ คือ กรณีที่ ก.ล.ต. มีคำสั่งให้ บิทคับ แก้ไขคุณสมบัติของเหรียญ KUB ที่บริษัทให้คะแนนเหรียญตัวเองสูงเกินมาตรฐานอย่างไม่เคยมีมาก่อน จนทำให้ขาดคุณสมบัติที่จะเข้ามาเทรดในกระดาน แต่บิทคับ กลับไม่แก้ไข พร้อมทั้งยืนยันเหรียญ KUB ดีและเหมาะสมมาตั้งแต่ต้น

มาดูจุดตั้งต้นของเหรียญ “KUB” ที่ท๊อปหวังใช้เทนเงินซื้อขายสินค้า

ทั้งนี้ Bitkub Coin หรือ KUB ออกโดย บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด ในไวท์เปเปอร์ระบุ จำนวนเหรียญไว้ทั้งสิ้น 1,000 ล้านเหรียญ ก่อนจะเผาหรือทำลายทิ้ง 890 ล้านเหรียญ เหลือเพียง 110 ล้านเหรียญ เพื่อใช้สำหรับจ่ายค่าธรรมเนียม (ค่า Gas) ในการทำธุรกรรมบนเครือข่าย เช่น การโอนสินทรัพย์ การจัดเก็บข้อมูล และอื่นๆ รวมถึงเป็นค่าธรรมเนียมในการใช้งาน Smart Contracts หรือ Decenterlized Application (dApps) รวมถึงสามารถซื้อขายบนกระดานซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของบิทคับ

ขณะเดียวกัน ผู้ถือเหรียญ KUB สามารถ Lock & Drop โดยจะได้รับสิทธิพิเศษผ่านแอปพลิเคชัน Bitkub NEXT ที่เป็นกระเป๋าสตางค์ดิจิทัล ที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จํากัด ที่ผู้ถือสามารถฝากเหรียญ KUB ไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อรับสินทรัพย์ดิจิทัลและรางวัลอื่นจากพันธมิตร

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการจากพันธมิตรของ “บิทคับ” และร้านค้าทั่วไปสามารถเลือกรับเหรียญ KUB เพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าสินและบริการ แม้เหรียญ KUB ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ชำระเงิน แต่พันธมิตรและร้านค้าทั่วไปสามารถเลือกที่จะรับเหรียญ KUB เพื่อใช้ได้ตามความเหมาะสม

หรือนี่จะเป็นนัยสำคัญที่ซ่อนเร้นอยู่ในไวท์เปเปอร์ ที่ “ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ที่คิดการใหญ่ วาดหวังไว้ตั้งแต่แรก เพื่อจะสร้างและผลักดันให้เหรียญ KUB เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ เป็นเงินดิจิทัลสกุลหลักหรือไม่

KUB ไม่ตรงปกเหตุปั่นเหรียญจากดีล “SCBX”

ขณะเดียวกันการประกาศเข้ามาลงทุนของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ได้กลายเป็นจุดสร้างความสนใจให้ “บิทคับ” อีกครั้ง หลัง เอสซีบีเอกซ์ จะเข้ามาซื้อหุ้น บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ในสัดส่วน 51% มูลค่ารวมกว่า 17,850 ล้านบาท ทำให้นักลงทุนสนใจเข้ามาเก็งกำไรเหรียญ KUB เพราะคาดว่า หลังจากเอสซีบีเอกซ์ เข้ามาจะทำให้ธุรกิจของบิทคับ มีความมั่นคง และสร้างสามารถสร้างผลกำไรได้ในอนาคต

จากข่าวดังกล่าว ทำให้ราคาเหรียญ KUB ทะยานขึ้นทันที จากที่เคยลงไปต่ำสุดประมาณ 12 บาท พอมีดีลดังกล่าวเกิดขึ้น ราคาเหรียญขยับขึ้นจากเดิมที่ระดับ 30-33 บาท ขึ้นไปยืนเหนือ 500 บาท และโดนทุบลงมาเหลือเพียง 200 บาท ภายในเวลาไม่กี่วัน จนโดน ก.ล.ต. ต้องเข้ามาตรวจสอบถึงความผิดปกติว่ามีการปั่นเหรียญหรือไม่

จากความผันผวนของราคาที่เกิดขึ้น ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. ได้ออกหลักเกณฑ์ไม่ให้นำสินทรัพย์ดิจิทัล มาใช้เป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการ โดยผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องไม่ได้บริการ สนับสนุน หรือส่งเสริมการชำระค่าสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการชำระค่าสินค้าและบริการ อาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และระบบเศรษฐกิจโดยรวม ที่สำคัญอาจเกิดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัล ความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ ความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล หรือการถูกใช้เป็นเครื่องมือของการฟอกเงินได้

สิ่งที่ ธปท. และ ก.ล.ต. กังวลเรื่องความผันผวนของราคาสินทรัพย์ ได้รับการพิสูจน์อย่างเห็นได้ชัด จากขณะนี้ราคาเหรียญดิจิทัล รวมถึง KUB อยู่ในภาวะผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งต้องยอมรับการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐทำได้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นผู้ที่ได้รับความเสียหายก็คือประชาชนทั่วไป

ท๊อปดิ้นรนหาพันธมิตรช่วยพยุงเหรียญ

หลังจากราคา KUB ผันผวนและลดลงอย่างหนัก “ท๊อป บิทคับ” ได้พยายามดิ้นรน ไม่ให้เหรียญตัวเองเหวี่ยงไปมากกว่านี้ หลังการทุบกำไรจาก 500 บาท เหลือกว่า 200 – 300 บาท จึงหาพันธมิตรเข้ามาช่วยพยุงราคาเหรียญ อาทิ บริษัท โปรเอ็น คอร์ป จำกัด (มหาชน) (PROEN) ลงทุนซื้อ KUB จำนวน 250,000 เหรียญ KUB มูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 72,949,815 บาท หรือคิดเป็นราคาเฉลี่ยประมาณ 291.80 บาท บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD ลงทุน 104.26 บาท/เหรียญ จำนวน 125,000 เหรียญ ใช้เงินทุนราว 13 ล้านบาท และบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ลงทุน 225,000 KUB คิดเป็นเงินลงทุน 60.77 ล้านบาท โดยมีการรับประกันราคา (Price Guarantee) โดยมีการรับประกันการซื้อคืนขั้นต่ำเมื่อครบกำหนดเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เอสซีบีเอกซ์ ประกาศล้มดีลไม่กี่วัน PROEN ได้ทำหนังสือถึงบริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด (Bitkub) แจ้งใช้สิทธิยกเลิกสัญญาพันธมิตร และขอยกเลิการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าว

KUB เลื่อนลอยขาดความน่าสนใจ

ขณะที่ บิทคับ เอง เมื่อทางการสั่งห้าม ทำให้ความคาดหวังที่จะให้ เหรียญ KUB กลายเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนใช้ซื้อสินค้าและบริการ เป็นอันต้องจบลง เพราะคุณสมบัติเหรียญไม่ตรง ทำให้แผนที่วางไว้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดูเลื่อนลอย ขาดความน่าสนใจ แตกต่างกับ DESTINY TOKEN (เหรียญบุพเพสันนิวาส ๒) ที่กำหนดไว้ชัดเจนการระดมทุนเพื่อนำไปสร้างภาพยนตร์ เมื่อมีรายได้ก็จะนำมาเป็นผลตอบแทนคืนให้แก่ผู้ลงทุน

ทั้งนี้ภาพยนตร์เรื่อง “บุพเพสันนิวาส ๒” ได้ระดมทุนผ่านการซื้อ DESTINY TOKEN (เหรียญบุพเพสันนิวาส ๒) ที่เสนอขายรวม 16,087 โทเคน มูลค่ารวม 256.23 ล้านบาท ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิการรับคืนเงินต้นเมื่อจบโครงการพร้อมผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ 2.99% ต่อปี และจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนพิเศษเพิ่มอีก 2.0% ต่อปี ของมูลค่าเงินลงทุนเริ่มต้น รวมเป็น 5% ต่อปี เมื่อภาพยนตร์บุพเพสันนิวาส ๒ มีรายได้ Box Office ทั่วประเทศตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป

รวมทั้งผู้ที่ซื้อเหรียญจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ อีกมากมาย และรอชมภาพยนตร์ บุพเพสันนิวาส ๒ ในโรงภาพยนตร์ก่อนใคร

เหรียญไม่ตรงปก “บิทคับ” แข็งเมือง ก.ล.ต. ทำดีล “SCBX” ล่ม-เหรียญ KUB รูดกราว

ก่อนที่ เอสซีบีเอกซ์ จะประกาศล้มดีลซื้อ บิทคับ นั้น ก.ล.ต.ได้มีคำสั่งให้ บิทคับ แก้ไขคุณสมบัติเหรียญ KUB ที่ให้คะแนนสูงเวอร์ จนขาดคุณสมบัติที่จะเข้าเทรดในกระดาน แต่เมื่อครบกำหนด บิทคับ ได้ขอขยายเวลาในการแก้ไขคุณสมบัติ ซึ่งก.ล.ต. ก็ขยายให้ถึงวันที่ 4 ส.ค. แต่เมื่อครบกำหนด บิทคับ กลับไม่แก้ไข และยืนยันเหรียญมีคุณสมบัติครบถ้วนตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว

คำถามที่ตามมา คือ จากการที่ ก.ล.ต. สั่งให้ บิทคับ แก้ไขคุณสมบัติเหรียญ KUB แต่ไม่สามารถดำเนินการ ทั้งๆ ที่มีเวลากว่า 1 เดือน ตามที่ ก.ล.ต.กำหนด และขยายเวลาให้ถึงวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นเพราะเหตุใด หรือเป็นเพียงเพราะเหรียญไม่มีคุณสมบัติ หรือเป็นเพียง “เหรียญทิพย์” ที่เสกขึ้นมาไม่ “ตรงปก” ตั้งแต่ต้น

หรือในทางกลับกัน มองว่า เมื่อไม่สามารถแก้ไขคุณสมบัติของเหรียญได้ตามคำสั่งของ ก.ล.ต. ทางบิทคับ ไม่รู้จะแก้อย่างไร เพราะรู้อยู่แก่ใจ เหรียญไม่ตรงปก “ยิ่งแก้ยิ่งแย่” กว่าเดิม

จากเหตุนี้ทำให้เอสซีบีเอกซ์ ที่ไม่อยากจะร่วมทุนอยู่แล้ว หลังจากตลาดคริปโตอยู่ในช่วงขาลง ความน่าสนใจหมดไป จึงอาศัยเหตุที่ค้างคากับ ก.ล.ต. กรณี “เหรียญไม่ตรงปก” ประกาศล่มดีลดังกล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการล้มดีลของ SCB ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนและเก็งกำไรเหรียญ KUB ที่หวังราคาจะเพิ่มขึ้นหากดีลสำเร็จ แต่เมื่อมีการยกเลิกจึงได้เทขาย KUB ออกมาอย่างหนัก ทำให้ราคาร่วงทันทีกว่า 30% ราคาต่ำสุดที่ 48.59 บาท ก่อนจะปรับขึ้นเล็กน้อย ณ เวลา 18.12 (25 ส.ค.) อยู่ที่ 62.03 บาท ลดลงกว่า 16.12% สวนทางกับราคาหุ้น SCB ปรับขึ้นทันที 5 บาท ก่อนจะปิดการซื้อขายที่ 110.50 บาท เพิ่มขึ้นจากวันก่อน 6 บาท หรือ 5.74% ซึ่งนับเป็นราคาปิดสูงสุดในรอบกว่า 2 เดือน เมื่อรับทราบข่าวล้มดีลดังกล่าว เนื่องจากนักลงทุนมองว่า เป็นการลงทุนไม่คุ้มค่า

ขณะที่วันที่ 26 ส.ค. ราคาเหรียญ KUB อยู่ที่ 56.71 บาทต่อเหรียญ จากระดับ 71.28 บาทต่อเหรียญ (ช่วงเช้าวันที่ 25ส.ค.) คิดเป็นการลดลงของราคาเหรียญประมาณ 20% อย่างไรก็ตามหลายคนเชื่อว่าการลดลงของราคาเหรียญ KUB จะยังมีออกมาอย่างต่อเนื่องเพราะข่าวที่เป็นปัจจัยบวกและสร้างสีสันให้กับเหรียญ KUB มากที่สุดหนีไม่พ้นการประกาศเข้าซื้อซื้อหุ้น 51% ใน “บิทคับ ออนไลน์” ของกลุ่มไทยพาณิชย์ เมื่อ 2 พ.ย.2564และปัจจุบันข้อมูลดีๆทางธุรกิจของ “บิทคับ” ในระดับนี้ก็แทบหาไม่เจออีกแล้ว

KUB เสี่ยงสูงถูก ก.ล.ต.สั่งแขวน

คำถามต่อมาคือ เมื่อเหรียญไม่ตรงปก ได้สะท้อนจากราคาเหรียญ KUB ที่ตกต่ำช่วยย้ำชัดถึงคุณสมบัติของเหรียญที่กลุ่ม “บิทคับ” การันตีในคุณภาพและมาตรฐานนั้นไม่ได้เป็นดังราคาคุยที่กล่าวอ้าง เพราะหากเป็นจริงความเชื่อมั่นต่อราคาเหรียญของนักลงทุนย่อมมีมากกว่านี้ และโอกาสในการปรับตัวลดลงย่อมเป็นไปได้น้อย โดยเรื่องดังกล่าวช่วยยืนยันได้ว่าสิ่งที่ ก.ล.ต.ออกมาเตือน และสั่งให้แก้ไขนั้นเป็นเรื่องจริง ขณะที่คุณสมบัติที่ทางกลุ่มได้กล่าวอ้างมาเป็นเพียงแค่การอุปโลกน์ หรือ “คุณสมบัติทิพย์” จากทางผู้บริหารของ “บิทคับ” เท่านั้น

ดังนั้น หากเปรียบเทียบเหรียญ KUB เป็นดั่งอาหาร-เครื่องดื่ม ซึ่งเวลาจะผลิตออกมาจำหน่ายผู้ประกอบการจำเป็นต้องขอเลข อย.มากำกับเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเมื่อ อย.มีคำสั่งให้แก้ไขสินค้า แต่เจ้าของเครื่องดื่มกลับไม่ยอมแก้ไข ก็ไม่มีหนทางไหนจะเกิดขึ้นนอกจาก ถูก อย.สั่งเก็บสินค้า ฉันใดก็ฉันนั้นโอกาสที่เหรียญ KUB จะถูกสั่งเก็บเหมือนสินค้าไร้คุณภาพจาก อย.ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะ นำไปสู่ความเสี่ยงที่มีแต่นับวันรอให้เหตุการณ์นั้นมาถึง

เฉกเช่นเดียวกันเมื่อเทียบกับต่างประเทศโดยเฉพาะสิงคโปร์ อยู่ภายใต้การควบคุมของ The Monetary Authority of Singapore (MAS) ซึ่งมีความเข้มงวดและเด็ดขาด หากตรวจสอบพบการกระทำผิด เหรียญไม่ตรงปก ขาดคุณสมบัติจะมีการลงโทษเพิกถอนอย่างแน่นอน หาก ก.ล.ต.ไทย ตรวจพบความผิดครบองค์ประกอบ ก็อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะโดน ก.ล.ต.แขวน หรือเพิกถอน เช่นเดียวกัน

หวังเป็น Digital Hub ต้องแขวน KUB

ขณะเดียวกัน ล่าสุด “ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้คิดการใหญ่เสนอแนะรัฐบาลส่งเสริมโครงสร้างพื้นและและให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อก้าวสู่ความเป็น Digital Hub

หากต้องการรัฐบาลส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจจริงจังอย่างที่ “ท๊อป จิรายุส” กล่าวอ้าง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องออกกฎเกณฑ์และมาตรฐานควบคุมผู้ประกอบการอย่างเข้มงวดด้วยหรือไม่ เพราะการดำเนินธุรกิจจะต้องอยู่นพื้นฐานและกฎกติกาที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม สำหรับผู้ประกอบการ รวมถึงป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับนักลงทุนเหมือนที่ผ่านมา

ดังนั้น ก่อนที่จะพัฒนาก้าวสู่ Digital Hub หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องถาม “ท๊อป จิรายุส” และ ก.ล.ต. ต้องเล่นตามกฎกติกา ไม่มีความผิดครบองค์ประกอบจะต้องใช้มาตรการเด็ดขาดแขวนเหรียญ หรือเพิกถอนเหรียญ KUB ก่อน รวมถึงต้องถอนใบอนุญาตของ “บิทคับ” ด้วยหรือไม่

Source

]]>
1397997
จากพิมรี่พายถึงท๊อป จิรายุส!! โปร (อารมณ์) เดือด ไลฟ์แจกบัตรเลหลังผี-หงส์ https://positioningmag.com/1392214 Mon, 11 Jul 2022 13:27:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1392214 แฟนบอลชาวไทยที่ซื้อตั๋ว “แดงเดือด” ราคาเต็มตั้งแต่แรกเริ่มสุดเซ็งจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เพราะล่าสุดเฟซบุ๊ก : ท๊อป จิรายุส – Topp Jirayut ที่ทราบกันดีว่าเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนที่นำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล มาอุ่นเครื่องกันที่ไทย พร้อมแจกบัตรเข้าชมฟรีก่อนการแข่งขันเริ่มขึ้นวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ ณ ราชมังคลากีฬาสถาน

เรียกได้ว่าดราม่ากันจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ สำหรับ “แดงเดือดอินไทยแลนด์” โดยเฉพาะเรื่องตั๋วที่ราคาแพงหูฉี่ตั้งแต่ที่ประกาศขายวันแรก แต่ไปมาๆ คือขายไม่ออกขายไม่หมดจนต้องเอามาระดมทำกิจกรรมไล่ตั้งแต่ พิมรี่พาย แม่ค้าออนไลน์ ที่นำตั๋วเป็นร้อยๆ ใบมาขายในราคาที่บอกว่าถูกกว่าที่ตนเองซื้อ ทว่าแฟนบอลเอะใจไม่เชื่อว่าจะใจป้ำขนาดนั้น เนื่องจากโม้เกินจริงตั้งแต่บอกว่าจะได้กินข้าวกับนักเตะทั้งสองทีมรวมถึง แจ็คสัน หวัง ศิลปินชื่อดังที่นำมาเช่นก่อนแมตช์คิกออฟ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมก่อนวันเตะจริงเพียงวันเดียว เฟซบุ๊ก : ท๊อป จิรายุส – Topp Jirayut ประกาศทำกิจกรรมมากมายแจกบัตรเหมือนแจกฟรีแสดงให้เห็นว่ามีบัตรค้างสต็อกมากมาย โดยหนึ่งในกิจกรรมก็คือการไลฟ์ในช่วงเวลา 22:00 ที่คาดว่าจะมีแฟนบอลเข้าไปอาศัยจังหวะนี้กอบโกยบัตรกันแบบถล่มจนเน็ตแทบล่มอย่างแน่นอน

]]>
1392214