นูทานิคซ์ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 01 May 2020 06:30:35 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 “นูทานิคซ์” เผย Work from Home ส่งยอดผู้ใช้โซลูชัน Virtual Desktop พุ่งสูงในเอเชีย https://positioningmag.com/1276451 Fri, 01 May 2020 06:29:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1276451 เช่นเดียวกับอีกหลายเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์ออฟฟิศทำงานจากบ้าน (Work from Home) ได้ราบรื่น โซลูชัน Xi Frame Virtual Desktop ของนูทานิคซ์ได้รับความสนใจสูงในช่วงการระบาด มีการเพิ่มดาต้าเซ็นเตอร์อีก 5 แห่งรวมเป็น 25 แห่งในภูมิภาคเอเชียเพื่อรองรับความต้องการ คาดได้รับผลเชิงบวกในระยะยาวจากความไม่แน่นอนของการระบาดไวรัส COVID-19

ทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ นูทานิคซ์ เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีดีมานด์จากลูกค้าเพิ่มขึ้นมากจากการระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้หลายบริษัทต้องปรับการทำงานเพื่อให้สามารถทำงานจากบ้านได้

โดยความสนใจจากลูกค้ารายใหม่ ไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้นแต่เกิดขึ้นทั่วเอเชีย ก่อนหน้านี้นูทานิคซ์เปิดข้อมูลในเดือนมีนาคมว่าบริษัทเพิ่มการให้บริการบนดาต้าเซ็นเตอร์อีก 5 แห่ง กระจายอยู่ในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย รวมทั้งภูมิภาคนี้มี 25 แห่งเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น

ทวิพงศ์กล่าวว่า การปรับตัวมา Work from Home ทำให้เกิดปัญหาหนึ่งที่สำคัญของทุกบริษัทคือ ระบบไอทีต้องเตรียมอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ การเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ให้พร้อม ปกติแล้วบริษัทมักจะเลือกใช้โซลูชัน Virtual Desktop Interface (VDI) เพราะเป็นการจำลองหน้าจอ โปรแกรม ข้อมูลในระบบดาต้าบริษัท เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ที่พนักงานใช้ที่บ้าน

แต่ปัญหาของระบบ VDI แบบดั้งเดิมคือมักจะต้องลงทุนสูงเพราะสัญญาการใช้งานจะเป็นแพ็กเกจระยะยาว ใช้เวลานานในการติดตั้งและพนักงานที่ใช้งานมักจะพบปัญหาการล็อกอินเข้าเครือข่ายมีความหน่วง/ช้าจนปฏิเสธที่จะใช้งาน

ทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทยของนูทานิคซ์

ในขณะที่ปัญหาการระบาดในปัจจุบัน ไม่สามารถประเมินได้แน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นอีกนานแค่ไหน หรือถ้าหากการระบาดหยุดลง สามารถกลับไปทำงานในออฟฟิศได้ตามปกติแล้ว อนาคตจะเกิดการระบาดซ้ำอีกหรือไม่ ทำให้บริษัทคำนวณหรือวางแผนการลงทุนระบบ VDI ดั้งเดิมสำหรับ Work from Home ได้ยาก เพราะไม่ต้องการลงทุนระยะยาว

ทำให้โซลูชัน Xi Frame ซึ่งเป็นระบบ VDI บนเครือข่ายคลาวด์เข้ามาตอบโจทย์ เป็นระบบ DaaS ที่ดึงโปรแกรมและไฟล์งานจากบริษัทมาที่อุปกรณ์ของในบ้านพนักงานเช่นเดียวกัน แต่เปิดแพ็กเกจให้สมัครใช้งานเป็นรายเดือนได้ เปลี่ยนจำนวนบัญชีที่จะใช้งานในแต่ละเดือนได้ตามสถานการณ์ หรือยกเลิกการใช้ได้ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นจนไม่ต้อง Work from Home อีก

อย่างไรก็ตาม Xi Frame มีข้อด้อยที่อาจเป็นอุปสรรคเช่นกัน คือพื้นฐานระบบข้อมูลของบริษัทต้องใช้งานคลาวด์อยู่ก่อนแล้วจึงจะใช้ VDI โซลูชันนี้ได้ (แนะนำให้ทำระบบคลาวด์พ่วงไปพร้อมกันหากต้องการใช้งาน) อีกส่วนหนึ่งคือ บริษัทที่ยังใช้งานโปรแกรมแบบเก่าที่ยังรันบน Windows 7 หรือ Windows 2003 อาจจะใช้งานบน Xi Frame ไม่ได้

ด้วยความไม่แน่นอนของสถานการณ์และการระบาดที่มีผลกระทบกับบริษัททุกขนาด ทวิพงศ์มองว่าไม่ได้มีเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่สนใจเตรียมระบบฉุกเฉินเหล่านี้ไว้รองรับ แต่องค์กรขนาดกลางถึงเล็กที่มีบุคลากรไอทีจำกัดให้ความสนใจมากขึ้นเช่นกัน

]]>
1276451
เจาะอินไซต์การใช้ “คลาวด์” ในองค์กรทั่วโลกเเละไทย ปี 2019 “ไฮบริดคลาวด์” กำลังมา https://positioningmag.com/1263015 Tue, 04 Feb 2020 14:41:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1263015 ธุรกิจคลาวด์กำลังบูมในยุคเเห่งข้อมูล ส่วนผู้บริโภครุ่นใหม่ก็ต้องการความรวดเร็วทันใจ ทุกระบบต้องเชื่อมต่อกัน เหล่าธุรกิจจึงต้องปรับตัวให้ทัน องค์กรต่างๆ กำลังมองหาวิธีจัดการกับข้อมูลที่กระจายในหลายที่เเละมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

นูทานิคซ์ (Nutanix) บริษัทผู้ให้บริการด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง เผยผลสำรวจ การใช้งานคลาวด์องค์กร (Enterprise Cloud Index : ECI) ทั่วโลกเเละในประเทศไทย ครั้งที่ 2 พร้อมผลการวิจัยในการเลือกใช้ไพรเวทคลาวด์ ไฮบริดคลาวด์และพับลิคคลาวด์สำหรับองค์กร

ผลสำรวจนี้จัดทำโดย “แวนสัน บอร์น” ผู้ทำวิจัยในนามของนูทานิคซ์ ทำการวิจัยเพื่อจะได้ทราบถึงสถานะของการใช้คลาวด์ในองค์กรทั่วโลกและแผนการใช้งาน ซึ่งได้ทำการสอบถามผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 2,650 คนจาก 24 ประเทศทั่วโลก จากอุตสาหกรรมหลายประเภท หลายขนาดธุรกิจในภูมิภาคอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียแปซิฟิก

จากรายงาน พบว่าองค์กรมีการวางแผนที่จะโยกการลงทุนไปสู่สถาปัตยกรรมไฮบริดคลาวด์อย่างจริงจัง รวมถึงแผนการปรับใช้ไฮบริดคลาวด์ อย่างมีนัยสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า จากการสำรวจปี 2019 แสดงให้เห็นว่า 85%
ของผู้ตอบเลือกไฮบริดคลาวด์เพื่อใช้ในการทำงานด้านไอทีที่สมบูรณ์แบบ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ตอบสำรวจกว่า 73% ระบุว่าได้ย้ายแอปพลิเคชันของตัวเองกลับจากพับลิกคลาวด์มายัง on-premise ด้วยเหตุผลสำคัญเรื่อง “ค่าใช้จ่าย” ที่ควบคุมไม่ได้หรือมากเกินกว่าที่ประเมินไว้ และ 60% ระบุว่าความปลอดภัยคือปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการใช้งานคลาวด์

สรุปข้อมูลหลักจากการสำรวจ “การใช้งานคลาวด์องค์กรทั่วโลก ประจำปี 2562” โดยนูทานิกซ์ ดังนี้

  • แอปพลิเคชันต่าง ๆ กำลังถูกโยกย้ายจากพับลิคคลาวด์ กลับไปไว้ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กร

เกือบสามในสี่ (73%) ของผู้ตอบแบบสอบถามรายงานว่า พวกเขากำลังย้ายแอปพลิเคชันบางตัวออกจากพับลิค คลาวด์ไปไว้ยังดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กร โดย 22% ของผู้ใช้เหล่านั้นกำลังย้ายแอปพลิเคชันมากกว่าห้าตัวขึ้นไป
ซึ่งการกระทำเช่นนี้ตอกย้ำว่าองค์กรจำเป็นต้องใช้คุณสมบัติที่ยืดหยุ่นของไฮบริดคลาวด์เพื่อทำให้องค์กรสามารถปรับใช้งานโครงสร้างพื้นฐานไอทีได้ตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

  • ความปลอดภัย เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อกลยุทธ์การใช้คลาวด์ในอนาคตขององค์กร 

กว่าครึ่ง (60%) ของผู้ตอบแบบสอบถามปี 2019 กล่าวว่า สถานะด้านความปลอดภัยของคลาวด์จะมีผลกระทบอย่างมากที่สุดต่อแผนการเลือกใช้คลาวด์ในอนาคต ในทำนองเดียวกันความปลอดภัยของข้อมูลและการปฏิบัติตามข้อบังคับถือเป็นตัวแปรอันดับต้น ๆ (26%) ในการตัดสินใจเลือกใช้งานขององค์กร

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเห็นว่า ในบรรดารูปแบบการปฏิบัติการด้านไอทีทั้งหมด ไฮบริดคลาวด์เป็นระบบที่ปลอดภัยที่สุด

ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าหนึ่งในสี่ (28%) ระบุว่าไฮบริดเป็นรูปแบบที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งนับเป็นจำนวนที่มากกว่าผู้เลือกไพรเวทคลาวด์/ระบบปิดแบบเดิมเพียงอย่างเดียว (21%) และเป็นจำนวนมากกว่าถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่เลือกแบบดั้งเดิมที่เป็นการเก็บในดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กร เพียงอย่างเดียว (13%) เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะองค์กรต่าง ๆ สามารถเลือกระบบคลาวด์ที่เหมาะสมกับความต้องการด้านความปลอดภัยของตน

  • ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบหนึ่งในสี่ (23.5%) ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีคลาวด์ในปัจจุบัน

บริษัทจำนวนมากยังตามไม่ทันกับการใช้คลาวด์ในองค์กร อย่างไรก็ตาม แผนงานต่าง ๆ ของผู้ตอบแบบสอบถามชี้ให้เห็นว่า ในระยะเวลาหนึ่งปี จำนวนองค์กรที่ไม่มีการใช้คลาวด์จะลดลงไปอยู่ที่ 6.5% และในระยะเวลาสองปี จะลดลงกว่าครึ่งไปอยู่ที่ 3%

ทั้งนี้รายงานพบว่าจำนวนองค์กรที่ไม่มีการใช้คลาวด์ในทวีปอเมริกาลดลงเล็กน้อยที่ระดับ 21% เมื่อเทียบกับแถบยุโรป-ตะวันออกกลาง-แอฟริกา (EMEA) ซึ่งลดลง 25% และเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) ลดลง 24%

  • องค์กรต่าง ๆ กำลังพยายามให้คลาวด์คอมพิวติ้งเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ระบบดิจิทัล

ผู้ตอบแบบสอบถามปีนี้เกือบสามในสี่ (72%) กล่าวว่าการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลผลักดันให้เกิดการใช้งานระบบคลาวด์ในองค์กร ส่วนอีก 64% เห็นว่าการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในองค์กรของพวกเขา

ภาพรวมตลาดคลาวด์ทั่วโลก จากรายงานของ Gartner บริษัทวิจัยและที่ปรึกษา ระบุว่า สหรัฐอเมริกายังเป็นผู้นำในการเปลี่ยนระบบจัดเก็บข้อมูลมาไว้บนคลาวด์มาตั้งแต่ปี 2015 วัดจากสัดส่วนงบสำหรับบริการคลาวด์จะสูงถึง 14% ของงบไอทีทั้งหมดในบริษัท

ขณะที่ประเทศอย่าง แคนาดา สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ บราซิล และออสเตรเลีย จะใช้งบคลาวด์สัดส่วน 10-11.5%

ประเด็นที่น่าสนใจคือ “ญี่ปุ่น” ที่เป็นประเทศพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย ลำดับต้นๆ ของโลก กลับ “ไม่นิยมใช้ระบบคลาวด์” โดยมีการใช้งบคลาวด์สัดส่วนเพียง 4.4% ของงบไอที และการเติบโตของงบที่ใช้กับคลาวด์ในญี่ปุ่นยังเติบโตน้อยกว่า 20% ในรอบ 5 ปี (2017-2022) สวนทางกับประเทศจีนซึ่งปัจจุบันใช้งบคลาวด์สัดส่วน 8% ของงบไอทีรวม แต่มีการเติบโตเร็วที่ 35% ในรอบ 5 ปี

ด้านองค์กรธุรกิจไทยยังไว้ใจการใช้งานศูนย์ข้อมูลดั้งเดิมอยู่ เเละมีลักษณะการใช้คลาวด์เเบบ “ใช้พับลิคคลาวด์” ก่อน จากนั้นจึงย้ายไปเป็นระบบไฮบริดคลาวด์ในภายหลัง

สรุปข้อมูลหลักจากการสำรวจ “การใช้งานคลาวด์องค์กรในไทย ประจำปี 2019” ดังนี้ 

  • องค์กรเเละภาคธุรกิจต่างๆ ในไทย ยังใช้งานเเอปพลิเคชั่นส่วนใหญ่บนพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์เเบบเดิม

ผู้ตอบเเบบสอบถามกว่า 59 % ระบุว่าในปัจจุบันศูนย์ข้อมูลของตนไม่ได้ใช้ระบบคลาวด์ ตัวเลขดังกล่าวค่อนข้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่ 52.79%

  • ประเทศไทยยังคงใช้งานระบบไพรเวทคลาวด์น้อยกว่าภูมิภาคอื่นๆ

ปัจจุบันมีเพียง 29% ของธุรกิจในไทยที่ใช้ระบบไพรเวทคลาวด์ เมื่อเทียบกับทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 52% เเละในภูมิภาคเอเชียเเปซิฟิกซึ่งอยู่ที่ 53.57% ทั้งนี้ใน 3-5 ปีข้างหน้า ธุรกิจในประเทศไทย ยังวางเเผนจะลดการใช้ไพรเวทคลาวด์ให้เหลือเพียง 12%

  • บริษัทในไทยไม่มากนักที่เชื่อว่า ไฮบริดคลาวด์เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะกับการใช้เเอปพลิเคชั่นที่สุด

โดย 76% ผู้ตอบเเบบสำรวจ เห็นด้วยเเละเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ไฮบริดคลาวด์เป็นรูปเเบบไอทีที่เหมาะสมกับองค์กรของตน ซึ่งตัวเลขนี้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 85.1% เเละในเอเชียเเปซิฟิก 84.34 % องค์กรส่วนใหญ่ในทุกภูมิภาคยังกล่าวว่า พวกเขาไม่พบโซลูชั่นที่เหมาะสมในการสร้างเเละจัดการสภาพเเวดล้อมระบบ ไฮบริดคลาวด์ จากผู้จัดจำหน่ายไอทีของตนในปัจจุบัน

  • ความกังวล 3 อันดับเเรกขององค์กรไทย คือ ความปลอดภัย การขาดเเคลนบุคลากรไอที เเละเเนวปฏิบัติด้านกฏระเบียบ

เป็นไปเเนวทางเดียวกันกับเเนวโน้มทั่วโลก โดยปัจจัยเเรกที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้ระบบคลาวด์ในองค์กรคือ การรักษาความปลอดภัย ส่วน 61% ของบริษัทส่วนใหญ่ เห็นด้วยว่าบริษัทของตนยังขาดผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ เเละ 60% เชื่อว่ากฎรเบียบของท้องถิ่น เช่น ข้อกำหนดในการเก็บข้อมูล จะส่งผลกระทบสำคัญต่อเเผนการใช้ระบบคลาวด์

ทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการนูทานิคซ์ (Nutanix) ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ในประเทศไทยธุรกิจยังคงใช้แอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่บนโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิมกว่า 59% ที่ยังไม่ใช้ระบบคลาวด์ นั่นคือ “โอกาส” การพัฒนาของระบบคลาวด์ในไทย

เขาอธิบายต่อว่า ความยืดหยุ่นเป็นหัวใจสำคัญในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงมีเเนวโน้มที่องค์กรจะไปเน้นที่มัลติคลาวด์และไฮบริดคลาวด์แทน ซึ่งมีส่วนช่วยรองรับความต้องการที่มีความเฉพาะเจาะจงของตลาด เช่น ช่วงเทศกาลช็อปปิงออนไลน์ 11.11 ที่มีความต้องการการประมูลผลระดับสูง นอกจากนี้ยังมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง

“ตอนนี้ลูกค้าของนูทานิคซ์ในไทย ตอนนี้มีราว 300 ราย เป็นกลุ่มลูกค้าที่เเตกต่างจากเมื่อ 6 ปีก่อนมาก ซึ่งเดิมจะจำกัดอยู่ในเเวดวงบริษัทที่ต้องใช้เทคโนโลยีเท่านั้น เเละตอนนั้นมีหลายบริษัทยังไม่เข้าใจการใช้คลาวด์ เเต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ กลุ่มธุรกิจหันมาใช้บริการ เพราะต้องการอำนวยความสะดวก ความเร็วเเละปลอดภัยให้ลูกค้า อย่างธุรกิจการเงิน ธุรกิจค้าปลีก รวมไปถึงโรงพยาบาล”

เขายกตัวอย่างถึง “โรงพยาบาลสงขลานครินทร์” ที่ใช้ระบบ Private Cloud มาช่วยให้เเพทย์เข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้จากอุปกรณ์ของตนเองจากทุกที่เเละทุกเวลา ด้วยวิธีการที่ไม่ซับซ้อนเเพทย์จำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลทางการเเพทบ์ได้เเม่ไม่ได้หรือในโรงพยาบาล หรือเเม้กระทั่งกรณีอยู่ต่างประเทศ เป็นระบบที่เริ่มลงทุนได้ที่ละน้อยตามงบประมาณ ถ่ายโอนข้อมูลเป็นรายปีได้

สำหรับกลยุทธ์ของ นูทานิคซ์ใน ปี 2020 นี้ต้องการจะเจาะกลุ่มลูกค้าขนาดกลางเเละขนาดเล็กมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้า เเบ่งเป็นธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรชราว 60% เเละธุรกิจขนาดกลาง 40% โดยมองว่า Digital Transformation เเละพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจคลาวด์เติบโตต่อไป

 

FYI

  • ไพรเวทคลาวด์ คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีระบบคลาวด์ที่บริษัทเอกชนสร้างขึ้นมาใช้ภายในบริษัททำงานในศูนย์ข้อมูลขององค์กรหรือโฮสต์ โดยผู้ให้บริการบุคคลที่ 3 เป็นการเฉพาะสำหรับองค์กรนั้นๆ
  • พับลิคคลาวด์ คือ โครงสร้างพื้นฐาน as-a-service (IaaS) และแพลตฟอร์ม as-a-service (PaaS)โดยผู้ให้บริการระบบคลาวด์สาธารณะ เช่น Microsoft Azure , Amazon Web services เเละ Google Clould
  • ฮบริดคลาวด์ คือการใช้งานระบบไพรเวทเเละพับลิคคลาวด์ร่วมกัน โดยมีการกำหนดขอบเขตการทำงาน
    ร่วมกันอย่างชัดเจน
  • มัลติคลาวด์ คือ สภาพเเวดล้อมด้านไอทีที่ใช้บริการระบบพับลิคคลาวด์หลายเเห่งเเละมีการกำหนดขอบเขตการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน
  • ศูนย์ข้อมูลเเบบดั้งเดิม คือ ระบบประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล เเละอุปกรณ์เครือข่ายติดตั้งอยู่ในสถานที่หรือองค์กรเพื่อจุดประสงค์การใช้งานเเอปพลิเคชั่น การรวบรวมเเละจัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีคลาวด์

 

 

 

]]>
1263015