น้ำมัน – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 10 Mar 2026 07:58:38 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ราคา ‘น้ำมันโลก’ ลดแล้ว! หลัง ‘ทรัมป์’ เตรียมเข้าคุมช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมประกาศว่า ‘สงคราม’ จะจบเร็ว ๆ นี้ https://positioningmag.com/1563377 Tue, 10 Mar 2026 01:09:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563377 สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในวันจันทร์ที่ผ่านมาเกิดความผันผวนอย่างหนัก โดย ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงทันที ในช่วงการซื้อขายภาคค่ำ หลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่าเขากำลังพิจารณา เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก เพื่อแก้ปัญหาการติดขัดของอุปทานน้ำมันดิบ

ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ร่วงลงถึง -6.19% มาอยู่ที่ 85.27 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเวลาประมาณ 15:37 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก ปรับลดลง -4.6% มาอยู่ที่ 88.43 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงหลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ราคา Brent เพิ่งพุ่งทะลุเพดาน 119.50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และปิดตลาดภาคปกติไปที่ 98.96 (เพิ่มขึ้น 6.76%) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ CBS News ว่าเขากำลัง คิดเรื่องการเข้ายึดครองช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า สงครามครั้งนี้จะยุติลงในเร็ววัน นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวจากแหล่งข่าวของรอยเตอร์ว่า ทรัมป์อาจพิจารณา ลดมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่อรัสเซีย เพื่อช่วยดึงราคาน้ำมันให้ต่ำลง แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเพิ่งโพสต์ผ่าน Truth Social ว่าการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นนั้น เป็นเพียงราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการกำจัดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ของอิหร่านก็ตาม

ในขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด การผลิตน้ำมันในอิรักซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองของกลุ่มโอเปก (OPEC) ได้เผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างหนัก โดยยอดการผลิตจากแหล่งน้ำมันทางตอนใต้ลดลงถึง 70% เหลือเพียง 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่เคยผลิตได้ถึง 4.3 ล้านบาร์เรล ก่อนเกิดสงคราม เช่นเดียวกับคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ต้องจำกัดการผลิตเนื่องจากคลังเก็บน้ำมันเริ่มเต็ม เพราะไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความเสี่ยงจากการโจมตีของอิหร่านได้

ทางด้านกลุ่มประเทศ G7 เตรียมที่จะเคลื่อนไหวเพื่อบรรเทาวิกฤตนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีกำหนดหารือผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันอังคารนี้ เพื่อพิจารณาการระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาสู่ตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีคลัง G7 ที่ยืนยันความพร้อมในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy มองว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้ถือเป็นการขัดขวางอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีน้ำมันถึง 20% ของการบริโภคทั่วโลกถูกส่งผ่านเส้นทางนี้ โดย Rystad Energy คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายและยืดเยื้อไปถึง 4 เดือน เราอาจได้เห็นราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงถึง $135 ต่อบาร์เรลเลยทีเดียว

Source

]]>
1563377
ดีมานด์ ‘น้ำมัน’ ทั่วโลกอาจลดลง ‘ครึ่งหนึ่ง’ ในปีนี้ เนื่องจากการเติบโตของ ‘รถอีวี’ ในจีน-สหรัฐฯ https://positioningmag.com/1472195 Mon, 06 May 2024 06:02:21 +0000 https://positioningmag.com/?p=1472195 นับตั้งแต่ปี 2020 ที่ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลง เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ทำให้ผู้คนไม่สามารถเดินทางได้ตามต้องการ แต่หลังจากนั้นความต้องการใช้งานน้ำมันก็เติบโตขึ้นมาโดยตลอด จนมาปี 2024 นี้ ที่แนวโน้มการเติบโตของความต้องการน้ำมันอาจลดลงถึงครึ่งหนึ่ง

Rystad Energy บริษัทวิจัยอิสระด้านพลังงาน ประเมินว่า การเติบโตของดีมานด์น้ำมันทั่วโลกอาจ ลดลงครึ่งหนึ่ง ในปีนี้ โดยความต้องการมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเพียง 340,000 บาร์เรลต่อวัน (bpd) จากในปีที่ผ่านมามีการเติบโตที่ 700,000 บาร์เรลต่อวัน โดยรวมแล้วปีนี้ทั่วโลกจะมีการใช้น้ำมันที่ 26.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ปัจจัยที่ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงมาจากผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้ รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถอีวี มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสำคัญอย่าง จีน และ สหรัฐอเมริกา โดยมีการประเมินถึงสัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายในปีนี้ว่าจีนจะอยู่ที่ 45% ยุโรป 25% และมากกว่า 11% ในสหรัฐอเมริกา

สํานักงานพลังงานระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ครั้งหนึ่งจีนเคยเป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการน้ำมันเบนซินของโลก แต่ปีที่ผ่านมา ตลาดรถอีวีเกือบ 60% มาจากประเทศจีน ทำให้ปีนี้ Sinopec หน่วยงานวิจัยของโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของจีน คาดว่าความต้องการน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.7% หรือประมาณ 3 ล้านตัน รวมทั้งปีอยู่ที่ 182 ล้านตัน

“ความต้องการใช้น้ำมันของจีนจะเติบโตเพียง 10,000 บาร์เรลต่อวัน ในปีนี้ เนื่องจากการเติบโตของรถอีวี” Sushant Gupta นักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie กล่าว

ด้านปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินของ สหรัฐฯ ในปี 2023 ลดลงเหลือประมาณ 8.94 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ความต้องการในปี 2024 คาดว่าจะทรงตัว

อย่างไรก็ตาม คาดว่าความต้องการบริโภคน้ำมันเบนซินของ ยุโรป ปีนี้จะเพิ่มขึ้น 50,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 2.3% เป็น 2.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่การบริโภคน้ำมันของ อินเดีย อาจจะแตะสถิติใหม่ที่ 908,000 บาร์เรลต่อวัน ในปีถึงเดือนมีนาคม 2025 เพิ่มขึ้นประมาณ 5%

]]>
1472195
สมาชิก OPEC+ ประกาศขยายเวลา “ลดกำลังการผลิตน้ำมัน” หวังรักษาเสถียรภาพของราคา https://positioningmag.com/1464962 Mon, 04 Mar 2024 06:07:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1464962 ดูเหมือนว่าราคาน้ำมันทั่วโลกจะยังไม่ลดลงง่าย ๆ เพราะเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัสเซียและสมาชิก OPEC+ อื่น ๆ ได้ประกาศขยายเวลาการลดการผลิตน้ำมันที่ประกาศครั้งแรกในปี 2023 โดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างผู้ผลิตน้ำมันในการเพิ่มราคาตามความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ย้อนไปช่วงเดือนพฤศจิกายน 2023 กลุ่ม OPEC+ ได้มีมติในการปรับลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจจำนวน 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จนถึงไตรมาส 1/2024 ล่าสุด กลุ่ม OPEC+ ได้ประกาศขยายระยะเวลาการลดกำลังการผลิตไปจนถึงไตรมาส 2/2024 เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า มีแนวโน้มที่จะปรับลดกำลังการผลิตจนถึงสิ้นปีนี้

โดย ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ํามันชั้นนําจะยังคงลด 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ รัสเซียและอิรัก จะลดการผลิตลงเหลือ 471,000 และ 220,000 บาร์เรลตามลําดับ ปรับลดลงจาก 500,000 และ 223,000 บาร์เรล ส่วนประเทศอื่น ๆ ยังคงเดิม อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 163,000; คูเวต 135,000; คาซัคสถาน 82,000; แอลจีเรีย 51,000 และโอมาน 42,000 บาร์เรลต่อวัน

“หลังจากสิ้นสุดไตรมาสที่ 2 การปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมเหล่านี้จะค่อย ๆ กลับมา อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดด้วย” อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย กล่าว

การขยายเวลาลดกำลังการผลิตน้ำมันส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น โดยราคา West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐทะลุ 80 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในทะเลเหนือแตะระดับสูงสุดของเดือนที่ 83.55 ดอลลาร์

ทั้งนี้ การรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นถึง 140 ดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้รายได้ทั่วทั้งอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น และนับตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2022 พันธมิตรผู้ผลิตน้ำมัน OPEC+ ของ 22 ประเทศ ได้ดำเนินการลดกำลังการผลิตไปแล้วมากกว่า 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd)

ที่ผ่านมา ชาติตะวันตกพยายามคว่ำบาตรน้ำมันของรัศเซีย ส่งผลให้รัสเซียต้องหันไปส่งออกน้ำมันไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น จีนและอินเดียแทน

Source

]]>
1464962
ประเมินราคา ‘น้ำมัน’ อาจทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากสงครามอิสราเอล-ฮามาสทวีความรุนแรง https://positioningmag.com/1450115 Tue, 31 Oct 2023 07:58:35 +0000 https://positioningmag.com/?p=1450115 ดูเหมือนว่าหากสงคราม อิสราเอล-ฮามาส ยังยืดเยื้อจะไม่ใช่แค่ส่งผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ทั่วโลกก็ได้ผลกระทบไปด้วย ที่เห็นชัดก็คือ ราคาน้ำมัน โดยธนาคารโลกมองว่าอาจทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสงครามยืดเยื้อ

ธนาคารโลก ออกมาเตือนว่า หากความขัดแย้งของสงคราม อิสราเอล-ฮามาส ขยายออกไปนอกพรมแดนของฉนวนกาซา จนเกิดการคว่ำบาตรน้ำมัน ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 157 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์คือ ในเดือนกรกฎาคม 2008 ที่มีการซื้อขายสูงถึง 147.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามข้อมูลจาก LSEG

นอกจากนี้ เคยมีเหตุการณ์การคว่ำบาตรน้ำมันของอาหรับในปี 1973 ส่งผลให้อุปทานน้ำมันทั่วโลกจะลดลง 6-8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งนั่นจะผลักดันราคาให้สูงขึ้น 56-75% หรือราว 140-157 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

“วิกฤตน้ำมันเมื่อ 50 ปีก่อนทําให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 4 เท่าหลังจากรัฐมนตรีพลังงานอาหรับสั่งห้ามส่งออกน้ำมัน   ของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้การสนับสนุนอิสราเอลในสงครามอาหรับ-อิสราเอลปี 1973 ซึ่งเป็นที่รู้จักในอิสราเอลในชื่อสงครามยมคิปปูร์”

อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นการประเมินสถานการณ์แย่ที่สุด โดยธนาคารโลกได้ประเมินสถานการณ์ไว้ 3 ระดับ โดย กรณีที่ดีที่สุด คือ ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น 3-13% มาอยู่ที่ระดับ 93-102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลล์ หากอุปทานน้ำมันทั่วโลกลดลง 500,000 ถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการลดลงที่เทียบได้กับช่วงสงครามกลาง เมืองลิเบียในปี 2011

รองลงมาคือ อุปทานลดลงตลาด 3-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจจะดันให้ราคาน้ำมันให้สูงขึ้นระหว่าง 109-121 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่ากับระดับที่ไปถึงในช่วงสงครามอิรักในปี 2003

ถึงแม้ว่าทั้งอิสราเอลและดินแดนปาเลสไตน์จะไม่ใช่ผู้เล่นน้ำมันรายใหญ่ แต่ความขัดแย้งก็อยู่ในภูมิภาคการผลิต    น้ำมันที่สําคัญ

“หากความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น เศรษฐกิจโลกจะต้องเผชิญกับภาวะช็อกด้านพลังงานเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ เพราะไม่ใช่แค่จากสงครามในยูเครนเท่านั้น แต่ยังมาจากตะวันออกกลางด้วย”

Source

]]>
1450115
ผลพวง “สงครามอิสราเอล” ดันราคา “น้ำมัน” พุ่ง 4% https://positioningmag.com/1447262 Mon, 09 Oct 2023 06:45:05 +0000 https://positioningmag.com/?p=1447262 สงครามระหว่าง อิสราเอล และ ฮามาส กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ได้ยืดเยื้อมาถึงวันที่ 3 แล้ว ซึ่งจากสงครามดังกล่าวได้ส่งผลต่อ ราคาน้ำมันและทองคำ 

สัญญาซื้อขายล่วงหน้า น้ำมันดิบเบรนท์ มีราคาซื้อขายสูงขึ้น 4.53% ที่ 88.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันนี้ (9 ต.ค.2566) ขณะที่สหรัฐฯ ฟิวเจอร์ส West Texas Intermediate เพิ่มขึ้น 4.69% เป็น 88.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าราคาน้ำมันที่พุ่งนั้นจะเกิดแค่ชั่วคราว เนื่องจากเป็นการตอบสนองของตลาดต่อภาวะสงคราม

โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า สงครามไม่ได้ทําให้แหล่งน้ํามันที่สําคัญใด ๆ ตกอยู่ในอันตรายโดยตรง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่ใช่ผู้ค้าน้ํามันรายใหญ่ โดย อิสราเอลมีโรงกลั่นน้ํามันสองแห่ง ที่มีกําลังการผลิตรวมกันเกือบ 300,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่ ดินแดนปาเลสไตน์ไม่ผลิตน้ำมัน อย่างไรก็ตาม แม้ความขัดแย้งทั้งสองจะไม่ได้ส่งผลต่อโรงกลั่นน้ำมันในประเทศสำคัญ ๆ โดยตรง แต่ก็เสมือนอยู่ หน้าประตูของภูมิภาคการผลิตและส่งออกน้ำมันที่สําคัญสําหรับผู้บริโภคทั่วโลก

“ผลกระทบที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันโดยตรงจริง ๆ คือ การลดอุปทานหรือการขนส่งน้ำมัน” Vivek Dhar ผู้อํานวยการฝ่ายวิจัยการขุดและสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานของธนาคารเครือจักรภพ กล่าว

ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น แต่ราคา ทองคำ ก็สูงขึ้น 0.99% มาเคลื่อนไหวที่บริเวณ 1,850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนหาสินทรัพย์หลบภัย ส่วนราคาทองในไทย สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาครั้งที่ 1 เพิ่มขึ้น 400 บาท โดยราคารับซื้อทองคำแท่งบาทละ 32,350 บาท ขายออก 32,450 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 31,760.20 บาท ขายออก 32,950 บาท

ทั้งนี้ จากการโจมตีของกลุ่มฮามาส มีรายงานว่าชาวอิสราเอลอย่างน้อย 700 คนถูกสังหาร ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ได้บันทึกผู้เสียชีวิต 313 ราย จนถึงขณะนี้

Source

]]>
1447262
‘ราคาน้ำมัน’ ไต่ขึ้นสูงสุดอีกครั้ง หลัง ‘ลิเบีย’ เจอน้ำท่วมใหญ่ซึ่งกระทบการ ‘ส่งออกน้ำมัน’ ในกลุ่ม OPEC https://positioningmag.com/1444093 Wed, 13 Sep 2023 01:50:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1444093 เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ของ ลิเบีย เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่รัสเซียและซาอุดีอาระเบียประกาศขยายระยะเวลาที่จะจำกัดการผลิตน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอีก เพราะลิเบียเป็นสมาชิก OPEC และเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 13 ของโลก

น้ํามันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของโลกพุ่งขึ้นเกือบ 2% เป็นระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 92.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นั่นเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2022 ราคาน้ํามันสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 2.3% สูงถึง 89.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน

สาเหตุที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นเพราะเหตุการณ์ อุทกภัยใหญ่ในลิเบีย หลังจากเจอฝนตกหนักในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ทําให้ เขื่อนสองแห่งถล่ม จนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน โดยมีผู้เสียชีวิตในอุทกภัยครั้งนี้อย่างน้อย 2,000 คน และมีผู้สูญหายกว่า 10,000 คน รวมถึงมีอาคารบ้านเรือนเสียหายนับไม่ถ้วน

ลิเบียเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกโอเปก โดยมีกำลังการผลิตสูงสุด 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน นับเป็นประเทศที่มีการส่งออกน้ำมันมากที่สุดอันดับ 13 ของโลก ซึ่งอุทกภัยนี้จะขัดขวางการส่งออกน้ำมันจากกลุ่มประเทศโอเปกชั่วคราว ขณะที่ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ํามันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกจับมือกันขยายเวลาที่จะ ลดกำลังการผลิตน้ำมันเหลือ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ยาวถึงสิ้นปีเป็นอย่างน้อย

“ลิเบียมีท่าเรือหลายแห่งที่ไม่สามารถส่งออกได้ มันเป็นอีกสิ่งหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ํามันดิบพุ่งสูงขึ้น” แมตต์ สมิธ หัวหน้านักวิเคราะห์น้ํามันสําหรับอเมริกาที่ Kpler กล่าว

สำหรับเหตุการณ์อุทกภัยของลิเบียครั้งนี้ นับเป็น หายนะครั้งใหญ่ของประเทศ โดยลิเบียกําลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยโรงพยาบาลใน Derna ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไปและห้องเก็บศพก็เต็มจนทำให้ร่างผู้เสียชีวิตถูกทิ้งไว้นอกห้องเก็บศพบนทางเท้า

Source

]]>
1444093
ราคา ‘น้ำมันดิบ’ ทำสถิติสูงสุดของปี หลัง ซาอุดีอาระเบีย-รัสเซีย จับมือลดกำลังการผลิตยาวถึงสิ้นปี https://positioningmag.com/1443635 Wed, 06 Sep 2023 07:30:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1443635 ราคาน้ํามันแตะระดับสูงสุดใหม่อีกครั้งสําหรับปีนี้ หลังจากที่ซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ํามันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกจับมือกันขยายเวลาที่จะ ลดกำลังการผลิตน้ำมัน ยาวถึงสิ้นปีเป็นอย่างน้อย

ราคา น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลกเพิ่มขึ้น +1.8% โดยมีการซื้อขายสูงกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมัน West Texas Intermediate (WTI) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันที่ 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจาก ซาอุดีอาระเบีย และ รัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกกลุ่ม OPEC+ ตกลงที่จะลดการผลิตลงอย่างมากและลากยาวไปถึงสิ้นปี

แหล่งข่าวอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยกับสํานักข่าว state-run SPA ว่า ทางประเทศจะลดกำลังการผลิตเหลือ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม หลังจากที่เคยกำหนดว่าจะลดกำลังการผลิตถึงแค่เดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ นับตั้งแต่ที่ตัดสินใจลดกำลังการผลิตตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียเหลือเพียง 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ในขณะเดียวกัน อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวว่า ประเทศจะลดการส่งออกลง 300,000 บาร์เรลต่อวัน จนถึงสิ้นปี เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสมดุลในตลาดน้ำมัน แม้ว่ารัสเซียกําลังพยายามเพิ่มรายได้เพื่อสนับสนุนในการทําสงครามกับยูเครน 

การลดการผลิตโดย OPEC+ ซึ่งถือเป็น ผู้ผลิตน้ํามันดิบ 40% ของโลก ได้ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งยิ่งส่งผลเสียต่ออัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย โดยราคาก๊าซเฉลี่ยในสหรัฐฯ ได้ลอยสูงขึ้นเป็น 3.81 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งสูงกว่าช่วงนี้ของปีที่แล้ว 2-3 เซ็นต์

Source

]]>
1443635
ซาอุดีอาระเบียประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอีก 1 ล้านบาร์เรล ชี้ต้องการสร้างเสถียรภาพราคา https://positioningmag.com/1433085 Mon, 05 Jun 2023 09:53:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1433085 ซาอุดีอาระเบียเตรียมที่จะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงอีก 1 ล้านบาร์เรล หลังจากที่ราคาน้ำมันได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากการบุกยูเครนโดยรัสเซีย และล่าสุดนั้นราคาน้ำมันกลับมาปรับเท่ากับช่วงก่อนความขัดแย้งดังกล่าว ส่งผลทำให้ประเทศส่งออกน้ำมันรายดังกล่าวต้องปรับกำลังการผลิตลง

ท่าทีของประเทศส่งออกน้ำมันอันดับ 1 ของโลกอย่างซาอุดีอาระเบียนั้นตามมาจากการประชุมของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอย่าง OPEC เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (4 มิถุนายน) ที่รวมถึงรัสเซียและประเทศส่งออกน้ำมันรายเล็กที่ตกลงจะลดการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อพยายามพยุงราคาน้ำมันดิบขึ้นมา

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาทาง OPEC+ ได้ประกาศปรับลดกำลังการไปผลิตแล้ว ก่อนที่จะมีการปรับกำลังการผลิตลงอีกครั้ง และส่งสัญญาณว่าทางกลุ่มจะปรับลดกำลังการผลิตลงต่อไป ถ้าหากราคาน้ำมันมีท่าทีลดลง

กระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบียได้อธิบายว่าการลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบโดยสมัครใจเพิ่มเติมของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายดังกล่าวนี้ถือเป็นความพยายามป้องกันกลุ่มประเทศ OPEC+ เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพและความสมดุลของตลาดน้ำมัน

ขณะที่ทางซาอุดีอาระเบียนั้นต้องการให้ราคาน้ำมันมากกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากเป็นจุดคุ้มทุนของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่สุดของโลก นอกจากนี้ซาอุดีอาระเบียยังต้องการเม็ดเงินมหาศาลที่ได้จากการผลิตน้ำมันดิบเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงหลังจากนี้ที่ต้องการลดการพึ่งพาจากการขายน้ำมัน

ไม่เพียงเท่านี้การส่งสัญญาณของซาอุดีอาระเบียยังตามมาหลังจากวี่แววความต้องการพลังงานทั่วโลกนั้นอาจลดลงจากความกังวลว่าเศรษฐกิจในยุโรป หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่สภาวะถดถอย ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบ ทำให้ซาอุดีอาระเบียส่งสัญญาณลดกำลังการผลิตเพื่อกระตุ้นราคาน้ำมันดิบ

ปัจจุบันกลุ่ม OPEC+ เป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของน้ำมันดิบของโลก และการตัดสินใจของทางกลุ่ม หรือแม้แต่ซาอุดีอาระเบียในแต่ละครั้งนั้นมีผลกระทบอย่างมากต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก

ที่มา – CNN, BBC

]]>
1433085
การส่งออกน้ำมัน ‘รัสเซีย’ พุ่งสูงสุดในรอบ 3 ปี แต่รายได้หดตัว 43% https://positioningmag.com/1427417 Sun, 16 Apr 2023 05:24:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1427417 แม้รัสเซียจะถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก หลังจากที่ก่อสงครามกับยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ที่ผ่านมา แต่การส่งออกน้ำมันของรัสเซียกลับสูงสุดในรอบ 3 ปี อย่างไรก็ตาม รายได้กลับไม่ได้โตตามยอดการส่งออก

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือ IEA ได้เปิดเผยว่า ในเดือนมีนาคมการส่งออกน้ำมันของรัสเซียพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี แม้ว่าจะถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก โดยมียอดส่งออกจากรัสเซียเพิ่มขึ้น 600,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 8.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2020

โดยการส่งออกที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นกลับสู่ระดับก่อนเกิด COVID-19 จาก 450,000 บาร์เรลต่อวันเป็น 3.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้จากน้ำมันของรัสเซียยัง ลดลงถึง 43% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แม้รายได้จะดีดตัวขึ้น 1 พันล้านดอลลาร์แตะ 12.7 พันล้านดอลลาร์ก็ตาม

IEA กล่าวว่า การส่งออกน้ำมันดิบของมอสโกเพิ่มขึ้น 100,000 บาร์เรลต่อวันเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยอินเดีย และจีนเป็นปลายทางหลักสำหรับการขนส่งของรัสเซียในเอเชียในเดือนมีนาคม ขณะที่การจัดส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันไปยังสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมเป็น 300,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ลดลงเกือบ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ครั้งเมื่อเทียบกับระดับก่อนสงคราม

ทั้งนี้ มาตรการการคว่ำบาตรน้ำมันของยุโรปมีเป้าหมายที่จะตัดรัสเซียซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตพลังงานชั้นนำของโลกออกจากแหล่งรายได้หลักจากการทำสงคราม ส่งผลให้รัสเซียตอบโต้การคว่ำบาตรของชาติตะวันตกโดยลดการผลิตลง 500,000 บาร์เรลต่อวัน และพันธมิตรในกลุ่มพันธมิตรน้ำมัน OPEC+ สร้างความตกใจให้กับตลาดด้วยการประกาศลดกำลังการผลิตของตนเองเมื่อต้นเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม รัสเซียพลาดเป้าหมายในเดือนมีนาคม เนื่องจากการผลิตลดลง 290,000 บาร์เรลต่อวัน ตามรายงานของ IEA

Source

]]>
1427417
จับตา “ราคาน้ำมัน” หลัง OPEC+ ประกาศลดกำลังการผลิตลง 1.16 ล้านบาร์เรลต่อวัน https://positioningmag.com/1425996 Mon, 03 Apr 2023 06:11:42 +0000 https://positioningmag.com/?p=1425996 หลังจาก OPEC+ ประกาศลดกำลังการผลิตลง 1.16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ล่าสุด สัญญาซื้อขายล่วงหน้า น้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้น 5.07% เป็น 83.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า น้ำมันดิบ West Texas Intermediate ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 5.17% เป็น 79.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สำหรับการปรับลดกำลังการผลิตของ OPEC+ จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงสิ้นสุดปี 2566 โดยซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่า การปรับลดกำลังการผลิตเป็น มาตรการป้องกันการรักษาเสถียรภาพของตลาดน้ำมัน หลังจากที่ รัสเซียจะลดการผลิตน้ำมันลง 500,000 บาร์เรลต่อวัน จนถึงสิ้นปี 2566

ประเทศสมาชิกอื่น ๆ ได้ให้คำมั่นว่าจะลดกำลังการผลิตลงตามลำดับ โดย ซาอุดีอาระเบียจะลด 500,000 บาร์เรลต่อวัน และ UAE จะลด 144,000 บาร์เรลต่อวัน รวมถึงการลดกำลังการผลิตอื่น ๆ จากคูเวต โอมาน อิรัก แอลจีเรีย และคาซัคสถาน

“แผนของ OPEC+ สำหรับการลดการผลิตเพิ่มเติมอาจผลักดันราคาน้ำมันให้แตะระดับ 100 ดอลลาร์อีกครั้ง เมื่อพิจารณาจากการเปิดประเทศของจีนและการลดกำลังการผลิตของรัสเซีย ที่ตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก” Tina Teng นักวิเคราะห์ของ CMC Markets กล่าว

มีการคาดการณ์ว่าอุปสงค์ของจีนกลับมาที่ 16 ล้านบาร์เรลต่อวัน และจากข้อมูลของ Wood Mackenzie จีนสามารถคิดเป็น 40% ของความต้องการที่ฟื้นตัวของโลกในปี 2566

ทั้งนี้ ในเดือนมีนาคมราคาน้ำมันร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2021 เนื่องจากผู้ค้ากลัวว่าการล้มของธนาคารอาจบั่นทอนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยกลุ่มค้าน้ำมันและพันธมิตรกำลังหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในปี 2008 ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงนั้นมีความผันผวนอย่างมาก

“พวกเขากำลังมองไปยังช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และตัดสินใจว่าพวกเขาไม่ต้องการหวนนึกถึงปี 2008 ที่ราคาน้ำมันพุ่งจาก 35 ดอลลาร์เป็น 140 ดอลลาร์” Bob McNally ประธาน Rapidan Energy Group กล่าว

Source

]]>
1425996