อาร์ตทอย – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Fri, 09 Jan 2026 10:52:22 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 คุยกับ ‘Motmo Studio’ ผู้ชุบชีวิตประติมากรรมพื้นบ้าน สู่ผลงาน ‘หิมพานต์มาร์ชเมลโล่’ สุดไวรัล https://positioningmag.com/1554479 Thu, 08 Jan 2026 21:18:34 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554479 หลายคนน่าจะเคยเห็นผลงานกาชาปองสุดไวรัลของคนไทยอย่าง หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ สัตว์ในวรรณคดีไทยที่ถูกทำออกมาน่ารักตะมุตะมิ โดย Positioning มีโอกาสได้พูดคุยกับ โม่ – คมกฤษ เทพเทียน แห่ง หมดโม่ สตูดิโอ (Motmo Studio) เจ้าของผลงาน ถึงความเป็นมาเป็นไป แนวคิด และมุมมองต่อผลงานศิลปะ และอนาคตของวงการอาร์ตทอยไทย

ของเล่น – พระเครื่อง สู่ความสนใจศิลปะ

“พ่อผมเป็นนักสะสมพระเครื่อง” ประโยคเริ่มต้นที่ โม่ – คมกฤษ เริ่มเล่าเมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของ หมดโม่สตูดิโอ (Motmo Studio) โดยเขาเล่าต่อว่า เขาเป็นคนสุพรรณ ในวัยเด็กพ่อเขามักจะพาไปตลาดพระเครื่องเป็นประจำ รวมกับความชื่นชอบ ของเล่น เหมือนกับเด็กทั่ว ๆ ไปในสมัยยุค 90 

ทั้งการสะสมพระเครื่อง และของเล่นในวัยเด็กนั้น กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่พาให้เขาเข้าสู่โลกของประติมากรรม โดยเขาได้เข้าศึกษาภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะนำไปสู่การก่อตั้งหมดโม่  สตูดิโอ

“ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่า สองสิ่งนี้จะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราขนาดไหน”

นับแต่นั้น โม่เดินทางมาในเส้นทางศิลปะมาโดยตลอด โดยมีผลงานจัดแสดงทั้งในและต่างประเทศ เช่น Ganecha (2016) รูปปั้นพระพิฆเนศที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนประติมากรรมหลากหลายเทคนิค Conversation (2017) งานศิลปะจัดวางที่นำเทวรูปหลากหลายรูปแบบมาเติมต่อด้วยชิ้นส่วนเลโก้ และ Open the World (2017) เทวรูปปางเปิดโลกที่ใช้เลโก้แทนศีรษะ ซึ่งเป็นงานธีสิสชุดแรกในช่วงที่เขาเรียนปริญญาโท

ผลงาน Open the World ของ โม่ – คมกฤษ เทพเทียน

อับเฉาไม่อับเฉา จุดเปลี่ยนสำคัญ

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2018 เขาได้แสดงผลงาน Giant Twin (2018) ประติมากรรมรูปยักษ์ไทยกับยักษ์จีนที่ตัวติดกันเหมือนแฝดอิน-จัน ภายในงาน Bangkok Art Biennale ครั้งแรกของไทย โดยภายในงาน โม่ได้ทำ กาชาปองอับเฉา เพื่อใช้เป็น ของที่ระลึก ในงาน

“ช่วงนั้นผมเพิ่งไปงานศิลปะต่างประเทศมา เห็นว่าพวกเขาแจกแต่โปสต์การ์ดกับพวงกุญแจ ผมคิดว่า ถ้าเราได้ไปงานศิลปะ แล้วได้ของเล่นสักชิ้น เราคงจะจำมันไปตลอดชีวิตเลย ผมเลยทำกาชาปองอับเฉา”

มากกว่าการเป็นของที่ระลึก แต่โม่อยากให้คนที่ได้ไป ทำความรู้จัก กับอับเฉาให้มากขึ้น “ก่อนจะทำผลงาน ผมค้นคว้าเยอะมาก และคิดว่า เรื่องของอับเฉามันน่าสนใจมาก แต่คนไม่ค้นหรอก ถ้าแค่เขียนบทความ เลยอยากทำให้เป็นของเล่น พร้อมคิวอาร์โค้ดที่สแกนแล้วจะได้อ่านประวัติศาสตร์”

แม้ว่าความตั้งใจแรกจะทำเพียงแค่ 100 ชิ้น เพื่อแจกฟรีในงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเกินคาดหมาย เพราะเกิดเป็นไวรัลบนโซเชียลฯ จน คนมาต่อคิวกันตั้งแต่ตีสี่ เพื่อที่จะได้เป็นเจ้าของกาชาปองอับเฉา หลังจากนั้น คนเริ่มขอซื้อ และ กาชาปองอับเฉานี้เองทำให้เกิดเป็นหมดโม่สตูดิโอ

“ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่า มันจะเปลี่ยนชีวิตผมขนาดไหน แต่คิดแค่ว่า ถ้าจะขายก็ขายในราคาที่คนทั่วไปซื้อได้ ไม่ใช่แค่คนรวย เลยตั้งราคาไว้ชิ้นละ 100 บาท” 

กาชาปองอับเฉาไม่อับเฉา

สู่ปรากฏการณ์ หิมพานต์มาร์ชเมลโล่

จนกระทั่งในปี 2020 ช่วงที่ COVID-19 ระบาด ในโลกโซเชียลฯ คนต่างก็แชร์อะไรที่ฮา ๆ ขำ ๆ เพื่อระบาดความเครียดที่ต้องอยู่แต่บ้าน จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนแชร์รูป สัตว์หิมพานต์ที่ชาวบ้านปั้นตามวัดต่างจังหวัด บางตัวดูตลก บางตัวดูน่ารัก นั่นทำให้ โม่ เกิดไอเดียในการทำกาชาปองคอลเลกชั่น หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ 

“มันดูเหมือนโปเกมอน เหมือนมอนสเตอร์น่ารัก ๆ ในเกม แล้วมีแฮชแท็กว่า อยากให้คนทำอับเฉาทำอันนี้บ้างจัง ผมเห็นแล้วนึกขึ้นมาทันทีว่า เฮ้ย! ตัวพวกนี้ผมเคยเห็นนะ ตอนเรียนศิลปะ เขาเรียกว่า นาอีฟ อาร์ต (Naive Art) หรือศิลปะชาวบ้าน”

จากนั้นก็เริ่มปั้นต้นแบบ และเริ่มเปิดพรีออเดอร์ จากนั้นก็มีออเดอร์มา หลายพันตัว นั่นเองที่ทำให้โม่ต้องเปลี่ยนจาก มือสมัครเล่น มาเป็นมืออาชีพ ในชั่วข้ามคืน เพราะคนรออยู่ เราต้องผลิตให้ได้ ต้องส่งให้ได้

“ตอนแรกผมคิดว่าจะขายได้สัก 10-20 ชุด ก็เยอะแล้ว แต่กลายเป็นว่ามีคนสั่งเป็นพัน ๆ ตัว จากตอนแรกที่ทำกับแฟนสองคน เลยต้องโทรเรียกน้อง ๆ ที่เรียนด้วยกัน คนที่เคยช่วยทำงานศิลปะกับผมมาช่วย”

ภาพจำร่วม กุญแจสู่ความสำเร็จ

อีกปัจจัยสำคัญที่ โม่ มองว่า ผลงานหิมพานต์มาร์ชเมลโล่มันแมสก็คือ จังหวะที่กระแส อาร์ตทอย ในไทยกำลังมา แต่อาร์ตทอยตัวไหนจะขายได้ไม่ได้ โม่มองว่ามันมีหลายปัจจัย แน่นอนว่า ความน่ารัก เป็นส่วนสำคัญ แต่จุดสำคัญที่เขาเรียนรู้มาจากการทำงานศิลปะก็คือ ภาพจำร่วม

“ก่อนหน้านั้นผมเคยทำอาร์ตทอยเป็นยักษ์ที่ผสมดาร์ธ เวเดอร์ มีคนจองแค่ 2 หัว เพราะมันไม่มีภาพจำร่วม ภาพจำมีมูลค่าและคุณค่าสูงมาก เหมือนที่โดราเอมอนไม่เคยตกยุค เพราะทุกยุคสมัยมีเด็กแบบโนบิตะ มีเด็กอวดรวยอย่างซุเนโอะ มันเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่แค่จินตนาการ”

นอกจากความน่ารัก และภาพจำร่วมแล้ว โม่มองว่าหิมพานต์มาร์ชเมลโล่มัน สะท้อนความหลากหลายของความเป็นไทย ที่ไม่จำเป็นต้องทำตามมาตรฐาน แต่ ทำจากใจ ทำด้วยความรัก ทำด้วยความเชื่อ และนั่นคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ คือ การยอมรับว่าเราต่างกันได้ เราไม่ต้องเหมือนกัน แต่เราก็ยังเป็นไทยได้

“ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราก็จะเข้าใจว่าทำไมหิมพานต์มาร์ชเมลโล่ถึงประสบความสำเร็จ เพราะมันไม่ได้แค่ขายของน่ารัก มันขายความภาคภูมิใจในความเป็นตัวเอง ในความหลากหลาย ในความเป็นไทยที่ไม่ต้องเหมือนใคร”

อนาคตอาร์ตทอยไทยต้องมีความหมาย

“ผมเชื่อว่าตลาดอาร์ตทอยยังมีอนาคต แต่ต้องเป็นของที่มีเนื้อหา” โม่มองไปข้างหน้า เพราะถ้าต้องแข่งขันกับ POP MART ที่มีทุน มีระบบการผลิตและการตลาดระดับโลก อาจแข่งขันได้ยาก และต่อไป คนอาจจะเริ่มเบื่อของที่แค่สวย แต่ไม่มีอะไร พวกเขาต้องการเรื่องราว ต้องการความหมาย ต้องการการเชื่อมโยง และนั่นคือจุดแข็งของศิลปินไทย

“ของจีนบางอย่างที่เข้ามา มันป๊อปเพราะน่ารัก แต่ไม่มีเรื่องราว พอคนเบื่อก็จบ แต่ไทยเรามีวัฒนธรรมที่ลึก มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีเรื่องราวมากมาย แค่เราต้องรู้จักนำเสนอให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ และอยากเป็นเจ้าของ”

ฝันใหญ่ โลคอล คาแรกเตอร์ ทุกจังหวัด

ญี่ปุ่นมี Kumamon – ตัวการ์ตูนหมีจากจังหวัดคุมาโมโต ที่ถูกออกแบบมาเพื่อโปรโมตรถไฟชินคันเซ็น แก้มแดงเพราะมะเขือเทศที่นั่นอร่อย ตอนนี้ Kumamon ขายได้ทั่วโลก ทำให้โม่มองเห็นศักยภาพของอาร์ตทอยว่ามันสามารถเป็น ซอฟต์เพาเวอร์ ของไทยได้

“ถ้าทุกจังหวัดในไทยมีตัวการ์ตูนประจำจังหวัด ที่ออกแบบจากเอกลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อมกับกรมเกษตร พาณิชย์ การท่องเที่ยว มันจะไม่มีเมืองรองอีกต่อไป”

ทุกคนจะต้องไปเที่ยวทุกจังหวัดเพื่อสะสมให้ครบ และถ้าครบ 77 จังหวัด รัฐบาลอาจมีประกาศเกียรติคุณให้ ลองคิดดูว่าเงินจะหมุนเวียนในประเทศเท่าไหร่

“นี่คือเมกะโปรเจกต์เชิงวัฒนธรรมที่รัฐควรทำ เพราะตอนนี้เราโดนอาณานิคมเชิงวัฒนธรรมเข้ามาแล้ว ทำไมเราถึงเริ่มกินไก่ทอดกับเบียร์ เริ่มกินกิมจิ? เพราะเกาหลีทำให้วัฒนธรรมของเขาร่วมสมัย”

ข้อคิดสำหรับศิลปินรุ่นใหม่

เมื่อถูกถามว่ามีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่อยากทำอาร์ตทอยหรือศิลปะที่เป็นธุรกิจ โม่ตอบอย่างตรงไปตรงมา:

  1. เริ่มจากความรักที่แท้จริง “อย่าเริ่มด้วยการคิดว่าจะรวย สิ่งที่ถูกดีไซน์มาเพื่อเงินก่อนมักไม่ประสบความสำเร็จ ให้เริ่มจากสิ่งที่เราชอบ เราสนใจจริงๆ”
  2. ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง “ทุกคนมีตัวตนไม่เหมือนกัน มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่าง นั่นคือจุดแข็งของเรา ถ้าเราเลียนแบบคนอื่น เราจะไม่มีวันเหนือกว่า”
  3. เรียนรู้ทุกมิติของธุรกิจ “ศิลปินต้องเป็นนักบัญชี ผู้บริหาร และคนทำการตลาดด้วย ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ เราจะอยู่ไม่ได้”
  4. เริ่มเล็ก แล้วค่อยโต “อย่าคิดใหญ่แล้วย่อมาเล็ก ให้คิดเล็กแล้วค่อยโตขึ้น อย่าไปกู้เงินแสนมาทำครั้งแรก ถ้าพลาด จะเจ็บมาก อาจทำให้เกลียดสิ่งที่เรารัก”
  5. อย่าลืมว่าศิลปะคือเครื่องมือแก้ปัญหา “ศิลปะไม่ใช่แค่การวิพากษ์วิจารณ์ แต่เป็นเครื่องมือที่เข้าไปแก้ปัญหาได้จริง คิดว่าเราจะทำอย่างไรให้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่แค่ชี้ว่ามันแย่”

ศักยภาพของศิลปะคือ คนต้องเข้าถึงได้

จากอับเฉาสู่หิมพานต์มาร์ชเมลโล่ โม่มองว่า สิ่งที่เขาเรียนรู้และตกผลึกก็คือ ศักยภาพของศิลปะไม่ได้อยู่แค่สวยหรือลึกซึ้ง แต่อยู่ที่การที่มันเข้าถึงคนได้ จุดประสงค์ที่แท้จริงของศิลปะ ไม่ใช่แค่การทำให้ศิลปินรวย แต่เป็นตัวจุดประกายให้เกิดการคุย การแลกเปลี่ยน การทำความเข้าใจ

“ผมเคยนั่งคิดกับตัวเองว่า ถ้างานผมดีจริงระดับโลก แต่ไม่มีคนมาดู ไม่มีคนเข้าใจ… แล้วมันจะมีความหมายอะไร? ผมพยายามเรียกร้องเรื่องพระที่ไม่มีเศียรมาตลอด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากแค่เรียกร้อง แต่พอมีอับเฉา กลับจุดประกายให้คนเริ่มคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์”

การทำให้ศิลปะเข้าถึงง่ายที่สุด ก็คือเครื่องมือในการปลูกฝังความรัก ความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของ ศิลปะในท้องถิ่น หรือทำให้เกิด รายได้ ให้คนในชุมชน

“ของเล่นแต่ละชิ้นของผมคือเครื่องมือในการปลูกฝังความรัก ความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น เมื่อมีคนซื้อไป เขาไม่ได้ซื้อแค่ของเล่น แต่เขาซื้อเรื่องราว ซื้อการเชื่อมโยง ซื้อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์”

ปัจจุบัน ผลงานของหมดโม่สตูดิโอ มีจุดจำหน่ายที่ BACC ชั้น 5, มิวเซียมสยาม, พิพิธภัณฑ์รัตนโกสินทร์ และกำลังขยายไปยังพิพิธภัณฑ์มนุษยวิทยา สามารถติดตามผลงานใหม่ ๆ ได้ที่เพจ MOTMO Studio 

]]>
1554479
แอนดี้-วรกันต์ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จปีศาจขนฟู MRKREME https://positioningmag.com/1518533 Wed, 16 Apr 2025 09:59:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1518533 ทำความรู้จัก ‘แอนดี้-วรกันต์ จงธนพิพัฒน์’ ศิลปินผู้ออกแบบและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ Art Toy สุดฮอตอย่าง MRKREME เจ้าปีศาจขนฟูสีสันสดใส ของสะสมหายากและโด่งดังไกลในเวทีระดับอินเตอร์

 

แอนดี้ เกิดเมื่อปี 2536 โดยเขาเป็นศิลปินแนวป๊อป เซอร์เรียล (Pop Surreal) ที่หลงใหลในศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ๆ  และได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือ I AM PLASTIC ที่บอกเล่าเรื่องราวของต้นกำเนิด ตลอดจนวิวัฒนาการ ‘ของเล่น’ ซึ่งปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ของเหล่าศิลปินเพื่อดีไซน์ของเล่นให้มีความโดดเด่นและแปลกใหม่

 

ด้วยความต้องการที่จะเดินบนเส้นทางที่ตัวเองรัก เขาเลือกเรียนสาขาออกแบบอุตสาหกรรม และตัดสินใจเรียนต่อในระดับปริญญาโท ที่ Pratt Institute ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อผสานทักษะการออกแบบให้เข้ากับศิลปะ

 

แอนดี้เล่าให้ Positioning ฟังว่า การเข้าสู่วงการ Art Toy เกิดจาก Passion ที่อยากทำ จึงเริ่มต้นลองปั้นและหล่อแบบขึ้นมาเอง โดยผลงานตัวแรกก็คือ Rosado มอนสเตอร์ขนฟูในชนเผ่าปลูกเห็ด ผู้บุกเบิกอาณาจักร MRKREME

 

“การดีไซน์พื้นฐานมาจากความชื่นชอบของตัวเองจริง ๆ คือผมชอบมอนสเตอร์อยู่แล้วตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะมอนสเตอร์ยุค 80 ซึ่งเป็นยุคที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น การมีสีสันฉูดฉาด ดีไซน์เหนือจินตนาการ เพราะเป็นยุคที่ผู้คนต้องการมีความสุขหลังต้องเผชิญกับสงคราม”

 

ตอนแรกเขาไม่คิดว่า ผลงานจะขายได้ แต่เมื่อโพสต์ไปในโลกโซเชียลปรากฏมี ‘คนสนใจซื้อ’ และเมื่อนำไปออกงาน Art Toy ก็มีค่ายไต้หวันให้ความสนใจและเซ็นสัญญาเพื่อนำไปผลิตสำหรับวางขาย

 

นั่นทำให้แอนดี้เห็นว่า Art Toy เป็นอาชีพที่สามารถทำรายได้ให้ได้

จากตัวแรก Rosado เขาได้ขยายโลกแห่งมอนสเตอร์ของตัวเองให้กว้างกว่าเดิม ด้วยผูกเรื่องราวและสร้างตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Mushkin มอนสเตอร์ขนฟูสีขาวที่มากินเห็ดของ Rosado แบบไม่ได้รับอนุญาต จนทั้งคู่กลายเป็นศัตรูกัน และขยายสู่ตัวอื่น ๆ กระทั่งตอนนี้โลกมอนสเตอร์ของแอนดี้มีคาแรกเตอร์มากกว่าร้อยตัว อาทิ Corkin, Zable, Gally, Odey ฯลฯ ที่ยังคงเอกลักษณ์ซึ่งเป็นจุดขายไว้อย่างเหนียวแน่น นั่นคือ เป็นมอนสเตอร์ขนฟู สีสันฉูดฉาด แต่แฝงไปด้วยความน่ารัก

 

โดยปัจจุบัน MRKREME เป็นผลงาน Art Toy ที่วางขายในหลายประเทศ อาทิ ไทย ไต้หวัน, ฮ่องกง, สิงคโปร์,  สหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส, อังกฤษ เป็นต้น ซึ่งงานของเขาติดอันดับ Art Toy ของศิลปินไทยที่หายากและคนยอมจ่ายแม้ราคาจะสูงก็ตาม

นอกจากนี้ ยังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ทั้งจากการร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Birkenstock, Samsung และ The Standard X รวมถึงการแสดงงานทั่วโลกในสหรัฐฯ ฝรั่งเศส สิงคโปร์ และอื่น ๆ

 

การสร้างสรรค์งานให้โดดเด่นได้นั้น แอนดี้บอกว่า ไม่มีสูตรตายตัว แต่หลัก ๆ มาจากการทำความเข้าใจตัวเอง เพราะทุกคนมีความชอบและลายเซ็นต์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นอยู่แล้ว แค่ศิลปินแต่ละคนเข้าใจตัวเองมากน้อยแค่ไหน และสื่อสารออกมาได้ดีมากน้อยเพียงใด

เมื่อก่อนหลายคนคิดว่า Art Toy ไม่สามารถสร้างรายได้และเป็นอาชีพสำหรับดำรงชีวิตได้ แต่เขายืนยันว่า ‘ได้’ และ ‘มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี’ ซึ่งหากใครอยากเข้ามาวงการนี้ นอกจากการทำความเข้าใจตัวเอง และการถ่ายทอดงานออกมาให้ดีที่สุดแล้ว ต้องยืนระยะให้ยาว ‘ทำในสิ่งที่เราทำ แล้วทำให้ดีไปเรื่อย ๆ อย่าโอนเอนไปกับเทรนด์’ เพื่อรักษาตัวตนและเอกลักษณ์ของตัวเองไว้

 

เพราะเมื่อจังหวะมาหา เราจะสามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ได้ และทำในสิ่งที่ทำได้ดี

 

สำหรับเป้าหมายของแอนดี้ ไม่ได้อยากให้งานของตัวเองแมสหรือโด่งดังในระดับโลก ขอแค่มีสเปซดี ๆ มิวเซียมดี ๆ ให้ได้เล่าเรื่องราวที่อยากจะเล่า ได้ลองทำในสิ่งใหม่ ๆ ก็รู้สึกพอใจมากแล้ว

อย่างนิทรรศการ THE BOOTLEG SHOW: การสำรวจต้นฉบับและการบิดเบือน จัดขึ้นตั้งแต่ 5 เม.ย.- 29 มิ.ย.2568 ณ MOCA BANGKOK ที่เริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ว่า แต่ลึกซึ้ง ‘ความเป็นต้นฉบับคืออะไร?’ ซึ่ง MRKREME เริ่มต้นจากการออกแบบคาแรกเตอร์ Mushkin เพื่อผลิตเป็นอาร์ตทอย แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง คาแรกเตอร์ที่ออกมานั้นกลับแตกต่างจากต้นแบบอย่างชัดเจน

 

ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ศิลปินหยุด หากกลับกลายเป็นจุดตั้งต้นของการสำรวจใหม่ว่า แก่นแท้ของความคิดสร้างสรรค์อาจไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่ความผิดเพี้ยน การตีความ และมุมมองมากกว่า

 

เช่นเดียวกับตัวเขาที่อยากเรียนรู้และทำความเข้าใจตัวเองผ่านงานศิลปะไปเรื่อย ๆ

]]>
1518533
สรุปบทสัมภาษณ์ ‘Wang Ning’ ผู้ก่อตั้ง ‘POP MART’ ที่มีวันนี้ได้เพราะเชื่อในพลัง ‘ออฟไลน์’ https://positioningmag.com/1490835 Thu, 19 Sep 2024 03:21:10 +0000 https://positioningmag.com/?p=1490835 เชื่อว่าตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก POP MART เพราะจากกระแส ลาบูบู้ ที่ทำให้ทุกวันนี้หน้าร้านทุกสาขาก็ยังมีคนยินดีไปเฝ้า เพื่อให้ได้จับจองเป็นเจ้าของ แต่อะไรที่ทำให้ POP MART ประสบความสำเร็จ ทาง Wang Ning ผู้ก่อตั้งก็ได้มาเปิดเผยถึงแนวคิดการทำธุรกิจในตอนนี้ที่มาเปิดสาขาใหม่ในไทย

เพราะทำให้ผู้ใหญ่ สนุกกับการซื้อของเล่นอีกครั้ง

POP MART ถือกำเนิดตั้งแต่ปี 2010 จากการเป็น ร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์ จนมาปี 2014 ที่ Wang Ning (หวัง หนิง) ตกผลึกถึงสินค้าขายดีในร้านก็คือ อาร์ตทอย (Art Toys) โดย Wang Ning มองว่า เขาโชคดีที่ ค้นพบและเข้าถึงความต้องการที่มหาศาลซึ่งแต่เดิมถูกละเลย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของ POP MART คือ วัยรุ่นอายุ 18-35 ปี

“เราได้เปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ค้นพบความสนุกสนานในการซื้อของเล่นอีกครั้ง สินค้าเราไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการและความรู้สึกของตัวลูกค้าเท่านั้น แต่สินค้าของเรายังทำให้เกิดคอมมูนิตี้ ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว”

ยึดความคิดบริษัทที่ช้า และเชื่อมั่นในออฟไลน์

สำหรับแนวทางในการทำธุรกิจ Wang Ning เล่าว่า เขายึดมั่นในแนวคิด บริษัทที่โตช้าแต่มั่นคง แม้ว่าภายนอกดูเหมือนว่า POP MART จะเติบโตอย่างรวดเร็วทุกปีก็ตาม โดยเขาอธิบายว่า ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจเป็นยุคของ อีคอมเมิร์ซ แต่เพราะ POP MART ต้องการจะ สร้างแบรนด์ ทำให้เขาจึงเลือกเดินในเส้นทางที่ยากอย่าง ออฟไลน์ มากกว่า แม้ในตอนนั้นจะดูเสี่ยงก็ตาม ดังนั้น อาจจะดูเชื่องช้า แต่ Wang Ning มองว่า เขาเลือกจะ เชื่อสัญชาตญาณตัวเอง มากกว่าจะเดินตามเทรนด์หรือสิ่งล่อใจอื่น ๆ

“เพราะเราเลือกที่จะเดินไปตามทางที่เราเชื่อ ทำให้เราโดดเด่นขึ้นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง เช่นเดียวกันกับในตลาดต่างประเทศ POP MART ยังคงยึดมั่นในการทำตลาดออฟไลน์ แม้จะดูช้า แต่มันคือกุญแจสู่ความสำเร็จ”

ความท้าทายคือ สร้างสมดุลของศิลปะและธุรกิจ

หน้าที่ของ POP MART คือการ ค้นหาและพัฒนา IP ผลงานที่ยอดเยี่ยมจากศิลปิน เปลี่ยนจากการบริโภคเฉพาะกลุ่มให้กลายเป็นของเล่นที่เป็นกระแสในวงกว้าง โดยทำให้ ผลงานศิลปะกลายเป็นกระแสและผลิตจำนวนมาก ซึ่งความสำคัญคือ สมดุล ในการทำให้ผลงานศิลปะเฉพาะกลุ่มมีมาตรฐานและกลายเป็นสินค้าบริโภคที่เป็นที่นิยมมากขึ้น

ดังนั้น ความท้าทายของ POP MART ทาง Wang Ning มองว่า คือการ สร้างสมดุลระหว่างศิลปะและธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทั้งสองอย่างนี้มีลักษณะที่ขัดแย้งกัน ศิลปะเป็นสิ่งที่มีอารมณ์และมุ่งเน้นความเป็นเอกลักษณ์ ในขณะที่ธุรกิจเป็นสิ่งที่มีเหตุผลและมุ่งเน้นความเป็นสากล นี่จึงเป็นความท้าทายสำคัญของ POP MART เพราะการเติบโตที่รวดเร็ว และมีแนวโน้มว่ากระแสจะไปสู่ตลาดโลก

“ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เราได้รวบรวมศิลปินที่มีความสามารถจากทั่วโลกจำนวนมาก สะสมประสบการณ์ในการดำเนินงานอย่างครบถ้วน และสร้างทีมงานที่มีความยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง ทำให้มีผู้คนจำนวนมากขึ้นหลงใหลในของเล่นสุดฮิต และชื่นชอบ IP ของเรา”

คาซิง ลุง (Kasing Lung) ศิลปินเจ้าของผลงาน Labubu

ต้องมี IP สากล มีแค่งานจากศิลปินไม่ได้

อย่างไรก็ตาม Wang Ning ยอมรับว่า ไม่ใช่ผู้บริโภคทุกคนที่จะรู้จักผลงานของศิลปิน ดังนั้น การทำงานร่วมกับ IP ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Disney, Marvel หรือ Harry Potter จึงเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะดึงให้ผู้บริโภคเข้ามาทำความรู้จักกับ POP MART และได้รู้จักกับผลงานของศิลปิน

ดังนั้น IP ที่มีลิขสิทธิ์ใหญ่มีผลต่อแฟน ๆ ที่เพิ่งเริ่มรู้จัก POP Mart แน่นอน แต่ IP หลักของธุรกิจยังคงเป็นผลงานของศิลปิน

“แน่นอนว่าลูกค้าบางกลุ่มที่เห็นผลงานของศิลปิน และมองว่ามันน่ารักก็จะซื้อทันที แต่ก็จะมีลูกค้าที่ต้องใช้ IP ที่เขารู้จักเพื่อดึงดูดให้เข้า POP MART”

เริ่มมองหาศิลปินในประเทศที่จะทำตลาด

สำหรับแนวทางการคัดเลือก ศิลปิน ที่จะมาต่อยอดเป็นสินค้า Wang Ning มองว่า ต้องมี แนวคิดการออกแบบและธีมการแสดงออกที่ชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้ IP ของศิลปินได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น MOLLY, LABUBU หรือ SKULL PANDA ที่ศิลปินออกแบบโดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้คนยอมรับตัวเอง เปิดใจรับรู้ถึงความอบอุ่นจากผู้คน สถานการณ์ และสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา POP MART พยายามจะหา ศิลปินท้องถิ่นจากประเทศต่าง ๆ เพื่อช่วยศิลปินเหล่านี้พัฒนา IP ของตัวเองจนเป็นที่นิยมทั้งในประเทศตัวเอง และตลาดโลก อย่างในไทยก็มี CRYBABY ที่ออกแบบโดยศิลปินชาวไทย หรืออย่าง Peach Riot ที่ออกแบบโดยศิลปินชาวอเมริกัน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดีมากในตลาดสหรัฐฯ

มุ่งสู่ระดับโลก

ในปี 2023 ที่ผ่านมา POP MART มีรายได้รวม 6.3 หมื่นล้านหยวน โตขึ้น 36.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และมี กำไรสุทธิ ที่ 1.19 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้น 107.6% โดยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งรายได้และกำไรสุทธิ ส่วนปีนี้มั่นใจว่าจะยังเติบโต เพราะ POP MART มุ่งมั่นในการวางแผนที่จะก้าวไปสู่แบรนด์ระดับโลก และเป็นวัฒนธรรมความบันเทิงกระแสหลักของโลก

ดังนั้น POP MART จะยังคงขยายสาขาเพื่อเข้าถึงตลาดทั่วโลกต่อไป โดยปัจจุบัน ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด ของ POP MART และกำลังมีแผนจะขยายไปยังอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ในอนาคต ส่วนตลาด ไทย ยังคงเป็นตลาดที่สำคัญมาก เพราะสินค้าหลายอย่างมักจะขายหมดเสมอ อย่างยอดขายของสาขาที่ 6 ที่เพิ่งเปิดก็สามารถทำยอด ทะลุ 10 ล้านหยวนในวันแรก

Globalization ไม่เพียงแต่จะทำให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเราไปสู่โลก แต่ยังสามารถช่วยสนับสนุนตลาดในประเทศและผลักดันการพัฒนาแบรนด์ในประเทศให้ก้าวหน้าอีกด้วย”

เชื่ออาร์ตทอยยังไปได้ไกล เพราะศิลปะเป็นสากล

สุดท้าย Wang Ning เชื่อว่า อาร์ตทอยจะเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่กระแส เพราะมองว่าศิลปะมีความเป็น สากล และ นำความสุขมาสู่ผู้คน นอกจากนี้ ของเล่นเองก็เป็นสิ่งที่ก้าวข้ามวัฒนธรรมและภูมิภาค ดังนั้นในอนาคต อาร์ตทอยจะยิ่งได้รับความนิยมในระดับโลกมากขึ้น และยังมีพื้นที่ในการพัฒนาอีกมาก

“เรามีศิลปินที่ร่วมงานมาจากทั่วทุกมุมโลก เรายังได้ร่วมมือกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งการร่วมมือเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงวัฒนธรรมในภูมิภาคต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และมีความเป็นสากล ในขณะเดียวกัน เรายังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในท้องถิ่นอย่างมาก ซึ่งกลยุทธ์การทำตลาดนี้ทำให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศและภูมิภาคต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น”

]]>
1490835
คุยกับ ‘ไมค์ ศรีภูมิ’ กับการปลุกปั้น ‘TOYLAXY’ อาร์ตทอยสัญชาติไทยลงบู๊ในสังเวียนโลก! https://positioningmag.com/1480294 Fri, 28 Jun 2024 10:14:34 +0000 https://positioningmag.com/?p=1480294 ในวันที่กระแส อาร์ตทอย กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นแบบสุด ๆ จากการมาของ POP MART แบรนด์อาร์ตทอยจากจีน แต่ในไทยเองก็มีแบรนด์อาร์ตทอยสัญชาติไทยแท้ ที่ถือกำเนิดโดย ไมค์ ศรีภูมิ ทินมณี ที่รู้ตัวตั้งแต่วันแรกแล้วว่าถ้าอยากอยู่รอด ต้องสู้บนสังเวียนตลาดโลกเท่านั้น!

ต้องยืนด้วยขาตัวเอง เพราะไฟท์บังคับ

หลายคนน่าจะเคยเห็นฟิกเกอร์ Marvel, Black Pink หรือคาแรกเตอร์สุดปั่นของคนไทยอย่าง PASULOL ตามห้างสรรพสินค้า หรือในช่องทางออนไลน์ แต่หลายคนอาจยังไม่รู้จัก TOYLAXY Unique Handcraft Studio ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังผลงานฟิกเกอร์เหล่านี้

โดย ไมค์ ศรีภูมิ ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ TOYLAXY ว่า ตอนแรกบริษัทเราทำธุรกิจ นำเข้าส่งออกของเล่น โดยเฉพาะของเล่นในฝั่งอเมริกาที่ยังไม่มีใครนำเข้า แต่พอเริ่มขายดี ก็มีบริษัทที่ใหญ่กว่าติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ตรงจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง ทำให้ไม่สามารถทำธุรกิจเดิมได้ต่อไป

“จำนวนที่เขาเทคมันสูงมาก ตอนนั้นผมไม่ได้มีเงินทุนขนาดนั้น ผมเลยตัดสินใจว่าจะต้องทำแบรนด์ของตัวเอง” ไมค์ ย้อนความหลัง

ด้วยความที่คลุกคลีอยู่ในวงการของเล่นมาสักระยะ ทำให้ ไมค์ ได้เรียนรู้กระบวนการผลิต การออกแบบของเล่น และเห็นว่าของเล่นหลายชิ้นมี ศิลปินไทยอยู่เบื้องหลัง ไมค์จึงรวบรวมคนเหล่านั้นให้มาร่วมกับพัฒนาโปรดักส์ของตัวเอง โดยตอนนั้น ไมค์ยอม เทหมดหน้าตัก เพื่อสร้างแบรนด์

“ตอนนั้นผมยอมขายรถ เอาบ้านเข้าธนาคาร ทำแผนธุรกิจเพื่อเสนอภาครัฐ เพื่อหาเงินทุน ตอนนั้นผมเดิมพันหมดกับ TOYLAXY เลย เพราะเรามองว่า คนไทยเก่ง ๆ เยอะมากในวงการ แต่ยังขาดเงินทุน การตลาด และแบรนด์ดิ้ง ถ้าใส่ตรงนี้เข้าไปได้มันก็มีสิทธิ์จะโตได้”

ปัจจุบัน TOYLAXY มีสินค้าทั้งฟิกเกอร์ ครีเอทีฟเมอร์ชานไดซ์ และการ์ดเกม รวมถึงรับจ้างผลิตสินค้า (OEM) ให้กับแบรนด์ ศิลปิน และคนดัง อาทิ เฌอปรางค์ BNK48, วง Black Pink และ PASULOL

ของจะขายได้ กระแส สำคัญที่สุด

คาแรกเตอร์แรกที่ TOYLAXY ทำออกมาก็คือ Unleash The Beast สามารถขายได้ 200 ตัวทั่วโลก แม้ว่าจะมีราคาสูงถึง 7,000 บาท ก็ตาม ทำให้ไมค์เริ่มมองว่าไปได้ต่อ และเริ่มหาคาแรกเตอร์ที่ขายได้ทั้งคนไทยและต่างชาติ ทำให้ฟิกเกอร์ชิ้นต่อมาคือคาแรกเตอร์ของ บัวขาว บัญชาเมฆ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์กลับไม่ดีเท่าที่หวัง โดยขายได้เพียง 500 ตัว จากเป้าหมาย 5,000 ตัว

“ตอนแรกเราคิดคาแรกเตอร์เองแล้วมันพอไปได้ เราเลยคิดว่าต่อไปต้องหาคาแรกเตอร์ที่เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เราเลยไปขอลิขสิทธิ์พี่บัวขาว ที่โด่งดังทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีผู้ติดตามหลักล้าน แต่กลายเป็นว่า 90% ของยอดขายมาจากไทย”

จากจุดเปลี่ยนดังกล่าว ทำให้ไมค์เรียนรู้ว่า กระแส คือสิ่งสำคัญมาก เพราะต่อให้คาแรกเตอร์เป็นที่รู้จัก แต่ถ้าไม่อยู่ในกระแส ก็จะขายได้แค่กับแฟนพันธุ์แท้ ทำให้จากนั้น ไมค์จึงทุ่มเงินขอ License Marvel ซึ่งกลายเป็นชุดฟิกเกอร์ที่ขายดีที่สุดของบริษัท หลังจากนั้นบริษัทก็ซื้อ License คาแรกเตอร์หรือศิลปินที่มีศักยภาพในการทำเป็นสินค้า

ปั้น IP ตัวเอง เพื่อโตอย่างยั่งยืน

หลังจากโยนหินถามทางมา 2-3 ปี ไมค์มองว่าถึงเวลาที่จะต้องปั้น IP (Intellectual property) หรือ ทรัพย์สินทางปัญญา ของตัวเอง โดยจะเริ่มทำ อนิเมชั่น เพื่อเล่าเรื่องราวของคาแรกเตอร์นั้น ๆ เมื่อ IP แข็งแรง ก็จะสามารถต่อยอดเป็นสินค้าต่าง ๆ หรือแม้แต่ เกม ดังนั้น การสร้าง IP มาให้ได้สำคัญที่สุด เพราะจะทำให้ TOYLAXY อยู่อย่างยั่งยืน

“เราทำมา 4-5 ปีกว่าจะเริ่มอยู่ตัว และเราใช้เวลาหลายปีกับการทำ License คนอื่น แต่อะไรที่ไม่ใช่ของเรา มันมีความเสี่ยง ถ้าวันหนึ่งศิลปินไม่ทำงานกับเรา เราก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น มันถึงจุดที่เราต้องทำ IP ของเราเอง เพราะเป้าหมายหลักเราต้องขายของของเรา เราต้องการขายได้ทั่วโลก ตลาดโลกคือสิ่งที่เราเล็งไว้”

อย่างไรก็ตาม การที่ TOYLAXY ต้องมุ่งเป้าไปที่ ตลาดโลก ถือเป็นเป้าหมายที่ถูกบังคับให้ไป แม้ในสายตาคนจะมองว่า TOYLAXY เป็นแบรนด์อาร์ตทอยไทยแบรนด์เดียวในตลาด แต่ตลาดนี้มีแต่ผู้เล่นต่างชาติที่เป็นรายใหญ่ทั้งสิ้น อีกทั้งตลาดไทยยังเป็นเพียงตลาดเล็ก ๆ ดังนั้น ถ้า TOYLAXY จะเติบโตต้องมองที่ตลาดโลกเท่านั้น

“อย่าง POP MART ผลิตสินค้าครั้งละเป็นล้านตัว ดังนั้น เราจะไปแข่งปริมาณหรือราคาไม่ได้ แต่ต้องเน้นที่คุณภาพ ขายจำนวนจำกัด ในราคาที่แฟน ๆ ยอมจ่ายได้”

มองรัฐควรมีมาตรการหนุนอุตสาหกรรม

อุปสรรคสำคัญที่สุดของวงการอาร์ตทอยคือ การคุมคุณภาพ ในประเทศไทยมีโรงงานเพียง 2 แห่งที่สามารถผลิตสินค้าแบบแมสโปรดักชั่นได้ ทำให้จากความตั้งใจที่จะ ผลิตในไทย ไมค์ต้องไปหา โรงงานจีน เพื่อควบคุมคุณภาพและระยะเวลาการผลิต

สิ่งที่ยากที่สุด คือเรื่องของโปรดักส์ชั่นใหญ่ เพราะยิ่งผลิตเยอะ เรายิ่งต้องคุมความผิดพลาดไม่ให้เกิน 1% เพราะที่ผ่านมาเราเคยโดนถล่มเรื่องตำหนิ เรายิ่งต้องคุมให้ได้ ซึ่งตอนแรกก็คิดว่าจะผลิตทุกอย่างในไทย เพราะคิดว่าจะคุมง่าย แต่กลายเป็นว่าไทยยังไม่สามารถทำอุตสาหกรรมแมสโปรดักส์ชั่นได้ แม้อุปกรณ์หรือเครื่องจักรเครื่องมือจะเหมือนกัน แต่สกิลต่างกันมาก และถ้าเรายังไม่ปรับตัว เวียดนามแซงเราแน่”

นอกจากเรื่องของคุณภาพแล้ว อีกสิ่งที่ทำให้การผลิตในจีนได้เปรียบกว่าก็คือ สามารถขายสินค้าในจีนได้เลย นอกจากนี้ ยังมีต้นทุน การส่งออก ที่ถูกกว่าส่งออกจากไทย ทำให้ปัจจุบัน สินค้าของ TOYLAXY ผลิตจากจีนทั้งหมด

“ถ้าเราจะเอาของเข้าจีนมันยาก เพราะรัฐบาลจีนเขาจะคอยบล็อก เพื่อรักษาสิทธิ์ของในประเทศ ต่างจากไทยที่ของเล่น ของก๊อปเข้าไทยเต็มไปหมด ดังนั้น ไทยเราเอามาหมดทุกอย่าง เราไม่มีสกัดกั้นเขาเลย ไม่เหมือนญี่ปุ่นหรือจีน มันอาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ต่อไปเราจะโดนกลืน”

มองกระแสอาร์ตทอยยังไปได้

สำหรับกระแสอาร์ตทอยในไทย ไมค์มองว่า ยังไม่หายไปเร็ว ๆ นี้ ด้วยคาแรกเตอร์ที่น่ารัก ถูกใจคนทุกเพศทุกวัย อีกทั้งด้วยกลยุทธ์ กล่องสุ่ม ยิ่งเพิ่มความตื่นเต้นให้กับนักสะสม และอีกปัจจัยที่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือ การรีเซล ที่ยังมีกลุ่มคนซื้อไปเก็งกำไร

“ต้องยอมรับว่าการพนันมันอยู่ในสายเลือดคน ดังนั้น การสุ่มมันก็เป็นความตื่นเต้นอย่างหนึ่ง ทำให้ตลาดมันยังไปได้ ซึ่งเทรนด์อาร์ตทอยมามันก็ดีกับเรา เพราะตอนนี้มีคนติดต่อ OEM เต็มไปหมด”

สำหรับทิศทาง TOYLAXY ในปีนี้ ไมค์มองว่า ต้องการทุ่มเวลาโฟกัสกับการสร้าง IP ของตัวเอง ดังนั้น อาจจะไม่เป็นพาร์ตเนอร์กับศิลปิน แต่จะผลิตสินค้าในฐานะ OEM อย่างเดียว สำหรับใครที่สนใจสินค้าของ TOYLAXY สามารถสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ www.toylaxy.com หรือ Shopee, Lazada, BeTrend Siam Paragon และ King Power เป็นต้น

“ผมก็เหมือนโตไปพร้อมกับบริษัท เพราะทำไปเรียนรู้ไป และพอเรากระโดดมาทำแล้วถึงรู้ว่า ที่คนไทยไม่มีแบรนด์ของเล่นของตัวเอง เพราะมันยาก นำเข้าง่ายกว่าเยอะ แต่ของเรามันทำด้วยแพชชั่น มันต้องคลุกคลี ใช้เวลากับมันตลอด ต้องคิด ต้องบริหาร ผมมองว่าถ้าตายไป ถ้าทำบริษัทแข็งแกร่งได้ก็ถือว่าพอใจแล้ว” ไมค์ ทิ้งท้าย

]]>
1480294