อุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 05 Feb 2026 12:12:11 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘M Studio’ ฉายภาพวงการ ‘หนังไทย’ เข้าสู่ยุคทอง จนทุนจากนอกอุตสาหกรรมหลั่งไหลเข้ามาร่วมวง! https://positioningmag.com/1558116 Thu, 05 Feb 2026 07:20:00 +0000 https://positioningmag.com/?p=1558116 หลายคนน่าจะเห็นข่าวที่ Big C บริษัทรีเทลรายใหญ่ของไทย ผนึกกับช่อ One 31 จัดตั้งบริษัทตั้ง บริษัท บิ๊ก วัน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (BIG ONE ENTERTAINMENT COMPANY LIMITED) เพื่อทำธุรกิจคอนเทนต์ แต่ไม่ใช่แค่ Big C เท่านั้น แต่ดูเหมือนตอนนี้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกลับกลายเป็นจุดหมายของนักลงทุนจากทุกอุตสาหกรรม ทาง M Studio ก็ได้มาฉายภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ที่ดูเหมือนกำลังเข้าสู่ ยุคทอง แบบสุด ๆ 

จุดเปลี่ยนสำคัญคือโควิด

สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) ฉายภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยว่า นับตั้งแต่ปี 2022 ที่ บุพเพสันนิวาส 2 จากค่าย GDH ทำรายได้สูงกว่า 390 ล้านบาท ทั่วประเทศ และถือเป็นหนังไทยเรื่องเดียวในปีนั้นที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท จากนั้นก็มีหนังที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาทมาต่อเนื่อง บางปีมีถึง 5-8 เรื่อง

“อย่างในปี 2023 มีภาพยนตร์ 100 ล้านถึง 4 เรื่อง มาปี 2024 มีมากถึง 8 เรื่อง และในปี 2025 ที่แม้จะเผชิญกับความท้าทายทั้งจากภัยพิบัติ ภาวะสงคราม แต่ก็มีหนังไทยเกิน 100 ล้านถึง 5 เรื่อง ทำรายได้รวมกว่า 1,500 ล้านบาท”

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยคึกคักขึ้น สุรเชษฐ์ มองว่า เป็นเพราะ COVID-19 เพราะทั้ง ผู้บริโภคเองก็ได้ใช้เวลาเสพคอนเทนต์ไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ผลิตก็มีเวลาในการขัดเกลาบท พัฒนาโปรดักส์ ชั่น เมื่อคอนเทนต์ไทยดีขึ้น ผู้บริโภคก็กลับมาดู

“คนดูยุคนี้เราทิ้งเขาไม่ได้ เพราะเขาพร้อมทิ้งเรา ดังนั้น จะเห็นว่าหนังไทยสมัยนี้มีแต่จะเพิ่มงบ เน้นคุณภาพ จากเดิมงบทำหนังลดลงตามการเติบโตของเศรษฐกิจ”

ใคร ๆ ก็อยากเข้ามาเพราะเห็นโอกาส

จากการที่อุตสาหกรรมเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ในปี 2025 นี้ จะเริ่มเห็นธุรกิจจากอุตสาหกรรมอื่น ตบเท้าเข้ามาในอุตสาหกรรมบันเทิงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค้าปลีก หรือ สื่อ เข้ามาร่วมลงทุนในภาพยนตร์มากขึ้น เป็นเพราะปัจจุบัน คอนเทนต์สามารถทำรายได้จาก หลายมิติ มากขึ้น ไม่ใช่แค่รายได้จากโรงภาพยนตร์เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการ ขายไปต่างประเทศ, การขายให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง รวมถึงใช้ Product Placement 

ปัจจุบัน M Studio มีพันธมิตรในประเทศที่ร่วมลงทุนประมาณ 9 ราย ได้แก่ ช่อง 3, ช่อง 7, Mono (โมโน), Workpoint (เวิร์คพอยท์), Plan B (แพลน บี), Kantana (กันตนา), T&B Media, CP Group และอื่น ๆ นอกจากนี้ กำลังพูดคุยกับพันธมิตรจากต่างประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

“เมื่อพวกเขาเชื่อว่าหนังไทยมีโอกาส พวกเขาก็ลงทุน ในทางตรงกันข้าม หากธุรกิจไหนเบาลง การลงทุนก็อาจจะน้อยลง นี่คือเทรนด์ ซึ่งหนังไทยตอนนี้มีโอกาสจากช่องทางจำหน่ายอื่น ๆ ค่อนข้างเยอะ”

ต่างชาติสนใจหนังไทยขึ้นมาก

“ปกติไปนัดเขาเป็นปีก็ยังไม่ให้เจอเลย แต่ตอนนี้เขาเปิดรับ” สุรเชษฐ์ เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของคอนเทนต์ไทย โดย สุรเชษฐ์ เล่าถึงความสำคัญในการเป็นพันธมิตรกับต่างชาติว่า การได้พันธมิตรระดับโลกอย่างเกาหลีและญี่ปุ่น สามารถช่วยเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้ ครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • เงินทุน
  • เรื่องสตอรี่และความคิดสร้างสรรค์
  • การพาหนังไทยเข้าสู่ตลาดโลคอล
  • การจัดจำหน่ายไปทั่วโลก

“มันช่วยทุกด้าน อย่างเกาหลีเขาก็มีจุดแข็งเรื่องบท เงินทุนเขาก็มี แต่ที่สำคัญคือ หนังไทยจะเข้าสู่ประเทศเขาได้ เพราะปกติญี่ปุ่นและเกาหลีมีตลาดภายในประเทศที่แข็งแรงมาก ยังไม่เคยมีหนังไทยเข้าไปฉายในญี่ปุ่นหรือเกาหลีทุกปีอย่างจริงจัง เราอยากได้โลคอลมาร์เก็ตที่แข็งแรงและใหญ่”

2026 หนังไทยทำรายได้มากกว่าหนังนอก

สำหรับภาพรวมปี 2026 นี้ มีโอกาสที่ หนังไทยจะมีสัดส่วนรายได้มากกว่าหนังต่างประเทศ เนื่องจากปีนี้มีภาพยนตร์ไทยลงโรงฯ กว่า 60 เรื่อง ซึ่งถือว่าเยอะกว่าปีก่อน ในส่วนของ M STUDIO เองวางแผนส่งภาพยนตร์เข้าฉายรวมกว่า 17 เรื่อง ได้แก่ 

1.กิ่งแก้ว (ร่วมทุนกับ MI GROUP และแม่เรียงฟิล์ม)

2.ราคี (ร่วมทุนกับ Be On Cloud)

3.GhostBoard กล่องผีสุ่มวิญญาณ (ร่วมทุนกับ สะดวกรัชโยธิน)

4.อ้ายต้าวเอวหวาน (ร่วมทุนกับ MONO Original)

5.ยายสปีด (ร่วมทุนกับ Media Studio ในเครือช่อง7)

6.เห้งเจีย แจ๊ส (ร่วมทุนกับ MONO Original)

7.เหมรุย 2 (ร่วมทุนกับแม่เรียงฟิล์ม)

8.สาปเมือง (ร่วมทุนกับ KLK Studio)

9.ของแขก 2 (ร่วมทุนกับมณวิจิตร)

10.สุขสุดท้าย (ร่วมทุนกับ ช่อง 3)

11.คำสารภาพของหมอผี (ร่วมทุนกับ MI Group และ The Ghost Radio)

12.God Skin (ร่วมทุนกับ Workpoint ในนาม คาร์แมนไลน์)

13.สมิงเขาขวาง (ร่วมทุนกับ ช่อง 3)

14.นาคี 3 (ร่วมทุนกับ ร่วมทุนกับ MONO Original)

15.EXCHANGE เรียน แลก ผี (ร่วมทุนกับ Plan B Media)

16.อีเรียมซิ่ง

17.Bitbybit (ร่วมทุนกับ Bitkub)

รัฐบาลสนับสนุนดีแล้ว แต่ต้องสานต่อ

เมื่อถามว่าอยากให้ รัฐบาลใหม่ ที่กำลังจะจัดตั้งในปีนี้สนับสนุนด้านไหน สุรเชษฐ์ มองว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ถือว่าสนับสนุนอย่างดีแล้ว ตัวอย่างเช่น งาน Cannes Film Festival รัฐบาลสนับสนุนให้ไปสร้าง Thailand Pavilion โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าบูธ และการทำ Pavilion ขนาดใหญ่ก็ทำให้ดึงดูดความสนใจได้มากกว่าบูธเล็ก ๆ กระจัดกระจาย นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังพยายามทยอยหามาตรการส่งเสริมสนับสนุนเรื่องการผลิต ดังนั้น อยากให้รัฐบาลใหม่สานต่อมากกว่า

“ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ให้ความรักและสนับสนุนคอนเทนต์ เรียกว่าดีมากแล้ว แต่ถ้าถามว่าอยากได้เพิ่ม ยินดีเลย อยากให้ครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาถ่ายทำในไทย สนับสนุนด้านการตลาดและจัดจำหน่าย และสุดท้าย ด้านการศึกษา นี่คืออาจจะเป็นข้อแรกที่อยากได้มากที่สุด เพราะมองระยะยาวไกลๆ เกาหลีมันเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องเริ่มจากคนก่อน”

ครองเบอร์ 1 หนังไทย 3 ปีซ้อน

ในปี 2025 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 1,518.25 ล้านบาท โดยรายได้ของ M STUDIO ที่รวมหนังไทยที่สตูดิโอรับจัดจําหน่ายรวมประมาณ 930.9 ล้านบาท ซึ่งครองสัดส่วนรายได้เป็น 61% ของตลาดรวม ส่งผลให้ M STUDIO เป็น สตูดิโอผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทยอันดับ 1 ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน 

“วันนี้หนังไทยไม่ได้แข่งกันแค่จำนวนเรื่อง แต่แข่งกันที่ ‘คุณค่าของคอนเทนต์’ และความสามารถในการต่อยอดในระยะยาว”

]]>
1558116
โรงหนังคัมแบ็ก! “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” เดินหน้าอัปเกรดเครื่องฉาย เร่งขยายสาขา แตกไลน์ธุรกิจใหม่ https://positioningmag.com/1387279 Wed, 01 Jun 2022 10:00:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1387279

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจอย่างแพร่หลาย หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เจอศึกหนักที่สุดก็คือ “โรงภาพยนตร์” ทั้งเจอมาตรการล็อกดาวน์ ประกอบกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เลื่อนฉาย ทำให้ผู้ประกอบการต้องการกลยุทธ์ใหม่เพื่อประคับประคองธุรกิจ

“เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” ผู้นำธุรกิจโรงภาพยนตร์ในประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ไม่น้อย เพราะต้องบอกว่าโรงภาพยนตร์เป็นอีกหนึ่งสถานที่ปิด และรวมคนจำนวนมาก ทำให้เป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยง และอยู่ในมาตรการล็อกดาวน์ แม้จะช่วงที่คลายล็อกดาวน์แล้ว แต่ก็ยังจำกัดคนเข้าใช้บริการ ไม่สามารถสร้างรายได้ได้เต็มที่

เมื่อปี 2562 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดการแพร่ระบาด ประเทศไทยมียอดจำหน่ายตั๋วหนังสูงที่สุดในประวัติการณ์ที่ 36.5 ล้านใบ เรียกว่าทิศทางของอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่มาสะดุดเพราะโรคระบาด แม้ว่าในปี 2563 จะเจอกับวิกฤตร้ายแรง แต่เมเจอร์ก็ปรับกลยุทธ์จนสามารถกลับมาเติบโตได้ดังเดิม


“เมเจอร์” คัมแบ็ก ถึงเวลาเทิร์นอะราวด์

หลังจากเริ่มมีมาตรการคลายล็อกดาวน์ในปี 2564 หลายธุรกิจเริ่มกลับมาเปิดทำการตามปกติตามมาตรการควบคุมโรค พร้อมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยก็เริ่มคลี่คลาย ประชาชนได้กลับใช้ชีวิตได้ปกติมากขึ้น ร้านค้าต่างๆ ไม่ต้องจำกัดเวลาในการเปิด

ทำให้ได้เห็นบรรยากาศของศูนย์การค้าที่เนืองแน่นด้วยผู้คน ต่างออกมาช้อปปิ้ง ทานข้าว ดูหนังกันมากขึ้น เรียกว่าเป็นสัญญาณอันดีในการฟื้นเศรษฐกิจภายในประเทศกลับมาคึกคัก

ธุรกิจโรงภาพยนตร์ก็เริ่มกลับมามีสีสันมากขึ้นจากการที่ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายใช้สอย อีกทั้งหนังที่เข้าโรงภาพยนตร์ก็เต็มไปด้วยหนังฟอร์มยักษ์ ถูกกระตุ้นจากทั้งฝั่งผู้ผลิตหนังเองก็อั้นจากช่วงวิกฤตหนักๆ ต้องเลื่อนการฉาย ส่วนผู้บริโภคเองก็ต้องการเสพภาพยนตร์ ความบันเทิงจากโรงหนังอยู่

ในปี 2565 ถือว่าเป็นฟ้าใหม่ของเมเจอร์ในการ “เทิร์นอะราวด์” เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย ประชาชนเริ่มใช้ชีวิตร่วมกับโรคระบาดได้อย่างมีสติ หลายธุรกิจเริ่มฟื้นตัว กลับมามีผลกำไร ธุรกิจโรงภาพยนตร์เองก็เช่นกัน เริ่มเห็นสัญญาณในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ลุ้นกลับมามีผลกำไรทุกไตรมาส เป็นการคัมแบ็กของจริง

ปัจจัยสำคัญมีทั้งธุรกิจหลักจากโรงภาพยนตร์ ที่จะได้เห็นหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลิวู้ดต่างตบเท้าเข้าโรงอย่างต่อเนื่อง เช่น The Batman, Fantastic Beasts : The Secrets of Dumbledore, Doctor Strange 2, Top Gun : Maverick, Jurassic World : Dominion (8 มิย.), Minions The Rise Of Gru (30 มิย.), Thor : Love and Thunder (6 กค.), Black Panther :Wakanda Forever (10 พย.) และไฮไลท์สุดๆ กับการสิ้นสุดการรอคอยของ Avatar The Way Of Water (15 ธค.) เตรียมทวงบัลลังก์หนังทำเงินสูงที่สุดในโลกอีกครั้ง พร้อมกับตลาดหนังไทยที่เตรียมเข้าโรงถึง 40 เรื่องเช่นกัน

ส่วนธุรกิจเสริมที่ทางเมเจอร์ไปลงทุนเพิ่มเติมทั้งการเข้าไปถือหุ้นใน บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ก็มีผลประกอบการที่ดีขึ้น เป็นอีกหนึ่งแรงเสริมให้กับเมเจอร์

ทางด้านบล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ได้วิเคราะห์ว่า คาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 ของเมเจอร์จะเติบโตดีขึ้น เนื่องจากจะมีหนังฟอร์มยักษ์จากฝั่งฮอลลีวูดเข้าฉายจำนวนมากในช่วงหน้าร้อนของสหรัฐ ประกอบกับความกังวลเรื่อง COVID-19 เริ่มคลี่คลาย และผู้บริโภคออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น เชื่อว่าทั้งปีจะพลิกกลับมามีกำไร 677 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุนปกติ 832 ล้านบาท

นอกจากประเทศไทยแล้ว ทิศทางของอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์เริ่มมีสัญญาฟื้นทั่วโลก อย่างที่สหรัฐอเมริกาตลาดใหญ่ที่สุดของโลกก็เริ่มฟื้นตัว หลังยอดขายตั๋วหนังฟอร์มยักษ์หลายเรื่องที่เข้าโรงในช่วงไตรมาสแรกเติบโตจากปี 2564 มากกว่า 3 เท่าตัว

ทางด้านสตูดิโอค่ายหนังก็เตรียมเข็นหนังฟอร์มยักษ์ออกมาตลอดทั้งปี ทางด้านผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ก็ลงทุนในการอัพเกรดโรงหนังให้ทันสมัยขึ้น พร้อมกับอัดงบการตลาด เพื่อดึงดูดผู้บริโภคออกมาดูหนังในโรงกันมากขึ้น


หนังฟอร์มยักษ์จ่อคิวเข้าโรง

หนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้ปีนี้ธุรกิจโรงหนังกลับมาสดใส หนีไม่พ้น “คอนเทนต์” หรือภาพยนตร์ที่จ่อคิวเข้าโรง จะเห็นได้ว่าปีนี้มีคิวหนังทั้งไทย และเทศจ่อเข้าคิวแบบเบียดเสียด ชนิดที่ว่าใครอ่อนแอก็แพ้ไป หนังไทยบางเรื่องต้องหลีกทางให้หนังฮอลลีวู้ดเข้าก่อนกันเลยทีเดียว

และที่ผ่านมาไม่นานนี้ เริ่มมีกระแส “หมอแปลกฟีเวอร์” โดยที่ภาพยนตร์ Doctor Strange In The Multiverse Of Madness หรือ Doctor Strange 2จากค่ายมาร์เวล สามารถทำรายได้รวมใน 2 สัปดาห์แรกไปกว่า 291.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (10,200 ล้านบาท) ในสหรัฐอเมริกา และทำรายได้รวมทั่วโลก อยู่ที่ 688 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (24,000 ล้านบาท)

ส่วนในประเทศไทยนั้น หมอแปลกภาค 2 ก็ได้ปลุกกระแสการดูหนังในโรงภาพยนตร์กลับมาคึกคักอีกครั้ง รายได้รวมทั่วประเทศกว่า 337.2 ล้านบาท จากการเข้าฉาย 19 วันสะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น และพร้อมที่จะเสพความบันเทิงในโรงภาพยนตร์มากขึ้นด้วย

แน่นอนเมื่อมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เข้าโรง ย่อมนำพามาด้วยการฟื้นตัวของรายได้จากภาพยนตร์ที่เป็นรายได้หลักของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นอานิสงส์ทางอ้อมก็คือ “โฆษณาในโรงภาพยนตร์” ที่มีการเติบโตไม่แพ้กัน

ข้อมูลในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ปี 2565 ในภาพรวมอุตสาหกรรม มีการใช้เม็ดเงินลงโฆษณาไปกับโรงภาพยนตร์ ประมาณ 1,736 ล้านบาท มีการเติบโตขึ้นถึง 43.71% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือว่าเป็นประเภทสื่อ ที่มีอัตราการฟื้นตัวและการเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาสูงที่สุด

สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์สินค้าต่างๆ เริ่มกลับมาสนใจทำกิจกรรมทางการตลาด ร่วมกับโรงภาพยนตร์นั่นเอง มีความมั่นใจว่าผู้บริโภคหันกลับมาดูหนังในโรงภาพยนตร์ ประกอบกับไลน์อัพหนังที่จะช่วยดันศักยภาพได้


ลงทุนต่อเนื่อง อัพเกรด IMAX Laser

นอกจากปัจจัยภายนอกที่ส่งสัญญาณการฟื้นตัวแล้ว เมเจอร์เองก็ประกาศแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุน และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ แก่ผู้บริโภค ล่าสุดได้ประกาศความร่วมมือกับ ไอแมกซ์ คอร์ปอเรชั่นหรือ IMAX นำเครื่องฉาย IMAX Laser ระบบทันสมัยที่สุดมาฉายในไทย นำร่อง 3 สาขา ได้แก่ พารากอน ซีนีเพล็กซ์,  ไอคอน ซีเนคอนิค และเปิดโรงภาพยนตร์ IMAX สาขาใหม่ที่เมกา ซีนีเพล็กซ์

สำหรับระบบฉาย IMAX Laserเป็นระบบการฉายภาพยนตร์ที่ล้ำสมัยที่สุด ผสมผสานการฉายภาพด้วยเลเซอร์ระดับ 4K ด้วยระบบออปติคัลใหม่ เลนส์ที่ออกแบบเอง และชุดเทคโนโลยีที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ให้ภาพที่สว่างกว่าด้วยความละเอียดที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ชมสามารถมองเห็นภาพขนาดใหญ่ และได้ยินเสียงที่ชัดเจนเหมือนกันทุกที่นั่ง สร้างประสบการณ์การชมภาพยนตร์ระดับพรีเมียม

พร้อมกับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เปิดโรงภาพยนตร์ Screen X เพิ่มอีก 1 แห่งที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ในปี 2565 เมเจอร์มีแผนขยายโรงภาพยนตร์อีก 25-30 โรง จากปัจจุบันมีโรงภาพยนตร์ทั้งหมด 839 โรง ใน 170 สาขารวมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

นอกจากการลงทุนอัปเกรดเครื่องฉายสุดล้ำแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทางเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ยังเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องก็คือการขยายสาขา ล่าสุดได้เปิดสาขาใหม่ “จันทบุรี ซีนีเพล็กซ์” ที่เซ็นทรัล จันทบุรี เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 แบบสดๆ ร้อนๆ

พร้อมกับการรีโนเวตโฉมใหม่ของ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สุขุมวิท-เอกมัย” เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเดินหน้าทยอยอัปเกรดเครื่องฉายเป็นระบบ Laserplex ในโรงภาพยนตร์ปกติอีกด้วย รวมถึงการเป็นเจ้าภาพงาน CineAsia 2022 ในวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2565 ที่ Icon Siam


ขยาย “ป๊อปคอร์น” เข้าเซเว่นฯ

อีกหนึ่งธุรกิจที่ถือว่าเป็นตัวชูโรงไม่น้อย ก็คือ “ป๊อปคอร์น” โดยปกติแล้วธุรกิจโรงหนัง ต้องคู่กับเครื่องดื่ม และป๊อปคอร์น เป็นตัวสร้างรายได้เสริมให้เมเจอร์ไม่น้อย แต่เมื่อเจอมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก ถึงแม้ว่าจะคลายล็อกดาวน์ ก็ไม่สามารถทานอาหารในโรงหนังได้

ตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤต เมเจอร์เริ่มปรับตัวจากการขายป๊อปคอร์นที่ขายหน้าโรงหนัง แล้วใช้บริการเดลิเวอรี่ส่งตามบ้าน บริการ “Major Popcorn Delivery” รวมถึงการขายผ่าน ‘Major Mall’ ใน Shopee จนได้พัฒนาเป็นป๊อปคอร์นรูปแบบใหม่ๆ ทั้งแบบ Pop To Go ป๊อปคอร์นในถุงซีปล็อก, POP STAR ป๊อปคอร์นพรีเมียมบรรจุในกระป๋อง ขนาด 60 ออนซ์ และป๊อปคอร์น พรีเมียม POPSTAR 3 รูปแบบ คือ ป๊อปสตาร์ สแน็ค ป๊อปคอร์นแบบซอง, ป๊อปสตาร์ ไมโครเวฟ และ ป๊อปสตาร์พรีเมียม ทินแคน ป๊อปคอร์นบรรจุกระป๋อง

แรกเริ่มได้ขยายสู่ช่องทางอื่นๆ อย่างซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ เพื่อขยายช่องทางการขายสู่ผู้บริโภคมากขึ้น และที่น่าสนใจก็คือ เมเจอร์มีแผนที่จะนำป๊อปคอร์นเข้าจำหน่ายในเซเว่นฯ ภายในปีนี้ และเตรียมขยายไปยังโมเดิร์นเทรด และร้านสะดวกซื้ออื่นๆ ในอนาคต

จะเห็นได้ว่าปีนี้น่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่ธุรกิจโรงหนังเริ่มเห็นแสงสว่าง มีแนวโน้มที่ดีขึ้น มีการประเมินว่าต้องกลับมามีกำไรจากทั้งธุรกิจหลักในการขายตั๋วหนัง พร้อมกับธุรกิจอื่นๆ ที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งให้มากขึ้น ไม่แน่ว่าปีนี้อาจจะพลิกกลับมาเป็นปีทองของเมเจอร์อีกทีก็เป็นได้…

]]>
1387279