เชื้อเพลิง – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 11 Jun 2020 09:35:17 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 รู้จักกับ ‘Bio-bean’ สตาร์ทอัพผู้รีไซเคิล ‘กากกาแฟ’ กว่า 20,000 ตัน ให้เป็น ‘เชื้อเพลิง’ https://positioningmag.com/1283135 Thu, 11 Jun 2020 09:12:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1283135 ในปัจจุบัน การบริโภค ‘กาแฟ’ ดูเหมือนจะยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพราะโดยเฉลี่ยทั่วโลกมีการบริโภคกาแฟถึง 2 พันล้านถ้วยต่อวัน ขณะที่มีการผลิตกาแฟเฉลี่ยปีละประมาณ 6 ล้านตัน และในแต่ละปีก็จะมีขยะกากเมล็ดกาแฟหลังจากชงกาแฟเกิดขึ้นถึงปีละ 200,000 ตัน ขณะที่ขยะเหล่านั้น เมื่อสลายตัวก็จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

ดังนั้น จะเห็นว่าบริษัทกาแฟหลายรายพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ อาทิ Starbucks (SBUX) ได้เริ่มทดลองที่จะนำถ้วยกาแฟที่ใช้แล้วทิ้งมารีไซเคิลใหม่ หรืออย่างกาแฟ ‘Amazon’ ของไทยเอง ก็มี การใช้แก้วไบโอ คัพ (Bio Cup) ซึ่งเป็นแก้วกระดาษรีไซเคิล อย่างไรก็ตาม ‘กากกาแฟ’ มักจะถูกมองข้าม แต่สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษนาม Bio-bean เริ่มคิดว่าได้พบวิธีที่จะเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่มีค่า

ที่ผ่านมา Bio-bean ระดมทุนได้มากกว่า 7 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 โดยทำหน้าที่รีไซเคิลขยะจากบริษัทต่าง ๆ อาทิ Costa Coffee, สนามบิน London Stansted และเครือข่าย Rail Rail ของสหราชอาณาจักร พร้อมได้รับการสนับสนุนจาก Shell ส่งผลให้ Bio-bean สามารถเปลี่ยนขยะกากเมล็ดกาแฟหลังจากชงกาแฟกว่า 7,000 ตัน/ปี เป็น ‘น้ำมันไบโอดีเซล B20’ นำกลับมาเติมให้รถเมล์ในลอนดอน แต่ก็ไม่ได้ใช้ในเชิงพาณิชย์

ดังนั้น บริษัทจึงเปลี่ยนโฟกัสไปที่ ‘เชื้อเพลิงแข็ง’ สำหรับใช้ในครัวเรือนและอุตสาหกรรม อาทิ ฟืน, ถ่านหิน เนื่องจากเชื้อเพลิงเหล่านี้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อถูกเผา แต่ถ้าใช้กากกาแฟมาแทนที่เชื้อเพลิงที่ใช้คาร์บอนอื่น ๆ ก็จะช่วยลดการปล่อยมลพิษลง 80% เมื่อเทียบกับการส่งพื้นที่ไปฝังกลบ อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤต Covid-19 นี้ Bio-bean ได้รับผลกระทบ เพราะร้านกาแฟในอังกฤษต้องปิดทำการชั่วคราว แต่การดำเนินงานยังดำเนินต่อไป แม้ว่าจะมีปริมาณน้อยกว่าปกติ

“เราพยายามที่จะประสบความสำเร็จกับนวัตกรรมของเรา เพราะเราสามารถขยายขนาดได้ คนอื่นอาจรีไซเคิลกาแฟหนึ่งหรือ 10 ตันเรารีไซเคิลได้มากกว่า 20,000 ตัน ตั้งเเต่เริ่มก่อตั้ง George May ผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Bio-bean กล่าว

ล่าสุด Bio-bean ก็สามารถแปรรูปกากกาแฟเป็นเชื้อเพลิงแข็งได้สำเร็จ ผ่านเครื่องอบแห้งและกระบวนการกลั่นกรองเพิ่มเติมจนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตเม็ดพลาสติกชีวมวล และ ฟืนที่ใช้ในเตาผิง นอกจากนี้ บริษัทยังผลิตสารสกัดรสธรรมชาติจากกากกาแฟผ่านกระบวนการแยกต่างหาก เพื่อให้สามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานในหม้อไอน้ำของอุตสาหกรรมโรงเรือนในเชิงพาณิชย์ หรือสำหรับปลูกธัญพืช

“กาแฟมีความร้อนสูงและใช้ตัวเองเป็นเชื้อเพลิงที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ โดยมันให้ความร้อนสูงกว่าฟืนทั่วไป 20% และมีระยะเวลามอดที่นานกว่า 20% เช่นกัน”

Jenny Jones อาจารย์ด้านพลังงานยั่งยืนที่ University of Leeds กล่าวว่า กากกาแฟรีไซเคิลมีศักยภาพเป็นเชื้อเพลิง แต่การประเมินการประหยัดคาร์บอนโดยรวมจะต้องได้รับการประเมินและเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นในการจัดการกับกากกาแฟ เช่น การเผาหรือเปลี่ยนเป็นวัสดุคลุมดินสำหรับพืช เพราะกากกาแฟส่วนใหญ่นั้นมีกำมะถันและไนโตรเจนสูงกว่าไม้ป่า ซึ่งปล่อยก๊าซอันตราย เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์เมื่อถูกเผา

อย่างไรก็ตาม Bio-bean กล่าวว่า เม็ดพลาสติกชีวมวลเชิงพาณิชย์ได้รับการรับรองจากสำนักงานทะเบียนเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนของอังกฤษ โดยระบุว่า กาแฟมี “การปล่อยอนุภาคที่ต่ำกว่าไม้ส่วนใหญ่”

แม้จะถูกเลื่อนออกไปจากการระบาดของ Covid-19 แต่ Bio-bean กล่าวว่า บริษัท วางแผนที่จะขยายการดำเนินงานไปยังยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือในอีกห้าปีข้างหน้า

Source

]]>
1283135
สิงคโปร์ ประกาศตั้งเป้าเลิกใช้ “รถยนต์น้ำมัน” ให้ได้ภายในปี 2040 ชาติเเรกในอาเซียน https://positioningmag.com/1265554 Sun, 23 Feb 2020 07:45:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1265554 สิงคโปร์ เป็นประเทศเเรกในอาเซียน ที่ตั้งเป้าจะยกเลิกใช้งานรถยนต์ที่ขับเคลื่อนดัวยน้ำมันเชื้อเพลิง “เบนซิน-ดีเซล” ทั้งหมดให้ได้ภายในปี 2040 โดยจะหันมาทุ่มพัฒนา “รถยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งนับเป็นหนึ่งในความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจกและต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“วิสัยทัศน์ของเราคือการยกเลิกยานพาหนะ ICE (เครื่องยนต์สันดาปภายใน) และทำให้ยานพาหนะทั้งหมดวิ่งด้วยพลังงานสะอาดให้ได้ภายในปี 2040” Heng Swee Keat รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าว

ก่อนหน้านี้หลายประเทศทั่วโลกอย่าง ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และนอร์เวย์ รวมถึงจีนก็ที่ประกาศเป้าหมายดังกล่าวเช่นกัน

โดยการคมนาคมในประเทศมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ เเละยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์สันดาปภายในมีส่วนที่ทำให้เกิดมลพิษ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน

รัฐบาลสิงคโปร์ จึงมีการส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น จะมีมาตรการสนับสนุนให้ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า มีสิทธิได้รับเงินค่าจดทะเบียนรถคันใหม่ คืนสูงสุดถึง 20,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ร่วมมือกับภาคเอกชนขยายจุดชาร์จไฟฟ้าจากที่มีอยู่ราว 1,600 จุด เป็น 28,000 จุด ตามพื้นที่ต่างๆ ภายในปี 2030 นี้

อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์จาก Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ว่าไม่สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า เเละเป็นหนึ่งในประเทศที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าราคาเเพงที่สุดในโลก จึงทำให้มีรถ EV วิ่งบนถนนทั่วไปน้อยมาก

ด้าน Satya Ramamurthy หัวหน้าฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทตรวจสอบบัญชี KPMG Singapore ให้ความเห็นกับ Nikkei Asian Review ว่า หนึ่งปัจจัยที่สำคัญของการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์พลังงานสะอาดเป็นเรื่องของผู้ให้บริการเชื้อเพลิงในสิงคโปร์

โดยยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน เช่น Royal Dutch Shell ก็เริ่มเปิดตัวจุดชาร์จ EV ที่ปั๊มน้ำมันในตัวเมืองเมื่อปีที่แล้ว

“น้ำมันจะไม่เป็นที่ต้องการสำหรับรถยนต์อีกต่อไป ซึ่งบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ได้เริ่มตระหนักแล้ว และได้เริ่มปรับตัวเพื่อรักษาความมั่นคงของธุรกิจในอนาคต”

สำหรับภาวะโลกร้อนเเละปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนเเปลงไปทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบกับสิงคโปร์ ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเกาะ

“ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจะเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่อาศัยของเรา” รมว.คลังสิงคโปร์ระบุ โดยรัฐบาลได้จัดตั้งกองทุนป้องกันชายฝั่งเเละน้ำท่วมขึ้นมา ซึ่งได้อัดฉีดเงินงบประมาณไปก้อนเเรกไปแล้ว 5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์

ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวว่าการปกป้องสิงคโปร์จากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น อาจต้องใช้งบประมาณกว่า 1 เเสนลานดอลลาร์ (ราว 7.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ)

 

ที่มา : Reuters , Nikkei Asian Review

]]>
1265554