เทรนด์ผู้บริโภค – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Sat, 11 Apr 2026 02:53:47 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘โคโดโม’ พลิกเกมรบยุคพ่อแม่สายเปย์ ชู New Move ชิงตลาด 6 พันล้าน https://positioningmag.com/1568719 Thu, 09 Apr 2026 06:08:20 +0000 https://positioningmag.com/?p=1568719 แม้บ้านเรากำลังเผชิญกับปัญหาเด็กเกิดน้อยลงทุกปีจนน่าใจหาย อย่างล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 300,000 คนต่อปี แต่มูลค่าตลาดสินค้าเด็กไม่ได้ลดลงตาม โดยยังเติบโตมีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท

 

ปัจจัยที่เป็นเช่นนั้น ‘อัยญดา ลิมป์ฤทธิเดช’ ผู้จัดการส่วนผลิตภัณฑ์ดูแลเด็กและอายุวัฒน์ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ ‘โคโดโม’ อธิบายว่า เกิดจากพฤติกรรมของพ่อแม่ยุคใหม่ มองหาและพร้อมจ่ายให้กับ ‘สิ่งที่ดีที่สุด’ สำหรับลูกของตัวเอง หลักๆ จะดูจาก

 

ความปลอดภัยสูงสุด: สินค้าต้องเป็น Organic หรือ Premium ธรรมชาติ

ความสะดวกสบาย: ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ต้องใช้แล้วผิวชุ่มชื่น ล้างออกง่าย ฯลฯ

 

โดยพ่อแม่ยุคใหม่ยอมจ่าย ‘แพงกว่า’ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีต่อพัฒนาการและสุขภาพของลูกในระยะยาว สะท้อนจากการเติบโตของสินค้ากลุ่มพรีเมียมที่คิดเป็นสัดส่วน 40% ของตลาดทั้งหมด มีการเติบโตขึ้น 20% ขณะที่ตลาดแมส    ซึ่งคิดเป็น 60 % ของตลาดทั้งหมด อยู่ในภาวะทรงตัว

 

“เรื่องค่าจ่ายของลูกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพ่อแม่ อย่างข้อมูลที่เราได้มาพบว่า พ่อแม่จะซื้อสินค้าเด็กเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000-10,000 บาทต่อเดือน หากเป็นกลุ่มมีกำลังซื้อจะสูงกว่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมตลาดนี้ยังน่าสนใจ”

 

อย่างไรก็ตาม อัยญดายอมรับว่า อัตราการเกิดที่ลดลงอย่างชัดเจนและต่อเนื่องทุกปี ถือเป็นความท้าทายของธุรกิจสินค้าเด็กว่า จะทำอย่างไรถึงตอบโจทย์ความต้องการของพ่อแม่ที่เป็นคนตัดสินใจซื้อ หรือเป็น ‘ลูกค้าตัวจริง’ ได้ดีและตรงจุดมากกว่ากัน เพื่อให้เกิดการจับจ่าย

 

สำหรับทิศทางต่อจากนี้ของแบรนด์โคโดโมที่อยู่ในตลาดมานานกว่า 42 ปี จะเดินหน้าภายใต้ New Move กลยุทธ์ใหม่เฉพาะในไทยที่เกิดจากอินไซต์พ่อแม่ยุคใหม่ที่สวมหลายบทบาททั้งทำงาน ดูแลครอบครัว และการใช้ชีวิตส่วนตัว โดยขยับจาก ‘แบรนด์ที่เข้าใจลูก’ สู่ ‘แบรนด์ที่เข้าใจพ่อแม่’

 

กลยุทธ์นี้แบรนด์ได้ปรับทั้งการสื่อสาร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์แบรนด์ เพื่อเพิ่มมิติการเชื่อมโยงด้านไลฟ์สไตล์และ Emotional กับผู้บริโภคให้มากขึ้น ภายใต้จุดแข็งเดิม นั่นคือ ความอ่อนโยนและความปลอดภัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์มาอย่างยาวนาน

 

ขณะเดียวกัน พยายามขยายสินค้าในกลุ่มพรีเมียม ตามเทรนด์การเติบโตของตลาดและความต้องการของพ่อแม่ยุคใหม่ ด้วยการเปิดตัว Oganiku Premium Organic Series ไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์พ่อแม่ยุคใหม่ โดยผลิตภัณฑ์ใช้ส่วนผสมออร์แกนิกและสารทำความสะอาดจากธรรมชาติ

 

นอกจากนี้ ยังเลือกครอบครัวพ่อแม่ยุคใหม่อย่าง ‘ปั๊ป Potato’ มารับหน้าที่พรีเซ็นเตอร์ โดยไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในหนังโฆษณา ยังจะมีการทำคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบที่ถ่ายทอดชีวิตจริงละเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงผู้บริโภคกับแบรนด์ในชีวิตประจำวันของครอบครัว

 

ปัจจุบันโคโดโมมีพอร์ตสินค้าครอบคลุมทั้งกลุ่ม Mass และ Premium แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาบน้ำเด็ก, ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก, ออรัลแคร์, แป้งเด็ก และผลิตภัณฑ์ล้างขวดนม โดยครอบคลุมตั้งแต่เด็กแรกเกิด ไปจนถึง 12 ปี และในอนาคตมีแผนขยายสินค้าเข้าสู่กลุ่มวัยทีน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ

 

การขยับครั้งนี้ ทางโคโดโมคาดว่า จะสร้างการเติบโตในภาพรวมของแบรนด์ในปีนี้ที่ 30% รวมถึงการสร้าง Brand Love และความผูกพันระยะยาวกับพ่อแม่ยุคใหม่

]]>
1568719
MALEE พลิกเกมธุรกิจ ปั้น MAS เป็น New S-Curve บุกตลาด Global Wellbeing https://positioningmag.com/1567860 Fri, 03 Apr 2026 06:47:17 +0000 https://positioningmag.com/?p=1567860 เมื่อพูดถึงแบรนด์ ‘มาลี’ (MALEE) เชื่อว่า คนส่วนใหญ่จะนึกถึงน้ำผลไม้ แต่จากนี้ภาพดังกล่าวกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะ ‘มาลี กรุ๊ป’ ได้เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ดัน ‘มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์’ (MAS) ให้เป็น New S-Curve สร้างการเปลี่ยนผ่านจาก ‘ผู้ผลิตน้ำผลไม้’ สู่การเป็น Global Wellbeing Company

สำหรับยุทธศาตร์ใหม่นี้ เป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของโลกในปัจจุบัน ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่อง Longevity การมีชีวิตยืนยาวพร้อมกับมีสุขภาพดี เพื่อจะพลิกเกมสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้ในระยะยาว    

เอกรินทร์ พินิจ CEO มาลี กรุ๊ป เล่าว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ Beyond Fruit to Global Wellbeing จะใช้ MAS เป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Deep Tech ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา MAS ใช้งบลงทุนวิจัยกว่า 50 ล้านบาท ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการศึกษาวัตถดิบธรรมชาติต่างๆ ที่เหลือใช้ทางการเกษตรให้กลายเป็นสารสกัดมูลค่าสูงขึ้น

โดย MAS จะมุ่งดิสรัปต์อุตสาหกรรมด้วย 2 แพลตฟอร์มหลัก :

  1. แพลตฟอร์มนวัตกรรมความงาม (Beauty Innovation) นำเสนอ 5 นวัตกรรมครอบคลุมการฟื้นฟูผิว ลดริ้วรอย และดูแลรากผม โดยปัจจุบันมีสินค้าจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว 12 รายการ
  2. แพลตฟอร์มอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ต่อยอดความเชี่ยวชาญสร้างนวัตกรรมด้านห่อหุ้ม (Encapsulation) วิตามินและสารอาหารเพื่ออาหารสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอาหารดูแลสุขภาวะแบบองค์รวม

นอกจากนี้ ยังจะมีการบุกตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น โดยเน้นสร้างการรับรู้และขยายฐานการส่งออกไปยังตลาดที่มีการเติบโตน่าสนใจ อย่าง ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นต้น

การประกาศยุทธศาสตร์ใหม่คาดว่า จะสร้างการเติบโตให้บริษัทได้ 9-12% ในปี 2569 จากปีที่ผ่านมาทำรายได้จากการขายและบริการไป 7,848.3 ล้านบาท และส่งผลให้ MALEE ก้าวสู่การเป็น Global Wellbeing Company ภายในปี 2571

สำหรับโครงสร้างรายได้ของบริษัทในปัจจุบัน ประกอบด้วย 

  • การรับจ้างผลิต หรือ OEM 66%
  • ธุรกิจแบรนด์ของตัวเอง หรือ Own brand 33% โดยรายได้จากส่วนนี้ 66% มาจากตลาดในประเทศ อีก 34% มาจากตลาดต่างประเทศ
]]>
1567860
‘เครือรวยไม่หยุด’ ขยับพอร์ตครั้งใหญ่ รับมือยุคคนรัดเข็มขัดแน่น การแข่งขันเดือด https://positioningmag.com/1566510 Thu, 26 Mar 2026 12:56:03 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566510 “ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี” หรือ “ปีนี้เผาจริง” เป็นสิ่งที่ ‘เกศ–ชุติมา เปรื่องเมธางกูร’ ผู้บริหารเครือรวยไม่หยุด บอกว่า ได้ยินมาตลอดตั้งแต่ทำธุรกิจมา 9 ปี แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส เพียงต้องหาให้เจอ และเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะเดิมเกมให้ถูก

 

จากภาพที่เกิดขึ้น ทำให้ในปีนี้เครือรวยไม่หยุดจะมีการขยับพอร์ตครั้งใหญ่ ทั้งคัดแบรนด์ที่ ‘ใช่’ สำหรับ ‘ไปต่อ’ และตัดแบรนด์ที่ ‘ไม่ใช่’ ออก พร้อมกับเดินหน้าธุรกิจอย่างระมัดระวัง เปิดแบรนด์ให้น้อยลง รีเซ็ตเมนูและปรับราคาลงให้เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของแบรนด์ปิ้งย่างจากเกาหลี Nice two Meat u และชานมไข่มุก Fire Tiger หรือ เสือพ่นไฟ

 

“เศรษฐกิจมีผล ทำให้คนระมัดระวังการใช้จ่าย แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ พฤติกรรมคนเปลี่ยนไม่เหมือนเดิม”

 

เทรนด์ที่เห็นชัด คือ คนเลือกกินร้านอาหารใดก็ได้ ขอแค่ ‘คุ้มค่า’ และ ‘ราคาดี’ ต่างจากเดิมที่จะ ‘พร้อมจ่าย’ เพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด ฉะนั้นร้านที่ขายแพงในกลุ่มอาหารที่หากินได้ทั่วไป ยอดขายและมาร์เก็ตแชร์จะหายไป

 

ด้วยเหตุผลที่ว่า ผู้บริโภคมีการประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าอาหารมากขึ้น เพราะมีสิ่งที่ผู้บริโภคอยากใช้จ่าย เช่น การท่องเที่ยวหรือการดูแลตัวเอง ฯลฯ

 

ถัดมา ธุรกิจร้านอาหารมีการแข่งขันสูงมาก ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกและทางเลือกมากมาย ทั้งประเภทของร้านอาหาร ระดับราคา โดยคนจะมอง ‘ความคุ้มค่า’ เป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ยังแสวงหาและอยากลองอะไรใหม่ๆ

ปรับโฟกัสธุรกิจเน้นกินง่าย กินบ่อย

 

ปัจจุบันแบรนด์ในเครือรวยไม่หยุดมีมากกว่า 16 แบรนด์ อาทิ สรุปเครือรวยไม่หยุดมีแบรนด์ในพอร์ต 16 แบรนด์ อาทิ Nice two Meat u, Fire Tiger, Mil Toast, Dalmatian, Rollishi, Chago, Juicy Baby, เกศเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ข้าวมันไก่หนีห่าว ฯลฯ  

 

เกศ–ชุติมา เล่าว่า ที่ผ่านมารวยไม่หยุดจะเร่งเปิดแบรนด์ เพื่อกระจายความเสี่ยงธุรกิจ แบบที่เรียกว่า เมื่อเห็นช่องว่างและโอกาส ก็จะกระโดดเข้าไปทันที แต่เมื่อมีแบรนด์เยอะเกินไปกลับพบกับปัญหา นั่นคือ ทำให้ ‘ขาดโฟกัส’

 

ดังนั้น ปีนี้จึงตั้งใจจะเปิดแบรนด์ใหม่ให้น้อยลง ซึ่งจากนี้จะคัดเลยว่า แบรนด์ไหนคุ้มค่าที่จะลงทุนและทุ่มพลังจริง ๆ ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบแบรนด์ในพอร์ตใหม่ โดยทิศทางจะหันมาเน้นแบรนด์ที่เข้าถึงง่ายทั้ง ‘รูปแบบกิน’ และ ‘ราคา’ จากเดิมเน้นจับกลุ่ม Middle-to-High มาตลอด

 

ยกตัวอย่างเช่น ‘เกศเตี๋ยว’ ที่เปิดมา 1 ปีเติบโต 300% จะมีการเปิดสาขาเพิ่มอีก 5 สาขา ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ได้แก่ สาขา One bangkok, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล บางนา, The forestias และ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า

 

‘ข้าวมันไก่หนีฮ่าว’ ข้าวมันไก่ราคาเริ่มต้น 70 บาท ที่เกิดจากความร่วมมือกันกับ ‘ป้าตือ-สมบัษร ถิระสาโรช’, ‘มิกซ์ เฉลิมศรี’ และน้องชายของเธอ ‘ปรมินทร์ เปรื่องเมธางกูร’ ผู้บริหารเครือยูซุ กรุ๊ป ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี นอกจากเปิดให้บริการทางเดลิเวอรี่แล้ว จะมีการเปิดหน้าร้านให้ครบ 8 แห่งภายในปีนี้  

 

ส่วนแบรนด์ใหม่ จะมีการเปิดเพิ่มอีก 2 แบรนด์ แบรนด์แรกมาจากเกาหลี จะเปิดตัวช่วงไตรมาส 2 อีกแบรนด์จากญี่ปุ่น ในไตรมาส 4 โดยทั้งสองแบรนด์ จะเน้นอาหารแบบเซ็ต กินง่าย กินเร็ว มาในราคาเข้าถึงง่าย ตอบโจทย์        ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน    

‘ตัดเพื่อโต’

 

ขณะที่การจัดระเบียบแบรนด์ในพอร์ตใหม่ จะมีคัดแบรนด์ที่มีศักยภาพ เพื่อ ‘ไปต่อ’ แบรนด์ไหนไปไม่ได้ ‘ต้องหยุด’

 

สำหรับแบรนด์ที่จะตัดออกภายในปีนี้ ได้แก่ Standard Bun ร้านเบเกอรี่ดังจากเกาหลี, Sundububu ร้านอาหารเกาหลีแบบเซ็ต,  Dalmatian คาเฟ่และร้านบรันช์ดังจากเกาหลี

 

ส่วนแบรนด์ที่ได้ไปต่อ ก็จะมีการขยับตัวเช่นเดียวกัน โดยมีหลายแบรนด์จะลดขนาดสาขาลง และบางแห่งจะมีการเปิดมากกว่า 1 แบรนด์ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มความน่าสนใจให้กับร้าน ขณะเดียวกันจะมีการตัดเมนูที่ซับซ้อนหรือมีจำนวนมากเกินไปออกบางส่วน เพื่อให้การบริหารต้นทุนและสต็อกวัตถุดิบมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่าง Nice Two Meat U เตรียม ‘ปรับเมนู’ ให้กินง่าย เน้นเมนูแบบเซ็ต และ ‘ลดราคา’ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น บางสาขาจะถูกแทนที่แบรนด์ใหม่ที่กำลังจะเข้ามา และบางสาขา จะมีการนำแบรนด์ใหม่เข้าไปเปิดเพิ่มร่วมกัน

 

เช่นเดียวกับ Fire Tiger ที่จะมีการปรับเมนู และปรับลดราคาลงเช่นเดียวกัน เพื่อตอบโจทย์กำลังซื้อและพฤติกรรม  ผู้บริโภค

 

“Nice Two Meat U เปิดมา 9 ปีแล้ว ตอนนี้คู่แข่งเยอะมาก จึงต้องปรับให้ทันการเปลี่ยนแปลง ส่วนโมเดลบุฟเฟ่ต์ สนใจอยากจะทำเหมือนกัน แต่ยังต้องรอความพร้อม เพื่อให้มั่นใจว่า จะส่งมอบความคุ้มค่าได้จริง และสู้คู่แข่งในตลาดได้”

 

ไม่ยึดติด ‘เจ้าแม่สยาม’

 

นอกจากปรับพอร์ตธุรกิจแล้ว เกศ–ชุติมายังปรับวิธีคิดเรื่อง ‘โลเคชั่น’ ในการเปิดสาขา ซึ่งที่ผ่านมาเธอมักเลือกเริ่มต้นที่ ‘สยาม’ เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ และเชื่อว่า หากอยู่รอดในสยามที่ถือเป็นโลเคชั่น ‘ปราบเซียน’ ได้ ก็สามารถไปต่อพื้นที่อื่นได้ไม่ยาก

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยเทรนด์ของกลุ่มผู้บริโภคในสยามเปลี่ยนไป โดยมีสัดส่วนของวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้น ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นพื้นที่โดดเด่นเรื่อง ‘กระแสและเทรนด์’ บวกกับพื้นที่อื่นมีการพัฒนาจนกลายเป็นพื้นที่ที่มีกำลังซื้อมากกว่า

 

ดังนั้น การเลือกโลเคชั่นในการเริ่มต้นแบรนด์ใหม่ๆ ของเครือรวยไม่หยุดต่อจากนี้ จะไม่ยึดติดเปิดสาขาแรกที่สยาม อีกต่อไป แต่จะดูถึงความเหมาะสมกับคาแรกเตอร์และกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแบรนด์เป็นหลัก

 

เช่น ‘ชองดัมดง’ แบรนด์ปิ้งย่างเกาหลีที่เปิดตัวไปแล้วเมื่อต้นปี 2569 เธอเลือกเปิดสาขาแรกที่ ‘เซ็นทรัล พาร์ค’ ขณะที่แบรนด์เปิดใหม่ที่จะเปิดช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ จะเปิดที่ ‘ไอคอนสยาม’ เป็นแห่งแรก

 

หาจุดต่างตัวเองไม่ได้ อย่าเปิด

 

สำหรับความท้าทายในธุรกิจร้านอาหารปีนี้ หนีไม่พ้นเรื่องการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ เป็นประเด็นรอง เพราะแม้จะมีข่าวการปิดกิจการของร้านอาหารเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มี ‘ผู้เล่นหน้าใหม่’ เข้ามาในตลาดอยู่ตลอดเวลา นั่นหมายถึงธุรกิจร้านอาหารยังไปได้อยู่ เพราะคนยังต้องกิน

 

หากเจาะมาที่การแข่งขัน เกศ-ชุติมา มองว่า ร้านเล็กๆ จากผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านที่มีไอเดียสร้างสรรค์ และมีคล่องตัวสูง เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมากกว่าร้านเชนใหญ่

 

เพราะยุคนี้ไม่มีใครเป็น ‘เจ้าตลาด’ ที่แท้จริง ใครมีเงินทุน มีจุดแตกต่างชัดเจน มีจังหวะและดวงดี ร้านนั้นก็สามารถดังขึ้นมาได้

 

“การทำธุรกิจเหมือนการเล่นพนัน เพราะมีปัจจัยมากมายที่ควบคุมไม่ได้ และความสำเร็จของร้านอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและรสชาติเท่านั้น ยิ่งยุคนี้เป็นยุคโซเชียลด้วยแล้ว ใครๆ ก็ดังได้ แต่จะอยู่รอดได้ต้องมีตัวตนที่ชัดเจน ดังนั้น ถ้าเปิดร้านแล้วตอบไม่ได้ว่า ต่างจากคนอื่นอย่างไร อย่าเปิด”

 

นอกจากนี้ การปรับตัวให้ทันตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค ก็สำคัญไม่แพ้กัน เหมือนกับเครือรวยไม่หยุดที่ปีนี้มีการขยับพอร์ตครั้งใหญ่ โดยคาดหวังว่า จะสร้างการเติบโตให้ 15-20% จากปีที่ผ่าน

]]>
1566510
รู้จัก Dopamine Economy จุดเปลี่ยนการตลาดยุคใหม่ เมื่อ ‘พลังใจ’ กลายเป็น ‘ขุมทรัพย์’ ทางเศรษฐกิจ https://positioningmag.com/1563251 Mon, 09 Mar 2026 10:50:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563251 สรุปเนื้อหาสำคัญของงานวิจัย ‘Dopamine Economy : เมื่อพลังใจกลายเป็นหน่วยมูลค่าใหม่ของตลาด’ จากสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า คนไทยกำลังเผชิญกับ ‘ภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์’ และมี ‘ความสุข’ น้อยลง จนต้องใช้การเสพความสุขแบบฉับพลัน (Happiness Spike) มาเป็นเครื่องมือพยุงใจ จนสร้างจุดเปลี่ยนของการตลาดยุคใหม่ที่แบรนด์ต้องเร่งปรับตัว

 

งานวิจัยดังกล่าว พบสัญญาณอันตรายความสุขในอนาคตของคนไทยลดลงต่อเนื่อง จาก 51% ในปี 2565 เหลือเพียง 44% ในปี 2568 เนื่องมาจากเศรษฐกิจที่ผันผวน ค่าครองชีพที่พุ่งสูง และความกังวลต่อการถูกแทนที่ด้วย AI โดย 61% ยอมรับว่า เลื่อนโซเชียลมีเดียแบบไม่รู้ตัว และ 48% ต้องการให้รางวัลตัวเอง ‘เพื่อเติมพลังใจ’

 

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลไกทาง ‘อารมณ์’ กำลังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญกว่าเหตุผลด้านฟังก์ชันสินค้า

 

ต่างเจน ความต้องการแบบต่างขั้ว

 

ผลวิจัยยังชี้ว่า แต่ละเจเนอเรชันต่างก็ต้องการโดฟามีนที่แตกต่างกัน โดยงานวิจัยนี้ได้แบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 เจเนอเรชันหลัก ได้แก่

Gen Z (18-28 ปี) – นักอัป(เกรด)นิยม แต่ติดลูปเสพความสุขระยะสั้น

 

ด้วยคนกลุ่มนี้มองชีวิตคือ ‘การเติบโต’ จึงต้องการพลังแห่งการผลักดันตัวตน (Self-upgrade Dopamine) แต่พฤติกรรมกลับพึ่งพาโดพามีนที่ได้มาจากความสุขแบบฉับพลัน ทั้งการเลื่อนโซเชียลแบบไม่คิดมาก, กินของหวานหรือสั่งอาหารอร่อย ๆ เพื่อเยียวยาอารมณ์ รวมไปถึงใช้ตัวช่วยบางอย่าง เพื่อช่วยให้ชีวิตดีขึ้น เช่น ยานอนหลับ

 

ทั้งหมดสะท้อนให้เกิด ‘ภาวะไม่สอดคล้อง’ หรือ ‘Mismatch’ ระหว่างความต้องการกับพฤติกรรม แม้จะอยากเติบโตแต่กลับพึ่งพาสิ่งกระตุ้นระยะสั้น ยิ่งอยากก้าวหน้ากลับยิ่งติดอยู่ในลูปความเร็ว และการเติบโตแบบค่อยๆ กลายเป็น ‘ความรู้สึกยังไม่พอ’

 

แนวทางสำหรับแบรนด์ : แบรนด์ไม่จำเป็นต้องขายแค่ความสุขฉับพลัน แต่ค่อยๆ ทำให้ Gen Z สะสมความภูมิใจ และเห็นการเติบโตของตัวเองแบบรายวัน เช่น ทำ CRM หรือ กิจกรรม workshop สำหรับ daily-engagement  ให้เป็น Small Win System

 

Gen Y (29–44 ปี) – ผู้ตามหาพลังแห่งการจัดสมดุลชีวิตหลายบทบาท

 

กลุ่ม Gen Y หรือเดอะแบกแห่งยุค พวกเขาให้ความสำคัญกับ ‘เวลา’ และอยากมีชีวิตสมดุลทั้งงาน สุขภาพและความสัมพันธ์ รวมถึงสร้างวินัยให้ตัวเอง และเห็นคนที่รักมีความสุข

 

แต่ด้วยภาวะเครียดจากงานล้น จึงเป็น Gen ที่พึ่งพาการให้รางวัลตัวเองสูงที่สุด เพื่อฟื้นพลังจากความเหนื่อยล้า    ทั้งการช้อปปิ้งออนไลน์ ดูซีรีส์/คลิปยาวจนเกินเวลา หรือ ทำงานช้าลง เพราะเสพโซเชียล จนบ่อยครั้งนำไปสู่ภาวะโฟกัสคลาดเคลื่อน เพราะการให้รางวัลเล็ก ๆ ในชีวิต กลายเป็นตัวขโมยเวลาที่ค่อยๆ บั่นทอนสมดุลชีวิต

 

แนวทางสำหรับแบรนด์ : สามารถช่วยเติมพลัง แต่ไม่ดึงเวลา โดยออกแบบแคมเปญให้พวกเขาได้พักแบบไม่ต้องจ่ายด้วยสมดุลชีวิต เช่น ออกแคมเปญ #พักพอแล้วไปต่อ ผ่านการทำคอนเทนต์ทางโซเชียลมีเดีย หรือแอปฯ ที่จะเป็นตัวช่วยเตือนเมื่อถึงเวลา ‘พัก’ และถึงเวลา ‘พอ’

 

Silver Generation (45-69 ปี) – รุ่นใหญ่ใช้ใจนำทาง

 

ด้วยความพร้อมของคนกลุ่มนี้ พลังที่พวกเขาต้องการ คือ การหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยความหมาย และอิสระในการใช้ชีวิต จึงยังกระตือรือร้นที่จะพัฒนาทักษะและเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ

 

ทว่าคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญภาวะ Misperception หรือการเข้าใจผิดที่สังคมมักมองว่า การมีอายุมากขึ้นควรใช้ชีวิตช้าลง เมื่อภาวะความต้องการทางอารมณ์ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรม เป้าหมาย หรือบริบทของชีวิต เลยเกิดเป็นช่องว่างที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าไม่ถูกเติมเต็มเสียที

 

แนวทางสำหรับแบรนด์ : แบรนด์สามารถช่วยเปลี่ยนกรอบความคิดของสังคม ด้วยการเพิ่มพื้นที่ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตแบบ Active เช่น กิจกรรมหรืออีเวนต์ Senior Mentor VS Junior Learner ที่ให้คนรุ่นใหญ่ถ่ายทอดประสบการณ์และทักษะชีวิตให้คนรุ่นใหม่

‘อินทิรา ศรีอำนวย’ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ บริษัท สไปซี่ ฮาคูโฮโด จำกัด ระบุว่า การตลาดยุคใหม่การอ่านพฤติกรรมของผู้บริโภคไม่พอ ต้องทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจที่ทำให้ลูกค้าลุกขึ้นมาใช้ชีวิต เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายได้มากขึ้น

 

นอกจากนี้ ความสำเร็จของแบรนด์ของแบรนด์ในปี 2569 ไม่ได้วัดกันที่ยอดขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ ‘แบรนด์ช่วยเติมพลังใจให้ผู้บริโภคได้ตรงจุดหรือไม่’ เพราะกว่า 78% ของคนไทยพร้อมเปิดใจให้แบรนด์ที่ช่วยให้พวกเขามีแรงกระตุ้นในการใช้ชีวิต อย่างมีความสุขตามรางวัลทางอารมณ์ที่ตัวเองต้องการ

 

อย่างไรก็ตาม Dopamine Economy ยังถือเป็นเรื่องใหม่ ที่สำคัญการสร้างให้ธุรกิจยั่งยืนต้องอาศัย ‘การบริหารจัดการความคาดหวัง’ และการสร้าง Brand love ในระยะยาว เพื่อยกระดับเรื่องภาพลักษณ์และเพิ่มความจงรักภักดีของลูกค้าต่อแบรนด์ให้มากกว่าเดิม

 

สำหรับการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ในหัวข้อ Dopamine Economy เป็นข้อมูลเจาะลึกจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 2,074 คน ทั้งเพศชายและเพศหญิง มีอายุระหว่าง 18 – 69 ปี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเจเนอเรชัน จาก 6 ภูมิภาค  ทั่วประเทศไทย โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจออนไลน์เชิงปริมาณ

 

]]>
1563251
ขนาดเล็ก แต่มูลค่าไม่เล็ก คนไทยชอบใช้ครีมซอง ดันมูลค่าตลาดแตะ 1.27 หมื่นล้าน https://positioningmag.com/1560755 Mon, 23 Feb 2026 06:04:26 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560755 ขณะที่ภาพรวมของตลาดบิวตี้อาจจะชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ ‘ครีมซอง’ กลับยังมีการเติบโตสวนทางกับเซ็กเมนต์อื่น

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า คนไทยชอบใช้ครีมซอง ทำให้ตลาดนี้โตอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินมูลค่าตลาดครีมซองของไทยไว้ว่า

 

ปี 2565 มีมูลค่า 7,600 ล้านบาท โต 13%

ปี 2566 มีมูลค่า 9,700 ล้านบาท โต 28%

ปี 2567 มีมูลค่า 11,300 ล้านบาท โต 16%

ปี 2568 มีมูลค่า 12,200 ล้านบาท โต 8%

ปี 2569 มีมูลค่า 12,700 ล้านบาท โต 4%

 

แล้วอะไร เป็นปัจจัยหนุนทำให้ตลาดครีมซองเติบโต?

 

1.ราคาย่อมเยา เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีงบจำกัด

2.หาซื้อง่าย พกพาสะดวก โดยส่วนใหญ่จะวางขายตามร้านสะดวกซื้อ เหมาะสำหรับคนเดินทางที่ต้องการใช้ด่วน หรือคนที่ต้องการความสะดวกในการพกพา

3.ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้ที่อยากทดลองใช้ เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ

 

โดยสัดส่วนของตลาดครีมซอง พบว่า

82% เป็นผู้ผลิตแบรนด์ไทย

18% เป็นสินค้านำเข้า

 

ขณะที่ช่องทางการขายผ่านร้านสะดวกซื้อเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคนิยมที่สุดถึง 90% ส่วนอีก 10% คือ Specialty Store กลุ่มความงาม ดิสเคาน์สโตร์ และซูเปอร์มาร์เก็ต

 

สำหรับเทรนด์ตลาดครีมซองที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ได้แก่

-การคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง เช่น สารสกัดธรรมชาติเกรดพรีเมียม เน้นความปลอดภัย ให้ผลลัพธ์ที่ดี

-บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายง่ายหรือรีไซเคิลได้

-เจาะกลุ่มลูกค้าศักยภาพใหม่ๆ เช่น กลุ่มผู้ชาย, กลุ่มผิวแพ้ง่าย, กลุ่ม Gen Z และกลุ่มผู้สูงวัย

 

ภาพเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นการเติบโตของตลาดครีมซองในบ้านเรา ส่วนตลาดนี้ร้อนแรงแค่ไหน? หาคำตอบได้ง่าย ๆ แค่ลองเดินเข้าร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven หรือตามร้านบิวตี้แบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งเราจะเห็นครีมซองวางจำหน่ายเรียงราย มีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่หัว จรดปลายเท้าก็ว่าได้

]]>
1560755
รู้จัก FOMO Spending เทรนด์การซื้อเพราะกลัวตกกระแส ไม่ใช่ต้องการจริงๆ https://positioningmag.com/1557636 Fri, 30 Jan 2026 12:18:45 +0000 https://positioningmag.com/?p=1557636 FOMO (Fear of Missing Out) หรือการกลัวตกกระแส หรือพลาดของใหม่และเทรนด์ต่าง ๆ ไปจนถึงกลัวพลาดการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งความรู้สึกนี้อาจพาไปสู่การใช้เงินกลายเป็น FOMO Spending หมายถึงการใช้จ่ายที่ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า ‘จำเป็นหรือไม่’ แต่เริ่มจาก ‘ถ้าไม่ซื้อตอนนี้จะช้าไปหรือเปล่า’

 

รายงานของ Deloitte ระบุว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากตัดสินใจใช้จ่ายจากแรงกระตุ้นทางอารมณ์และแรงกดดันจากสังคมออนไลน์มากกว่าการวางแผนทางการเงิน ขณะที่งานวิจัยของ McKinsey & Company ชี้โซเชียลคอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อในชีวิตประจำวัน

 

นั่นสะท้อนว่า FOMO Spending ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ซึ่งทาง KTC ได้ทำเช็กลิสต์ 5 ข้อ ให้ลองสำรวจดูว่าเรากำลังมีอาการ FOMO หรือไม่ ก่อนที่เงินจะไหลไปกับกระแสโดยไม่รู้ตัว

 

1.ใจสั่นเมื่อเจอคำว่า ‘ลิมิเต็ด’

 

เคยตัดสินใจซื้อของบางอย่างแค่เพราะหาซื้อยาก เช่น กระเป๋าที่ต้องแย่งกันกด หรือตุ๊กตาที่หมดไว จนสุดท้ายต้องไปซื้อราคารีเซลล์แพง ๆ ทั้งที่ตอนแรกไม่อยากได้ขนาดนั้นแต่พอรู้ว่า ‘มีจำนวนจำกัด’ หรือ ‘อาจไม่ได้ซื้ออีก’ ความรู้สึกก็เปลี่ยนเป็นต้องมีให้ได้

 

2.ความสุขของการซื้อ คือการได้โพสต์

 

ของบางชิ้นไม่ได้ซื้อเพราะความจำเป็นแต่ซื้อเพราะอยากให้มีคอนเทนต์ บางครั้งเราให้ความสำคัญกับการลงสตอรี่หรือถ่ายรูปมากกว่าการใช้งานจริง และเมื่อโพสต์เสร็จของชิ้นนั้นก็แทบไม่ถูกหยิบมาใช้อีกเลย

 

3.ซื้อเพราะกลัวไม่มีเรื่องคุย

 

รองเท้ารุ่นใหม่ คาเฟ่เปิดใหม่ คอนเสิร์ตที่ทุกคนไป หลายอย่างไม่ได้จำเป็นกับชีวิตเราเท่าไร แต่กลับจำเป็นกับวงสนทนา เพราะถ้าไม่ไป ไม่ซื้อ หรือไม่มีเหมือนคนอื่น ก็กลัวจะรู้สึกว่า ‘หลุดวง’ หรือ ‘แปลกแยก’

 

4.โดนป้ายยาเมื่อไร กดซื้อเมื่อนั้น

 

แค่ไถโทรศัพท์ไม่กี่นาทีก็เจอรีวิวติด ๆ กัน เห็นคลิปแกะกล่อง เห็นคนลองใช้จริง แล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ดี’ สมองจึงเริ่มสรุปทันทีว่า ของมันต้องมีทั้งที่ความจริงเราอาจไม่ได้ต้องการมัน

 

5.จ่ายก่อน คิดทีหลัง

 

หลายคนไม่ได้เสียเงินเพราะซื้อของแพงแต่เสียเงินเพราะซื้อบ่อย ของชิ้นเล็ก ๆ ราคาไม่ถึงหนึ่งแบงค์แดงอาจดูเหมือนไม่กระทบอะไร แต่พอรวมหลายครั้งเข้า เงินในบัญชีก็หายไปแบบไม่รู้ตัว และสุดท้ายก็ย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ‘เราซื้อไปทำไม’

 

หากลองเช็กลิสต์แล้ว คำตอบคือ ‘ใช่’ มากกว่า 1 ข้อ อาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องตั้งหลักใหม่ เพราะบางทีเราไม่ได้อยากได้จริง ๆ แค่กำลัง FOMO เท่านั้น ซึ่งทางแก้ คือ ก่อนกดซื้อ ลองถามตัวเองว่า ‘ถ้าไม่มีใครพูดถึงสิ่งนี้ เราจะยังอยากได้ไหม’

 

ถ้าคำตอบยัง ‘ไม่ชัดเจน’ ให้พักไว้ก่อน 24 ชั่วโมง เพราะของที่จำเป็นจริง ๆ…จะไม่หายไปในวันเดียว แต่หากใจยังตอบว่า ‘ใช่’ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการวางแผนใช้จ่าย เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต

]]>
1557636
สรุปเทรนด์ผู้บริโภค ปี 2026 เมื่อคนไทยเข้าสู่โหมด ‘เยียวยา ปรับจูน และเติบโต’ https://positioningmag.com/1545578 Wed, 05 Nov 2025 06:35:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1545578 ปี 2026 จะเป็นปีแห่งการปรับจูนและการเติบโต โดยผู้บริโภคจะเข้าสู่โหมด ‘เยียวยา ปรับจูน และใช้ชีวิตในแบบตัวเอง’ หลังจากที่ผ่านมาประเทศไทยได้ผ่านวิกฤตต่าง ๆ มา รวมถึงในปี 2025 ที่คนไทยต้องเผชิญกับความผันผวน เหตุการณ์แผ่นดินไหว ต้องเครียดจากค่าครองชีพสูงและกลัว AI จะเข้ามาแย่งงาน จนทำให้จิตใจอ่อนล้า

 

นี่คือบทสรุปจาก ‘Session : Consumer Insight รู้ทันพฤติกรรมผู้บริโภค เจาะลึกพลังซื้อใหม่ 2026’ ในงาน SME Thailand Future Day 2026 จาก ‘อรุณโรจน์ เหล่าเจริญวงศ์’ รองผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย)

 

ย้อนดูการเคลื่อนไหวของผู้บริโภคตามยุค

 

• ปี 2018 – 2019 : Aspirational Dive 

– ผู้บริโภคมีความมั่นใจทางเศรษฐกิจ

-มุ่งสู่ความสำเร็จและสถานะทางสังคม

-ใช้จ่ายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

-เลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่สะท้อนความสำเร็จและความมีระดับ

 

• ปี 2020 – 2022  : Disruption & Reflection

– เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์แบบฉับพลัน

– ช่วง Covid-19 ลดการใช้จ่ายเน้นสุขภาพและความมั่นคง

– ใส่ใจครอบครัวและความสัมพันธ์

– หลังล็อกดาวน์ มองหาความสุขเล็กๆ และสมดุลใจ

 

• ปี 2023 – 2025  : Burnout Build-up

–  หลัง Covid-19 ผู้บริโภคไทยเผชิญความเหนื่อยล้าและความกังวลเพิ่มขึ้น

– เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพสูง งานไม่มั่นคงและแรงกดดันจาก AI

-คนกังวลค่าครองชีพกระทบชีวิตการเงิน

 

แม้ปัจจุบันพฤติกรรมจะมีการระมัดระวังการใช้จ่าย แต่หากทำเพื่อ ‘ฮีลใจ’ ก็พร้อมจะจ่าย ซึ่งสินค้าที่มีการเติบโต    นับตั้งแต่ปี 2023-2025 ได้แก่

 

หมวดเครื่องดื่ม โต 9%

หมวดอาหาร โต 7%

หมวดของใช้ในบ้าน โต 7%

หมวดความสวยความงาม โต 3%

 

นอกจากนี้ คนไทยมีความคาดหวังว่า ตัวเองจะมีความสุขมากขึ้นทุกปี โดยมีวิธีฮีลใจตัวเองสุดฮิต 3 วิธี ได้แก่

 

-ฮีลใจด้วยความเงียบ-ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง (46%)

-ปล่อยให้เวลาเยียวยาทุกอย่าง เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง (38%)

-ท่องธรรมชาติ เติมพลังใจจากสีเขียว สายลม แสงแดด (35%)

 

เปิด 4 พลังซื้อใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2026

 

สำหรับปี 2026  เรียกว่า เป็นปีแห่งการ “ปรับจูน” และ “เติบโต” เพื่อเผชิญกับโลกที่ไม่แน่นอน ซึ่งทุกครั้งที่โลกเปลี่ยน ผู้บริโภคไม่ได้หายไป เพียงแต่ ‘เปลี่ยนเหตุผลในการตัดสินใจ’ ซึ่งนำมาสู่ 4 พลังซื้อใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2026

 

1.The Value Maximizer – ฉลาดซื้อ ดูความคุ้มเป็นหลัก

– อายุตั้งแต่ 15-59 ปี ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในไทย

– ยังซื้อเหมือนเดิม แต่อยากได้ของ ‘คุ้มกว่าเดิม’

– พฤติกรรมการซื้อจะเทียบราคา ดูรีวิว และวัดคุณค่าต่อบาท

แบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มนี้ : ต้องเน้น ‘Worth & Wisdom’ ให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจที่ได้ซื้อสินค้าของเรา

 

2.The Soloist -อยู่คนเดียวได้ ชอบความอิสระ

– อายุตั้งแต่ 15-59 ปี

– มีความสุขกับการอยู่และทำกิจกรรมคนเดียว

แบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มนี้ : ต้องสร้างประสบการณ์แบบ Personal Spaceให้พื้นที่ที่พวกเขามี ‘อิสระ-สามารถควบคุมได้เอง’

 

3.The Kidult Escapist – กลุ่มผู้ใหญ่ที่ใช้จ่ายเพื่อความสุขของตัวเอง

– อายุ 25-45 ปี เน้นความสนุก

– จับจ่ายเพื่อ Emotional Comfort เช่น ของเล่น, บอร์ดเกม, อนิเมะ ฯลฯ

แบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มนี้ : ต้องสร้างประสบการณ์ที่สนุกและปลดปล่อย เพื่อมอบความสุขคืนมาให้พวกเขา

 

4.The Silver Explorer – กลุ่มที่อยากใช้ชีวิตให้คุ้มค่า

– อายุ 45-69 ปี มีทุกอย่างแล้ว ตอนนี้อยากใช้ชีวิตให้คุ้มค่า

– ใช้จ่ายกับ ‘การพักผ่อน’ มากขึ้น

– ชอบทำบุญ สนับสนุนสังคม

แบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มนี้ : ต้องสร้างความหมาย ชวนให้ Explore และเติมเต็มเป้าหมายของชีวิต

]]>
1545578
5 สัญญาณเสี่ยงคนไทย เมื่อประเทศก้าวสู่ ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ https://positioningmag.com/1543364 Sun, 19 Oct 2025 04:44:44 +0000 https://positioningmag.com/?p=1543364 สิ่งที่น่ากังวลและเป็นความท้าทายกับการก้าวสู่ ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ (Super Aged Society) ของประเทศ ไทยในอีก 10 ข้างหน้า ไม่ใช่ ‘จำนวนของผู้สูงอายุ’ แต่เป็นการที่ชีวิตของคนทุกวัยกำลัง ‘ไร้อิสระ’ จากผล กระทบของวิกฤตประชากรที่จะเกิดขึ้น

 

บนเวทีเสวนา ‘ภารกิจคิดเผื่อ X Life Fest 40+’ ในงาน ‘Life Fest 40+ รู้ก่อน ดีกว่า’ ได้สะท้อนให้เห็นว่า ในอีกไม่เกิน 10 ปี ไทยกำลังเข้าสู่ Super Aged Society โดยในปี 2567 ข้อมูลจากสำนักสถิติแห่งชาติ (สสช.) ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 60 ขึ้นไป เพิ่มขึ้นคิดเป็น 20% ของประชากร หรือสูงถึง 1 ใน 5 ของประเทศ

 

นอกจากนี้ ไทยกำลังเผชิญสถานการณ์มีเด็กเกิดใหม่น้อยที่สุดในรอบ 70 ปี ชัดเจนในปี 2567 ที่บ้านเรามีเด็กเกิดใหม่น้อยกว่า 500,000 คน ซึ่งเป็นการเร่งให้สังคมเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดไวมากขึ้น ขณะเดียวกัน สัดส่วนแรงงานก็ลดน้อยลงอย่างเห็นชัดเจน

 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นความท้าทายและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในครอบครัวทุกวัย เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังพึ่งพารายได้จากผู้อื่นเป็นหลัก เมื่อรวมกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสุขภาพที่เพิ่มขึ้นด้วยแล้ว ทำให้การที่ชีวิตของคนทุกวัยกำลังไร้อิสระ โดยเฉพาะ ‘เดอะแบก’ ที่ต้องดูแลทั้งผู้สูงอายุในครอบครัวและดูแลครอบครัวของตัวเอง 

 

5 ข้อที่ทำให้ชีวิตของคนไทยไร้อิสระ

 

1.ด้านการเงิน (Wealth+) : ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปี 2568 พบว่า กว่า 95% ของครัวเรือนไทยยังมีหนี้ และหนี้เฉลี่ย 740,596 บาท/ครัวเรือน สูงสุดรอบ 4 ปี ขณะที่ข้อมูลจาก สสช. ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการวางแผนการเก็บออมในยามชราและเมื่อต้องเกษียณของคนไทย พบว่า 

-มีเพียง 13.2% ที่คิด/วางแผน และทำได้ตามแผน

-21.7% คิด/วางแผน แต่ยังไม่เริ่มทำ

-45.3% คิด/วางแผน แต่ทำไม่ได้ตามแผนหรือที่ตั้งใจ 

-19.8% ยังไม่คิด ยังไม่วางแผน 

 

ส่วนรายได้หลักของผู้สูงอายุ โดย 35.7% มาจากลูกหลาน รองลงมา 33.9% มาจากการทำงาน โดยผู้สูงอายุที่ยังต้องทำงานมีอยู่ 5.26 ล้านคน หรือ 37.2%

 

สะท้อนให้เห็นถึงเหตุจำเป็นที่อาจทำให้ผู้สูงอายุหยุดทำงานไม่ได้ รวมถึงในวันที่ทำงานไม่ไหว หรือ ไม่มีตลาดแรงงานรองรับ หนี้สินทั้งหมดรวมถึงค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูก็จะตกมาถึงลูกหลานวัยทำงาน

2.ด้านสุขภาพ (Health+) : ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคเผยไทยมี “ผู้ป่วยความดัน” ราว 14 ล้านคน แต่ขึ้นทะเบียนรักษาเพียง 7 ล้านคน อีกทั้งคนไทยป่วยเบาหวานราว 6.5 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 10 และจำนวนผู้ไม่รู้สถานะอีกจำนวนมาก ซึ่งโรคในหมวด NCDs เหล่านี้เป็นฐานความเสี่ยงใหญ่ของวัย 40+ ที่จะลากยาวถึงวัยสูงอายุ ทั้งต้นทุนรักษาค่อนข้างสูงและทอนคุณภาพชีวิตครัวเรือน

 

3.ด้านจิตใจ (Mind+) : จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า อย่างน้อย 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุเผชิญภาวะ social isolation ขณะที่สสช. ระบุจากผู้สูงอายุทั้งหมด 14 ล้านคน มี 12.9% ที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง ซึ่งอาจเป็นปัญหาที่ทำให้ผู้สูงวัยพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าแบบไม่รู้ตัว และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติภายในบ้าน หรือเจ็บป่วยโดยไม่มีผู้ดูแล เพิ่มโอกาสในการเสียชีวิตสูงมากขึ้น

 

4.ด้านไลฟ์สไตล์ (Living+): จากข้อมูล สสช. มีผู้สูงอายุหกล้มที่บ้านสูงถึง 82.9% แบ่งเป็นบริเวณบ้าน 50.5% และภายในบ้าน 32.4% สอดคล้องข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ชี้ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ หกล้มทุกปี และต้องเข้าพักรับการรักษาในโรงพยาบาลกว่า 165,000 คน บาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นกระดูกสะโพกหักกว่า 40,000 รายต่อปี โดย 17% ของผู้ที่กระดูกสะโพกหัก จะเสียชีวิตภายใน 1 ปี ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ไม่เป็นมิตรกับผู้สูงวัย

 

5.ด้านเทคโนโลยี (Digital+) : ผู้สูงวัยตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 16% ในปี 2564 เป็น 23.12% ในปี 2567 สาเหตุเกิดจากการขาดทักษะตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจ และขาดการไตร่ตรองก่อนเชื่อหรือแชร์ ส่งผลให้ต้องสูญเสียทรัพย์สิน กระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความมั่นคงในการใช้ชีวิต

นอกจากสะท้อนให้เห็นผลกระทบเมื่อไทยเข้าสู่ Super Aged Society เวทีเสวนาดังกล่าว ยังแนะนำเพื่อรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เพื่อแก้ปัญหาของสังคมสูงวัย และทำให้คนทุกวัยมีชีวิตที่เป็นอิสระ โดยด้านการเงิน แนะนำให้วางแผนการเงินอย่างชาญฉลาด ปลดภาระหนี้สิน สร้างความมั่นคงระยะยาว

 

ด้านสุขภาพ แนะนำบาลานซ์สุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการกิน การออกกำลังกาย พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในทุกช่วงวัย, ด้านจิตใจ ให้สร้างสมดุลชีวิต ดูแลความสัมพันธ์ และความสุขที่ยั่งยืน, ด้านไลฟ์สไตล์ ให้ปรับไลฟ์สไตล์และที่อยู่อาศัย เปิดมุมมองชีวิตใหม่ เพิ่มคุณภาพชีวิตในทุกมิติ และการเป็น Active citizen

 

สุดท้ายด้านเทคโนโลยี ให้พัฒนาตัวเองให้เท่าทันทันเทคโนโลย ใช้นวัตกรรมอย่างฉลาดและปลอดภัย

]]>
1543364
ธุรกิจ ‘ร้านอาหาร’ ปีนี้ไม่ง่าย ตกอยู่ในสถานการณ์ ‘เปิดช้า ปิดไว’ https://positioningmag.com/1528095 Fri, 27 Jun 2025 12:28:12 +0000 https://positioningmag.com/?p=1528095 หลังจากโควิด-19 มีการคาดการณ์ว่า ‘ธุรกิจร้านอาหาร’ จะกลับมาสดใสอีกครั้ง แต่จากการเปิดตัวสถิติร้านอาหารที่คนทำร้านอาหารต้องรู้ ในงาน Thailand Restaurant Conference 2025 โดย ‘เอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา’ จาก LINE MAN wongnai ทำให้รู้ว่า ตอนนี้สถานการณ์ของธุรกิจร้านอาหารไม่ได้ดีตามที่คาดหวัง

 

สนามแข่งร้านอาหาร ‘เปิดช้า…ปิดไว’

 

ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2025 ธุรกิจร้านอาหารมีการเปิดร้านใหม่ลดลง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 50% ของร้านที่เปิดใหม่มีการปิดตัวตั้งแต่ปีแรกของการเปิด สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในธุรกิจร้านอาหาร

 

อีกสถิติที่น่าสนใจ คือ เมื่อพิจารณาถึงทำเลที่ตั้ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้วัดการอยู่รอดของร้านอาหาร จะเห็นได้ว่า ร้านที่เปิด ‘ในห้าง’ จะมีโอกาสรอดสูงกว่าร้าน ‘นอกห้าง’ ถึง 22% โดยแนวโน้มนี้เห็นความชัดเจนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

เหตุผลก็เนื่องจากห้างมีทราฟฟิกของลูกค้าที่พร้อมซื้อรออยู่แล้ว ดังนั้น การเปิดสาขาในร้าน ก็ไม่ต่างจากการซื้อประกันที่การันตีว่ามีลูกค้าแน่

 

เดลิเวอรี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่ต้องทำ

 

เมื่อพิจารณาถึงช่องทางระหว่าง ‘หน้าร้าน’ กับ ‘เดลิเวอรี่’ ลูกค้าเทใจให้ช่องทางไหน?

 

จากข้อมูลของ LINE MAN wongnai พบว่า ยอดขายหน้าร้านลดลง 14% ขณะที่ยอดขายบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่อย่าง Line Man เติบโตขึ้นมากกว่า 15% ทำให้เดลิเวอรี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ร้านอาหารต้องทำ

 

ดังนั้น ยุคนี้การยืนบน ‘ไหล่ยักษ์’ อาจจะช่วยให้ร้านอาหารสร้างยอดขายได้ไว ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้เร็วขึ้น

 

ส่วนเมื่อเข้าแอปฯแล้ว ลูกค้ามองหาอะไร?

คำตอบ คือ ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการค้นหาโปรโมชั่น

-88% เล็งหาโปรฯ ค่าอาหาร

-59% ส่วนลดค่าส่ง

-56% โปรโมชั่นเซตเมนู

-29% Flash Sale

-27% โปรฯ ลูกค้าใหม่

 

สำหรับเมนูที่ลูกค้าค้นหามากสุด เพื่อให้ผู้ประกอบการรู้ทิศทางของความนิยมของผู้บริโภคนั้น 5 อันดับแรก ได้แก่ หม่าล่า 60%, หมี่ไก่ฉีก 58%, สุกี้ 51%, ผัดไทย (34%), และ ขนมปัง (28%) เมนูใหม่ที่เพิ่งติดโผในปีนี้

 

นอกจากนี้ ‘ชิโอะปัง’ เป็นเทรนด์อาหารที่มาแรงมาก โดยตั้งแต่ต้นปี 68 มีการค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 130 เท่า มียอดขายเพิ่มขึ้น 11 เท่าภายใน 1 เดือน แม้ช่วงไตรมาส 2 จะเห็นเทรนด์การเติบโตที่เริ่มลดลงเล็กน้อย

 

สรุป ในปีนี้ธุรกิจร้านอาหารยังเผชิญความท้าทายมากมาย รวมถึงการแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่งการจะอยู่รอดได้ในธุรกิจนี้สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีการปรับตัวและทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า

 

]]>
1528095
แค่ ‘สะดวกซัก’ ไม่พอ!! WashXpress เปิดบริการใหม่ ‘รับรีด’ ราคาเริ่มต้น 15 บาท https://positioningmag.com/1527631 Thu, 26 Jun 2025 07:22:28 +0000 https://positioningmag.com/?p=1527631 การใช้ชีวิตที่เร่งรีบและต้องการความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นของผู้คนในยุคปัจจุบัน ถือเป็นโจทย์สำคัญให้หลายธุรกิจพยายามสร้างบริการใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว รวมถึง ‘ธุรกิจร้านสะดวกซัก’ อย่าง WashXpress ซึ่งตอนนี้ไม่เพียงมีบริการซักและอบเท่านั้น ยังเพิ่ม ‘บริการรับรีด By พี่วัว’ ขึ้นมา

 

บริการใหม่นี้ เป็นการต่อยอดจาก ‘บริการซัก อบ พับ’ ให้ลูกค้าสามารถนำผ้ามาฝากไว้ที่ร้าน แล้วทางพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดีของ WashXpress จะเป็นผู้ดำเนินการซัก อบ และพับผ้าให้เรียบร้อย ช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการ

 

ขณะที่บริการรับรีด By พี่วัว จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการบริการซักอบรีดแบบครบวงจร ส่วนราคาค่าบริการนั้น เช่น 

เสื้อยืด 15 บาท

เสื้อเชิ๊ต 20 บาท

กางเกงขายาว/กระโปรงยาว 20 บาท

กางเกงขาสั้น/กระโปรงสั้น 15 บาท

ชุดเดรส/สูท/ผ้าปูที่นอน 50 บาท

 

รวมถึงมีแพ็กเกจรายเดือน โดยบริการรับรีด By พี่วัวตอนนี้พร้อมให้บริการใน 4 สาขา ได้แก่ สาขาลาดพร้าว 101, สาขาตลาดกิเลน ศาลายา, สาขาแบริ่ง 34 และสาขาลาดพร้าววังหิน 28 ซึ่งในปี 2568 มีแผนจะขยายบริการนี้ไปยังสาขาอื่น ๆ

 

สำหรับอุตสาหกรรมร้านสะดวกซักในประเทศไทย ‘กวิน กลองกระโทก’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการร้านสะดวกซัก WashXpress ให้ข้อมูลว่า มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธุรกิจนี้มีมูลค่าตลาดราว 3,000 ล้านบาทในปี 2563 เพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาทในปี 2565 และคาดการณ์จะมีมูลค่าประมาณ 13,500 ล้านบาทในปี 2567

 

การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย เช่น การขยายตัวของสังคมเมือง (Urbanization) ทำให้ความต้องการบริการที่ทันสมัยและสะดวกสบายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ แนวโน้มการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่มักอาศัยอยู่ในครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) และมีเวลาจำกัดในการดูแลงานบ้าน ทำให้ร้านสะดวกซักกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างต่อเนื่อง

]]>
1527631