เอไอ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 29 Dec 2025 05:48:00 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ประเมินปี 2025 ‘AI’ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากพอ ๆ ทั้ง ‘นิวยอร์ก’ ปล่อยมาทั้งปี https://positioningmag.com/1553716 Sun, 28 Dec 2025 23:10:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553716 ดูเหมือนเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดโลกร้อน จะยิ่งห่างไกลความเป็นจริงไปอีก เพราะกระแสของ AI กำลังทำให้เกิด วิกฤตสิ่งแวดล้อม เพราะแค่ปี 2025 เพียงปีเดียว มีการคาดการณ์ว่า AI ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ มากพอ ๆ กับปริมาณที่ทั้งมหานครนิวยอร์กปล่อยออกมาในปีนี้เลยทีเดียว

อเล็กซ์ เดอ ฟรีส-เกา (Alex de Vries-Gao) นักวิชาการชาวดัตช์และผู้ก่อตั้ง Digiconomist บริษัทที่วิจัยเกี่ยวกับผลกระทบที่คาดไม่ถึงจากกระแสทางดิจิทัล ได้เปิดเผยถึง การวัดผลกระทบเฉพาะของ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ในขณะที่การใช้ AI Chatbot อย่าง ChatGPT ของ OpenAI และ Gemini ของ Google พุ่งสูงขึ้นในปี 2025

โดย อเล็กซ์ ระบุว่า Carbon Footprint ของระบบ AI ในปี 2025 อาจสูงถึง 80 ล้านตัน หรือ มากกว่า 8% ของการปล่อยก๊าซจากการบินทั่วโลก ในขณะที่ปริมาณน้ำที่ใช้อาจสูงถึง 7.65 แสนล้านลิตร หรือมีปริมาณมากกว่า ความต้องการน้ำดื่มบรรจุขวดทั่วโลกรวมกัน เสียอีก ขณะที่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) คาดว่าการบริโภคไฟฟ้าของ Data Center จะเพิ่มขึ้นมากกว่า สองเท่า ภายในปี 2030

ด้วยข้อมูลที่น่าตกใจนี้ อเล็กซ์ จึงเรียกร้องให้โลกมีข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้บริษัทเหล่านี้มีความโปร่งใสเกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น 

“ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมนี้ถือว่ามหาศาลมากในเชิงปริมาณ ในตอนนี้สังคมกำลังเป็นผู้จ่ายต้นทุนเหล่านี้ ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยี คำถามคือ: มันยุติธรรมหรือไม่? หากพวกเขากำลังกอบโกยผลประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ ทำไมพวกเขาถึงไม่ควรเป็นผู้จ่ายต้นทุนบางส่วนบ้าง?”

อีกหนึ่งความท้าทายที่ อเล็กซ์ มองก็คือ ความโปร่งใส เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทเทคโนโลยีมัก ไม่เพียงพอต่อการประเมินผลกระทบรวมของ Data Center และยิ่งยากต่อการแยกเฉพาะการใช้ AI โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า ที่ Google รายงานผลกระทบของ Gemini AI บริษัทไม่ได้รวมปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าเพื่อนำมาเลี้ยงระบบ

แม้ Google จะรายงานว่าในปี 2024 สามารถลดมลพิษทางพลังงานจากศูนย์ข้อมูลลงได้ 12% เนื่องจากแหล่งพลังงานสะอาดใหม่ ๆ แต่บริษัทก็ได้ยอมรับในช่วงฤดูร้อนนี้ว่า การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศนั้น “ซับซ้อนและท้าทายมากขึ้นในทุกระดับ” โดยอุปสรรคสำคัญคือการขยายตัวของเทคโนโลยีพลังงานปลอดคาร์บอนที่ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น 

ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา ครองส่วนแบ่งการใช้ไฟฟ้าในศูนย์ Data Center มากที่สุด (45%) ตามด้วยจีน (25%) และยุโรป (15%) โดยศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่แห่งใหม่เพียงแห่งเดียวใน สหราชอาณาจักร สามารถ สร้างมลพิษเท่ากับสนามบินนานาชาติหลายแห่งรวมกัน และในสหราชอาณาจักรมีโครงการที่อยู่ระหว่างวางแผนถึง 100-200 แห่ง

ขณะที่ใน อินเดีย กำลังจะมีการลงทุน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในศูนย์ข้อมูล แต่มีความกังวลว่าระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ไม่เสถียรจะทำให้ต้องใช้ เครื่องปั่นไฟดีเซลขนาดใหญ่ เป็นแหล่งพลังงานสำรอง ซึ่งจะกลายเป็น ภาระคาร์บอนมหาศาล

Source

]]>
1553716
สรุปการ ‘เลิกจ้าง’ จากบิ๊กเทคฯ ปี 2025 ที่อ้างว่าเพราะ AI! https://positioningmag.com/1553175 Thu, 25 Dec 2025 11:46:00 +0000 https://positioningmag.com/?p=1553175 ตามข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า AI เป็นสาเหตุของการเลิกจ้างพนักงานในสหรัฐฯ เกือบ 55,000 ตำแหน่ง ในปีนี้ โดยภาพรวมในปี 2025 มีการเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด 1.17 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2020 (ซึ่งขณะนั้นมีการเลิกจ้าง 2.2 ล้านตำแหน่ง)

เฉพาะในเดือนตุลาคม นายจ้างในสหรัฐฯ ประกาศลดตำแหน่งงานไป 153,000 ตำแหน่ง และในเดือนพฤศจิกายนอีกกว่า 71,000 ตำแหน่ง ซึ่งในจำนวนของเดือนพฤศจิกายนนี้ มีกว่า 6,000 ตำแหน่งที่ระบุว่าสาเหตุมาจาก AI  ดังนั้น ไปดูกันว่า บริษัทชั้นนำที่อ้างถึง AI ในกลยุทธ์การปรับโครงสร้างปี 2025 นี้ มีใคร และลดไปเท่าไหร่บ้าง

Amazon

ในเดือนตุลาคม Amazon ประกาศเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยตัดลดตำแหน่งงานในระดับองค์กรถึง 14,000 ตำแหน่ง เพื่อนำงบประมาณไปลงทุนในสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญที่สุด ซึ่งรวมถึง AI

โดย Beth Galetti รองประธานอาวุโสของ Amazon ระบุว่า AI ยุคนี้คือ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกที่สุดนับตั้งแต่มีอินเทอร์เน็ต ทำให้บริษัทต้องปรับตัวให้คล่องตัวขึ้น (Lean) และลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน

Microsoft

ลดพนักงานไปแล้วประมาณ 15,000 ตำแหน่ง ในปี 2025 โดยล่าสุดในเดือนกรกฎาคมมีการเลิกจ้าง 9,000 ตำแหน่ง โดย Satya Nadella ซีอีโอระบุว่า บริษัทจำเป็นต้อง จินตนาการพันธกิจใหม่ สำหรับยุค AI โดยเปลี่ยนจากโรงงานผลิตซอฟต์แวร์ไปสู่ Intelligence Engine

ภาพจาก Shutterstock

Meta

Meta ยังคงมีการปรับลดคนอย่างมีนัยสำคัญในปี 2025 โดยมีการลดจำนวนพนักงานลงประมาณ 3,600 ตำแหน่ง (หรือราว 5% ของพนักงานทั้งหมด) ในช่วงต้นปี และมีการเลิกจ้างเพิ่มอีกประมาณ 600 ตำแหน่ง ในหน่วยงานด้าน AI เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

โดย Mark Zuckerberg ซีอีโอเน้นการ “ยกระดับมาตรฐาน” โดยเลิกจ้างพนักงานที่มีผลงานไม่ผ่านเกณฑ์ เพื่อนำงบประมาณไปจ้างผู้เชี่ยวชาญด้าน AI โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีการปรับโครงสร้างในทีม Fundamental AI Research (FAIR) เพื่อให้การวิจัยเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานจริงได้เร็วขึ้น

Google

Google ยังคงเดินหน้าลดตำแหน่งงานต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการแข่งขันในสงคราม AI กับคู่แข่งอย่าง Microsoft และ OpenAI โดยตลอดปี 2025 มีการลดพนักงานหลายรอบ รวมถึงพนักงานในส่วน Cloud, ฮาร์ดแวร์ และทีมงานด้านการโฆษณา นอกจากนี้ยังมีการปลดพนักงานสัญญาจ้าง (Contractors) ที่ทำงานด้าน AI อย่าง Gemini ไปกว่า 200 ราย โดย Sundar Pichai ระบุชัดเจนว่าต้องการลดลำดับชั้นการบริหาร (Layers) ลงกว่า 1 ใน 3 เพื่อให้บริษัทตัดสินใจและพัฒนา AI ได้รวดเร็วขึ้น

Apple 

โดยปกติ Apple จะเป็นบริษัทที่เลิกจ้างพนักงานน้อยที่สุดในกลุ่ม Big Tech แต่ในปี 2025 ก็เริ่มมีการขยับตัวเพียงแต่ไม่มีการระบุจำนวน โดยมีการเลิกจ้างใน ฝ่ายขาย (Sales) และ ฝ่ายบริการดิจิทัล (เช่น Apple Books และ Apple News) เพื่อปรับโครงสร้างทีมขายให้ทันสมัยขึ้น

Tesla

มีการตัดลดพนักงานไปมากกว่า 14,000 ตำแหน่ง ทั่วโลก เพื่อลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อนและการเตรียมความพร้อมสำหรับยุคการขนส่งอัตโนมัติ (Autonomous) และหุ่นยนต์ ซึ่งต้องใช้การลงทุนด้าน AI และซูเปอร์คอมพิวเตอร์อย่างหนัก

ภาพจาก Unsplash

Salesforce

Marc Benioff ซีอีโอ ยืนยันในเดือนกันยายนว่า ได้ลดพนักงานฝ่ายสนับสนุนลูกค้าลง 4,000 ตำแหน่ง ด้วยความช่วยเหลือของ AI โดยเขาระบุว่า AI ทำงานในบริษัทไปแล้วกว่า 50%

IBM

Arvind Krishna ซีอีโอของ IBM เผยว่า AI Chatbot ได้เข้ามาทำงานแทนที่พนักงานฝ่ายบุคคล (HR) ไปบางส่วนแล้ว อย่างไรก็ตาม IBM ยังคงมีการจ้างงานเพิ่มในด้านที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์สูง เช่น วิศวกรรมซอฟต์แวร์ การขาย และการตลาด

CrowdStrike

บริษัทซอฟต์แวร์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 5% หรือประมาณ 500 คน ในเดือนพฤษภาคม โดยระบุโดยตรงว่าเป็นผลมาจาก AI ซึ่งช่วยให้บริษัทพัฒนานวัตกรรมได้เร็วขึ้นและลดภาระงานส่วนหลัง (Back office)

Workday

แพลตฟอร์มด้าน HR เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ประกาศลดพนักงาน 8.5% (ประมาณ 1,750 ตำแหน่ง) ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อจัดลำดับความสำคัญใหม่และนำทรัพยากรไปทุ่มให้กับ AI

AI เป็นเหตุผลจริง หรือแค่ “แพะรับบาป”?

ในสภาวะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง ภาษีนำเข้าทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และบริษัทต่าง ๆ กำลังมองหาวิธีลดต้นทุน AI จึงกลายเป็นทางออกระยะสั้นที่น่าดึงดูดใจ ผลการศึกษาจาก MIT ในเดือนพฤศจิกายนชี้ให้เห็นว่า AI สามารถทำงานแทนที่แรงงานในสหรัฐฯ ได้แล้วถึง 11.7% และช่วยประหยัดค่าจ้างได้มหาศาลถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ในกลุ่มธุรกิจการเงิน สาธารณสุข และบริการวิชาชีพอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อว่า AI คือสาเหตุที่แท้จริง Fabian Stephany ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้าน AI และการทำงานจาก Oxford Internet Institute ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า AI อาจเป็นเพียงข้ออ้าง

เขากล่าวว่า หลายบริษัทที่เติบโตดีในช่วงแพร่ระบาดได้ จ้างคนเกินความจำเป็น (Overhired) และการเลิกจ้างในช่วงนี้อาจเป็นเพียงการ ล้างไพ่ ในตลาดแรงงานเท่านั้น

“มันเป็นการไล่คนที่บริษัทไม่มีแผนรองรับในระยะยาวออก แทนที่จะยอมรับว่า ‘เราคำนวณพลาดเมื่อ 2-3 ปีก่อน’ 

]]>
1553175
‘เจฟฟ์ เบซอส’ ชี้ AI กำลังอยู่ในช่วง ‘ฟองสบู่’ แม้จะต้องมีหลายคน ‘ล้มละลาย’ แต่สุดท้ายจะส่งผลดี เพราะเทคโนโลยีเป็น ‘ของจริง’ https://positioningmag.com/1542085 Wed, 08 Oct 2025 12:41:00 +0000 https://positioningmag.com/?p=1542085 เป็นอีกหนึ่งคนที่เห็นด้วยว่า AI กำลังอยู่ในช่วง ฟองสบู่ สำหรับ เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos)  ผู้ก่อตั้ง Amazon แต่เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้ เป็นของจริง และจะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลต่อสังคม แม้ว่าจะต้องมีหลายบริษัทที่ล้มละลายก็ตาม

Jeff Bezos ได้รับคำถามจาก John Elkann CEO ของ Exor บนเวที Italian Tech Week ที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี ว่ามีสัญญาณบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรม AI กำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่หรือไม่ ซึ่ง Bezos ตอบว่า นี่คือฟองสบู่อุตสาหกรรมประเภทหนึ่ง โดยเขาได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะสำคัญบางประการของฟองสบู่ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่

  1. ราคาหุ้นตัดขาดจากพื้นฐาน: ราคาหุ้นที่ตัดขาดจากปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ คือ บางธุรกิจยังไม่มีรายได้ หรือมีกำไร แต่มูลค่าหุ้นกลับพุ่งสูง
  2. ความตื่นเต้นอย่างล้นหลาม: ผู้คนรู้สึกตื่นเต้นกับ AI มาก
  3. การระดมทุนอย่างไม่เลือก: ทุกการทดลองหรือแนวคิด ทั้งที่ดีและไม่ดี จะได้รับการสนับสนุนทางการเงิน โดยนักลงทุนจะแยกแยะได้ยากในช่วงที่ทุกคนตื่นเต้น

โดย Bezos ได้ยกตัวอย่างกรณี บริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงานเพียง 6 คน แต่ได้รับการระดมทุนหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสัญญาณของฟองสบู่ แต่ Bezos ยืนยันว่า AI เป็นของจริง และมันจะเปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรม นอกจากนี้ เขายังกล่าวอีกว่า ฟองสบู่อุตสาหกรรม ไม่เหมือนฟองสบู่ทางการเงิน เพราะแม้หลายบริษัทอาจจะล้มละลายไป แต่เทคโนโลยีความรู้จะยังคงเหลืออยู่ ดังนั้น ฟองสบู่ AI อาจส่งผลดีในท้ายที่สุดได้

โดยเขายกตัวอย่าง ฟองสบู่ของบริษัทยาและไบโอเทคในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งนำไปสู่การพัฒนายาช่วยชีวิต แม้ว่าบริษัทหลายแห่งจะล้มละลายไปในที่สุด เช่นเดียวกับ AI ที่อุตสาหกรรมจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากเทคโนโลยี เพียงแต่บางบริษัทอาจหายไป แต่ผู้ที่อยู่รอดจะเป็น ผู้สร้างนวัตกรรมระดับที่เปลี่ยนโลก

อย่างไรก็ตาม Jeff Bezos ไม่ใช่คนเดียวที่ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับฟองสบู่ AI แต่ แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI ก็ออกมาเตือนว่า นักลงทุนอาจจะกำลังตื่นเต้นกับ AI เกินไป พร้อมกับเปรียบเทียบกระแสการลงทุน AI ตอนนี้กับ ฟองสบู่ดอทคอม (dot-com bubble) ช่วงปลายยุค 1990 ที่นักลงทุนแห่ลงทุนในหุ้นบริษัทอินเทอร์เน็ต แต่เนื่องจากหลายบริษัทไม่สามารถสร้างรายได้ได้จริง ส่งผลให้ในช่วงระหว่างปี 2000–2002 ดัชนี Nasdaq ร่วงลงเกือบ 80%

Source

]]>
1542085
เยอะไปหน่อย! ‘Meta’ สั่งเบรกจ้างงานทีม ‘AI’ หลังทุ่มงบมหาศาลดึงตัว ‘หัวกะทิ’ มาเสริมทัพไม่พัก https://positioningmag.com/1534947 Fri, 22 Aug 2025 09:00:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1534947 หลังจากที่ Meta เจ้าของ Facebook, Instagram เดินหน้าดันแผนก Meta Superintelligence Labs เพื่อพัฒนา AI โดยมีการลงทุนอย่างมหาศาลโดยเฉพาะการดึงตัวนักวิจัยและวิศวกร AI เข้ามาเสริมทัพ แต่ล่าสุด Meta ก็ประกาศ หยุดการจ้างงานใหม่ เพื่อให้บริษัทมีเวลาจัดสรรทีม

The Wall street journal รายงานว่า การหยุดจ้างงานมีผลตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างภายใน โดยทาง Meta ยืนยันกับ CNBC ว่านี่เป็นเพียงการจัดระเบียบองค์กรขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างโครงสร้างที่มั่นคงสำหรับโครงการพัฒนาระบบซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ (Superintelligence) รวมถึงการทำงบประมาณและแผนงานประจำปี ไม่ได้จะลดการลงทุนเรื่อง AI แต่อย่างใด

จากรายงาน ระบุว่า Meta มีแผนก Meta Superintelligence Labs ที่ทำเรื่องการพัฒนา AI โดยได้แบ่งการทำงานออกเป็น 4 ทีม ได้แก่

  1. ทีม TBD Lab (To Be Determined) – เน้นการพัฒนา AI ระดับซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์
  2. ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI ในเชิงพาณิชย์
  3. ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน
  4. ฝ่ายโครงการระยะยาวและทดลอง

ที่ผ่านมา Meta ใช้งบอย่างหนักเพื่อแข่งขันในสมรภูมิ AI รวมถึงการเสนอ ค่าตอบแทนสูงลิ่ว เช่น โบนัสเซ็นสัญญาที่มีรายงานว่าสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดึงตัวผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทคู่แข่ง

หนึ่งในดีลที่โดดเด่นที่สุดคือการเข้าซื้อหุ้น 49% ของ Scale AI มูลค่า 1.43 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้ Meta ได้ตัวผู้ก่อตั้ง Alexandr Wang มานำทีมวิจัย AI พัฒนาโมเดลภาษา Llama แบบโอเพ่นซอร์ส อย่างไรก็ตาม แม้กลยุทธ์การจ้างงานเชิงรุกของ Meta จะเป็นข่าวดังในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีรายอื่น ๆ ก็ทุ่มงบหลายพันล้านดอลลาร์ในด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการวิจัย AI เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การหยุดจ้างงานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่าการลงทุนใน AI อาจเร็วเกินไป ประกอบกับการปรับฐานราคาหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ และเมื่อต้นสัปดาห์ แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอ OpenAI กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาเชื่อว่า AI กำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ แต่ก็มีนักวิเคราะห์และนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย โดยมองว่าหุ้นเทคโนโลยียังมีมูลค่าต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

ซีอีโอ ‘OpenAI’ เตือน ตลาด ‘AI’ เสี่ยงเกิดภาวะ ‘ฟองสบู่’ เหมือนยุค ‘ดอทคอม’ ที่ตลาดหุ้นร่วงเกือบ 80%

แดน ไอฟส์ (Dan Ives) นักวิเคราะห์จาก Wedbush Securities มองว่า การหยุดจ้างงานของ Meta ไม่ใช่สัญญาณว่าบริษัทจะลดการลงทุนด้าน AI จริง ๆ แต่เป็นเพียง ช่วงพัก หลังจากทุ่มงบก้อนใหญ่

ด้าน แดเนียล นิวแมน (Daniel Newman) ซีอีโอ Futurum Group เสริมว่า หลังจากที่ Meta ใช้เงินมหาศาลไปกับการซื้อกิจการและจ้างงาน การหยุดครั้งนี้เป็นเหมือนจุดพัก เพื่อให้บริษัทมีเวลาในการจัดวางทีมงานใหม่และประเมินว่าพร้อมจะสร้างนวัตกรรมที่ Meta คาดหวังไว้หรือไม่

]]>
1534947
เปิดมุมมองจาก 3 องค์กรชั้นนำไทย กับการนำ ‘AI’ มาใช้ ในวันที่ ‘พนักงาน’ กลัวถูกแทนที่ https://positioningmag.com/1528864 Fri, 04 Jul 2025 08:14:55 +0000 https://positioningmag.com/?p=1528864 นับตั้งแต่การมาของ ChatGPT เชื่อว่าการทำงานของ หลายคน และ หลายองค์กร ได้เปลี่ยนไป และนั่นทำให้ มนุษย์ เริ่มกังวลว่าจะถูก แทนที่ ดังนั้น ในวันที่องค์กรจำเป็นต้องนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพ ทาง ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ก็ได้เชิญ 3 องค์กรชั้นนำของไทย ได้แก่ SCBX, SCGC และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาแชร์แนวคิดการนำ AI มาใช้ในองค์กรโดยที่ พนักงานไม่กังวลว่าจะถูกแทนที่

องค์กรในไทย ใช้ AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Microsoft ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากผลสำรวจ Work Trend Index 2025 พบว่า 75% ของผู้นำองค์กรในไทยจะต้องการเห็นองค์กรตัวเองมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 51% แต่ 88% ของพนักงานในไทยกลับมองว่าการงานทุกวันนี้ ทำเต็มที่แล้ว สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 80%

ดังนั้น AI จึงเป็นอีกทางเลือกในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้พนักงาน โดย 68% ขององค์กรในไทย ได้เริ่มนำ AI มาใช้ช่วยในการทำงานของกระบวนการต่าง ๆ ให้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ 46% นอกจากนี้ 93% ยังระบุว่า จะ ใช้ AI ทำงานมากขึ้น จากค่าเฉลี่ยโลก 78% และ 90% มองว่า Digital Agent จะเข้ามาช่วยการทำงานภายในอีก 12-18 เดือนข้างหน้า 

นอกจากนี้ 83% ของผู้บริหารมองว่าพนักงานรุ่นใหม่จะมีโอกาสได้ทำงานเชิงกลยุทธ์และการวางแผนเร็วขึ้นหากมี AI เข้ามาแบ่งเบาภาระ

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Microsoft ประเทศไทย

รู้จัก Frontier Firm Mind set

โดยทีมวิจัยของไมโครซอฟท์ได้แนะแนวทางสำหรับองค์กรที่ต้องการปรับทิศทางเพื่อมุ่งสู่สถานะ Frontier Firm ไว้ดังนี้

  • ใช้กฎ 80/20 แบ่งงานให้ AI: จากกฎที่ว่า 80% ของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น มาจากตัวแปรหรือเนื้องานเพียง 20% องค์กรในกลุ่ม Frontier Firm จึงอาจยกเนื้องานอีก 80% ที่สร้างผลลัพธ์ได้เพียง 20% นี้ไปให้ AI และระบบอัตโนมัติต่างๆ รับมือแทน
  • ปรับมุมมองสู่ผังเนื้องาน: เมื่อ AI สามารถทำงานได้โดยไม่จำกัดความรู้ความสามารถอยู่ในแผนกหรือด้านใดด้านหนึ่ง เส้นทางการติดต่อประสานงานต่างๆ จึงอาจเปลี่ยนไปในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดรอยต่อระหว่างแผนกลง เสริมความคล่องตัวให้องค์กรอีกระดับ
  • บริหาร AI ให้เหมือนบริหารพนักงาน: AI ที่สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ สามารถเรียนรู้ ยกระดับความสามารถ เสนอความคิดเห็น และเข้ารับการประเมินผลงานได้เช่นเดียวกับพนักงานที่เป็นมนุษย์ โดยอาจเริ่มจากการปรับคำสั่งพื้นฐาน เพิ่มชุดข้อมูลที่ AI สามารถเข้าถึงได้ หรือแม้แต่การแลกเปลี่ยนความเห็นกับ AI โดยตรง ซึ่งจะเป็นรูปแบบการทำงานในอนาคตที่มนุษย์และ AI Agent ทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
Circular economy concept. Energy consumption and CO2 emissions are increasing.Sharing, reusing,repairing,renovating and recycling existing materials and products as much possible

เริ่มใช้ AI มาแก้ปัญหาง่าย ๆ ก่อน

สัญญา จินดาประเสริฐ Enterprise Digital Director เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ให้คำแนะนำสำหรับองค์กรที่จะเริ่มนำ AI มาใช้ว่า อันดับแรก ผู้นำองค์กรต้องอยากไป AI จากนั้นให้เริ่มจาก หาปัญหาที่อยากแก้ โดยให้เริ่มจากปัญหาง่าย ๆ

“ผมเชื่อว่าผู้นำทุกองค์กรพร้อมจะเอาด้วย ขอแค่มันเห็นผลลัพธ์ ดังนั้น เริ่มจากแก้ปัญหาง่าย ๆ เพื่อเป็น Proof Of Concept ว่ามันได้ประโยชน์อย่างไร” 

เช่นเดียวกับ ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS) ที่มองว่า จุดเริ่มต้นของการนำ AI มาใช้ คือต้องนำมาเพื่อแก้ปัญหา ไม่ต้องเริ่มจากอะไรยาก ๆ

“COVID-19 ทำให้เราต้องไปดิจิทัล ดังนั้น เราต้องทรานส์ฟอร์ม ซึ่งโจทย์ของเราตอนนั้นคือ ทำให้ข้าราชการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีเวิร์กไลฟ์บาลานซ์ เราเลยเริ่มจากนำ Co-Pilot มาช่วยจดบันทึกการประชุม จากเดิมที่ใช้อนาล็อก”

สัญญา จินดาประเสริฐ Enterprise Digital Director เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC)

สิ่งสำคัญคือ ต้องทำให้พนักงานรู้สึกเป็นนาย AI

อย่างไรก็ตาม การจะทำให้พนักงานเปิดใจใช้งาน AI ทาง ดร.ณรัณ มองว่า ต้องทำให้เขารู้สึกเป็นเจ้าของผลงาน ไม่ใช่ให้เขารู้สึกเสียกำลังใจว่าเขาถูกแทนที่ได้ ดังนั้น จะต้องมีคนเข้าไปร่วมตัดสินใจตลอดในลูปการทำงาน ต้องให้คนมาเห็นสิ่งที่ AI นำเสนอให้เร็วที่สุดที่ทำได้ เพื่อให้เขารู้สึกว่า เป็นเจ้าของ 

“AI ฉลาดขึ้นตลอด แต่เราต้องมี checkpoint control เพื่อตรวจเช็กความถูกต้อง ดังนั้น ผมยังเชื่อว่าไม่ว่ายังไง เอไอก็ไม่มีทางแทนที่คนได้ ”

เช่นเดียวกับ ลลินทิพย์ เยี่ยมพลพัฒน์ Head of Financial Planning and Data Intelligence บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) ที่มองว่า องค์กรต้องทำให้พนักงานรู้สึกว่า เป็นบอสของ AI โดยเริ่มจากกางกระบวนการทำงานของพนักงานในองค์กร เพื่อดูว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาเสริมพนักงานตรงไหน 

“เราต้องดูว่าพนักงานเราจะใช้ AI ได้อย่างไร เช่น พนักงานเราจะรู้พฤติกรรมลูกค้าอยู่แล้ว เราก็นำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมเขา”

ด้าน สัญญา จินดาประเสริฐ เสริมว่า ต้องเริ่มจากให้ AI ไปเป็นผู้ช่วยส่วนตัวพนักงานก่อน เช่น ช่วยงานรูทีนที่ทำซ้ำ ๆ เพื่อให้เขาเข้าใจก่อนว่า ประโยชน์คืออะไร และถ้า AI เข้ามา พนักงานไม่ควรทำงานเหมือนเดิม องค์กรต้องปรับปรุงกระบวนการใหม่

ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)

สกิลฝึกกันได้ แต่ต้องมีไมด์เซ็ทเปิดรับ

สัญญา ยกตัวอย่างการฝึกพนักงานของ SCGC ว่า ภายในองค์กร พนักงาน ต้องเรียน ต้องสอบ และต้องลงมือทำการใช้ AI จริง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ ผลลัพธ์ทั้งด้านไมด์เซ็ทพนักงานที่ใช้ AI ทำงานดีข้ึน เร็วขึ้น และได้นวัตกรรมใหม่ ๆ ดังนั้น จะเห็นว่า คนคือหลักในการขับเคลื่อน ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องคน และความสนใจ

“เราไม่ได้คาดหวังว่าคนอายุ 40-50 ปีจะใช้ AI แต่กลายเป็นว่าเขาใช้เป็น และนำมาปรับใช้ได้อย่างดี”

ลลินทิพย์ ทิ้งท้ายว่า การที่องค์กรจะไป AI ได้ พนักงานต้องมี ไมด์เซ็ทเปิดรับเทคโนโลยี ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ไมด์เซ็ทใหม่ที่ต้องพร้อมปรับตัว ไม่จำเป็นต้องเก่งไอที หรือเป็นเดเวลอปเปอร์ เพราะเชื่อว่าเทคโนโลยีทุกบริษัทใกล้กัน ทุกคนซื้อมาใช้ได้ แต่ ข้อมูลและคนที่พร้อมใช้ จะทำให้เหนือกว่าคู่แข่ง 

“ตอนนี้เรื่องเทคโนโลยีมันไม่จำเป็นต้องมีสกิล เพราะใช้ AI ทำได้ ดังนั้น ต้องมีไมด์เซ็ทที่พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีที่จะใช้เครื่องมือพวกนี้ได้ ดังนั้น เราไม่ได้บอกว่าต้องการคนที่รู้เรื่อง AI แต่รับคนที่พร้อมปรับตัว เปลี่ยนแปลงในทุกช่วงเวลา เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว”

ลลินทิพย์ เยี่ยมพลพัฒน์ Head of Financial Planning and Data Intelligence บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX)
]]>
1528864
เจนภาพสไตล์ ‘Studio Ghibli’ ฟีเวอร์! ดันยอดการใช้ ‘ChatGPT’ พุ่งสูงสุดทะลุ 150 ล้านครั้ง แม้จะเกิดคำถามเกี่ยวกับการ ‘ละเมิดลิขสิทธิ์’ https://positioningmag.com/1516924 Wed, 02 Apr 2025 04:34:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1516924 ในยุคของ GenAI ที่เราสามารถ สร้างรูปภาพด้วย AI ได้ และหนึ่งในกระแสที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ การใช้ ChatGPT สร้างภาพในสไตล์ จิบลิ (Studio Ghibli) ผู้ผลิตอนิเมชั่นชื่อดังของญี่ปุ่นที่มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ จนดันให้ผู้ใช้งาน ChatGPT พุ่งสูงสุดในปีนี้

กลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียล ที่ใคร ๆ ก็กลายเป็นตัวการ์ตูนในลายเส้นของสตูอนิเมชั่นชื่อดัง สตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) ที่ ฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki) ผู้กํากับชื่อดังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง โดยสตูดิโอดังกล่าวเป็นเจ้าของภาพยนตร์อนิเมชั่นชื่อดังอย่าง Spirited Away และ My Neighbor Totoro

ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ใคร ๆ ก็กลายเป็นตัวการ์ตูนสไตล์สตูดิโอจิบลิก็มาจาก GPT-4o Image Generation ของ ChatGPT ที่มาพร้อมความสามารถในการเจนรูปภาพตามคำสั่ง (Prompt) ของผู้ใช้งานได้แบบละเอียด และซับซ้อนมากขึ้น ทำให้แม้แต่การเปลี่ยนรูปถ่ายปกติให้กลายเป็นการ์ตูนสไตล์ Ghibli ก็ทำได้ ส่งผลให้สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ใช้งาน ChatGPT ทะลุ 150 ล้านครั้ง เป็นครั้งแรกในปีนี้ จนทําให้เซิร์ฟเวอร์ทำงานหนักเกินไป จนต้องจํากัดการใช้งานฟีเจอร์ชั่วคราว

“เราเห็นผู้ใช้เพิ่มขึ้นหนึ่งล้านคนในชั่วโมง จากในตอนที่เปิดตัว เราใช้เวลา 5 วันหลังเปิดตัวจนมีผู้ใช้ถึง 1 ล้านคน” แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI กล่าว

โดยจากข้อมูลโดย SensorTower พบว่า ทั้งจำนวนผู้ใช้ที่แอคทีฟ รายได้จากการสมัครสมาชิก และยอดการดาวน์โหลด ChatGPT เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยการดาวน์โหลดทั่วโลกเพิ่มขึ้น +11 และผู้ใช้ที่ใช้งานรายสัปดาห์เพิ่มขึ้น +5% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ในขณะที่รายได้จากการซื้อในแอปเพิ่มขึ้น +6%

อย่างไรก็ตาม จากการที่ AI สามารถ Gen ภาพโดยเลียนแบบลายเส้นของสตูดิโอจิบลิ ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่าง แรงบันดาลใจ กับ การลอกเลียนแบบ อย่างไรก็ตาม ทางสตูดิโอจิบลิยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใด ๆ กับสื่อ เช่นเดียวกันกับ OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ที่ไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลที่ใช้ในการฝึกอบรมโมเดล AI และความถูกต้องตามกฎหมายเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่นี้

ทั้งนี้ ฮายาโอะ มิยาซากิ ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างงานโดยใช้เทคนิคดั้งเดิม มากกว่าใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และในปี 2016 เขาเคยแสดงความเห็นเกี่ยวกับอนิเมชั่นที่สร้างโดย AI ว่า เขาไม่เห็นด้วย และ ไม่มีวันเอาเทคโนโลยีแบบนี้มาใช้ในงานของเขาเด็ดขาด เพราะคิดว่านี่มันเป็นการดูถูกชีวิตอย่างแท้จริง

Reuters

]]>
1516924
ซีอีโอ ‘DeepMind’ ฟันธง AI ที่ฉลาดเทียบเท่าหรือ ‘มากกว่า’ มนุษย์ จะมาภายใน 5-10 ปีจากนี้ https://positioningmag.com/1515446 Thu, 20 Mar 2025 03:51:45 +0000 https://positioningmag.com/?p=1515446 ต้องยอมรับว่าตอนนี้หลายคนนำเอา AI มาช่วยในการทำงานหลายอย่าง แน่นอนว่าปัจจุบัน AI อาจจะยังมีข้อจำกัดบ้าง และอาจจะยังทำงานไม่ได้ 100% แต่แน่นอนว่าในอนาคต AI จะฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ และภายใน 5-10 ปี AI จะสามารถทำงานได้ เทียบเท่าหรือฉลาดกว่ามนุษย์ ตามการคาดการณ์ของ DeepMind

แม้ว่าปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่สามารถทำงานได้เทียบเท่ามนุษย์จะยังอยู่ห่างไกลจากความเป็นจริง แต่ Demis Hassabis CEO ของ Google DeepMind เชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์ระดับทั่วไป (AGI – Artificial General Intelligence) หรือ AI ที่สามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาดเทียบเท่า หรือเหนือกว่ามนุษย์ จะเริ่ม ปรากฏขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

“แม้ระบบปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายประการ ทำให้ AI ไม่ได้เก่งไปหมดทุกเรื่อง ดังนั้น เรายังต้องทำการวิจัยอีกมากก่อนจะไปถึงเป้าหมายที่ให้ AI แสดงความสามารถที่ซับซ้อนได้เช่นเดียวกับมนุษย์ ทั้งในแง่ของการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ”

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของคนในวงการ AI ก็ค่อนข้างเสียงแตกพอสมควร บ้างก็ว่า AGI จะมาเร็วกว่านี้ บ้างก็ว่าจะเกิดช้ากว่านี้ โดย

  • Robin Li CEO ของ Baidu คาดว่า AGI จะใช้เวลา มากกว่า 10 ปีข้างหน้า
  • Dario Amodei CEO ของ Anthropic มองว่า AI ที่เหนือกว่ามนุษย์เกือบทั้งหมดในเกือบทุกงานอาจเกิดขึ้นใน อีก 2-3 ปีข้างหน้า
  • Jeetu Patel ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Cisco คาดการณ์ว่าจะเห็นหลักฐานที่มีความหมายของ AGI ภายในปี 2025
  • Elon Musk CEO ของ Tesla คาดว่า AGI จะพร้อมใช้งานภายในปี 2026
  • Sam Altman CEO ของ OpenAI เชื่อว่าระบบดังกล่าวจะพัฒนาได้ในอนาคตอันใกล้

ทั้งนี้ Demis Hassabis มองว่า ความท้าทายหลักในการพัฒนา AGI คือการทำให้ระบบ AI เข้าใจบริบทจากโลกแห่งความเป็นจริง แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าในการพัฒนา AI ที่เล่นเกมกลยุทธ์ที่ซับซ้อนได้ แต่นั่นก็เป็นการสร้าง AI มาเฉพาะด้าน ซึ่งการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงยังคงเป็นเรื่องยาก เพราะโลกความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยตัวแปรที่ซับซ้อน

ดังนั้น แนวทางการพัฒนา multi-agent AI systems หรือ ระบบ AI ที่มีตัวแทนหลายตัวทำงานร่วมกัน จึงเป็นหนึ่งในการพัฒนาที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น โดยทาง DeepMind เองกำลังฝึก AI เล่นเกม Starcraft ที่ต้องอาศัยการวางแผน และการทำงานร่วมกันระหว่าง AI เพื่อที่จะช่วยให้ AI สามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

]]>
1515446
ผลสำรวจชี้ ‘คนไทย’ ใช้ AI ทำงานน้อยสุดในอาเซียน เพราะ ‘กลัวถูกแย่งงาน’ และมองว่าคนใช้ AI = ‘ขี้โกง’ https://positioningmag.com/1507418 Tue, 21 Jan 2025 12:12:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1507418 ไทยถือเป็นประเทศที่ชั่วโมง ออนไลน์ มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมีมุมมองที่ บวก เกี่ยวกับ เอไอ อย่างไรก็ตาม คนไทยแม้จะมองบวกเกี่ยวกับเอไอ แต่ก็เป็นการใช้เพื่อความบันเทิงมากกว่าจะใช้มาทำงาน เพราะยังมีความกลัวว่าเอไอจะมาแย่งงาน

เทเลนอร์ เอเชีย (Telenor Asia) ได้ทำรายงาน Digital Lives Decoded 2024 ของประเทศไทย เพื่อเจาะลึกถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติด้านดิจิทัลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยพบว่า ชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานชาวไทยนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล โดย คนไทยใช้เวลาออนไลน์เกือบ 5 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ที่ 4 ชั่วโมง 35 นาที โดยเจนเนอเรชั่นที่มีการออนไลน์มากที่สุด ได้แก่

  • Gen Z – 5.42 ชั่วโมง/วัน
  • Millennials – 5.13 ชั่วโมง/วัน
  • Gen X – 4.28 ชั่วโมง/วัน
  • Baby Boomers – 3.49 ชั่วโมง/วัน

มอง เอไอ เป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช้ทำงานนะ

ในส่วนของ เอไอ (Artificial Intelligence : AI) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับวิถีชีวิตของคนไทย โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทย เกือบครึ่ง มองว่า อไอเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่พวกเขาตื่นเต้นมากที่สุด ที่น่าสนใจคือ คนรุ่นเก่า (Gen X และ Baby Boomers) แสดงความตื่นเต้นเกี่ยวกับเอไอมากกว่าคน Gen Z และ Millennials

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 77% ใช้เครื่องมือเอไอ อยู่แล้ว แต่ส่วนใช้เพื่อ ความบันเทิง โดยมากกว่าครึ่ง ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้เอไอสำหรับโซเชียลมีเดีย และเกือบ 40% มีส่วนร่วมกับเอไอบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และแม้ว่า 85% จะมองว่าเอไอจะส่งผลดีต่อการศึกษาในประเทศไทยก็ตาม แต่ ไทยยังไม่มีการนำเอไอมาใช้ในการทำงานอย่างที่เป็นรูปธรรมมากนัก

โดยมีคนไทยเพียง 21% ที่ใช้เอไอในการทำงาน เมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งการทำงานเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานมากที่สุด ทั้งที่ไทยเองก็มีเครื่องมือพร้อมในการทำงาน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดจาก Mindset ที่กลัวว่า เอไอจะมาแทนที่มนุษย์ เนื่องจากเคยมีผลการศึกษาออก ระบุว่า 40% ของชั่วโมงการทำงานจะถูกแทนที่ด้วยเอไอ ทำให้คนไทยรู้สึกว่ากลัวจะตกงาน ทำให้เลือกจะไม่ใช้เอไอ

นอกจากนี้ ยังมีบางส่วนที่มองว่า ไม่รู้จะใช้เอไอทำอะไร อีกทั้งยังมีแนวคิดที่ว่า คนที่ใช้เอไอ ขี้โกง เมื่อเกิดการกลัว ทำให้ ไม่ศึกษา ด้วยเหตุนี้เองทำให้คนไทย ไม่มีสกิล ก่อให้เกิดผลกระทบต่อองค์กรไม่มีวัฒนธรรมที่จะส่งเสริมการใช้เอไอ

“ในความเป็นจริงคือ เอไอไม่ได้มาแทนที่ แต่คนที่ใช้เอไอเป็นจะมาแทนที่”

แนะ 4 ข้อองค์กรเป็น AI First

สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างคนให้มีสกิลในการใช้งานเอไอ มีข้อแนะนำ ดังนี้

  • องค์กรและผู้นำต่องมีวิสัยทัศน์ และการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อขจัดความกลัวของพนักงาน ต้องย้ำให้เห็นว่า เอไอไม่ได้มาแทนที่ แต่มาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  • องค์กรต้องให้การศึกษาในทุกระดับ ว่ามีการใช้งานเครื่องมือไหนบ้าง ใช้งานอย่างไร และเครื่องมือไหนเหมาะที่จะนำมาใช้
  • หาพาร์ทเนอร์มาช่วย องค์กรไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด แต่ควรหาพาร์ทเนอร์ภายนอกที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเอไอมาช่วย
  • เอาคนเป็นศูนย์กลาง ต้องระลึกว่า เอไอเข้ามาเพื่อช่วยมนุษย์ให้ทำงานดีขึ้น และต้องใช้เอไออย่างมีจรรยาบรรณด้วย

ให้ความสำคัญกับความสบายมากกว่าความเป็นส่วนตัว

แม้ว่าคนไทยจะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว แต่ผู้ตอบแบบสอบถาม 3 ใน 4 คนรู้สึกว่า ตนเองไม่สามารถควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตนทางออนไลน์ได้ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (68%) ขณะที่การหลอกลวงทางการเงิน และการขโมยข้อมูลส่วนตัวยังเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้น ๆ ของคนไทย โดยอย่างน้อย 1 ใน 2 ของกลุ่มคนยังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

แม้จะกลัวและกังวล แต่คนไทยกลับ มั่นใจในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของตนทางออนไลน์ และมีแนวโน้มน้อยที่สุดที่จะกังวลเกี่ยวกับวิธีที่บริษัทต่าง ๆ ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของตนเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้ โดยมีมากถึงกว่า 38% เทียบกับเพียง 21% ในประเทศสิงคโปร์ และมีแนวโน้มที่จะอนุญาตให้บริษัทเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาเพื่อ แลกกับข้อเสนอและบริการส่วนบุคคล (6 ใน 10 เทียบกับประเทศมาเลเซีย และ 5 ใน 10 เทียบกับประเทศสิงคโปร์) 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เน้นย้ำถึงความ ย้อนแย้ง ในด้านของความเป็นส่วนตัวทั่วไป โดยขณะที่ผู้คน แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว แต่พวกเขายอมเสียความเป็นส่วนตัวบางส่วนเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย

“การจะแก้ปัญหาดังกล่าวต้องใช้ความร่วมมือจากหลาย ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการดิจิทัล รวมถึงภาครัฐ และภาคการศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย”

]]>
1507418
จับตา ‘ซัมซุง’ เข้าสังเวียนชิปเอไอ หลังถูก SK Hynix คู่แข่งร่วมชาติปาดหน้า จนมูลค่าบริษัทร่วง 4 ล้านล้านบาท https://positioningmag.com/1498217 Fri, 08 Nov 2024 14:01:40 +0000 https://positioningmag.com/?p=1498217
ในวันที่แอปพลิเคชัน AI เช่น ChatGPT ของ OpenAI ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จําเป็นในการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ก็เติบโตขึ้นตาม ซึ่งหนึ่งในหัวใจหลักของโครงสร้างพื้นฐานก็คือ หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ซึ่งนั่นทำให้ Nvidia บริษัทผู้ผลิต GPU ชั้นนำของโลกกลายเป็นผู้เล่นเบอร์ 1 ในตลาด และกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก เนื่องจาก GPU ของ Nvidia ได้กลายเป็นมาตรฐานที่ใช้โดยยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีสําหรับการฝึกอบรม AI

อย่างไรก็ตาม ส่วนสําคัญของสถาปัตยกรรมเซมิคอนดักเตอร์นั้นคือ หน่วยความจําแบนด์วิดท์สูง หรือ HBM ซึ่งก่อนที่ AI จะเติบโตตลาด HBM นั้นมีขนาดค่อนข้างเล็ก และนั่นคือจุดที่ ซัมซุง (Samsung) พลาดไป เพราะบริษัทไม่ได้มุ่งเน้นที่จะพัฒนาในส่วนนี้ เนื่องจากมีความซับซ้อนและลงทุนสูง แถมตลาดยังเล็ก

อย่างไรก็ตาม SK Hynix มองเห็นโอกาสนี้ บริษัทเปิดตัวชิป HBM ซึ่งชิปดังกล่าวได้รับการอนุมัติให้ใช้ในสถาปัตยกรรม Nvidia ส่งผลให้บริษัท SK Hynix จึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Nvidia

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ซัมซุงต้องพ่ายให้กับ SK Hynix จนทำให้บริษัทสูญเสียมูลค่าตลาดไปถึง 126,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4 ล้านล้านบาท เพราะแม้ว่าซัมซุงจะมีธุรกิจหลากหลาย และรายได้หลักจะมาจากธุรกิจอย่างสมาร์ทโฟนกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ธุรกิจชิปเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ดีที่สุด ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลประกอบการของซัมซุงจะลดลง จนทำให้บริษัทต้องยอมออกมาขอโทษบรรดานักลงทุน ในขณะที่ SK Hynix กลับสามารถทำกำไรสูงเป็นประวัติศาสตร์ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ซัมซุงกำลังเร่งผลิต HBM ในชื่อ HBM3E โดยในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ยอดขาย HBM ของซัมซุงเติบโตกว่า 70% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 และซัมซุงได้เปิดเผยว่ากำลังพัฒนา HBM4 ซึ่งเป็นรุ่นถัดไป โดยคาดว่าจะสามารถผลิตจำนวนมากได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2025

แม้ว่าซัมซุงจะมี HBM3E ในตลาด แต่ยังถือว่าตามหลังคู่แข่งอย่าง SK Hynix อยู่ ดังนั้น ถ้าซัมซุงจะกลับมาสู่ตลาด HBM ในตอนนี้อาจต้องรอ Nvidia คัดเลือก ซึ่งในปัจจุบันซัมซุงยังไม่เสร็จสิ้นการตรวจสอบนี้ และถ้าซัมซุงได้ไฟเขียวจาก Nvidia ก็จะทำให้ซัมซุงกลับสู่การเติบโตและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกับ SK Hynix โดยทางซัมซุง

โดยทางซัมซุง เปิดเผยว่า บริษัทมีความก้าวหน้าเกี่ยวในกระบวนการคัดเลือกของ Nvidia ว่า เสร็จสิ้นขั้นตอนสําคัญในกระบวนการคัดเลือก และคาดว่าจะเริ่มขยายยอดขายในไตรมาส 4 ในขณะที่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ด้วยความแข็งแกร่งของซัมซุงในการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนความสามารถในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัท อาจจะช่วยให้บริษัทตามทัน SK Hynix ได้

]]>
1498217
‘Intel’ ประกาศเลิกจ้างพนักงานระลอกใหญ่ 15,000 คน หลัง ‘กำไรหด’ สวนทางต้นทุน https://positioningmag.com/1484917 Fri, 02 Aug 2024 03:08:45 +0000 https://positioningmag.com/?p=1484917 ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแวดวงไอทีตอนนี้คือ AI ทำให้บริษัทผู้ผลิตชิป ที่สามารถผลิตชิป AI ได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ และคาดว่าตลาดชิป AI จะพุ่งแรงโตทะลุ 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม อาจไม่ใช่ผู้ผลิตชิปทุกรายที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ AI

ล่าสุด อินเทล (Intel) ผู้ผลิตชิปสัญชาติสหรัฐฯ ประกาศว่าจะ ปลดพนักงานมากกว่า 15% หรือราว 15,000 คน นอกจากนี้ บริษัทยังเสนอมาตรการ ลาออกโดยสมัครใจ และการ Early Retire สำหรับพนักงานที่เข้าเงื่อนไข จากแผนการลดจำนวนพนักงานดังกล่าว นับเป็นส่วนหนึ่งของแผนใหญ่ในการ ลดค่าใช้ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2025 หลังจากที่ผลประกอบการ ไม่เติบโตตามที่คาดไว้ อีกทั้งยัง ไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากเทรนด์ AI

“ต้นทุนของเราสูงเกินไป ขณะที่อัตรากําไรของเราต่ำเกินไป เราต้องการการดําเนินการที่กล้าหาญกว่านี้เพื่อจัดการกับทั้งสองด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากผลประกอบการทางการเงินและแนวโน้มสําหรับครึ่งหลังของปี 2024 ซึ่งยากกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้” Pat Gelsinger ซีอีโอ กล่าว

แม้ 25 ปีที่แล้ว อินเทลจะเป็น ผู้นําการปฏิวัติอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกี่ยวกับชิป CPU แต่กลับปรับตัวรับกับการมาของ สมาร์ทโฟน และ AI ช้าเกินไป แม้ว่าที่ผ่านมาอินเทลจะพยายามคว้าโอกาสจากการเติบโตของ AI แบบเดียวกับที่บริษัทฮาร์ดแวร์อื่น ๆ เช่น Nvidia ทำก็ตาม

โดยรายได้ของอินเทลระหว่างปี 2020-2023 ลดลงถึง 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนทางกับจำนวนพนักงานที่เติบโต 10% ในช่วงเวลาเดียวกัน และรายได้ช่วงไตรมาส 2/2024 คาดว่าจะ ลดลง -1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และคาดว่าจะมีแนวโน้มครึ่งหลังที่ ท้าทาย มากกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้

Source

]]>
1484917