แกร็บ – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 26 Mar 2026 02:00:29 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘แกร็บ’ ชูกลยุทธ์ ‘Boost Demand’ อัดโปรฯ กระตุ้นออเดอร์สู้วิกฤตต้นทุน แทนการลด GP https://positioningmag.com/1566067 Wed, 25 Mar 2026 09:19:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566067 เมื่อเกิดวิกฤตด้านพลังงาน ธุรกิจแรก ๆ ที่ได้ผลกระทบก่อนใครก็คือ ธุรกิจขนส่ง รวมถึงธุรกิจออนดีมานด์เดลิเวอรี่และไรด์เฮียริ่ง ซึ่งก็คือ แกร็บ (Grab) โดยล่าสุด แกร็บก็ได้ออกมาเปิดเผยกลยุทธ์รับมือวิกฤต และทิศทางธุรกิจในปี 2026 นี้

วิกฤตรอบนี้ถ้ายืดเยื้ออาจใกล้เคียงโควิด

จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปรียบสถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงในขณะนี้ว่าคล้ายกับช่วง COVID-19 ในแง่ที่เป็นแรงกระแทกต่อทั้งระบบ แต่ยังไม่อาจประเมินได้ว่าจะยืดเยื้อนานเพียงใด แต่แกร็บได้เปรียบตรงที่มีทั้งธุรกิจ นอกบ้าน (Mobility) และ ในบ้าน (Food และ Mart) ทำให้สามารถยืดหยุ่นปรับงบการตลาดระหว่างธุรกิจได้ตามสถานการณ์ 

หากเกิดภาวะที่ผู้คนต้อง Work from Home แกร็บพร้อมหันมาโฟกัสที่กลุ่ม GrabFood และ GrabMart แทน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ทำในช่วงโควิด รวมถึงการนำคนขับรถโดยสารมาช่วยส่งอาหารด้วย

“เราโชคดีที่ธุรกิจเราครอบคลุมทั้งการใช้ชีวิตนอกบ้านและในบ้าน ถ้าสถานการณ์รุนแรงขึ้น เราพร้อมปรับ ถ้าสมมติคนต้อง Work from Home อีกครั้ง Mobility ก็หยุดพักก่อน แล้วเราก็ไป Push Food กับ Mart แทน เป็น Common Sense ที่ทำได้เลย” จันต์สุดา กล่าว

เน้น Boost Demand แทนการลด GP

สำหรับการช่วยเหลือร้านอาหาร แกร็บเลือกกลยุทธ์การ Boost Demand หรือกระตุ้นยอดออเดอร์ผ่านโปรโมชันและการ Subsidize ราคาให้ผู้บริโภค แทนการลดค่า GP (Gross Profit) ลงโดยตรง เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนที่รวมค่าคนขับและค่าโปรโมชัน ทำให้มีข้อจำกัดในการปรับลดรายได้จากร้านค้า อย่างไรก็ตาม สำหรับผลกระทบต่อร้านอาหาร ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการปรับราคาเพิ่มที่มีนัยสำคัญ 

โดยในปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจไม่ดี แกร็บมีกลยุทธ์ Everyday Low Price เช่น GrabFood Saver ซึ่งเติบโต +77% ช่วยเพิ่ม ความถี่การใช้งาน +19% เพิ่มผู้ใช้งานประจำทุกวัน +37% และ ยอดใช้จ่ายต่อคนเพิ่มขึ้น +8%

ด้าน GrabCar Saver ที่ราคาเริ่มต้นเพียง 19 บาทในกรุงเทพฯ ส่งผลให้กลุ่มบริการประหยัด (Saver Options) เติบโตกว่า 250% หรือ 3.5 เท่า รวมแล้ว ระบบนิเวศในภาพรวมก็เติบโต โดยไรเดอร์มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า +50% ร้านอาหารที่มียอดขายจริงเติบโต +13% 

“ปัญหาที่คนขับรู้สึกว่าไม่อยากรับลูกค้าที่เลือก Saver เพราะไม่คุ้ม แต่จริง ๆ แล้ว โปรโมชั่นจะช่วยให้ลูกค้าเรียกใช้บริการได้บ่อยขึ้น ดังนั้น มันช่วยทำให้รายได้ต่อชั่วโมงของคนขับสูงขึ้นจริง ซึ่งต้องยอมรับว่า ความท้าทายเราคือ บาลานซ์ระหว่างไรเดอร์-ผู้ใช้-ร้านค้า เพราะถ้าไม่มีออปชั่นนี้ คนอาจจะไม่ใช้ ซึ่งรายได้คนขับก็อาจจะได้งานเป็นศูนย์”

สนับสนุนไรเดอร์ได้ระยะสั้น ดัน EV เป็นทางออกถาวร

ก่อนที่รัฐบาลจะออกมาตรการควบคุมราคาน้ำมัน แกร็บได้ประกาศสนับสนุนค่าน้ำมัน 13 บาทต่อเที่ยว ให้กับคนขับ โดยงบประมาณราว 10 ล้านบาท จะหมดลงประมาณต้นเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินว่าจะต่ออายุหรือปรับรูปแบบอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ทางออกที่แกร็บมองในเชิงโครงสร้างระยะยาว คือการเร่งผลักดันให้คนขับหันมาใช้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) บนแพลตฟอร์ม ซึ่งประหยัดค่าพลังงานได้ถึง 60–70% เมื่อเทียบกับรถน้ำมัน ทำให้คนขับไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ผันผวน

ปัจจุบันแกร็บมีคนขับ EV บนแพลตฟอร์มเกิน 20,000 คันแล้ว เพิ่มขึ้นจากหลักร้อยคันเมื่อ 3 ปีก่อน โดยมาจากทั้งโครงการเช่าซื้อของแกร็บเอง และคนขับที่มี EV ส่วนตัวอยู่แล้ว แกร็บมีแผนขยาย Partnership กับผู้ผลิตรถ EV ทั้ง 2 ล้อและ 4 ล้อต่อเนื่อง

“เรามีการคุยและประเมินตลอดว่าจะช่วยเหลือไรเดอร์อย่างไรต่อไป แต่เรื่องการขึ้นราคาฝั่งคนขับ เราไม่สามารถขึ้นได้ เพราะมีกรอบของไรด์เฮียริ่งที่ควบคุม หรือในส่วนการชาร์จค่าน้ำมันเพิ่มจากฝั่งผู้บริโภค เราเองไม่ได้อยากผลักภาระ”

นวัตกรรมและฟีเจอร์ใหม่ปี 2026

ในปี 2026 นี้ แกร็บเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่หลายรายการเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ได้แก่

  • Group Ride บริการนั่งรถร่วมกับเพื่อนหรือคนรู้จัก แชร์ลิงก์ผ่าน LINE แล้วแบ่งค่าโดยสารกัน ปัจจุบันเปิดทดลองใช้แล้วทั่วประเทศ
  • GrabFood Discover แพลตฟอร์ม Discovery ที่ให้ผู้ใช้ค้นหา อ่านรีวิว และสั่งอาหารได้ในแอปเดียว รองรับ Full Funnel ตั้งแต่การค้นหาจนถึงการซื้อ พร้อมระบบ Influencer สำหรับผู้ใช้ที่ชอบสร้างคอนเทนต์รีวิวอาหาร
  • GrabMart Basket Builder ฟีเจอร์ช้อปปิ้งที่ใช้ AI รองรับการถ่ายรูปสินค้าเพื่อค้นหาอัตโนมัติและการสั่งด้วยเสียง ช่วยประหยัดเวลาสำหรับผู้ที่ต้องการสั่งสินค้าหลายรายการพร้อมกัน
  • Grab Quick Cash สินเชื่อรายย่อยสำหรับผู้บริโภคบนแพลตฟอร์ม วงเงินสูงสุด 20,000 บาท ผ่อนสูงสุด 6 เดือน ใช้ระบบ Predictive Scoring จากพฤติกรรมการใช้งาน กำหนดเปิดตัวเดือนเมษายนนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย เช่น นักศึกษาขายของออนไลน์หรือ First Jobber ที่ต้องการทุนเริ่มต้น
  • GrabAds Trailblazer Award รางวัลใหม่สำหรับนักการตลาด แบรนด์ และเอเจนซีที่บุกเบิกการใช้ GrabAds Solutions

เดินหน้าสร้างแบรนด์เลิฟ เพราะเทคโนโลยีใครก็มีได้

อีกหนึ่งกลยุทธ์สร้าง แบรนด์เลิฟ ของแกร็บคือ การใช้ Friend of Grab อย่างเช่นการใช้ น้องเกล แอบิเกล  รังษีสิงห์พิพัฒน์ ที่โดนใจทุกเจน ส่งผลให้มี Traffic ไหลเข้าแอปเพิ่มขึ้น 2 หลัก ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ที่เคยเลิกใช้แล้วกลับมาใหม่ (Win-back Users)

นอกจากน้องเกลแล้ว ยังมี สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ ยูทูบเบอร์จากช่อง Antihero Thailand  จับกลุ่ม คนนอนดึกและคอบอล เนื่องจากเห็นพฤติกรรมการใช้บริการแกร็บในช่วง กลางคืน เพิ่มมากขึ้น 

“แกร็บแมส ทุกคนรู้จัก แต่ที่เรายังต้องมี Friend of Grab เพราะเราอยากสร้างแบรนด์เลิฟให้กับแกร็บ ไม่อยากให้คนใช้เราเพราะโปรโมชั่น ซึ่งแบรนด์เลิฟสำคัญมาก เพราะเทคโนโลยีหรือฟีเจอร์มันทำเหมือนกันได้ แต่แบรนด์เลิฟทำไม่ได้ง่าย ๆ”

ตลาดส่งอาหารไทย โตแรงสุดในภูมิภาค

แกร็บอ้างอิงข้อมูลจากรายงาน e-Conomy SEA ของ Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าตลาดส่งอาหารออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโต 18% สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวมที่เติบโต 15% โดยมีออเดอร์เฉลี่ยสูงถึง 9.5 ล้านออเดอร์ต่อวันทั่วภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย ตลาดส่งอาหารออนไลน์เติบโต 22% ในปี 2025 สูงที่สุดในภูมิภาค และมีมูลค่าตลาดราว 5,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 161,000 ล้านบาท ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองเพียงอินโดนีเซียที่มีประชากรมากกว่าถึง 4 เท่า ขณะที่แกร็บครองส่วนแบ่งตลาดในไทยที่ 47% 

]]>
1566067
Grab เปิดอินไซต์ “ที่สุดแห่งปี 2025“ ถอดรหัสพฤติกรรมคนเรียกรถ-สั่งอาหาร https://positioningmag.com/1551958 Tue, 16 Dec 2025 07:13:46 +0000 https://positioningmag.com/?p=1551958 Grab (แกร็บ) แพลตฟอร์มบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี รายงานข้อมูลเทรนด์ที่สุดแห่งปี 2025 ดังนี้

บริการเรียกรถ เดินทางยังโต นักท่องเที่ยวหนุนแรง

บริการเรียกรถผ่านแอปฯ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากผู้ใช้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยจุดหมายยอดฮิตยังคงเป็น “โลเคชันหลักของการเดินทาง”

3 จุดหมายปลายทางยอดนิยม
  1. สนามบิน
  2. สถานีขนส่ง
  3. ห้างสรรพสินค้า
ฝั่งห้างฯ ตัวท็อป
  • เซ็นทรัลเวิลด์
  • MBK Center
  • ไอคอนสยาม
  • สยามพารากอน

แลนด์มาร์กท่องเที่ยว & ฮอตสปอตสายมู

แหล่งท่องเที่ยวที่ถูกเรียกรถไปมากที่สุด ได้แก่

  1. พระบรมมหาราชวัง
  2. ถนนข้าวสาร
  3. เยาวราช

ขณะที่ “เทวาลัยพระพิฆเนศ” สี่แยกห้วยขวาง กลายเป็นฮอตสปอตมาแรงแห่งปี ด้วยยอดเรียกรถพุ่งขึ้นถึง 678% จากกระแสสายมู ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมไปขอพรเรื่องความสำเร็จและเสริมสิริมงคล

“เทวาลัยพระพิฆเนศ” สี่แยกห้วยขวาง

5 นักท่องเที่ยวต่างชาติ ใช้ Grab มากที่สุด ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อังกฤษ และมาเลเซีย

โดยเฉพาะช่วง Golden Week หรือ วันชาติจีน (1–7 ต.ค. 68) นักท่องเที่ยวจีนใช้บริการเพิ่มขึ้นเกือบ 50% จากช่วงปกติ

ขณะที่ นักท่องเที่ยวจากประเทศจอร์เจีย มาแรงสุด ด้วยยอดใช้บริการที่เติบโตมากกว่า 10 เท่า

เที่ยวเมืองรองมาแรง

นอกจากเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ที่ยังติดอันดับการใช้บริการสูงสุด “จังหวัดเมืองรอง” ก็ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง จากแรงหนุนมาตรการส่งเสริมท่องเที่ยว

5 จังหวัดเมืองรองที่มียอดเรียกรถสูงสุด

  1. อุดรธานี
  2. อุบลราชธานี
  3. เชียงราย
  4. พิษณุโลก
  5. นครสวรรค์

ส่วนจังหวัดที่มาแรงที่สุด คือ “นครนายก” ด้วยยอดเรียกรถโตมากกว่า 9 เท่า จากจุดเด่นเดินทางใกล้ ไปเช้าเย็นกลับได้ และมีแหล่งท่องเที่ยวครบ ทั้งเขื่อนขุนด่านปราการชล น้ำตกนางรอง อุทยานวังตะไคร้ และทุ่งบัวแดง

เทศกาลยี่เป็ง เชียงใหม่

เทศกาล–อีเวนต์ ดันยอดเรียกรถพุ่ง

อีเวนต์เชิงวัฒนธรรมยังเป็นตัวเร่งการเดินทางอย่างชัดเจน

  • ลอยกระทง / ยี่เป็ง เชียงใหม่ ยอดเรียกรถโต 44%
  • รองลงมาคือ เทศกาลสงกรานต์

ด้านคอนเสิร์ตยังเป็นแม่เหล็กสำคัญ โดยเฉพาะ BLACKPINK WORLD TOUR IN BANGKOK (24–26 ต.ค. 68) ดันยอดเรียกรถไป ราชมังคลากีฬาสถาน เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า

คนรัดเข็มขัด เรียกรถโหมดประหยัด

บริการเรียกรถราคาประหยัดอย่าง GrabCar SAVER และ GrabBike SAVER โตพุ่ง 289% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาตัวเลือกคุ้มค่าในยุคประหยัด

ขณะที่ Advance Booking ยังเติบโตต่อเนื่องมากกว่า 50% โดยส่วนใหญ่นิยมใช้เพื่อเดินทางไปสนามบิน

ส่วนฟีเจอร์สายรักษ์โลกอย่าง Grab EV Rides ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ด้วยยอดเรียกใช้บริการโต 58%

ฟู้ดเดลิเวอรี: เมนูไทยยังครองใจ ไวรัลคือพลัง

ส้มตำปูปลาร้า

3 เมนูอาหารยอดฮิต

1.ส้มตำ แชมป์ตลอดกาล ยอดสั่งกว่า 16 ล้านจาน/ปี โดยส้มตำปูปลาร้าครองอันดับสูงสุด

2.ข้าวมันไก่ ยอดขายกว่า 1.5 ล้านจาน จากกระแสไวรัล Gundum Effect ในญี่ปุ่น

3.ลาบหมู ยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

เครื่องดื่มขายดีปี 2568

1.ชาเย็น (ชาไทย & ชานมไข่มุก) แซงอเมริกาโนขึ้นอันดับหนึ่ง ยอดสั่งกว่า 11 ล้านแก้ว จากไวรัลเมนู “Thai up the World by Lisa” โค่นอเมริกาโนเย็นแชมป์ปีก่อน

2.ชาเขียว ยอดขายกว่า 9 ล้านแก้ว จากกระแสมัทฉะฟีเวอร์

3.อเมริกาโนเย็น (แชมป์เก่า) ยอดสั่งกว่า 8 ล้านแก้ว

ชาเย็น/ชาไทย

ฮอตไอเทมดาวรุ่ง

  • ชิโอะปัง (ขนมปังเกลือ) โตแรงกว่า 36 เท่า
  • ชาองุ่นเคียวโฮปั่น ท็อปครีมชีส ยอดขายโต 17 เท่า
  • แฮนด์โรล เมนูฟู้ดดี้สุดฮิต สร้างประสบการณ์โอมากาเสะในราคาจับต้องได้ ยอดสั่งพุ่งกว่า 300%
ชิโอะปัง
]]>
1551958
“แกร็บ” ปรับนโยบายการทำงานใหม่ ให้พนักงานเข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ มีผล 2 ธ.ค.  https://positioningmag.com/1495810 Mon, 28 Oct 2024 06:59:35 +0000 https://positioningmag.com/?p=1495810 แกร็บ (Grab) ได้ส่งจดหมายแจ้งแก่พนักงานในบริษัท เกี่ยวกับการปรับนโยบายการเข้าทำงานในออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2024 เป็นต้นไป

Anthony Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Grab กล่าวว่า การปรับนโยบายให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทํางานร่วมกันและปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานมากขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายและเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม Anthony Tan กล่าวว่า การปรับนโยบายดังกล่าว จะยังมีเวลาประมาณ 1  เดือน ให้พนักงานสามารถวางแผนจัดการธุระส่วนตัวต่างๆ รวมถึงการเตรียมตัวที่จะกลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศ โดยเฉพาะพนักงานในตำแหน่งหนัวหน้างานที่ต้องมีการเตรียมตัวค่อนข้างมาก หลังจากที่ทำงานแบบผสมผสานมานานกว่า 3 ปี 

พนักงานคนหนึ่งที่ทำงานกับ Grab มาได้กว่า 3 ปีแล้ว กล่าวว่า Grab ได้มีการเรียกพนักงานกลับไปที่สํานักงานตั้งแต่เมื่อกลางปีที่แล้ว ทำให้การประกาศการเปลี่ยนแปลงการทำงานในครั้งนี้อาจเป็นขั้นตอนระหว่างการดําเนินการดังกล่าว 

เพราะตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการออกมาตรการทางวินัย สำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามนโยบายการกลับเข้ามาทํางานในออฟฟิศ ซึ่งปัจจุบันพนักงานหลายคนได้รับคำสั่งให้ทํางานในออฟฟิศ 3 วันต่อสัปดาห์และทํางานจากที่บ้าน 2 วัน แต่ก็ยังมีการผ่อนปรนสำหรับพนักงานที่มีกิจจำเป็น

ด้านโฆษกของ Grab กล่าวว่า หลังจากการแพร่ระบาดชองโควิด-19 ที่ลดลงและบริษัทฯ ได้ปรับนโยบายให้พนักงานเข้ามาทำงานในออฟฟิศ 3 วันต่อสัปดาห์ บริษัทฯได้เล็งเห็นความผูกพันของทีมและการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น 

ทำให้เชื่อได้ว่า การกลับมาทํางานในออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ จะช่วยให้การทํางานร่วมกันและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานดีขึ้น และส่งผลต่อการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ

ทั้งนี้ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาหลังการระบาดใหญ่ หลายๆ บริษัทเริ่มมีการปรับนโยบายการทำงาน โดยเรียกพนักงานให้กลับมาทํางานในออฟฟิศอีกครั้ง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว อเมซอน เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ก็ได้กําหนดนโยบายการกลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศของพนักงานเป็น 5 วันต่อสัปดาห์ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 มกราคม 2025 

รวมถึงในปี 2022 Elon Musk ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tesla ได้ออกนโยบายการกลับมาทํางานอย่างเข้มงวด โดยกําหนดให้พนักงานใช้เวลาอย่างน้อย 40 ชั่วโมงในสํานักงานต่อสัปดาห์ เช่นกัน

ที่มา : CNA

 

]]>
1495810
เพิ่มเงินไม่ได้ก็ต้องเพิ่มรอบ! อัปเดตนวัตกรรม ‘แกร็บ’ ช่วยเพิ่ม ‘เวลาทำมาหากิน’ ให้ไรเดอร์ https://positioningmag.com/1491633 Wed, 25 Sep 2024 03:37:44 +0000 https://positioningmag.com/?p=1491633 สำหรับตลาด Food Delivery ในปัจจุบัน อาจไม่ได้เติบโตก้าวกระโดดเหมือนในอดีต หรือแม้แต่ปีนี้เองที่ ศูนย์วิจัยกสิกร คาดว่า ค่าใช้จ่ายในการสั่งอาหารเฉลี่ยต่อครั้งน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่โดยรวมแล้วตลาดน่าจะหดตัว 1% แสดงให้เห็นว่าตลาดเริ่มอยู่ตัว ดังนั้น หลายแบรนด์จึงหันมาโฟกัสที่การ ทำกำไร มากกว่าจะเผาเงินเหมือนตอนแรก รวมถึง แกร็บ (Grab) ประเทศไทย สามารถทำกำไรได้ 2 ปีติดต่อกัน

รายได้ไรเดอร์สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 3 เท่า

วรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบัน แกร็บให้บริการใน 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีผู้ใช้รวม 41 ล้านคน และแกร็บสามารถสร้างรายได้ให้กับคนขับ ไรเดอร์ ร้านค้า ร้านอาหารทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมกว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.6 แสนล้านบาท

แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายได้ของพาร์ทเนอร์ไรเดอร์ในประเทศไทย แต่ วรฉัตร เล่าว่า รายได้ของไรเดอร์ในช่วง 12 เดือน สูงขึ้น จนปัจจุบันไรเดอร์ ส่งอาหาร มีรายได้มากกว่าค่าแรงขึ้นต่ำ 2-3 เท่า ส่วนไรเดอร์ ขับรถส่งคน มากกว่า 7-8 เท่า เพราะทางแกร็บพยายามที่จะเพิ่มรายได้ แต่ไม่ใช่การเพิ่มจากเงินเข้าไปอัดจ่ายจนบริษัทขาดทุน โดยจะเน้นที่ประสิทธิภาพ เช่น ทำรอบมากขึ้น ลดต้นทุนจากโครงการรถอีวี หรือการปล่อยกู้ เพื่อไม่ต้องไปเสียดอกเบี้ยนอกระบบ

“เราพยายามจะไม่ลดรายได้คนขับ มีแต่จะเพิ่ม แต่การจะเพิ่มโดยที่ธุรกิจเราอยู่รอดได้ด้วย ก็คือ ต้องไม่ใช่การอัดเงินแล้วบริษัทขาดทุน แล้วก็เอาเงินนักลงทุนมาโปะ ดังนั้น ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ”

วรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย

เพิ่มฟู้ดล็อกเกอร์ ช่วยไรเดอร์ไม่ต้องรอ

เพราะโจทย์เดียวของแกร็บสำหรับส่วนของไรเดอร์ก็คือ เพิ่มรายได้ไรเดอร์โดยไม่เพิ่มราคา ดังนั้น ทางออกเดียวคือ เทคโนโลยี โดยแกร็บจะใช้เทคโนโลยี 3 ด้านมาประกอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ได้แก่ AI > IoT > In-App Feature เพื่อเสิร์ฟ 5 กลุ่ม ได้แก่ ลูกค้า, ร้านอาหาร, ไรเดอร์, สังคม และพนักงานแกร็บ (Grabbers)

สำหรับไรเดอร์และลูกค้าโดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ แกร็บได้เพิ่ม ฟู้ดล็อกเกอร์ (Food Lockers) เพื่อช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องรีบลงมารับอาหาร และไรเดอร์ก็ไม่ต้องรอลูกค้านาน สร้างความสะดวกให้ทั้งผู้สั่งอาหารและไรเดอร์ ปัจจุบัน ฟู้ดล็อกเกอร์ให้บริการใน 4 โลเคชั่น ได้แก่  Park Q, FYI Center, The 9th Towers และ CentralwOrld Offices โดยจะขยายมากขึ้นอีกในปีนี้

“ต้องยอมรับว่าเวลาของไรเดอร์มีค่า เขาก็ไม่อยากต้องมารอเพราะเสียเวลาทำมาหากิน แต่บางทีชาวออฟฟิศติดประชุม ต้องรอลิฟต์ ดังนั้น เมื่อมีฟู้ดล็อกเกอร์ไรเดอร์เขาก็ฝากไว้ได้ โดยนับตั้งแต่มีเราเห็นว่าลูกค้า 20% เปลี่ยนมาใช้ล็อกเกอร์”

ใช้ AI หาเส้นทางและคำนวณเวลารับอาหาร

อีกส่วนที่ช่วย ลดเวลาให้ไรเดอร์ คือ ระบบจัดสรรคำสั่งซื้อแบบทันเวลาพอดี (Just-in-Time Allocation) โดยแกร็บจะติดตั้ง IoTs (Internet of Things) เพื่อเก็บข้อมูลระยะเวลาเฉลี่ยในการทำอาหาร และใช้ Machine Learning (ML) และ Predictive Analytics มาประเมินเวลาการเตรียมอาหารของร้านค้าก่อนจะส่งงานให้คนขับ เพื่อลดระยะเวลาการรอรับอาหารให้สั้นที่สุด ทำให้ไรเดอร์สามารถคำนวณเวลาในการมารับอาหารได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ช่วยให้จัดการรอบการจัดส่งได้ดียิ่งขึ้น โดยตั้งแต่เริ่มต้นใช้ระบบนี้ตั้งแต่ไตรมาสสองของปี 2566 พบว่า Fulfillment Rate ดีขึ้น ช่วยลดระยะเวลาในการรออาหารได้ถึง 50%

อีกระบบก็คือ ระบบแผนที่ทั่วไป (Hyperlocal Mapping Technology) ที่พัฒนาขึ้นเองโดย GrabMap ช่วยแนะนำเส้นทางที่แม่นยำขึ้น มีระบบที่ช่วย แจ้งอุบัติเหตุหรือปัญหาบนท้องถนนแบบเรียลไทม์ รวมถึง แผนที่ในอาคาร (Indoor Map) ที่ช่วยบอกตำแหน่งของร้านอาหารภายในห้างหรืออาคาร ช่วยลดระยะเวลาในการค้นหาได้ถึง 20%

“การช่วยประหยัดเวลาช่วยไรเดอร์ได้มากสุด อย่างเราเปลี่ยนมาใช้แผนที่ของตัวเองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะเน้นเก็บข้อมูลเส้นทางซอยเล็ก ๆ มากกว่าถนนใหญ่เพื่อหาเส้นทางที่ดีที่สุดให้ไรเดอร์ ส่วนฟีเจอร์ที่ให้ไรเดอร์รีพอร์ตพื้นที่ปิดหรืออุบัติเหตุ ก็มีการใช้อย่างแอคทีฟ โดยที่ผ่านมามีการรีพอร์ต 3 หมื่นครั้ง เพื่อให้หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว ยิ่งช่วงฝนตกยิ่งมีการใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางน้ำท่วม”

เพิ่มฟีเจอร์แฟมิลี่แอคเคาท์

ในฝั่งของ ผู้ใช้ แกร็บได้เพิ่มฟีเจอร์ บัญชีครอบครัว (Family Account) โดยผู้ใช้บริการสามารถเรียกรถ ตรวจสอบตำแหน่งการเดินทาง สื่อสารผ่านแชตกับคนขับ และชำระค่าบริการให้กับสมาชิกในครอบครัว เพราะที่ผ่านมาแกร็บพบว่า ลูกค้าไทย 1 ใน 3 (34%) สั่งอาหารหรือเรียกรถให้คนอื่น

อีกฟีเจอร์ที่ใช้มา 9 เดือนก็คือ บริการคำสั่งซื้อกลุ่ม (Group Order) ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มพนักงงาน ออฟฟิศและนักศึกษา ปัจจุบันฟีเจอร์นี้ก็ได้พัฒนาให้สะดวกมากขึ้น เช่น สามารถเลือกแยกจ่ายได้ หรือหารเท่าได้ และสามารถแยกใช้โค้ดส่วนลดของแต่ละคนได้ เป็นต้น

“ลูกค้า 93% ระบุว่า ปกติสั่งเป็นกลุ่มอยู่แล้ว แต่ใช้วิธีการใช้คนเดียวรวบรวมคำสั่ง พอมีฟีเจอร์นี้ยิ่งตอบโจทย์ และเราปรับให้มีความเพอเซอร์นอลไรซ์มากขึ้น ตอนนี้ออเดอร์สูงสุดที่เห็นมีมูลค่ากว่า 8,000 บาท”

ร้านค้ามีเอไอช่วยสร้างภาพให้

ในส่วนของ ผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหาร แกร็บก็มี AI ช่วยสร้างหรือออกแบบ ภาพอาหาร เพื่อช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการขายให้กับร้านค้าโดยเฉพาะร้านเล็ก ที่มีปัญหาเรื่อง ถ่ายรูปไม่สวย หรือ ไม่มีรูปเลยมีแต่เมนู อีกส่วนคือ บริการสินเชื่อดิจิทัล โดยเพิ่มวงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท โดยนำเทคโนโลยี ML มาใช้ประเมินศักยภาพและอนุมัติวงเงินที่เหมาะสมให้พาร์ทเนอร์ร้านค้าโดยพิจารณาจากข้อมูลการทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์มของแกร็บ ปัจจุบันเริ่มเห็นการปล่อยสินเชื่อมูลค่า 5-7 ล้านบาท แล้ว สำหรับร้านอาหาร

“หนี้เสียร้านอาหารเราอยู่ที่ 2.35% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของแบงก์ชาติอยู่ที่ 2.7% ที่เราต่ำกว่าระบบ มองว่า เขาไม่อยากทิ้งอาชีพนี้ไป และถ้าร้านเขาอยู่ในแพลตฟอร์มเรา เขาก็มีโอกาสขายมากกว่า เพราะสามารถขายคนในรัศมี 10 กม. และเรามีข้อมูลให้รู้ว่าควรขายอะไร ขายตอนไหน ช่วยคุมต้นทุน วางแผนการตลาด”

เพิ่มความปลอดภัยด้วยการอัดเสียง

ที่ผ่านมา แกร็บมักเจอปัญหา ให้เช่าแอคเคาท์ ทำให้แกร็บได้พัฒนาระบบยืนยันตัวตนของคนขับด้วยการสแกนใบหน้า (Biometric Authentication) โดยการ สุ่มตรวจ และมีระบบตรวจสอบการเดินทางแบบเรียลไทม์ (Real-time Trip Monitoring) รวมถึง ระบบบันทึกเสียงระหว่างการเดินทาง (AudioProtect) ที่ช่วยป้องกันเหตุร้ายและใช้เป็นหลักฐานหากเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้โดยสารและคนขับ

GrabGPT สำหรับ Grabbers

ในส่วนของ พนักงาน (Grabbers) ทางแกร็บได้ร่วมกับ ChatGPT ทำ GrabGPT ที่นำเทคโนโลยี Large Language Models (LLMs) เข้ามาช่วยในการผลิตเนื้อหาและภาพประกอบ รวมถึง โปรแกรม Mystique เครื่องมือที่ช่วยในการเขียนคำโฆษณา ซึ่งจะช่วยย่นเวลาการทำงานของฝ่ายการตลาดและครีเอทีฟ

ปัจจุบัน แกร็บมี Tech Hub ใน 9 ประเทศ โดยมี Hub ใหญ่อยู่ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน และบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย รวมแล้วแกร็บมี AI Model กว่า 1,000 โมเดล และมีสิทธิบัตรกว่า 1 หมื่นใบ

Photo : Sutterstock

บอกไม่ได้เบอร์ 1 และ 2 ห่างกันแค่ไหน

สำหรับช่องว่างระหว่างเบอร์ 1 และ 2 ในตลาด Food Delivery วรฉัตร มองว่า ตอบยาก เพราะธุรกิจยังไม่ Mature จนมีคนกลางที่เชื่อถือได้มาเปิดเผย ต่างจากธุรกิจอื่น ๆ เช่น FMCG ที่มีคนกลางอย่าง Neilson ที่เชื่อถือได้ว่าผู้เล่นแต่ละรายมี Volume เท่าไหร่

แต่ในธุรกิจ Food Delivery วรฉัตรมั่นใจว่า แกร็บยังคงเป็นผู้นำทั้งในแง่อินโนเวชั่นและการเป็นที่ยอมรับ โดยอ้างอิงจากแกร็บฟู้ดได้รับรางวัลสุดยอดแบรนด์ทรงพลัง (The Most Powerful Brands of Thailand) จากภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ที่เก็บข้อมูลจาก 24,000 ตัวอย่าง แบ่งเป็นกลุ่มในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 12,000 ตัวอย่าง และใน 13 จังหวัดหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศอีก 12,000 ตัวอย่าง

“ผมมองว่าการเป็นผู้นำคงไม่ใช่เราพูดเอง ต้องให้คนอื่นบอก แต่คนที่บอกก็ต้องดูว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน อย่างรีเสิร์ชจาก Redseer Consulting ดูชื่อเราก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน ข้อมูลที่มามาจากไหนก็ไม่รู้ เพราะเราไม่เคยแชร์ข้อมูลใคร หรือข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ได้บอกถึงยอดขายแกร็บฟู้ด และวิธีการที่เราคำนวณรายได้เพื่อจะดูว่าอะไรเป็นรายได้ อะไรเป็นค่าใช้จ่าย แต่ละแบรนด์ก็คิดไม่เหมือนกัน เรายึดตามมาตรฐาน Nasdaq บางอันเราไม่ได้เรียกว่าเป็นรายได้ เพราะ Nasdaq ไม่ได้นับ ซึ่งมันอาจต่างจากบริษัทในไทย” วรฉัตร กล่าว

มั่นใจแกร็บยังเติบโตแม้เศรษฐกิจแย่

แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันจะไม่ค่อยดี แต่ วรฉัตร ยืนยันว่า แกร็บยังเติบโตทั้งวอลลุ่มและรายได้ โดยในส่วนของ Food Delivery ยังเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด ตามด้วยบริการเรียกรถ และบริการมาร์ทก็ยังเติบโตได้ดี แต่ที่เติบโตกว่าที่คิดจะเป็นส่วนของ โฆษณา ส่วนสินเชื่อโตขึ้นเรื่อย ๆ

“หุ้นไทยเขียว แต่ผลประกอบการเราเขียวกว่า ซึ่งเรามองว่าปีนี้ที่ดีเพราะนักท่องเที่ยวในไทยไม่ตกลงเลยนับตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งนักท่องเที่ยวมีส่วนช่วยในธุรกิจเรามาก อย่างบริการเรียกรถกลุ่มนักท่องเที่ยวก็จะเน้นพรีเมียม และเมื่อเขารู้จักเราจากบริการเรียกรถก็จะมาช่วยในบริการสั่งอาหารและมาร์ท นี่จึงเป็นข้อได้เปรียบเรา เพราะเขารู้จักเราตั้งแต่สนามบิน”

]]>
1491633
มองเกมยาว จับลูกค้ากระเป๋าหนัก! จุดสำคัญพา ‘แกร็บ’ กำไร 2 ปีติด https://positioningmag.com/1467870 Wed, 27 Mar 2024 08:04:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1467870 หากพูดถึงตลาด Ride-Hailing และ Food Delivery เชื่อว่าหลายคนก็รู้ดีว่าเป็นตลาดที่แข่งขันสูง โดยเฉพาะการทำโปรโมชั่น อย่างไรก็ตาม มีเพียงแพลตฟอร์มเดียวในตลาดที่สามารถทำกำไรได้ 2 ปีติดต่อกันก็คือ แกร็บ (Grab) ที่ทำตลาดในไทยมาแล้ว 10 ปีเต็ม อะไรเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้แกร็บทำกำไรได้ และสร้างการเติบโตจากนี้

มองเกมยาว เน้นลูกค้าคุณภาพ

ย้อนไปปี 2022 แกร็บ มีรายได้ 15,197 ล้านบาท กำไร 576 ล้านบาท ส่วนในปี 2023 แม้บริษัทจะยังไม่เปิดเผยแต่ วรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เกริ่นว่า มีกำไรที่มากขึ้นเล็กน้อย ซึ่งหนึ่งในจุดที่ทำให้แกร็บสามารถทำกำไรได้ 2 ปีติดต่อกันก็คือ การมองเกมระยะยาว นั่นก็คือ การคัด ลูกค้าคุณภาพ

“หากมองอะไรระยะสั้น จะยิ่งทำให้ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์บ่อย ซึ่งต้องชมทีมที่ไม่เปลี่ยนใจกับสิ่งเร้ารอบตัวเวลา โดยเฉพาะเวลามีแพลตฟอร์มใหม่กระโดดเข้ามา หรือพอคู่แข่งลดราคาแบบนี้ แล้วเราไม่เป็นลดตาม เราต้องอดทนเยอะมากนะ”

วรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย

หนึ่งในกลยุทธ์ที่แกร็บวางไว้สำหรับคัดลูกค้าคุณภาพก็คือ GrabUnlimited โปรแกรมสมาชิกแพ็กเกจรายเดือนที่ให้ส่วนลดและข้อเสนอพิเศษประจำเดือน ที่แกร็บออกมาตั้งแต่ปี 2020 โดยสามารถช่วยดันให้มูลค่าออเดอร์เติบโตขึ้น +17% มีมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ยที่กว่า 200 บาท/ครั้ง และมีความถี่ในการสั่งมากกว่าลูกค้าทั่วไป 20% และปีนี้ก็จะพยายามเพิ่มเมมเบอร์ในฝั่งเรียกรถ

นอกจากการทำเมมเบอร์แล้ว การมี Grab ThumbsUp หรือร้านการันตี และ Only at Grab ซึ่งปัจจุบันมีร้านรวมกว่าพันร้าน ก็ช่วยการันตีถึงคุณภาพ ช่วยให้ลูกค้าเลือกใช้บริการแกร็บ

“ยอดสั่งซื้อสูงแต่มูลค่าต่อคำสั่งซื้อต่ำแปลว่ายิ่งขาดทุน ดังนั้น เราจึงพยายามผลักดันการโฟกัสที่ลูกค้าคุณภาพ โดยเรานำเงินจากโปรโมชั่นมาใช้กับลูกค้า GrabUnlimited ทำให้ไม่ต้องทำโปรแรงตลอดเวลา ไม่ต้องลดค่ารอบไรเดอร์ ช่วยให้เรามีกำไร เกิดบาลานซ์ ไม่มีใครเสียประโยชน์ แพลตฟอร์มมีความยั่งยืน เพราะลูกค้าจะไม่ได้เปลี่ยนแบรนด์ง่ายขนาดนั้น” วรฉัตร อธิบาย

ยอมรับว่าราคาเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต

แม้การที่มีลูกค้าคุณภาพจะช่วยให้ทำกำไร แต่การจะขยายฐานลูกค้าให้เติบโต ปัจจัยด้าน ราคา ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ โดยจากการสำรวจของแกร็บในเดือนที่ผ่านมาพบว่า 62% ของผู้บริโภค มีความกังวลค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ทำให้สั่งอาหารหรือเรียกรถไม่โตเท่าที่ควร เพราะผู้บริโภคมองว่า ราคาสูงเกินไป

สอดคล้องกับที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าในปีนี้ มูลค่าตลาด Food Delivery จะอยู่ที่ประมาณ 8.6 หมื่นล้านบาท หรือ หดตัว 1.0% จากปี 2566 จากปริมาณการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชั่นหรือ Food Delivery ที่คาดว่าจะยังลดลง เนื่องจากความจำเป็นในการสั่งที่ลดลง และราคาอาหารเฉลี่ยที่ปรับสูงขึ้น

ดังนั้น ราคาจับต้องได้ จะช่วยขยายตลาดให้แกร็บขยายไปยังเซกเมนต์ใหม่ ๆ อาทิ นักศึกษาและผู้ใช้ต่างจังหวัด โดยแกร็บได้ออกแคมเปญ Hot Deals โดยจะรวมเมนูลดราคาพิเศษจากหลากหลายร้านอาหาร พร้อมส่วนลดออนท็อป และ SAVER Delivery ตัวเลือกค่าส่งแบบประหยัด ในส่วนของบริการเรียกลดจะมีบริการ  GrabCar SAVER สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ขนาดเล็กที่ถูกลงกว่าปกติ 15% และบริการ GrabBike SAVER ในระยะทางไม่เกินสี่กิโลเมตร เริ่มต้น 26 บาท

“แน่นอนว่าเราทำราคาถูกลง แต่ก็ต้องบาลานซ์กับรายได้ของไรเดอร์ ดังนั้น บริการเหล่านี้จะเปิดในช่วงที่ไม่เร่งด่วนหรือช่วงกลางคืน ซึ่งคนขับเลือกได้จะขับในเวลาถูกลง หรือจะปิดรับ หรืออย่างในต่างจังหวัดที่งานน้อย เราก็ต้องหาทางเพิ่มรอบ เพื่อให้ไรเดอร์มีรายได้มากขึ้น”

แกร็บบุกสนามบิน

หลังจากการท่องเที่ยวกลับมา การเรียกรถก็กลับมาเติบโต โดยในปีที่ผ่านมา ยอดใช้บริการเรียกรถผ่านแกร็บในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตขึ้นถึง 139% หรือ 1.4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2022 และการเรียกรถไป-กลับจากสนามบินเติบโตขึ้น 2 เท่า

ที่ผ่านมา แกร็บได้เปิดบริการที่สนามบินภูเก็ต, สนามบินเชียงใหม่, สนามบินเชียงราย และสนามบินดอนเมือง ล่าสุด แกร็บกำลังจะเปิดบริการที่สนามบินสุวรรณภูมิภายในสิ้นเดือนนี้

“ยอมรับว่าบริการเรียกรถที่ถูกกว่าแกร็บมีเยอะมาก และแกร็บก็ต้องเสียลูกค้าบางส่วนให้กับแพลตฟอร์มนั้น ๆ แต่เพราะคุณภาพทำให้แกร็บยังสามารถยืนในขณะนี้ได้อยู่ ดังนั้น ด้วยคุณภาพที่สูงทำให้แกร็บไม่สามารถลดราคาได้”

ยังไม่มีแผนเพิ่มบริการหรือธุรกิจใหม่ ๆ

วรฉัตร ยืนยันว่า ปีนี้ยังไม่มีแผนเพิ่มบริการหรือธุรกิจใหม่ แต่บริการใหม่ที่เปิดในปีที่ผ่านมา อาทิ Dine-in ซึ่งจะเป็นลักษณะของการขายคูปอง จะทำอย่างเต็มรูปแบบในปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้แกร็บเข้าถึงร้านที่ไม่เปิดบริการ Food Delivery ได้มากขึ้น ส่วนการทำ Virtual Bank ก็ยังไม่มีแผนจะทำ แม้ว่าแกร็บจะมีบริการ Grab Finance มีแผนจะเพิ่มวงเงินการปล่อยกู้จากหลัก 5,000-500,000 บาท เป็น หลักล้านบาท ให้กับเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร

Virtual bank ทำได้ยาก เพราะว่าแบงก์ไทยแข็งแรงมาก และนอน-แบงก์ก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับการเงินได้เยอะมาก เช่น ประกัน, ลงทุน, ปล่อยกู้ ดังนั้น เลยรู้สึกว่าสู้กับแบงก์ไทยยาก คนที่จะเป็นดิจิทัลแบงกิ้งก็คือ แบงก์นั่นแหละ”

มองโฆษณาธุรกิจดาวรุ่งทำกำไร

แน่นอนว่าปีนี้ กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะเติบโตมากที่สุดยังคงเป็นการเรียกรถ เนื่องจากการเติบโตของการท่องเที่ยว ตามด้วยธุรกิจ Food Delivery และธุรกิจโฆษณา หรือ Grab Ads ซึ่งในอนาคต วรฉัตร มองว่า ธุรกิจโฆษณาจะเป็นธุรกิจสำคัญในการสร้างกำไรให้กับบริษัท เนื่องจากเห็นเทรนด์ในหลายประเทศ

สำหรับรายได้จากโฆษณาของแกร็บจะมาจาก Self-serve ads เครื่องมือโฆษณาสำหรับพาร์ตเนอร์ร้านค้า เพื่อช่วยเพิ่มยอดขาย ที่ผ่านมาพบว่า ร้านอาหารสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้น 6 เท่า จากเม็ดเงินโฆษณา อีกส่วนคือ Grab Ads ปีนี้แกร็บพยายามจะเชื่อมระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ ให้มีความครบวงจรโดยจะโฟกัสไปที่ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว สินค้าสุขภาพ-ความงาม และสินค้าอุปโภคบริโภค

“จุดแข็งของ Grab Ads คือ เรารู้ว่าลูกค้าใช้จ่ายเท่าไหร่ ใช้บัตรเครดิตอะไร อยู่แถวไหน ทำให้เราสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน และปีนี้เราจะทำโฆษณาทั้งในรถ นอกรถ เชื่อมต่อกับในแอปฯ ด้วยเพื่อให้ครบวงจร ทำให้เราใช้พื้นที่ทำโฆษณาให้ได้มากกว่าเดิม”

]]>
1467870
Grab รายงานผลประกอบการล่าสุด กระแสเงินสดกลับมาเป็นบวกครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งกิจการ https://positioningmag.com/1451341 Fri, 10 Nov 2023 03:39:59 +0000 https://positioningmag.com/?p=1451341 Grab รายงานผลประกอบการล่าสุดในไตรมาส 3 ของปี 2023 บริษัทมีกระแสเงินสดกลับมาเป็นบวกครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งกิจการอยู่ที่ 29 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าในปีนี้กระแสเงินสดของบริษัทจะติดลบน้อยลงกว่าที่คาดไว้

Grab รายงานผลประกอบการในไตรมาส 3 ของปี 2023 โดยบริษัทมีกระแสเงินสดถึง 29 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นกระแสเงินสดเป็นบวกครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งกิจการ ซึ่งถือเป็นสัญญาณของบริษัทเทคโนโลยีในอาเซียนว่าบริษัทสามารถเข้าสู่เส้นทางของการทำกำไรได้จริง ๆ

ยอดขายสินค้าออนไลน์รวม หรือ GMV ของ Grab ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ 5,341 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตจากปีที่ผ่านมา 5% ส่งผลทำให้รายได้รวมของบริษัทนั้นอยู่ที่ 615 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตมากถึง 61% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากปัจจัยรายได้ของธุรกิจการส่งอาหารที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา Grab ยังรายงานว่าผู้ใช้งานทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มนั้นทำสถิติสูงสุดใหม่คือ 36 ล้านคน

กระแสเงินสดที่กลับมาบวก 29 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ปัจจัยมากจากธุรกิจส่งอาหารเป็นหลัก รองลงมาคือธุรกิจขนส่ง และบริการทางการเงิน ตามลำดับ

Peter Oey ประธานฝ่ายบริหารการเงินของ Grab ยังกล่าวว่า GMV ของธุรกิจส่งอาหารและธุรกิจขนส่งนั้นคาดว่าจะกลับมามีรายได้เท่ากับช่วงก่อนโควิดได้ภายในสิ้นปีนี้ได้

อย่างไรก็ดีในไตรมาส 3 ที่ผ่านมานี้ Grab ยังขาดทุนจากการดำเนินงาน 99 ล้านเหรียญสหรัฐ ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2022 ที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทขาดทุนมากถึง 342 ล้านเหรียญสหรัฐ

เป้าหมายของบริษัทที่วางไว้ในปีนี้คือรายได้ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 2,310-2,330 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ขณะที่กระแสเงินสดของบริษัททั้งปี 2023 จะติดลบอยู่ในช่วง 20-25 ล้านเหรียญสหรัฐ ดีกว่าคาดการณ์ครั้งก่อน

]]>
1451341
‘แกร็บ’ กับการปรับภาพสู่ “ผู้ให้บริการเรื่องกินครบวงจร” ที่สะท้อนว่าตลาด ‘ฟู้ดเดลิเวอรี่’ กำลังมาเกือบสุดทาง https://positioningmag.com/1446744 Thu, 05 Oct 2023 00:46:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1446744 ปฏิเสธไม่ได้ว่าการระบาดของ COVID-19 กลายตัวเร่งให้ตลาด “ฟู้ดเดลิเวอรี่” เติบโตกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น ในวันที่ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ บริการฟู้ดเดลิเวอรี่กลายเป็นทางเลือกเหมือนที่เคยเป็น ‘แกร็บ’ (Grab) เองก็ต้องปรับตัว ซึ่งสิ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือ ‘ฟีเจอร์’ ใหม่ ๆ ที่ออกมามากกว่าบริการส่งอาหาร

แน่นอนว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ไทยที่มีมูลค่าถึง 8.6 หมื่นล้านบาท แม้ว่าตลาดจะทรงตัวนับตั้งแต่การระบาดของโควิดคลี่คลายลง แต่ก็ยังถือเป็นตลาดที่ใหญ่อยู่ดี อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกลับมาสู่แบบเดิมแล้ว ดังนั้น คนก็ยังใช้งานอยู่ดี เพียงแต่การใช้งานอาจจะลดความถี่ลง

ในเมื่อตลาดมันทรงตัว การแข่งขันก็ยังคงดุเดือด แต่จะให้อัดโปรโมชันก็ไม่ใช่ทางออกที่ดี โดยเฉพาะกับ แกร็บ ที่ออกตัวเเล้วว่าต้องการจะคืนทุนให้ได้ภายในปีนี้ ดังนั้น แกร็บเองก็ต้องปรับฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่สอดรับไปกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่กลับสู่ภาวะปกติ พร้อมใช้คำว่าการเป็น “ผู้ให้บริการเรื่องกินครบวงจร” ไม่ใช่ผู้ให้บริการส่งอาหาร

หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ของแกร็บที่หลายคนน่าจะผ่านตามาเเล้วก็คือ Dine-in ซึ่งจะเป็นลักษณะของการ ขายคูปอง ซึ่งแปลว่าบริการนี้จะไม่ได้อยู่ในตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ แต่เป็นตลาดร้านอาหารซึ่งมีมูลค่าถึง 4.35 ล้านล้านบาท มีการเติบโตที่ 7.1% ซึ่งฟีเจอร์นี้จะยิ่งช่วยให้แกร็บสามารถต่อยอดไปสู่บริการ เรียกรถยนต์ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางลูกค้าเรียกใช้เองเพื่อไปร้านอาหาร หรือทางร้านอาหารใช้บริการเรียกรถเป็นโปรโมชันให้ลูกค้านั่งมาฟรีก็ได้

เบื้องต้น แกร็บยังไม่ได้ให้บริการกับร้านอาหารทุกร้านในระบบ ส่วนใหญ่จะเป็นร้าน Fine-Dining และแกร็บจะ ยังไม่ข้ามไปขายคูปองวัลเชอร์อื่น ๆ เช่น ขายคูปองที่พัก โดย วรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ให้เหตุผลว่ายังอยากโฟกัสที่ธุรกิจอาหารซึ่งเป็นความถนัดของแกร็บ ยังไม่อยากข้ามอุตสาหกรรม

“ตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่เกือบสุดเเล้ว เราก็มาคิดว่าจะทำยังไงให้เราโตต่อได้ ก็ต้องเปิดตลาดใหม่ ๆ ตอนนี้อาจยังไม่สร้างการเปลี่ยนเเปลงนัก แต่ถ้าจุดติดเราเชื่อว่ามันจะสเกลได้เร็ว เพราะ 2 สัปดาห์ที่ทดลอง เราเห็นคนที่ไม่เคยใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่มาใช้งาน Dine-in” วรฉัตร อธิบาย

ในส่วนของฟู้ดเดลิเวอรี่ แกร็บก็ยังต้องรักษาการเติบโต โดยแบ่งฟีเจอร์ออกเป็น 2 แกน คือ ความสะดวก ได้แก่ฟีเจอร์ Self Pick-Up ที่มาตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้ที่กลับมาสู่ปกติ โดยฟีเจอร์นี้จะช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องต่อคิวซื้ออาหาร ช่วยให้ประหยัดเวลา ขณะที่ร้านอาหารก็มีทราฟฟิกมากขึ้น โดยหลังจากทดลองใช้จุดที่ใช้มากสุดคือ ห้างสรรพสินค้าและอาคารสำนักงาน

ฟีเจอร์ Group Order ที่ช่วยตอบโจทย์พนักงานออฟฟิศและกลุ่มครอบครัว โดยผู้ใช้บริการหลายคนสามารถสั่งอาหารจากร้านเดียวกันรวมกันได้ผ่านออเดอร์เดียว สามารถ แชร์ค่าส่ง ได้ทำให้ประหยัดมากขึ้น ส่วนร้านเองก็จะได้มูลค่าคำสั่งซื้อที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไรเดอร์อาจต้องรับมือกับจำนวนอาหารที่มากขึ้นใน 1 คำสั่งซื้อ ซึ่งทางแกร็บเองก็มองมุมนี้เหมือนกัน ดังนั้น ในอนาคตแกร็บอาจมีการจำกัดจำนวนชิ้นเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย หรืออาจเป็นการให้ไรเดอร์แชร์สินค้าในการจัดส่ง

ฟีเจอร์ สั่งอาหารล่วงหน้า (Order for later) ฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้บริการสั่งอาหารได้ล่วงหน้าได้มากสุดภายใน 7 วัน โดยสามารถระบุวันและเวลาที่ต้องการรับอาหารตามความสะดวก โดย 58% ของผู้ใช้ฟีเจอร์นี้คือคนที่ยุ่งกับการทำงานระหว่างวันจนไม่มีเวลาสั่งอาหาร ขณะที่ 20% ต้องการหลีกเลี่ยงการสั่งอาหารในช่วงเวลา peak hours เช่น มื้อเที่ยงและมื้อเย็น

อีกแกนก็คือ ความคุ้มค่า ด้านโปรโมชันก็ยังต้องมี แต่จะทำอย่างไรให้ไม่กระทบกับแผนที่จะต้องถึงจุดคุ้มทุนในช่วงปลายไตรมาส 3 ของปีนี้ และเริ่มทำกำไร รวมถึงบาลานซ์ระหว่างรายได้และค่ารอบของไรเดอร์ ทำให้เกิดเป็นตัวเลือก ส่งแบบประหยัด ที่จะถูกการจัดส่งมาตรฐานประมาณ 50% แต่ก็ต้องเเลกกับระยะเวลาจัดส่งที่นานขึ้น

นอกจากนี้ ก็มีฟีเจอร์ ดีลลดฟ้าผ่า (Flash Sale) ฟีเจอร์ที่นำเสนอดีลส่วนลดขั้นกว่าสำหรับผู้ใช้บริการ ที่จะให้แบบ Personalize และมีระบบแพ็กเกจสมาชิก GrabUnlimited เพื่อสร้าง Loyalty ผ่านการมอบส่วนลดให้สมาชิก

จะเห็นว่าแกร็บยังคงต้องรักษาการเติบโตในขาของฟู้ดเดลิเวอรี่ ผ่านฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้ใช้ ขณะที่โปรโมชันก็ยังคงมี แต่จะมีความเฉพาะเจาะจงกับกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการมากขึ้น เพื่อบาลานซ์ทั้งการเติบโตและการสร้างกำไร รวมไปถึงการขยับไปสู่ตลาดอาหารใหม่ ๆ โดยไม่จำกัดว่าเป็นผู้ให้บริการส่งอาหาร แต่เป็น “ผู้ให้บริการเรื่องกินครบวงจร”

]]>
1446744
‘Grab’ เริ่มทดลองฟีเจอร์ “ทานที่ร้าน” รับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น https://positioningmag.com/1439735 Thu, 03 Aug 2023 08:16:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1439735 เนื่องจากการระบาดของ COVID-19 ที่ไม่ได้ร้านแรงเหมือนช่วง 3 ปีที่แล้ว บริการ ฟู้ดเดลิเวอรี่ เลยไม่ได้เติบโตอย่างร้อนแรงเหมือนช่วงที่คนออกจากบ้านไปทานอาหารที่ร้านไม่ได้ ดังนั้น แกร็บ (Grab) และ ฟู้ดแพนด้า (Foodpanda) เลยเพิ่มบริการ ทานที่ร้าน ในรูปแบบการซื้อคูปองผ่านแพลตฟอร์ม

Grab กำลังทดสอบฟีเจอร์ การรับประทานที่ร้าน ในสิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซีย รวมทั้งหมด 15 เมือง โดยให้ผู้ใช้ซื้อเป็น คูปอง หรือ บัตรกำนัล สำหรับรับประทานที่ร้านล่วงหน้า โดยจะมี ส่วนลดสูงสุดถึง 50% ซึ่ง Grab มีแผนจะเปิดตัวฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ในอีก 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

Tay Chuen Jein หัวหน้าฝ่ายจัดส่งของ Grab ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ฟีเจอร์บริการนั่งทานในร้านของ GrabFood “ทำให้การรับประทานอาหารนอกบ้านมีราคาที่ย่อมเยามากขึ้น” เนื่องจากแพลตฟอร์มได้เสนอส่วนลดให้กับลูกค้า สำหรับ Grab เองก็จะได้ค่า คอมมิชชั่น จากการขายคูปองทานอาหารแต่ละครั้ง

โดย Jonathan Woo นักวิเคราะห์อาวุโสของ Phillip Securities Research กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมองหาข้อเสนอเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในทุกที่ที่ทำได้ และแทบไม่มีความรู้สึกใดที่ดีไปกว่าการได้รับประทานอาหารดี ๆ ในราคาประหยัด

อย่างไรก็ตาม Grab ไม่ใช่ผู้เล่นรายแรกในตลาดที่ทำ แต่ Foodpanda ถือเป็นรายแรก โดยเปิดฟีเจอร์การรับประทานในร้านในปี 2021 โดยปัจจุบัน Foodpanda มีบริการทานที่ร้าน ในสิงคโปร์ ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฮ่องกง ปากีสถาน และบังกลาเทศ มีร้านอาหารที่ร่วมกับแพลตฟอร์มกว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศเหล่านี้ และมีส่วนลดในการรับประทานอาหารตั้งแต่ 15% ถึง 25%

Jakob Sebastian Angele ซีอีโอประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Foodpanda กล่าวว่า บริษัทมองเห็น ศักยภาพมหาศาลในการรับประทานที่ร้าน อย่างไรก็ตาม รายได้จากบริการฟู้ดเดลิเวอรี่จัดส่งอาหารยังคงเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของ Foodpanda รองลงมาคือ การจัดส่งของชำ

ทั้งนี้ จากรายงานโดย Benchmark ที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายนระบุว่า การจัดส่งอาหารมีการเติบโตอย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีการเติบโตถึง 50% ต่อปี แต่ในปัจจุบัน บริการส่งอาหารยังมีการเติบโตอยู่แต่ไม่สูงเหมือนช่วง 3 ปีก่อน เนื่องจากผู้บริโภคกลับมาใช้กิจวัตรประจำวันตามปกติและออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยขึ้น

“ด้วยสิ่งจูงใจที่ลดลง เนื่องจากแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาเงินสด อาจส่งผลให้ผู้บริโภคสั่งอาหารน้อยลง และร้านค้ามีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปเน้นการดึงดูดลูกค้าหน้าร้านมากขึ้น ซึ่งอาจชะลอการเติบโตของปริมาณการสั่งซื้ออาหารเดลิเวอรี่ในระยะสั้น”

Source

]]>
1439735
ลือหึ่ง ‘Grab’ และ ‘Gojek’ เตรียมควบรวมกิจการ https://positioningmag.com/1308949 Thu, 03 Dec 2020 11:11:42 +0000 https://positioningmag.com/?p=1308949 มีข่าวลือว่า 2 สตาร์ทอัพที่มีค่าที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง ‘Grab’ และ ‘Gojek’ เจ้าของแพลตฟอร์ม ‘Ride-Hailing’ ที่ชาวไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีอาจจะ ‘ควบรวมกิจการ’ โดยมี ‘SoftBank Group Corp.’ เป็นนักลงทุนรายใหญ่

Grab และ Gojek ทั้งคู่ต่างเป็นคู่แข่งที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดในตลาด Ride-Hailing ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยต่างคนก็ต่างผลาญเงินลงทุนจากนักลงทุนเพื่อดึงดูดผู้บริโภคให้มาใช้แพลตฟอร์มของตัวเอง ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ ‘SoftBank’ ต้องพยายามทำให้ทั่ง 2 ควบรวมกิจการกันเพื่อลดการผลาญเงินลงทุนและสร้าง Tech Company ที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้ก่อนที่จะไม่ได้อะไรเลย

ซึ่งถ้าเกิดการควบรวมจริง ‘Anthony Tan’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Grab จะกลายเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหน่วยงานที่รวมกัน ในขณะที่ผู้บริหาร Gojek จะดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียภายใต้แบรนด์ Gojek เหมือนเดิม โดยทั้งสองแบรนด์อาจใช้ชื่อแบรนด์ของตัวเองทำตลาดเองทำงานแยกกันอีกนาน แต่ในท้ายที่สุดการรวมกันนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็น ‘บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์’

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของ Grab, Gojek และ SoftBank ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ขณะที่ข้อตกลงดังกล่าวอาจจะล่มเนื่องจากต้องได้รับการอนุมัติตามกฎข้อบังคับ และรัฐบาลเองก็อาจมีข้อกังวลเกี่ยวกับการ ‘ผูกขาด’ หากทั้ง 2 บริษัทเกิดควบรวมกันขึ้นมาจริง ๆ

คงต้องรอดูกันยาว ๆ ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะหาก 2 รายใหญ่จับมือกัน รายเล็ก ๆ ในไทยอาจจะยิ่งอยู่ยากขึ้นไม่น้อย

Source

]]>
1308949
เปลี่ยนบ้างก็ได้! ‘แกร็บ’ จัด ‘100 เมนูเอ็กซ์คลูซีฟ’ สู้ศึกฟู้ดเดลิเวอรี่ https://positioningmag.com/1294094 Tue, 25 Aug 2020 14:13:28 +0000 https://positioningmag.com/?p=1294094 จากวิกฤติ COVID-19 ส่งผลให้ตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่เติบโตอย่างมาก ส่งผลให้ใคร ๆ ก็อยากตบเท้าเข้ามาชิงส่วนแบ่งจากเค้กมูลค่า 35,000 ล้านบาทก้อนนี้ ดังนั้น จากที่มีคู่แข่งจากฝั่งบริษัทเทคโนโลยีด้วยกันเองอย่างฟู้ด แพนด้า, ไลน์แมน, โกเจ็ก (เก็ทเดิม) แต่กลายเป็นว่า ‘ธนาคาร’ กลับเข้ามาเล่นในตลาดนี้ด้วย เช่น โรบินฮู้ด (Robinhood) จากกลุ่มเอสซีบี หรืออีทเทเบิล (Eatable) จากบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด ในเครือกสิกรไทย คำถามคือ ‘แกร็บฟู้ด’ (Grab Food) จะทำอย่างไรในเกมนี้

COVID-19 ดันยอดโตกระโดด

ปัจจุบันแกร็บมียอดดาวน์โหลดกว่า 14 ล้านดาวน์โหลด โดยในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา ธุรกิจส่งคนยอดหายถึง 90% แต่ในส่วนของแกร็บฟู้ดมีผู้ใช้ใหม่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ผลประกอบการเติบโตเท่าตัว ยอดออเดอร์โต 30% ส่วนพาร์ตเนอร์ผู้ขับเติบโต 40,000 ราย รวมทั้งหมดกว่า 1 แสนราย ขณะที่การเติบโตของร้านอาหารรายใหม่อยู่ที่ 2.5 เท่า รวมทั้งหมดที่ 80,000 ร้าน ส่วนมูลค่าคำสั่งซื้ออยู่ที่ประมาณ 100-200 บาท

แน่นอนว่าหลังจากที่มีการคลายล็อกดาวน์จะส่งผลให้การเติบโตของแกร็บฟู้ดลดลง แต่พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยกินอาหาร 7 ครั้งต่อวัน อีกทั้งการเข้าถึงของสมาร์ทโฟนในไทยยังสูงถึง 80% อีกทั้งพื้นที่การให้บริการแล้วยังครอบคลุมแค่ 35 เมืองใน 33 จังหวัด ซึ่งแปลว่าโอกาสเติบโตยังมีอีกมาก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครเก็บข้อมูลชัดเจนว่าผู้เล่นแต่ละรายมีส่วนแบ่งตลาดมากน้อยแค่ไหน แต่มีข้อมูลการใช้งานเป็นประจำ หรือ Most Often Used Brand ของ Kantar ที่ใช้แทนการชี้วัดมาร์เก็ตแชร์ระบุว่าแกร็บมีอยู่ที่ 56%

“แกร็บอยู่ในไทย 2 ปี เราขึ้นเบอร์ 1 ในเวลา 1 ปีนิด ๆ เท่านั้น และการที่คู่แข่งมีจำนวนมากขึ้น ก็ยิ่งดีกับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม เพราะบิสซิเนสโมเดลของผู้เล่นแต่ละรายแตกต่างกัน แต่เรามั่นใจว่าแพลตฟอร์มเราสมดุลสุด ทั้งร้านค้า, ผู้ขับ และลูกค้า” นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าว

ส่งแคมเปญใหญ่เน้นเมนูหลากหลาย เพิ่มผู้ใช้ทิ้งห่างคู่แข่ง

ที่ผ่านมา แกร็บทำการสำรวจพฤติกรรมลูกค้าพบว่า ความหลากหลายของอาหาร เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญที่สุด รองลงมาเป็นเรื่อง ราคาและโปรโมชั่น ดังนั้น จึงเกิดเป็นแคมเปญ “Free Your Hunger เลิกกินตามใคร กดสั่งตามใจ” แคมเปญใหญ่สุดของปีนี้ โดยได้ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับชื่อดัง มาช่วยสร้างหนังสั้นที่แสดงโดย BNK48 พร้อมทั้งใช้การสื่อสารแบบครบทุกช่องทางการสื่อสาร ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์

นอกจากนี้ ยังมีดีลและโปรโมชั่นกว่า 30,000 ดีล ทั้งส่งฟรี 3 กิโลเมตรแรก, ลด 50% และซื้อ 1 แถม 1 อีกทั้งยังมีเมนู Signature Menu กว่า 100 เมนู จากปีที่ผ่านมามี 30 เมนู ทิ้งห่างคู่เเข่งรายอื่น ๆ อย่าง LINE MAN ที่มีแค่ 17 เมนู รวมถึงการทำโปรโมชั่นร่วมกับธนาคารและผู้ให้บริการด้านการชำระเงินดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ อาทิ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารซิตี้แบงก์ เป็นต้น โดยแคมเปญดังกล่าวมีระยะเวลาการจัดยาวที่สุดตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2563 ถึง 4 ตุลาคม 2563

“ปกติเราจะมีแคมเปญทุกเดือน และมีแคมเปญใหญ่ 1-2 ครั้ง แต่ครั้งนี้เรามั่นใจว่าใหญ่สุดของปีและในอุตสาหกรรม  หากเทียบกับความครอบคลุมของดีลและจำนวนร้านอาหาร”

ทั้งนี้ เป้าหมายของแคมเปญดังกล่าว คือ ร้านค้าต้องมียอดขายโตขึ้น 2 เท่า ผู้ใช้ใหม่โดยเฉพาะในกลุ่ม 20-39 ปีเติบโต 1 เท่า และมี Most Often Used Brand 60% นอกจากนี้ แกร็บได้เตรียมเพิ่ม ‘คลาวด์คิทเช่น’ จาก 3 แห่ง ได้แก่ สาขาสามย่าน สาขาถนนวิภาวดี 64 และสาขาทองหล่อ เป็น 6 แห่งภายในสิ้นปีนี้

กำไรยังไม่เน้น เน้นสร้างสมดุล

ความท้าทายของแกร็บในปัจจุบัน คือ การสร้างสมดุลระหว่างแกร็บ, พาร์ตเนอร์คนขับ, ร้านอาหาร ผู้บริโภคให้พอใจทั้งหมด เรื่องรายได้และกำไรยังไม่คิด เพราะแม้ว่าในส่วนของการส่งอาหารและส่งของ (แกร็บมาร์ท) จะเติบโต แต่ยังไม่สามารถครอบคลุมในส่วนของส่งคน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ฟื้นตัวจาก COVID-19 ได้เต็มที่ เพราะลูกค้ากลุ่มต่างชาติที่คิดเป็น 20-30% ของลูกค้าแกร็บยังไม่กลับมา

“ที่ผ่านมา มีประเด็นที่พาร์ตเนอร์คนขับแกร็บได้รวมตัวประท้วง เรามีการส่งจดหมายชี้แจงแล้ว เรามีการเปิดรับฟังทุก ๆ เดือน เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยกัน อีกทั้งยังมีขาของร้านอาหารและผู้บริโภคอีก ดังนั้นโจทย์ของเราไม่ใช่กำไร แต่เป็นการรักษาสมดุล”

]]>
1294094