โควิดอินเดีย – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 12 May 2021 11:59:21 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ส่อง 4 อุตสาหกรรมเตรียมรับ ‘แรงกระแทก’ จากวิกฤตระบาดหนักในอินเดีย https://positioningmag.com/1331703 Wed, 12 May 2021 09:35:23 +0000 https://positioningmag.com/?p=1331703 สิ่งที่หลายคนห่วงหลังจากที่ ‘อินเดีย’ กำลังเผชิญกับวิกฤต COVID-19 ระลอกใหม่ที่ยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้นในเร็ววัน ก็คือ เชื้อเชื้อ ‘สายพันธุ์อินเดีย’ (B.1.617) ทาง ‘องค์การอนามัยโลก’ (WHO) เป็น “ภัยคุกคามต่อสุขภาพในระดับโลก” นั้น จะลุกลามไปทั่วโลกหรือไม่ แต่อีกสิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ ‘อุตสาหกรรม’ ต่าง ๆ เพราะในอินเดียมีหลายอุตสาหกรรมที่ทั่วโลกต้องพึ่งพาอินเดีย ตั้งแต่เสื้อผ้า, ยา ไปจนถึงบริการทางการเงินและการขนส่งสินค้าทั่วโลก

การขนส่ง

การค้าโลกประมาณ 80% จะขนส่งไปบนเรือ ซึ่งอินเดียถือเป็นประเทศที่จัดหาลูกเรือจำนวนมาก โดย Guy Platten เลขาธิการหอการค้านานาชาติ เปิดเผยว่า ลูกเรือกว่า 200,000 คนจากประมาณ 1.7 ล้านคนทั่วโลกมาจากอินเดีย หลายคนมีตำแหน่งและบทบาทที่ต้องใช้ทักษะที่สำคัญ

เนื่องจากหลายประเทศสั่งห้ามเที่ยวบินจากอินเดีย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะขนย้ายคนงานชาวอินเดียไปยังท่าเรือทั่วโลกและเปลี่ยนลูกเรือ ดังนั้น ถ้าวิกฤตดังกล่าวยังไม่ดีขึ้นอาจนำไปสู่การขาดแคลนลูกเรือ ซึ่งจะส่งผลต่อระบบซัพพลายเชนทั่วโลก นอกจากนี้อาจเจอปัญหา ‘วิกฤตด้านมนุษยธรรม’ เนื่องจากลูกเรือจะไม่สามารถออกจากเรือและกลับบ้านได้

ภาพจาก Shutterstock

ที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโรคระบาดทำให้การขนส่งสินค้าทั่วโลกตกอยู่ในความปั่นป่วน และเมื่อปีที่แล้วโดยมีนักเดินเรือเกือบ 200,000 คนติดค้างอยู่เป็นเวลาหลายเดือนเนื่องจากการปิดท่าเรือและเครื่องบิน

วัคซีนและยาอื่น ๆ

การขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนของโลกกำลังได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากการระบาดในอินเดีย เพราะโดยทั่วไปแล้วอินเดียจะผลิตวัคซีนมากกว่า 60% ของวัคซีนทั้งหมดที่จำหน่ายทั่วโลก เนื่องจากอินเดียเป็นที่ตั้งของ Serum Institute of India (SII) ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ด้วยความสามารถในการผลิตจึงเป็นสาเหตุให้อินเดียเป็นประเทศหลักในการผลิตวัคซีน COVID-19 ในโครงการ COVAX ซึ่งเป็นโครงการที่จะแจกจ่ายวัคซีน COVID-19 ในราคาถูกหรือฟรีสำหรับประเทศที่มีรายได้ต่ำ โดย SII ได้ตกลงว่าจะผลิตวัคซีนโควิดมากถึง 200 ล้านโดสเพื่อป้อนให้ 92 ประเทศ แต่ด้วยประชากรอินเดียเพียง 2% ที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วน รัฐบาลและ SII จึงเบรกการกระจ่ายวัคซีนให้ประเทศอื่น ๆ และเน้นไปที่พลเมืองอินเดียก่อน

(Photo by Sunil Ghosh/Hindustan Times via Getty Images )

แต่ไม่ใช่แค่การขาดแคลนวัคซีน COVID-19 แต่การระบาดอาจมีผลกระทบอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมยาทั่วโลกอีกด้วย เพราะอินเดียเป็นผู้จัดหายาสามัญรายใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้อินเดียยังเป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่สุดของโลกครอง 60% ของตลาด ขณะที่ผู้ผลิตยาของอินเดียได้รับวัตถุดิบจากจีนมากถึง 70% แต่เมื่อปลายเดือนเมษายนสายการบินเสฉวนของจีนระงับเที่ยวบินขนส่งสินค้าไปยังอินเดียเป็นเวลา 15 วัน นั่นทำให้กลุ่มส่งออกยาชั้นนำของอินเดีย ต้องเขียนจดหมายถึงสถานทูตของอินเดียในปักกิ่งเพื่อเรียกร้องให้จัดการปัญหา

เสื้อผ้า

อินเดียเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นผู้ส่งออกเสื้อผ้าเครื่องหนังรายใหญ่อันดับ 2 และเป็นผู้ส่งออกเครื่องหนังรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก นอกจากนี้ยังเป็นผู้ผลิตรองเท้ารายใหญ่รองจากจีน โดยผลิตรองเท้าเกือบ 3 พันล้านคู่ต่อปี โดยอินเดียถือเป็นศูนย์กลางการผลิตเสื้อผ้าแบรนด์เนมหลายราย อาทิ New Balance และ Nordstrom แต่จากวิกฤต COVID-19 ทำให้พนักงานที่มีทักษะและกึ่งฝีมือเกือบ 50% ต้องหยุดงาน

ภาพจาก Shutterstock

“นี่เป็นครั้งแรกที่คนรุ่นเราประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่มีใครเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่น่ากลัวนี้” Arpit Aryan Gupta หุ้นส่วนและหัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจใหม่ของผู้ผลิตเครื่องแต่งกาย NG Apparels กล่าว

ที่ผ่านมา การบริโภคและการส่งออกของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในประเทศในปีที่แล้วลดลง 30% และ 24% ตามลำดับ ขณะที่ปีนี้สถานการณ์ยังไม่ทันฟื้นตัวก็เจอผลกระทบอีกครั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดตัวลงครั้งใหญ่และการขาดแคลนพนักงานที่มีทักษะ

Outsource บริการทางการเงิน

อินเดียมีความสำคัญในฐานะศูนย์กลาง งานหลังบ้าน โดยบริษัทหลายแห่งได้จ้างงาน Outsource เทคโนโลยีสารสนเทศและการดำเนินงานจำนวนมากในอินเดีย เนื่องจากพนักงานที่มีการศึกษาและต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่า โดยผู้คนเกือบ 4.4 ล้านคนในประเทศทำงานเป็น Outsource ด้านไอทีและการจัดการกระบวนการทางธุรกิจตามข้อมูลของ National Association of Software and Service Companies ซึ่งเป็นองค์กรการค้า

ภาพจาก shutterstock

โดยบริษัทอย่าง Goldman Sachs และ Wells Fargo ก็เป็น 2 บริษัทที่ใช้งาน Outsource ในอินเดีย แม้ว่า 2  บริษัทจะมีมาตรการ Work from Home แต่การทำงานจากที่บ้านในช่วงที่เกิดโรคระบาดนั้นมีความซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพนักงานต้องดูแลญาติที่ป่วย นอกจากนี้ยังมีความท้าทายเกี่ยวกับความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูล เนื่องจากพนักงานอาจจัดการข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของบริษัทหรือลูกค้า

ดังนั้น หลายบริษัทจึงเลือกที่จะย้ายการทำงานไปยังประเทศอื่น ๆ ที่ประชากรมีทักษะภาษาอังกฤษดี ขณะเดียวกันบางบริษัทก็ตัดปัญหาด้วยการหันไปลงทุนกับระบบอัตโนมัติและ AI แทน

Source

]]>
1331703
เศรษฐี-ชนชั้นกลางอินเดียแห่เช่า ‘เครื่องบินส่วนตัว’ ออกนอกประเทศหนีภัยโควิด https://positioningmag.com/1331000 Fri, 07 May 2021 08:42:17 +0000 https://positioningmag.com/?p=1331000 ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ของอินเดียพุ่งสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นกว่า 4 แสนรายต่อวัน มีจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดมากกว่า 28 ล้านคน ทำให้นานาประเทศต้องเร่งให้การช่วยเหลือ ก่อนที่จะไม่สามารถควบคุมจนเกิดเป็น ‘ปัญหาระดับโลก’ และจากการระบาดดังกล่าวทำให้เหล่า ‘เศรษฐีอินเดีย’ ยอมเช่าเครื่องบินส่วนตัวออกนอกประเทศ

Kanika Tekriwal ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ JETSETGO สตาร์ทอัพสัญชาติอินเดียที่ได้รับฉายา ‘Uber แห่งน่านฟ้าอินเดีย’ เพราะให้บริการเช่าเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์เหมาลำที่ได้เปิดเผยว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทมียอดจองเพิ่มขึ้น 900% โดย 70-80% ของลูกค้ามาจากชนชั้นกลาง, ชนชั้นสูง และเหล่าดารา แทนที่จะเป็นลูกค้ากลุ่มมหาเศรษฐีอย่างเดียว

โดยลูกค้าส่วนใหญ่มีจุดหมายปลายทางไปยัง ‘มัลดีฟส์’ และซึ่งปัจจุบันมีการกักตัวไว้ที่รีสอร์ต สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางมาจากอินเดียหรือดูไบ ซึ่งอนุญาตให้เข้าประเทศได้ด้วยจุดประสงค์ทางธุรกิจ

Kanika Tekriwal ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ JETSETGO (ภาพจาก hurun India)

สำหรับราคาค่าบริการจะอยู่ที่ 18,000-20,000 ดอลลาร์ หรือราว 560,000-620,000 บาท สำหรับเครื่องบินเจ็ต 8 ที่นั่งไปมัลดีฟส์ หรือ 31,000 ดอลลาร์ หรือราว 960,000 แสนบาท สำหรับเครื่องบินเจ็ต 6 ที่นั่งไปดูไบ ซึ่งการเดินทางนั้นไม่ได้ถูกแม้แต่สำหรับคนชั้นกลางระดับบนของอินเดียที่มีรายได้ประมาณ 15,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือราว 460,000 บาท

Tekriwal กล่าวต่อว่า ราคาของเที่ยวบินเจ็ตส่วนตัวอาจน้อยกว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวในโรงพยาบาล นั่นคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ยอมที่จะใช้เงินเก็บหรือเงินที่เทียบเท่ากับรายได้ 6 เดือนในการหนีออกนอกประเทศ เพราะการรักษาในโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2,500 ดอลลาร์ต่อคืน หรือราว 7.8 หมื่นบาท

“กลุ่มคนชั้นกลางยอมใช้เงินเก็บเพื่อบินออกนอกประเทศ เพราะพวกเขาไม่ใช่คนที่ร่ำรวยมาก ดังนั้น แทนที่จะนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลและไม่รู้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และยังไม่รู้ว่าจะมีเตียงในโรงพยาบาลหรือไม่ เธอกล่าว

(Photo by Pratik Chorge/Hindustan Times via Getty Images)

อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารที่จะใช้บริการทุกคนจะต้องมีการตรวจเชื้อก่อน และถ้าผลเป็นบวก ทางบริษัทจะไม่อนุญาตให้บิน นอกจากนี้ บริษัทยังมีการบังคับใช้มาตรการด้านความปลอดภัยตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีการฆ่าเชื้อบนเครื่องบินอย่างสม่ำเสมอ แต่ Tekriwal ก็ไม่รับประกันว่าจะรอดพ้นจากไวรัสได้

สุดท้าย Tekriwal กล่าวว่า การจะบอกว่ามีเพียงชาวอินเดียที่ร่ำรวยเท่านั้นที่เดินทางออกจากอินเดียด้วยเครื่องบินส่วนตัวก็คงเป็นเรื่องที่ผิด เพราะตอนนี้เหล่าชนชั้นกลางก็ยอมที่จะนำเงินเก็บสำหรับเช่าเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เพื่อออกจากประเทศออกไปข้างนอก

Source

]]>
1331000