โลกการทำงาน – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 20 Jan 2026 06:51:12 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 เปิด 3 อินไซต์ Gen Z ที่องค์กรต้องรู้ และรับมือ https://positioningmag.com/1555703 Tue, 20 Jan 2026 06:50:52 +0000 https://positioningmag.com/?p=1555703 แม้ตอนนี้ ‘Gen Z’ จะเป็น First Jobber แต่ในอีก 4 ปีข้างหน้าพวกเขาจะกลายเป็นกลุ่มที่เข้ามาขับเคลื่อน ‘โลกแรงงาน’ แบบ 100% ดังนั้น การทำความเข้าใจ ‘พฤติกรรม’ และ ‘ตัวตน’ ของ Gen Z จึงเป็นสิ่งที่องค์กรและหัวหน้าต้อใคำนึงถึง เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น   

 

‘ชญาน์ทัต วงศ์มณี’ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ‘ท้อฟฟี่ แบรดชอว์’ และผู้ร่วมก่อตั้ง Peeti PR ได้เล่าประสบการณ์บนเวที Top 50 Companies in Thailand 2026 ในฐานะที่เขาได้ผ่านการทำงานมาแล้วทั้งกับ Baby Bloomer, Gen X , Gen Y และทุกวันนี้มีลูกน้อง 60% เป็น Gen Z ว่า

 

การเป็นหัวหน้าของ Gen Z ไม่เหมือนกับ Gen ไหนเลย และถือเป็นความเร้าใจในชีวิต จึงอยากแชร์ 3 อินไซต์ของคนกลุ่มนี้ที่ได้เรียนรู้มา โดยเฉพาะที่เป็นกลุ่ม talent ผู้มีความสามารถเพื่อให้ก้าวข้ามปัญหา Generation Gap และเป็น Buddy ที่ดีกับคนกลุ่มนี้

 

อินไซต์แรก Gen Z มองหา Why

 

Why ในที่นี้สำหรับ Gen Z หมายถึง Purpose หรือ ‘เป้าหมาย’ เช่น เหตุผลของการตื่นมาทำงานตอนเช้า, ความหมายของการทำงาน ฯลฯ เพราะพวกเขารู้สึกว่า พลังที่ใช้ไปในแต่ละวันต้อง ‘สร้าง’หรือ ‘เปลี่ยนแปลง’ อะไรให้กับสังคม มากกว่า ‘รายได้’ หรือ ‘ตัวเลข’

 

“หลายคนบอก Gen Z ไม่มีความจงรักภักดีต่อองค์กร จริง ๆ เขาแค่ไม่อยากเสียเวลาชีวิตให้กับงานที่ไม่มีความหมาย”

 

เมื่อ Gen Z มองหา Why ต้องการงานที่มีความหมาย องค์กรและหัวหน้าต้องทำอย่างไร?

 

อันแรก ต้องกลับมาดูว่างานที่ให้ทำมีความหมายหรือไม่? ซึ่งไม่ใช่แค่พูดอย่างเดียว แต่ต้องมาจากลงมือทำ โดยองค์กรที่มี Purpose ชัดเจน จะดึงดูด talent ที่เชื่อเรื่องเดียวกันได้ชัดเจน

.

ถัดมา การวัด KPI สำหรับ Gen Z แทนที่จะวัดเป็น ‘ตัวเลข’ สร้างยอดขายเท่าไร ยอดเอนเกจเท่าไร ควรเปลี่ยนมาเป็น ‘งานชิ้นนี้ทำให้เขาเติบโตขึ้นในฐานะมนุษย์อย่างไร’ เช่น ทำสิ่งนี้แล้วพวกเขาได้เรียนรู้หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เพราะเมื่อ ‘คนที่รู้สึกมีคุณค่า จะสร้างผลงานที่ยั่งยืน’

 

อินไซต์ที่ 2 Gen Z กลัว ‘เสียหน้า’ มากกว่ากลัว ‘หัวหน้า’

 

Gen Z เป็นกลุ่มที่อยากเข้าใจตัวเอง สะท้อนจากโปรไฟล์ในโซเชียลของคนกลุ่มนี้ส่วนมากจะเห็นว่า นิยมใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพ MBTI เพื่อเข้าใจตัวเอง

 

ปัญหาคือ เมื่อไรก็ตามที่คนกลุ่มนี้ใช้ MBTI เป็นโครงข่ายด้านความสามารถและเงื่อนไขในการทำงาน จะเป็นสิ่งน่ากลัว เช่น ไม่ขอทำแบบนี้ได้ไหม เพราะไม่ใช่สายนี้ หรือไม่สนเรื่องสาย Data เพราะเป็นสายความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ

 

สิ่งที่หัวหน้าต้องทำเมื่อเจอเรื่องนี้ คือ อย่าเพิ่ง ‘ตัดสิน’ น้องเร็วเกินไป แต่ควรช่วยเพิ่มฐานความสามารถให้พวกเขา ทั้งท้าทายและผลักดันให้ทำสิ่งใหม่ๆ พร้อมกับสื่อสารว่า ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น และเมื่อเกิดความผิดพลาด จะเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้เสมอ

 

อินไซต์ที่ 3 อยาก ‘สำเร็จไว’ แต่ก็ ‘ยอมแพ้เร็ว’

 

ด้วยการที่ Gen นี้เติบโตมาได้เห็นการเติบโตของคนอื่น โดยเฉพาะทางโซเซีเชียลมีเดีย เช่น คนประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย, มหาเศรษฐีอายุแค่ 30 ปี ฯลฯ ทำให้ Gen Z อยากจะเติบโตและสำเร็จแบบนี้เช่นกัน

 

ข้อดีของความคิดนี้ คือ Gen Z มีความทุ่มเทและโฟกัสเรื่องงาน รวมถึงพร้อมจะพูดถึงผลประโยชน์และหาทางจะประสบความสำเร็จแบบตรงไปตรงมา เช่น ทำแล้วได้อะไร สร้างการเติบโตอย่างไร เป็นต้น  

 

ขณะที่อยากสำเร็จไว Gen Z ก็ ‘ยอมแพ้เร็ว’ เพราะแบกความกดดันมากมาย ดังนั้น สิ่งที่หัวหน้าจะสอนได้ คือ  Don’t give up too soon ทำให้รู้ว่า การจะประสบความสำเร็จได้ต้องให้ ‘เวลา’ และทางข้างหน้ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมากมาย ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะหยุดเรียนรู้ กลายเป็น ‘กรงขังความสามารถ’

.

นอกจากนี้ หัวหน้าต้องเป็น ‘ประตูที่เปิดตลอด’ โดยประตูในที่นี้ หมายถึง เมื่อคนในทีมมีปัญหา รู้สึกแย่ สามารถเข้ามาคุยได้เสมอ จะเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเมื่อเจอทางตัน จะช่วยแก้ไขหรือหาทางออกให้กับคนในทีมเสมอ

 

มองคนรุ่นใหม่ด้วย ‘สายตาแห่งความหวัง’

 

อย่างไรก็ตาม ชญาน์ทัตบอกว่า จะไม่มีวันหยุดปวดหัวกับ Gen Z เพราะเขาเป็นมนุษย์ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ได้ทำงานกับคนกลุ่มนี้เพื่อให้เรียนรู้การเป็นหัวหน้าที่ดีต้องทำอย่างไร

 

ที่สำคัญจะปวดหัวอีกมาก เพราะยังมี Gen ใหม่ๆ อีกหลาย Gen เข้ามา ซึ่งเมื่อก่อนเขาก็คิดแบบเช่นกัน แต่มีคนเข้ามาเปลี่ยนความคิดนี้ นั่นคือ ‘พี่ซุป ซุปเปอร์จิ๋ว’ (วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ)

 

“ผมถามพี่ซุปว่า ทำอย่างไรถึงคุยกับเด็กได้ตลอดเวลา รุ่นแล้วรุ่นเหล่า ทำอย่างไรถึงทำงานร่วมกันได้ พี่ซุปตอบว่า เราทุกคนมีความเป็นเด็ก เพราะฉะนั้นแล้วต่อให้วัยต่างกัน เราเป็นมนุษย์เหมือนกัน และพี่กำลังเรียนรู้อยู่ ที่สำคัญทุกครั้งที่มองเข้าไปในแววตาของเด็ก พี่เห็นความหวังของประเทศ

 

“เมื่อไรก็ตามมองพวกเขาด้วยสายตาที่เห็นความหวัง จะเปลี่ยนวิธีคิดของเราไป ทำให้อยากเรียนรู้ อยากเข้าใจ อยากจะอยู่เคียงข้าง เป็นหัวหน้าที่ดี และเมื่อไรที่เรามองพวกเขาด้วยการเห็นความหวัง เขาจะมองเราด้วยสายตาเห็นความหวังเช่นกัน”

]]>
1555703
ส่อง 5 เทรนด์เขย่า ‘โลกแห่งการทำงาน’ ปี 2026 ที่จะเปลี่ยนชีวิต ‘ชาวออฟฟิศ’ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป https://positioningmag.com/1554472 Thu, 08 Jan 2026 12:31:43 +0000 https://positioningmag.com/?p=1554472 ปี 2025 ถือเป็นแห่งการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างรวดเร็วของ ‘โลกการทำงาน’ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นโยบายด้านความหลากหลายและความเท่าเทียม รวมไปถึงวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งในปี 2025 ตามรายงานจาก McKinsey ระบุว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้าบริษัทกว่า 92% เตรียมจะเพิ่มงบลงทุน AI ขณะเดียวกัน การเลิกจ้างจำนวนมากและความวุ่นวายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น

จึงเกิดคำถามว่า ปี 2026 เทรนด์วัฒนธรรมองค์กรจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน ? และควรเตรียมรับมืออย่างไรบ้าง ? และนี่คือการคาดการณ์ 5 เทรนด์สำคัญที่คนทำงานต้องรู้

 

1.เลิกกลัว AI แย่งงาน ต้องรู้จักใช้

 

ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นพาดหัวข่าวอยู่เสมอว่า ‘AI จะเข้ามาแย่งงาน’ แต่ผลวิจัยจาก Budget Lab ในปี 2025 ของมหาวิทยาลัยเยล ระบุว่า หลังจาก ChatGPT เปิดตัวมา 2-3 ปี ตลาดแรงงานโดยรวมยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอย่างชัดเจน ซึ่งงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า บทบาทของ AI อาจส่งผลกระทบในเชิงลบน้อยกว่าที่คาดการณ์

 

อย่างไรก็ตาม AI ยังเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของปี 2026 และอีกหลายปีในอนาคต ซึ่งสิ่งที่น่าจับตามองไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์เมื่อไหร่ แต่เป็นเราจะใช้ AI ทำงานกันอย่างไรมากกว่า

 

2.ที่ทำงานต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจ

 

ข้อมูลจาก Workmonitor ของ Randstad ปี 2025 ระบุว่า มีพนักงานเพียง 49% ที่ยังไว้ใจนายจ้างว่าจะสามารถสร้างวัฒนธรรมในที่ทำงานที่เอื้อให้ทุกคนเติบโตได้ และตอกย้ำจากงานวิจัยของ Mental Health First Aid England ที่สะท้อนให้เห็นว่า การปรับลดนโยบายและโครงการต่าง ๆ ทำให้พนักงานไม่สามารถเป็นตัวเองในที่ทำงานได้อย่างเต็มที่

 

ดังนั้น ในปี 2026 หากองค์กรละเลยต่อเรื่องสร้างความไว้วางใจ และทำให้พนักงานรู้สึกว่า ‘ที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัย’ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและจงรักภักดีต่อองค์กรให้น้อยลง

 

3.เสียงของพนักงานดังขึ้นเรื่อยๆ

 

ในปี 2026 ไม่มีอีกแล้วสำหรับคำว่า ‘อดทน’ ซึ่งเราจะเห็นพนักงานจำนวนมากเริ่มใช้เสียงของตัวเองผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทั้งการเรียกร้องสิทธิ การรวมตัวประท้วง หรือการใช้โซเชียลมีเดียเป็นกระบอกเสียง หากรู้สึกว่า องค์กรปฏิบัติไม่เป็นธรรม

 

โดยในหลายประเทศอาจเห็นกฎหมายที่เอื้อต่อการจัดตั้งสหภาพแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ๆ มากขึ้น ดังนั้นองค์กรต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ไว้ด้วย

 

4.ค่านิยมองค์กรต้องสอดคล้องกับคนทำงาน

 

รายงาน Workmonitor ปี 2025 ของ Randstad ชี้ให้เห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบครึ่ง พร้อมปฏิเสธงานขององค์กรนั้นๆ หากค่านิยมของบริษัทไม่ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2024 และ 29% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ‘เคยลาออก’ เพราะรับไม่ได้กับมุมมองหรือทัศนคติของผู้บริหาร

 

ดังนั้น ในปี 2026 องค์กรจึงควรคุณค่าและนโยบาย การบริการ และผู้นำไปในทิศทางสอดคล้องกับคนทำงาน เพราะพวกเขาต้องการทำงานกับองค์กรที่เห็นคุณค่าและมีความจริงใจมากกว่าคำสวยหรู

 

5.ภาพลักษณ์องค์กร ต้องสะท้อนตัวตนแบรนด์

 

รายงาน Brand Trust 2025 ของ Edelman’s ยืนยันว่า ผู้บริโภคต้องการสนับสนุนแบรนด์ที่มีคุณค่าเดียวกับตน และปฏิเสธไม่ซื้อหรือคว่ำบาตร หากแบรนด์ทำอะไรที่ขัดหรือไม่สอดคล้องกับกับค่านิยม

 

หากแบรนด์เพิกเฉยต่อเสียงผู้บริโภค ก็มักจะพบกับผลกระทบแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากภาพลักษณ์มีผลต่อองค์กร ทั้งในสายตาของพนักงาน ผู้สมัครงาน และผู้บริโภค

 

สรุปแล้ว ทิศทางของโลกการทำงาน ปี 2026 จะไม่ใช่ปีที่แค่ต้องอัปสกิลหรือโฟกัสด้านเทคโนโลยีเท่านั้น ยังต้องคำนึงถึงเรื่อง การสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยุติธรรม ปลอดภัย และโอบรับความแตกต่าง รวมถึงมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่สอดคล้องกับการทำงานยุคใหม่ ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบกับองค์กรได้

 

ที่มา : https://www.forbes.com/sites/janicegassam/2025/11/16/5-trends-that-will-shape-workplace-culture-in-2026/

]]>
1554472
‘บิล เกตส์’ ออกมาทำนายว่า AI กำลังจะเข้ามาทำงานหลักแทนคน https://positioningmag.com/1511519 Wed, 19 Feb 2025 11:20:19 +0000 https://positioningmag.com/?p=1511519 ‘บิล เกตส์’ มหาเศรษฐีโลกและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ ‘ไมโครซอฟท์’ ได้ออกมาพูดถึง AI หรือปัญญาประดิษฐ์ (อีกครั้ง) ว่า จะเข้ามาทำงานส่วนใหญ่แทนมนุษย์ และในอนาคตมนุษย์จะทำงานเพียง 2-3 วันต่อสัปดาห์

 

การแสดงความเห็นนี้เกิดขึ้นระหว่างที่เขาโปรโมต Source Code: My Beginnings หนังสือชีวประวัติเล่มใหม่ของตัวเอง ในรายการ The Tonight Show Starring Jimmy Fallon ของ ‘จิมมี่ ฟอลลอน’ (Jimmy Fallon)

 

ฟอลลอนได้ถามเกตส์ว่า ปัจจุบันใคร ๆ ก็พูดถึง AI แล้วเกตส์คิดว่า มันจะเข้ามามีบทบาทอย่างไรในอนาคต รวมถึงมีข้อดีและข้อเสียในการนำมาใช้งานอย่างไร ?

 

เกตส์ ตอบว่า AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญและพลิกโฉมรูปแบบของการทำงาน ทำให้มนุษย์ไม่จำเป็นในงานส่วนใหญ่ อาทิ ด้านการผลิต การขนส่ง และการเกษตร เป็นต้น และ AI ยังช่วยให้เข้าถึงบริการสำคัญที่ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คำแนะนำทางการแพทย์และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต ฯลฯ

 

นอกจากนี้ เขายังทำนายอีกว่า ในอนาคตมนุษย์อาจทำงานเพียง 2-3 วันต่อสัปดาห์ เพราะ AI สามารถทำงานที่ซับซ้อนแทนมนุษย์ได้มากขึ้น ทำให้เกิดคำถามสำคัญ คือ เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้มนุษย์มีชีวิตดีขึ้น หรือจะทำให้หลายล้านคนต้องตกงาน ?

 

“ด้วย AI เป็นเรื่องใหม่และยังมีความไม่แน่นอนสูง คนจำนวนมากจึงรู้สึกกังวลกับเรื่องนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” เกตส์ตอบ

 

นอกจากนี้แม้ AI จะมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก แต่ยังมีกิจกรรมบางอย่างที่ยังคงต้องมีมนุษย์อยู่ เช่น กีฬา เพราะความสนุกมาจากการมีส่วนร่วมของคนจริง ๆ

 

ก่อนที่เกตส์จะปิดท้ายว่า ตัวเขาเชื่อมั่นในศักยภาพของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รวมถึงความก้าวหน้าทางด้านสุขภาพที่จะสามารถรักษาโรคยาก ๆ ได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์ มาลาเรีย เอชไอวี และโปลิโอ ที่อาจถูกกำจัดได้ภายในไม่กี่ปี

 

เกตส์ยังเชื่อว่า มนุษยชาติสามารถสามารถนำเทคโนโลยีและการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อนำมาช่วยแก้ไขการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ แค่ขอร่วมมือและมีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาร่วมกัน

 

]]>
1511519