โอมา ส่งวัฒนา – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Thu, 26 Feb 2026 13:43:59 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 จาก Beer People Festival สู่ People Festival 2026 ปลดล็อกงานเบียร์ สู่พื้นที่โอบรับทุกความ “คราฟต์” กับเป้าหมาย Oktoberfest แห่งภูมิภาค https://positioningmag.com/1561331 Thu, 26 Feb 2026 08:22:16 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561331
  • Beer People Festival เปลี่ยนชื่อเป็น People Festival 2026 ก้าวข้ามจากแค่ขวดเบียร์ สู่พื้นที่เปิดกว้างสำหรับคนตัวเล็กทุกแขนงทั้งสุรา เบียร์ กาแฟ
  • ปีนี้จัดงานใหญ่วันที่ 6-8 มีนาคม 2569 ที่ช่างชุ่ย ตั้งเป้าทราฟฟิกทะลุ 50,000 คน เงินสะพัด 50 ล้านบาท
  • ปัจจุบันตลาดสุราชุมชนมีสัดส่วนราว 1-2% จากตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 400,000 ล้านบาท หากกฎหมายเปิดกว้าง ทำให้ชุมชนมีสินค้าพื้นบ้าน ประชาชนมีทางเลือก เป็น Soft Power ของประเทศไทยได้
  • มองเป้าหมายเป็น Oktoberfest แบบประเทศเยอรมนี เป็น Destination ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก
  • People Festival 2026 ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ในการจัดงานเหล้าเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปีนี้เป็นปีแรกที่ Beer People Festival รีแบรนด์สู่ People Festival โดยตัดคำว่าเบียร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของงานออก    เพื่อทลายกรอบบางอย่าง

    Positioning มีโอกาสพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ผู้จัดงานทั้ง 3 ราย เบนซ์ – ธนากร ท้วมเสงี่ยม ผู้ก่อตั้งประชาชนเบียร์, ไอซ์ – วรุตม์ วิมลคุณารักษ์ ผู้ก่อตั้ง และครีเอทีฟ STUDIO11206 และเลียว – โอมา ส่งวัฒนา Managing Director ช่างชุ่ย Creative Park ผู้ที่มีความเชื่อว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือ “วัฒนธรรมแห่งความสุข” ที่สามารถเป็น Soft Power ของไทยได้เหมือน Oktoberfest ของเยอรมนี หากกฎหมายเปิดกว้างขึ้น อุตสาหกรรมสุราพื้นบ้านนี้มีศักยภาพที่จะเติบโตจากสัดส่วน 2% ไปสู่ 10% ของมูลค่าตลาดรวมได้ไม่ยาก

    people festival

    “งานนี้ไม่ได้มาเพื่อเมาแล้วเละเทะ แต่มาเพื่อมอบพลังให้คนธรรมดาที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในเวอร์ชั่นที่สร้างสรรค์ที่สุด”

    ย้อนรอย Beer People Festival

    Beer People Festival ขึ้นชื่อว่าเป็นงานเทศกาลเหล้าเบียร์ที่ใหญ่สุดในประเทศไทย ก่อตั้งโดย 3 พาร์ทเนอร์ ประชาชนเบียร์, STUDIO11206 และชางชุ่ย

    ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 ได้ถือกำเนิดกลุ่ม “ประชาชนเบียร์” การรวมตัวกันของกลุ่มประชาชนคนตัวเล็กๆ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยเหล้าเบียร์ กลุ่มนี้เป็นคอมมูนิตี้ที่รวบรวมทั้งคนดื่ม คนต้ม คนขายเหล้าเบียร์ หรือ    อีโคซิสเท็มของแอลกอฮอล์ไว้ด้วยกัน เพราะเขามีความเชื่อว่าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ถ้ากฎหมายเอื้อคนตัวเล็กๆ มากพอ จากนั้นในปี 2563 ได้มีงานรวมตัวกันของประชาชนเบียร์เป็นครั้งแรก งานที่ให้คนดื่ม คนต้ม    คนขายรวมตัวกัน

    เบนซ์ ธนากร ผู้ก่อตั้งประชาชนเบียร์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการจัดงานเบียร์ครั้งแรกเมื่อ 6 ปีที่แล้ว สมัยที่เริ่มร่างพรบ.สุราก้าวหน้า ตอนนั้นเริ่มคุยกับนักการเมืองแล้วจัดกิจกรรมครั้งแรก เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงกฎหมายนี้ อยากสร้างพื้นที่ที่เป็นอนาคต เมื่อกฎหมายร่างนี้ผ่าน แล้วเราอยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น จึงจัดงานแรกว่าประชาชนเบียร์ มีคนเข้าร่วมประมาณ 500 คน แล้วขยับมาเป็น Beer Day แล้วเป็น Beer People Festival ในปี 2565

    เบนซ์เสริมอีกว่า ในช่วงแรกเป็นการจัดกิจกรรมคนเดียว ดีลสถานที่เอง แล้วมีอุปสรรคเยอะ ทั้งเรื่องโดนเท เริ่มคิดว่าต้องหาคนคิดกิจกรรมให้งานสนุก มีคนแนะนำให้รู้จักไอซ์ STUDIO11206 ซึ่งไอซ์รู้จักกับเลียวช่างชุ่ยอยู่แล้ว ทุกอย่างเลยลงล็อกเป็น 3 พาร์ทเนอร์ที่ร่วมจัดงานอย่างลงตัว

    Beer People Festival เริ่มจัดครั้งแรกที่ช่างชุ่ยในปี 2567 ในตอนนั้นจัด 2 วัน มีคนเข้าร่วมงานกว่า 30,000 คน แล้วในปี 2568 มีคนเข้าร่วม 37,000 คน ปีนี้ตั้งเป้าผู้เข้าร่มงาน 50,000 คน

    เลียว โอมา Managing Director ช่างชุ่ย Creative Park เล่าว่า “ช่างชุ่ยเปิดมา 9 ปี ตั้งแต่วันแรกอุดมการณ์ของเราไม่เคยเปลี่ยน อยากเป็นพื้นที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม เรามีการปรับอยู่อย่างต่อเนื่องอยากทำให้ทุกมิติดีขึ้น ปีนี้มีการเปลี่ยน Landscape ครั้งใหญ่ มีการทุบอาคารในโครงการทิ้ง เพื่อเชื่อมพื้นที่ตรงกลางเข้าด้วยกันเป็นลานสุขใจ เพื่อให้ผู้คนในงานเพิ่มขึ้น เดินได้ไม่แออัด มีที่จอดรถเพิ่มขึ้น 100 คัน สิ่งอำนวนความสะดวกมากขึ้น”

    people festival

    ก้าวข้ามแก้ว “เบียร์” สู่พื้นที่ของ “คนตัวเล็ก”

    ถึงแม้ว่าชื่อเดิมจะเป็น Beer People Festival แต่เนื้อในไม่ได้มีแต่เบียร์เสียทีเดียว ยังประกอบไปด้วยเบียร์, สุรา, ไวน์, สาเก, วิสกี้, สาโท, ว้อดก้า, จิน, กาแฟ และกัญชา (แต่เดิมถูกกฎหมาย ปีนี้ไม่มีแล้ว) แต่พระเอกหลักของงานถูกขับเคลื่อนด้วยคราฟต์เบียร์ไทย และสุราพื้นบ้าน

    แต่ปีนี้ได้ปิดตำนาน Beer People Festival ด้วยการรีแบรนด์เหลือเพียงแค่ People Festival ตัดสินใจตัดคำว่าเบียร์ เพื่อโอบรับคำว่า People (ประชาชน) เพราะ DNA ของงานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องดื่ม แต่คือเรื่องของโอกาส และการสนับสนุนความฝัน ของคนตัวเล็กๆ ในสังคม

    เบนซ์ ธนากร เล่าถึงการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ว่า “การเปลี่ยนชื่อเป็น People Festival คือการหวนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของเราคือประชาชน เทศกาลของเราไม่ได้มีแค่เบียร์ แต่เป็นพื้นที่ของคนมี passion ไม่ว่าคุณจะเป็นสายไวน์ เหล้าขาว เหล้าสี กาแฟ ไปจนถึงอาหารโฮมเมด ที่นี่คือจุดนัดพบของคนที่รักในสิ่งที่ตัวเองทำ จากวันที่เรามีคนร่วมงานหลักพันจน 40,000 คนในปีที่ผ่านมา เรามองเห็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ การส่งต่อโอกาสให้มากที่สุด เราเห็นพาร์ทเนอร์อีกหลายวงการที่อยากมาร่วมงาน แต่กำแพงชื่อเดิมทำให้เขาเข้าไม่ถึง เราจึงตัดคำว่าเบียร์ออก เพื่อเปิดประตูต้อนรับทุกความคราฟต์ให้เติบโตไปพร้อมกันในฐานะ People Festival”

    ไอซ์ วรุตม์ ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟ STUDIO11206 ได้ถ่ายทอดถึงเบื้องหลังงานดีไซน์และออกแบบกิจกรรมต่าง ๆ  ที่แฝงด้วยนัยสำคัญไว้อย่างน่าสนใจ

    “ย้อนกลับไปในปี 2566 เราเคยเขียนประโยคหนึ่งว่า “It’s not just Beer, it’s the People”’ เพราะดีเอ็นเอของเรามาจาก ประชาชนเบียร์ คำว่าประชาชนมันทรงพลังมาก เพราะนั่นคือเสียงที่ใหญ่ที่สุดในสังคม โจทย์ของเราในปีนี้จึงเลือกที่จะสื่อสารเรื่องการกดทับผ่านแถบเซนเซอร์สีดำคาดทับคำว่า BEER เพื่อเสียดสีข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่มันกลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่จะนำพาเราก้าวข้ามชื่อเดิมไปสู่เสรีภาพในนาม People Festival ขณะเดียวกันเราก็ทำหน้าที่เหมือนฝ่ายค้านภาคประชาชน ที่พยายามทำลายกำแพงกฎหมายที่กีดขวาง เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็กๆ ได้แจ้งเกิดและเติบโตสู่ความเป็นมืออาชีพ เราจึงสร้าง Ecosystem ขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า หากเปลี่ยนข้อจำกัดเป็น โอกาส เราจะสร้างทั้งงาน วัฒนธรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เราจะเห็นศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยที่กฎหมายอาจยังก้าวไปไม่ถึง”

    ปีนี้จะมีสัดส่วนร้านค้าแบ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 60% และร้านอาหารทั่วไป 40% โดยที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีกว่า 400 ร้านค้า หรือกว่า 1,000 รสชาติ แบ่งเป็น เบียร์ 60% เหล้า 30% และ 10% ไวน์ สาเก วิสกี้ และอื่นๆ

    เรียกได้ว่าทั้งสายดื่ม และไม่ดื่ม ก็สามารถมาแฮงก์เอาต์ ดื่มด่ำ ล้อมวงเสวนากาแฟ พร้อมกับความรู้ภายในงานได้

    สุราชุมชน เม็ดเงินแค่ 2%

    แม้พรบ.สุราก้าวหน้า หรือกฎหมายปลดล็อกสุราชุมชนฉบับล่าสุด ที่ผ่านสภามาแล้วเมื่อเดือนม.ค. 2568 มุ่งเน้นแก้ไขกฎหมายสรรพสามิตมาตรา153 เพื่อยกเลิกเงื่อนไขการผลิตขั้นต่ำ เช่น โรงเบียร์ต้องผลิตขั้นต่ำ 10 ล้านลิตร/ปี หรือต้องมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ทำให้รายย่อยคราฟต์เบียร์ หรือสุราชุมชนผลิตได้จริง ลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

    people festival

    แต่ข้อจำกัดบางอย่างก็ยังไม่ได้เอื้อให้รายย่อยลืมตาอ้าปากได้เท่าไหร่นัก พบว่าตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยปีละ 400,000-500,000 ล้านบาท แต่สุราพื้นบ้าน และคราฟต์เบียร์มีสัดส่วนเพียงแค่ 2-3% หรือมูลค่ามาเกิน 20,000-30,000 ล้านบาท มองว่าถ้าตลาดมีการเปิดกว้างกว่านี้ โอกาสไปถึง 10% ได้ เม็ดเงินจะหมุนเวียนในชุมชนมากขึ้นกว่านี้ และผู้บริโภคก็มีทางเลือกมากขึ้น เทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่มีเหล้าเบียร์เป็นหมื่นแบรนด์ เยอรมนีก็มีหลายพันแบรนด์ แต่ประเทศไทยมีสุราจดทะเบียนรวม 2,000 ใบ หรือมีแบรนด์รวมกันราวพันกลางๆ แบรนด์

    เบนซ์ ธนากรบอกว่า ข้อจำกัดหลักของการผลิตคราฟต์เบียร์ หรือสุราชุมชนส่วนใหญ่อยู่ที่การผลิต วัตถุดิบส่วนใหญ่ต้องนำเข้า เช่น มอลต์ต้องนำเข้า เพราะ 80-90% มอลต์ในไทยทำไม่ได้ ยีสต์ก็ต้องนำเข้า โรงงานขวดส่วนใหญ่ก็เป็นของผู้เล่นรายใหญ่ รายเล็ก 90% ต้องซื้อขวด กับฝาจากจีน ส่วนภาษีก็เป็นกำแพงใหญ่ที่ทำให้รายเล็กขายยากขึ้น เพราะต้นทุนแพงก็ต้องขายแพงขึ้น

    ประชาธิปไตยในแก้วเครื่องดื่ม ครั้งแรกกับการเลือกตั้งภาคประชาชน

    ไฮไลต์ที่ทำให้งานปีนี้ดูขบถ และสนุกกว่าทุกครั้ง คือกิจกรรม “การเลือกตั้งเครื่องดื่มภาคประชาชน” ที่จำลองระบอบประชาธิปไตยมาไว้ในงานอย่างเต็มรูปแบบ แบรนด์คราฟต์กว่า 400 แบรนด์ที่ส่งสินค้ามาประชันกว่า 1,000 รสชาติ จะไม่ได้ถูกตัดสินโดยผู้ทรงคุณวุฒิเพียงไม่กี่คน แต่จะถูกตัดสินโดยคะแนนเสียงโหวตบริสุทธิ์จากผู้ร่วมงานกว่า 50,000 คน

    “หนึ่งคน หนึ่งสิทธิ์ หนึ่งเสียง” คือกติกาที่นี่ ผู้ผลิตต้องขึ้นเวทีปราศรัยเพื่อเล่าถึงแพสชั่น ประวัติศาสตร์ และรสชาติที่พวกเขากลั่นออกมาจากหัวใจ เพื่อมัดใจผู้โหวต รางวัล People’s Choice จึงไม่ใช่แค่โล่เกียรติยศ แต่คือเสียงสะท้อนจากตลาดที่แท้จริงว่าผู้บริโภคต้องการอะไร

    ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ มีการจับรางวัลแก่ผู้โชคดีที่โหวตรสชาติในดวงใจ รางวัลก้คือรับเบียร์ที่โหวตฟรี 1 ปี

    สู่หมุดหมาย Oktoberfest

    นอกเหนือจากอุดมการณ์ People Festival ยังทำหน้าที่เป็น Global Destination ที่ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 40% หลังพบสัญญาณชัดเจนจากดีลเลอร์ทั่วโลก ทั้งจากอังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกา และหลายประเทศในเอเชีย ที่บินตรงมาเพื่อเจาะลึกศักยภาพเครื่องดื่มคราฟต์สัญชาติไทย โดยเป็นพื้นที่ในการเจรจาธุรกิจได้

    พาร์ทเนอร์ทั้ง 3 มองไกลถึงอยากให้ People Festival เป็น Soft Power ให้ประเทศไทย เป็นเหมือนเทศกาล Oktoberfest ของประเทศเยอรมนี ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นนักดื่ม หรือนักสร้างสรรค์ทั่วไป เพราะเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างแก่ทุกคน โดยอยากให้รัฐเปลี่ยนมุมมอง และให้เครื่องดื่มคราฟต์เป็นสะพานเชื่อม จะทำให้ตลาดไปไกลมากกว่านี้ได้

    ไฮไลต์ห้ามพลาดใน People Festival 2026 วันที่ 6-8 มีนาคม 2569 ที่ช่างชุ่ย

    • คลังแสงเครื่องดื่มจากทั่วโลก : ขนทัพเหล้า, เบียร์, ไวน์, ค็อกเทล และสาโท จากทั่วประเทศและหลากสัญชาติกว่า 400 แบรนด์ รวมกว่า 1,000 รสชาติ จัดเต็มพื้นที่ 12 ไร่
    • เลือกตั้งสุราและเบียร์ประชาชน : ใช้สิทธิ์ในมือคุณร่วมกำหนดทิศทางรสชาติที่ผู้ชนะ 1 คน 1 สิทธิ์ 1 เสียง ผ่านการลงทะเบียนหน้างาน
    • สภากาแฟ : แหล่งรวมโรงคั่วขนาดเล็กและร้านกาแฟคุณภาพที่ทีมงานคัดสรรมาเพื่อคอกาแฟโดยเฉพาะ
    • ดนตรีและกิจกรรมเสวนา : เพลิดเพลินกับดนตรีสดตลอด 3 วันเต็ม พร้อมเวทีเสวนาในหัวข้อ “การขับเคลื่อนประเทศด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” พร้อมชวนทุกกลุ่มมาร่วมสร้างสรรค์ประเด็นปัญหาของตนเอง

    People Festival 2026 ชวนเมาไม่ขับ เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ มีรถสองแถว รับ-ส่ง ฟรี จาก MRT สายสีน้ำเงิน สถานีสิรินธร และ รถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีบางบำหรุ ตลอดงาน

    ]]>
    1561331
    “ช่างชุ่ย” ยุคเจน 2 ผ่านมุมมอง “โอมา ส่งวัฒนา” ถึงเวลาเบลนด์ครีเอทีฟ ให้เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์ https://positioningmag.com/1441602 Sun, 20 Aug 2023 13:28:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1441602 พูดคุยกับ “เลียว – โอมา ส่งวัฒนา” ผู้บริหาร “ช่างชุ่ย” เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคเจน 2 มาพร้อมกับการปรับตัวครั้งใหญ่ อาร์ตอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าถึงไลฟ์สไตล์ถึงจะอยู่รอด ทุกวันนี้ต้องมีส่วนผสมลงตัวทั้งครีเอทีฟ คาเฟ่ ร้านค้า และอีเวนต์ ช่วยดึงทราฟฟิกให้คนมาใช้ชีวิต เพิ่มพื้นที่สีเขียวย่านฝั่งธน

    จุดเริ่มต้นความอาร์ตตัวพ่อ

    “ช่างชุ่ย” ขึ้นชื่อว่าเป็น Creative Space แห่งใหญ่ในย่านฝั่งธนฯ เริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2560 ก่อตั้งโดย “ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา” เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า FLYNOW ในช่วงเปิดตัวได้รับกระแสตอบรับอย่างดีทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ

    จุดเริ่มต้นของช่างชุ่ยเกิดจากสมชัย เจ้าพ่อ FLYNOW มีพื้นที่เปล่าทั้งหมด 11 ไร่ ติดถนนสิรินธร ตอนแรกมีความคิดอยากเนรมิตที่นี่ให้เป็นอาคารสำนักงานที่ไม่เหมือนใคร มีสวนรายล้อม ไม่เหมือนตึกทั่วไป แต่พอคิดไปคิดมาการทำสำนักงานจะได้แค่องค์กรเดียวเท่านั้น

    จึงมาลองคิดอีกทีว่า ยุคนี้เด็กรุ่นใหม่เก่งในด้านครีเอทีฟมาก สมชัยเองก็เคยเป็นบอร์ดขององค์กรด้านความคิดสร้างสรรค์อย่าง TCDC และมิวเซียมสยาม ได้เห็นวงจรของคนรุน่ใหม่ที่พอมีความคิดสร้างสรรค์แต่ก็ตายไป เพราะไม่มีพื้นที่ให้ปลดปล่อยได้เต็มที่ จึงวางจุดยืนเป็นสายครีเอทีฟไปเลย ทำเป็น Creative Park เพื่อขับเคลื่อนสังคม

    สมชัยเป็นหนึ่งในนักสะสมตัวยง ชอบเก็บงานศิลปะ ของวินเทจ รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์เก่า หน้าต่าง ประตูเก่าจากตึกเก่า ก็สะสมด้วยเช่นกัน เพราะสมชัยมองเทรนด์ของการ Up cycling ในช่วงแรกช่างชุ่ยจึงก่อตั้งด้วยคอนเซ็ปต์ Nothing is Useless ถูกสร้าง และตกแต่งด้วยวัสดุที่ใช้แล้ว ได้เอาของที่เก็บสะสมมาตกแต่ง รวมไปถึงแลนด์มาร์กอย่าง “เครื่องบิน” สมชัยเคยนั่งรถผ่านสนามบินดอนเมือง แล้วเห็นเครื่องบินเก่าจอดทิ้งไว้กำลังจะเข้าเตาหลอม เลยคิดว่าคงจะเจ๋งถ้ามีเครื่องบินมาตั้งที่ช่างชุ่ย

    ตอนเดย์วันที่สร้างช่างชุ่ย สมชัยหมายมั่นปั้นมือให้เป็นพื้นที่อาร์ตๆ แบบสุดโต่งไปเลย มีแต่งานอาร์ต งานสำหรับคนครีเอทีฟโดยตรง แต่พอเปิดไประยะหนึ่งก็มองเห็นว่า ประเทศไทยยังไม่เหมาะกับการทำกิจการใดๆ ที่ไปสุดทางใดทางหนึ่ง เพราะคนไม่ได้อินกับมันขนาดนั้น จะเป็นแค่กระแสตอนแรก มาได้แค่บางโอกาสเท่านั้น เบื่อก็จบ การทำให้สุดโต่งก็อยู่รอดยาก จึงเริ่มที่จะบาลานซ์ในการหารายได้ และทำให้ครีเอทีฟยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน ทำให้คนอยากมาทุกวันให้ได้ ซึ่งเริ่มเปลี่ยนชัดเจนมากขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมานี่เอง

    changchui

    “การที่ใครอยากทำอะไรสุดโต่งได้ถ้ามีเงินทุนมากพอ ถึงแม้จะมีเงินมากพอ แต่ฝืนธรรมชาติ ถึงจะสุดโต่งได้ แต่ก็ไม่ยั่งยืน พอลองเบลนด์ฝั่งครีเอทีฟเข้าหากันก็เวิร์กมาก”

    ส่วนความหมายของคำว่า “ช่างชุ่ย” นั้น เป็นการผสมสองคำ “ช่าง” ที่หมายถึงคราฟท์แมน ผ่านงานฝีมือ “ชุ่ย” ที่หมายถึงทำส่งๆ มั่วๆ ไม่วางแผน พอสองคำมาผสมกัน จะความหมายประมาณว่า “ชุ่ยแบบตั้งใจ ชุ่ยแบบมีศิลปะ”

    เข้าสู่ยุคเจน 2

    จนถึงวันนี้ช่างชุ่ยก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว สมชัยได้ถอยไปเป็นที่ปรึกษา ส่งไม้ต่อให้กับหลานชาย “เลียว – โอมา ส่งวัฒนา” กรรมการผู้จัดการของช่างชุ่ย จริงๆ แล้วโอมาอยู่กับช่างชุ่ยตั้งแต่เดย์วันเช่นกัน แต่ตอนนั้นอยู่ในส่วนของฝ่ายโอเปอเรชั่น จนในช่วงปี 2562 ได้ขึ้นมาดูเป็นฝ่ายบริหาร ต้องมีการแก้เกมครั้งใหญ่ อีกทั้งยังเจอวิกฤต COVID-19 เล่นงานด้วย

    โอมา MD ไฟแรงวัย 32 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกล หลังจากเรียนจบได้เข้าทำงานกับธุรกิจของครอบครัวก็คือเครือ FN หลังจากนั้นได้ไปเรียนต่อปริญญาโทสาขาบริหารนวัตตกรรม และเทคโนโลยีที่อังกฤษ ช่วงที่จบใหม่โอมาไฟแรงอยากทำสตาร์ทอัพ แต่สมชัยได้มาคุยเรื่องช่างชุ่ย จึงมาร่วมทำด้วย

    โอมา ช่างชุ่ย

    “ตั้งแต่ที่เข้ามาดูเต็มตัวได้เจอบทเรียนทุกรูปแบบ ทั้งก่อนโควิด ช่วงโควิด และหลังโควิด ได้เห็นการเติบโตของมัน แต่ก็ได้บทเรียนที่ว่า ช่างชุ่ยมันยิ่งใหญ่เหมือนกัน แต่อะไรที่ไม่ได้ใหม่ที่สุดก็ต้องโรยราในที่สุด ช่วงก่อนโควิดต้องแก้เกมกันใหม่ ตอนนั้นเราเน้นอีเวนต์จัดกิจกรรมเป็นหลัก ดึงคนมาด้วยกิจกรรม คอนเสิร์ต เวิร์กช้อป สัมมนา แต่เหมือนการกระโดดเชือกเร็วๆ อยู่ตลอดเวลา ช่วงที่ไม่มีอีเวนต์ก็จะเงียบ เลยต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนกลับมาอย่างยั่งยืน พยายามปั้นโครงสร้างใหม่ พอมาช่วงโควิดก็รีเซ็ตทุกอย่างใหม่ ตอนนี้คุณลิ้ม สมชัยก็ยังไม่ไปไหน เป็นคนชี้วิสัยทัศน์ ส่วนเรามีหน้าที่ลงมือทำ”

    หลังจากสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ช่างชุ่ยสามารถกลับมาได้ด้วย “ตลาดสุขเปลี่ยนมือ” เป็นตลาดขายของมือสอง เพื่อตอบโจทย์คนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ทราฟฟิกก็เริ่มกลับมาดีขึ้น แล้วก็ได้นำร้าน “ย่างเนย” เข้ามาอยู่ในโครงการ ยิ่งเป็นตัวจุดกระแสให้คนเข้ามาในโครงการ เริ่มเปลี่ยนจากความอาร์ตจ๋าๆ เป็นไลฟ์สไตล์ที่ให้คนใช้ชีวิตได้ทั้งวัน มีร้านอาหาร คาเฟ่ ตลาดนัด มีบางส่วนเป็นออฟฟิศเล็กๆ ก็มี

    ช่างชุ่ย

    เกมเปลี่ยน เบลนด์ครีเอทีฟแบบไม่ยัดเยียด

    ตอนนี้ยุคที่ 2 ของช่างชุ่ยได้กำเนิดขึ้นแล้ว มีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลก ถึงแม้ว่าจะมีตลาดนัดอยู่ทั่วกรุงเทพฯ แต่โอมาก็มองว่าเนื้อในมีความแตกต่างกัน ช่างชุ่ยก็ยังมีจุดแข็งของตัวเอง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง เทรนด์โลก เทคโน เรียนรู้ไปกับโลกใหม่

    “ตอนนี้เริ่มบาลานซ์ได้มากขึ้น ช่างชุ่ยยังมีความครีเอทีฟ แต่ไม่ได้มุ่งเน้นเหมือนเดิม แต่เปิดกว้างขึ้น เริ่มมีงานดนตรีเข้ามา ก่อนหน้านี้เรามี Pain Point ที่ว่า ครีเอทีฟจ๋าๆ ไม่ได้เข้าถึงคนหมู่มากได้ เลยพยายามเอาสองอย่างมารวมกัน ทำอย่างไรให้คนมาเสพงานศิลป์โดยไม่ยัดเยียดเกินไป มากินข้าว แต่สอดแทรกงานครีเอทีฟได้ ลดกำแพงกลุ่มคนใช้ชีวิตปกติ กับคนสนใจงานศิลป์ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน”

    ช่างชุ่ย

    ทำให้ปัจจุบันช่างชุ่ยมีสัดส่วนร้านค้าในโครงการแบ่งเป็น ร้านอาหาร 40%, ร้านค้า 20%, ตลาด 20% และครีเอทีฟออฟฟิศ 20%

    ตอนนี้ในช่างชุ่ยจะแบ่งเป็น 2 โซนใหญ่ๆ ส่วนพื้นที่สีเขียว กรีนโซน เน้นร้านค้า, คาเฟ่, บอร์ดเกม, คาเฟ่เกี่ยวกับสัตว์, ร้านกึ่งเอาต์ดอร์ มีกิจกรรมกรีนๆ สินค้าออร์แกนิก คอนเสิร์ต โฟล์กซอง และโซนส่วนกลาง กิจกรรมทุกอย่างอยู่ในโซนนี้

    ในช่างชุ่ยจะไม่มีร้านค้า หรือร้านอาหารจากเชนใหญ่ๆ เข้ามา เพราะอยากให้พื้นที่คนตัวเล็กๆ ได้เฉิดฉาย เหมือนเป็นพื้นที่ซัพพอร์ตคนรุ่นใหม่ที่มีฝีมือ ไม่ต้องการทุนนิยมมากนัก

    ช่างชุ่ย

    ปัจจุบันมีทราฟฟิกคนใช้บริการในวันศุกร์-อาทิตย์ 3,000-3,500 คน

    สำหรับเป้าหมายในอนาคตของช่างชุ่ยนั้น จะเน้นขยายฐานผู้ใช้บริการ ไม่ใช่แค่คนในพื้นที่ฝั่งธนเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนทั้งประเทศ และคนจากทั่วโลกมาเยี่ยมเยือน ด้วยกลยุทธ์การเข้ามาใช้ชีวิต และสอดแทรกด้วยครีเอทีฟ เสริมด้วยกิจกรรมต่างๆ วิธีการนี้จะทำให้อยู่อย่างยั่งยืนได้

    นอกจากการปั้นให้ช่างชุ่ยเป็นพื้นที่พักผ่อนของคนกรุงแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นความภาคภูมิใจของช่างชุ่ยก็คือ การบริหาร “ธุรกิจครีเอทีฟ” ให้อยู่รอด ได้มีการปรับเปลี่ยนส่วนผสมต่างๆ ให้ลงตัว เพิ่มมูลค่า เพิ่มคุณค่าให้แก่สถานที่ ในที่สุดที่หลายคนมองว่าเป็น “ความบ้าบิ่น” ความสุดโต่งก็สามารถอยู่รอดได้ สุดท้ายคำนิยามของช่างชุ่ยอาจจะเป็นทั้ง ครีเอทีฟ พื้นที่สีเขียว ตลาดนัดในคราวเดียวกันได้

    ]]>
    1441602