Allbirds – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 20 Apr 2026 09:29:38 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ย้อนรอย ‘Allbirds’ จาก “แบรนด์รองเท้าที่สบายสุดในโลก” มูลค่า 4 พันล้าน สู่การขายทิ้งแค่ 39 ล้าน และกลายร่างสู่ AI https://positioningmag.com/1569576 Mon, 20 Apr 2026 09:29:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569576 ใครจะไปคิดว่าหนึ่งในแบรนด์รองเท้าเกิดใหม่ที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่ง Silicon Valley อย่าง Allbirds ที่คนดังระดับโลกไม่ว่าจะเป็น อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา, โอปราห์ วินฟรีย์, เอ็มมา วัตสัน, และแลร์รี เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล ก็ยังเคยใส่ แต่ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี Allbirds ได้ยกธงขาว แล้วหันไปทำธุรกิจ AI ที่กำลังเป็นกระแสแทน อะไรถึงทำให้อาณาจักรมูลค่า 4 พันล้านล่มสลาย ไปดูกัน

จากขนแกะสู่รองเท้าที่สบายสุดในโลก

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Allbirds เกิดจาก ทิม บราวน์ (Tim Brown) อดีตนักฟุตบอลทีมชาตินิวซีแลนด์ ที่เบื่อการใส่รองเท้ากีฬาที่ทำด้วยวัสดุสังเคราะห์ จากสารปิโตรเคมี ที่ได้มาจากพลังงานฟอสซิล อีกทั้งสีก็ยังฉูดฉาด แถมโลโก้ก็ใหญ่โต เพราะต้องใช้เป็นพื้นที่โฆษณาแบรนด์ ในตอนนั้น เขาคิดว่าโลกน่าจะมีแบรนด์รองเท้าที่ เรียบง่าย สบาย และรักษ์โลก อย่างแท้จริง

หลังจากที่เขาแขวนสตั๊ด และกำลังจะไปเรียนต่อ MBA ที่ประเทศอังกฤษ เขาก็ได้เปลี่ยนจากไอเดียให้เกิดเป็นแบรนด์ Allbirds โดยในปี 2014 เขาได้รับทุนวิจัยจากอุตสาหกรรมขนแกะนิวซีแลนด์ ที่ตอนนั้นกำลังเผชิญวิกฤต เนื่องจากความต้องการขนแกะ Merino ลดลง จากการเติบโตของวัสดุสังเคราะห์

จากนั้น Tim Brown ได้เข้าระดมทุนที่เว็บไซต์ Kickstarter ซึ่งสามารถระดมทุนได้ 119,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 5 วัน จากผู้สนับสนุนกว่า 900 คน นั่นแสดงให้เห็นแล้วว่า คนต้องการรองเท้าที่เรียบง่ายจริง ๆ หลังจากนั้นในปี 2015 เขาได้จับมือกับ Joey Zwillinger วิศวกรด้านเทคโนโลยีชีวภาพ

กระทั่งเดือนมีนาคม 2016 Allbirds เปิดตัว Wool Runner อย่างเป็นทางการ และสามารถระดมทุน Series A ได้ 7.25 ล้านดอลลาร์

Tim Brown (ขวา), Joey Zwillinger (ซ้าย)

สู่เครื่องแบบของ Silicon Valley

สิ่งที่ทำให้ Allbirds นั่งในใจคนทั้งโลกคือ ความจริงใจต่อสิ่งแวดล้อม รองเท้าคู่นี้ใช้เยื่อต้นยูคาลิปตัสมาตรฐาน FSC™ ที่ปลูกทดแทนทันที และใช้ชานอ้อย ขยะจากอุตสาหกรรมน้ำตาลมาทำพื้นรองเท้า พวกเขายังอาสาเก็บภาษีคาร์บอนกับตัวเอง ทุก ๆ 10 กิโลกรัมของก๊าซที่ปล่อยออกมา พวกเขาจะควักเงิน 10 เซนต์ ไปลงทุนปลูกป่าและสร้างพลังงานสะอาดคืนให้โลกทันที

นับตั้งแต่ช่วงปี 2017–2019 แบรนด์ Allbirds ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะ Allbirds ไม่ใช่แค่รองเท้า แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ สำหรับประกาศตัวตนว่า “ฉันฉลาด ฉันแคร์โลก และฉันไม่ต้องอวดรวย”

นั่นทำให้รองเท้า Allbirds ได้กลายเป็น เครื่องแบบอย่างไม่เป็นทางการ ของชาว Silicon Valley ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน CEO และพนักงานสายเทค ต่างใส่รองเท้าคู่เดียวกัน ตั้งแต่ แลร์รี เพจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Google หรือแม้แต่ อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา, โอปราห์ วินฟรีย์, เอ็มมา วัตสัน, และแลร์รี เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล ถึงขนาดที่ นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ Jacinda Ardern ยังมอบรองเท้า Allbirds เป็นของขวัญทางการทูต

“Allbirds ไม่ได้ขายรองเท้า มันขายอัตลักษณ์ — ว่าฉันเป็นคนที่แคร์โลก และฉันไม่ต้องการพิสูจน์ตัวเองด้วยโลโก้ราคาแพง” — นักวิเคราะห์แบรนด์ที่สังเกตปรากฏการณ์ Allbirds

ทะยานสู่ยูนิคอร์น

ด้วยโมเดลธุรกิจ Direct-to-Consumer (DTC) ผ่านออนไลน์ทำให้ควบคุมภาพลักษณ์และกำไรได้ดี ทำให้ใคร ๆ ก็อยากจะลงทุนกับ Allbirds ทำให้ในปี 2017 Allbirds สามารถระดมทุน Series B มูลค่า 17.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในปี 2018 บริษัทระดมทุนได้อีก โดยปิดที่ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (Series C) แม้แต่ เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ ก็ขอเข้าร่วมลงทุน ทำให้มูลค่าบริษัทแตะ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นแท่นเป็น Unicorn และในปี 2020 ที่แม้เจอโควิด แต่ยอดขายยังโตไปที่ 219.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังระดมทุนเพิ่มกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (Series D&E)

จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2021 Allbirds เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq โดยกำหนดราคาเสนอขาย (IPO price) ที่ 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น และปิดการซื้อขายวันแรกที่ 28.64 ดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับแบรนด์รองเท้าที่เคยเริ่มจาก Kickstarter

เมื่อนกน้อย โตไม่สมมูลค่า 4 พันล้าน

จากเรื่องราวที่ผ่านมา ทุกอย่างของ Allbirds เหมือนจะไปได้สวย แต่การเป็นบริษัท มหาชน นี่แหละที่กลายจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะการเป็นบริษัทมหาชนหมายความว่า Allbirds ต้อง โตให้สมกับมูลค่า 4 พันล้าน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ Wool Runner คู่เดียวจะทำได้ บริษัทจึงเริ่มขยายธุรกิจด้วยแรงกดดันจากนักลงทุน

ทำให้บริษัทรีบขยายไปสู่ เสื้อผ้า เช่น เลคกิ้งขนแกะ ชุดชั้นใน และเสื้อยืด รวมถึงรองเท้าวิ่ง Tree Dasher และ Tree Flyer ซึ่งนั่นแปลว่า Allbirds ต้องชิงตลาด performance footwear จาก Nike, Hoka และ On Running

ด้วยความที่สินค้าผลิตจากวัสดุรักษ์โลก นั่นทำให้ผลลัพธ์ของสินค้านั้น ไม่ทนทาน เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นเจ้ากางเกงเลคกิ้งขนแกะ ที่ดันบางจน โปร่งแสง หรือรองเท้าวิ่งถูกลูกค้าร้องเรียนว่า พื้นสึกเร็ว ส่วนดีไซน์สีสันใหม่ที่พยายามดึงดูดคนรุ่นใหม่ไม่สามารถสร้างความนิยมได้

ทำให้ในปี 2022 แม้บริษัทสามารถรายได้แตะจุดสูงสุดที่ 297.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ ขาดทุนถึง 101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และที่ไม่น่าเชื่อก็คือ บริษัทไม่เคยสร้างกำไรได้เลยแม้แต่ครั้งเดียวนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น และขาดทุนสะสมรวมกว่า 419 ล้านดอลลาร์ ในรอบ 5 ปี แม้จะมียอดขายรวมกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ตาม

“เวลาที่เราต้องพัฒนาและเติบโตเรื่องราวของเราถูกบีบอัดอย่างรุนแรงมาก… จากความสำเร็จที่มาเร็ว เราสูญเสีย DNA ของตัวเองไป” — Tim Brown ผู้ร่วมก่อตั้ง Allbirds

จาก 4 พันล้าน เหลือ 39 ล้าน

เมื่อทิศทางเริ่มหลงทาง ความเปลี่ยนแปลงในระดับบริหารจึงเกิดขึ้น ในเดือนพฤษภาคม 2023 ทิม บราวน์ ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่ง Co-CEO แต่ยังคงอยู่กับบริษัทในตำแหน่ง Chief Innovation Officer โดย Joey Zwillinger ยังคงเป็น CEO ต่อไป จนถึงเดือนมีนาคม 2024 ที่เขาก็ออกตามเช่นกัน โดยส่งไม้ต่อให้ Joe Vernachio (อดีต COO) มารับหน้าที่กู้ซากเรือที่กำลังจม

โดยในเดือนเมษายน 2024 Nasdaq ส่งหนังสือเตือน non-compliance เนื่องจากหุ้น BIRD ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ ติดต่อกัน 30 วัน บริษัทแก้ปัญหาชั่วคราวด้วยการทำ reverse stock split 1:20 ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน แต่ก็ไม่สามารถพลิกฟื้นธุรกิจได้

Allbirds ต้องประคองธุรกิจด้วยการกู้ยืมเงิน ผ่านวงเงินสินเชื่อเพื่อหล่อเลี้ยงการดำเนินงาน ในปี 2025 บริษัทขาดทุนสุทธิไปถึง 77.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้เงินสดในการดำเนินงานไปกว่า 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Joe Vernachio

เมื่อจบปี 2025 Allbirds เหลือเงินสดในมือเพียง 26.7 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระอยู่ถึง 17.4 ล้านดอลลาร์ สถานการณ์ทางการเงินที่เปราะบางนี้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในเอกสารที่ยื่นต่อ กลต. (SEC) ว่า บริษัทไม่คาดหวังที่จะดำเนินกิจการต่อไป เมื่อกระบวนการขายทรัพย์สินเสร็จสิ้น

จนกระทั่งมกราคม 2026 Allbirds ประกาศปิดร้านค้าในสหรัฐฯ ทั้งหมด จาก 60 สาขา เหลือเพียง 4 สาขา ในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร รวมถึง San Francisco flagship ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ก็ปิดตัวในเดือนมกราคมเช่นกัน

30 มีนาคม 2026 Allbirds ประกาศขายทรัพย์สินทั้งหมด ทั้ง IP แบรนด์ ฐานลูกค้า และสินค้าคงคลัง ให้กับ American Exchange Group ในราคา 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับมูลค่าสูงสุด 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คือ ลดลง 99% ภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี

กลายร่างสู่ AI

แต่ที่พลิกยิ่งกว่าผลประกอบการก็คือ เมื่อ 15 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา บริษัทแม่ประกาศ เปลี่ยนชื่อเป็น NewBird AI และหันมาให้บริการ cloud infrastructure สำหรับ AI แทน หุ้นพุ่งขึ้นกว่า 582% ในวันเดียว แม้ว่าในอดีต บริษัทจะไม่ได้มีพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีเลยด้วยซ้ำ

นั่นนำไปสู่คำถามสำคัญของนักวิเคราะห์ คือ บริษัทรองเท้าจะเอาอะไรไปสู้กับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่มีทุนหนากว่าหลายพันเท่า?

จากนี้คงต้องจับตาดูกัน ว่า นกตัวใหม่ ในร่าง AI นี้ จะบินได้จริง หรือเป็นเพียงแค่การเกาะกระแสเพื่อหนีตายในนาทีสุดท้ายกันแน่

fastcompany / theverge / CNBC / retailwire

]]>
1569576
สิ้นสุดรองเท้า ‘Allbirds’ พอแล้วธุรกิจแฟชั่น สู่ ‘NewBird AI’ การเกิดใหม่ในฐานะเหมือง GPU https://positioningmag.com/1569401 Fri, 17 Apr 2026 04:32:58 +0000 https://positioningmag.com/?p=1569401 ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน Allbirds คือดาวรุ่งพุ่งแรงในอุตสาหกรรมแฟชั่น ผลิตภัณฑ์รองเท้า Wool Runner ที่ได้ฉายาว่า รองเท้าที่ใส่สบายที่สุดในโลก โดดเด่นด้วยดีไซน์มินิมอล ใช้วัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ขนแกะ Merino, เยื่อไม้ยูคาลิปตัส และกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชาว Silicon Valley จนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ได้ในปี 2021 ด้วยมูลค่าบริษัทสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ แต่นับจากนี้ Allbirds ได้เกิดใหม่เป็น NewBird AI

จุดสิ้นสุดของอาณาจักรรองเท้า

แม้จะเริ่มต้นได้สวยงาม แต่ Allbirds กลับไม่เคยทำกำไรได้เลยแม้แต่ปีเดียว ซ้ำร้ายในช่วงปี 2022 ถึง 2025 ยอดขายยังทรุดตัวลงเกือบ 50% จนเมื่อไม่นานมานี้ บริษัทได้ประกาศยุติบทบาทในอุตสาหกรรมรองเท้าอย่างเป็นทางการ ด้วยการขายชื่อแบรนด์และสินทรัพย์ที่เหลือทั้งหมดให้กับ American Exchange ในราคาเพียง 39 ล้านดอลลาร์ (ไม่ถึง 1% ของมูลค่าเดิมตอน IPO) พร้อมคำสั่งปิดหน้าร้านที่เหลือทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม Allbirds ไม่ได้เลือนหายไปเฉย ๆ แต่พวกเขากำลังใช้ชื่อของบริษัทที่ยังจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลัก ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ภายใต้ชื่อใหม่ว่า NewBird AI

การเดิมพันใหม่ บริการเช่าขุมพลัง GPU

Joe Vernachio CEO ของบริษัท ได้ประกาศแผนการใหญ่นั่นคือการระดมทุน 50 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนที่ไม่เปิดเผยนาม เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจเข้าสู่โลกเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว โดยมีเป้าหมายคือ:

  1. เป็นผู้ให้บริการ GPU-as-a-Service (GPUaaS): นำเงินทุนไปจัดซื้อฮาร์ดแวร์ GPU ประสิทธิภาพสูงเพื่อปล่อยเช่า
  2. AI-native Cloud Solutions: ให้บริการระบบคลาวด์สำหรับประมวลผล AI โดยเฉพาะ
  3. แก้ปัญหาคอขวดของตลาด: มุ่งเน้นไปที่การให้บริการลูกค้าที่ต้องการพลังประมวลผลแบบเฉพาะเจาะจง (Dedicated access) ซึ่งผู้ให้บริการรายใหญ่หรือตลาด Spot ในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองได้เพียงพอ

บริษัทมองเห็นโอกาสจากสภาวะที่ความต้องการชิปประมวลผลสูงกว่าอุปทานอย่างมหาศาล ทั้งปัญหาการรอคิวสินค้านาน (Lead times) และอัตราว่างของ Data Center ในอเมริกาเหนือที่ต่ำเป็นประวัติการณ์

ฟองสบู่ หรือ การปรับตัว?

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ริษัทรองเท้าจะเอาอะไรไปสู้กับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่มีทุนหนากว่าหลายพันเท่า?

Gad Allon ศาสตราจารย์จาก Wharton School ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การเรียกสิ่งนี้ว่าการ Pivot (การปรับทิศทางธุรกิจ) ดูจะเป็นการยกย่อง Allbirds มากเกินไป

“การ Pivot หมายถึงการที่บริษัทนำความสามารถเดิม ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี บุคลากร หรือช่องทางการจัดจำหน่าย ไปปรับใช้ในตลาดใหม่ แต่ Allbirds ไม่มีสิ่งเหล่านี้ในโลก AI เลย สิ่งเดียวที่พวกเขามีคือ สถานะบริษัทในตลาด หลักทรัพย์ ซึ่งในตลาดตอนนี้มันกลายเป็นสินทรัพย์เดียวที่มีค่า พวกเขาแค่ใช้ชื่อบริษัทมหาชนไประดมทุนกับกระแสที่กำลังฮิตที่สุดในตอนนี้”

เขายังทิ้งท้ายด้วยมุกตลกสุดคลาสสิกของ Wall Street ว่า เมื่อไหร่ที่คนขัดรองเท้าเริ่มแนะนำหุ้น นั่นคือสัญญาณให้รีบขาย แต่ในยุคนี้อาจต้องเปลี่ยนเป็น “เมื่อบริษัทรองเท้าเริ่มเสนอขายแผนธุรกิจ AI นั่นแหละคือสัญญาณว่าฟองสบู่กำลังบอกอะไรบางอย่างกับคุณ”

ปรากฏการณ์หุ้นพุ่ง แม้ไร้พื้นฐาน

แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ดูเหมือนนักลงทุนในตลาดจะขานรับอย่างรุนแรง หลังการประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น NewBird AI ราคาหุ้น (BIRD) พุ่งทะยานขึ้นไปถึง 24.31 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 721% ภายในวันเดียว จากราคาเปิดเพียง 6.82 ดอลลาร์ และยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้เราเคยเห็น Radio Shack พยายามเปลี่ยนตัวเองเป็นบริษัทคริปโต หรือล่าสุดบริษัท Movano ผู้ผลิตแหวนอัจฉริยะที่ควบรวมกับบริษัท AI จนกลายเป็นหุ้นชื่อ “MOVE” โดยที่ไม่มีการพูดถึงสินค้าสุขภาพเดิมอีกเลย

The Verge / qz.com / CNBC

]]>
1569401
สรุปความร่วมมือ adidas x Allbirds รวมพลังออกแบบรองเท้าไร้คาร์บอนรุ่นแรก https://positioningmag.com/1281380 Sun, 31 May 2020 12:36:20 +0000 https://positioningmag.com/?p=1281380 แบรนด์ชุดกีฬา adidas ประกาศความร่วมมือกับผู้พัฒนารองเท้ารักษ์โลกดาวรุ่งอย่าง Allbirds รวมพลังกันสร้างสุดยอดรองเท้าผ้าใบรุ่นแรกของโลกที่มีรอยเท้าคาร์บอน หรือ carbon footprint ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ งานนี้ adidas ประกาศความร่วมมือนี้บน Twitter โดยโพสต์ตรงถึง @Allbirds เพื่อบอกโลกถึงโครงการรองเท้ารุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

 

ในโพสต์ถึง Allbirds เจ้าพ่อ adidas ทักทาย @Allbirds ด้วยคำว่า “เฮ้” ก่อนจะเผยความคิดว่า adidas อยากชวน Allbirds มารับมือกับปัญหาโลกร้อนด้วยกัน ทำให้ Allbirds ตอบกลับด้วยไอเดียสร้างรองเท้าที่ “ไม่มีรอยเท้าคาร์บอน” (doesn’t have a carbon footprint) ซึ่งยังไม่เคยมีใครทำสำเร็จ

ผลผลิตของความร่วมมือนี้ คือทั้ง 2 บริษัทจะพยายามผลิตรองเท้ายั่งยืนที่ไม่ทำร้ายโลก เพราะเป็นรองเท้าที่แทบไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ ประเด็นนี้ เจมส์ คาร์เนส รองประธานฝ่ายกลยุทธ์แบรนด์ adidas ล่าวชัดว่าตั้งเป้าหมายลด carbon footprint เหลือศูนย์ แม้วันนี้วงการรองเท้าจะปล่อยคาร์บอนสูงมากก็ตาม

จับตา Allbirds

Allbirds นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในวงการรองเท้ารักษ์โลก ผลงานที่ผ่านมาคือการสร้างรองเท้าที่เน้นความยั่งยืนด้วยการใช้วัสดุทดแทนจากธรรมชาติ เช่น ขนสัตว์ เส้นใยต้นยูคาลิปตัส และกากอ้อย ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการบุกเบิกมาตรฐานอุตสาหกรรมใหม่สำหรับโลกปัจจุบัน หากทั้งคู่สามารถทำเป้าหมายในการผลิตรองเท้าไร้คาร์บอนได้สำเร็จ

ความน่าสนใจของความร่วมมือนี้คือ Allbirds ซึ่งเป็นผู้ผลิตรองเท้าจากซิลิกอนวัลเลย์ที่เน้นประเด็น sustainability หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืนแบบไม่ทำร้ายโลกเป็นพิเศษ ที่ผ่านมา Allbirds ระดมทุนจนสามารถสร้างรองเท้าที่มีแต่คนชมว่านุ่ม เบา สบาย ระบายอากาศเยี่ยม แล้วทำตลาดจนมูลค่าแบรนด์ทะลุ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 46,000 ล้านบาทในเวลาเพียง 3 ปี

ย้อนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน ผู้ร่วมก่อตั้ง Allbirds ชื่อโจอี้ ซวิลลิงเจอร์ ออกมาเรียกร้องให้บริษัทผู้ผลิตรองเท้าทั่วโลกเดินตามนโยบาย sustainability ของ Allbirds โดยจะเปิดกว้างสูตรเส้นใยธรรมชาติให้เป็น open-source ที่ใครก็สามารถหยิบไปพัฒนาได้ จุดประสงค์ของการเรียกร้องนี้พระเอกมาก นั่นคือ Allbirds ต้องการให้บริษัทสามารถเดินตามเพื่อให้โลกไม่ถูกทำลายไปมากกว่านี้ แม้ Allbirds จะเสี่ยงถูกคู่แข่งทางการค้าใช้เป็นอาวุธโจมตีธุรกิจก็ตาม

เวลานั้นผู้ก่อตั้ง Allbirds ย้ำว่าการที่หลายบริษัทให้ความสนใจเส้นใยธรรมชาติมากขึ้น จะมีผลช่วยให้เส้นใยยั่งยืนเหล่านี้ราคาถูกลง ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดรองเท้ารักษ์โลกอยู่ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น ท้ายที่สุดก็จะเป็นผลดีต่อธุรกิจในภาพรวม

การเข้าถึงยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง adidas จึงเป็นอีกสเต็ปที่จะดึงให้ Allbirds เติบโต แถมยังสามารถรวมแบ็กกราวน์เรื่อง sustainability ของ Allbirds เข้ากับความชำนาญเรื่องการพัฒนา performance footwear ของ Adidas ได้แบบจับต้องได้ด้วย เป็นกลยุทธ์ที่ชนะกันทุกฝ่าย รวมถึงชาวโลกตาดำๆ ด้วย

งานนี้ไม่ง่าย

เจมส์ คาร์เนส ผู้บริหาร adidas บอกว่าความร่วมมือกับ Allbirds จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมรองเท้าผ้าใบ แต่เพราะวันนี้กระบวนการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ไร้คาร์บอนนั้นยังไม่มี ดังนั้นทั้ง 2 บริษัทจะมุ่งรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทั้งคู่มีอยู่แล้ว เพื่อหาวิธีสร้างรองเท้าที่มีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุด และผลักดันขอบเขตของมาตรฐานอุตสาหกรรมรองเท้าและสินค้าด้านกีฬาอื่นๆ ด้วย

ฟังดูเหมือนง่าย แต่ชีวิตจริงนั้นท้าทายมากกว่า เพราะวันนี้กระบวนการสร้างรองเท้าผ้าใบมีค่ามาตรฐาน carbon footprint สูงถึง 12.5 กิโลกรัม แม้แต่สินค้าของ Allbirds เองก็มีคาร์บอนในกระบวนการผลิตราว 7.6 กิโลกรัม 

การลดคาร์บอนให้เหลือศูนย์ไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนหนึ่งเพราะแหล่งผลิตที่อยู่ต่างสถานที่ ย่อมทำให้เกิดคาร์บอนจากการขนส่งอยู่แล้ว เว้นแต่การหันมาใช้รถไฟฟ้าในการขนส่ง ยังไม่นับการทำงานของเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิตวัตถุดิบอื่น ที่ล้วนมีการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศของโลกไม่มากก็น้อย

เบื้องต้น Allbirds และ adidas ตั้งเป้าลดคาร์บอนให้ได้ 2-3 กิโลกรัมก่อนในเฟสแรก แล้วจะขยายผลและรัดเข็มขัดคาร์บอนให้ได้มากขึ้นในเฟสถัดไป

ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นในวันที่ประเด็น sustainability ถูกโฟกัสมากกว่าเดิมในโลกของสปอร์ตแวร์และวงการแฟชัน ปรากฏการณ์นี้กระตุ้นให้หลายแบรนด์หันมาแข่งขันกันโชว์จุดยืนเรื่องการรักษ์โลก ไม่เพียง adidas ที่เริ่มวางจำหน่ายรองเท้าที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลแล้ว ยังมี Nike ที่เปิดตัวรองเท้าจากวัสดุนำกลับมาใช้ซ้ำ รวมถึงอีกหลายแบรนด์ที่พยายามให้ความสำคัญกับภารกิจลดโลกร้อนในขณะนี้.

ที่มา : https://edition.cnn.com/2020/05/28/business/adidas-allbirds-zero-carbon-shoe/index.html?utm_source=DesignTAXI&utm_medium=DesignTAXI&utm_term=DesignTAXI&utm_content=DesignTAXI&utm_campaign=DesignTAXI

https://designtaxi.com/news/410107/adidas-Allbirds-Join-Forces-To-Design-First-Shoes-With-Zero-Carbon-Footprint/

]]>
1281380