Education – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Tue, 14 Nov 2023 03:36:33 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 จำนวนนักศึกษาชาวอินเดียในสหรัฐฯ​ ภาคการศึกษาปี 2022 เติบโต 35% ใกล้แซงนักศึกษาชาวจีนแล้ว https://positioningmag.com/1451634 Mon, 13 Nov 2023 17:42:54 +0000 https://positioningmag.com/?p=1451634 ด้วยภาวะเศรษฐกิจรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดี ทำให้ล่าสุดตัวเลขจำนวนนักศึกษาชาวอินเดียในสหรัฐอเมริกา ภาคการศึกษาปี 2022 เติบโต 35% มาอยู่ที่ 269,000 คน ใกล้แซงจำนวนนักศึกษาชาวจีนแล้ว ขณะที่ชาวจีนเองเริ่มสนใจให้ลูกหลานตัวเองเรียนที่ประเทศอื่นนอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว

สำนักข่าว Bloomberg รายงานถึงสถานการณ์ที่นักศึกษาชาวอินเดียเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในมหาวิทยาลัยสหรัฐอเมริกา และรายได้จากนักศึกษาเหล่านี้ยังช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนรายได้หลังจากจำนวนนักศึกษาชาวจีนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

Institute of International Education ได้รายงานตัวเลขนักศึกษาชาวอินเดียที่ได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาภาคการศึกษาล่าสุด 2022-23 นั้นมีจำนวนมากถึง 269,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมามากถึง 35% ขณะที่นักศึกษาชาวจีนนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 290,000 คน

สำหรับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกายังถือเป็นเป้าหมายสำคัญของนักศึกษาทั่วโลกที่ต้องการศึกษาต่อ เนื่องจากโอกาสในด้านความรู้ทางวิชาการจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกแล้ว ยังมีโอกาสในการที่จะได้งานหลังจากจบการศึกษาได้

จำนวนที่เพิ่มขึ้นของนักศึกษาชาวอินเดียนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจของอินเดียที่เติบโตมากขึ้น ส่งผลทำให้มีชนขั้นกลางจำนวนเพิ่มมากขึ้น และครอบครัวเหล่านี้สนใจที่จะส่งบุตรหลานของตัวเองเข้าเรียนในสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้นด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ การส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนในสหรัฐอเมริกาเองถือเป็นทางด่วนในการเพิ่มสถานะทางสังคมของชาวอินเดียอีกด้วย

แม้ว่าก่อนหน้านี้ในช่วงสมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีมาตรการกีดกันนักศึกษาจากต่างประเทศซึ่งรวมถึงนักศึกษาจากอินเดีย แต่ล่าสุดความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ ทำให้เรื่องดังกล่าวคลี่คลายมากขึ้น

ขณะที่สาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวนนักศึกษาชาวจีนแทบไม่เพิ่มขึ้นเลยนั้นมาจากความขัดแย้งของสหรัฐอเมริกากับจีนได้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนี้ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายในการส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลทำให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองชาวจีน เริ่มหันมามองมหาวิทยาลัยตามประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมถึงฮ่องกง แทน

]]>
1451634
SkillLane เตรียมเพิ่มคอร์สลงทุนเสริมศักยภาพผู้เรียน มองเทรนด์การศึกษาออนไลน์ยังโตต่อ https://positioningmag.com/1413841 Sat, 24 Dec 2022 06:55:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1413841 สกิลเลน (SkillLane) ได้เปิดเผยว่าเตรียมเพิ่มคอร์สเกี่ยวกับการลงทุน โดยเฉพาะคอร์สไม่ว่าจะเป็นทั้งพื้นฐานการลงทุนทั้งหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศ รวมถึงคอร์สเกี่ยวกับเครื่องมือทางการลงทุนที่สามารถทำให้ผู้เรียนสามารถลงทุนได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ขณะเดียวกันก็มองว่าเทรนด์การศึกษาผ่านช่องทางออนไลน์ก็ยังเติบโตได้ดี

เอกฉัตร อัศวรุจิกุล Co-founder & COO ของ SkillLane ได้เปิดเผยกับ Positioning ว่าในปี 2023 นั้นเตรียมเปิดคอร์สในการลงทุนเพิ่มเติม และยังจะร่วมมือกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ในการหาคอร์สดีๆ มาให้บริการ นอกจากนี้ Co-founder ของ SkillLane ยังกล่าวว่าต้องการที่จะเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่คนคิดถึง ถ้าหากผู้บริโภคต้องการหาความรู้ในด้านต่างๆ

เขายังกล่าวว่าอาจารย์ที่เลือกมานั้นคัดมาอย่างดี เนื้อหาค่อนข้าง Exclusive มีผู้ใช้หลักหลายแสนคน หรือองค์กรที่ใช้แพลตฟอร์มในการเทรนพนักงาน หรือแม้แต่บางมหาวิทยาลัยก็ใช้ รวมถึงมีการออก Certificates ให้ถ้าหากลูกค้าต้องการ

นักลงทุนควรหาความรู้ก่อนลงทุน

ธัญญพัฒน์ ธัญญศิริ หนึ่งในอาจารย์ผู้สอนบน SkillLane ได้เปิดเผยว่า เรื่องการจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) มีความสำคัญ เขามองว่าที่ผ่านมาหลายตลาดหุ้นได้ลงมาแล้วก็เด้งกลับขึ้นมาแล้ว ขณะที่ทองคำยังมีโอกาสน่าลงทุน นักลงทุนต้องระวังในเรื่องความเสี่ยง โดยเขาให้เหตุผลว่าแต่ละคนรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน รวมถึงควรหาความรู้ในการลงทุน

เขายังชี้ถึงปัญหาใหญ่ของนักลงทุนไทยคือความรู้ในการลงทุน ซึ่งตัวเขาเองมองว่านักลงทุนไทยยังมีไม่เพียงพอ เวลาลงทุนขาดทุนมาก็ค่อยมาหาความรู้ เขาแนะนำให้นักลงทุนควรจะหาความรู้ก่อนไปลงทุน รวมถึงการรับความเสี่ยงว่าเจ๊งมาจะทำยังไง โดยเขาได้เปรียบเทียบเหมือนอยากขับรถ แต่ไม่เรียนขับรถแล้วไปขับรถเลย

จากซ้ายไปขวา – ธัญญพัฒน์ ธัญญศิริ (ซ้าย) ประกิต สิริวัฒนเกตุ (กลาง) เอกฉัตร อัศวรุจิกุล Co-founder ของ SkillLane (ขวา)

มุมมองการลงทุนในปี 2023

ประกิต สิริวัฒนเกตุ หนึ่งในอาจารย์ผู้สอนบน SkillLane ได้กล่าวว่า ในปี 2023 นี้แต่ละสินทรัพย์ผันผวนแตกต่างกัน บางสินทรัพย์ขึ้นแล้วลง บางคนขึ้นแล้วลงสลับกัน ต้องเลือกลงทุนให้ดี รวมถึงการรู้สินทรัพย์แต่ละตัวว่าถ้าหากตลาดหุ้นไทยเป็นทิศทางขาลงเราจะทำกำไรได้ไหม รวมถึงทิศทางขาขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกันเราสามารถทำอะไรบ้างได้ไหม 

เขาได้ชี้ว่าถ้าหากนักลงทุนเข้าใจพื้นฐานของสัญญาสิทธิ (Options) หรือตราสารอนุพันธ์ (DW) ได้ ก็จะเข้าใจเครื่องมือการลงทุน รวมถึงความเสี่ยง และเลือกลงทุนได้ และยังสามารถไปลงทุนในต่างประเทศได้ เขามองว่าในปี 2023 นั้นสภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยแก่นักลงทุนมากเท่าไหร่ สภาพคล่องในตลาดหายไป จากสภาวะดอกเบี้ยสูงขึ้น รวมถึงการดึงสภาพคล่องของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ส่งผลทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนอาจหายไป แต่เขาชี้ว่าถ้าหากนักลงทุนมีความรู้อาจได้โอกาสในการลงทุนใหม่ๆ

ขณะที่มุมมองหุ้นไทยเขาชี้ว่าหุ้นขนาดเล็กเมื่อสภาพคล่องหายไป รวมถึงภาษีจากการขายหุ้น จะส่งผลทำให้ตลาดซบเซา แต่มองว่าครึ่งปีแรกของปี 2023 นั้นหุ้นไทยจะได้ประโยชน์ เช่น การเลือกตั้ง รวมถึงจีนเปิดประเทศ ที่นักท่องเที่ยวเข้ามา รวมถึงากรค้าระหว่างประเทศ

แต่สำหรับครึ่งปีหลัง ประกิตกังวลโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ รวมถึงหุ้นไทยอาจมีราคาแพงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่สหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลังเขามองว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และทนทานต่อสภาวะต่างๆ ได้ ซึ่งตลาดสหรัฐฯ น่าสนใจในครึ่งปีหลัง

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยที่เขามองว่าน่าสนใจคือ สนามบิน สายการบิน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้ประโยชน์จากจีนเปิดประเทศ กลุ่มค้าปลีก หรือแม้แต่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม

เตรียมเพิ่มคอร์สด้านการลงทุน รวมถึงคอร์สอื่นๆ

นอกจากคอร์สของผู้สอนที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น SkillLane ยังมีผู้สอนที่จะเปิดคอร์สด้านลงทุนอีก เช่น ธนพร เจียรนัยกุลวานิช เจ้าของเพจ StockJourNoey ที่จะมาเปิดคอร์สการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับนักลงทุน

ปัจจุบัน SkillLane มีคอร์สช่วยพัฒนาความสามารถผู้เรียนมากกว่า 2,000 คอร์ส มีผู้เรียนมากกว่า 650,000 คน และ Co-founder & COO ของ SkillLane ยังมองว่าเทรนด์การศึกษาด้านออนไลน์ยังเติบโต และ Business ของบริษัทยังเติบโตอยู่ และมีคอร์สการเรียนรู้อื่นๆ นอกจากการลงทุน เช่น สร้างสตาร์ทอัพ การบริหารเงิน คอร์สสำหรับการสอบ TOEIC ไปจนถึงการปลูกผักไร้ดิน

]]>
1413841
12 องค์กรเอกชนไทย ร่วมมือสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ เปิดตัว “คอนเน็กซ์-อีดี” โครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน https://positioningmag.com/1095343 Thu, 23 Jun 2016 03:05:40 +0000 http://positioningmag.com/?p=1095343 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงก่อตั้ง “โครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน” (CONNEXT ED) ของ 12 องค์กรเอกชน ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมเป็นสักขีพยาน และศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ / กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน โครงการสานพลังประชารัฐกลุ่มการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ร่วมลงนามความร่วมมือ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็วๆ นี้

โดยพิธีลงนามความร่วมมือดังกล่าว เป็นความร่วมมือระหว่าง 12 องค์กเอกชน เพื่อเป็นอีกพลังในการช่วยขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาโดย สนับสนุนส่งบุคลากรภายในสังกัดที่เป็นผู้นำคนรุ่นใหม่รวม 1,000 คน มาร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนโครงการประชารัฐ ตามแนวทางยุทธศาสตร์ 10 ด้าน โดยลงพื้นที่ปฏิบัติจริง ให้การสนับสนุน ร่วมวางแผนบริหารจัดการร่วมกับผู้บริหารโรงเรียน 3,342 แห่งทั่วประเทศในระยะแรก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพการศึกษาของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างคุณค่าให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ / กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน โครงการสานพลังประชารัฐกลุ่มการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ เปิดเผยว่า ในนามตัวแทนภาคเอกชน ต้องขอขอบคุณภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้มีโอกาสเข้าร่วมพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้โครงการประชารัฐ โดยที่ผ่านมา คณะทำงานจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ของโครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ได้ร่วมดำเนินการพัฒนายุทธศาสตร์ 10 ด้านในการยกระดับการศึกษาสู่มาตรฐานสากล มาตั้งแต่ต้นปี 2559 และล่าสุด ได้มีการรวมตัวกันของภาคเอกชนชั้นนำของไทย 12 องค์กร ก่อตั้ง “โครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน” (CONNEXT ED) เพื่อเข้าร่วมเป็นอีกหนึ่งพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาพื้นฐานของประเทศอย่างมีระบบ โดยผู้บริหารระดับสูงของ12 องค์กรจะทำหน้าทีเป็น School Sponsors หรือเป็นผู้สนับสนุนหลัก ให้คำปรึกษาด้านยุทธศาสตร์พร้อมงบประมาณ ให้แก่ School Partners ซึ่งคัดเลือกจากบุคลากรในองค์กรที่เป็นผู้นำรุ่นใหม่ มีอุดมการณ์ มีจิตสาธารณะ และผ่านการอบรมหลักสูตรผู้นำ รวม 1,000 คน เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนและร่วมวางแผนพัฒนาโรงเรียน เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการประชารัฐ 3,342 โรงเรียนทั่วประเทศ ในระยะแรก (ภายในปี 2559) และจะขยายครบ 7,424 โรงเรียนในทุกตำบล ทั่วประเทศ ภายใน 3 ปี (สิ้นปี 2561) โดยจะยึดหลักการทำงาน 3 ด้านคือ Enable สนับสนุนผู้บริหารสถานศึกษาให้ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ Enhance ร่วมเสนอแนวทางพัฒนาโรงเรียนเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากเอกชน และ Engage สร้างการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ตามแนวทางยุทธศาสตร์ 10 ด้านของโครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพการศึกษาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

12 องค์กรเอกชน ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ CONNEXT ED มีดังต่อไปนี้

  1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

  2. บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

  3. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

  4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

  5. บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด

  6. บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

  7. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

  8. บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด

  9. บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)

  10. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

  11. บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน)

12. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

นอกจาก 12 เอกชนผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ CONNEXT ED มีความยินดี ที่จะเรียนเชิญองค์กรเอกชนรายอื่นๆ เข้าร่วมเป็น School Sponsors รวมทั้งนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่างๆทั่วประเทศเข้าร่วมเป็นผู้ช่วย School Partners อีกจำนวนมาก เพื่อขยายผลสู่ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ ให้ได้รับโอกาสในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐาน นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและเท่าเทียมต่อไป

CONNEXT ED หรือ คอนเน็กซ์-อีดี (CON = CONNECT, NEXT = NEXT GENERATION และ ED = EDUCATION) คือ โครงการคัดเลือกผู้นำรุ่นใหม่ของภาคเอกชน ที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถและมีอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นในการเข้าร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาพื้นฐานของประเทศ ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Action Learning Program) โดยทำงานร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษา ในการวางแผนพัฒนาโรงเรียน และนำเสนอต่อผู้บริหาร หรือ School Sponsors เพื่อขออนุมัติงบประมาณดำเนินการพัฒนาโรงเรียนตามแนวทางของโครงการสานพลังประชารัฐ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพการศึกษาพื้นฐานของประเทศสู่มาตรฐานสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

]]>
1095343
คลีนิกข์มุ่งมั่นรับผิดชอบด้านการศึกษาและมอบความสุขให้แก่เด็ก https://positioningmag.com/57441 Mon, 02 Dec 2013 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=57441

คลีนิกข์ ผู้นำด้านความงามของโลก มีเป้าหมายหลักคือการกระจายรอยยิ้มไปทั่วโลกและนำความสุขมาให้กับเด็กๆ เพื่อช่วยให้พวกเขามีอนาคตที่สดใส

“สำหรับคลีนิกข์แล้ว การศึกษาเป็นใบเบิกทางให้กับโอกาสทั้งหลายที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงทั้งบุคคลและชุมชน ไปในทางที่ดีขึ้น เราเล็งเห็นถึงพลังของการศึกษาเพราะการศึกษาช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างเราและลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเราหวังว่าเราจะสามารถใช้พลังและโอกาสด้านการศึกษา ส่งไปยังเด็กทั่วโลกโดยผ่านทางการเข้าร่วมกับกองทุนนี้” Lynne Greene, Global Brand President ของ Clinique Origin และ Ojon กล่าว

Petra Nemcova ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Happy Hearts Fund ได้พูดถึงการที่คลีนิกข์เห็นความสำคัญของการศึกษาและทัศนคติของการร่วมด้วยช่วยกันนี้ว่า “ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่คลีนิกข์มาเข้าร่วมกับกองทุนนี้ เพราะเรามีปรัชญาที่เหมือนกัน และฉันรู้ว่าถ้าเราร่วมมือกันแล้ว เราจะสามารถช่วยให้เด็กจำนวนมากขึ้นได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นเครื่องมือที่จะให้อำนาจแก่พวกเขาในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีให้แก่ตนเอง ด้วยการร่วมมือกัน เราจะสามารถสร้างสรรค์หัวใจที่เปี่ยมสุขได้”

การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานของคลีนิกข์มาโดยตลอด เปรียบได้กับรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างทีมขาย ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวของคลีนิกข์ และลูกค้าของเรา คลีนิกข์มีประวัติในการสนับสนุนผู้หญิงมาหลายต่อหลายรุ่น รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กด้วย การเข้าร่วมกับ Happy Hearts Fund ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบระยะยาวที่เรามีต่อเด็ก และชุมชนอย่างต่อเนื่องเสมอมา

Petra Nemcova ได้เริ่ม Happy Hearts Fund ในปี 2005 เพื่อที่จะนำความหวังมายังเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติต่างๆ และในฐานะที่เธอเป็นผู้รอดชีวิตจากสึนามิในมหาสมุทรอินเดียที่ประเทศไทย Petra ได้เห็นความสูญเสียของชุมชน ครอบครัว และเด็กๆ ทั้งหลาย ด้วยการมุ่งเน้นในการสร้างและบูรณะโรงเรียนในพื้นที่ประสบภัย กองทุนจะช่วยจัดหาที่หลบภัยให้กับเด็กๆ และพยายามช่วยทุกวิถีทางที่จะทำให้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ

หลังจากที่ Nemcova รอดชีวิตจากสึนามิที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรอินเดียเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2004 เธอก็ได้กลับมายังประเทศไทยอีกครั้งเพื่อดูว่าเธอจะสามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง ที่นั่นเองเธอได้เห็นครอบครัวที่ต้องไร้ที่อยู่อาศัย เด็กๆ ที่ไม่มีพ่อแม่ และชุมชนต่างๆ ที่ถูกทำลายจนราบคาบจากสึนามิ และเธอรู้สึกสะเทือนใจที่สุดเมื่อรู้ว่ามีเด็กที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือหลังจาก 5 เดือนของการเกิดสึนามิ เมื่อมีภัยพิบัติใหญ่เกิดขึ้นในบริเวณกว้าง การรับมืออย่างแรกคือการมุ่งไปที่การแก้ปัญหาอย่างฉับพลันและชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หลายครั้งที่ต้องใช้เวลานานนับปีกว่าที่การแก้ไขปัญหาอย่างถาวรจะถูกดำเนินการ ปกติแล้วรอยต่อ ระหว่างการตอบสนองและการฟื้นฟูจะอยู่ในช่วง 2-10 ปี ยิ่งช่วงรอยต่อนานเท่าไหร่ บาดแผล ความโศกเศร้า และความผิดปกติต่างๆ ก็จะฝังลึกในชีวิตของเด็กๆ ครอบครัว และชุมชนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

Happy Hearts Fund ยังร่วมรับผิดชอบในการช่วยให้ United Nation บรรลุเป้าหมายในด้านการพัฒนาด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานของเด็กทั่วโลก ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการศึกษาช่วยสร้างความเท่าเทียมระหว่างเพศ ช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคคลและชุมชน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเติบโตด้านรายได้ของประเทศ โดยการพัฒนาความมีประสิทธิภาพของแรงงาน

Happy Hearts Fund มีการดำเนินการใน 6 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย เปรู เม็กซิโก เฮติ และสหรัฐอเมริกา ได้สร้างและบูรณะโรงเรียนไปแล้วกว่า 70 แห่ง และตั้งแต่ได้มีการก่อตั้งกองทุนขึ้นมา โปรแกรมต่างๆ ของกองทุนได้ทำประโยชน์ให้เด็กกว่า 41,000 คน และคนในชุมชนกว่า 340,000 คน

ในวันที่ 1 ธันวาคม 2013 คลีนิกข์จะวางจำหน่ายน้ำหอม เสื้อยืดและสีทาเล็บรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ซึ่งมีวางจำหน่ายใน ประเทศไทย เม็กซิโก สหรัฐอเมริกาและแคนาดาเท่านั้น

น้ำหอมนี้จะมีกลิ่นที่สดชื่นของดอกไม้ กลิ่นหวานเบาๆ ของส้มแมนดาริน เมลอน เสาวรส และแคสซิสผสมกับกลิ่นจางๆ จาก ดอกบัว ดอกไฮยาซินธ์ ดอกกุหลาบ และดอกเจอเรเนียม และยังมีกลิ่นของไม้จันทน์ มัสก์ และบลอนด์วู้ดเพื่อช่วยสร้างความสมดุลให้กลิ่นของน้ำหอม ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นกลิ่นที่ช่วยเติมความสุขให้กับจิตใจ

คลีนิกข์ยังได้ทำเสื้อยืดแบบลิมิเต็ด อิดิชั่นที่มีข้อความว่า “ทำให้ใครบางคนมีความสุข” ซึ่งเป็นวลีที่คลีนิกข์หวังว่าจะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนตระหนักถึงการให้และการแบ่งปันในช่วงเทศกาลวันหยุดได้

]]>
57441
สถานทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย พร้อมจัด "นิทรรศการการศึกษานิวซีแลนด์ 2013" 22 ก.ย. นี้ พบกันที่ รร. เชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท https://positioningmag.com/57178 Mon, 09 Sep 2013 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=57178

การศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand) หน่วยงานส่งเสริมการศึกษาต่อในประเทศนิวซีแลนด์ภายใต้สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย เตรียมจัดงาน นิทรรศการการศึกษานิวซีแลนด์ 2013 (New Zealand Education Fair 2013) ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 19 ภายใต้แนวคิด “Study in New Zealand แหล่งการศึกษาที่ให้มากกว่าการศึกษาชั้นนำของโลก” ในวันที่ 22 ก.ย. นี้ ณ รร. เชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ในปีนี้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เข้ารับคำปรึกษาด้านการศึกษาต่อในทุกระดับทั้งจากผู้เชี่ยวชาญและศิษย์เก่าอย่างเข้มข้นในรูปแบบ Counselling Session พร้อมพาเหรดทุนการศึกษาทุกระดับแก่นักเรียนไทยมากถึง 99 ทุน ตลอดจนเน้นนโยบายสร้างเครือข่ายระหว่างสถาบันการศึกษาไทย-นิวซีแลนด์ ภายใต้ โครงการความร่วมมือต่างๆ และส่งเสริมให้มีการจัดนิทรรศการการศึกษาต่อนิวซีแลนด์ขนาดย่อมในโรงเรียนที่มีความพร้อม นำร่อง ณ รร.สาธิตจุฬา ฝ่ายมัธยม เป็นแห่งแรก เพื่อเตรียมพร้อมเด็กไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015

นางสาวเกวลิน เลิศรัศมีวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้านการศึกษา ประเทศไทย การศึกษานิวซีแลนด์ สถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ กล่าวถึงการจัดนิทรรศการการศึกษานิวซีแลนด์ในครั้งนี้ว่า “วัตถุประสงค์สำคัญของการจัดงานในปีนี้ เพื่อกระตุ้นความสนใจและนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับระบบการศึกษาที่มีคุณภาพสูงของประเทศนิวซีแลนด์ โดยนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และผู้สนใจ จะได้ทราบข้อมูลอย่างละเอียดว่าทำไมนิวซีแลนด์จึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายทางการศึกษาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกแห่งการศึกษาต่อในปัจจุบัน”

นิทรรศการการศึกษานิวซีแลนด์นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านการศึกษาที่สำคัญที่สุดของประเทศนิวซีแลนด์ เนื่องจากมีสถาบันการศึกษาทุกระดับมากกว่า 50 แห่ง มาให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสาขาวิชาและหลักสูตรต่างๆ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงบัณฑิตศึกษา อย่างคับคั่งทุกปี โดยธีมงานในปีนี้ คือ Study in New Zealand – More than a World-Class Education หรือ แหล่งการศึกษาที่ให้มากกว่าการศึกษาชั้นนำของโลก มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ Counselling Session บริการให้คำปรึกษาเรื่องการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์อย่างรอบด้านจากเครือข่ายศิษย์เก่าและตัวแทนสถาบันต่างๆ ครอบคลุมเรื่องทุนการศึกษา การเรียนระดับวิชาชีพ เพิ่มโอกาสในการทำงานต่อ แนะนำโรงเรียนและวิชาเด่นของนิวซีแลนด์ ข้อดีของการเรียนระดับมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ เลือกโรงเรียนอย่างไรให้เหมาะกับเรา วีซ่าท่องเที่ยวและทำงาน เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปต่างประเทศ ชีวิตความเป็นอยู่ ศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมสันทนาการ และการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยในการตัดสินในเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับผู้เรียนได้ง่ายขึ้นด้วยข้อมูลที่รอบด้าน และ Taste of New Zealand เลือกชิมผลิตภัณฑ์เลื่องชื่อจากนิวซีแลนด์ภายในงาน

“ภารกิจหลักของการศึกษานิวซีแลนด์ ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาไทย-นิวซีแลนด์ ภายใต้โครงการความร่วมมือต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ตลอดจนการศึกษาระหว่างกัน รวมไปถึงพัฒนาเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ สำหรับนักเรียนไทยที่ศึกษาต่อในนิวซีแลนด์ นอกจากนี้ จากแนวโน้มการเติบโตของตัวเลขการส่งออกการศึกษาของไทยในระดับประถม-มัธยม ที่เติบโตขึ้นจากปีที่แล้ว ทำให้เราเร่งขยายความร่วมมือกับโรงเรียนที่มีความพร้อม ส่งเสริมให้มีการจัดนิทรรศการการศึกษาต่อนิวซีแลนด์ขนาดย่อมในโรงเรียน นำร่อง ณ รร.สาธิตจุฬา ฝ่ายมัธยม เป็นแห่งแรก ในวันที่ 19 กันยายน นี้ อีกด้วย และคาดว่าจะสามารถจัดงานลักษณะนี้ในโรงเรียนชั้นนำทั้งในกรุงเทพ และจังหวัดต่างๆ ในอนาคต” นางสาวเกวลิน กล่าว

นิทรรศการการศึกษานิวซีแลนด์ 2013 จะจัดในวันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2556 ระหว่างเวลา 11.00 – 17.00 น. ณ รร. เชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ลงทะเบียนล่วงหน้าและชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://studyinnewzealand.com/thfair

]]>
57178
เอสโซ่ เปิดรับสมัครนักศึกษาฝึกงาน เข้าร่วมโครงการ “Esso Challenge 2013 – Innovative Internship” https://positioningmag.com/55767 Thu, 20 Sep 2012 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=55767

บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือเอ็กซอนโมบิลในประเทศไทย กำลังเปิดรับสมัครนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 3 ไม่จำกัดคณะ เข้าร่วมโครงการ “Esso Challenge 2013 – Innovative Internship” โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อฝึกความพร้อม และ เพิ่มพูนประสบการณ์ก่อนจะจบการศึกษา เพื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นมืออาชีพอย่างมีจริยธรรมในการทำงานจริง โดยเปิดรับสมัครผ่านทางเว็บไซต์  www.esso.co.th  ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 ตุลาคม ศกนี้

]]>
55767
จัดเต็ม…ศึกโฆษณามหาวิทยาลัย ดึงเอเยนซี่ดังและผู้กำกับมือดี เจาะลูกค้า ม.6 https://positioningmag.com/14768 Fri, 13 Jul 2012 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=14768

 

ลืมได้เลย…โฆษณามหาวิทยาลัยที่เน้นวิชาการเชยๆ เพราะปีนี้ มหาวิทยาลัยเอกชนทุกแห่งจัดเต็มกับการใช้สื่อโฆษณา ทั้ง “เนื้อหา” วิธีการนำเสนอ รวมถึงการใช้สื่อครอบคลุมทั้งทีวี ออนไลน์ และโซเชี่ยลมีเดีย ทุ่มทุนจ้างเอเยนซี่ดัง ผู้กำกับฝีมือดีจากค่ายจีทีเอช สร้าง Story ที่มีทั้งทีวีซี มินิซีรี่ส์ หนังรัก หนังให้กำลังใจ ชนิดที่ต้องกระชากใจกลุ่มเป้าหมาย วัยรุ่นมัธยมอยู่หมัด  

ม.กรุงเทพ ตอกย้ำ Creative University 

ปีนี้มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มาพร้อมกับการตอกย้ำจุดยืนของการเป็น “มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์” หรือ Creative University ผ่าน TVC ที่ใช้ชื่อว่า “ชุดลักพา”  ภายใต้สโลแกนที่ว่า “คนมีความคิดสร้างสรรค์ มักเป็นที่ต้องการ” นำเสนอผ่าน…ภาพมนุษย์ยุคหินจุดไฟด้วยก้อนหิน นักวิทยาศาสตร์ที่ชอบทดลอง คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ถูกโป๊ะยาสลบลักพา ภาพ สตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอApple เปิดตัว โปรดักต์  iPad บนเวทีถูกนางฟ้าอุ้มไปสวรรค์ 

ตามมาด้วยหนังโฆษณาที่ตอกย้ำแนวคิดนี้ ด้วยเนื้อหาที่ให้บัณฑิตที่นั่งเป็นแถว 4 ชั้นกำลังนั่งถ่ายรูปแล้วถูกบรรดาบริษัทต่างๆ เข้ามายกบัณฑิตไปทั้งหมด โดยมีข้อความที่สื่อสารถึงแบรนด์โพสิชันนิ่ง คือ ทุกหลักสูตร เน้นความคิดสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้เลือกใช้ครีเอทีฟมืออาชีพจากเอเยนซี่ค่ายNudeJEH นำทีมโดย จุรีพร ไทยดำรงค์ หรือ จูดี้ ครีเอทีฟชื่อดัง ฝีมือดี เข้ามาดูแลทั้งแคมเปญโฆษณาเป็นปีแรก

จุรีพร หรือ เจ๊จูดี้ บอกว่า หากมองมหาวิทยาลัยเป็นโปรดักต์ มหาวิทยาลัยชั้นนำแต่ละแห่งจะมีจุดยืนชัดเจน เช่น จุฬาลงกรณ์ เด่นด้านวิชาการ ธรรมศาสตร์ ดังเรื่องของสังคมการเมือง ส่วนมหาวิทยาลัยกรุงเทพได้วางจุดยืนของเป็นมหาวิทยาลัยสร้างสรรค์มาแล้ว 

แต่ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ยังมองว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นด้านศิลปะเท่านั้น มหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องตอกย้ำจุดยืนด้วยโฆษณาเพื่อสร้างการรับรู้ต่อเนื่อง โดยเพิ่มคำ The Creative University นำเสนอให้รูปแบบง่ายๆ คนดูเข้าใจได้ทันที พร้อมกับการตอกย้ำแบรนด์โพสิชันนิ่งไปในตัว การเลือกใช้สื่อทีวีซียังเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อดึงดูดคนดู สนใจและติดตาม และจดจำแบรนด์ได้เร็ว จากนั้นเมื่อต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หลักสูตร จะนำเสนอผ่านเว็บไซต์ โบรชัวร์ ที่จะให้รายละเอียดได้ดีกว่า 

 

ม.หอการค้า เลิกใช้ TVC 

จัดเต็มซีรี่ส์ออนไลน์กระชากใจวัยรุ่น

มหาวิทยาลัยหอการค้าปีนี้ ปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การโฆษณาอย่างชัดเจน โดยหันหลังให้กับสื่อ TCV เปลี่ยนมาใช้สื่อออนไลน์เต็มพิกัด โดยสร้างสีสันใหม่ในรูปแบบของ “มินิซีรี่ส์” ภาพยนตร์ออนไลน์จำนวน 4 ตอน ใช้ชื่อหนังรักวัยรุ่น “Love 18+รักต้องเลือก” โดยนำเสนอผ่านช่องทางเว็บไซต์ www.love18themovie .com พร้อมจัดทำMovie Catalogue 

 มานา คุณธาราภรณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการโฆษณามหาวิทยาลัยหอการค้า มองว่า การเลือกทำเป็น “มินิซีรี่ส์” และMovie Catalogue สามารถนำเสนอข้อมูลต่างๆ ได้หลากหลายและครบถ้วนกว่า TVC ที่มีเวลาจำกัด และการเลือกสื่อออนไลน์เป็นหลัก เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมวัยรุ่น ระดับมัธยม 6 ที่ผ่านการวิจัยมาแล้วว่ามักเลือกใช้สื่อออนไลน์ เปิดรับสื่อฟรีทีวีน้อยลง 

โจทย์สำคัญ คือ ทำอย่างไรให้ “มินิซี่รี่ส์” ได้รับความสนใจจนเกิดเป็นกระแส “ไวรัล” บอกต่อและแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก “เนื้อหา” จึงต้องเป็นเรื่องใกล้ตัวกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น เด็กมัธยม และพฤติกรรมของวัยรุ่นมักสนใจกับเรื่องความรัก การเรียน และชีวิต มาเป็นธีมเดินเรื่อง นั่นคือที่มาของการออกแบบให้มินิซีรี่ส์ชุดนี้เล่าเรื่องให้วัยรุ่นสนใจและติดตาม ผ่านตัวละครเอก 4 คน นักเรียนชายม.6 ที่ตกหลุมรักนักศึกษาสาวสวยหญิงรุ่นพี่ 2 คน โดยมีรุ่นพี่ชายอีกคนหนึ่ง ทำหน้าที่พี่เลี้ยง ดังนั้น จึงกลายเป็นรักต้องเลือก   

จากนั้นจึงสอดแทรกแนะนำหลักสูตรของคณะต่างๆ บรรยากาศในห้องเรียน รูปแบบการเรียนการสอน เข้าไปในเนื้อเรื่องแบบเนียนๆ ด้วยวิธีแบบนี้ มียอดคนดูรวมทั้งเว็บไซต์ ยูทูบ เฟซบุ๊ก ทะลุ 6 แสนวิวเลยทีเดียว 

มินิซีรี่ส์ออนไลน์เรื่องนี้ ได้เลือกเอเยนซี่ที่เชี่ยวชาญสื่อดิจิตอล บริษัทซีเจ เวิร์ค  CJ WORX ของจิณณ์ เผ่าประไพ อดีตผู้บริหาร ที่เคยฝากผลงานมาแล้วกับแคมเปญโฆษณาออนไลน์ มินิซีรี่ส์ออนไลน์ ผลงานล่าสุดของเขา คือ การปั้นแฟนเพจให้กับ AXE Thailand ด้วยมุขจีบสาว จนติดอันดับแฟนเพจสูงสุด มินิซีรี่ส์เรื่องนี้ยังได้ คมกฤษ ตรีวิมล ผู้กำกับมืออาชีพจากภาพยนตร์ไทยเงินล้าน เพื่อนสนิท และแฟนฉัน จากค่ายGTH เป็นผู้ดูแลการผลิตมินิซีรี่ส์เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน 

 

ม.ศรีปทุม ตีโจทย์ 4 ปีเปลี่ยนได้แน่

สำหรับมหาวิทยาลัยศรีปทุม เคยสร้างความฮือฮากับหนังโฆษณาทีวีมาแล้ว เมื่อหลายปีที่แล้ว มาปีนี้ เลยจัดเต็มแคมเปญโฆษณาโฆษณาทีวี 4ชุด (ชื่อชุดว่า พ่อตา, เด็ก, ร้าน และมรดก) ผสมผสานไปกับใช้สื่อโซเชี่ยลมีเดียเพิ่มมากขึ้น โดยเลือกใช้เอเยนซี่ชั้นนำอย่าง JWT คิดแคมเปญมีชื่อว่า “4 years change”  

ปีนี้มหาวิทยาลัยศรีปทุมยังคงต้องตอกย้ำโพสิชันนิ่ง ของการเป็นมหาวิทยาลัยของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีความพร้อมในทุกด้านที่เตรียมไว้ให้กับนักศึกษา ให้เห็นว่า เวลา 4ปีกับการเปลี่ยนแปลงเด็กนักเรียนธรรมดาคนหนึ่งให้เป็นมืออาชีพทุกวงการ โดยปีนี้จะเน้นการเล่าเรื่อง (Story Telling) และวิธีการนำเสนอที่มีทั้งสื่อทีวี ออนไลน์ โซเชี่ยลมีเดีย โรดโชว์ ซีอาร์เอ็ม ใช้ทุกรูปแบบ 

“การสื่อสารกับเด็กวัยรุ่นสมัยนี้จำเป็นต้องใช้ช่องทางสื่อสารครบทุกมิติ กับเครื่องมืออย่างหลากหลาย ทั้งทีวีและโซเชี่ยลมีเดีย ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของเด็กวัยรุ่นในยุคนี้ เพราะช่องทางหาข้อมูลและเป็นทางลัดตรงเข้าถึงกลุ่มเด็กวัยรุ่น” เทพ สินธวานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานกิจการสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม อธิบายถึงที่มาของกลยุทธ์โซเชี่ยลมีเดีย 

การนำเสนอข้อมูลในเฟซบุ๊ก จะเน้นเนื้อหาวาไรตี้ที่นักเรียน นักศึกษาสามารถเข้ามาดูแล้วทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น เกิดแรงบันดาลใจ อยากเป็นอะไรในอนาคต จากนั้นจึงสอดแทรกข้อมูลหลักสูตร คณะสาขาต่างๆ ในเนื้อหาอีกที ขณะที่ Twitter นำเสนอข้อมูลแคมเปญและรายละเอียดคณะ สาขาวิชา กิจกรรมของมหาวิทยาลัย เพื่อสื่อสารว่าเวลา 4 ปีในมหาวิทยาลัยมีเรื่องราวต่างๆ มากมาย ควบคู่ไปกับการสื่อสารด้วยภาพยนตร์โฆษณาทางทีวี

เนื้อหาในTVC จะมี 4 ชุด (ชุดพ่อตา, เด็ก, มรดก และร้าน) มีบทบาทเป็นเพียงส่วนเสริม และดึงดูดให้คนเข้ามาดูในเว็บไซต์อีกต่อ ซึ่งสามารถนำข้อมูลรายละเอียดหลักสูตรจำนวนมากได้ดีกว่าโฆษณาทีวีไม่สามารถใส่ข้อมูลทั้งหมดนำเสนอได้ภายใน 30 วินาที อย่างไรก็ตาม TVC ก็ยังสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กับผู้มีส่วนได้เสีย อาทิ ผู้ปกครอง บริษัทต่างๆ อีกด้วย ได้รู้ความมีตัวตนของมหาวิทยาลัย 

 

ม.รังสิต CSR University 

มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นอีกแห่งที่เลือกใช้สื่อออนไลน์มาเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง ทั้งการให้รุ่นพี่แชตกับรุ่นน้อง จนบางแคมเปญกวาดรางวัลทั้งในและต่างประเทศมาแล้ว  

ผศ.สมเกียรติ รุ่งเรืองวิริยะ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรังสิต บอกว่า ปีนี้ยังคงมุ่งเน้นการนำ “นิวมีเดีย” มาเป็นสื่อที่ใช้ในการสื่อสาร เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังคงไม่ทิ้งสื่อหลักอย่างทีวีซี โดยเป็นการผสมผสานระหว่างการใช้สื่อทีวีซี พรีเซนเตชั่น ซีรี่ส์ออนไลน์ เพื่อตอกย้ำ Brand Positioning ของการเป็น CSR University  

แนวคิดมหาวิทยาลัย CSR เป็นการฉีกแนวจากเดิมที่มุ่งประเด็นความสำเร็จของนักศึกษาหรือศิษย์เก่า (Success Stories) โดยได้ตอกย้ำประเด็นนี้มาเป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2546-2550 แต่เมื่อมหาวิทยาลัยอื่นๆ นำเรื่อง Success Stories มาใช้กันแพร่หลาย  ม.รังสิตจึงได้ฉีกแนวมาเป็นประเด็นจิตสาธารณะตั้งแต่ปี 2551 โดยนำเรื่องราวชีวิตจริงของนายแพทย์กันตพงศ์ เล่าลือพงศ์ศิริ หรือ “หมอม้ง” ที่ได้รับโอกาส หรือทุนการศึกษาเป็นกรณีพิเศษจากมหาวิทยาลัยรังสิต มาผลิตเป็นภาพยนตร์โฆษณา 

“หนังแนวนี้คนดูจะรู้สึกว่าเป็นองค์กรที่ดี เสียสละไม่มุ่งแสวงหากำไร กลุ่มผู้ใหญ่ ผู้ปกครองชอบ แต่ต้องยอมรับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นอาจจะเฉยๆ”

จึงเป็นโจทย์ให้หนังโฆษณาทีวีปีนี้ ที่ใช้ชื่อชุดว่า Why Sharing หรือ ทำไมเราต้องแบ่งปัน ทำควบคู่กับพรีเซนเตชั่น 4 ชุด โดยใช้วิธีตั้งคำถามแบบโดนใจวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย “ทำไมฉันเกลียดที่นี่” ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องของมหาวิทยาลัยรังสิตในรูปแบบใหม่ เพื่อให้เกิดการอัพโหลด และแชร์ต่อในเฟซบุ๊ก มีความยาว 4.59 นาที ใช้เวลา 10 เดือนในการผลิตทั้งวางโครงการ วิธีเล่าเรื่องและพัฒนาบท

ซีรี่ส์ออนไลน์จำนวน 4 ชุด เพื่อตอบโจทย์ให้รับรู้โลกความจริงว่าเป็นเช่นไรและบทสรุปของศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จแล้วในอาชีพ โดยมีกลยุทธ์ซีรี่ส์ออนไลน์อินไซต์ จากพฤติกรรมของนักเรียน มัธยมปลาย กำหนดให้ออกทุกวันศุกร์จำนวน 4 ครั้ง เริ่มตอนแรกศุกร์ที่ 11 พฤษภาคมนี้ ใช้ชื่อว่า “ฉันเกลียดที่นี่” โดยความเกลียด ได้แก่ เกลียดระบบการศึกษาของประเทศไทย ทำไมต้องสอบเข้า และเกลียดการทำข้อมูล ทำไมต้องมีข้อสอบ เป็นต้น 

ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ชูจุดขาย 4ทศวรรษ.

 ส่วนโฆษณาของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ไม่ได้หวือหวาเหมือนกับคู่แข่ง โดยยังคงพยายามเน้นย้ำเรื่องความน่าเชื่อถือ เพื่อลบภาพลักษณ์ในอดีต ภายใต้ TVC ที่ใช้ชื่อชุดว่า “Discover the pride in you” โดยใช้ Key Massages คือ 44 ปีแห่งความภูมิใจของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ที่ร่วมสร้างบุคลากรคุณภาพสู่สังคมไทย 

โดยนำเอาผลงานที่แล้วมา เช่น คณะนิติศาสตร์ ปรีดี พนมยงค์, วิทยาลัยนานาชาติจีนที่เป็นการร่วมกันกับมหาวิทยาลัยคุนหมิง, วิทยาลัยนานาชาติ DPUIC, รางวัลชนะเลิศหุ่นยนต์นานาชาติ เพื่อตอกย้ำถึงตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความร่มรื่นย์ภายในมหาวิทยาลัย 

ร.ร.ปัญญาภิวัฒน์ รีแบรนด์ใหม่ PIM  

อีกแห่งที่ต้องจับตา คือ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์แห่งนี้ เดิมใช้ชื่อว่า “โรงเรียนปัญญญาภิวัฒน์” เปิดสอนหลักสูตรในระดับ ปวช.และ ปวส. ล่าสุดได้เพิ่มหลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโท จึงได้รีแบรนด์ใช้ชื่อใหม่ว่า “สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หรือ PIM” พร้อมกับออกภาพยนตร์โฆษณาทีวีชุดใหม่ ความยาว60 วินาที โดยใช้ผู้กำกับในวงการโฆษณาอย่าง อรรณพ ชั้นไพบูลย์ จากเอเยนซี่โฆษณา บริษัท เอ็ม เอ เอ็ม ฮาร์ท จำกัด 

แนวคิดของภาพยนตร์โฆษณาฯ ยังคงตอกย้ำ เรื่องของหลักสูตรการเรียนทฤษฎีควบคู่ปฏิบัติกับสาขาวิชาที่เรียนจริง (Work-Based Learning) ตลอดทั้ง 4 ปี ซึ่งเป็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง PIM กับมหาวิทยาลัยทั่วไป 

เนื้อเรื่องเล่าผ่านกลุ่มนักศึกษาในห้องเรียน ผลักกำแพงห้องเรียนออกไปพบกับการเรียนปฏิบัติในสถานที่จริง ภาพเห็นตึกทรู (True) ที่นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯ ฝึกประสบการณ์การจัดการข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ กับ บริษัท ทรู ทัช จำกัด ขณะที่นักศึกษาอีกกลุ่มผลักกำแพงอีกด้านเข้าไปฝึกประสบการณ์จริงกับ ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China) ธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของประเทศจีน 

ขณะที่กลุ่มนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ สาชาวิชาการจัดการค้าปลีก ผลักกำแพงห้องพบกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยพวกเขาได้เรียนประสบการณ์กับผู้นำธุรกิจค้าปลีกตั้งแต่ขั้นตอนการคัดสรรสินค้า เพื่อส่งมอบสินค้าคุณภาพแก่ลูกค้ากว่า 8 ล้านคนต่อวัน

กิมมิกของภาพยนตร์ ยังได้นำ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ CEO บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และผู้ก่อตั้งสถาบันการจัดการ PIM มาร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสะท้อนถึงความใส่ใจของมืออาชีพกับบุคลากรในอนาคต 

การปรับเปลี่ยนของปัญญาภิวัฒน์ หรือ PIM ครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่ง ที่เพิ่มดีกรีการแข่งขันของมหาวิทยาลัยเอกชน ที่รุนแรงอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้นไปอีก

 

cellpadding=”2″ cellspacing=”2″>

style=”vertical-align: top; text-align: center;”>กลยุทธ์การสื่อสารของสถาบันการศึกษา-มหาวิทยาลัยเอกชน
2012

style=”vertical-align: top; font-weight: bold; text-align: center;”>แบรนด์
(สถาบันการศึกษา )

style=”vertical-align: top; font-weight: bold; text-align: center;”>แบรนด์โพสิชันนิ่ง/คีย์แมสเสจ

style=”vertical-align: top; font-weight: bold; text-align: center;”>กลยุทธ์สื่อสาร/แคมเปญโฆษณาปี
2555
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์/ทุกหลักสูตรเน้นความคิดสร้างสรรค์ ออกภาพยนตร์โฆษณา TVC ชุดลักพา
+โฆษณาแบนเนอร์ผ่านเว็บไซต์ดังและโฆษณาสถานีบีทีเอส เน้นตอกย้ำ
การมีความคิดสร้างสรรค์เป็นที่ต้องการ มหาวิทยาลัยรังสิต

ซีเอสอาร์
ยูนิเวอซิตี้/การทำอะไรดีๆให้กับสังคมมันอยู่ในดีเอ็นเอพวกเราทุกคน ออกภาพยนตร์โฆษณาTVC ชุดWhy
Sharing 1 ชุด+พรีเซ็นเตชั่นผ่านเว็บไซต์ม.รังสิต 4 ชุด+ซีรี่ส์ออนไลน์ 4
ชุด+Live Chat โดยทีมรุ่นพี่ถาม-ตอบสดกับ น.ร. มหาวิทยาลัยหอการค้า สถาบันการศึกษาชั้นนำเอเชีย
(มุ่งสร้างผู้ประกอบการอาชีพ-เน้นในปี 2555 ) ทำมินิซีรี่ส์ 4 ชุด+Movie
Catalogue ผ่านเว็บไซต์ target=”_blank”>www.love18themovie.com มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยชั้นนำเพื่อคนรุ่นใหม่/เราจะทำให้
4 ปีของนักศึกษาหมุนไปกับสปีดของโลก ออกภาพยนตร์โฆษณาTVC 4ชุด
(ชุดพ่อตา, เด็ก, มรดก, ร้าน)+เว็บไซต์ href=”http://www.4yearschange.com/” target=”_blank”>www.4yearschange.com

ทำโรดโชว์, ใช้สื่อโซเชี่ยลมีเดียครบครัน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยคุณภาพมาตรฐานนานาชาติ*/
44
ปีแห่งความภูมิใจของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ที่ร่วมสร้างบุคลากรคุณภาพสู่สังคมไทย** ภาพยนตร์โฆษณาทางทีวี ชุด
Discover the pride in you สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
( PIM ) สถาบันการจัดการมืออาชีพ/
ประสบการณ์ จากองค์กรที่มีคุณภาพ หล่อหลอมให้บัณฑิตที่นี่
พร้อมทำงานอย่างมืออาชีพ ออกภาพยนตร์โฆษณาทางทีวี
1ชุดสร้างภาพลักษณ์แบรนด์และประชาสัมพันธ์ นศ.ใหม่ ที่มา :
กองบรรณาธิการ POSITIONING Magazine รวบรวม */** 
ข้อมูลจากเอกสาร

]]>
14768
เปิดปูมศึก ม.เอกชน https://positioningmag.com/14770 Mon, 11 Jun 2012 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=14770

การแข่งขันอย่างเข้มข้นของมหาวิทยาลัยเอกชนในยุคนี้ สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขงบซื้อสื่อโฆษณาที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในอดีตที่ผ่านมา งบโฆษณาสูงสุดที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งใช้อยู่ประมาณ 20-25ล้านต่อปี กระทั่งในช่วง 4ปีที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 30-35ล้านบาท ล่าสุดพุ่งไปเป็น 40-45 ล้านบาท  

สาเหตุ มาจากนโยบายเปิดเสรีการศึกษาทำให้มีคู่แข่งจากมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศหลายแห่งมาเปิดสาขาในประเทศไทย รวมถึงการยกระดับขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยของสถาบันราชภัฏและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล 

มหาวิทยาลัยของรัฐ อาทิ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหิดล เกษตรศาสตร์ ที่เปิดหลักสูตรพิเศษ โดยเปิดสอนในตอนเย็นวันธรรมดาและเสาร์อาทิตย์ คิดราคาค่าหน่วยกิตในอัตราเดียวกับมหาวิทยาลัยเอกชน 

ปี 2549 รัฐบาลออกนโยบายเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต หรือ เงินกู้ กรอ. โดยยกเลิกเงินกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ที่ใช้มาประมาณสิบปี เงินกู้แบบใหม่นี้ได้ ก่ออานิสงส์ให้แก่มหาวิทยาลัยเอกชนเติบโตกันถ้วน เนื่องจากเป็นเงินกู้ที่เปิดโอกาสให้ใครก็สามารถกู้ได้ ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติด้านเพดานรายได้ หรือระบุว่าต้องมีฐานะยากจน

ต่อมาในปี 2550 รัฐบาล ได้ยุติเงินกู้ กรอ. นำนโยบายเงินกู้ กยศ. กลับมาใช้เหมือนเดิม ทำให้ยอดนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยเอกชนลดลงทันที และในปีต่อมา 2551 มีการนโยบายนำเงินกู้ กรอ. กลับมาใช้อีกครั้ง โดยให้ใช้ควบคู่ กยศ. แต่ให้กู้ยืมเฉพาะสาขาวิชาที่ขาดแคลนเท่านั้น ได้แก่ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิศวกรรมศาสตร์ บริการและการท่องเที่ยว และเกษตรศาสตร์ มีงบประมาณ 2,000 ล้านบาท จึงมีผู้ที่สามารถขอกู้ กรอ. ได้เพียง 30,000 คนเท่านั้น ส่งผลให้ยอดนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยเอกชน ลดลงอีกครั้งเป็นปีที่สองติดต่อ

ภายใต้สถานการณ์การแข่งขันที่ยากลำบากมากขึ้น ทำให้มหาวิทยาลัยเอกชน จึงต้องทุ่มงบโฆษณา เพื่อแย่งชิงลูกค้าที่ลดน้อยลงไปให้ได้มากที่สุด มหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งถึงกับต้องออกกฎให้อาจารย์ ต้องเริ่มหานักศึกษาเข้ามาเรียนในคณะที่สอนอยู่ด้วย 

]]>
14770
ไขรหัสแบรนด์ ผ่านแอดโฆษณา https://positioningmag.com/14771 Mon, 11 Jun 2012 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=14771

แคมเปญโฆษณาของมหาวิทยาลัยเอกชนทั้ง 6 แห่ง ที่แต่ละแห่ง “จัดหนัก-จัดเต็ม” จะมีมิติทางการตลาดและการสื่อสารแบรนด์ได้อย่างไร ผศ.ดร.ธีรพันธ์ โล่ทองคำ เป็นนักกลยุทธ์การตลาดและประธานกรรมการบริหารบริษัท ธรู เดอะ ไลน์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ให้ความเห็นว่า ภาพรวมของแคมเปญโฆษณามหาวิทยาลัยเอกชนทั้ง 6 แห่งนี้ แต่ละแห่งสื่อสารแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายด้วย Advertising Execution หรือวิธีการที่นำเสนอสิ่งจูงใจของโฆษณาแตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อนำ Brand Positioning ที่แต่ละมหาวิทยาลัยเป็นแกนสื่อสาร จึงมีทั้งในภาพชัดเจนและไม่ชัดเจน 

กรณีศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนที่จัดว่าสามารถถ่ายทอด Positioning อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้พยายามสร้างจุดยืนที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ใน TVCไม่ได้สนใจนำเสนอกระบวนการ หลักสูตร แต่เลือกที่จะบอกว่า ทุกคณะทุกหลักสูตรมีความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก 

ขณะที่ End Scene หรือฉากปิดท้ายของภาพยนตร์ตอกย้ำแบรนด์ Positioning ด้วยข้อความ “มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์” และเสียงสโลแกนตอกย้ำความเป็นมหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ ส่งผลให้เกิดการจดจำแบรนด์แก่คนดูมากยิ่งขึ้น ขณะที่ภาพนักศึกษาทั้งคณะถูกอุ้มทั้งหมดขณะนั่งถ่ายภาพจบการศึกษาบนที่นั่งแบบชั้นๆ สะท้อนถึงการสื่อสาร Product Benefit ที่ตอบโจทย์เรียนจบแล้วมีงานทำอย่างชัดเจน 

อย่างไรก็ตาม บางฉากที่เล่าเรื่องตั้งแต่ยุคหินว่า คนมีความคิดสร้างสรรค์เป็นที่ต้องการ ควรเป็นโมเดิร์นครีเอทีฟ ที่เน้นปัจจุบันและอนาคตมากกว่า เพราะคำว่า Creative มาจากคำว่า Innovative อันควรมุ่งไปข้างหน้ามากกว่า

ด้านภาพยนตร์โฆษณาทีวีชุด Why Sharing ของมหาวิทยาลัยรังสิตก็นับว่ามีความชัดเจนของภาพPositioning มหาวิทยาลัย อันมุ่งเป็น CSR University อีกทั้งยังสร้างจุดเด่นให้กับซีรี่ส์ออนไลน์ด้วยการใช้ศิลปิน นักแสดงที่เป็นนักศึกษามาดึงดูดความสนใจได้อย่างเป็นดี 

อย่างไรก็ตาม บางชุดของโฆษณาหรือชุด เพราะคุณคือ สิ่งวิเศษสุด (อยู่ส่วนพรีเซนเตชั่น) End Sceneความเป็นซีเอสอาร์ ยูนิเวอร์ซิตี้ ซึ่งเป็นจุดยืนที่ควรตอกย้ำ ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร  

ส่วนภาพยนตร์โฆษณาทีวีของมหาวิทยาลัยศรีปทุมที่นำเสนอเป็น 4 ชุด จัดว่า ทำได้ดีมีจุดเด่นแคมเปญชัดเจนและมีโครงเรื่องเด่นชัด เนื่องจากมีคนเล่าเรื่องหรือพรีเซ็นเตอร์คนเดียวกันทั้ง 4 ชุดพร้อมกับตอกย้ำ เรียน 4 ปีอยู่บนสปีดของโลกที่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ในฉากสุดท้าย กลับไม่ได้โชว์สโลแกนหรือVoice Over 

(ที่กำหนดให้เป็นมหาวิทยาลัยของคนรุ่นใหม่) เพื่อตอกย้ำ Brand Positioning ไปอย่างน่าเสียดาย 

สำหรับมินิซีรี่ส์ออนไลน์ของมหาวิทยาลัยหอการค้านั้น โดดเด่นในแง่ความแปลกในการนำเสนอ มีเรื่องราวร้อยเรียงเป็นตอนๆ แต่ในแง่ Product Feature มีทั้งแง่ดรและแง่มุมที่ต้องระวัง

ที่ดี คือ การโชว์สถานที่อาคารเรียน เครื่องมือเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือการใช้คำพูดที่แสดงจุดอ่อน โดยหลักการนั้นการโฆษณาควรหลีกเลี่ยงและหันไปใช้คำแทน เช่น มหาวิทยาลัยหอการค้าเล็ก แต่อบอุ่น ควรจะเป็น มหาวิทยาลัยสะดวกและอบอุ่น เป็นต้น 

อย่างไรก็ตามContent ในซีรี่ส์ที่มุ่งประเด็นสื่อชู้สาว และตัวละครมีคำพูดไม่สุภาพ ทำให้มีผลต่อภาพลักษณ์สถาบัน และอาจมีผลต่อความกังวลของผู้ปกครอง  เพราะงานวิจัยหลายชิ้นระบุถึงปัจจัยเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัยของวัยรุ่นนั้น ผู้ปกครอง มีส่วนร่วมในการตัดสินใจสูง เนื่องจากต้องเสียค่าใช้สูง รองลงมาเป็น กลุ่มเพื่อน-รุ่นพี่ และครูสอน-ครูแนะนำ  

นอกจากนี้ ในแง่สื่อ Brand Positioning และ Brand Benefit ยังไม่ชัดเจนที่กำหนดให้เป็นสถาบันชั้นนำเอเชีย ที่มุ่งสร้างผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่น้อย  

ทางด้านโฆษณาทีวีของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังไม่ชัดเจนในการBrand Positioning เพราะใส่จุดขายหลายประเด็น ทำให้ไม่รู้จุดขายแท้จริง ไม่เหมาะกับโฆษณาทีวี ที่ต้องสั้น กระชับ ตรงประเด็น ควรเลือกเสนอผ่านสื่ออื่นๆ เช่นสิ่งพิมพ์ 

สำหรับภาพยนตร์โฆษณาทีวีของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ PIM จัดว่า สื่อสารแบรนด์โพสิชันนิ่งได้ชัดเจน คือ กำหนดให้เป็นสถาบันสร้างมืออาชีพด้วยมืออาชีพ 

หนังโฆษณายังเน้นการแก้ไข ความเข้าใจเดิมๆ ที่ว่า นักศึกษาเรียนจบไปแล้วได้งานทำเฉพาะที่เซเว่น อีเลฟเว่น แต่เรียนจบสถาบัน PIM จะได้โอกาสไปทำงานบริษัทในเครือทั้งในประเทศ และต่างประเทศ หลายแห่ง 

การรีแบรนด์ PIM ทำให้จดจำได้ง่ายขึ้นกว่าคำว่า ปัญญาภิวัฒน์ แต่จุดที่พลาดที่คล้ายๆ กัน คือ พูดตอกย้ำ สโลแกนแบรนด์โพสิชันนิ่งอีกครั้งปิดฉากสุดท้าย เพื่อทำให้เกิดการจดจำของคนดูด้วย

นอกจากนี้ ถึงแม้โซเชี่ยลมีเดียจะเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อวัยรุ่น นักศึกษา แต่สื่อดั้งเดิมอย่าง TVC ยังจำเป็นต้องใช้แมสมีเดีย เพราะคนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เช่น ผู้ปกครอง อาจารย์ผู้สอน อาจารย์แนะแนว คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับสื่อออนไลน์อย่างเดียว แต่ยังเสพสื่อแมสอีกด้วย

]]>
14771
“โฮมโปร” จับมือ “สอศ.” ยกระดับคุณภาพบุคลากร https://positioningmag.com/55166 Fri, 10 Feb 2012 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=55166

“โฮมโปร” ยกระดับการสรรหาคนคุณภาพอีกระดับ จับมือ “สอศ.” สร้างหลักสูตรบริหารจัดการธุรกิจค้าปลีกระดับปวส.โดยเฉพาะ ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติลงพื้นที่จริง ค้นหาดาวเด่น 120 คน จาก 8 สถาบันอาชีวศึกษาชั้นนำ เปิดสอนรุ่นแรกเดือน พ.ค. 2555 นี้ 

นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ผู้นำธุรกิจศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ตกแต่งครบวงจร เปิดเผยถึงแนวทางในการสรรหาบุคลากรคุณภาพเข้ามาร่วมงาน เพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจของบริษัทฯ ว่า ล่าสุด บริษัทฯ ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือ “สอศ.” กระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี โครงการทุนการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมมือกันในการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน

“ในปีที่ผ่านมา ตัวเลขจากสมาคมผู้ค้าปลีกไทย (TRA) ระบุว่าอุตสาหกรรมค้าปลีก ค้าส่งเติบโต 9% มียอดรวมกว่า 7 แสนล้านบาทคิดเป็น 13% ของ GDP ขณะที่ทิศทางการขยายตัวของอุตสาหกรรมค้าปลีกมีการขยายพื้นที่ให้บริการมากกว่า 500,000 ตารางเมตร มีการจ้างแรงงานทั่วประเทศกว่า 6.1 ล้านคน แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการบุคลากรด้านวิชาชีพเพื่อรองรับกับการขยายการจ้างงานยังมีเป็นจำนวนมาก” นายคุณวุฒิ กล่าวและว่า

ดังนั้น โฮมโปร ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกวัสดุ อุปกรณ์ ตกแต่ง ต่อเติม ซ่อมแซมบ้าน แบบโมเดิร์นเทรดเป็นรายแรก และปัจจุบัน อยู่ในฐานะผู้นำธุรกิจศูนย์รวมวัสดุ และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านแบบครบวงจรของประเทศไทย ที่เป็นบริษัทคนไทย และบริหารโดยคนไทย  โดยในสิ้นปี 2554 มีสาขาให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศทั้งสิ้น 45 แห่ง และยังมีแผนการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จึงได้ร่วมโครงการทวิภาคีในครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายหลักที่บริษัทฯ ยึดมั่นมาโดยตลอดก็คือ การสร้างบุคลากร ที่มีความรู้ ความสามารถ และเป็นมืออาชีพ เพื่อสามารถบริการให้คำปรึกษาแนะนำกับลูกค้าได้เป็นอย่างดี 

ตามโครงการดังกล่าวนี้ บริษัทฯ จะดำเนินการร่วมกับ ผู้บริหารสถานศึกษา  เพื่อพัฒนาหลักสูตรในสาขาวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีก  โดยนำรายวิชาในหมวดวิชาชีพมาบูรณาการเพื่อให้นักศึกษามีความรู้  และประสบการณ์ที่สามารถออกมาปฏิบัติงานได้จริง ทันทีที่จบการศึกษา  โดยการเรียนการสอนเน้นทฤษฎี ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ  ซึ่งบริษัทฯ มีสาขารองรับการฝึกอบรมอยู่ครอบคลุมทั่วประเทศ   นักศึกษาในโครงการนี้  จะได้รับทุนการศึกษา  เบี้ยเลี้ยง  และสวัสดิการต่าง ๆ ในขณะที่ฝึกปฏิบัติงาน จนกว่าจะจบการศึกษา  ซึ่งถือเป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา  และลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับนักศึกษา  และเมื่อสำเร็จการศึกษา  นักศึกษามีโอกาสเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำกับบริษัทฯ อีกด้วย

นายคุณวุฒิ กล่าวว่า ในเบื้องต้นบริษัทฯ จะร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในสังกัดสอศ. จำนวน 8 แห่ง คัดเลือกนักศึกษาเข้าหลักสูตรในรุ่นแรกจำนวน 120 คน โดยจะเริ่มเรียนตามหลักสูตรในเดือนพฤษภาคม 2555 ที่จะถึงนี้ การศึกษาเป็นหลักสูตร 2 ปี รวม 85 หน่วยกิต ทั้งนี้ ในปัจจุบัน บริษัทฯ มีพนักงานกว่า 7,000 คน และพนักงานช่วยขายจากผู้ร่วมค้าอีกกว่า 6,000 คน 

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้รับมอบหมายจากกระทรวงศึกษาธิการ ในการผลิต และพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยค่านิยมในการเรียนของคนส่วนใหญ่มักจะมุ่งเรียนในระดับปริญญาตรีเป็นหลัก ดังนั้นสิ่งที่สอศ.จะเร่งดำเนินการต่อไปคือ การปรับปรุงหลักสูตรเป็นรูปแบบทวิภาคี เรียนเนื้อหาวิชาการร้อยละ 30 ส่วนอีกร้อยละ 70 จะให้ไปฝึกงานกับภาคเอกชนเพื่อให้การเรียนการสอนมีความสอดคล้องกับการทำงานของภาคเอกชน และไม่ต้องเป็นภาระให้ภาคเอกชนต้องฝึกใหม่เมื่อเข้าทำงานเหมือนที่ผ่านมา ซึ่ง สอศ.ได้เข้าไปพัฒนาหลักสูตรในลักษณะทวิภาคีกับภาคเอกชนมาโดยต่อเนื่อง 

]]>
55166