Fitbit – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 19 May 2021 08:14:42 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘Google’ เปิดตัว ‘Android 12’ ยกเครื่องใหม่ ตอบสนองไว ใช้พลังงานน้อยลง เป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น https://positioningmag.com/1332819 Wed, 19 May 2021 03:56:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1332819 สาวกชาว ‘แอนดรอยด์’ (Android) กว่า 3,000 ล้านคนเตรียมเฮ เพราะ ‘กูเกิล’ (Google) ได้เปิดตัว ‘Android 12’ ที่ยกเครื่องใหม่ทั้งหมดแถมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้ทำงานจากที่บ้าน ซื้อของและทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น แถมยังปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้ดีขึ้นด้วย

ยกเครื่อง Android 12

Google ได้อวดโฉมใหม่ของ Android 12 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการมือถือเวอร์ชันล่าสุด ระบบ widget ของ Android 12 ออกแบบใหม่ เพิ่มปุ่มเปิดปิด, ตัวเลือกต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถอินพุตใส่ widget ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนในแบบของผู้ใช้ โดยสามารถเปลี่ยนสีหรือเมื่อเลือกวอลเปเปอร์ระบบจะระบบปฏิบัติการจะทำการปรับเปลี่ยนในแต่ละแอปพลิเคชันให้เหมาะสม

Google กล่าวว่า Android 12 จะช่วยให้อุปกรณ์ตอบสนองได้ดีขึ้น พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ดีขึ้น เนื่องจากซอฟต์แวร์ใหม่จะทำให้โปรเซสเซอร์ทำงานได้น้อยลงอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ App hibernation ซึ่งเป็นเหมือนโหมดกึ่งลบแอปฯ ออกจากระบบในกรณีที่เคยติดตั้งแอปฯ ไว้แต่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน

เน้นความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ด้วยคู่แข่งอย่าง Apple ที่เพิ่มคุณสมบัติความเป็นส่วนตัวเป็นสองเท่า Google จึงพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ช่วยให้มีความโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้าถึงโดยแอปฯ ต่าง ๆ และวิธีการควบคุม Privacy Dashboard ใหม่ ที่นำเสนอการตั้งค่าสิทธิ์และช่วยให้ผู้ใช้สามารถเพิกถอนสิทธิ์เหล่านั้นจากแดชบอร์ดได้ และจะมีเครื่องมือใหม่จะแสดงอัตโนมัติเมื่อแอปกำลังเข้าถึงไมโครโฟนหรือกล้องของคุณ

นอกจากนี้ บริษัทยังเพิ่มคุณลักษณะที่ใช้ Google Assistant พื่อเตือนผู้ใช้เมื่อรหัสผ่านถูกบุกรุกและช่วยเปลี่ยน ในขณะเดียวกันเครื่องมือใหม่ที่เรียกว่าโฟลเดอร์ที่ลับใน Google Photos จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มรูปภาพลงในพื้นที่ที่มีการป้องกันด้วยรหัสผ่านและจะไม่ปรากฏขึ้นเมื่อผู้ใช้เลื่อนดูรูปภาพหรือแอปอื่น ๆ บนโทรศัพท์

ตอบสนองความต้องการด้านการสื่อสาร

ในแง่ของการสื่อสาร Google ได้เปิดตัวเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพใหม่เพื่อให้การทำงานจากที่บ้านเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ Smart Canvas ซึ่งช่วยให้บริการต่าง ๆ เช่น Google Document ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

อนาคตของอุปกรณ์ wearables และ AR

Google กำลังรื้อ WearOS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้สำหรับ smartwatches ด้วยความช่วยเหลือของ Samsung และแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ Tizen โดยในช่วงปลายปี 2019 Google ได้ประกาศแผนการที่จะซื้อบริษัท Fitbit ในราคา 2.1 พันล้านดอลลาร์ แต่ไม่ได้ยินมีข่าวคราวของหมวดหมู่นี้มากนัก แต่ตอนนี้บริษัทกำลังแสดงถึงอนาคตของอุปกรณ์ wearables ด้วยการผสานรวม Fitbit เพื่อติดตามการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ บริษัทยังนำเครื่องมือความเป็นจริงเสริมมาใช้กับโทรศัพท์อีกด้วย อาทิ AR View ผ่าน Google Maps ผู้ใช้สามารถวางเมาส์เหนือร้านอาหาร, สถานที่สำคัญ และขอเส้นทางภายในอาคารได้ตั้งแต่ปลายปีนี้ ผู้ใช้ยังสามารถถ่ายภาพสิ่งของที่คุณเห็นในโลกแห่งความจริง เช่น เฟอร์นิเจอร์นอกบ้านที่ตั้งอยู่ในร้านอาหาร แล้วจะระบุยี่ห้อและราคาเพื่อให้คุณสามารถซื้อได้ด้วยตัวเอง

หลีกเลี่ยงความทรงจำที่เจ็บปวด

สุดท้าย Google จะช่วยให้เลือกเนื้อหาที่ผู้คนต้องการดูย้อนหลังได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้สามารถป้องกันไม่ให้รูปภาพของบางคน หรือ ช่วงเวลาที่อาจเจ็บปวด หรือ ไม่เป็นที่พอใจ ให้ปรากฏในความทรงจำใน Google Photos ซึ่งเป็นจุดที่เป็น Pain Point ของ Google มานานหลายปี

ทั้งนี้ Android 12 ปล่อยเวอร์ชั่น Beta แล้ววันนี้ โดยมีโทรศัพท์ถึง 10 แบรนด์นอกจาก Pixel ร่วมทดสอบ ได้แก่ ASUS, OnePlus, Oppo, Realme, Sharp, TCL, Transsion, Vivo, Xiaomi, และ ZTE คาดว่าจะเข้าสู้ช่วงเสถียรเดือนสิงหาคมนี้

Source

]]>
1332819
ส่อง ‘สมาร์ทวอทช์’ ที่มีฟีเจอร์วัด ‘ออกซิเจนในเลือด’ ตั้งแต่หลักพันยันหลักหมื่น https://positioningmag.com/1329751 Wed, 28 Apr 2021 12:25:54 +0000 https://positioningmag.com/?p=1329751 ช่วงนี้หลายคนคงมีคำถามในใจคล้าย ๆ กันก็คือ “ติด COVID-19 หรือยัง”  แม้จะไม่มีอาการอะไรก็ตามทีเถอะ ดังนั้น หลายคนเลยอยากจะวัดค่า ‘ออกซิเจนในเลือด’ หรือ ‘SpO2’ ให้สบายใจว่า ‘ยังไม่ติด’ ทำให้ตอนนี้คนเลยให้ความสนใจกับ ‘สมาร์ทวอทช์’ ‘สมาร์ทแบนด์’ หรืออะไรก็ตามที่ใช้วัดได้ ดังนั้น เราไปดูกันว่ามี สมาร์ทวอทช์, สมาร์ทแบนด์รุ่นไหน หรือมือถือรุ่นไหนที่สามารถใช้วัดได้บ้าง ไปดูกัน

Apple Watch 6

สำหรับ Apple Watch 6 นั้นสามารถแสดงข้อมูลสุขภาพเชิงลึกทั้ง อัตราการเต้นของหัวใจ, วัดคุณภาพการนอน และไม่ได้มีแค่ฟีเจอร์วัดค่าออกซิเจนในเลือด แต่ยังตรวจวัด ECG คลื่นไฟฟ้าหัวใจได้อีกด้วย แถมยังมี GPS ในตัว โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13,400 บาท ใครที่เป็นสาวก Apple ก็จัดได้เลย

Samsung Galaxy Watch3

Samsung Galaxy Watch3 ราคาเริ่มต้นที่ 14,900 บาท โดยมาพร้อมฟีเจอร์วัดความดันโลหิต, ตรวจวัด ECG คลื่นไฟฟ้าหัวใจ, วัดค่า SpO2 ระดับออกซิเจนในเลือด, วัดอัตราเต้นหัวใจ, วัดคุณภาพการนอนหลับ, ตรวจวัดความเครียด และมีโหมดออกกำลังกาย

Huawei Watch Fit / Huawei Watch GT Series

สำหรับค่าย Huawei มี 2 ซีรีส์ที่มีฟีเจอร์วัดค่า SpO2 ระดับออกซิเจนในเลือด ได้แก่ Huawei Watch Fit ราคา 2,999 บาท และ Huawei Watch GT2e ราคา 4,290 บาท, Huawei Watch GT 2 ราคา 5,499 บาท, Huawei Watch GT 2 Pro ราคา 8,990 บาท โดยทั้ง 4 รุ่นมีฟีเจอร์พื้นฐานมาให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นการวัดอัตราเต้นหัวใจ, วัดคุณภาพการนอนหลับ และวัดการเผาผลาญกิโลแคลอรี

Huawei Watch Fit (บน) / Huawei Watch GT Series (ล่าง)

Xiaomi Mi Watch

แน่นอนว่าคงไม่มีชื่อของ Xiaomi ไม่ได้ เพราะผลิตแทบทุกอย่างเท่าที่คนจะนึกออก ซึ่งเจ้า Xiao Mi Watch ก็มีฟีเจอร์วัดค่า SpO2 หรือออกซิเจนในเลือดเช่นกันในราคา 3,490 บาท ส่วนฟีเจอร์อื่น ๆ ก็มีครบทั้งวัดอัตราเต้นหัวใจ, วัดคุณภาพการนอน และตรวจวัดความเครียด

Realme Watch S Series

สำหรับ Realme แบรนด์ลูกของ ‘Oppo’ ก็ได้ออก Realme Watch Series ที่สามารถวัดค่า SpO2 ได้ โดยมี Realme Watch S ราคา 3,499 บาท และ S Pro ราคา 4,999 บาท โดยมีฟีเจอร์วัดอัตราเต้นหัวใจ, วัดคุณภาพการนอน และตรวจจับความเครียด

Fitbit Sense

สำหรับ Fitbit ก็ถือเป็นแบรนด์สมาร์ทวอทช์ที่เน้นด้านสุขภาพ โดยมีหลายรุ่นเลยทีเดียวที่สามารถวัดผลระดับออกซิเจนในเลือด พร้อมแจ้งข้อมูลจากกราฟแสดงผลผ่านแอปพลิเคชันฟิต อาทิ Charge 3, Ionic, Versa, Versa Lite, Versa 2 และล่าสุด Fitbit Sense ที่สามารถวัด ECG คลื่นไฟฟ้าหัวใจได้ด้วย โดย Fitbit Sense ราคาอยู่ที่ 10,990 บาท

Garmin

เช่นเดียวกับการ์มินที่เป็นแบรนด์ที่เน้นด้านสุขภาพ ทำให้มีสินค้าหลายรุ่นที่สามารถวัดผลระดับออกซิเจนในเลือดได้ อย่าง vívosmart 4, vívoactive 4/4S, Legacy Hero/Saga, Venu, Venu Sq, vívomove 3 series เป็นต้น

Garmin vívomove 3 series

Amazfit Bip U / Amazfit GT Series

สมาร์ทวอทช์ของแบรนด์ลูก Xiaomi โดยมีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ Amazfit Bip U ราคา 1,690 บาท, Amazfit GTS2 ราคา 5,590 บาท และ Amazfit GTR2 ราคา 6,299 บาท โดยนอกจากจะวัดค่า SpO2 ระดับออกซิเจนในเลือดได้ยังตรวจจับความเครียด และการเผาผลาญได้ด้วย

Amazfit Bip U (ขวา) / Amazfit GT Series (ซ้าย)

Huawei Band 6 / Honor Band 5 / OPPO Band

สำหรับคนงบน้อยลองมาดูฝั่งของ ‘สมาร์ทแบนด์’ ของ ‘หัวเว่ย’ และแบรนด์ลูกอย่าง ‘ออเนอร์’ กันดู โดยมี Huawei Band 6 และ Honor Band 5 ที่มีฟีเจอร์วัดค่า SpO2 ระดับออกซิเจนในเลือด ส่วนฟีเจอร์พื้นฐานก็มีให้ครบทั้งวัดคุณภาพการนอนหลับ, วัดความเครียด และอัตราการเต้นของหัวใจ โดย Huawei Band 6 ราคา 2,990 บาท ส่วน Honor Band 5 ราคา 1,190 บาท

อีกแบรนด์ที่น่าสนใจก็คือ OPPO Band โดยสามารถตรวจจับความเครียด, การเผาผลาญกิโลแคลอรี, อัตราเต้นหัวใจ และวัดค่า SpO2 ระดับออกซิเจนในเลือดในราคาเพียง 1,199 บาทเท่านั้น

Oppo Band (ขวา), Honor Band 5 (กลาง), Huawei Band 6 (ซ้าย)

Samsung Galaxy S และ Note ก็ใช้วัดได้

สำหรับใครที่ใช้งาน Galaxy S5 ไปจนถึง S10+ หรือใครที่ใช้ Galaxy Note 4 ไปจนถึง Note 9 จะสามารถใช้ฟีเจอร์วัดระดับออกซิเจนในเลือด และ Heart Rate โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อไอเทมอื่น ๆ เพิ่มเลย เนื่องจากสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวของซัมซุงจะมาพร้อม ‘เซ็นเซอร์’ ตรงกล้องหลังบริเวณเดียวกับไฟ LED ซึ่งใครที่ใช้มือถือรุ่นดังกล่าวแล้วอยากวัดระดับออกซิเจนในเลือดก็สามารถทำตามนี้ได้เลย

1.เปิดแอปพลิเคชัน Samsung Health

2.หาเมนู Blood oxygen (SpO2) สำหรับวัดระดับออกซิเจนในเลือด

3.เมื่อเข้าไปที่เมนู Blood oxygen แล้วให้กด Measure เพื่อเริ่มการวัด โดยให้นำนิ้วชี้ไปวางไปที่เซ็นเซอร์ด้านตัวเครื่องเพื่อเริ่มการวัด

ทั้งนี้ ระดับออกซิเจนในเลือดสภาวะปกติจะอยู่ที่ 95 – 100% อย่างไรก็ตาม หากเกิดรู้สึกไม่สบายแนะนำว่าควรหาหมอน่าจะดีที่สุด

]]>
1329751
1 ปีที่รอคอย! Google ปิดดีล ‘Fitbit’ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ https://positioningmag.com/1314622 Sun, 17 Jan 2021 11:48:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1314622 เป็นเวลา 1 ปีแล้วที่ ‘Google’ ดีลจะซื้อกิจการของ ‘Fitbit’ แบรนด์สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพที่พัฒนาสู่สมาร์ทวอทช์ (Smartwatch) ในที่สุด คณะกรรมาธิการยุโรปซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารของสหภาพยุโรปก็ได้อนุมัติดีลดังกล่าวที่มีมูลค่าสูงถึง 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ย้อนไปช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2019 Google ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ ‘Fitbit’ แต่ที่เพิ่งจะปิดดีลโดยสมบูรณ์เอาตอนนี้ก็เพราะหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศเริ่มจับตาการซื้อกิจการของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ โดยในกรณีของ Fitbit นั้น EU ได้ห่วงเรื่องของการนำข้อมูลส่วนบุคคลด้ายสุขภาพที่ Fitbit มีไปใช้ประโยชน์ อาทิ การใช้โฆษณา รวมถึงการผูกขาดด้วย ดังนั้น ทาง EU จึงได้เพิ่มข้อกำหนดที่ Google ต้องปฏิบัติตามในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดย Google จะไม่สามารถใช้ข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้ Fitbit ในเขตเศรษฐกิจยุโรป รวมถึงไอซ์แลนด์, ลิกเตนสไตน์ และนอร์เวย์ เพื่อการโฆษณา

“เราสามารถอนุมัติการเข้าซื้อกิจการ Fitbit ของ Google ได้ เนื่องจากข้อผูกพันดังกล่าวจะทำให้มั่นใจได้ว่า ตลาด Wearable และข้อมูลด้านสุขภาพดิจิทัลที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่จะยังคงเปิดกว้างและแข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้จะสามารถแบ่งปันข้อมูลสุขภาพและการออกกำลังกายต่อไปได้อย่างไรหากพวกเขาเลือกที่จะทำ” Margrethe Vestager รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวในแถลงการณ์

Lifestyle photo of Fitbit Charge 4.

ในส่วนของทาง Google เองได้ยืนยันว่าบริษัทไม่ได้มีแผนใช้ข้อมูลสุขภาพของ Fitbit แต่ซื้อเพื่อฮาร์ดแวร์ไม่ใช่ซื้อเพื่อเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ โดยสัญญาว่าข้อมูลของ Fitbit จะถูกแยกจากข้อมูลด้านโฆษณาของกูเกิล และสัญญาว่าจะเปิด API ของ Android ให้บริษัทฮาร์ดแวร์อื่น ๆ เข้าถึงต่อไป

“เราเชื่อว่าข้อตกลงนี้จะกระตุ้นการพัฒนานวัตกรรมในตลาด Wearable และช่วยให้เราสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้น เราเข้าใจดีว่าหน่วยงานกำกับดูแลต้องการตรวจสอบธุรกรรมนี้อย่างใกล้ชิดและเราได้ทำงานร่วมกับพวกเขาเพื่อแก้ไขข้อกังวลของพวกเขา รวมถึงข้อผูกพันทางกฎหมายที่คณะกรรมาธิการยุโรปยอมรับในตอนนี้”

“สิ่งเหล่านี้สร้างขึ้นจากความมั่นใจที่เราทำมาตั้งแต่เริ่มต้น ว่าเรามุ่งมั่นที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ Fitbit และจะลงทุนและสนับสนุนผู้ผลิตและนักพัฒนาต่อไป เรายังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการซื้อกิจการ” โฆษกของ Google กล่าวในแถลงการณ์

ที่ผ่านมา Fitbit มียอดขายมากกว่า 100 ล้านเครื่องจนถึงปัจจุบันและมีผู้ใช้ 28 ล้านคนที่แอคทีฟ การซื้อ Fitbit จะช่วยให้ Google สามารถเอาชนะคู่แข่งอย่าง Apple, Samsung, Huawei และ Garmin ในตลาด Wearable ได้

Lifestyle photo of Fitbit Charge 4.
]]>
1314622
หุ่นดีแล้ว “สุขภาพจิต” ก็ต้องดีด้วย! Fitbit ออกสมาร์ตวอตช์ใหม่ ติดตามระดับ “ความเครียด” ได้ https://positioningmag.com/1294350 Thu, 27 Aug 2020 10:58:04 +0000 https://positioningmag.com/?p=1294350 Fitbit ออกจำหน่ายสมาร์ตวอชต์เชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลกที่สามารถติดตามระดับ “ความเครียด” ของผู้ใช้ได้ ผ่านเซ็นเซอร์ล้ำสมัยเรียกว่า EDA ในอีกมุมหนึ่ง เทคโนโลยีนี้ทำให้เกิดความกังวลหากมีการนำมาใช้ในที่ทำงาน อาจทำให้ความเป็นส่วนตัวของพนักงานสูญเสียไป

Fitbit Sense สมาร์ตวอชต์ใหม่ล่าสุดเพิ่งจะเปิดตัวในสัปดาห์นี้ โดยเครื่องมือนี้มีการบรรจุเซ็นเซอร์ EDA (Electrodermal Activity) ติดตั้งเข้าไปด้วย ทำให้สามารถติดตามระดับความเครียดของผู้ใช้ อ่านค่าจากระดับ 1-100 แสดงบนนาฬิกาและแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อได้เลย

หลักการทำงานของ EDA คือ ผู้ใช้วางฝ่ามือลงบนหน้าปัดของเครื่อง เครื่องจะวัดปฏิกิริยาการตอบสนองต่อกระแสไฟฟ้าในระดับชั้นเหงื่อของผิวหนัง เมื่อวิเคราะห์ออกมาแล้ว หากอยู่ในระดับที่มีความเครียด Fitbit จะแนะนำการบริหารจัดการความเครียดด้วยวิธีต่างๆ เช่น ฝึกหายใจ ฝึกสมาธิ นอนให้เร็วขึ้น และเป็นดัชนีชี้วัดให้ผู้ใช้ตัดสินใจได้ว่าตนเองควรลุยโปรเจกต์งานใหม่ๆ หรือพักก่อน

ในประเทศไทย Fitbit Sense จะจำหน่ายในราคา 11,990 บาท ทั้งนี้ สมาร์ตวอชต์ตัวใหม่ของบริษัทรุ่นนี้ถือเป็นการกรุยทางไปสู่อุตสาหกรรมเวลเนสที่ได้รับความนิยมสูงในยุคนี้

Fitbit Sense สามารถแจ้งระดับความเครียด และแนะนำการจัดการความเครียดเหล่านั้นได้

 

จะใช้ได้จริงหรือไม่?

สมาร์ตวอชต์แต่ละแบรนด์กำลังแข่งขันกันเพิ่มความสามารถในเชิงการแพทย์ โดย อเดล เลายู ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท NeuTigers บริษัทด้านแมชชีนเลิร์นนิ่ง ให้ความเห็นกับ Business Insider ว่า ด้วยเทคโนโลยีเซ็นเซอร์และแมชชีน เลิร์นนิ่งที่ล้ำสมัยขึ้นจะทำให้สมาร์ตวอชต์สามารถตรวจหาโรคได้หลายพันโรคในอนาคต

NeuTigers เองเป็นผู้นำในการวิจัยด้านนี้ โดยมีการพัฒนางานวิจัยเชิงคลินิกเพื่อพิสูจน์คอนเซ็ปต์ว่าแมชชีนเลิร์นนิ่งและเซ็นเซอร์เหล่านี้สามารถวินิจฉัยโรคอย่างโรคเบาหวาน ซึมเศร้า จิตเภท และไบโพลาร์ได้จริง

อย่างไรก็ตาม เลายูชี้ให้เห็นว่า NeuTigers ร่วมกับสถาบัน MIT พัฒนาเซ็นเซอร์ในระดับงานวิจัยได้สำเร็จก็จริง แต่ไม่แน่ใจว่าเซ็นเซอร์ EDA ของ Fitbit มีการผ่านการพิสูจน์วิจัยทางคลินิกหรือยัง “การนำเซ็นเซอร์ไปติดตั้งในสมาร์ตวอตช์เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การสาธิตให้เห็นว่าสมาร์ตวอชต์นั้นอยู่ในระดับที่ใช้ได้จริงทางการแพทย์คืออีกเรื่องหนึ่งเลย”

Fitbit Sense

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของเซ็นเซอร์ EDA ก็มีสูงมาก เพราะที่ผ่านมานักวิจัยก็ใช้เซ็นเซอร์นี้วัดระดับทางอารมณ์ เช่น ความกลัว ความโกรธ ความสุข ความประหลาดใจ ได้อย่างแม่นยำ

 

ความเป็นส่วนตัวของพนักงานอาจลดลง?

ศักยภาพในการวินิจฉัยโรคของสมาร์ตวอชต์ ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้เกิดความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวด้วย เพราะบริษัทใหญ่อย่าง Apple และ Fitbit (ซึ่งบริษัท Google เข้าซื้อไปด้วยเม็ดเงิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2562) ต่างก็ออกโปรแกรมสมาร์ตวอชต์ให้กับองค์กรต่างๆ เพื่อสนับสนุนเรื่องสุขภาพในที่ทำงาน โปรแกรมเหล่านี้พยายามจูงใจถึงผลประโยชน์แบบวิน-วินของบริษัทกับพนักงาน เพราะบริษัทจะได้บุคลากรที่สุขภาพดีขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น ส่วนพนักงานก็จะมีโปรแกรมดูแลสุขภาพแบบเฉพาะรายบุคคล

แต่โปรแกรมเหล่านี้ก็ทำให้เกิดข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้ Fitbit มีโปรแกรมชื่อ Ready for Work เพื่อใช้ตรวจสอบว่าพนักงานมีแนวโน้มจะติดเชื้อไวรัสโคโรนาหรือไม่ และข้อมูลพนักงานจะถูกส่งตรงไปที่ผู้ว่าจ้าง

เมื่อสมาร์ตวอชต์สามารถวิเคราะห์ได้ถึงขั้นสุขภาพใจของพนักงาน ผสมกับโปรแกรมของบริษัทเทคโนโลยีที่จับมือกับองค์กรโดยตรง หากไม่มีการป้องกัน ต่อไปองค์กรอาจจะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของพนักงานทั้งร่างกายไปถึงจิตใจก็ได้

Source

]]>
1294350
หลับดีรับปีใหม่! ฟังเคล็ดลับ “การนอน” โดย Fitbit จากการติดตามผู้ใช้ 6 พันล้านคืน https://positioningmag.com/1258785 Mon, 30 Dec 2019 11:37:09 +0000 https://positioningmag.com/?p=1258785 ปีใหม่นี้มานอนหลับให้ดีขึ้น ด้วยเคล็ดลับการนอนที่วิเคราะห์จากการติดตามผู้ใช้ที่สวมใส่ Fitbit 6 พันล้านคืน ผลจากการวิเคราะห์คือไม่เพียงแต่คุณควรจะนอนให้มากขึ้น แต่ต้องทำสิ่งนี้ด้วย

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริการายงานว่า 1 ใน 3 ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันนอนหลับไม่เพียงพอ และจากการสำรวจของ Glassdoor พบว่า พนักงาน 2 ใน 3 ในสหรัฐฯ คิดว่าตนเองสามารถทำงานได้ดีกว่านี้ หากได้นอนมากขึ้น

แม้แต่ผู้นำธุรกิจเช่น Jeff Bezos, Sheryl Sandberg, Bill Gates และ Ariana Huffington ก็กล่าวตรงกันว่า การพัฒนาคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานและความสร้างสรรค์ดีขึ้นตามไปด้วย

หลายคนอาจมองว่า การที่ต้องรับผิดชอบชีวิตทั้งการทำงานและที่บ้าน ทำให้ความคิดเรื่องคุณภาพการนอนดูจะไกลเกินเอื้อม แต่ที่จริงแล้ว การเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ เพียงอย่างเดียวจะทำให้คุณภาพการนอนของคุณเริ่มดีขึ้นทันที

สิ่งนั้นคือ การเข้านอนให้ตรงเวลาทุกคืน

คำตอบนี้มาจากผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการนอนของผู้ใช้ Fitbit บริษัทเริ่มติดตามพฤติกรรมการนอนของลูกค้าที่สวมใส่ Fitbit ระหว่างนอนและนำข้อมูลการนอน 6 พันล้านคืนนั้นมาประมวลผล (ข้อมูลพฤติกรรมการนอนเป็นแบบนิรนาม และถูกเก็บในลักษณะชุดข้อมูลที่รวมผลแล้ว)

Bill Gates เป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่กล่าวถึงการนอนช่วยสร้างคุณภาพการทำงาน โดยเขามีเคล็ดลับคือการอ่านหนังสือก่อนนอน 1 ชั่วโมง (Photo by Mike Cohen/Getty Images for The New York Times)

Fitbit พบว่า ความสม่ำเสมอของการเข้านอนคือกุญแจสำคัญ “หากช่วงเวลาเข้านอนของคุณแตกต่างกันสัก 2 ชั่วโมงภายใน 1 สัปดาห์ จะเสมือนว่าคุณได้นอนน้อยกว่าคนที่เข้านอนตรงเวลาทุกวันประมาณ 30 นาที” Yahoo Finance รายงานจากผลวิจัยนี้

ดังนั้น การอยู่ดึกในคืนวันศุกร์-เสาร์ แล้วค่อยมาเข้านอนเร็วในวันอาทิตย์ จะทำให้การนอนไม่ได้คุณภาพ พฤติกรรมแบบนี้ Karla Gleichauf นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่ศึกษางานวิจัยชิ้นนี้เรียกมันว่า “social jetlag” เพราะสภาพร่างกายจะเหมือนกับการเจ็ตแล็กหลังนั่งเครื่องบินข้ามไทม์โซน

เพราะเหตุนี้ เราจึงควรจะตั้งเวลาเข้านอนให้ตรงกันทุกคืนเพื่อให้คุณภาพการนอนดีขึ้น และควรสร้างช่วงเวลา “ไร้กังวล” ผ่อนคลายตนเองก่อนนอนประมาณ 10 นาทีเพื่อให้ทั้งร่างกายและจิตใจพร้อมเข้าสู่เวลานอน มิฉะนั้นความเครียดจากเรื่องงานอาจจะผุดขึ้นมาในความคิดกลางดึกได้ โดยการผ่อนคลายนั้นอาจจะเป็นการอ่านหนังสือหรือนั่งสมาธิ นอกจากนี้ การตื่นมาออกกำลังกายยามเช้ายังช่วยให้การนอนดีขึ้นในยามค่ำคืนได้ด้วย

ได้เคล็ดลับดีๆ และทำได้ง่ายแบบนี้ไปแล้ว หลังปาร์ตี้หนักช่วงปีใหม่ เรามาก้าวเข้าสู่ปี 2020 แบบคนหลับสบายใต้ตาไม่ดำกันดีกว่า!!

Source

]]>
1258785
Google ปิดดีลซื้อ Fitbit มูลค่า 2,100 ล้านเหรียญ ลุยตลาด Wearable เต็มตัว https://positioningmag.com/1251990 Fri, 01 Nov 2019 16:36:28 +0000 https://positioningmag.com/?p=1251990 Google ประกาศเข้าซื้อกิจการ Fitbit ด้วยมูลค่า 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 63,000 ล้านบาท เป็นการลุยตลาด Wearable อย่างเต็มตัว

เหตุผลที่ Google เข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ เพื่อต้องการมีธุรกิจ Wearable เป็นของตัวเอง ต้องการขายสินค้าแล้วบอกว่าผลิตโดย Google เพราะมองเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจนี้ ซึ่งในตลาดได้มีรายใหญ่อย่าง Apple และ Samsung อยู่ด้วยเช่นกัน

เหนือว่านั้นคือเรื่องของดาต้าที่จะได้จากผู้ใช้ ที่เป็นเรื่องสุขภาพ ข้อมูลด้านการออกกำลังกาย เรียกว่าเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลก ในอนาคตข้อมูลเหล่านี้จะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ

Fitbit หนึ่งในผู้เล่นในตลาด Wearable ก่อตั้งมา 12 ปีแล้ว ปัจจุบันมีผู้ใช้ทั่วโลก 28 ล้านคน มียอดขายมากกว่า 100 ล้านเครื่องแล้ว มีเป้าหมายในการให้แต่ละคนมีสุขภาพดี

Fitbit เองเชื่อว่า Google เป็นพาร์ทเนอร์ที่ครบเครื่อง สามารถเพิ่มศักยภาพของสินค้า Fitbit ได้มากขึ้น มีแพลตฟอร์มที่หลากหลาย จะช่วยต่อยอดนวัตกรรมได้อีกมากมาย จะช่วยทำให้อุปกรณ์ของ Fitbit ได้รวดเร็ว และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

ในอนาคตอาจจะมีการต่อยอดไป Wearable อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา ซึ่งเป้าหมายต้องการใช้เรื่องสุขภาพเข้าถึงคนได้หลากหลาย

แต่ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องดาต้าส่วนตัวของผู้ใช้ หลายคนอาจจะกังวลว่าเมื่ออยู่ภายใต้ Google แล้ว จะมีการเอาข้อมูลส่วนตัวไปให้ Google Ads หรือไม่ ทาง Fitbit ยืนยันว่าจะไม่มีการนำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไปขายให้ Google Ads แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ดีลนี้จะมีการเสร็จสิ้นภายในปี 2020

ที่มา : Fitbit, Reuters

]]>
1251990
Smart Wearable ยังสดใส Fitbit ออก 4 รุ่นใหม่ เจาะกลุ่มคนที่ยังไม่เคยใช้ https://positioningmag.com/1223773 Fri, 05 Apr 2019 12:27:25 +0000 https://positioningmag.com/?p=1223773 ข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา Smart Wearable ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จากยอดขายในประเทศไทยที่สูงขึ้นเฉลี่ย 23% ต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มอุปกรณ์ประเภทเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีการพัฒนาในเรื่องของความแม่นยํา ประสิทธิภาพ รวมไปถึงความหลากหลายทั้งในด้านรูปแบบสินค้า และค่าที่วัดได้

จากการคาดการณ์ของ IDC สถาบันวิจัยด้านการตลาดของสหรัฐฯ ระบุว่า จํานวนการขายอุปกรณ์ Smart Wearable ทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ยสะสมถึง 11.6% ต่อปี จาก 123 ล้านชิ้นในปี 2018 เป็น 190 ล้านชิ้นในปี 2022

ปัจจัยหลัก 3 ข้อที่ทําให้ตลาด Smart Wearable เติบโต ได้แก่ 1.กระแสใส่ใจสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น, 2.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ 3.การลงทุนข้ามอุตสาหกรรมของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนําของโลก ในธุรกิจอุปกรณ์ Smart Wearable

หนึ่งในผู้เล่นหลักในตลาด Smart Wearable ของโลกคือ Fitbit (ฟิตบิท) ที่ผ่านมาสามารถขายสินค้ารวมกันแล้ว 90 ล้านชิ้น มีส่วนแบ่งตลาด Smart Watch เป็นเบอร์ 2 ในสหรัฐอเมริกา โดยมีวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกกว่า 39,000 แห่งใน 87 ประเทศทั่วโลก

เมื่อเดือนกุมภาพันที่ผ่านมา Fitbit เพิ่งประกาศรายได้ของปี 2018 คิดเป็นตัวเลขทั้งสิ้น 1,500 ล้านเหรีญสหรัฐ ในจำนวนนี้มีรายได้จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 167 ล้านเหรีญสหรัฐ เติบโต 37% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่มีนัยสำคัญของ Fitbit

Fitbit ระบุว่า ตัวเองไม่ใช่แค่บริษัทอุปกรณ์ แต่ยังมีข้อมูลมหาศาลที่สามารถนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ 181 พันล้านชั่วโมง, การเดิน 175 ล้านล้านก้าว, ข้อมูลการนอน 9 พันล้านคืน, การออกกำลังาน 457 พันล้านนาที และผู้หญิง 8.1 ล้านคนใช้เก็บข้อมูลเพื่อสุขภาพ

หลุย ไล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน Fitbit กล่าวว่า

“Fitbit อยากเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ใช่ใช้มาก่อน ซึ่งจะเกิดขึ้นด้วยองค์ประกอบ 4 ข้อหลักได้แก่ แบรนดิ้ง รูปลักษณ์การออกแบบ การใช้งานที่สะดวก ราคาที่เข้าถึงและจับต้องได้

กลายเป็นที่มาของการเปิดตัวสินค้าใหม่ 4 รุ่น ได้แก่

1. Fitbit Versa Lite Edition จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบออกกำลังกาย ชูโหมดเพื่อการออกกำลังกายกว่า 15 แบบ แบตเตอรี่ใช้งานได้นานกว่า 4 วัน รวมถึงฟีเจอร์การติดตามอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง ราคา 6,690 บาท ถือเป็นสมาร์ทวอทช์รุ่นที่มีราคาจับต้องได้มากที่สุดของ Fitbit

2. Fitbit Inspire HR เจาะกลุ่มผู้เริ่มใช้อุปกรณ์แวร์เอเบิล และอยากทดลองแทรคเกอร์ที่ราคาไม่แพงและง่ายต่อการใช้งาน ชูจุดเด่นติดตามอัตราการเต้นของหัวใจได้ตลอดทั้งวัน และเป็นแทรคเกอร์ที่มีราคาที่เข้าถึงได้มากที่สุดของฟิตบิท ในราคา 3,790 บาท

3. Fitbit Inspire รุ่นที่เล็กลงมา ต่างตรงไม่มีการวัดอัตราเต้นหัวใจ แต่ที่เหลือเหมือนกับรุ่นก่อนหน้า มาในราคา 2,890 บาท

4. Fitbit Ace 2™ เป็นฟิตเนสแทรกเกอร์สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 – 13 ปี หลักๆ กันน้ำได้ มีกรอบกันกระแทก กันน้ำได้ จะเริ่มวางขายในไตรมาส 2

อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 หลุยบอกว่า Fitbit ให้ความสนใจกับธุรกิจ Health Care กับมากขึ้น เพราะมองว่าข้อมูลที่อยู่ในมือสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้ โดยนำไปร่วมมือกับรัฐบาล บริษัทประกัน หรือโรงพยายาบาลต่างๆ ในการติดตามสุขภาพของผู้ใช้งาน เช่น บริษัทประกันสามารถนำพฤติกรรมไปประเมินอันตรการจ่ายเงินประสุขภาพได้

ในสหรัฐอเมริกามีบริษัทประมาณ 3 รายแล้วที่นำข้อมูลไปประกอบ ส่วนในไทยกำลังคุยกับบริษัทประกันหลายๆ แห่งอยู่ ในภาพรวมทั่วโลก Fitbit ตั้งเป้ารายได้จากกลุ่ม Health Care 100 ล้านเหรียญสหรัฐ.

]]>
1223773
ออกกำลังกายว่ายาก กระตุ้นให้คนออกกำลังยากกว่า โจทย์ใหญ่ Fitbit ต้องใช้ลูกเล่น จับกลุ่มเด็ก-ผู้หญิง https://positioningmag.com/1167929 Tue, 01 May 2018 07:58:02 +0000 https://positioningmag.com/?p=1167929 หลังจากเปิดตัว Fitbit Ionic ตอนต้นปีไปได้ไม่นาน ฟิตบิต (Fitbit) ต้องขยับเอ็กเซอร์ไซส์ต่อเนื่อง บุกตลาดอีกระลอก เพื่อเติมเต็มและหาทางตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้นว่า เหตุผลอะไรที่ควรจะใช้ “สมาร์ทวอทช์” อย่างฟิตบิต

รอบนี้จึงต้องเปิดตัวจับตลาดที่กว้างขึ้น ด้วย Fitbit Versa สำหรับกลุ่มเฮลธ์คอนเซิร์น รักสุขภาพและชอบไปฟิตเนสและ Fitbit Ace สำหรับกลุ่มเด็ก ๆ ที่พ่อแม่ห่วงใยสุขภาพ และอยากเติมเต็มชีวิตแบบสมาร์ทดิจิทัลเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของชีวิตลูกรัก

ฟิตบิต เวอร์ซ่า (Fitbit Versa) ใช้ดีไซน์ใหม่ และสีสันให้เลือกทั้งแนวหวานและแบบมาตรฐานโดนสีดำ ทั้งหน้าปัดและสาย พร้อมฟีทเจอร์สำหรับการดูแลสุขภาพและการออกกำลังเพิ่มขึ้น รวมทั้งระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ที่นานขึ้นกว่า 4 วัน เช่น โหมดตอบกลับข้อความ(Quick Replies)เพื่อตอบสนองด้านเวิร์กไลฟ์ และการติดตามข้อมูลสุขภาพสำหรับลูกค้าผู้หญิง (Female Health Tracking)เรื่องของการแจ้งเตือนเกี่ยวกับเรื่องประจำเดือน ดีไซน์หน้าปัดสีโรสโกลด์และสายสีหวาน รองรับกลุ่มสาว ๆ โดยเฉพาะ

หมัดสองที่ตามมาติด ๆ คือ การเปิดตัวรุ่นที่ต่ำลงกว่ารุ่น Iconic ราคาขายเรือนละ 8,490 บาท (Fitbit Ionic ราคา 11,690 บาท) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ฟิตบิต ไม่ได้หวังแค่ยอดขายที่มากขึ้น แต่ต้องการดึงลูกค้าจากแบรนด์คู่แข่งให้เปลี่ยนใจมาทดลองใช้ด้วยราคาที่จูงใจมากกว่าเมื่อเทียบกับการใช้งานต่าง ๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามานี้

ขณะที่ไฮไลต์ของฟิตบิต เอซ (Fitbit Ace) สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพสำหรับเด็ก เจาะกลุ่มครอบครัว เป็นโปรดักส์ที่ฟิตบิต พัมนาขึ้นด้วยความเชื่อว่า เด็กรุ่นใหม่สนใจเทคโนโลยีมากกว่าของเล่นทั่วไป จึงสร้างฟิตบิต เอซ มาตอบสนอง แต่เพิ่มการใช้งานสำหรับการดูแลเด็กในครอบครัวลงไป เช่น ระบบจีพีเอสเพื่อติดตามตัว ออกแบบให้กันน้ำเพื่อเหมาะกับการใช้งานของเด็กให้ใช้ติดตัวได้ตลอด

นับเป็นความพยายามที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของฟิตบิต กลายเป็นสินค้าที่แทรกเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของคนทุกกลุ่มได้อย่างกลมกลืน เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

อเล็กซานเดอร์ฮีลีย์ ผู้จัดการการตลาดบริหารด้านผลิตภัณฑ์เปิดเผยถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รอบนี้ว่า

“การกลับมาตีตลาดสุขภาพในไทยครั้งนี้ ถือว่าฟิตบิตเตรียมตัวมาอย่างดีมาก อย่างแรกคือ จับตลาดตลาดอยู่หลังจากที่เคยปล่อย ฟิตบิต ไอออนิค (Fitbit Ionic) เข้ามาสำรวจตลาดสุขภาพในไทย แล้วพบว่าคนไทยเริ่มสนใจสุขภาพกันมากขึ้น การหาตัวช่วยในเรื่องของสุขภาพเป็นสิ่งคนไทยต้องการและฟิตบิตก็พยายามเข้ามาตอบรับกับความต้องการนี้”

ขณะที่ หลุยส์ ลายย์ ผู้จัดการประจำประเทศในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผลิตภัณฑ์ฟิตบิท ก็มั่นใจว่า สถานการณ์ทั่วโลกที่มีเรื่องของโรคอ้วนมากขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องของผู้หญิงอย่างประจำเดือนที่สามารถต่อยอดไปยังโรคร้ายอีกหลายๆ โรคได้ ก็เป็นระบบที่ฟิตบิตเชื่อว่า สิ่งที่คิดมาจับต้องได้ และทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์จะเป็นที่ตอบรับของตลาดมากขึ้น

“อย่างที่บอกว่าฟิตบิตพยายามเข้ามาเป็นตัวช่วยในเรื่องของสุขภาพและชีวิตประจำวัน พร้อมค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในแต่ละบุคคลด้วย โดยฟิตบิตได้แสดงให้เห็นว่าได้ก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดแรกไปแล้ว นั่นก็คือการที่ฟิตบิตสามารถใช้ได้กับทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นเอนดรอยด์, IOS และวินโดวส์” หลุยส์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้จะออกรุ่นใหม่ทำตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่จนถึงตอนนี้ ฟิตบิต ก็ยังไม่สามารถรองรับภาษาไทย ซึ่งผู้บริหารฟิตบิตยอมรับว่าระบบภาษาเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภาษาไทย ซึ่งบริษัทอยากเปิดใช้งานเมื่อระบบพร้อมจริง ๆ กับเรื่องของระบบเพย์เมนท์ที่ใส่เข้ามาในเครื่องเป็นระบบ NFC ซึ่งเป็นคนละแนวโน้มกับการชำระเงินดิจิทัลในตลาดไทย ที่มีแนวโน้มเติบโตด้วยการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดมากกว่า ทำให้ระบบนี้ในฟิตบิตมีความสำคัญต่อผู้ใช้ลดลงไปมาก

ทำไม Fitbit Ace เลือกเล่นกับเด็ก

แต่สำหรับระบบการใช้งานที่ตอบโจทย์เรื่องครอบครัว อาจจะเป็นส่วนเสริมที่สร้างแนวโน้มที่ดีต่อการทำตลาดของฟิตบิตได้บ้าง เพราะฟิตบิตเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่พยายามพัฒนาให้ทั้งครอบครัวสามารถมีส่วนร่วมกับฟิตบิตได้ เช่น การแข่งกันการออกกำลังกาย โดยมีบัญชีฟิตบิตเป็นแบบรายครอบครัวเพื่อคอยอัพเดทสุขภาพของคนในครอบครัว ซึ่งสามารถแยกบัญชีกันได้ชัดเจน การติดตามตัวป้องกันเด็กพลัดหลง เป็นต้น และด้วยราคาที่จับต้องได้

นอกจากประเด็นที่พ่อแม่ทั้งหลายมักทุ่มเทให้ลูกได้ทั้งหมดแล้ว จากผลวิจัยพบว่า มีเด็กถึง 20% ของประชากรเด็กในโลกที่น้ำหนักเกิน ฟิตบิต จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการให้พ่อแม่มีตัวช่วยประเมินพฤติกรรมและเป็นเครื่องมือช่วยให้รู้ว่าลูก ๆ ได้ออกกำลังแค่ไหน มีสุขภาพอย่างไร ผ่านอุปกรณ์ชิ้นนี้ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นที่พ่อใจต่อเด็กและกลุ่มพ่อแม่

ที่สำคัญ ทั้งการหาวิธีการเอาชนะการออกกำลังที่น่าเบื่อ การผลิตสินค้าที่หลากหลายมีดีไซน์ให้เลือกมากขึ้นในราคาที่ถูกลง เพิ่มลูกเล่น เน้นการเข้าถึง และจับกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน ทำให้ตอนนี้ ฟิตบิต น่าจกลายเป็นสมาร์ทวอทช์ที่เปิดตัวรุกจนล้อมผู้บริโภคไว้แล้วหลายกลุ่ม พร้อมกับเปิดจำหน่ายทั้งออฟไลน์ออนไลน์ผ่าน B2S ร้านดอทไลฟ์คิงพาวเวอร์พาวเวอร์บาย วีมาร์ท และลาซาด้าแต่ไม่มีร้านนาฬิกาแม้จะได้ชื่อว่าเป็นสมาร์ทวอทช์ เพราะยุคนี้ดิจิทัลไลฟ์สไตล์คือตัวนำ ใครที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องทำเหมือนเดิม ก็มีโอกาสเกิดเป็นที่รู้จักในตลาดเท่าเทียมกัน.

]]>
1167929
ฟิตบิทเปิดตัวแอพพลิเคชั่น FitStar Personal Trainer โฉมใหม่ พร้อมแนะวิธีออกกำลังกายตามสไตล์ฟิตบิท เพื่อการออกกำลังกายที่ฟิตยิ่งขึ้นในงาน CES 2017 https://positioningmag.com/1112686 Fri, 06 Jan 2017 06:17:52 +0000 http://positioningmag.com/?p=1112686 ฟิตบิทประกาศแถลงข่าวได้ฤกษ์เปิดตัวแอพพลิเคชั่น FitStar Personal Trainer โฉมใหม่ล่าสุดในงาน CES 2017 ที่ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ที่จะช่วยให้คุณบรรลุถึงเป้าหมายในการออกกำลังได้ด้วยคำแนะนำการออกกำลังกายที่ปรับตามความเหมาะสมของแต่ละคน แอพพลิเคชั่นโฉมใหม่นี้ อัดแน่นไปด้วยโปรแกรมการออกกำลังกายที่ได้รับการคัดสรร ปรับเปลี่ยนรูปแบบที่เหมาะสมกับคนๆ นั้นโดยอ้างอิงจากกิจกรรมการใช้ชีวิตและออกกำลังกายของแต่ละคน พร้อมคำแนะนำและการฝึกสอนการออกกำลังที่จะช่วยให้คุณออกกำลังกายให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น โดยแอพพลิเคชั่นโฉมใหม่ยังมาพร้อมกับครูฝึกรายใหม่ให้คุณได้เลือกตามใจชอบ พร้อมรูปแบบการออกกำลังสาร พัดแบบ เพลงประกอบที่สามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ ล้วนช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจให้คุณไปถึงเป้าหมายในการออกกำลังกายได้ดียิ่งขึ้น

แอพพลิเคชั่น FitStar Personal Trainer ช่วยให้คุณสามารถออกกำลังได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะที่บ้านหรือนอก บ้านด้วยวิดีโอสอนออกกำลังที่ปรับให้เหมาะสมได้ตามการใช้งานของคุณ แอพพลิเคชั่นนี้จะประมวลการออกกำลังของคุณในแต่ละวัน มาปรับเพื่อสร้างรูปแบบการบริหารร่างกายให้เหมาะสมกับระดับความฟิตและพละกำลัง แอพพลิเคชั่นใหม่นี้ ประกอบด้วยโปรแกรมการออกกำลัง 4 แบบ ที่มาพร้อมกับท่วงท่าการออกกำลังมากมายกว่า 100 ท่า รวมทั้งรูปแบบการออกกำลังแบบฟรีสไตล์ อาทิ “10-Minute Abs” และ “Traveler 10” ซึ่งเหมาะที่จะนำไปผสมผสานกับท่าออกกำลังกายประจำวันของคุณเพื่อผลลัพธ์ที่เห็นผลทันตา ซึ่งข้อมูลของฟิตสตาร์ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการออกกำลังแบบนี้แล้วว่าร้อยละ 85 ของผู้ที่ใช้แอพพลิเคชั่น FitStar Personal Trainer มาอย่างน้อย 5 เซสชั่นนั้นเห็นผล ทำให้มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม

นับเป็นครั้งแรกที่ฟิตสตาร์ได้นำเสนอรูปแบบการออกกำลังที่วัดจากการประมวลผลกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน เก็บบันทึกอยู่ในอุปกรณ์ฟิตบิท และส่งผ่านข้อมูลไปยังแอพพลิเคชั่น Fitbit และ FitStar Personal Trainer ของคุณ โดยผู้ใช้ฟิตบิทจะได้เห็นรูปแบบการออกกำลังกายเหล่านี้ที่แท็บ “Guidance” ที่จะถูกเพิ่มในแอพพลิเคชั่น Fitbit ผู้ใช้ฟิตสตาร์จะสามารถค้นหารูปแบบการออกกำลังเหล่านี้ได้ใน Recommended Workouts Section บน Dashboard ของแอพฯ FitStar Personal Trainer เช่นกัน กรณีที่ผู้ใช้ฟิตบิทวิ่งมาแล้ว 5 ไมล์ คุณลักษณะพิเศษของฟิตสตาร์ จะช่วยแนะนำรูปแบบการออกกำลังที่เหมาะสมให้ในแอพฯ FitStar Personal Trainer ช่วยให้ผู้ใช้ได้พักการออกกำลังที่ขา แล้วมาออกกำลังส่วนหน้าท้องและแขนทั้งสองข้างแทน ทั้งนี้ไม่ว่าผู้ใช้จะเคยบันทึกการออกกำลังไว้ในอุปกรณ์ฟิตบิทหรือไม่ ก็จะได้รับคำแนะนำในการออกกำลังกายจากแอพพลิเคชั่นทั้งสองแบบ โดยแอพฯ จะประเมินจากรูปแบบการออกกำลังของคนในกลุ่มเพศและวัยใกล้คียงกัน

“ตั้งแต่ที่เปิดตัวแอพพลิเคชั่นนี้ครั้งแรกในปี 2557 ทำให้เรามั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพของการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์แวร์เอเบิล กับวิดีโอสอนออกกำลังกายของเรา ที่นำไปสู่โปรแกรมช่วยสอนการบริหารร่างกายที่ได้ผลสำหรับผู้ใช้” มร. ไมค์ เมเซอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งและรองประธาน Fitstar by Fitbit กล่าวอีกว่า “แอพพลิเคชั่น FitStar Personal Trainer ที่ปรับปรุงใหม่นี้ ประสบความสำเร็จในการรวบรวมคุณลักษณะต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น การผสมผสานระหว่างกิจกรรมที่บันทึกไว้ในฟิตบิทกับคอนเท็นต์อันหลากหลายของฟิตสตาร์ ที่ช่วยให้เราสามารถให้คำแนะนำที่ตรงจุดมากขึ้น ขนาดที่ผู้ใช้สามารถเลือกส่วนต่างๆ ของกล้ามเนื้อในร่างกายที่ต้องการบริหารได้อย่างตรงจุด และพัฒนาไปถึงเป้าหมายในการออกกำลังกายได้เร็วขึ้นด้วย”

แอพพลิเคชั่น FitStar Personal Trainer ประกอบด้วย:

  • รูปแบบการออกกำลังที่แนะนำ: ฟิตสตาร์จะแนะนำรูปแบบการออกกำลังต่างๆ โดยวัดจากกิจกรรมในแต่ละวันของคุณที่บันทึกไว้ในอุปกรณ์ฟิตบิทในแท็บ “Guidance” โดยให้คำแนะนำการออกกำลังที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคน เพื่อช่วยให้คุณได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ดียิ่งขึ้น
  • ครูฝึกที่ได้รับการรับรองถึง 2 คน: พบกับเอเดรียนและลีอา ที่จะมาช่วยแนะนำการออกกำลังให้กับคุณไปตลอด คุณจึงเลือกได้ว่าใครเหมาะกับคุณที่สุด และสามารถสลับเลือกใช้ครูฝึกทั้งสองได้ตามความต้องการ
  • วิทยุฟิตสตาร์: เลือกเพลงฟังระหว่างการออกกำลังได้ตามใจชอบจากวิทยุฟิตสตาร์ ที่มีให้เลือกหลายสถานี ไม่ว่าจะเป็นเพลงป๊อบ หรือฮิปฮอป เพื่อให้การออกกำลังของคุณสนุกเพลิดเพลินยิ่งขึ้น
  • รูปลักษณ์ใหม่เพื่อความรู้สึกใหม่: รูปโฉมใหม่นี้ช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าและสร้างความมุ่งมั่นในการออกกำลังกายได้ดียิ่งขึ้น คุณสามารถเลือกดูข้อมูลได้บนสมาร์ทโฟน หรือบนจอโทรทัศน์ความละเอียดสูง
  • มีท่าออกกำลังมากขึ้น: แหล่งรวมท่าออกกำลัง ทั้งแบบเสริมกล้ามเนื้อหรือการออกกำลังกายแบบคาดิโอ ในทุกระดับความเข้มข้น และมีการอัพเดทท่าใหม่ๆ เข้ามาอยู่ตลอด

การใช้งาน

แอพพลิเคชั่น FitStar Personal Trainer เปิดให้ใช้งานได้แล้วทั่วโลก ทั้งในภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน โปรตุเกส และสเปน แอพพลิเคชั่นนี้สามารถทำงานผ่าน Wi-Fi บนอุปกรณ์ระบบ iOS หรือโทรศัพท์มือถือระบบแอนดรอยด์ และทางออนไลน์ได้ และรองรับการใช้งานกับ Chromecast และ Airplay

  • Fitstar Personal Trainer Premium ให้คุณได้เข้าถึงรูปแบบการออกกำลังกายที่ปรับตามความเหมาะสมอย่างไม่จำกัด และรูปแบบการออกกำลังแบบฟรีสไตล์ทั้งหมด โดยมีค่าธรรมเนียม 279 บาทต่อเดือน
    หรือ 1400 บาทต่อปี
  • Fitstar Personal Trainer Basic ให้คุณเข้าถึงรูปแบบการออกกำลังกายแบบ “Get Moving” ที่ปรับให้เหมาะกับคุณเป็นรายสัปดาห์ พร้อมการออกกำลังแบบฟรีสไตล์บางรูปแบบ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นนี้ได้ฟรีจาก App Store และ Google Play หรือสามารถใช้งาน online บนเว็บไซต์ฟิตบิท

นอกจากนี้ ฟิตบิทยังได้ประกาศความร่วมมือกับ Habit Peloton และ VirZOOM ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม Works With Fitbit® สำหรับข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งหมด และการดาวน์โหลดรูปภาพต่างๆ สามารถดูได้ที่ www.fitbit.com/press และสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟิตบิทได้ที่ www.fitbit.com และ  www.fitstar.com

เกี่ยวกับฟิตบิท (NYSE: FIT)

ฟิตบิท (Fitbit) อุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ใช้มีสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น โดยการเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ใช้งานได้เข้าถึงข้อมูล เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ พร้อมคำแนะนำที่จะทำให้ผู้ใช้งานไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จ ในฐานะที่ฟิตบิทเป็นผู้นำตลาดด้านอุปกรณ์การดูแลสุขภาพและกิจกรรมการออกกำลังกาย ฟิตบิทจึงได้ออกแบบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ในการใช้งานที่จะคอยติดตามข้อมูลด้านสุขภาพและความแข็งแรงของผู้ใช้ในทุกวัน โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์หลากหลายของฟิตบิทที่ได้รับรางวัลประกอบไปด้วย Fitbit Surge®, Fitbit Blaze™, Fitbit Charge 2™, Fitbit Charge HR™, Alta™, Fitbit Charge™, Fitbit Flex 2™, Fitbit Flex®, Fitbit One® และ Fitbit Zip® นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะที่ใช้งานผ่านการเชื่อมต่อ wifi ที่มีชื่อว่า Aria® ผลิตภัณฑ์ของฟิตบิทมีวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกราว 54,000 แห่งใน 6 ประเทศทั่วโลก ฟิตบิท กรุ๊ป เฮลท์ (Fitbit Group Health) ใช้ความสามารถของฟิตบิท ซอฟต์แวร์ในการติดตามการทำกิจกรรม และบริการต่างๆ เพื่อนำเสนอโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมการดูแลสุขภาพขององค์กร การควบคุมน้ำหนัก ประกันภัย และการวิจัยทางคลินิก

ฟิตบิท และโลโก้ฟิตบิท รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ถือเป็นเป็นเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ และ/หรือ เครื่อง หมายการจดทะเบียนการค้าของฟิตบิทในประเทศสหรัฐอเมริกาและในประเทศอื่นๆ เครื่องหมายการค้าอื่นๆ เพิ่มเติมของฟิตบิทสามารถดูได้ที่ www.fitbit.com/legal/trademark-list เครื่องหมายบริการและชื่อผลิตภัณฑ์ที่ใช้นี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

ติดตามเรื่องราวดีๆ พูดคุยกับเรา และร่วมแบ่งปันประสบการณ์ฟิตบิทกันได้ที่ https://www.facebook.com/fitbitTH/

]]>
1112686
“ฟิตบิท” เติมแฟชั่นเจาะกลุ่มผู้หญิง https://positioningmag.com/1101890 Wed, 07 Sep 2016 04:50:50 +0000 http://positioningmag.com/?p=1101890 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นเทรนด์ของ Wearable หรืออุปกรณ์สำหรับสวมใส่ที่ช่วยดูแลด้านสุขภาพ มีการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนไทยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น และมีการออกกำลังกาย เข้าฟิตเนสเป็นประจำ

ตลาด Wearable ได้แบ่งเป็น 2 เซ็กเมนต์ใหญ่ๆ ก็คือ Basic Wearable ที่ช่วยในการออกกำลังกาย ได้แก่ แบรนด์ fitbit, Garmin, Misfit, Jawbone และ Huawei เป็นต้น และอีกกลุ่ม Smart Wearable สมาร์ทดีไวซ์ส่วนใหญ่เป็นจากค่ายของสมาร์ทโฟน ได้แก่ Apple, Samsung, Garmin และ Motorola

กลุ่ม Basic Wearable ยังเป็นตลาดใหญ่อยู่ มีตัวเลขจากทาง IDC เป็นยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 จำนวน 200,000 ชิ้น มีมูลค่า 930 ล้านบาท ส่วนกลุ่ม Smart Wearable มียอดขาย 45,000 ชิ้น มีมูลค่า 630 ล้านบาท

แบรนด์ “ฟิตบิท” เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นในกลุ่มเบสิกที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มตัวเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา เป็นประเทศที่ 38 ของโลก จาก 64 ประเทศที่ฟิตบิททำตลาดอยู่ ตอนนี้มีจำหน่ายทั่วโลกแล้ว 48.7 ล้านเครื่อง ซึ่งประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ ทำให้ประเทศไทยยังมีอัตราการเติบโตในตลาดนี้ได้อีกมาก รวมถึงการขยายธุรกิจไปในกลุ่มลูกค้าองค์กรด้วย

เป้าหมายที่สำคัญของฟิตบิทก็คือเรื่องสุขภาพ ต้องการให้คนแอคทีฟมากขึ้น ออกกำลังกายมากขึ้น นอนหลับดีขึ้น และควบคุมน้ำหนัก แต่สเต็ปต่อไปของฟิตบิทนอกจากเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นเรื่อง “ไลฟ์สไตล์” และ “แฟชั่น” มากขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มผู้หญิงให้มากขึ้น

การออกสินค้าใหม่ “ฟิตบิทชาร์จ 2” และ “ฟิตบิทเฟลกซ์ 2” นอกจากจะเป็นเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ ในเรื่องระบบการติดตามการเต้นของหัวใจ และอื่นๆ ยังมีการออกแบบให้มีความแฟชั่นมากขึ้น ฟิตบิทเฟลกซ์ 2 มีคุณสมบัติกันน้ำได้ 50 เมตร มีรูปลักษณ์ที่บางลง 30% และสายมีทั้งแบบคลาสสิก และเป็นกำไล ใส่เป็นเครื่องประดับได้

1_fitbit

อเล็กซ์ ฮีลี่ย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และการบริหารผลิตภัณฑ์ ฟิตบิท กล่าวว่า “สินค้าที่มีอยู่ในพอร์ตก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้โฟกัสกลุ่มผู้หญิงเท่าไหร่ แต่ก็พบว่าบางกลุ่มมีผู้หญิงใช้เยอะ อย่าง Fitbit Alta ก็พบว่าพฤติกรรมของผู้หญิงจะเน้นเรื่องดีไซน์ เขาไม่ต้องการให้ใครรู้ว่ากำลังใส่เครื่องแทร็กกิ้งอยู่เพราะกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่ากำลังลดน้ำหนัก เราเลยปรับดีไซน์ให้เป็นแฟชั่นมากขึ้น ใส่เหมือนเครื่องประดับ”

ปัจจุบันฟิตบิทแบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ด้วยกันคือ Everyday Fitness เป็นกลุ่มใหญ่สุด สำหรับการใช้งานเพื่อบันทึกข้อมูลการเดิน การนอน และการออกกำลังกายทั่วๆไป โดยในกลุ่มนี้จะมีผลิตภัณฑ์อย่าง Fitbit Alta และ Fitbit Flex ถัดมาคือ Active Fitness ที่จะมาช่วยให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น พร้อมติดตามการออกกำลังกายตามไลฟ์สไตล์ในรุ่น Fitbit Blaze และ Fitbit Charge สุดท้ายคือกลุ่ม Performance Fitness ที่จะเหมาะกับกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการออกกำลังกายแบบจริงจัง ในรุ่น Fitbit Surge

กลยุทธ์สำคัญต่อจากนี้ฟิตบิทต้องการสร้างรายได้จากการเป็นพาร์ตเนอร์กับองค์กรต่างๆ มากขึ้น กลุ่มประกันชีวิตเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสูงที่สุด ในประเทศไทยได้นำร่องร่วมมือกับ AIA vitality เป็นการเปลี่ยนก้าวเดินให้เป็นลอยัลตี้ พอยต์ ภายในสิ้นปีหน้าฟิตบิทตั้งเป้าที่จะมีสัดส่วนรายได้จากองค์กร 10% และเป็นรายได้จากสินค้าคอนซูมเมอร์ 90%

info_1_fitbit

info_2_fitbit

]]>
1101890