McDonald’s – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 05 Aug 2019 09:28:26 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ตอบโจทย์ความเร็ว! McDonald’s ทดลองโมเดลขายแบบ Takeaway เท่านั้น ไม่มีที่นั่ง มีเมนูจำกัด สั่งผ่านจอทัชสกรีน https://positioningmag.com/1241325 Sun, 04 Aug 2019 22:59:30 +0000 https://positioningmag.com/?p=1241325 นับตั้งแต่ปี 1980 ที่ McDonald’s ในเมืองผู้ดีได้เปิดโมเดลของร้านใหม่ชื่อ Drive-thru ซึ่งทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ไม่จำเป็นต้องเดินเข้าไปที่ร้าน แค่ขับรถเข้าไปจอดก็ซื้อเบอร์เกอร์มากินได้ทันที หลังจากผ่านมาเกือบ 40 ปี McDonald’s จึงได้มีโมเดลของร้านใหม่อีกครั้ง McDonald’s to Go จะให้บริการแบบซื้อกลับบ้านเท่านั้น

ร้านค้าทดลองนี้ได้เปิดบริการขึ้นแล้วบนถนน Fleet Street ของกรุงลอนดอน และให้บริการลูกค้าได้เร็วขึ้นจากเมนูที่ไม่ได้มีให้เลือกมากนัก โดยจะเสนอเมนูอาหารคลาสสิกของ McDonald’s เช่น Big Mac, นักเก็ตไก่, filet o fish เป็นต้น และในช่วงปลายปีนี้จะออกสลัดชนิดใหม่ด้วย

สัญลักษณ์ “McDonald’s to Go” จะปรากฏขึ้นเหนือประตูรวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่มีตราสินค้าและชุดพนักงาน

หนึ่งในแนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังแนวคิด คือผลิตภัณฑ์และช่วงเวลาเปิดทำการ สามารถปรับให้เหมาะกับพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ และเพราะเป็นร้านที่ถูกออกแบบมาสำหรับการซื้อกลับบ้าน ที่นี่จะไม่มีที่นั่ง และใช้วิธีสั่งสินค้าจากทัชสกรีนแทน

Henry Trickey รองประธานอาวุโสฝ่ายพัฒนาและไอทีของ McDonald แห่งสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ ระบุว่า ใน Fleet Street ที่พนักงานออฟฟิศกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างที่รวดเร็วในการเดินทาง จึงเป็นที่มาของการทดสอบรูปแบบที่เล็กลง – ไม่มีที่นั่ง ขายเมนูที่จำกัด ซึ่งทำให้ความเร็วในการให้บริการมีเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ McDonald’s to Go เกิดขึ้นมาในช่วงที่ยักษ์ใหญ่ฟาสต์ฟู้ดฉลองการดำเนินการ 45 ปีในดินแดนผู้ดี ซึ่งมีการลงทุน 4.3 พันล้านปอนด์ในร้านอาหาร และสร้างงานมากกว่า 2.1 ล้านตำแหน่ง

Source

]]>
1241325
เริ่มแล้วโครงสร้างบริษัทใหม่ยุคใหม่ McDonald’s เลิกจ้าง CMO ตามรอย Uber และ Johnson & Johnson https://positioningmag.com/1240793 Mon, 29 Jul 2019 23:05:56 +0000 https://positioningmag.com/?p=1240793 ไม่มีอีกแล้วสำหรับตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดในนาม McDonald’s โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่เชนฟาสต์ฟู้ดเพิ่งประกาศว่า Chief Marketing Officer หรือ CMO อย่าง Silvia Lagnado จะลาออกจากบริษัทในเดือนตุลาคมนี้ และบทบาทของเธอจะไม่มีใครถูกแต่งตั้งขึ้นมารับหน้าที่ CMO แทนโดยตรง แต่ Bob Rupczynski ถูกยกให้เป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีการตลาดพร้อมกับที่ Colin Mitchell จะดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดระดับโลกแทน

รายงานของ AdAge วิเคราะห์ว่าการที่ McDonald’s ตัดสินใจไม่แต่งตั้ง CMO คนใหม่ แล้วใช้วิธีดึงผู้บริหาร 2 คนขึ้นมาทำงานร่วมกันนั้นเป็นไปตามทิศทางของหลายบริษัทระดับโลกที่ลงมือจัดระเบียบงานด้านการตลาดในมุมใหม่ ก่อนหน้านี้ Uber เพิ่งออกแถลงการณ์เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา ว่า CMO Uber ชื่อ Rebecca Messina กำลังลงจากตำแหน่ง โดยหน้าที่ด้านการตลาดจะถูกส่งต่อให้ Jill Hazelbaker รองประธานฝ่ายการสื่อสารและนโยบายสาธารณะ ทำหน้าที่แทนไปก่อนระหว่างปรับโครงสร้างบริษัท

ยังไม่พอ CMO ของ Johnson & Johnson (J&J) ก็ถูกยกเลิก ไปเมื่อเดือนมิถุนายนเช่นกัน ตามแถลงการณ์ของ J&J พบว่า Alison Lewis ผู้นั่งเก้าอี้ CMO ให้ J&J เป็นเวลา 5 ปีจะไม่มีใครมาทำหน้าที่แทนโดยตรง แต่หน้าที่ของ CMO จะถูกแบ่งออกเป็นส่วนเพื่อแจกจ่ายให้ผู้บริหารคนอื่นในบริษัท

Source : facebook.com/pg/McDonalds

แปลว่าอะไร?

ตำแหน่ง CMO ที่หายไปไม่ได้แปลว่างานการตลาดไม่สำคัญ แต่การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเพราะบทบาทของการตลาดที่มีวิธีการใหม่ในการโฆษณาและสื่อสารกับผู้บริโภคหลากหลายทางเหลือเกินในยุคดิจิทัล ตัวอย่างที่เห็นชัดคือเทคโนโลยีการตลาดใหม่อย่าง martech ที่มีทั้งซอฟต์แวร์ที่ทำให้เว็บไซต์แสดงโฆษณาออนไลน์ที่เหมาะกับผู้ชมแต่ละคน ไปจนถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างประสบการณ์ออนไลน์หลายเวอร์ชันที่แตกต่างกัน 

สำหรับกรณีของ Rupczynski ผู้บริหาร McDonald’s ที่จะดูแลงานการตลาดบางส่วนของ CMO คนเก่า จะต้องรายงานต่อ Daniel Henry เจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ (CIO) ของ McDonald’s สะท้อนว่า McDonald’s ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในด้านการตลาดสูงมากสำหรับอนาคต

Allen Adamson ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา Metaforce มองว่าธุรกิจต่างๆ จะหันมาจัดระเบียบงาน CMO มากขึ้นต่อเนื่อง และหลายบริษัทจะแยกความรับผิดชอบเพื่อให้ภาระหนักอึ้งไม่ตกอยู่ที่ CMO คนเดียว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจัดการแบรนด์ระดับโลกแบบตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันบนโซเชียลมีเดีย อาจต้องใช้ CMO มากกว่า 5 คนจึงจะทำงานได้ครบ นอกจากนี้ คาดว่าหัวหน้าฝ่ายการตลาดในภูมิภาค จะต้องรับผิดชอบงานมากขึ้นเพราะหลายบริษัทจะต้องหาวิธีการทำการตลาดที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

งานเปลี่ยนต้องปรับ

ด้าน Peter Reid ผู้บริหารสูงสุดของกลุ่มการตลาด MSQ Partners ย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า marketing กำลังลดความสำคัญลง เพราะในขณะที่บริษัทและแบรนด์ต่างหันมาใช้ martech และเทคโนโลยีดิจิทัลอื่น ทุกแบรนด์จะต้องการรวมศูนย์เทคโนโลยีของตัวเอง รวมถึงการตลาด และกิจกรรมลูกค้าเข้าด้วยกันเพื่อให้แน่ใจว่ากิจกรรมทั้งหมดสอดคล้องกับกลยุทธ์โดยรวม

Travis Kalanick

สำหรับ Uber การรวมงาน marketing เข้ากับงานกิจการสาธารณะหรือ public affairs จะช่วยให้บริษัทปรับปรุงภาพลักษณ์และชื่อเสียงหลังจากที่ทุกอย่างป่นปี้จนอดีต CEO อย่าง Travis Kalanick ต้องลาออกในปี 2017 ดังนั้น สำหรับ Uber การชนะในสมรภูมิ public affairs และ public relations จึงสำคัญมากกว่าการทำ marketing ทั้งการโฆษณารวมถึงการสนับสนุนงานแข่งขันรายการใหญ่เพื่อสร้างแบรนด์แบบค่ายอื่น

แม้จะต้องปรับตัวและถอดตำแหน่ง CMO ออกจากโครงสร้าง แต่หลายบริษัทก็ไม่ลืมที่จะยกย่องเนื้องานของ CMO คนสุดท้าย ทั้ง Steve Easterbrook ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ McDonald’s ที่ชมเชย Lagnado ว่ามีผลกระทบที่สำคัญ” ในช่วงเวลาที่เธอดำรงตำแหน่งและเผชิญกับความท้าทายใหม่ โดยข้อมูลระบุว่า Lagnado เข้าร่วมกับบริษัท McDonald’s ในปี 2015

ยังมี Khosrowshahi ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Uber ที่ยกย่องอดีต CMO อย่าง Messina ว่าได้แสดงแง่มุมที่ดีที่สุดของแบรนด์ในระหว่างที่บริษัทเริ่มขายหุ้น IPO ขณะที่ Lewis อดีต CMO ของ J&J มองว่างานที่ J&J เป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจ และเธอพร้อมจะส่งผ่านความรับผิดชอบในงานด้านการตลาดไปยังส่วนงานที่มีความคล่องตัว ใกล้ชิดกับผู้บริโภค และมีทักษะสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจคอนซูเมอร์เติบโต.

Source

]]>
1240793
รู้จัก Jollibee เชนไก่ทอดท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ผู้ท้าชิง McDonald’s-Burger King https://positioningmag.com/1233726 Mon, 10 Jun 2019 09:56:17 +0000 https://positioningmag.com/?p=1233726 ภาพ : https://www.facebook.com/JollibeePhilippines

ตามไปดู Jollibee เชนอาหารจานด่วนจากแดนตากาล็อกที่อัดแน่นรสจัดจ้านในหลากเมนูฮอตตั้งแต่สปาเก็ตตี้ไปจนถึงไก่ทอด จนถูกยกระดับว่าเหนือกว่า KFC ล่าสุด Jollibee ประกาศแผนบุกสหรัฐอเมริกาบ้านเกิดเชนระดับโลกอย่าง McDonald’s, Burger King รวมถึง Chick-fil-A ตั้งธงปั้น 150 สาขาให้ได้ภายใน 5 ปี บนความมั่นใจจาก influencer หลายรายที่ออกตัวว่าชื่นชอบซอสมะเขือเทศกล้วย, เมนูโดนใจ และอีกหลายเสน่ห์ของไก่ทอดสุดฉ่ำแบรนด์นี้

Jollibee นั้นเป็นที่รู้จักในนาม “McDonald’s แห่งฟิลิปปินส์ ที่บ้านเกิด Jollibee มีสาขามากกว่า 750 ร้าน และขยายมายังตลาดสหรัฐอเมริกาแล้ว 37 ร้านในไม่กี่รัฐ แม้จะเป็นตัวเลขที่น้อย แต่เชื่อกันว่า McDonald’s และ Burger King กำลังจะพบงานหนักเพราะ Jollibee มีแผนขยายสาขาไม่ต่ำกว่าปีละ 30 สาขาต่อเนื่อง 5 ปี ซึ่งหลายสาขา Jollibee สามารถสร้างกระแสดึงดูดฝูงชนได้สำเร็จ เห็นได้ชัดจากคิวยาวรอแถวก่อนเปิดร้านเพื่อชิงรางวัลไก่ทอดฟรี 1 ปี

ผู้มีอิทธิพลของโซเชียลมีเดียอเมริกันจำนวนไม่น้อยยังแสดงจุดยืนชื่นชอบ Jollibee แถมกลุ่มแฟนยังชอบนำ Jollibee ไปเทียบกับเชนอาหารหลักของคนอเมริกันอย่าง Kentucky Fried Chicken ว่าอร่อยกว่าเมื่อเทียบเมนูไก่ทอดด้วยกัน

ขณะนี้ Jollibee ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขยอดขายในสหรัฐฯ แต่บอกกับสำนักข่าว CNBC ว่ายอดขายของ Jollibee ในแดนลุงแซมเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักในปี 2017

ซอสลับคือเมนู

Jollibee ถูกวิเคราะห์ว่ามีจุดเด่นที่เมนู ซึ่งได้รับการคัดสรรตามมาตรฐานอาหารจานด่วนแบบอเมริกัน เช่น ไก่ทอด พาสต้า และพาย แต่ Jollibee เลือกนำเสนอในทางที่แตกต่างจนเป็นเอกลักษณ์ของ Jollibee

Jose Minana ประธานกลุ่ม Jollibee ของอเมริกาเหนือ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ถึงแนวคิดของ Jollibee ว่าอาหารของ Jollibee รวบรวมรสชาติหลากหลายและแตกต่างกันไป เพราะบริษัทเข้าใจว่าผ้าห่มแบบเดียว” ไม่ได้เหมาะกับทุกคน

Jollibee จึงเสนอเมนูที่แตกต่างกันไปตามสถานที่ โดยเลือกเมนูหลักที่กลุ่มแฟนจำนวนมากชื่นชอบ ตัวอย่างเช่น Jolly Spaghetti ซึ่งเด่นที่ซอสสีแดงบนเส้นสปาเก็ตตี้ที่ทำมาจากกล้วยปั่น (banana ketchup) และการปรุงที่ดึงรสออกมาจากเนื้อบด ฮอทดอก และชีสซึ่งเพิ่มรสชาติให้เปรี้ยวนำ

ภาพ : https://www.facebook.com/JollibeePhilippines

เมนูที่เด่นที่สุดของ Jollibee ตั้งยกให้ Chickenjoy ไก่ทอดชุบเกล็ดขนมปังด้วยมือนั้นได้รับการยกย่องว่ามีความกรอบและชุ่มฉ่ำ รายงานระบุว่า Chickenjoy ทำจากน้ำดองลับ” หรือ secret marinade และเสิร์ฟพร้อมน้ำเกรวี่ไว้ที่ด้านหนึ่งของไก่ เมนูนี้ยังถูกเรียกว่า “ethereal” คล้ายกับคำเรียกไก่สวรรค์” ที่มักเสิร์ฟเป็นชุดคู่กับ Jolly Spaghetti

ในขณะที่แฟนคลับบอกว่า Chickenjoy อร่อยกว่าไก่ทอด KFC ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารอย่าง Kara Nielsen รองประธานฝ่ายเทรนด์และการตลาดของบริษัทที่ปรึกษาด้านอาหารและเครื่องดื่ม CCD Helmsman อธิบายกับ CNBC ว่ากระแสนิยม Jollibee ไม่ต่างกับการเทียบกันระหว่าง Chick-fil-A และ KFC ว่าใครทำไก่ทอดได้ดีที่สุด การเถียงกันลักษณะนี้ไม่จบง่ายๆ แต่ชัดเจนว่าเจ้าตลาดอย่าง KFC รวมถึงแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่กำลังมีคู่แข่งน่าจับตา

ภาพ : https://www.jollibee.com.ph/palabok/

ไม่ใช่แค่สปาเก็ตตี้และไก่ แฟนของ Jollibee ชื่นชอบเมนูอย่าง Fiesta Noodles จานก๋วยเตี๋ยวที่มีท็อปปิ้งเป็นกุ้ง เนื้อบด และไข่ลวก ยังมีอาหารเช้า Joy Corned Beef เนื้อนุ่มเสิร์ฟพร้อมข้าวกระเทียมและไข่ดาว รวมถึงของหวานอย่างพายมะม่วงและพีชฟิลิปปินส์ และ Halo-Halo น้ำแข็งไสใส่ไอศกรีมขนุนคู่เยลลี่

ราคาระดับเดียวกัน

ราคาของ Jollibee อยู่ในระดับเดียวกับแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดรายอื่น ปัจจุบัน Jollibee มีร้านค้าในแคลิฟอร์เนีย ฮาวาย อิลลินอยส์ เนวาดา นิวเจอร์ซีย์ นิวยอร์ก เท็กซัส เวอร์จิเนียและรัฐวอชิงตัน กลยุทธ์ในการบุกตลาดสหรัฐอเมริกาคือการเปิดสาขาในพื้นที่ที่มีประชากรฟิลิปปินส์อเมริกันหนาแน่น ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะมีความรู้สึกคุ้นเคยกับ Jollibee เหมือนอยู่ที่บ้าน

ภาพ : https://www.instagram.com/p/BpmaCHilKuc/?utm_source=ig_embed

อีกปัจจัยที่หนุนให้ Jollibee เติบโตเร็วในสหรัฐฯ คือ การชิงพื้นที่ในเครือข่ายสังคม ลูกค้าหลายคนของ Jollibee ดิ้นรนมาชิมไก่ครั้งแรกเพราะการเห็นภาพ influencer กำลังรับประทาน Jollibee บน Instagram

ตัวอย่างเช่น หนุ่ม Felix อายุ 18 ปีที่บอกว่ามารับประทาน Jollibee เพราะแฟนสาวเห็นรูปทาง Instagram โดยขณะนี้ Jollibee กลายเป็นกระแสแรงบน Instagram สถิติล่าสุดคือมีโพสต์กว่า 5 แสนโพสต์ที่บอกเล่าเรื่องราวการเปิดสาขาของ Jollibee ในสหรัฐอเมริกา

Jollibee ยังร้อนแรงไม่แพ้กันบน YouTube แรงหนุนคือครีเอเตอร์บน YouTube อย่าง Bloveslife และ PatrickStarrr ได้สร้างวิดีโอที่พาไปลองชิมทุกอย่างในเมนู Jollibee จนเรียกผู้ชมได้เกือบ 600,000 ครั้งในเวลาไม่กี่เดือน ยังมี Matt Stonie นักกินและนักแข่งขันกินวิบากที่ทำวิดีโอท้ากินไก่ Jollibee จำนวน 5 ถัง ในวิดีโอนี้ Matt Stonie รับประทาน Chickenjoy จำนวน 30 ชิ้นในเวลา 27 นาที เรียกยอดชมมากกว่า 9 ล้านครั้งบน Youtube.

ที่มา

]]>
1233726
Burger King ตั้งเป้า 10 ปี ต้องมี 40,000 สาขา เพิ่ม 2 เท่า หวังแซง McDonald คุมตลาดโลก https://positioningmag.com/1230488 Fri, 17 May 2019 12:14:07 +0000 https://positioningmag.com/?p=1230488 Restaurant Brands International บริษัทแม่ต้นสังกัด Burger King ระบุมีแผนจะเพิ่มร้านอาหารให้ทะลุหลัก 40,000 สาขาในอีก 8 ถึง 10 ปีข้างหน้า ทยานก้าวกระโดดจากปัจจุบันที่มีสาขากว่า 25,809 แห่ง ปูพรมต่อเนื่องหลังลุยเปิดสาขาใหม่รวม 1,300 สาขา ผ่าน 3 แบรนด์ในปีที่แล้ว มั่นใจพา Restaurant Brands ขึ้นแถวหน้าเครือข่ายร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

แผนการเพิ่มจำนวนร้านสาขาเป็น 40,000 สาขาของ Restaurant Brands ใน 8 – 10 ปีข้างหน้าถือเป็นการเพิ่มจำนวนร้านค้าขึ้นอีก 55% จากที่มีในปัจจุบัน แผนดังกล่าวเน้นให้ Restaurant Brands ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทร้านอาหารขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะตัวเลขนี้สูงกว่า McDonald’s ที่มีสาขาอยู่แล้ว 37,971 สาขาทั่วโลก (ข้อมูลถึง 31 มีนาคม 62)

อย่างไรก็ตาม Restaurant Brands จะต้องไล่ตาม Yum Brands ที่เปิดสาขาเกือบจะ 50,000 แห่งแล้ว ด้วยการขยายตัวทั่วโลกของแบรนด์ดังอย่าง Taco Bell, KFC และ Pizza Hut

เปิดร้านใหม่ทุก 7 ชั่วโมง

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพิ่มร้าน 40,000 สาขา Josh Kobza ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Restaurant Brands ยอมรับว่าบริษัทจะต้องเปิดร้าน Burger King, Popeyes Louisiana Kitchen และ Tim Hortons เพิ่มขึ้น 1,400 สาขาต่อปี ค่าเฉลี่ยนี้เพิ่มขึ้นจากที่ Restaurant Brands เปิดร้านสาขาใหม่ 1,300 แห่งในปีที่ผ่านมา ซึ่งเทียบเท่ากับการเปิดร้านใหม่ทุก 7 ชั่วโมง

เป้าหมายใหม่จะทำให้บริษัทลดเวลาให้น้อยลงกว่า 7 ชั่วโมงที่เคยทำไว้ จุดนี้ข้อมูลระบุว่าใน 1,300 สาขาที่ Restaurant Brands เปิดไปในช่วงปี 2018 มากกว่า 900 แห่งเป็นร้านใหม่ Burger King ในหลายประเทศ โดย 260 สาขาอยู่ในประเทศจีนและรัสเซีย

Jose Cil หัวเรือใหญ่ CEO แสดงความมั่นใจว่าทั้ง 3 แบรนด์นี้จะมีเส้นทางอีกยาวไกลเพื่อการเติบโตทั้งในสหรัฐอเมริกาบ้านเกิดและทั่วโลก จุดหนึ่งเป็นเพราะความสดใหม่ของ Restaurant Brands ที่เป็นบริษัทใหม่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มทุนบราซิล 3G Capital ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างแบรนด์ Kraft Heinz และ Anheuser-Busch InBev

ในบริษัท Restaurant Brands ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในโตรอนโต ประเทศแคนาดา กลุ่ม 3G Capital มีสัดส่วนการถือหุ้น 41% ซึ่งแม้จะรู้กันว่าโฟกัสหลักของกลุ่มทุนนี้อยู่ที่การลดต้นทุน แต่ Restaurant Brands กลับมีวิถีที่ต่างไป เพราะได้รับรายได้มากขึ้นจากการขายแฟรนไชส์ร้านค้าจนทำให้สามารถขยายตลาดไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วบนต้นทุนที่คุ้มค่า โดยตั้งแต่ต้นปี หุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นเกือบ 27% ทำให้มูลค่าตลาดสูงถึงกว่า 30,000 ล้านเหรียญ คิดเป็นระดับใกล้กับ Yum Brands แต่ก็น้อยนิดเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาด McDonald’s ที่คิดเป็น 152,600 ล้านเหรียญ

แผนยังไม่ชัด

หนึ่งในจุดที่ยังไม่ชัดเจนคือแบรนด์ใดเป็นแบรนด์หลักในมุมมองของ Restaurant Brands เนื่องจากการขยายสาขาเพิ่มอีก 14,200 แห่งนี้ไม่มีการเปิดเผยว่าจะแบ่งจำนวนการเปิดสาขาให้เท่ากันทั้ง 3 แบรนด์หลักในเครือหรือไม่ โดยสถิติ ณ สิ้นเดือนมีนาคม พบว่า Burger King มีหน้าร้านรวม 17,823 สาขา คิดเป็น 3 เท่าของร้านแบรนด์ Tim Hortons ซึ่งเป็นแบรนด์ใหญ่อันดับสองของบริษัท

ขณะที่ Popeyes แบรนด์ที่ Restaurant Brands ซื้อกิจการมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีหน้าร้านทั้งสิ้น 3,120 สาขา

ก่อนหน้านี้ Restaurant Brands เคยประกาศแผนขยายร้านกาแฟสัญชาติแคนาเดียนอย่าง Tim Hortons ในประเทศจีน ซึ่งคาดว่าจะเป็นการชนช้างกับเชนกาแฟอื่นในตลาดจีนทั้ง Starbucks และ Luckin Coffee แถลงการณ์ครั้งนั้นย้ำว่า Tim Hortons จะเปิดสาขา 1,500 แห่งทั่วประเทศจีนในช่วง 10 ปีนับจากนี้.

ที่มา :  https://www.cnbc.com/2019/05/15/burger-kings-parent-plans-to-surpass-40000-stores-in-the-next-decade.html?__source=twitter%7Cmain

]]>
1230488
แมคโดนัลด์ส่ง ‘ยอดนักอ่านแฮปปี้มีล’ ส่งเสริมให้เด็กรักการอ่าน สร้างจินตนาการ สานสัมพันธ์ครอบครัว https://positioningmag.com/1230236 Thu, 16 May 2019 09:29:38 +0000 https://positioningmag.com/?p=1230236 แมคโดนัลด์ ประเทศไทย ตอกย้ำคำมั่นสัญญาต่อลูกค้ากลุ่มครอบครัว (Commitment to Families) ขยายโครงการ‘ยอดนักอ่านแฮปปี้มีล’ (Happy Meal Readers) ส่งหนังสือนิทานให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในชุดอาหารแฮปปี้มีลที่จำหน่ายในร้านแมคโดนัลด์กว่า 82 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างจินตนาการทำให้เด็กเพลิดเพลินกับการอ่านหนังสือ และสานสายใยความสัมพันธ์ในช่วงเวลาที่ดีของสมาชิกในครอบครัว (Truly together)

แมคโดนัลด์ในฐานะแบรนด์ระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน ทุกวันเราได้มีโอกาสต้อนรับลูกค้าจำนวนหลายล้านครอบครัวที่เข้ามาใช้เวลาร่วมกันที่ร้านของเรา เราได้ตระหนักถึงโอกาสที่มีกับลูกค้ากลุ่มนี้และวิธีการที่สามารถทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่งผ่านทางแฮปปี้มีล หรือ ชุดอาหารที่สร้างความสุข (Happy Meal)

แมคโดนัลด์ได้ร่วมสร้างความสุขจากการอ่านหนังสือครั้งแรกปี 2544 ในประเทศสวีเดนด้วยการนำเสนอหนังสือนิทานเป็นทางเลือกหนึ่งในชุดอาหารแฮปปี้มีล ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้ากลุ่มครอบครัวเป็นหลัก และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจนกลายเป็นโครงการยอดนักอ่านแฮปปี้มีล (Happy Meal Readers) ที่ขยายไปในหลายประเทศ ปัจจุบันแมคโดนัลด์และผู้ที่ได้รับสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์มียอดจำหน่ายหนังสือทั้งหมดเกือบ 450 ล้านเล่มทั่วโลกผ่านโครงการดังกล่าว

นางสนธยา ตั้งสันติกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด บริษัท แมคไทย จำกัด เผยถึงโครงการ ‘ยอดนักอ่านแฮปปี้มีล’ (Happy Meal Readers) ว่า “แมคโดนัลด์ในฐานะแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมุ่งตอกย้ำคำมั่นสัญญาต่อลูกค้ากลุ่มครอบครัวโดยการเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสามารถเลือกหนังสือนิทาน หรือ ของเล่น เมื่อสั่งซื้อชุดอาหารแฮปปี้มีลสำหรับเด็ก ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยรักการอ่านหนังสือ สร้างจินตนาการสนุกเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวในหนังสือนิทาน และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพ่อแม่และลูกในช่วงเวลาดีๆ ที่ได้อ่านนิทานร่วมกัน”

หนังสือนิทานชุดแรกของโครงการยอดนักอ่านแฮปปี้มีลเป็นหนังสือชุดนิทานสำหรับเด็กที่ชื่อว่า การผจญภัยของเด็กแฝดบ้านทรีท็อป (Treetop Twins Adventures) ซึ่งเป็นซีรีย์การผจญภัยของเด็กแฝดบ้านทรีท็อป ผ่านเรื่องราวและภาพประกอบสีสันสวยงามที่ถูกออกแบบให้เป็นคอลเล็คชั่นพิเศษสำหรับแมคโดนัลด์เท่านั้น ที่ประพันธ์โดย เครสสิด้า โคเวล (Cressida Cowell) นักเขียนชื่อดังระดับโลกซึ่งเป็นผู้แต่งหนังสือนิทานซีรี่ย์ที่โด่งดังเรื่องอภินิหารไวกิ้งพิชิตมังกร (How to Train Your Dragon) หนังสือภาพ Emily Brown และผู้ที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมส่งเสริมการอ่านอีกมากมาย

ในครั้งนี้แมคโดนัลด์ เครสสิด้า โคเวล และ Hachette Children’s Group หนึ่งในสำนักพิมพ์หนังสือสำหรับเด็กรายใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษได้จับมือกันเพื่อให้ลูกค้ากลุ่มครอบครัวในกว่า 82 ประเทศ ที่ร่วมโครงการยอดนักอ่านแฮปปี้มีลมีทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยสามารถที่จะเลือกรับเป็นของเล่นแฮปปี้มีลหรือหนังสือนิทานของโคเวลก็ได้เมื่อซื้อชุดแฮปปี้มีลตลอดปี 2562

การผจญภัยของเด็กแฝดบ้านทรี ท็อป เป็นเรื่องราวของเด็กแฝดทั้งสามและครอบครัวทรีท็อปที่ได้เดินทางย้อนอดีตด้วยเครื่องไทม์แมชชีนเพื่อกลับไปศึกษายุคของไดโนเสาร์ โดยมีเรื่องราวการผจญภัยที่ตื่นเต้นน่าติดตามรวบรวมเป็นคอลเล็คชั่นพิเศษทั้งหมด 12 เล่ม ได้รับการแปลมากกว่า 40 ภาษา รวมทั้งภาษาไทยและเริ่มวางจำหน่ายแล้วพร้อมชุดแฮปปี้มีลที่ร้านแมคโดนัลด์ในประเทศไทยจำนวน 50 สาขา (คลิกดูรายละเอียด)

นอกจากนี้ แมคโดนัลด์ยังได้นำเสนอคอนเทนต์ของหนังสือชุดนิทานแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ เพื่อเพิ่มประสบการณ์และอรรถรสในการอ่านหนังสือได้อย่างเพลิดเพลินเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสผ่านทางแอพพลิเคชั่น Global Happy Meal ของแมคโดนัลด์ที่ชื่อว่า Happy Studio/McPlay นับเป็นการต่อยอดที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรักการอ่านหนังสือผ่านโครงการยอดนักอ่านแฮปปี้มีล และเป็นการตอกย้ำคำมั่นสัญญาต่อลูกค้ากลุ่มครอบครัวของแมคโดนัลด์

 

]]>
1230236
McDonald’s เทงบ 300 ล้านดอลล์ซื้อบริษัท AI หวังจับใจลูกค้าให้อยู่หมัด https://positioningmag.com/1222252 Fri, 29 Mar 2019 04:27:18 +0000 https://positioningmag.com/?p=1222252 ภาพจาก : facebook.com/McThai

อาจจะอยากให้ McDonald’s มีความอัจฉริยะเหมือน Amazon ล่าสุดเจ้าพ่อ Big Mac ประกาศแผนเสิร์ฟอาหารในยุคดิจิทัลด้วยการซื้อกิจการบริษัท Dynamic Yield ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในนิวยอร์กด้วยราคา 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,500 ล้านบาท

Big Mac และ Happy Meal รวมถึงเมนูอื่นของ McDonald’s กำลังมีแนวโน้มถูกเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเสิร์ฟในอนาคต เพราะการลงทุนครั้งนี้ของ McDonald’s จะทำให้บริษัทมีข้อมูลเชิงลึกจากระบบปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะฉายภาพว่าเมนูฟาสต์ฟู้ดใดที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในหมู่ผู้บริโภค และจะสามารถยกระดับประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นได้อย่างไรบ้าง

Dynamic Yield นั้นไม่ได้เป็นบริษัทที่มีสำนักงานเฉพาะที่นิวยอร์กเท่านั้น แต่ยังมีสำนักงานในเทลอาวีฟด้วย จุดนี้เจ้าพ่อแฟรนไชส์เบอร์เกอร์มั่นใจว่าจะใช้เทคโนโลยีของ Dynamic Yield ในการมอบประสบการณ์ลูกค้าที่เป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นในลูกค้ากลุ่ม drive-thru โดยจะเพิ่มรายละเอียดการกรองข้อมูลตามปัจจัยที่เปลี่ยนไป เช่น เวลาในวันนั้น สภาพอากาศ ปริมาณลูกค้าในร้านอาหารขณะนั้น รวมถึงแนวโน้มเมนูที่ได้รับความนิยม

McDonald’s ยกตัวอย่างหากลูกค้ามีพฤติกรรมการรับประทานที่หลากหลาย ทั้งนักเก็ตไก่, มัฟฟินไข่ และเครื่องดื่มปั่น ระบบ AI จะสามารถรับเทรนด์และแนะนำอาหารให้ลูกค้าที่มา drive-thru ได้เหมาะกับประสบการณ์ของลูกค้ารายนั้น รูปแบบการทำงานลักษณะนี้จึงเหมือนการถอดระบบแนะนำสินค้าของ Amazon มาติดไว้ที่ร้านสาขา drive-thru ของ McDonald’s ซึ่งจะมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลและอัลกอริทึมมาให้คำแนะนำการช้อปปิ้งแก่ลูกค้าทุกคน

ความน่าสนใจของการซื้อกิจการครั้งนี้คือ มูลค่าการซื้อกิจการ Dynamic Yield นั้นเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดของ McDonald’s ตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งเป็นปีที่ McDonald’s ลงทุนใน Chipotle Mexican Grill ก่อนจะถอนการลงทุนในปี 2006

ในรายงานของสื่อใหญ่อย่าง Wired ระบุว่า AI ไม่ได้เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับ McDonald’s เพราะแบรนด์เบอร์เกอร์เริ่มทดสอบเทคโนโลยีนี้ในร้านอาหารหลายแห่งแล้วในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2018 ที่ผ่านมา คาดว่าจะเปิดตัวต่อเนื่องหลายแห่งในปี 2019 นี้

นอกจากนี้ McDonald’s ยังมีประวัติว่าเริ่มใช้ระบบระบุพิกัด หรือ geofencing รอบร้านเพื่อให้ทราบว่ามีผู้ใช้แอปของบริษัทในบริเวณรอบร้าน McDonald’s หรือไม่ ซึ่งจะทำให้ร้านสามารถละลายเบอร์เกอร์ปลา Filet-O-Fish เพื่อเตรียมเสิร์ฟได้พร้อมกว่าเดิม

จุดนี้ Steve Easterbrook ซีอีโอของ McDonald’s ให้สัมภาษณ์กับ Wired ว่าบริษัทมีแผนใหญ่สำหรับการจัดการ Big Data และเทคโนโลยีอัจฉริยะอื่นๆ โดยอาจใช้ระบบ “บีคอนไร้สาย” ในการตรวจจับสมาร์ทโฟนของลูกค้า หรือแม้กระทั่งอาจมีการติดตั้งกล้องเพื่อสแกนป้ายทะเบียนรถที่แล่นผ่านร้าน McDonald’s เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อยอดทางธุรกิจในอนาคต

ถึงบรรทัดนี้ใครที่รักความเป็นส่วนตัว อาจมีคำถามว่า McDonald’s สามารถทำตามที่คิดได้โดยไม่ผิดกฎหมายจริงหรือ? แต่เบื้องต้น McDonald’s ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกอย่างโดยได้รับอนุญาตจากลูกค้า ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อทั้งธุรกิจและลูกค้าแน่นอน.

ที่มา : 

]]>
1222252