Radio – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 22 Jun 2016 11:18:50 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 เน็กซ์ (N.E.X.T) ย้ำภาพผู้นำสื่ออินสโตร์เรดิโอ ส่งนวัตกรรมเจ้าแรกของไทย “เรดิโอ พลัส” ลงร้านเซเว่นฯ https://positioningmag.com/1095286 Wed, 22 Jun 2016 08:42:26 +0000 http://positioningmag.com/?p=1095286 เน็กซ์ (N.E.X.T) จับมือ เซเว่นอีเลฟเว่น ส่งสื่ออินสโตร์เรดิโอ (In-store radio) รูปแบบใหม่ล่าสุด “เรดิโอ พลัส”(Radio Plus) รายแรกในธุรกิจสื่อของประเทศไทยสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็คุ้มค่าขึ้นสำหรับกลุ่มผู้บริโภคทุกไลฟ์สไตล์ ชี้ลูกค้าได้รับฟังข้อมูลผลิตภัณฑ์และโปรโมชั่นแบบเรียลไทม์ในพื้นที่ช่วยส่งเสริมการขายของลูกค้าโดยเฉพาะ SMEs เชื่อเรดิโอพลัสเป็นสื่อที่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกพาร์ทเนอร์ทั้งด้านยอดขายและความเชื่อมั่นในแบรนด์ แบบเกิดขึ้น ณ จุดขายและในระยะยาว

นายวิญญลักษณ์  โสรัต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็น.อี.เอ็กซ์.ที จำกัด (N.E.X.T) หรือ เน็กซ์ ผู้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านสื่อวิทยุอินสโตร์เรดิโอ (In-store Radio) เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวนวัตกรรมด้านสื่อวิทยุภายในร้านสะดวกซื้อรูปแบบใหม่ล่าสุด “เรดิโอ พลัส” โดยร่วมกับเซเว่นอีเลฟเว่นเพื่อต่อยอดความสำเร็จจากรูปแบบการให้บริการเดิมของเน็กซ์ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วกว่า 15 ปีที่เรียกว่าอินสโตร์เรดิโอ สื่อวิทยุที่จะได้ยินกันในโมเดิร์นเทรดชั้นนำของเมืองไทย ซึ่งตลอดมาเรามีทีมงานมืออาชีพและมีประสบการณ์สูงร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีและคิดค้นวิธีการในการสื่อสารกับกลุ่มผู้บริโภคที่แตกต่างในแต่ละพื้นที่และประเภทช่องทางที่ได้ออนแอร์ จนเกิดเป็นสื่อบริการที่เหมาะกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของเซเว่นอีเลฟเว่นโดยเฉพาะ โดยได้มีการนำเอาระบบเซ็นเซอร์มาใช้ตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้ใช้บริการ  เพื่อสั่งออกอากาศโฆษณาเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอในทันที เช่น ปล่อยโปรโมชั่นของสินค้า เมื่อผู้ซื้อเปิดประตูทางเข้าออก หรือกำลังเดินผ่านบริเวณตู้แช่สินค้าทันที เป็นต้นซึ่งในขณะนี้ เราได้คัดเลือกสาขาของเซเว่นอีเลฟเว่นที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากและมียอดขายสูงมาเป็นหลัก โดยดำเนินการติดตั้งบริการและจัดการเรื่องระบบให้เสร็จสิ้นซึ่งตั้งเป้าตามแผนงานไว้ภายในเดือนมิถุนายน 59 โดยในระยะแรกติดตั้งจำนวน 2,000 สาขา และจะขยายจำนวนสาขาไปให้มากที่สุดในอนาคต

ด้านโอกาสทางการตลาดที่เกี่ยวข้องกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจด้านต่างๆนายวิญญลักษณ์เพิ่มเติมว่า “ความโดดเด่นของเรดิโอ พลัสนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อกลุ่มลูกค้าลงโฆษณาที่มีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายในเซเว่นอีเลฟเว่นเท่านั้น ยังรวมไปถึงแบรนด์หรือองค์กรต่างๆที่ต้องการจะสื่อสารจะกับกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อเหล่านี้ได้รับทราบโดยตรงอาทิ ธุรกิจสายการบิน บัตรเครดิต อุปกรณ์สื่อสาร ยานยนต์ หรือแม้กระทั่งหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจก็เช่นกัน เป็นผลมาจากความหลากหลายของกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาใช้จ่ายในเซเว่นอีเลฟเว่นก่อให้เกิดโอกาสการรับรู้ที่ทั่วถึงสู่ผู้คนในทุกไลฟ์สไตล์ ซึ่งจากศักยภาพการทำงานของระบบเรดิโอ พลัสในรูปแบบต่างๆที่เอื้อประโยชน์ต่อแบรนด์ที่มองเห็นช่องทางสื่อสารและทำโฆษณาร่วมกันนี้ ผลที่สุดจะนำไปสู่ยอดขายที่เติบโตและภาพลักษณ์ที่ทันสมัยเข้าถึงได้ง่าย มีความหลากหลาย และเป็นแหล่งรวมข้อมูลสำหรับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ให้แก่เซเว่นอีเลฟเว่นโดยตรงซึ่งในระยะยาวจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคแน่นอน โดยในส่วนของยอดขายนั้นเราได้เห็นการขยับตัวพุ่งสูงขึ้นชัดเจนในช่วงต่างๆ อย่างเช่น วาเลนไทน์ที่ผ่านมาบางแบรนด์สามารถทำยอดเพิ่มถึง 10 – 30% เลยทีเดียว จากข้อมูลทั้งหมดถือได้ว่าทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงทั้งในส่วนของผู้ประกอบการเอง และส่วนของผู้บริโภคที่จะเกิดการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและประหยัดขึ้นหลังการฟังข้อมูลก่อนซื้อ”

ด้านนายยุทธศักดิ์  ภูมิสุรกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การที่เซเว่นอีเลฟเว่น นำนวัตกรรม Radio Plus เข้ามาใช้ นอกจากเพื่อการสื่อสารสาระข้อมูล อันเป็นสิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าพึงได้แล้ว ยังเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีภายในร้าน ผ่านเสียงเพลงให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้เพลิดเพลินขณะที่อยู่ในร้าน และนำนวัตกรรมอุปกรณ์เครื่องเสียงติดระบบเซ็นเซอร์เข้ามาติดตั้ง โดยเมื่อลูกค้าเข้าร้านระบบเซ็นเซอร์จะทำงาน ลูกค้าก็จะได้รับข่าวสารที่เป็นประโยชน์สลับกับเสียงเพลงที่เพลิดเพลิน ด้านพนักงานเมื่อไม่มีลูกค้าระบบก็จะเปิดเพลงอย่างเดียวเพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงาน ส่วนด้านสินค้าต่างๆที่มาลงโฆษณาก็มั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่โฆษณาได้ออกอากาศจะมีลูกค้าได้รับฟังโฆษณา ซึ่งประโยชน์ต่อลูกค้าเป็นสำคัญ”

สำหรับนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า “เรดิโอ พลัส” (Radio Plus)ได้รับการคิดค้นและบุกเบิกเป็นเจ้าแรกโดย บริษัท เอ็น.อี.เอ็กซ์.ที จำกัด (N.E.X.T) ที่นอกเหนือจากความก้าวหน้าในการใช้ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้ใช้บริการเพื่อนำมาประมวลสั่งการปล่อยโฆษณาแล้ว ยังทรงประสิทธิภาพในส่วนงานระบบด้านการควบคุม การตรวจสอบ และพร้อมรายงานผลข้อมูลแก่ลูกค้าทั้งจำนวนการเข้าออกผู้ใช้บริการและจำนวนการออกอากาศโฆษณาตามเวลาจริงได้อย่างถูกต้องครบถ้วนหลังการออกอากาศและขณะนี้ได้ทำการจดสิทธิบัตรในนาม ระบบควบคุมและจัดการเครื่องเล่นสื่อดิจิตอลผ่านเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ จากกองสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยได้จับมือร่วมกับเซเว่น อีเลฟเว่นนำเอานวัตกรรมความบันเทิงผ่านเสียงเพลงล่าสุดนี้ไปติดตั้งเป็นรายแรกและรายเดียวในขณะนี้

“ณ ตอนนี้เราสามารถพูดได้ว่าธุรกิจอินสโตร์เรดิโอที่ถืออยู่นี้เป็นสื่อที่ดีที่สุดสื่อหนึ่ง ที่สามารถเข้าถึงและกระตุ้นให้กลุ่มที่มีกำลังซื้อได้มีทางเลือกหลากหลายขึ้น เมื่อเกิดการใช้สอย ก็จะเกิดการขยับขับเคลื่อนของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกฝ่ายต่างเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย ที่ก็ยังอยู่ในช่วงที่ต้องจับตาดูสถานการณ์กันว่าจะเป็นไปในทิศทางใดในระยะใกล้ๆนี้ ฉะนั้น การนำเสนอบริการของเน็กซ์นั้นเราจึงพยายามคิดให้มากเพื่อการเติบโตร่วมกันไปทุกภาคส่วน ตามนโยบายของภาครัฐที่ต้องการให้การพัฒนาเป็นไปแบบก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน เราจึงพยายามคิดและสร้างสรรค์นวัตกรรมรวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์และสร้างผลกำไรสะท้อนกลับไปสู่ทุกฝ่าย”นายวิญญลักษณ์กล่าวปิดท้าย

]]>
1095286
ศิลปินยกทัพกด “Like” ให้กำลังใจเปิดคลื่นวิทยุน้องใหม่ “103 Like fm.” https://positioningmag.com/54881 Tue, 04 Oct 2011 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=54881

แล้ววงการวิทยุก็ได้เปิดหน้าปัดต้อนรับคลื่นน้องใหม่ SOCIAL NETWORK RADIO “103 Like fm.” ชอบ Like กด Like ที่จับกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนคือ ผู้ที่ชอบท่องโลกไซเบอร์ ด้วยการยก SOCIAL NETWORK ฮิต ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Twitter google Youtube ฯลฯ มาไว้บนหน้าปัดวิทยุ โดยเมื่อวันก่อน บริษัท C A M G (THAILAND) จำกัด เจ้าของสัมปทานคลื่น “103 Like fm.” ได้จัดเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่ร้าน PLAY ทองหล่อ โดยมี คุณสกนธ์ เจียมบรรจง CEO ของบริษัทฯ และเหล่าเซเลบริตี้ดี.เจ.ประจำคลื่น ทั้ง เจ เจตริน, เอมี่ กลิ่นประทุม, เชียร์ ฑิฆัมพร, เอ ศุภชัย, อเล็กซ์ ชมพูนุช, บอส ชัชวลิต, แมน พัฒนพล, เบสท์ ณรรฐพงษ์, หญิง กัญญา, ตี้ ธิดารัตน์, ตุ๊ก วิไลรัตน์, โคม ปะการัง, บี้ เดอะสกา ให้การต้อนรับเหล่าศิลปินนักร้องทุกค่ายที่ตบเท้ามาช่วยกันกด Like ให้คลื่นนี้อย่างคับคั่ง ทั้ง ซี ศิวัส, การ์ตูน อินทิรา, นิว วงศกร, หญิง พลอยปภัส, พ้อยท์ ค่ายอาร์เอส, โรส , ลูกหว้า พิจิกา, 123 โซล , เอ๊ะ จิรากร, ซุปเปอร์เบเกอร์, ซีซั่น ไฟว์, แป้งโกะ , ละอองฟอง, พิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา(แม่ดี.เจ.แมน) ฯลฯ พร้อมขนเพลงฮิตมาเปิดมินิคอนเสิร์ตให้ฟังกันอย่างจุใจ โดยมี กาละแมร์ พัชรศรี ทำหน้าที่พิธีกรช่วยเหล่าเซเลบริตี้ดี.เจ.มอบโชคแจกแหลก Acer TABLET ให้กับผู้มาร่วมงานถึง 6 เครื่อง ใครที่ไม่อยากตกเทรนด์เข้าไปฟังได้ที่คลื่น 103 Like fm. หรือคลิคฟังออนไลน์ทาง www.103likefm.com ถ้าถูกใจตามไปกด Like พร้อมแชทกับเซเลบริตี้ ดี.เจ.สด ๆ ได้ที่ www.facebook.com/103likefm

]]>
54881
AIM เปิดตัว M Radio https://positioningmag.com/54498 Mon, 30 May 2011 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=54498

นายปริน ชนันทรานนท์ กรรมการ บริษัทแอปโซลูท อิมแพค จำกัด(มหาชน)หรือ AIM (คนที่5 จากซ้าย) และนายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมออลล์ กรุ๊ป จำกัด(คนกลาง) แถลงข่าวเปิดตัว คลื่นวิทยุออนไลน์รูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ “ MRadio” ซึ่งออนแอร์สด ในห้างเดอะมอลล์ทุกสาขา และสามารถฟังผ่านเว็บไซด์ ได้ที่ www.mradio.in.th พร้อมเฟ้นหาดีเจหน้าใหม่มาประดับวงการ ณ ห้างเดอะมอลล์ บางกะปิ

]]>
54498
เวอร์จิ้นฮิต Fan Page ได้ทั้ง CRM และรายได้ https://positioningmag.com/13208 Tue, 19 Oct 2010 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=13208

ยอด Fan Page เวอร์จิ้นฮิต (Virgin Hitz 95.5) พุ่งจากหมื่นเป็นหลักแสนในเวลาเพียง 1 เดือน ด้วยฤทธิ์ BlackBerry ที่แจกแหลกวันละ 3 เครื่องตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา จนกลายเป็น Talk of the town แต่เบื้องหลังความสำเร็จไม่ใช่ได้มาแค่มุกแจกของ แต่อยู่ที่การผสม “สื่อ” ในมืออย่างลงตัว ด้วยการใช้ประโยชน์ Fan Pageอย่างเคารพสิทธิ์ สื่อสารเป็นเพื่อน เก็บฐานข้อมูลต่อยอดหารายได้จากออฟไลน์

เกศรา เทียนไชย Multimedia & CRM (AD.) บริษัท เวอร์จิ้น บีอีซี-เทโร เรดิโอ (ประเทศไทย) ผู้ดูแลส่วนของเว็บไซต์ virginhitz.com และพัฒนาสื่อออนไลน์อย่างจริงจังมาตลอดตั้งแต่ปี 2547 ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ POSITIONING ถึงเทคนิคการใช้สื่อออนไลน์เพื่อทำการตลาดให้คลื่นวิทยุเวอร์จิ้นฮิต ว่า เป็นคลื่นที่มีกิจกรรมและการใช้สื่อแบบอินทิเกรทอย่างมีระบบ

โดยเริ่มจากการพัฒนาวิทยุออนไลน์บนเว็บไซต์ ให้มีลูกเล่นเท่าที่อินเทอร์เน็ตเมืองไทยจะทำได้ เช่น การติดตั้งเว็บแคม การทำคอนเทนต์ และจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น การแจกตั๋วหนัง เป็นต้น เมื่อได้รับความนิยมก็ต้องพัฒนาระบบหลังบ้านให้เสถียร เพิ่มเซิร์ฟเวอร์ จัดระเบียบการจัดเก็บ ค่อยๆ ขยายการลงทุนตามจำนวนผู้ฟังที่เพิ่มขึ้น

“เราไม่ได้หากินด้านเว็บไซต์ แต่เว็บไซต์เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราขยายฐานผู้ฟังรายการ แต่เราก็มีหน้าทำให้ลูกค้ารับฟังได้ดี และเพิ่มเติมในสิ่งที่คิดว่าช่วยให้เขามีความสุขมากขึ้นกับการฟังเพลง”

ในยุคนั้นเมื่อเพลงเปิด ลูกค้าที่ฟังการจัดรายการสดผ่านเว็บจะเห็นข้อมูลตรงหน้าจอได้เลยว่า เพลงที่ฟังอยู่นั้นคือเพลงอะไร ของศิลปินคนไหน หน้าตาอย่างไร มีโพรโฟล์ศิลปิน มีเนื้อเพลงให้ดูหรือจะร้องตามก็ยังได้ และไม่ใช่รู้แค่เพลงที่ฟัง แต่เช็กเพลงที่จะเปิดต่อไปหรืออยากรู้เพลงที่จบไปแล้วก็ยังได้ ซึ่งถือเป็นคอนเทนต์ที่เติมเข้าไปเพื่อทำให้คนฟังเพลงสนุกมากขึ้นในการฟังวิทยุผ่านอินเทอร์เน็ต เพราะถ้าไม่ต่างอะไรกับฟังวิทยุ จะมีอะไรจูงใจให้คนที่เปลี่ยนไปเล่นอินเทอร์เน็ตจะยังคงสนใจฟังวิทยุอยู่ได้

เมื่อเวอร์จิ้นฮิตปักหลักกับอินเตอร์เน็ต โดยใช้เป็นสื่อหลักในการถ่ายทอดเสียง ก็ต้องทำตัวเป็นชาวเน็ตโดยสมบูรณ์ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้สลัดตัวเองออกไปเพราะหมดความสนใจที่ไม่สามารถตามลูกเล่นใหม่ ๆ บนอินเทอร์เน็ตได้ทัน

ดังนั้น เมื่อHi5 เริ่มก้าวเข้ามาเป็นเว็บไซต์สังคมออนไลน์แรกเมื่อ 2 ปีก่อน ฮิตมากจนมีคนเล่นเป็นล้าน เวอร์จิ้นฮิตก็ต้องก้าวไปเป็นสมาชิกกับเขาด้วย แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะ Hi5 ไม่ได้สนับสนุนความเป็นสถานีวิทยุออนไลน์เท่าไรนัก

เกศราวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะสิ่งที่เวอร์จิ้นฮิตทำได้ก็แค่ ทำ Avatar ทำ Widget เอาชาร์ตเพลงไปไว้ แต่พฤติกรรมคนเล่น Hi 5 ไม่ได้เข้ามาเพื่อต้องการเป็นสังคมกับใคร แต่มาเพื่อนัดไปเจอกันอีกต่อในโลกออฟไลน์ ที่พบมากคือนัดบอร์ด ซึ่งผลออกมาจำนวนมากไม่ลงตัว เกิดปัญหา สิ่งที่ทำอยู่บน Hi5 ก็ถูกละทิ้งไปพร้อมกับความสัมพันธ์แย่ๆ

“สมาชิกก็น้อย 6,032 คน เราก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมาก มีเวลาแนะนำเพลง แนะนำศิลปินก็เอาไปใส่ ลูกเล่นทำได้น้อยไม่มากเท่า แฟนเพจ”

เวอร์จิ้นฮิตอยู่ในสถานการณ์ที่ถอยจากเว็บไซต์ไม่ได้เพราะปักหลักเต็มตัว ทำให้ต้องหาลูกเล่นใหม่

“เราดูเทรนด์โลกจาก Google Trend แล้วดูประเทศไทยว่าเป็นอย่างไร ซึ่งปรากฏว่าเฟซบุ๊กคือทิศทางที่ดีที่สุด ก็เริ่มโดยไม่ตั้งเป้าหมายอะไร Learning by doing เรียนรู้ฟีเจอร์ของเฟซบุ๊กมานั่งสุมหัวทำกันเองไม่ได้จ้างเอเยนซี่”

บทสรุปออกมาคือการทำ Fan Page บนเฟซบุ๊ก

“ข้อดีคืออเราดูฟีดแบ็กของคนฟังได้ รู้จักตัวตนเขา การตอบรับมากน้อยแค่ไหน ความคิดเห็นเป็นอย่างไร มันเป็นเหมือนการรักษาฐานผู้ฟังมากกว่า ถ้าเราเพิ่มจำนวนตรงนี้มากขึ้น ก็ทำให้เรารู้จักผู้ฟังมากขึ้น จะทำโปรโมชั่นได้ชัดเจน ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น”

เมื่อเป้าหมายคือการรักษาฐานและเพิ่มคนฟัง เวอร์จิ้นฮิตกำหนดให้จำนวนแฟนคือตัววัดความสำเร็จ และหนึ่งในวิธีที่ใช้บ่อยคือโปรโมชั่นที่ได้ผลมาหลายครั้ง แคมเปญแรงๆ กับการแจกของโดนๆ จึงเกิดภายใต้ Mechanic ง่าย จนเกิดปรากฏการณ์ดาวแดงระบาดบนเฟซบุ๊ก เทียบกับตอนนี้ก็ไม่ต่างจากปรากฏการณ์ Dtac One D.I.Y. สักเท่าไรก็ว่าได้ เมื่อใครๆ ก็พร้อมใจกันเปลี่ยนรูปโพรไฟล์ไปเสียหมด

กลยุทธ์นี้เป็นการหยิบเทคนิคของเวอร์จิ้นฮิตที่ฝรั่งเศสมาใช้ เปลี่ยนโพรไฟล์เป็นเราแจกของรางวัลให้คุณ แล้วก็ประสบความสำเร็จตามกันไป

“คิดว่าที่ประสบความสำเร็จ เพราะทำถูกที่ถูกเวลา ถูกที่คือทำในเฟซบุ๊ก ส่วนถูกเวลาคือเราทำแคมเปญหลังช่วงที่มีคนหลั่งไหลเข้ามาในเฟซบุ๊กเยอะมากจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เรานำกระแสเปลี่ยนภาพโพรไฟล์ เพื่อลุ้นรางวัล BlackBerry”

โปรโมชั่นแบบนี้ด้วยความเป็นสื่อออนไลน์ เวอร์จิ้น ฮิตไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าเอง เพราะได้สปอนเซอร์อย่าง Goodyear แคมเปญ “Hitzเฟซบุ๊กFever” แจก BlackBerry ทุกวันจันทร์-ศุกร์ วันละ 3 เครื่อง รวม60 เครื่อง นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนหลั่งไหลมากด Like ให้กับเวอร์จิ้นฮิต จำนวนของแฟนก่อนมีแคมเปญราว 27,000 คน เพิ่มเป็น 120,000 ภายในเวลา 1 เดือน (ปัจจุบันมีแฟนประมาณ 150,000คน)

“วันที่ 19 กรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมาแค่ชั่วโมงเดียว มีคนคอมเมนต์ไป 35,368 คน เริ่มจากดีเจกฤษณ์จัดมี 9,000 กว่าคอมเมนต์ ต่ออีกช่วง 30,000คอมเมนต์ ดีเจพูดถึงแคมเปญนี้ทุกช่วง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะเราใช้วิทยุช่วยเพิ่ม Impression (ยอดคนดู) ได้ 300,000 คน เยอะที่สุดในช่วงดีเจกฤษณ์ และมีคนร่วมกิจกรรมช่วงเย็นมากที่สุดช่วง ดีเจบอย – นานา ซึ่งจัดตั้งแต่ 4 โมง – 1ทุ่ม”

กลยุทธ์ที่เคยสำเร็จในออฟไลน์ จึงมาเกิดบนออนไลน์โดยสมบูรณ์ผ่านทาง Fan Pageนี้เอง ส่วนวิธีคิดองค์ประกอบอื่นก็ไม่ต่างกัน เช่น ของที่แจกชั่วโมงนั้นต้องบีบี ซึ่งเป็นของที่คนกำลังนิยมมาก เป็นต้น

โพสต์ให้รู้ว่าอยากให้ตอบ

เจาะพฤติกรรมคนฟังผ่าน Fan Page ส่วนหนึ่งนั้นก็เหมือนคนทั่วไป มีการตอบรับเมื่อมีการสื่อสารแบบเจาะจงไปถึง สำหรับ Fan Pageของเวอร์จิ้นฮิตนั้น นอกจากจะมีทีมงานที่เกศราดูแลโดยตรงแล้ว ยังมีกลุ่ม “ดีเจ” เป็นตัวขับเคลื่อนซึ่งด้วยความเป็นดีเจที่มีผู้ฟังประจำอยู่แล้ว ยิ่งช่วยให้ Fan Pageมีสีสันและเกิดการ Interact อย่างล้นหลาม

“เรามีจะมีการประชุมร่วมกับดีเจ ว่าจะโพสต์เรื่องไหน แบบไหน เรื่องไหนไม่ควรโพสต์ ส่วนใหญ่เน้นเรื่องทั่วๆ ไป ถ้าจะเรียกคอมเมนต์ต้องเป็นเรื่องความรัก เรื่องเรียนอาจจะซีเรียสเกินไป เพราะเรานำเสนอความบันเทิง เรื่องยากๆ ก็ไม่มีใครอยากตอบ ต้องสนุก สบายใจ มันคือเรื่องเดียวกันกับในคลื่นวิทยุ”

ส่วนคาแร็กเตอร์ที่ปรากฏใน Fan Pageก็จะเป็นคาแร็กเตอร์เดียวกับเวอร์จิ้น นั่นคือ ฮิต ทันสมัย กระฉับกระเฉง หวือหวา เพราะกลุ่มเป้าหมายคือเด็กมหาวิทยาลัยจนถึงคนทำงานใหม่ๆ อายุ 24-30 ปี ก่อนจะส่งต่อไปยังคลื่นอื่นๆ ในเครือเวอร์จิ้นซึ่งจะต่อเนื่องกันไปตามช่วงอายุที่สูงขึ้น และใช้โลโก้ดาวแดงเป็นรูปโพรไฟล์ไม่เคยเปลี่ยนเพื่อแสดงถึงพลังของแบรนด์ เว้นแต่จะเปลี่ยนชั่วคราวในช่วงที่มีแคมเปญ
เพื่อให้เข้ากับคาแร็กเตอร์ข้อความที่โพสต์ ทั้งจากดีเจและผู้ดูแล จะเน้นภาษาไม่เป็นทางการ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสรรพเพเหระ ทั้งสภาพอากาศ การจราจร ข่าวบันเทิง ประเด็นเรื่องรัก หรือวิธีทักทายเพื่อเรียกเสียงตอบกลับจากกลุ่มแฟนมันส์ๆ อย่าง

“ภูเก็ตร้อนมว๊ากกก….กรุงเทพร้อนมั๊ยยยยย??? อยู่ที่ไหนกันบ้างส่งเสียงมาให้คลายร้อนกันหน่อยจ้า” มีผลตอบรับ 130 Like 264 Comments

“เคยเชื่อใจคนที่ให้ความหวัง แต่ไม่คิดจะจริงจังกับเราเหรอเปล่า เพราะอะไร” 335 Like 386 Comments

“ชาว virgin hitz คิดอย่างไรกับกรณี ฟิลม์ และ แอนนี่ บรู๊ค” 114 Like 826 Comments

“ฮิต เช้า เช้า วันนี้ถามว่า รับได้มั้ยถ้าแฟนคุณยังสนิทกับแฟนเก่าเค้าอยู่” 299 Like 836 Comments

ตัวเลขเหล่านี้อาจไม่เยอะเมื่อเทียบกับบาง Fan Page แต่ถ้าจินตนาการถึงรายการวิทยุ ไม่มีทางที่ดีเจจะรับสายเข้าหรือพูดคุยกับผู้ฟังได้เป็นจำนวนมากเท่านี้สำหรับการจัดรายการเพียง 1-2 ชั่วโมงเด็ดขาด

จากคอมเมนต์ในเฟซบุ๊ก ดีเจก็หยิบไปพูดต่อในรายการ ไม่ต่างจากการอ่านข้อความเอสเอ็มเอสของบางคลื่น ก็กลายเป็นการสื่อสารสองทาง

“ตรงนี้ทำให้ให้เกิด Consumer Engagement ที่ถือเป็น CRM อย่างหนึ่ง”

พอเนื้อหอม ใครๆ ก็อยากเป็นแฟน

ทุกวันนี้เกศราและทีมงานสนุกกับการเช็กผลแบบวันต่อวันผ่านเฟซบุ๊ก Insight เพราะมันส่งผลต่อการตลาดของคลื่นโดยตรง

“ก่อนหน้านั้นต้องรอผลจากนีลเส็น ซึ่งกว่าจะสรุปมาก็เป็นเดือน SMS ก็รู้ได้ทันทีแต่รู้แค่เบอร์ลูกค้า ออนไลน์ก็รู้แต่เป็นวงจำกัด แต่เฟซบุ๊กนี่ทำให้เราเห็นถึงโพรไฟล์ได้เลยว่า ลูกค้าเป็นใคร อย่างไร อยู่ที่ไหน เล่นเฟซบุ๊กบ่อยแค่ไหน เพราะสิ่งที่เราอยากรู้ก็คือฟีดแบ็ก รู้จักเขาเพื่อจะรักษาเขาไว้ได้ เพิ่มจำนวนได้ และทำโปรโมชั่นได้ชัดเจนตรงกับความต้องการของเขา”

การทำงานอย่างเป็นระบบ มีการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ปัจจุบันเวอร์จิ้นฮิตมีจำนวนแฟนรวมแล้วตั้งแต่เปิด Fan Pageมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2552 เป็นอันดับ 2 รองจาก GTH และเฉลี่ยมี Interactive Rate อยู่ที่ 100-1,000 คอมเมนต์ Monthy User Active 120,000 ราย เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย เหมือนฐานคนฟังในวิทยุ

“เวลาเช็กฟีดแบ็กผู้หญิงจะแอคทีฟกว่า และสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ คนฟังที่อยู่ในโลกออนไลน์ แอคทีฟและวัดผลได้เร็ว ดังนั้นกิจกรรมต่อไปจะต้องคำนึงถึงคนออนไลน์มากกว่านี้”

เมื่อมีจำนวน โพรไฟล์ และการตอบรับชัดเจนของลูกค้า ทำให้เวอร์จิ้นฮิตกลายเป็นวิทยุที่หลายธุรกิจอยากทำกิจกรรมร่วมด้วย ส่วนหนึ่งก็หวังจะใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่นี้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ

“เรามีตั้งแต่คอนโดหรู ระบบป้องกันไวรัส กล้อง มือถือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ติดต่อเข้ามาขอจับมือทำตลาด แต่เราไม่ขายฐานข้อมูลและไม่อนุญาตให้ขายสินค้าหน้า Wall ของเรา เต็มที่ก็ทำได้ในรูปแบบ Co-promotion ได้ เช่นแคมเปญแจกบีบีที่ทำร่วมกับกู๊ดเยียร์ โดยแฟนที่อยากได้ของพรีเมียมจาก Goodyear ก็ไปกด Like ที่นั่นด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบที่เป็นไปได้”

เธอยืนยันว่าในอนาคตจะมีแคมเปญแรงๆ แบบนี้อีกแน่นอน ขึ้นอยู่กับส่วนผสมของสื่อ เวลา และโปรโมชั่น แต่ที่จะลืมไม่ได้เด็ดขาด คือการที่แฟนวางใจให้รู้จักตัวตน เวอร์จิ้นฮิตก็ต้องไม่ลืมที่จะตอบแทนให้สมควรค่าแก่สิ่งที่ได้รับ

“เราต้องไม่ลืมว่าคนที่เขากด Like คือเขารักเรา เชื่อเรา ให้เกียรติเรา เราต้องเคารพ จริงใจ และรักษาความเป็นส่วนตัวของเขา เพราะถ้าไม่ดูแลให้ดี เกิดเร็วก็ตายเร็วได้นะ”

    Key Success ของ Fan Pageเวอร์จิ้นฮิต

  • กลุ่มเป้าหมายชัดเจน เป็นวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้นที่ใช้ชีวิตในโลกออนไลน์
  • เริ่มจากเปิดตัวถูกจังหวะในช่วงที่คนเฟซบุ๊กสูงสุดเพราะผลจากสถานการณ์ม็อบการเมือง
  • มีจังหวะในการออกโปรโมชั่น โดยปีหนึ่งจะมีกิจกรรมคืนกำไรให้กับผู้ฟัง 2-3 ครั้ง และมีกิจกรรมทุกเดือนทั้งใหญ่และเล็ก โดยมีโจทย์เดิมคือ ทำให้เป็น Talk of the town แต่ Mechanic จะเปลี่ยนไป
  • มีการ Integrated สื่อทั้งเว็บไซต์ วิทยุ Fan Page โดยใช้ช่องทางวิทยุเป็นช่องทางทำรายได้หลักมาโปรโมต Fan Pageในทุกช่วงดีเจ เพื่อดึงคนให้อยู่ใน Fan Pageและฟังเวอร์จิ้นฮิตไปพร้อมๆ กัน
  • มีฐานข้อมูลลูกค้าที่ละเอียดและชัดเจน ที่สามารถนำไปทำตลาดได้ทันทีและเห็นผลโดยไม่ต้องรอผลเรตติ้งจากหน่วยงานอื่น
  • ทำตัวเป็นเหมือนเพื่อนที่ไว้ใจได้

Profile

เกศรา เทียนไชย
ชอบโลก (ออนไลน์เป็น) ส่วนตัว

เกศรา เทียนไชย ถือเป็นผู้บริหารคลื่นวิทยุที่มีความเป็นนักการตลาดในตัวเอง แม้ไม่ได้ร่ำเรียนมาโดยตรงด้านการตลาด หรือแม้แต่ด้านสื่อดิจิตอล แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความสนใจใครรู้ จึงศึกษาอย่างจริงจัง

เธอบอกว่ามันเป็น “ความอยากส่วนตัว”

ทุกวัน เธอใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ตลอด ตั้งแต่ตื่นนอนถึงออฟฟิศ จากออฟฟิศจนถึงบ้าน ยกเว้นก็แค่เวลาหลับ เล่นทุกโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คไซต์ ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไฮไฟว์ และ WAYN (Where are you now) ซึ่งเป็นเว็บที่แทรกซึมอยู่ในไทยมาเป็นปีๆ แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมใด ๆ

นอกจากอยู่กับความชอบส่วนตัว ทุกวันนี้เธอมีหน้าที่ดูแลทีมเว็บไซต์ที่มีด้วยกัน 5 คน สำหรับตอบรับคอมเมนต์นับร้อยที่เข้ามาในแต่ละวัน ซึ่งประกอบด้วย ดีไซเนอร์ โปรแกรมเมอร์ ฝ่ายคอนเทนต์ และฝ่ายขาย

]]>
13208
บทนี้ “เสี่ยสั่งลุย” https://positioningmag.com/12459 Fri, 05 Mar 2010 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=12459

“กิตติภัทร รุ่งธนเกียรติ” หรือ ”เสี่ยติ่ง” จากอดีตเจ้าพ่อวงการวิทยุภูธร กับความเสี่ยงทางธุรกิจที่ได้สัมปทานคลื่นบ้าง หรือบางครั้งก็ไม่ได้ แต่ ”ทีวีดาวเทียม” ทำให้เขาไม่ต้องวิ่งเต้นมากเหมือนเมื่อก่อน แถมยังได้เป็นเจ้าของสื่อทีวีอีกกี่ช่องก็ได้ในที่สุด

“กิตติภัทร” ในฐานะรองประธาน บริษัท เอพลัส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เคยเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุภูธรหลายสถานี ในนามของ ”อาร์เค มีเดีย” แต่เขาเงียบหายไปพักหนึ่ง หลังจากอาร์เคถูกซื้อหุ้นแบ็กดอร์จนต้องวางมือไปเมื่อ 2 ปีก่อน

”เอพลัส” คือความหวังใหม่ของ ”เสี่ยติ่ง” ที่ทำให้บทบาทของเขาเปลี่ยนไปในวงการสื่อ เวลานี้เขาคือเจ้าของช่องทีวีดาวเทียมอย่างน้อย 3 ช่อง ที่ ”เสี่ยติ่ง” ภูมิใจที่จะบอกเล่า เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่กำลังเป็นไป และอนาคตในธุรกิจใหม่ของเขา

“เสี่ยติ่ง” บอกว่าสิ่งที่เขาเชื่อมั่นคือทีวีดาวเทียมในระยะยาวจะเป็นหนึ่งช่องในฟรีทีวีที่คนเลือกดู เมื่อทุกบ้านมีเซ็ตท็อปบ็อกซ์ ซึ่งหมายถึงทุกบ้านติดจานดาวเทียม และมีกล่องรับสัญญาณทีวีโดยตรง เพราะใน Long run พฤติกรรมของผู้ชมจะเปลี่ยนแปลง เขาจึงกระโจนลงทุนอย่างเต็มตัว แม้ว่าในปีแรกนั้น ”เสี่ยติ่ง” จะบอกว่าเป็นความยากลำบากในการทำธุรกิจมาก เพราะต้องคุยกับสปอนเซอร์ จนกว่าจะเข้าใจว่าทีวีดาวเทียมเป็นสื่อที่น่าสนใจสำหรับการโฆษณา

แต่ก็เขาก็ทำสำเร็จด้วยช่องแรกคือ Hit Station ที่เป็นเพลงลูกทุ่ง ที่ได้รับการตอบรับจากสปอนเซอร์อย่างดี ทั้งกระทิงแดง ซันซิล ปตท. ต่างลงเม็ดเงินโฆษณาให้เขา

เอพลัสจึงเดินหน้าต่อในกลางเดือนมกราคม 2553 เอพลัสประกาศเปิดอีก 2 สถานี คือ OK TV เพลงฟังสบายๆ และ CSR TV ซึ่งช่องหลังนี้ ”เสี่ยติ่ง” บอกว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่ยังไม่มีใครทำในทีวีดาวเทียม โดยนำทีม ”ร่วมด้วยช่วยกัน” ที่เคยออนแอร์ในไอทีวีสร้างคอนเทนต์ ซึ่งช่องนี้จากชื่อของช่อง ถือว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมายสินค้าที่ต้องการโฆษณาประชาสัมพันธ์การทำซีเอสอาร์องค์กรของตัวเอง ซึ่งเขาไม่อยากจะบอกตรงๆ ว่าสามารถดึงสปอนเซอร์ได้ แต่ขอเน้นว่าช่วยสังคม ส่วนรายได้สปอนเซอร์ช่องนี้เป็นผลพลอยได้มากกว่า

แต่ละช่องสำหรับ ”เอพลัส” ใช้งบลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท แต่รายได้ในปี 2553 นั้นเสี่ยติ่งประเมินว่าจะทำบิลลิ่งจากธุรกิจทีวีดาวเทียมได้ถึง 100 ล้านบาท จากปี 2552 เอพลัสทำได้ 60 ล้านบาท และปี 2551 ได้เพียง 20 ล้านบาท

วันนี้วิถีชีวิตประจำวันของ ”เสี่ยติ่ง” ผกำลังวุ่นกับสิ่งใหม่ๆ ในธุรกิจทีวีดาวเทียม ส่วนวิทยุที่เขาบอกว่า เป็นธุรกิจที่ไม่มีกติกานั้น แม้จะยังคงเป็น 1 ในธุรกิจของเครือเอพลัส แต่หากจะคุย หรือสัมภาษณ์เกี่ยวกับเอพลัส คุยเรื่องทีวีดาวเทียม ”เสี่ยติ่ง” บอกว่าสนุกกว่าเยอะเลย

]]>
12459
FM 98 Business Station จัดงาน “ The Three Dimensions วิกฤติ พบ คำตอบ ” https://positioningmag.com/48867 Thu, 13 Aug 2009 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=48867

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา บริษัท ฟาติมา บรอดคาสติ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้บริหารคลื่น 98.0 Business Station ได้จัดเสวนาภายใต้หัวข้อ “The Three Dimensions วิกฤติพบคำตอบ” โดยเชิญกูรูจากด้านเศรษฐกิจและการเมือง ประกอบด้วย นายประจวบ ไชยสาส์น อดีตผู้แทนการค้าของไทย, นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและสภาพัฒน์, นายชาญชัย สงวน-วงศ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น และนายนิมิตร หมดราคี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการประชาสัมพันธ์มาร่วมแสดงความคิดเห็น และดำเนินรายการโดยนายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ

โดยคุณประจวบ ไชยสาส์นกล่าวว่า รัฐและเอกชนต้องปรับตัว โดยมองหาตลาดใหม่ในการทำธุรกิจ จากเดิมที่มุ่งเน้นตลาดตะวันตก ควรหันมาเจาะตลาดตะวันออกมากขึ้น และควรมองวิกฤติโลกที่เกิดขึ้นนี้ให้เป็นโอกาสโดยการปรับเปลี่ยนการทำธุรกิจ จากเดิมที่เป็นฐานการผลิตและส่งออกไปยังต่างประเทศ เปลี่ยนมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกซะเอง แต่ก็ยังมีปัจจัยที่นักธุรกิจไทยยังคงต้องศึกษาเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาตลาด ภาษา ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของประเทศคู่ค้า รวมถึงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อลดภาระต้นทุนระบบขนส่งโดยรวม ซึงคิดเป็นสัดส่วนต้นสูงถึง 30% ของธุรกิจ ซึงจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้แข่งขันกับประเทศอื่นๆได้

ทางด้านคุณสุรนันทน์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า เพราะนักการเมืองคือผู้ที่ตัดสินใจนโยบายต่างๆปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจและการเมืองพร้อมๆกัน หากไทยยังคงประสบปัญหาทางการเมืองอยู่ เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้น ไม่ว่าประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาหรือจีนที่มีโอกาสฟฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดแล้วนั่น เศรษฐกิจประเทศไทยอาจโดนประเทศเพื่อนบ้านแย่งตลาดไปได้

“การขัดแย้งทางการเมือง ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเกิดจากกติกาของประเทศถูกบิดเบือน มี 2มาตราฐาน ไม่มีความยุติธรรม สร้างความแตกต่างระหว่างคน 2 กลุ่ม และระบบทุนนิยมเข้ามามีบทบาทต่อวงการเมืองมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและผลกระทบต่อธุรกิจในท้ายที่สุด” นายสุรนันทน์กล่าว

ในส่วนของคุณนิมิตร หมดราคี กล่าวถึงแนวทางประคองธุรกิจท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ว่า ควรมองวิกฤติครั้งนี้ให้เป็นโอกาสที่ดีต่อธุรกิจ ควรมองว่า เราคือใคร เป็นอะไร และทำอะไร ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารในองค์กร ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญกับพนักงาน หรือผู้ลงทุนรายอื่นๆ และสร้างขวัญกำลังใจในการต่อสู้กับสภาวะวิกฤติในตอนนี้ จึงจะผ่านพ้นไปได้

“ผู้บริหารบริษัทหรือองค์กร ต้องรักษาระดับความน่าเชื่อถือต่อสื่อมวลชน ผู้นำองค์กรต้องเป็นหลักในการสะท้อนภาพลักษณ์ และหาวิธีสื่อสาร ที่ตรงจุด กล้าทำในสิ่งที่ใหม่ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในระยะยาว” นายนิมิตรกล่าวและพูดถึง “บทบาทในการทำงานด้านสื่อสารมวลชนของรัฐ ทั้งๆที่มีเครื่องมือพร้อมทุกอย่าง แต่ยังไม่สามารถโน้มน้าวคนอีกกลุ่มในสังคมได้ และการมุ่งใช้ยุทธศาสตร์ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” จะสร้างความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย”

]]>
48867
"วิทยุชุมชน" The Powerful Radio https://positioningmag.com/11705 Tue, 05 May 2009 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=11705

ความทรงอิทธิพลอีกรูปแบบหนึ่งที่นอกเหนือไปจากตัวบุคคลแล้ว หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าเจ้า “วิทยุท้องถิ่น” ที่มีรัศมีของคลื่นไปได้ไม่ไกลนัก จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ชนบทตามพื้นที่ห่างไกลที่มีข้อจำกัดในการรับชมโทรทัศน์หรือฟังวิทยุจากส่วนกลาง ซึ่งเจ้าวิทยุชุมชนนี้สามารถเข้าถึงทุกประตูบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ในไร่-นาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลายฝ่ายอาจประเมินความสามารถของวิทยุชุมชนต่ำเกินไป โดยมองว่าน่าจะมีผู้รับฟังไม่มากนัก จากข้อจำกัดในการออกอากาศ แต่ถ้าลองตรวจสอบให้ดี ในการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงที่กรุงเทพมหานครที่ผ่านมา มีผู้คนเข้ามาร่วมชุมนุมไม่น้อย มาจากความสำเร็จของเจ้าวิทยุชุมชน ที่สามารถทำหน้าที่เป็นทั้งกระบอกเสียง และเป็นศูนย์ระดมพลพรรคคนเสื้อแดงจากทุกพื้นที่ให้เข้ามาร่วมชุมนุม

ความได้เปรียบของวิทยุชุมชน คงต้องเริ่มกันที่ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งสถานีที่ใช้เงินลงทุนเพียงหลักหมื่นกลางๆ ขึ้นไปก็สามารถเป็นเจ้าของวิทยุชุมชนได้แล้ว หากต้องการให้สามารถออกอากาศได้กว้างไกลขึ้นไปอีกเพิ่มงบแค่ 1 แสนบาทต้น ๆ ก็รับฟังได้ไกลเป็นสิบกิโลเมตร แถมจะเลือกแบบขออนุญาตถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่ก็ย่อมได้

“เดิมเราเคยขออนุญาตกับกรมประชาสัมพันธ์และเปลี่ยนมาที่ไปรษณีย์โทรเลข ขณะนี้กฎหมายยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอให้หลักเกณฑ์ในการควบคุมออกมาอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงทำให้มีบางคลื่นที่ออกอากาศโดยไม่ได้ขออนุญาตก็มีไม่น้อย” เจ้าของวิทยุชุมชนรายหนึ่งเล่าให้ฟัง

วิทยุชุมชนที่ยังไม่ได้รับอนุญาต หรือเรียกว่า “เถื่อน” นั้นมีอยู่มากมาย แต่ในการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนคนควบคุม จึงทำให้มีการตรวจสอบคลื่นไม่มากนัก ที่สำคัญคือหากจะปิดวิทยุชุมชนเถื่อนจะต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่มาดำเนินการ กว่าจะถึงขั้นตอนนั้นไม่มีใครรออยู่ให้ถูกจับ อย่างมากก็แค่ยึดเครื่องส่งไปเท่านั้นเอง

เมื่อ “เกิดง่าย ใช้ทุนน้อย” ออกอากาศได้ภายใต้รัศมีสิบกว่ากิโลเมตร ไร้หน่วยงานควบคุม วิทยุชุมชนจำนวนไม่น้อยจึงถูกภาคการเมืองนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะช่วงที่มีการเดินเครื่องชุมนุมประท้วง คลื่นเหล่านี้แม้ว่าจุดประสงค์ในการขออนุญาตครั้งแรกจะเป็นแบบหนึ่ง แต่สุดท้ายก็กลายเป็นคลื่นที่ตอบสนองต่อการชุมนุมทางการเมือง ไม่ต้องกล่าวถึงคลื่นเถื่อนที่บางแห่งตั้งขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

ในจังหวัดเล็กบางจังหวัดมีวิทยุชุมชนเกือบ 100 คลื่น แม้ว่าสถานีวิทยุแต่ละแห่งจะออกอากาศได้ไม่ไกลนัก แต่ถ้าเจ้าของวิทยุมีข้อตกลงร่วมกันของแต่ละสถานีแล้วตรงนี้ก็เชื่อมสัญญาณต่อกันออกอากาศก็รับฟังครอบคลุมได้ทั้งจังหวัด

เจ้าของวิทยุชุมชนในพื้นที่สีแดงให้ความคิดเห็นว่า จริงๆ แล้ววิทยุชุมชนนั้นถือว่าเป็นจุดแข็งของแต่ละท้องถิ่น เพราะวิทยุจากส่วนกลางไม่สามารถรับฟังได้ทั้งประเทศ และผู้ฟังคือเพื่อนบ้านของเราเป็นทั้งญาติและเพื่อนกันทั้งนั้น คนฟังกับคนจัดรายการก็เห็นหน้าเห็นตากันทุกวัน พื้นที่รอบๆ สถานีไม่ต้องห่วงในเรื่องความไม่ชัดเจน ฟังกันแทบทุกครัวเรือน จะไปทุ่งนาหรือทำสวนก็ฟังได้

แน่นอนว่าเมื่อป้อนข้อมูลใดให้กับญาติๆ หรือเพื่อนฟัง พวกเขาย่อมเชื่อเรามากกว่าคนอื่น ที่สำคัญคนในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ชื่นชอบทักษิณ ชินวัตร เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อมีการบอกกล่าวว่าสิ่งที่ทักษิณถูกกระทำนั้นไม่เป็นธรรมยิ่งทำให้คนเหล่านี้เชื่ออย่างสนิทใจ และพร้อมที่จะออกมาตามที่แกนนำนัดหมาย

ที่ผ่านมาวิทยุชุมชนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ในช่วงที่ยังไม่มีการชุมนุมก็จะมีผู้จัดรายการที่ป้อนข้อมูลทางการเมืองให้กับผู้ฟัง พื้นที่ใดที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่อยู่ในสังกัดเพื่อไทยก็จะมีเงินสนับสนุนสถานีวิทยุที่ให้ความร่วมมือ แต่ในบางจังหวัดที่ไม่มี ส.ส.เพื่อไทยอยู่ก็จะมีผู้จัดรายการบางคนที่ชื่นชอบพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ทำหน้าที่โฆษณาชวนเชื่อแทน

ตรงนี้อาจมีข้อสงสัยว่านักการเมืองเจ้าของพื้นที่ต่างพรรคเข้ามาห้ามปรามหรือไม่ คงต้องตอบว่าบางพรรคการเมืองก็ถูกยุบพรรคเช่นเดียวกับเพื่อไทย หากสิ่งใดที่ทำให้อายุการทำงานของรัฐบาลสั้นลงย่อมต้องเป็นผลดีกับ ส.ส.เหล่านี้ หรือแม้กระทั่งบางพื้นที่ที่เป็น ส.ส.ประชาธิปัตย์อยู่ก็ตาม แต่ ส.ส.เหล่านั้นไม่มีอำนาจปิดสถานีวิทยุชุมชน เพราะอำนาจดังกล่าวอยู่ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

เมื่อเป็นเช่นนี้วิทยุชุมชนนอกจากจะให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวแล้ว ยังทำหน้าที่ปลุกระดมด้วยการผ่านตัวผู้จัดรายการและการเชื่อมสัญญาณการถ่ายทอดการชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น วิทยุชุมชนยังเป็นศูนย์บัญชาการของพลพรรคเสื้อแดงตามต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี ทำหน้าที่นัดหมายรวบรวมไพร่พลเข้ามาสมทบในเมืองหลวงได้ทันที หากแกนนำผู้ชุมนุมในเมืองหลวงออกคำสั่ง

ในอีกด้านหนึ่งการที่มีวิทยุชุมชนแบ่งบานกันทั้งประเทศอย่างนี้ การเลือกคลื่นในการออกอากาศก็เลือกกันตามสะดวก บางแห่งใช้ความถี่ทับซ้อนกับคลื่นใหญ่ในกรุงเทพฯ บางพื้นที่ที่ใกล้กรุงเทพฯ เดิมเคยรับฟังรายการ จากนี้ไปก็จะไม่สามารถรับฟังได้ นั่นหมายถึงพื้นที่นั้นจะถูกปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจากทางวิทยุไปทันที

การรุกเข้ามาควบคุมวิทยุชุมชนของนักการเมืองนั้น มีทั้งการให้คนใกล้ชิดเข้ามาขออนุญาต หรือลงทุนเองติดสถานีวิทยุเอง แม้ว่าจะเป็นวิทยุเถื่อน แต่หากสามารถใช้ประโยชน์ได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งจนเป้าหมายของเขาสำเร็จก็คุ้ม

นอกจากนี้ยังมีการซื้อคลื่นทั้งคลื่นจากเจ้าของสถานีวิทยุเดิมก็มี วิธีการนี้ถือว่ามีความปลอดภัยสำหรับกลุ่มการเมือง เพราะชื่อผู้ขออนุญาตเป็นของคนที่ไม่เกี่ยวข้อง และหากเกิดปัญหาขึ้นมาก็มีผู้รับผิดชอบแทน

ดังนั้นปฏิบัติการณ์โค่นล้มรัฐบาลของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้กำหนดทิศทางปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า “วิทยุชุมชน” เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญที่มีอิทธิพลไม่แพ้บุคคลในระดับแกนนำของการชุมนุม

]]>
11705
โฆษณาผ่านสื่อวิทยุปี’52 : หดตัวลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 https://positioningmag.com/47037 Mon, 30 Mar 2009 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=47037

ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน สื่อดิจิตอลจะมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สื่อวิทยุก็ยังคงเป็นสื่อหลักอีกสื่อหนึ่งของกลุ่มคนจำนวนมากอยู่ ทั้งคนเมืองที่ฟังวิทยุในระหว่างที่ประสบกับปัญหาการจราจรติดขัดอยู่บนท้องถนน ทั้งคนนอกเมืองที่อาศัยการฟังวิทยุในขณะทำงานหรือในช่วงเวลาว่าง เนื่องจากสื่อวิทยุเป็นสื่อที่มีราคาถูก เป็นความบันเทิงที่หาได้ง่ายตามเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ฟังอาจจะมีการเปลี่ยนช่องทางการฟังวิทยุไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการฟังวิทยุผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล และอินเทอร์เน็ต จึงทำให้ยังคงมีผู้ประกอบการสินค้าบางกลุ่มสนใจที่จะซื้อช่วงเวลาในการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุอยู่ ซึ่งค่าโฆษณาถือได้ว่าเป็นรายได้หลักของการทำธุรกิจวิทยุในยุคนี้

สัดส่วนการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุ : ลดลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาสัดส่วนของมูลค่าสื่อโฆษณาแยกตามประเภทแล้ว สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อที่มีสัดส่วนของมูลค่าการโฆษณาสูงที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 58.0 ของมูลค่าการโฆษณาผ่านสื่อทั้งหมด รองลงมา คือ สื่อหนังสือพิมพ์ สื่อนิตยสาร ที่มีสัดส่วนร้อยละ 14.8 และ 8.3 ตามลำดับ สำหรับสื่อวิทยุในปี 2551 มีสัดส่วนร้อยละ 6.8 โดยมีสัดส่วนเป็นอันดับ 4 จากการโฆษณาผ่านสื่อในทุกช่องทาง

แต่หากพิจารณาเฉพาะสัดส่วนการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา พบว่ามีสัดส่วนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุสำคัญมาจากการฟังเพลงผ่านสื่อดิจิตอลแทน เช่น ซีดี หรือ เอ็มพี 3 แทนการฟังเพลงผ่านสื่อวิทยุ ส่งผลให้จำนวนผู้ฟังวิทยุลดลงตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจของบริษัทนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด ที่พบว่ากลุ่มผู้ฟังที่มีช่วงอายุระหว่าง 12-24 ปี และกลุ่มผู้ฟังในช่วงอายุระหว่าง 25-39 ปี มีตัวเลขผู้ฟังลดลงในระดับเดียวกัน มีเพียงกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปเท่านั้น ที่ยังคงมีจำนวนผู้ฟังอยู่ในระดับคงที่ จึงทำให้ผู้ประกอบการสินค้าหันมาลดสัดส่วนการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุลงไป

มูลค่าการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุปี’52 : ยังคงหดตัว
สำหรับมูลค่าการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุก็ลดลงเช่นกัน โดยมีอัตราการเติบโตที่หดตัวลงมาโดยตลอด โดยเฉพาะในปี 2549 ที่มีการหดตัวสูงถึงร้อยละ 6.7 ส่วนในปี 2551 มูลค่าการโฆษณาของสินค้าผ่านสื่อวิทยุลดลงเหลือ 6,157 ล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 2.8 จากปีที่ผ่านมาที่เคยหดตัวถึงร้อยละ 4.1 หรือคิดเป็นมูลค่า 6,335 ล้านบาท โดยสาเหตุสำคัญของการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุในปี 2551 ที่หดตัวลดลงจากเดิมมาจากการเติบโตของสัมปทานข่าวช่วงต้นชั่วโมงซึ่งเป็นการออกอากาศทั่วประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการสินค้าหลายรายหันมาใช้งบส่วนนี้มากขึ้น และอีกตัวแปรหนึ่งที่สำคัญ คือ กลยุทธ์การขายเหมาคลื่นให้กับเจ้าของสินค้า เช่น การซื้อคลื่นของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิต เป็นต้น

จากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยในปี 2552 คาดว่าจะส่งผลกับการโฆษณาของธุรกิจสื่อวิทยุเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคลื่นวิทยุเปิดใหม่ที่ไม่มีฐานผู้ฟังมาก่อน และไม่มีธุรกิจสื่ออื่นๆในเครือข่ายคอยสนับสนุนในด้านการตลาด และการประชาสัมพันธ์ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในปี 2552 การโฆษณาผ่านสื่อวิทยุน่าจะมีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 2.5 จากปีที่แล้ว เนื่องจากผู้ประกอบการสินค้าต่างลดงบประมาณการโฆษณาลง โดยอาจจะเบนเข็มไปโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอลที่มีราคาไม่สูงนัก และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ผู้ประกอบการสินค้าต่างๆหันไปใช้งบโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอลแทน ซึ่งหากต้นทุนการบริหารที่มีมูลค่าสูงจนไม่เพียงพอกับรายได้ที่ได้รับมาจากโฆษณา ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อวิทยุประสบกับภาวะขาดทุนจนถึงขั้นเลิกกิจการก็เป็นได้
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าสำหรับคลื่นวิทยุประเภทข่าวและกีฬาจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากมีผู้ฟังกลุ่มเดิมอยู่แล้ว แต่สำหรับคลื่นวิทยุประเภทรายการเพลงน่าจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยจะเห็นว่าคลื่นวิทยุประเภทรายการเพลงในปัจจุบันมีการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้ฟังที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และพยายามเจาะตลาดให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้สื่อวิทยุมีความหลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับคลื่นวิทยุประเภทรายการเพลงที่ได้รับความสนใจ และมีเรทติ้งผู้ฟังอยู่ในอันดับต้นๆ ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากยังคงมีผู้ประกอบการสินค้ารายเดิมเป็นผู้สนับสนุนรายการอย่างต่อเนื่อง

แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการธุรกิจสื่อวิทยุ
แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันจะส่งผลต่อผู้ประกอบการธุรกิจสื่อวิทยุในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น การถูกตัดงบด้านโฆษณา และระงับการเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมต่างๆของผู้ประกอบการสินค้าในรายการวิทยุ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการธุรกิจสื่อวิทยุก็น่าจะยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เนื่องจากสื่อวิทยุยังถือเป็นสื่อที่สามารถสร้างกระแสให้กับผู้ฟังได้อย่างมาก และยังเป็นสื่อโฆษณาที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับสื่อบางชนิด เช่น สื่อโทรทัศน์ ดังนั้น ผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อวิทยุจึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ด้วยกลยุทธ์ ดังนี้

? เพิ่มความถี่ในการจัดกิจกรรมผ่านสื่อวิทยุ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ทำให้ผู้ฟังต้องคอยติดตามฟังรายการอย่างต่อเนื่อง และเป็นกิจกรรมที่สามารถเพิ่มเรทติ้งผู้ฟังได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการสินค้าต่างๆมีความสนใจในการเป็นผู้สนับสนุนหลักของกิจกรรมดังกล่าว หรืออาจจะซื้อเวลาโฆษณาในรายการวิทยุเพิ่มขึ้น

? เพิ่มช่องทางในการรับสื่อวิทยุให้มากขึ้น เนื่องจากแนวโน้มของผู้ฟังในปัจจุบันไม่สนใจว่าจะรับสัญญาณวิทยุผ่านสื่อชนิดใด ดังนั้นผู้ประกอบการธุรกิจวิทยุจึงควรเพิ่มช่องทางในการรับฟังให้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฟังวิทยุผ่านทางสื่อออนไลน์ หรือเคเบิ้ล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการจัดรายการผ่านกล้องวิดีโอที่ถ่ายทอดสดภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว (Web camera) ผ่านเครือข่ายออนไลน์ แล้ว ก็จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกมีส่วนร่วมกับนักจัดรายการวิทยุในระหว่างจัดรายการเพิ่มขึ้น

? ปรับแพคเกจการขายโฆษณาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการสินค้าต้องการความคุ้มค่าจากการโฆษณาและประชาสัมพันธ์มากที่สุด ดังนั้นผู้ประกอบการธุรกิจสื่อวิทยุจึงควรเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่ผู้ประกอบการสินค้าให้มากขึ้น โดยอาจกำหนดราคาขายโฆษณาออกมาเป็นแพกเกจเพื่อให้ราคาขายโฆษณาต่อนาทีลดลงจากเดิม หรืออาจจะใช้แนวทางการขายโฆษณาตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละราย เป็นต้น

? สร้างแบรนด์เพื่อให้ติดตาตรึงใจผู้ฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจสื่อวิทยุรายใหม่ สำหรับการสร้างแบรนด์จำเป็นต้องให้ผู้ฟังทราบว่าคลื่นวิทยุของตนมีจุดเด่นที่แตกต่างจากคลื่นวิทยุอื่นๆอย่างไร เพื่อสร้างแบรนด์ให้เกิดความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายเดิม รวมทั้งเป็นการสร้างความจดจำให้แก่ผู้ฟังมากขึ้นอีกด้วย

บทสรุป
การโฆษณาผ่านสื่อวิทยุมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านมูลค่าการโฆษณาและสัดส่วนการโฆษณาผ่านทางวิทยุ สำหรับปี 2552 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า มูลค่าการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุจะหดตัวลงร้อยละ 2.5 โดยมีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท และเป็นการหดตัวติดต่อกันมาเป็นปีที่ 4 แล้ว เนื่องมาจากผู้ประกอบการสินค้าตัดลดงบโฆษณา หรืองดการเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมในรายการวิทยุในช่วงที่สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว รวมทั้งผู้ประกอบการสินค้ามีแนวโน้มที่จะโฆษณาและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อดิจิตอลแทนสื่อวิทยุ เพราะมีราคาถูกกว่า และเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการวิทยุประเภทรายการเพลงน่าจะได้รับผลกระทบมากจากการตัดลดงบโฆษณา และภาวะการแข่งขันกันที่สูงมาก เนื่องมาจากความชอบของผู้ฟังที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่สำหรับรายการวิทยุประเภทเพลงที่ได้รับความนิยมจากผู้ฟังสูง มีเรทติ้งดี และมีฐานผู้ฟังเดิมอยู่พอสมควร รวมทั้งรายการวิทยุประเภทข่าวและกีฬา คาดว่าจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจสื่อวิทยุรายเก่าหรือรายใหม่ ยังคงต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา เพื่อให้สามารถรักษาฐานผู้ฟังเดิมและสามารถขยายฐานผู้ฟังให้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสินค้าหันมาซื้อช่วงเวลาโฆษณาในคลื่นวิทยุของตนมากขึ้นตามไปด้วย

]]>
47037
104.5 แฟต เรดิโอ มอบเงินให้กับมูลนิธิขาเทียม https://positioningmag.com/46805 Fri, 13 Mar 2009 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=46805

ดี.เจ.ใจบุญ…..คลื่นเพลงทางเลือกใหม่ 104.5 แฟต เรดิโอ โต โต มัน มัน โดยหม่อมหลวงภาริพงศ์ ทองใหญ่ ผู้บริหารระดับสูง ร่วมกับ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) โดยคุณสุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้เชียวชาญด้านสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม จัดพิธีมอบเงินบริจาคในกิจกรรมการส่งคลิปออกกำลังกาย “Clipxercise ออกกำลังกายทำได้ทุกที่ แม้แต่…” จำนวน 1 แสนบาท ให้กับมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยมีนายแพทย์อนุวัฒน์ ดวงประทีป ตัวแทนของมูลนิธิขาเทียม ฯ เป็นผู้รับมอบ ทั้งนี้ภายในงานได้มี ดี.เจ. แฟต เรดิโอ และศิลปินดัง มาร่วมเป็นสักขีพยานกันอย่างคับคั่ง อาทิ โย่ง – ก้อย , ต้าร์ พาราด็อกซ์ , ดี.เจ.แพรว – คณิตกุล , ดี.เจ.คริส – กุ๊ยอุ๋ย บูด้า เบลส , มิกกี้ – กี๋ – แต๊บ เอเอฟ 5 , แชมป์ เทดดี้ สกา แบนด์ , ดี.เจ.ก้อ (เอเอฟ 3) , ดี.เจ.ปาล์ม , วง Knock The Knock

]]>
46805
“TrueMusic DJ VJ Search 2008” คัดคนรุ่นใหม่หายใจเป็นดนตรี ชวนโหวต ดีเจ วีเจ ของคุณ https://positioningmag.com/46826 Fri, 13 Mar 2009 00:00:00 +0000 http://positioningmag.com/?p=46826

ทรูมิวสิค “คุณฟังเพลง เราฟังคุณ” ชวนคุณร่วมโหวต ผู้เข้ารอบ 10 ดีเจ วีเจ ปากดี ดนตรีได้ คาแรคเตอร์เด่น ด้วยการโหวตผ่าน SMS พิมพ์ V เว้นวรรคตามด้วยหมายเลขผู้สมัครส่งมาที่ 8774 ครั้งละ 3 บาท เฉพาะทรูมูฟเท่านั้น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ซิมค่าเทอม แลกค่าโทร ร่วมโหวตผู้เข้ารอบก็จะได้คะแนนคูณ 2 ทันทีในแต่ละครั้งของการโหวต และอีกหนึ่งช่องทางสำหรับ Popular Vote ผ่านเว็บไซต์ www.truemusic.com/djvjsearch พร้อมร่วมชมลีลาของเหล่าว่าที่ ดีเจ วีเจ ว่าจะดีและเด่นแค่ไหน ผ่านการร่วมจัดรายการ Music Battle ทางช่องทรูมิวสิค ทรูวิชั่นส์ (ช่อง 29) และ TrueMusic Radio 93.5 FM ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 21.00 – 24.00 น. และร่วมพิสูจน์ความสามารถในรอบตัดสิน 3 เมษายนนี้ เวทีนี้คัดมาแบบเนื้อๆ การันตีโดย บอสใหญ่ทรูมิวสิค อาจกิจ สุนทรวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจทรูมิวสิค บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เคลมว่าโครงการ “TrueMusic DJ VJ Search 2008” ครั้งนี้คัดเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่หายใจเป็นดนตรี ชาย-หญิง 10 คน 10 สไตล์ ไม่ซ้ำแบบ รับรองว่าต้องมี 1 สไตล์ที่โดนใจคุณ

]]>
46826